WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 8, 2010

วีรชน 7 ตุลาฯ:จำกัด พลางกูร

ที่มา Thai E-News


เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ-จำกัด พลางกูร เสียสละชีวิตลงในว้นที่ 7 ตุลาคม 2486 ขณะปฏิบัติภารกิจกู้ชาติในต่างแดน โดยเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--" ในภายหลังม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้บันทึกถึงวีรชนผู้นี้ว่า "เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้"


เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
7 ตุลาคม 2553

จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยเช่นเดียวกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายที่พลีชีพคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว

ส่วน จำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อ ต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี

ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457

มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 96 ปี

กำเนิด-บุตร คนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์



ผู้สืบสานภารกิจเพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉล บชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น 7 ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา และยังคงผูกพันกับขบวนการนักศึกษา6ตุลาคมมาถึงปัจจุบัน (ในภาพ:[ฉลบชลัยย์ยืนกลาง]กับอดีตนักศึกษายุค6ตุลา19ในโอกาสทำบุญให้วีรชน 6ตุลาและทำบุญอุทิศในโอกาสวันเสียสละชีพของจำกัด ผู้สามี เมื่อ7ตุลาคม2552)



สมรส-กับ นางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 94 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่ เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ใน ขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน

การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ

-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดม ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)

การทำงาน-หลัง กลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูล สงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่าย ปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483

การปฏิบัติงานเสรีไทย


-8 ธันวาคม 2484 ไทย ถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอม สละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อ ประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ

1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้ แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น


-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"

-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่า แขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน

เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง


-19 มีนาคม 2486 เดิน ทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง

-7 เมษายน โทรเลขถึง เสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัวไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว

-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่อง ทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย

จีน ทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้วให้ ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่ หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ

-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้ง นี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา

-ปลายเดือนพฤษภาคม จีน ปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทาง มาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.

-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้

-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด

-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน

-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดี ส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ

-7 ตุลาคม 2486 ระหว่าง รอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับเสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ

สง วนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม

-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

หลังสิ้นสุด สงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี

อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ

เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า
"..เพราะ จำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."


-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า

"ขอ ให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"


ปัจจุบัน-อัฐิ ของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 94 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ สานต่อภารกิจอย่างยืนหยัดมั่นคง

0000000000000

บทเพลงแห่งฝัน

ที่มา Thai E-News



เมื่อคืนเด็กๆฝันว่าลุงโฮจิมิญมาหา
ดวงตาเปล่งประกายดั่งดาวเหนือสว่างกระจ่างและอ่อนโยน
หนวดเครายาวสีเทาอบอุ่นของท่าน
พวกเขาจดจำผิวเกรียมกร้านตรากตรำภารกิจนั้นได้ตราตรึง
ความมุ่งมั่นบังเกิดขึ้นในหัวใจดวงเล็ก
ท่านไม่มีขนมหวานมาฝากในคืนวันเต๊ด*

ยามคับขันเช่นนี้
การเสียสละเพื่อบ้านเกิดเมืองนอนนั้นสำคัญยิ่งกว่า
ขยันอดทนและหมั่นเรียนรู้
เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีงามของแผ่นดิน
สามัคคีกันเพียงชั่ววันชี้ทางเป็นธรรมสู่อนาคตของลูกหลาน
ลุงโฮจิมิญย่อตัวลงโอบกอดลูบหัวและจูบอำลาเด็กๆในความฝัน

บทเพลงแห่งความทรงจำวัยเยาว์
พระจันทร์เสี้ยวทอแสงนวลแจ่มชัดอุดมการณ์
ร้อยรัดและยึดมั่นดวงใจประชาชนเหวียตนามทั้งแผ่นดิน
ด้วยวัตรปฏิบัติควรค่าแก่การเคารพจนวาระสุดท้ายของชีวิตอันกล้าแกร่งเรียบง่าย

คืนนี้...
ฉันอธิษฐานให้ฝันเห็นลุงโฮจิมิญสักครั้งของชีวิตลูกหลานเหวียตนามพลัดถิ่น
บนแผ่นดินความเชื่อดึกดำบรรพ์ที่เกลื่อนกล่นไปด้วยคนดี
ผู้พร่ำโปรยหว่านคำสอนเบาหวิวลงมาจากหอคอยทองคำอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น

ดาว วัญ กุ๋ย


*วันเต๊ด คือ วันตรุษเหวียตนาม

“ลมตะวันออก” เริ่มพัดมาแล้ว.!!!

ที่มา Thai E-News



โดย Schopenhauer


“ครั้น ณ เดือนอ้ายแรมสามค่ำขงเบ้งก็ทำพิธี จิวยี่จึงให้อุยกายจัดแจงกองทัพไว้ให้พร้อม รอลมมาจะยกทำการตีโจโฉทันที ถึงเวลาสองยามเศษได้ยินเสียงลมจากทิศอาคเนย์อื้ออึงมา”

(สามก๊ก ตอน ขงเบ้งเรียกลมตะวันออก)


...


ในนิยายสามก๊ก บรรยายไว้ว่า ขงเบ้งมีวิชาเรียกลมเรียกฝนได้

ขงเบ้งจึงสั่งให้จิวยี่ สร้างปะรำพิธีเรียกลมไว้บนเขา แล้วทำพิธีเรียกลมอยู่ในปะรำนั้น


เรื่องนี้ฟังเผิน ๆ ก็ดูจะเป็นบทนิยายที่เขียนโม้ ไร้สาระ


แต่เหตุผล (แบบเป็นวิทยาศาสตร์) ที่ขงเบ้งมีความสามารถในการหยั่งรู้ดินฟ้าอากาศได้นั้น

ก็เพราะว่า เขาใช้ชีวิตอยู่บนภูเขาโงลังกั๋งมานานปี - ภูเขาโงลังกั๋งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง

ดังนั้น ขงเบ้งจึงเข้าใจสภาพความเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ธรรมชาติ สองฟากฝั่งแม่น้ำเป็นอย่างดี


วันนี้ “ศึกสามก๊ก” แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็คล้าย ๆ กัน


ประสบการณ์ของเหตุการณ์ “ราชประสงค์เลือด” - - เลือดเนื้อ และชีวิตของคนเสื้อแดง

สอนอะไรเราบ้าง - บอกอะไรเราบ้าง - ให้สติอะไรกับเราบ้าง?


