WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 1, 2010

โสภณ พรโชคชัย : 10 ประเด็นที่ขาดเหตุผลในการชุมนุมปิดมาบตาพุดที่ไม่ชอบธรรม

ที่มา ประชาไท

ใน วันนี้ (30 กันยายน) จะมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มาชุมนุมนัยว่าเพื่อปิดนิคมดังกล่าว ผมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ไม่เห็นด้วย และเห็นว่าข้ออ้างในการชุมนุมไม่ชอบธรรม จึงขอแสดงความเห็นเพื่อหาทางออกดังนี้:

1. กลุ่มนี้ชอบอ้างประชาชน แต่ในความเป็นจริง ประชาชนส่วนใหญ่ทุกสาขาอาชีพถึง 65.3% ในมาบตาพุดต้องการให้อุตสาหกรรมขยายตัวต่อไป นี่แสดงชัดเจนว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวนี้ ไม่ได้ฟังเสียงของประชาชนแต่อย่างใด กลุ่มผู้ชุมนุมมักจะอ้างคนยากจน แต่จากการสำรวจพบว่ากลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยยิ่งไม่คิดจะย้ายออกจากมาบตาพุด เพราะพวกตนทำงานบริการต่าง ๆ หากเศรษฐกิจมาบตาพุดเสียหาย คนจนต่างหากที่จะได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักก่อน

2. กลุ่มนี้ชอบอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรค 2 ซึ่งกำหนดให้มีการแต่งตั้ง “องค์การอิสระ” ซึ่งอาจเป็นการแต่งตั้งเฉพาะผู้ที่คุ้นเคย และไม่เป็นกลาง และยิ่งระบุให้แต่งตั้งเฉพาะผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากร ธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ย่อมเป็นการผิดแต่แรก เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาระดับชาติ จำเป็นต้องมีผู้รู้ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การผังเมือง ฯลฯ มาพิจารณาให้รอบด้าน รัฐบาลจึงควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้

3. กลุ่มนี้มักอ้างความเห็นของคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งมีที่มาที่ชอบกล โดยผู้แทนฝ่ายประชาชนนั้นกลับไม่มีผู้แทนของประชาชนชาวมาบตาพุดแม้แต่คน เดียว ผู้แทนฝ่ายประชาชนประกอบด้วย นายแพทย์คนหนึ่งที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและบ้านอยู่นนทบุรี อีกคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในด้านที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งสองคนนี้น่าจะเป็นกรรมการฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่าผู้แทนประชาชน นอกจากนี้อีก 2 คนต่างเป็นเอ็นจีโอ คนหนึ่งขณะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง เป็นคนจังหวัดระยอง แต่ไม่ใช่มาบตาพุด ส่วนอีกคนเป็นคนชุมพรแต่มีบ้านอยู่กรุงเทพมหานคร ดังนั้นจึงถือเป็นการแต่งตั้งที่ไม่มีมาตรฐาน โดยขาดตัวแทนประชาชนมาบตาพุด ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เลย เป็นการไม่นำพาต่อระบอบประชาธิปไตย ไม่ถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง

4. กลุ่มนี้ชอบอ้างกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชน ซึ่งอาจดำเนินการไปอย่างไม่เป็นกลาง หากมีอคติอาจรับฟังแต่กลุ่มกฎหมู่ หรืออาจฟังความเพียงข้างเดียวต่อกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์ หรือมีอคติต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม กระบวนการที่สมควรจึงควรเป็นการสำรวจความเห็นของประชาชนหรือการทำประชามติ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ยอมทำเพราะไม่ต้องการรับฟังเสียงส่วนใหญ่ที่ต้องการ อุตสาหกรรม

5. กลุ่มนี้ชอบอ้างข้อยกเว้น เช่น อ้าง “ลุงน้อย” เป็นมะเร็ง แต่ผลสำรวจพบว่า กลุ่มที่เชื่อว่าป่วยหนักหรือเสียชีวิตเพราะมลพิษ มีเพียง 0.69% เท่านั้น ทางราชการยังพบว่าสาเหตุหลักของการตายของประชาชนในจังหวัดระยอง เป็นเพราะปัจจัยภายนอก เช่น อุบัติเหตุ ฆ่าตัวตาย ถูกฆ่าตาย ถึง 15% รองลงมาคือมะเร็งและเนื้องอก 12.7% อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ยังกลับมีสัดส่วนต่ำกว่าระดับทั่วประเทศ นอกจากนี้จากการเปรียบเทียบจำนวนประชากรที่ป่วยทั่วประเทศมีอยู่ประมาณ 18.16% ในขณะที่ในมาบตาพุด มีประชากรที่ “เจ็บป่วยเล็กน้อย” ในการอยู่อาศัยในพื้นที่เพียง 9.83% เท่านั้น

6. การพบแก๊สรั่วหรือมลพิษต่าง ๆ ย่อมมีบ้าง แต่ถือเป็นส่วนน้อย โรงงานอยู่รวม ๆ กันในนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ย่อมมีปัญหาบ้าง ซึ่งต้องแก้ไขเพื่อไม่ให้ละเมิดประชาชน แต่ในความเป็นจริง โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงกว่าโรงงานทั่วไป เสียอีก ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจหาพนักงานมาทำงานได้นับแสน ๆ เช่นนี้ พนักงานโรงงานแต่ละคนต่างก็มีการศึกษาดี มีรายได้เดือนละนับหมื่นนับแสนบาท ไม่ใช่ “สาวฉันทนา” ทั่วไป ดังนั้นจึงนำข้อยกเว้นเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างไม่ได้

7. กลุ่มนี้ชอบอ้างสิทธิชุมชน แต่ไม่ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน บางทีถึงกับอ้างว่าประชาชนชาวมาบตาพุดมาอยู่ก่อนโรงงาน ทั้งที่ที่ดินแถบนี้ถูกเวนคืนมาเพื่อตั้งโรงงานตั้งแต่เกือบ 30 ปีที่แล้ว เจ้าของที่ดินเดิมก็ได้รับค่าเวนคืน ย้ายไปหมดแล้ว แต่หากมีความจำเป็นต้องขยายอุตสาหกรรม ทางราชการก็มีความจำเป็นต้องแก้ผังเมืองใหม่ มีการซื้อที่ดินเวนคืนที่ดินตามความจำเป็น หากมีมลพิษจริง ชาวบ้านย่อมยินดีรับค่าทดแทน ซึ่งรัฐบาลพึงจ่ายให้อย่างดีเพื่อให้คุ้มค่ากับการโยกย้าย โดยสรุปแล้วสิทธิของชุมชนเป็นสิ่งที่พึงตระหนัก แต่ผลประโยชน์ของประเทศเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า รัฐบาลจึงควรซื้อที่ดินหรือเวนคืนอย่างเป็นธรรม

