WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, September 30, 2010

สัมภาษณ์จีรนุช เปรมชัยพร ผอ.ประชาไท:คำถามที่ไม่มีคำตอบ ทำไมสมาคมสื่อ-องค์กรสิทธิฯเงียบเฉย

ที่มา Thai E-News


คุณ จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเวบไซต์ประชาไท ระหว่างถูกสอบสวนที่สภอ.เมืองขอนแก่น กลางดึกวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา เธอถูกควบคุมตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิขณะเดินทางกลับจากไปประชุมเรื่องเสรี ภาพอินเตอร์เน็ตในต่างประเทศ ด้วยข้อหาที่ผู้อ่านประชาไทแสดงความเห็นในท้ายข่าว ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ตำรวจให้ประกันตัวในกลางดึกวันนั้น ต่อไปนี้เป็นบทสัมภาษณ์เกี่ยวเนื่องกรณีดังกล่าว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กันยายน 2553

Q:คุณ จีรนุชช่วยเล่าเหตุการณ์วันที่ถูกควบคุมตัวที่สนามบินให้ฟังหน่อย ลำดับเหตุการณ์เป็นยังไงมั่ง ตั้งแต่ลงสนามบินมาเจออะไร ไปจนถูกควบคุมตัวขึ้นรถไปขอนแก่น(แล้วก็ทำไมเขาไม่พาขึ้นเครื่องบินไป ขอนแก่น...) และเมื่อไปถึงขอนแก่นเหตุการณ์เป็นไงมั่งช่วยเล่าให้ฟังด้วย จนถึงขั้นได้ประกันตัว

ดิฉันไปประชุมเรื่องเสรีภาพอินเตอร์ เน็ตที่ต่างประเทศ พอกลับประเทศ มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิตอนบ่ายสอง กว่าจะถึงตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)ก็บ่ายสองครึ่ง เขาก็แจ้งว่ามีปัญหานิดหน่อย โดยยังไม่ได้บอกปัญหาอะไร ให้เรานั่งรอ บอกแค่ว่าอาจจะมีหมาย มีอะไรอยู่ และกำลังตรวจสอบว่าเราตรงกับคนตามการแจ้งรึเปล่า ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงมาบอกว่าตรงกัน แล้วจึงแจ้งว่ามีหมายจับ ออกโดยศาลจังหวัดขอนแก่น

ตำรวจตม.ไม่รู้รายละเอียดคดีมากนัก เขาบอกว่าเขามีหน้าที่ที่จะคุมตัวส่งให้กับสภ.เมืองขอนแก่นเท่านั้นเอง ตอนนั้นก็ประมาณบ่ายสามโมงกว่า ทำบันทึกการจับกุมที่นั่น ถึงประมาณห้าโมงครึ่งก็ออกเดินทางไปขอนแก่น ตำรวจ ตม.ส่งครึ่งทาง ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่นมารับไปต่ออีกครึ่งทาง นัดเจอกันที่ปั๊มปตท.ตรงโคราช ประมาณสามทุ่มเศษอยู่ตรงนั้น

จากนั้นก็ไปขอนแก่นด้วยรถปิ๊กอัพเหมือนเดิม นั่งตรงแค็ป ถึง สภ.เมืองขอนแก่นประมาณห้าทุ่มสิบห้า

พอ รู้ว่ามีปัญหาก็ติดต่อแจ้งทนายและทีมงานเพื่อให้ตามมาตั้งแต่ตอนอยู่ กรุงเทพฯแล้ว และให้ทนายสอบถามเรื่องการประกันตัว ตอนแรกตำรวจขอนแก่นบอกว่าคงไม่ได้ประกันคืนนี้หรอก น่าจะเป็นวันรุ่งขึ้น ซักพักหนึ่งทนายโทรบอกว่า ตำรวจโทรบอกใหม่ว่าให้ประกันคืนนี้

ก็ อยากให้ทนายไปถึงเร็วๆ เพราะทนายไปแยกอีกคัน ก็ใช้เงินสดสองแสนในการประกัน เพื่อนช่วยหยิบยืมมาให้ก่อน ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามสัญญาประกันตอนหนึ่งนาฬิกา แล้วก็สอบปากคำผู้ต้องหา เราให้การปฏิเสธขอให้การชั้นศาล เสร็จประมาณตีสองครึ่ง ก็กลับคืนนั้นเลย

Q:ระหว่างทางไปขอนแก่น เจ้าหน้าที่หน่วยไหนพาไป มีสอบถามหรือสนทนาอะไรบนรถ

ไม่ ได้มีลักษณะข่มขู่อะไร เจ้าหน้าที่ตำรวจมีท่าทีที่ดี เนื่องจากตำรวจก็ไม่รู้รายละเอียดคดีเท่าไร่ แต่เพื่อนที่กลับมาจากต่างประเทศด้วยกัน และขอติดรถตำรวจเป็นเพื่อนก็ได้คุยกับตำรวจบ้าง เป็นบรรยากาศคุยกัน ไม่ได้อึดอัด บทสนทนาไม่ได้มีอะไรเป็นการพิเศษ

ส่วนตำรวจขอนแก่นที่มารับตัวครึ่งทางที่โคราช แทบจะไม่ได้คุยอะไรมาก ไม่ได้เป็นทีมสืบสวนด้วย เป็นตำรวจหนุ่มแค่ขับมารับ

Q:เจ้า หน้าที่แจ้งข้อหาพรบ.คอมพิวเตอร์เขาได้ตามเอาผิดคนที่postความเห็น ท้ายกระทู้ด้วยไหม หรือมีการตามไปเอาความผิดเวบมาสเตอร์ฟ้าเดียวกันด้วยไหม(เพราะลงข่าวที่เป็น ปัญหาเช่นกัน)

ตรงนี้ไม่ทราบ

Q:ปฏิกริยา ของสื่อมวลชนต่างประเทศ หรือองค์กรด้านสื่อต่างประเทศดูจะactiveในการติดตาม หรือรณรงค์ปล่อยตัวมาก แต่องค์กรสมาคมสื่อในประเทศไทย และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดูจะเงียบเฉย น่าจะเพราะอะไร และอยากพูดอะไรถึงทั้งพวกที่รณรงค์ปล่อยตัว กับพวกที่เงียบเฉยบ้าง

โดย ส่วนตัวขออนุญาตที่จะไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนนี้ แต่เข้าใจได้ว่าองค์กรแต่ละที่มีสิ่งที่ต้องวางน้ำหนัก ให้ความสำคัญ เรื่องต่างๆ แตกต่างกัน ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรพิเศษ เป็นสิทธิของแต่ละองค์กรที่จะดำเนินการอย่างไร

Q:เกี่ยวกัน ไหมว่าที่องค์กรสื่อกระแสหลัก(สมาคมนักข่าว)ที่ไม่รณรงค์เคลื่อนไหวใดๆใน กรณีคุณจีรนุชเพราะเห็นประชาไทมีจะจุดยืนนำเสนอข่าวที่ดูเห็นอกเห็นใจคน เสื้อแดง หรือต่อต้านรัฐบาล คล้ายๆกับการเงียบเฉยกรณีหนังสือRED POWERถูกปิดแท่นพิมพ์ หรือคุณจอม เพชรประดับถูกบีบออกจากวิทยุอสมท.

