ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
วิธีที่จะคิดว่าใครเป็นคนทำ ก็ต้องดูแรงจูงใจครับ ผมไม่เชื่อว่าจะมีมนุษย์คนใด หรือใครที่ทำอะไรโดยไม่มีแรงจูงใจ
ซึ่งแรงจูงใจ บางกลุ่มอาจซ่อนอยู่ แต่เราก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าใครได้ประโยชน์ ซึ่งคนที่ได้ประโยชน์นั่นแหละคือคนที่ทำ
หาก วิเคราะห์การวางระเบิด เราก็จะเห็นได้ว่า ไม่มีคนเจ็บ ไม่มีคนตาย ดังนั้นจึงวิเคราะห์ได้สถานเดียวคือ คนวาง แค่ต้องการสร้างสถานการณ์เท่านั้น ไม่ได้มุ่งหมายทำลายล้างใคร
การสร้างสถานการณ์ ก็ต้องมีแรงจูงใจทางการเมือง ว่าต้องการสร้างสถานการณ์ไปทำไม
- คนเสื้อแดง
ผมไม่คิดว่าคนเสื้อแดงจะได้ประโยชน์อะไรจากการวางระเบิดที่ไม่มีคนไม่ตาย นี้ จะว่าสร้างสถานการณ์เพื่อทำลายรัฐบาลนี้ ผมเชื่อว่าคนเสื้อแดงรู้ว่า "เรากำลังสู้กับใคร"เรากำลังสู้กับคนที่อุ้มรัฐบาล เขาไม่ได้ห่วงภาพพจน์อะไร ขนาด "ฆ่าคนกลางเมืองท่ามกลางสายตาชาวโลก" ก็ไม่เห็นแคร์อะไร การวางระเบิดที่ไม่มีคนเจ็บหรือคนตาย จะมีความหมายอะไร ไม่ได้ทำให้พวกที่สนับสนุนรัฐบาลเห็นว่ารัฐบาลนี้ชั่วจนไม่เลือก
ขนาดฆ่าคนเป็นร้อย เขายังไม่แคร์เลย
ผลเสีย
ผมคิดว่าการวางระเบิดเป็นผลเสียต่อคนเสื้อแดงมากกว่าผลดี เพราะรัฐบาลก็ใส่ร้ายว่าเสื้อแดงทำ เพื่อสร้างภาพให้เป็นผู้ก่อการร้าย เพิ่มเติมเข้าไปอีก
ผมไม่คิดว่าจะมีใครโง่ทำอะไร โดยที่ทำให้ตัวเองแย่ลง ทำแล้วตัวเองไม่ได้อะไรเลย แถมทำให้ศัตรูได้ประโยชน์จากกระทำนั้นๆ ด้วย
หากมีการวางระเบิด เพื่อมุ่ง "สังหาร" ผู้นำฝ่ายอำมาตย์อย่างแท้จริง (ไม่ใช่ประชาชน) ไม่ใช่วางหลอก แต่ไม่มีใครเป็นอะไร แบบที่นางอินทิราคานธี โดน อันนั้นยังมีน้ำหนักว่าเสื้อแดงเป็นคนทำ
-รัฐบาล /อำมาตย์/Here
สำหรับคนกลุ่มนี้ ผมคิดว่าได้ประโยชน์เต็มๆ จากการวางระเบิดสร้างสถานการณ์ เช่น
* ได้ต่อ พรก. เพื่อใช้อำนาจไล่ล่าคนเสื้อแดงต่อไป และทำลายศัตรูทางการเมืองของพวกเขา
* ได้ใส่ร้ายคนเสื้อแดงว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ขยายต่อเนื่องจากช่วงเดือนพฤษภาคม
เราต้องมองว่า รัฐบาล กับคนหนุนรัฐบาล ไม่ใช่เป็นหน่วยเดียวกัน แต่ รัฐบาลเป็นเพียงเครื่องมือของ "อำมาตย์/Here "เท่านั้น หากเกิดผลเสีย "อำมาตย์/Here " ก็โยนให้ รัฐบาลรับผิดชอบไป แต่อำมาตย์/Here ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ตีหน้าเป็นผู้บริสุทธิ์หลอกคนโง่ต่อไปอีก
สรุป คือ "อำมาตย์/Here " ได้ประโยชน์เต็มๆ จากการวางระเบิด จึงเป็นผู้ที่น่าสงสัยที่สุด และ "อำมาตย์/Here " เป็นคนที่คุมทหาร คุมคลังระเบิด ควบคุมผู้เขี่ยวชาญด้านระเบิด คุมหน่วยงานต่างๆ ที่จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ได้
ฟันธง
"อำมาตย์/Here " เป็นคนวางระเบิดแน่นอน (ไม่ใช่รัฐบานี้สั่ง) แต่เวลาด่า พวก "อำมาตย์/Here " หลบอยู่หลังรัฐบาล
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, October 2, 2010
ผมฟันธง คนวางระเบิดบึ้มกรุงคือ "อำมาตย์/Here" ผมมั่นใจเกือบร้อยเปอร์เซนต์
ข่าวธุรกิจ: ทักษิณซื้อหุ้นบริษัทสำรวจเหมืองแร่ในแอฟริกาใต้
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
2 ตุลาคม 2553
รายงานจากเว็บไซต์ไมน์นิ่งวีคลี่ เว็บข่าวอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อวานนี้ (1 ต.ค) แจ้งว่า บริษัท Miranda Minerals ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงโจฮันเนสเบิรค์ ได้รับการลงทุนเป็นเม็ดเงินกว่า 420 ล้านบาท (98.2ล้านแรนด์แอฟริกาใต้) จากบริษัทลงทุนของอดีตนายกรัฐมนตรีไทย พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีฐานที่ตั้งอยู่ที่เมืองดูไบ
ผู้บริหารบริษัทมิรันด้ากล่าวว่า "การระดมทุนครั้งนี้จากบริษัทโกลบอลพีเอสเป็นการชี้ให้เห็นว่ากลุ่มบริษัท ของเรามีความน่าลงทุน และเผยให้เห็นถึงปริมาณเม็ดเงินที่ต้องการใช้ในการสำรวจและพัฒนาธุรกิจ เหมืองแร่พลังงานในระยะสั้นและระยะกลาง"
พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ กล่าวว่า บริษัทโกลบอลพีเอสได้เลือกบริษัทมิรันด้าเป็นบริษัทการลงทุนเพื่อที่จะทำการ สำรวจแร่และผลิตแร่กึ่งสำเร็จในพื้นที่ภูมิภาคแอฟริกาใต้
"โปรเจ็ค ของมิรันด้าเน้นไปที่ถ่านหิน ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดต่างประเทศ เช่นเดียวกับแร่อื่นๆที่ทำให้บริษัทโกลบอลพีเอสรู้สึกตื่นเต้น" ทักษิณกล่าว
เพื่อนเอ๋ย..อย่าร้องไห้ เข้มแข็งไว้จนสุดทาง
มา Thai E-News
ณัฐ วุฒิ ใสยเกื้อ:พี่น้อง..อย่าร้องไห้ อยู่ในนี้สภาพจิตใจผมไม่มีปัญหา อยู่ในนี้จิตใจยังเข้มแข็งตลอดเวลา ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตย และจะเป็นคนหนึ่งในกระบวนการนี้จน สุดทาง...