8. กลุ่มนี้ชอบอ้างทางออกที่เลื่อนลอย เช่น ให้ย้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีออกนอกพื้นที่ ทั้งที่มาบตาพุดเป็นพื้นที่แห่งเดียวที่รัฐเวนคืนมาเมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมาเพื่อสร้างอุตสาหกรรมนี้ซึ่งสำคัญต่อชาติเป็นอย่างยิ่ง หากพื้นที่นี้ไม่อาจทำกิจการปิโตรเคมี จะมีพื้นที่อื่นสร้างได้อีกหรือ ประเทศสิงคโปร์ที่มีขนาดเล็ก รวมทั้งมาเลเซียและเพื่อนบ้านอื่นก็ล้วนมีเขตอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เราไม่ควรคิดทำร้ายอุตสาหกรรมสำคัญของชาติ หรือบ่อนทำลายเศรษฐกิจชาติ

9. กลุ่มนี้ชอบอ้างตนเป็นเครือข่าย เป็นกลุ่มประชาคม ฯลฯ แต่ไม่ทราบว่ามีตัวตนจริงไหม มีรายชื่อสมาชิกหรือไม่ มีสมาชิกที่เป็นคนระยองและโดยเฉพาะคนมาบตาพุดกี่คน เปิดเผยได้หรือไม่ หรือเป็นการอ้างชื่อกลุ่มขึ้นมามากมาย ให้ดูมีจำนวนมาก ๆ เพื่อเป็นการรณรงค์ทางการเมืองโดยไม่มีฐานรากที่แท้จริง เพราะไม่ใช่กลุ่มตัวแทนของชาวมาบตาพุด จังหวัดระยองที่แท้จริงหรือไม่

10. กลุ่มนี้ชอบปิดทางออก เช่น ยืนกระต่ายขาเดียวว่ารัฐบาลจะเข้าข้างนายทุนสถานเดียว กล่าวหาว่ารัฐบาลไม่เห็นหัวคนจน ทั้งที่คนจนต้องการอุตสาหกรรมในฐานะที่เป็นแหล่งงานของตนจากการขายอาหารหรือ บริการต่าง ๆ แก่พนักงานโรงงานอีกต่อหนึ่ง หรือกล่าวหาว่าประชาชนถูกซื้อโดยนายทุนทั้งที่พวกเขาคือเสียงส่วนใหญ่ของชาว มาบตาพุดและชาวไทยที่ต้องการให้ประเทศมีพัฒนาการที่ดี

ผมขอเสนอทางออกเพื่อโปรดพิจารณาดังนี้:

1. ขอให้นายกรัฐมนตรีฟังเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ฟังแต่เสียงของคนกลุ่มนี้ โดยรัฐบาลจัดทำการลงประชามติให้ชัดเจนในเวลาอันรวดเร็ว โดยให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสเผยแพร่ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างกว้างขวางล่วงหน้า ในการนี้รัฐบาลพึงระวังไม่ให้องค์การใด ๆ พยายามบิดเบือน ทำลายการจัดประชุมเผยแพร่ข้อมูล หรือปิดกั้นการเผยแพร่ข่าวสารที่ถูกต้องต่อประชาชน เช่นที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ

2. รัฐบาลอาจพิจารณายุบคณะกรรมาการสี่ฝ่าย และแต่งตั้งใหม่โดยมีผู้แทนของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ไม่ใช่ผู้ที่เห็นค่าของสิ่งแวดล้อมเลื่อนลอยมากกว่าประชาชนและประเทศชาติโดย รวม

3. ต่อกรณีการปล่อยมลพิษของโรงงานหลายแห่งในพื้นที่ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง สมควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน มีการลงโทษโดยเคร่งครัด ทั้งต่อผู้รักษากฎหมาย โรงงาน กลุ่มบุคคลหรือองค์การอื่น

4. ภาคประชาชนจริงควรจัดตั้งคณะทำงานเฝ้าระวัง ดำเนินการตรวจสอบต่อเนื่อง โดยอาจร่วมกับองค์การอิสระต่าง ๆ ตลอดจนเอ็นจีโอและสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการต่อเนื่องเช่นนี้ จะเป็นการป้องปรามและสามารถนำกรณีการละเมิดกฎหมายและทุจริตพฤติมิชอบต่าง ๆ มาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้การต่อสู้ขององค์การพัฒนาเอกชนและภาคประชาชนมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ ยิ่งขึ้น

5. รัฐบาลอาจพิจารณาซื้อหรือเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อันได้แก่ ที่อยู่อาศัย ที่เกษตรกรรมและอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณที่จำเป็นสำหรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงการจ่ายค่าทดแทนให้เหมาะสม ซึ่งอาจจ่ายสูงกว่าราคาตลาดเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกเวนคืนยินดีที่จะ ย้ายออกโดยพลัน

6. รัฐบาลควรดำเนินการเสนอต่อรัฐสภาเพื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ด้วยการมีผู้แทนของภาคประชาชนในพื้นที่ในคณะกรรมการแก้ไขปัญหา และรับฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน โดยไม่ให้ความสำคัญเฉพาะนักวิชาชีพหรือองค์การบางกลุ่ม


หมายเหตุ

*ดร.โสภณ พรโชคชัย ดำเนินการนี้ในนามส่วนตัว ด้วยความบริสุทธิ์ใจโดยไม่ได้รับอามิสสินจ้างจากฝ่ายใด ไม่เคยมีส่วนได้ส่วนเสียกับกรณีมาบตาพุด เป็นประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย จบปริญญาเอกด้านการวางแผนพัฒนาเมืองจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และประกาศนียบัตรชั้นสูงการประเมินค่าทรัพย์สินจากสถาบันนโยบายที่ดิน ลินคอล์น และการพัฒนาที่อยู่อาศัยจากมหาวิทยาลัยคาธอลิกลูแวง เมื่อปลายปี 2552 ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชาชนและนำเสนอต่อรัฐบาลมาครั้งหนึ่งแล้ว โปรดดูรายละเอียดได้ตามเว็บไซต์นี้: http://www.thaiappraisal.org/thai/research/research_2.htm ติดต่อได้ที่ sopon@thaiappraisal.org

ไมโครซอฟท์แจงสาเหตุเ้ข้า Hotmail ไม่ได้และขั้นตอนวิธีการแก้ไข

ที่มา ประชาไท

จาก กรณีที่หลายคนไม่สามารถเข้าสู่ระบบของ Hotmail ซึ่งเป็นบริการอีเมลล์ของไมโครซอฟท์ได้ ทางไมโครซอฟท์ได้ออกมาชี้แจงว่า เหตุที่เข้าสู่ระบบ Hotmail ไม่ได้เนื่องจากเมื่อวันที่ 20 ก.ย. โดยประมาณ ทีมงานของ Windows Live ได้เริ่มต้นขั้นตอนการป้องกันอีเมลสแปม เนื่องจากมีผู้ใช้ร้อยละ 1 ของผู้ใช้ทั้งหมด ถูกเจาะข้อมูลและนำไปใช้ในการส่งอัเมลล์สแปม

โดยได้กล่าวถึงวิธีการแก้ไขไว้ตามลิงค์นี้ docs.com/8FTS

(ที่มาบางส่วนจาก Blognone)