ถ้าจะให้ดี ไทยอีนิวส์ลองสอบถามสมาคมสื่อดูก็น่าจะได้คำตอบ

Q:มี คนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมคดีตั้งนานเพิ่งมาจับ แล้วก็จับเสร็จพานั่งรถไป400กิโล จับวันศุกร์ซึ่งอาจยุ่งยากไม่ได้ประกัน เป็นการทำเพื่อกดขวัญคุณจีรุชหรือประชาไทหรือเปล่า

เรื่อง นี้ก็ยังหาคำอธิบายที่ชัดเจนไม่ได้เหมือนกัน ก็อยากฟังคำอธิบายอยู่ว่าทางรัฐจะอธิบายอย่างไร เช่น การไม่ได้รับรู้หมายจับล่วงหน้า ทั้งที่ผ่านมาก็เดินทางเข้าออกประเทศอยู่หลายรอบ

Q:กรณีที่เกิดขึ้นอยากบอกถึงฝ่ายต่างๆว่าไงมั่ง(รัฐบาล,สื่อ,องค์กรสิทธิมนุษยชน,ฝ่ายต่างๆที่เคลื่อนไหวทางการเมือง,ประชาชน)
( - )

Q:สื่อแบบประชาไทมีทางรอดในสังคมไทย โดยได้รับการอุดหนุนจากผู้อ่านอย่างกรณีwikileaksหรือไม่

ประชา ไทกับวิกิลีกส์อาจจะไม่ใช่ข้อเปรียบเทียบกัน เพราะวิกีไม่ได้มีกองบก.แบบประชาไท ส่วนเรื่องทางรอดก็เป็นเรื่องที่เรากำลังเรียนรู้และพยายาม คงยังตอบไม่ได้ แต่ที่เรายังทำอยู่นี้ก็เชื่อว่ายังทำได้ คงต้องลองทางต่างๆ ดู

Q:อยากพูดอะไรถึงกรณีที่โดนจับกุมตัวในคดีนี้อีก

การ ที่ตัวเองได้รับการประกันตัวในคืนนั้น โดยส่วนตัวเชื่อว่าควรเป็นสิทธิของคนโดยทั่วไป ไม่ว่าดึกแค่ไหน วัดหยุด วันนักขัตฤกษ์หรืออะไรก็ตาม ผู้ต้องหาควรได้สิทธิในการประกันตัว อยากเห็นมันเป็นสิทธิโดยทั่วไปของคนทุกคน ของคนที่ถูกจับไม่ว่าจะเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปหรือไม่

ในกรณีของตัว เอง ต้องบอกว่าวันนั้นคิดว่าที่ตัวเองได้รับการประกันตัวในวันนั้น เข้าใจว่ามาจากการที่หลายส่วนช่วยกันพยายามติดตามเรื่อง ทำให้เป็นที่รับรู้และมีการติดต่อประสานงานไปยังบุคคลต่างๆ เท่าที่รู้จัก เช่น คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ก็ถือเป็นคนหนึ่งที่มีส่วนในการช่วยติดต่อประสานงานกับองค์กรสื่อและองค์กร ด้านสิทธิทั้งในและต่างประเทศ ก็ต้องขอบคุณ รวมทั้งขอบคุณบุคคลอื่นๆ ที่ช่วยกันโดยไม่ได้เอ่ยนาม

อีกอย่างคือ คดีแบบนี้มีปัญหาในกระบวนการดำเนินคดีอยู่หลายประการ แต่อันหนึ่งที่สำคัญคือ ใครก็ทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับใครก็ได้ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งมันสามารถกลั่นแกล้งกันได้ไม่ยาก

RED OTOPแดงซื้อแดงขาย1-3ตุลาฯอิมพีเรียลลาดพร้าว ช็อปไปเพลินไปกับดนตรี+อภิปราย

ที่มา Thai E-News



ตารางสัมมนา งาน Red Together โอทอปคนเสื้อแดง

วันที่ 1 ตุลาคม 2553



10.30 - 12.00 น.-การแสดงละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟค์ซองเพื่อชีวิต หลากหลายสถาบัน

12.00 - 13.00 น.-วิทยุชุมชน
13.00 - 15. 00 น.-สัมมนาหัวข้อ “ประชาชนต้องเตรียมใจรับกรรม กับการกระทำของรัฐบาลชุดนี้” โดย วิทยากร ดร.สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย อดีตประธานกรรมาธิการการคลังการธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ผู้ดำเนินรายการ คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข

15.00 - 17.00 น.-รายการเสียงประชาชน คอนเสิร์ต เสียงประชาชน “สามหนุ่มรากหญ้า” แนะนำโครงการใหม่คนเสื้อแดง ของ เอเซียอัพเดท

17.00 - 21.00 น. พิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดย คุณสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ และ พอ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย พบคุณจาตุรนต์ ฉายแสง, คุณจตุพร พรหมพันธ์ , พลโทมะ โพธิ์งาม, คุณนพดล ปัทมะ , คุณไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์, คุณต่อพงษ์ ไชยสานส์, คุณวรชัย เหมะ, ดร.ประแสง มงคลศิริ, คุณสมหวัง อักษราศรี, คุณวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ และ อีกหลาย ๆ
ท่าน โดยพิธีกร คุณอนุสรณ์ (โอปอ)และ คุณนารีรัตน์

ศิลปินประชาธิปไตย เช่น ไกรศร พรไพโรจน์, ป้อม กรองทอง, นุช พจมาน, อู๋ เสรีชน ,ตลกทายาทเจ๋ง ดอกจิกและอื่น ๆ อีกมากมาย

วันที่ 2 ตุลาคม 2553

10.00 - 12.00 น.-การแสดงละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟล์คซองเพื่อชีวิต หลากหลายสถาบัน

12.00 - 13.00 น.-วิทยุชุมชน

13.00 - 15. 00 น.-สัมมนาหัวข้อ “คืนความสุขให้คนเสื้อแดง” โดย วิทยากร

รศ.สุดสงวน สุธีสร
อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ. ดร.สุดา รังกุพันธุ์
อาจารย์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ. ดร.จารุพรรณ กุลดิลก
อาจารย์พิเศษภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
คุณอรรถชัย อนันตเมฆ
ดารานักแสดง เสื้อแดง
ผู้ดำเนินรายการ คุณสายลมรัก


15.00 - 17.00 น.-รายการเสียงประชาชน คอนเสิร์ต เสียงประชาชน “สามหนุ่มรากหญ้า” แนะนำโครงการใหม่คนเสื้อแดง ของ เอเซียอัพเดท

17.00 - 17.30 น.-คุณวัฒน์ วรรลยางกูร “กวีสีแดง” นักเขียนรางวัล ศรีบูรพา

17.30 -21.00 น.-ศิลปินประชาธิปไตย เช่น ไกรศร พรไพโรจน์, ป้อม กรองทอง, นุช พจมาน, อู๋ เสรีชน และ
ท่านอื่น ๆ อีกมากมาย, ตลกทายาทเจ๋ง ดอกจิก, และอื่น ๆ อีกมากมาย


วันที่ 3 ตุลาคม 2553

10.00 - 11.30 น.-การแสดงละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟล์คซองเพื่อชีวิตหลากหลายสถาบัน

11.30 - 12.00 น.-การเดินแฟชั่นโชว์ โดย Miss Princess UDD

12.00 - 13.00 น.-วิทยุชุมชน

13.00 - 15. 00 น.-สัมมนาหัวข้อ “ทิศทางโอทอปไทย ในปัจจุบัน”

โดย วิทยากร ดร.สุชาติ ธาราธำรงเวช
อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
คุณวัชระ แววดำ
ผู้ดำเนินรายการหมุนทวนโลก ช่องพีเพิลชาเนล
คุณนรินทร์ จิยารมณ์
กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
(มหาชน)และนายกสมาคมแฟรนไชส์
ผู้ดำเนินรายการ คุณตรีณปรางค์


15.00 - 17.00 น.-รายการเสียงประชาชน คอนเสิร์ต เสียงประชาชน “สามหนุ่มรากหญ้า” แนะนำโครงการใหม่คนเสื้อแดง ของ เอเซียอัพเดท

17.00 - 21.00 น.-ละครการเมืองของกลุ่มนิสิต กวีการเมือง และโฟค์ซองเพื่อชีวิต หลากหลายสถาบัน ,ศิลปินประชาธิปไตย เช่น ไกรศร พรไพโรจน์, ป้อม กรองทอง, นุช พจมาน, อู๋ เสรีชน และ ท่านอื่น ๆ อีกมากมาย, ตลกทายาทเจ๋ง ดอกจิก, ไมเคิล เชิญยิ้มและอื่น ๆ อีกมากมาย