เวลาที่ผ่านไป - - เวลาทำให้เรามีสติ มีสมาธิใคร่ครวญ มีความนิ่ง และมีพลังมากขึ้น

เวลายิ่งผ่านไป - - เวลากลับทำให้ฝ่ายตรงข้ามยิ่งถูกกดดัน – ยิ่งนานวัน ยิ่งถูกกดดันมากขึ้น ๆ

(กดดันเรื่องอะไร – เรื่องความล่าช้าของกระบวนการพิจารณาคดีความ และจริยธรรมของผู้สั่งฆ่า

สองเรื่องนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะใช้เป็นเงื่อนไข)



ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเปลี่ยนแปลงไป จากด้านบวกกลายเป็นด้านลบ

เมื่อขาดสมดุล - เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน - เมื่อสภาพแวดล้อมถูกสั่นไหว


"เงื่อนไขทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว - กำลังเกิดขึ้นแล้ว - - ลมตะวันออกเริ่มพัดมาแล้ว"


หมายความว่าเงื่อนไขทุกอย่าง (แรงกดดันรอบด้าน) กำลังเกิดขึ้นแล้ว

“ลม ตะวันออก” เริ่มพัดมาแล้ว – ลมตะวันออก ก็คือ “ภาวะเงื่อนไข” (ต้องแปรเงื่อนไขให้เป็นแรงกดดัน) อย่าให้สายลมเย็นของลมตะวันออกพัดผ่านไป ประหนึ่งว่า เหมือนมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น!!!

Wednesday, October 6, 2010

ปรองดอง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ไม่ ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม ที่ทำให้พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ ไม่ได้รับเลื่อนจากแม่ทัพภาค 1 เป็นผู้ช่วยผบ.ทบ.ตามเส้นทางที่ควรจะเป็น โดยต้องไปขึ้นเป็นพล.อ.ในเก้าอี้ลอยๆ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบกโน่น

แม้จะมีคำอธิบายทำนองว่า ไปกินยศพล.อ. เพื่อเตรียมโยกกลับวงจร 5 เสือในหนหน้า

แต่เสียงวิจารณ์ทั่วไประบุทำนองว่า เพราะพล.ท.คณิต ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา

น่าจะเป็นเหตุสำคัญ

ถึงขนาดนักข่าวยังต้องตั้งคำถามต่อพล.ท.คณิต หลังทราบคำสั่งโยกย้ายว่า เป็นเพราะท่านเป็นคนธรรมะธัมโมใช่หรือไม่

ความหมายของคำว่าคนธรรมะธัมโมนั้นน่าสนใจ!

ถ้าแม่ทัพคณิต ไม่มีความเด็ดขาดในศึกสงครามปกป้องประเทศชาติ ก็ควรแล้วจะต้องโดนย้าย

แต่ถ้าไม่ยอมใช้ความเด็ดขาด กับประชาชนคนไทยที่มาชุมนุมทางการเมืองด้วยความคิดความเชื่อที่แตกต่าง อย่างนี้สมควรยกย่อง มากกว่าจะโดนย้าย

ยกเรื่องแม่ทัพภาค 1 มากล่าวถึง เพื่อจะเปรียบเทียบกับการโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงานอื่นๆ เช่น ในมหาดไทยที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ข้อกล่าวหาไม่เข้มแข็งในเหตุการณ์พ.ค.เลือด ก็ยังมีการยกมาใช้เพื่อเป็นข้ออ้างในการเด้งผู้ว่าฯ

ต้องการยกย่องสนับสนุนผู้ว่าฯสั่งฆ่าประชาชนอย่างนั้นหรือ

ตอนนี้กำลังเตรียมโผย้ายตำรวจระดับพล.ต.ต.

เลิกเสียทีเถิดกับข้ออ้างแบบนี้!

ในเมื่อรัฐบาลเองคุยนักคุยหนา เรื่องนโยบายปรองดอง

แต่ในการโยกย้ายข้าราชการ ยังเอาประเด็นความไม่โหดกับม็อบมาเป็นตัวตั้ง เป็นเครื่องประจานว่าไม่ปรองดองจริง

ทั้งยังส่อแสดงว่า รัฐบาลนี้ยังไม่เลิกราไล่ล่าคนเสื้อแดง

ทั้งที่กลุ่มคนเสื้อแดงนั้น คือประชาชนคนไทยแน่นอน จะคิดจะเชื่อทางการเมืองที่ต่างกับรัฐบาล ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะไปปราบปรามเข่นฆ่า

คงต้องจับตานโยบายการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในระหว่างนี้

จะมีเหตุผลเรื่องม็อบมาเป็นข้ออ้างในการเล่นงานข้าราชการอีกหรือไม่

นี่จะเป็นตัวชี้วัดความจริงใจในการปรองดองของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

แทนที่จะเลือกสนับสนุนข้าราชการที่รักประชาชน

เพื่อคุยได้ว่าประชาชนต้องมาก่อนจริงๆ!

ขายฝัน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาจากการจุดพลุของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ที่ประกาศจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 250 บาทเท่ากันทั่วประเทศ

นายอภิสิทธิ์เปรยเรื่องนี้เมื่อครั้งประกาศขึ้นเงินเดือนราชการ และเงินเดือนครู

แนว คิดเหมือน (จะ) ดี แต่กลายเป็นสร้างความปั่นป่วนให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง รวมไปถึงคนกลางอย่างคณะกรรมการเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

กกร.ต้องรีบแถลงว่าไม่ได้เห็นชอบกับการประกาศของนายกฯ เพราะมีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง

และ แนะว่ารัฐไม่ควรแทรกแซง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะค่าจ้างกลาง (ไตรภาคี) ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากภาครัฐ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายในการพิจารณาค่าแรง

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาค่าแรงของแรงงานไร้ฝีมือจะไม่เท่ากันทั่วประเทศ โดยในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จะได้สูงสุด คือ 206 บาท/วัน และลดหลั่นกันไปตามพื้นที่ต่างๆ

ต่ำสุดที่พิจิตร, พะเยา, แพร่ และแม่ฮ่องสอน อยู่ที่วันละ 151 บาท

นึกภาพง่ายๆ ว่าจังหวัดที่มีรายได้ขั้นต่ำ 151 บาท/ วัน/คน แต่ต้องปรับขึ้นถึงเกือบๆ 100 บาท/วัน/คน มันจะเป็นอย่างไร!?