เรียนผู้ใช้บริการ Hotmail ทุกท่าน

สืบ เนื่องจากปัญหาที่ท่านแจ้ง มาเกี่ยวกับการล็อกอินเข้าใช้อีเมลของท่านใน Hotmail เราขอแจ้งให้ท่านทราบเกี่ยวกับปัญหาและวิธีการแก้ไขดังต่อไปนี้

สถานการณ์

ตั้งแต่ วันที่ 20 กันยายนโดยประมาณ ทีมงาน Windows Live ได้เริ่มต้นขั้นตอนการป้องกันอีเมลสแปม โดยส่งอีเมลแจ้งให้ลูกค้าเปลี่ยนแปลงรหัสผ่านและทำงานร่วมกับเจ้าของอีเม ลที่โดนเจาะข้อมูลเพื่อคืนสิทธิการใช้งานที่ถูกต้องให้แก่ผู้ใช้งานที่ได้ รับผลกระทบ การกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อต้องการกำจัดอีเมลสแปมที่ก่อปัญหาให้แก่ผู้ใช้ บริการอีเมลของ Hotmail เพราะหลายท่านยังไม่ทราบว่าอีเมลของตนเองโดนคุกคามแล้ว เราได้ประกาศแจ้งเกี่ยวกับมาตรการข้างต้นนี้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน นี้เวลา 10:00 ที่http://Microsoftontheissues.com

การแก้ไข

สำหรับ ท่านที่เข้าใช้บริการของ Hotmail ไม่ได้ โปรดแจ้งปัญหาการใช้งานของท่านไปที่ลิงค์ตามคำแนะนำที่แนบ และจากนั้นทีมงานสนับสนุนจะเข้าช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของท่านภายใน 48 ชั่วโมง

ทางบริการ Hotmail ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดเตรียมทีมงานพิเศษกว่า 300 คน เพื่อช่วยให้บริการทุกท่านอย่างเร็วที่สุด และเราต้องกราบขออภัยอย่างยิ่งในกรณีความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

ด้วยความเคารพอย่างสูง

กมลภัทร แสวงกิจ
ผู้จัดการธุรกิจออนไลน์ ประจำประเทศไทย
Microsoft Advertising

สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ย้ำห้ามต่างชาติเป็นเจ้าของนสพ.

ที่มา ประชาไท

ผอ.สำนัก หอสมุดแห่งชาติ เผยหลังประชุมร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เป็นห่วงเรื่องชาวต่างชาติมายื่นขอจดแจ้งการพิมพ์ ระบุผิดกม. หวั่นรู้เท่าไม่ถึงการณ์กม.ไทย ที่ปรึกษาสภาการหนังสือพิมพ์ฯ เห็นควรเข้มงวด บอกหนังสือพิมพ์ในเมืองไทยควรเป็นเรื่องของคนไทยโดยเฉพาะ

30 ก.ย. 2553 - เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า นางวิลาวัลย์ ทรัพย์พันแสน ผอ.สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่ห้องประชุม 2 ชั้น 19 กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการที่ชาวต่างชาติมาทำการยื่นขอ จดแจ้งการพิมพ์ ทั้งในส่วนของการเป็นบรรณาธิการ และเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ เพื่อไม่ให้ขัดกับข้อกฎหมายในพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ที่กำหนดไว้ว่า ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าว เข้ามาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ยกเว้นกรณี การมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และกรณีเจ้าของหนังสือพิมพ์ที่เป็นนิติบุคคล ต้องมีคนไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 และต้องมีกรรมการเป็นคนไทย ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ซึ่งที่ประชุมเกรงว่า การที่คนต่างชาติเข้ามาทำงานในส่วนบรรณาธิการ และเจ้าของกิจการ อาจจะมีความรู้ไม่เท่าไม่ถึงการณ์เกี่ยวกับกฎหมาย ที่สำคัญมีความเป็นห่วงถึงการเสนอข่าวหรือ บทความวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และบรมวงศานุวงศ์ ที่อาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้

นายมานิจ สุขสมจิตร ที่ปรึกษาสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่จะมีการเข้มงวดในการบังคับใช้ข้อกำหนดว่าด้วยการไม่อนุญาตให้ คนต่างด้าวเข้าเป็นเจ้าของหรือบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เพราะ หนังสือพิมพ์ในเมืองไทยควรเป็นเรื่องของคนไทยโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามหากมีการตรวจพบว่ามีคนต่างด้าวเข้าขอจดแจ้งเป็นบรรณาธิการ และเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์โดยขัดต่อกฎหมาย เจ้าหน้าที่สามารถเพิกถอนการจดทะเบียน โดยบรรณาธิการหรือเจ้าของกิจการดังกล่าวจะต้องได้รับโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีที่มีการตั้งคนไทยเข้ามาเป็นนอมินี ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว นอมินีผู้นั้นจะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5 แสนถึง 5 ล้านบาท

ที่มา - เว็บไซต์เดลินิวส์

พระอาระกันถูกจำคุก 8 ปี ทางการอ้าง ทำผิดวินัยสงฆ์

ที่มา ประชาไท

พระ อาชิน ปินยา ส่ารา เจ้าอาวาสวัดมหามุนี บุดดา วิหะระ ในเมืองชิตต่วย รัฐอาระกัน และยังเป็น พระสงฆ์ซึ่งเป็นผู้ค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์ชาวอาระกันถูกศาลพม่าในพื้นที่ สั่งจำคุกเป็นเวลา 8 ปี 3 เดือน ในข้อหาทำผิดวินัยสงฆ์และข้อหาอื่นๆ ทั้งนี้ พระรูปดังกล่าวถูกเจ้าหน้าที่พม่าจับกุมตั้งแต่เมื่อวันที่ 27 ก.ค.53 ที่ผ่านมา

พระอาชิน ปินยา ส่ารา ถูกจำคุก 3 ปี ในข้อหาครอบครองธนบัตรต่างชาติตามมาตราที่ 24(1) และถูกจำคุกเพิ่มอีก 3 ปี ในข้อหาทำลายปูชนียวัตถุ ตามมาตราที่ 292 รวมถึงข้อหาดูหมิ่นและทำลายชื่อเสียงพระพุทธศาสนาอีก 2 ปี และเผยแพร่วัตถุลามกอนาจารอีก 3 เดือน ซึ่งถูกจำคุกรวมระยะเวลาทั้งสิ้นเป็นเวลา 8 ปี 3 เดือน ทั้งนี้ พระอาชิน ปินยา ส่ารายังต้องเสียค่าปรับอีก 10,000 จั๊ต (ราว 333 บาท)

หลัง จากที่พระอาชิน ปินยา ส่าราถูกจับ มีรายงานว่า ทางการพม่าได้ปิดโรงเรียนเด็กกำพร้าซึ่งอยู่ในความดูแลของพระอาชิน ปินยา ส่ารา และได้ส่งเด็กกำพร้าจำนวน 100 คน ไปอยู่ในเขตมะกวยและเขตมัณฑะเลย์ ทางภาคกลางของประเทศ ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่า ทางการยังได้ยึดเอาวัตถุโบราณล้ำค่าอย่าง เหรียญเงินทองของชาวอาระกันในยุคโบราณ รูปปั้นพระพุทธรูป รวมถึงหนังสือใบลานที่พระอาชิน ปินยา ส่ารา เก็บรวบรวมสะสมมานานกว่า 1 ปีด้วย