ที่มา รายงานพิเศษประชาชาติธุรกิจ
เสียงก้อง-ดอกไม้-น้ำตาในเรือนจำ "ณัฐวุฒิ" ปราศรัยปลุกขวัญสาวกแดง "พี่น้อง...อย่าร้องไห้ ผมใจเข้มแข็ง เราไม่ทิ้งกัน"

โลกภายนอกเรือนจำ เคลื่อนไป ข้างหน้ารวดเร็ว-ซับซ้อนเกินกว่า 7 แกนนำ นปช.จะรับรู้
อดีตแกนกลางการเคลื่อนไหว "แดง" ทั้งแผ่นดิน กลายเป็นแกนที่รอวันหมุนตาม
เมื่อ จู่ ๆ ชื่อ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เคยออกมาประกาศว่าจะเดินหน้า-ลงมือเจรจา เพื่อความปรองดอง บุกไปประชิดตัวถึงในตารางสี่เหลี่ยม
วรรคทอง-วาระ สำคัญ ที่คีย์แมนการเมือง สื่อสาร-ส่งข่าว อธิบายเบื้องหลัง-เบื้องหน้าของการเจรจาใน คุกแดง มีความหมายครอบคลุมทั้งเรื่องการอภัยโทษ-ปล่อยตัว และสิทธิของคนเสื้อแดง และ "รัฐบาลต้องพิจารณา"
72 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น...แคมเปญของคนเสื้อแดงถูกจัดขึ้นหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
คน เสื้อแดงประมาณ 500 คน มารวมตัวกันวางดอกกุหลาบสีแดงหน้าประตู เรือนจำ พร้อมส่งเสียงตะโกนด่าทอ รัฐบาลและเสียงตะโกนให้กำลังใจแกนนำ ที่อยู่ในคุก บางครั้งเลยเถิดถึงขั้นดันแถวเข้ามาโยนดอกไม้ ทำเอาประตูรั้วเรือนจำสั่นไหว
เสียงขานชื่อ "นักโทษ" สลับกับเสียงปลุกปลอบขวัญผู้มาให้กำลังใจ
ทูตเสื้อแดง-ภรรยาของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ทำหน้าที่เจรจากับสาวกเสื้อแดงข้างนอกก่อนเข้าเยี่ยมสามี
ด้วยข้อจำกัดของเรือนจำ จำนวนคนเข้าเยี่ยม-เห็นหน้า-เห็นตัวเป็น ๆ ของ "ณัฐวุฒิ" จึงเต็มจำนวน เต็มพิกัด เท่าที่ถูกกำหนด
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" เป็น 1 ในจำนวนจำกัด
จึง เห็นภาพ-เสียงที่ทุลักทุเลของบรรดาสาวก-แม่ยกโผเข้าหากันและกัน และส่งเสียงสนทนาที่ต่างฝ่ายต่างพูดแทบฟัง ไม่ได้สรรพผ่านรูเล็ก ๆ บนแถบแผ่นโลหะ
คำแม่ยกมีทั้งข่าวสารสด ๆ ร้อน ๆ แจ้งจำนวนมวลชนที่ร่วมใจไปวางดอกไม้หน้าเรือนจำ
"ณัฐวุฒิ" และแกนนำทุกคนรูปร่างผอมลงอย่างเห็นได้ชัด
"น้ำหนักลดลงไป 6 กิโล เพราะออกกำลังกายทุกวัน ชกมวยทุกวัน" ณัฐวุฒิอธิบายรูปกายที่เปลี่ยนไป ทำให้เหล่าสาวกตื้นตันน้ำตาคลอเบ้า
ณัฐวุฒิ-ปลอบคนเข้าเยี่ยมว่า "อย่าร้องไห้ สภาพจิตใจผมไม่มีปัญหา อยู่ในนี้จิตใจยังเข้มแข็งตลอดเวลา"
คน ข่าว-ถามทุกข์-สุข และเรื่องราวประเด็นข่าวนอกคุก ทั้งเรื่องแผนปรองดอง-แผนเพื่อไทย "ณัฐวุฒิ" ตอบได้แต่เพียงว่า "ไม่รู้เรื่องมากนัก" พร้อมออกตัวว่า "ไม่อยากแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะเกรงว่าจะทำให้ทางเรือนจำเดือดร้อน"
"เวลามีคนมา เยี่ยม มาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ก็ได้รับฟัง และให้กำลังใจ...ฝากความคิดไปบ้างเท่าที่จะทำได้ พยายามบอกพี่น้องให้เข้มแข็ง ยืนหยัดหลักการ สันติวิธีให้เกิดประชาธิปไตย"
ส่วนข้อถกเถียงในโลกภายนอกคุกที่ว่า นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) กับพรรคเพื่อไทย ใครจะนำใครกันแน่ ?
"ณัฐ วุฒิ" บอกว่า "ประชาธิปไตยนำ ทั้ง 2 องค์กรนี้ไปด้วยกัน ทั้งเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ไม่มีใครเดินตามใคร แต่ทั้ง 2 ส่วนเดินตามหลักการประชาธิปไตย และสังคมไทยก็ควรจะได้เดินไปในแนวทางนี้เช่นกัน"
ส่วนคำถามถึงแผน ปรองดองและ ความหวังที่จะได้ประกันตัว "ณัฐวุฒิ" ปฏิเสธว่าไม่ทราบรายละเอียด รวมทั้งยังไม่ทราบว่าจะได้รับการประกันตัวหรือเกือบได้ประกันตัวจากแผน ปรองดอง นอกคุกหรือไม่
นักข่าวชวนสนทนาประเด็นร้อนว่า การนอนคุกของเขาสะท้อนผลแพ้หรือชนะ ของม็อบแดง เขาตอบว่า "เราไม่ได้ทำเพื่อให้เกิดผลแพ้หรือชนะ แต่ทำเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ความแพ้หรือชนะ ของใคร"
เขาอธิบายสถานการณ์ส่วนตัวของเขา และผลที่เกิดกับแกนนำทั้ง 7 คนที่ยังยืน อยู่ในคุกว่า "เป็นเพราะประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย"
คำถามเชิงปรารภ ชวนปะทะทางความคิด ที่ว่า "ณัฐวุฒิ" อยู่จุดไหนของกระบวนการเคลื่อนไหวไปสู่เป้าหมายของคนเสื้อแดง เขาตอบแต่เพียงว่า
"ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตย และจะเป็นคนหนึ่งในกระบวนการนี้จน สุดทาง.."
แม้ การไร้อิสรภาพยาวนานกว่า 100 วัน โดยไม่รู้อนาคตว่าจะได้รับการปล่อยตัว เมื่อไร และมีกระบวนการอย่างไร เพื่อให้พ้นคุก แต่แกนนำ "นปช.-ณัฐวุฒิ" ไม่เคยหมดพลัง-หมดกำลังใจ
"สิ่งที่จะลดลงไปก็คือ วัน เวลาที่จะได้ทำภารกิจร่วมกับข้างนอก แต่ขวัญและกำลังใจของพวกเราไม่ลด เราต้องเข้มแข็งเพื่อพี่น้องทุกคน แกนนำข้างในคุกดูแลกันและกัน ความเข้มแข็งของเราจะเป็นกำลังใจให้คนข้างนอกตลอดเวลา"
ยามว่างเว้นจากห้วงคำนึงถึงครอบครัว "ณัฐวุฒิ" ลงมือใช้ความรู้-ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวในฐานะ "นักกลอน" แต่งเพลงเพื่ออนาคต
"วันนี้ ผมตั้งใจจะเขียนเพลงเพื่อบันทึกความรู้สึกในวันนี้ วันที่พี่น้องเสื้อแดงเอาดอกไม้มามอบให้ ผมหวังว่าดอกไม้ที่เอามาวันนี้จะได้ส่งความรู้สึกผูกพันของคนเสื้อแดงไปถึง ทุกชีวิตที่จากไป"
"ถ้าวันนี้พี่น้อง เสื้อแดงทำกิจกรรม มอบดอกไม้ให้ผมและแกนนำข้างใน เรือนจำ... ผมก็ขอเป็นตัวแทนจาก คนเสื้อแดงในเรือนจำ...ส่งมอบต่อไปให้ แก่ผู้เสียชีวิต รวมทั้งครอบครัวของผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บทุกคนพร้อมครอบครัว ผมอยากบอกว่า ผมรักพวกเขา เราไม่ทิ้งกัน..."
