WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 19, 2010

บก.ชวนดูหนัง "อินทรีแดง" พุธ 20 ต.ค.นี้ สองทุ่มตรง

ที่มา ไทยรัฐ





รัฐบาลงานเข้าทูตญี่ปุ่นกดดันดีเอสไอคลายปมสังหารนักข่าว
ที่ถูกยิงตายกลางม็อบเสื้อแดงเผย
10 เม.ย.ปีหน้า เมียนักข่าวจะมาไทยครบรอบ 1 ปีผัวตาย
ด้านดีเอสไอรับมืดแปดด้านควานหาหลักฐานไม่เจอ
ผอ.สันติวิธีเตือน "ธาริต" อย่าทำชาติพังเพื่อการเมือง...




ด้าน นายโนบุเอกิ อิโตะ อัครราชทูตฝ่ายการเมืองฯ กล่าวว่า
ทางญี่ปุ่นเข้าใจในสถานการณ์ดี
คดีนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 91 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ราย
รวมผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นและอิตาลี
การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ย่อมมีความยากลำบาก
แต่ดีเอสไอถือเป็นศูนย์กลางในการสืบสวนสอบสวนคดีนี้
แต่ตนมีคำถามที่อยากถามดีเอสไอว่า ที่ระบุว่า
สิ้นเดือน ส.ค. จะได้คำอธิบายจากดีเอสไอถึงความกระจ่างชัด
ในการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของนายมูราโมโต้
แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลหรือคำอธิบายใหม่ๆ เลย
จึงอยากถามว่าการสอบสวนมีความคืบหน้าบ้างหรือไม่

"เราทราบว่าทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงขณะนั้น
ออกมายืนยันเมื่อปลายเดือน ส.ค.ว่าจะเร่งสอบสวนให้เสร็จภายใน 60 วัน ให้ได้ข้อสรุป
ขณะที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ออกมายืนยันว่าจะสอบสวนให้แล้วเสร็จใน 45 วัน
แต่ผมสงสัยว่าจนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าไปเท่าไหร่แล้ว
มีการสรุปผลออกมาเท่าไหร่ เข้าใจว่าการสอบสวนผู้เข้าร่วมประท้วงคงลำบาก
เพราะยังมีพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ แต่คิดว่าการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในเหตุการณ์น่าจะมีความสำคัญ"

นายโนบุเอกิ กล่าวต่อว่า
เราต้องทำหน้าที่แทนภรรยาและลูกอีก 2 คนของนายมูราโมโต้
ตอนเกิดเหตุใหม่ๆ ภรรยาเขาถึงขนาดประกาศว่าจะไม่มาประเทศไทยอีก
แต่เหตุการณ์ผ่านไปครึ่งปีแล้ว จิตใจของเขาสงบลง
และยืนยันว่าจะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง
ในวันที่ 10 เม.ย. 2554 ในวันครบรอบ 1 ปีที่สามีเธอเสียชีวิต จึงหวังว่า
เมื่อถึงตอนนั้นทางการไทยจะสามารถจับกุมและลงโทษผู้กระทำผิดได้


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อ พ.ต.ท.ไพศิษฎ์ ชี้แจงถึงตรงนี้
นายโนบุเอกิ อิโตะ ได้แย้งขึ้นมาว่าการนัดพบปะกันระหว่าง
เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นกับอธิบดีดีเอสไอได้ยกเลิกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม
ทั้งประชาชน สื่อมวลชนและทางการญี่ปุ่น ยังคงติดตามความคืบหน้า
และให้ความสนใจในคดีดังกล่าวอยู่
การเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
สื่อมวลชนแขนงต่างๆ ให้ความสนใจติดตามข่าว
และลงภาพข่าวการวางช่อดอกไม้ ณ จุดที่นายมูราโมโต้ เสียชีวิตทุกสื่อ
ปัจจุบันสื่อมวลชนญี่ปุ่นที่ประจำการอยู่ในประเทศไทยกว่า 30 คน
ยังโทรสอบถามความคืบหน้าทางคดีทุกสัปดาห์
เราเป็นนักการทูตไม่มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการสอบสวนในไทย
แต่เราก็มีข้อมูลตรงกันกับฝ่ายตำรวจและดีเอสไอของไทย
และข้อมูลที่เรามีก็ส่งให้ดีเอสไอหมดแล้ว
พวกเราเข้าใจว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน


ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ผอ.สำนักสันติวิธี สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า
อยากฝากถึงอธิบดีดีเอสไอว่า การเดินทางมาเคารพศพของ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
ณ จุดที่นายมูราโมโต้เสียชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
และการที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานทูตฯ มาร่วมประชุมกับวุฒิสภา
ถ้าไม่ใช่เรื่องจำเป็นโดยพิธีทางการทูต จะไม่ทำกัน
เรื่องนี้ถือเป็นความมั่นคงของชาติจะใช้อคติทำงานไม่ได้
สิ่งที่น่าตกใจคือการเคลื่อนย้ายศพ ซึ่งวิถีกระสุนยิงตามที่ดีเอสไอระบุมา
จะต้องเป็นการยิงที่มีคนควบคุมสั่งการ เพราะยิงเป็นชุดเข้าจุด ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
จึงมีข้อสงสัยว่ามีการเตรียมการให้ยิงหรือไม่
ดีเอสไอจะมัวไปหาภาพจากกล้องซีซีทีวีคงไม่มีทางเจอ
และจะให้พยานเดินเข้ามาให้ข้อมูลคงไม่มีทาง
เพราะก็บอกเองว่าไม่สามารถให้การรับรองได้ว่าจะกันไว้เป็นพยานได้หรือไม่.

ประจาน!! สส. ประชาธิปัตย์ อมจักรบริจาคของไทรอัมพ์

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

เขียนโดย Go6



เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม น.ส.จิตรา คชเดช ผู้ประสานงานกลุ่มคนงานไทรอัมพ์
นำอดีตคนงานบริษัท บอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในไทรอัมพ์ กว่า 30 คน
เข้ายื่นหนังสือถึงนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
ผ่านทางนายพงศักดิ์ เปล่งแสง ที่ปรึกษารัฐมนตรี เพื่อทวงถามจักรเย็บผ้า
ที่มีผู้บริจาคให้คนงาน 400 ตัว ไปประกอบอาชีพแลกกับการยุติการชุมนุม
แต่กลับได้รับเพียง 250 ตัว


น.ส.จิตรากล่าวว่า ล่าสุด บริษัทส่งมอบจักรให้เพิ่มอีก 150 ตัว
แต่ถูกนำไปเก็บไว้ที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 1
ซึ่งขณะนั้นมีนายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐมนตรี
จากการทวงถามครั้งล่าสุด นายชีวะเวช เวชชาชีวะ ที่ปรึกษารัฐมนตรี แจ้งว่า
จักรดังกล่าวถูกส่งมอบให้มูลนิธิไพฑูรย์ แก้วทอง เป็นแบบนี้ได้อย่างไร
เพราะขณะนี้คนงานไทรอัมพ์ยังไม่มีอาชีพ


นายพงศักดิ์กล่าวยอมรับว่า จักร 250 ตัว มีสภาพพร้อมใช้งาน
ส่วนจักรที่เหลือเป็นสิทธิของมูลนิธิในการบริหารจัดการ
เพราะเป็นผู้รับมอบและออกค่าใช้จ่ายซ่อมแซมประมาณ 1 แสนบาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบพบว่า
จักร 150 ตัว ถูกขนไปยังมูลนิธิแห่งหนึ่ง ใน จ.พิจิตร
และแจกจ่ายกลุ่มแม่บ้านในจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 3-4 แห่ง
สมาคมแม่บ้านที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ประมาณ 50 ตัว
ส่วนที่เหลือยังคงถูกเก็บไว้ในมูลนิธิ