ก่อนหน้านี้ เจ้าอาวาสจาก 14 วัด ในรัฐอาระกันได้ส่งจดหมายแสดงความไม่พอใจต่อเหตุการณ์จับกุมพระอาชิน ปินยา ส่ารา ไปยังผู้บัญชาการทหารสูงสุดประจำภาคตะวันตก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับแต่อย่างใด ขณะที่โรงเรียนเด็กกำพร้าที่ถูกทางการสั่งปิดได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2533 และเป็นโรงเรียนเด็กกำพร้าที่แห่งใหญ่ที่สุดในเมืองชิตต่วย โดยก่อนที่จะถูกสั่งปิดลงพบมีเด็กกำพร้าอยู่จำนวน 150 คน

ด้านสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองพม่า (Assistance Association for Political Prisoners- AAPP) รายงานว่า ในจำนวนนักโทษการเมือง 2,183 คน มีพระสงฆ์รวมอยู่ด้วย 250 รูป (Narinjara /Irrawaddy 30 30 ก.ย.53)


แปล และเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ "สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน"อ่านข่าวและบทความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์ http://twitter.com/salweenpost

พรรคข้างรัฐบาลพม่าดึงเจ้าพ่อยาเสพติดเป็นสมาชิกแข่งเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

พรรค ข้างรัฐบาลพม่า USDP ดึงเจ้าพ่อยาเสพติดหัวหน้ากกล.อส.ในรัฐฉานเข้าเป็นลูกพรรค หวังโกยคะแนนเลือกตั้ง ขณะที่รัฐบาลไฟเขียว กกล.อส.ค้ายาเสพติดเพิ่มขึ้น แลกการช่วยปราบกลุ่มต่อต้าน .....

มีรายงานจากแหล่งข่าวในรัฐฉานว่า พรรคสหภาพเอกภาพและการพัฒนา USDP (Union Solidarity and Development Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลทหารพม่าให้การสนับสนุน ได้มีการชักชวนผู้นำกองกำลังอาสาสมัครหลายคนในรัฐฉานภาคเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ชื่อเสียงด้านการค้าเสพติด เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค เพื่อร่วมแข่งขันศึกเลือกตั้งในวันที่ 7 พ.ย. นี้

โดยบุคคลที่พรรค USDP ดึงเข้าเป็นสมาชิกเพื่อหวังโกยคะแนนเลือกตั้ง มีทั้งหมด 4 คน ได้แก่ 1. อูมิ้นลวิน อายุ 60 ปี หัวหน้ากกล.อส.ตำบลเมืองแงน เมืองก๊ดขาย เตรียมลงแข่งเป็นสมาชิกสภาชาติพันธุ์ 2. อูตี่ขุนเมียด อายุ 57 ปี หัวหน้ากกล.อส.เมืองก๊ดขาย มีกำลังพลราว 500 – 600 คน จะลงแข่งเป็นสมาชิกสภาภาคหรือรัฐในเขตเมืองก๊ดขาย 3. นายอูเก๋งใหม่ อายุ 50 ปี หัวหน้ากกล.อส.เมืองพ่อ มีกำลังพลราว 200 นาย มีกำหนดลงแข่งเป็นสมาชิกสภารัฐพื้นที่เมืองน้ำคำ เขต 2 และ 4. นายปานเซ จ่อมิ้น อายุ 51 ปี หัวหน้ากกล.อส.เมืองน้ำคำ จะลงแข่งเป็นสมาชิกสภาประชาชน เขตเมืองน้ำคำ

แหล่งข่าวในพื้นที่เผยว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวล้วนเป็นที่รู้จักกันในนามเจ้าพ่อยาเสพติด โดยอูมิ้นลวิน เป็นพ่อเจ้ายาเสพติดรายใหญ่ในเมืองก๊ดขาย และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสังหารปปส.พม่า 4-5 คน เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ส่วนอูตี่ขุนเมียด เป็นนักกฎหมายและเป็นอดีตหุ้นส่วนธนาคารเมล์พลาวเวอร์ ที่ถูกสั่งปิดเหตุเนื่องจากเกี่ยวข้องการฟอกเงิน

ขณะที่ นายอูเก๋งใหม่ เป็นอดีตผู้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์พม่า CPB ปัจจุบันประกอบธุรกิจผลิตเฮโรอีนและยาบ้า มีโรงงานเป็นของตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีโรงกลั่นสุราและสารตั้งต้นผลิตเฮโรอีน

ส่วนนายปานเซจ่อมิ้น นอกจากเป็นเจ้าพ่อยาเสพติด ยังเป็นเจ้าของบ่อนกาสิโนฝั่งแม่น้ำพ่อ ใกล้กับเมืองก๊ดขาย และมีความสนิทสนมกับผบ.ยุทธการพม่าในพื้นที่เป็นอย่างดี ขณะที่น้องชายของเขา ชื่อจ่อทวย เป็นผู้ควบคุมดูแลท่าเรือน้ำมาวแห่งหนึ่งที่ใช้ข้ามไปยังจีน ซึ่งท่าเรือแห่งนี้ใช้ขนส่งยาเสพติดเข้าไปในจีนด้วย

แหล่งข่าวเผย ด้วยว่า ยาเสพติดที่ส่งออกพื้นที่เมืองหมู่แจ้ และเมืองก๊ดขาย ส่วนใหญ่เป็นของนายอูมิ้นลวิน และอูเก๋งใหม่ ขณะที่กกล.อส.ของอูตี่ขุนเมียด ทำหน้าที่ขนส่งเข้าไปในจีน และลำเลียงสารเคมี (สารตั้งต้นผลิตยาเสพติด) จากจีนกลับเข้าในพื้นที่ควบคุมของตน

ตามรายงานกลุ่มจับตายาเสพติดใน รัฐฉาน ในชื่อ ฉาน ดรัก วอช (Shan Drug Watch) ที่มีการแถลงเปิดตัวรายงานอย่างเป็นทางการที่กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้ (29 ก.ย.) ระบุว่า กกล.อส. ในรัฐฉานซึ่งอยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลทหารพม่า กำลังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการค้ายาเสพติด ปัจจุบันมี 46 จาก 55 อำเภอในรัฐฉานยังคงปลูกฝิ่นต่อไป ทั้งนี้ เป็นเพราะกองทัพพม่าต้องการพึ่งพาการเก็บภาษีฝิ่น และมีนโยบายปล่อยให้กกล.อส. ในพื้นที่เข้าไปเกี่ยวข้องการค้ายาเสพติด

ทั้ง นี้ รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า กกล.อส. มีสถานะพิเศษแซงหน้ากลุ่มหยุดยิงที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไปแล้ว และกกล.อส.ได้กลายเป็นผู้ผลิตยาเสพติดรายใหญ่ของรัฐฉาน แทนกลุ่มหยุดยิงส่วนใหญ่อย่างเช่น กลุ่มกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army) ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางทหารและข้อจำกัดต่างๆ จากรัฐบาลทหารพม่า โดยรัฐบาลทหารพม่าให้ไฟเขียวกกล.อส. ค้ายาเสพติด เพื่อต้องการแลกการช่วยปราบกลุ่มต่อต้าน