ไม่ใช่เพียงการปรับค่าแรงขั้นต่ำเท่านั้น หากแต่ต้องปรับค่าแรงแรงงานมีฝีมือหนีขึ้นไปอีกเป็นทอดๆ

นี่ยังไม่นับสินค้าและบริการต่างๆ ต้องปรับราคาขึ้น เพราะต้นทุนที่เพิ่มอย่างมหาศาลนั่นเอง

เห็น ภาพชัดเจนที่สุดต้องนายสมมาต ขุนเศษฐ เลขา ธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ฟันธงว่าหากปรับขึ้นค่าแรงเท่าที่นายอภิสิทธิ์ ต้องการ

สิ่งที่จะตามมาคือการล่มสลายของภาคอุตสาหกรรม และปัญหาคนตกงาน!!

แน่นอนว่าการให้แรงงานมีรายได้มากขึ้นย่อมเป็น การดี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและอื่นๆ

แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบในทางลบด้วย

กู รูด้านการเมืองเชื่อว่าที่นายอภิสิทธิ์ ประกาศไปเช่นนั้นเพื่อซื้อใจชนชั้นแรงงาน หรือรากหญ้าในภาคอีสาน เพราะเป็นกลุ่มคนที่ขายแรงงานมากที่สุด

บุคคลเหล่านี้เป็นฐานเสียงใหญ่สุดที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังเจาะไม่เข้า!?

แต่ดูแนวโน้มแล้วยากที่จะเป็นไปได้ เพราะที่ผ่านๆ มาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเป็นเลขแค่หลักเดียว เท่านั้น

แม้แต่ตัวแทนลูกจ้าง ซึ่งต้องการค่าจ้างสูงสุดยังไม่กล้าเสนอขอปรับเยอะขนาดนี้เลย

เพราะรู้ดีถึงสิ่งที่จะตามมาหากมีการปรับค่าแรงมากเกินไป

สุดท้ายแล้วเชื่อว่าค่าแรงขั้นต่ำ 250 บาท เท่ากันทั่วประเทศ เป็นเพียงการ 'ขายฝัน' ของนายอภิสิทธิ์เท่านั้น!?

การ์ตูน เซีย 06/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_116491

การ์ตูน เซีย 06/10/53

กษิตเผยเตรียมผลักดันผู้อพยพชาวพม่ากลับหลังเลือกตั้ง 7 พ.ย.

ที่มา ประชาไท

กษิตเผยที่นิวยอร์ก เตรียมผลักดันชาวพม่าในไทยกลับประเทศหลังการเลือกตั้ง 7 พ.ย. เผยเตรียมการสำหรับคนพม่าในไทยกลับไปยัง “พม่าโฉมใหม่” แม้จะเป็น “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนค้านหวั่นผู้อพยพจะถูกทารุณหลัง กลับประเทศ

หนังสือพิมพ์ดิการ์เดียน ของอังกฤษ รายงานเมื่อวันที่ 3 ต.ค. นี้ ว่านายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ซึ่งเดินทางไปประชุมที่องค์การสหประชาชาติ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาว่า สิ่งแรกหลังจากเดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานคร คือ การเตรียมผลักดันชาวพม่าที่มาอาศัยอยู่ในประเทศไทยซึ่งมีกว่า 2 ล้านคน

ผม จะกลับไปที่กรุงเทพ สิ่งแรกที่ผมจะทำคือ เตรียมมาตรการอย่างแข็งขัน สำหรับประชาชนชาวพม่าที่อยู่ในค่ายอพยพ เป็นผู้พลัดถิ่น เป็นปัญญาชนที่อยู่ตามท้องถนนของกรุงเทพและเชียงใหม่ เพื่อเตรียมพวกเขากลับพม่าหลังมีการเลือกตั้ง”

ไทยเป็นบ้านสำหรับประชาชนพม่ากว่า 2 ล้าน คนโดยประมาณ ส่วนใหญ่อยู่โดยไม่มีบัตรประจำตัว และจำนวนมากเป็นผู้ถูกกดขี่เนื่องจากสาเหตุทางเชื้อชาติและการเมือง นอกจากนั้นยังเข้ามาทำงานเนื่องจากเศรษฐกิจไทยต้องการพวกเขาเข้ามาทำงาน ประเภทงานใช้แรงงาน ซึ่งโดยมากเป็นงานเสี่ยงอันตราย ค่าแรงต่ำ และมีผู้อพยพประมาณ 150,000 คนอยู่ตามค่ายผู้อพยพตามแนวชายแดนไทยพม่า

รัฐบาลไทยเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2533 ของพม่า ในเดือน พ.ย.นี้ จะถือเป็นขั้นตอนอย่างมีนัยสำคัญต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยนายกษิต กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “โปรดสนับสนุนและช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่จะเป็นไปได้”

เรา กำลังเตรียมการสำหรับประชาชนชาวพม่าในประเทศไทย เพื่อการกลับไปยังพม่าโฉมใหม่ในที่สุด (กษิตเรียกว่า “new Myanmar”) ซึ่งอาจเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่ผมคิดว่านี่เป็นจุดเริ่มต้น”

อย่าง ไรก็ตาม นักสิทธิแรงงานและผู้ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยในประเทศไทย เชื่อว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพม่าเพียงเล็กน้อย และกล่าวว่าพม่าไม่ปลอดภัยพอสำหรับให้ผู้อพยพกลับไป

ทั้งนี้รัฐบาลทหารพม่าได้เตรียมครอบงำการเลือกตั้ง ผ่าน “พรรค สหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา” (the Union Solidarity and Development party – USDP) โดยพรรคการเมืองนี้จะลงเลือกตั้งชิงที่นั่ง 498 ที่นั่งในรัฐสภา มีการเตรียมเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐสำหรับดำเนินการในพรรคจากการขาย ทรัพย์สินของรัฐ และมีการข่มขู่พรรคฝ่ายค้าน

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญฉบับทหารของพม่า กำหนดที่นั่งของสมาชิกสภา 1 ใน 4 และรัฐมนตรีในกระทรวงที่สำคัญให้เป็นของทหาร

ขณะที่แอนดี ฮอลล์ (Andy Hall) ผู้อำนวยการโครงการของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนและมูลนิธิเพื่อการพัฒนา (HRDF) กล่าวว่า ไม่ควรส่งชาวพม่าที่รอการลี้ภัย (asylum seekers) ไปยังพื้นที่ซึ่งในอนาคตสามารถเกิดการประหัตประหาร