แถลงการณ์ของจักรภพ เพ็ญแข ในเหตุไฟไหม้บ้าน

ที่มา Thai E-News



แถลงการณ์ของ นายจักรภพ เพ็ญแข ในเหตุไฟไหม้บ้าน
วันพุธที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓



ผม ได้ทราบข่าวไฟไหม้บ้านคุณพ่อคุณแม่ของผมในช่วงสายของวันอังคารที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ไฟได้ทำลายบ้านและทรัพย์สินในบ้านที่สะสมไว้ตลอดชีวิตของพวกเราเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะชั้นบนของบ้าน

ถึงคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวของผมจะไม่ได้รับ อันตรายใดๆ จากเหตุร้ายนี้ แต่ก็ได้รับความกระเทือนใจอย่างสูงเมื่อบ้านที่คุณพ่อคุณแม่สร้างขึ้นด้วย น้ำพักน้ำแรงและมีอายุถึง ๔๔ ปีแล้ว มีอันต้องถูกทำลายลง โดยเฉพาะเมื่อคุณพ่อคุณแม่ของผมสูงวัยถึง ๘๓ ปี และ ๗๓ ปีแล้วอย่างนี้ ตัวผมเองอยู่ไกลบ้าน ไม่อาจเดินทางไปร่วมทุกข์กับคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวได้ ก็รู้สึกเศร้าใจและหาทางบรรเทาความทุกข์ร้อนของท่านตามประสาที่คนลี้ภัยการ เมืองจะทำได้

สาเหตุของไฟไหม้ยังคงไม่แน่ชัด อาจเป็นอุบัติเหตุ หรือการวางเพลิงโดยเจตนาก็ได้ หลายท่านมีความเห็นว่า วิกฤติการเมืองที่ระอุขึ้นทุกทีในขณะนี้ อาจเป็นแรงผลักดันอย่างหนึ่ง ผมเองยังไม่อาจสรุปได้ และขอรอดูหลักฐานการสอบสวนตามกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์และอื่นๆ ก่อน

แต่ ขอใช้โอกาสนี้เตือนพวกเราที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้ระมัดระวังตนเอง ครอบครัว คนที่รัก และทรัพย์สินไว้ให้ดี สถานการณ์เช่นนี้เปราะบาง และอาจมีผู้คิดร้ายกระทำการทำร้ายและทำลายเราด้วยวิธีการต่างๆ ได้ โปรดถือเหตุการณ์บ้านคุณพ่อคุณแม่ผมเป็นตัวอย่าง และขออย่าได้ประมาทเลยแม้แต่น้อย

ผมขอขอบคุณมวลชนชาวประชาธิปไตยทุก ท่านที่มีน้ำใจไมตรีต่อครอบครัวของผม เมตตากรุณาในเรื่องต่างๆ มากมายนับตั้งแต่รู้ข่าว บางท่านอุตส่าห์เดินทางมาจากต่างจังหวัดกันเป็นกลุ่ม เสนอตัวช่วยเหลือทุกอย่าง แม้กระทั่งเสื้อผ้าและอาหาร ทำให้ผู้ชราทั้งสองท่านมีกำลังใจดีขึ้น

ขอขอบคุณเช่นกันต่อพี่น้อง สื่อมวลชนที่เสนอข่าวนี้อย่างกว้างขวาง โดยไม่เห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และช่วยตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องจริงอาจจะซับซ้อนกว่านั้น

ผมขอให้ พวกเราชาวประชาธิปไตยทุกๆ คนมีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง พร้อมรับมือกับความท้าทายทุกอย่างจากฝ่ายผู้มุ่งทำลายประชาธิปไตย เพื่อขับเคลื่อนบ้านเมืองของเราไปสู่ความตาสว่างทั้งแผ่นดินด้วยเทอญ


ด้วยความเคารพรักมวลมหาประชาชนและชาติบ้านเมืองเป็นอย่างสูง

จักรภพ เพ็ญแข


********
Statement of Mr. Jakrapob Penkair On the Fire Incident at His Bangkok Home
Wednesday, September 29, 2010



I was kept informed, as it happened concerning the disastrous fire that consumed my parent’s home in Bangkok late morning of Tuesday, September 28, 2010. The fire completely destroyed the house and most of my all family’s life-long possessions. The entire upper floor of the structure is completely gone. Though my parents and sister were not harmed, they are greatly disheartened to realize that the house they built and lived in for over 44 years is now gone. It was quite a blow for a 83 and 73 year-old couple like my parents. Away from Thailand and unable to be with them during this time of great distress, I am deeply saddened and am trying to do my utmost in assisting them any way I can.

The exact source of the fire is not yet clear. It could have been an accident or perhaps sabotage. The ever-heating political situation may have been a contributing factor. I will not rush into any conclusion, but rather follow up on the forensic investigative procedures. Nevertheless, let me take this opportunity to warn all of us who fight for democracy to be extra careful in regards to yourself, your family, your loved ones, and your property. The overall political situation is quite fragile. We can be vulnerable to danger and risk at any turn. Please learn from this tragic incident which affect me and my parents’ home.

I would like to express my deep appreciation for the generosity expressed so overwhelmingly by the supporters of our democratic movement. Many have offered help in various ways since the news broke. Some groups took an extra effort travelling from their hometowns to support my parents and my sister, offering everything from clothes to food products, boosting the morale of two elderly persons whom are cherished in my heart.

Let me thank the media for distributing the news without prejudging this personal issue, and for an observation that there could have been something more sinister.
May I wish all of us in the democratic movement a strong and stable mind, ready to accept all kinds of challenges now and ahead, in order to lead this country to true democracy.


With respect to the will of the people and with deep love of my country,

Jakrapob Penkair

จำแนกกลุ่มต่างๆ ในขบวนการประชาธิปไตยแดงทั้งหลาย

ที่มา Thai E-News



โดย ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ผู้ประสานงานแดงสยาม

หมายเหตุ:บท ความนี้เป็นส่วนหนึ่งที่คุณชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ผู้ประสานงานกลุ่มแดงสยาม บรรยายให้นักศึกษาฟัง ที่คณะนวตกรรมสังคมท มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่17 กันยายนที่ผ่านมา

ด้วยความคิดแว้บแรกสืบจากการได้เห็นความสนใจในหลายๆผู้คนที่พบปะแลกเปลี่ยน กับผู้เขียน และมักจะถามถึงว่าขบวนการคนเสื้อแดงว่าเป็นมาเป็นไปอย่างไร?