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/


"คน เครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

Thursday, September 30, 2010

แกะรอยผู้ว่าฯชล เพื่อนเรียนรัฐศาสตร์"พระปราโมทย์" สรุป "สวนสันติธรรม"ไม่ผิดก่อนย้าย3วัน

ที่มา มติชน


เสนีย์ จิตตเกษม

นอก จากพระปราโมทย์ ปราโมชโช (สันตยากร) เจ้าสำนักสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีเพื่อนร่วมรุ่นคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (รุ่น 24) ซึ่งล้วนเป็นคนดัง ไม่ว่านายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปี 2518 หรือ นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ ผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นักรัฐศาสตร์และนักกฎหมาย อาทิ กฤต ไกรจิตติ , กิตติ แก้วทับทิม , เกษม คมสัตย์ธรรม ,ทินกร ตันติวนิช ,ธนวัฒน์ เนติโพธิ์ ,ธนวิทย์ สิงหเสนี , ธีรพจน์ จรูญศรี , นวนิต สิงหเสนี , นุชนารถ วะสีนนท์ , ปาริชาติ จันทรางศุ , ไพบูลย์ จันทรางศุ , มยุรี อนุมานราชธน , รจนี อาชวานันทกุล , วันทนีย์ กัลยาณมิตร - บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด วัส ติงสมิตร - ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง , วิชช์ จีระแพทย์ สำนักอัยการสูงสุด , วีระนารถ วีระไวทยะ และ อุษา ตันติเวชกุล


ล่าสุด"มติชนออนไลน์" ตรวจสอบพบว่า นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น 24 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯกับพระปราโมทย์ด้วยเหมือนกัน โดยในหนังสือทำเนียบรุ่นระบุว่านายเสนีย์เลขที่ 261 ส่วนเลขที่ 116


นาย เสนีย์เป็นคนอำเภอพนัสนิคม ชลบุรี ประวัติรับราชการเคยรักษาการในตำแหน่งนายอำเภอปากชม จังหวัดเลย ,นายอำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี , นายอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี , นายอำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ,นายอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี,ผู้อำนวยการส่วนกิจกรรมมวลชน สำนักงานประสานงานมวลชน กรมการปกครอง , ผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ( เลื่อนระดับ 9 ) 2542 ,รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ , รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 และผู้ว่าฯชลบุรี


ล่าสุดเมื่อวัน ที่ 28 กันยายน 2553 คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ย้ายไปเป็นผู้ว่าฯน่าน พร้อมผูว่าฯคนอื่น 47 ตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 วันเดียวกันที่ ครม.มีมติเห็นชอบให้โยกย้าย นายเสนีย์ก็ออกมาเปิดเผยผลการสอบสวนพระปราโมทย์ โดยมีนายยุติศักดิ์ เอกอัคร นายอำเภอศรีราชา ประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ไม่พบว่าเจ้าสำนักสวนสวนสันติธรรมฉ้อฉลและหลอกลวงประชาชน


ส่วน แม่ชีอรนุช สันตยาก อดีตภรรยานั้นได้ทำหนังสือสัญญาเกี่ยวกับยกที่ดินหากสวนสันติธรรมได้รับการ พิจารณาให้เป็นวัดไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนเงินรายได้นั้นมาจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค พระไม่ได้หยิบเงินแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าแม่ชีอรนุชถือบัญชีก็ตาม แต่มีผู้ตรวจสอบบัญชี จากพยานหลักฐานดังกล่าวไม่เข้าข่ายฉ้อฉลตามที่ร้องเรียน ส่วนกรณีอวดอุตริมนุสธรรม ขอให้สำนักพุทธศาสนาตรวจสอบ

เมื่อเทพเทือกลาออก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



การ ลาออกจากรองนายกฯ เพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงว่าสถานการณ์การเมืองมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอย่างมาก

เพราะการทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นการลงทุนที่สูงยิ่ง

นำมาซึ่งความยุ่งเหยิงอลหม่านมากมาย!

เอาแค่เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับนายพลเรื่องเดียวก็ยุ่งแล้ว

เพราะ ตั้งใจกันว่า พอวันที่ 1 ต.ค. เมื่อนายพลชุดที่แต่งตั้งมาก่อนหน้านี้ คือระดับรองผบ.ตร.-ผบช. เข้ารับหน้าที่แล้ว จะได้เร่งลงมือแต่งตั้งระดับ รองผบช.ลงไปถึงผบก. ในช่วงต้นเดือน ต.ค. เพื่อจะได้แต่งตั้งระดับรองๆ ลงไป

เมื่อจู่ๆ รองนายกฯ สุเทพมาทิ้งเก้าอี้ในตอนต้นเดือนหน้าเช่นนี้แล้ว

โผพล.ต.ต.จะทำอย่างไร!?!

อีกทั้งมีแนวโน้มว่า เมื่อนายสุเทพลาออกไป คงจะโอนงานรองนายกฯ ความมั่นคงไว้กับนายกฯ ทั้งหมด

แปลว่า ถ้าจะต้องประชุมก.ตร.

คราวนี้นายกฯ มาร์คจะมานั่งเป็นประธาน ก.ตร. เองหรือเปล่า

แค่เรื่องแต่งตั้งตำรวจเรื่องเดียว ก็ยุ่งแล้ว เมื่อเทพเทือกต้องทิ้งเก้าอี้

ไหนยังจะเรื่องอำนาจในการคุมศอฉ.อีก

มองในแง่สถานการณ์บ้านเมือง ยุคระเบิดเกิดต่อเนื่องรายวัน ยิ่งน่าปวดหัวเข้าไปใหญ่!!

ไม่มีรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็คงวุ่นกันไปอีกแบบ

จะให้นายกฯ มาดูงานความมั่นคงแล้วมาตามจี้คดีระเบิดรายวันด้วยตัวเอง สนุกแน่

จึงกล่าวได้ว่า การตัดสินใจทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ ความมั่นคง นำมาซึ่งความยุ่งยากมากมาย

ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ นายสุเทพและคนในประชาธิปัตย์คงไม่เลือกทางนี้!

แต่นี่จำต้องเลือก เพราะอะไร

สรุปได้ว่า ความหวั่นไหวในคดียุบพรรคมีสูงยิ่ง

ถ้ายุบจริงๆ นายกฯ มาร์คก็ยุบตามไปด้วย

เตรียมสุเทพเอาไว้ดีกว่าจะเป็นชวน อย่างนั้นหรือเปล่า!?

ส่วนโผนายพลตำรวจ ถ้าไม่ทำกันด่วนจี๋ต้นเดือนนี้ ให้เสร็จก่อนวันลาออกของรองนายกฯ

ก็อาจโน่นเลย ยืดไปปลายเดือนต.ค. หรือต้นเดือนพ.ย.!

เบื้องหลังโยกย้ายผู้ว่าฯ ภท.กรุยทางยึดเก้าอี้ส.ส.

