WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 5, 2010

รวมกิจกรรมเสื้อแดง ระหว่างวันที่ 10 - 17 ตุลา นี้

ที่มา thaifreenews

โดย namome

แถลงข่าว
ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่
มหกรรม ประชาชนลุกขึ้นสู้ 14 ตุลา ตาสว่างกว่าเดิม
ชุมนุมใหญ่ 17 ตุลาคม 2553 สนามกีฬาอยุธยา


การลุกขึ้นสู้ของประชาชน เรียกร้องประชาธิปไตย
ขับไล่เผด็จการ 3 ทรราชในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
เป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยเบ่งบานสะพรั่งในสังคมไทย
นิสิต นักศึกษา ประชาชนได้ตื่นตัวทางการเมือง
และมีการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเอกราช

ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมอย่างกว้างขวาง
จนพลิกโฉมหน้าสังคมไทยให้เจริญ ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
แต่แล้วอำนาจเผด็จการทหารได้ก่อการรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น
ด้วยการใช้ความรุนแรงเข่นฆ่านิสิต นักศึกษา ประชาชน อย่างป่าเถื่อนโหดเหี้ยมอำมหิต
ได้สร้างความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทย จนนิสิต นักศึกษา ประชาชน
ได้ประกาศ “ สงครามประชาชน “
ใช้กำลังอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการทหารระหว่างปี 2519 – 2525
นำความสูญเสียและความบออบช้ำให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน



การเรียกร้องของคนเสื้อแดงให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในเดือนมีนาคม 2553
กลับถูกรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต
ในเหตุการณ์ 10 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553
การประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน อย่างต่อเนื่องเพื่อปราบปรามคนเสื้อแดง
คุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน การลอบสังหารแกนนำคนเสื้อแดงและการดำเนินคดี
ด้วยการยัดเยียดข้อหาการก่อการร้าย การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารด้วยการ ปิดเวปไซด์
การปิดนิตยสาร การปิดโรงพิมพ์และนิตยสาร Red Power
กำลังทำให้สังคมไทยเข้าสู่ยุคมืด ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศ ที่น่าสะพรึงกลัว เคียดแค้น ชิงชัง

ประชาชนมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวา
มีการสร้างสถานการณ์ความรุนแรงด้วยการวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆ
เพื่อคงไว้ซึ่ง พรก.ฉุกเฉิน และการใช้อำนาจเผด็จการทหาร
ทำให้เศรษฐกิจ การเมือง ล้าหลัง ตกต่ำ
หากปล่อยให้รัฐบาลยังคงความเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ
จะทำให้สังคมไทยเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง
กระทั่งนำมาสู่สงครามประชาชนได้ในที่สุด

เพื่อเป็นการเตือนสติต่อสังคมไทยและเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรง
นำมาสู่สังคมประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน โดยสันติ
กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มแดงอยุธยา กลุ่มแดงเชียงใหม่ สมัชชาประชาธิปไตยนนทบุรี กลุ่มThailand Mirro จะได้ร่วมกันจัดงานครบรอบ 37 ปี
14 ตุลา เป็นการชุมนุมของประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยครั้งใหญ่
โดยมีคำขวัญต่อเนื่องจากการชุมนุมใหญ่มหกรรม
“19 กันยาตาสว่างทั้งแผ่นดิน” ที่เชียงใหม่
เป็น มหกรรม “17 ตุลา ตาสว่างกว่าเดิม ”

โดยมีข้อเรียกร้อง 5 ข้อคือ
1.ให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง นปช.ทุกคน
เพื่อสร้างสังคมปรองดองอย่างแท้จริง ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทุกพื้นที่
และยกเลิกศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ที่ทำงานซ้ำซ้อนกับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และเป็นแหล่งล้างผลาญเงินงบประมาณ
2.ปฏิรูปศาลยุติธรรมให้เชื่อมโยงกับอำนาจของประชาชน
และนำคณะลูกขุนมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม
3. ปฏิรูปเศรษฐกิจ กระจายรายได้เป็นธรรมด้วยการยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
ลดภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7 เปอร์เซ็นต์เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์
จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีมรดกภาษีที่ดินเพื่อนำมาสู่การจัดตั้งรัฐสวัสดิการ
4.ปฏิรูปที่ดินกระจายการถือครองที่ดินให้ชาวนา ชาวไร่
ประกันรายได้เกษตรกรและกรรมกรให้พอเพียงต่อการดำรงชีพสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
5. หยุดการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
ยุติการปิดกั้นและคุกคามสื่อมวลชน ทุกรูปแบบ

ทั้งนี้กลุ่มแดงเชียงใหม่โดยศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่
จะได้เข้าร่วมงาน มหกรรมประชาชนลุกขึ้นสู้ “17 ตุลา ตาสว่างกว่าเดิม” ที่อยุธยา ดังนี้

1.ในวันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม 2553 จะจัดขบวนรถแรลลี่เส้นทาง เชียงใหม่ – ลำพูน – ลำปาง – ตาก – กำแพงเพชร – นครสวรรค์ – ชัยนาท – สิงห์บุรี – อ่างทอง – พระนครศรีอยุธยา ขบวนรถออกเดินทางจากเชียงใหม่มากกว่า 100 คัน รวมตัวกันที่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์แยกดอนจั่น และจะออกเดินทางจากเชียงใหม่เวลาประมาณ 8.00 น. มุ่งสู่อยุธยา ด้วย ป้ายข้อความติดตามข้อเรียกร้อง 5 ข้อ ติดรถยนต์ทุกคัน และแวะรวมพลกันกับรถจากจังหวัดต่างๆ ตลอดรายทาง เวลาค่ำถึงพร้อมกันที่อนุสาวรีย์พระนเรศวร อยุธยา
2. โดยการเดินทางขบวนแรลลี่ในครั้งนี้ เป็นการเดินทางและใช้เงินส่วนตัวของมวลชนทุกๆคน
ทางศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ จะช่วยเหลือในส่วนของการดูแลประสานงานความปลอดภัย และจัดเตรียมน้ำดื่มให้ในขบวนเท่านั้น
3. ในวันอาทิตย์ ที่ 17 ตุลาคม2553 แรลลี่กรุงเทพ-อยุธยา ขบวนรถกว่า 100 คัน วิ่งรอบเมืองกรุงเทพเข้าสู่อยุธยาพร้อมกันที่สะพานปรีดี พนมยงค์ เวลา 15.00 น. เดินขบวนถึงสนามกีฬา 17.00 น. เริ่มเวทีปราศรัยทางการเมือง พบกับ สส.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย สส.ดร.สุนัย จุลพงศธร สส.สุรเชษฐ์ ชัยโกศล สส.จตุพร พรหมพันธ์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ โดยมีไฮไลต์ของงาน คือ สาปแช่งฆาตกร เวลา 17.30 น. และ “ยิงตะไลทะลุฟ้า ท้าอธรรม” จำนวน 3000 นัด เวลา 22.00 น.

ทั้งหมดนี้ เป็นการเคลื่อนไหวต่อสู้โดยสงบ สันติ วิธี ตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลอย่าได้บิดเบือนหรือให้ร้ายป้ายสีและอย่าได้ใช้วิธี การสกปรกหรือใช้อำนาจรัฐขัดขวางการการเคลื่อนไหวดังกล่าว ทั้งนี้ขอขอบคุณล่วงหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในการอำนวยความสะดวกในด้าน การจราจร การดูแลความปลอดภัย และขอขอบคุณหน่วยงานที่บริการรถสุขา เพื่อให้การจัดกิจกรรมและการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และประสพความสำเร็จต่อไป

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย/ สมัชชาประชาธิปไตยนนทบุรี/ กลุ่มแดงอยุธยา
กลุ่มแดงเชียงใหม่ /Thailand Mirror/ Red Power

ติดต่อประสานงานที่ 089-5007232
begin_of_the_skype_highlighting 089-5007232
end_of_the_skype_highlighting (กรุงเทพ)
087-0929030 (นนทบุรี)
082-1999565 (อยุธยา)
0812895105 (เชียงใหม่)

แรลลี่ตาสว่างกว่าเดิม ชม.-อยุธยา





กำหนดการณ์ งานแรลลี่ ตาสว่างกว่าเดิม เชียงใหม่ -อยุธยา
วันนี่ 16 ต.ค. 2553 เวลา 7.00 น. เริ่มปล่อยรถคันแรก ออกจากเชียงใหม่
12.30 น พักทานอาหารกลางวัน ที่ จ.นครสวรรค์
18.30 ถึงจุดหมายเข้าที่พัก ตามอัธยาศัย
วันที่ 17 ต.ค. 2553 เวลา 9.00 น ทัวร์ กระตุ้นเศรษฐกิจ ช้อปปิ้ง-กินเที่ยว-ไหว้พระ รอบเมือง อยุธยา
เวลา 15.00 น เข้าร่วมขบวบ ประชาธิปไตย ที่สะพาน ปรีดรพนมยงค์ เคลื่อนสู้ สนามกีฬา เทศบาล อยุธยา
เวลา 17.00น. เริ่มงาน รับฟังการปราศัย จาก ดร.อภิวันท์,ส.สสุนัย, คุณสมยศ,คุณสุรเชษฐ,คุณ จตุพร พรหมพันธุ์ ฯ
เวลา 24.00 น ร่วมร้องเพลงปิดงาน
วันที่ 18ต.ค. 2553 เวลา 8.00 น ออกเดินทางกลับสู่เชียงใหม่
ติดต่อ ลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ที่ แม่อุ๊ 081-8819679 begin_of_the_skype_highlighting 081-8819679 end_of_the_skype_highlighting
ดาบชิต 081-2895105
คุณแดง 081-9526886 (อ.เมือง)
เจ้หมวย 080-7949381 (หางดง)
อ้ายอาจ 086-4300597 (สันกำแพง ดอยสะเก็ด )
น้องขวัญ 089-1912131 (สันป่าตอง )
รองสุพล 081-9527723 (เขตรอบนอก )
รถทุกคันที่เข้าร่วมงาน จะได้รับแจก เสื้องานตาสว่าง(ทุกท่าน ) สติกเกอร์ ,เอกสารนำทาง
ไม่เสียค่าลงทะเบียนใดๆทั้งสิ้น

เรียนเชิญพี่น้องคนเสื้อแดงในจ.เชียงใหม่ร่วมเดินทางแรลลี่สายประชาธิปไตยร่วมกัน


ติดตามรายละเอียดได้ที่

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=9978


สร้อยแก้ว คำมาลา: ละครโรงหนึ่ง ตอน4 ชิ้นส่วนในความทรงจำ

ที่มา ประชาไท

สร้อยแก้ว คำมาลา ผ่านเรื่องราวจากปากคำของสามัญชนคนเสื้อแดงถึงความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนของพวกเขา

หญิงวัยกลางคนผมยาว

เธอ นั่งกอดเข่าต่อหน้าพระพุทธรูป เป้หนึ่งใบพิงหลัง หลังเหตุการณ์การยุติเวทีชุมนุมของคนเสื้อแดง เสียงระเบิดเอ็มเจ็ดสิบเก้าที่ลงข้างเวทีทำให้เธอและเพื่อนที่ร่วมชุมนุม ต่างพากันหาที่หลบภัย ตัวเธอวิ่งหนีเข้ามาในวัดนี้เพียงคนเดียว ส่วนเพื่อนร่วมหมู่บ้านที่มาด้วยกันต่างกระจัดกระจายหนีไปคนละทิศละมุม ไม่รู้ว่าใครไปอยู่ไหนบ้าง

ร่างกายเธอเหนื่อยล้า หัวใจเธออ่อนแรง แม้อยากร้องไห้ แต่เธอไม่มีน้ำตา
วิหาร ที่เธออาศัยอยู่กว้างขวางเหลือคณา ทว่าก็ไม่เพียงพอจะบรรจุผู้คนซึ่งต้องการที่พึ่งได้ทั้งหมด คนจำนวนมากกระจัดกระจายอยู่ข้างนอก ที่อยู่ข้างในส่วนใหญ่คือคนชรา เด็ก ผู้หญิง รวมกันอยู่หลายร้อยคนทั้งนั่งทั้งนอนเรียงราย
ทว่าเธอรู้สึกราวกับไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย

“มันเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่แม้สักคน ฉันไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย นอกจากนานๆ ครั้งจะมีเสียงเด็กร้องไห้ และเสียงไอของคนแก่”

ไม่ มีใครพูดอะไรออกทั้งนั้น ภาพที่ทุกคนเห็น สิ่งที่ทุกคนได้ยินก่อนนี้ มันบอกให้รู้ว่า ความตายมันเดินทางเข้ามาใกล้แค่ปากประตูวัดเท่านั้นเอง

“ตอน ที่อาสาพยาบาล ถูกยิง มีคนมากระซิบบอกว่าเดี๋ยวทหารจะเข้ามายิงพวกเราในวิหาร ฉันมองไปที่พระพุทธรูป บอกว่าไม่เป็นไร ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าจะตายต่อหน้าพระพุทธรูป ฉันก็พร้อมตายแล้ว”


หญิงวัยกลางคนผมสั้น
“เราไม่ต้องทำอะไรหรอก ตอนนี้ทำอะไรมันก็จับ มันก็ยิง แต่เอางี้สิ ต่อไปเมื่อไหร่ที่เราไม่เห็นด้วย ให้เราออกจากบ้านมาพร้อมๆ กัน ออกบ้านและมาปรบมือพร้อมๆ กัน เคยได้ยินไหม ปรบมือจนกำแพงป้อมเมืองมันทลาย”

หญิงหน้ามันขายกล้วยทอด

“ที่ รับรู้ว่าเช้าวันที่ ๑๙ พฤษภา มันต่างจากทุกวันคือ เราจะเห็นมอเตอร์ไซค์พาคนเจ็บเข้ามาเยอะมาก เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็มา เราถึงรู้ว่าข้างนอกมันมีการยิงกันหนัก เพราะเราไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น สัญญาณโทรศัพท์มือถือเราก็ถูกตัด”

“ไม่คิดหนีหรือ?”

“ไม่! ไม่คิดเลย คิดอย่างเดียวกูจะสู้จนนาทีสุดท้าย แต่ก็ระวังตัวตลอด ไปหลบอยู่ใต้เสาสะพานรถไฟฟ้า เพราะพวกมันอยู่ข้างบนกันเต็มเลย ไปหลบตรงนั้นจะปลอดภัย”

“นึกว่าเห็นคนเจ็บแล้วจะใจฝ่อ...”

“ไม่ ไม่เลย แต่เราสงสารคนเจ็บ เช้าวันนั้นมันเยอะมาก เดี๋ยวมา เดี๋ยวมา แล้วพวกมอเตอร์ไซค์นี่มันขี่กันเก่งมาก มันไม่กลัวโดนยิงกันเลย มันจะมีคนขับหนึ่งคน คนเจ็บซ้อนตรงกลาง และอีกคนประกบท้าย มันต้องเข้ามาส่งคนเจ็บที่โรงพยาบาล วิ่งรถกันอยู่ตลอด”

“แล้วตอนที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุม ทำยังไง”

“ก็หนีไปอยู่ในวัด”

“รู้สึกว่าแพ้...?"

ส่ายหน้าแทนคำตอบ เงียบอยู่นาน กล้ำกลืน

“เราพยายามเต็มที่แล้ว เราไม่ได้ทำผิดอะไร ทุกวันนี้ถึงน้อยใจว่าเราผิดอะไร ทำไมถึงมายิงเรา”

หญิงขายเครื่องสำอาง

“ตอนนั้นพี่เขาบอกว่าให้เข้ามากรุงเทพฯ มาช่วยกัน เราก็นั่งรถไปกัน แต่ไปไม่พ้นจังหวัดตัวเอง ถูกสกัดจับ เขาไม่ให้เราไป”
"ถาม ว่าทุกวันนี้ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหน คนสีหนึ่งทำอะไรก็ผิด คนอีกสีหนึ่งทำอะไรก็ถูก เราไม่ได้โง่ แต่เรารับไม่ได้กับสองมาตรฐาน”

“ใน หมู่บ้านตอนนี้มีทหารเข้ามาจัดกิจกรรมอะไรไม่รู้ มาพูดมาบรรยาย เราไม่ได้ไปฟัง กลัว ตอนนี้หลายคนที่เคยไปร่วมชุมนุมไม่กล้าอยู่บ้าน กลัวถูกจับ พวกญาติๆ บอกว่าทางการเขารู้หมดว่าไปชุมนุม เพราะใครที่ทำบัตร นปช.แดง มันจะบันทึกข้อมูลไว้ในคอมฯ เขาบอกว่าพวกทหารยึดเครื่องคอมฯ ของแกนนำไป เลยรู้หมดว่าใครไปร่วมชุมนุม”

“แต่จะบอกอะไรให้ คนทั้งจังหวัดเนี่ย ๘๐ เปอร์เซ็นต์เป็นพวกเราหมด ก็คอยดูละกัน”

ชายมีแผลเป็นบนใบหน้า

“ตอนกลับมาใหม่ๆ ผมพูดกับใครไม่ได้ไปสามสี่วัน คิดขึ้นมาเมื่อไหร่ มันก็จุก”
หญิงผู้มีบ้านอยู่ตีนเขา

“ป้าทำอะไรไม่ได้เป็นเดือน ไม่ขายของ ไม่ออกไปหาใคร เก็บตัวอยู่ในบ้าน”

ชายเครายาว

“ตอนออก จากวัด เขาแจกลูกอมมาให้สองเม็ด ผมไม่ได้ไปรับ พอขึ้นรถ เธอหันมาเห็นผม เธอก็ยื่นลูกอมมาให้ผมเม็ดหนึ่ง เธอรู้ว่าผมเป็นเบาหวาน ผมขาดน้ำตาลไม่ได้”

“เราอยู่อำเภอเดียวกัน ก่อนนี้เราเคยเห็นหน้าแต่ไม่เคยรู้จักกัน แต่พอมาอยู่ที่นี่ก็ได้พูดคุย รู้จักกัน เห็นใจกัน”

“รถ เมล์ของกทม. พาเราวิ่งออกไป รถวิ่งผ่านลานเซ็นทรัลเวิลด์ ผ่านสยาม ที่ถูกไฟไหม้ แล้วทุกคนที่นั่งในรถก็พากันร้องไห้ ร้องไห้ด้วยกันทั้งคันรถ”


ชายขากระเผลก

“ผมโชคร้ายที่วันที่19 ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย”
“ทำไมถึงคิดว่าโชคร้าย ไม่คิดว่าโชคดีหรือที่รอดมาได้..?”

“ไม่เลย ผมโชคร้ายที่ไม่ได้อยู่เหตุการณ์ ผมจะบอกให้นะ ผมอายุ ๖๔ ปีแล้ว ผมสนใจการเมืองมาตลอดชีวิต แต่ที่ผ่านมาไม่ว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา, 6 ตุลา, หรือพฤษภา 35 ผมแค่รับรู้ แต่ไม่ได้เข้าร่วม เพราะผมอยู่ในวัยทำงาน บางครั้งมีเหตุให้ไปเมืองนอกบ้าง อยู่ไกลสถานที่ชุมนุมบ้าง”

“ขอโทษนะคะ คุณลุงทำอาชีพอะไรคะ”

“ผม ทำงานในสายการบิน ตอน 14 ตุลา ผมเห็นข่าวจากต่างประเทศ เพื่อนชาวต่างชาติมาบอกว่า นี่ ยู บ้านยูมีเรื่องแล้ว แต่ครั้งนี้ผมย้ายบ้านมาจากกรุงเทพฯ มาอยู่ต่างจังหวัด การอยู่ต่างจังหวัดมันทำให้เราได้รู้ข้อมูลอะไรเยอะกว่าการอยู่ในกรุงเทพฯ เสียอีก”

“ผม ไปร่วมชุมนุมทุกครั้งที่มีการจัดตั้งเวทีในจังหวัด และครั้งนี้ผมก็ไปตั้งแต่วัน ๑๒ มีนาคม แต่ที่ผมรอดชีวิตมาได้ เพราะก่อนวันที่ 19 พ.ค. ผมกลับมาเอารถ รถผมประสบอุบัติเหตุครั้งหนึ่ง ตอนกลับมาพักผ่อนช่วงเดือนเมษา ลูกๆ ต้องเอารถเข้าอู่ให้ แล้วผมก็นั่งรถโดยสารกลับไปกรุงเทพฯ เอง”
“พอ รถซ่อมเสร็จ ผมก็กลับมาจะเอารถ แต่ก็เกิดเหตุการณ์ 19 พฤษภา เสียก่อน ผมเป็นคนโชคร้าย ที่เหตุการณ์ทางการเมืองทุกครั้งผมไม่ได้เข้าร่วมด้วยเลย มีครั้งนี้แหละที่เข้าร่วม แต่ก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ด้วย”

“ก่อน นี้ผมไปทุกวัน ส่วนใหญ่จะอยู่แถวพารากอน พวกการ์ดหนุ่มๆ เขาจะตั้งป้อมกันที่นั่น เราก็ไปช่วยเขาด้วย มีอยู่คืนหนึ่ง มีข่าวว่าทหารจะเข้ามา พวกหนุ่มๆ มันวิ่งไปข้างหน้ากันหมด และหันมาบอกผมกับคนแก่อีกคน คนนั้น 80 กว่าแล้ว ว่าอยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องไป”

“ผมก็นึกในใจ มันก็คงจะอย่างนั้นแหละ แค่จะถือบ้องไม้ไผ่วิ่งไปกับเขา เราก็ยกบ้องไม้ไผ่ไม่ไหวแล้ว”

“ที่ พารากอนจะมีผมกับลุงรวยนี่แหละ แก่สุด ก็มองลูกหลานมันสู้ไป เราก็นั่งคุยกัน ตอนนั้นบอกกันว่าถ้าพวกทหารมันมาถึงก็ปล่อยให้มันฆ่าตามสบายเถอะ เพราะจะให้วิ่งหนีก็คงหนีไม่ทันหรอก”

“แต่คืนนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรง”

“กลับมาบ้านนี่คิดถึงลุงรวยมาก ไม่รู้แกเป็นยังไงบ้าง เรานั่งด้วยกันสองเฒ่าเกือบทุกคืน”

“ทุก ครั้งที่ผมออกจากบ้าน ผมสั่งกับลูกๆ ผมไว้หมดแล้วว่า ถ้าพ่อเป็นอะไรไปไม่ต้องกังวลนะ เรื่องศพอะไรไม่ต้องไปจัด เพราะผมคิดว่าถ้าผมตาย ศพคงหาไม่เจอหรอก น่าจะถูกเก็บ”

“ลูกๆ ผมบางคนไปอยู่อเมริกา บางคนอยู่กรุงเทพฯ มีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา หมดห่วงแล้ว การต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ผมถึงเข้าร่วมได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเป็นกังวล ถ้าจะตายก็พร้อมตายแล้ว ก็แก่ขนาดนี้แล้ว”

“ผมเป็นโรคหลายโรค อาหารการกินผมกินร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ผมจะเตรียมอาหารของผมไปเอง”

“คุณ รู้ไหม ประเทศเรานี่ไม่เคยปกครองแบบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบสักครั้ง เราต้องผ่านการปกครองแบบประชาธิปไตยกันก่อน แล้วเราถึงจะเข้าสู่ระบบรัฐสวัสดิการ จากนั้นถึงจะเป็นระบอบคอมมิวนิสต์”

“คอมมิวนิสต์คืออะไรรู้ไหม...?”

“เรา คนไทยเข้าใจคำว่าคอมมิวนิสต์กับผิดๆ เยอะมาก ประเทศรัสเซีย หรือจีนอะไรนี่มันยังไปไม่ถึงระบอบคอมมิวนิสต์สักครั้ง ในโลกนี้ยังไม่เคยมีประเทศไหนปกครองแบบคอมมิวนิสต์ได้เลย เพราะมันจะต้องผ่านระบบประชาธิปไตยกันก่อน ผ่านจุดสูงสุดของระบบทุน ซึ่งมันมากับประชาธิปไตย แล้วก็มาถึงรัฐสวัสดิการ”

“จากนั้นถึงจะเป็นคอมมิวนิสต์ได้”

“คอมมิวนิสต์ คืออะไร คอมมิวนิสต์คือยูโธเปีย คือยุคพระศรีอาริย์ ไงล่ะ คือสังคมที่ไม่มีชนชั้น มี ความเสมอภาค มีความเท่าเทียม”
............
ขณะนั่งเขียน พวกเขาทั้งหมดล่องลอยอยู่ในห้วงคำนึงนึก--- สีหน้า แววตา น้ำเสียง หลายถ้อย หลายความ ยังกระจ่างชัด บางขณะฉันน้ำตาซึม

เหตุการณ์ ผ่านพ้นวินาทีเฉียดตายของ หลายคนมันฝังลึกเกินกว่าคนสามัญที่ห่างไกลประสบการณ์เช่นนี้จักเข้าถึงได้ และยิ่งหากไร้ความเมตตาเพื่อจะเข้าใจ เห็นใจ ตลอดจนถึงการปลอดซึ่งอคติต่อพวกเขาว่าถูกจ้างมาเป็นเครื่องมือของอดีตนายกฯ หรือเป็นความโง่งมงายของพวกเขาเอง

นั่นคงยากเกินไปที่จะเข้าใจ
ว่าทำไม พวกเขายังคงสู้ และไม่มีวันลืม 19 พฤษภา 2553

เกินขอบเขตหรือไม่ คำสั่งศาลปกครองระงับการประมูล 3G ชั่วคราว

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม คำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการประมูลคลื่นความถี่ 3Gไว้ชั่วคราว
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 379/2553 เรื่องการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2.1 IMT (“คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้ระงับการประมูลคลื่นความถี่ 3G”)2 ทำ ให้ประชาชนจำนวนมากฝันสลาย โอกาสที่จะได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) ระบบ 3G ที่ให้บริการโดยผู้ประกอบการมากรายภายในปี 2554 ดูจะเลือนลางไปอย่างสิ้นเชิง ไม่อาจปฎิเสธได้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ศาลได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการยับยั้งการบริหารราชการของฝ่ายบริหารอย่าง ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน
คำถามถือการยับยั้งดังกล่าวเกินขอบเขตหรือไม่
คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ระงับการประมูล 3G เป็นผลมาจากการที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (“บมจ. กสท”) ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ต่อไปนี้ขอเรียกรวมกันว่า “กทช.”) ต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่ง ชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อประกอบกิจการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่าน 2.1 GHz (“ประกาศ 3G”)3 และให้ระงับการประมูลและการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าว
ศาล ปกครอง กลางได้มีคำสั่งรับฟ้องและได้มีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อ บรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยสั่งให้ กทช. ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวรวมทั้งการดำเนินการตามประกาศ 3G ไว้ก่อนเป็นการชั่วคราว โดยถือว่าประกาศ 3G เป็น “กฎทางปกครอง” กทช. ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลาง ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งว่า คำสั่งของศาลปกครองกลางที่กำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ ชั่วคราวก่อนการพิพากษานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้แก้คำสั่งดังกล่าวของศาลปกครองกลางเป็นว่าให้ “ทุเลาการบังคับ” ตามประกาศ 3G ไว้ก่อน โดยสั่งให้ กทช. ระงับการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 3G และการดำเนินการต่อไปตามประกาศ 3G จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
ปรากฏการณ์ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าศาลได้เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถ ยับยั้งการบริหารราชการฝ่ายบริหารได้ง่ายขึ้น ทั้ง ๆ ที่บุคคลนั้นไม่ได้รับความเดือดร้อนหรือความเสียหายจากการกระทำทางปกครองและ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเพียงพอว่าการกระทำทางปกครองไม่น่าจะชอบด้วยกฎหมายอย่าง ไร ตรงกันข้ามศาลกลับให้น้ำหนักกับการที่ต้องทำให้การบริหารราชการของฝ่าย ปกครองเป็นไปโดยถูกต้องตามลำดับขั้นตอนในมุมมองของศาล กล่าวคือ ฝ่ายปกครองจะกระทำการได้ก็ต่อเมื่อเป็นที่ชัดเจนว่ามีอำนาจตามกฎหมาย (ข้อ 1) โดยศาลได้คาดการณ์ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่ฝ่ายบริหารหากกระทำไปโดย ไม่มีอำนาจและนำมาเป็นเหตุยับยั้งการกระทำทางปกครองมากกว่าที่จะคำนึงถึง หลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่ได้บัญญัติว่าหากศาลจะยับยั้งการบริหารราชการทาง ปกครองก็จะต้องปรากฎว่า หากไม่ยับยั้ง ก็จะทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาภายหลังจากความไม่ ชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าศาลปกครองได้สร้างหลักเกณฑ์การยับยั้งการกระทำทางปกครอง ขึ้นมาใหม่ (ข้อ 2)
แนว ทางการ ใช้ดุลยพินิจทางตุลาการเช่นนี้ย่อมจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าน่าจะเป็น อุปสรรคต่อการบริหารราชการในภาพรวมอย่างมาก เพราะเท่ากับว่าหากบุคคลใดที่ไม่ถูกใจการกระทำทางปกครองก็จะสามารถบังคับ (โดยการฟ้องคดี) ให้ฝ่ายปกครองไปชี้แจงและขอคำรับรองความชอบด้วยกฎหมายจากศาลก่อนที่จะดำเนินการให้บริการสาธารณะ
ข้อ 1 การฟ้องคดีต่อศาลเพื่อยับยั้งการบริหารราชการที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การ ยับยั้งการกระทำทางปกครองโดยศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดนั้นมีข้อ พิจารณาว่าไม่น่าจะสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางกฎหมายเรื่องการรับฟ้องคดีซึ่ง กฎหมายได้จำกัดคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีเอาไว้ (ข้อ 1.1) และไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ว่าจะต้องปรากฎว่าการกระทำทางปกครอง “น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย” (ข้อ 1.2)
1.1 การรับฟ้องที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์เรื่องคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดี
เหตุผลที่ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดอาศัยเป็นเหตุในการมีคำสั่งระงับการประมูลคลื่นความถี่ 3G เป็นการชั่วคราวนั้นเป็นเรื่องอำนาจของ กทช. ในการจัดประมูล 3G โดยมีประเด็นสำคัญในศาลปกครองกลางว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กทช. ขัดต่อมาตรา 47 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่บัญญัติให้จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลใหม่หรือไม่ และมีประเด็นหลักในศาลปกครองสูงสุดว่าก่อนการจัดสรรคลื่นความถี่ 3G โดย กทช. นั้น จะต้องมีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางกำหนดคลื่นความถี่ แห่งชาติ (“ตารางฯ”) ตามมาตรา 51 (1) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 (ซึ่งต้องจัดทำร่วมกันโดยกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่าคณะกรรมการร่วม) ก่อนหรือไม่4
ในเรื่องนี้ คำสั่งศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดได้สรุปข้ออ้างของ บมจ. กสท ว่าการดำเนินการตามประกาศ 3G “ทำให้ผู้ฟ้องคดี (บมจ. กสท) ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีก เลี่ยงได้ เพราะผู้ฟ้องคดีและผู้รับสัมปทานในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามสัญญา สัมปทานของผู้ฟ้องคดีต้องถูกบังคับให้ใช้กฎตามประกาศ 3G โดยตรง อาจทำให้ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ฟ้องคดีและผู้ใช้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ตามสัญญาสัมปทานของผู้ฟ้องคดีที่มีอยู่เดิมเป็นจำนวนกว่า 37,000,000 ราย เลิกใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ฟ้องดคีและผู้รับสัมปทานจากผู้ฟ้องคดี จึงมีผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ ที่ผู้ฟ้องคดีจะได้รับเป็นจำนวนเงินจำนวนปีละหลายหมื่นล้านบาท”5
ใน ขณะนี้ ประชาชนยังไม่อาจทราบได้ว่าศาลปกครองกลางได้พิจารณารับฟ้องคดีนี้ไว้เพราะ เหตุใด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่อง สำคัญ และประเด็นการรับฟ้องคดีกับประเด็นการมีคำสั่งบรรเทาทุกข์หรือการทุเลากฎก็ ยังมีประเด็นการพิจารณาที่ทับซ้อนกันอย่างหนึ่งคือ ประเด็นที่ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการกระทำทางปกครองหรือไม่ และศาลปกครองกลางเองก็ได้กล่าวไว้ว่า
“ประกาศที่พิพาทไม่ได้มีผลบังคับโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีให้ต้องกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใด”6
โดย ปกติ แล้ว หากศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง ศาลก็จะให้เหตุผลและจะไม่พิจารณาคำขอของผู้ฟ้องคดีในเรื่องการขอให้กำหนด วิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษา แต่กรณีที่ศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีไว้พิจารณา ประชาชนทั่วไปจะยังไม่อาจทราบถึงเหตุผลในการรับฟ้องไว้พิจารณา ทั้ง ๆ ที่ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก ที่จริงแล้ว แม้คำสั่งรับฟ้องจะไม่อาจอุทธรณ์ได้ก็ตาม แต่หากศาลอธิบายเหตุผลแห่งการรับฟ้องพร้อมกับการมีคำสั่งทุเลาการบังคับตาม กฎก็จะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์ต่อการอภิปรายทางกฎหมายอย่าง มาก7
ด้วย เหตุ นี้ ในการวิเคราะห์การรับฟ้องคดีของศาลต่อไปนี้ จะอ้างอิงจากข้อเท็จจริงจากคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดและข้อเท็จจริงที่ศาล ปกครองสูงสุดนำมาเป็นเหตุในการทุเลาการบังคับตามกฎ
1.1.1 ผู้ฟ้องคดีไม่ใช่ผู้ที่จะ (หรืออาจจะ) ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน8 ซึ่ง พอจะอนุมานได้ว่าศาลย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการ คงมีแต่เฉพาะอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายเท่านั้น9 โดยผลของหลักการแบ่งแยกอำนาจดังกล่าว การกระทำทางปกครองจึงมีผลบังคับต่อผู้อยู่ใต้ปกครอง (privilège du préalable) โดยไม่ต้องได้รับคำรับรองหรือคำบังคับใด ๆ จากศาลก่อน
หลักการดังกล่าวนี้จะไร้ผลหากประชาชนทุกคนสามารถฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลยับยั้งการกระทำทางปกครองได้โดยเหตุแค่ว่า
ตน เอง สงสัยในอำนาจของฝ่ายปกครอง การใช้อำนาจขององคาพยพของรัฐที่ก้าวล้ำอำนาจขององคาพยพอื่นย่อมจะทำให้สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนอาจถูกละเมิดได้ทั้งทางนิตินัยและโดยทางข้อเท็จจริง
ด้วย เหตุ นี้ กฎหมายไทยจึงไม่ได้ยอมรับว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลเมื่อเห็นว่า กฎทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือที่เรียกว่า การฟ้องร้องโดยประชาชน (ตามตำรากฎหมายฝรั่งเศสเรียกกันว่า action populaire หรือ actio popularis ตามกฎหมายโรมัน)
กฎหมาย ได้ บัญญัติให้ศาลรับฟ้องคดีเพิกถอนกฎทางปกครองได้แต่เฉพาะกรณีที่ผู้ฟ้องคดีได้ รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีก เลี่ยงได้เท่านั้น10 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีต้องแสดงให้ศาลเห็นถึงความเสียหาย (หากกฎยังคงอยู่ต่อไป) หรือประโยชน์ (ที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครอง) ที่ตนเองจะได้รับ (หากกฎถูกเพิกถอน)11 ด้วยเหตุนี้ จึงต้องพิจารณาว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายของกฎนั้นมี “ความสัมพันธ์” กับความเสียหายหรือประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างอย่างไร
โดย ปกติ แล้ว เหตุผลที่บุคคลมีสิทธิฟ้องร้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ตน เป็นผู้รับนั้นก็เพราะคำสั่งดังกล่าวมีผลต่อตนเอง “โดยตรง”12 และ “เป็นการเฉพาะตัว”13 ดังนั้น โดยหลักแล้วบุคคลจะไม่อาจฟ้องร้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ ตนไม่ใช่ผู้รับ ทั้งนี้เว้นแต่จะแสดงให้เห็นได้ว่าคำสั่งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตนเองเสมือน หนึ่งว่าตนเองเป็นผู้รับคำสั่งด้วย14 ด้วยเหตุเช่นเดียวกัน บุคคลจึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนกฎที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป เว้นแต่จะแสดงให้เห็นได้ว่ากฎนั้นส่งผลกระทบต่อตนเองด้วย (กล่าวคือส่งผลโดยตรง (direct) และเป็นการเฉพาะตัว (individualisation) แตกต่างจากที่ส่งผลต่อประชาชนคนอื่น) ในลักษณะที่ไม่ต่างจากคำสั่งทางปกครองที่มีผลต่อตน ซึ่งศาลปกครองสูงสุดก็ได้ยอมรับหลักการนี้15 โดยผู้ฟ้องคดีไม่อาจอ้างได้ว่าประชาชนทั่วไปได้รับผลกระทบจากกฎ เพราะผู้ฟ้องคดีต้องแสดงให้เห็นด้วยว่าตนเองได้รับความเสียหายเป็น “การเฉพาะ” อย่างไร16 และศาลไม่อาจรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหากผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับผลกระทบ “เป็นส่วนตัว” แต่มีเพียงความประสงค์จะฟ้องร้องเพื่อให้ระบบขององค์กรเป็นไปโดยชอบธรรมเท่า นั้น17
นอก จากนี้ ที่กล่าวข้างต้นว่าจะต้องพิเคราะห์ว่า กฎหรือคำสั่งทางปกครองได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงหรือเป็น การเฉพาะตัวหรือไม่นั้น หมายความว่า จะต้องพิเคราะห์ว่า “ความ ไม่ชอบด้วยกฎหมายของกฎ” (อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี) ได้ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวแก่ผู้ฟ้อง คดีหรือไม่ เช่น หากกล่าวอ้างว่าฝ่ายปกครองไม่มีอำนาจ ก็ต้องระบุว่าเพราะเหตุใด และศาลปกครองก็จะต้องพิจารณาว่าข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่ว่าฝ่ายปกครองไม่มี อำนาจเพราะเหตุผลนั้น (เหตุแห่งการฟ้องคดี) มีความสัมพันธ์กับประโยชน์หรือส่วนได้เสียที่กล่าวอ้างโดยตรงและเป็นการ เฉพาะตัวหรือไม่ หากไม่ใช่ ศาลก็ไม่อาจรับฟ้องไว้พิจารณา18
หลัก เกณฑ์ การรับฟ้องดังกล่าวทำให้ศาลสามารถแยกแยะผู้ฟ้องคดีที่ได้รับความเดือดร้อน เสียหายจากความไม่ชอบด้วยกฎหมายของกฎจริง ๆ ออกจากประชาชนคนอื่น ๆ โดยทั่วไปได้ดีขึ้น หากไม่มีการแยกแยะและถือว่าผู้ฟ้องคดี สามารถฟ้องคดีได้แม้จะได้รับผลกระทบจากความไม่ชอบด้วยกฎหมายของกฎเฉกเช่น ประชาชนคนอื่น ๆ ทุกคน ก็เท่ากับว่าศาลปกครองจะต้องรับฟ้องคดีจากประชาชนทุกคนอันจะทำให้การรับฟ้อง มีความใกล้เคียงกับ actio popularis อย่างมาก
หลัก ที่ว่าผู้ฟ้องคดีจะฟ้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนกฎทางปกครองได้ต่อเมื่อแสดงให้ เห็นว่ากฎดังกล่าวกระทบต่อผู้ฟ้องคดีโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวไม่ต่างอะไร จากคำสั่งทางปกครองนั้นได้รับการยอมรับทั้งในกฎหมายฝรั่งเศสและกฎหมายสหภาพ ยุโรป19
ดังนั้น กรณีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ให้ระงับการประมูล 3G ไว้ชั่วคราว จึงต้องมีการพิจารณาว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายของกฎที่ บมจ. กสท กล่าวอ้างนั้น ส่งผลเสียหายต่อ บมจ. กสท โดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่
1.1.1.1 ความเดือดร้อนหรือเสียหายของ บมจ. กสท ไม่ใช่ความเสียหาย “โดยตรง” จากการ “ไม่มีอำนาจ”
มีข้อน่ากังขาว่าความเสียหายที่ บมจ. กสท กล่าวถึงเกี่ยวข้องอย่างไรกับการที่ กทช. มีอำนาจหรือไม่มีอำนาจให้ประมูลใบอนุญาต 3G ทั้งนี้เพราะ บมจ. กสท เองก็มีคลื่นความถี่ย่าน 800 และเทคโนโลยี CDMA 2000 1X EV-DO20 ซึ่งมีความเร็วในการดาวน์โหลดเท่ากับ 2.4 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งถือเป็นการให้บริการ 3G อยู่แล้วในขณะนี้ และเป็นความเร็วที่มากกว่าความเร็วที่ กทช. กำหนดเป็นอัตราขั้นต่ำของความเร็วการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 Ghz หลายเท่าตัว21 ดังนั้น ในแง่นี้ บมจ. กสท จึงไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากประกาศ 3G แต่อย่างใด
เสรีภาพในการเลือกบริการของประชาชน
หากพิจารณาตามข้ออ้างของ บมจ. กสท แม้จะสมมุติว่า กทช. ไม่มีอำนาจในการจัดประมูลเพราะว่ามาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ บัญญัติให้มีองค์กรกำกับดูแลองค์กรใหม่ และแม้จะสมมุติว่าจะต้องมีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางฯ ตามมาตรา 51 (1) พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ก่อนตามที่ บมจ. กสท อ้างก็ตาม แต่ความเสียหายของ บมจ. กสท ที่อ้างถึง (ลูกค้าใช้ “เสรีภาพ ของตน” เลิกใช้บริการของ บมจ. กสท และเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ชนะประมูลและรายได้ของ บมจ. กสท ลดลง) ก็หาได้เป็นผล “โดยตรง” มาจากการที่รัฐยังไม่ได้จัดตั้งองค์กรดังกล่าวหรือไม่ได้จัดทำแผนแม่บทการ บริหารคลื่นความถี่หรือตารางฯ แต่อย่างใดไม่
ตรงกันข้าม แม้จะสมมุติว่าในวันที่ประกาศ 3G มีผลใช้บังคับ รัฐได้จัดตั้งองค์กรดังกล่าวแล้วหรือได้มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่น ความถี่และตารางฯ แล้ว โดยหลักของเหตุและผลแล้ว ก็น่าจะเชื่อได้ว่าองค์กรดังกล่าว และแผนแม่บทและตารางฯ ดังกล่าวก็ไม่น่าจะห้ามมิให้ลูกค้าของ บมจ. กสท ใช้เสรีภาพของตนเลือกใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของผู้ชนะการประมูล และคงจะไม่ได้รับประกันว่ารายได้ของ บมจ. กสท จะต้องไม่ลดลง อันเป็นการสร้างการผูกขาด เสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญรับรอง มิได้เป็นผลของกฎทางปกครอง
รายได้ของ บมจ. กสท
ความเสียหายด้าน “รายได้” เป็นความเสียหาย “ในอนาคต” เพราะผู้ชนะการประมูลต้องใช้เวลาในการสร้างโครงข่ายโทรคมนาคม 3G เป็นเวลานาน และเป็นความเสียหายที่ “ไม่ได้ใกล้ชิดกับการเพิกถอนกฎ” เพราะแม้จะเพิกถอนกฎแล้ว ความเสียหายก็ยังคงอยู่ เพราะหากประชาชนใช้เสรีภาพของตนเลือกใช้บริการ 3G ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (“บมจ. ทีโอที”)22 รายได้ของ บมจ. กสท ก็ลดลงอยู่ดี และอาจลดลงอย่างมากด้วย กฎอาจทำให้ บมจ. กสท มีคู่แข่งทางธุรกิจมากขึ้นกว่าที่จะต้องแข่งขันกับ บมจ. ทีโอที และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ บมจ. กสท มีรายได้ลดลง แต่การที่ราย ได้ลดลงก็เป็นผลมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนและการแข่งขันที่เพิ่ม ขึ้น ไม่ใช่เป็นผลโดยตรงของกฎหรือจากความมีหรือไม่มีอำนาจในการออกกฎของ กทช. ซึ่งในเรื่องนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้เคยปฏิเสธที่จะรับฟ้องคดีไว้พิจารณาหากประโยชน์หรือส่วน ได้เสียที่กล่าวอ้างนั้น ไม่มีความใกล้ชิดกับการเพิกถอนกฎ เช่น หากผู้ฟ้องคดีต้องเสียภาษี จึงมาฟ้องคดีที่รัฐออกกฎ โดยอ้างว่ากฎนั้นมีผลเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณ (ภาษี) เป็นต้น23 ทั้ง นี้ เพราะการที่ผู้ฟ้องคดีต้องเสียภาษีและมีรายได้สุทธิลดลงนั้น เป็นผลจากกฎเกณฑ์ทางด้านภาษีและรายได้ของผู้ฟ้องคดีเอง ไม่ใช่เป็นผลโดยตรงมาจากกฎอันเป็นเรื่องที่รัฐใช้จ่ายเงินงบประมาณ แม้ศาลปกครองจะเพิกถอนกฎดังกล่าว ก็ไม่มีผล “โดยตรง” ให้ผู้ฟ้องคดีชำระภาษีน้อยลง ในทำนองเดียวกัน แม้จะเพิกถอนประกาศ 3G แต่ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่ารายได้ของ บมจ. กสท จะเท่าเดิม
นอกจากนี้ ความเสียหายเรื่องรายได้ก็เป็นการ คาดหมาย” ของ บมจ. กสท เอง ยังไม่มีความใกล้ชิดแน่นอนเพียงพอกับกฎเพราะยังมีเหตุแทรกแซงจากปัจจัยอื่น มากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับประกาศ 3G โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะตลาดและการให้บริการของบมจ.กสท.เอง ซึ่งอยู่ในความควบคุมของ บมจ.กสท. ทั้งนี้เพราะ ตามที่กล่าวแล้ว บมจ.กสท.เองก็มีคลื่นความถี่ย่าน 800 และเทคโนโลยี CDMA 2000 1X EV-DO ซึ่งมีความเร็วในการดาวน์โหลดเท่ากับ 2.4 เมกะบิตต่อวินาที อันมากกว่าความเร็วขั้นต่ำในการให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz หลายเท่าตัว และถือได้ว่าเป็นการให้บริการ 3G อยู่แล้วด้วยในขณะนี้ ดังนั้น หาก บมจ. กสท ให้บริการ 3G ที่ดี ผู้ใช้บริการก็ย่อมไม่เปลี่ยนใจไปใช้บริการของรายอื่น และในขณะนี้ บมจ. ทีโอที เองก็ได้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G อยู่แล้วเช่นกัน จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าประกาศ 3G ทำให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ บมจ. กสท โดยตรง
ศาล ปกครอง สูงสุดก็ได้เคยปฏิเสธว่าบุคคลไม่อาจฟ้องร้องขอให้ศาลเพิกถอนกฎทางปกครองได้ หากความเสียหายเดือดร้อนที่กล่าวอ้างนั้นมิได้มีสาเหตุ “โดยตรง” มาจากกฎของฝ่ายปกครอง แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นเช่นรายได้ของผู้ฟ้องคดีเอง24
ใน ทำนอง เดียวกัน ศาลปกครองสูงสุดก็เคยมีคำสั่งว่าผู้ร่างกฎทางปกครองจะมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอน กฎที่ตนร่างหลังจากที่กฎมีผลใช้บังคับแล้ว โดยอ้างว่ากฎดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและการปฏิบัติตามกฎจะทำให้ผู้ฟ้องคดี ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังและอาจต้องถูกไล่เบี้ยให้ชดใช้ความเสียหายไม่ได้ เพราะความเสียหายที่กล่าวอ้างเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการ “คาดหมาย” เอาเองของผู้ฟ้องคดีและเป็นเหตุการณ์ที่ไกลเกินกว่าเหตุ ศาลไม่รับฟ้อง25 ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะการถูกดูหมิ่นหรือการถูกไล่เบี้ยให้ชดใช้ ความเสียหายนั้น เป็นผลจากการกระทำของบุคคลอื่นที่ยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ จึงไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการที่กฎดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากข้ออ้างของ บมจ กสท เรื่องรายได้ที่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันของบมจ กสท และการแข่งขันจากผู้ชนะการประมูล ไม่ใช่ผลโดยตรงของกฎ
เช่น เดียว กัน กรณีที่ผู้ฟ้องคดีขอย้ายไปดำรงตำแหน่งราชการตำแหน่งหนึ่ง แต่หน่วยงานราชการได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้อื่นให้ไปดำรงตำแหน่งนั้นแล้ว ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งเพียงเพราะเหตุว่าหากไม่มีคำสั่งแต่งตั้ง บุคคลนั้น ตนเองก็คงจะได้รับคำสั่งย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งนั้น ศาลไม่รับฟ้อง เพราะกรณีเท่ากับเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้า26 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผลกระทบจากกฎตามที่อ้างยังไม่มีความแน่นอนใกล้ชิดกับกฎอย่างเพียงพอนั่นเอง ซึ่งไม่ต่างจากความเดือดร้อนเสียหายเรื่องรายได้ที่ บมจ. กสท อ้าง กรณีข้างต้นเป็นเรื่องที่ผู้ฟ้องคดีไม่พอใจคำสั่งทางปกครองที่ให้สิทธิบุคคล อื่นให้สามารถ “ประกอบอาชีพ” โดยดำรงตำแหน่งที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งประสงค์อยู่ ซึ่งศาลไม่รับฟ้อง กรณีก็ไม่ต่างจากการที่ บมจ. กสท ขอคัดค้านประกาศ 3G ที่อนุญาตให้ผู้อื่น “ประกอบกิจการ” ให้บริการ 3G แข่งขันกับบมจ กสท ซึ่งประกอบกิจการนี้อยู่ ดังนั้น ศาลยิ่งไม่ควรรับฟ้องสำหรับกรณีประกาศ 3G
ความเดือดร้อนที่ บมจ. กสท อ้างว่าได้รับจากความไม่ชอบด้วยกฎหมายของกฎจึงขาดข้อเท็จจริงสนับสนุนและสวนทางกับหลักการของเหตุและผล
1.1.1.2 ความเดือดร้อนหรือเสียหายของ บมจ. กสท ไม่ใช่ “การเฉพาะตัว” อันทำให้ บมจ. กสท ได้รับผลกระทบแตกต่างจากประชาชนคนอื่น ๆ
เมื่อพิจารณาเหตุที่ บมจ. กสท อ้าง (ความเสียหายเรื่องการย้ายของลูกค้า) จะเห็นได้ว่า การที่ผู้ใช้บริการอาจจะเลิกการใช้บริการระบบ 2G เพื่อย้ายไปใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ของผู้ชนะการประมูลนั้นไม่อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ บมจ. กสท เป็นการเฉพาะตัว ที่ทำให้กฎมีผลต่อ บมจ. กสท ในลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจากคำสั่งทางปกครองที่มีถึง บมจ. กสท อันทำให้ บมจ. กสท ได้รับผลกระทบที่เป็นการเฉพาะตัวแตกต่างจากประชาชนคนอื่น ๆ เพราะหากถือว่า “การมีโอกาสหรือมีเสรีภาพในเลือกรับบริการมากขึ้น” เป็นเรื่องที่ทำให้ประกาศ 3G เกี่ยวข้องกับ บมจ. กสท เป็นการ “เฉพาะตัว” ทำให้ บมจ. กสท มีสิทธิฟ้องคดีแล้ว ก็เท่ากับว่าผู้ใช้บริการทุกรายที่อาจได้รับผลกระทบจาก “การมีโอกาสหรือเสรีภาพในการเลือกรับบริการมากขึ้น” เช่น ผู้ปกครองที่ไม่ประสงค์จะให้บุตรหลานใช้เสรีภาพเลิกการใช้โทรศัพท์มือถือ ระบบ 2G (โครงข่ายของ บมจ. กสท และของผู้รับสัมปทาน) เพื่อไปใช้โครงข่ายโทรศัพท์ 3G ของผู้ชนะการประมูล ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนประกาศ 3G ได้ทุกคนด้วย ซึ่งก็จะใกล้เคียงกับการฟ้องร้องโดยประชาชน (actio popularis) อย่างมาก การบริหารราชการก็จะเกิดอุปสรรคอย่างมาก
1.1.2 ความเดือดร้อนหรือเสียหายของ บมจ. กสท ควรได้รับการปกป้องโดยกฎหมายหรือไม่
การ รับ ฟ้องคดีเพื่อพิจารณาว่าฝ่ายปกครองได้ทำไปโดยมีอำนาจหรือไม่นั้น ผู้ฟ้องคดีย่อมประสงค์จะได้รับประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงชอบที่ศาลปกครองจะพิจารณาว่าประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีหวังไว้นั้น (ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อตนเองจากการกระทำทางปกครองที่ไร้อำนาจ) เป็นประโยชน์ที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครอง เพื่อไม่ให้ประโยชน์ดังกล่าวจะต้องเสียหายจากการกระทำที่ไร้อำนาจของฝ่าย ปกครองหรือไม่ (intérêt protégé par la loi)27 หากไม่ใช่ ประโยชน์ที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองและศาลรับฟ้องคดี ก็จะมีผลเป็นการสนับสนุนให้บุคคลที่สงสัยในอำนาจของฝ่ายปกครองสามารถสอบถาม ศาลปกครองผ่านวิธีการฟ้องร้องได้เสมอว่าฝ่ายปกครองมีอำนาจกระทำการนั้น ๆ หรือไม่ โดยที่คำพิพากษาของศาลจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ตามวัตถุประสงค์ของระบบการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดได้ยอมรับหลักการทำนองเดียวกันนี้เช่นกัน28
คำถามจึงมีว่า การที่รัฐธรรมนูญฯ บัญญัติให้จัดตั้งองค์กรตามมาตรา 47 และการที่กฎหมายบัญญัติให้จัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางฯ (อันเป็นสาเหตุแห่งการฟ้องคดีว่าประกาศ 3G29ไม่ ชอบด้วยกฎหมาย) นั้น รัฐธรรมนูญและกฎหมายในเรื่องดังกล่าวมุ่งที่จะคุ้มครองไม่ให้ บมจ. กสท ได้รับความเสียหายจากการที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกบริการและย้ายการรับบริการ ตามที่ บมจ. กสท อ้างหรือไม่
ข้อ เท็จ จริงตามคำร้องของ บมจ. กสท น่าจะทำให้ได้คำตอบในเชิงลบ เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความเสียหายของ บมจ. กสท (การที่ลูกค้าย้ายไปใช้ 3G ของผู้ชนะการประมูลหรือการที่รายได้ลดลง) ก็ย่อมเกิดขึ้นอยู่ดีแม้จะสมมุติว่ารัฐได้จัดตั้งองค์กรตามมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ หรือมีแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่หรือตารางฯ แล้วในวันประกาศใช้บังคับประกาศ 3G ทั้งนี้ เพราะตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้นไม่มีเหตุว่าองค์กรหรือแผนแม่บทการบริหาร คลื่นความถี่หรือตารางฯ ดังกล่าวจะมุ่งปกป้อง บมจ. กสท ในเรื่องนี้
อีกทั้ง หาก บมจ. กสท อ้างในเรื่องระยะเวลาว่าตราบใดที่ยังไม่มีการจัดตั้งองค์กร ตามมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ หรือยังไม่มีแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางฯใช้บังคับ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ บมจ. กสท และผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามสัญญาสัมปทานของ บมจ. กสท ที่มีอยู่เดิมก็จะไม่เลิกและไม่ย้ายไปใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ของผู้ชนะการประมูลอย่าง “รวดเร็ว” นั้น ก็น่าจะไม่เป็นประโยชน์ที่รัฐมุ่งจะคุ้มครองให้แก่ บมจ. กสท อันเกี่ยวเนื่องกับการจัดตั้งองค์กรเดียวตามมาตรา 47 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ หรือการมีแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่หรือตารางฯ อยู่นั่นเอง เพราะอันที่จริงแล้ว องค์กรกำกับดูแลทุกองค์กรไม่ว่าจะองค์กรเดียวหรือแยกเป็นสององค์กรตามรัฐ ธรรมนูญฉบับใดและไม่ว่าจะมีแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่และตารางฯ หรือไม่ องค์กรดังกล่าวหรือแผนแม่บทและตารางฯ ดังกล่าวก็ย่อมจะได้รับการจัดตั้งหรือจัดทำขึ้นเพื่อทำให้เกิดสิ่งที่ บมจ. กสท ประสงค์จะไม่ให้เกิดขึ้น (การแข่งขัน) ด้วยกันทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ ไม่ได้บัญญัติให้จัดตั้งองค์กรตามมาตรา 47 และกฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติให้มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และ ตารางฯ เพื่อประโยชน์ที่ว่าลูกค้าของ บมจ. กสท จะได้ย้ายไปใช้บริการ 3G ของรายอื่นได้ช้าลงหรือมิให้รายได้ของ บมจ. กสท ลดลงอย่างที่ บมจ. กสท อ้างไว้ ตรงกันข้าม กฎหมายได้กำหนดให้มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางฯ มานานแล้ว แต่ติดขัดที่ไม่มีคณะกรรมการร่วม ซึ่งหากรัฐดำเนินการเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว ลูกค้าของ บมจ. กสท ก็อาจจะใช้เสรีภาพของตนเปลี่ยนใจไปใช้บริการของรายอื่นไปก่อนหน้านี้แล้วซ้ำ ไป
และอย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงในคำสั่งศาลปกครองกลางหรือแม้แต่ในคำร้องของ บมจ. กสท ว่าการจัดตั้งองค์กรตามมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ หรือการมีแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่และตารางฯ นั้น กฎหมายได้กำหนดเรื่องนี้ไว้เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะปกป้องรายได้ของ บมจ. กสท การมุ่งที่จะจำกัดเสรีภาพของประชาชนหรือของผู้ประกอบการรายอื่นหรือทางเลือก ของประชาชนในการเลือกรับบริการ 3G ย่อมไม่ใช่ประโยชน์ที่กฎหมายมุ่งจะคุ้มครองเพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญฯ
แต่ เป็น ที่น่าเสียดายว่ายังไม่ปรากฏว่าคำสั่งศาลปกครองกลางหรือศาลปกครองสูงสุดได้ กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ไว้ แต่การพิจารณาเรื่องดังกล่าวนี้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการยับยั้งการประมูล 3G ไว้ชั่วคราวกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก อีกทั้งกฎหมายก็ได้บัญญัติให้ผู้ฟ้องคดีต้องแสดง “ความเสียหายหรือความเดือดร้อน” และ แสดง“เหตุแห่งความการฟ้องคดี” กล่าวคือ ความไม่ชอบด้วยกฎหมายของกฎว่า กทช. ไม่มีอำนาจเพราะเหตุใด เพื่อให้ศาลตรวจสอบดูถึงความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์กันระหว่างเรื่องนี้ อยู่อย่างชัดเจนแล้ว
การที่ศาลปกครองรับฟ้องคดีนี้โดยง่ายพร้อมทั้งยับยั้งการประมูลคลื่นความถี่ 3G ไว้ชั่วคราวนั้น แม้บุคคลทั่วไปอาจเห็นว่าการรับฟ้องก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ ของฝ่ายปกครอง กล่าวคือ จะได้หมดข้อสงสัยว่า กทช. มีอำนาจจัดการประมูลคลื่นความถี่ 3G หรือไม่ก็ตาม แต่หากเป็นเช่นนั้น ก็จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ทางกฎหมายได้ต่อไปว่ากฎหมายไทยได้ก้าวไปใกล้เคียง กับหลักการฟ้องร้องโดยประชาชนหรือ actio popularis อย่างมาก ผู้ที่ไม่ได้รับความเดือดร้อนจากกฎทางปกครองโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัวแตก ต่างจากประชาชนคนอื่น (และไม่ได้มีประโยชน์ใดที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครอง) ก็สามารถนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ทุกครั้งที่สงสัยว่าฝ่ายปกครองมี อำนาจกระทำทางปกครองอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ เพื่อให้ศาลให้คำตอบอย่างชัดแจ้งหมดข้อสงสัย และหากศาลปกครองรับฟ้องคดีโดยเหตุเพียงว่ามีข้อสงสัยว่ากฎนั้นอาจไม่ชอบด้วย กฎหมาย กรณีก็จะกลายเป็นว่าศาลปกครองจะต้องเข้าไปพิจารณาในทุกกรณีที่มีการสงสัย อำนาจของฝ่ายปกครอง และเท่ากับว่าหากบุคคลใดที่ไม่ถูกใจกฎที่ฝ่ายปกครองกำหนดขึ้นก็จะสามารถ บังคับ (โดยการฟ้องคดี) ให้ฝ่ายปกครองไปชี้แจงและขอคำรับรองความชอบด้วยกฎหมายจากศาลก่อนที่จะดำเนิน การจัดบริการสาธารณะได้ หลักที่ว่าฝ่ายปกครองย่อมมีเอกสิทธิ์ในการดำเนินการทางปกครองได้โดยไม่ต้อง ชี้แจงหรือได้รับคำรับรองหรือคำบังคับจากศาลก่อนก็จะถูกลดทอนลงไปมากและสวน ทางกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการฝ่ายปกครองอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ ศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศสจึงปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น30
ดัง นั้น จึงต้องติดตามกันต่อไปว่าในท้ายที่สุด ศาลปกครองจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นหรือไม่ เพราะแม้ว่าศาลปกครองกลางจะรับฟ้องไปแล้ว แต่ก็ปรากฏว่าในบางครั้ง (แม้จะไม่บ่อยครั้ง) ศาลปกครองกลางก็มีคำสั่งใหม่ในภายหลังไม่รับฟ้องบางข้อหาเช่นกัน ซึ่งหากศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องข้อหาว่า กทช. มีอำนาจในการออกประกาศ 3G ทั้งฉบับหรือไม่ ก็จะทำให้เหตุผลในการทุเลาการบังคับตามกฎ (ทั้งฉบับ) หมดไปด้วย และศาลปกครองอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นก็เป็นได้ จึงต้องติดตามกันต่อไป
[โปรดติดตามเรื่องการทุเลาการบังคับตามประกาศ 3G ซึ่งจะลงเผยแพร่ต่อไป]
เชิงอรรถ
1 ปริญญาเอกกฎหมายมหาชน (Docteur en droit public) - เกียรตินิยมสูงสุดโดยมติเอกฉันท์ของคณาจารย์พร้อมสิทธิในการเผยแพร่งาน (มหาวิทยาลัย Strasbourg III ฝรั่งเศส), ปริญญาโท (DEA) กฎหมายประชาคมยุโรป และ Certificat des études européennes (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัย Strasbourg III, นิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง (เหรียญรางวัล) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2 บทความนี้เป็นความคิดเห็นทางวิชาการของผู้เขียนโดยมิได้เกี่ยวข้องกับ องค์กรใด ๆ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะนำเสนอหลักกฎหมายปกครองโดยผ่านการวิเคราะห์คำ สั่งของศาลปกครองโดยใช้หลักการของเหตุและผล ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการอภิปรายทางกฎหมายในประเด็นของเรื่องต่อไป บทความนี้จึงได้เว้นเสียมิได้กล่าวถึงหลักกฎหมายปกครองหรือข้ออภิปรายทาง วิชาการต่าง ๆ ในรายละเอียดของหลักกฎหมายทุกเรื่องอย่างตำรากฎหมาย ตรงกันข้ามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะได้รับการกล่าวถึงเฉพาะเท่าที่จำเป็น และสั้น ๆ โดยจะระบุถึงที่มาของหลักการในแต่ละเรื่องเท่าที่จำเป็นและโดยสังเขปเช่นกัน เพียงเพื่อให้เพียงพอต่อผู้อ่านที่สนใจในการค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป และในขณะเดียวกันก็จะทำให้บทความนี้ไม่ยืดยาวจนเกินไป
3 IMT 2000 เป็นคำย่อจากคำว่า International Mobile Telecommunications 2000 ซึ่งกำหนดขึ้นโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (หรือ ITU) กลุ่มมาตรฐาน IMT 2000 ประกอบไปด้วยมาตรฐานเทคโนโลยี 5 กลุ่ม คือ มาตรฐาน WCDMA มาตรฐาน CDMA 2000 มาตรฐาน TD-SCDMA มาตรฐาน Edge และมาตรฐาน DECT โปรดดูคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับประกอบกิจการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ (IMT หรือ 3G and beyond), หน้า 6
4 ศาลปกครองสูงสุดระบุในคำสั่งหน้า 11 ว่า “ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่มีคณะกรรมการร่วมการจัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่น ความถี่แห่งชาติตลอดจนการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ และกิจการวิทยุโทรคมนาคม จึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นการกำหนดนโยบายและจัดทำแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมและแผนความถี่วิทยุ ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมาตรา 51 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุนี้การออกประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กทช.) จึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว” อนึ่ง เพื่อไม่ให้บทความยืดยาวเกินไป ข้อหาอื่น ๆ ของ บมจ. กสท ที่ว่าประกาศ 3G บางข้อไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะไม่กล่างถึงในที่นี้ เพราะข้อหาดังกล่าวสามารถแยกออกได้จากข้อหาหลักและไม่ได้เป็นเหตุที่ศาล ปกครองสูงสุดนำมาเป็นฐานในการทำคำสั่งระงับการประมูลคลื่นความถี่ 3G
5 นอกจากนี้ บมจ. กสท ยังอ้างว่ากรณีนี้เป็นโครงการที่จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการ ให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (คำสั่งศาลปกครองกลาง หน้า 6) ทำให้ บมจ. กสท ขาดโอกาสในการเข้าแข่งขันประมูล แต่ศาลมิได้นำมาเป็นข้อหาที่เป็นฐานในการระงับการประมูลคลื่นความถี่ 3G จึงจะไม่กล่าวไว้ในที่นี้
6 คำสั่งศาลปกครองกลาง หน้า 7
7 การรับฟ้องคดีถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของการกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคำ พิพากษา ดังนั้น การให้เหตุผลว่าเพราะเหตุใดจึงรับฟ้องคดีพร้อมกับการอธิบายเหตุผลในการกำหนด วิธีการชั่วคราวก่อนคำพิพากษาย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
8 มาตรา 171 รัฐธรรมนูญ
9 มาตรา 197 รัฐธรรมนูญ
10 มาตรา 42 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
11 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 31/2551 ในคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งไม่รับฟ้องว่าพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งของ องคมนตรีและรัฐบุรุษ พ.ศ. 2551 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยเหตุผลว่ากฎดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องคดีโดยตรงโดยศาลปกครอง สูงสุดได้วางหลักว่าหากผู้ฟ้องคดีจะอ้างประโยชน์หรือความเสียหายใด “ประโยชน์หรือความเสียหายนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุแห่งการฟ้องคดี โดยผู้ฟ้องคดีจะต้องแสดงให้เห็นว่าตนได้รับผลกระทบจากการออกกฎหรือคำสั่งทาง ปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีอย่างไร และ หากศาลพิพากษาเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองแล้ว จะมีผลเป็นการเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับอย่างไร แต่ไม่ไปไกลจนถึงขนาดยอมรับให้บุคคลใด ๆ อ้างประโยชน์ที่เกี่ยวข้องหรือส่วนได้เสียในฐานะประชาชน เป็นผู้เสียภาษีหรือเป็นเจ้าของประเทศนำกฎหรือคำสั่งทางปกครองใด ๆ ที่ตนไม่เห็นด้วยมาฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้น ทั้ง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีมิได้มีประโยชน์เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียโดยตรงกับการที่ ศาลปกครองจะเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นหรือไม่ ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากหลักทั่วไปว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครองที่ไม่ยอมให้บุคคลใด ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้พิพากษาเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองใด โดยอ้างสิทธิในการฟ้องคดีแต่เพียงว่าบุคคลนั้นมีส่วนได้เสียหรือประโยชน์ที่ เกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีนั้นในฐานะที่เป็นประชาชนคนหนึ่ง (actio popularis) หรือเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรให้แก่รัฐ”
12 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 31/2551
13 ศาลปกครองสูงสุดก็ได้เคยมีคำสั่งตลอดมาว่า การฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครองนั้น จะต้องปรากฏว่าคำสั่งทางปกครองก่อหรืออาจจะก่อความเดือดร้อนหรือเสียหายให้ แก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรงและเป็นการเฉพาะตัว โปรดดู คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 684/2551 และ 731/2551 เป็นต้น
14 เช่น หากหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลอื่นให้ไปดำรงตำแหน่งราชการซึ่งเป็น ตำแหน่งที่ผู้ฟ้องคดีได้มีคำขอย้ายไปดำรงตำแหน่งนั้น ผู้ฟ้องคดีก็ไม่อาจนำคดีมาฟ้องร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดัง กล่าวได้ เพราะมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที 448/2551)
15 ผู้ฟ้องคดีจะฟ้องเพิกถอนกฎทางปกครองได้ก็ต่อเมื่อกฎดังกล่าวส่งผลเสียหายโดย ตรงและเป็นการเฉพาะตัวแก่ผู้ฟ้องคดี (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 80/2552)
16 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 176/2551
17 คำสั่งศาลปกครองสูงสุด 850/2551
18 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.31/2551 หน้า 4: “ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครองได้จะ ต้องเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับการเพิกถอนกฎหรือคำ สั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนั้น ประโยชน์เกี่ยวข้องหรือส่วนได้เสียที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุแห่งการฟ้องคดี
19 CJCE 29 Juin 1993, Gouvernement de Gibraltar, C-298/89, Rec.I-3605 และโปรดดู D.Simon, Le système juridique communautaire, PUF, 1997, p. 344-345) ทั้งนี้เพื่อยืนยันหลักการที่ว่าประชาชนสามารถฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนคำ สั่งทางปกครองได้ฉันใด ก็ย่อมสามารถขอให้เพิกถอนกฎทางปกครองที่มีผลโดยตรงและเป็นการเฉพาะในทำนอง เดียวกับคำสั่งทางปกครองได้ฉันนั้น และบุคคลยังสามารถฟ้องขอเพิกถอนกฎทางปกครองที่มีเนื้อหาเป็นชุดของคำสั่งทาง ปกครองได้ด้วยเช่นกัน
20 เทคโนโลยีดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่สามารถให้บริการ 3G ได้ตามมาตรฐาน IMT 2000 ตามที่กำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) โปรดดูเชิงอรรถที่ 3
21 ความเร็วขั้นต่ำด้านการดาวน์โหลดที่ กทช. กำหนดสำหรับการให้บริการ 3G บนย่านคลื่นความถี่ 2.1 GHz คือ 700 กิโลบิตต่อวินาทีเท่านั้น
22 บมจ. ทีโอที ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ IMT ไปก่อนหน้านี้แล้ว และได้เริ่มให้บริการ 3G แล้ว
23 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 533/2551
24 คดีหมายเลขแดงที่ ฟ. 31/2551 ในคดีดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าตนเองต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ ดังนั้นจึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกาเงินเประจำตำแหน่งของ องคมนตรีและรัฐบุรุษ พ.ศ. 2551 โดยเหตุว่ากฎดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ แต่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งว่า “ภาระในการเสียภาษีเงินได้ของผู้ฟ้องคดีย่อมขึ้นอยู่กับรายได้ของผู้ฟ้องคดี การตราพราชกฤษฎีกาดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อภาระเกี่ยวกับภาษีของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด จึงเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะ เดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้”
25 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 176/2551
26 คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 448/2551
27 D. Bailleul, L’Efficacité comparée des recours pour excès de pouvoir et de plein contentieux objectif en droit public français, LGDJ, 2002, p.89. โปรดดู A. de Laubadère e.a, Trait de droit administratif, Tome I, LGDJ, 1999, p.690: “Il faut encore que cet intérêt coïncide avec celui que la loi a entendu protéger”)
28 คดีหมายเลขแดงที่ อ. 141/2553 ผู้ฟ้องคดีฟ้องร้องให้ฝ่ายปกครองรับผิดชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ศาลเห็นว่าผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ที่มิชอบ ดังนั้นจึงไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหายโดยนิตินัย และไม่มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
29 กทช. ยังได้ชี้แจง (ซึ่งศาลปกครองกลางไม่ได้วินิจฉัยไว้ในคำสั่งศาลปกครอง) ไว้ สรุปได้ว่าแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ไม่อาจกำหนดการใช้คลื่นความถี่ 2.1 GHz เป็นอย่างอื่นได้นอกจากจะใช้ในกิจการโทรคมนาคมโดยใช้เทคโนโลยี 3G ตามมาตรฐานสากลเท่านั้น
30 ศาลปกครองฝรั่งเศสถือว่าผู้ฟ้องคดีจะอ้างว่าการฟ้องคดีเป็นไปเพื่อประโยชน์ ในการบริหารงานราชการของฝ่ายปกครองเองไม่ได้ (โปรดดู A. de Laubadère e.a, Trait de droit administratif, Tome I, LGDJ, 1999, p 560)

หมายเหตุผู้เผยแพร่ : ชื่อ เด็มของบทความคือ "จดหมายเหตุกฎหมายปกครอง เรื่อง คำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการประมูลคลื่นความถี่ 3G ไว้ชั่วคราว" เนื่องจากข้อจำกัดทางฐานข้อมูล จึงเปลี่ยนชื่อบทความเป็น "คำสั่งศาลปกครองที่ให้ระงับการประมูลคลื่นความถี่ 3G ไว้ชั่วคราว"

คนเสื้อแดงเชียงใหม่มอบดอกไม้รับ “ม.ล.ปนัดดา” พร้อมมีแถลงการณ์เสนอให้ ชม.มีผู้ว่าฯ จากการเลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

“ม.ล.ปนัดดา ” เปลี่ยนแผนเข้าศาลากลางรับหนังสือ-ช่อดอกไม้จาก กลุ่ม นปช.แดงเชียงใหม่ ยันไม่เคยคิดเรื่องถูกส่งมาปราบคนเสื้อแดง ส่วนกรณีจับนักรบแดงต้องรอตรวจสอบ ส่วนคนเสื้อแดงออกแถลงการณ์ต้อนรับผู้ว่าคนใหม่ เสนอให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนกรุงเทพฯ

วันนี้ (4 ต.ค.53) ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ และกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต้อนรับ และอ่านแถลงการณ์ ต้อนรับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ที่เดินทางไปรับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่ ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งโยกย้าย เมื่อ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่บริเวณ หน้าศาลากลาง จ.เชียงใหม่
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง ม.ล.ปนัดดากำลังตระเวนสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของจังหวัด ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางมุ่งเข้าศาลากลางจังหวัด เพื่อไปรับมอบช่อดอกไม้และแถลงการณ์จากกลุ่มคนเสื้อแดง
ม.ล.ปนัดดา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่อหน้ากลุ่มคนเสื้อแดงว่า ในฐานะผู้ว่าคนใหม่จะพยายามทำทุกอย่างอย่างเต็มความสามารถ ส่วนเรื่องที่ทางมวลชนเสนอให้มีการรู้รักสามัคคีตามแนวพระราชปณิธานของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เป็นเรื่องที่อยู่ในใจของเราทุกคนที่จะช่วยกัน เสริมสร้างทัศนคติดังกล่าว
"อย่ามองผมเป็นคนอื่น เป็นอันขาด วันเวลาที่ผมอยู่เชียงใหม่มีความพร้อม มีความยินดีที่จะทำงานร่วมกับทุกท่านเพื่อช่วยกันเสริมสร้าง จ.เชียงใหม่ให้เป็นเอกลักษณ์อย่างที่เป็นมาสืบต่อไป ขอความร่วมมือให้คนไทยรักใคร่ปรองดองให้อภัยซึ่งกันและกัน มารวมตัวเสริมสร้างทัศนคติที่ดีงาม"
ม.ล.ปนัดดา กล่าวถึงนโยบายการทำงานว่าตนจะเป็นผู้เสริมสร้างแนวทางรู้รักและสามัคคีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่งเสริมคุณภาพของสิ่งแวดล้อม เน้นป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เนื่องจากเชียงใหม่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านถึง 5 อำเภอ โดยบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปถึงเด็กและเยาวชน ที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป ขณะเดียวกันจะส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จ.เชียงใหม่และเร่งฟื้นฟูเรียกความมั่นใจให้เชียงใหม่กลับมาเป็นเมืองแห่ง เสน่ห์ล้านนาเช่นกับอดีตอีกครั้ง
ต่อกรณีที่มอง ว่าเป็นผู้ว่าฯ ที่ถูกส่งมาเพื่อปราบคนเสื้อแดงนั้น ยืนยันว่าเป็นข้าราชการคนใหม่ใน จ.เชียงใหม่ที่รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาท มีหน้าที่สร้างความรักความสามัคคีให้คนในชาติไม่เคยคิดในเรื่องดังกล่าว และพร้อมจะทำงานเพื่อประชาชนโดยแสวงหาความร่วมมือและพร้อมจะรับฟังเหตุผลของ ทุกฝ่ายก็จะพยายามทำหน้าที่ทุกอย่าง
ม.ล.ปนัดดา กล่าวถึงกรณีตำรวจจับกุมนักรบเสื้อแดง 11 คนใน จ.เชียงใหม่วานนี้ว่า ผมเพิ่งมาและทราบข่าวเท่าๆ กันกับพวกเราทางหน้าหนังสือพิมพ์ ก็รอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบ
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางมารับหนังสือและช่อดอกไม้จากกลุ่มแดงครั้งนี้ พบว่าไม่มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปราบจราจลหรือชุดรักษาความปลอดภัยอย่าง เข้มงวดเช่นกับทุกครั้งที่ผ่านมา มีเพียง พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ซึ่งนำตำรวจในและนอกเครื่องแบบติดตามมาดูแลเพียงไม่เกิน 10 นายเท่านั้น นอกจากนี้ที่ศาลากลางจังหวัดยังงดการตรวจสอบการเข้าออกของผู้มาติดต่อราชการ
ทั้งนี้ หนังสือและแถลงการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงมีรายละเอียดดังนี้
วันที่ 4 ตุลาคม 2553
เรื่อง ยินดีต้อนรับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
เรียน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
สิ่งที่แนบ แถลงการณ์ของ ประชาชนชาวเชียงใหม่ผู้รักความเป็นธรรมและรักประชาธิปไตย
ตาม ที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตามคำสั่งแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย และจากการที่ปัจจุบันนี้ประเทศชาติของเราเกิดวิกฤตปัญหาทางการเมืองมีความ แตกแยกทางความคิดเป็นฝักเป็นฝ่าย โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่มีกระแสการเมืองที่แข็งแกร่ง มีกลุ่มบุคคลและกลุ่มการเมืองอยู่มากมายหลายกลุ่ม มีการต่อสู้ทางความคิดและการรวมตัวแสดงพลังกันอยู่เป็นประจำในจังหวัด เชียงใหม่ ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุสุดวิสัยที่จะทำให้บ้านเมืองไม่มีความสันติ สุข เพราะที่ผ่านมาคนเชียงใหม่ทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่ล้วนมีความเข้าอกเข้าใจ ต่อกัน มีการประสานงานกัน และร่วมมือกัน ในการแสดงออกตามแนวทางประชาธิปไตยตามกฎหมาย ร่วมกันสร้างความรักความสามัคคี สร้างความสงบสุข ภายในจังหวัดเชียงใหม่ของเรา
ใน การมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ของท่านในครั้งนี้ เราประชาชนชาวเชียงใหม่คาดหวังอย่างยิ่งว่า ท่านผู้มีสายเลือดของ องค์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงริเริ่มก่อตั้งและทรงเป็นปฐมเสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้สร้างนิมิตหมายอันดีในการเป็นผู้ว่าราชการที่คอยบำบัดทุกข์บำรุง สุข พัฒนาท้องถิ่น สร้างขวัญกำลังใจ สร้างความรักความสามัคคี ให้แก่ราษฎรประชาชนชาวเชียงใหม่
เราประชาชนชาวจังหวัดเชียงใหม่จึงยินดีต้อนรับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในการมาดำรงตำแหน่งในครั้งนี้
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
ขอแสดงความนับถือ
ประชาชนชาวเชียงใหม่ผู้รักความเป็นธรรมและรักประชาธิปไตย
ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่
..............................
แถลงการณ์
ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่
เรื่อง ยินดีต้อนรับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ คนใหม่
ตาม ที่กระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้ง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ให้มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เราประชาชนชาวเชียงใหม่ ยินดีต้อนรับท่านผู้ว่าคนใหม่ ผู้ที่จะมาเป็นพ่อเมืองเชียงใหม่ มาเป็นผู้นำในการพัฒนาสร้างเมืองเชียงใหม่ให้เจริญรุ่งเรือง ทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง สร้างความรักความสามัคคี และความสงบสุขร่มเย็น ต่อจังหวัดเชียงใหม่
ถึง แม้ว่าก่อนหน้านี้ ที่ท่านดำรงตำแหน่งอื่น เช่นเป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย หรือเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม จะมีข่าวว่าท่านสนับสนุนต่อบางกลุ่ม ไม่ชอบใจต่อบางกลุ่ม จะเพราะเหตุผลที่ไม่อาจกล่าวถึงอย่างไรก็ดี แต่เราประชาชนชาวเชียงใหม่ส่วนใหญ่ ผู้ที่รักและเคารพต่อ อดีตนายกรัฐมนตรีคนเชียงใหม่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นวีรบุรุษขวัญใจคนรากหญ้าทั่วประเทศ ก็คาดหวังว่าด้วยจิตใจของผู้ใหญ่ และจิตใจของผู้บริหาร จิตใจของชาวมหาดไทย และหลังจากได้ร่วมมือทำงานกับประชาชนชาวเชียงใหม่แล้ว เราจะได้เห็นการทำงานบำบัดทุกข์บำรุงสุข ที่จริงจังและจริงใจจากท่าน ผู้มีสายเลือดสิงห์มหาดไทยอย่างเข้มข้น
ประชาชน คนเสื้อแดงเชียงใหม่ในนามศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ เกิดขึ้นมาจากการรวมตัวกันของพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ทุกอำเภอ เป็นผู้ประสานงานในการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตย และต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการ มาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เราบ่งชี้ว่าเป็นจุดกำเนิดของวิกฤติการณ์ทางการเมืองของประเทศชาติของเรา อยู่ในขณะนี้ การรัฐประหารในครั้งนั้นนอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติได้แล้ว ยังเป็นการซ้ำเติมปัญหาทุกอย่างให้แย่ลงกว่าเดิม สิ่งที่จะเป็นคุณประโยชน์ของการรัฐประหารมีอยู่อย่างเดียว คือการปลุกจิตสำนึกของประชาชนผู้รักชาติได้ตระหนักว่าระบอบประชาธิปไตยมีคุณ ค่ามากมายแค่ไหน ประชาธิปไตยสามารถสร้างเศรษฐกิจที่ดีกว่าได้อย่างไร เหมือนอย่างกับที่บอกกันว่าประชาธิปไตยสามารถกินได้ และการรัฐประหารในครั้งนั้นคือการเปิดเผยตัวเองอย่างล่อนจ้อนของผู้มีอำนาจ และใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย นั่นก็คือการใช้อำนาจแบบเผด็จการ กดขี่ และเหยียดหยามประชาชน
ประชาชน คนเสื้อแดงเชียงใหม่เป็นกลุ่มประชาชนผู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในบ้านเมืองของเรา เราก็ไม่อาจนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์เหล่านี้เพราะการนิ่งเฉยของประชาชนอาจทำให้ เหล่าเผด็จการคิดไปเองว่าเราให้การสนับสนุนพวกเขา เราจึงต้องออกมารวมตัวกันแสดงพลังว่าเราขอต่อต้านอำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ เราได้รับการปลูกฝังในการรักษาบ้านเมืองตามพระราชดำรัสที่ว่า “ใน บ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” และเราก็เห็นว่าประชาชนต้องออกมาควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ซึ่งก็คือรัฐบาลชุดนี้ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลอย่างไม่ชอบธรรม มาเป็นรัฐบาลเพราะได้รับการสนับสนุนและกรุยทางจากทหารและเผด็จการที่ทำรัฐ ประหารมาก่อนหน้านี้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนทั่วประเทศมาเป็นลำดับ ที่สอง มี ส.ส. ที่ได้รับการเลือกตั้งห่างจากลำดับแรกถึงกว่า 70 คน แต่ด้วยการใช้อำนาจเผด็จการนอกระบอบประชาธิปไตยพลิกแพลงฉันทามติของประชาชน ตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาในค่ายทหาร เราจึงเห็นว่านั่นคือการตบหน้าประชาชนเจ้าของอำนาจทั่วประเทศ
และ เมื่อเราประชาชนยืนยันหลักการประชาธิปไตยเดินทางไปทวงถามสิทธิ์ของเรา โดยการเรียกร้องให้มีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งกันใหม่ตามแนวทางที่ถูกต้องตาม ระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลทรราชย์ของนายอภิสิทธิ์ไม่แค่เพียงไม่สนองตอบเท่านั้น แต่กลับเข่นฆ่าสังหารชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ไปอย่างมากมายหลายร้อยคน บาดเจ็บ และถูกจับกุมคุมขังในคุกอีกหลายพันคน ในสถานการณ์ไม่ปรกติเช่นนี้ ที่เหตุการณ์รุนแรงยิ่งกว่าสมัยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร รัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่มีประชาชนบาดเจ็บล้มตายน้อยกว่านี้ ถามว่าถ้าหากไม่ได้รับการหนุนหลังจากอำนาจเผด็จการที่ครอบงำประเทศแล้ว รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์จะลอยหน้าอยู่เช่นนี้ได้อย่างไร เราจึงเห็นว่าการที่ประชาชนต่อต้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็คือการปฏิบัติตาม แนวทางพระราชดำรัสในการไม่สนับสนุนคนไม่ดีให้เข้ามาปกครองบ้านเมืองนั่นเอง
จังหวัด เชียงใหม่เป็นจังหวัดใหญ่ก็จริง แต่ในหลายปีมานี้การทำงาน หรือการพัฒนา และแก้ไขปัญหาทุกอย่างของจังหวัดกลับดำเนินไปได้อย่างเชื่องช้า สาเหตุหนึ่งที่สำคัญก็คือการเปลี่ยนแปลงผู้ว่าราชการบ่อยครั้ง บางท่านมาอยู่ไม่ถึงปี บางท่านมาอยู่ ปี 2 ปีก็ย้ายออกไป ไม่ได้ทำงานแบบต่อเนื่อง ไม่เหมือนจังหวัดสุพรรณบุรีที่เจริญอย่างรวดเร็ว เพราะผู้ว่าอยู่ทำงานต่อเนื่องถึง 5 ปี แต่จังหวัดเชียงใหม่ยังมีงานพิเศษอีกมากมาย ทั้งเป็นเมืองท่องเที่ยว เมืองทหาร เมืองศูนย์กลางราชการของภาคเหนือ ทำให้งานสังคมพวกนี้ ทั้งงานต้อนรับบุคคลสำคัญ งานประสานงาน งานประชุม งานสังคม กลายเป็นงานสำคัญและจำเป็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จนเป็นที่มาของการพูดประชดประชันของบุคคลทั่วไปที่มองว่าหน้าที่ของผู้ว่า ราชการจังหวัดเชียงใหม่คือ “ฮับแขก แดกเหล้า เฝ้าสนามบิน ตัดริบบิ้น (ตี๋ก๊อง) แล้วไปตี๋กอล์ฟ”
เรา มองเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัดมาเป็นผู้นำในการพัฒนา เมือง และเราก็มองเห็นความเป็นจริงที่ว่า ผู้ว่าราชการของเชียงใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งมาดำรงตำแหน่ง พวกท่านมาแล้วก็ไปๆ ไม่เคยได้ทำงานให้บ้านเมืองของเรา ปัญหาของจังหวัดเราจึงไม่ได้รับการแก้ไขเพราะขาดคนทำงาน การพัฒนาเมืองของเราจึงไม่เกิดขึ้นเพราะขาดผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้ก็โดยแต่การมีผู้นำที่อยู่อาศัยในท้องถิ่น มีผู้นำที่อาสาและแข่งขันกันเข้ามาทำงาน มีวาระในการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน ซึ่งนั่นก็คือต้องมีการเลือกตั้ง ต้องให้อำนาจต่อประชาชนคนเชียงใหม่เป็นผู้เลือกคนเข้ามาทำงาน เมื่อนั้นปัญหาต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่จะได้รับการแก้ไขที่ถูกจุด เราจึงคาดหวังไว้ว่าเมื่อประเทศชาติของเราเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ประชาชนคนเชียงใหม่จะมีโอกาสเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดของเราโดยตรง
เราจึงขอเสนอให้มีการ “เลือก ตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่” เข้ามาทำงานให้จังหวัดเชียงใหม่มีความเจริญทัดเทียมกับเมืองใหญ่ ที่เจริญแล้วอย่าง กรุงเทพมหานคร
ด้วยความเคารพ
กลุ่มประชาชนชาวเชียงใหม่ผู้รักความเป็นธรรม และรักประชาธิปไตย
ศูนย์ประสานงานกลาง นปช. แดงเชียงใหม่
แถลง ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม 2553
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และ เว็บไซต์นปช.แดงเชียงใหม่

10 ปี การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น(พ.ศ.2543-2552): ฤาการเดินทางเพื่อกลับมา “หยุด” ตรงจุดเดิม

ที่มา ประชาไท

กระจายอำนาจ คำจำกัดความ

เมื่อเอ่ยถึง “การ กระจายอำนาจ” (Decentralization) คำอธิบายที่ได้ย่อมแตกต่างกันไปตามแต่ทัศนะมุมมอง เป็นต้นว่าอาจมอง “ที่ไป” ของอำนาจรัฐที่จะถูกกระจายผิดแผกกัน เช่นให้แก่ ‘ประชาชน’ เองเลย (เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม นอกเหนือจากการเลือกตั้ง ก็เช่นการทำประชามติ การริเริ่มกฎหมาย และการถอดถอน ฯลฯ) หรือกระจายไปที่ ‘หน่วยงานอิสระ’ ทั้งหลายทั้งปวง (ไม่ว่าจะเป็นศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ) หรือไปยัง ‘กลไกอื่นของรัฐ’ อื่นๆ (ได้แก่ส่วนราชการที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีหรือกระทรวง‘ชุมชนท้องถิ่น’ (เช่นตามกฎหมายสภาองค์กรชุมชน) กระทั่งลงสู่ ‘องค์กรปกครองท้องถิ่น’ (อปท.) (ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น)ใด อย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนราชการบริหารส่วนภูมิภาค) หรือฝากไว้กับ หรือฝากไว้กับ ‘ชุมชนท้องถิ่น’ (เช่นตามกฎหมายสภาองค์กรชุมชน) กระทั่งลงสู่ ‘องค์กรปกครองท้องถิ่น’ (อปท.) (ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นต้น)

ทว่าสำหรับบทความชิ้นนี้ คำๆ นี้เป็นความหมายเฉพาะในวงวิชาการรัฐศาสตร์ ตรงกันข้ามกับคำว่า “รวม ศูนย์อำนาจ” (Centralization) ซึ่งแปลว่าระบบการบริหารที่รัฐบาลกลางกุมอำนาจการตัดสินใจในการบริหารกิจการ ต่างๆ ทั่วประเทศ การกระจายอำนาจ เป็นระบบการบริหารการปกครองโดยที่รัฐบาลกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติกระจายอำนาจ บางส่วนให้แก่หน่วยการปกครองท้องถิ่น เพื่อให้มีอำนาจดำเนินกิจการภายในอาณาเขตของตนโดยปราศจากการแทรกแซง1. กล่าวอย่างย่นย่อ ‘การกระจายอำนาจ’ ก็คือการขยายออก (Expansion) ของความเป็นอิสระ (Autonomy) ของการปกครองตนเอง (Self–Government) ในระดับท้องถิ่น ผ่านการถ่ายโอนอำนาจและความรับผิดชอบจากสถาบันการเมืองระดับชาติ หรือจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่น (Devolution) นั่นเอง2.

วิวัฒนาการ เนิบช้า

พูดตามจริง เท่าที่ผู้เขียนพิจารณางานหลายต่อหลายชิ้นซึ่งกล่าวถึงพัฒนาการของการปกครองท้องถิ่นในประเทศไทยที่ผ่านๆ มา3. ปรากฏข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตรงกันนั่นคือ “รัฐ ไทย” เน้นมุ่งการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางอย่างต่อเนื่องและยาวนาน นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ท่ามกลางการปรับตัวกระชับความแข็งแกร่ง และคลี่คลายเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะๆ4. และพัฒนาเป็น “รัฐรวมศูนย์อำนาจมากเกินไป” (Over-centralized state) ในรัชสมัยต่อๆ มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน5. ซึ่งนอก จากจะรวมศูนย์อำนาจการปกครองการบริหารเข้าสู่ส่วนกลางแล้วก็ยังรวมศูนย์ อำนาจทุกๆ ด้านเข้ามาไว้ด้วย อาทิเช่น การศึกษา วัฒนธรรม การศาสนา เศรษฐกิจ ฯลฯ

ทว่าแล้ว แนวโน้มการกระจายอำนาจจึงเริ่มก่อรูปขึ้น ด้วยความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้6.พร้อมๆ กับการ ปฏิรูปการเมือง (Political Reform) ‘ส่วนบน’ ภายหลังจากเหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภาฯ ปี 2535 (นับแต่เกิดกระแสรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าฯ ขึ้นมา) โดยเน้นย้ำถึงทิศทางของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในลักษณะที่ให้ความสำคัญ กับ หนึ่ง การเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น สอง การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และ สาม ความเป็นอิสระของท้องถิ่นในทุกๆ มิติมากยิ่งขึ้น

พลวัตร กฎหมายใหม่

รูปธรรม ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นพิจารณา ตัวบทกฎหมายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการกระจายอำนาจ (ทั้งทางตรงและโดยอ้อม) ซึ่งทยอยมีออกมามากมาย อธิบายเรียงลำดับเวลาได้ดังนี้

- พ.ศ.2537 ประกาศใช้ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 ส่งผลให้มีการยกฐานะสภาตำบลเป็น อบต. จำนวนมาก

- พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2540 ถือกำเนิด พร้อมมีเนื้อหาสนับสนุนการปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญมากมาย รวมแล้ว 10 มาตราด้วยกัน

- พ.ศ.2542 ถึง พ.ศ.2543 มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่างๆ เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นขนานใหญ่7. รวมถึงได้มีการตรากฎหมายใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจอีกหลายฉบับ8. ทั้งนี้ เพื่ออนุวัติให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ พร้อมกันกับที่กระทรวงมหาดไทย ยกเลิกการเข้าดำรงตำแหน่งของทั้งผู้ว่าฯ ใน อบจ. นายอำเภอ ในสุขาภิบาล ตลอดจนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ใน อบต. ลงอย่างสิ้นเชิง

- พ.ศ.2542 ประกาศใช้กฎหมายกระจายอำนาจฉบับสำคัญ คือ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ให้มี “คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” มากำหนดรายละเอียดอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะระหว่างรัฐกับ อปท. และระหว่าง อปท. ด้วยกันเอง รวมถึงวางแนวทางการถ่ายโอนภารกิจอำนาจหน้าที่ และรายได้ต่างๆ จากรัฐบาลกลางลงสู่ท้องถิ่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องแบ่งรายได้ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 35 ของงบประมาณแผ่นดินให้แก่ อปท. ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2549)

- พ.ศ.2543 กฎหมายกำหนดให้นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองและเทศบาลนครมีที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเป็นครั้งแรก

- พ.ศ.2544 “แผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” มีผลใช้บังคับ9.

- พ.ศ.2545 ประกาศใช้ “แผนปฏิบัติการเพื่อกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”10.

- พ.ศ.2546 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เริ่มเข้ามาควบคุมดำเนินการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นทุกประเภทแทนกระทรวง มหาดไทย ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2545

- พ.ศ.2546 ได้มีการเร่งรัดปรับปรุงโครงสร้าง อปท.รูปแบบอื่นๆ ให้เป็นมาตรฐานแบบเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ รูปแบบ นายก-สภา (Mayor-Council Form) หรือเป็นแบบ ผู้บริหารเข้มแข็ง (Strong Mayor Form) พร้อมทั้งทยอยยกเลิกคณะผู้บริหารที่มาจากมติของสภาท้องถิ่นด้วยการระบุให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรีตำบล ตลอดจนนายก อบต. มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง และกำหนดรายละเอียดกลไกความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายสภาให้มีความ ชัดเจนขึ้น11.

โครงสร้างการบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใหม่ตามกฎหมาย

ขณะที่เหตุผล ต่อต้านการเร่งรัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในสังคมไทยจากฟากฝั่งที่มีทัศนะนิยมส่วนกลาง (Centralism) ยังคงดำรงอยู่ เป็นต้นว่าจะนำมาซึ่งความแตกแยกรุนแรง ประชาชนยังไม่พร้อม บ้างกลัวว่าเจ้าพ่อจะชนะการเลือกตั้ง ฯลฯ และปรากฏเด่นชัดในห้วงปี 2548 ที่มีการเคลื่อนไหว คัดค้านโดยกลุ่ม องค์กรครูต่างๆ อย่างเข้มข้นต่อความพยายามที่จะถ่ายโอนสถานศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไป สังกัด อปท. ยังมิพักเอ่ยถึงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ก็แสดงท่าทีเช่นเดียว กัน ชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานราชการภาคส่วนต่างๆ ยังคงมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการกระจายอำนาจอยู่มากโข ก่อนที่การ รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะมาถึง พร้อมกับความ หยุดนิ่งยาวนาน12.

รัฐประหาร ผลพวง

แม้นการเมือง ‘ส่วนบน’ จะเกิดความ พลิกผัน’ มหาศาลภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 แต่ใช่ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเมือง ‘ข้างล่าง’ มากนัก แต่ ที่แน่ๆ นั่นคือ ย่อมทำให้ทิศทางการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่นจากนี้ เป็นไปอย่างเชื่องช้า และมิใคร่จะมีคุณภาพเท่าที่ควร13.

ประการที่หนึ่ง ตัว เลขสัดส่วนรายได้ของ อปท. (รวมทั้งในรูปของภาษีอากร เงินอุดหนุน รายได้อื่น และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นเอง) ต่อรายได้ของรัฐบาล ระหว่าง ‘ก่อน’ การรัฐประหารกับห้วงหลายปีงบประมาณ ‘หลัง’ จากนั้น (เรื่อยมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็พบแนวโน้ม ‘ชะงักงัน’ เห็นได้ชัด

สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาล (2537-2553)

ปีงบประมาณ สัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่อรายได้รัฐบาล (คิดเป็นร้อยละ)

2537 7.71

2538 7.53

2539 7.64

2540 11.12

2541 13.21

2542 14.20

2543 13.24

2544 20.68

2545 21.88

2546 22.19

2547 22.75

2548 23.50

2549 24.05

2550 25.17

2551 25.20

2552 25.25

2553 25.02

เพราะในปี พ.ศ.2550 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งผ่าน พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 [วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8 มกราคม 2550] มายกเลิกเงื่อนไขสำคัญตามที่กฎหมายเดิมได้ระบุไว้ว่า “...ใน ช่วงระยะเวลาไม่เกิน พ.ศ.2549 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ของ รัฐบาลในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละสามสิบห้า…” ด้วยเหตุผลแนบท้ายว่า เนื่องจากการปฏิบัติตามแผนการถ่ายโอนไม่เป็นไปตามกำหนดเวลา การกำหนดสัดส่วนรายได้เอาไว้ที่ร้อยละ 35 จึงไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงสมควรกำหนดสัดส่วนรายได้เสียใหม่ ทว่ายังคงกำหนดเป้าหมายในอันที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของ อปท. ให้ได้รับไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 เช่นเดิม แต่ปราศจากเงื่อนเวลากำกับ

หาก มองอย่างผิวเผินจะพบว่า ตั้งแต่ภายหลังรัฐประหารเป็นต้นมานั้น สัดส่วนรายได้ของ อปท.ค่อยๆ เขยิบสูงขึ้นทีละน้อย (กระทั่งมาลดลงในปีงบประมาณ 2553) ทว่าเอาเข้าจริงแล้ว สืบเนื่องมาจากการเพิ่มเงินอุดหนุนเป็นหลัก (ทั้งเงินอุดหนุนทั่วไป และเฉพาะกิจ) ภายใต้กรอบวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ถูกกำหนดไว้อย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้ ท้องถิ่นจึงกลายเป็น ‘กลไก’ หนึ่ง (เสมือนแขนขาหรือ กิ่งก้านสาขา) ของรัฐบาลกลาง มากกว่าจะเป็น ‘ที่ทาง’ พึ่งพาของราษฎร เพื่อใช้แก้ปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะภายในท้องถิ่นของตน

ขณะ เดียวกันลักษณะเช่นนี้เองย่อมทำให้ ภาวะการคลังท้องถิ่นตกอยู่ภายใต้การควบคุมรัฐบาลเป็นอันมาก เพราะว่ายังต้องพึ่งรายได้จากเงินอุดหนุนของรัฐบาลอยู่มิใช่น้อยๆ นั่นเอง14.

ประการที่สอง รัฐบาลซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งยอมจำนนต่อความเป็นจริงของระบบราชการไทย (หรือที่ถูกเรียกว่า “อำ มาตยาธิปไตย”) อย่างง่ายดาย ด้วยพยายามคงอำนาจไว้ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเหมือนอย่างในอดีต ทำให้ท้องถิ่นค่อนข้างจะถูก ‘ควบคุม’ ใกล้ชิดโดย “กระทรวงมหาดไทย” เช่น การแก้กฎหมายให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านอยู่ในตำแหน่งได้จนถึงเกษียณ (ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551) โดยให้มีหน้าที่และเขตรับผิดชอบเดียวกันกับคนของ อปท., การปรับปรุงอำนาจการดำเนินการของจังหวัด และอำนาจในทางปกครองของอำเภอ (ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550) นอกเหนือไปจากกฎหมาย และกฎระเบียบหยุมหยิมอีกสารพัดที่มีมาก่อนหน้านี้ สะท้อนบทบาทที่อยู่สูงกว่าของจังหวัดและอำเภอว่าจะดำรงอยู่ไปอีกนาน

ประการที่สาม ถึงแม้ว่า “รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550” จะบัญญัติเรื่อง “การปกครองส่วนท้องถิ่น” เอาไว้มากเป็นประวัติการณ์ จำนวน 11 มาตรา แยกเป็น 1 มาตรา (มาตรา 78 (2) (3)) จากหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และอีก 10 มาตรา (มาตรา 281–290) ในหมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่หลักการคงเดิมแบบฉบับปี 2540 แทบทุกประการ แต่ในหลายๆ มาตราได้ถูกปรับให้ยืดหยุ่น เปลี่ยนถ้อยคำ ขยายความเพิ่ม เพื่อให้มีความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น

แต่ทั้งนี้ต้องมิลืมเป็นอันขาดว่า ‘ที่ มา’ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงของความพยายามที่จะ ‘ปฏิเสธ’ ความชอบธรรมของประชาชนเสียงข้างมาก ภายใต้ฐานคิดที่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคง ‘โง่เขลา’ ฉะนั้นจึง ‘ยังไม่พร้อม’ ที่จะปกครองตนเอง จักต้องพึ่งพา “ชนชั้นนำ” ตลอดไป

แน่นอน การที่ประชาชนโดยทั่วไปมีทัศนะแง่ลบต่อ “การ เมือง” (ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือท้องถิ่น) ดังที่ปรากฏในสื่อสารมวลชนกระแสหลักตลอดหลายปีมานี้ ทำนองว่า “การเมือง” เป็นสิ่งชั่วร้ายไม่ควรข้องเกี่ยว หรือเป็นเรื่องของคนเลวๆ (เฉพาะนักการเมือง ‘โลภ’) คนดีๆ อย่ายุ่ง ทั้งที่ การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แท้ๆ และนี่เองคือความเลวร้ายประการสำคัญของรัฐประหารครานี้ที่สมควรกล่าวไว้ ณ ที่นี้ด้วย

มุมมอง บทบันทึก และก้าวต่อไป

ข้อหนึ่ง ความเป็นอิสระของท้องถิ่น

นับ แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดหมดบทบาทใน อบจ. นายอำเภอหมดบทบาทในสุขาภิบาล รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หมดบทบาทใน อบต. ช่วงราวปี 2543 เท่ากับเป็นการปิดฉาก “การปกครองท้องถิ่นโดยกระทรวงมหาดไทย” ลง15. จากนั้นการเรียกร้องของท้องถิ่นได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ประเด็นว่าด้วย ‘ที่มา’ ของผู้บริหารท้องถิ่น ในที่สุดจึงได้ข้อสรุปแบบเดียวกัน คือใช้ “การเลือกตั้งผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง” สำหรับ อปท.ทุกประเภท / ทุกระดับ เกิดคำเรียกขานผู้บริหารท้องถิ่นต่างๆ ว่า “นายกฯ” ไปทั่ว ตั้งแต่ประมาณปี 2546-2547 เป็นต้นมา

ถึงบัดนี้ ผู้เขียนมองว่า ท้องถิ่นมาไกลมากๆ เสียจนก้าวพ้นประเด็น เลือกตั้ง-แต่งตั้ง และเรื่อง ที่มา ไปแล้ว (แต่ยังมีให้ถกกันอยู่ในประเด็นปลีกย่อยอื่นๆ เช่นเรื่อง คุณสมบัติ การจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง และ เขตเลือกตั้ง) ประเด็นต่อสู้ต่อจากนี้ไปน่าจะอยู่ที่เรื่อง ความเป็นอิสระ (Autonomy) ของ อปท. ทั้งในแง่ อำนาจหน้าที่ – ถ่ายโอนภารกิจสำคัญๆ บางเรื่องให้ อปท.เพิ่มเติม อย่างเรื่องการให้สัญชาติ เอกสารสิทธิที่ดิน อาวุธปืน ฯลฯ ด้าน งบประมาณ – เพิ่มประเภทของภาษีที่ท้องถิ่นสามารถจะจัดเก็บได้เอง โดยเฉพาะจากภาคธุรกิจ และ การบริหารงานบุคคล – ลดบทบาทการบริหารงานบุคคลของกระทรวงมหาดไทยที่มีในกระบวนการคัดเลือก บรรจุแต่งตั้ง โยกย้ายบุคลากรท้องถิ่นให้น้อยลง หรือที่มักเรียกรวมกันสั้นๆ จนติดปากว่ามิติ งาน / เงิน / คน

และสุดท้ายกับประเด็น ‘ใหญ่ โต’ ว่าด้วยการทบทวนการดำรงอยู่ของ “ส่วนภูมิภาค” คือ จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ว่ายังมีความจำเป็นอยู่อีกหรือไม่? ด้วยผู้เขียนปรารถนาให้ท้องถิ่นตอบสนองคนท้องถิ่นซึ่งพร้อมอยู่แล้วในการ กำหนดอนาคตของตัวเองได้มากและดีกว่าที่เป็นอยู่นั่นเอง

ทั้งนี้ยังมิพักกล่าวถึงความพยายามในอันที่จะผลักดันให้มีองค์กรปกครองท้องถิ่น ‘รูปแบบพิเศษ’ เพิ่มขึ้นในหลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเกาะสมุยนครแม่สอด ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ได้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ ว่าด้วยนครปัตตานี (สำหรับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) หรือมหานครเชียงใหม่ (สำหรับอำเภอเมืองเชียงใหม่) เพื่อมาแทนรูปแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ข้อสอง ศักดิ์ศรีท้องถิ่น

ขณะที่อีกปัญหาสำคัญซึ่ง ‘ตก ค้าง’ มาตั้งแต่สมัยก่อนปี 2549 เกี่ยวกับการถ่ายโอนภารกิจด้านต่างๆ ให้แก่ อปท. ปรากฏว่า หลายๆ อปท.ที่มีศักยภาพมากพอ (อบจ. และเทศบาลเป็นส่วนใหญ่) เลือกที่จะดำเนินการภารกิจต่างๆ เอง เช่น อบจ.เชียงราย จัดตั้ง “โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย” เปิดสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษา, อบจ.ภูเก็ต ซื้อที่ดินและอาคารจากโรงพยาบาลพญาไทเพื่อปรับปรุงให้เป็น “โรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต” ให้บริการกับประชาชนทั่วไป ฯลฯ โดยที่ไม่ขอรอรับการถ่ายโอนจากส่วนกลาง ซึ่งจะมีเงื่อนไขในการประเมินความพร้อมมากกว่ามาก เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่าท้องถิ่นก็สามารถทำได้ไม่แพ้กัน

นอกจากนี้ ยังเกิดปรากฏการณ์ ท้องถิ่นนิยม (Localism) ขึ้นมาทั่วไป โดยมีความเคลื่อนไหวในหลายๆ แง่มุมด้วยกัน บ้างรณรงค์ให้ชุมชนหันมาอนุรักษ์หวงแหนวัฒนธรรมพื้นถิ่น (ภาษา การแต่งกาย ขนบธรรมเนียมปฏิบัติ สถาปัตยกรรมท้องถิ่น ฯลฯ) บ้างนำไปใช้สร้างฐานสนับสนุนทีมประจำจังหวัดในการลงแข่งขันกีฬารายการต่างๆ (ดูได้จากกระแสตื่นตัวในฟุตบอลลีกระดับต่างๆ ของไทยเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา)16.

ทว่าหลายๆ ปรากฏการณ์กลับเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม สะท้อนภาพปัญหาที่ว่าเรายังไม่สามารถปกครองตนเองได้อย่างเต็มที่ หากแต่ยังคง ‘ถูกปกครอง’ อยู่ เช่น ใช้จ่ายงบประมาณจัดทำป้ายประชาสัมพันธ์ต่างๆ ตามแบบที่รัฐบาล ‘สั่งการ’ ลงมา17., อนุมัติเงินอุดหนุนให้แก่ส่วนราชการอื่นที่ ‘ขอความอนุเคราะห์’ เข้ามา, แผนพัฒนาท้องถิ่น ตลอดจนเทศบัญญัติ ข้อบังคับท้องถิ่นต่างๆ ถูก ‘ครอบงำ’ ทางความคิดจากกระทรวง กรม จังหวัด อำเภอ (ตามแต่กรณี) ฯลฯ

ข้าง ต้นคือบางส่วนของร้อยแปดตัวอย่างที่ สะท้อนชัดว่าท้องถิ่น (โดยภาพรวม) ยังคงขาดความเป็นตัวของตัวเอง กล้าๆ กลัวๆ ที่จะคิดริเริ่มสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง เรื่อยถึงถูกชี้นำ/แทรกแซงมากจนเกินไป เป็นปัญหาในเชิงค่านิยม–วัฒนธรรม (อย่างไม่เป็นทางการ เช่นด้วยความเกรงอกเกรงใจ เชื่อว่าราชการส่วนกลาง-ส่วนภูมิภาคเหนือกว่าท้องถิ่น ชอบรับใช้คนข้างบนมากกว่าจะรับใช้คนข้างล่าง) ซึ่งต้องให้เวลาขัดเกลาต่อไป

ข้อสาม ท้องถิ่นหลายหลาก

ข้อมูลจำนวน อปท.ล่าสุด18. ระบุว่า อบจ.มีทั้งสิ้น 75 แห่ง เทศบาลยอดรวม 2,006 เทศบาล แบ่งออกได้เป็นเทศบาลนคร 23 แห่ง เทศบาลเมือง 142 แห่ง และเทศบาลตำบล 1,841 แห่ง อบต.มีอยู่ 5,770 แห่ง และองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอีก 2 แห่ง (กรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา) รวมทั้งสิ้น 7,853 แห่ง โดยจำนวนของเทศบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี และแทบทั้งหมดคือ “เทศบาลตำบล” ซึ่งได้รับการยกฐานะมาจาก อบต. เช่นที่เพิ่มจากเดิมในปี 2551 (จำนวน 1,456 แห่ง19.) อีกถึง 385 แห่งในปีปัจจุบัน

แน่นอนที่สุด ท้องถิ่นหลากหลายเกินกว่าจะสรุปแบบ เหมารวม ได้ “ปัญหา” ของแต่ละแห่งย่อมแตกต่างกันออกไปตามแต่ประวัติศาสตร์ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประชากร ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนสภาพแวดล้อมอื่นๆ ของพื้นที่ เป็นต้นว่าบางแห่งอาจมีปัญหาคนไร้สัญชาติ บางแห่งมีปัญหาที่ดินทำกิน บางแห่งเผชิญสภาวการณ์ภัยแล้ง–ไม่มีระบบชลประทาน ขาดแหล่งน้ำ บางแห่งประสบปัญหาน้ำท่วม บางแห่งมีปัญหาสิ่งแวดล้อม–มลภาวะเป็นพิษ (หมอกควัน ขยะ ขี้หมูเหม็น ขี้ไก่โชย) บางแห่งมีปัญหาการจราจร–รถติด ไม่มีขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ หลายแห่งพบปัญหาสังคม–วัยรุ่นหนักหนา ฯลฯ

ใน เชิงการบริหาร ปัญหาของ อปท.ต่างๆ ก็ย่อมไม่มีทางเหมือนกันทั้งหมดเป็นแน่ เช่น เทศบาลส่วนใหญ่ซึ่งสมาชิกสภาท้องถิ่นข้างมากเป็นกลุ่มเดียวกันกับผู้บริหาร ท้องถิ่น บทบาทของสภาท้องถิ่นจะค่อนข้างจำกัด และมีแนวโน้มที่จะส่งเสริมการทำงานของฝ่ายบริหารเป็นด้านหลัก อย่างเทศบัญญัติทั้งหมดเท่าที่มีออกมาต่างก็เป็นร่างที่เสนอโดยฝ่ายบริหาร ทั้งสิ้น20., อบต.ห่างไกลมักประสบปัญหาคล้ายๆ กันนั่นคือ หลายภารกิจเกินกว่าศักยภาพกำลัง ขาดแคลนงบประมาณสำหรับลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน พนักงานย้ายออกเป็นประจำ และแหล่งรายได้ตามที่กฎหมายระบุให้แทบไม่มีปรากฏเลย อีกทั้งการที่รายจ่ายส่วนใหญ่ของ อปท.หมดไปกับเงินเดือน–ค่าตอบแทนบุคลากรของตน ทำให้ขาดงบพัฒนาด้านต่างๆ เป็นต้น

เฉกเช่นเดียวกับ “ความสำเร็จ” ซึ่งก็ใช่ว่า อปท.ทุกแห่งจะประสบความสำเร็จได้เหมือนๆ กัน อย่างกรณี เทศบาลนครขอนแก่น มีความเป็นเลิศด้านการบริหารจัดการที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยอาศัย “สภาเมือง” เป็นช่องทางให้ภาคส่วนต่างๆ ได้เข้ามาร่วมบริหารจัดการแผนงาน โครงการ และกิจกรรมต่างๆ ของเทศบาล21. ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหลายๆ กรณีตัวอย่างที่น่าสนใจจากหนังสือ นวัตกรรมสร้างสรรค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น22. เพื่อให้ อปท.อื่นๆ หยิบยืมไปใช้เป็นแนวทางพัฒนา

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท้องถิ่นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้รูปแบบซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด (Standardize) ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างองค์กร ภารกิจเน้นมุ่ง แหล่งรายได้หลัก วิธีการบริหารงานบุคคล รวมถึงรูปแบบการตรวจสอบท้องถิ่น เนื่องจากรัฐบาลกลางมีแนวโน้มว่าจะเน้นความเหมือนของแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ ส่งผลให้กฎหมาย ตลอดจนนโยบายต่างๆ มักออกมาไม่ตรงตามความต้องการของคนในท้องถิ่น หรือไม่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่อยู่เป็นประจำ

ข้อสี่ ภาพลักษณ์ทางลบ

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ท้องถิ่นค่อนข้างถูกตีตราจากสังคมว่าเป็น ผู้ร้าย มากกว่าจะเป็น พระเอก อันเนื่องมาจากข่าวคราวในทางลบที่ปรากฏอยู่ในสื่อกระแสหลักมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องซื้อ–ขายเสียง การทุจริตคอรัปชั่น23. การใช้อำนาจบาตรใหญ่ตามอำเภอใจ ปัญหาส่วนตัวทำนองชู้สาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับข่าวความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ (จากการประมูลงาน–ตรวจการจ้าง) ความขัดแย้งภายในองค์กร (ระหว่างผู้บริหารกับฝ่ายสภา หรือระหว่างนักการเมืองกับฝ่ายประจำ ฯลฯ) และความรุนแรงที่เกิดกับเหล่านักการเมืองท้องถิ่น24. ด้วยเหตุนี้การเมืองท้องถิ่นจึง อันตราย ยิ่งนักในสายตาใครต่อใคร25.

แต่ ดังที่ได้อธิบายไว้ในข้อก่อนหน้านี้ ปัญหาต่างๆ ข้างต้นใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับ อปท.ทุกที่เสมอไป หากแต่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังมีปัญหาทำนองนี้เกิดขึ้น อปท.ล้วนมีดีแย่ปะปนกันไม่ต่างจากสรรพสิ่งอื่นบนโลกนี้ ฉะนั้น ควรแยกพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เช่นที่ อบต.เกาะหมาก จ.พัทลุง ในรอบ 2 ปีกลับมีการเลือกตั้งโดยตรงถึง 3 ครั้ง เพราะอดีตนายกฯ 3 คนล้วนถูก ‘ยิงตาย’ ทั้งหมด เชื่อกันว่ามาจากการขัดแย้งผลประโยชน์ทางธุรกิจรังนกนางแอ่น

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกรณีสำคัญนั่นคือ เหตุการณ์การลอบสังหาร นายแพทย์ชาญชัย ศิลปะอวยชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ซึ่งถูกมือปืนกระหน่ำยิงจนเสียชีวิต ขณะวิ่งออกกำลังกายอยู่ภายในสนามกีฬากลางเมืองแพร่ เมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม 2550 นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของแวดวงท้องถิ่นไทยที่สมควรระลึกถึงอย่างยิ่ง

ซึ่ง ต่อมาตำรวจสามารถจับกุมคนร้าย รวม 5 คน ไล่ตั้งแต่มือปืน คนขี่รถจักรยานยนต์ คนชี้เป้า รวมทั้งตัวผู้จ้างวานได้ สืบทราบว่ามีชนวนเหตุมาจากความขัดแย้งโครงการกู้เงิน 120 ล้านที่ผู้ตายพยายามผลักดัน แต่ข้างประธานสภาฯ (ซึ่งเป็นญาติกับผู้จ้างวาน และเป็นน้องชายของนักการเมืองหญิงคนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์) ไม่เอาด้วย จนนำไปสู่การปลดประธานสภาฯ ในที่สุด26. ขณะนี้คดียังคงอยู่ในชั้นศาล

คำตอบของปัญหาข้างต้น จึงไม่ใช่แค่โทษท้องถิ่น (หรือต่อว่าการกระจายอำนาจ) ว่าเป็น ‘ต้น เหตุ’ แล้วทุกอย่างจักจบสิ้น หากแต่ต้องตั้งคำถามไปถึงกระบวนการยุติธรรม (แบบส่วนกลาง) ว่าทำไมคดีเหล่านี้ส่วนใหญ่ถึงไม่มีความคืบหน้าใดๆ รวมถึงรัฐบาลด้วยว่า เหตุใดจึงเพิกเฉยและปล่อยให้อาชญากรรมรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เนืองๆ

ข้อห้าอำนาจนอกท้องถิ่น

สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และยังดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้แก่ การเพิ่มกลไก ‘ตรวจสอบ’ ท้องถิ่น โดย องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ของรัฐสภา) แยกต่างหากออกมาจากกลไกของส่วนกลางเดิม

โดย เฉพาะอย่างยิ่งกับบทบาทมหาศาลของ กกต. ในการจัดการ–ควบคุมการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทั้งการแจกใบเหลือง–ใบแดง27. หลายครา กกต.กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญ มิใช่คะแนนเสียงของประชาชนในหีบเลือกตั้งตามหลักเสียงข้างมากอย่างที่ควร เป็น บางครั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งล่าช้าเสียจนข้าราชการประจำ (ปลัดฯ) นั่งรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารของ อปท.ได้อย่างยาวนาน ทำให้เวลาของคนที่มาจากประชาชนเหลือเวลาน้อยลงเต็มที

และ แม้น กกต.จะมีหลายระดับ ไล่ตั้งแต่ กกต.ท้องถิ่น–กกต.จังหวัด–กกต.กลาง แต่กฎหมายกลับมีวิธีคิดแบบรวมศูนย์อำนาจเคร่งครัด โดยกำหนดให้มติของ กกต.กลาง เป็นที่สิ้นสุด จึงมีคำวินิจฉัยของ กกต.กลาง มิใช่น้อยที่ออกมาสวนทางกับ มติ ของ กกต.จว.ที่ชงเรื่องขึ้นไป ทั้งๆ ที่ กกต.กลาง มีแค่ 5 คน และอยู่ห่างไกลถึงกรุงเทพฯ (แต่ต้องรับผิดชอบตัดสินคดีเลือกตั้งทุกระดับทั่วประเทศ) บทบาทของ กกต.เช่นนี้ มีความเหมาะสมดีแล้วใช่หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันต่อไป

กล่าวให้ถึงที่สุด ภายใต้บริบทร้อยรัดจาก องค์กรตัวย่อ มาก มายเช่นนี้ ทั้งการทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่ใครต่อใครก็สามารถทำได้ (และบรรลุผล) อีกแล้ว

ข้อหก อำนาจประชาชน

นอกจากมาตรการต่างๆ ข้างต้นแล้ว กระแสประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม หรือประชาธิปไตยทางตรง ยังผลักดันให้เกิด ‘ช่องทาง’ ใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้คนในท้องถิ่นต่างๆ ได้ใช้อำนาจด้วยตัวเอง อย่างน้อยๆ ใน 2 ทางด้วยกัน ได้แก่ การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น (Initiative) และ การเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (Recall)

ชัยชนะของประชาชนที่น่าสนใจในบรรดาตัวอย่างอันน้อยนิด กล่าวเฉพาะกรณีหลังได้แก่ อบต.ห้วยโก๋น จ.น่าน เมื่อต้นปี 2550 นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงได้ถูกประชาชนจำนวนถึงร้อยละ 85 ลงคะแนนเสียงให้พ้นจากตำแหน่ง เหตุเพราะบริหารงานไม่โปร่งใส ไม่ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเดือดร้อน และทุจริตเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชน28. ขณะที่ช่วงต้นปี 2551 อบต.นาเสียว จ.ชัยภูมิ เป็นอีกแห่งที่ประชาชนมีมติท่วมท้นมากกว่าร้อยละ 93 เลยทีเดียวให้ถอดถอนนายกฯ ของตนออกจากตำแหน่ง อ้างเหตุมีพฤติกรรมการบริหารงานไม่โปร่งใส ยักยอกฉ้อโกง ขาดภาวะผู้นำ และไม่มีคุณธรรม

บ่อยครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะพูดกับผู้บริหารท้องถิ่นแล้วท่านเหล่านั้นกล่าวชื่มชมถึงบทบาทของ อปท.ในการผลักดันให้มี ประชาคมท้องถิ่น29. ไล่ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมาถึงระดับตำบล แม้นเอาเข้าจริง สำหรับ อปท.หลายๆ แห่งแล้ว จะจัดว่าเข้าข่ายลักษณะของการมีส่วนร่วมในเชิง ‘รูปแบบ’ มากกว่า ‘เนื้อหา’ ก็ตามที แต่ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีซึ่งต้องค่อยเรียนรู้–ปรับปรุงกันไป

และ นี่เองเป็นเวทีการเมืองท้องถิ่น ซึ่งมีสีสัน เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา และมีความเป็นประชาธิปไตยสูงส่งเสียยิ่งกว่าการเมือง (แบบไทยๆ) ในระดับชาติเป็นไหนๆ แต่กลับถูกทำให้ ‘เงียบเชียบ’ อันตรธานหายไปจากการรับรู้ของผู้คนส่วนใหญ่ในวงงกว้างเสมอมา

ข้อเจ็ด การเมืองเรื่องสีเสื้อ

ความน่าเศร้าประการหนึ่งของรัฐประหาร 2549 ก็คือ แทนที่การเมืองจะยกระดับจากการแข่งขันในเรื่อง ตัวบุคคล ไปสู่การประชัน นโยบาย ใหม่ๆ ระหว่างพรรคการเมืองอย่างที่เคยเกิดขึ้นคึกคักในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2544 และ 2548 การเลือกตั้งครั้งหลังสุด กลับต้องมาตัดสินกันตรงที่จะ ‘เอาทักษิณ’ หรือ ‘ไม่เอาทักษิณ’ ซึ่งการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ช้าก็ยากที่จะหนีความจริงข้อนี้พ้น

การ ข้ามรัฐบาลทักษิณด้วยการทำรัฐประหาร ข้ามรัฐบาลพรรคพลังประชาชนด้วยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่งผลโดยตรงต่อการเมืองระดับท้องถิ่นในหลายๆ พื้นที่อย่างยากหลีกเลี่ยง กล่าวคือ แทนที่เลือกตั้งท้องถิ่น จะเป็นการเสนอนโยบาย ‘ใกล้ ตัว’ เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน, ผังเมือง, การจราจร, ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย, จัดให้มีสถานที่พักผ่อน–สวนสาธารณะ, ส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขภาพอนามัย การศึกษา การท่องเที่ยว และอาชีพ, ทำนุบำรุงศาสนา ศิลปวัฒนธรรม, รักษาสิ่งแวดล้อม และอีกสารพัดก็กลับกลายเป็นการแข่งขันกันแค่ที่ สีเสื้อ30.ตามทัศนคติ–อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงแบบ เหลืองแดง เป็น ต้นว่าคนเสื้อเหลืองศรัทธา “ราชาธิปไตย/อภิชนาธิปไตย” ตรงกันข้ามกับกลุ่มเสื้อแดงที่เรียกร้อง “ประชาธิปไตย” (?) เป็นประเด็นปัญหาการเมืองระดับประเทศ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาเฉพาะของแต่ละพื้นที่ มีผลให้คนท้องถิ่นใส่ใจต่อเรื่อง ‘ไกลตัว’ โดยขอ ‘หลงลืม’ เรื่องราวท้องถิ่นลงเป็นการชั่วคราว

สุดท้ายนี้ผู้เขียนต้องขอย้ำ (อีกครั้ง) ว่า...

เราใช้เวลาไปมากกับการเดินทางเพียงเพื่อพบว่าตัวเองไม่ได้ไปไกลจากจุดเริ่มต้นเลย

31 ธันวาคม 2552

เชิงอรรถ

1.ธเนศวร์ เจริญเมือง, 100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2550, (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2542), หน้า 290.

2.Andrew Heywood, Key Concepts in Politics, (New York: palgrave, 2000), p.237.

3.อันได้แก่ ชูวงศ์ ฉายะบุตร, การปกครองท้องถิ่นไทย, (กรุงเทพฯ: สมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539); ธเนศวร์ เจริญเมือง, 100 ปี การปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2440-2550, (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2542); โกวิทย์ พวงงาม, การปกครองท้องถิ่นไทย หลักการและมิติใหม่ในอนาคต, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2443); นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ทิศทางการปกครองท้องถิ่นของไทยและต่างประเทศเปรียบเทียบ, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2546); นันทวัฒน์ บรมานันท์, การปกครองส่วนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ.2540), (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2447); วุฒิสาร ตันไชย,“การปกครองส่วนท้องถิ่น,” การเมืองการปกครองไทยในรอบ 60 ปี แห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2550), หน้า 217-256;

4.ควรพิจารณา ชัยอนันต์ สมุทวณิช, 100 ปี แห่งการปฏิรูประบบราชการ-วิวัฒนาการของอำนาจรัฐและอำนาจการเมือง, (กรุงเทพฯ: สถาบันนโยบายศึกษา, 2538).

5.โปรดดู ธเนศวร์ เจริญเมือง, “วิกฤตการเมืองไทย พ.ศ.2549-2552: ผลพวงของระบอบรัฐในอดีต,” วิภาษา ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 16 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2552, หน้า 12-18.

6.ประเด็นนี้ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ชี้ว่าเกี่ยวข้องกับสาเหตุปัจจัยใน 3 ลักษณะ หนึ่ง เกิดแรงผลักดันจากกระแสความเป็นประชาธิปไตย (Democratization) สอง อิทธิพลทางความคิดแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) และ สาม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นเมือง (Urbanization) พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของขบวนการสังคมแบบใหม่ (New Social Movement) ในเมืองนั้นๆ ดูเพิ่มเติมใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, อ้างแล้ว, หน้า 25-28.

7.คือ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2543, พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2542 และ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2543, พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542, พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ.2542

8.เช่น พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542, พระราชบัญญัติว่าด้วยการลงคะแนนเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น พ.ศ.2542, พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 เป็นต้น

9.คือ แผนทั่วไป ซึ่งกล่าวถึงหลักการ เกณฑ์ วิสัยทัศน์ ตลอดจนแนวทางและวิธีการต่างๆ ในการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งยังได้กำหนดรูปแบบการถ่ายโอน และภารกิจที่จะต้องถ่ายโอนเอาไว้ด้วยหลักกว้างๆ เพื่อที่จะชี้แนวทางการกระจายอำนาจในภาคปฏิบัติต่อไป

10.เป็น แผนซึ่งนำเข้าสู่รายละเอียด ลงลึกถึงรูปธรรม โดยกำหนดขอบเขตการถ่ายโอน ขั้นตอน วิธีปฏิบัติ และปีที่ถ่ายโอน ท้องถิ่นที่จะรับโอน รวมถึงการเร่งรัดให้มีการถ่ายโอนภารกิจบริการสาธารณะให้ครบและเสร็จสิ้นภาย ในระยะเวลาที่กำหนด อาทิ ทางคณะกรรมการกระจายอำนาจฯ ได้พิจารณาเห็นชอบให้มีการถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวม 245 เรื่อง ใน 6 ด้านด้วยกัน เป็นต้น ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ใน http://www.dloc.opm.go.th

11.ผ่านการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยเรื่องนั้นๆ อันได้แก่ พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ฉบับ ที่ 3) พ.ศ.2546, พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2546

12.การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยตลอด 77 ปีที่ผ่านมา (2475-2552) เผชิญสภาวะชะงักงันเสมอมา รูปธรรม ได้แก่ รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ (ภายใต้วังวน “ร่าง-ใช้-ฉีก”), ปฏิวัติ 1 ครั้ง, รัฐประหาร 10 (+1) ครั้ง, กบฏ (อย่างน้อยๆ) อีก 7 ครั้ง, นายกรัฐมนตรี 27 คน, มีการเลือกตั้ง (ส.ส.) 23 ครั้ง, ยุบสภา 11 ครั้ง เป็นต้น

13.โปรดดู ณัฐกร วิทิตานนท์, รัฐประหารหนึ่งขวบปีกับทิศทางการกระจายอำนาจในสังคมไทย,” เอกสารประกอบการประชุมวิชาการรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์แห่งชาติ ครั้งที่ 8, (พ.ศ.2550) สามารถดาวน์โหลดบทความดังกล่าวได้ทาง http://www.polsci.tu.ac.th/polsci2550/decentral_local_pol.pdf

14.จากประมาณการรายได้ของ อปท. ในปีงบประมาณล่าสุด (พ.ศ.2553) พบว่ามีเงินอุดหนุนท้องถิ่นมากถึง 136,700 ล้านบาทเลยทีเดียว (หรือคิดเป็นกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ท้องถิ่นทั้งหมด) นอกนั้นเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จัดเก็บเอง 29,110 ล้านบาท และอีก 171,989.59 ล้านบาทจากภาษีประเภทต่างๆ ซึ่งรัฐบาลจัดเก็บและแบ่งให้ ข้อมูลจาก http://www.nmt.or.th

15.แต่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ยังมีอำนาจในการกำกับดูแลองค์กรปกครองท้องถิ่นตามที่กฎหมายจัดตั้งหน่วยการ ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ บัญญัติไว้มากถึงเกือบ 30 เรื่อง (แล้วแต่กรณี) เรื่องสำคัญเช่น แนะนำตักเตือน, ยับยั้งการปฏิบัติการของผู้บริหารท้องถิ่น, เพิกถอนมติสภาท้องถิ่น, ยุบสภาท้องถิ่น, ให้สมาชิกสภาท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่งและสมาชิกสภาท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง, อนุมัติข้อบัญญัติท้องถิ่น โปรดดู ตารางแสดงการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไปตามกฎหมายในปัจจุบัน ใน นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, อ้างแล้ว, หน้า 90-92.

16.ดู ณัฐกร วิทิตานนท์, ท้องถิ่นนิยม” ในเกมลูกหนัง: กรณีศึกษา “เชียงราย ยูไนเต็ด, เชียงรายทูเดย์ (พฤศจิกายน 2552).

17.ดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “‘ป้าย’ : อีกภาพสะท้อนการปกครองท้องถิ่นที่ ‘ถูก’ ปกครอง,’’ ประชาไทhttp://www.prachatai.com/journal/2009/05/24381

18.ข้อมูล ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2552 จากเว็บไซต์ของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.thailocaladmin.go.th/work/apt/apt.jsp

19.ข้อมูล ณ วันที่ 15 สิงหาคม 2551 จากเว็บไซต์ของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น http://www.thailocaladmin.go.th/work/apt/apt.htm

20.ดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “บทบาทสภาท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ฝ่ายบริหารกับฝ่าย นิติบัญญัติมาจากกลุ่มการเมืองเดียวกัน (ทั้งหมด): ศึกษากรณีสองเทศบาลนครในเขตภาคเหนือตอนบน,” เอกสารประกอบการประชุมวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า, 2550), หน้า 853-867.

21.สำหรับรายละเอียดของตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด สามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ใน อรทัย ก๊กผล, Best Practice ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า, 2547).

22.จำนวน 65 กรณีตัวอย่าง ซึ่งถูกคัดสรรมาจากกรณีตัวอย่างทั้งหมด 529 เรื่องที่ได้มาจาก จรัส สุวรรณมาลา และคณะ, นามานุกรมนวัตกรรมท้องถิ่นไทย พ.ศ.2547, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2548); จรัส สุวรรณมาลา และคณะ, “วิถีใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย,” รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), (2548) อ้างถึงใน วีระศักดิ์ เครือเทพ, นวัตกรรมสร้างสรรค์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2548), หน้า 7.

23.ดังตัวอย่างพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ต่อไปนี้ นายกฯ อาย อปท.ทุจริต จี้แก้ กม.ท้องถิ่นกันโกง [ไทยโพสต์], แฉทุจริตปี'52 อปท.แชมป์โกง สูญร่วม2พันล. [ไทยโพสต์], เตรียมตั้ง ป.ป.ช.จังหวัด เชือด อปท.ทุจริต[คมชัดลึก], ป.ป.ช.-สตง.ล่าทุจริตองค์การปกครองท้องถิ่น ผลาญงบแสนล้าน [ผู้จัดการ] เป็นต้น

24.อ่าน หลากมุมมอง ‘คนท้องถิ่น’ ทำไมสนามนี้... ไม่สิ้นเสียงปืน!!, มติชน (29 ธันวาคม 2548), หน้า 8.

25.ถึง ขนาดว่าบริษัทประกันชีวิต จะไม่พิจารณารับประกันชีวิตให้แก่ผู้ที่เป็นนักการเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีนักการเมืองท้องถิ่น) เพราะจัดเป็นอาชีพเสี่ยงตามกฎเกณฑ์ของทางบริษัทฯ เช่นเดียวกับบางอาชีพอย่างตำรวจ และตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

26.อ่านความเป็นมา-เป็นไป พร้อมบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้โดยละเอียดได้จาก ธเนศวร์ เจริญเมือง, “คุณธรรมกับการบริหารจัดการท้องถิ่น,” ใน ทฤษฎีและแนวคิด: การปกครองท้องถิ่นกับการบริหารจัดการท้องถิ่น (ภาคแรก), (กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2551), หน้า 128-154.

27.ไม่ว่าจะมีการแจกเงินซื้อเสียงไม่ว่าสักกี่มากน้อย, ให้เงินใส่ซองหรือเอาของขวัญมอบในโอกาสต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานขึ้นบ้านใหม่ งานบุญ งานเทศกาล งานศพ เป็นต้น (นำเอา ‘พวงหรีด’ วางคารวะ ‘ศพ’ ก็จัดว่าเข้าข่าย), แจกจ่ายสิ่งของ เช่น ปฏิทิน เสื้อกีฬา นาฬิกา ฯลฯ, พาชาวบ้านไปเที่ยวหรือทัศนศึกษาต่างจังหวัด ชนิดไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด, ยอมให้เดินทางโดยรถโดยสารฟรี, การลดราคาหรือไม่คิดเงินค่าสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็น การเฉพาะ เป็นต้น แนวทางคำวินิจฉัยของทาง กกต. ที่ทยอยมีออกมา ล้วนเห็นว่ากระทำทั้งหมดข้างต้นนี้ เท่ากับเป็นการทุจริตเลือกตั้งในส่วนของการ ‘ซื้อเสียง’ ตาม มาตรา 57 (1) ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น และผู้กระทำผิดจะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ถูกดำเนินคดีอาญา และชดใช้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งใหม่ ขณะที่คน ‘ขายเสียง’ เองก็ถือว่ามีความผิดอาญาเช่นกัน โดยมีโทษถึงขั้นจำคุก ตาม มาตรา 82 ของกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจาก ณัฐกร วิทิตานนท์ และธีระวัฒน์ ปาระมี, คำอธิบายกฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่น, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม, 2549).

28.เขาจึงถือเป็นนักการเมืองไทยคนแรกที่ประชาชนสามารถถอดถอนออกจากตำแหน่งได้สำเร็จ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมใน ชรินทร์ สัจจามั่น, “การลงคะแนนเสียงถอดถอนนายก อบต. ก้าวแรกของท้องถิ่นไทยในการสร้างอำนาจทางการเมืองภาคประชาชน,” เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย http://www.pub-law.net/publaw/view.asp?PublawIDs=1061

29.อนึ่ง ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำและประสานแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2546 “ประชาคม” หมายความว่า การรวมตัวกันของชุมชน องค์กรภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาหรือกระทำการบางอย่างให้บรรลุวัตถุประสงค์ภายใต้ระบบ การจัดการที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ซึ่งการจัดองค์กรให้เป็นไปตามที่ทางราชการกำหนด สำหรับเขตองค์การบริหารส่วนตำบล เรียกว่า “ประชาคมตำบล” ส่วน “ประชาคมหมู่บ้าน” หมายความถึง ประชาคมในเขตหมู่บ้าน

30.ดู ณัฐกร วิทิตานนท์, “ตามติดเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนคร “เชียงใหม่”: อยากให้เป็นอะไรที่มากกว่าแค่ “สีเสื้อ”,” ประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26056; ณัฐกร วิทิตานนท์, “บทส่งท้ายเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนคร “เชียงใหม่”: จากสูงสุดคืนสู่สามัญ,” ประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26473