ผม จึงตกลงใจว่าจะลองประมวลข้อมูลในหลายๆมิติที่ผู้เขียนเข้ามาอยู่ในขบวนการ เสื้อแดงตั้งแต่ต้นแ ละตรวจสอบจากแหล่งวัตถุดิบที่มีชีวิต และไม่มีชีวิตทั้งหลาย หวังว่าจะพอมีประโยชน์อยู่บ้างต่อพี่น้องเสื้อแดง แม้ศอฉ. สันติบาล ทั้งหลายจะทำเป็นรายงานเสนอเจ้านายก็ไม่ว่ากัน ซึ่งข้อเขียนนี้ ผู้เขียนขอรับผิดชอบหากผิดพลาด แต่หากสมประโยชน์ก็อย่านำไปบิดเบือน แค่นี้ก็พอใจแล้วครับ

กลุ่มแรกขอเรียกว่ากลุ่มประชานิยม มีความหลากหลายและแตกต่างด้าน เศรษฐกิจ สังคม อาชีพ การศึกษา แต่มีส่วนร่วมทางการเมืองเหมือนกัน คือชมชอบนโยบายประชานิยม รักเชื่อมั่นผู้นำ ยึดมั่นในระบอบ ประชาธิปไตย รัฐสภา

หัวขบวนการ คือแกนนำแดงสามเกลอ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ประกอบไปด้วย คุณวีระ มุกสิกพงษ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์ คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย กลุ่มบ้านเลขที่111 ซึ่งจะมาเป็นบุคคล หรือกลุ่มเพื่อน กลุ่มวิทยุชุมชนในเมืองและต่างจังหวัดทั่วประเทศ กลุ่มพีเพิลแชลแนล กลุ่มไซเบอร์เนต

ช่วงก่อนเหตุการณ์19 พ.ค.2553 กลุ่มประชานิยมคุมเสียงใหญ่สุดในการขับเคลื่อนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่หลังเหตุการณ์19 พ.ค.2553 เมื่อแกนนำที่มีบทบาทการนำถูกจับกุมและอีกส่วนหนึ่งหลบภัยกบดาน เท่ากับว่าได้ยุติการนำโดยปริยาย แม้จะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทยแ ต่การขยับทางการเคลื่อนเหมือนครั้งที่ผ่านมาคงทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น

กลุ่มที่สองมีสองกลุ่มหลักๆที่แตกต่างในทิศทางการต่อสู้และเคลื่อนไหว ซึ่งมีประสบการณ์ต่อสู้ภาคประชาชนมายาวนาน แต่มีความสับสนในเรื่องการสร้างมวลชนแต่เริ่มแรก และเคยเข้าร่วมกับ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือนายแพทย์เหวง โตจิรการและ อาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่ม

2.1กลุ่มสันติวิธีจัดตั้งโดยหมอเหวง (นายแพทย์เหวง โตจิราการ) สาย ปฏิรูปอ่อนๆคือ เชื่อมั่นในกลไกรัฐ แต่ก็พยายามเสนอความคิดของตัวเองผ่านการชุมนุมบนเวทีและโรงเรียน นปช. ซึ่งมวลชนใช้แนวคิดการพึ่งพาตัวเอง และได้ทะยานเป็นอาสาสมัครแถวหน้าที่มีจำนวนแม่บ้านเสื้อแดงมากที่สุด

2.2 กลุ่มเลี้ยวซ้าย มีอาจารย์ใจ อึ้งภากรณ์ เป็นผู้นำความคิดมาร์กซิตส์ สายทรอตสกี้ เชื่อ มั่นการปฎิวัติไม่ปฎิเสธความรุนแรงโดยชนชั้นกรรมาชีพแดงปฎิวัติ แม้การปรากฎตัวบนเวทีเสื้อแดงครั้งแรกของเขาจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม แต่อิทธิพลทางความคิดอันแหลมคม และบุคลิกภาพโดดเด่นได้ทำให้เสื้อแดง กรรมาชีพในเมือง แม่บ้านเสื้อแดง ตื่นตัวและฝากความหวังลึกๆกับเขาในกระแสที่ผ่านมา และกลุ่มนี้มีสื่อสิ่งพิมพ์ของตัวเองใช้ในการจัดตั้งเผยแพร่ความคิดของกลุ่ม ตน รวมถึงต่อกลุ่มอื่นๆซึ่งฐานสมาชิกของกลุ่มเลี้ยวซ้ายจะมีนักสหภาพแรงงานบาง ส่วนเข้าร่วม

2.3 กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย มีสมยศ พฤษาเกษมสุข และส.ส. สุนัย จุลพงศธร มีแนวคิดเชิงปฎิรูป มี รูปแบบการเคลื่อนไหวแบบนักกิจกรรมทางการเมือง NGO คือมีลักษณะเชิงรับต่อสถานการณ์ เคลื่อนเป็นประเด็น มีสื่อของตัวเอง Red Power ในการประชาสัมพันธ์ข่าวการเคลื่อนไหวต่างๆ และพยายามก่อตั้งสมัชชาประชาธิปไตย โดยนำตัวแทนคนเสื้อแดงในกลุ่มภูมิภาคต่างๆตั้งขนานเป็นกลุ่มปฏิรูปคู่ขนาน คณะปฎิรูปของรัฐบาลอภิสิทธิ์

กลุ่มที่สาม น่าจะเป็นกลุ่มแดงสยาม มีคุณจักรภพ เพ็ญแข เป็นศูนย์กลางเชื่อมประสานงานความคิด อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ มีแนวทางการลุกขี้นสู้ลักษณะปฎิวัติ และแกนนำยังคงเชื่อมั่นในตัวคุณทักษิณ ชินวัตร มวลชนกลุ่มนี้มีจุดยืนอุดมการณ์ลักษณะแรงกล้า แต่ขาดไร้การจัดตั้งที่ชัดเจน ไม่มีการทำงานในรูปกลุ่มงานทางการเมือง หากว่าการปรับองค์กรขับเคลื่อนภายหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค.2553 น่าสนใจว่า ทั้งในส่วนแกนนำและมวลชนซึ่งต่างรอคอยสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า องค์กรนำใหม่ของคนเสื้อแดง นามว่า แดงสยาม จะนำเสนออะไรต่อสังคมและอนาคตใหม่เสื้อแดงจะเป็นอย่างไร?

กลุ่มที่สี่ คือกลุ่มที่ไม่ได้ปฏิเสธการใช้กำลังในการปกป้องมวลชนเสื้อแดง จะ เป็นทั้งการ์ดของคุณอารีย์ การ์ดของเสธ.แดง(พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล) ซึ่งที่มีประสิทธิภาพการใช้กำลังที่สุดคือ อาสาทหารพราน กลุ่มนักรบพระเจ้าตากฝึกการป้องกันตัว ไม่มีการฝึกใช้อาวุธ จะเป็นการ์ดอาสาสมัครทั่วไป

กลุ่มที่ห้า กลุ่มเสรีชน ชนชั้นกลางบน กลางล่าง กลางๆ รวมตัวแบบหลวมๆ สร้างกิจกรรมขึ้นมาเอง และพอใจกับสีสันที่ตัวเองแต่งแต้มขึ้น แต่ก็ยินดีที่เป็นส่วนหนึ่งในมวลชนเสื้อแดง เช่น กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เครือข่ายเฟชสบุค กลุ่มกาแฟต่างๆ รัก ประชาธิปไตยแบบหลากหลาย ซึ่งไม่มีแนวคิดชี้นำ ชอบกิจกรรมท้าทายแต่ออกแนวรสนิยมไฮเปอร์ เสียดสีล้อเลียน คล้ายเด็กดื้อแบบลูกคนชั้นกลาง ไม่รุกเร้าและไม่ขนาดท้าทายต่ออำนาจชนชั้นนำ แต่หากมีกิจกรรมใหม่ขึ้นมา กลุ่มนี้ก็จะเข้าไปเป็นแนวร่วมได้ไม่ ซึ่งทั้งนี้ กลุ่มที่ห้าจะโยกตัวเองไปอยู่กลุ่มใดๆได้ทุกกลุ่มที่มีสถานการณ์ทางการเมือง เกิดขึ้นใหม่

กลุ่มที่หก คือกลุ่มที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองเฉพาะตัวไม่นิยมฝักใฝ่ฝ่ายใด ขี้นอยู่กับสถานการณ์เป็นตัวเร่งการทำงานของกลุ่ม เช่น กลุ่มพลังรวมใจ กลุ่มประกายไฟ กลุ่มเสรีปัญญาชน กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้า ฯลฯ และการจัดตั้งจะหนักไปในรูปแบบจัดวงเสวนาต่างๆมีความเป็นนักกิจกรรมและ ปัจเจกชนค่อนข้างสูง

การเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ปัจจุบันและความแพ้พ่าย บอบช้ำของคนเสื้อแดง อาจจะทำให้พลังขับเคลื่อนกลุ่มต่างๆมีความพลวัตรในเชิงเทคนิค การปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ๆ กำลังสร้างให้พวกเขามิใช่แค่คนเสื้อแดงในการรับฟังความคิดชี้นำจากแกนนำ เพียงอย่างเดียว ซึ่งจากจุดเริ่มต้นนี้จะนำไปสู่ คุณภาพใหม่ และปริมาณใหม่ แต่ก็ยังรักษาปรัญชาการต่อสู้ในหลักทางสากลต่อไป

อย่างไรก็ตามผู้ เขียนมิได้กล่าวถึงกลุ่มอื่นๆที่เป็นพลังสนับสนุนการทำงานในด้านต่างๆ เพราะ คนเสื้อแดงต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เขาคือ ประชาชนอาสาสมัครเพื่อประชาธิปไตย ออกทุนเองมิใช่ม็อบรับจ้างทั่วไป

คุณละอยู่กลุ่มไหน?