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




การแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าฯ 48 จังหวัด แบ่งเป็นตั้งรองผู้ว่าฯ ขึ้นแทน 21 เก้าอี้ที่ว่าง และโยกย้ายอีก 27 ตำแหน่ง

แม้ ตอบโจทย์ 3 ข้อ คือ ระบบอาวุโส ประสิทธิภาพการบริหารงาน และลงโทษผู้ว่าฯ ที่ไม่สามารถแก้ปัญหากลุ่มเสื้อแดงได้ แต่ที่ชัดเจนสุดคือการจัดทัพเตรียมการเลือกตั้ง

เมื่อเชื่อมโยง ไปถึงสิ่งที่ครูใหญ่-นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย พูดกับส.ส.ในที่ประชุมพรรค ย้ำถึงความลำบาก สาหัสสากรรจ์ในการเสนอชื่อเข้าครม.

พร้อมระบุจะฝากใครขอให้ฝากเพื่อมาช่วยงานในพื้นที่ตัวเอง ห้ามฝากเด็กนอกพื้นที่เด็ดขาด

ภาพก็เริ่มชัดขึ้น

ที่ ผ่านมาแม้พรรคภูมิใจไทยมีเรื่องงัดข้อกับประชาธิปัตย์ แต่การแต่งตั้งครั้งนี้ยังคงเป็นลักษณะการแบ่งเมืองกันปกครองระหว่างพรรค ร่วมรัฐบาล

กล่าวคือภูมิใจไทยดูแลพื้นที่อีสาน ส่วนภาคกลางเป็นการประสานประโยชน์ร่วมกันกับพรรคชาติไทยพัฒนา ภาคใต้เป็นอำนาจพรรคประชาธิปัตย์ ภาคตะวันออกเป็นรายการ 'คุณขอมา' จากพรรคประชาธิปัตย์บางส่วน

ขณะที่ภาคเหนือ เป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องความมั่นคงและตอบสนองข้อเรียกร้องของการเมือง

เช่น การดัน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าฯ นครปฐม ทายาทวังวรดิศที่ได้ชื่อว่าเป็น 'บลูบลัด' ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ เชียงใหม่ ถิ่นคนเสื้อแดง

หรือการดัน นายสมชัย หทยะตันติ ผู้ว่าฯ พิจิตร เป็นผู้ว่าฯ เชียงราย ตามคำขอของคนตระกูล 'จงสุทธนามณี'

ตลอด จนการให้นายสุวิทย์ วัชโรทยางกูร จากรองผู้ว่าฯ พิจิตร ขึ้นเป็นผู้ว่าฯ พิจิตร ก็ปฏิเสธถึงความแนบแน่นกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประ ธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่ได้เช่นกัน

สำหรับภาคอีสานปรับโยกย้ายถึง 14 จังหวัด ใน 19 จังหวัด

โดย 5 จังหวัดที่ไม่ปรับย้าย คือ กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ เลย มหาสารคาม ยโสธร ล้วนเป็นพื้นที่ที่วางฐานเสียงไว้เรียบร้อย และไม่มีปัญหาต้องปรับหรือขยับขยายอะไร

ใน 14 จังหวัดมีเหตุผลแตกต่างกันออกไป แต่โดยรวมเพื่อกระชับพื้นที่อีสานของพรรคภูมิใจไทยให้เข้มข้นมากขึ้น

เช่น จ.นครราชสีมา โยกเอา นายระพี ผ่องบุพกิจ เติบโตจากพื้นที่อีสานใต้ ไล่ตั้งแต่ จ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ เลื่อนไปคุมพื้นที่โคราชที่มีส.ส.อันดับ 2 ของประเทศรองจากกทม.

เพื่อช่วยเหลือพลพรรคของกลุ่ม นายบุญจง วงศ์ไตร รัตน์ รมช.มหาดไทย พร้อมบดขยี้กลุ่มอื่นโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยให้สูญพันธุ์

นายสมบัติ ตรีวัฒน์สุวรรณ โยกจากผู้ว่าฯ สกลนคร เป็นผู้ว่าฯ ขอนแก่น เพราะแม้มีสายสัมพันธ์ชั้นดีในพื้นที่สกลนครและอุดรธานี

แต่ ต้องลงมาช่วยนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ และนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น ต่อสู้กับกลุ่มอำนาจของนายเสริมศักดิ์-นางระเบียบรัตน์ พงษ์ พานิช สองสามีภรรยา อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตส.ว. ขอนแก่น ในสายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถือว่าเป็นเจ้าถิ่นอยู่

การ ตั้ง นายจรินทร์ จักกะพาก ไปเป็นผู้ว่าฯ ชัยภูมิ ตามคำขอของกลุ่มการเมืองท้องถิ่น รวมทั้ง นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ จากรองผู้ว่าฯ อุดรธานี ไปเป็นผู้ว่าฯ หนองคาย

เพื่อรับการลง พื้นที่ของ นางแว่นฟ้า ทองศรี ภรรยานายทรงศักดิ์ ทองศรี สมาชิกบ้านเลขที่ 109 ที่ว่ากันว่าอยู่เบื้องหลังการแยก 'บึงกาฬ' ออกเป็นจังหวัดที่ 77 และพร้อมดันภริยาลงปักธงผู้แทนในพื้นที่นี้

หรือกระทั่งการดัน นายเสริม ไชยณรงค์ รองผู้ว่าฯ ไม่ถึง 2 ปี แต่ส่งประกวดจาก จ.บุรีรัมย์ ไปรักษาพื้นที่ จ.สุรินทร์ ถิ่นอีสานใต้อันเป็นที่หมายปองของชาวภูมิใจไทย

มีเพียงจังหวัดเดียวในอีสานที่กลายเป็นโควตาของประชาธิปัตย์

คือ การดัน นายสุรพล สายพันธ์ รองผู้ว่าฯ อุบลราชธานี เป็นพ่อเมืองเต็มตัว รวมทั้งส่ง นายชวน ศิรินันท์พร จากผู้ว่าฯ อุบลราชธานี ไปเป็นผู้ว่าฯ แพร่ ให้พ้นจากพื้นที่อีสาน

เพื่อสกัดกลุ่มของ นายสุพล ฟองงาม ว่าที่เลขาธิ การพรรคเพื่อไทย และนำส.ส.ประชาธิปัตย์ใน จ.อุบลราชธานี เข้าสภาให้มากที่สุด

ไล่ ดูพื้นที่ภาคกลาง ยังคงชัดเจนอยู่ที่ จ.สุพรรณบุรี ของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ร้องขอให้ นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ ต้องนั่งผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี ต่อไปแม้จะอยู่ครบวาระ 4 ปีแล้วก็ตาม

รวมทั้งส่ง นายวันชัย โอสุคนธ์ทิพย์ จากรองผู้ว่าฯ สุพรรณบุรี ไปเป็นผู้ว่าฯ อุทัยธานี พื้นที่พรรคชาติไทยพัฒนาเช่นกัน