ขอบคุณ มติชนออนไลน์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1287406680&grpid=03&catid=


http://www.go6tv.com/2010/10/blog-post_4048.html

บทวิพากษ์ศาลยุติธรรม: (1) ความเป็นมาและโครงสร้างผู้พิพากษาของศาลไทย

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม ศาลยุติธรรม : ยุติอย่างเป็นธรรม หรือ ยุติความเป็นธรรม ;ตอนที่ 1 ความเป็นมาและโครงสร้างผู้พิพากษาของศาลไทย
ท่ามกลางกระแสเรียกร้องประชาธิปไตย การเรียกร้องความยุติธรรม ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงแห่งกระบวนการยุติธรรม ตัวตนที่มี 2 มาตรฐาน เมื่อกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมย่อมหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงศาลไม่พ้น ศาลซึ่งเป็นส่วนยอดของกระบวนการยุติธรรม ในอดีตการโจมตีกระบวนการยุติธรรมได้ยกเว้นศาลไว้ให้อยู่ในฐานะเป็นที่ยอมรับ ในความเป็นกลาง ในความบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ปัจจุบันส่วนยอดของกระบวนการยุติธรรมกลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด
บทความนี้มุ่งแสดงถึงโครงสร้างอันเป็นสาเหตุแห่งความเป็น 2 มาตรฐาน ของศาล
การ วิพากษ์วิจารณ์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องทำความรู้จักเข้าใจถึงสิ่งนั้นก่อน และการทำความเข้าใจก็ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ ความเป็นมาก่อนเป็นอันดับแรก ในตอนแรกนี้จึงจะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของศาลไทย ศาลยุติธรรม
จากนั้นจะกล่าวถึงโครงสร้างผู้พิพากษา และเปรียบเทียบกับระบบของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาในท้ายที่สุด
ในทางรัฐศาสตร์ถือว่า รัฐไทย ก่อกำเนิดขึ้นในสมัย ร.5 แห่งยุครัตนโกสินทร์ ศาลไทย ตลอดจนระบบกฎหมาย ที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ก็เกิดขึ้นในยุคนี้เช่นกัน ในสมัยนั้นรัฐไทย ตกอยู่ภายใต้สนธิสัญญาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่มหาอำนาจตะวันตก โดยไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกา-มหามิตรในปัจจุบันนี้ หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่น-ประเทศในเอเชีย ก็ได้มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเหนือรัฐไทยเช่นกัน ทั้งนี้ เป็นมรดกตกทอดมาจากสมัย ร.4 ที่มุ่งรักษาอาณาจักรให้พ้นจากการยึดครองของมหาอำนาจตะวันตก จึงได้ยอมทำสนธิสัญญาที่เสียเปรียบเช่นนี้ การจะแก้ไขยกเลิกสนธิสัญญานี้จึงต้องเริ่มจากการปรับปรุงระบบกฎหมายและระบบ ศาล ให้เป็นที่ยอมรับของต่างชาติก่อน ซึ่งได้เริ่มต้นและเสร็จสมบูรณ์ในสมัย ร.5 นี้เอง
สิทธิสภาพนอกอาณาเขต คือ สนธิสัญญาที่ระบุให้คนของชาตินั้นไม่ต้องขึ้นศาลไทยเมื่อกระทำผิดในไทย แต่ให้ขึ้นศาลของประเทศตนแทน
ในเบื้องต้น ร.5 ได้ส่งเจ้าชายพระองค์หนึ่งไปเรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษ คือ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เมื่อจบการศึกษากลับมา พระองค์เจ้ารพี ได้ก่อตั้งศาลขึ้น โดยใช้ระบบกล่าวหาเช่นเดียวกับที่ใช้ในประเทศอังกฤษตามที่พระองค์ทรงศึกษามา พร้อมทั้งร่างกฎหมายต่างๆ กฎหมายที่สำคัญคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายลักษณะอาญา(ภายหลังถูกยกเลิกและใช้ประมวลกฎหมายอาญาจนทุกวันนี้) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีในศาลสำหรับคดี แพ่ง) และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(วิธีดำเนินคดีในศาลสำหรับคดีอาญา ตลอดจนการสอบสวน การควบคุมผู้ต้องหา การออกหมายจับ กล่าวโดยสรุป เป็นวิธีดำเนินคดีตั้งแต่ชั้นตำรวจจนจบคดีที่ศาลฎีกา)
ในส่วนระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความนี้ อาจารย์ผมบางท่านเคยวิเคราะห์ว่า เป็นกฎหมายของระบบไต่สวน ซึ่ง ต้องให้อำนาจแก่ศาลในฐานะผู้ไต่สวนค้นหาความจริง แต่โดยที่บ้านเราใช้ระบบกล่าวหาซึ่งศาลต้องวางตัวเป็นกลาง ให้คู่ความ 2 ฝ่ายต่อสู้คดีกันด้วยพยานหลักฐานให้ศาลตัดสิน ทำให้กฎหมายให้อำนาจศาลมากเกินควร
นอก จากระบบกฎหมายที่ขัดแย้งกับระบบปฏิบัติดังกล่าวแล้ว สิ่งหนึ่งที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันนี้คือ ข้อหา ละเมิดอำนาจศาล โดยเฉพาะข้อหาดูหมิ่นศาล-เป็นส่วนหนึ่งของการละเมิดอำนาจศาล-เป็นกฎหมายของ ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชโดยแท้ กล่าวคือ ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดทั้ง 3 อำนาจ ทั้ง บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ การตั้งศาลเป็นเพียงการแบ่งงานของกษัตริย์ในการตัดสินคดี ให้องค์กรที่ตั้งขึ้นทำงานแทนเท่านั้น ศาลในยุคนั้นจึงมีลักษณะเป็นองค์กรหนึ่งหรือหน่วยงานหนึ่ง ที่ทำงานให้แก่กษัตริย์ ทำงานแทนกษัตริย์ ศาลจึงมีสภาพเป็นตัวแทนกษัตริย์ กษัตริย์ที่ใครผู้ใดจะล่วงละเมิดไม่ได้ ศาลจึงต้องทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ และต้องมีบทบัญญัติห้ามละเมิดอำนาจศาลรวมถึงห้ามดูหมิ่นศาล เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของศาลที่ทำงานภายใต้พระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์
พร้อม กับการก่อตั้งศาลและระบบกฎหมายดังกล่าว พระองค์เจ้ารพี ได้ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย ขึ้นในศาล เปิดสอนกฎหมายเพื่อผลิตนักกฎหมายป้อนให้เป็นผู้พิพากษาของศาล(ในทางกฎหมาย ได้อธิบายว่า ผู้พิพากษา ไม่ใช่ศาล แต่โดยที่ศาลเป็นองค์กรที่ทำงานโดยผู้พิพากษา ผู้พิพากษากับศาลจึงแยกจากกันไม่ออก) การสอนกฎหมายบรรยายโดยผู้พิพากษาทั้งหมด
การปฏิวัติของคณะราษฎรเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของฝ่ายตุลาการ
เมื่อ อ.ปรีดี พนมยงค์ ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง(ปี 2495 จอมพล ป.ได้เปลี่ยนชื่อธรรมศาสตร์โดยตัดคำว่า “วิชา” และคำว่า "และการเมือง" ออก) เมื่อปี 2477 การสอนกฎหมายได้ย้ายมาที่ธรรมศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายของศาลจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เนติบัณฑิตยสภา" พร้อมทั้งกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบเป็นผู้พิพากษาว่า ต้องผ่านการอบรมกฎหมาย ของสำนักอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา(นอกเหนือจากการจบกฎหมายจาก มหาวิทยาลัย) ซึ่งเรียกกันว่า "จบเนติบัณฑิต" อันเป็นระบบที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้การอบรมกฎหมายของเนติ ใช้ผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาที่เกษียณ เป็นอาจารย์ผู้บรรยาย ที่สำคัญหลักสูตรกฎหมายของเนติใช้แนวทางการตีความกฎหมายตามแนวคำพิพากษาศาล ฎีกา(เรียกสั้นๆว่า ฎีกา)
ผู้ ที่มีสิทธิสมัครสอบเป็นผู้พิพากษา นอกจากต้องจบเนติ(อ่านว่า "เน" หรือ "เน-ติ" ก็ได้ แต่ทั่วไปจะอ่านว่า "เน")แล้ว จะต้องมีคุณสมบัติอื่นอีก คือ
1. มีอายุ 25 ปีขึ้นไป
2. มีประสบการทำงานอย่างน้อย 2 ปี ในอาชีพที่กำหนด เช่น ทนายความ อัยการ นิติกร สำหรับอาชีพทนายความ นอกจากมีอายุงาน 2 ปีแล้ว ยังได้กำหนดให้ต้องว่าความอย่างน้อย 20 คดี(เพื่อป้องกันการทำใบอนุญาตทนายความโดยไม่ได้ทำงานจริง-ส่วนนี้ยังมี ปัญหาในทางปฏิบัติที่จะกล่าวต่อไป)
มีข้อสังเกตอีกอย่าง คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบเป็นพนักงานอัยการ เป็นคุณสมบัติเดียวกับผู้มีสิทธิสมัครสอบผู้พิพากษา
จากคุณสมบัติดังกล่าว ผู้มีสิทธิสมัครสอบ ไม่จำเป็นต้องมาจากทนายความ หรืออัยการ เฉกเช่นประเทศต้นตำรับศาลที่รับมา
เมื่อ สอบผ่านแล้ว จะได้รับการบรรจุเป็น "ผู้ช่วยผู้พิพากษา" และต้องเข้าอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ การอบรมภาคทฤษฎีนี้ ไม่เคยมีการเปิดเผยกับคนนอกว่ามีการอบรมอะไรบ้าง แต่ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า มีการสอน "วิชาเขียนคำพิพากษา"ด้วย ส่วนการอบรมภาคปฏิบัติ จะส่งผู้ช่วยผู้พิพากษาไปฝึกงานกับผู้พิพากษาระดับหัวหน้าคณะในศาลใหญ่ใน กรุงเทพ คือ ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งธนบุรี และศาลอาญาธนบุรี
หลังผ่านการอบรมทั้ง 2 ภาคดังกล่าว ยังไม่ถือว่าเป็นผู้พิพากษา จนกว่าจะได้รับการ "โปรดเกล้าพระราชทานแต่งตั้ง" ก่อน เมื่อได้รับโปรดเกล้าแล้ว จะถูกส่งไปเป็นผู้พิพากษาศาลเล็ก คือศาลแขวง และต้องไปเริ่มต้นชีวิตการเป็นผู้พิพากษาจากเมืองที่ห่างไกลกรุงเทพฯ เมื่ออายุงานเพิ่มขึ้นก็จะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง โดยไปประจำศาลที่ใหญ่ขึ้นอย่างศาลจังหวัด และค่อยๆขยับย้ายเข้าใกล้กรุงเทพฯมากขึ้น
กล่าวโดยสรุป ผู้พิพากษาก็มีการเลื่อนตำแหน่งไม่ต่างจากข้าราชการพลเรือนทั่วไป
การ จัดสอบคัดเลือกผู้พิพากษา การพิจารณาเลื่อนตำแหน่งผู้พิพากษา ตลอดจนการพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่ผู้พิพากษา เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดหนึ่ง ชื่อ คณะกรรมการตุลาการ หรือที่เรียกย่อว่า กต. กต.ประกอบด้วยผู้พิพากษาที่ยังดำรงตำแหน่งทั้งหมด ส่วนใหญ่ของ กต. เป็นกต.โดยตำแหน่ง มีกต.บางส่วนที่เป็นผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งของผู้พิพากษา และประธานศาลฎีกาเป็นประธานกต.โดยตำแหน่ง
จาก ประวัติความเป็นมาของศาลและโครงสร้างของผู้พิพากษาดังกล่าว ศาลไทยเป็นองค์กรที่ก่อตั้งโดยผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช สัญลักษณ์ตลอดจนรูปแบบพิธีการของศาลและผู้พิพากษายังคงเดิมเฉกเช่นเมื่อ เริ่มตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการ"กระทำในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์" การ "โปรดเกล้าพระราชทานแต่งตั้งผู้พิพากษา" หรือแม้แต่บทบัญญัติว่าด้วยการ ดูหมิ่นศาล อีกทั้งโครงสร้างของผู้พิพากษาก็เป็นโครงสร้างของข้าราชการประจำ ไม่มีส่วนใดเชื่อมโยงถึงประชาชน หรือชี้ว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจนี้เลย ประชาชนไม่มี และไม่เคยมี ส่วนร่วมในการเข้าสู่ตำแหน่งของผู้พิพากษา การสอบคัดเลือกผู้พิพากษาไม่แตกต่างอะไรกับการสอบเข้ารับราชการของข้าราชการ พลเรือนอื่นๆเลย
ที่ สำคัญ คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครสอบเป็นผู้พิพากษา ระบบการสอบคัดเลือก ระบบการเลื่อนตำแหน่ง ล้วนแต่สร้างให้เกิดเครือข่ายที่ผู้พิพากษาระดับสูงหรือระดับบริหาร สามารถแทรกแซงการทำงานของผู้พิพากษาได้ รวมทั้งสร้างทัศนคติร่วมของผู้พิพากษาของศาลทั้งระบบ ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป

อัยการสั่งฟ้องคดีหมิ่นฯสุรชัย แซ่ด่าน เจ้าตัวชี้ยัดข้อหาไล่ล่า(ฆ่า)ตัดตอน มวลชนนัดรวมตัวให้กำลังใจ

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 ตุลาคม 2553

นาย สุรชัย ด่านวัฒนานุสรน์ (แซ่ด่าน) แกนนำแดงสยาม จะจัดกิจกรรมเสวนาเรื่อง"ไล่ล่า(ฆ่า)ตัดตอนด้วยคดีเก่า"ในวันพุธที่ 20 ตุลาคมนี้ เวลา 13.00 น. ที่ชั้น 5 บิ๊กซี ลาดพร้าว พร้อมกันนั้นจะเปิดแถลงข่าว เรื่องเขาถูกฟ้องดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

กลุ่มผู้สนับสนุนนายสุรชัยได้นัด หมายกันในวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคมนี้ ในเวลา 09.00 น.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษกเพื่อร่วมกันให้กำลังใจนายสุรชัยในวันที่อัยการสั่งฟ้องคดี หมิ่นฯ และได้เชิญชวนประชาชนผู้รักความเป็นธรรมร่วมกันให้กำลังใจแก่นายสุรชัยในวัน เวลาดังกล่าวด้วย

นายสุรชัยเคยให้สัมภาษณ์รายการวิทยุแท็กซี่เรดิโอ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2552 ถึงคดีกังกล่าวนี้ว่า ในวันดังกล่าวนั้น เขาโดนคนไปแจ้งความดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งตัวเขาเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวประชาธิปไตยอีกรายที่ตกเป็นเหยื่อคดีนี้ แม้ว่านักวิชาการและปัญญชาชน นักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกได้พากันรณรงค์เคลื่อนไหวให้ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ ไม่ให้นำมาเป็นเครื่องมือเล่นงานกันทางการเมือง

โดยคนที่ไปแจ้งความดำเนินคดีเขานั้น อ้างว่า เขามีความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 3 ประเด็นคือ

ประเด็นที่ 1 กรณีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมีพระราชดำรัสกับศาลปกครอง

ประเด็นที่ 2 เพราะเขาไปพูดตั้งคำถามว่า ในหลวงหายไปไหนในวันที่ 4 ธันวาคม 2551 ไม่เสด็จลงมหาสมาคม พระราชทานพระราชกระแสดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทยตามปกติทุกปี คนไทยก็เฝ้ารอ พอรู้ว่าทรงพระประชวรก็เป็นห่วงพระองค์ท่าน

ประเด็นที่ 3 เพราะเขาไปถามเรื่องการแต่งตั้งและโปรดเกล้าฯให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าสภาแต่งตั้งตอนเช้า โปรดเกล้าฯตอนเย็น

เขา กล่าวว่า เรื่องในหลวงหายไปไหนนั้น ก็เพราะตัวเขาเป็นพสกนิกรชาวไทย ก็เหมือนพสกนิกรชาวไทยทั่วไปก็ย่อมมีความเป็นห่วงในหลวงกันทั้งสิ้น ทราบแต่ว่าทรงพระประชวร แต่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักพระราชวังอย่างเป็นทางการเหมือน ทุกครั้ง และไม่ได้ประกาศให้พสกนิกรชาวไทยได้รับทราบเป็นระยะดังที่เคยทำมาทุกครั้ง พสกนิกรชาวไทยก็ต้องห่วงใยในพระองค์ท่าน การจะมาฟ้องว่าตนหมิ่นฯก็เลยดูประหลาด

ส่วนเรื่องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้รับแต่งตั้งจากสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีตอนเช้า แล้วได้รับโปรดเกล้าฯตอนเย็นนั้น ก็เพราะเห็นธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติอย่างก่อนมา ไม่รวดเร็วอย่างนั้น ผู้นำเสนอทูลเกล้า คือประธานรัฐสภาปกติก็อาจใช้เวลาในการตรวจสอบระยะหนึ่งก่อนให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แต่นี่ยื่นเลยแบบรวบรัด ก็ต้องถามว่าทำไมประธานสภาทำแบบนั้น แล้วทำไมต้องมาฟ้องว่าตนหมิ่นฯ

นาย สุรชัยกล่าวว่า ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยไม่ต้องเป็นห่วงผม ผมพร้อมเป็นกองหน้า พร้อมติดคุกตอนแก่ สบายเสียอีก จะได้มีเวลาไปอ่านหนังสือในคุก "อยู่นอกคุกนี่ลำบาก ต้องจัดวิทยุ ต้องไปขึ้นเวทีปราศรัย ต้องเดินสายไปพูดที่โน่นที่นี่ มันเหนื่อย"เขากล่าวแบบติดตลก

อย่างไรก็ตามนายสุรชัยกล่าวให้ สัมภาษณ์ในวันนั้นว่า คงไม่ได้ติดคุกไวนัก เพราะเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ก็คงต้องตรวจสอบสำนวนคดี กว่าอัยการจะส่งฟ้องก็คงจะนานราวปี2553โน่นแล้ว "ดูข้อหาใหญ่ แต่ดูสำนวนแล้วไม่น่าจะใหญ่มาก จากประสบการณ์ติดคุกมา16 ปีนั้น ผมดูแล้วเป็นการเล่นงานทางการเมืองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ต้องการสกัดทำลาย ฝ่ายประชาธิปไตย และเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องการทำลายฝ่ายเสื้อแดง และสื่อของฝ่ายเสื้อแดง"

นาย สุรชัยกล่าวว่า เขาเคยถูกตัดสินเป็นนักโทษประหารชีวิต และได้รับพระราชทานอภัยโทษจากในหลวง ชีวิตของเขา นายสุรชัย แซ่ด่านคนเก่าตายไปแล้ว เกิดใหม่เป็นสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ก็เพราะในหลวงพระราชทานชีวิตใหม่ แล้วเขาจะไปหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทำไม

เวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย (1) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ สัจธรรมรัฐสมัยใหม่ที่เลี่ยงไม่ได้

ที่มา Thai E-News

ที่มา ประชาธรรม
18 ตุลาคม 2553

"...เมื่อ กลับไป 200 ปีหรือ "ระบอบใหม่" หรือ "ประชาธิปไตย-รัฐ-ประชาชาติ-ลัทธิชาตินิยม" ได้กลายเป็น "รูปแบบ หลักการ มาตรฐาน และสากล ของสิ่งนามธรรมที่เรียกว่า เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่รัฐหรือประเทศสมัยใหม่ต้องเผชิญ ต้องรับ ต้องปรับและต้องปรุง ...ทำให้เข้ากับสภาพการณ์และสถานการณ์ของตน ไม่ว่ารัฐหรือประเทศนั้นจะเป็นระบอบกษัตริย์ ประธานาธิบดี ระบอบทหาร ระบอบอำมาตย์ หรือเป็นระบบพรรคเดียว หลายพรรค หรือระบอบใดก็ตาม เพราะนี่เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้..."