เสียงผู้คุมประกาศ "หมดเวลาเยี่ยม" ทั้งแกนนำ-สาวก-แม่ยก และภรรยาคู่ชีวิตของ "ณัฐวุฒิ" และภรรยา 7 แกนนำ นปช.ต่างทยอยกลับ
ภาพหน้าคุกมีการนำดอกกุหลาบสีแดง พร้อมกระดาษข้อความ จดหมาย เสียบไว้ตลอดแนวรั้วคุก
72 ชั่วโมงก่อนถึงวันครบรอบ 4 ปี 19 กันยา วาระ 4 เดือน จากราชประสงค์ มีทั้งดอกไม้และน้ำตา
กรณีเงินบริจาคที่ได้รับจากการเทศน์ที่ยุวพุทธฯ
ที่มา Dhammada.net
อ้างอิง คมชัดลึก : http://www.komchadluek.net/detail/20100930/74924/กก.มส.ชี้สอบคำสอนพระปราโมทย์ต้องใช้เวลา.html
มติชน : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1285857417&grpid=&catid=02
บางส่วนจากข่าว
นาย เทิดศักดิ์ เตชะกิจขจร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ติดตามข่าวเกี่ยวกับสวนสันติธรรม เปิดเผยต่อ “คม ชัด ลึก” ว่าหลังจากที่ได้รับเอกสารจากนายอภิชาติ อัศวเรืองชัย อดีตประธานกรรมการบริหารสวนสันติธรรมที่ถอนตัวออกมา โดยได้ตรวจสอบเอกสารทั้งหมดกับบัญชีรายรับ-รายจ่ายของสวนสันติธรรม พบว่ามีเม็ดเงินหายไปจำนวนหนึ่ง โดยไม่มีรายได้ระบุไว้ในบัญชีทั้ง 7 บัญชีที่ทนายความได้ส่งให้ดีเอสไอ
“ผมได้ตรวจสอบเอกสารรายรับรายจ่าย ของสวนสันติธรรมตั้งแต่ปี 2551 ถึงเดือนกันยายน 2552 นั้น ไม่พบว่ามีบัญชีรายรับซึ่งได้มาจากการเดินสายแสดงธรรมในสถานที่ต่างๆ 65 แห่ง ซึ่งเชื่อว่าแต่ละแห่งที่ไปนั้น ทางผู้ศรัทธาจะบริจาคหรือทำบุญให้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนตุลาคม 2552 มีการแสดงธรรมยุวพุทธ มีการเรี่ยไรเงินทำบุญถึง 1.2 ล้าน แต่ก็ไม่มีปรากฏอยู่ในบัญชี เราคำนวณคร่าวๆ การแสดงธรรม 65 ครั้งน่าจะมีรายรับ 15-20 ล้านเลยทีเดียว” นายเทิดศักดิ์ กล่าว
.
ประเด็นที่แท้จริง
จากที่ สื่อบางแห่งได้ลงข่าวในเวปไซด์ตน เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 53 ถึง กรณีเงินบริจาคจากการที่หลวงพ่อปราโมทย์ไปเทศน์
ที่ยุวพุทธิกสมาคม เมื่อเดือน ตุลาคม 2552 โดยมีความเข้าใจผิดว่าเป็นยอดเงินประมาณ หนึ่งล้านสองแสนบาทนั้น
ทางทีมงานเวปธรรมดาฯได้ทำการตรวจสอบแล้วพบว่า “ความเป็นจริงแล้ว ปัจจัยที่ผู้มาฟังธรรมมอบให้กับ
หลวงพ่อปราโมทย์นั้นเป็นจำนวนทั้งสิ้น 201,021.00 บาท (หักค่าโอนผ่านธนาคารแล้ว) และหลวงพ่อฯ
ก็ได้อนุโมทนากับทางยุวพุทธด้วยแล้วครับ”
.
โดยเวปไซด์ของสื่อรายหนึ่งได้นำข้อความเรื่องจำนวนเงิน หนึ่งล้านสองแสนกว่าบาทออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทางทีมงานเวปธรรมดาจึงขอขอบคุณในการแก้ไขข่าวของสื่อรายนั้นพร้อมกับขอให้ทุกท่านที่ได้รับข้อมูลที่
คาดเคลื่อนมาได้โปรดทำความเข้าใจในสิ่งที่ทีมงานเรียนชี้แจงมาในโอกาสนี้ด้วยครับ
จากสมุดปกขาวถึงเสื้อสีชมพู แม้วจะเอาไงแน่!..แค่ต่อรอง หรือปรองดอง?
