WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 5, 2010

“ผบ.ทบ.” เตรียมเชิญ บก.สื่อคุย ด้าน “ผบ.ตร.” แถลงนโยบาย 4 ระยะ สร้างความยอมรับจาก ปชช.

ที่มา ประชาไท

ประยุทธ์เตรียมเชิญ บก.สื่อคุยปลายเดือน ต.ค.

วานนี้ (4 ต.ค.2553) เนชั่นทันข่าว รายงาน ว่า พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวภายหลังการประชุม ผบ.เหล่าทัพว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกท่านใหม่จะมอบนโยบายให้กับกำลังพลของกองทัพบก ในการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก และการประชุมในระดับผุ้บังคับกองพัน ในวันที่ 6 ต.ค.นี้ ซึ่งหลังจากนั้น ท่านมีนโยบายว่าจะเรียนเชิญบรรณาธิการสื่อมาพูดคุย แลกเปลี่ยนทัศนคติ จะได้มีโอกาสแลกแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่มีต่อกัน และชี้แจงเรื่องต่างๆ รวมถึงนโยบายต่างๆ ที่ ผบ.ทบ.จะทำงานร่วมกับกองทัพบก ในส่วนงานนี้ สลก.ทบ.จะประสานไปยังสำนักข่าวโดยตรงทั้ง ทางทีวี วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์ ท่านมีความประสงค์รับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารสื่อ คาดว่าจะนัดหมายได้ประมาณปลายเดือน ตุลาคมนี้
"ผบ.ตร." แถลงนโยบาย 4 ระยะให้แต่ละ บช.ยึดปฏิบัติ
เนชั่นทันข่าว รายงาน ด้วยว่าในวันเดียวกัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เป็นประธานการแถลงนโยบายภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ห้องประชุม 1 อาคาร 1 ตร. โดยมีข้าราชการตำรวจผู้บังคับบัญชาร่วมฟังนโยบายเพื่อนำไปปฏิบัติต่อในกอง บัญชาการที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย รองผบ.ตร. ที่ปรึกษาสบ 10 ผช.ผบ.ตร. ผบช.และ ผบก.ทุกหน่วย
สำหรับนโยบายในภาพรวมที่ พล.ต.อ.วิเชียร แถลงนั้นคือ นโยบาย 4 ระยะ ที่เคยเปิดเผยในสมัยที่รับตำแหน่ง ผบ.ตร. 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย นโยบายเฉพาะหน้าที่ต้องการให้เกิดผลทันที และต่อเนื่อง ได้แก่ การปกป้องเทิดทูนพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และ ข้าราชการทุกนายที่มีหน้าที่ให้บริการประชาชนต้องปฏิบัติหน้าที่เสมือนญาติ ของตนเอง เลิกพฤติกรรมข่มขู่รีดไถ โดยจะให้ผู้บังคับบัญชาแต่ละพื้นที่สุ่มตรวจหากพบนายตำรวจรายใดมีพฤติกรรม ข่มขู่ รีดไถประชาชนจะถูกดำเนินการทั้งอาญาและวินัยอย่างเด็ดขาด
2.นโยบาย ระยะเร่งด่วน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ช่วงเวลา “ปัดกวาดบ้าน ร่วมใจพัฒนา” เพื่อปรับปรุงพัฒนาสถานีตำรวจให้เป็นที่พึ่งประชาชนอย่างแท้จริง จัดกิจกรรม “จิตอาสา” ทำประโยชน์เพื่อสังคม และสร้างความสามัคคีกลมเกลียวของข้าราชการตำรวจทุกระดับชั้น 3.นโยบายสำคัญ ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อเสริมสร้างให้ ตร.สามารถควบคุมปัญหาอาชญากรรมได้ สร้างกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมในชุมชนของตน เอง 4.นโยบายระยะ 1-3 ปี ตร.ต้องเดินหน้าอย่างมีทิศทาง คือตำรวจต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน
ที่มา: เนชั่นทันข่าว

ใบตองแห้งออนไลน์:ไหนล่ะ...??? คุณธรรม...!!!

ที่มา ประชาไท

อยาก รู้จังว่าพรรคการเมืองใหม่จะกล้าส่งสมัครเลือกตั้งซ่อมที่สุราษฎร์ แข่งกับเทพเทือกหรือเปล่า อย่าอ้างนะว่ากลัวจะไปตัดคะแนนกันทำให้พรรคเพื่อไทยชนะ หัวร่อท้องคัดท้องแข็งตายเลย

ในขณะที่พันธมิตรบางคน เย้ยหยันว่าเสื้อแดงหมดท่าแล้ว ที่ไปชุมนุมราชประสงค์วันที่ 19 กันยา เป็นแค่อาฟเตอร์ช็อก เราก็ต้องถามกลับว่าแล้วพันธมิตรล่ะ เหลืออะไร คุณว่าคุณชนะแล้ว ตกลงคุณได้อะไรบ้าง ที่ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์หรือลาภยศสรรเสริญสำหรับบางคน แต่เป็นสิ่งที่คุณสัญญิงสัญญากับมวลชนไว้บนเวที โดยเฉพาะเมื่อยึดทำเนียบ สถาปนาอุดมการณ์ “การเมืองใหม่” ในปี 2551

โอ้ การเมืองใหม่อันใสสะอาด ปราศจากทุจริตคอรัปชั่น สถาปนาระบบคุณธรรมจริยธรรมให้ยั่งยืนสถาพรในประเทศไทย

การ เมืองใหม่ของเราไม่ใช่ 70-30 นะ นั่นเป็นแค่ตุ๊กตา แต่เราต้องการไปให้พ้นจากการเมืองเก่าน้ำเน่า นักการเมืองฉ้อฉลโกงกิน ฯลฯ พูดกันไปเรื่อย แต่กลับมาช่วยค้ำจุนการเมืองเก่าเน่าโคตรๆ ภายใต้ลัทธิมาร์ค-เนวิน
อ.เกษียร เตชะพีระ ชอบเล่าให้ฟังว่าน้องสาวท่านเป็นพันธมิตร ไปร่วมชุมนุมด้วยความเชื่อความหวังว่า นับแต่นี้ไปบ้านเมืองจะใสสะอาด ไม่มีทุจริตคอรัปชั่นอีกเลย มวลชนพันธมิตรที่ผมรู้จักส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เขียนจดหมายมาคุยในไทยโพสต์ ล้วนคิดว่าพวกท่านจะทำให้บ้านเมืองมีคุณธรรมจริยธรรมสืบทอดชั่วลูกชั่วหลาน
ไม่ ทราบว่าป่านนี้อกแตกกันไปหรือยัง เมื่อเห็นโผแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ผู้ว่าฯ ที่สุดอัปลักษณ์ หรือ “ปลง” กันได้แล้วว่า สุดท้ายเมืองไทยก็ได้แค่นี้
คุณ ประสาร มฤคพิทักษ์ สว.ลากตั้ง (ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ 14 ตุลา แต่ประชาธิปไตยไม่เคยให้อะไรท่านเลย มีแต่เผด็จการที่ทำให้ได้เป็น สว.) ออกมาพูดว่าการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้เป็นเหมือนระบบ “บาเตอร์เทรด” แล้วนายกฯ จริตนิยมก็ตั้งกรรมการสอบว่าที่ปลัดมหาดไทยพอเป็นพิธี เป็นข่าวไม่กี่วัน ก็ดูท่าจะลอยนวล แล้วไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์อีก พวก สว.“น้ำดี” หรือนักวิชาการเครือข่ายพันธมิตรปิดปากเงียบ สื่ออาจจะตีข่าว แต่เป็นแค่ข่าวรอง หันไปพาดหัวข่าวคนโรคจิตโทรบาทเดียวขู่ระเบิดศิริราช (โดยพุ่งเป้าให้เป็นคนเสื้อแดง) หรือไม่ก็ข่าวฟิล์ม แอนนี่ สนุกกว่า
อย่า อ้างนะว่าเป็นธรรมดาที่รัฐบาลต้องกวาดล้างข้าราชการแตงโมมะเขือเทศ เพราะโผที่ออกมาตามข่าวหนังสือพิมพ์ (หัวเหลืองทั้งหลายนี่แหละ) เป็นเรื่องของเส้นใครสายมัน สุดท้าย ข้าราชการที่ไม่มีเส้น ข้าราชการที่เป็นกลาง คนดีๆ ที่ไม่เข้าข้างไหน ก็กลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกแป๊ก
“บาเตอร์เทรด” ของคุณประสาร ไม่ทราบว่ารวมถึงการที่นายตำรวจคนสนิทของสนธิ ลิ้ม ได้เป็น ผบช.ภ.5 ด้วยหรือเปล่า แต่ไม่เป็นไร เพราะเป็นพล.ต.ต.มาหลายปีดีดักแล้ว นายตำรวจท่านนี้เคยเป็นข่าวถูกพรรคพลังประชาชนร้องเรียน เมื่อเข้ามาเป็นฝ่ายสืบสวนสอบสวนของ กกต.ในการเลือกตั้งปี 2550
นั่น ทำให้ผมนึกขึ้นได้ถึง “ฮีโร่” สม้ยเลือกตั้งปี 2550 อดีตรองผู้ว่าฯ ประธาน กกต.จังหวัด ผู้สร้างวีรกรรมแจกใบแดง “เด็กเนวิน” ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน 3 คน จนเป็นที่แซ่ซ้องของบรรดาสื่อ นักวิชาการ และพันธมิตรในขณะนั้น
“สังคมวันนี้ต้องมีเกษม วัฒนธรรม” เถ้าแก่เปลวของผมเขียนบทความไว้ วิทยุผู้จัดการ รายการสภาท่าพระอาทิตย์ เชิญท่านไปออกรายการ ชื่นชมว่าท่านเป็นข้าราชการตัวอย่างในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แผ่นดินไม่สิ้นคนดี คนดีแห่งยุคสมัย ฯลฯ
แล้วสังคม วันนี้ เกษม วัฒนธรรม อยู่ที่ไหน นู่นครับ รองผู้ว่าฯ น่านปู๊น 4 ผ่านไปก็ยังเป็นรองผู้ว่าฯ อยู่ ทั้งที่เป็นซี 9 อาวุโสลำดับสอง โดนเด้งกระดอนไปมา จากรองผู้ว่าฯ ชลบุรี ถูกส่งไปร้องเพลงล่องน่าน
ได้ยินว่าท่านจะเกษียณอายุปี 2555 ยังไงๆ ก็ฝาก ปชป.ช่วย “บาเตอร์เทรด” ให้คนดีของแผ่นดินได้เป็นผู้ตรวจฯ ก่อนเกษียณด้วยนะครับ
คุณ เกษมเคยให้สัมภาษณ์มติชนว่า ท่านเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เมื่อเห็นคนดีลุกขึ้นสู้แล้ว ก็อย่าปล่อยให้คนดีต้องสู้อย่างโดดเดี่ยว แล้วคอยยืนให้กำลังใจห่างๆ แต่อยากให้พลังเงียบต้องลุกขึ้นมายืนสู้ แล้วช่วยกันคนไม่ดี คนคดโกง ไม่ให้มีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง”
ซึ้ง มากเลย แต่วันนี้คุณเกษมคงซึ้งแล้วว่าความโดดเดี่ยวเป็นไง แล้วถามว่ามีข้าราชการซักกี่คนอยากเป็นฮีโร่อย่างคุณเกษม เห็นตัวอย่างอยู่ทนโท่ ถ้าขืนทำไป เพื่อนฝูงก็จะด่าเป็นไอ้โง่ ระบบราชการไทย มีแรมโบ้มากี่คนแล้ว จุดจบก็เห็นๆ อยู่
ถ้า ลูกหลานผมรับราชการ ผมก็จะสอนให้ดูตัวอย่างผู้ว่าฯ หนุ่มที่สุดในประเทศดีกว่า เพิ่งอ่านในมติชน พบว่าเป็นรุ่นน้องสุดเลิฟของชานนท์ สุวสิน คนสนิทพจมาน และเป็นเพื่อนเรียน ร.ร.นายอำเภอกับศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ยุค พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา (ที่สมัยนั้นพูดกันว่าเมียเป็นเพื่อนพจนมาน) แล้วก็อยู่มาได้แม้จะเปลี่ยนเป็นอารีย์ วงศ์อารยะ มาจนพ่อไอ้ปื๊ด กระทั่งได้เป็นผู้ว่าในยุค “ร.ร.เนฯ”
เป็นข้า ราชการต้องให้มันได้อย่างนี้ ต้องรู้จักสนองนโยบาย เหมือนอ่านประวัติธาริต เพ็งดิษฐ์ เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าแจ้งเกิดเพราะหมอมิ้งดึงมาช่วยงานสมัยรัฐบาลทักษิณ ก่อนโอนย้ายไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ข้าราชการที่น่า สงสารอีกรายคือคุณจาดุร อภิชาตบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายกสมาคมข้าราชการพลเรือน ผมเคยสัมภาษณ์ท่านสมัยคัดค้านไชยา สะสมทรัพย์ เด้งหมอศิริวัฒน์ ทิพธราดล เลขา อ.ย. ท่านเป็นคนที่ยกย่องชื่นชม อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นแบบอย่างของสมาคมฯ
คุณจาดุรเป็น รองปลัดสำนักนายกฯ ควรจะได้เป็นปลัด แต่ถูกรัฐบาลสมัครเด้งมาเป็นหัวหน้าผู้ตรวจมหาดไทย ฟ้องศาลปกครองแล้ว ชนะคดีแล้ว เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว ก็ยังไม่ได้กลับ คราวก่อนคุณจาดุรออกมาแฉว่ามีการซื้อขายเก้าอี้ในกระทรวงมหาดไทย แต่โทษที ม.ร.ว.ปนัดดา ดิศกุล เหลนกรมพระยาดำรงฯ ที่จะไปเป็นผู้ว่าเชียงใหม่นี่แหละ ออกมาปกป้องนักการเมืองว่าไม่จริ๊งไม่จริง ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง
โผ ย้ายตำรวจอาจอื้อฉาวน้อยกว่ามหาดไทยนิดนึง เพราะปลัดมหาดไทยพุ่งพรวดมาจากผู้ว่าบุรีรัมย์เมื่อ 2 ปีก่อน ขณะที่ ผบ.ตร.มาจากนายตำรวจราชสำนัก ซึ่งพ้นจากวงจรวิ่งเต้นเส้นสายรับส่วย มาตั้งแต่สมัยท่านยังเป็นนายตำรวจเด็กๆ (ว่าแต่มีอำนาจแล้วจะทันเกมพวกเขี้ยวลากหรือเปล่า)
แต่ ถ้าดูโผระดับผู้บัญชาการ ก็รู้กันให้แซ่ดว่าตรงไหนคนของใคร “บาเตอร์เทรด” อย่างไร นายตำรวจหลายคนไม่ใช่คนแปลกหน้า เป็นพวกนกมีหู หนูมีปีก สนองนโยบายได้ตั้งแต่ยุคทักษิณจนยุคปัจจุบัน บางคนก็เป็นนักปั้นคดี สามารถหาพยานมาเอาคนเข้าคุกได้โดยคดีไม่มีมูล บางคนก็ถูกร้องว่าชื่อไปอยู่ภาคใต้เพื่อเอาอายุราชการทวีคูณ แต่ตัวจริงไม่ได้ไป กระนั้นโผก็ยังผ่าน (ไม่อายดวงวิญญาณวีรบุรุษ “จ่าเพียร” มั่งหรือไง)
โผเซอร์ไพรส์ที่สุดคือ ผบช.น.ไปเป็นจเรตำรวจ โห ตำรวจมะเขือเทศยังไม่โดนขนาดนี้เลย ตอนแต่งตั้งเมื่อปีที่แล้วก็ว่ากันว่าเป็นเด็กเทพเทือก แถมยังเป็นเพื่อน ผบ.ทบ.คนใหม่ ไหงโดนเล่นแรงซะขนาดนี้ ไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่บอกเหตุผล
หลัง มีโผย้ายแล้วจึงมีตำรวจบุกจับบ่อน พบรายชื่อส่งส่วย “น.1” กลั่นแกล้งกันหรือเปล่า ถ้ากลั่นแกล้ง เทพเทือกก็ต้องให้ความเป็นธรรม ถ้าไม่ผิดแล้วไปย้ายเขาทำไม แต่ถ้าไม่กลั่นแกล้งล่ะ ถ้าของจริงล่ะ เทพเทือกต้องรับผิดชอบไหมที่เอามาเป็น ผบช.น.
แวด วงนักข่าวเขาลือสะพัดว่า ช่วงที่ผ่านมา บ่อนใน กทม.ต้องจ่ายส่วยแพงขึ้นระยับ แต่นั่นแหละ จะกลั่นแกล้งกันหรือเปล่า ต้องทำให้ชัดเจน
โผแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการยุคนี้ อัปลักษณ์ไม่น้อยกว่า-หรือมากกว่ายุคทักษิณที่เคยวิพากษ์วิจารณ์กันด้วยซ้ำ ถามว่าสื่อ นักวิชาการ สว. พันธมิตร ผู้ร่วมกันไล่ทักษิณมา วิพากษ์วิจารณ์ไหม ก็วิพากษ์วิจารณ์ครับ แต่พูดไปก็เท่านั้น เพราะพวกคุณสร้างเขาขึ้นมา สร้างและค้ำจุน “ระบอบอภิสิทธิ์” ด้วยความเกลียดกลัวผี “ระบอบทักษิณ” ลึกๆ พวกคุณก็ยอมรับ ว่าต้องให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจห้อยวางกลไกตำรวจผู้ว่าฯ เพื่อเอาชนะพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้ง ซึ่งถึงเวลาเลือกตั้ง พวกคุณก็เชียร์เขา เหมือนเลือกตั้งซ่อม พรรคภูมิใจห้อยลงแข่งกับพรรคเพื่อไทย รู้ทั้งรู้อยู่เต็มอกว่าอะไรเป็นอะไร พวกคุณก็สะใจที่พรรค “เพื่อแม้ว” มันแพ้พรรคการเมืองที่ “ปกป้องสถาบัน สงบ สันติ สามัคคี”
นี่คืออาการปากอย่างใจอย่างของ พันธมิตร สื่อ นักวิชาการ และแกนนำภาคประชาสังคมทั้งหลายที่จะ “ปฏิรูปประเทศไทย” แก้ปัญหาให้ชาวมาบตาพุด แก้ปัญหาชุมชนที่นั่นที่นี่ คุยว่าจะลดความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แต่ปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่ง เก็บส่วย ตั้งพวกพ้อง หรือให้ทหารเอางบประมาณมหาศาลไปซื้ออาวุธอย่างไม่โปร่งใส เพื่อเป็น “ค่าตอบแทน” ของการไล่ทักษิณและต่อต้านโลกาภิวัตน์
ถ้า ผมเป็นเนวิน ผมจะแยแสพวกคุณไปทำไม นี่คือช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวและสร้างฐานอำนาจ โดยที่พวกคุณก็ได้แต่ตีโพยตีพาย ถึงที่สุดก็ต้องพึ่งเนวินสู้ทักษิณอยู่ดี
พัก หลังๆ ผมชักชอบบทบาทของเนวินด้วยซ้ำ เพราะเนวินคือสัญลักษณ์แทงใจดำของชนชั้นนำ ผู้ลากมากดี ผู้อวดอ้างว่ามีศีลธรรมจรรยาสูงส่ง ชนชั้นกลางจริตนิยม มวลชนเฟซบุค ที่แห่กันออกมาสนับสนุนระบอบอภิสิทธิ์
ทำไมจะต้องเกลียดเนวิน เพราะเนวินก็คือเนวิน พวกที่น่าเกลียดกว่าเนวิน คือพวกจริตจะก้านมารยาปากถือศีลที่ยอมสมสู่กับเนวินต่างหาก
แกน นำพันธมิตรเคยอ้างกับผมว่าอุดมการณ์ของพันธมิตรคือต่อต้านการทุจริต คอรัปชั่น (จนไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่าระบอบอภิสิทธิ์ชนจะทุจริตคอรัปชั่นน้อยกว่านักการเมืองที่มา จากการเลือกตั้ง) มวลชนพันธมิตรต่างบอกว่าพวกเขาต่อสู้เพื่อจรรโลงคุณธรรมจริยธรรม ให้คนชั่วได้รับการลงโทษ ให้คนดีได้รับการยกย่อง (และปกครองบ้านเมือง)
ไม่ ทราบว่าคนเหล่านี้หายไปไหนหมด ชนะแล้ว? ยุติบทบาท ปลง? หายบ้า? คิดได้แล้วว่าในที่สุดมันก็แค่นี้ แต่ยังกลับไปนอนกอดวีรกรรม หลอกตัวเอง หลอกลูกหลาน ว่าหลังจากยึดทำเนียบยึดสนามบิน บาดเจ็บล้มตายไปหลายคน อย่างน้อยเราก็ไล่ทักษิณและร่างทรงสำเร็จ ไม่งั้นทักษิณจะล้มสถาบัน ทักษิณจะขายชาติ ทักษิณจะนำบ้านเมืองไปสู่หายนะ ฯลฯ
ไอ้ ที่สุดขั้วสุดโต่งกันมาว่าจะทำบ้านเมืองให้ใสสะอาด ลืมไปหมดแล้ว หรือรู้แล้วว่าแค่หลอกขายฝันกันไปวันๆ ถึงวันนี้ก็พับอุดมการณ์ใส่เก๊ะ ใส่กุญแจล็อกไว้อย่างดี ไม่ให้มันผุดมาหลอกมาหลอน แล้วกลับไปทำมาหากินตามปกติ
ถ้าจะปลงก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนที่ถูกพวกคุณทำลายล้างบ้างเลยหรือครับ ซึ่งมันไม่ใช่แค่ทักษิณ แต่รวมถึงนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชนที่ถูกพวกคุณสมคบกับอำมาตย์ปล้นชิงอำนาจ
ข้า ราชการดีๆ เก่งๆ หลายคนถูกเล่นงาน เพราะความสุดขั้วสุดโต่งจะตามล่าตามล้างเอาผิดทักษิณให้ได้ ทั้งที่เขาไม่ผิดก็ต้องผิด พลิกระเบียบทุกตัวอักษรให้มีความผิด ตัวอย่างชัดๆ เช่นคุณศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อดีตปลัดคลัง แล้วถามว่าตอนนี้เหลืออะไร ก็เหลือแต่พวกนกมีหูหนูมีปีก พวกตามน้ำ หรือพวกที่รู้จักวิ่งเต้นเส้นสาย เกาะขาขั้วอำนาจใหม่
พันธมิตร สื่อ นักวิชาการ ผู้นำภาคประชาสังคม ที่ค้ำจุนระบอบอภิสิทธิ์ ไม่ได้จรรโลงคุณธรรมจริยธรรมอย่างที่พวกเขาพูด เพราะสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ให้สังคม คือสัจธรรมใต้บรรทัด ที่รู้กันในสังคมไทยตั้งแต่สมัยโบราณ ว่าเมื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ ใครมีอำนาจเราต้องวิ่งเข้าหาคนนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ชาวบ้าน นักธุรกิจ ที่ต้อง “จิ้มก้อง” ทุกยุคทุกสมัย
คนขับแท็กซี่รายหนึ่ง จึงคุยกับผมว่า บ้านเมืองเราก็เท่านี้ ใครล้มเหยียบ ใครใหญ่เลีย
นี่ต่างหากคือสัจธรรมที่จะประจักษ์ไปชั่วลูกชั่วหลาน
ใบตองแห้ง
3 ต.ค.53
...............................

อริสมันต์เปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง เปิดใจถึงแม่ยกรัฐบาลหากหมายหัวจะเอาชีวิตก็ให้บอกมาเลย

ที่มา Thai E-News


ถ้า แม่ยกรัฐบาลคนนั้นต้องการชีวิตผมจริงๆ ขอให้กล้าพูดออกมา ขอชีวิตผมมา ผมจะตายให้เขา แต่เขาต้องพูดต่อพี่น้องประชาชน แต่ตราบที่ไม่กล้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นศพผม ผมอาจจะได้เห็นศพแม่ยกก่อน


หมายเหตุ:เมื่อค่ำวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์คนไทยยูเค โดย DJ.Shanamy & DJ.Pitt ได้เชิญคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงสัมภาษณ์สดออกรายการ"คุยข้ามฟ้ากับShanamy"

การ สัมภาษณ์จากสถานที่ที่ไม่ได้ระบุนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ที่นายอริสมันต์ได้ปรากฎตัว(เสียง)ต่อสาธารณชน โดยเขาได้เล่าถึงการตัดสินใจไม่เข้ามอบตัวพร้อมกับแกนนำคนอื่นในวันที่ 19 พฤษภาคม,ฉากการหลบหนีที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าฉากในภาพยนตร์,ข้อกล่าวหาเรื่องเขา เป็นฮาร์ดคอร์และจัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาล,แนวทางการปรองดอง,ข่าวเรื่อง มี"แม่ยก"ของรัฐบาลต้องการหมายหัวเอาชีวิตเขา และข้อเสนอทางออกของประเทศในมุมมองของเขา

รายละเอียดการเปิดใจท่าน สามารถรับฟังได้ด้วยตนเองที่ player ด้านล่างนี้ (บางช่วงเสียงขาดหายไป เนื่องจากปัญหาการติดต่อ ท่านต้องรอซักครู่ จะฟังต่อได้)




ส่วนความต่อไปนี้เป็นการถอดความโดยไทยอีนิวส์...

อภิสิทธิ์ จึงต้องรอการพิพากษาทั้งทางคดี และการพิพากษาจากประชาชน หนีไปไหนก็หนีไม่พ้น ยกเว้นต้องไปพบยมบาล ถึงคุณจะใหญ่เท่าไหร่ แต่ยังไงก็เล็กกว่าโลง


สวัสดีครับพี่น้องเสื้อแดงทุกคนครับ

คุณอริสมันต์ สบายดีไหม?

ไม่ ค่อยมีความสุข เพราะมีชีวิตอยู่อย่างได้รับการคุกคามตลอดเวลา ไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ก็มีคนของทางการตามมาคุกคามตลอด แต่ผมก็มีคนไทยคอยดูแลผมตลอด เพราะเขารู้ว่ารัฐบาลกำลังคุกคามผม

ตอน นี้ต้องมีธรรมนูญของคนเสื้อแดง ประเทศเราต้องยุติปัญหาทั้งหมด รัฐบาลต้องหยุดการใส่ร้ายป้ายสี หยุดการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม รัฐบาลต้องหาคนสั่งการฆ่าประชาชนตั้งแต่10เมษายนมาถึง19พฤษภาคม พวกเราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แม้ในประเทศทำไม่ได้ แต่ระดับนานาชาติคงช่วยได้

ได้เจอท่านอื่นๆเช่น แรมโบ้ไหม?

ได้พูดคุยกัน แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็มีการสื่อสารกัน ทุกคนยังยืนหยัดต่อสู้ อยากพัฒนาประเทศไทย

ที่สำคัญตอนนี้คือมีการคิดธรรมนูญขึ้นมา 10 ข้อ เช่น

1.อธิปไตยอำนาจต้องเป็นของประชาชน ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจให้ชัดเจน

2.ขบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต้องเป็นธรรมและทันสมัย ต้องแฟร์ องค์กรอิสระต้องมีมาตรฐาน ไม่ซ้ายไม่ขวา

3.การ พัฒนาคนพัฒนาชาติ เยาวชนต้องมีการศึกษาสูง เพื่อพัฒนาประเทศได้ดี รวมทั้งการส่งคนไปเรียนต่างประเทศ เรียนรู้วัฒนธรรมมาพัฒนาประเทศ

4.การ พัฒนาด้านการเกษตรให้ทันสม้ย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการตลาด เทคโนโลยี การเก็บรักษาพืชผลที่ไม่มช่วิธีโบราณแบบเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ทำอยู่

5.การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเศรษฐกิจการค้า การเงินการคลังต้องทันสมัย

6.ใน ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หมดสมัยที่จะใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาหมดกับเพื่อนบ้านรอบด้าน พม่า ลาว กัมพูชา

7.ในเรื่องการจัดการทรัพยากร ที่มีนายทุนหนุนหลังให้เกษตรกรบุกรุกป่า ต้องจัดการให้ถูกต้อง

8.เรื่อง สิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องให้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ไม่ใช่อย่างที่เป็นมา เรามาเรียกร้องประชาธิปไตยกลับเข่นฆ่า ตายไปที่รวบรวมได้ 96 ศพ ไม่นับรวมที่สูญหาย บาดเจ็บ

นี่เป็นประเด็นหลักๆที่เราต่อสู้อยู่ เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า


พูดถึงเหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมา

รัฐบาล ได้ประดิดประดอยถ้อยคำวาทะฆาตกรขึ้นมา เป็นวาทะน่ารังเกียจ อย่างการสลายฝูงชน เขาก็บอกว่าขอพื้นที่คืน แต่ที่เขาไม่ใช้คำว่าสลายฝูงชนก็เพราะเขาไม่ได้ทำตามหลักสากล เช่น แยกคนชราสตรีออก จากเบาไปหาหนัก เขาเลยใช้คำว่าขอพื้นที่คืน เพื่ออ้างว่าเป็นการยึดพื้นที่ถนนสาธารณะคืนมา

พื้นที่ถนนใช่ของคน กรุงเทพฯก็ใช่ แต่ไม่ใช่เฉพาะของคนกรุง ชาวไร่ชาวนาจ่ายภาษีก็มาทำถนนกรุงเทพฯ เขาก็มาใช้สิทธิใช้พื้นที่ แต่กลับให้ทหารใช้กองกำลัง ใช้อาวุธร้ายแรงสังหาร แล้วโยนมาว่าคนเสื้อแดงสังหารเข่นฆ่ากันเอง ซึ่งไม่ใช่วิธีการสุภาพบุรุษ

ผม ไปปราศรัยทั่วประเทศมาหลายร้อยครั้ง ทุกที่ทั่วประเทศไม่เคยเกิดเหตุ เพราะเราไม่มีอาวุธ แต่ที่มีเหตุเกิดขึ้นเพราะรัฐบาลให้ทหารออกมา มีอาวุธหนัก

เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมมีทหารถูกสังหารในวันที่ 10 เมษายนด้วย

ส่วน เรื่องการปรองดอง เราไม่คิดปรองดองกับฆาตกร คุณไม่อายหรือฆ่าคนแล้วมาบอกว่าเรามาปรองดองกัน ความจริงแล้วคนเสื้อแดงต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ต้องการสันติภาพ แต่หากปรองดองกับฆาตกรแล้ว ประชาธิปไตยก็ไม่ได้ เสรีภาพก็ไม่ได้ สันติภาพก็ไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์ แต่หากคุณยอมให้มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีสันติภาพ มีเสรีภาพ และยอมรับ10ทันสมัยของธรรมนูญคนเสื้อแดงก็ปรองดองกันได้

ผมเชื่อมั่น ว่าวีรชนที่เขาเสียชีวิตไป แล้วได้ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามธรรมนูญทั้ง10ข้อนี้ วีรชนคงนอนตายตาหลับที่บรรลุสมเจตนารมณ์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยใต้อุ้งมือทหาร นายทุน คุณต้องเห็นคุณค่าของสิทธิเสรีภาพประชาชน

ที่คุณอภิสิทธิ์เสนอแผนปรองดองตอนนี้ เห็นว่าอย่างไร?

คุณ อภิสิทธิ์คุณเป็นนายกฯได้ไง เป็นคนได้อย่างไร ตอนนี้ไปที่ไหนก็ถูกขับไล่ ออกมากินข้าวปากซอยก็ไม่ได้ คุณได้สร้างรอยแค้นให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน หากคุณไม่ได้เป็นนายกฯในวันหน้า คุณจะอยู่ได้ไง ในเมื่อคุณไม่ได้เป็นนายกฯไปตลอดกาล วันนั้นคุณอภิสิทธิ์และศอฉ.จะอยู่ยังไง เพราะถูกคนเขาจองกฐินอยู่ คนเสื้อแดงทั่วประเทศทั่วโลกเวลานี้ไม่ต้องมีผู้นำ เขาสามารถต่อต้านได้ทุกที่ทัวโลก ทุกที่และบ่อยขึ้น รวมทั้งการเดินทางไปอเมริกา หรือไปยุโรปก็จะเจอกับการต่อต้านไปทุกที่

อภิสิทธิ์ จึงต้องรอการพิพากษาทั้งทางคดี และการพิพากษาจากประชาชน หนีไปไหนก็หนีไม่พ้น ยกเว้นต้องไปพบยมบาล ถึงคุณจะใหญ่เท่าไหร่ แต่ยังไงก็เล็กกว่าโลง

การต่อสู้ที่เน้นแนวทางสันติอหิงสาแต่ถูกปราบปราม แสดงว่ายังเหมาะสมต่อไปหรือไม่ หรือต้องใช้แนวทางอื่นๆ

สำหรับ รัฐบาลฆาตกรนั้นทุกแนวทางเหมาะสม ไม่ว่าเป็นแนวทงสันติอหิงสา แนวทางการต่อสู้คดีระหว่างประเทศ หรือแนวทางอื่นๆ เพราะประชาชนรู้แล้วว่าคุณเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน และประชาชนจำเป็นต้องตอบโต้รัฐบาล เพราะตอนนี้มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ยกเว้นว่าเขาจะยอมรับธรรมนูญ 10 ข้อของคนเสื้อแดง

ก็เป็นสัญชาตญาณ ปกติที่เมื่อถูกไล่ล่าไล่ฆ่า ก็ต้องใกล้เวลาที่ต้องตอบโต้ ผมว่าหากรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชนก็ต้องใช้ทุกแนวทางในการต่อสู้ จะนุ่มนวลต่อไปผก็ไม่ได้แล้วหละ

ที่สื่อหลักว่าอริสมันต์เป็นฮาร์ดคอร์

ต้องมาดูความจริงว่าผมโดนอะไรบ้าง

1.เหตุการณ์แรกผมโดนไปจับตัวที่บ้าน ในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน 2552 จับผมแล้วเปลี่ยนรถ3คัน พาไปขึ้นฮ.จะพาไปไหนไม่รู้ พอฮ.ขึ้นไป คุณคิดจะเอาผมไปถีบที่ไหนก็ได้ ผมก็เลยบอกว่าหากตายก็ต้องตายกันทั้งหมด เขาถึงเอาฮ.ลงมา แล้วมาบอกว่ามีหมายจับอะไร จะพาไปที่ไหน แล้วทำไมไม่ยอมบอกสิทธิผมตั้งแต่ต้น ให้ทนายความรับรู้ ให้ครอบครัวผมทราบ

2.เหตุการณ์ที่พัทยา ตอนเมษายน 2552 ผมไปยื่นหนังสือที่ประชุมAPECตามปกติ แต่ส.ส.ประชาธิปัตย์พาคนมาทำร้ายพวกเรา ผมก็เลยจะไปยื่นหนังสือฟ้องผู้นำโลก ก็มีชายฉกรรจ์ใส่เสื้อสีน้ำเงินยิงคนของเราบาดเจ็บสาหัส ต้องปั๊มหัวใจ เกือบเสียชีวิต คนก็บุกเข้าไปในโรงแรม ผมผู้นำก็ตามไปด้วยเพื่อห้ามการทำร้าย ห้ามการเผา แถลงข่าวว่าไม่มีประสงค์จะทำลายการประชุม เพราะทราบว่าเลิกไปแล้ว รัฐบาลเสียหน้าจึงสั่งคนมาทำร้ายเสื้อแดงที่ไปชุมนุม

3.เหตุการณ์ที่3 แล้ว ก็มีสำนักข่าวกรองขึ้นรถไล่ผมกลางวันแสกๆที่ถนนรัชดา ผมเลยหลบเข้าเส้นทางลัด มีมอเตอร์ไซค์ตามมาคันเดียว ผมเลยลงมาล็อกคอคนนั้นแล้วจับไว้ เขาสารภาพว่านายสุเทพให้มาล็อกตัวผมไป ผมก็มีบอดี้การ์ดเขาก็เลยเอาปืนจ่อค้นตัว คนๆนี้ก็สารภาพหมดเลยว่าสุเทพสั่งมา