5 เดือนที่ผ่านหลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และการตั้งคณะกรรมการปฏิรูป ปรองดองของรัฐบาล เหตุการณ์ความขัดแย้งยังไม่ทุเลาลง ข้อเสนอของคณะกรรมการเหล่านั้นก็ยังไม่ออกมาอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน แม้ข้อเสนอง่ายๆอย่างการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯก็ถูกปฏิเสธจากรัฐบาล ถึงกระนั้นการติดตามเพื่อกดดันรัฐบาลต่อก็ยังไม่มีการดำเนินการ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึง ประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้อย่างกว้างขวาง

ความขับข้อง ใจต่อการทำงานของคณะกรรมการชุดดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลที่รับฟังแต่ความคิดเห็นที่ไปทางเดียวกับตน ทำให้มีการเสนอแนวทางการปฏิรูปจากหลายส่วนของสังคมอย่างกว้างขวาง แต่เสียงเหล่านั้นไปไม่ถึงบ้าง คกก.และรัฐบาลทำเป็นไม่ได้ยินหรือไม่ฟังบ้าง บางสิ่งก็พูดไม่ได้ จึงนำมาสู่การจัดเวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ เสียงที่ไม่ได้พูด กับสิ่งที่พูดไม่ได้ และส่งเสียงไปยังรัฐบาลและคกก.อีกครั้งหนึ่ง

อ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปฐกถานำเวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย "เสียงที่พูดไม่ได้ สิ่งที่พูดไม่ได้" ในการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจัดโดยภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มจับตาขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมไทย(Thai Social Movement watch) มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สำนักข่าวประชาธรรมและประชาไท ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา

-----------------------------------

ขอ เริ่มต้นอย่างนี้ คนที่เชิญบอกว่าอาจารย์อาวุโสไปปฏิรูปกันหมดแล้ว ตนเป็นขิงแก่แต่เพื่อนน้อย มีแต่คนถามผมว่า "ไม่ไปปฎิรูปหรือ" คำว่าปฏิรูปมันถูกใช้ในความหมายพิลึก พิลั่นไปหมด ฉะนั้นการปฐกถานำจึงคิดหนักว่าจะพูดอะไรดี จึงคิดถึงปัญหาสังคมการเมืองที่ผ่านมา มีการใช้คำว่า "สองมาตรฐาน" และ "ไพร่" อยู่ตลอดเวลา ในช่วงไม่กี่ปีของการประท้วง เมื่อใช้แล้วมีประสิทธิภาพมาก คำว่า "ไพร่" น่าจะตกเวทีประวัติศาสตร์ไปแล้ว เมื่อถูกนำมาใช้กลายเป็นคำที่มีปัญหามากๆ นักวิชาการบางคนบอกว่า ใช้ไม่ได้ นักการเมืองบางคนบอกว่าไม่ควรใช้คำนี้ แต่เมื่อดูที่เวทีการชุมนุมประท้วงของชาวบ้านเสื้อแดงแล้ว เป็นคำที่มีความหมายมากๆ มันจึงมีนัยยะสำคัญในการเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยในปัจจุบัน

มีบท ความ ความเป็นมาของคำว่าไพร่ที่ตนได้เขียน บทสัมภาษณ์ 4 ปีรัฐประหาร และการแก้ปัญหาเขตแดนพระวิหาร ทั้ง 3 บทความเกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดในวันนี้

อยากเริ่มต้น เมื่อโลกมนุษย์ก้าวเข้าสู่สมัยใหม่ หรือ "Modern Period-Modernity" มีหลักปรัชญาการเมืองการปกครองใหม่ที่เกิดขึ้นตามมา ที่เราเรียกว่าประชาธิปไตย หรือ Democracy ซึ่งเกิดมาพร้อมๆ กับรัฐประชาชาติ และลัทธิชาตินิยม หลักคิดนี้มีความคิดประหลาดๆ คือความคิดว่าด้วยความเสมอภาค เสรีภาพ ที่ว่าคนเท่าเทียมกัน เป็นความคิดที่ประหลาด เพราะนิ้วคนเรายังไม่เท่ากัน

ตอนเรียนอยู่ใน ระดับมหาวิทยาลัยมีอาจารย์ที่ดังๆจบมาจากอังกฤษ คนหนึ่งชื่อ เสน่ห์ จามริก อีกคนคือ พวงเพ็ญ สองท่านนั้น เอาความคิดของโทมัส ฮ็อบ (Thomas Hob) จอห์น ล็อค (John Locke )และรุสโซ (Jean Jacques Rousseau) มาสอน ฉะนั้นจึงมีคำพูดของนักคิดในยุคนั้นติดหู เช่น รุสโซ บอกว่า "มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนแห่งมีแต่เครื่องพันธนาการ" คิดว่าคำนี้เป็นวลีที่มหัศจรรย์มาก ถ้าดูอายุของรุสโซ 172 ปีผ่านมาแล้ว ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นคนสวิตเซอร์แลนด์ ความคิดเขามีอิทธิพลต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส ความคิดเรื่องคนเท่าเทียมกันนี้(ที่บอกว่าเป็นความคิดประหลาด)เป็นตัวจุด ประกาย และคำนี้ถูกใช้ในคำประกาศของอเมริกา และอเมริกานั้นป็นประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ หลังได้รับอิสรภาพก็ไม่คิดตั้งราชวงศ์ ในคำประกาศอิสรภาพของอเมริการะบุว่ามนุษย์นั้นเท่าเทียมกัน และจะถูกพรากไปไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือเสรีภาพ และการแสวงหาซึ่งความสุข เมื่อใดก็ตามที่ระบอบของการปกครอง กลายเป็นตัวทำลายซึ่งจุดหมายปลายทางดังกล่าว ก็ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างได้"

ความคิด ของรุสโซ ทำให้เกิดการปฏิวัติอเมริกา และฝรั่งเศสตามมา การปฏิวัติฝรั่งเศสก็ปฏิเสธสถาบันกษัตริย์ และมีคำขวัญที่ดังกึกก้อง คือ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ แต่มีคำอีกส่วนหนึ่งที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงคือคำว่า ou la mort เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า "หรือความตาย" ซึ่งต่อท้ายคำสามคำนี้ คนที่เรียนประวัติศาสตร์อเมริกาจะเห็นว่า คำขวัญเรื่อง เสรีภาพกับความตายดังกึงก้องในกระแสปฏิวัติ จึงไม่แปลกที่อเมริกาจะมีเทพีเสรีภาพอยู่ที่ปากอ่าวในนิวยอร์ก

กล่าว โดยย่อนับตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ทั้งทวีปอเมริกาและทวีปยุโรปตกอยู่ในยุคสมัยของการปฏิวัติ ( The Age of Revolutions) มีการปะทะต่อสู้กันระหว่าง Democracies กับ Monarchies "ประชาธิปไตย" กับ "สถาบันกษัตริย์" เป็นการต่อสู้กันของระบอบเก่า กับระบอบใหม่

ระบอบเก่าที่สามารถต่อสู้และปรับตัวให้เข้ากับระบอบ ใหม่คือ ประชาธิปไตย รัฐ ประชาชาติ ลัทธิชาตินิยมได้ ก็อยู่รอดมาได้ เช่น อังกฤษ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ ฯลฯ(และกลายเป็นแม่แบบให้ประเทศแถบเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น) ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็ล่มสลายไปก็เช่น รัสเซีย จีน เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี ตุรกี ฯลฯ

น่าสนใจว่า "การปฏิวัติสยาม" ปี พ.ศ. 2475 ( 24 มิถุนายน ค.ศ.1932) หรืออีกตั้ง 143 ปีต่อมานั้น ใน ประกาศคณะราษฎรฉบับที่ 1" ซึ่งเขียนโดยหลวงประดิษฐมนูธรรม(นายปรีดี พนมยงค์) ก็สะท้อนความคิดว่าด้วยประชาธิปไตย เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ตลอดจนแนวคิดว่าด้วยรัฐ ประชาชาติ และลัทธิชาตินิยม ด้วยถ้อยคำรุนแรงและดุดัน ดังเช่น

"...กษัตริย์ทรงอำนาจอยู่เหนือ กฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนค่าเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้มีสิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร.."

"...รัฐบาลของกษัตริย์ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์..."

"...ราษฎร ทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือข้าศึก..."

ในการประณาม "ระบอบเก่า" ด้วยถ้อยคำรุนแรงดังกล่าวนี้ ประกาศคณะราษฎรก็อ้างว่า

"...คณะ ราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึงได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่ต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกเหนือความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร..."

ประกาศฯ ดังกล่าวให้คำสัญญาว่า "...ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า..." และสรุปท้ายด้วยการเสนอหลัก 6 ประการ ซึ่งในข้อที่ 4 และ 5 ตอกย้ำว่า "จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน ซึ่งในวงเล็บคือส่วนที่มักถูกตัดทิ้งไปในภายหลัง(ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่ง กว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)" และ"จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ (เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น)"

คำ ประกาศที่ว่ามนุษย์ต้องเท่าเทียมกัน นั้น น่าสนใจคือการปฏิวัติสยามในปี 2475 ในประกาศของ คณราษฎร์ ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงและดุดันมากๆ เช่น "กษัตริย์ทรงอำนาจในกลุ่มของพวกตนเอง ....ยกพวกเจ้าอยู่เหนือราษฎร ....." ไพร่ไม่ถือเป็นมนุษย์ และประโยคที่ว่า ประเทศนี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตรีย์ "

อันนี้สะท้อนความคิดข้างต้นว่าเข้ามามีอิทธิพล ในไทย และน่าสนใจในอีก 13 ปีต่อมา คำประกาศของอิสรภาพของเวียดนามก็เช่นกัน คือระบุว่า มนุษย์ทั้งมวลถูกสร้างมาให้เท่าเทียมกันเช่นกัน และอ้างถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วย คือมนุษย์มีเสรี และสิทธิเท่าเทียมกัน

เมื่อ กลับไป 200 ปีหรือดูประวัติศาสตร์ระยะยาว สรุปได้ว่า "ระบอบใหม่" หรือ "ประชาธิปไตย-รัฐ-ประชาชาติ-ลัทธิชาตินิยม" (ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง 200 ปี)ได้กลายเป็น "รูปแบบ หลักการ มาตรฐาน และสากล ของสิ่งนามธรรมที่เรียกว่า เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ที่รัฐหรือประเทศสมัยใหม่ต้องเผชิญ ต้องรับ ต้องปรับและต้องปรุง รวมถึงทำให้เป็น รูปธรรม ดังเช่นคำว่า "สองมาตรฐาน หรือคำว่า ไพร่ ทีผมยกมาน่าจะทำให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะต้องทำให้เข้ากับสภาพการณ์และสถานการณ์ของตน ไม่ว่ารัฐหรือประเทศนั้นจะเป็นระบอบกษัตริย์ ประธานาธิบดี ระบอบทหาร ระบอบอำมาตย์ หรือเป็นระบบพรรคเดียว หลายพรรค หรือระบอบใดก็ตาม เพราะนี่เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

-----------------------------------------

ใน ตอนท้ายของการเสวนา ดร.ชาญวิทย์ได้ตอบคำถามหรือประเด็นข้อสงสัยของวงเสวนา ที่ว่า สถาบันกษัตริย์ต่างประเทศมีการพัฒนาปรับตัวอย่างมาก จะมีโอกาสได้เห็นในประเทศไทย ว่า คิดว่าถ้าดูการปฏิวัติของประเทศต่างๆ ในโลกอย่างอเมริกา มันเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นเรื่องประหลาด กลายเป็นรูปแบบที่คนเอาอย่างตามกันเป็นกระบวน และเกิดกระแสอย่างใหญ่โต ทั้งทวีปอเมริกา และจะเห็นว่าไม่มีประเทศไหนตั้งราชวงศ์ใหม่ ฉะนั้นการต่อสู้ในช่วง 200 ปี ถ้าสถาบันกษัตริย์สามารถปรับตัวให้เป็นประชาธิปไตยได้ก็จะอยู่ได้ เช่น อังกฤษ เป็นต้น ในอีกด้านหนึ่งการปรับได้ หรือไม่ได้ เชื่อว่ามันต้องมีปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้ปรับได้ ซึ่งปรับด้วยตัวเองอาจปรับยาก ดังตัวอย่างกรณี ญี่ปุ่น หลายคนสงสัยว่าทำไมสถาบันจักรพรรดิจึงมั่นคงแข็งแรง ถามว่าปรับตัวเองไม่ใช่ คนที่เข้าไปปรับ คืออเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งที่ประเทศอื่นในฝ่ายสัมพันธมิตรอยากให้ยุบ ปัจจัยภายนอกจึงทำให้สถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่นต้องปรับตัว ฉะนั้นคำตอบของสังคมไทย ต้องมีปัจจัยหลายอย่างที่ผลักดันให้เกิดการปรับตัว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีการพูดกันให้มาก ตนเคยพูดแล้ว ในสื่อกระแสหลักมักจะถูกตัดทิ้ง ผมเคยเสนอว่า สถาบันกษัตริย์จะต้องเป็นสถาบันสูงสุด เป็นสถาบันกลางที่เป็นที่เคารพสักการะของสังคมทั้งประเทศ ไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเอาไปอ้าง เอาไปอิงเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง

---------------------------------------

Monday, October 18, 2010

'จิ้น' ดิ้นพราด! 'มาร์ค'ไล่ตะเพิด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ภูใจไทย



ภูมิใจไทย-โดนเข้าจนได้!!

สถานการณ์ การเมืองในขณะนี้ ใครไม่แน่จริง ประสาทไม่แข็งพอ มีหวังประสาทกินเป้นรายๆไปอย่างแน่นอน... โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลานี้

กว่าจะได้ มาเป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องฝ่าฟันมากมาย โดยเฉพาะข้อวิพากษ์ที่ว่า ขึ้นมาดำรงตำแหน่งโดยขาดความสง่างาม เพราะเป็นการแย่งซีน แย่งมือผู้สนับสนุนโดยอาศัยขั้วอำนาจและขั้วทหารเป็นผู้กำกับบท

แต่ เพราะความอึด เพราะความเชื่อมั่น ทำให้ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ ก็กัดฟันเป็นนายกฯจนขีดความเชื่อมั่นพุ่งสูงขึ้นชนิดที่ พร้อมจะเป็นนายกฯต่อสมัยที่ 2 อีกสมัยด้วยซ้ำ

แต่อย่าคิดว่านาย อภิสิทธิ์ ไม่มีแรงกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้ โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ดูเหมือนสารพัดเรื่องราวเกิดขึ้นราวกับเห็ดหน้าฝน ถาโถมเข้ามาทั้งศึกนอกศึกใน รวมแม้กระทั่งภัยธรรมชาติ

น้ำท่วมหนักสาหัสขนาดนี้ แต่เพราะการเมืองมะรุมมะตุ้ม นายอภิสิทธิ์จึงยังไม่ปลอดโปร่งพอที่จะไปให้กำลังใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม...

เพราะ ลำพัง 2 เรื่องใหญ่ คือเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลที่ชื่อ พรรคภูมิใจไทย กับเรื่องปัญหาภายในคือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เวลานี้ก็แทบจะไม่มีเวลาปลอดโปร่งแล้ว

เพราะกรณีพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นซีอีโอใหญ่ นั้นเป็นที่จับตามองของสังคมมาโดยตลอด และพลอยทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามตามมาถึงพรรคประชาธิปัตย์ไปด้วย

เป็น พรรคที่มีโครงการเยอะ และแทบทุกโครงการมีเรื่องฉาวโฉ่บ้าง อื้ออึงบ้างมาโดยตลอด แม้แต่กระทั่งการจะตั้งปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็ยังกลายเป็นปัญหาขึ้นมาอีก เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ชี้มูลว่ากรณีเช่าระบบคอมพิวเตอร์กระทรวง มหาดไทยวงเงิน 3.49 พันล้านบาทส่อทุจริต

และระบุว่านายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการปกครอง ว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้อง

จึงได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ดำเนินการต่อ

กระเทือนพรรคภูมิใจไทยที่ส่งนายมงคลเข้าประกวดโดยตรง

แม้ ว่าสุดท้ายแล้วนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะสั่งการให้กระทรวงมีการเจรจายกเลิกสัญญากับบริษัทคู่สัญญาให้เช่าระบบ คอมพิวเตอร์จัดทำบัตรประจำตัวประชาชน โดยได้แจ้งให้บริษัทได้รับทราบแล้ว และจะเชิญบริษัทมาปรึกษาในวันนี้ ( 18 ตุลาคม) เวลา 14.00 น.

รวม ทั้งนายมงคล ก็ออกมาประกาศแล้วว่าไม่มีความทะเยอทะยาน จุดสูงสุดของชีวิตแค่ได้เป็นปลัดอำเภอ นายอำเภอ ก็มากพอแล้ว และไม่ได้ยึดติดตำแหน่ง

ดังนั้นแม้มีมติครม.แต่งตั้งตนเป็นปลัด กระทรวงไปแล้ว แต่ก็ได้ทำหนังสือแจ้งให้รัฐมนตรีว่าการรับทราบ ว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย

เท่ากับรัฐบาลนี้กำลังสร้าง รูปแบบในการที่ข้าราชการสามารถขอไม่รับ ตำแหน่งที่ ครม. มีการแต่งตั้งได้ เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ... ต่อไปหากมีครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 ก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ระบบราชการไทยก็คงเละ หากผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถที่จะขอปฏิเสธไม่รับตำแหน่งได้แบบนี้

และ แม้ว่านายมงคลจะพยายามถอดสลักด้วยการไม่รับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่ดูเหมือนแรงเหวี่ยงยังคงพุ่งใส่นายชวรัตน์ ว่าสมควรแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น

น.พ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน ถึงกับออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการปรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยออกจากตำแหน่งทันที

โดยให้เหตุผลว่า มาจาก 2 เหตุการณ์ที่ชัดเจน ซึ่งท้าทายกฎเหล็ก 9ข้อของนายกรัฐมนตรี คือ 1.กรณีที่ป.ป.ช.สรุปแจ้งข้อกล่าวหาทุจริตสอบนายอำเภอ และ2 กรณีดีเอสไอส่งเรื่องทุจริตเช่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งอย่างน้อยได้แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับ ดูแลกระทรวงนี้ ไร้ซึ่งประสิทธิภาพปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นในกระทรวง มิหนำซ้ำคำให้การของข้าราชการยังพาดพิงไปถึงผู้มีอำนาจในกระทรวงว่าเป็นผู้ สั่งการ จึงเป็นใบเสร็จที่ชัดเจนแล้วนี่คือใบเสร็จไม่ต้องรอให้ศาลตัดสิน

น.พ.ภูมินทร์ ระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีในกระทรวงมหาดไทย เป็นใบเสร็จที่ยืนยันการตัดสินใจของพรรคเพื่อแผ่นดินที่ยกมือไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย

งานนี้พรรคภูมิใจไทยอ่วม จนทำให้เกิดอาการกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพิเศษ ว่าดูเหมือนจะเล่นบทพระเอกแล้วโยนบทผู้ร้ายให้แต่พรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว

ทำไมไม่ตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์กันบ้าง???

แถมเปรยด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า แบบนี้จะอยู่กันยืดได้อย่างไร

ใคร จะเชื่อว่างานนี้เจอ นายอภิสิทธิ์ สวนเปรี้ยงตรงๆว่า ทุกคนมีหน้าที่ตรวจสอบ และทุกพรรคการเมืองมีหน้าที่ตรวจสอบเช่นกัน ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีหน้าที่ตรวจสอบทุกพรรครวมทั้งพรรคตัวเองด้วย ฉะนั้นจึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไร

“ถ้าเข้ามาเป็นพรรคร่วมแล้วอึดอัดอย่าง นั้นอย่างนี้ ผมก็ฝากไปบอกด้วยว่า ถ้าอึดอัด ให้บอกมาเป็นทางการ จะปรับออกให้ อึดอัดไม่ต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าจะอยู่ด้วยกันต้องทำตามกติการ่วมกันตามกฎเหล็ก 9 ข้อ ชอบมีอยู่เรื่อยๆว่า พรรคประชาธิปัตย์ไปกลั่นแกล้ง ไม่มี ถ้าคิดว่ามีขอให้บอกมา จะได้ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นาย อภิสิทธิ์ย้ำซ้ำถึง 2 ครั้งว่า จริงแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไรกับใคร แต่ขอบอกว่า ถ้าคนที่ชอบเป็นแหล่งข่าวบอกว่า อึดอัด ก็ให้บอกมาเป็นทางการ จะได้แก้ปัญหา ไม่ต้องอึดอัดกันต่อไป ก็แค่นั้น

“ถ้าคนไม่อยากอยู่ก็ไม่บังคับให้อยู่ ไม่มีปัญหา”

เล่น กันตรงๆแรงๆแบบนี้ จึงไม่แปลกที่พรรคภูมิใจไทยจะหารือกันเครียด และออกมาทำนองว่านายเนวินให้อดทน ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์เล่นบทพระเอกไป

ชะ รอยนายเนวินอ่านจะอ่านขาดว่า ช่วงนี้นายอภิสิทธิ์ คงมีแรงกดดันหนักเรื่องคดียุบพรรค เพราะคดีงวดเข้ามาทุกที แถมยังปรากฏคลิปออกมาให้สังคมตั้งประเด็นสงสัยกันอย่างหนักว่า ถ้าจะว่ามีการจัดฉาก แล้วคนของประชาธิปัตย์เข้าไปทำไม

เพราะตาม มารยาทของนักกฎหมายย่อมรู้ดีว่า การพบปะระหว่างคณะผู้พิจารณาคดี กับจำเลยในคดีนั้น ถือเป็นเรื่องที่ล่อแหลมอย่างมาก เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ ยิ่งเป็นการพบปะในลักษณะที่เป็นการเฉพาะเช่นนี้

ภาษา พระก็ต้องบอกว่า การพบปะกับบุคลลที่ไม่พึงพบปะ 2 ต่อ 2 ในที่ลับหูลับตา ถือเป็น “โลกะวัชชะ” เป็นสิ่งที่พึงติเตียน ถือว่าต้องอาบัติ

ฉะนั้น แน่นอนว่า เจอคลิปแบบนี้ออกมาในช่วงเวลาสำคัญ แม้จะออกมาแถลงว่าถูกหลอก แต่ประชาชนก็คิดกันได้สารพัดมุม ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าอย่างไรพรรคประชาธิปัตย์ก็เหนื่อย

ก็ขนาดนางสด ศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ซึ่งไปมีชื่ออยู่ในคลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์ ยังพลอยเหนื่อยไปด้วย โดยยืนยันว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ กกต. ก็ได้ให้สัมภาษณ์มาโดยตลอด ว่าเริ่มต้นเป็นมาอย่างไร

ดังนั้นหากศาล จะออกหมายเรียก ก็คงจะต้องไปเบิกความต่อศาล เกี่ยวกับขั้นตอนการลงคะแนนเสียงยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยเรื่องดังกล่าวมีหลักฐานข้อเท็จจริงอยู่แล้ว และถือว่าไม่ได้ปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานของ กกต. แต่อย่างใด

ซึ่งทั้งหมดได้ทำรายงานการประชุมไว้อย่างชัดเจน

ส่วน กรณีที่จะมีการเชิญ กกต.ทั้ง 5 คนมา ให้การต่อศาลหรือไม่นั้น นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่ที่ศาลว่าจะเรียกทั้งหมดไปให้การหรือไม่ แต่หากศาลออกหมายเรียก คงต้องทำไปตามกระบวนการ หากไม่ไปคงจะเป็นการขัดต่อศาล

อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า กกต.มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนอยู่แล้ว

นอก จากนี้ กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ยังกล่าวถึงคลิปดังกล่าวจะมีผลต่อคดียุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ว่า การพิจารณาวินิจฉัยของศาล และ กกต. นั้นจะต้องให้คำตอบกับประชาชนได้

ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไร ศาลก็คงต้องชี้แจงถึงเหตุผลได้เช่นกัน

งานนี้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เหนื่อยได้อย่างไร

ฉะนั้นหากช่วงนี้นายอภิสิทธิ์ และคนในพรรคจะเครียดเป็นพิเศษ พรรคภูมิใจไทย นายเนวิน และนายชวรัตน์ ก็ควรจะต้องเข้าใจ

และควรจะต้องทำใจ!!