ที่มา Thai E=News
ทักษิณกำลังใส่เสื้อสีชมพู-ภาพ นี้ผมถ่ายมาจากหน้าหนึ่งของนิตยสาร "มหาประชาชน" (วีระ มุสิกพงศ์ ที่ปรึกษา)ตอนแรกที่เห็นผ่านๆผมก็ยังไม่ทันคิดอะไร จนกระทั่งมีคนชี้ให้เห็นว่า ในรูปทักษิณกำลังใส่เสื้อสีชมพู (จดหมายทักษิณ ลงวันที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา) ผมไม่ต้องการตีความอะไรมากมาย นอกจากคิดว่า การเลือกสีเสื้อคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และคงเป็นการพยายาม "ส่งซิก" เรื่องปรองดอง (สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล:กระดานสนทนาคนเหมือนกัน)
ที่มา เวบไซต์ siamintelligence
ต่อรองหรือปรองดอง จดหมายจากมอนเตฯ ถึง สมุดปกขาวการสังหารหมู่ที่กรุงเทพ โดย สนง.กฎหมายอัมสเตอร์ดัม
รัฐบาล ไทยตั้งแต่ชุดของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จนมาถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีหน้าที่หนึ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆที่ยังไม่สามารถปิดงาน รัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 49 ลงได้นั่นคือ การนำตัว พตท.ทักษิณ ชินวัตร มารับโทษในประเทศให้ได้
แต่ทว่ากลับไม่สามารถทำได้อย่างสะดวกนัก การเคลื่อนไหวเพื่อหลบหลีกการตามล่าของเจ้าหน้าที่ไทยนั้นของพตท.ทักษิณตลอด 4ปีที่ผ่านมาต้องถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นการเดินทางรอบโลกเลยทีเดียว
การเดินทางรอบโลกของ พตท.ทักษิณนั้น กลับไม่ได้เพียงแค่หลบหลีกการตามล้างตามเช็ดของผู้กุมอำนาจจากรัฐไทยเท่า นั้น กลับเดินเกมส์โลกล้อมประเทศไทย ด้วยเครือข่ายระดับผู้นำประเทศและนักธุรกิจใหญ่ที่กระจายออยู่ทั่วโลกทำการ กดดันประเทศไทยเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในหลายๆครั้ง
การต่อรองของ พตท.ทักษิณที่ผ่านมาต้องถือว่าสำเร็จในระดับหนึ่ง อย่างน้อยช่วงหนึ่งสามารถกลับมายังประเทศไทยเมื่อต้นปี 2551 ก่อนที่ออกนอกประเทศไปอีกครั้งหลังจากศาลอาญาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองพิพากษาว่า พตท.ทักษิณมีความผิดในเรื่องทุจริตซื้อที่ดินรัชดามีโทษจำคุก 2 ปี แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา การเดินเกมส์เพื่อต่อรองผู้มีอิทธิพลตัวจริงของไทยกลับไม่สามารถทำได้สำเร็จ อย่างที่คิด
แม้ว่าการเจรจาเพื่อนำไปสู่การปรองดองในหลายๆครั้ง เพื่อ ไม่ให้เกิดการปะทะกันก่อนการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมนั้นต้องถือว่าอำนาจต่อรองในเวลานั้นของทักษิณถือไผ่เหนือกว่ามาก ด้วยจำนวนมวลชนเรือนแสน สอดรับกับท่าทีของทักษิณผ่านทวิตเตอร์และการโฟนอินในหลายๆครั้งที่ออกมา ในแต่ละครั้งมีเป้าหมายเพื่อการเจรจาต่อรองกับผู้มีอำนาจสูงสุดโดยอาศัยมวล ชนจำนวนมหาศาลในเวลานั้นเป็นเครื่องต่อรอง แต่สุดท้ายการต่อรองกลับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกลายเป็นความพ่ายแพ้ในที่สุด
ใน ความเป็นจริงตามที่ปรากฏให้เห็นต้องถือว่าการเจรจาต่อรองโดยอาศัยคำว่า ปรองดองนั้นมีมาโดยตลอด การช่วงชิงจังหวะเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าอีกฝ่ายนั้น ตลอดจนการประนีประนอมในหลายๆครั้งดังกรณีล่าสุดที่พตท.ทักษิณไม่ได้ ทวิตเตอร์หรือโฟนอินใดๆเลย เป็นเดือน แม้แต่การลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจในรัฐบาลฮุนเซน ก็ถือว่าเป็นการถอยอย่างประนีประนอมเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายกลับถูกปล่อยข่าวออกมาว่าป่วยหนักมากเข้าขั้นโคม่าเลยทีเดียว จนต้องออกมาเขียนทวิตเตอร์อีกครั้งพร้อมกับข้อเสนอแนะในการปรองดองอีกครั้ง โดยการออกมาทวิตเตอร์ในครั้งนี้มองได้ว่าเป็นข้อเสนอโดยตรงไปถึงผู้มีอำนาจ สูงสุดว่าตัวเองเสนอทางถอยถึงที่สุแล้ว แต่สุดท้ายข้อเสนอเหล่านั้นก็หายไปกับสายลมในที่สุด ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากข้อความที่ส่งไปแม้แต่น้อย
แม้ ว่าการต่อรองโดยอาศัยเชิงสัญลักษณ์อย่างการใส่เสื้อสีชมพู ซึ่งตามปกติจะไม่ได้พบเห็นการใส่เสื้อสีนี้นัก ซึ่งตามปกติจะใส่เสื้อสีแดงเวลาโฟนอินหรือถ่ายทอดภาพหรือถ้าไปสถานที่ต่างๆ ก็จะใส่เสื้อสีพื้นๆขาวๆ ซึ่งล่าสุดกลับใส่เสื้อสีขมพูว่าเป็นภาพถ่ายที่มอนเตเนโกรพร้อมกับจดหมายที่ มีข้อความในเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมพร้อมกับการออกตัวในเรื่องการ พบนักการเมืองจากหลายประเทศ เพื่อแสดงออกถึงอิทธิพลของตัวเองว่ายังพอมีอยู่ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกแต่อย่าง ใด ซึ่งสารที่ต้องสื่อไปนั้นอาจบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าพตท.ทักษิณยังไม่ยอมแพ้ อย่างแน่นอนเพียงรอจังหวะเท่านั้น และยังบอกเป็นนัยว่า ตัวเองยังแข็งแรงพร้อมกับให้ความเคารพในสถาบันที่ตนเองเคารพอยู่

ล่า สุดทีมทนายของทักษิณหรือก็คือสำนักงานกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ได้ออก สมุดปกขาว “การสังหารหมู่ที่กรุงเทพฯ: ข้อเรียกร้องต่อการแสดงความรับผิดชอบภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศ ไทยมีภาระหน้าที่ในการนำตัวฆาตกรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม” โดยการออกสมุดปกขาวนี้ที่ได้รับการแปลเป็นไทยเรียบร้อยแล้ว โดยตั้งราคาไว้ 100 บาท มีเลข ISBN กำกับด้วยคือ 978-974-225-912-9โดยพิมพ์ครั้งแรกในเดือนกันยายนจำนวน 5,000 เล่ม เพื่อรับกับการรำลึกถึงการรัฐประหารที่ครบรอบมา 4 ปีแล้วในเดือนเดียวกันนี้
หนังสือ เล่มนี้ได้แบ่งออกเป็น 9 บทด้วยกัน ตั้งแต่ (1) บทนำ (2) เส้นทางสู่ระบบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย (3) การขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทย (4) หนทางสู่การรัฐประหาร2549 (5) การฟื้นคืนชีพของระบบอำมาตยาธิปไตย (6) ฤดูร้อนอำมหิตของประเทศไทย (7) ฤดูกาลใหม่ของการปกครองโดยทหาร (8) ข้อเรียกร้องหาการรับผิด (9) บทสรุป
โดย ภายในหนังสือนั้นมีการเขียนคำนิยมโดย พตท.ทักษิณ ชินวัตรซึ่งกล่าวว่า ในปี 2549 การรัฐประหารได้พรากสิทธิในการเลือกตั้งของเราไป อันทำให้คนไทยส่วนใหญ่ไม่พอใจ และทำให้หลายคนลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่แทนที่จะมีใครฟังเสียงกลุ่มที่ล้มล้างรัฐบาลกลับพยายามที่จะกำจัดพวกเขา ความทะยานอยากของคนกลุ่มนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และถือเป็นการละเมิดจิตวิญาณความเป็นมนุษย์
และยังกล่าวอีกว่า ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในไม่ช้า อย่างไรก็ตามหากการเลือกตั้งหมายถึงว่าจะมีการปรองดองก็จะต้องตอบโจทย์ข้อ กังวลพื้นฐานที่เกี่ยวกับการเสริมสร้างอำนาจประชาชนและการฟื้นฟูประเทศไทย ให้เป็นรัฐประชาธิปไตยแบบที่ไม่กีดกันกลุ่มใด ในขณะเดียวกัน เราต้องปฏิเสธการใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง การไม่กีดกันผู้ใดนั้นโดยนิยามแล้วก็คือภาวะที่เป็นสันติสุขนั้นเอง
ขณะ เดียวกันยังได้กล่าวถึงว่าการที่ต้องล้มรัฐบาลไทยรักไทยในเวลานั้นเพราะว่า ต้องฟื้นฟูกลุ่มอำนาจเก่าให้กลับขึ้นมาหลังจากที่รัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ชินวัตรเวลานั้นได้กลายเป็นสิ่งท้าทายอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าด้วยเป็นรัฐบาล พรรคเดียวจากการเลือกตั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนไม่ต้องพึ่งพากลุ่ม อำนาจเดิมอีกต่อไป
นอกจากนั้นได้กล่าวถึงจุดประสงค์ในการทำหนังสือ เล่มนี้ออกมาโดยประการแรกเพื่อเน้นถึงพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่าง ประเทศซึ่งรวมถึงพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง (International Convenant on Civil and Political Right – ICCPR) ที่ต้องสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ของคนเสื้อแดงสำหรับอาชญากรรมการสังหารพลเรือนกว่า 80 ราย ด้วยหน่วยงานที่เป็นกลางและเป็นอิสระเพื่อผู้รับผิดชอบจะต้องรับผิดตามที่กำ นหดโดยกฎหมายระหว่างประเทศ
ประการที่สอง เกี่ยว ข้องกับพันะกรณีของประเทศไทยในการสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิด ขึ้นในด้านสิทธิทางการเมืองหลังจากการรัฐประหารในปี 2549 และระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีการประทุษร้ายประชาชนพลเรือนที่ไร้อาวุธอย่างเป็นระบบซึ่งอาจเข้าข่าย อาชญากรรมต่อมนุษยชาติตามธรรมนูญกรุงโรมซึ่งกำหนดจัดตั้งศาลอาญาระหว่าง ประเทศในกรุงเฮก แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ให้สัตยาบรรณไว้ก็ตาม แต่การกระทำอย่างร้ายแรงอาจเป็นเหตุผลที่เพียงพอในการเข้าสู่กระบวนการ พิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศได้
ประการที่สามคือ เพื่อ ยืนยันถึงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศของสมาชิก นปช.หลายร้อยคนที่เผชิญข้อกล่าวหาทางอาญาจากการเข้าร่วมชุมนุมของคนเสื้อแดง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองรับรองสิทธิในการ ต่อสู้คดีอย่างยุติธรรม ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการตรวจสอบหลักฐานอย่างอิสระผ่านทางผู้เชี่ยวชาญหรือ ทนายของตนเองภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับรัฐบาลและมีสิทธิการรวบรวมพยานหลัก ฐานเพื่อแก้ต่างให้ตนเองได้
โดยหนังสือนี้ได้อ้างถึงเอกสารและหลัก ฐานต่างๆจำนวนมากเพื่อชี้ให้เห็นว่าระบบของทักษิณได้ไปขัดขวางผลประโยชน์ของ กลุ่มอำนาจเก่าและเครือข่ายในระดับสูงซึ่งอาศัยระบบอุปถัมภ์ที่ได้บ่มเพาะมา อย่างยาวนานจนมีอิทธิพลและอำนาจที่เข้าไปมีส่วนในการบริหารราชการแผ่นดินใน หลายๆด้าน และชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลทักษิณได้ก้าวล่วงกฎเกณฑ์ที่ไม่เป็นทางการในหลายๆข้อ ที่กลุ่มอำนาจเก่าได้วางไว้จนสุดท้ายจำเป็นต้องตัดสินใจลงเพื่อทำลายล้าง พรรคไทยรักไทยและกลุ่มที่ท้าทายอำนาจเก่าให้ราบคาบในที่สุด
การออก หนังสือในครั้งนี้เป็นการรุกหนักอีกครั้งหนึ่งของทางด้าน พตท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อที่จะสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลให้ได้ โดยหนังสือถ้าได้วางแผงคงจะมีการตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายรอบ แต่ถ้าไม่ถูกวางแผงและถูกสั่งเก็บซึ่งมีแนวโน้มสูงที่เป็นไปได้ก็ยิ่งกลาย เป็นประชาสัมพันธ์ให้ดังอีกครั้งดังเช่นหนังสือหลายๆเล่มในช่วงที่ผ่านมา
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทยไปแล้ว
**************
ความเห็นหลากหลายของคนเสื้อแดงกรณีทักษิณใส่เสื้อสีชมพู คลิ้กอ่านที่นี่
มติชนสุดสัปดาห์:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..?
ที่มา Thai E-News

ที่มา มติชนออนไลน์
หมายเหตุไทยอีนิวส์:มติ ชนสุดสัปดาห์ได้พาดหัวบนปกเรื่อง"เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต" ซึ่งมีความละเอียดในตอนท้ายๆบทความนี้ ซึ่งแน่นอนว่าอาจทำให้ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์และประชาชนเกิดข้อคลางแคลงต่อ รัฐบุรุษอาวุโสผู้ล่วงลับ นายปรีดี พนมยงค์ ดังนั้นไทยอีนิวส์ขอแนะนำท่านผู้อ่านได้อ่านข้อมูลเกี่ยวเนื่องในท้ายบทความ นี้ประกอบ เพื่อความงอกงามทางสติปัญญา และพิจารณาโดยแยบคาย
“เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ” โฉมหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์ไทยเริ่มต้นขึ้นง่ายดาย เงียบงำ
เช้า วันที่ 24 มิถุนายน 2475 ณ ลานพระที่นั่งอนันตสมาคม ... ในนามของหัวหน้าคณะผู้ยึดอำนาจพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา รองจเรทหารบกในขณะนั้น ได้เป็นผู้อ่านประกาศแถลงการณ์อันจะเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้า คว่ำแผ่นดินขึ้นในสยามประเทศ ในเวลาต่อมา...
เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มาจนถึงปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ถูกถ่ายทอดโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้สื่อข่าวที่ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมายาวนาน ปัจจุบันเป็นคอลัมน์นิสต์แห่งหนังสือพิมพ์โพสต์ ทูเดย์
ประสบการณ์ที่สั่งสมนี้เอง เป็นผลให้ผู้ใหญ่หลายคนร้อง ขอให้คุณติ๋ม- วิมลพรรณ ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมืองและพัฒนาการทางการเมืองตลอดรัช สมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี
27 กันยายน ถือเป็นจังหวะดีในการเปิดตัวหนังสือ ซึ่งใช้เวลาค้นคว้ากว่า 3 ปี และอีก 1 ปีสำหรับการร้อยเรียงตัวอักษรออกมาเป็นหนังสือทรงคุณค่า ด้านประวัติศาสตร์ หนึ่งชุดจำนวน 3 เล่ม ที่โรงแรมโฟร์ ซีซั่น งานนี้คึกคักไปด้วยผู้มีเกียรติ ทุกระดับ ให้ความสนใจกับเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้อย่างคับคั่ง
การ เปิดตัวหนังสือเรื่อง “เอกกษัตริย์ ใต้รัฐธรรมนูญ” โดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ณ โรงแรมโฟร์ ซีซั่น โดยมีแขกผู้มีเกียรติเดินทางมาร่วมเปิดตัวหนังสืออย่างคับคั่ง
วิมล พรรณ เปิดใจก่อนถึงช่วงเสวนาว่า มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนถึงพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะเฉลิมพระเกียรติมากกว่า เขียนถึงบริบททางประวัติศาสตร์ หนังสือ”เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ”นี้ อยากให้เห็นถึงรัชสมัยของพระองค์ท่านว่า ทรงครองราชย์อย่างไร ทรงพระราชกรณียกิจในฐานะกษัตริย์อย่างไร โดยเน้นย้ำถึงการทำงานของพระองค์ท่านภายใต้รัฐธรรมนูญ
“ทรงเป็น กษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงกำหนดบทบาทของพระบาทกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเอง ที่ผ่านมาเราปล่อยให้ฝรั่งเขียนเอกสาร ข้อมูลเละเทะ หรือแม้แต่นักวิชาการสมัยใหม่ ถอดเรื่องราวเล่าแต่ละช่วงวิกฤต สถานการณ์ นับแต่พ.ศ.2500 มาถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม การปฏิวัติระยะหลังๆ ไม่มีใครเขียนว่า พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญผ่านอะไรมาบ้าง บทบาทที่ทรงทำ มีอย่างไรบ้าง ยิ่งนักวิชาการเล่าเรื่อง โดยนำข้อมูลจากเอกสารของคนต่างชาติมาใช้ นำข้อมูลมาเพียงบางส่วน หรืออาจไม่ได้สอบทานข้อเท็จจริง และนำข้อมูลนั้นมาอ้างอิงต่อ อาจคลาดเคลื่อน”
วิมลพรรณ ชี้ความตั้งใจของการเขียนหนังสือเล่มนี้ว่า ตนเองก็ค้นคว้าเอกสาร หลักฐานจากประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกา แม้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยค่าใช้จ่ายดำเนินการที่สูงมาก ได้มีโอกาสไปค้นคว้าในห้องสมุด State of Congress ของสหรัฐฯ เป็นคนไทยคณะแรกที่ได้เข้าไปศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ ผ่านเอกสารบันทึกต่างๆ ซึ่งเก็บรักษาไว้ภายใน นำมาสู่การสอบทานความถูกต้องของเอกสารมากมาย โดยเฉพาะกรณี การสวรรคตของรัชกาลที่ 8
“หนังสือเล่มนี้ ต้องการให้คนไทยเห็นข้อเท็จจริงของสังคมไทยในแต่ละยุคสมัย แต่ผู้อ่านจะต้องพิจารณาเอาเองว่า เรื่องราวต่างๆ เป็นอย่างไร เพราะตัวเองไม่อยากจะใช้คำว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยของบ้านเมือง”
“สิ่ง สำคัญที่สุด ถ้าเราอ่านทั้งหมด จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับบ้านเมือง หรือใครก็ตามที่กระทำต่อบ้านเมือง มีบางคนที่เราอาจจะให้อภัยได้ มีบางคนเราไม่อาจให้อภัยได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับวิจารณญาณของคนอ่าน เพราะดิฉันมีหน้าที่ข้อมูลให้กับคน ไม่ไปวิเคราะห์หรือตัดสินแทนคนอ่าน หรือใครทั้งสิ้น”
วิมลพรรณ ยังกล่าวว่า ข้อมูลบางส่วนอาจไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เพียงแต่นำมาเรียงร้อยให้ผู้อ่านได้เห็นว่าตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้เกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองบ้าง แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงทำหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญได้ถูกต้อง และรักษาบ้านรักษาเมืองมาได้อย่างไร ซึ่งอยากให้อ่านและพิจารณา
“ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเฉลิมพระเกียรติ แต่เป็นหนังสือบอกข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในยุคสมัยว่า ท่ามกลางความเป็นไป การอยู่รอดของบ้านเมือง มันมีใครบ้าง ที่ได้ทำอะไรไว้ที่เราควรจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัย"
วิมลพรรณ เล่าเบื้องหลังว่า หนังสือเล่มนี้ ใช้เวลากว่า 3 ปี ก่อนจะออกมาเป็นเล่มอย่างสมบูรณ์ แต่การค้นคว้าทำแค่ปีเดียว ลงมือเขียน 1 ปี ครึ่ง ระหว่างการคว้ารวบรวมข้อมูล มีเจ็บป่วย ไม่สบาย แม้แต่เพื่อนที่ช่วยค้นคว้าก็ป่วยเป็นมะเร็ง ต้องหยุดพักเพื่อรักษาตัวก่อน แต่สุดท้ายก็เขียนจนจบ นับตั้งแต่ปี 2549 รวมเวลากว่า 3 ปี ส่วนลงมือเขียน ปีครึ่ง
กับคำถามที่ว่า หวั่นใจหรือไม่ หากมีการนำเนื้อหาดังกล่าว ไปอ้างอิงหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง วิมลพรรณ ตอบชัดเจนว่า ไม่กลัวเลย เนื่องจากเจตนาของการเขียนหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้มีเจตนาทำลายเกียรติของผู้ใด แต่ความแน่วแน่อยู่ที่การค้นคว้าข้อมูล และร้อยเรียงให้ถูกต้องตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากจะถูกนำมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับใคร หวังใจว่า ผู้อ่านสามารถไตร่ตรอง และใช้วิจารณญาณได้
ตอนหนึ่งของหนังสือ เอกกษัตริย์ ภายใต้รัฐธรรมนูญ เล่ม 2 หน้า 29 กรณีข้อเท็จจริงในการสวรรคต
"....การ สอบสวนชันสูตรพระบรมศพของตำรวจในครั้งแรกก็ทำอย่างหยาบๆ ไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่แรก เมื่อจะมีการร่างแถลงการณ์ให้เป็นที่รับทราบของประชาชน นายปรีดี พนมยงค์ ถามหลวงนิตย์ฯว่า แถลงว่าสวรรคตเพราะพระนาภี (ท้อง) เสียได้หรือไม่ หลวงนิตย์ฯ ตอบว่า ไม่ได้ หลวงเชวงศักดิ์สงครามถามว่า เพราะโรคหัวใจได้ไหม หลวงนิตย์ฯ ปฏิเสธอีก จะออกแถลงการณ์ว่า ในหลวงปลงพระชนม์เอง กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงคัดค้าน รับสั่งให้แถลงการณ์ตามที่เป็นจริง นายกรัฐมนตรี (นายปรีดี พนมยงค์) จึงแถลงการณ์ว่า "เป็นอุบัติเหตุ" ซึ่งกรมขุนชัยนาทฯ และพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่ได้คัดค้านหรือห้ามการสืบสวนตามกฎหมาย โดยอ้างว่าขัดกับพระราชประเพณีแต่อย่างใด"
อีกตอน หนึ่ง หน้า 40 ระบุว่า .... "หลังการชันสูตรพระบรมศพแล้วแพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุใดมีน้ำหนักว่าจะเป็นไปได้มากที่สุด ปรากฎว่า ประเด็นถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุดคือ 16 เสียง ปลงพระชนม์เองมีน้ำหนักมากที่สุด 4 เสียง อุปัทวเหตุมีน้ำหนักมากที่สุด 2 เสียง"