4.เหตุการณ์เขาส่งคนไปชาร์จตัวผมที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เอา ระเบิดไปโยนใส่ห้องพักผม ทีนี้ที่ผมรอดตอนนั้นเพราะตำรวจที่มาเป็นการ์ดให้ผมเขาสอนผมว่า เขาต้องการหมายชีวิตผม หากมันบุกเข้ามาให้จับตาดูตรงประตู ก็จริงๆเลยมันถีบประตูเข้ามาแล้วโยนระเบิดเข้ามา ลูกน้องผมบอกว่าหากเขาโยนระเบิดมาให้ไปที่ประตูก่อน อย่าไปสนใจระเบิด เพราะเป็นระเบิดเสียง ผมก็ไปล็อกประตู ก็ทำให้ผมรอดเพราะเขายิงปืนตามมา30กว่านัด ประตูพรุน ผมก็หลบออกทางหน้าต่างแล้ววิ่งหนี แล้วโรยตัวลงมา

ผมไม่ได้เป็น ฮาร์ดคอร์เพราะผมอยากเป็น แต่ผมถูกไล่ล่า ผมไม่ยอมแพ้กับความไม่ถูกต้อง ผมไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมถูกจับ ผมไม่มีทางยอมจำนนกับคนเหล่านี้ เรายังต้องมีเสรีภาพต่อไป เพราะเราเป็นคนดีไม่ช่คนเลว เราควรได้รับการชื่นชม ไม่ใช่ป้ายสี ผมก็น้อยใจเหมือนกันที่สื่อว่าผมฮาร์ดคอร์

ที่บอกว่าผมพูดปราศรัยเรื่องเผากรุงเทพฯ มันก็เป็นเพียงเรื่องของวาทะที่ผมบอกว่า ให้เอาน้ำมันมาคนละ1ลิตร กรุงเทพฯจะเป็นทะเลเพลิงหากมี การปฏิวัติยึดอำนาจ มันเป็นเงื่อนไข แต่ความจริงทหารเป็นคนทำเป็นคนวางแผนหมด ความจริงเรามาเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ไม่ได้มีใครเตรียมมาเผาอย่างที่ให้ร้ายกล่าวหาผม

ทำไมไม่ยอมถูกจับ

ผม ไม่เหมือนเพื่อน เพื่อนยอม แต่ผมไม่ยอม คุณจับผมขึ้นฮ.ผมก็สู้ คุณยิงผมที่เอสซีปาร์คผมก็สู้ คุณมาจัดการผมที่ราชประสงค์ ผมก็บอกณัฐวุฒิว่าผมขอกำลัง2,000คนออกไปจากราชประสงค์ หลายคนก็บอกว่าไม่ได้จะเกิดการสูญเสียมาก แต่ผมว่าไม่สู้ก็สูญเสียเพราะตอนนั้นเช้าวันที่19ก็เสียชีวิตไป10กว่าศพ เราน่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง

แต่จตุพรกับณัฐวุฒิว่าเราคงต้อง ใช้กฎหมายใช้เวทีโลกจัดการกับรัฐบาล ส่วนณัฐวุฒิก็กังวลว่าจะมีคนเสียชีวิตมาก แต่ผมเชื่อว่าเขาจะฆ่าผมแน่ ผมก็เลยตัดสินใจว่า ณัฐวุฒิ-จตุพรก็สู้ในแนวทางของคุณ ผมก็ในแนวทางผม

ทั้ง คู่ก็ขึ้นไปเวทีพูดสลายนการชุมนุม ผมก็ออกจากที่ชุมนุมมาท่ามกลางเสียงกระสุนปืน จนเกิดข่าวลือว่าผมถูกจับถูกฆ่าที่นั่นที่นี่ แล้วคนก็มาบอกว่าผมเป็นฮาร์ดคอร์ ที่ผมรอดชีวิตจากการยิงขนาดนั้นไม่ใช่ผมเก่ง แต่ผมมีคนช่วยเหลือ

เล่าเหตุการณ์ที่รอดมา และเปิดเส้นทางหนียิ่วกว่าในหนัง

ความ จริงผมไม่น่ารอด ณัฐวุฒิว่าพี่ผมเสียพี่ไม่ได้นะ ผมกลัวว่าพี่เดินออกไปหากพี่ไม่รอดผมจะเสียใจ เขาพูดไปน้ำตาไหล ให้มอบตัวด้วยกัน ผมก็บอกผมยอมไม่ได้ ผมไม่ยอมจำนน ผมก็ใส่เสื้อใหม่ ใส่แว่นตา ใส่วิกผม ผมเดินไปแถวหน้าพระพรหมฯบอกท่านว่าหากผมทำผิดให้ทหารฆ่าผมให้ตาย หากผมไม่ผิดให้ผมรอดไปได้ แล้วเดินออกไปบอกคนขายเสื้อแถวนั้นให้เขาพาไป เพราะเขารู้จักพื้นที่ดี หากผมตายก็จะมีพยาน

ผมเลือกจุดหนีที่ อันตรายที่สุด เพราะที่อันตรายที่สุดย่อมเป็นที่ปบอดภัยที่สุด เพราะทหารจะได้ไม่สงสัยว่าผมจะไปตรงนั้น ตอนหลังมีข่าวว่าจับผมได้ในรถYARISสีขาวบ้าง ศาลาแดงบ้าง บนBTSบ้าง ซึ่งนั่นเป็นอริสมันต์ตัวปลอม

แต่ผมหลบออกมามีเสียงปืนดังมาก คนขายเสื้อที่มากับผมบอกผมก้าวขาไม่ออกเพราะมีการยิงปืนเสียงดังมาก ผมเลยเดินไปต่อให้เขากลับไปขายเสื้อ แต่เขาขอไปด้วยบอกว่า อย่างน้อยประวัติศาสตร์หน้านี้มีเขาอยู่ด้วย เขาชื่อสมภพจะไปส่งอัศวินของเขาให้ปลอดภัย พาไปถนนเพชรบุรีและประตูน้ำคอมเพล็กซ์ ลูกน้องผมขับมอเตอร์ไซค์มาเรียกผม"นายๆ"ผมบอกเอ็งไปก่อน เสียแผนหมด

ผม ก็ไปกับคนขายเสื้อที่ประตูน้ำคอมเพล็กซ์ นอนลงไปมองขึ้นไปเจอสไนเปอร์เป็นร้อย พอเขาหมอบลงผมก็เดินไปเจอศาลเจ้า มีทหารตำรวจมาก ลูกน้องก็เอามอเตอร์ไซค์มารับแล้วออกไป ก็ไปเจอ 2 ด่านที่มักกะสันกับรัชดาฯ แต่เหมือนมีสิ่วงศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ รถคันอื่นโดนเรียก คันผมผ่านได้ ไปถึงรัชดามีรถYARISตามมา แต่ผมนั่งนิ่งไม่เป็นพิรุธ ก็หลบไปได้

จากนั้นมีเสธ.นำรถเบ๊นซ์มารับ แล้วมีรถตู้มารับต่อ

ตอน นี้เหมือนในหนังมาก เคว้งคว้างก็หลบๆใช้วิธีการ ใช้สามัญสำนึกออกนอกประเทศได้ เดินทางรอบๆประเทศไทย และล่องเรือไปประเทศอื่นๆอีก ใช้เวลาเป็นเดือน แล้วก็มีคนไทยโครงข่ายของเราช่วย ก็ไปอยู่ในที่ปลอดภัย และจากนั้นก็ติดต่อกลับมายังมวลชนว่าผมปลอดภัย และยังยืนหยัดต่อสู้ จะปรับเปลี่ยนการต่อสู้อย่างไร มีธรรมนูญของคนเสื้อแดงอย่างไร

เผยได้พระดีช่วยคุ้มครอง

ที่ ผมหลบมาได้นั้นผมอยากกราบขอบพระคุณหลายท่าน เรื่องหนึ่งที่อยากเล่าคือ มีคนนำพระมาให้ ตอนหนึ่งผมรอดจากเอสซีปาร์คมีคนนำพระ3องค์ให้พร้อมสายสร้อยสแตนเลส แต่ผมไม่ค่อยเชื่อถือ วางพระไว้เกะกะ ก็มีวันหนึ่งก่อนเสธ.แดงโดนสังหาร พระท่านมาเข้าฝันว่าทำไมมึงไม่แขวนกูไว้ ตั้งแต่วันนั้นก็แขวนพระองค์นี้ ก็ปลอดภัยมาถึงวันนี้ ก็เลยแขวนมาตลอด

เพลงตะโกนบอกฟ้า ที่ไปที่มา



'ตะโกนบอกฟ้า'เพลงใหม่ล่าสุดโดยพี่กี้ร์-อริสมันต์

วัน ที่ เสธ.แดงเสียชีวิต ผมอยากตะโกนบอกฟ้าว่าทำไมมันไร้ความปรานี ยิงไล่ฆ่าทำไม เขาก็คน เขาก็ไทยที่ความคิดเห็นต่างกัน ถ้าหากฟ้าออกมาพูดมันจะจบ ผมเลยตะโกนบอกฟ้าว่าเห็นไหมมันไร้ความเมตตาปรานี และมีอีกหลายเพลงที่แต่งไว้ช่วงนี้

หากฟ้าขอโทษ

คน เสื้อแดงมีหัวใจที่ดีงาม ไม่ประสงค์ร้ายกับใครอยู่แล้ว อาวุธเขาคือการให้อภัย หากความสุข โอกาส สิทธิเสรีภาพกลับคืนมา พวกเขาพร้อมให้อภัย ส่วนโลกแห่งความยุติธรรมจะให้อภัยหรือเปล่า ผมไม่ทราบ

ที่ เขายัดเยียดให้ผมเป็นฮาร์ดคอร์ ผมเองไม่เคยจะทำอะไรใครเลย มีแต่โดนไล่ล่าไล่ฆ่า แต่มีคนช่วยเหลือ กับอาศัยความสามารถของตัวเอง และพระคุ้มครองหนีมาได้ เราไม่จำนนกับคนชั่ว คนที่เข่นฆ่าประชาชน

สะเทือนใจอะไรที่สุด

การ เสียชีวิตของเสธ.แดง และพี่น้องเสื้อแดงทุกคน แล้วเขาวาทกรรมฆาตกรว่า"กระชับวงล้อม,กระชับพื้นที่,ขอพื้นที่คืน"ทั้งที่ เป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนมีสิทธิ แต่กลับใช้วาทกรรมฆาตกรมาบอกว่าปิดวงล้อมเพื่อสังหารแกนนำ สังหารประชาชน คุณต้องไปแก้ตัวกับศาลว่าการขอพื้นที่คืน คุณต้องฆ่าคนเลยเหรอ

ที่ สะเทือนใจที่สุดคือคุณยิงคนในเขตอภัยทาน ในเขตวัด พยาบาลคนหนึ่งที่ผมรู้จักดีคือน้องเกด ให้คุณไปฟังเพลงตะโกนบอกฟ้าที่ผมร้องไว้"ออกจากบ้านมาแค่เพียงมือเปล่า ..."ศพที่ตายนั้นตายด้วยอาวุธสงคราม ตายเพราะทหารที่ถูกสั่งมา คนที่เสียชีวิตในวัดคุณทำได้อย่างไร

ผยทหารฝ่ายประชาธืปไตยช่วยพาออกนอกประเทศ

ทหาร ก็ไม่ได้เลวหมด วันนั้นมีทหารมารอรับผม 20 คนวันที่ผมหนีออกมาได้ ผมบอกจะกลับไปสู้ ทหารห้ามผมไว้ เขาบอกว่าอย่าเลย กลับไปสู้แล้วตายเป็นแสนก็ไม่มีทาง เพราะตายเขาก็ใส่ร้ายเป็นผู้ก่อการร้าย ให้ท่านหนีเถอะ วันหน้ายังมีโอกาสกลับมาอธิบายว่าความจริงเกิดอะไรขึ้น

ทหาร ตำรวจที่เคียงข้างเราก็บอกว่าหากท่านตายไปอีกคน จะสูญเสียกำลังใจมาก วันที่ท่านกลับมาเรายังร่วมต่อสู้กับประชาชนได้ เขาก็จับผมขึ้นรถ ส่งผมออกไป ก็ขอบคุณในน้ำใจที่เวลานาทีนั้นเขายังเลือกที่จะอยู่ข้างเรา แทนที่เขาจะกลับลำพาผมไปส่งรัฐบาลก็จะเป็นผลงานโบว์แดงของเขา

เมื่อต้องเจอสถานการณ์ตอนนี้ ครอบครัวเป็นไง

ก็ เป็นปัญหาใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่ของผม ผมมีเพลงหนึ่งคือเพลง"ปาป้า" ผมเป็นพ่อที่ปกติกลับบ้านก็หอมแก้มลูก3คน ตอนนี้ผมไม่ได้ทำหน้าที่นั้น ไม่กล้าติดต่อไป เพราะกลัวเจอดักฟัง 2เดือนแรกเขายังไม่รู้ผมไปไหนก็ไปแจ้งความว่าผมหายตัวไป แต่ต่อมาก็รู้

ผม อยู่กับครอบครัวมา10กว่าปีไม่เคยห่างกัน ก็กังวลเป็นห่วงลูกๆ แต่ภรรยาผมเป็นคนเข้มแข็งก็คงจัดการปัญหาต่างๆได้ดี แต่ผมก็ยังไม่บอกว่าผมอยู่ไหน เพราะก็อยู่ไม่เป็นที่อยู่แล้ว

ผมก็ ไม่เคยคิดว่าจะเจอแบบนี้ ไม่คิดว่าเขาจะเข่นฆ่าประชาชน แล้วเขาก็กล้าก้าวข้ามกองเลือดประชาชนเป็นนายกฯได้ ทั้งที่ควรรู้ว่าถึงมีตำแหน่งแต่ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน

ตอนนี้เป็นยุคมืดมนของประเทศ และไม่รู้เมื่อไหร่จะสว่าง แต่เมื่อสว่างก็จะเห็นปฏิกูลที่คนเหล่านี้ทำไว้ และวันนั้นก็ใกล้จะมาถึงแล้ว

แรมโบ้อีสานเป็นไงบ้าง

แรม โบ้ยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัย แต่คนอื่นๆผมก็ไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นไงบ้าง แต่ผมก็แจ้งไปว่าผมสบายดี และพยายามติดต่อทุกคน และผมยังยึดมั่นอุดมการณ์ เพราะเราไม่ได้ผิด แต่จะไปสู้ตอนนี้ก็คงไม่ไปขึ้นศาล เพราะเขาคุมไว้หมดแล้ว ให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เราจะกลับไปต่อสู้ เราไม่ใช่คนผิด หรือคิดล้มสถาบัน เราเพียงต้องการประชาธิปไตย

ที่มี การสร้างภาพว่า รัฐบาลถูกกดดันลงมาให้สั่งฆ่าประชาชน แต่ผมว่าปัญหาอยู่ที่คุณเอง หากคุณยุบสภามันก็ไม่เกิดปัญหาตามมา ไม่มีการเข่นฆ่าประชาชน

ท้ายที่ สุดคุณแรมโบ้ก็ฝากมาว่า เราคงต้องรักษาตัวให้รอด ให้หลบเลี่ยงการพบปะกัน เพราะเขายังไม่ปลอดภัยนัก เพราะเข้าไปประเทศหนึ่ง รัฐบาลประเทศนั้นก็บอกว่าไม่ปลอดภัย ให้หลบไปประเทศอื่นก่อน สรุปว่าเรายังเดินสายหนีการไบ่ล่าอยู่

รัฐบาลต้องหยุดการไล่ล่า ปล่อยคนที่ติดคุกออกมา

สถานการณ์ที่ยังมีเหตุระเบิดในกรุงเทพฯเวลานี้

อภิสิทธิ์ ก็ไปโยนผิดให้เสธ.แดงว่าทำ แล้วทำไมวันนี้ไม่มีเสธ.แดง ทำไมยังเกิดระเบิด มันเป็นเรื่องคนไม่พอใจในกองทัพ ความขัดแย้งในกองทัพ หรือรัฐบาลอาจสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองก็ได้

เขาใช้หลักการ 8 M คือ

*M-manใช้คนมาจัดการกับเรา กับแกนนำ
*M-material ใช้อาวุธใช้ระเบิด
*M-moneyไปซื้อข้อมูลข่าวสาร ให้มืออาชีพมาป้ายสี
*M-marketing ใช้การตลาดว่าเราเป็นคนเลวเป็นผู้ก่อการร้าย
*M-methodology จัดการกับเราอย่างมีแบบแผน
*M-monitor คอยเฝ้าสังเกตติดตาม
*M-mature ใช้องค์กรอิสระ องค์กรรัฐ องค์กรข่าวกรอง หน่วยรบพิเศษ
*M-management คอยจัดการทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นต้น


แต่ มันสมศักดิ์ศรีที่ไหนหละ เอามาจัดการกับนักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย ผมจะเอาอะไรไปสู้ได้ เพราะที่ผมสู้คือความไม่เป็นประชาธิปไตย สู้กับนักการเมืองอย่างอภิสิทธิ์ แต่ตอนนี้ทหาร ตำรวจ องค์กรอิสระต่างๆเป็นเครื่องมือทรราชย์เข่นฆ่าประชาชน ซักวันหนึ่งเรื่องนี้ต้องไปขึ้นศาลโลก

อนาคตจะลงเลือกตั้งไหม

อนาคต ก็จะไปเลือกตั้งครับ หากบ้านเมืองไม่ปลอดภัยก็จะหาเสียงจากต่างประเทศ และเมื่อเราได้เป็นรัฐบาล เราจะไม่ลืมวีรชน ไม่ลืมญาติวีรชน ไม่ลืมคนที่สูญหาย คนที่บาดเจ็บ ต้องเยียวยา จะ5ล้าน10ล้านบาทก็ต้องหาให้ เรื่องนี้ต้องกำหนดเป็นนโยบาย รวมไปถึงธรรมนูญ 10 ข้อของคนเสื้อแดง

รวม ทั้งต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ทุกวันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยหลายอย่าง รวมทั้งการให้อิสระส.ส.ไปเลือกคนที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคของตนเองเป็นนายกฯ ถือว่าผิดหลักการ ทำให้ฟอนเฟะ ไม่มีระบบพรรค ทรยศประชาชนที่เลือกมา เพราะประชาชนเลือกมาในนามพรรคของคุณ

เราจะนำนโยบายนี้ไปเสนอพรรคการ เมือง หากพรรคใดยอมรับ คนเสื้อแดงก็พร้อมให้การสนับสนุน หากเกิดการรัฐประหารขึ้นมา คนเสื้อแดงมีความชอบธรรมจะนำอาวุธออกมาต่อสู้ และถ้าวันนั้นประชาชนชนะ สถาบันทหารจะเสียหายมาก และเราจะสอนวิชาการเมือง วิชาประชาธิปไตย วิชามนุษยธรรมเมาตตาธรรมให้ทหาร เพราะทหารไม่ใช่สัตว์ ต้องมีเมตตาธรรม คิดถึงใจคนอื่นว่าเป็นคนเหมือนกัน

ผมอยากฝากว่า ครั้งนี้เราน้อยใจในความเป็นคนไทยน้อยที่สุด เราจะภูมิใจได้อย่างไรในเมื่อรัฐบาลไล่ฆ่าเรา รัฐบาลต้องคิดให้ได้

การเดินสายปรองดองของเสธ.หนั่นเห็นว่าไง

คุณ ก็มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการเข่นฆ่าประชาชน แล้วคุณมาเรียกร้องปรองดอง มันก็คงยากที่จะปรองดองกันได้ เพราะกฎหมายนิรโทษกรรมก็ไม่ได้ส่อเจตนาว่าจะแก้ไขปัญหา เช่น ให้นิรโทษกรรมกับผู้เข้าร่วมชุมนุมที่ไม่ได้ขึ้นเวที หรืออยู่ต่างจังหวัด แต่ไม่นิรโทษกรรมให้คนที่โดนข้อหาก่อการร้าย และล้มเจ้า

คุณกล่าวหา เราโดยไม่มีหลักฐาน จับแกนนำเราไปขังไว้80กว่าวัน ไล่ล่าผม แล้วแบบนี้จะปรองดองกันยังไง แต่หากจะเอาอย่างนั้นแล้วสามารถกลับสู่สภาวะปกติผมก็ยอมได้ แต่มันไม่เกิดการปรองดองจริง ไม่มีอะไรดีขึ้น

ปรองดองแล้วรัฐบาลจะ คืนประชาธิปไตยให้ประชาชนไหม คนที่เสียชีวิต ที่บาดเจ็บคุณจะเยียวยาอย่างไร คนที่บริสุทธิ์แต่ถูกจับกุมคุมขัง คนที่ถูกไล่ล่า เสียโอกาสในชีวิต ใครรับผิดชอบ

การปรองดองไม่ใช่แค่คำพูด แต่อยู่ที่การกระทำ หากจะปรองดองต้อง

1.หยุดไล่ล่า
2.หยุดองค์กรอิสระ ทหาร ตำรวจ คุกคามประชาชน
3.จากนั้นกำหนดว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และกลับไปเรื่องธรรมนูญ 10 ข้อที่ผมว่าไปแล้ว
4.ส่วน การสังหารประชาชน ต้องไปถามญาติวีรชนว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาอยากให้เป็นแบบไหน หากเขาเห็นว่าคุณปรองดองจริงๆ เขาอาจมีความเมตตาคุณก็ได้ เสธ.หนั่นคงต้องไปถามเจ้าทุกข์ตัวจริงเหล่านั้น ไม่ใช่ถามแค่นักการเมือง


มีกระแสข่าวว่าแม่ยกของรัฐบาลทำไมจะเอาชีวิตอริสมันต์

เรา ก็อย่าไปปักใจเชื่ออย่างนั้น รัฐบาลอาจสร้างเรื่องให้คนเชื่อไปทางนั้นเพื่อหาเหตุปราบปรามประชาชน ผมไม่เชื่อ เพราะทำไปแบบนั้นจะได้อะไร มีการกล่าวหากระทั่งว่า ผมจัดตั้งกองกำลัง ทั้งที่ผมกำลังจัดตั้งDD CLUBหรือDemocracy Development Club เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารรณรงค์ประชาธิปไตย ซึ่งผมมีแฟนคลับตรงนี้600,000คน ก็มาหาว่าผมจะไปตั้งกองกำลัง

ผมจะไป ตั้งทำไม ไม่ได้อะไร ได้แค่ความมัน และหากฆ่าผมตายก็ไม่ได้อะไร พี่น้องเสื้อแดงเขาก็สู้เขาต่อไป เพราะเขาไม่ได้ผูกติดกับผม หรือกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อซักหน่อย

ถ้าแม่ยกคนนั้นต้องการชีวิตผมจริงๆ ขอให้กล้าพูดออกมา ขอชีวิตผมมา ผมจะตายให้เขา แต่เขาต้องพูดต่อพี่น้องประชาชน แต่ตราบที่ไม่กล้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นศพผม ผมอาจจะได้เห็นศพแม่ยกก่อน


เมื่อไหร่จะกลับเมืองไทย

วันนี้ ผมก็ไม่ได้อยู่ไหน อยู่ในประเทศไทยนี่เอง ใกล้กรุงเทพฯด้วย บางทีก็เข้ากรุงเทพฯ ตำรวจก็เห็นแต่เขาไม่จับ บอกว่าให้ออกไปก่อน ยังไม่สงบ ผมไปเชียงใหม่เขาก็บอกว่าให้หลบไปทางอื่นก่อน ผมก็เดินทางเข้าออกประเทศสบายๆ

มีเงื่อนไขจะเปิดเผยตัวกับสาธารณชนยังไง

1.อภิสิทธิ์ยุบสภา 2.นำธรรมนูญเสื้อแดง10ข้อไปปฏิบัติ

รูปธรรม ก็เช่น สอบสวนการกระทำของเสื้อแดงกับรัฐบาลคนละชุด ให้เวลา 6 เดือน หากสรุปว่าคนเสื้อแดงไม่มีความผิดก็ต้องปลดปล่อยนักโทษ เยียวยา หากผิดก็ขึ้นศาลยุติธรรม และหากสอบสวนว่ารัฐบาลผิดไม่ผิดก็นำขึ้นศาลว่ากันไปเต็มที่

คณะกรรมการนี้ต้องเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซง มีการเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนตัดสิน

หาก คณะกรรมการชี้ไปทางไหนก็ว่าไปตามนั้น ให้คณะกรรมการ 2 ชุดสอบสวนชี้มูล ไม่ใช่พูดปรองดองแต่พวกผมยังถูกขังคุก ถูกตามไล่ล่าอย่างตอนนี้ มันจะปรองดองได้อย่างไร

ที่สำคัญสถาบันกษัตริย์ของเราตอนนี้มีคนนำมา เป็นเครื่องมือการเมือง ทำร้ายคนอื่นๆหาว่าคนนั้นคนนี้หมิ่น จะล้มล้าง ผมถามว่ามันเพียงพอหรือยัง น่าจะเหนื่อยกันมากพอแล้ว เราก็รู้ตื้นลึกหนาบางมาก แต่ตอนนี้ออกอากาศผมก็ขอพูดแค่นี้

จะจับอาวุธต่อสู้เหมือนที่เขากล่าวหาไหม

ใน การเคลื่อนไหวของเรานั้น เราจะทำให้เห็นว่าเสื้อแดงเรายังเคลื่อนไหวได้อยู่ แม้คุณจะมีคณะกรรมการระเบิดแห่งชาติ ห้ามไม่ให้คนไปเขียนอะไรในห้องน้ำตามปั๊มน้ำมัน มันก็คงทำอะไรไปห้ามกันไม่ได้ เพราะมันแนวทางการต่อสู้แนวทางหนึ่ง เรายังต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าเราต้องไปต่อสู้เพื่อเอาชีวิตใคร แต่จะให้ผมไปรบทัพจับศึก ผมคงทำไม่ได้ เราไม่มีทุนรอนจะทำอย่างนั้น

แต่ผมขอบอกถึงทหารว่าคุณ ต้องเข้าใจประชาธิปไตย ไม่ใช่เขาสั่งให้ฆ่าประชาชนก็ทำ เพราะตอนนี้ไม่ใช่ภาวะสงคราม เป็นสภาวะประชาธิปไตย เขาตะโกนเรียกร้องยุบสภา คุณไปฆ่าเขา คุณยังเป็นึคนอยู่หรือเปล่า

ผมจะพามวลชน สู้ในแบบของเรา อาจมีตำรวจทหารที่มีอยู่นี่แหละเป็นกองกำลังคุ้มกัน และเมื่อถึงเวลาสุกงอมเราอาจได้เห็นทหารประชาธิปไตยจับปืนสู้กับทหารอำมาตย์ หากทหารฝ่ายประชาธืปไตยเพลี่ยงพล้ำ พี่น้องก็มีสิทธิชอบธรรมที่จะหนุนช่วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่หากเกิดขึ้นก็คงจะรุนแรง


ท้าย นี้ทุกกำลังใจ ทุกความปรารถนาดี ผมพูดจากหัวใจว่าผมอบอุ่น แม้ผมต้องสูญเสียเงินทองทรัพย์สินที่ผมมีมา ต้องพลัดลูกพลัดเมีย แต่ผมมีเสิ่งชดเชย ผมจะมีความสุข มีความภาคภูมิใจ หากสามารถร่วมมือกับพี่น้องนำประชาธิปไตยมาสู่แผ่นดินไทยได้ตลอดกาล

(ปิดท้าย คุณอริสมันต์ได้ร้องเพลง ตะโกนบอกฟ้า ปิดท้ายรายการ)

บทเรียนจากเหตุการณ์6ตุลาซึ่งสังคมไทยไม่ยอมรับรู้

ที่มา Thai E-News



หมายเหตุไทยอีนิวส์:ถอด ความจาก ปาฐกถา"บทเรียนจากเหตุการณ์ 6 ตุลาซึ่งสังคมไทยไม่ยอมรับรู้" ในพิธีเปิดประติมานุสรณ์ 6ตุลา โดย ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 6 ตุลาคม 2543 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว


ผมมี 2 ประเด็นใหญ่ที่จะขอกล่าวในวันนี้

ประการแรก บทเรียนจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งดูเหมือนว่าสังคมไทยไม่ยอมเรียนรู้

ประการที่สอง ขอกล่าวอีกสักครั้งถึงสังคมไทยจัดการอย่างไรกับประวัติศาสตร์บาดแผล

1. บทเรียนทางประวัติศาสตร์

คง มีบทเรียนมากมายที่เราน่าจะได้คิดได้เรียนรู้ แต่ในวันนี้ผมขอเน้นเพียงประการเดียว ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโศกนาฏกรรมเมื่อปี 2519 และเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่จะมีส่วนผลักดันหรือถ่วงรั้งอนาคตของเรา

บท เรียนสำคัญที่จะกล่าวถึงนี้ ยังเรียนรู้กันไม่พอ รัฐ กลไกรัฐ ผู้ครองอำนาจ และคนไทยจำนวนมากมหาศาล ไม่ยอมตระหนักเรียนรู้อย่างจริงจัง จนเกิดความรุนแรงเมื่อพฤษภาคม 2535 อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังใส่ใจเรื่องนี้น้อยเหลือเกิน

นั่นคือ สังคมไทยไม่เปิดพื้นที่ให้แก่ความแตกต่างขัดแย้งกับรัฐ (ไม่ใช่รัฐบาล) รวมถึงความคิดอุดมคติที่แหวกกรอบ นอกคอก ผิดแผกจากขนบความเชื่อทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขัดแย้งกับรัฐและสถาบันหลักของสังคมไทย

เราไม่รู้จักจัดการกับความขัดแย้งกับรัฐ อันเกิดจากความคิดที่แตกต่างและความคิดนอกคอก และพวกนอกคอก

เรา ไม่ตระหนักว่า ความคิดที่แตกต่างขัดแย้งกับรัฐจนถึงนอกคอก เป็นทรัพยากรอันมีคุณค่า อาจจะไม่ใช่สำหรับปัจจุบัน แต่สำหรับอนาคตของสังคมไทย

อุปสรรคต่อการเปิดใจให้กว้างในระดับรากฐานของสังคมวัฒนธรรมไทย มีอยู่ 2 ประการที่จะเน้นในที่นี้

อุปสรรค ประการแรก เรายึดมั่นถือมั่นในความสามัคคีอย่างผิดๆ และเกินขอบเขต เราพอใจกับการคิดเหมือนๆ กันไปหมดในเรื่องสำคัญ ตั้งแต่ในโรงเรียนประถมจนถึงรัฐสภา อ้างความสามัคคีจนพร่ำเพรื่อ เพื่อกำราบกดปราบความคิดที่แตกต่าง ผลักไสความคิดแหวกแนวสร้างสรรค์ ให้กลายเป็นความคิดนอกคอก

นี่เป็นความสามัคคีอย่างหยาบๆ ไม่ซับซ้อน จึงต้องใช้กำลังอำนาจอย่างดิบ ไม่ซับซ้อนในการควบคุมกล่อมเกลาให้ผู้คนอยู่ในกรอบความคิดตามมาตรฐานที่รัฐ ต้องการ

นี่คือความสามัคคีอย่างตื้นเขิน ที่อาจใช้ได้กับสังคมหุ่นยนต์ หรือครอบครัวเล็กๆ ที่มีพ่อบ้านรู้ดี เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

แต่สำหรับสังคมที่ใหญ่โตซับซ้อน นี่คือ ทรราชในนามของความสามัคคี

อุปสรรค ประการที่สอง ต่อการเปิดใจกว้างในระดับรากฐานของสังคมวัฒนธรรมไทย คือ การยึดมั่นถือมั่นในประโยชน์ของชาติอย่างผิดๆ และเกินขอบเขต

ผล ประโยชน์ของชาติ ส่วนรวม และเสียงข้างมาก กลายเป็นความชอบธรรมสูงสุด อำนาจรัฐราชการ และนักการเมืองอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชาติ ส่วนรวม และเสียงข้างมาก เพื่อใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทำร้ายผู้ที่เห็นผลประโยชน์ของชาติต่างออกไป ทำร้ายเสียงข้างน้อย ปฏิเสธสิทธิของเสียงข้างน้อย

เราจึงมีคนในชาติจำนวนมหาศาล ที่ตกเป็นเหยื่อของผลประโยชน์แห่งชาติ

ใน เมื่อประชาชนทุกคน เป็นเสียงข้างน้อยในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ ประชาชนจึงมีโอกาสเสมอภาคกันที่จะกลายเป็นเหยื่อของการกระทำ “เพื่อส่วนรวม”

ตัวอย่าง : เสียงส่วนใหญ่ในหมู่บ้านที่พ่อตาผมอยู่ คัดค้าน กทม. ที่จะทำถนนข้ามคลอง อันจะทำลายความสงบร่มรื่นของบ้านแถนนั้น กทม.บอกว่าเพื่อส่วนรวม

และที่เรารู้กันดี ชาวบ้านแม่มูนไม่เอาเขื่อนไฟฟ้า แต่ขอลำน้ำ พันธุ์ปลา และชีวิตปกติ รัฐบาลทุกชุดบอกว่าเพื่อส่วนรวมต้องสร้างเขื่อน

โครงการ รัฐที่ไม่เคยให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ มักอ้างผลประโยชน์ของชาติและส่วนรวม กำราบปิดปากผู้คัดค้านซึ่ง (แหงๆ ) ไม่ใช่ประชากรส่วนข้างมากของประเทศ ทั้งๆ ที่ “ส่วนรวม” และ “ชาติ” ที่อ้างกันนั้น หาตัวตนไม่ได้ เป็นแค่การอ้างอำนาจชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยแบบผิดๆ

เพราะประชาธิปไตย ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เสียงข้างมากบดขยี้ทำร้ายและทำลายเสียงข้างน้อย

ผลประโยชน์ของชาติหรือส่วนรวม ไม่ใช่อำนาจชอบธรรมที่จะทำลายวิถีชีวิตของประชาชนที่เหลือวิถีชีวิตที่ต่างไปจากที่รัฐบงการ

ประชาธิปไตยแบบไทยๆ กลายเป็นระบอบและกระบวนการที่รัฐใช้อำนาจบาตรใหญ่ ในนามของส่วนรวมและผลประโยชน์ของชาติ

ในแง่นี้ การเมืองไทยยังไม่ก้าวพ้นจากยุคสฤษดิ์มาสักเท่าไรเลย

เพราะว่านี่คือทรราช ในนามผลประโยชน์ของชาติ

ความ คิดและวาทกรรมว่าด้วยความสามัคคีและผลประโยชน์ของชาติ เอื้ออำนวยการใช้อำนาจในทางที่ผิดเพื่อกำราบปราบปรามความคิดที่แตกต่างขัด แย้งกับรัฐ เพื่อผลักไสอุดมคติความคิดแหวกแนวให้กลายเป็นพวกนอกคอก อันตราย

เราไม่ควรหยุดอยู่แค่การยอมรับความแตกต่างความนอกคอก

เราควรตระหนักยิ่งไปกว่านั้นว่า ความแตกต่างจนถึงความนอกคอกคือทรัพยากรอันมีค่าต่อการเปลี่ยนแปลง

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะ ความคิดที่แตกต่าง จนถึงแหวกแนวนอกคอก ล้วนเป็นฐานทางภูมิปัญญา ฐานความรู้ วัฒนธรรมที่สังคมสามารถเลือกใช้ในภาวะต่างๆ กันท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ความคิดที่แตกต่าง มักช่วยให้เห็นข้อบกพร่องขีดจำกัดของความคิดกระแสหลัก

บ่อยครั้ง ความคิดแตกต่างและแหวกแนวเกิดจากมุมมองที่มาพร้อมกับกระแสใหม่ๆ พลังเศรษฐกิจสังคมใหม่ๆ

ความ แตกต่างแหวกแนว จึงเป็นคลังภูมิปัญญาแก่สังคมจนถึงกับเป็นทางเลือกต่างๆ นานา เมื่อกระแสหลักไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

การกำจัดและจำกัดความคิดที่แตกต่าง จึงเป็นการปิดหูปิดตาตัวเอง ปิดทางเลือกสำหรับอนาคต

ดัง นั้น นอกจากจะยอมรับความแตกต่างและนอกคอกแล้ว การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้ที่คิดแตกต่าง และพวกแหวกแนวนอกคอก จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เป็นพลังทางสังคมท่ามกลางอิทธิพลใหม่ ๆ

ยิ่ง ไปกว่านั้น การปะทะทางความคิด ยังจะช่วยให้สังคมเติบโต มีวุฒิภาวะทางปัญญา รู้จักวิจารณ์ เลือก รับ ลอก ปอก ทิ้ง อิทธิพลใหม่ๆ จากภายในและภายนอก “วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์” คือ ภูมิคุ้มกันที่จำเป็นสำหรับการเผชิญอิทธิพลภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้

สังคม ใดที่ทำให้ผู้คนคิดไปในทางเดียวกันจนเกินไป สามัคคีอย่างตื้นเขิน เปรียบเสมือนปลูกพืชพันธุ์เดียวในพื้นที่มหึมาซึ่งอาจให้ผลพวงมหาศาลในชั่ว ระยะสั้น แต่ยากที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน และอาจพินาศราบเรียบ เมื่อเผชิญแมลงหรือโรคภัยใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จัก

เมื่อ 4 ปี ก่อนในงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลา เราย้ำกันว่า ใครจะเป็นสังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร เป็นอดีตที่เราไม่จำเป็นต้องปิดบัง แต่กลับควรดีใจที่เราเกิดมาจริงจัง ไม่งอมือ ไม่เสียชาติเกิด

วันนี้ ผมอยากจะขอย้ำไปอีกขั้นว่า เราต้องเปิดโอกาสแก่ความคิดอันหลากหลาย ให้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมโดยสันติ

ใครจะยังคงเป็นสังคมนิยม เป็นคอมมิวนิสต์ ก็ไม่เห็นจะเป็นไร

รัฐไม่มีสิทธิทำร้าย ทำลายพวกเขา หากเห็นแก่อนาคตของสังคมไทย

ใน เมื่อความแตกต่างเป็นสิ่งจำเป็น เราจึงต้องรู้จักจัดการกับความขัดแย้งอันเกิดจากความแตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งกับรัฐ

ขอย้ำว่าความสามัคคีจะต้องไม่หมายถึง ความไม่ขัดแย้งกัน

ความสามัคคี ควรจะหมายถึงภาวะที่ความขัดแย้งปะทะความคิดกันอย่างสันติ ไม่มีการทำร้าย และทำลายความแตกต่าง

ไม่มีการฆ่า จำกัด ในนามของความสามัคคี หรือผลประโยชน์ของชาติ

การจัดการกับความขัดแย้งกับรัฐ หมายถึง

วิธี การ เทคนิค การต่อรอง ประนีประนอม กระบวนการเจรจาหาข้อยุติ นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย และสังคมไทยยังขาดกลไกเหล่านี้อย่างยิ่ง ปล่อยให้ชาวบ้านรออยู่หน้าทำเนียบมา 2-3 เดือนแล้วตีชาวบ้าน แล้วยังกล่าวหาซ้ำว่าพวกเขาไม่ใช่คนไทย เป็นคนอื่น หรือทำให้ประชาพิจารณ์เป็นแค่ประชาสัมพันธ์ แต่นี่กลับยังเป็นการจัดการในระดับเทคนิค

ที่สำคัญอย่างยิ่งในเบื้องต้น คือวัฒนธรรมทางการเมือง ที่รัฐยอมรับฟังตอบสนอง และให้มีส่วนร่วม

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่เจ้าของความชอบธรรมแต่ผู้เดียว รัฐและรัฐบาลทำพลาดตัดสินใจผิดเสมอๆ เป็นสิ่งปกติ

รัฐ จึงจำต้องรับฟัง ตอบสนอง และให้ความคิดที่แตกต่าง ประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกับรัฐ มีส่วนร่วมในวันตัดสินใจทางการเมือง ระบบการเมืองของสังคมไทยต้องการอำนาจรัฐที่กระจายกว่านี้ เล็กกว่านี้ อำนาจน้อยกว่านี้ เปิดพื้นที่ให้แก่ความแตกต่างหลากหลาย มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองง่ายกว่านี้

ภาวะเช่น นี้ รัฐจึงจะตอบสนองความคิดแตกต่างหลากหลายดีกว่านี้ และจึงจะลดโอกาสที่จะเกิดการทำร้ายและทำลายพวกคิดแตกต่างขัดแย้งกับรัฐ และพวกนอกคอกทั้งหลาย


2. ว่าด้วยประวัติศาสตร์บาดแผล

การ จัดการกับความแตกต่างหลากหลายอย่างผิดๆ ประการหนึ่งที่เกี่ยวพันกับกรณี 6 ตุลา คือ การจัดการกับประวัติศาสตร์อย่างผิดๆ คับแคบ และไม่คิดถึงประโยชน์ต่อลูกหลาน

สังคมไทยมีวิธีจัดการกับอดีตที่ไม่อยากจดจำ หรือจำไม่ลง กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ 2 วิธี

ประการแรก ปฏิเสธมันเสีย ทำเป็นว่าอาจารย์ปรีดี ไม่มีตัวตน ไม่มีคุณค่าความหมายใดๆ มากว่า 50-60 ปี

ทำเป็นว่าไม่มีอาชญากรรมของรัฐ เมื่อ 6 ตุลา 2519

เรา มาวันนี้ เพื่อจารึกความทรงจำต่อการฆาตกรรมหมู่ดังกล่าว ผมขออภัยที่จะกล่าวว่ามีประวัติศาสตร์บาดแผลอีกหลายกรณีที่ถูกลืมเลือนเสีย ยิ่งกว่า 6 ตุลาเสียอีก

6 ตุลา เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับช่างไฟฟ้า 2 คนถูกแขวนคอ เราไม่ค่อยนึกกันแล้วว่าเขาคือใคร ครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้นกับเขา

6 ตุลา เป็นการปิดฉากการเคลื่อนไหวสังคมนิยมในเมืองครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย แต่การปราบปรามกระแสสังคมนิยม มีมาก่อน 6 ตุลา เราไม่ค่อยนึกถึงอาจารย์บุญสนอง บุณโยทยาน กัน อีกแล้ว จนป่านนี้ไม่มีใครรู้ชัดว่าใครทำ หรือแค่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก็ยังไม่ชัด เราเคยฉุกใจคิดไหมว่าอาจารย์ทัศนีย์ ภรรยาของอาจารย์บุญสนอง ยากลำบากขนาดไหนกับการประคับประคองครอบครัว 25 ปีที่ผ่านมา

อยากทราบ ลองไปค้นหาดูเอาสิครับ

แต่ อาจารย์บุญสนองเป็นแค่ 1 ในบรรดาผู้นำขบวนการกรรมกร ชาวไร่ชาวนา ผู้นำนักศึกษา ที่ถูกปลิดชีวิตไปทีละคนๆ รวมหลายสิบหรือกว่าร้อยคน พวกเขาทุกคนมีครอบครัว มีพ่อแม่-เมียผัว-พี่น้อง-ลูกหลาน ซึ่งไม่เคยได้คำตอบเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่เขารัก

สังคมไทยไม่จดจำ ไม่สนใจหาคำตอบ ไม่สอบสวน ไม่หาความยุติธรรม

คุณเคยคิดไหมว่าในระยะเดียวกันนั้น มีการสังหารหมู่ที่ตกอยู่ในความเงียบสนิทเสียยิ่งกว่า 6 ตุลา?

เชื่อ กันว่าการสังหารหมู่คราวนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องการเมือง จะใช่หรือไม่ก็ตาม การที่อำนาจรัฐสังหารประชาชนตายไปกว่า 70 กว่าคนกลางเมืองหลวง ไม่ใช่เรื่องที่เราควรปล่อยลืมไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“กรณีจลาจลพลับพลาไชย” ถูกผลักไสออกไปนอกความทรงจำของเรา เพียงเพราะว่ากันว่าเป็นการก่อความวุ่นวายของแก๊งอั้งยี่ชาวจีน

ณ พ.ศ.2543 คุณยังเชื่ออย่างนั้นอยู่หรือ?

ในนามของส่วนรวม ความภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติเราไม่อยากเผชิญความจริงว่ามีเรื่องเหล่านี้อยู่

เรา รักษาประวัติศาสตร์ของชาติให้ดูสวยงามน่าภูมิใจอยู่ได้ด้วยการผลักใสประวัติ ศาสตร์บาดแผลทั้งหลาย ให้กลายเป็น “เรื่องเก่า ๆ ที่ไม่รู้จะขุดขึ้นมาหาเรื่องกันทำไม”

“ประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิ ใจของชาติ” คือยากล่อมประสาทสำรับใหญ่ที่ชวนให้เราหลงใหลกับตัวตนอันสวยหรู ประวัติศาสตร์แบบด้านเดียวคือ อวิชชาที่ทำให้เรายึดมั่นกันหนักเข้า ถือมั่นกันให้แน่นเข้าไปอีก ยิ่งนานก็ยิ่งหลงลืม ไม่รู้จักตัวคน

ลอง นึกดูว่า ถ้าหากจู่ๆ คนที่คุณรักเป็นลูก เมียผัว พี่น้อง ของคุณดับสูญไปเฉยๆ อย่างอธิบายไม่ได้ ตำรวจไม่สอบสวนคนร้ายไม่เคยถูกลงโทษ ไม่เคยมีคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แถมกลไกรัฐยังโฆษณาว่า เขาเป็นพวกหนักแผ่นดิน เสียชาติเกิด เป็นอั้งยี่กุมารจีน

24-25-26 ปีผ่านไป และอาจตลอดกาลนาน คุณต้องเฝ้าบอกตัวเองทุกวันทุกคืนว่า คนที่คุณรักไม่ใช่คนเลวอย่างที่ถูกกล่าวหา


เก็บความทรงจำนั้นไว้กับตัวเอง ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเปิดเผยให้คนอื่นรู้

ถ้าหากสักวันหนึ่ง สาธารณชนยอมรับและบอกคุณว่า ใช่-คนที่คุณรักเป็นคนดี และเราจะช่วยกันหาความกระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้น

วันนั้นจะเป็นวันที่งดงามที่สุดในชีวิตของคุณ

นี่จึงไม่ใช่เรื่องการแก้แค้น ความสะใจไม่ช่วยสะสางบาดแผล

ความ อิ่มเอมใจที่รู้ว่าคนที่เรารัก เป็นที่ยอมรับจดจำของผู้คนอย่างถูกต้อง หลุดออกจากเงาของความเงียบ ความภูมิใจที่เราสามารถเล่าเรื่องของเขาในแบบที่เรารู้จัก ให้คนอื่นได้ฟังอย่างเปิดเผย ไม่ต้องเก็บซ่อน ลังเล อิหลักอิเหลื่อ ได้แขวนรูปของเขาไว้ในที่โอ่อ่าเปิดเผย เพื่อให้คนถาม แล้วเราจะได้เล่าเรื่องของเขาอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่ต่างหากคือความยุติธรรมที่พึงปรารถนา

ในความเห็นของผม นี้คือภารกิจ ความมุ่งหมายของการชำระสะสางประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกลืมเหล่านั้น ทุกกรณี

การปฏิเสธอดีตที่ไม่น่าพิสมัย คือการหลอกตัวเอง

ถ้าคนรุ่นหลังไม่ไยดีกับกรณี 6 ตุลา ก็เพราะคนรุ่นก่อนปลูกฝังวัฒนธรรมปิดหูปิดตาตัวเอง แล้วส่งทอดไปยังลูกหลาน

วิธีจัดการประวัติศาสตร์บาดแผลประการที่สอง คือ แปลงความหมายของอดีตนั้น ให้กลายเป็นแบบที่พอจะกล้อมแกล้มกลืนได้ลงคอ

จริงอยู่ อดีตมีหลายความหมายหลายคุณค่า ตามแต่มุมมองของคนร่วมสมัย และมุมมองย้อนหลังจากปัจจุบัน

นี่คือ ภาวะปกติของมนุษย์

ดังนั้น จึงเปิดโอกาสให้แก่การแปลและแปรความหมายของอดีตให้สอดคล้องกับความต้องการจดจำของปัจจุบัน

ขบวน การนักศึกษาช่วง 6 ตุลา คือกลุ่มคนที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นฝ่ายซ้าย ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างถึงราก จำนวนมากตระหนักดีว่า ตนต้องการสังคมนิยม (ไม่ว่าเขาจะเข้าใจมันอย่างไร ถูกหรือผิดก็ตามที) จำนวนไม่น้อยสนใจ พอใจและนิยมคอมมิวนิสต์ ทั้งในฐานะความคิดและที่มาในรูปของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

ไม่ว่าความคิดของเขาจะถูกหรือผิด เมื่อมองจากวันนั้นหรือวันนี้ ความคิดของพวกเขาไม่ใช่เรื่องน่าเกลียดน่ากลัว

พวกเขา-พวกเรา-ไม่ใช่ศัตรูประชาชน

ฝ่ายซ้าย ชาวสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ มีตัวตนในสังคมไทย จะถูกผิด ดีเลว จะชอบหรือเกลียดฝ่ายซ้ายก็ตามที

เราไม่มีสิทธิ์และไม่ควรปฏิเสธอดีตของฝ่ายซ้าย

ผู้คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยวันนั้นและวันนี้ มิได้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ตามมาตรฐานที่รัฐและสังคมไทยตีกรอบไว้อย่างน่าอึดอัด

แล้ว ไง? จับเขาแล้ว ฆ่าเขาแล้ว เราจะปฏิเสธหรือทำเป็นว่าคนเหล่านั้นคิดเหมือนคนอื่นๆ ที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ตามแบบที่รัฐบงการงั้นหรือ?

เราไม่ยอมให้เขามีอดีต อย่างที่เขาปรารถนาจะเป็นอีกงั้นหรือ?

24 ปีผ่านไป ณ สถานที่เดียวกับที่เขาจากไป ผมคิดว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นใดทั้งสิ้น นอกจากเคารพในเกียรติ และชื่นชมกับความคิดอุดมคติ ตัวตนที่เขาเป็น ไม่ว่าเขาจะเป็นนักศีลธรรม นักสู้ที่รังเกียจความอยุติธรรม เป็นอนาธิปัตย์ที่ไม่ชอบอำนาจรัฐทุกชนิด เป็นซ้ายสำนักไหน เป็นสังคมนิยมค่ายใด หรือเป็นผู้นิยมพรรคคอมมิวนิสต์ก็ตาม

24 ปีผ่านไปแล้ว ณ ธรรมศาสตร์ที่เดิมแห่งนี้ ไม่มีที่ไหนจะเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว ที่พวกเราทุกคนที่มีส่วนทำให้อนุสรณ์ 6 ตุลาเกิดขึ้น จะเดินหน้าเป็นธงนำให้แก่สังคมไทยอีกครั้ง

คราวนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่ความทรงจำอันหลากหลาย ซึ่งรวมถึงให้เกียรติแก่ฝ่ายซ้ายชาวสังคมนิยม ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมของรัฐไทย เปิดพื้นที่ให้แก่อดีตที่สังคมไทยไม่ปรารถนาจะยอมรับ

เพื่อกระตุ้น เตือนสังคมไทยว่า อนาคตของสังคมอยู่ที่การเปิดอ้อมแขนต้อนรับความแตกต่างขัดแย้งกับรัฐ และให้พวกเขามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเปิดเผยและสันติ

ต่อสู้กับความคับแคบและอำนาจนิยม ที่มักปรากฏตัวในนามของความสามัคคี ผลประโยชน์ของชาติ และชาติ ศาสน์ กษัตริย์

6 ตุลาแบบนี้ ในความหมายนี้ดูรุนแรงเกินกว่าจะรับได้ แต่ผมมั่นใจว่าเพื่อนที่เสียสละไปเมื่อ 24 ปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ คงยินดีจะอยู่ชายขอบของประวัติศาสตร์ไทย อยู่ในความทรงจำของคนอย่างเราๆ ที่เคารพในความคิดอุดมคติของเขา ตัวตนของเขา

ผมมั่นใจว่า เพื่อนเราที่จากไปแล้ว อยากอยู่ในความทรงจำของเราอย่างที่เขาเป็น

ถ้า หากความทรงจำเช่นนี้ ยากเย็นเหลือเกินที่จะให้สังคมไทยยอมรับได้ ก็เป็นภารกิจที่ต้องต่อสู้จนกว่าสังคมไทยจะใจกว้าง ไม่ใช่ปฏิเสธ หรือดัดแปลงเขา ให้เข้าพอดีกับความคิดที่สังคมไทยกล้อมแกล้มกลืนลงคอ

วีรกรรมที่ถูกผลักไสไปอยู่ในปริมณฑลของความเงียบ มีคุณค่ามากกว่าวีรกรรมอันโด่งดังมากมายในประวัติศาสตร์ไทย

ขอบพระคุณทุกท่าน และวิญญาณทุกดวงที่บันดาลใจให้ผมพูดในสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

********


รำลึก 34 ปี 6 ตุลา 2519

โครงการ กำแพงประวัติศาสตร์ เชิญประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมรำลึก 34 ปี 6 ตุลาคม 2519 ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ (บริเวณประตูทางเข้าฝั่งหอประชุมใหญ่) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีกำหนดการดังนี้


07.00-07.30 น. พิธีตักบาตร ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

08.00-09.00 น. พิธีกรเชิญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวเปิดงาน พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกล่าวสดุดี ประกาศเจตนารมณ์ 34 ปี 6 ตุลา โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ ดังนี้

- คณะกรรมการญาติวีรชนเดือนตุลา
- อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลาคม
- เครือข่ายเดือนตุลา
- สหภาพและสหพันธ์แรงงาน
- สมัชชาคนจน / และสหพันธ์ชาวนา
- นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ประธานสภานักศึกษาธรรมศาสตร์
- เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย

09.00-09.30 น. บทกวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา

09.30-11.00 น. ปาฐกถา หัวข้อ “ความรุนแรงและอำนาจรัฐ” โดย อาจารย์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์

11.00-12.30 น. ประวัติศาสตร์บอกเล่าผ่าน วีดิทัศน์ 6 ตุลา: ความรุนแรงและอาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์

หมายเหตุ:รายละเอียดของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ติดตามได้ที่ http://www.2519.net/

Monday, October 4, 2010

รายงานเสื้อแดง 3 ต.ค.

ที่มา Thai E-News

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ตุลมคม 2553

บก.ลายจุดพาเสื้อแดงนั่งรถไฟไปอยุธยา ขี่จักรยาน ผูกผ้าแดง











รวมพลังเสื้อแดงยุโรป'จัดหนัก'ต้อนรับทรราช

ที่มา Thai E-News



Go to hell-ชาวไทยในนิวยอร์ค สหรัฐฯรวมพลังประท้วงขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าที่พักขณะไปประชุมUNเมื่อสัปดาห์ก่อน บรรยากาศ"จัดหนัก"เยี่ยงนี้หรือกว่านี้กำลังจะเกิดขึ้นที่เบลเยี่ยม..อีก แล้ว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
3 ตุลาคม 2553

ใน โอกาสที่ฯพณฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินทางมาประชุมASEMครั้งที่ 8 ณ กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม ในวันจันทร์ที่ 4 ตุลาคมนี้ จึงใคร่ขอเรียนเชิญพี่น้องชาวไทยผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม ในภูมิภาคยุโรป ร่วมกันต้อนรับฯพณฯอย่างถึงอกถึงใจ

กรุณาติดต่อประสานงานเพื่อการต้อนรับกับ คุณแดงแจ๊ด 4915151232320 อีเมล์ niranaree@hotmail.com

พี่น้องซึ่งพำนักอาศัยในเบลเยี่ยม ติดต่อ 054240852 หรือ ติดต่อที่ร้าน Thai Bangkok Bruxelles (0032) 047311060(จ่อย)

หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้ร่วมกันต้อนรับขับไสนายกฯทรราชย์หุ่นเชิดระบอบอำมาตย์โดยพร้อมเพรียง

ข้อโต้แย้งกรณีสวรรคตใน หนังสือ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หนังสือเล่มใหม่ของวิมลพรรณ ปิตธวัชชัย

ที่มา Thai E-News

โดย ดอม ด่านตระกูล
ที่มา เว็บไซต์นิติราษฎร์
3 ตุลาคม 2553

วัน อังคารที่ผ่านมา (28 ก.ย.2553) มีพี่ที่เคารพนับถือกันท่านหนึ่งโทรศัพท์มาเล่าว่ามีหนังสือเล่มใหม่ออกมา บิดเบือนประวัติศาสตร์อีกแล้วโดยเฉพาะกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่8 ผู้เขียนชื่อ วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย เหตุที่คุณพี่ท่านนั้นโทรศัพท์มาเล่าเพราะทราบดีว่าคุณพ่อ (สุพจน์ ด่านตระกูล) ของข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ติดตามและนำเสนอข้อมูลในเรื่องกรณีสวรรคตมาอย่างที่ สื่อมวลชนบางท่านนินทาว่า กัดไม่ปล่อย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานจนได้รับรางวัลเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ในฐานะนักเขียนดีเด่น จึงแสดงความคิดเห็นว่าข้าพเจ้าน่าที่จะนำข้อเท็จจริงมาตอบโต้ เพื่อที่ผู้อ่านจำนวนมากจะได้ไม่เข้าใจผิดตามถ้อยความที่ไม่ตรงกับความจริง ของ วิมลพรรณ ปิตธวัชชัยโดยเฉพาะข้อมูลบางตอนที่ถูกนำมาเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์มติชนและ www.matichon.co.th อยู่ในเวลานี้

อันนามผู้เขียน วิมลพรรณ ปิตธวัชชัยนี้ เป็นชื่อที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยในแง่ที่งานเขียนของเธอหลายชิ้นได้ถูกคุณพ่อของ ข้าพเจ้านำมาวิพากษ์วิจารณ์ และโต้แย้งในหลายๆกรณีที่เธออาจเข้าใจคลาดเคลื่อน (หรือจงใจก็ไม่ทราบ)เช่นหนังสือเรื่อง ข้าวของพ่อ ในหน้า 42 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่2) เธอได้เขียนบรรยายไว้ว่า

หลัง สงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลง ประเทศไทยซึ่งตกอยู่ในฐานะผู้พ่ายแพ้สงคราม เพราะเป็นมิตรกับญี่ปุ่นนั้นก็ถูกฝ่ายสัมพันธมิตร บังคับให้ส่งข้าวไปชดใช้ค่าสงครามถึงปีละ 1ล้าน 5 แสนตัน

ข้าวไม่ เพียงแต่เลี้ยงคนไทยให้ อยู่รอด ไม่อดตาย และผ่านสงครามอันร้ายกาจมาได้เท่านั้น ข้าวยังได้ช่วยชาติให้พ้นภัยในฐานะผู้พ่ายแพ้อีกด้วย


แต่จากเอกสารหลักฐานที่พิสูจน์ได้กลับตรงกันข้าม

1. ประเทศไทยไม่เคยตกอยู่ในฐานะผู้พ่ายแพ้สงคราม เพราะคุณูปการของขบวนการเสรีไทย ทำให้เราสามารถประกาศสันติภาพได้ในวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ.1945 และท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการในขณะนั้นได้ประกาศในนามของประชาชนชาวไทยว่าการประกาศสงคราม ของไทยต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่เป็นโมฆะ รัฐบาลไทยต่อมาได้กำหนดให้วันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันสันติภาพไทย และได้มีงานเฉลิมฉลอง แต่ต่อมาในยุคเผด็จการครองเมือง และยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ วันชาติ 24 มิถุนายน และ วันสันติภาพ 16 สิงหาคม ถูกทำให้เลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชน จนกระทั่งในวันที่ 10 มิถุนายน 2545 จึงได้มีคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์ที่ตั้งอยู่ ณ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม (อ่านเพิ่มเติมได้จาก คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 171/2545 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานเปิดอาคารเสรีไทยอนุสรณ์) และต่อมาได้มีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงวันสันติภาพไทย ทุกวันที่ 16 สิงหาคม เป็นประจำทุกปีจนกระทั่งปัจจุบัน (2553)

2. ที่วิมลพรรณ เขียนว่าไทยถูกฝ่ายสัมพันธมิตร บังคับให้ส่งข้าวไปชดใช้ค่าสงครามถึงปีละ 1ล้าน 5 แสนตัน นั้น ความจริงไม่ใช่ปีละ 1ล้าน 5 แสนตัน แต่เป็นจำนวนทั้งหมด 1.5 ล้านตัน ไม่ใช่ต่อปี (ให้ครบ 1.5 ล้านตันเมื่อไรก็จบกัน)

แต่สุดท้ายแล้วในวัน ที่ 1 พฤษภาคม 1946 อังกฤษยอมปรับปรุงสนธิสัญญาข้อนี้เป็นให้ไทยขายข้าวในราคาถูกให้อังกฤษ 1.2 ล้านตันแทนการให้เปล่า โดยความสามารถของรัฐบาลไทยในขณะนั้น (ปรีดี พนมยงค์ นายกรัฐมนตรี) ที่ได้ทำการเจรจาเป็นผลสำเร็จสรุปว่าไทยต้องให้ข้าวแก่อังกฤษเปล่าๆทั้งหมด เพียง 150,000 ตัน เท่านั้น (หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก-หนังสือไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ของดิเรก ชัยนาม

- วิทยานิพนธ์อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2539 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจข้าวในภาคกลางกับผลกระทบต่อสังคมไทย ช่วงพ.ศ.2460-2498 ของ ธรรมรักษ์ จำปา

- หนังสือการวิเทโศบายของไทยระหว่างปีพุทธศักราช 2483 ถึง 2495 (2527) ของดร.กนต์ธีร์ ศุภมงคล

- เว็บไซด์ฐานข้อมูลการเมืองการปกครองสถาบันพระปกเกล้าฯ)
เอกสาร หลักฐานสำคัญอีกฉบับหนึ่งคือ หนังสือแจกในงานศพของนายทวี บุณยเกตุ ซึ่งท่านได้บันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้ไว้ด้วยตัวเอง ว่าดังนี้

“......... ก็พอดีวันหนึ่ง จะเป็นวันที่เท่าใดข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้โทรศัพท์เชิญข้าพเจ้า (นายทวี บุณยเกตุ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น)ให้ไปพบที่ทำเนียบท่าช้าง เมื่อข้าพเจ้าไปถึงก็ได้ส่งโทรเลขของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ให้ข้าพเจ้าอ่าน ซึ่งมีความเป็นทำนองหารือมาว่า หากประเทศไทยจะเสนอให้ข้าวแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรสัก 1,200,000 ตัน หรือ 1,500,000 ตัน (จะเป็นจำนวนไหนข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่แน่ใจว่าเป็นจำนวนหนึ่งใน 2 จำนวนนี้) โดยไม่คิดมูลค่าจะได้หรือไม่ เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านข้อความในโทรเลขดูตลอดแล้ว ก็วิตกกังวลมาก เพราะว่าการให้ข้าวโดยไม่คิดมูลค่าเป็นจำนวนมากเท่ากับการขายข้าวส่งออกนอก ประเทศของเราในยามปกติตลอดปี มันเท่ากับเป็นค่าปรับสงครามนั่นเอง เพราะจะเป็นเงินมหาศาลสำหรับประเทศไทย คือจะเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท และนอกจากนั้นแล้วข้าวจำนวนนี้จะมีพอให้หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ เพราะในระหว่างสงครามนั้น แม้ว่าเราจะไม่สามารถส่งข้าวไปขายยังต่างประเทศดังเช่นยามปกติก็ตาม แต่ทหารญี่ปุ่นก็ได้มากว้านซื้อเอาไปหมด ข้าพเจ้าจึงขอนำเรื่องไปหารือกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก่อน นายปรีดี พนมยงค์จึงกล่าวว่า เรื่องนี้เราจะต้องรีบตอบ กว่าจะสอบสวนอาจจะเสียเวลานาน ฉะนั้นขอให้ข้าพเจ้าตกลงว่า ไหนๆอังกฤษและอเมริกาก็ทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และไหนๆม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็ได้เสนอให้เขาไปแล้วก็ควรตอบไปว่า เห็นควรรับได้ในหลักการ ส่วนเรื่องจำนวนที่จะให้นั้น จะได้ตกลงพิจารณาในภายหลังจะได้หรือไม่? ข้าพเจ้าเห็นด้วย จึงยอมตกลงที่จะให้มีโทรเลขตอบไปเช่นนั้น”

ข้าว จำนวน 1.2 ล้านตัน หรือ 1.5 ล้านตัน ที่จะให้แก่สัมพันธมิตรฟรีๆนั้น เป็นข้อเสนอของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และได้ปรากฏอยู่ในความตกลงสมบูรณ์แบบข้อ 14(ความตกลงสมบูรณ์แบบ เป็นข้อตกลงที่ไทยลงนามกับอังกฤษเมื่อ 1 มกราคม 2489 โดยรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เพื่อชดเชยค่าปฏิกรรมสงครามให้กับอังกฤษภายใน 1 กันยายน 2490) แต่ต่อมาเมื่อท่านปรีดี พนมยงค์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็ได้แก้ปัญหานี้จากการให้ฟรีเป็นการซื้อขาย ดังปรากฏข้อเท็จจริงอยู่ในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร (สามัญ) ครั้งที่ 33 วันที่ 2 พฤษภาคม 2489

ข้าพเจ้า ไม่ทราบว่า วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย ไม่ได้ค้นคว้าหาข้อมูลให้รอบด้าน หรือจงใจบิดเบือนประวัติศาสตร์เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นหลังเข้าใจผิด ข้าพเจ้าไม่ได้มีอคติต่อวิมลพรรณ เป็นการส่วนตัว แต่ข้าพเจ้าจำเป็นต้องเขียนยืนยันสัจจะ ตามหลักฐานข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือน เพราะหนึ่งเป็นหน้าที่ของลูกที่จะสานต่องานเผยแพร่สัจจะของผู้เป็นพ่อ และสองเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้รักสัจจะทุกคนที่ต้องช่วยกันเผยแพร่ความจริง นี้ออกไป เพื่อประโยชน์แห่งการศึกษาค้นคว้าของเยาวชนในอนาคต

ใน กรณี หนังสือออกใหม่ของเธอ เรื่องเอกกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่อ้างว่าได้ค้นคว้าหาข้อมูลหลักฐานเอกสารมากมาย โดยเฉพาะกรณีสวรรคตของรัชกาลที่8 ตอนหนึ่งของหนังสือเล่ม 2 หน้า 29 บอกว่า

“..... การสอบสวนชันสูตรพระบรมศพของ ตำรวจในครั้งแรกก็ทำอย่างหยาบๆไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่แรก เมื่อจะมีการแถลงการณ์ให้เป็นที่รับทราบของประชาชน นายปรีดี พนมยงค์ ถามหลวงนิตย์ว่า แถลงว่าสวรรคตเพราะพระนาภี (ท้อง) เสียได้หรือไม่ หลวงนิตย์ฯตอบว่า ไม่ได้

หลวงเชวงศักดิ์สงครามถามว่า เพราะโรคหัวใจได้ไหม หลวงนิตย์ปฏิเสธอีก จะออกแถลงการณ์ว่า ในหลวงปลงพระชนม์เอง กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงคัดค้าน รับสั่งให้แถลงการณ์ตามที่เป็นจริง นายกรัฐมนตรี (นายปรีดี พนมยงค์) จึงแถลงการณ์ว่า “เป็นอุบัติเหตุ” ซึ่งกรมขุนชัยนาทฯและพระบรมวงศานุวงศ์ไม่ได้คัดค้านหรือห้ามการสืบสวนตาม กฏหมาย โดยอ้างว่าขัดกับประเพณีแต่อย่างใด”

ส่วน ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าคิดเอาเองว่าจริง แต่เป็นข้อเท็จจริงตามคำให้การของนายแพทย์หลวงนิตย์ฯซึ่งตามประวัติกล่าวว่า เป็นผู้ใกล้ชิดกับสมเด็จพระราชชนนี และสมเด็จพระราชบิดามาช้านาน เป็นผู้ที่เชื่อถือได้ว่ามีความจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง ทั้งคุ้นเคยกับในหลวงรัชกาลที่ 8 และในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งสองพระองค์

นายแพทย์หลวงนิตย์ เวชวิศิษฏ์ได้ให้การไว้ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2492 ดังนี้

“ขณะ ที่ขึ้นไปถวายบังคมนั้น พลโทพระศิลปศัสตราคม เป็นผู้ที่ร้องไห้ดังๆ ซึ่งใครๆในที่นั้นเหลียวไปดู แล้วพระรามอินทราจะพูดกับนายกรัฐมนตรีหรือใครจำไม่ได้ว่าใคร่จะขอชันสูตรพระ บรมศพ แต่กรมขุนชัยนาทฯห้ามมิให้กระทำ

เกี่ยวกับแถลงการณ์ของสำนักพระราชวังนั้น นายทวี บุณยเกตุได้จดบันทึกไว้โดยละเอียดว่าใครมีความเห็นอย่างไร

กรมขุน ชัยนาทฯในฐานะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ได้ปรารภกับท่านหญิง แก้ว (มจ.อัปภัสราภา เทวกุล) เป็นการส่วนพระองค์ว่า “เรื่องนี้ (หมายถึงกรณีสวรรคต)ต้องให้ท่านนายก (ท่านปรีดี) ช่วย”

ต่อ มาเมื่อนายกรัฐมนตรีและคนอื่นๆเข้าไปที่พระที่นั่งพระบรมพิมานแล้ว และปรึกษากันว่าจะแถลงการณ์ให้ประชาชนทราบถึงเหตุแห่งกรณีสวรรคตว่าอย่างไร

ขณะ นั้นกรมขุนชัยนาทฯกำลังประทับยืนอยู่ที่อัฒจันทร์บันไดใหญ่ได้ออกความ เห็นว่า “สวรรคตเพราะประชวรพระนาภี”พร้อมกับเอานิ้วชี้ที่ท้องของพระองค์เองเป็นการ ออกท่าทาง

ต่อความเห็นของกรมขุนชัยนาทฯดังกล่าวนี้ ท่านปรีดีฯไม่เห็นด้วยและมีความเห็นแย้งว่า พระองค์สวรรคตโดยมีบาดแผลและเสียงปืนที่ดังขึ้นก็มีคนได้ยินกันมาก ฉะนั้นจะแถลงการณ์ว่า สวรรคตเพราะประชวรพระนาภีไม่ได้

ในที่สุดจึง ได้มีแถลงการณ์ออกมาว่าเป็นอุปัทวเหตุ โดยได้รับความเห็นชอบจากพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ดังปรากฏในบันทึกของกรมตำรวจลงวันที่ 9 มิถุนายน 2489 และได้นำมาเปิดเผยต่อมหาชนในการเปิดอภิปรายทั่วไป ในสมัยรัฐบาลธำรงนาวาสวัสดิ์ ดังหลักฐานในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฏร ระหว่างวันที่ 23-27 พฤษภาคม 2490 มีความตอนหนึ่งว่าดังนี้

“วันนี้ เวลา 15 น.มีพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ อาทิ พระวรวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ พระองค์เจ้าวรรณ พระองค์เจ้าธานี กับท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีอีกหลายท่าน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ไปชุมนุมกันพิจารณารายงานของอธิบดีกรมตำรวจ เกี่ยวกับการสอบสวนสืบสวนกรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างชุมนุมดังกล่าว อธิบดีกรมตำรวจได้ทูลขอประทานความเห็นของสมเด็จกรมขุนชัยนาท ได้รับสั่งว่า สำหรับพระองค์ท่านเองทรงเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุจริงดังแถลงการณ์ของทาง ราชการ เหตุผลที่ชี้เช่นนั้นก็เพราะพระองค์ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดพระแสงปืนมาก และเคยเห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกระชากพระแสงปืนและทรงหันลำกล้องเอา ปากกระบอกมาทางพระพักตร์ เพื่อส่องดูลำกล้องและสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งว่าปืนประบอกนี้ไกอ่อน ลั่นง่าย จึงบันทึกไว้ พ.ต.ท. (ลิมอักษร)”

ซึ่งหลัก ฐานนี้ข้าพเจ้าคัดลอกมาจากหนังสือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของนายสุพจน์ ด่านตระกูลผู้เป็นบิดา ถ้าคำให้การของหลวงนิตย์ฯตามที่คุณพ่อนำมาเขียนไว้นั้นไม่ตรงตามข้อเท็จจริง หลวงนิตย์ฯน่าจะทำการฟ้องร้องว่าคุณพ่อหมิ่นประมาท เขียนความเท็จเสียนานแล้ว เพราะขณะที่หนังสือของคุณพ่อออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2517 หลวงนิตย์ฯยังมีชีวิตพำนักอยู่บ้านเลขที่ 813 ซอยธนาคารศรีนคร ถนนเพชรบุรี ประตูน้ำ และคุณพ่อของข้าพเจ้าก็ไม่ใช่บุคคลร่อนเร่พเนจร แต่มีหลักแหล่งอยู่อาศัยที่แน่นอน และหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือใต้ดินหากพิมพ์จำหน่ายวางแผงตามท้องตลาดโดย ทั่วไป ถ้าหลวงนิตย์คิดจะติดตามหาตัวคุณพ่อข้าพเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ตรงกันข้ามหลวงนิตย์ฯกลับให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์พิมพ์บางกอกไทม์ ฉบับวันที่ 22 กรกฎาคม 2517 ว่า

“ผมขอชมเชยหนังสือปกขาว (ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต) ของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ที่เขียนไว้ในหน้า 103-108 เกี่ยวกับลักษณะของพระบรมศพ เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด ทั้งๆที่ส่วนตัวของผมเองก็ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาคุณสุพจน์มาก่อนเลย”

คำชมเชยของนายแพทย์หลวงนิตย์ฯเป็นเครื่องยืนยันได้ชัดเจนว่าข้อมูลในหนังสือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ที่เขียนโดยนายสุพจน์ ด่านตระกูลนั้นเป็นความจริง

และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญเล่ม 2 หน้า 40 เขียนว่า

หลัง การชันสูตรพระบรมศพแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุใดมีน้ำหนักว่าเป็นไปได้มากที่สุด ปรากฏว่า ประเด็นถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด คือ

ถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด 16 เสียง

ปลงพระชนม์เองมีน้ำหนักมากที่สุด 14 เสียง

อุปัทวเหตุมีน้ำหนักมากที่สุด 2 เสียง

ใน ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายปรีดี พนมยงค์ได้เรียก นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลวงอดุลย์เดชจรัส และ นายดอล ที่ปรึกษาการคลัง ไปพบ นายปรีดีบอกนายดิเรกว่า ได้ทราบว่ามีการยุยงแพทย์ฝรั่งให้เล่นการเมืองนอกเหนือหน้าที่แพทย์ ทั้ง 4 คน คือ นายปรีดี นายดิเรก หลวงอดุลย์เดชจรัส และนายดอล เห็นพ้องต้องกันว่า แพทย์ควรทำหน้าที่ชันสูตรพระบรมศพอย่างเดียวไม่ควรออกความเห็นเรื่องสาเหตุ นายปรีดีได้ใช้ให้นายดิเรก และนายดอลไปแจ้งให้เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยทราบ ในที่สุดแพทย์กองทัพอังกฤษจึงได้ขอถอนความเห็น โดยนายแพทย์ไดร์เบิร์ก(ซึ่งได้รับเชิญร่วมชันสูตรพระบรมศพ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) แจ้งแก่พระยาดำรงแพทยาคุณว่าจำต้องถอนความเห็นเพราะเป็นทหารต้องปฏิบัติตาม วินัย

และรศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ได้ให้สัมภาษณ์แก่หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 28 กันยายนว่า ผู้เขียน (วิมลพรรณ)ได้ค้นข้อมูลจากลอนดอน ได้ข้อสรุปว่า ได้มีการโทรเลขจากสถานทูตอังกฤษในไทยไปยังลอนดอน ประเทศอังกฤษเรื่องการเจรจาขอให้แพทย์อังกฤษงดออกความเห็นการชันสูตรพระบรม ศพ ตรงนี้คือหลักฐานใหม่ที่คนไทยจะได้รู้

ผู้อ่านหนังสือ เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ มาถึงตอนนี้อาจจะตื่นเต้นตามรศ.ดร.สุเนตร ไปด้วยถ้าไม่เคยอ่าน คำให้การของหลวงนิตย์ฯในหนังสือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ของนายสุพจน์ ด่านตระกูล ถ้าอ่านแล้วจะทราบดีว่า เป็นหลักฐานใหม่หรือไม่ อย่างไร

เพราะคำให้การของหลวงนิตย์ฯต่อศาลสถิตยุติธรรมในฐานะพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2492 ว่าดังนี้

“ใน คืนวันที่ 25 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา หรือก่อนหน้านั้นนิดหน่อย ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากทำเนียบท่าช้างว่า นายกรัฐมนตรีต้องการพบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไปที่ทำเนียบทันที ไปถึงทำเนียบเข้าใจว่าเป็นเวลาไม่เกิน 21 นาฬิกา พบท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้ต่อว่าข้าพเจ้าว่าทำไมแพทย์ชันสูตรพระบรมศพแล้วจึงต้องออกความเห็น ด้วยว่า กรณีเกิดจากอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนั้น ตามธรรมดาที่ปฏิบัติกันกันในเมืองไทยนี้ แพทย์จะแสดงความความเห็นได้แต่เพียงว่า การตายเกิดจากอะไร แผลเข้าทางไหนออกทางไหน ถูกอวัยวะสำคัญหรือไม่อย่างไร จึงทำให้ตายเท่านั้น การที่แพทย์ออกความเห็นเลยไปเช่นนี้น่าจะไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงเรียนตอบว่า ไม่ควรจะออกความเห็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะไม่ได้ชันสูตรแต่ต้นมือไม่มีโอกาสได้เห็นท่าทางพระบรมศพโดยตนเอง ไม่ได้เห็นวัตถุของกลาง จึงควรออกความเห็นได้เฉพาะบาดแผลเท่านั้น ท่าน พูดต่อไปว่า แพทย์ฝรั่งที่เชิญมาร่วมชันสูตรพระบรมศพนั้นก็ทำเกินหน้าที่ของแพทย์ไปด้วย และเป็นการนอกเหนือจากข้อความในหนังสือที่เชิญมาชันสูตรพระบรมศพและท่านได้ ปรารภต่อไปว่า ก็ควรจะให้แพทย์ฝรั่งทราบว่าที่ออกความเห็นเช่นนั้นไม่ถูก ควรจะถอนความเห็นไปเสีย และได้สั่งให้นายดิเรก ชัยนามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ซึ่งถูกเรียกไปด้วย ให้ไปจัดการเรื่องนี้กับฝรั่งต่อไป ข้าพเจ้ากลับจากทำเนียบเวลาประมาณ 22-23 นาฬิกา เมื่อข้าพเจ้ากลับมาแล้ว นายดิเรกจะยังอยู่หรือไปก่อนแล้วข้าพเจ้าจำไม่ได้

รุ่งขึ้นวันที่26 เดือนเดียวกันนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมการแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ เริ่มประชุมเวลา 9.30 นาฬิกา เท่าที่จำได้มีกรรมการแพทย์มาประชุมครบเหมือนวันก่อน พอเปิดประชุมพันเอกไดรเบอร์กก็แถลงต่อที่ประชุมว่า เขามีความเสียใจในฐานะเป็นนายแพทย์อยู่ในกองทัพอังกฤษ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีสวรรคตจะเกี่ยวข้องในทางการเมือง และได้ทราบจากเอกอัครราชทูตอังกฤษว่าที่กระทำไปนั้นไม่ถูกต้องเสียแล้ว เพราะ ฉะนั้นเขาขอถอนความเห็นของเขา ที่เป็นเช่นนั้นข้าพเจ้าเข้าใจว่า เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีให้นายดิเรก ชัยนามไปจัดการ และนายดิเรก ชัยนามคงพูดกับเอกอัครราชทูตอังกฤษ ที่พันเอกไดรเบอร์กขอถอนความเห็นนี้ ขอถอนความเห็นของนายแพทย์กองทัพอังกฤษทั้งคณะ คือรวมทั้งพันโทรีสและร้อยเอกคุปต์ด้วย ในหน้ากระดาษความเห็นที่มีขีดฆ่านั้น ใครขีดฆ่าไม่ทราบ

ในคราวประชุม วันที่ 25 พันเอกไดรเบอร์กได้รับว่า จะเรียบเรียงรายงานการประชุมเป็นภาษาอังกฤษแล้วพิมพ์แจก ในวันที่ 26 ก็ไม่ได้ขอถอนหรือของดแต่อย่างใด คงขอถอนเฉพาะความเห็นเท่านั้น รุ่งขึ้นวันที่ 27 ก็ส่งบันทึกมาให้ (โจทก์ขอให้พยานดูบันทึกรายงานการประชุมภาษาอังกฤษที่ดร.ไดรเบอร์กเรียบ เรียง พยานดูแล้วรับรองว่าถูกต้อง).....”

จากคำให้การ ของหลวงนิตย์ฯ ต่อศาลสถิตยุติธรรมนี้ แสดงให้เห็นว่า หลวงนิตย์ฯ ผู้เป็นแพทย์ส่วนพระองค์รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และดำรงตำแหน่งเป็นถึงอธิบดีกรมการแพทย์ยังมีความคิดเห็นตรงกับท่านปรีดีฯ ว่าไม่ควรจะออกความเห็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะไม่ได้ชันสูตรแต่ต้นมือไม่มีโอกาสได้เห็นท่าทางพระบรมศพโดยตนเอง ไม่ได้เห็นวัตถุของกลาง จึงควรออกความเห็นได้เฉพาะบาดแผลเท่านั้น

และ การที่ท่านปรีดีฯได้แสดงความเห็นว่าขอให้นายแพทย์กองทัพอังกฤษถอนความ คิดเห็นไปเสียนั้น ไม่ใช่ให้ถอนเฉพาะแพทย์อังกฤษ แต่รวมถึงนายแพทย์คนไทยทุกคนด้วย และเป็นการกระทำที่เปิดเผยตามขั้นตอนทั่วไป คือให้นายดิเรก ชัยนาม ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นเป็นผู้ไปชี้แจง มิใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนเป็นหลักฐานใหม่ที่เพิ่งค้นพบแต่อย่างใด

การ ที่ข้าพเจ้าหยิบยกคำให้การของหลวงนิตย์ฯ มาแสดงเพราะหลวงนิตย์ฯเป็นแพทย์คนแรกที่ได้เห็นพระบรมศพ และที่สำคัญเป็นผู้ได้รับความไว้วางใจให้ถวายการรักษาพยาบาลแก่ราชตระกูล มหิดลอย่างใกล้ชิด ฉะนั้นคำให้การของหลวงนิตย์ฯย่อมเป็นคำให้การที่เป็นความสัตย์ และต้องยึดประโยชน์ในการสืบสวน สอบคดีเป็นหลัก ไม่มีเหตุผลใดที่หลวงนิตย์ฯผู้จงรักภักดีจะให้การเป็นเท็จ

คุณ พ่อของข้าพเจ้าได้เขียนตอบโต้ผู้ฝ่าฝืนสัจจะ บิดเบือนความจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคตมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2517 ไม่น่าเชื่อว่าจนปี พ.ศ.2553 คุณพ่อของข้าพเจ้าได้ละสังขารจากโลกนี้ไปแล้ว ข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรยังต้องมาเขียนชี้แจงความจริงในเรื่องเดียวกันอยู่อีก อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าเชื่อเหมือนที่คุณพ่อของข้าพเจ้าเชื่อมาตลอดชีวิตว่า

สัจจะยังคงเป็นสัจจะ และไม่มีผู้ใดสามารถทำลายล้างสัจจะแห่งคดีประวัติศาสตร์นี้ไปได้.

*******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:เปิดข้อมูลใหม่กรณีสวรรคต..? และ"ข้อมูลเชิงลึก"ที่ต้องอ่าน

Saturday, October 2, 2010

จาก "รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน" มาเป็น "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน"

ที่มา มติชน





คนยืนรถเมล์

บ่าย วันพุธที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับพร้อมใจกันขึ้นหน้าหนึ่งถึงการต่ออายุ รถเมล์ฟรี รถไปชั้นสามฟรี ไฟฟ้าฟรีไปจนถึงสิ้นปี หรือที่สังคมไทยนิยมเรียกกันว่า "นโยบายประชานิยม" หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ พาดหัวว่า "เป้าประชานิยมชั่วชีวิต ต่ออายุน้ำไฟรถเมล์ฟรี" ในเนื้อข่าวยังพูดต่ออีกว่า "มาเหนือกว่าต้นตำรับ เตรียมใช้เป็นมาตรการตลอดชีพ"

และหลังจากการประกาศมติคณะ รัฐมนตรีแล้ว ก็เป็นที่ถกเถียงกันตามมา ว่าประชานิยมแบบนี้อาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ก็ตอบว่าเป็นการมุ่งสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ และมีมาตรการต่างๆ รองรับเรียบร้อยแล้ว รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นจริงๆ ได้ไหม ความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรกาลเวลาในภายหน้าคงเป็นผู้ให้คำตอบ ตอนนี้ในฐานะประชาชนธรรมดาที่ชอบกินมะม่วงดองมากกว่าแผนปรองดองก็คงต้องอดทน ฟังท่านนายกฯ พูด พูด พูด แล้วก็พูดต่อไป


ขสมก.แจง เปลี่ยนสติ๊กเกอร์ "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" เพื่อต้องการปลูกจิตสำนึกให้รู้ว่าใช้เงินภาษีมาอุดหนุน ไม่มีวาระแอบแฝง แม้รูปแบบสติ๊กเกอร์ถูกมองเปลี่ยนไปตามการเมือง
(ที่มา: ไทยโพสต์ http://www.thaipost.net/x-cite/220409/3499)


ข่าว การขยายเวลาประชานิยมทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อสักหนึ่งปีที่ แล้วได้กระมัง นึกถึงวันที่รถเมล์ฟรีเพิ่งเปลี่ยนสติ๊กเกอร์ใหม่ๆ วันนั้นผมยืนรอรถเมล์อยู่สักพักก็พลันสงสัยว่า เอ! รถเมล์ฟรีไม่มีแล้วหรือ เพราะไม่ค่อยพบเห็นมาหลายวันแล้ว หรือว่าจะหมดช่วงนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะรัฐบาลก็เพิ่งประกาศยืดเวลาให้ประชาชนได้นั่งรถเมล์ ฟรีเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หรือจะเป็นเพราะว่ารถเมล์สายที่ผมรอไม่ค่อยมีรถเมล์ฟรีแล้ว หรือจะเป็นเพราะว่าโดนเผาไปช่วงสงกรานต์ ผมคิดสงสัยได้ไม่นานก็มีรถเมล์ฟรีวิ่งผ่านมา ความรู้สึกแรกก็คือ เย้! ยังมีรถเมล์ฟรีเว้ยเฮ้ย แค่ป้ายที่เขียนเปลี่ยนไปบ้าง (ออกจะดูยากและไม่สะดุดตาไปบ้างแต่ก็ยังเห็นอยู่) ตัวอักษรที่ใช้ก็เปลี่ยนไป สีพื้นหลังก็เปลี่ยนไป และที่สำคัญข้อความบางส่วนก็เปลี่ยนไป นั่นคือ จาก "รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน" เปลี่ยนไปเป็น "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" แล้วป้ายมันเปลี่ยนไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร สองข้อความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ผมสงสัยต่อ...

ความเหมือนกันประการแรก ป้ายทั้งสองทำหน้าที่ประกาศให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่า ถ้าท่านขึ้นรถคันนี้ไม่ต้องเสียเงินค่าโดยสาร

ประการที่สองคือ เป็นการประกาศให้ประชาชนทราบอีกเช่นกันว่า นี่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยเหลือหรือบริการประชาชนในยามเศรษฐกิจตกต่ำ

ความเหมือนประการสุดท้ายในความคิดของผม ได้แก่ คำว่า "รถเมล์ฟรี" และ "ประชาชน" ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งเท่ากับเป็นการสะท้อนและยืนยันความเหมือนในสองข้อแรกข้างต้นด้วย "รถเมล์ฟรี" เป็นการบอกว่าคันนี้ขึ้นฟรี ส่วนคำว่า "ประชาชน" เป็นการย้ำความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ/รัฐบาล ที่รัฐมักต้องทำอะไร เพื่อประชาชนอยู่แล้ว

ทีนี้มาดูความแตกต่างกันบ้าง ประการแรกเลย ลักษณะตัวอักษรที่เปลี่ยนไป ประการที่สอง สีพื้นหลังก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นสีขาวมาเป็นสีฟ้า ตามความเห็นส่วนตัวของผม พื้นหลังสีขาวอ่านง่ายกว่าเยอะเลย สีฟ้ามันออกจะสังเกตยากเสียหน่อยโดยเฉพาะเวลาค่ำคืน ยิ่งผมสายตาสั้นและบางวันลืมใส่แว่นตาด้วยแล้วกว่าจะเห็นว่า รถเมล์คันนี้ฟรี ก็มาจอดเอาใกล้ๆ จนเกือบขึ้นไม่ทันเลยทีเดียว

จาก ความแตกต่างสองข้อ และหากความจำของผมไม่สั้นจนเกินไป เมื่อครั้งที่เป็น "รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน" มีบางคนกล่าวหาว่า ลักษณะตัวอักษรและองค์ประกอบโดยรวม ช่างชี้ชวนให้นึกถึง "พรรคพลังประชาชน" และ "พรรคเพื่อไทย" เสียจริง เพราะเวลาดูผ่านๆ เหมือนๆ กำลังเห็นป้ายหาเสียงของพรรคทั้งสองอย่างไรไม่รู้ และถึงแม้ป้ายจะเปลี่ยนมีความต่างแต่กลับทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน เมื่อป้าย "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" ทั้งตัวอักษรและสีพื้นหลังเป็นสีฟ้า ก็ชี้ชวนให้นึกถึง "พรรคประชาธิปัตย์" อย่างน้อยก็ในความคิดของผม

ความต่างประการที่สาม นั่นคือ คำว่า "เพื่อ" กับคำว่า "จากภาษี" ความต่างนี้ผมว่ามีความสำคัญที่สุด เพราะทำหน้าที่ให้เห็น ลักษณะ อัตลักษณ์ หรือ อุดมการณ์ของพรรคการเมืองสองพรรคได้ดีเลยทีเดียว หากจำไม่ผิด ครั้งเมื่อเป็น ป้าย "เพื่อ" มีหลายคนออกมาชี้หน้ากล่าวหาว่า นี่เป็นประชานิยม ชอบแจกแบบไร้เหตุผล แล้วเวลาแจกหรือดำเนินนโยบายแล้วยังมักทำให้คิดไปว่า เป็นความใจดีของรัฐบาล หรือพูดง่ายๆ นี่มันคือการหาเสียงของพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยนี่นา

แต่ กับป้าย "จากภาษี" ถึงแม้จะมีคนกล่าวหาว่าเป็นการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เช่นกัน แต่ก็คงมีคนออกมาเถียงแทนว่า "แต่นี่เป็นประชานิยมที่มีเหตุผลนะ เห็นมั้ยว่าเขาบอกว่า รถเมล์ฟรีนี้มาจากภาษีของประชาชน เขาบอกที่มาของเงินที่นำมาใช้ดำเนินนโยบายไม่ได้เป็นความใจดีของรัฐบาลที่ ชอบแจก"

สำหรับผมแล้ว ป้ายทั้งสอง ทำหน้าที่ไม่ต่างกัน เพราะต่างก็เป็นเครื่องมือหาเสียงของทั้งสองพรรค เพียงแค่พรรคนึง เลือกที่จะป่าวประกาศว่า "ฉันทำเพื่อประชาชน" แบบโต้งๆ โฆษณากันแบบเห็นๆ และถ้าหากใครชอบนโยบายนี้เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าลืมเลือกพรรคนี้ แต่กับอีกพรรคหนึ่งเลือกที่จะบอกว่า เงินที่ใช้มาจากภาษีประชาชนนะ เป็นป้ายที่ดูเหมือนจะเป็นการแจ้งให้ทราบมากกว่าเป็นการโฆษณาหาเสียง แต่ถ้ามองให้ดีๆ ผมว่านี่คือ การโฆษณาหาเสียงเหมือนกัน โดยใช้ การโฆษณาว่า ฉันไม่ได้โฆษณาและตั้งใจจะหาเสียงนะ เพราะถ้าเกิดใครเห็นข้อความนี้แล้ว รู้สึกประมาณว่า เออ พรรคนี้ดีนะ บอกที่มาที่ไปของเงินด้วย หรือเออ!!! นี่งัย พรรคนี้ไม่ได้เอาดีเข้าตัวเอง เพราะบอกว่ามาจากเงินภาษีของประชาชน เมื่อความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น ก็ทำให้คนอาจจะหันมานิยม พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มขึ้น แล้วมันจะต่างกับการโฆษณาหาเสียงตรงไหน

ความต่างประการสุดท้าย กลุ่มเป้าหมายของคนที่อ่านป้ายเหล่านี้ หรือกลุ่มที่รัฐบาลต้องการสื่อสารมีความแตกต่างกัน ผมเชื่อว่า คงไม่มีชนชั้นกลางในกรุงเทพฯคนใดที่ไม่รู้ว่า เงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลล้วนแล้วมาจากภาษีประชาชนเสียส่วนมาก ไม่ว่าป้ายรถเมล์ฟรี จะเขียนว่าอะไร ก็ใช้เงินภาษีทำทั้งนั้น อีกทั้งป้ายแค่นั้นก็ไม่สามารถจะบ่งบอกได้ว่า รัฐบาลเอาเงินภาษีส่วนไหนมาใช้ เป็นเงินภาษีของคนทั้งประเทศหรือเปล่าเราก็มิอาจรู้ได้ แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะใช้คำว่า "จากภาษี" เท่ากับเป็นการพยายามสื่อสารกับชนชั้นกลางที่มักคิดว่าเหตุผลของตัวเองถูก ต้องและดีเลิศกว่าคนอื่นๆ เป็นการเชิดชูจริตแบบชนชั้นกลาง เชิดชูว่าฉันเนี่ยแหละที่เสียภาษีเยอะกว่าคนชั้นล่างทำให้พวกคุณๆ ได้นั่งรถเมล์ฟรี ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงหลายคนก็ไม่ค่อยจะอยากเสียภาษีกันสักเท่าไหร่ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง

ป้าย "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" สำหรับผมแล้วก็คือการหาเสียงซึ่งทำหน้าที่ไม่ได้แตกต่างไปจากป้าย "รถเมล์เพื่อประชาชน" สักเท่าไหร่ เพียงแต่ "จากภาษี" แสดงถึงเหตุผล วิธีคิด และจริตแบบชนชั้นกลางในเมือง (ที่ด่าการเผายางว่าทำให้โลกร้อนแต่ไม่ยอมใช้รถสาธารณะด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ โลกมันร้อน) อันเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์และคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และล่าสุดเป็นกำลังสำคัญที่อินสุดๆ กับ สโลแกน "Together We Can" และเป็นกลุ่มคนที่ต้องการ "คืนความสุขให้กรุงเทพฯ" มากที่สุด หลังจากเหตุการณ์นองเลือดทางการเมือง เมษาฯ-พฤษภา 2553 ผ่านพ้นไป

รถเมล์ฟรีมาแล้ว ผมขออนุญาตขึ้นไปก่อนนะครับ...

บทกวี 91 บรรทัด : ไม่ใช่สงคราม, เพียงการจบสิ้นของความรัก

ที่มา มติชน



บทกวีโดย วิวัฒน์ เลิศฯ

บันดาลใจจาก หอน โดย อัลเลน กินส์เบิร์ก


ชื่อบทกวี จาก It’s Not War Just The End of Love เพลงโดย Manic Street Preachers


แด่ ประชาชนผู้เสียชีวิต ตลอดเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553

ภาค 1 : จดหมายถึงพระเจ้า


1.นี่คือเสียงคร่ำครวญของการร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา

2.นี่คือบาดแผลกลัดหนองที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น

3.นี่คือการล้างแค้นด้วยการฆ่าตัวตาย

4.นี่คือจดหมายที่ไม่มีที่อยู่ผู้รับ

5.นับจำนวนหยดน้ำตาให้ข้าที

6.หากท่านไม่อาจนับจำนวนของผู้คนที่พลัดพรากจากกัน

7.ชั่งน้ำหนักวิญญาณของข้าที

8.หากท่านไม่อาจใช้ตาชั่งในมือของท่านได้

9.ตวงเลือดจากร่างของข้าที

10.หากท่านไม่อาจตวงเลือดที่กระเซ็นจากบาดแผลฉีกขาด

11.ให้ข้าได้เขียนถึงท่าน

12.จดจารความเคียดแค้นแลการร้องขอที่มีต่อท่าน

13.สวดภาวนาให้ท่านอภัยในความผิดบาป

14.เพื่อที่จะให้ร่างของท่านได้บวมพองขึ้น

15.อิ่มเต็มขึ้นจากการภาวนาของหมู่ข้าผู้ทนทุกข์

16.ให้ข้าได้จดจารความพยาบาทที่มีต่อความรัก

17.ให้ข้าได้จดจารความลุ่มหลงมัวเมาในเสรีภาพของเหล่าข้า

18.ให้ข้าได้จดจารเสียงเพลง

19.ที่ใครบางคนยังคงเต้นรำจวบจนเธอถูกยิงล้มลง

20.การสาบสูญไปของประวัติศาสตร์

21.การถือกำเนิดอย่างยิ่งใหญ่ของเรื่องเล่า

22.งานมงคลสมรสของคำลวงและความทรงจำกระท่อนกระแท่น

23.งานศพในหล่มหลุมของประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกเรียกใช้และไม่มีใครมาร่วมงาน

24.ข้าสวดมนต์ถึงท่านในทุกคืนก่อนที่ข้าจะล้มตัวลงนอน

25.ขอให้ท่านได้สัมผัสกับความเจ็บปวด ทุกข์เศร้า จากชีวิตที่ท่านริบคืนไปจากเรา

26.ข้าสวดภาวนาในทุกเช้าเมื่อตื่นลืมตา

27.ให้รอยแผลเป็นของพวกเขา งอกออกมาเป็นดอกไม้

28.เพื่อที่ข้าจะเก็บมาบูชาท่าน

29.สวดภาวนาถึงท่านในยามสายที่มีแสงแดดสาดส่อง

30.สิ่งที่ท่านหลงลืม

31.พวกข้าจะจดจำ

32.ความเงียบใบ้ของท่าน

33.จะผลิบานในปากของข้า

34.กฎของท่าน

35.เป็นคำชี้แนะสำหรับข้า

36.ทุกครั้งที่สวดภาวนา

37.ข้าอยากให้ท่านได้ยิน

38.แลละอายต่อเสียงสวดนั้น

39.แม้ท่านจะมืดบอดต่อคำร้องขอชีวิต


ภาค 2 : สนทนากับภูตผี


40.ข้าพเจ้าตื่นขึ้นในยามเช้าอันมืดสลัว

41.และตระหนักได้ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง

42.ข้าพเจ้าดื่มกาแฟดำขื่นขม

43.และตระหนักว่าพระเจ้าไม่ใช่ใครหรืออะไรเลย

44.ข้าพเจ้าอาบน้ำที่เย็นยะเยือกไปถึงไขสันหลัง

45.และตระหนักว่าพระเจ้าอยู่ในเราทุกคน

46.ข้าพเจ้าเปิดหน้าต่างกว้างเพื่อรับสายลมเหม็นอับจากทิศตะวันออก

47.และพบว่าพระเจ้าเป็นระบบชนิดหนึ่งซึ่งล่ามพันธนาเราไว้

48.ภูตผีพากันมาหาข้าพเจ้า

49.กระซิบว่าไม่มีหรอกนรกสวรรค์

50.กูยังคงอยู่ในที่ที่กูตาย

51.อยู่ในความทรงจำของลูกหลาน

52.ในระหว่างบรรทัดของประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้เขียน

53.ซึ่งจะไม่บรรจุชื่อของกูลงไป

54.พวกภูตผีปีศาจไม่มีความทรงจำใหม่ๆอีกแล้ว

55.หากความทรงจำใหม่ของข้าพเจ้า – คนที่ยังหายใจ

56.ทำให้เขาและเธอยังคงดำรงอยู่


ภาค 3 : รำพึงลำพัง - ไม่ใช่สงคราม เพียงการจบสิ้นของความรัก


57.ไม่ใช่สงคราม เพียงการจบสิ้นของความรัก

58.ไม่มีชัยชนะ มีแต่การต่อสู้ที่ไม่รู้จบ

59.ที่รัก

60.ในวันที่เรายังคงกุมมือกันอยู่เช่นนี้

61.ขอให้ฉันได้กล่าวแก่เธอสักเล็กน้อย

62.ท่ามกลางแผ่นดินที่แดงดั่งเลือดทา

63.และท้องฟ้าซึ่งมัวไปด้วยควันไฟ

64.ขอให้ฉันได้กล่าวแก่เธอสักเล็กน้อย

65.เธอก็รู้ใช่ไหมว่าไม่มีชัยชนะใดรอเธออยู่

66.มีเพียงการต่อสู้หนึ่งซึ่งนำไปสู่อีกการต่อสู้หนึ่ง

67.เธอรู้ใช่ไหมว่าเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อชัยชนะ

68.ชัยชนะคือปีศาจร้ายคือภาพลวงตา

69.มีแต่การต่อสู้เท่านั้นที่เป็นความจริง

70.ความจริงที่แสนทุกข์ระทม

71.ที่รัก ชัยชนะถึงที่สุดไม่ได้นำสิ่งใดมานอกจากการต่อสู้ครั้งใหม่

72.การต่อสู้ที่ไม่ใช่สงคราม เพียงการจบสิ้นของความรัก

73.ที่รัก ที่เธอต้องระวังคือความฝันของเธอ

74.ทุ่งดอกไม้ หรือลมสะบัดผืนธงของพรุ่งนี้

75.เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ ทรราชย์ใหม่ การล้มตายใหม่ นักสู้ใหม่ วีรบุรุษใหม่ และการต่อสู้ใหม่

76.ที่รัก

77.การต่อสู้จะมอบให้เธอเพียงความเหนื่อยล้าสิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

78.เฉกเช่นการยอมจำนนอาจมอบสันติภาพจอมปลอม

79.หากมีก็แต่ความเหนื่อยล้าเท่านั้นที่เป็นเครื่องยืนยัน

80.ว่าเราจะยังต่อสู้อยู่จวบรุ่งสางมาเยือน

81.และถึงเวลานั้นเราจะได้พักลงสักเล็กน้อย

82.เพื่อจะรอการต่อสู้ครั้งใหม่

83.เมื่อถึงวันหนึ่ง

84.เมื่อมือของเราทั้งสองเปื้อนเลือดของผู้อื่น

85.มีภูตผีวิญญาณอยู่ในทุกถ้อยคำของเรา

86.เมื่อเรายืนอยู่กันคนละฝั่งของสมรภูมิความเชื่อ

87.ฉันหวังให้เธอเข้าใจ

88.ถึงการต่อสู้ของเรา

89.ความเศร้าของมัน

90.และชัยชนะที่ไม่เคยมาถึง

91.ที่ไม่เคยมาถึง......


สิบเก้าจวบยี่สิบกันยายนสองห้าห้าสาม

โผร้อนจี๋

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



เห็นจะต้องเขียนถึงบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายพลสีกากีระดับรองผบช.-ผบก.อีกวัน เพราะหลังจากมีข่าวว่า รองนายกฯเทพเทือก ตัดสินใจรวบรัดตัดความ


นัดประชุมก.ตร.วันที่ 7 ต.ค.นี้ โดยมีวาระพิจารณาบัญชีแต่งตั้งระดับนายพลด้วย!

ถ้า เป็นอย่างนี้ก็เท่ากับว่า ไม่อาจรอการเจรจาต่อรองกับนายกฯมาร์คให้เลื่อนไปเป็นต้นเดือนหน้า ไม่อาจรอเวลาหลังจากที่ตนเองไปเลือกตั้งเสร็จแล้วกลับมาเป็นรองนายกฯ

คงต้องเอาชัวร์ เอาแน่นอนในตอนนี้เลย

รีบประชุมแต่งตั้งเสียก่อนที่จะต้องลาออกจากรองนายกฯ

โดยเลือกวันที่ 7 ต.ค. วันสุดท้ายก่อนลาออกนั่นเอง

แต่ไปๆมาๆเหนือเทพเทือกยังมีมาร์ค ล่าสุดสั่งเลื่อนก.ตร.เป็น 8 ต.ค.เรียบร้อยแล้ว**

แถมมาร์คประกาศจะไปนั่งเป็นประธานก.ตร.เพื่อคุมการพิจารณาโผพล.ต.ต.ด้วยตัวเอง


คือถ้าประชุมวันที่ 7 ต.ค.ประธานคือเทพเทือก

*แต่พอเป็นวันที่ 8 ต.ค.ประธานจะเปลี่ยนเป็นมาร์ค!*

งานนี้พูดได้คำเดียวว่า แตกหักขาดสะบั้น

เท่ากับนายกฯประกาศยึดอำนาจก.ตร.และยึดโผพล.ต.ต.มาไว้เอง

ยึดจากใคร ก็คือยึดจากเทพเทือกนั่นแหละ

จึงกล่าวได้ว่าสถานการณ์แต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจงวดนี้ พลิกผันอย่างรวดเร็ว

การที่จู่ๆเทพเทือก ตัดสินใจด่วนจี๋ให้เร่งทำบัญชีแต่งตั้งแล้วนัดประชุมก.ตร.ในวันที่ 7 ต.ค.นั้น

แปล ว่าต้องการชิงจังหวะที่นายกฯไปต่างประเทศเพื่อจัดการโยกย้ายเองให้เสร็จสิ้น อีกทั้งเป็นการใช้อำนาจทิ้งทวนในวันสุดท้ายก่อนลาออกไปลงสมัครส.ส.

รีบร้อนเช่นนี้ ส่อแสดงว่า เทพเทือกกับนายกฯคุยกันไม่ได้แล้ว

ขณะเดียวกันก็มีแรงหนุนจากพรรคร่วม ที่มีตำรวจในสังกัด และต้องการจัดโยกย้ายนายพลไปคุมจังหวัดที่เป็นฐานเสียง

ซึ่งที่ผ่านมาพรรคร่วมคงเห็นแล้วว่า การเจรจากับนายกฯคนนี้ยากเย็นนัก

เลยหนุนให้เทพเทือกชิงจังหวะลงมือทำโผตอนนายกฯไม่อยู่ และทำเสียก่อนที่จะต้องทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ

ดีไม่ดีเทพเทือกเองอาจได้กลิ่นไม่ปกติ เมื่อลาออกไปลงเลือกตั้ง อาจไม่ได้กลับมาเป็นรองนายกฯอีกแล้ว!?

แต่ล่าสุดเมื่อมาร์คยึดก.ตร.และยึดโผพล.ต.ต.มาทำเอง

ก็ชี้ชัดเจนว่า เทพเทือกไม่น่าจะได้เป็นรองนายกฯอีกแล้วอย่างแน่นอน!


วงค์ ตาวัน