ที่มา ประชาไท
ประยุทธ์เตรียมเชิญ บก.สื่อคุยปลายเดือน ต.ค.
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา ประชาไท
ประยุทธ์เตรียมเชิญ บก.สื่อคุยปลายเดือน ต.ค.
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
ในขณะที่พันธมิตรบางคน เย้ยหยันว่าเสื้อแดงหมดท่าแล้ว ที่ไปชุมนุมราชประสงค์วันที่ 19 กันยา เป็นแค่อาฟเตอร์ช็อก เราก็ต้องถามกลับว่าแล้วพันธมิตรล่ะ เหลืออะไร คุณว่าคุณชนะแล้ว ตกลงคุณได้อะไรบ้าง ที่ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์หรือลาภยศสรรเสริญสำหรับบางคน แต่เป็นสิ่งที่คุณสัญญิงสัญญากับมวลชนไว้บนเวที โดยเฉพาะเมื่อยึดทำเนียบ สถาปนาอุดมการณ์ “การเมืองใหม่” ในปี 2551
โอ้ การเมืองใหม่อันใสสะอาด ปราศจากทุจริตคอรัปชั่น สถาปนาระบบคุณธรรมจริยธรรมให้ยั่งยืนสถาพรในประเทศไทย
ที่มา Thai E-News
ถ้า แม่ยกรัฐบาลคนนั้นต้องการชีวิตผมจริงๆ ขอให้กล้าพูดออกมา ขอชีวิตผมมา ผมจะตายให้เขา แต่เขาต้องพูดต่อพี่น้องประชาชน แต่ตราบที่ไม่กล้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นศพผม ผมอาจจะได้เห็นศพแม่ยกก่อน
หมายเหตุ:เมื่อค่ำวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์คนไทยยูเค โดย DJ.Shanamy & DJ.Pitt ได้เชิญคุณอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดงสัมภาษณ์สดออกรายการ"คุยข้ามฟ้ากับShanamy"
การ สัมภาษณ์จากสถานที่ที่ไม่ได้ระบุนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ที่นายอริสมันต์ได้ปรากฎตัว(เสียง)ต่อสาธารณชน โดยเขาได้เล่าถึงการตัดสินใจไม่เข้ามอบตัวพร้อมกับแกนนำคนอื่นในวันที่ 19 พฤษภาคม,ฉากการหลบหนีที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าฉากในภาพยนตร์,ข้อกล่าวหาเรื่องเขา เป็นฮาร์ดคอร์และจัดตั้งกองกำลังต่อต้านรัฐบาล,แนวทางการปรองดอง,ข่าวเรื่อง มี"แม่ยก"ของรัฐบาลต้องการหมายหัวเอาชีวิตเขา และข้อเสนอทางออกของประเทศในมุมมองของเขา
รายละเอียดการเปิดใจท่าน สามารถรับฟังได้ด้วยตนเองที่ player ด้านล่างนี้ (บางช่วงเสียงขาดหายไป เนื่องจากปัญหาการติดต่อ ท่านต้องรอซักครู่ จะฟังต่อได้)
อภิสิทธิ์ จึงต้องรอการพิพากษาทั้งทางคดี และการพิพากษาจากประชาชน หนีไปไหนก็หนีไม่พ้น ยกเว้นต้องไปพบยมบาล ถึงคุณจะใหญ่เท่าไหร่ แต่ยังไงก็เล็กกว่าโลง
1.อธิปไตยอำนาจต้องเป็นของประชาชน ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจให้ชัดเจน
2.ขบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต้องเป็นธรรมและทันสมัย ต้องแฟร์ องค์กรอิสระต้องมีมาตรฐาน ไม่ซ้ายไม่ขวา
3.การ พัฒนาคนพัฒนาชาติ เยาวชนต้องมีการศึกษาสูง เพื่อพัฒนาประเทศได้ดี รวมทั้งการส่งคนไปเรียนต่างประเทศ เรียนรู้วัฒนธรรมมาพัฒนาประเทศ
4.การ พัฒนาด้านการเกษตรให้ทันสม้ย ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ด้านการตลาด เทคโนโลยี การเก็บรักษาพืชผลที่ไม่มช่วิธีโบราณแบบเดิมที่กระทรวงพาณิชย์ทำอยู่
5.การพัฒนาอุตสาหกรรม และการเศรษฐกิจการค้า การเงินการคลังต้องทันสมัย
6.ใน ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ หมดสมัยที่จะใช้กำลังกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะตอนนี้รัฐบาลมีปัญหาหมดกับเพื่อนบ้านรอบด้าน พม่า ลาว กัมพูชา
7.ในเรื่องการจัดการทรัพยากร ที่มีนายทุนหนุนหลังให้เกษตรกรบุกรุกป่า ต้องจัดการให้ถูกต้อง
8.เรื่อง สิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องให้มีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ไม่ใช่อย่างที่เป็นมา เรามาเรียกร้องประชาธิปไตยกลับเข่นฆ่า ตายไปที่รวบรวมได้ 96 ศพ ไม่นับรวมที่สูญหาย บาดเจ็บ
นี่เป็นประเด็นหลักๆที่เราต่อสู้อยู่ เพื่อจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
*M-manใช้คนมาจัดการกับเรา กับแกนนำ
*M-material ใช้อาวุธใช้ระเบิด
*M-moneyไปซื้อข้อมูลข่าวสาร ให้มืออาชีพมาป้ายสี
*M-marketing ใช้การตลาดว่าเราเป็นคนเลวเป็นผู้ก่อการร้าย
*M-methodology จัดการกับเราอย่างมีแบบแผน
*M-monitor คอยเฝ้าสังเกตติดตาม
*M-mature ใช้องค์กรอิสระ องค์กรรัฐ องค์กรข่าวกรอง หน่วยรบพิเศษ
*M-management คอยจัดการทั้งหมดที่กล่าวมา เป็นต้น
1.หยุดไล่ล่า
2.หยุดองค์กรอิสระ ทหาร ตำรวจ คุกคามประชาชน
3.จากนั้นกำหนดว่าจะเดินหน้าอย่างไรต่อ ต้องมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และกลับไปเรื่องธรรมนูญ 10 ข้อที่ผมว่าไปแล้ว
4.ส่วน การสังหารประชาชน ต้องไปถามญาติวีรชนว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาอยากให้เป็นแบบไหน หากเขาเห็นว่าคุณปรองดองจริงๆ เขาอาจมีความเมตตาคุณก็ได้ เสธ.หนั่นคงต้องไปถามเจ้าทุกข์ตัวจริงเหล่านั้น ไม่ใช่ถามแค่นักการเมือง
ถ้าแม่ยกคนนั้นต้องการชีวิตผมจริงๆ ขอให้กล้าพูดออกมา ขอชีวิตผมมา ผมจะตายให้เขา แต่เขาต้องพูดต่อพี่น้องประชาชน แต่ตราบที่ไม่กล้า ก็อย่าหวังจะได้เห็นศพผม ผมอาจจะได้เห็นศพแม่ยกก่อน
ผมจะพามวลชน สู้ในแบบของเรา อาจมีตำรวจทหารที่มีอยู่นี่แหละเป็นกองกำลังคุ้มกัน และเมื่อถึงเวลาสุกงอมเราอาจได้เห็นทหารประชาธิปไตยจับปืนสู้กับทหารอำมาตย์ หากทหารฝ่ายประชาธืปไตยเพลี่ยงพล้ำ พี่น้องก็มีสิทธิชอบธรรมที่จะหนุนช่วย แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่หากเกิดขึ้นก็คงจะรุนแรง
ที่มา Thai E-News
หมายเหตุไทยอีนิวส์:ถอด ความจาก ปาฐกถา"บทเรียนจากเหตุการณ์ 6 ตุลาซึ่งสังคมไทยไม่ยอมรับรู้" ในพิธีเปิดประติมานุสรณ์ 6ตุลา โดย ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 6 ตุลาคม 2543 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
24-25-26 ปีผ่านไป และอาจตลอดกาลนาน คุณต้องเฝ้าบอกตัวเองทุกวันทุกคืนว่า คนที่คุณรักไม่ใช่คนเลวอย่างที่ถูกกล่าวหา
ที่มา Thai E-News
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 ตุลมคม 2553
บก.ลายจุดพาเสื้อแดงนั่งรถไฟไปอยุธยา ขี่จักรยาน ผูกผ้าแดง
ที่มา Thai E-News
Go to hell-ชาวไทยในนิวยอร์ค สหรัฐฯรวมพลังประท้วงขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าที่พักขณะไปประชุมUNเมื่อสัปดาห์ก่อน บรรยากาศ"จัดหนัก"เยี่ยงนี้หรือกว่านี้กำลังจะเกิดขึ้นที่เบลเยี่ยม..อีก แล้ว
ที่มา Thai E-News
โดย ดอม ด่านตระกูล
ที่มา เว็บไซต์นิติราษฎร์
3 ตุลาคม 2553
วัน อังคารที่ผ่านมา (28 ก.ย.2553) มีพี่ที่เคารพนับถือกันท่านหนึ่งโทรศัพท์มาเล่าว่ามีหนังสือเล่มใหม่ออกมา บิดเบือนประวัติศาสตร์อีกแล้วโดยเฉพาะกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่8 ผู้เขียนชื่อ วิมลพรรณ ปิตธวัชชัย เหตุที่คุณพี่ท่านนั้นโทรศัพท์มาเล่าเพราะทราบดีว่าคุณพ่อ (สุพจน์ ด่านตระกูล) ของข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ติดตามและนำเสนอข้อมูลในเรื่องกรณีสวรรคตมาอย่างที่ สื่อมวลชนบางท่านนินทาว่า กัดไม่ปล่อย ต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานจนได้รับรางวัลเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ในฐานะนักเขียนดีเด่น จึงแสดงความคิดเห็นว่าข้าพเจ้าน่าที่จะนำข้อเท็จจริงมาตอบโต้ เพื่อที่ผู้อ่านจำนวนมากจะได้ไม่เข้าใจผิดตามถ้อยความที่ไม่ตรงกับความจริง ของ วิมลพรรณ ปิตธวัชชัยโดยเฉพาะข้อมูลบางตอนที่ถูกนำมาเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์มติชนและ www.matichon.co.th อยู่ในเวลานี้
อันนามผู้เขียน วิมลพรรณ ปิตธวัชชัยนี้ เป็นชื่อที่ข้าพเจ้าคุ้นเคยในแง่ที่งานเขียนของเธอหลายชิ้นได้ถูกคุณพ่อของ ข้าพเจ้านำมาวิพากษ์วิจารณ์ และโต้แย้งในหลายๆกรณีที่เธออาจเข้าใจคลาดเคลื่อน (หรือจงใจก็ไม่ทราบ)เช่นหนังสือเรื่อง ข้าวของพ่อ ในหน้า 42 (ฉบับพิมพ์ครั้งที่2) เธอได้เขียนบรรยายไว้ว่า
หลัง สงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลง ประเทศไทยซึ่งตกอยู่ในฐานะผู้พ่ายแพ้สงคราม เพราะเป็นมิตรกับญี่ปุ่นนั้นก็ถูกฝ่ายสัมพันธมิตร บังคับให้ส่งข้าวไปชดใช้ค่าสงครามถึงปีละ 1ล้าน 5 แสนตัน
ข้าวไม่ เพียงแต่เลี้ยงคนไทยให้ อยู่รอด ไม่อดตาย และผ่านสงครามอันร้ายกาจมาได้เท่านั้น ข้าวยังได้ช่วยชาติให้พ้นภัยในฐานะผู้พ่ายแพ้อีกด้วย
“......... ก็พอดีวันหนึ่ง จะเป็นวันที่เท่าใดข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่อยู่ในระหว่างวันที่ 1 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้โทรศัพท์เชิญข้าพเจ้า (นายทวี บุณยเกตุ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น)ให้ไปพบที่ทำเนียบท่าช้าง เมื่อข้าพเจ้าไปถึงก็ได้ส่งโทรเลขของม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ให้ข้าพเจ้าอ่าน ซึ่งมีความเป็นทำนองหารือมาว่า หากประเทศไทยจะเสนอให้ข้าวแก่ฝ่ายสัมพันธมิตรสัก 1,200,000 ตัน หรือ 1,500,000 ตัน (จะเป็นจำนวนไหนข้าพเจ้าจำไม่ได้ แต่แน่ใจว่าเป็นจำนวนหนึ่งใน 2 จำนวนนี้) โดยไม่คิดมูลค่าจะได้หรือไม่ เพื่อแสดงอัธยาศัยไมตรี เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านข้อความในโทรเลขดูตลอดแล้ว ก็วิตกกังวลมาก เพราะว่าการให้ข้าวโดยไม่คิดมูลค่าเป็นจำนวนมากเท่ากับการขายข้าวส่งออกนอก ประเทศของเราในยามปกติตลอดปี มันเท่ากับเป็นค่าปรับสงครามนั่นเอง เพราะจะเป็นเงินมหาศาลสำหรับประเทศไทย คือจะเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท และนอกจากนั้นแล้วข้าวจำนวนนี้จะมีพอให้หรือไม่ก็ยังไม่ทราบ เพราะในระหว่างสงครามนั้น แม้ว่าเราจะไม่สามารถส่งข้าวไปขายยังต่างประเทศดังเช่นยามปกติก็ตาม แต่ทหารญี่ปุ่นก็ได้มากว้านซื้อเอาไปหมด ข้าพเจ้าจึงขอนำเรื่องไปหารือกับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก่อน นายปรีดี พนมยงค์จึงกล่าวว่า เรื่องนี้เราจะต้องรีบตอบ กว่าจะสอบสวนอาจจะเสียเวลานาน ฉะนั้นขอให้ข้าพเจ้าตกลงว่า ไหนๆอังกฤษและอเมริกาก็ทราบเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย และไหนๆม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็ได้เสนอให้เขาไปแล้วก็ควรตอบไปว่า เห็นควรรับได้ในหลักการ ส่วนเรื่องจำนวนที่จะให้นั้น จะได้ตกลงพิจารณาในภายหลังจะได้หรือไม่? ข้าพเจ้าเห็นด้วย จึงยอมตกลงที่จะให้มีโทรเลขตอบไปเช่นนั้น”
“..... การสอบสวนชันสูตรพระบรมศพของ ตำรวจในครั้งแรกก็ทำอย่างหยาบๆไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนตั้งแต่แรก เมื่อจะมีการแถลงการณ์ให้เป็นที่รับทราบของประชาชน นายปรีดี พนมยงค์ ถามหลวงนิตย์ว่า แถลงว่าสวรรคตเพราะพระนาภี (ท้อง) เสียได้หรือไม่ หลวงนิตย์ฯตอบว่า ไม่ได้
หลวงเชวงศักดิ์สงครามถามว่า เพราะโรคหัวใจได้ไหม หลวงนิตย์ปฏิเสธอีก จะออกแถลงการณ์ว่า ในหลวงปลงพระชนม์เอง กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงคัดค้าน รับสั่งให้แถลงการณ์ตามที่เป็นจริง นายกรัฐมนตรี (นายปรีดี พนมยงค์) จึงแถลงการณ์ว่า “เป็นอุบัติเหตุ” ซึ่งกรมขุนชัยนาทฯและพระบรมวงศานุวงศ์ไม่ได้คัดค้านหรือห้ามการสืบสวนตาม กฏหมาย โดยอ้างว่าขัดกับประเพณีแต่อย่างใด”
“ขณะ ที่ขึ้นไปถวายบังคมนั้น พลโทพระศิลปศัสตราคม เป็นผู้ที่ร้องไห้ดังๆ ซึ่งใครๆในที่นั้นเหลียวไปดู แล้วพระรามอินทราจะพูดกับนายกรัฐมนตรีหรือใครจำไม่ได้ว่าใคร่จะขอชันสูตรพระ บรมศพ แต่กรมขุนชัยนาทฯห้ามมิให้กระทำ”
“วันนี้ เวลา 15 น.มีพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ อาทิ พระวรวงศ์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุมภฏ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ พระองค์เจ้าวรรณ พระองค์เจ้าธานี กับท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีอีกหลายท่าน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกระทรวงการต่างประเทศ ได้ไปชุมนุมกันพิจารณารายงานของอธิบดีกรมตำรวจ เกี่ยวกับการสอบสวนสืบสวนกรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระหว่างชุมนุมดังกล่าว อธิบดีกรมตำรวจได้ทูลขอประทานความเห็นของสมเด็จกรมขุนชัยนาท ได้รับสั่งว่า สำหรับพระองค์ท่านเองทรงเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุจริงดังแถลงการณ์ของทาง ราชการ เหตุผลที่ชี้เช่นนั้นก็เพราะพระองค์ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดพระแสงปืนมาก และเคยเห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกระชากพระแสงปืนและทรงหันลำกล้องเอา ปากกระบอกมาทางพระพักตร์ เพื่อส่องดูลำกล้องและสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยรับสั่งว่าปืนประบอกนี้ไกอ่อน ลั่นง่าย จึงบันทึกไว้ พ.ต.ท. (ลิมอักษร)”
หลัง การชันสูตรพระบรมศพแล้ว แพทย์ลงความเห็นว่า สาเหตุใดมีน้ำหนักว่าเป็นไปได้มากที่สุด ปรากฏว่า ประเด็นถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด คือถูกลอบปลงพระชนม์มีน้ำหนักมากที่สุด 16 เสียงปลงพระชนม์เองมีน้ำหนักมากที่สุด 14 เสียงอุปัทวเหตุมีน้ำหนักมากที่สุด 2 เสียงใน ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายปรีดี พนมยงค์ได้เรียก นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หลวงอดุลย์เดชจรัส และ นายดอล ที่ปรึกษาการคลัง ไปพบ นายปรีดีบอกนายดิเรกว่า ได้ทราบว่ามีการยุยงแพทย์ฝรั่งให้เล่นการเมืองนอกเหนือหน้าที่แพทย์ ทั้ง 4 คน คือ นายปรีดี นายดิเรก หลวงอดุลย์เดชจรัส และนายดอล เห็นพ้องต้องกันว่า แพทย์ควรทำหน้าที่ชันสูตรพระบรมศพอย่างเดียวไม่ควรออกความเห็นเรื่องสาเหตุ นายปรีดีได้ใช้ให้นายดิเรก และนายดอลไปแจ้งให้เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยทราบ ในที่สุดแพทย์กองทัพอังกฤษจึงได้ขอถอนความเห็น โดยนายแพทย์ไดร์เบิร์ก(ซึ่งได้รับเชิญร่วมชันสูตรพระบรมศพ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) แจ้งแก่พระยาดำรงแพทยาคุณว่าจำต้องถอนความเห็นเพราะเป็นทหารต้องปฏิบัติตาม วินัย
“ใน คืนวันที่ 25 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา หรือก่อนหน้านั้นนิดหน่อย ข้าพเจ้าได้รับโทรศัพท์จากทำเนียบท่าช้างว่า นายกรัฐมนตรีต้องการพบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไปที่ทำเนียบทันที ไปถึงทำเนียบเข้าใจว่าเป็นเวลาไม่เกิน 21 นาฬิกา พบท่านนายกรัฐมนตรี ท่านได้ต่อว่าข้าพเจ้าว่าทำไมแพทย์ชันสูตรพระบรมศพแล้วจึงต้องออกความเห็น ด้วยว่า กรณีเกิดจากอย่างใดอย่างหนึ่งในสามอย่างนั้น ตามธรรมดาที่ปฏิบัติกันกันในเมืองไทยนี้ แพทย์จะแสดงความความเห็นได้แต่เพียงว่า การตายเกิดจากอะไร แผลเข้าทางไหนออกทางไหน ถูกอวัยวะสำคัญหรือไม่อย่างไร จึงทำให้ตายเท่านั้น การที่แพทย์ออกความเห็นเลยไปเช่นนี้น่าจะไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าจึงเรียนตอบว่า ไม่ควรจะออกความเห็นเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะไม่ได้ชันสูตรแต่ต้นมือไม่มีโอกาสได้เห็นท่าทางพระบรมศพโดยตนเอง ไม่ได้เห็นวัตถุของกลาง จึงควรออกความเห็นได้เฉพาะบาดแผลเท่านั้น ท่าน พูดต่อไปว่า แพทย์ฝรั่งที่เชิญมาร่วมชันสูตรพระบรมศพนั้นก็ทำเกินหน้าที่ของแพทย์ไปด้วย และเป็นการนอกเหนือจากข้อความในหนังสือที่เชิญมาชันสูตรพระบรมศพและท่านได้ ปรารภต่อไปว่า ก็ควรจะให้แพทย์ฝรั่งทราบว่าที่ออกความเห็นเช่นนั้นไม่ถูก ควรจะถอนความเห็นไปเสีย และได้สั่งให้นายดิเรก ชัยนามในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ซึ่งถูกเรียกไปด้วย ให้ไปจัดการเรื่องนี้กับฝรั่งต่อไป ข้าพเจ้ากลับจากทำเนียบเวลาประมาณ 22-23 นาฬิกา เมื่อข้าพเจ้ากลับมาแล้ว นายดิเรกจะยังอยู่หรือไปก่อนแล้วข้าพเจ้าจำไม่ได้
รุ่งขึ้นวันที่26 เดือนเดียวกันนั้นได้มีการประชุมคณะกรรมการแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ เริ่มประชุมเวลา 9.30 นาฬิกา เท่าที่จำได้มีกรรมการแพทย์มาประชุมครบเหมือนวันก่อน พอเปิดประชุมพันเอกไดรเบอร์กก็แถลงต่อที่ประชุมว่า เขามีความเสียใจในฐานะเป็นนายแพทย์อยู่ในกองทัพอังกฤษ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีสวรรคตจะเกี่ยวข้องในทางการเมือง และได้ทราบจากเอกอัครราชทูตอังกฤษว่าที่กระทำไปนั้นไม่ถูกต้องเสียแล้ว เพราะ ฉะนั้นเขาขอถอนความเห็นของเขา ที่เป็นเช่นนั้นข้าพเจ้าเข้าใจว่า เนื่องจากท่านนายกรัฐมนตรีให้นายดิเรก ชัยนามไปจัดการ และนายดิเรก ชัยนามคงพูดกับเอกอัครราชทูตอังกฤษ ที่พันเอกไดรเบอร์กขอถอนความเห็นนี้ ขอถอนความเห็นของนายแพทย์กองทัพอังกฤษทั้งคณะ คือรวมทั้งพันโทรีสและร้อยเอกคุปต์ด้วย ในหน้ากระดาษความเห็นที่มีขีดฆ่านั้น ใครขีดฆ่าไม่ทราบ
ในคราวประชุม วันที่ 25 พันเอกไดรเบอร์กได้รับว่า จะเรียบเรียงรายงานการประชุมเป็นภาษาอังกฤษแล้วพิมพ์แจก ในวันที่ 26 ก็ไม่ได้ขอถอนหรือของดแต่อย่างใด คงขอถอนเฉพาะความเห็นเท่านั้น รุ่งขึ้นวันที่ 27 ก็ส่งบันทึกมาให้ (โจทก์ขอให้พยานดูบันทึกรายงานการประชุมภาษาอังกฤษที่ดร.ไดรเบอร์กเรียบ เรียง พยานดูแล้วรับรองว่าถูกต้อง).....”
ที่มา มติชน บ่าย วันพุธที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์หลายฉบับพร้อมใจกันขึ้นหน้าหนึ่งถึงการต่ออายุ รถเมล์ฟรี รถไปชั้นสามฟรี ไฟฟ้าฟรีไปจนถึงสิ้นปี หรือที่สังคมไทยนิยมเรียกกันว่า "นโยบายประชานิยม" หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ พาดหัวว่า "เป้าประชานิยมชั่วชีวิต ต่ออายุน้ำไฟรถเมล์ฟรี" ในเนื้อข่าวยังพูดต่ออีกว่า "มาเหนือกว่าต้นตำรับ เตรียมใช้เป็นมาตรการตลอดชีพ" และหลังจากการประกาศมติคณะ รัฐมนตรีแล้ว ก็เป็นที่ถกเถียงกันตามมา ว่าประชานิยมแบบนี้อาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ก็ตอบว่าเป็นการมุ่งสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ และมีมาตรการต่างๆ รองรับเรียบร้อยแล้ว รัฐสวัสดิการจะเกิดขึ้นจริงๆ ได้ไหม ความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรกาลเวลาในภายหน้าคงเป็นผู้ให้คำตอบ ตอนนี้ในฐานะประชาชนธรรมดาที่ชอบกินมะม่วงดองมากกว่าแผนปรองดองก็คงต้องอดทน ฟังท่านนายกฯ พูด พูด พูด แล้วก็พูดต่อไป ความเหมือนกันประการแรก ป้ายทั้งสองทำหน้าที่ประกาศให้ประชาชนโดยทั่วไปทราบว่า ถ้าท่านขึ้นรถคันนี้ไม่ต้องเสียเงินค่าโดยสาร ประการที่สองคือ เป็นการประกาศให้ประชาชนทราบอีกเช่นกันว่า นี่เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ช่วยเหลือหรือบริการประชาชนในยามเศรษฐกิจตกต่ำ ความเหมือนประการสุดท้ายในความคิดของผม ได้แก่ คำว่า "รถเมล์ฟรี" และ "ประชาชน" ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งเท่ากับเป็นการสะท้อนและยืนยันความเหมือนในสองข้อแรกข้างต้นด้วย "รถเมล์ฟรี" เป็นการบอกว่าคันนี้ขึ้นฟรี ส่วนคำว่า "ประชาชน" เป็นการย้ำความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐ/รัฐบาล ที่รัฐมักต้องทำอะไร เพื่อประชาชนอยู่แล้ว ทีนี้มาดูความแตกต่างกันบ้าง ประการแรกเลย ลักษณะตัวอักษรที่เปลี่ยนไป ประการที่สอง สีพื้นหลังก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นสีขาวมาเป็นสีฟ้า ตามความเห็นส่วนตัวของผม พื้นหลังสีขาวอ่านง่ายกว่าเยอะเลย สีฟ้ามันออกจะสังเกตยากเสียหน่อยโดยเฉพาะเวลาค่ำคืน ยิ่งผมสายตาสั้นและบางวันลืมใส่แว่นตาด้วยแล้วกว่าจะเห็นว่า รถเมล์คันนี้ฟรี ก็มาจอดเอาใกล้ๆ จนเกือบขึ้นไม่ทันเลยทีเดียว จาก ความแตกต่างสองข้อ และหากความจำของผมไม่สั้นจนเกินไป เมื่อครั้งที่เป็น "รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน" มีบางคนกล่าวหาว่า ลักษณะตัวอักษรและองค์ประกอบโดยรวม ช่างชี้ชวนให้นึกถึง "พรรคพลังประชาชน" และ "พรรคเพื่อไทย" เสียจริง เพราะเวลาดูผ่านๆ เหมือนๆ กำลังเห็นป้ายหาเสียงของพรรคทั้งสองอย่างไรไม่รู้ และถึงแม้ป้ายจะเปลี่ยนมีความต่างแต่กลับทำหน้าที่คล้ายคลึงกัน เมื่อป้าย "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" ทั้งตัวอักษรและสีพื้นหลังเป็นสีฟ้า ก็ชี้ชวนให้นึกถึง "พรรคประชาธิปัตย์" อย่างน้อยก็ในความคิดของผม ความต่างประการที่สาม นั่นคือ คำว่า "เพื่อ" กับคำว่า "จากภาษี" ความต่างนี้ผมว่ามีความสำคัญที่สุด เพราะทำหน้าที่ให้เห็น ลักษณะ อัตลักษณ์ หรือ อุดมการณ์ของพรรคการเมืองสองพรรคได้ดีเลยทีเดียว หากจำไม่ผิด ครั้งเมื่อเป็น ป้าย "เพื่อ" มีหลายคนออกมาชี้หน้ากล่าวหาว่า นี่เป็นประชานิยม ชอบแจกแบบไร้เหตุผล แล้วเวลาแจกหรือดำเนินนโยบายแล้วยังมักทำให้คิดไปว่า เป็นความใจดีของรัฐบาล หรือพูดง่ายๆ นี่มันคือการหาเสียงของพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทยนี่นา แต่ กับป้าย "จากภาษี" ถึงแม้จะมีคนกล่าวหาว่าเป็นการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เช่นกัน แต่ก็คงมีคนออกมาเถียงแทนว่า "แต่นี่เป็นประชานิยมที่มีเหตุผลนะ เห็นมั้ยว่าเขาบอกว่า รถเมล์ฟรีนี้มาจากภาษีของประชาชน เขาบอกที่มาของเงินที่นำมาใช้ดำเนินนโยบายไม่ได้เป็นความใจดีของรัฐบาลที่ ชอบแจก" สำหรับผมแล้ว ป้ายทั้งสอง ทำหน้าที่ไม่ต่างกัน เพราะต่างก็เป็นเครื่องมือหาเสียงของทั้งสองพรรค เพียงแค่พรรคนึง เลือกที่จะป่าวประกาศว่า "ฉันทำเพื่อประชาชน" แบบโต้งๆ โฆษณากันแบบเห็นๆ และถ้าหากใครชอบนโยบายนี้เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าลืมเลือกพรรคนี้ แต่กับอีกพรรคหนึ่งเลือกที่จะบอกว่า เงินที่ใช้มาจากภาษีประชาชนนะ เป็นป้ายที่ดูเหมือนจะเป็นการแจ้งให้ทราบมากกว่าเป็นการโฆษณาหาเสียง แต่ถ้ามองให้ดีๆ ผมว่านี่คือ การโฆษณาหาเสียงเหมือนกัน โดยใช้ การโฆษณาว่า ฉันไม่ได้โฆษณาและตั้งใจจะหาเสียงนะ เพราะถ้าเกิดใครเห็นข้อความนี้แล้ว รู้สึกประมาณว่า เออ พรรคนี้ดีนะ บอกที่มาที่ไปของเงินด้วย หรือเออ!!! นี่งัย พรรคนี้ไม่ได้เอาดีเข้าตัวเอง เพราะบอกว่ามาจากเงินภาษีของประชาชน เมื่อความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้น ก็ทำให้คนอาจจะหันมานิยม พรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มขึ้น แล้วมันจะต่างกับการโฆษณาหาเสียงตรงไหน ความต่างประการสุดท้าย กลุ่มเป้าหมายของคนที่อ่านป้ายเหล่านี้ หรือกลุ่มที่รัฐบาลต้องการสื่อสารมีความแตกต่างกัน ผมเชื่อว่า คงไม่มีชนชั้นกลางในกรุงเทพฯคนใดที่ไม่รู้ว่า เงินที่ใช้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลล้วนแล้วมาจากภาษีประชาชนเสียส่วนมาก ไม่ว่าป้ายรถเมล์ฟรี จะเขียนว่าอะไร ก็ใช้เงินภาษีทำทั้งนั้น อีกทั้งป้ายแค่นั้นก็ไม่สามารถจะบ่งบอกได้ว่า รัฐบาลเอาเงินภาษีส่วนไหนมาใช้ เป็นเงินภาษีของคนทั้งประเทศหรือเปล่าเราก็มิอาจรู้ได้ แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เลือกที่จะใช้คำว่า "จากภาษี" เท่ากับเป็นการพยายามสื่อสารกับชนชั้นกลางที่มักคิดว่าเหตุผลของตัวเองถูก ต้องและดีเลิศกว่าคนอื่นๆ เป็นการเชิดชูจริตแบบชนชั้นกลาง เชิดชูว่าฉันเนี่ยแหละที่เสียภาษีเยอะกว่าคนชั้นล่างทำให้พวกคุณๆ ได้นั่งรถเมล์ฟรี ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงหลายคนก็ไม่ค่อยจะอยากเสียภาษีกันสักเท่าไหร่ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง ป้าย "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" สำหรับผมแล้วก็คือการหาเสียงซึ่งทำหน้าที่ไม่ได้แตกต่างไปจากป้าย "รถเมล์เพื่อประชาชน" สักเท่าไหร่ เพียงแต่ "จากภาษี" แสดงถึงเหตุผล วิธีคิด และจริตแบบชนชั้นกลางในเมือง (ที่ด่าการเผายางว่าทำให้โลกร้อนแต่ไม่ยอมใช้รถสาธารณะด้วยเหตุผลเดียวกัน คือ โลกมันร้อน) อันเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์และคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และล่าสุดเป็นกำลังสำคัญที่อินสุดๆ กับ สโลแกน "Together We Can" และเป็นกลุ่มคนที่ต้องการ "คืนความสุขให้กรุงเทพฯ" มากที่สุด หลังจากเหตุการณ์นองเลือดทางการเมือง เมษาฯ-พฤษภา 2553 ผ่านพ้นไป รถเมล์ฟรีมาแล้ว ผมขออนุญาตขึ้นไปก่อนนะครับ...
คนยืนรถเมล์
ขสมก.แจง เปลี่ยนสติ๊กเกอร์ "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" เพื่อต้องการปลูกจิตสำนึกให้รู้ว่าใช้เงินภาษีมาอุดหนุน ไม่มีวาระแอบแฝง แม้รูปแบบสติ๊กเกอร์ถูกมองเปลี่ยนไปตามการเมือง
(ที่มา: ไทยโพสต์ http://www.thaipost.net/x-cite/220409/3499)
ข่าว การขยายเวลาประชานิยมทำให้ผมนึกย้อนกลับไปเมื่อสักหนึ่งปีที่ แล้วได้กระมัง นึกถึงวันที่รถเมล์ฟรีเพิ่งเปลี่ยนสติ๊กเกอร์ใหม่ๆ วันนั้นผมยืนรอรถเมล์อยู่สักพักก็พลันสงสัยว่า เอ! รถเมล์ฟรีไม่มีแล้วหรือ เพราะไม่ค่อยพบเห็นมาหลายวันแล้ว หรือว่าจะหมดช่วงนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ แต่ก็ไม่น่าจะใช่เพราะรัฐบาลก็เพิ่งประกาศยืดเวลาให้ประชาชนได้นั่งรถเมล์ ฟรีเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หรือจะเป็นเพราะว่ารถเมล์สายที่ผมรอไม่ค่อยมีรถเมล์ฟรีแล้ว หรือจะเป็นเพราะว่าโดนเผาไปช่วงสงกรานต์ ผมคิดสงสัยได้ไม่นานก็มีรถเมล์ฟรีวิ่งผ่านมา ความรู้สึกแรกก็คือ เย้! ยังมีรถเมล์ฟรีเว้ยเฮ้ย แค่ป้ายที่เขียนเปลี่ยนไปบ้าง (ออกจะดูยากและไม่สะดุดตาไปบ้างแต่ก็ยังเห็นอยู่) ตัวอักษรที่ใช้ก็เปลี่ยนไป สีพื้นหลังก็เปลี่ยนไป และที่สำคัญข้อความบางส่วนก็เปลี่ยนไป นั่นคือ จาก "รถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน" เปลี่ยนไปเป็น "รถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชน" แล้วป้ายมันเปลี่ยนไปเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร สองข้อความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ผมสงสัยต่อ...
ที่มา มติชน บันดาลใจจาก หอน โดย อัลเลน กินส์เบิร์ก ภาค 1 : จดหมายถึงพระเจ้า 2.นี่คือบาดแผลกลัดหนองที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น 3.นี่คือการล้างแค้นด้วยการฆ่าตัวตาย 4.นี่คือจดหมายที่ไม่มีที่อยู่ผู้รับ 5.นับจำนวนหยดน้ำตาให้ข้าที 6.หากท่านไม่อาจนับจำนวนของผู้คนที่พลัดพรากจากกัน 7.ชั่งน้ำหนักวิญญาณของข้าที 8.หากท่านไม่อาจใช้ตาชั่งในมือของท่านได้ 9.ตวงเลือดจากร่างของข้าที 10.หากท่านไม่อาจตวงเลือดที่กระเซ็นจากบาดแผลฉีกขาด 11.ให้ข้าได้เขียนถึงท่าน 12.จดจารความเคียดแค้นแลการร้องขอที่มีต่อท่าน 13.สวดภาวนาให้ท่านอภัยในความผิดบาป 14.เพื่อที่จะให้ร่างของท่านได้บวมพองขึ้น 15.อิ่มเต็มขึ้นจากการภาวนาของหมู่ข้าผู้ทนทุกข์ 16.ให้ข้าได้จดจารความพยาบาทที่มีต่อความรัก 17.ให้ข้าได้จดจารความลุ่มหลงมัวเมาในเสรีภาพของเหล่าข้า 18.ให้ข้าได้จดจารเสียงเพลง 19.ที่ใครบางคนยังคงเต้นรำจวบจนเธอถูกยิงล้มลง 20.การสาบสูญไปของประวัติศาสตร์ 21.การถือกำเนิดอย่างยิ่งใหญ่ของเรื่องเล่า 22.งานมงคลสมรสของคำลวงและความทรงจำกระท่อนกระแท่น 23.งานศพในหล่มหลุมของประวัติศาสตร์ที่ไม่ถูกเรียกใช้และไม่มีใครมาร่วมงาน 24.ข้าสวดมนต์ถึงท่านในทุกคืนก่อนที่ข้าจะล้มตัวลงนอน 25.ขอให้ท่านได้สัมผัสกับความเจ็บปวด ทุกข์เศร้า จากชีวิตที่ท่านริบคืนไปจากเรา 26.ข้าสวดภาวนาในทุกเช้าเมื่อตื่นลืมตา 27.ให้รอยแผลเป็นของพวกเขา งอกออกมาเป็นดอกไม้ 28.เพื่อที่ข้าจะเก็บมาบูชาท่าน 29.สวดภาวนาถึงท่านในยามสายที่มีแสงแดดสาดส่อง 30.สิ่งที่ท่านหลงลืม 31.พวกข้าจะจดจำ 32.ความเงียบใบ้ของท่าน 33.จะผลิบานในปากของข้า 34.กฎของท่าน 35.เป็นคำชี้แนะสำหรับข้า 36.ทุกครั้งที่สวดภาวนา 37.ข้าอยากให้ท่านได้ยิน 38.แลละอายต่อเสียงสวดนั้น 39.แม้ท่านจะมืดบอดต่อคำร้องขอชีวิต 41.และตระหนักได้ว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง 42.ข้าพเจ้าดื่มกาแฟดำขื่นขม 43.และตระหนักว่าพระเจ้าไม่ใช่ใครหรืออะไรเลย 44.ข้าพเจ้าอาบน้ำที่เย็นยะเยือกไปถึงไขสันหลัง 45.และตระหนักว่าพระเจ้าอยู่ในเราทุกคน 46.ข้าพเจ้าเปิดหน้าต่างกว้างเพื่อรับสายลมเหม็นอับจากทิศตะวันออก 47.และพบว่าพระเจ้าเป็นระบบชนิดหนึ่งซึ่งล่ามพันธนาเราไว้ 48.ภูตผีพากันมาหาข้าพเจ้า 49.กระซิบว่าไม่มีหรอกนรกสวรรค์ 50.กูยังคงอยู่ในที่ที่กูตาย 51.อยู่ในความทรงจำของลูกหลาน 52.ในระหว่างบรรทัดของประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้เขียน 53.ซึ่งจะไม่บรรจุชื่อของกูลงไป 54.พวกภูตผีปีศาจไม่มีความทรงจำใหม่ๆอีกแล้ว 55.หากความทรงจำใหม่ของข้าพเจ้า – คนที่ยังหายใจ 56.ทำให้เขาและเธอยังคงดำรงอยู่ 58.ไม่มีชัยชนะ มีแต่การต่อสู้ที่ไม่รู้จบ 59.ที่รัก 60.ในวันที่เรายังคงกุมมือกันอยู่เช่นนี้ 61.ขอให้ฉันได้กล่าวแก่เธอสักเล็กน้อย 62.ท่ามกลางแผ่นดินที่แดงดั่งเลือดทา 63.และท้องฟ้าซึ่งมัวไปด้วยควันไฟ 64.ขอให้ฉันได้กล่าวแก่เธอสักเล็กน้อย 65.เธอก็รู้ใช่ไหมว่าไม่มีชัยชนะใดรอเธออยู่ 66.มีเพียงการต่อสู้หนึ่งซึ่งนำไปสู่อีกการต่อสู้หนึ่ง 67.เธอรู้ใช่ไหมว่าเราไม่ได้ต่อสู้เพื่อชัยชนะ 68.ชัยชนะคือปีศาจร้ายคือภาพลวงตา 69.มีแต่การต่อสู้เท่านั้นที่เป็นความจริง 70.ความจริงที่แสนทุกข์ระทม 71.ที่รัก ชัยชนะถึงที่สุดไม่ได้นำสิ่งใดมานอกจากการต่อสู้ครั้งใหม่ 72.การต่อสู้ที่ไม่ใช่สงคราม เพียงการจบสิ้นของความรัก 73.ที่รัก ที่เธอต้องระวังคือความฝันของเธอ 74.ทุ่งดอกไม้ หรือลมสะบัดผืนธงของพรุ่งนี้ 75.เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ ทรราชย์ใหม่ การล้มตายใหม่ นักสู้ใหม่ วีรบุรุษใหม่ และการต่อสู้ใหม่ 76.ที่รัก 77.การต่อสู้จะมอบให้เธอเพียงความเหนื่อยล้าสิ้นหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า 78.เฉกเช่นการยอมจำนนอาจมอบสันติภาพจอมปลอม 79.หากมีก็แต่ความเหนื่อยล้าเท่านั้นที่เป็นเครื่องยืนยัน 80.ว่าเราจะยังต่อสู้อยู่จวบรุ่งสางมาเยือน 81.และถึงเวลานั้นเราจะได้พักลงสักเล็กน้อย 82.เพื่อจะรอการต่อสู้ครั้งใหม่ 83.เมื่อถึงวันหนึ่ง 84.เมื่อมือของเราทั้งสองเปื้อนเลือดของผู้อื่น 85.มีภูตผีวิญญาณอยู่ในทุกถ้อยคำของเรา 86.เมื่อเรายืนอยู่กันคนละฝั่งของสมรภูมิความเชื่อ 87.ฉันหวังให้เธอเข้าใจ 88.ถึงการต่อสู้ของเรา 89.ความเศร้าของมัน 90.และชัยชนะที่ไม่เคยมาถึง 91.ที่ไม่เคยมาถึง......
บทกวีโดย วิวัฒน์ เลิศฯ
ชื่อบทกวี จาก It’s Not War Just The End of Love เพลงโดย Manic Street Preachers
แด่ ประชาชนผู้เสียชีวิต ตลอดเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2553
1.นี่คือเสียงคร่ำครวญของการร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา
ภาค 2 : สนทนากับภูตผี
40.ข้าพเจ้าตื่นขึ้นในยามเช้าอันมืดสลัว
ภาค 3 : รำพึงลำพัง - ไม่ใช่สงคราม เพียงการจบสิ้นของความรัก
57.ไม่ใช่สงคราม เพียงการจบสิ้นของความรัก
สิบเก้าจวบยี่สิบกันยายนสองห้าห้าสาม
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
เห็นจะต้องเขียนถึงบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายพลสีกากีระดับรองผบช.-ผบก.อีกวัน เพราะหลังจากมีข่าวว่า รองนายกฯเทพเทือก ตัดสินใจรวบรัดตัดความ
นัดประชุมก.ตร.วันที่ 7 ต.ค.นี้ โดยมีวาระพิจารณาบัญชีแต่งตั้งระดับนายพลด้วย!
ถ้า เป็นอย่างนี้ก็เท่ากับว่า ไม่อาจรอการเจรจาต่อรองกับนายกฯมาร์คให้เลื่อนไปเป็นต้นเดือนหน้า ไม่อาจรอเวลาหลังจากที่ตนเองไปเลือกตั้งเสร็จแล้วกลับมาเป็นรองนายกฯ
คงต้องเอาชัวร์ เอาแน่นอนในตอนนี้เลย
รีบประชุมแต่งตั้งเสียก่อนที่จะต้องลาออกจากรองนายกฯ
โดยเลือกวันที่ 7 ต.ค. วันสุดท้ายก่อนลาออกนั่นเอง
แต่ไปๆมาๆเหนือเทพเทือกยังมีมาร์ค ล่าสุดสั่งเลื่อนก.ตร.เป็น 8 ต.ค.เรียบร้อยแล้ว**
แถมมาร์คประกาศจะไปนั่งเป็นประธานก.ตร.เพื่อคุมการพิจารณาโผพล.ต.ต.ด้วยตัวเอง
คือถ้าประชุมวันที่ 7 ต.ค.ประธานคือเทพเทือก
*แต่พอเป็นวันที่ 8 ต.ค.ประธานจะเปลี่ยนเป็นมาร์ค!*
งานนี้พูดได้คำเดียวว่า แตกหักขาดสะบั้น
เท่ากับนายกฯประกาศยึดอำนาจก.ตร.และยึดโผพล.ต.ต.มาไว้เอง
ยึดจากใคร ก็คือยึดจากเทพเทือกนั่นแหละ
จึงกล่าวได้ว่าสถานการณ์แต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจงวดนี้ พลิกผันอย่างรวดเร็ว
การที่จู่ๆเทพเทือก ตัดสินใจด่วนจี๋ให้เร่งทำบัญชีแต่งตั้งแล้วนัดประชุมก.ตร.ในวันที่ 7 ต.ค.นั้น
แปล ว่าต้องการชิงจังหวะที่นายกฯไปต่างประเทศเพื่อจัดการโยกย้ายเองให้เสร็จสิ้น อีกทั้งเป็นการใช้อำนาจทิ้งทวนในวันสุดท้ายก่อนลาออกไปลงสมัครส.ส.
รีบร้อนเช่นนี้ ส่อแสดงว่า เทพเทือกกับนายกฯคุยกันไม่ได้แล้ว
ขณะเดียวกันก็มีแรงหนุนจากพรรคร่วม ที่มีตำรวจในสังกัด และต้องการจัดโยกย้ายนายพลไปคุมจังหวัดที่เป็นฐานเสียง
ซึ่งที่ผ่านมาพรรคร่วมคงเห็นแล้วว่า การเจรจากับนายกฯคนนี้ยากเย็นนัก
เลยหนุนให้เทพเทือกชิงจังหวะลงมือทำโผตอนนายกฯไม่อยู่ และทำเสียก่อนที่จะต้องทิ้งเก้าอี้รองนายกฯ
ดีไม่ดีเทพเทือกเองอาจได้กลิ่นไม่ปกติ เมื่อลาออกไปลงเลือกตั้ง อาจไม่ได้กลับมาเป็นรองนายกฯอีกแล้ว!?
แต่ล่าสุดเมื่อมาร์คยึดก.ตร.และยึดโผพล.ต.ต.มาทำเอง
ก็ชี้ชัดเจนว่า เทพเทือกไม่น่าจะได้เป็นรองนายกฯอีกแล้วอย่างแน่นอน!
วงค์ ตาวัน
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51