ใน ส่วนของภูมิใจไทย หลังเปิดเกมดูดส.ส.ภาคกลางเพราะคิดว่าง่ายกว่าเจาะพื้นที่อีสาน ต้องจับตามอง นาย สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ขึ้นจากรองผู้ว่าฯนครนายก มานั่งผู้ว่าฯ นครนายก

มีข่าวว่าแนบแน่นกับ นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร หนึ่งในส.ส.กบฏเพื่อไทย จนเป็นเงื่อนไขย้ายมาอยู่ภูมิใจไทยว่า

ผู้ว่าฯ ต้องชื่อ 'สุทธิพงษ์' เท่านั้น

หรือ แม้แต่ในจังหวัดที่ไม่ได้เปลี่ยนผู้ว่าฯ อย่างนนทบุรี ที่มี นายวิเชียร พุฒิวิญญู ขึ้นจากรองผู้ว่าฯ นั่งอยู่ ก็มีข่าวสัญญาใจดูแลพื้นที่ให้กับ นางพิมพา จันทรประสงค์ เจ้าแม่เมืองนนท์ของพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน

รวม ทั้ง จ.สมุทรปราการ ที่ให้ นายเชิดศักดิ์ ชูศรี มานั่งเป็นผู้ว่าฯ เพื่อดูแลกลุ่มงูเห่าจากเพื่อไทยที่เพิ่งย้ายมา พร้อมรองรับยุทธการ 'ดูด' อีกระลอก

ภาคตะวันออก เป็นการผสมผสานระหว่างเสียงร้องขอของพรรคประชาธิปัตย์ และการวางตัวของภูมิใจไทยเอง

เช่น นายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย ถูกขอมาเป็นพ่อเมืองระยอง รวมทั้งนายวิชิต ชาติไพสิฐ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง สนง.ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็น ผู้ว่าฯ ชลบุรี ถูกร้องขอมาจากประชาธิปัตย์เช่นกัน

ด้วยความแนบแน่นกับ นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นทุนเดิม ทำให้ภูมิใจไทยไม่มีปัญหาอะไรมากมาย

แต่ พื้นที่ที่ภูมิใจไทยส่งมาเองก็มี เช่น จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ของกลุ่มบ้านริมน้ำ ส่งตรง นายกิตติ ทรัพย์วิสุทธิ์ รองผู้ว่าฯ ราชบุรี แนบแน่นกับนายสรอรรถ กลิ่นประทุม มาดูแลพื้นที่ให้

ภาค ใต้ยังคงเป็นสิทธิ์ขาดของประชาธิปัตย์ส่งชื่อมาคุมพื้นที่ ทั้ง จ.ภูเก็ต สตูล พังงา สุราษฎร์ธานี แต่ยังผสมปนเปกับเสียงร้องขอของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ทั้งหมดนี้คือการรุกคืบของฝ่ายการเมืองเข้ามาในกระทรวงมหาดไทย

ถึงขนาด นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังออกปากว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ตัดตอนระบบอาวุโส

พร้อม ถามหาความชอบธรรมกรณี นายปรีชา บุตรศรี ผู้ว่าฯ ปทุมธานี โดนเด้งไปเป็นผู้ตรวจราชการ ทั้งที่ดูแลรับมือม็อบเสื้อแดงอย่างดี ไม่ปล่อยให้เผาศาลากลางเหมือนบางจังหวัด

แม้ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จากพรรคภูมิใจไทย ยืนยันความถูกต้องชอบธรรมโดยอ้าง มติครม. ที่อนุมัติเห็นชอบ

แต่ การรุกของฝ่ายการเมืองยังไม่หยุดแค่นี้ ต้องจับตาการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับรองๆ ลงไป โดยเฉพาะตำแหน่งนายอำเภอทั่วประเทศที่ถือว่าใกล้ชิดประชาชน เชื่อมโยงกับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นฐานเสียงในพื้นที่มากที่สุด

รองรับศึกเลือกตั้งที่บู๊กันดุเดือดแน่นอน

เศรษฐกิจการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

ประเทศ ไทยต้องเจอกับข่าวร้ายอีกกระทอกเมื่อ พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. สั่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เตรียมพร้อมออก 6 มาตรการทั่วประเทศเพื่อสกัดการลอบวางระเบิดในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลซึ่งจะมีระเบิดไปจนถึงสิ้นปี

ก็แปลว่าประเทศไทยโดย เฉพาะเมืองหลวงของประเทศจะต้องเผชิญกับเหตุระเบิดไปอีก 3-4 เดือนด้วยกัน ข่าวนี้ออกไป ทั่วโลก และเพิ่มความน่าเชื่อถือของข่าวโดยรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ อ้างการข่าวจากตำรวจสันติบาลและดีเอสไอ ที่ได้ข่าวมาตรงกัน

เศรษฐกิจการท่องเที่ยวไม่ฟื้นแน่นอน

ประกอบ กับมาตรการทางด้านกฎหมายหลายอย่างไม่อำนวย ในการลงทุน เรื่องของมาบตาพุดกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้ม คาราคาซังไปอีกนาน วันสองวันนี้ก็จะมีการประท้วงกันครั้งใหญ่ ที่ศูนย์ราชการ จ.ระยอง ยังหาทางออกไม่ได้ ความน่าเชื่อถือทางด้านการลงทุนหดหายทันที แว่วมาว่านักลงทุนต่างชาติให้เวลาจนถึงสิ้นปี ถ้ายังไม่มีอะไรชัดเจนก็คงต้องโบกมือลา

การประมูล โทรศัพท์ระบบ 3 จี คงจะมีคำตอบเรียบร้อยไปแล้ว รัฐบาลหาทางออกโดยให้ทีโอทีพัฒนาธุรกิจ 3 จีที่ยังค้างอยู่ต่อไป จะได้แค่ไหนยังไม่รู้ ข้าง กสท ก็เร่งหาทางออกให้กับดีแทคและทรูมูฟเปิดบริการ 3 จีเหมือนกัน หรือข้อเสนอของกระทรวงการคลังที่จะให้ผู้ให้บริการมือถือในปัจจุบันพัฒนาจาก ระบบ 2 จีเป็น 3 จี อีนุงตุงนัง สรุปแล้วเป็นการแก้ปัญหากันแบบข้างๆคูๆ

ที่ จะทำอะไรกันอย่างถูกต้องโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลของการดำเนินธุรกิจทั่วไป กลับทำไม่ได้ แทนที่ ประชาชนจะได้ประโยชน์ ในการใช้บริการทั้งคุณภาพและราคา ก็ไม่ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง จำใจ ใช้บริการชนิดมัดมือชกต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

ใน ทางบังคับใช้กฎหมายของประเทศนี้ไม่มีมาตรฐาน สามารถที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ได้เหมือนเดิม สรุปแล้วไม่มีอะไรอยู่กับร่องกับรอย ใช้วิธีเอาตัวรอดแบบศรีธนญชัย

เรื่อง ข่าวข้าวในกระทรวงพาณิชย์ก็ใช่ย่อย พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ อ้างการระบายสต๊อกข้าวของรัฐขณะนี้เปิดโอกาส ให้ผู้ส่งออกที่มีใบสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศเป็นผู้เสนอซื้อเข้ามาส่วน หนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งจะมีการเจรจากับผู้ซื้อโดยตรงจาก รัฐบาลต่างประเทศ หรือจีทูจี งานนี้ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รับอาสาจะไปเจรจาด้วยตัวเอง

มี ข่าวแพร่สะพัด ผู้ส่งออกและโรงสีได้รับการติดต่อจากบริษัทเอกชนที่ได้รับอนุมัติจากคณะ กรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ที่มีนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธาน สามารถซื้อข้าวจากสต๊อกรัฐบาลได้จำนวน 2 ล้านตัน มูลค่า 25,000 ล้านบาท ในราคาตันละ 1.35 หมื่นบาท สูงกว่าราคาที่รัฐอนุมัติขายที่ตันละ 1.2 หมื่นบาท โดยที่จะต้องจ่ายล่วงหน้าก่อนร้อยละ 10 คาดว่าจะฟันกำไรกันไปประมาณ 6 พันล้านบาท

เสร็จพวกทำนาบนหลังคนทั้งปี.