โดย เฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งซึ่งเปรียบเหมือนการขุดสนามเพลาะของรัฐบาลทหาร” ฮอลล์กล่าวและกล่าวด้วยว่า ไม่เข้าใจรัฐบาลไทย ที่จะส่งชนกลุ่มน้อยจะกลับไปยังพม่าหลังการเลือกตั้ง ในที่ซึ่งยังมีความขัดแย้งอยู่ในพื้นที่

ด้านแจ็กกี๊ โพลล็อค (Jackie Pollock) ผู้อำนวยการของมูลนิธิแมพ (the Map Foundation) ซึ่งทำงานร่วมกับแรงงานข้ามชาติชาวพม่าในภาคเหนือของประเทศไทย กล่าวว่า พม่าจะกลายเป็นที่อยู่ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับคู่แข่งทางการเมืองของรัฐบาลทหาร หลังจากการเลือกตั้ง

ผมคิดว่า สำหรับผู้อพยพและผู้ลี้ภัยทางการเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่สร้างความแตกต่างใดๆ และในพม่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนสำหรับพวกเขา”

ประชาชนกลุ่มเดิมจะถูกตั้งข้อหา และคนกลุ่มนี้เมื่อพวกเขากลับไปก็เสี่ยงที่จะถูกประหัตประหาร”

นักกิจกรรมที่ทำงานในประเด็นไทย-พม่ารายหนึ่ง ยังให้ข้อมูลกับดิการ์เดียนว่า มาตรการผลักดันกลับพม่าของรัฐบาลไทยจะไม่ได้ผล

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก Thailand plans to repatriate Burmese asylum seekers after election http://www.guardian.co.uk/world/2010/oct/03/thailand-repatriate-burma-asylum-seekers-election

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ฆาตกรต่อเนื่อง..เหี้ยสั่งฆ่า

ที่มา Thai E-News


เหี้ยสั่งฆ่า-คน เสื้อแดงในยุโรปไปรวมพลังประท้วงการเดินทางมาประชุมASEMของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ที่บรัสเซล เบลเยี่ยม


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า

***สังคม ข่าวชาวเสื้อแดงต้อนรับเทศกาลตุลาอาถรรพ์ ระบอบอำมาตย์ระดมตำรวจมาเฝ้าเสื้อแดงจัดกิจกรรมช่วง 6-14 ตุลาคมนี้จำนวน 3,000 นาย ก็คิดคร่าวๆแล้วกันว่าว่าหน่วยข่าวประเมินว่าคนเสื้อแดงจะออกมาขนาดไหน ก็ไหนว่าตัดท่อน้ำเลี้ยงทักษิณแล้ว จับแกนนำไปขังคุกก็แล้ว ประชาชนจะหยุดต่อต้าน ความสุขใต้อุ้งตีนอำมาตย์จะกลับมา...อ้าว!ทำไมยิ่งไฟไหม้ลามทุ่งหละขอรับ***

***เริ่ม จากกิจกรรมรำลึก 6 ตุลา 2519 ครบรอบ 34 ปีก่อน และไปต่อด้วยงานกิจกรรม 10/10/10รำลึกวีรชน 10 เมษายน ครบรอบ 6 เดือน เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์นี้ห่างกันนาน 34 ปี แต่ประชาชนไทยลงมติด้วยความตาสว่างว่าฆาตกรเป็นคนเดียวกัน กลุ่มเดิม นั่นคือ"เหี้ยสั่งฆ่า"***

***กำหนดการ 34 ปี 6 ตุลา ปกป้องประชาธิปไตยประชาชน

07.00 - 07.30 น. พิธีตักบาตร ณ สวนประติมากรรมประวัติศาสตร์: ธรรมศาสตร์
กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
08.00 – 09.00 น. พิธีกรเชิญ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวเปิดงาน
พิธีวางพวงมาลา ณ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลาคม 2519
และ กล่าวสดุดี และประกาศเจตนารมณ์ 34 ปี 6 ตุลา โดยตัวแทนฝ่ายต่างๆ
- คณะกรรมการญาติวีรชนเดือนตุลา
- อดีต 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลาคม
- เครือข่ายเดือนตุลา
- สหภาพและสหพันธ์แรงงาน
- สมัชชาคนจน / และสหพันธ์ชาวนา
- นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ประธานสภานักศึกษาธรรมศาสตร์
- เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
09.00 – 09.30 น. บทกวี และนาฏลีลา รำลึกวีรชน 6 ตุลา
09.30 - 11.00 น. ปาฐกถา หัวข้อ “ความรุนแรงและอำนาจรัฐ”
โดย อ. ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์
11.00 -12.30 น. ประวัติศาสตร์บอกเล่าผ่าน วีดิทัศน์ 6 ตุลา
ความรุนแรงและอาชญากรรมรัฐ
ในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง ณ ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ ***

***วันที่ 6 ตุลา 53 ณ หน้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่ เวลา 9.00-12.00 น. ขอเชิญท่านผู้รักประชาธิปไตยร่วมชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯ ที่กำลังส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของจังหวัดนนทบุรี ในเวลานี้ และร่วมรำลึกเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษา 6 ตุลา 19 พร้อมกับเชื่อมโยงเหตุการณ์ 19 พ.ค.53 ที่เผด็จการทหารและอำมาตย์คอยทำลายขบวนการประชาธิปไตยนับตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน!***

***ส่วนที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ตั้งแต่ 13.00 น.เป็นต้นไป 6 ตุลาคมนี้ ที่ชั้น 5 จัดกิจกรรมรำลึก6ตุลา นำโดยสุรชัย แซ่ด่าน และสุนัย จุลพงศธร คนไทยรุ่นเมษา-พฤษภา 53 แต่หัวอกเดียวกับคนยุค6ตุลา2519เพราะเจอฆาตกรต่อเนื่องกลุ่มเดียวกันฆ่าเชิญ มาปรับทุกข์ผูกมิตร***

***ส่วน ที่เชียงใหม่ กิจกรรมรำลึก6ตุลาจัดที่อนุสาวรีย์3กษัตริย์ 16.00น.เป็นต้นไป กิจกรรม"รำลึก6ตุลา แสวงหาอืสรภาพทางความคิด"ขอเชิญนักศึกษา-ประชาชนร่วมรำลึก ในงานมีบทกวี ภาพและวิดิโอเหตุการณ์ประวัติศาสตร์การเข่นฆ่านักศึกษาประชาชน นิทัศการ และร่วมจุดเทียนรำลึก***