ตามไปดูร้าน "The Foodie" จุดนัดพบในคลิปลับ

ที่มา มติชน






บรรยากาศภายในร้านชั้น 1





ผู้ สื่อข่าวได้เดินทางไปสำรวจร้านอาหาร The Foodie ปากซอยหมู่บ้านปูนซิเมนต์ไทย ติดกับธนาคารออมสินสาขาประชาชื่น เป็นร้านอาหารไทย-ฝรั่ง ภายในร้านตกแต่งสวยงามเป็นอาคาร 2 ชั้น ซึ่งบริเวณชั้น 2 ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานที่ในคลิปวิดีโอที่นายนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พูดคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่ศาลคนหนึ่งที่พรรคเพื่อไทย (พท.) อ้างว่านัดพบกันเพื่อล็อบบี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์

จาก การสำรวจพบว่าบริเวณชั้น 2 เปิดให้บริการเป็นห้องจัดเลี้ยง 25-30 คน มีบันไดขึ้นทางด้านข้างเปิดเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับลูกค้าวีไอพีและต้องการ ความสงบขึ้นไปรับประทานอาหารด้านบนซึ่งขณะนี้ปิดให้บริการโดยพนักงานชี้แจง ว่าหลังคารั่วจึงมีการปิดปรับปรุง สำหรับชั้น 1 ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ

บรรยากาศ ภายในร้านอาหาร The Foodie ตกแต่งอย่างหรูหราภายในมีพนักงานคอยให้บริการ 5-6 คน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมมารับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็น เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. มีเมนู อาทิ พริกขิงประดุกฟู ยำดอกขจร พะโล้ไข่เค็ม ก๋วยเตี๋ยวห่อซัวเถา ฯลฯ รสชาติอาหารนับว่าได้รับความนิยมชมชอบจากนักชิมชื่อดังหลายสำนัก แนะนำลงในคอลัมน์อาหารทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสารและหนังสือ โดยชูรสชาติความอร่อยของอาหาร

ร้าน The Foodie มีด้วยกัน 2 สาขา คือ ประชาชื่นและสีลม ร้านที่ประชาชื่นจะมีขนาดเล็กกว่าที่สีลมที่จะรับลูกค้าได้มากกว่า โดยชื่อเสียงของร้านได้รับยกย่องว่าเป็นสไตล์ชาววังราคาไม่ถูกไม่แพง โดย ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ หรือหม่อมอิ๊งค์ เจ้าของคอลัมน์ปิ่นโตเถาเล็ก แนะนำ ข้าวแช่..ชุดเบ้อเริ่มสนนราคาเพียง 230 บาท ข้าวแช่โรยดอกชมนาดจึงมีกลิ่นหอมเย็นชื่นใจ กับข้าวแช่ประกอบไปด้วย ลูกกะปิทอดหนึบหอมอร่อย หัวไชโป๊ผัดไข่ที่ผัดกับน้ำตาลจนเหนียวหนึบถูกใจข้าพเจ้า พริกหยวกยัดไส้เม็ดโต ตัวไส้มีรสหวานนิดๆ หอมทอดลูกเล็กๆน่ารักน่ากิน และหมูฝอย อีกทั้งยังมีกับข้าวโบราณคือปลาแห้งแตงโมในชุดข้าวแช่ด้วย

ของอร่อย อื่นๆมี เนื้อย่างจิ้มแจ่ว..ที่นุ่มแสนนุ่ม ใช้เนื้อส่วนโหนกวัวที่เรียกว่า ฮัม มาหมักกับรากผักชี กระเทียม พริกไทย น้ำมันหอย ซีอิ๊วและน้ำตาลอีกนิดหน่อยจนมีรสมีชาติ เข้ากันดีกับน้ำจิ้มแจ่ว ใครกินเนื้อได้อย่าลืมสั่ง

ย้อนมาที่ของกินเล่นถ้าชอบเข้มข้น ไทยปนฝรั่งต้องชิม ปอเปี๊ยะไส้แฮมชีส...และไส้ผักโขม จานนี้อร่อยได้ทั้งครอบครัว หรือจะลองหมี่กรอบตำรับไทยแท้ใส่ส้มซ่าหนึบๆอีกเช่นกันแต่ไม่เหนียวเคี้ยว แล้วกรอบๆ อย่าลืมบีบมะนาวด้วยถึงจะครบสูตร ตบท้ายด้วยของหวาน คือ ลูกชิดดอกอัญชันราดวิปปิ้งครีม นอกนั้นยังมีลูกตาลเชื่อม เคร้ปกับไอศกรีม มะยงชิดลอยแก้ว กล้วยบวดชี ไปชิมแต่ขนมอย่างเดียวยังได้เลย แถมยังมีไอศกรีมสารพัดรสของฮาเกนด้าสและเอเต้

ด้วย อาหารที่มีรสชาติดีและบรรยากาศ ร้านอาหารที่ดูดีมีสไตล์และมีมุมส่วนตัว ร้านค่อนข้างเงียบแบบผู้ดีรับประทานจึงสามารถใช้เป็นสถานที่สนทนาได้สบายไม่ ต้องตะโกนแข่งกับเสียงช้อน ส้อมกระทบจานให้ระเคืองหู ตรงกับรสนิยมการบริโภคของนักการเมืองจึงมีนักการเมืองแวะมารับประทานอาหารใน ร้าน The Foodie กันเป็นประจำ

"จตุพร"ชี้ไล่"พสิษฐ์"ออกเรื่องก็ไม่จบ ยกย่องมือถ่ายคลิปเป็น"วีรบุรุษ" ปูดอีก 3ตุลาการร่วมโกงข้อสอบ จนท.

ที่มา มติชน

“จตุ พร” จี้ “วิรัช” แจงใครเป็นคนนัดหมายดีลคดียุบพรรค ยก “มือถ่ายคลิป” เป็นวีรบุรุษของประชาชน ปูดอีก 3 ตุลาการโกงข้อสอบหวังดันคนของตัวเองนั่ง จนท.ศาลรธน. “พร้อมพงศ์” เผยเพื่อไทยเตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “วิรัช” 20 ต.ค.นี้

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง แถลงข่าวถึงกรณีการเผยแพร่คลิปลับ 5 คลิป ที่เป็นสนทนาระหว่างนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์กับนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ถ้าคิดว่าเลขาฯศาลได้ขุดบ่อล่อปลาเอาไว้นายวิรัชต้องพูดความจริงว่าใครเป็น คนนัด หากนายวิรัชมีความสุจริตใจใครจะขุดบ่อล่อปลาอย่างไรก็ไม่มีความหมาย เปรียบเสมือนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือป.ป.ส. ไปล่อซื้อยาเสพติด ซึ่งไม่มีใครประนามเจ้าหน้าที่ป.ป.ส.ที่ไปขุดบ่อล่อปลา ดังนั้นนายวิรัชที่มีพฤติกรรมวัวสันหลังหวะก็ไม่ควรที่จะไปให้ร้ายคนอื่น เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างนายวิรัช กับนักธุรกิจที่ใกล้ชิดคนหนึ่ง ซึ่งนอกจากเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร์แล้วคนที่รู้จักพรรค ประชาธิปัตย์รู้ดีว่านายคนนี้มีหน้าที่อย่างไรดูชื่อก็รู้ว่านาย วรวุฒิ นวโภคิน ไม่ธรรมดาความไม่ธรรมดาของนายวรวุฒินั้นเป็นเรื่องที่นายวิรัชต้องอธิบาย ความ


“ก่อนหน้านี้มีการ นัดเพื่อส่งเอกสารคดียุบ พรรคมาแล้ว พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีอภิสิทธิ์ชน มีการจัดตั้งรัฐบาลทั้งที่แพ้การเลือกตั้งถูกกลุ่มอำมาตย์อุ้มขึ้นมาเป็น นายกฯ เมื่อพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบในศาลรัฐธรรมนูญมีการอุ้มช่วย ไม่แปลกใจหรือสิ่งที่นายวิรัชคุยกับเลขาฯศาล เนื้อหาดันไปตรงกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคุยกัน พรรคเพื่อไทยจะไปชี้ได้หรือว่าใครจะคุยกันอย่างไร และอย่าไปโทษว่าใครเป็นคนถ่ายเพราะหากตัวเองไม่ทำใครเขาจะไปถ่ายได้ล่ะ คนที่บันทึกภาพถือเป็นวีรบุรุษของประชาชนที่รักความยุติธรรม” นายจตุพรกล่าว


นาย จตุพร กล่าวว่า มีความพยายามที่จะผลักดันให้นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ขึ้นศาล แต่นายอภิชาติไม่ไป คนที่พูดเป็นศาลได้อย่างไรว่าให้สื่อไปถามจากปากนายอภิชาติว่าจะขึ้นศาลหรือ ไม่ วิธีการสามานย์แบบนี้คิดได้อย่างไร ที่จะเอาประธานกกต.มาว่าข้อกฎหมาย ทั้งที่นายอภิชาติได้ทำคำให้การเป็นรายลักษณ์อักษรเสนอให้มีการยุบพรรคและ ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี เจตนาขอศาลรัฐธรรมนูญตรงนี้คิดเป็นอื่นใดไม่ได้เลย


นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อครั้งที่ยุบพรรคพลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมา ที่ไต่สวนพยานนัดสุดท้ายและช่วงบ่ายตุลาการรัฐธรรมนูญก็ตัดสินยุบพรรคทั้งที แต่ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ถึงไม่ได้รับโอกาสเดียวกับพรรคที่ถูกยุบไปก่อนหน้า นี้