Wednesday, September 29, 2010

รัฐประหาร=อัตวินิบาตกรรม

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

การ ชุมนุม "ฟ้องฟ้า" ของคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ ที่สี่แยกราชประสงค์ เป็นเรื่องที่น่าสำเหนียกแก่กลุ่มชนชั้นนำที่ร่วมกันชักใยการเมืองไทยอยู่ใน เวลานี้


จำนวนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากเกินคาดของทุกฝ่าย แม้แต่ของผู้จัดการชุมนุมเอง การจราจรถูกปิดไป "โดยปริยาย" โดยไม่มีใครเจตนา แต่เกิดขึ้นจากจำนวนคนที่เข้าร่วมมากเกินคาด


คุณ ฌอน บุญระคง ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นโฆษกยืนยันว่า คนจำนวนมากเข้าร่วมการชุมนุมโดยสมัครใจและเกิดขึ้นอย่างไม่ได้วางแผนมาก่อน ทั้งไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ ทั้งทางลับหรือเปิดเผยจากคุณทักษิณ ชินวัตร โดยสิ้นเชิง คุณฌอนประเมินว่า เกือบทั้งหมดของผู้ชุมนุมคือคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ภาพข่าวในทีวีและหน้าหนังสือพิมพ์ดูจะส่อไปในทางเดียวกับการประเมินของคุณ ฌอน คำให้การของผู้เข้าร่วมชุมนุมคนอื่นก็ตรงกัน


ทั้งหมดนี้เกิด ขึ้นท่ามกลางการใช้ พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่รัฐบาลได้ตัดสินใจมาแต่ต้นแล้วว่า จะปล่อยให้มีการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ "ไม่นำไปสู่การจลาจล หรือการละเมิดกฎหมาย" แปลว่า จะใช้อำนาจตามตัวอักษรใน พ.ร.บ.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ากิจกรรมทางการเมืองนั้นอยู่ในวิสัยที่ผู้มีอำนาจ "คุม" อยู่หรือไม่ หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือสะเทือนอำนาจของตนเองมากน้อยเพียงไร


ท่า ทีอย่างนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ในบรรดาผู้ถืออำนาจของบ้านเมืองทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังในเวลานี้ (อันมิได้เป็นเนื้อเดียวกัน แต่แยกออกเป็นหลายกลุ่มมาก) ยอมรับว่า จะต้องประคองตัวอยู่ท่ามกลางพลังสองชนิด คือพลังของอำนาจดิบอันมี พ.ร.บ.ฉุกเฉินและกองทัพเป็นฐาน กับพลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน (ซึ่งมักเรียกกันว่า "ประชาธิปไตย") ระหว่างพลังทั้งสองนี้ ยังไม่มีฝ่ายใดล้มอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างราบคาบ จะประคองโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในปัจจุบันให้อยู่รอดต่อไปได้ ก็ต้องสร้างสมดุลให้ดีระหว่างอำนาจทั้งสอง


แต่เรื่องนี้พูดง่าย ทำยาก เพราะสังคมไทยไม่ได้หยุดนิ่งกับที่ หากเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา และเปลี่ยนเร็วในบางมิติด้วย จนบางครั้งอำนาจที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังเวลานี้คาดไปไม่ถึง


เช่นการชุมนุมของชาวเสื้อแดงในวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน ดังที่กล่าวมาเป็นต้น


การ ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมอย่างเหี้ยมโหดในเดือน พฤษภาคม ตามมาด้วยการไล่ล่าและปิดปากกลุ่มเสื้อแดง คือการใช้พลังของอำนาจดิบเพื่อลดทอนกำลังของพลัง "ประชาธิปไตย" ลง ด้วยความหวังว่าอำนาจที่ไม่ถูกตรวจสอบในช่วงนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ถืออำนาจพอที่จะเผชิญกับการเลือกตั้ง และการกลับมาของบรรยากาศประชาธิปไตยได้ใหม่ สมดุลก็จะกลับมาเอง


แต่ ผู้คนจำนวนมากที่เข้าร่วมชุมนุม โดยไม่มีการจัดตั้งกันอย่างรัดกุมนัก บวกกับท่าทีที่ไม่เป็นมิตรของผู้คนในภาคเหนือ-อีสาน ทำให้ไม่อาจแน่ใจได้ว่า การเลือกตั้งจะส่งนักการเมืองกลุ่มเก่ากลับคืนสู่ตำแหน่งได้อีก ไม่ว่าการเลือกตั้งจะมาเมื่อไร จากนี้ไปจนถึงปลายปีหน้า


อันที่ จริง พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ขาดไม่ได้ของชนชั้นนำ ไทย ว่ากันไปแล้วโครงสร้างอำนาจเคยดำรงรักษาตนเองไว้ได้อย่างราบรื่นภายใต้ รัฐบาลหลายแบบ และพรรคการเมืองที่เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลได้หลายพรรค พรรคการเมืองต่างๆ นั้นก็หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสมาชิกในกลุ่มชนชั้นนำด้วยกันเอง พรรค ทรท.เองก็เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำ เพียงแต่เป็นกลุ่มของชนชั้นนำที่กำลังจะใช้ความสำเร็จทางการเมืองไปรวบอำนาจ ทั้งหมดไว้ภายใต้การนำของตนแต่ผู้เดียว ผิดกติกาของการต่อรองอำนาจในหมู่ชนชั้นนำไทย ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และไม่มีกลุ่มใดได้อำนาจนำไปอย่างเด็ดขาด แม้แต่กลุ่มที่มีโอกาสสร้างเครือข่ายได้กว้างขวาง ก็ยังต้องยืดหยุ่นให้แก่กลุ่มอื่นบ้างเป็นครั้งคราว


พรรคทายาท ของ ทรท.ต่างหากที่เป็นปัญหามากกว่า ไม่ใช่เพราะกลุ่มนี้เป็นคนหน้าใหม่จากที่อื่นและปราศจากโครงข่ายโยงใยกับชน ชั้นนำกลุ่มอื่นเสียเลย (คุณสมัคร, คุณสมชาย, คุณยงยุทธ, คุณปลอดประสบ, พลเอกชวลิต ฯลฯ เป็นใคร? ก็คนหน้าเก่าในแวดวงทั้งนั้นไม่ใช่หรือ?) แต่เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมต่างหาก ที่ทำให้พรรคทายาทต้องไปเกาะเกี่ยวกับฐานมวลชน

ทั้งๆ ที่พรรคเหล่านี้หาได้มีความพร้อมจะเล่นการเมืองที่มีฐานมวลชนแม้แต่น้อย


และ เพราะไปเกาะเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวที่มีฐานมวลชน ทำให้พรรคทายาททั้งหลาย โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ไม่อาจยืดหยุ่นในการต่อรองกับชนชั้นนำกลุ่มอื่นได้ ดังเช่นที่พรรคการเมืองไทยมักทำได้เสมอมา ยิ่งพรรคเพื่อไทยขาดการนำที่ชัดเจน ก็ยิ่งทำให้ยากที่จะผนวกพรรคเพื่อไทยเข้ามาในโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำ และด้วยเหตุดังนั้น หากพรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็อาจกระทบกระเทือนต่อโครงสร้างอำนาจได้มาก


ทุกกลุ่มชนชั้นนำ เวลานี้ ดูเหมือนได้ตัดสินใจไปแล้วว่า อย่างไรเสียพรรคเพื่อไทยก็จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาอันใกล้นี้


ผบ.ทบ.คนใหม่ซึ่งสามารถอยู่ใน ตำแหน่งได้ต่อเนื่องถึง 4 ปี คงจะหวั่นไหวต่อการมี รมว.กลาโหมที่ไม่ได้เป็นมิตรต่อตน อย่าลืมว่าการปราบปรามประชาชนในเดือนพฤษภาคมจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก นั้น ยังไม่มีการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจังและเที่ยงธรรมใดๆ แม้นายทหารผู้สั่งการอาจไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย เพราะกระทำอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน แต่ยังมีความรับผิดชอบทางการเมืองและสังคมซึ่งไม่มีกฎหมายใดๆ คุ้มครอง ด้วยการยกเหตุเพียงเท่านี้ก็สามารถ "แขวน" ผบ.ทบ.เสียได้ไม่ยากนัก


สายที่วางกันเอาไว้ตลอดเส้นในกองทัพจะ ขาดรุ่งริ่งอย่างไร กองทัพทั้งกองทัพนั่นแหละที่ไม่อาจรับพรรคเพื่อไทยเป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาล ได้


นักการเมืองในพรรคเพื่อไทยรู้จักการเมืองไทยดีพอที่ทำให้ ไม่อยากไป ยุ่งกับกองทัพ แต่พรรคเพื่อไทยจะมีทางเลือกอื่นหรือ มวลชนจำนวนมากที่เผชิญการปราบปรามอย่างเหี้ยมโหดจะยอมให้พรรคเพื่อไทยขาย ทิ้งกระนั้นหรือ

ฉะนั้นถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยก็ต้องเข้ามาจัดการกับกองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ปีกว่า ในตำแหน่ง ไม่ได้ทำให้โอกาสทางการเมืองของประชาธิปัตย์ดีขึ้นมากนัก แม้เศรษฐกิจของทุนระดับใหญ่ (ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นของต่างชาติเสียมากมาย) ส่งสัญญาณเงยหัวเพราะการส่งออกที่ดีขึ้น แต่เงินไม่ได้กระจายไปถึงผู้คนมากนักนอกจากข้าราชการซึ่งจะได้ปรับเงินเดือน ยิ่งกว่านี้ความแตกร้าวในสังคมยิ่งหนักมากขึ้น โดยไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาเบาบางลงแต่อย่างใด คาถาล้มเจ้านั้นปลุกไม่ขึ้น ทำให้ต้องใช้มาตรการปิดหูปิดปากประชาชนอย่างหนาแน่นเหมือนเดิม (ทั้งโดยเปิดเผยและโดยลับ) ทำให้ประชาชนที่เชิดชูเจ้าพลอยเดือดร้อนไปด้วย และเริ่มวิตกว่าการนำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ประโยชน์ทางการเมืองเช่น นี้ ผลเสียย่อมตกอยู่แก่ตัวสถาบันเองมากกว่า


นายทุนเดือดร้อนกับ การชะลอตัวของการลงทุน เพราะนโยบายที่ไม่ชัดเจน และบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่สงบ นับวันก็เห็นได้ชัดขึ้นว่าไม่สามารถฝากผลประโยชน์และอนาคตของตนไว้กับพรรค ประชาธิปัตย์ได้


ฝ่ายนิยมเจ้าอย่างสุดขั้วมองเห็นแต่ความอ่อนแอ ของประชาธิปัตย์ เพราะไม่อาจปิดกั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างได้ผล ไม่ว่าในทางเทคโนโลยีหรือในทางกฎหมาย (หรือนอกกฎหมาย)


ท่ามกลาง สภาวการณ์เช่นนี้ นักการเมืองประชาธิปัตย์ก็รู้ดีว่าไม่ว่าพรรคจะถูกยุบหรือไม่ หากหลุดจากรัฐบาลในครั้งนี้ โอกาสที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลผ่านการเลือกตั้งอีกคงริบหรี่ไปอีกนาน


ควร กล่าวด้วยว่า ในท่ามกลางอนาคตที่ดูไม่ราบเรียบของชนชั้นนำนี้ ชนชั้นนำก็แตกแยกกันเองอย่างหนักด้วย ตามปกติชนชั้นนำก็ประกอบขึ้นจากหลายกลุ่มอยู่แล้ว แต่เวลานี้แม้ในกลุ่มเดียวกันก็แตกแยกกันอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นในกองทัพ, ฝ่ายนิยมเจ้า, ตำรวจ, นักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล, นักวิชาการ, คนในวงการตุลาการ ฯลฯ จึงยิ่งทำให้ชนชั้นนำไทยในขณะนี้ไม่พร้อมจะผนึกกำลังกันเข้ามาต่อรองความ เปลี่ยนแปลงของสังคมได้ดีนัก


และนี่คือที่มาของข่าวการรัฐประหาร

เพราะ ดูเหมือนเป็นคำตอบเดียวที่ชนชั้นนำบางกลุ่มมีอยู่ในกระเป๋า เพราะไปคิดว่ารัฐประหารจะนำมาซึ่งการแก้ปัญหาทุกอย่าง นับตั้งแต่ความแตกร้าวภายในของชนชั้นนำเอง, การดำเนินนโยบายที่ทันท่วงทีต่อความเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอก, ฟื้นฟูสมดุลทางการเมืองระหว่างพลังดิบและพลัง "ประชาธิปไตย" กลับคืนมาได้อย่างมั่นคง, ให้อำนาจที่ค่อนข้างเด็ดขาดมากขึ้นแก่ชนชั้นนำที่จะประคับประคองการเปลี่ยน ผ่านของสถาบันทางการเมืองและวัฒนธรรมทุกสถาบัน ฯลฯ


รัฐประหารอาจ เคยทำอย่างนั้นได้สำเร็จ แต่รัฐประหารครั้งสุดท้ายทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะตัวบุคคลที่เข้ามาเป็นรัฐบาล เท่ากับว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว รัฐประหารไม่สามารถผนวกพลังใหม่ของประชาชนระดับล่างให้เข้ามาร่วมอยู่บนเวที การเมืองอย่างเสมอภาคได้ รัฐประหารทำให้เกิดความแตกร้าวในสังคมหนักขึ้น รัฐประหารทำให้ชนชั้นนำที่เคยอยู่แต่เบื้องหลังถูกดึงมาร่วมในการปะทะขัด แย้งกันเบื้องหน้า รัฐประหารไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจจำเริญมากขึ้น หรือการแบ่งปันทรัพย์สินดีขึ้น ฯลฯ


รัฐประหารครั้งใหม่ก็จะให้ผล อย่างเดียวกัน และอาจเลวร้ายกว่า เช่นความแตกร้าวในกองทัพซึ่งแสดงออกให้เห็นได้แต่เพียงระเบิดไม่กี่ลูก ก็จะกลายเป็นระเบิดกันทุกวัน และวันละหลายครั้ง อำนาจรัฐอาจไม่ถูกท้าทายที่ราชประสงค์ แต่อาจถูกท้าทายไปทั่วทุกตารางนิ้วของประเทศ ฉะนั้นแม้ไม่มีศาลากลางใดถูกเผา แต่ศาลากลางอาจกลายเป็นศาลาวัด คือไม่มีอำนาจเหลือให้ทำอะไรได้สักอย่างเดียว พลังใดจะแพ้หรือชนะเดาไม่ถูก แต่จะไม่เหลือระเบียบทางการเมืองและสังคมใดๆ ไว้ให้ใครนำมาปะติดปะต่อกลับขึ้นมาใหม่ได้อีกเลย