***สมยศ เผย 4 กิจกรรมใหญ่แดง ต.ค.นี้ -สม ยศ พฤกษาเกษมสุข เผย กิจกรรมเดือน ต.ค. 4 ครั้ง มหกรรมประชาชนลุกขึ้นสู้ มีไฮไลท์นำ ปชช.ถือป้ายยาว 1 กิโลเมตร ในวันที่ 10 ต.ค.นี้

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แถลงข่าวเกี่ยวกับกิจกรรมของคนเสื้อแดงในเดือนต.ค.นี้ว่า ทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดกิจกรรมและเคลื่อนไหวด้วยกัน ทั้งหมด 4 วัน คือ ในวันที่ 10, 14, 16 และ 17 ตุลาคม นี้ โดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า มหกรรมประชาชนลุกขึ้นสู้ 14 ต.ค. ตาสว่างกว่าเดิม ซึ่งกิจกรรมที่ถือว่าเป็นไฮไลน์ของงานในครั้งนี้คือ ในวันที่ 10 ต.ค. จะนำประชาชนถือป้ายรูปภาพ และขอความที่ยาวกว่า 1 ก.ม. ในหัวข้อ เส้นทางสู่อิสรภาพ จาก 14 ต.ค. 2516 - 19 พ.ค. 2553 ที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และในวันที่ 17 ต.ค.จะมีการจัดกิจกรรมแรลลี่ กทม. - อยุธยา โดยจะจัดปราศรัยกันที่จังหวัดอยุธยา โดยมี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ขึ้นเวทีปราศรัยด้วย และภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมสาปแช่งฆาตกร และยิงตะไลทะลุฟ้าท้าอธรรม จำนวน 3,000 นัด อีกทั้งยังมีการเรียกร้องให้ รัฐบาล ทำตามข้อเสนอ 4 ข้อ ที่ยื่นให้พิจารณา คือ

1. ให้ปล่อยตัวของนักโทษทางการเมืองของ นปช.ทุกคน

2. ปฏิรูปศาลยุติธรรม

3. ปฏิรูปเศรษฐกิจ

4. ประกันรายได้เกษตรกรและกรรมกรให้พอเพียง


และหากรัฐบาลยังคงความเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ ก็จะทำให้สังคมไทยเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง กระทั่งนำมาสู่สงครามประชาชนได้เช่นกัน ทั้งนี้การเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นการต่อสู้โดยสงบสันติวิธีตามเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย จึงขอให้รัฐบาลอย่าบิดเบือน หรือใส่ร้ายป้ายสีและใช้อำนาจขัดขวางการเคลื่อนไหวดังกล่าว***


***วันที่ 10 เดือน 10 ปี 2010-“ขบวนพาเหรดเพื่อปลดปล่อยนักโทษการเมือง พวกเขาต้องไม่ถูกขังลืม”


ขอ เชิญผู้รักประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ร่วมขบวนพาเหรดคนเสื้อแดงด้วยรถส่วนตัว พร้อมแผ่นผ้า แผ่นป้าย ฯลฯ ในวันที่ 10 ตุลาคม 2553 โดยพร้อมเพียงกัน เพื่อรณรงค์ให้รัฐบาลไทยปลดปล่อยนักโทษการเมืองหลายร้อยชีวิตที่ถูกกักขัง เป็นเวลากว่า 4 เดือน หลังสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนถึงปัจจุบัน

กำหนดการ

13:00 – 15:00 ตั้งขบวนพาเหรดด้วยรถส่วนตัวที่จัดเตรียมมาเอง (เช่น รถเก๋ง รถแท็กซี่ รถกระบะ สามล้อ มอเตอร์ไซด์ เป็นต้น) บริเวณริมถนนสี่แยกราชประสงค์

15:00 – 18:00 เคลื่อนขบวนพาเหรด โดยไม่ใช้เครื่องขยายเสียง (แต่อาจใช้โทรโข่ง กลอง แตร ปี่ ฯลฯ ที่จัดเตรียมมาเองได้) ผ่านเส้นทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนเสื้อแดง ดังนี้

• ถนนราชดำริ ผ่านจุดที่เสธแดงถูกลอบยิงเสียชีวิต
• ถนนพระราม 4 ผ่านบ่อนไก่ หนึ่งในสนามการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงในเดือนพฤษภาคม 2553
• ใต้ทางด่วนสามเหลี่ยมดินแดง อีกหนึ่งในสนามการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง ระหว่างปี 2552 – 2553

ขบวน พาเหรดจะไปสิ้นสุดที่ถนนราชดำเนิน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เวลาประมาณ 18:00 น เพื่อยืนรำลึก-ไว้อาลัยแก่วีรชนคนเสื่อแดงที่ได้เสียชีวิตไประหว่างเดือน เมษายน –พฤษภาคม 2553 และร่วมทำกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง กับ บก.ลายจุด***


***อัน เนื่องมาจาก จะมีการทำกิจกรรม ของพี่น้องเสื้อแดงหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ สี่แยกคอกวัว จนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันที่ 10 ตุลาคม เวลา 17.00 น. ของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด)

บัดนี้ ...ได้มีการรวมตัวเฉพาะกิจ โดยไม่มีแกนนำ เช่นกัน

ได้ประสานงาน และประสานงา กันเป็นการภายในหลายกลุ่มหลายองค์กร...รวมตัวกันทำกิจกรรมเล็ก ๆ กล่าวคือ

1. ชาวบ้านนิรนาม...ได้ร่วมกันทำบุญเลี้ยงพระเพลให้แก่ผู้เสียชีวิต ที่สวนลุมพินี

2. กลุมปัญญาชนนิรนาม จึง มีแนวคิดที่จะจัด แรลลี่ ชมทัศนียภาพ ด้วยขบวนรถเก๋ง รถปิคอัพ รถสามล้อ รถแท็กซี่ รถมอเตอร์ไซด์ ไปยันจักรยาน....นำชมจุด ที่เฮี้ยมันยิงประชาชนเดทห่า ในวันเดียวกันด้วย

ทั้งสองกลุ่ม จึงมีความคิดเดียวกันว่า..งั้นไปช่วยทำบุญเสร็จแล้ว เราก็ตั้งขบวนไปด้วยกันเลยเสียดีกว่า