"ความเห็นของคณะแพทย์และข้อเท็จจริงบางประการในการทดลองในการ ยิงศพล่วงรู้ไปถึงหนังสือพิมพ์บางฉบับเช่น หนังสือพิมพ์เสรี ฉบับวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2489 ได้ลงรูปแสดงวิถีกระสุนและมีความละเอียดว่า คณะกรรมการได้ทดลองยิงในท่าต่างๆ แต่ที่คล้ายคลึงกับบาดแผลในพระบรมศพ คือผู้ยิงยืนเหนือศีรษะจ่อปืนใกล้หน้าผากในระยะ 10 ซม. แล้วยิง"
หนังสือ ดังกล่าว ยังนำรายงานของสถานเอกอัครราชทตูอังกฤษประจำประเทศไทย รายงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศอังกฤษที่ลอนดอน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2489 เรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยไปเจรจาขอให้ทูตอังกฤษประจำ ประเทศไทยห้ามแพทย์ชาวอังกฤษที่ไปร่วมเป็นกรรมการชันสูตรพระบรมศพออกความ เห็น สาเหตุแห่งการสวรรคต ดังนี้
"โทรเลขฉบับนี้เป็นความลับอย่างที่สุดและควรเก็บไว้โดยผู้รับที่มีอำนาจหน้าที่เท่านั้น ไม่ให้ส่งต่อ ...แจกในคณะรัฐมนตรี
F. 9488 จากกรุงเทพฯ ถึงกระทรวงการต่างประเทศ
Mr.Thompson เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2489
No. 851
ด่วน โทรเลขของผมเลขที่ 834
"...มี การเชื่อกันอย่างกว้างขวาง (ซึ่งก็มีเหตุผล) ว่าคณะกรรมการแพทย์ที่สอบสวนกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ก่อนกำลังจะรายงานโดยเสียงข้างมากเป็นการถูกลอบปลงพระชนม์ จริงๆ แล้วในการลงคะแนนเสียงวันนี้ เมื่อคณะกรรมการยอมรับถ้อยคำต่างๆ ในรายงานแล้ว 16 เสียงเห็นว่าเป็นการถูกลอบปลงพระชนม์ 4 เสียงเป็นอัตวินิบาตกรรม และ 2 เสียงเป็นอุบัติเหตุ ตัวเลขเหล่านี้ไม่รวมนายทหารอังกฤษ 5 คนผู้ปฎิเสธที่จะออกความเห็นใดๆ"
และ
ลับเฉพาะ
F 1812/327/40 กรุงเทพฯ
No. 305 วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2489
From Mr.Thompson
To Mr.Bevin
...12th December 1946
ผม คิดอยู่บ่อยครั้งถึงถ้อยคำของรัฐบุรุษอาวุโส ที่ไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะกล่าวออกมา ซึ่งนายดอล ที่ปรึกษาทางด้านการคลัง ได้ยินคำพูดนี้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ว่า กษัตริย์ไม่ควรเข้ามายุ่งกับการเมือง สองวันต่อมาพระเจ้าอยู่หัวอานันท์ก็สวรรคตอย่างโหดร้าย และมีการกระซิบกระซาบในประเทศว่า เป็นการซ้ำรอยเหตุการณ์ร้าย ณ ขั้นบันไดทางขึ้นโบสถ์แคนเทอร์เบอรีที่ทอมัส อะ เบ็กเก็ตถูกสังหาร
ผมจะส่งสำเนารายงานนี้ไปยังกรุงเบิร์นและสิงคโปร์
G.H.Thompson
*********
บทความเกี่ยวเนื่อง:
-เปิดบันทึกหลักฐานว่าเจ้านายชั้นสูงเห็นด้วยกับการออกประกาศว่ากรณีสวรรคตเป็นอุบัติเหตุเพื่อรักษาพระเกียรติ ร.8
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 1 : ฉาก
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ปริศนากรณีสวรรคต ตอนที่ 2 : ในหลวงอานันท์ยิงพระองค์เอง หรือ ถูกผู้อื่นยิง
-วิกฤตในบั้นปลายรัชกาลของราชอาณาจักรไทย:ไขปมปริศนากรณีสวรรคต
-เปิดบันทึกช่วยจำของเคนเน็ต แลนดอน เกี่ยวกับ กรณีสวรรคต และข่าวลือเรื่องแผนการใหญ่ของ ควง และ "พี่น้องปราโมช"
มวลชนเสื้อแดงไม่นั่งรอความยุติธรรมอีก พวกเขาออกปฏิบัติการเดินทางไปตามล่าหามันด้วยตัวเอง
ที่มา Thai E-News
91วัน แฉ91ศพ-คาราวาน ทัวร์นกขมิ้น ใครฆ่าประชาชน การปราศรัยภาคประชน แฉทุกคลิป วินาทีลั่นกระสุน"ราชประสงค์ที่นี่มีคนตาย" การปราศรัยภาคประชาชน "เพื่อนเอ๋ย..."มึงเคยเดียวดายใช่ไหม วันนี้กูจักอยู่ โดยมอบทุกลมหายใจ เพื่อไล่เผด็จการที่มึงเกลียด ให้ดวงวิญญาณของมึง
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 ตุลาคม 2553
มวล ชนคนเสื้อแดงไม่ยอมนั่งรอความยุติธรรมให้เดินทางมาหา หลังการปราบปรามนองเลือดผู้เรียกร้องประชาธิปไตย 19 พฤษภาคมผ่านไปนาน 4 เดือน โดยยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้สังหาร และผู้สั่งการเข่นฆ่าประชาชน ซ้ำยังมีการคุมขังคุกคามไร้การปรองดองตามปากอ้าง โดยได้พากันเปิดโครงการแสวงหาสัจธรรมด้วยตนเอง ซึ่งตอนนี้มีการเปิดโครงการ"ทัวร์นกขมิ้นทั่วไทย91วัน91แฉ"
ส่วนอีกโครงการคือ"เส้นทางสีแดง"ที่จะจัดรณรงค์ตลอดเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
กลุ่มผู้ดำเนินการโครงการ91วันแฉ91ศพ ได้ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 ว่า การณ์นี้เป็นการร่วมมือร่วมใจของคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันซึ่งคิดต่างจาก รัฐบาล โดยปราศจากแกนนำ หรือนักการเมือง หากแต่บุคคลต่าง ๆ ที่มีอุดมการณ์ร่วมกันกับประชาชนคนเสื้อแดงมีความประสงค์จะร่วมเสวนา ปราศรัย หรือร่วมกิจกรรมหนึ่งกิจกรรมใด ให้เข้าร่วมและเป็นไปในลักษณะผู้ที่มีความคิดสอดคล้องกันในอุดมการณ์ในการ แสดงออก เพื่อให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นธรรมชาติของประชาธิปไตยอันบริสุทธิ์ซึ่ง เกิดจากประชาชนโดยแท้จริง
(ดูรายละเอียดคลิ้กที่ภาพด้านล่าง)

เชิญร่วมโครงการเส้นทางสีแดงจากคลองเปรมสู่11จังหวัดอีสาน860กม. เยียวยา+ตามหายุติธรรม

โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project)ขอเชิญร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 1-30 พย.นี้ แวะเยี่ยมผู้ต้องขัง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.ฯลฯ และรณรงค์สู่ระดับนาชาติ
ขณะที่อีกกลุ่มได้เปิดโครงการกิจกรรมคล้ายๆกันชื่อ โครงการเส้นทางสีแดง (Red Path Project) ร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงภาคอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 30 วัน (1-30 พ.ย.53)แวะเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสีย เผยแพร่ความจริง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง
จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อ :
1. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังคดีชุมนุมทั่วประเทศ
2. ต่อต้านระบบ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย
3. เรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49
โครงการ นี้มีภารกิจที่จะรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง และครอบครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ส่งมอบให้กับคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เมือสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเยี่ยวยาบุคลลเหล่านี้ และเพื่อให้ต่างชาติได้ตระหนักถึงภัยของการรัฐประหาร และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
รยะเวลา : 1-30 พย. 2553
เส้นทาง : กรุงเทพฯ (เริ่มจากเรือนจำคลองเปรม) ไปปทุมธานี อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น(บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย (สิ้นสุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)
รวมระยะทาง : 900 กม.
โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง ( Red Path Group : RPG )

โครงการ นี้มีบก.ลายจุด-คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นที่ปรึกษา และมีคุณ David Conor Purcell เสื้อแดงชาวออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังนาน3 เดือน และได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เป็นสมาชิกของทีม และเป็นที่ปรึกษา
ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์โครงการต่อพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ
ท่านจะเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร?-โครงการ นี้ต้องการคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมเดินทางนำน้ำใจและความช่วยเหลือไปสู่พี่ น้องเสื้อแดงอีสานตามรายละเอียดข้างต้น โดยขอความกรุณากระจายข่าวนี้ออกไปด้วย
ผู้ที่สนใจขอให้ติดต่อคุณฟอร์ด ได้ทางอีเมล์ red_truth_only@hotmail.co.th หรือที่ 081-5836964 หรือ Face Book ของ 'เรด ทรู้ธ'
เชิญร่วมโครงการเส้นทางสีแดงจากคลองเปรมสู่11จังหวัดอีสาน860กม. เยียวยา+ตามหายุติธรรม
ที่มา Thai E-News
โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project)ขอเชิญร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 1-30 พย.นี้ แวะเยี่ยมผู้ต้องขัง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.ฯลฯ และรณรงค์สู่ระดับนาชาติ
โครงการเส้นทางสีแดง (Red Path Project) ร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงภาคอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 30 วัน (1-30 พ.ย.53)แวะเยี่ยมครอบครัวผู้สูญเสีย เผยแพร่ความจริง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง
จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อ :
1. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังคดีชุมนุมทั่วประเทศ
2. ต่อต้านระบบ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย
3. เรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49
โครงการ นี้มีภารกิจที่จะรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง และครอบครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ส่งมอบให้กับคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เมือสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเยี่ยวยาบุคลลเหล่านี้ และเพื่อให้ต่างชาติได้ตระหนักถึงภัยของการรัฐประหาร และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
รยะเวลา : 1-30 พย. 2553
เส้นทาง : กรุงเทพฯ (เริ่มจากเรือนจำคลองเปรม) ไปปทุมธานี อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น(บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย (สิ้นสุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)
รวมระยะทาง : 900 กม.
โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง ( Red Path Group : RPG )

โครงการ นี้มีบก.ลายจุด-คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นที่ปรึกษา และมีคุณ David Conor Purcell เสื้อแดงชาวออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังนาน3 เดือน และได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เป็นสมาชิกของทีม และเป็นที่ปรึกษา
ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์โครงการต่อพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ
ท่านจะเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร?-โครงการ นี้ต้องการคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมเดินทางนำน้ำใจและความช่วยเหลือไปสู่พี่ น้องเสื้อแดงอีสานตามรายละเอียดข้างต้น โดยขอความกรุณากระจายข่าวนี้ออกไปด้วย
ผู้ที่สนใจขอให้ติดต่อคุณฟอร์ด ได้ทางอีเมล์ red_truth_only@hotmail.co.th หรือที่ 081-5836964 หรือ Face Book ของ 'เรด ทรู้ธ'
Friday, October 1, 2010
เดิมพันวิกฤติการเมือง
ที่มา ไทยรัฐ
สถานการณ์ บ้านเมืองที่ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท อุบัติเหตุ ทางการเมือง มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ก่อนสิ้นปี เชื่อกันว่า การเลือกตั้งในประเทศไทยจะมีขึ้นประมาณเดือน ม.ค.หรือไม่ก็ ก.พ. ปีหน้า ถ้าไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้นซะก่อน
การจะแก้ไขวิกฤติการ เมืองเฉพาะหน้าโดยการยุบสภาก็ดี หรือเกิดความรุนแรงจนถึงขนาดกองทัพต้องเข้ามายึดอำนาจก็ดี มีการตั้งคำถามว่าแล้วจะเอาเหตุผลอะไรมายุบสภาหรือเข้ามายึดอำนาจ
ของอย่าง นี้ประมาทไม่ได้ ดูอย่างการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 การชุมนุมของพันธมิตรฯไม่ได้รุนแรง หรือมีคนเข้ามาชุมนุมจำนวนมากเหมือนเสื้อแดงชุมนุมด้วยซ้ำ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีต ผบ.ทบ. ยังอ้างเหตุยึดอำนาจซะเลย
หรือการชุมนุมของ คนเสื้อแดง 2 ครั้งใหญ่ ที่ต้องมีการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะยกประวัติศาสตร์การเมืองครั้งไหนมาเปรียบเทียบ ถือว่าไม่รุนแรงเท่ายุคนี้
น่าจะเป็นเหตุให้ กองทัพเข้ามายึดอำนาจ มากที่สุด กลับไม่มีการยึดอำนาจเกิดขึ้น และทำท่าว่ารัฐบาลที่สั่งสลายการชุมนุมจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น และยังจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินไปโดยไร้ความรับผิดชอบ ระเบิดการเมืองรายวันมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับความรุนแรงทางการเมืองไปจนถึงการ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต จะมากจะน้อยเท่านั้น
มีข้อน่าสังเกต ก็คือ ฝ่ายค้านเปลี่ยนยุทธวิธีเล่นไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยเดินเกมแรง ตอนนี้มุ่งไปที่การต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ตามข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินเข้ามาในที่ประชุม พรรคเพื่อไทย ขอให้เตรียมพร้อมที่จะเลือกตั้ง ให้นำนโยบายเอาใจรากหญ้าออกสู่สาธารณชนในลักษณะต่อเนื่อง เช่น เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาท เป็นต้น เห็นว่ายังมีนโยบายทีเด็ดอีกร้อยแปดพันเก้า ซึ่งรัฐบาลชุดนี้คงจะตามไม่ทันอยู่แล้ว เฉพาะแก้ปัญหาที่ยังค้างคาก็ทำท่าว่าจะไปไม่รอด
กลายเป็นเชือกพันคอตัวเอง
ถ้า รัฐบาลประชาธิปัตย์ยังเดินเกมการเมือง ชนิดขุดรากถอนโคน อนาคตคงลำบาก ระเบิด ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ชาวบ้านไม่ได้สงสัยเสื้อแดง แต่สงสัยว่ารัฐบาลสร้างสถานการณ์ เองหรือเปล่า มองว่ารัฐบาลไม่มีน้ำยาที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยไปฉิบ
พฤติกรรม บางอย่างควรจะทบทวน เพราะกระทบความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศอย่างมาก อาทิ กรณีที่สื่อกัมพูชารายงานว่านายกฯกัมพูชาและนายกฯไทยได้พบปะพูดคุยนอกรอบใน ที่ประชุมผู้นำอาเซียน-สหรัฐฯ มีประเด็นที่จะให้ส่งตัวคนเสื้อแดงกลับประเทศไทย โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชาพูดเองว่า หัวข้อการส่งคนเสื้อแดงกลับไทยไม่อยู่ในประเด็นการหารือเลยและถ้ามีผู้ก่อ การร้ายมาหลบหนีอยู่ในกัมพูชาก็จะส่งตัวกลับเองโดยไม่ต้องร้องขอ เฮ้อ คงไม่ต้องไปอธิบายอะไรกันยืดยาวซ้ำซากอีกแล้ว.
หมัดเหล็ก