ฉะนั้น ถ้าคิดผิด ก็คิดใหม่ได้ เพราะรถถังยังไม่ได้เติมน้ำมัน

กรณี คลิปวิดีโอ กับ จตุพร พรหมพันธุ์ ร้อนแรง อย่างยิ่ง

ที่มา ข่าวสด

ถึงแม้การปล่อยข่าวเรื่อง คลิปวิดีโอ ล่าสุดจากปาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะมีการออกตัวเอาไว้ด้วยว่า

"เรื่องนี้ไม่ได้แบล็กเมล์ แต่เป็นเรื่องจริยธรรม"

แต่ก็ล่อแหลมเป็นอย่างยิ่งว่า หาก นายจตุพร พรหมพันธุ์ แถลงเสร็จแล้วก็ไม่ทำอะไรต่ออาจทำให้เข้าใจได้ว่า

มีความโน้มเอียงที่จะถลำเข้าสู่กระบวนการ "แบล็กเมล์"

เพราะภายในถ้อยความที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้แถลงต่อสาธารณะนั้นดำเนินไปอย่างมีเงื่อนไข

นั่น ก็คือ "ถ้าได้สัญญาณว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเหมือน ที่ตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย คนไทยจะได้เห็นคลิปนี้แน่ ซึ่งจะนำไปสู่หายนะของศาลรัฐธรรมนูญแน่"

ถ้อยความเหล่านี้มีความ "ล่อแหลม" และ "หวาดเสียว" ยิ่ง



ที่ว่าล่อแหลมเพราะถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติต่อคดีพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกับปฏิบัติต่อคดีพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย

คือ ยุบ

นั่น หมายความว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะเก็บคลิปวิดีโอซึ่งอ้างว่าแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ท่านหนึ่ง กระนั้นหรือ

อ้าว! แล้วที่ระบุว่าเป็นเรื่องในทาง "จริยธรรม" หมาย ความว่าอย่างไร

ขณะ เดียวกัน ที่ว่า "หวาดเสียว" เพราะพลันที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้แถลงกรณีนี้ปรากฏต่อสาธารณะ เป็นไปได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจักต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อมิให้เกิด ความเสียหายมากยิ่งไปกว่านี้

เพราะว่าถ้อยแถลงของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขาดความแจ่มชัด หากแต่ดำเนินไปอย่างคลุมๆ ไม่ระบุว่าเป็นใคร ระบุเพียงเป็น 1 ในตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น

เรื่องคลุมๆ เครือๆ อย่างนี้หากปล่อยผ่านเลยไปย่อมเสียหาย



แนว โน้มและความเป็นไปได้ที่จะต้องเกิดขึ้นติดตามมาก็คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะเงื้อง่าราคาแพงในเรื่องล่อแหลมและหวาดเสียวเช่นนี้ไม่ได้

จำเป็นต้องเดินหน้า

เชื่อ ได้เลยว่า คล้อยหลังการเปิดเรื่องคลิปวิดีโอของ นาย จตุพร พรหมพันธุ์ เพียงไม่กี่ชั่วโมง จะต้องได้รับคำถามจากฝ่ายตรงข้ามในพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะเรื่องนี้มิได้กระทบแต่กับศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากแต่พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีนี้ก็รับเข้าไปเต็มพิกัด

ปล่อยไว้ไม่ได้หรอก

อย่างนี้แหละที่ปราชญ์ท่านสรุปเอาไว้อย่างรวบรัดยิ่งว่า ก่อนพูดเราเป็นนาย แต่ภายหลังจากพูดออกไปแล้ว คำพูดนั่นแหละจะกลายเป็นนาย

ตอนนี้คำพูดเรื่องคลิปวิดีโอกำลังเป็น "นาย" เหนือ นาย จตุพร พรหมพันธุ์



ระหว่างคำพูดกับการกระทำเป็นเส้นบางๆ ที่จะแบ่งความเป็นจริงของคนและของนักการเมือง

ก่อนหน้านี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ เคยพูดอะไรไว้มากมาย ทั้งที่เป็นความจริง ทั้งที่พิสูจน์ว่าเสมอเป็นเพียงความเชื่อ ความรู้สึก

แต่กรณีคลิปวิดีโออันเกี่ยวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถือว่าล่อแหลมและหวาดเสียวยิ่ง

ไม่เป็นสุข

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




นับ วันแต่จะยิ่งแจ่มชัดและตาสว่างขึ้นเรื่อยๆ สำหรับภาพเหตุการณ์และหลักฐาน ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้กำลังสลายม็อบเสื้อแดง

ทั้งการปะทะกันเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว และการใช้กำลังทหารและยุทโธปกรณ์บดขยี้กลุ่มผู้ชุมนุม ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.

แม้ที่ผ่านมาจะใช้อำนาจพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน บิดเบือนและปิดกั้นข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่อง

แรกๆ สังคมก็อาจรู้สึกคล้อยตาม หลงใหลไปตามกระแสแห่งการโฆษณาชวนเชื่อ

ทั้งกรณีชายชุดดำบ้าง หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายบ้าง

เพราะรัฐบาลใช้สื่อของรัฐออกข่าวสารด้านเดียว โหมประโคมใส่ร้ายผู้ชุมนุม จนละเลยข้อเท็จจริง

กล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง และล้มล้างสถาบัน

สร้างภาพป้ายสีผู้ชุมนุมให้คนบางกลุ่มเห็นพ้องว่าเป็นพวกไม่รักชาติ ไม่เคารพสิทธิคนเมืองหลวง

เพื่อสร้างความชอบธรรมในการกวาดล้าง เข่นฆ่า และจับกุม

นายอภิสิทธิ์ยืนกระต่ายขาเดียวอ้างตลอดเวลาว่าไม่เคยสั่งให้ปราบปรามประชาชน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ยืนยันทุกครั้งว่าไม่เคยสั่งให้ทหารลั่นกระสุนใส่ผู้ชุมนุม

ล่าสุด พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสธ.ทบ. ก็ยืนกรานอ้างว่าไม่เคยสั่งการให้หน่วยสไนเปอร์ขึ้นบนตึกสูง ยิงเด็ดหัวผู้ชุมนุม

แต่เมื่อมีการล้มตายที่เกิดจากคมกระสุนเกือบ 100 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันชีวิต

ใครจะออกปฏิเสธอย่างไร โยนผิดเช่นใด ก็ย่อมมิอาจปกปิดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้

กาลเวลาผ่านล่วงเลยไป

การสังหาร การตาย และความรุนแรงที่แยกราชประสงค์ ผ่านมา 4 เดือนกว่าแล้ว

การที่ฝูงชนพากันหลั่งไหลออกมาร่วมกันรำลึกกว่า 1 หมื่นคน ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีใครลืมเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

อีกไม่นานก็จะถึงวันที่ 10 ต.ค. ซึ่งนัดหมายกันว่าจะออกมาร่วมรำลึกครบรอบ 6 เดือนเหตุการณ์อำมหิตที่สี่แยกคอกวัว

ก็จะพิสูจน์อีกครั้งว่า ผู้คนจะลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่

สำหรับผู้ที่อีกไม่กี่วันก็จะหมดอำนาจ แม้จะบอกว่าไม่ยุ่งกับการเมือง และจะอยู่ให้ห่างจากสื่อ

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต

ส่วนนายอภิสิทธิ์ ซึ่งอีกไม่กี่เดือนก็มีเค้าว่าอาจจะต้องลงจากเก้าอี้

เหตุการณ์ที่นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้สั่งการ ก็จะตามหลอนหลอกตลอดชีวิตเช่นกัน

รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในส่วนอื่นๆ ที่มีส่วนทำให้ประชาชนล้มตายและได้รับบาดเจ็บ

ก็ยากจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสงบตามปกติ

อย่างน้อยก็ทางใจ

สามก๊ก

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชักออกอาการ จับตานโยบายอภิมหาประชานิยมที่จะออกมาอีกกระทอกใหญ่ ขณะเดียวกันในด้านมืดแต่ละกระทรวงเตรียมทิ้งทวนกันมันหยด

การทุจริต คอรัปชันการแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ชี้ให้เห็นถึงการขาดภาวะผู้นำอย่างรุนแรง ภาพลักษณ์รัฐบาลมีตำหนิตั้งแต่บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมต.ในปัจจุบัน ต้องคดีสำคัญระดับชาติ ขาดคุณสมบัติ ขาดจริยธรรมและพัวพันเรื่องของการทุจริต อาศัยตัวช่วยประคับประคองถูลู่ถูกังกันไป

วิธีการใช้อำนาจอย่างบิด เบือนทำลาย ระบบคุณธรรมและจริยธรรม โดยสิ้นเชิง กฎกติกาไม่ใช่กลไกในการชี้ผิดชี้ถูก ส่วนใหญ่มักจะใช้อำนาจตามอำเภอใจเสียมากกว่า

กรณีการลงรับสมัครเลือก ตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี แทน ชุมพล กาญจนะ ที่เจอข้อหาแจ้งบัญชีเท็จตามรัฐธรรมนูญระบุ ชัดว่า จะต้องลาออกจากการเป็นข้าราชการประจำ หรือตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจอิทธิพลเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่นๆ

ดัง นั้น ที่ประชาธิปัตย์จะส่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงสมัครทั้งที่ยังคาเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง พิลึกกึกกือชอบกล เอาแค่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็ใหญ่คับฟ้าแล้ว นี่ยังควบตำแหน่งรองนายกฯและผู้จัดการรัฐบาล คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้เมื่อยตุ้ม

จึงมีคำถามตามมาว่า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชาธิปัตย์จะส่งใครลงสมัครก็แบเบอร์ตั้งแต่ยังไม่ลงคะแนน ทำไมต้องเป็นสุเทพ แสดงว่างานนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่

คาด เดากันไปล่วงหน้าว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ นี่แหละจะขึ้นมาเป็น นายกฯขัดตาทัพ แทนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมมติถ้าเจอกับอุบัติเหตุทางการเมืองและจะได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรค ประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลได้เต็มไม้เต็มมือ

งานนี้ถ้ารองนายกฯ สุเทพจะลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อมจริง ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ในสิ้นเดือนนี้ แต่ถ้าไม่ลาออกลงสมัครทั้งที่ยังคาเก้าอี้ สังคมก็ต้องอนุโมทนา

ให้รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้ใครใหญ่

รอง นายกฯสุเทพอาจจะอ้างข้อกฎหมายว่าข้าราชการการเมืองได้รับการยกเว้นไม่ต้องลา ออกจากตำแหน่ง แต่เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้แต่ข้าราชการหรือผู้บริหารส่วนท้องถิ่นยังต้องลาออกก่อน รวมทั้งมีการตีความจากศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้วว่า ตำแหน่งนายกฯ หรือ ครม.ก็ให้ถือว่า เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จะหาข้ออ้างอย่างไรก็ไม่ถูกต้องและไม่สง่างาม

เผอิญชวรัตน์ ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไปหลุดปากว่าพร้อมที่จะจับมือกับพรรคชาติไทย พัฒนาในการจัดตั้งรัฐบาล ก็เลยต้องจินตนาการต่อไปว่า สมมติประชาธิปัตย์ถูกยุบจัดขั้วรัฐบาลใหม่ ภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลอื่น และบรรดา ส.ส.กาฝากก็พร้อมที่จะแสดงพลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

บ้านเมืองแบ่งเป็น 3 ขั้ว 3 ก๊กทันที.

หมัดเหล็ก

สามก๊ก

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชักออกอาการ จับตานโยบายอภิมหาประชานิยมที่จะออกมาอีกกระทอกใหญ่ ขณะเดียวกันในด้านมืดแต่ละกระทรวงเตรียมทิ้งทวนกันมันหยด

การทุจริต คอรัปชันการแต่งตั้งข้าราชการที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ชี้ให้เห็นถึงการขาดภาวะผู้นำอย่างรุนแรง ภาพลักษณ์รัฐบาลมีตำหนิตั้งแต่บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่ง รมต.ในปัจจุบัน ต้องคดีสำคัญระดับชาติ ขาดคุณสมบัติ ขาดจริยธรรมและพัวพันเรื่องของการทุจริต อาศัยตัวช่วยประคับประคองถูลู่ถูกังกันไป

วิธีการใช้อำนาจอย่างบิด เบือนทำลาย ระบบคุณธรรมและจริยธรรม โดยสิ้นเชิง กฎกติกาไม่ใช่กลไกในการชี้ผิดชี้ถูก ส่วนใหญ่มักจะใช้อำนาจตามอำเภอใจเสียมากกว่า

กรณีการลงรับสมัครเลือก ตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี แทน ชุมพล กาญจนะ ที่เจอข้อหาแจ้งบัญชีเท็จตามรัฐธรรมนูญระบุ ชัดว่า จะต้องลาออกจากการเป็นข้าราชการประจำ หรือตำแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้อำนาจอิทธิพลเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่นๆ

ดัง นั้น ที่ประชาธิปัตย์จะส่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ลงสมัครทั้งที่ยังคาเก้าอี้รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง พิลึกกึกกือชอบกล เอาแค่ตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ก็ใหญ่คับฟ้าแล้ว นี่ยังควบตำแหน่งรองนายกฯและผู้จัดการรัฐบาล คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้เมื่อยตุ้ม

จึงมีคำถามตามมาว่า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชาธิปัตย์จะส่งใครลงสมัครก็แบเบอร์ตั้งแต่ยังไม่ลงคะแนน ทำไมต้องเป็นสุเทพ แสดงว่างานนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่

คาด เดากันไปล่วงหน้าว่า สุเทพ เทือกสุบรรณ นี่แหละจะขึ้นมาเป็น นายกฯขัดตาทัพ แทนอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมมติถ้าเจอกับอุบัติเหตุทางการเมืองและจะได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของพรรค ประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลได้เต็มไม้เต็มมือ

งานนี้ถ้ารองนายกฯ สุเทพจะลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อมจริง ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ในสิ้นเดือนนี้ แต่ถ้าไม่ลาออกลงสมัครทั้งที่ยังคาเก้าอี้ สังคมก็ต้องอนุโมทนา

ให้รู้ว่าบ้านนี้เมืองนี้ใครใหญ่

รอง นายกฯสุเทพอาจจะอ้างข้อกฎหมายว่าข้าราชการการเมืองได้รับการยกเว้นไม่ต้องลา ออกจากตำแหน่ง แต่เมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แม้แต่ข้าราชการหรือผู้บริหารส่วนท้องถิ่นยังต้องลาออกก่อน รวมทั้งมีการตีความจากศาลรัฐธรรมนูญไว้แล้วว่า ตำแหน่งนายกฯ หรือ ครม.ก็ให้ถือว่า เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จะหาข้ออ้างอย่างไรก็ไม่ถูกต้องและไม่สง่างาม

เผอิญชวรัตน์ ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไปหลุดปากว่าพร้อมที่จะจับมือกับพรรคชาติไทย พัฒนาในการจัดตั้งรัฐบาล ก็เลยต้องจินตนาการต่อไปว่า สมมติประชาธิปัตย์ถูกยุบจัดขั้วรัฐบาลใหม่ ภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลอื่น และบรรดา ส.ส.กาฝากก็พร้อมที่จะแสดงพลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

บ้านเมืองแบ่งเป็น 3 ขั้ว 3 ก๊กทันที.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 29/09/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_114612

การ์ตูน เซีย 29/09/53