เมื่อทั้งสองกลุ่มอันได้แก่ แกนนำ แกนนอน แกนเอียง และสารพัดแกน ได้บรรลุ ความเห็นร่วมกันแล้ว จึงสรุปเส้นทางที่จะวิ่งชูธงเราเห็นคนตาย ดังนี้

*จากแยกราชประสงค์ หัวถนนราชดำริจุดตั้งเวที มุ่งหน้าไปทางสีลม ไปหยุดจุดที่ 1 ด่านศาลาแดง บริเวณมุม ร. 6 เหมาะที่จะหยุดทำกิจกรรมวางดอกไม้รำลึกถึงคนตายหรือ เสธแดง

จุดที่ 2 ด่านบ่อนไก่ เลี้ยว ซ้ายจาก มุม. ร 6 เข้าถนนพระราม 4 ผ่านสวนลุมพินี จุดปะทะแรกๆ ที่เริ่มมีคนตายจนโดนยิ่งถอยร่นไปถึงบ่อนไก่ มุ่งตรงไปถึงสะพานลอยไทยเบลเยี่ยม เลี้ยวซ้ายเข้าผ่านสวนลุมพินี ซึ่งเป็นจุดปะทะหนักเช่นกัน ผ่านหน้า สน. ลุมพินี

จุดที่ 3 เลี้ยวซ้าย เข้าถนนสารสิน ตรงไปถึงถนนราชดำริเลี้ยวขวากลับไปทิศเดิมผ่านหน้าโรงพยาบาลตำรวจจุดเริ่มต้น ตรงขึ้นไปผ่านเซ็นทรัลเวิลด์ ผ่านบิ๊กซี

จุดที่ 4 ข้ามสะพานตรงต่อขึ้นไปเข้าถนนราชปรารภ ผ่านโรงแรมอินทรา ผ่านแยกศรีอยุทยา ซอยหมอเหล็ง ไปถึงสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งเป็นจุดประทะตลอดแนว ( อาจแวะจุดที่มีการเผาห้าง เซ็นเตอร์วัน ) ไปผ่านไปเลี้ยวซ้ายเข้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

จุดที่ 5 เลี้ยวซ้าย เข้าถนนราชเทวี ตรงไปถึงแยกปทุมวัน จากนั้นให้เลี้ยวขวาเข้าถนนพระรามที่ 1

ตรงไปจนถึงแยกให้เลี้ยวขวาเข้าถนนอุรุพงษ์ ตรงไปถึงแยกถนนเพรชบุรีให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนหลานหลวง

จุดที่ 6 สะพานผ่านฟ้าลีลาศ จากถนนหลานหลวงตรงไปเข้าถนนราชดำเนินหยุด บริเวณสะพานผ่านฟ้าซึ่งเป็นบริเวณตั้งเวที

จุดที่ 7 จากสะพานผ่านฟ้ามุ่งหน้าไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิป แวะไปว่าง ดอกไม้ หน้า รร. หัวถนนดินสอ จุดปะทะหนักวันที่ 10

จุดที่ 8 แยกคอกวัว ถนนตะนาว จุดปะทะหนักวันที่ 10

แล้วไปบรรจบ กับกลุ่มของคนสมบัติ ณ อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย

โดย มีกำหนดการให้รวมพล (รถนานาชนิด ) เพื่อติดธงสัญลักษณ์ ติดป้าย เราเห็นคนตาย และซักซ้อม เส้นทางที่จะวิ่ง ในบริเวณ ที่จอดรถรอบ ๆ สวนลุมฯ ในเวลา 13.00 น. แต่หากจะร่วมทำบุญก่อน ก็มากันให้ทันเลี้ยงพระเพล

กำหนดการคร่าว ๆ ล้อหมุนเวลา 15.00 น.ตามเส้นทางที่เขียนไว้คร่าว ๆ จึงรียนมาเพื่อโปรดทราบโดยทั่วกัน

ดังนั้น สำหรับท่านที่จะรอเป็นเบียดศรี กับแทรกศักดิ์ โปรดนำรถเข้ามารอ ปาดเข้าขบวน ตามเส้นทางที่แจ้ง ตามอัธยาศัย***


****** พบกับการตัดสินบทกวีประชาชนผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย "FreeWrite Award ครั้งที่ 1 " พบบทกวีรับเชิญจากกวีสีแดง ผู้ยืนเคียงข้างประชาชน พบบทกวีที่ไม่อาจเปิดเผยที่มา พบกับบทเพลงโดยวงสี่แยกคอกวัว ที่รวบรวมจากนักต่อสู้ข้างถนนมาร่วมเล่น


พบ เสวนาหัวข้อ ประชาธิปไตยใต้ร่มเงาเผด็จการ ผู้ร่วมเสวนา พอ.อภิวันท์ วิริยะชัย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ วัฒน์ วรรลยางกูร เพ็ญ ภัคตะ ดำเนินเสวนาโดย ตัวจริงชัดเจน จอม เพชรประดับ***


ใครอยากแปลงร่างเป็น "ปรองดองเรนเจอร์" ยกมือขึ้น 55555+


คุณกึ๋ย รักพี่ต้องหนีพ่อ แจ้งทาง เฟซบุ๊ค จัดตั้งขบวนการ "ปรองดองเรนเจอร์" ภารกิจเพื่อ กระชากหน้ากากเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของกระบวนการปรองดอง


ปฏิบัติการ ...แต่งตัวเป็น “ปรองดองเรนเจอร์” ไปตามที่สาธารณะขอจับมือปรองดองกับคนที่ผ่านไปผ่านมา

การแต่งตัวของ “ปรองดองเรนเจอร์”

1.ติดหนวดจิ๋ม (ผู้หญิงหรือผู้ชายที่ไม่มีหนวด หรือมีหนวดแต่ไม่สามารถทำหนวดจิ๋มจริงๆได้ ไม่ต้องกลัวเรามีสิ่งเสมือนหนวดให้)

2.มือเปื้อนเลือด (จุ่มสีแดงให้ชุ่ม) ไปขอจับมือปรองดอง

3.ตามตัวเต็มไปด้วยข้อมูลที่สุดแสนจะปรองดอง เช่น

-ฆ่า92
-บาดเจ็บกว่า2,000
-จับกุมกว่า500
-ปิดเวปไซค์กว่า50,000
-"ผู้ก่อการร้าย"
-"ล้มเจ้า"
-"กูไม่ได้ทำ กูไม่ได้สั่ง เอาหลักฐานมา"
-"กระชับพื้นที่"
-“เขตใช้กระสุนจริง”
ฯลฯ (ที่สุดแสนจะปรองดอง)


4.ท่าแปลงร่างจะเป็นท่าโอโล(OlOป หรือท่ายกมือแบบฮิตเลอร์ หรืออื่นๆ ตามแต่จะดีไซน์เฉพาะตัว

ใครอยากแปลงร่างเป็น "ปรองดองเรนเจอร์" ยกมือขึ้น 55555+

สนใจเข้าร่วมขบวนการ
วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2553 นี้
เราจะมีการประชุมกันเวลา 17.00 น.
ณ The Reading Room
เลขที่ 2 ซอยสีลม 19 สีลม กรุงเทพฯ

Coming soon! แอ่นแอนแอ๊น!!***



***ปิดท้ายวันนี้ด้วยคลิปเพลงน้ำตาเสื้อแดงครับ ลองติดตามชมดู สำหรับท่านใดอยากส่งข่าวสาร กิจกรรมต่างๆส่งมาที่thaienews99@googlegroups.com ลงให้ฟรีตามเคย ส่วนท่านที่ประสงค์อยากหนุนช่วยให้เราปรับปรุงพัฒนาเวบให้ดีขึ้น เชิญบริจาคตามสะดวกที่กล่องบริจาค ตอนนี้เราต้องการเงินบริจาคจำนวนหนึ่ง เลยแจ้งมา ท่านใดพอจะสะดวกก็เชิญบริจาคตามอัธยาศรัย***










บทความ: ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ คือทางออกประเทศไทย

ที่มา Thai E-News

ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ(Deliberative Democracy) คือทางออกประเทศไทย

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
5 ต.ค.53

หนึ่ง ในแนวความคิดของอาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโม อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนผู้ล่วงลับเน้นย้ำอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส ได้พบปะแลกเปลี่ยนแนวความคิดกับผม คือ แนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ(Deliberative Democracy) เพราะพวกเราชาวมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเห็นว่าปัญหาของประชาธิปไตยแบบตัว แทน(Representative Democracy)ในปัจจุบันคือการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนเพียงเฉพาะการลง คะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือการที่ได้คนที่เป็นตัวแทนที่ไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริงของ ผู้คนในสังคม

ตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปในสภาล้วนแล้วแต่ เป็นตัวแทนของกลุ่มนักธุรกิจการเมืองและวงศาคณาญาติ ดังจะเห็นได้จากที่แม้ว่าบางคนที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้วยังสามารถส่ง หุ่นเชิดที่เป็นลูกเมียญาติมิตรเข้ารับสมัครและได้รับเลือกตั้งเข้ามาโดย ถ้วนหน้า ทั้งที่ไม่ได้มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ ใดใดในอันที่จะแสดงให้เห็นว่ามีกึ๋นพอที่จะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของประชาชน ได้เลย

โอกาสของประชาชนในชนชั้นล่างหรือผู้ยากจนหาเช้ากินค่ำที่จะ เข้าไปมีบทบาทในสภานิติบัญญัติหรือ มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนในปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นศูนย์ จึงได้มีการพยายามหาทางแก้ไขโดยการเสนอรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แบบใหม่ที่เรียกว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนั่นเอง

นักคิดคนสำคัญ ที่เสนอแนวความคิดนี้คือ เจอเกน ฮาเบอร์มาส (Jurgen Habermas) ที่มีแนวคิดว่าประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนั้นมิได้อยู่ที่การไปร้องขอมาจาก อำนาจที่อยู่เหนือตัวเรา หรือเป็นคำสั่งจากคนที่มีอำนาจเหนือกว่าเรา หากแต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตร่วมกันและพยายามเข้าใจกันของทุกฝ่าย
ประชาธิปไตย แบบปรึกษาหารือมิได้เน้นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ ผลประโยชน์ และการเชื่อฟังส่วนรวมเป็นเบื้องแรก แต่ให้ความสำคัญกับกระบวนการที่พลเมืองที่ได้รับการประกันสิทธิเสรีภาพขั้น พื้นฐาน

การปรึกษาหารือ หรือ Deliberative มีที่มาจากกระบวนการที่ใช้ระบบลูกขุน หรือสภานิติบัญญัติและองค์กรอื่นๆที่ทำหน้าที่ตัดสินใจหลังจากปล่อยให้มี กระบวนการถกเถียงสนทนาเพื่อแสวงหาเหตุผลของแต่ละฝ่ายที่เห็นแตกต่างกันได้มี พื้นที่ทางการเมืองอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม

ต่อมาคำว่าการปรึกษา หารือ หรือ Deliberative ได้พัฒนาความหมายไปสู่รูปแบบหนึ่งของประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญต่อการเห็น พ้องต้องกัน(Consensus)ที่ประชาชนได้จากกระบวนการปรึกษาหารือ มีการให้น้ำหนักกับหลักฐาน เหตุผล ความรู้สึก อารมณ์ และสร้างความเข้าใจในเจตนารมณ์ร่วมมากกว่า การตัดสินใจโดยเสียงข้างมากแต่เพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างของ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือในต่างประเทศก็คือการประชุมเมือง(Town Meeting)ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบNew England ที่อยู่ทางย่านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ซึ่งเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือของคนในชุมชนที่แสวงหา เจตนารมณ์ร่วมในการตัดสินใจสาธารณะ มากกว่าในการตัดสินโดยเสียงข้างมากแต่เพียงอย่างเดียว โดยกระบวนการปรึกษาหารือนี้คล้ายๆกับประชาธิปไตยทางตรงที่คนในชุมชนจะมาร่วม ประชุมเพื่อปรึกษาหารือ แสดงความคิดเห็นและนำไปสู่การตัดสินใจร่วมของชุมชนดังเช่นประชาธิปไตยทางตรง ของนครรัฐเอเธนส์ในอดีต

แต่เมื่อสังคมขยายใหญ่ขึ้นและซับซ้อนมาก ขึ้น การประชุมแบบTown Meeting ทำได้ยาก กระบวนการปรึกษาหารือหรือDeliberativeจึงได้มีการดัดแปลงไปใช้วิธีการต่างๆ ให้เหมาะสมกับกาละและเทศะ เช่น