หมัดเหล็ก

'เทพเทือก'ตีไพ่พลาด

ที่มา ไทยรัฐ


สุเทพ

ตีไพ่พลาดใบเดียว เจ๊งทั้งกระดาน

ประมวล เหตุผลทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมทิ้งตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี

เทหน้าตักทุ่มเดิมพันเต็มที่

หะแรกเลยก็ถูก มองว่าลุ้นเป้าหมายสูงๆ ใช้สถานะ ส.ส.เติมเต็มคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่งตัวรอเสียบเก้าอี้นายกรัฐมนตรี กรณีพรรคประชาธิปัตย์โดนตัดสินยุบพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ติดบ่วงโดนโทษแบนทางการเมือง

ขณะ ที่เจ้าตัวออกมาบอกปัด ไม่เคยคิดการใหญ่ พร้อมๆกับเสียงอธิบายจากพวกโทรโข่งพรรค ประชาธิปัตย์ แจกแจงกันเป็นนัย "เทพเทือก" ต้องการสถานะ ส.ส.เพื่อเข้ามานั่งในห้องประชุมสภาฯ ทำหน้าที่ช่วยประคองเกมคุมเสียง ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล แถลงอ้างเหตุผลอย่างเป็นทางการ

หรือแม้แต่คิวที่แหล่งข่าวกระซิบสื่อ มวลชนปล่อยข่าววงใน "เทพเทือก" ต้องลงสนามเอง เพื่อตัดปัญหาแย่งโควตาในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเป็นการบล็อกจังหวะกับก๊วนของ "น้าหยัด" นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

ทั้งหมดทั้งปวง ก็เพื่อแก้เหลี่ยมคูทางการเมือง

มันก็ต้องตั้งคำถาม ทำไมต้องเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยไปเสี่ยง

เพียงเพื่อแลกกับการแก้หมากทางการเมืองของคนพรรคประชาธิปัตย์

รัฐบาล ต้องว่างเว้นตำแหน่งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ในสถานการณ์ล่อแหลมสุ่มเสี่ยง เสียงระเบิดตูมตามรายวัน ตามคิวที่หน่วยข่าวของรัฐเอง ทั้งตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็โหมประโคมกระแสบึมป่วนเมืองจะลากยาวไปถึงช่วงปลายปี

รับกับฉากที่คนเสื้อแดงตั้งหลักได้ ตั้งท่ากลับมาเคลื่อนไหวใหญ่อีกรอบ

จังหวะ เข้าด้ายเข้าเข็ม "เทพเทือก" ทิ้งภารกิจใหญ่ กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส. ขอเวลานอกกันชั่วคราว จองเก้าอี้ไว้ เสร็จภารกิจแล้วจะกลับมาเอาคืน

ทำเหมือนไม่ได้คิดกันว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีต้องมีกระบวนสำคัญในการแต่งตั้ง ลำพัง "เทพเทือก" หรือแม้แต่นายกฯอภิสิทธิ์

คิดจะเข้าๆออกๆได้ซะที่ไหน

ใน มุมนี้ก็ว่าได้ไม่คุ้มเสีย แต่ที่แน่ๆ "เทพเทือก" หลุดวงโคจร โดนนายกฯอภิสิทธิ์เวนคืนภารกิจหน้าที่กลับมาอยู่ในความรับผิดชอบเกือบทั้ง หมด สลับมือกะทันหัน

"ดีล" อำนาจแกว่ง ทีมเวิร์กที่เคยเล่นเข้าขา มีหวังสะดุด

ใน สถานการณ์ที่จับสัญญาณได้ อาการเหยียบตาปลาระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับพรรคภูมิใจไทยของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ยังมีร่องรอยให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

กับคิวล่าสุด แม้คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบบัญชีการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด แบบยกกระบิ 48 ตำแหน่ง ส่วนใหญ่เน้นไปที่ภาคอีสาน

ตามโพยของ "เพื่อนเนวิน"

แต่ เบื้องหลังตามรายงานข่าวว่ากันว่า "ปู่จิ้น" ต้องวนเข้าวนออกห้องประชุม แก้โพยกันหลายรอบกว่านายกฯ อภิสิทธิ์จะพอใจ ยอมปล่อยไฟเขียวบรรจุเข้าเป็นวาระจร โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดชลบุรี พื้นที่ฐานเสียงที่มี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์

"อภิสิทธิ์" ขอคัดชื่อผู้ว่าฯ กาโพยเองเลย

หัก คอกันแบบนิ่มๆ ลีลาเดียวกับคิวดึงจังหวะเนียนๆ กรณีการเบรกชื่อของนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทย ในเหลี่ยมที่นายกฯอภิสิทธิ์สั่งให้ตั้งกรรมการสอบทุจริตคอมพิวเตอร์ เบี่ยงปมจากประเด็นโดนถวายฎีกาต้าน ที่คนเป็นนายกฯนั่งหัวโต๊ะ ครม.ต้องรับผิดชอบด้วย

แต่ "อภิสิทธิ์" ก็ใช้วิชาตัวเบา ถีบภูมิใจไทยออกมาไปรับบาทา เพียงลำพัง

ที่ แน่ๆโดยชะตาที่รู้กัน ถึงวันนี้ชื่อของนายมงคลน่าจะฟาวล์ ตามอารมณ์ที่นายกฯอภิสิทธิ์เล่นบทแข็งใส่ ไม่ให้แม้แต่นั่งรักษาการ ขณะที่ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องเบี่ยงไปให้นายขวัญชัย วงศ์นิติกร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทำหน้าที่รักษาการตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ควบคู่ไปด้วย

"อภิสิทธิ์" จ้องหักเหลี่ยม "เนวิน" ทุกจังหวะ

สรุป ยิ่งโยงฉากก็ยิ่งชัด การที่พรรคประชาธิปัตย์รวมหัวผลักหลังให้ "เทพเทือก" กลับไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี พร้อมเวนคืนภารกิจรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

เป็นแผนจงใจสลายขุมข่ายอำนาจสีน้ำเงิน

เข้าทาง "อภิสิทธิ์" ไล่ทุบหอกข้างแคร่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน