WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 5, 2010

เปิดบันทึกถ้อยคำ"ธาริต" พยานคดียุบ ปชป. พิรุธ"ทวี สอดส่อง" วางแผนสร้างเรื่อง-ตั้งวอร์รูมช่วย นปช.

ที่มา มติชน



บันทึก ถ้อยคำ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" พยานคดียุบพรรค ฝ่าย ปชป. งัดพิรุธคำสั่งการของ "ทวี สอดส่อง" พร้อมระบุเป็นการวางแผน สร้างเรื่องให้เกิดคดียุบพรรค ดิสเครดิตซ้ำอดีตบิ๊กดีเอสไอดอดตั้งวอร์รูมช่วย นปช.ที่พรรคเพื่อไทย

ผู้ สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมถึงความคืบหน้าในการพิจารณาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ยื่นคำ ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีการใช้เงินจากกองทุนเพื่อ พัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ว่า ว่า บันทึกถ้อยคำของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จำนวน 5 หน้ากระดาษ ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ระบุความว่าเมื่อตนเข้ารับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอได้ 3 เดือน ได้รับเรื่องร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอกลุ่มหนึ่งกลั่นแกล้ง สร้างเรื่อง และสร้างพยานเท็จเกี่ยวกับการเสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) และคดีเกี่ยวกับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด(มหาชน) จึงได้ตรวจสอบพบข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2551 ส.ต.อ.ทชภณ พรหมจันทร์ ได้ทำหนังสือร้องทุกข์ต่อพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น

โดยมีสาระสำคัญว่า ปชป.กระทำทุจริตรับเงินจากนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ และขอให้ดำเนินคดีกับปชป. ทั้งนี้พ.ต.อ.ทวี ย่อมทราบดีว่า เรื่องที่ร้องเรียนไม่อยู่ในอำนาจการสอบสวนของดีเอสไอ พ.ต.อ.ทวีจะต้องสั่งไม่รับดำเนินการโดยแจ้งให้ผู้ร้องรับทราบหรืออาจให้ส่ง เรื่องไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นข้อมูล เพราะเรื่องนี้เป็นความผิดเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองแต่พ.ต.อ.ทวี กลับมอบให้พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผบ.สำนักกิจการระหว่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่าง ประเทศ เป็นหัวหน้าคดีตรวจสอบ

บันทึกถ้อยคำระบุด้วยว่า การสั่งการดังกล่าวพ.ต.อ.ทวี จึงไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้ไม่เป็นคดีพิเศษตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษและไม่มีการร้องขอ ให้มีมติรับเป็นคดีพิเศษ จึงรับไว้ดำเนินการไม่ได้ นอกจากนี้การสั่งการดังกล่าวเป็นพิรุธมาก เพราะมีการสั่งการมายังตน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีดีเอสไอ โดยสั่งให้จ่ายเรื่องให้กับพ.ต.อ.สุชาติ จึงเป็นการบังคับให้ตนต้องจ่ายเรื่องให้พ.ต.อ.สุชาติ เท่านั้น โดยไม่สามารถใช้ดุลยพินิจจ่ายคดีไปให้บุคคลอื่นที่เหมาะสมได้ ทั้งที่เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับขอบข่ายงานของสำนักกิจการระหว่าง ประเทศฯ การสั่งเจาะจงเช่นนี้เพราะต้องการให้พ.ต.อ.สุชาติเป็นผู้รับทำเรื่องนี้เท่า นั้น

ต่อมาวันที่ 24 มิ.ย. 2551 พ.ต.อ.ทวี มีคำสั่งที่ 217/2551 แต่งตั้งพ.ต.อ.สุชาติ เป็นหัวหน้าคณะตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเหตุผลในการออกคำสั่งอ้างว่าเป็นความผิดตามมาตรา 21 วรรค 1 ซึ่งไม่ถูกต้องไม่ตรงกับเรื่องที่ส.ต.อ.ทชภณ ร้องทุกข์ แต่เป็นการออกคำสั่งเพราะเกรงว่าคำสั่งจะไม่ชอบ หลังจากมีการออกคำสั่งแล้วแม้จะระบุให้ตนกำกับดูแล แต่ในความเป็นจริงคณะตรวจสอบชุดที่พ.ต.อ.สุชาติ เป็นหัวหน้าไม่เคยรายงานหรือหารือใด ๆ กับตนแม้แต่ครั้งเดียว แต่จะรายงานตรงกับพ.ต.อ.ทวี เท่านั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2551 พ.ต.อ.ทวี ได้นำเรื่องนี้เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) โดยกล่าวอ้างว่าเป็นคดีความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่มีการพูดถึงความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง การนำเสนอข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมจึงเป็นการบิดเบือนรูปคดีให้กลายเป็น เรื่องความผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ และเป็นการลวงให้กคพ. สำคัญผิดจนที่ประชุมมีมติเห็นชอบ หากที่ประชุมรู้ความจริงตามที่ส.ต.อ.ทชภณ ร้องทุกข์จะไม่มีมติเห็นชอบแน่นอน เพราะไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอ

อย่างไรก็ตาม เมื่อที่กคพ.มีมติเห็นชอบย่อมผูกพันให้ดีเอสไอต้องดำเนินการเฉพาะความผิด ตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เท่านั้น ไม่มีอำนาจไปดำเนินคดีตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม กคพ. ตน ได้ทำเรื่องเสนอ ต่อพ.ต.อ.ทวี เพื่อขอให้พ.ต.อ.ทวี สั่งมอบหมายคดีที่ผ่านความเห็นชอบจาก กคพ. ซึ่งจะเห็นข้อพิรุธได้ว่าในทุก ๆ เรื่องพ.ต.อ.ทวี จะเขียนด้วยลายมือ โดยเรื่องใดมอบหมายให้รองอธิบดีจะเขียนว่ารองฯสพ. 1 หรือรองฯสพ. 2 ซึ่งหมายความว่ารองอธิบดีฯจะใช้ดุลยพินิจมอบหมายนั่นเอง แต่พอมาถึงเรื่องที่ 6 คือคดีนี้พ.ต.อ.ทวี กลับเขียนว่ารองฯ สพ. 1 มอบ ผบ.สตท.ซึ่งคือพ.ต.อ.สุชาติ จึงเป็นการเจาะจงล็อคกันไว้ รองอธิบดีไม่มีสิทธิใช้ดุลยพินิจเหมือนเรื่องอื่น

บันทึก ถ้อยคำระบุอีกว่า การที่พ.ต.อ.สุชาติอ้างว่าการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับคดีพรรคการเมืองเป็น เรื่องที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับพ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เป็นข้ออ้างที่ผิดเพราะการเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันต้องตีความอย่างแคบตามหลัก การในกฎหมายอาญา โดยเฉพาะต้องไม่ใช่คดีความผิดที่อยู่ในอำนาจขององค์กรอื่น ดังนั้น พ.ต.อ.สุชาติ และคณะเจาะจงเข้าทำคดีนี้ทั้งที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ มีเจตนาแอบแฝงไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2551 พ.ต.อ.ทวี ออกคำสั่งที่ 528/2551 ยกเลิกคำสั่งที่ 371/2551 แล้วแต่งตั้งพ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัฐ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน โดยมอบรองอธิบดีคือพ.ต.อ.สุชาติ ให้กำกับดูแล จึงเป็นความจงใจของพ.ต.อ.ทวี ที่ต้องการให้พ.ต.อ.สุชาติ ดำเนินการเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ โดยไม่ให้มีการกำกับควบคุมจากรองอธิบดี การกระทำของพ.ต.อ.ทวี พ.ต.อ.สุชาติ และพ.ต.ท.วรชัย จึง เป็นการร่วมกับวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของการเป็นหน่วยงานด้านการสอบสวนถักทอ บิดเบือน และสร้างเรื่องมุ่งหมายดำเนินคดีนี้ ทั้งที่ไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ

แต่ ตกแต่งเรื่องจน กคพ.ผิดหลงมีมติเห็นชอบให้สอบสวน และอาศัยช่องทางจากมติกคพ. สอบสวนความผิดตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยไม่ทำคดีตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ให้แล้วเสร็จ

หลัง จากตนเข้ารับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอระยะหนึ่งพ.ต.ท.วรชัยกับคณะได้ขอลา ออกจากการเป็นพนักงานสอบสวน ตนจึงแต่งตั้งพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดี จนสอบสวนแล้วเสร็จและมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องตามความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ

ต่อมาตนได้ทราบเรื่องว่าพ.ต.อ.สุชาติ มาเบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยนำเทปบันทึกเสียงมามอบให้ศาลจึงได้ตรวจสอบในสำนวนคดีแต่ไม่พบเทปบันทึกเสียงเก็บรวบรวมไว้ในบันทึกการสอบสวน

การ กระทำของพ.ต.อ.สุชาติจึงไม่ถูกต้องตามหลัก ปฏิบัติของพนักงานสอบสวนซึ่งจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานไว้ในสำนวนจะนำไปเก็บ ไว้เป็นการส่วนตัวไม่ได้

นอกจากนี้ตนยัง ได้รับทราบข้อมูลที่น่า เชื่อถือได้ว่าพ.ต.อ.ทวี และพ.ต.อ.สุชาติได้เข้าไปแนะนำในด้านการปฏิบัติการณ์และข้อชี้แนะต่าง ๆ ในลักษณะวอร์รูมที่ทำการของ นปช.และพรรคเพื่อไทยในช่วงเหตุการณ์ใน ช่วงเหตุการณ์ความไม่สงบเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากพ.ต.อ.ทวี และพ.ต.อ.สุชาติ ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีและรองอธิบดีในสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลและ เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าบุคคลทั้งสองมีความใกล้ชิดกับอย่างมากกับบุคคลที่ เป็นแกนนำหลักระดับสูงของพรรคเพื่อไทยมาช้านานจวบจนปัจจุบัน

"เฉลิม"ขำกลิ้งลอบฆ่า"เนวิน"ค่าหัว 20 ล้าน พท.ซัดกุข่าวหวังกลบกระแสตกต่ำ-โดนปชป.เตะโด่งพ้นรบ.

ที่มา มติชน

"เฉลิม"ขำกลิ้งลอบสังหาร"เนวิน"ค่าหัว20ล้าน

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าววันที่ 5 ตุลาคมกรณีที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ระบุเป็นเชิงว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯให้หยุดทำร้ายประเทศไทย จะกระทบกับฐานเสียงในการเลือกตั้งหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ คนที่เห็นไม่ตรงกันก็ไม่ชมกันอยู่แล้ว แล้วที่ผ่านมาในการเลือกตั้งซ่อม 3 จังหวัด ที่พรรคไทยรักไทยชนะหมด พรรคภูมิใจไทยยังไม่รู้สึกอีกหรือ และยืนยันว่าแนวทางการหาเสียงเลือกตั้งต้องขายพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ชนะเกินครึ่งแล้วจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

ส่วน กระแสข่าวมีการฝึกนักรบไว้ลอบสังหารบุคคลสำคัญในรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เรื่องฝึกอาวุธสงครามมาลอบสังหาร แค่คิดก็ผิดแล้ว มันมีเหตุผลอะไรที่จะลอบสังหารบุคคลแล้วไปฝึกอาวุธสงครามที่เชียงใหม่ อย่างในกทม. เขาก็ต้องเอามือปืนในกรุงฯ จะไปเอาพวกซัวปา หรือพวกบ้านนอกมาทำงาน ยิงเสร็จก็ยืนรอให้จับ เพราะไปไหนไม่ถูก แล้วพวกมือปืนพวกนี้เขาใช้ปืน 11 มม. ไม่ใช่อาวุธสงคราม เรื่องพวกนี้เอามาเล่าให้ตำรวจมือปราบเก่าๆฟัง ก็ได้แต่ขำกลิ้ง ต้องนั่งหัวเราะกัน เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปฝึกอาวุธสงครามที่เชียงใหม่

เมื่อ ถามว่าแสดงว่าไม่เชื่อว่านายเนวิน มีค่าหัว 20 ล้านบาท ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปโต้แย้งกับใคร แต่เรื่องนี้เอามาจากไหนว่ามีค่าหัว 20 ล้านบาท เพราะคนลงมือก็ไม่มี คนจ้างวานก็ยังจับไม่ได้ แล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่าใครสั่งฆ่า แล้วให้ค่าหัวเท่าไหร่ บางสายที่ตนได้ยินมาถึงขนาด 100 ล้านบาท ดังนั้นตนจึงไม่เชื่อ แต่เรื่องที่ใครจะคิดปองร้ายนายเนวินหรือไม่ ก็คงตอบไม่ได้ว่ามีหรือไม่มี แต่เรื่องจะเอาคน 11 คนไปยิงคนๆเดียวมันไร้สาระ

เมื่อ ถามถึงกรณีที่นายเนวินขอให้พ.ต.ท.ทักษิณ หยุดเคลื่อนไหว ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า จะให้หยุดอย่างไร ในเมื่อคนถูกกระทำทุกอย่าง ตนเคยบอกแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณต้องเล่นการเมือง แต่ต้องเป็นการเล่นในเกม ไม่มีนอกเกม แล้วจะชนะ เอาเป็นว่าวันนี้นายเนวินหยุดเรื่องการเมืองแล้วหรือยัง ไปบอกใครว่าหยุดแล้วใครจะเชื่อ แล้วที่บอกจะไม่เล่นการเมือง ใครเชื่อบ้าง ขอให้อย่ามาพูดกันเลย เพราะเพื่อไทยก็ไม่มีทางชมภูมิใจไทย เช่นเดียวกับภูมิใจไทยที่ไม่ชมเพื่อไทย เราเหมือนทางรถไฟคู่ขนานอยู่แล้ว

เพื่อไทยชี้"เนวิน"สร้างเรื่องลอบฆ่าหวังกลบกระแสโดนขับพ้นรัฐบาล

นาย ชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยวันที่ 5 ตุลาคมว่า ที่ประชุมภาคอีสานพรรคเพื่อไทย ได้เรียกประชุม ส.ส.ภาคอีสาน เพื่อประเมินสถานการณ์การเมือง ภายหลังจากที่นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ออกมาระบุว่าอดีตนายเก่า ต้องการที่จะสังหารนายเนวิน โดยมีค่าหัวอยู่ที่ 20 ล้านบาทนั้นที่ประชุมสรุปตรงกันว่าเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อกบกระแส ข่าวที่นายเนวิน และพรรคภูมิใจไทยกำลังประสบกับวิกฤติการเมือง ทั้งเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นในกระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยครอบครอง การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นธรรม จนทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่พอใจอย่างรุนแรง เพราะทำให้กระทบกับภาพลักษณ์ของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ จนมีข่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการดึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นเข้าร่วมรัฐบบาล แล้วผลักดันพรรคภูมิใจไทยออกมาเป็นฝ่ายค้าน

“ส.ส.ภาค อีสาน พรรคเพื่อไทย หลายคนที่เป็นอดีตสมาชิกกลุ่มเพื่อนเนวิน ทุกคนแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมภาคว่าสิ่งที่นายเนวินพูด นั้นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง แต่เป็นการสร้างเรื่องของนายเนวิน เพื่อหวังผลทางการเมือง ที่ประชุมจึงสรุปตรงกันว่ากระแสข่าวลอบฆ่านายเนวินนั้นเป็นไปไม่ได้ และที่สำคัญคือพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ ส.ส.ภาคอีสานยังไม่ต้องการให้นายเนวิน ตาย และต้องการให้นายเนวิน เป็นเสาหลักของพรรคภูมิใจไทยต่อไป เพราะจะทำให้พรรคเพื่อไทยหาเสียงง่ายในภาคอีสาน”

มทภ.2โต้ข่าว ยันชายแดนอีสานติดเขมรไม่ได้ฝึกนักรบแดง

พล.ท.ธวัช ชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ถึงสถานการณ์ภาพรวมตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชาว่า ภาพรวมเป็นไปอย่างปกติดี และภายในสัปดาห์นี้ตนจะลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมเยียนและจะรับฟังดูข้อเท็จจริง สถานการณ์ทั่วๆไป และจะเข้าไปพบปะผู้นำทุกคนที่ควบคุมในพื้นที่ติดต่อเขตกองทัพภาคที่ 2 ของฝ่ายกัมพูชาทุกระดับ ซึ่งคิดว่าทั้งสองฝ่ายคงจะมีความสัมพันธ์ที่ดี ตนเชื่อมั่นว่าทุกอย่างด้านความสงบเรียบร้อยไม่ว่าภายในประเทศ นอกประเทศ

ผู้ สื่อข่าวถามว่า เมื่อมีข่าวเรื่องกลุ่มนักรบแดงฝึกกำลังกับทหารกัมพูชา พล.ท.ธวัชชัย กล่าวว่า อย่าไปว่าประเทศอื่น ถ้าจะมีการฝึกก็คงฝึกในบ้านเรา คงไม่ไปฝึกข้างนอก เพราะถ้าไปฝึกที่อื่นเขาก็ต้องจับกุม เพราะอยู่ดีๆจะไปฝึกในประเทศของเขา ตนคิดว่าหากมีการฝึกจริงก็จะต้องอยู่ในเขตไทยใกล้ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานจากฝ่ายข่าวกรองในภาคอีสานว่าพบการฝึกกอง กำลังแต่อย่างใด

ทหารราบ4ยันไม่มี"นักรบแดง"ฝึกอาวุธพื้นที่ชายแดนจ.ตาก

เมื่อ วันที่ 5 ต.ค. พ.อ.ประสาน แสงศิริรักษ์ เสนาธิการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 อ.แม่สอด จ.ตาก ได้ตรวจสอบการเคลื่อนไหวของนักรบแดงที่ไปฝึกอาวุธที่ชายแดนไทย – พม่า ด้านจังหวัดตาก ตามที่เป็นข่าว โดยส่งกำลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ 5 อำเภอชายแดนไทย – พม่า แต่ไม่พบการเคลื่อนไหว และการฝึกอาวุธของนักรบแดงแต่อย่างใด

ขณะเดียวกันฝ่ายทหารได้ตั้ง จุดตรวจเข้มงวดการเข้า – ออก ของบุคคล ที่บริเวณจุดตรวจบ้านห้วยหินฝน ตำบลแม่ปะ อ.แม่สอด หรือ บริเวณถนนสายอำเภอแม่สอด กับ อำเภอเมืองตาก

ทั้ง นี้ พ.อ.ประสาน ยืนยันว่า ไม่ความเคลื่อนไหวเรื่องการฝึกอาวุธในพื้นที่จังหวัดตาก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเองได้มีการจัดระเบียบชายแดน มีการเข้มงวดกวดขันเช่นกัน

แดงพะเยาจวก"เนวิน"สร้างภาพอ้างชายฉกรรจ์จ้องสังหารหวังสังคมเห็นใจ

นาย ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)พะเยา กล่าวว่า ตนได้ติดตามข่าวของนายเนวิน ชิดชอบ ขณะนี้ซึ่งนายเนวินให้ข่าวว่า "นายเก่า" ที่อยู่ต่างประเทศสั่งฆ่า ซึ่งโดยความคิดส่วนตัวอาจหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนลามไปถึงการควบคุมตัวชายฉกรรจ์ จำนวน 11 คน ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งนายเนวินคาดว่าจะมีการฝึกการใช้อาวุธเพื่อสังหารตนเอง ตรงนี้ตนคิดว่าคงเป็นเรื่องที่นายเนวินสร้างภาพและจินตนาการได้อย่างไม่น่า เชื่อ เพราะหากวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน เห็นว่ากลุ่มพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ของนายเนวิน กำลังมีปัญหาเกิดความขัดแย้งกับพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)อยู่ร่วมกันไม่ราบ รื่น ครั้นจะหันหน้ามาอ้อนกระแสสังคมก็ไม่มีการตอบรับ จึงเป็นไปได้ว่าเป็นการสร้างภาพของนายเนวินเพื่อให้สังคมเห็นใจ

ผู้ ประสานงาน นปช.พะเยา กล่าวต่อว่า การที่นายเนวินเข้ามามีบทบาทนอกเหนือจากการเมือง เช่น กีฬาฟุตบอล ตนยังเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้นายเนวินมีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้น แต่เหมือนเป็นการฟอกตัวมากกว่า วันนี้ถึงแม้นว่านายเนวินจะไม่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทย หรือไม่ได้อยู่ในสังคมไทย ตนก็ไม่เชื่อว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ในสังคมไทยในขณะนี้จะดีขึ้นได้ ดังนั้นลำพังนายเนวินไม่ได้มีความสำคัญกับสังคมไทยมากมายนัก ใครที่ทำดีหรือชั่วประชาชนรู้และคิดได้ ไม่จำเป็นต้องออกมาสร้างภาพหรือสร้างสถานการณ์ใด ๆ มารองรับ

"โดย ส่วนตัวผมไม่เชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี จะคิดสั่งฆ่านายเนวิน เพราะผมคิดว่านายเนวินไม่ความสำคัญขนาดนั้น และที่สำคัญผมเห็นว่าใครที่ทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลกรรมตอบสนอง ควรให้นายเนวินมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อรับทราบและเห็นวิวัฒนาการทางการเมืองต่อ ไปเรื่อย ไม่ควรให้ค่าชีวิตของนายเนวินถึง 20 ล้านบาท สำหรับผม 20 บาท ก็ไม่มีค่าในสายตา" นายศิริวัฒน์ กล่าว

เลื่อนอีกที

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



กล่าวกันว่า เพราะการตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.สุราษฎร์ธานีของเทพเทือกนั่นเอง ที่กลายเป็นจุดแตกหักภายในพรรคประชาธิปัตย์

เท่ากับประกาศตัวพร้อมเป็นนายกฯสำรอง หากผลการตัดสินคดียุบพรรคทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถึงตัวนายกฯ

แต่การเตรียมตัวของเทพเทือก มิได้มาจากการพิจารณาภายในพรรค

กลับมาจากนอกพรรค มาจากพรรคร่วมรัฐบาล

นั่นเองจึงนำมาสู่การยื่นเงื่อนไขภายในพรรค ให้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ก่อนไปเลือกตั้ง

สุดท้ายนำมาสู่การยึดอำนาจก.ตร.และอำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายนายพลล็อตสอง

ทำเอาโผพล.ต.ต.ปั่นป่วนวุ่นวาย จนล่าสุดต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ขยับไปเป็นกลางเดือนแทน!

เพราะอำนาจในการจัดโผย้ายมาอยู่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ เลยเกิดโผใหม่ขึ้นมาแทน

แต่โผที่เทพเทือกจัดเอาไว้ก็มีอยู่อีกชุด โผนายกฯ กับโผรองนายกฯ ก็เลยตีกันมั่วหมด

จากก.ตร.วันที่ 7 นายกฯ เลื่อนเป็นวันที่ 8 เพื่อจะคุมเอง

ตอนนี้เลยต้องเลื่อนอีกทีเป็นวันที่ 15 ต.ค.

การเลื่อนอีกที สะท้อนว่าเต็มไปด้วยปัญหาวุ่นวาย จนไม่อาจจัดโผให้ลงตัวได้ง่ายๆ

เพราะขัดแย้งกันเองภายในพรรค จนกระทบมาถึงการจัดองค์กรตำรวจ!

แต่ถ้าการทอดเวลาออกไป มองในแง่ดี อาจจะช่วยให้มีเวลาจัดทำให้เรียบร้อยรอบคอบมากขึ้น

เพราะถ้านายกฯ ยึดอำนาจมาจากรองนายกฯ ควรจะต้องทำให้การโยกย้ายออกมาถูกต้องเป็นธรรมอย่างชัดเจน

ไม่ใช่มีการวิ่งเต้นหนักหน่วงยิ่งกว่าโผเดิม ไม่เช่นนั้นนายกฯ เองจะต้องเสียหายยับเยินแน่!

มองแง่นี้ยิ่งน่าเป็นห่วงนายกฯมาร์ค เพราะประสบ การณ์ด้านบริหารบุคคลตำรวจย่อมอ่อนด้อย

จึงอยู่ที่ว่าจะเลือกฟังข้อปรึกษาจากใคร

คนที่รู้จักตำรวจดี มองทะลุปูมประวัติตำรวจแต่ละคนเป็นอย่างดี และเป็นคนที่มีเจตนาดีต่อการพัฒนาองค์กรตำรวจ

ต้องฟังจากคนแบบนี้เท่านั้น

ลงเอยอย่าได้เป็นอย่างที่ "เด็จพี่" แห่งเพื่อไทยเขาดักคอเอาไว้

ว่ากลายเป็นหนีสุเทพปะอภิสิทธิ์!?!

อัปมงคล

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ทําเนียบรัฐบาลยุค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครองเมือง มีการเล่นไสยศาสตร์มาหลายครั้ง

ทั้งนำกระถางโกศล 6 กระถางมาตั้งแก้เคล็ด อัญเชิญพระสังกัจจายน์ประดิษฐานบนดาดฟ้า เหนือห้องทำงานนายกฯ

รวมถึงการนำเอาดวงแก้วมาตั้งไว้หลายจุดในตึกไทยคู่ฟ้า

เพื่อเสริมดวงเสริมบารมีให้นายอภิสิทธิ์

ล่าสุด ก็เรียกใช้บริการแชมป์จัดสวนโลกมาจัดสวน ไถพื้นที่ ปลูกต้นไม้ ปรับภูมิทัศน์เสริมฮวงจุ้ยเป็นการใหญ่

ซื้อต้นปาล์มยะวาจากชวาจำนวน 70 ต้น พร้อมกับต้น ไทรอังกฤษ 11 พุ่มมาปลูก

เฉพาะต้นปาล์มนั้น เจ้าของสวนนงนุชระบุเองว่าราคา ต้นละ 35,000 บาท

รวมค่าจัดสวนเมื่อเดือนกันยายน ตกประมาณ 6 ล้านบาท

นายกัมพล ตันสัจจา อ้างว่าทำให้ฟรี ไม่คิดค่าจ้าง

หลังจากเนรมิตบรรยากาศใหม่ให้ทำเนียบเสร็จสมใจ

ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าภูมิทัศน์ใหม่นี้เหมือนกับจูราสสิค ปาร์ก

บ้างก็ว่าถ้าต้นปาล์มดลบันดาลให้เกิดความสุขสงบจริง

ป่านนี้ 4 จังหวัดภาคใต้ก็คงไม่มีเหตุรุนแรงรายวันไปแล้ว

หลังจากลงต้นปาล์มปลูกไทรอังกฤษ

ทำไมเสียงระเบิดยังคงกัมปนาทอย่างต่อเนื่องในเมืองหลวง

ทำไมนายกฯ และคณะรัฐมนตรี จึงอยู่ในสภาวะเดินทางไปไหมมาไหนอย่างหวาดระแวง

ต้องระดมอารักขากันยิ่งกว่าไข่ในหิน

สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากมายขนาดไหน ในแต่ละวัน

ยิ่งมีเสียงทักจากปรมาจารย์ฮวงจุ้ยว่าการตกแต่งจัดสวนในครั้งนี้ล้วนแต่เป็นสิ่งอัปมงคล

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ ต้องเรียกเจ้าของสวนนงนุชมาปรับแก้ใหม่

ถอนต้นปาล์ม ต้นไทรอังกฤษออกไป

ทั้งๆ ที่ปลูกได้ไม่ถึงเดือน

ความจริงทำเนียบรัฐบาล ได้เกิดสิ่งอัปมงคลตั้งแต่การปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย.2549 แล้ว

ประชาธิปไตยเสียหายตั้งแต่บัดนั้น

ยิ่งต่อมามีบางกลุ่มบุกเข้าไปปักหลักยึดทำเนียบ กินอยู่นับเดือน ก็ยิ่งเสียหาย

เพราะจนถึงบัดนี้ การชำระความผิดเหล่านั้นก็ยังคงเดินไปอย่างช้าๆ

นายอภิสิทธิ์ และพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ ถือว่าเกิดขึ้นมาด้วยวิธีพิเศษ

แม้จะได้เข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล

แต่เป็นนายกฯ และรัฐบาลที่อยู่ห่างไกลจากประชาชนอย่างมาก

ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นของคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่ของ ประชาชนทั้งประเทศ

ยิ่งเกิดความรุนแรงต่อการชุมนุมของประชาชนในวันที่ 10 เม.ย. และวันที่ 19 พ.ค.

จนทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ชีวิต

แต่ความเป็นธรรมกับคนตายและคนเจ็บยังไม่ปรากฏ

โดยอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลนี้เต็มๆ

ต่อให้ปรับแต่งฮวงจุ้ย แก้เคล็ดวันละหลายๆ ครั้ง

ก็ไม่มีทางจะเกิดสิริมงคลได้เลย

ตร.พิลึกจับไม่เว้นรองเท้ารูป'มาร์ค-เทือก'

ที่มา ข่าวสด

แม่ค้าโวย ทีสหรัฐฯ ยังใช้ภาพ 'โอบามา'




ขัดพ.ร.ก. - รองเท้าแตะที่มีรูปหน้านายกฯ และรองนายกฯ ซึ่งตำรวจอยุธยา ยึด จากแม่ค้าเสื้อแดงตั้งข้อหาหนักละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก่อความวุ่นวายและกระทบต่อความมั่นคง ตามข่าว

ตร.อยุธยา ฟิต เข้าจับกุมแม่ค้าคนเสื้อแดงกลางงานรำลึกวันอาทิตย์โทษฐานขายรองเท้าแตะสกรีน ใบหน้า 'มาร์ค-เทือก' พร้อมยึดสินค้าของกลางทั้งหมด 300 คู่ ดำเนินคดีเผยแพร่สิ่งพิมพ์กระทบความมั่นคงของรัฐ ขัดต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางด้านแม่ค้ารองเท้าโวยแหลก ไม่ได้รับความเป็นธรรม บอกเถียงกับนายตำรวจไปว่าที่สหรัฐยังเอาใบหน้า 'โอบามา' มาทำรองเท้าเหมือนกันไม่เห็นเป็นไร นายตำรวจเลยยิ่งโกรธ สอบยาวตั้งแต่เย็น กว่าจะได้ประกันตัวก็ปาไปตี 1 ด้วยหลักทรัพย์ 3 หมื่น 'บ.ก.ลายจุด' บอกตกใจ เพราะอยุธยาไม่มีพ.ร.ก. ฉุกเฉิน เทียบกรณีพันธมิตรฯ เอาหน้า 'แม้ว-หญิงอ้อ' มาพิมพ์ ไม่เห็นโดนจับ

เมื่อวันที่ 4 ต.ค. พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ ผบก.จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 ต.ค. ซึ่งคนเสื้อแดงมาทำกิจกรรมที่ จ.พระนคร ศรีอยุธยา ในเวลา 18.00 น. พบว่าตรงร้านค้าริมถนนศรีสรรเพชญ หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ต.ประตูชัย อ.พระนครศรี อยุธยา ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของคนเสื้อแดง มีพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของให้กลุ่มคนเสื้อแดง มาตั้งแผงร้านค้าขายของที่ระลึกคนเสื้อแดงจำนวนมาก ขณะที่ตนและพ.ต.อ.กรเอก เพชรไชยเวส รอง ผบก.จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.สมบัติ ชูชัยยะ ผกก. ตรวจความเรียบร้อย พบว่าแผงร้านค้าของคนเสื้อแดงรายหนึ่งขายรองเท้าแตะสีดำแดง ข้างซ้ายพิมพ์ข้อความว่า "มีคนตายที่ราชประสงค์" และมีรูปพิมพ์ใบหน้าของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรองเท้าข้างขวาพิมพ์ข้อความว่า "ที่ราชประสงค์มีคนตาย" พร้อมพิมพ์ภาพใบหน้าของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตำรวจได้ติดต่อซื้อรองเท้าดังกล่าว

ทั้งนี้ น.ส.อมรวัลย์ เจริญกิจ อายุ 41 ปี บ้านเดิมเลขที่ 56/272 ม.2 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เจ้าของร้านได้เสนอขายรองเท้าดังกล่าวในราคา 4 คู่ 100 บาท แต่หากซื้อจะแถมให้อีก 1 คู่ รวมเป็น 5 คู่ 100 บาท หลังจากซื้อ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมพร้อมอายัดของกลางเป็นรองเท้าแบบเดียวกันรวม 300 คู่ มูลค่า 7,500 บาท จากนั้นนำตัวส่งให้พ.ต.ท.เอกราช อุ่นเจริญ พนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรี อยุธยา ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์หรือสิ่งพิมพ์หรือสิ่งอื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่งคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในทั่วราชอาณาจักร

สอบ สวนเบื้องต้น น.ส.อมรวัลย์ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาว่าไม่มีเจตนาตามข้อกล่าวหา และอ้างว่าได้ซื้อรองเท้าทั้งหมดมาจากชายคนหนึ่งไม่ทราบชื่อที่นำมาเร่ขาย ที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 7 พ.ค. จำนวน 300 คู่ มูลค่า 7,500 บาท ซึ่งครั้งนี้ได้มาร่วมกิจกรรมจึงนำรองเท้าที่ซื้อมาขายด้วยเท่านั้น

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ประสานงานคนเสื้อแดง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้เดินทางมาใช้ตำแหน่งส.ส. ประกันตัวน.ส. อมรวัลย์ เจริญกิจ ผู้ต้องหาไปในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำงานของตำรวจ และสินค้าเช่นนี้มีขายกันทั่วประเทศ

พล.ต.จารุวัฒน์ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นความผิดซึ่งหน้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้กลั่นแกล้ง ซึ่งข้อหาดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำรายงานให้นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีทราบแล้ว

น.ส.อมรวัลย์ กล่าวว่า ตนเดินทางมาพร้อมกับขบวนรถไฟ 211 เพื่อจัดกิจกรรมรำลึกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อมาถึงก็ได้นำสินค้ามาวางจำหน่ายด้วย อาทิ ตีนตบ และรองเท้าแตะสกรีนใบหน้านายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ มีข้อความ "ราชประสงค์มีคนตาย" กว่า 50 คู่ คู่ละ 35 บาท ช่วงที่ขายก็มีตำรวจเข้ามาซื้อไปหลายคู่จนเกือบหมดแผง จนกระทั่ง 4 โมงเย็น ก็มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ทราบว่าเป็นผกก.สภ. พระนครศรีอยุธยาเข้ามาที่แผง และทำทีสอบ ถามราคารองเท้าแตะ ตนก็บอกราคาไปตามปกติ เพราะมีตำรวจมาซื้อเยอะมาก ก่อนจะเดินหายไป ต่อมามีนายตำรวจอีกคนมาเชิญตนไปที่เต็นท์ พร้อมกับสั่งให้ลูกน้องเก็บร้องเท้าแตะสกรีนรูปหน้านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ มาด้วยทั้งหมด พอมาถึงเต็นท์ก็สอบปากคำนานหลายชั่วโมง และแจ้งข้อกล่าวหาคือละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และจำหน่ายสินค้าที่มีข้อความที่เป็นการยุยงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และทำให้ประชาชนหวาดกลัว แต่ตนได้ปฏิเสธทุกข้อหา ทั้งนี้ หลังสอบเสร็จ ก็ได้ตั้งวงเงินประกันไว้ 3 หมื่นบาท และสั่งยึดรองเท้าแตะทั้งหมดด้วย

น.ส.อมร วัลย์ กล่าวอีกว่า ช่วงที่กำลังสอบปากคำอยู่นั้น มีนายตำรวจท่านหนึ่งมาบอกว่า เราเป็นคนไทย ทำอย่างนี้ไม่ถูก ไปเอาใบหน้าคนมาใส่ในรองเท้า ตนก็เลยอธิบายไปด้วยว่า อย่างสหรัฐยังเอาใบหน้าประธานาธิบดีบารัก โอบามา มาใส่ในรองเท้าเหมือนกัน ไม่เห็นเป็นอะไร ยิ่งทำให้นายตำรวจคนดังกล่าวโมโห และ สั่งสอบสอบสวนตั้งแต่เย็นวันนั้น กว่าจะปล่อยตัวตอนตี 1 เพราะญาติต้องไปยืมเงินเขามาประ กันตัวตนออกมา อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือจัดกิจกรรมที่ใดทั่วประเทศ ตนและญาติๆ ก็จะเดินทางไปร่วมด้วยทุกครั้ง ช่วงที่ร่วมงานก็นำสินค้าไปจำหน่ายด้วย เดิมตนขายผัก แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เลยหันมาขายของในกลุ่มคนเสื้อแดงแทน และตนก็ชอบเสื้อแดงอยู่แล้วด้วย จึงตามมาตลอด และในวันที่ 5 ต.ค. ตนและครอบครัวจะเดินทางไปร้องเรียนกับนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำวันอาทิตย์สีแดงอีกครั้ง เพราะตนเป็นห่วงเรื่องคดี ไม่รู้ว่าตำรวจจะสั่งฟ้องหรือไม่ ตนไม่รู้กฎหมาย อยากให้นายสมบัติช่วยเหลือด้านนี้ และตนก็ยังคงยืนยันว่าจะจำหน่ายรองเท้าแตะนี้ต่อไป เพราะขายดีกว่าผัก

ทาง ด้านนายสมบัติ หรือบ.ก.ลายจุด กล่าวถึง กิจกรรมทางการเมืองในวันอาทิตย์ที่ 10 ต.ค.นี้ว่า กิจกรรมอาทิตย์นี้ จะเป็นการจัดรำลึก 6 เดือน ให้ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สี่แยกคอกวัว ซึ่งตนจะเดินทางมาร่วมงานดังกล่าวด้วย และจะเป็นภารกิจสุดท้ายที่จะเข้าร่วม เนื่องจากหลังจากนี้ตนจะต้องไปเปิดสอนโรงเรียนแกนนอน หากมีการจัดกิจกรรมทางการเมืองขึ้น คงปล่อยให้ผู้จัดงานดำเนินการไป

นาย สมบัติ กล่าวต่อว่า ในเดือนต.ค. จะเป็นเทศกาลรำลึกเกือบตลอดทั้งเดือน จะมีกิจกรรมในกรุงเทพฯ หลายจุด และในวันที่ 6 ต.ค. กลุ่มนิสิตนักศึกษาสนนท. ก็จะมีกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ทางการเมืองขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาผลการดำเนินการจัดกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ทางการเมืองของกลุ่มวัน อาทิตย์สีแดง ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ถือเป็นชัยชนะอีกด้านหนึ่ง และยังพบพฤติกรรมของคนเสื้อแดงอย่างน่าสนใจ คือการเดินทางมาร่วมกิจกรรมในแต่ละแห่ง จะมากันเป็นจำนวน มาก ทั้งๆ ที่สื่อของคนเสื้อแดงถูกปิดกั้น จนกลายเป็นวัฒนธรรม ทุกคนจะบอกต่อกันเองแบบปากต่อปาก โดยที่ไม่มีสื่อกลางมาคอยแจ้งหมาย ทุกคนมีความรู้สึกตื่นตัว อยากมีส่วนร่วมกิจกรรมมากขึ้น

นาย สมบัติ กล่าวต่อว่า อย่างกิจกรรมที่จัดขึ้นเมื่อวานนี้ ที่จ.พระนครศรีอยุธยา มีสมาชิกเสื้อแดงมาร่วมงานมหาศาล หลายพันคน ซึ่งมากที่สุดเท่าที่เคยจัดมาในหลายๆ จังหวัด ดูได้จากขบวนรถไฟที่พาเสื้อแดงไปยังจุดหมาย พบว่าแต่ละโบกี้มีแต่คนเสื้อแดง และยังมีจอดรับเสื้อแดงรายทางด้วย อย่างไรก็ตาม ช่วงที่มีการรวมตัวของคนเสื้อแดงที่อยุธยา ทราบว่าช่วงเย็นวันนั้นได้เกิดเหตุการณ์ขึ้น มีแม่ค้าขายร้องเท้าแตะสกรีนใบหน้านายกฯ อภิสิทธิ์ และสุเทพ และมีข้อความ "ที่ราชประสงค์มีคนตาย" มาร้องว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระนครศรีอยุธยา จับกุมในข้อหาละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และข้อหานำรอง เท้าสกรีนใบหน้านายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเข้ามาจำหน่าย ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองและด้านความมั่นคง ตนก็ตกใจที่แม่ค้าคนดังกล่าวถูกตั้งข้อหาแบบนี้ ทั้งที่พื้นที่อยุธยาปลอดจากพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว ส่วนรองเท้าที่ขายก็ดูแล้ว ไม่เห็นจะไปสร้างความวุ่นวายอะไร ที่ผ่านมากลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังเอาใบหน้าพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กับภรรยา มาสกรีนลงแบบนี้ ไม่เห็นถูกจับ และขณะนี้แม่ค้ารายนี้ต้องถูกยึดสินค้าทั้งหมด และต้องเสียเงินค่าประกันตัว 3 หมื่นบาท

การเมืองเดือนตุลา

ที่มา ไทยรัฐ

เดือน ตุลาคมมักจะถูกมองว่าเป็น สัญลักษณ์ความรุนแรงทางการเมือง ไปโดยปริยาย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์สำคัญที่ถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองก็มักจะเกิดในเดือนตุลาคม ทุกที

กองทัพ นักการเมืองและประชาชนจะมีส่วนร่วมสถานการณ์ทาง การเมืองจากข้ออ้างพฤติกรรมของนักการเมือง ภัยความมั่นคง วิกฤติเศรษฐกิจและการจาบจ้วงสถาบัน เป็นสูตรสำเร็จสำหรับการเมืองไทย

ก็ น่าแปลกคนไทยมาฆ่ากันเอง ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ เหตุการณ์ก็มักจะเกิดอยู่ในช่วง เดือนตุลาคมกับเดือนพฤษภาคม อาทิตุลาวิปโยค พฤษภาทมิฬ ผู้อยู่ร่วมเหตุการณ์แต่ละครั้งบางคนก็ตกรุ่น บางคนก็ยังอยู่ยงคงกระพัน แล้วแต่จังหวะโอกาส

วิกฤติบ้านเมืองครั้ง นี้ต่อเนื่องยาวนานกว่าทุกครั้ง ลงรากฝังลึกกว่าทุกเหตุการณ์ แม้จะมี ข้อเสนอแนวทางปรองดอง เพื่อเป็นทางออกในการแก้ไขวิกฤติ ก็ติดเงื่อนไขบางอย่างที่ไม่ สามารถจะเจรจาตกลงกันได้ เนื่องจากปัญหาของวิกฤติลงรากลึกเกินจะเยียวยา

นักวิเคราะห์มองไว้ สองกรณีเมื่อเทียบเคียงกับวิกฤติการเมืองในประเทศต่างๆก็คือ จะมีสงครามเย็นระหว่างสองขั้วอำนาจไม่มีวันยุติ เป็นลัทธิทางการเมืองที่ต่างอุดมการณ์ หรือจะมีการต่อสู้กันอย่างหนักจนเกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย เหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่ายและจะยอมเจรจาสงบศึกกันในที่สุด

บ้านเราผ่าน การต่อสู้กันทางการเมืองมาอย่างหนักทั้งในสภานอกสภา แต่วิกฤติการเมืองก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะมี สงครามกลางเมือง เกิดขึ้นอีกครั้งหรือสองครั้ง จากนั้นจึงจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนของการเจรจาปรองดอง

ช่องว่างของ เงื่อนเวลาตรงนี้ก็มีการคิดกันว่า จะยุติ วงจรอุบาทว์ ที่จะนำไปสู่การเสียเลือดเสียเนื้อของประชาชน หรือการปฏิวัติรัฐประหาร ได้อย่างไรหรือไม่

จึงนำไปสู่ข้อเสนอรัฐบาลปรองดอง

มีการ เริ่มต้นคุยกันแล้วในระดับหนึ่ง แต่อย่างที่บอก วิกฤติการเมืองฝังลึกจึงต้องคุยกันหลายฝ่าย หลายระดับ ทั้งในประเทศต่างประเทศ ชื่อตัวละครที่ถูกระบุตอนนี้ อาทิ พล.ต.สนั่น ขจร-ประศาสน์ หรือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังอีกหลายคน

การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มขยับ ตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค.เป็นต้นไปจะเริ่มแรงขึ้นวันที่ 18 ต.ค.ถึงวันที่ 3 พ.ย. จากนั้นจะออกหัวออกก้อยอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง

จะเปลี่ยนขั้วการเมือง เปลี่ยนพรรคร่วม หรือจะเปลี่ยนตัวนายกฯและครม.ไปจนถึงขั้นที่จะต้องตั้งรัฐบาลปรองดองขึ้นมายุติวิกฤติหรือไม่

ห้ามกะพริบตาเด็ดขาด.

หมัดเหล็ก

การ์ตูนเซีย 05/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_116149

การ์ตูนเซีย 05/10/53

"คัดกรอง" โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche



เรียบเรียงโดย Nangfa


คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : คัดกรอง
โดย : กาหลิบ

หมู่ นี้ดูจะมีข่าวมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับคนเสื้อแดงด้วยกัน บ้างว่าอ่อนข้อกับฝ่าย
ตรงข้ามไปแล้วบ้าง บ้างก็ว่าฉ้อฉลเงินทองของขบวนการมาตลอดบ้าง บ้างก็ว่า
หาผู้นำที่มีอุดมการณ์อันแท้จริงไม่ได้บ้าง คล้ายกับว่าขบวนการประชาธิปไตยที่
ใช้เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์กำลังจะเข้าตาจน

แต่ ขอตราไว้ตรงนี้เลยว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการชำระล้างร่างกายและจิตใจ
ของขบวนการเสื้อแดงเท่า นั้น นอกจากจะไม่เข้าตาจนแล้ว ขบวนการ
ประชาธิปไตยขบวนนี้จะยิ่งแข็งแกร่งและเดินอย่างมั่นคงขึ้นจนถึงเส้น ชัยในที่สุด

ไม่ใช่ยาหอม หรือมะนาวหวาน แต่เป็นทฤษฎีวิวัฒนาการทางสังคมโดยแท้

ขบวน การเสื้อแดงเริ่มจากการต่อต้านอำนาจเผด็จการทหารผู้ก่อรัฐประหารเมื่อ
พ.ศ.๒๕๔๙ ทั้งในสนามหลวงและหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศ เป้าหมายค่อยๆ
กระเถิบจากคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คปก./คมช. ผู้ใช้สีเหลืองสีฟ้ากันอย่าง
สลับสับสน ไปสู่ฝูงอำมาตย์ที่ทำงานเอื้อประโยชน์ต่อกันและกันและช่วยกัน
รักษาอำนาจไว้ อย่างสุดชีวิต ในที่สุดก็ถึงผู้คนอีกประเภทหนึ่งที่ใช้งานอำมาตย์
เหล่านี้ด้วยสภาพสิงสู่ อย่างที่เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น”

จากชิ้นส่วน ภาพต่อทีละชิ้น ประชาชนที่ค่อยรวมตัวกันเป็นมวลชนก็เริ่มมองเห็น
ภาพชัดขึ้นทุกที ชัดยิ่งขึ้นเมื่อเห็นการล้มรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายแบบล้ม
ทั้งยืน ชัดยิ่งขึ้นเมื่อเห็นบทบาทเหนือกฎหมายของผู้ที่เรียกตนเองว่าพันธมิตรฯ
และชัดที่สุดเมื่อเห็นญาติมิตรของเราต้องล้มตายกันเกลื่อนกลาดด้วยอาวุธ
สงครามที่ซื้อด้วยเงินภาษีของเราเอง

จากตัวบุคคลชั้นรอง ก็เริ่มเห็นบุคคลชั้นหลัก ท้ายที่สุดก็เห็นผู้เป็นประธาน

ครบ ถ้วนอย่างนี้แปลว่าได้เห็นทั้งระบอบอันฉ้อฉล อันเป็นมุมมองที่ประชาชนคน
รากฐานไม่เคยได้รับอนุญาตให้เห็น เพราะถูกลวงโลกอย่างเป็นระบบและต่อ
เนื่องมาทั้งชีวิต

วลีที่มีคุณค่าที่สุดและตรงที่สุดในวันนี้คือ “ตาสว่างทั้งแผ่นดิน”

หาก ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หยั่งรู้ได้โดยวิถีใดก็ตาม ท่านคงจะหลั่งน้ำตากับ
วลีนี้ ในยุคอภิวัฒน์ไทยที่ท่านเป็นแกนนำ หากตาของมวลชนสว่างขึ้นเพียงครึ่ง
เดียวของความสว่างในขณะนี้ เราคงไม่ต้องเดินทางระหกระเหินถึงเพียงนี้บน
ถนนที่มีชื่อว่าประชาธิปไตย

ช้าไปเกือบแปดสิบปี คงมิใช่ช้าจนเกินไป

การ เปลี่ยนแปลงตามวิวัฒนาการทางสังคมอย่างที่ว่านี้ จำเป็นอยู่เองที่จะต้อง
เกิดกระบวนการคัดกรองบุคคลที่มวลชนจะยกให้เป็นผู้นำ และแกนนำ โดยอาจจะ
ต้องลองผิดลองถูก และพบกับความผิดหวังรันทดใจบ้าง ก่อนจะได้คำตอบที่ลง
ตัวว่าขบวนการที่ต้องใช้จิตใจอันสูงเยี่ยมเทียมฟ้านี้ ควรจะอยู่ในการนำของใคร

คนขี้โกงคงนำไม่ได้

คนสันดานเผด็จการคงนำไม่ได้

คนที่ทำตัวเป็นไม้หลักปักเลนก็คงนำไม่ได้

สุด ท้ายขบวนการอาจจะตกอยู่ในความรับผิดชอบของคนที่เราไม่เคยรู้จักมักคุ้น
มา ก่อนเลย แต่เป็นบุคคลที่มวลมหาประชาชนช่วยกันคัดกรองขึ้นมาจากดิน
เหมือนสำนวนโบราณที่ว่าปั้นดินให้เป็นดาว โดยไม่สนใจว่าจะต้องมีชื่อเสียง
เกียรติคุณใดๆ เป็นต้นทุนมาก่อน

การ ปฏิวัติที่สำคัญๆ ในโลกล้วนกระทำการโดยคนที่โลกไม่รู้จักมาก่อนทั้งสิ้น จน
เมื่อภารกิจนั้นเสร็จสิ้นลงแล้วเขาเหล่านั้นถึงได้กลายเป็นคนในประวัติ ศาสตร์โลก

อย่าเสียกำลังใจครับ ขณะนี้เครื่องคัดกรองกำลังทำงานหนักอยู่ในฝ่าย
ประชาธิปไตย เพื่อจะได้เลิกเอาทองไปห่อผ้าขี้ริ้วเสียที.


http://democracy100percent.blogspot.com/2010/10/blog-post.html

เผด็จการไม่เงียบ โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche



เรียบเรียงโดย Nangfa

คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : เผด็จการไม่เงียบ
โดย : กาหลิบ

เคล็ด ลับอย่างหนึ่งของระบอบเผด็จการโบราณไทยคือความเงียบ เขาจะเสี้ยม
สอนภายในระบอบกันอยู่เสมอว่าอย่าใช้อำนาจอย่างเอะอะ จะฆ่าใครก็อย่าไป
ประกาศ ใช้ให้บ๋อยลงมือทำอย่างเงียบที่สุด คนไทยจะกระซิบแพร่ข่าวกันไปเอง
ว่าเป็นฝีมือใคร จนรับรู้กันทั่ว ตัวเองก็จะได้สำแดงอิทธิพลเถื่อนโดยไม่ต้องรับ
ผิดชอบใดๆ เว้นแต่ต้องตกรางวัลให้พวกลูกน้องที่มาร่วมก่อกรรมทำชั่ว ไอ้ที่จะ
ออกมาแสดงอินทรีย์แบบลูกผู้ชายเปิดเผยไม่ใช่วิสัยของผู้เผด็จการไทย

วิธีนี้เขามั่นใจว่าฝรั่งตะวันตกจะไม่มีส่วนรู้เห็นและจะไม่เข้ามาสอดแทรก เรื่อง
ฝรั่งนี่สำคัญ เพราะหัวหน้าโจรคนนี้เขากลัวฝรั่ง

เพราะฉะนั้นรูปแบบเผด็จการของเขาคือแอบฆ่าคนไทยโดยไม่ให้ฝรั่งรู้

แต่ ปัญหาคือระบอบนี้กำลังเผชิญความท้าทายอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน เสา
หลักที่ว่าแน่นหนากำลังถูกสุมเพลิงจากภายนอกและถูกมอดปลวกกัดกินจากภาย
ใน จนไม่รู้ว่าหักโค่นถล่มทลายลงมาในวันไหน

ภาวะ เช่นนี้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกภายในระบอบ เหมือนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
จนไม่รู้จะคว้าสิ่งไหนก่อน ก็เลยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างพัลวัน และไม่อาจ
รักษาความประณีตบรรจงของวิชามารแบบเดิมเพื่อรักษาอำนาจอันล้นพ้น เอาไว้ได้

สำคัญที่สุดคือไม่อาจต่อสู้กับฝ่ายประชาธิปไตยด้วยความเงียบอย่างเดิมได้อีก

เผด็จ การตัวสำคัญนี้จึงออกโรงชนิดเห็นตัวมากขึ้นทุกที แต่ละครั้งก็ส่งเสียงดังยิ่ง
กว่าสัตว์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บ จนได้เห็นและได้ยินกันทั่ว

ฆ่าประชาชนผู้เป็น เสี้ยนหนาม ก็มิอาจพรางด้วยกลุ่มกระทิงแดงกระทิงด่าง ลูก
เสือชาวบ้าน หรือกลุ่มนวพลบ้าบอแบบสมัยก่อน แต่ต้องฆ่าตรงๆ ด้วยกองทัพ
และอาวุธสงครามชนิดมุ่งทำลายล้าง

ข้อ กล่าวหาคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ ได้แก่ หมิ่นเจ้า และ ก่อการร้าย ก็ดูจะคลาย
ความศักดิ์สิทธ์ิลงอย่างน่าใจหาย ถึงจะใช้เป็นเครื่องกวาดล้างได้บ้าง แต่มิอาจ
เปลี่ยนใจมวลชนที่รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไรได้เลย คนที่ถูกกล่าวหาเช่นนี้ดูจะได้
เกียรติยศอย่างใหม่เสียด้วยซ้ำไป

ถึง ได้ต้องออกมาสั่งงานเองโดยตรง เพราะแอบสั่งลงไปเป็นชั้นๆ อย่างเดิมไม่
ได้เสียแล้ว ไม่มีหลักประกันอะไรว่าเขาจะทำตามสั่งเหมือนก่อน เนื่องจากเป็นคำ
สั่งชั่วที่อาจดูดตัวเจ้าหน้าที่คนทำลงนรกไปได้ เขาก็พากันวิ่งหนี ไม่อยากทำให้
ถึงขนาดนี้ก็เลยต้องออกโรงหนักขึ้น ให้คนเห็นตัวมากขึ้น และส่งเสียงดังขึ้นทุกวัน

ผลก็เลยเสมือนเป็นการเปิดแถลงข่าวของฝ่ายเผด็จการโบราณจนทั่วประเทศ
และทั่วโลกเขารับรู้กันทั่วว่างานนี้ของใคร โดยใคร และเพื่อใคร

ตา สว่างแล้วเขาก็เปลี่ยนจากความรักเป็นความชิงชัง แสดงออกตรงไหนได้เขาก็
แสดง โดยไม่มีหน้าไหนจะบังคับให้เขาเปลี่ยนใจมาสอพลอตอแหลให้ตัวสบาย
อกสบายใจได้

เมืองไทยเดินทางถึงระยะสำคัญที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อมากกว่ายุคไหนทั้งหมด นับ
แต่ พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นต้นมา

ระบบมีปัญหาแต่ยังไม่เท่าระบอบมีปัญหา

“อำมหิต ไม่เงียบ” เขาจึงช่วยป่าวประกาศให้คนรู้กันทั่วโลกโดยอ้อมว่าเมืองไทย
มีปัญหา ล่าสุดองค์การนิรโทษกรรมสากล หรือ Amnesty International ออก
แถลงการณ์เรียกร้องให้ยกเลิกการใช้พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินในทันที
เพราะไม่เกิดผลทางด้านความมั่นคง แถมยังลิดรอนสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง
อีกต่างหาก

จะเรียกว่ากรรมสนองกรรมก็น่าจะได้

ใคร คือผู้เผด็จการตัวจริงของไทย ใครคอยบัญชาการอย่างละเอียดในการปฏิบัติ
การทำลายฝ่ายประชาธิปไตย ใครที่ไฟริษยามันท่วมท้นล้นหัวใจจนต้องออกมา
แสดงตนว่าฉันชนะประชาชนแล้ว บัดนี้ก็ชัดเสียยิ่งกว่าชัด

เพราะมันเงียบเสียจนสนั่นหวั่นไหวไปทั่วเมืองแล้วครับ.


http://democracy100percent.blogspot.com/2010/10/blog-post_04.html

จตุพรปัดขวาง ปรองดอง ขอคนกลางคุย

ที่มา ไทยรัฐ



'จตุพร' งัดข้อ 'ปลอดประสพ' แนวทางปรองดอง
ยันต้องมีคนกลางและเวทีกลางคุยกัน ปัดเป็นตัวขวาง
เผย เตรียมยื่นฟ้อง 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' ต่อศาลโลก อย่างช้าไม่เกิน 15 พ.ย.นี้...

เมื่อ วันที่ 4 ต.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงแนวทางปรองดอง
ที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่าจะหารือกับพรรคเพื่อไทย
เชิญ ส.ส.ราว 20 คนไปเจรจากับรัฐบาล ว่า เรื่องการปรองดองของพรรคเพื่อไทย
คงต้องพูดคุยกันมากขึ้นโดยแนวทางที่นายปลอดประสพเสนอล่าสุด 5 ข้อนั้น
เราไม่ขัดข้องและไม่เป็นอุปสรรคต่อการปรองดองใดๆ ทั้งสิ้น
เพียงแต่จะต้องระมัดระวังท่าที เพราะการปรองดองใดๆ
จะต้องไม่ลืมพี่น้องประชาชนที่เสียชีวิต บาดเจ็บ
และถูกจับกุมคุมขังด้วย


พรรคเพื่อไทยควรกำหนดย่างก้าวของตัวเองก่อน
ไม่มีเหตุผลที่จะให้ ส.ส.ไปพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ที่วันนี้ถูกตั้งข้อกล่าวหาจากประชาชน ควรที่จะให้มีคนกลางมาประสานรวมทั้งใช้สถานที่
ที่เป็นกลาง ไม่ใช่ของใครฝ่ายหนึ่งอาจใช้รูปแบบเหมือนที่เคยเกิดขึ้น
ที่สถาบันพระปกเกล้าส่วนตัวเชื่อว่า ส.ส.เองก็ระมัดระวังมาก
ในเรื่องของความรู้สึกของประชาชนและคนเสื้อแดง
ขณะนี้คนที่กำลังร้อนรุ่มคือ นายอภิสิทธิ์
ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย หรือคนเสื้อแดง
เนื่องจากกำลังจะมีการยื่นฟ้องต่อศาลโลก
ให้ดำเนินคดีกับ นายอภิสิทธิ์ รวมทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในเร็วๆ นี้
ซึ่งน่าจะเป็นเดือน ต.ค. หรือ อย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 15 พ.ย.นี้

“ถ้าได้เจอนายปลอดประสพ จะคุยกันถึงเรื่องนี้เข้าใจว่าเป็นเจตนาดีของท่าน
แต่เรื่องนี้ต้องระมัดระวังความรู้สึกประชาชนด้วย
พรรคเพื่อไทยที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้เสียหาย เป็นผู้ถูกฆ่า
ไม่จำเป็นต้องเดินไปหาผู้ที่สั่งฆ่า มิฉะนั้นอาจถูกมองว่าเป็นเพียงการพูดคุยของนักเลือกตั้ง
ที่ไม่คิดถึงหัวอกประชาชน พวกผมไม่ใช่อุปสรรคขวางการปรองดอง
แต่การเจรจาใดๆ ควรมีคนกลางและเวทีที่เป็นกลาง
ซึ่งคนกลางจะเป็นใครก็ได้ จะต้องหาจุดที่ลงตัวพอดี เท่าเทียมยืนอยู่บนความเป็นกลางยุติธรรม
มีเกียรติยศศักดิ์ศรี ไม่ใช่อยู่ใต้การกดขี่ข่มเหงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นายจตุพรระบุ