นายจตุพร กล่าวว่า ตน เป็นคนหนึ่งที่ถูก ตุลาการเรียกว่ามันทุกคำ และยังมีการพาดพิงถึงนางสดศรี สัตยธรรม กกต. คนที่เป็นถึงตุลาการไปพูดถึงนางสดศรีอย่างนั้นได้อย่างไร วันนี้แม้ว่าจะมีการปลดเลขาฯประธานศาลรัฐธรรมนูญออกไปก็ไม่จบ เพราะตนจะเปิดเผยอีก 1 ประเด็นโดยขอเรียกร้องให้นายชัช ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีที่มีการโกงข้อสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐ ธรรมนูญ โดยตุลาการไม่น้อยกว่า 3 คนร่วมกันโกงข้อสอบด้วยซึ่งหวังให้คนของตัวเองสอบผ่าน


“นาย ชัช กรุณาตอบเรื่องนี้และตั้งกรรมการสอบให้ชัดเจน ผมรู้กระทั่งไปร่วมกระทำกันโดยไม่อายฟ้าอายดิน เอาข้อสอบออกมาให้คนของตัวเองได้อ่านก่อน เลวยิ่งกว่าสอบโรงเรียนนายอำเภอเสียอีก ตุลาการรัฐธรรมนูญมีพฤติกรรมชั่วช้าอย่างนี้ได้อย่างไร วันนี้สถานะของศาลรัฐธรรมนูญย่อยยับ ฉะนั้นผมเองไม่ได้แคร์ว่าจะยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ แต่จะเป็นเรื่องที่ท้าทายสังคม ตุลาการรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคของประเทศ สังคมควรสังฆยานาโดยเฉพาะวาระกำดำรงตำแหน่งถึง 9 ปี ซึ่งเมื่อไปดูประวัติของแต่ละคนก็ไม่ได้งดงามอะไร บางคนโกงแม้กระทั่งไปที่ดินของเพื่อนผู้พิพากษาด้วยกัน”นายจตุพรกล่าว


ผู้ สื่อข่าวถามว่ามีหลักฐานหรือไม่ว่าการโกงข้อสอบดำเนินการอย่างไร นายจตุพร กล่าวว่า บอกใบ้ว่าตุลาการที่มีส่วนร่วมนั้นเป็นคนที่มีเสียงอยู่ในคลิป ซึ่งไปเจรจากันในบางจุดที่นายชัชจะต้องตกใจว่าเวลาส่งข้อสอบให้กันส่งอย่าง ไร


วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.45 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายเพื่อต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าจัดเป็นผู้จัดฉากถ่ายคลิปวิดีโอระหว่างนายวิรัชกับ นายนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคเพื่อไทยขอปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังตามที่นายวิรัชกล่าวหา ขณะนี้ส.ส. 7 สมัยกำลังปัดสวะและโยนบาปมาให้กับพรรคเพื่อไทยว่าเป็นผู้เขียนบทให้กับนาย พสิษฐ์ เพื่อทำลายสถาบันองคมนตรี ตุลาการ และพรรคประชาธิปัตย์ นี่เป็นการจับได้คาหนังคาเขาแล้วยังไม่ยอมรับ แถมยังโยนความผิดมาให้พรรคเพื่อไทย ตนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมนายวิรัชไม่แจ้งความดำเนินคดีหรือฟ้องร้องเลขานุการ ประธานศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นผู้จัดฉาก เพราะเรื่องนี้เป็นความเสียหายร้ายแรงกับพรรคประชาธิปัตย์และนายวิรัชเอง ดังนั้นเพื่อความกระจ่างพรรคเพื่อไทยจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับนายวิรัชในข้อ หาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่กองบังคับการปราบปราม ในเวลา 10.00 น.วันที่ 20 ตุลาคมนี้ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏว่าสิ่งที่นายวิรัชไปวิ่งเต้นนั้นความจริงเป็นอย่าง ไร


“เรื่องนี้นายวิรัชเป็นส.ส.7 สมัย ศิษย์ก้นกุฏินายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ใกล้ชิดกับผู้ใหญ่ในพรรคจนได้รับความไว้วางใจได้เป็นกรรมการบริหารพรรค และเป็นตัวแทนฝ่ายผู้ถูกร้องในการสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ สิ่งที่นายวิรัชทำเป็นกระบวนการวิ่งเต้นที่ต้องมีผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายรู้เห็น และนี่เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ดังนั้นนายวิรัชควรต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ เพราะขณะนี้นายวิรัชตกเป็นจำเลยสังคม” นายพร้อมพงศ์ กล่าว


ผู้ สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยได้คลิปวิดีโอดังกล่าวนี้มาอย่างไร นั้น นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ตนได้ข้อมูลคณะทำงานจากนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายเดียวกับนายวิรัช ซึ่งเชื่อว่ามีการหักกันเองระหว่างนักการเมืองที่อาจจะเห็นความไม่ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยไม่มีความสามารถที่จะถ่ายคลิปหรือจัดฉากเอง เพราะจากภาพที่เห็นเป็นการเดินทางไปพบกันเองของนายวิรัชและนายพสิษฐ์ อย่างไรก็ตามสำหรับกระแสข่าวว่าจะมีการเผยแพร่คลิปวิดิโอชุด2 ที่จะออกมานั้น ถ้ามีก็จะเป็นคลิปที่มาจากฝ่ายของนายวิรัชเอง

เป็นกลาง!?

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2545 จนถึงปัจจุบันมีอธิบดี 5 คน

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เป็นอธิบดีที่ถูกจับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

โดยเฉพาะเรื่องความเป็นกลาง

ในห้วงเวลาที่สังคมมีความแตกแยกแบ่งเป็น 2 ฝ่าย

กรมสอบสวนคดีพิเศษยิ่งต้องทำคดีด้วยความโปร่งใส จะเอียงเอนไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้เลย

แต่ทุกวันนี้นายธาริตแทบแยกไม่ออกจากรัฐบาล

ทำตัวราวเป็นศัตรูคนเสื้อแดง

คดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงตกเป็นผู้ต้องหา ได้รับความสนใจจากนายธาริตเป็นพิเศษ

แต่คดีความที่คนเสื้อแดงเป็นผู้เสียหาย หรือถูกกระทำ แทบไม่ได้รับการเหลียวแลจากนายธาริตเลย

ชัดๆ ก็คือคดีเข่นฆ่าประชาชน 91 ศพจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่คืบหน้าไปจากเมื่อ 4 เดือนก่อนเท่าไหร่

คดีกราดยิง 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม คดีสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและอิตาลี

ยังตอบไม่ได้เลยว่าใครเป็นคนกราดยิง?

ยังตอบไม่ได้ว่า พลซุ่มยิง หรือสไนเปอร์ เป็นใคร?

คดีความที่คนเสื้อแดงโดนยิงบาดเจ็บนับพันรายจากเหตุการณ์สลายม็อบแดงก็ยังค้างคาอยู่ หาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้

คดี ระเบิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ใช่ฝีมือฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เมื่อถูกโอนไปให้ดีเอสไอรับผิดชอบก็ดูเหมือนจะอึมครึมมืดมนไปหมด

ผิดกับการไล่ล่าเช็กบิลคนเสื้อแดงที่ดูว่าดีเอสไอทำงานคึกคักเป็นพิเศษ

ขวนขวายหาหลักฐานเช็กบิลคนเสื้อแดง

ล่า สุดยังปล่อยให้นายเมธี อมรวุฒิกุล พยานคดีก่อการร้ายที่อยู่ในโครงการคุ้มครองพยานของดีเอสไอ ใช้เวทีดีเอสไอแถลงชูหมัดชูกำปั้น ประกาศเล่นงานคนเสื้อแดง

และที่ยุ่งหนักเข้าไปใหญ่คือการทำงานล้ำเส้น

การเปิดประเด็น 39 นักฆ่าฝึกอาวุธที่เขมร เตรียมกลับเข้ามาก่อการร้ายในไทย

เรื่องแบบนี้เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษออกมาแถลงหรือ?

การกล่าวพาดพิงประเทศกัมพูชา โดยที่ไม่นำหลักฐานที่ชัดเจนมาอ้างอิง

เหมาะสมแล้วหรือ?

ในที่สุดก็เป็นเรื่อง เมื่อรัฐบาลกัมพูชาแถลงตอบโต้ทันควัน

ระบุ เจ้าหน้าที่ไทยใช้กลอุบายทางการเมืองที่มุ่งร้ายโยงกัมพูชาเข้าไปเกี่ยวพัน กับปัญหาภายในประเทศไทย และเรียกร้องให้ดีเอสไอยุติการใช้เกมสกปรกในการใช้หลักฐานที่ทำขึ้นหวังหัน เหความสนใจจากปัญหาทางการเมืองของไทยเอง

ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาที่กำลังกระเตื้องขึ้น

เลวร้ายลงไปทันที เพราะถ้อยแถลงของนายธาริตแท้ๆ

การ์ตูน เซีย 18/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_119668

การ์ตูน เซีย 18/10/53