1. การเวทีเสวนาแบบเปิด(Open Forum) เพื่อสนทนาถกเถียงโดยไม่จำกัดเฉพาะแต่ในหน่วยงานหรือกลุ่มของตนเอง แต่เปิดกว้างให้สาธารณะหรือผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม โดยมีลักษณะคล้ายคลึงกับการจัดเวทีสาธารณะโดยมีนักวิชาการเป็นตัวกลางหรือทำ หน้าที่เป็นประธาน เช่น การจัดเวทีสภาประชาชนชาวเชียงใหม่ของเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นหรือการจัด เวทีผู้แทนพบประชาชนของสถาบันส่งเสริมประชาธิปไตย(National Democratic Institute) เป็นต้น

2. การเปิดเวทีแสดงความเห็นในสื่อต่างๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานีโทรทัศน์ วิทยุชุมชน หรืออินเตอร์เน็ต เช่น การเปิดให้แสดงความคิดเห็นในรูปแบบของการเสนอนโยบายประชาชนของเว็บไซต์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เป็นต้น

3. การใช้วิธีการ Deliberative Polling ที่จะสามารถบอกเราได้ว่าอะไรคือสิ่งที่สาธารณชนทั้งหมดคิดกับประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับนโยบายหรือเกี่ยวกับผู้สมัครรับเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ประชาชนได้มีโอกาสขบคิดกันอย่างกว้างขวาง(Extensive Reflection) และได้มีหนทางเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งวิธีนี้อาจพอเทียบเคียงได้จากหลักการใช้วิธีการจับฉลากสุ่ม เลือก(Lottery)แบบประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ หรือหลักการแนวความคิดที่ให้มีคณะผู้เลือกตั้ง(Electoral College)ของสหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งการใช้คณะลูกขุนพลเมือง(Citizens’ Juries) เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปก็คือ ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ(Deliberative Democracy) เน้นที่การถกเถียงปรึกษาหารือกันก่อนในหมู่ประชาชนทั่วไปก่อนที่จะตัดสินใจ ทางเมือง เช่น การที่จะปรองดองหรือไม่ปรองดองตามแบบที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสนอ หรือการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนี้เล็งเห็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยแบบ ตัวแทนที่ผ่านมาที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาหรือไม่มีโอกาสได้ถกเถียงถึงข้อ ดีข้อเสียของนโยบายต่างๆที่ฝ่ายการเมืองนำเสนอมิหนำซ้ำยังไม่ได้มีโอกาสแลก เปลี่ยนรับฟังความเห็นที่แตกต่างจากผู้คนในชุมชน ไม่ได้มีโอกาสซักถามถามถึงที่มาที่ไปของนโยบายต่างๆ ว่าทำไมต้องใช้นโยบายนั้นๆ และมีความเป็นไปได้มมากน้อยแค่ไหนรวมถึงผลกระทบต่างๆที่ตามมาของการใช้ นโยบายนั้นๆ

เราสามารถนำแนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบปรึกษา หารือ(Deliberative Democracy) นี้มาประยุกต์ใช้ในสังคมไทยเราในปัจจุบันได้ทั้งระดับชุมชนและระดับชาติที่ สถานการณ์เต็มไปด้วยความแตกแยกในปัจจุบันนี้ ซึ่งผมคิดว่าหากเราได้มีการนำแนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบปรึกษา หารือ(Deliberative Democracy) มาใช้แล้ว โศกนาฏกรรมทางการเมืองในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้คงไม่เกิดขึ้นเป็นแน่

ยัง ไม่สายเกินไปที่เราจะนำแนวความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบปรึกษา หารือ(Deliberative Democracy) มาใช้ในการแก้ปัญหาความแตกแยกของสังคมไทยในปัจจุบันและใช้ในการแก้ไขปัญหา ของการเป็นสภาผัวเมียในปัจจุบันนี้

แนว ความคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ(Deliberative Democracy) นี้เป็นของใหม่ อาจจะเข้าใจยากสักนิดแต่คงไม่ยากเกินไป หากเราพยายามที่จะเข้าใจใช่ไหมครับ

ฆาตกรหลอนทุกที่ล่าสุดเสื้อแดงยุโรปไล่ คิวต่อไปเยอรมัน EUไม่ไว้หน้าสอนให้รู้จักสิทธิมนุษยชน

ที่มา Thai E-News


ต้อนรับขับไส-ผู้ ประท้วงพากันยกป้ายต่อต้านนายกรัฐมนตรีไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน้าตึกที่ทำการของยูโรเปี้ยน เคาซิล ระหว่างไปประชุมASEMที่บรัสเซล เบลเยียม โดยป้ายระบุว่านายอภิสิทธิ์เป็นฆาตกรที่ต้องถูกดำเนินคดี(ภาพข่าว:AP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวต่างประเทศ

สำนัก ข่าวต่างประเทศ ทั้งเอพี และรอยเตอร์ เป็นต้น พากันรายงานภาพข่าวผู้ประท้วงชาวไทยได้รวมตัวกันจัดประท้วงขับไล่นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทยที่เดินทางไปประชุมASEMที่บรัสเซล ประเทศเบลเยียมเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม

มีรายงานว่านายอภิสิทธิ์มีกำหนด การเดินทางไปแฟรงเฟิร์ต เยอรมนีในวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ซึ่งชาวไทยในเยอรมันได้นัดรวมพลกันต่อต้านขับไล่อีกที่

นับจาก เหตุการณ์ปราบปรามเสื้อแดงเมื่อ19พฤษภาคมที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ก็เผชิญแรงต้านจากคนไทยทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดในการเดินทางไปประชุมAPECที่สหรัฐฯเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมาก็เพิ่งถูกชาวไทยในสหรัฐฯเดินขบวนขับไล่หน้าที่พัก






คลิปวีดีโอการประท้วงไล่อภิสิทธิ์ใน Youtube



ประธานคณะกรรมาธิการEUขอให้เร่งเกิดการปรองดองในไทย


นาย โฮเซ่ มานูเอล บาโรโซ่ ประธานคณะกรรมาธิการ สหภาพยุโรปกล่าวกับนายอภิสิทธิ์และแถลงกับสื่อมวลชนว่า สหภาพยุโรปมีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ขัดแย้งในไทย และปรารถนาจะได้เห็นการปรองดองในชาติ และประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิมนุษยชน