WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 20, 2010

เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วไง

ที่มา Thai E-News



โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

ผล พวงของการชี้มูลทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอของ ปปช.และข่าวลือเรื่องการใช้เงินเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดผ่าน นักการเมืองที่กระหน่ำประโคมข่าวกันถี่ยิบในช่วงหลัง ทำให้กระแสการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเริ่มมีการหยิบ ยกขึ้นมาถกเถียงกันอีก

ด้วยเหตุที่ว่าไหนๆตอนนี้ตำแหน่งดังกล่าวก็ผูกพันกับการเมืองอยู่แล้ว เรามาเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกันเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ

แต่ก่อนที่จะไปถึงข้อสรุปว่า ควรหรือไม่ควร เรามาดูนานาอารยประเทศทั้งหลายว่ามีรูปแบบการปกครองกันอย่างไรบ้าง

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส เป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State) วิวัฒนาการของการปกครองประเทศมีการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่รัฐบาล หรือส่วนกลางมาอย่างยาวนาน ซึ่งเน้นหลักการรวมอำนาจและเอกภาพแห่งรัฐโดยถือว่ารัฐบาลมีอำนาจเต็มในการ ปกครองและบริหารประเทศ

ส่วนการปกครองและการบริหารท้องถิ่นเกิดจาก การกระจายอำนาจของรัฐบาล โดยรัฐบาลมอบอำนาจบางประการให้แก่ท้องถิ่น ดังนั้น ท้องถิ่นจะมีอำนาจในการปกครองตนเอง และมีความเป็นอิสระมากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก ซึ่งประเทศไทยเราได้ลอกเลียนแบบการปกครองของฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน

แต่ไทยเราแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงดังเช่นของฝรั่งเศสที่เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว

การ เปลี่ยนแปลงที่สำคัญของฝรั่งเศส อยู่ที่การออกกฎหมายว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของเทศบาล จังหวัดและภาค 2 มีนาคม ค.ศ. 1982 (The Law on the Rights and Liberties of Communes, Departments and Regions 2 march 1982) ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีฟรังชัวส์ มิตเตอร็องด์ (Francois Mitterrand)

การออกกฎหมายฉบับนี้นำมาสู่การออกกฎหมายอื่น ๆ ตามมาอีกหลายฉบับ เพื่อให้การปรับปรุงการปกครองท้องถิ่นมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

เดิม จังหวัดจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกหลังการปฏิวัติฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1789 ในฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลาง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลกลาง เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด

จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1830 จังหวัดได้กลายเป็นองค์กรปกครองที่มี 2 สถานะ คือ สถานะหนึ่งเป็นตัวแทนจากรัฐบาลกลาง โดยเป็นส่วนราชการในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และอีกสถานะหนึ่งเป็นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยผู้บริหารยังคงมาจาก การแต่งตั้งจากส่วนกลาง

ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการกระจายอำนาจครั้ง ใหญ่ในช่วงทศวรรษ ปี 1980 โดยเฉพาะเมื่อมีการออกกฎหมายว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของเทศบาล จังหวัดและภาค เมื่อ 2 มีนาคม ค.ศ. 1982 จังหวัดเปลี่ยนสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมได้กลายเป็น“ผู้ตรวจการแห่งสาธารณรัฐ” (Commissioner of the Republic) อำนาจหน้าที่ซึ่งแต่เดิมเป็นของผู้ว่าราชการจังหวัดถูกถ่ายโอนไปเป็นของ ประธานสภาจังหวัดซึ่งเป็นตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหาร

สมาชิกสภา จังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีจำนวนตั้งแต่ 14 คน จนถึง 76 คน ขึ้นอยู่กับจำนวน “กังต็อง” หรือเขตเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดว่าจะมีจำนวนเท่าใด

โดยแต่ละกังต็อง มีสิทธิเลือกสมาชิกสภาจังหวัดได้ 1 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 6 ปี จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดใหม่จำนวนกึ่งหนึ่งของสภา

สภาชิ กสภาจังหวัดจะคัดเลือกสมาชิกคนหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาจังหวัด และรองประธานสภาฯ อีก 4 – 10 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 3 ปี

โดย ประธานสภาฯ ยังดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารด้วยในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ สภาจังหวัดมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบกิจการต่าง ๆ ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของจังหวัด

ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชีย มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยว และปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีองค์พระจักรพรรดิทรงเป็นประมุข โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำในการบริหารประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย

ญี่ปุ่นจัดโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ส่วน คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น

การ บริหารราชการส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ค.ศ. 1947 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นโดยคณะผู้ยึดครองของสหรัฐฯ ที่เข้ามาจัดระเบียบทางการเมือง การบริหาร และระบบเศรษฐกิจ หลังจากญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้กับฝ่ายสัมพันธมิตร

กฎหมาย ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น จัดระดับชั้นการปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่นออกเป็น 2 ชั้น (Two-Teir System) คือ ระดับบน (Upper Tier) ได้แก่ จังหวัด (Prefecture) และ ระดับล่าง (Lower Tier) ได้แก่ เทศบาล (Municipal)

จึงมีผลทำให้จังหวัดมี พื้นที่ในการดำเนินงานครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลทั้งหมด ที่ขึ้นตรงต่อจังหวัด อย่างไรก็ตาม จังหวัดและเทศบาลมีสถานะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เท่าเทียมกัน ไม่ได้หมายความว่าเทศบาลเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ภายใต้สังกัด จังหวัด ดังนั้น จังหวัดจึงมีอำนาจเพียงให้คำแนะนำและแนวทางแก่เทศบาลเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจสั่งการเทศบาลได้

ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น มาจากการเลือกตั้ง โดยอำนาจหน้าที่ที่สำคัญก็คือบริหารงานของจังหวัดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เสนอร่างกฎหมายต่างๆเพื่อให้สภาจังหวัดพิจารณา เสนอร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้สภาจังหวัดอนุมัติและ บริหารงบประมาณตามที่ได้รับการอนุมัติอย่างมีประสิทธิภาพ จัดเก็บภาษี ค่าธรรมเนียม และค่าปรับต่างๆ(โดยมีหลักการว่าท้องถิ่นเก็บภาษีแล้วนำบางส่วนส่งส่วนกลาง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตรงกันข้ามกับของไทยที่ส่งส่วนกลางก่อนแล้วจึงแบ่งบางส่วนมาให้ท้อง ถิ่น) แต่งตั้งและปลดรองผู้ว่าราชการจังหวัด อำนาจในการยุบสภาจังหวัด

ที่สำคัญคืออำนาจหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนรัฐบาลกลาง เพื่อดำเนินกิจการบางอย่างแทนให้สำเร็จลุล่วงตามกฎระเบียบและแนวทางที่ รัฐบาลกลางวางไว้

เกาหลีใต้

ประเทศเกาหลี ใต้เป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเชีย มีรูปแบบของรัฐเป็นรัฐเดี่ยวเช่นเดียวกับไทย มีการแบ่งการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 2 ระดับ คือ รัฐบาลกลางในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น แต่ประเทศเกาหลีได้กลับทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเพื่อ เป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ

การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในเกาหลีใต้ เพิ่งจะมีการปฏิรูปกันอย่างจริงจังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยรัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้มีบทบัญญัติรองรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของ เกาหลีใต้แปรเปลี่ยนตามสถานการณ์ทางการเมืองในระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงสงครามเกาหลีทีทำให้การปกครองท้องถิ่นของเกาหลีใต้ต้องหยุด ชะงักลง หรือจะเป็นการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลเผด็จการของปัก จุง ฮี ก็ตาม

แต่ อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ก็มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ฉบับแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 (Local Autonomy Act in 1949) และได้มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้การการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและกฎหมายที่บังคับ ใช้อยู่ในปัจจุบันมีการแก้ไขปรับปรุงเมื่อปี ค.ศ. 1995 ซึ่งมีเนื้อหาสาระที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา

ซึ่งถือว่ามีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่นทุกระดับมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง

อังกฤษ

อังกฤษเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปยุโรป มีรูปแบบเป็นรัฐเดี่ยว (Unitary State) เช่นเดียวกับฝรั่งเศส แต่มีความแตกต่างจากฝรั่งเศส

ใน ขณะที่ฝรั่งเศสมีการจัดระบบบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 3 ระดับ คือ การบริหารราชการส่วนกลาง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น แต่อังกฤษจัดระบบบริหารราชการเพียง 2 ระดับเท่านั้น คือ การบริหารราชการส่วนกลาง และการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น โดยไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาค

จากที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นโดย มิได้กล่าวถึงสหรัฐอเมริกาซึ่งมีรูปแบบการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นที่หลาก หลายรูปแบบโดยไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาค แต่ว่าเป็นรูปแบบของรัฐรวม หรือสหรัฐ ซึ่งแตกต่างจากไทยเราซึ่งเป็นรัฐเดี่ยว

โดย ผมยกตัวอย่างเฉพาะที่เป็นรัฐเดี่ยวเช่นเดียวกับไทย เพราะเมื่อใดที่มีการยกประเด็นการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดขึ้นมา ก็จะถูกยกประเด็นการเป็นรัฐเดี่ยวและการมีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศขึ้น มาโต้แย้งอยู่เสมอ


และแน่นอนว่าผมมิได้ยก ตัวอย่างประเทศพม่า ลาว กัมพูชา หรือประเทศในแถบอาฟริกาที่ยังคงมีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคอยู่เช่นเดียว กับไทยอยู่แล้ว

ประเทศไทยถึงเวลาเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วหรือยัง

คำ ตอบของผมก็คือหากอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดของไทยเรา ยังเป็นเสมือนบุรุษไปรษณีย์ที่ไม่มีอำนาจและงบประมาณเป็นของตนเอง การตัดสินใจต่างๆ ล้วนแล้วแต่รวมศูนย์อำนาจอยู่แต่ในส่วนกลางคือตัวปัญหา

การ เลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยยังคงมีการบริหารราชการ ส่วนภูมิภาคจึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเพราะผลที่ได้มาภายหลังการเลือกตั้งก็ ยังคงเหมือนเดิม

การบริหาราชการส่วนภูมิภาคนั้นนอกจากจะเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาทางด้านการเมืองและการปกครองเพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่ไว้ วางใจประชาชนในท้องถิ่นแล้ว ยังทำให้เกิดความล่าช้าในการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะเป็นการเพิ่มขั้นตอน อีกทั้งยังก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อท้องถิ่น เพราะถูกบริหารจัดการจากเจ้าหน้าที่ที่มาจากที่อื่น ซึ่งไม่มีทางที่จะเข้าใจปัญหาของท้องถิ่นเท่ากับ คนท้องถิ่นเอง

ฉะนั้น การมีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคนั่นเองที่เป็นตัวปัญหาใหญ่ในปัจจุบัน การยกเลิกเสียซึ่งการบริหารราชส่วนภูมิภาคต่างหากคือคำตอบที่ถูกต้อง ไม่ว่าตำแหน่งหัวหน้าผู้บริหารราชการส่วนท้องถิ่นจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตาม

----------------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 19 ตุลาคม 2553

Tuesday, October 19, 2010

คนเสื้อแดง

ที่มา บางกอกทูเดย์

เป็นปรากฏการณ์นั้น...แน่นอน

“คนเสื้อแดง” ที่ยังหล่อหลอมรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน...และแยกย้ายกันรวมตัวกัน...ไปในส่วนต่างๆ ของประเทศไทย...

เขาเหล่านั้น...มากมายไปด้วย ผู้คนหลากสีหลายเพศ...หลั่งไหลกันมาจากทุกทิศทุกทาง...บรรจบกันในแต่ละจุดนัด

พฤติกรรมใหม่...อุบัติการณ์ใหม่

นึกไม่ได้ว่าเริ่มต้นกันเมื่อไหร่...แต่ไร้วันสิ้นสุด

ไม่มีกำหนดการ...มีแต่กิจการ...

ถูกกฎหมาย...แต่ไม่อ่อนข้อ...รับฟังแต่ไม่อ่อนน้อม

ต่ำต้อยในการต่อสู้...แต่ต่อเนื่องยาวนาน...รู้แต่ว่าจะต้องต่อสู้ ต่อสู้โดยไม่รู้ว่าจะชนะเมื่อไหร่...ชนะอย่างไร...

ยอมตายยอมเจ็บยอมถูกจับกุมคุมขัง...เพียงเพื่อยังการต่อสู้นั้นให้คงอยู่...จากชีวิตถึงชีวิต...จากโลหิตสู่โลหิต...

เพียงความอบอุ่นเมื่อได้พบกัน...เพียงรับรู้ในสัมผัสเดียวกัน เพียงเพื่อเป็นครอบครัวเดียวกัน...ครอบครัวสีแดง...

เพียงเพื่อ...ถ่ายเทความมีที่มีอยู่...ลงไปสู่ผู้ร่วมสู้ที่ขาดแคลน...เพียงตาประสานตา...ก็เข้าใจโดยวาจามิต้องเอื้อนเอ่ย...

เพียงแยกกองแห่งความรักเข้ามาก่ายกัน...และส่งออกความเกลียดชังร่วมกัน... ออกเป็นพลังแห่งสี...สีแห่งความรักสำหรับผู้ที่ต้องรักและสีแห่งความชัง... ไปยังผู้ถูกชิงชัง...

นั่นคือครอบครัวครอบครัวหนึ่ง...เป็นครอบครัวใหญ่...และใหญ่กว่าทุกๆ ครอบครัวใดๆ ในโลก...

นั่นคือความสมัครสมานของเรือนร่างและเรือนใจ...ที่ควบแน่นรวมตัวเข้าหา กัน...รอวันที่จะเป็นพลังยิ่งใหญ่...ดุจกระแสน้ำ ดุจกระแสลม...ที่จะถาโถมเข้าจู่โจมทำลาย...ผนังทองแดงกำแพงเหล็กอาจจะต้าน ทานไว้ได้...แต่ก็เพียงชั่วขณะหนึ่ง...แล้วก็จะทานทนไม่ไหว...

ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง...แต่เพื่อความเป็นคนของคนทุกๆ คน

ปฏิรูป

ที่มา มติชน

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



"ปฏิรูป" มีความหมายคลุมเครือเมื่อนำมาสู่การปฏิบัติ และมักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อรวบอำนาจจากกลุ่มอื่น หรือเพื่อจรรโลงอำนาจของกลุ่มตนให้สถิตสถาพร มากกว่านำความเปลี่ยนแปลงใดๆ มาสู่โครงสร้างอำนาจซึ่งตนได้เปรียบ

ความไร้ประสิทธิภาพของระบบต่างๆ ในประเทศไทยนั้น เห็นได้ชัดมานานหลายสิบปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบราชการ, ระบบตลาด, ระบบทหาร, ระบบตำรวจ, ระบบการศึกษา, ระบบเกษตร, ระบบสินเชื่อ, ระบบอุตสาหกรรม ฯลฯ ฉะนั้น จึงมีคนหลายฝ่ายที่พยายามอย่างจริงใจหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ผลักดันการแก้ไขปรับปรุงระบบต่างๆ ของไทยสืบมา เช่นให้รัฐเข้าไปแทรกแซงตลาดการเกษตร ด้วยวิธีต่างๆ นับตั้งแต่ประกันราคาพืชผลไปจนถึงสร้างไซโล หรือออกโฉนดทะเล เพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการด้วยการบริหารแบบซีอีโอ และฟาสต์แทร็ค ฯลฯ เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วมักไม่บังเกิดผลอะไร ที่เปลี่ยนไปคือรูปแบบภายนอกเท่านั้น

บรรยากาศความล้มเหลวสืบเนื่องมานานเช่นนี้เอง ที่ทำให้สังคมไทยโหยหา "คนดี-คนเก่ง" มาบริหารบ้านเมือง มาตรฐานทางศีลธรรมที่ฉาบฉวย กลายเป็นมาตรฐานสำหรับการมีอำนาจ และหากสามารถทำให้สังคมเชื่อได้ว่าเป็น "คนดี-คนเก่ง" แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจแต่อย่างไร

อันที่จริงคุณทักษิณ ชินวัตร ก็ตอบสนองต่อความโหยหาเช่นนี้ของสังคมไทย อ้างว่าเพราะรวยล้นฟ้าอยู่แล้ว จึงไม่ต้องโกง นำประสิทธิภาพที่เป็นรูปธรรมมาสู่ระบบต่างๆ ที่ล้มเหลวของไทย ไม่ว่าจะเป็นการปราบยาเสพติด, การจัดการกับการกระด้างกระเดื่องของพลเมืองในภาคใต้, การคุมระบบราชการ, ทหาร, ตำรวจ ฯลฯ อย่างเด็ดขาดในนามของประสิทธิภาพ, การใช้รัฐเข้าไปแก้ปัญหาความล้มเหลวของระบบอื่นๆ ในสังคม นับตั้งแต่ระบบทุน, ระบบสินเชื่อ, ระบบตลาด ฯลฯ

คนจำนวนหนึ่งในสังคมไทยจึงเชื่อว่าการรัฐประหารใน พ.ศ.2549 เป็นการใช้อำนาจดิบทำลาย "คนดี-คนเก่ง" ซึ่งกำลังจะ "ปฏิรูป" ประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้า

ใน ขณะเดียวกัน กลุ่มที่ต่อต้านทักษิณก็ใช้อุดมการณ์เดียวกัน เพียงแต่กลับด้านคือพิสูจน์ว่าคุณทักษิณไม่ใช่ "คนดี-คนเก่ง" ตามอุดมคติ ในขณะที่ "คนดี-คนเก่ง" ซ่อนตัวอยู่ในโครงสร้างอำนาจเก่า เพราะถูกระบบเลือกตั้งกีดกันออกไป จึงต้องดึงเอาคนเหล่านี้กลับสู่อำนาจ ร่วมกับ "คนดี-คนเก่ง" ซึ่งอยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของม็อบต่อต้านทักษิณ ก็จะนำประเทศไทย "ปฏิรูป" ไปสู่ความเจริญและความมั่นคง ภายใต้อุดมคติของระบอบเดิม ("ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข")

"ปฏิรูป" ภายใต้การนำของ "คนดี-คนเก่ง" จึงไม่เคยนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรที่กระทบถึงประชาชนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ดี-เก่งจริงเท่านั้น แม้แต่สมมุติให้ดี-เก่งจริง ก็ไม่อาจนำประเทศไทยไปสู่การ "ปฏิรูป" ได้ เพราะต้องจำนนต่อโครงสร้างอำนาจซึ่งมีผู้ได้เปรียบอยู่ในนั้นจำนวนไม่น้อย หรือมิฉะนั้นก็อาจถูกใช้กำลังเข้ายึดอำนาจขับไล่ออกไป

การปรับปรุง ไม่ว่าจะทำด้วยเจตนาดีเพียงไร จึงไม่ใช่ "ปฏิรูป" เพราะไม่ได้เปลี่ยน "รูป" หรือ form แต่อย่างใด

การ "ปฏิรูป" จึงต้องเริ่มจากการมองหาข้อบกพร่องใน "รูป" หรือระบบ ซึ่งทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตฉ้อฉล และความไม่เป็นธรรมต่างๆ แล้วแก้ไขตัวระบบ (ซึ่งบางส่วนอาจกระทบไปถึงตัวระบอบบ้าง) จุดมุ่งหมายของการ "ปฏิรูป" น่าจะเป็นการสร้างระบบใหม่ ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ไม่ใช่เพราะมี "คนดี-คนเก่ง" เข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่เพราะมีเงื่อนไขต่างๆ ที่บังคับให้คนธรรมดามีโอกาสทุจริตฉ้อฉลได้น้อยที่สุด ภายใต้ระบบนั้น คนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม มีทางต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตนได้โดยสะดวก กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทุกฝ่ายมีอำนาจต่อรองทางการเมือง, เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้นโยบายสาธารณะที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเปิดให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมมาตั้งแต่เริ่มวางนโยบาย

ระบบ ใหม่ดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นได้ ก็โดยการจัดความสัมพันธ์ขึ้นใหม่ ความสัมพันธ์ภายในตัวระบบนั้นๆ และความสัมพันธ์ระหว่างตัวระบบกับส่วนอื่นๆ ของสังคม

ความสัมพันธ์ที่จะต้องจัดขึ้นใหม่นี้คือความสัมพันธ์ด้านใด?

สรุป ลงที่หัวใจสำคัญคือความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ภายใน หรือความสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นระหว่างหน่วยราชการกับหน่วยอื่นและสังคมโดยรวม, ระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค, ทุนกับแรงงาน, ทุนกับรัฐ, ทหารกับพลเรือน, ตำรวจกับประชาชน, สื่อกับผู้บริโภคสื่อ, พระกับฆราวาส, หญิงกับชาย ฯลฯ จำเป็นต้องปรับให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจมีลักษณะที่ถ่วงดุลกัน และตรวจสอบกันได้ ถูกทัดทานได้ และคานกันได้อยู่ตลอดเวลา

วิธีที่จะจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของระบบต่างๆ ในสังคมกันใหม่นั้นทำได้อย่างไร มีทางเลือกอยู่สามทาง

1/ผ่านรัฐธรรมนูญ ดังเช่นที่เราเคยทำในช่วงปลายทศวรรษ 2530 แต่กาลก็พิสูจน์ให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในสังคมด้วยการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่นั้นไม่ เพียงพอ นอกจากไม่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนที่แท้จริงแล้ว ยังเกิดปฏิกิริยาผกผัน กล่าวคือ นำไปสู่การดิ้นรนกลับไปหาความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมหนักข้อขึ้นไปอีก

ผู้นำ "การปฏิรูปการเมือง" ครั้งนั้น ไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดที่มองไม่เห็นว่า ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคมหนึ่งๆ ย่อมมีความสลับซับซ้อนมากกว่าจะกำหนดกันขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ท่านเหล่านั้นไปเชื่อว่า หากปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการเมืองได้ ก็จะเป็นตัวเร่งให้ต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบอื่นๆ ทั้งหมดเอง แต่พลังของความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบเดิมกลับมีพลังมากกว่า นอกจากการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ในระบบการเมืองไม่กระตุ้นให้เกิดการปรับ เปลี่ยนแล้ว แม้แต่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการเมืองเอง ก็หาได้ปรับเปลี่ยนไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่

(ข้อนี้ อาจมองตรงกันข้ามก็ได้ว่า ระบบกำลังปรับเปลี่ยนอย่างช้าๆ เช่นประชาชนระดับล่างเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อต่อรองเชิงนโยบายได้มากขึ้น จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ แต่ให้เวลาแก่การปรับเปลี่ยนไม่พอก็เกิดรัฐประหารขึ้นก่อน อย่างไรก็ตาม ผลบั้นปลายนั้นเหมือนกัน คือตัวรัฐธรรมนูญนั้นถูกฉีกทิ้งไปหน้าตาเฉย)

ในทางตรงกันข้าม นอกจากรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว มีเผด็จการ "อำมาตย์" อีกหลายชุด ที่พยายามจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจของระบบกันใหม่ด้วยการประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญใหม่ (เช่นรัฐธรรมนูญของรัฐบาลหอย) แต่ก็ไม่มีผลยั่งยืนเช่นกัน เพราะพลังทางสังคมไม่ปล่อยให้ได้ปรับเปลี่ยนไปตามเจตนาของผู้ยึดอำนาจ ดึงกลับมาสู่จุด "ลงตัว" ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในแบบที่เฉลี่ยอำนาจกันระหว่างกลุ่มชนชั้นนำเดิม และที่เกิดขึ้นใหม่... ถึงอย่างไม่เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย แต่ "ลงตัว" ในระยะหนึ่ง

โดย สรุปก็คือ ความเป็นจริงทางสังคมก็เป็นพลังชนิดหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการปรับเปลี่ยน ความสัมพันธ์เสมอ ไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่พอใจความเป็นจริงนั้นก็ตาม

2/"ปฏิรูป" คือการวางเงื่อนไขใหม่ให้เกิดการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบ ต่างๆ อาจเป็นเงื่อนไขทางกฎหมาย เงื่อนไขในตัวองค์กร (เช่นที่มาและความรับผิดต่อใคร เป็นต้น) อาจเป็นเงื่อนไขในทางปฏิบัติ อาจเป็นเงื่อนไขที่เกิดจากการเสริมให้อำนาจอื่นเกิดขึ้น เพื่อตรวจสอบถ่วงดุล หรือตัดสินใจเอง หรือเงื่อนไขที่เปลี่ยนบทบาทของรัฐในระบบนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขเหล่านี้ต้องมีผลในการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจของระบบ ไม่ใช่การปรับปรุงข้อบกพร่องของระบบเดิมเท่านั้น โดยไม่กระทบถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจเลย

3/ปฏิวัติ คือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ทั้งหมด โดยไม่อิงกับระบบความสัมพันธ์เดิมเลย จะทำเช่นนี้ได้ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องยึดอำนาจรัฐ เพราะรัฐดูจะเป็นเครื่องมือที่ดีสุดในการบรรลุเป้าหมายได้ ด้วยเหตุดังนั้นจึงหลีกหนีความรุนแรงได้ยาก

(คำว่าปฏิวัติ อาจถูกยืดความหมายไปใช้กับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกี่ยวกับรัฐโดยตรงด้วย เช่นเครื่องพิมพ์นำมาซึ่งการ "ปฏิวัติทางวัฒนธรรม" ที่ยิ่งใหญ่ หรือการเกษตรในสมัยหินใหม่คือการ "ปฏิวัติ" ทางเศรษฐกิจครั้งแรกของโลก)

อันที่จริง "ปฏิวัติ" และ "ปฏิรูป" มีเส้นบางๆ ที่แบ่งสองอย่างออกจากกันเท่านั้น

และ เพราะการปฏิวัติต้องเข้าไปเกี่ยวกับการยึดอำนาจรัฐ จึงทำให้อย่างน้อยในช่วงหนึ่ง (ซึ่งอาจยาวนานเป็นศตวรรษ) ต้องคุมอำนาจรัฐไว้อย่างรัดกุม (เช่นเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ) ผลของการปฏิวัติจึงมักไม่นำไปสู่เจตนารมณ์ที่จะสถาปนาความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ขึ้นใหม่ ประชาชนกลับต้องสูญเสียอำนาจไปโดยสิ้นเชิง ไม่เฉพาะแต่อำนาจทางการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงอำนาจทางเศรษฐกิจ, ทางวัฒนธรรม และอำนาจทางอัตลักษณ์อื่นๆ ของตนทั้งหมด (เช่นคีตกวีกลายเป็นกรรมาชนทางดนตรี และ Shostakovitch ก็อาจกลายเป็นปฏิปักษ์ของรัฐหรือของชนชั้นกรรมาชีพได้)

ฉะนั้น หากเลือกวิถีทาง "ปฏิรูป" สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงมีอยู่สามประการ

1/ต้องไม่ใช่การปรับปรุง โดยไม่เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

2/แม้ ยังรักษาสถาบันในระบบเก่าไว้ตามเดิม แต่หลีกไม่พ้นที่จะต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสถาบันเหล่านั้น มากบ้างน้อยบ้าง เป็นธรรมดา

3/พลังที่แข็งแกร่งที่สุดในการนำการ ปฏิรูปคือพลังทางสังคม ปัญหาอยู่ที่ว่าสังคมต้องการความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ในระบบต่างๆ หรือไม่ อำนาจรัฐ (ไม่ว่าจะอยู่ในมือฆาตกรหรือไม่) แทบไม่มีความหมายใดๆ เลย เพราะไม่สามารถผลักดันไปสู่การ "ปฏิรูป" (เปลี่ยน "รูป" หรือ "form") ได้ หากสังคมไม่ต้องการปรับเปลี่ยน ความสำเร็จของการ "ปฏิรูป" ใดๆ จึงอยู่ที่ว่าจะสามารถขับเคลื่อนสังคมไปสู่การปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจใหม่ได้หรือไม่เท่านั้น

ข้อนี้เป็นเงื่อนไขที่เด็ดขาดตายตัวไม่มีทางเลือกอื่น

อาเพศ

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




บ้านเมืองเวลานี้ประสบวิกฤตหนักหนาสาหัส hhhh ทั้งทางธรรมชาติ และฝีมือมนุษย์

น้ำท่วมหนักทั่วประเทศ ภาคเหนือภูเขาถล่ม ถนนสายหลักเสียหาย หลายหมู่บ้านตำบลถูกตัดขาด

ภาคกลางภาคตะวันออกน้ำป่าไหลทะลัก อ่างเก็บน้ำพังทลาย หลายจังหวัดจมบาดาล

ขณะที่อีสานฝนเทกระหน่ำต่อเนื่อง โคราช ปากช่องน้ำท่วมถึงคอ ถนนมิตรภาพ ทางรถไฟสัญจรไม่ได้

หนักหน่วงที่สุดในรอบ 30 ปี!

แต่ปฏิกิริยาของภาครัฐยังขยับเขยื้อนตามระบบราช การปกติ

โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่ควรทุกข์ร้อนห่วงใยมากกว่าใคร

ทว่าออกไปไกลได้แค่เพชรบุรี พื้นที่ส.ส.ลูกพรรค?

ทั้งๆที่สภาพความเสียหายเทียบไม่ได้เลยกับจังหวัดอื่นๆ

เป็นผู้นำประเทศแต่ไปไหนมาไหนได้แค่รอบๆ เมืองหลวง

ไม่เข้าใจ ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ??

ท่ามกลางภัยธรรมชาติถาโถม ประชาชนเดือดร้อนประเมินค่าความเสียหายไม่ได้

'เจ้านาย' ในส่วนกลางกลับกระหน่ำซ้ำเติมวิกฤตประเทศไม่หยุดหย่อน

ทั้งเรื่องความล้มเหลวการบริหารราชการ อ่อนด้อยความรู้ ความสามารถ วุฒิภาวะ

จนถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น โกงกินกันน่าเกลียด น่ากลัว หน้าด้านๆ

ภาคธุรกิจเอกชนแฉเองแบบสุดทน ยุคนี้เรียกเปอร์ เซ็นต์ กินหัวคิว ยิ่งกว่ายุคไหนๆ

อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องลุกออกมาเปิดโปง ซื้อขายตำแหน่งแม้กระทั่งเก้าอี้เล็กๆ เลวร้ายยิ่งกว่ายุคใดสมัยใด

ระบบราชการ คุณธรรม ความรู้ ความสามารถ ความเหมาะสม พังพินาศป่นปี้

ไม่กี่วันก่อนนายตำรวจใหญ่ไม่ขอรับตำแหน่งที่ผู้บังคับบัญชาเลื่อนชั้นให้สูงขึ้น

ชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

ล่าสุดอธิบดีใหญ่ไม่ขอรับตำแหน่งปลัดกระ ทรวงมหาดไทย ซึ่งผ่านการตัดสินใจของเจ้าของกระทรวง และเคยผ่านการพิจารณาของครม.ไปแล้ว

ชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน

ทั้ง 2 กรณีล้วนมาจากความล้มเหลว อ่อนด้อย ไร้คุณธรรม จริยธรรมของผู้บังคับบัญชา

โอหัง อหังการ เหมือนประเทศเป็นของข้า บ้านเมืองเป็นของกู

แผ่นดินเลยอาเพศอย่างนี้!?

'อภิสิทธิ์'ให้การไต่สวนคดียุบปชป.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




วัน ที่ 18 ต.ค. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดย นายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน ในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีนำเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของ กกต. จำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้ผิดวัตถุ ประสงค์

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ขึ้นเบิกความในฝ่ายผู้ถูกร้องคือพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการไต่สวนนัดสุดท้าย โดยมีนายกิตินันท์ ธัชประมุข ในฐานะทนายความตัวแทนผู้ร้องเป็นผู้ซักค้าน ดังนี้

อภิสิทธิ์ - ขณะที่เกิดเหตุ ผมเป็นรองหัวหน้าพรรค ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคขณะนั้น ให้ช่วยหาเสียงในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งการวางแผนเลือกตั้ง พรรคตั้งกองบัญชาการเลือกตั้ง มีเลขาธิการพรรครับผิดชอบ และตั้งคณะทำงานด้านต่างๆ รวมถึงคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การหาเสียงที่ทำหน้าที่วางแผนประชาสัมพันธ์ มีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นหัวหน้าทีม ส่วนการเบิกจ่ายเงินเป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง คืออยู่ในความรับผิดชอบของน.ส. อาภรณ์ รองเงิน สมุห์บัญชีเลือกตั้งของพรรค

ทุก ปีพรรคจะได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ โดยปี 2548 ทำแผนขอรับการสนับสนุนยื่นต่อคณะกรรมการกองทุนฯ ช่วงปลายเดือนส.ค.2547 และคณะกรรมการอนุมัติเงินในเดือน พ.ย.2547 ซึ่งในเดือนก.พ.2548 จะมีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อทราบว่าได้รับอนุมัติ ก็เตรียมการล่วงหน้าในแผนประชา สัมพันธ์การเลือกตั้ง เพราะงบจะเบิกจ่ายได้จริงในเดือน ม.ค.2548

ระหว่างนั้นคณะทำงานด้าน ยุทธศาสตร์ เสนอต่อที่ประชุมร่วมส.ส.และกรรมการบริหารพรรค ถึงการจัดทำป้ายบิลบอร์ด แต่ส.ส.เห็นว่าควรทำป้ายขนาดเล็กหรือฟิวเจอร์บอร์ด เพื่อเข้าถึงประชาชน

จึงขอให้คณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ประสานภายในไป ยังเลขานุการกองทุนฯ เพื่อปรับแผนการใช้จ่ายเงิน เนื่องจากช่วงนั้นคณะกรรมการกองทุนฯ ไม่มีการประชุมเพราะอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง เพื่อขอปรับเปลี่ยนโครงการในวงเงินเดิม ซึ่งการใช้จ่ายเงินนี้จะใช้จากบัญชีการเลือกตั้งของพรรค ที่มีเงินกองทุนฯ และเงินของพรรครวมอยู่

ยืนยันว่าไม่ทราบรายละเอียดการจัดซื้อจัด จ้างบริษัทรับทำป้าย ทราบแต่เฉพาะวงเงินดำเนินการ และรู้ว่าขณะนั้นมีหลายบริษัท มาขอรับงาน แต่ทราบภายหลังว่าได้จ้างบริษัทเมซไซอะฯ และบริษัทเกิดเมฆ ที่ร่วมกับน.ส.วาศิณี ทองเจือ เจ้าของบริษัทแม็กเน็ท ซายน์ และจากการไปหาเสียงในหลายจังหวัด พบมีป้ายนโยบายและป้ายแบบแบ่งเขตซึ่งบริษัทเกิดเมฆ จัดทำติดตั้งอยู่

การ ที่กกต. ยื่นคำคัดค้านว่า กกต.จ้างบริษัททรัพย์อนันต์ ตรวจสอบความถูกต้องรายงานการใช้จ่ายเงินกองทุนฯของพรรค เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ไม่ได้ตรวจความถูกต้องของข้อเท็จจริงนั้น ไม่เป็นความจริง

สิ่งที่ ยืนยันได้ คือรายงานประชุมของ กกต.ที่พิจารณาผลตรวจสอบรายงานค่าใช้จ่ายเงินของพรรคต่างๆ ในปี 2548 ระบุให้บริษัททรัพย์อนันต์ ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ไม่ว่าใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี หากพบความผิดปกติ ให้รายงานกกต.ทราบ ถือได้ว่า กกต.สั่งให้บริษัททรัพย์อนันต์ ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคอย่างละเอียด

ทั้งนี้ การใช้จ่ายที่มีปัญหาดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับการพัฒนาระบบไอทีของพรรค ตามแผนงานที่ได้รับการสนับสนุนในปี 2550 ที่พรรคนำเงินเหลือจ่ายไปซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งบริษัททรัพย์อนันต์ เห็นว่าไม่น่าทำได้ และรายงานให้กกต.ทราบ และให้พรรคชี้แจงและคืนเงิน 3 แสนบาท ในที่สุด

ยืนยันว่ามีการตรวจสอบอย่างละเอียด ส่วนที่มีการทักท้วงก็เป็นเรื่องปกติ แต่เป็นในกรณีที่เห็นว่าการใช้จ่ายไม่มีเจตนาทุจริต เพียงแต่ไม่เป็นไปตามแนวงานของโครงการ หาก กกต.เห็นอย่างนั้นก็จะสั่งคืนเงิน

จะเห็นได้ว่าแนวปฏิบัติของ กกต.ไม่เคยวินิจฉัยว่ากระทำผิดกฎหมาย ถ้าพบว่าใช้จ่ายไม่ถูกต้อง จะให้ปฏิบัติตามมติกองทุนฯเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2547 ให้พรรคคืนเงินกองทุนฯ ในเวลา 30 วันนับแต่รับแจ้งจากเลขานุการกองทุนฯ แต่การกระทำดังกล่าว ไม่เกิดขึ้นกับกรณีนี้

ส่วนการตรวจสอบการใช้จ่ายเลือกตั้งปี 2548 กกต.ทำในลักษณะเดียวกัน มีการทักท้วงรายงานในช่วงพ.ย.2548 พรรคได้ชี้แจงและปรับแก้ไขให้ กกต. ตามที่ได้รับการทักท้วงมา สุดท้ายกกต.รับรองว่าถูกต้อง โดยนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคฯ ลงนามวันที่ 17 มิ.ย.2550 ว่าพรรคใช้จ่ายเงินตามแผนงานโครงการ จึงให้ยุติการตรวจสอบ

จากนั้น การประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ วันที่ 27 ก.ค.2550 ยังพิจารณาเรื่องงบการเงินทั้งหมด โดยแบ่งพรรคการเมืองเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มที่รายงานถูกต้องทุกประการ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 14 พรรคที่ต้องปรับปรุง ซึ่งไม่มีพรรคใดเลยถูกดำเนินคดี ส่วนกลุ่มที่ถูกยื่นให้ยุบพรรคคือกลุ่มที่ไม่รายงาน หรือใช้เงินนอกแผนงานที่อนุมัติ

ทั้งนี้ ผมไม่เคยรู้จักกับส.ต.อ.ทชภณ พรหมจันทร์ ผู้ร้องคดีนี้ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และไม่รู้จัก พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์ อนันตชัย อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ของดีเอสไอ

รวมถึงนายประจวบ สังข์ขาว ที่ถูกระบุว่านำเงินไปให้ผู้ใหญ่ของพรรคหลายคนรวมถึงผมที่นั่งอยู่กับนาย บัญญัติ บรรทัด ฐาน นายวิทยา แก้วภราดัย นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายเทพไท เสนพงศ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ

ผมรู้จักนายประจวบ ในฐานะคนทำป้ายโฆษณาเท่านั้น โดยนายประจวบ เคยให้การต่อศาลว่าไม่เคยนำเงินมาให้พรรค แต่ได้รับจ้างทำป้ายให้พรรคตามที่พรรคออกเช็คให้จริง

ส่วนที่พ.ต.อ. สุชาติ ให้การว่านายประจวบ เคยขอให้ผมและนายบัญญัติ ช่วยเคลียร์คดีออกใบกำกับภาษีปลอมนั้น ก็ไม่เป็นความจริง รวมทั้งกรณีน.ส.วาศิณี ให้การต่อดีเอสไอพาดพิงถึงผมเรื่องเงิน 3 แสนนั้น ก็ไม่เป็นความจริง ต่อมาทราบว่า น.ส.วาศิณีไปให้การเพิ่มเติม แต่เป็นลักษณะกลับไปกลับมา

กรณี กกต.ตั้งข้อสังเกตว่า พรรคจ้างน.ส.วาศิณี ทำป้ายแต่ทำไมจ่ายเงินให้กับบริษัทเกิดเมฆนั้น เท่าที่ตรวจสอบการจ้างทำป้ายไม่เคยทำสัญญา และเมื่อน.ส.วาศิณีรับงาน ก็เป็นผู้ระบุกับพรรคว่าให้จ่ายเงินให้ใครบ้าง

ทั้งหมดเป็นความ พยายามใส่ร้ายพรรค เชื่อมโยงถึงผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบันที่มีผมและนายสุเทพ เกี่ยวข้อง ทั้งที่ขณะเกิดเหตุทราบดีว่าผมและนายสุเทพ ไม่มีตำแหน่งในพรรค ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่ได้เป็นคณะทำงานที่เกี่ยวกับการทำป้าย

การ ที่ กกต.จะยื่นยุบพรรคนั้น ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงอย่างชัดเจน ต้องตั้งข้อหาให้ทราบอย่างละเอียด แต่ที่ผ่านมา กกต. แค่เชิญผมไปให้ถ้อยคำเรื่องเซ็นรับรองงบดุลในปี 2548 เท่านั้น ส่วนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไม่เคยมี

กิตินันท์ - ในการลงนามรับรองงบดุล ได้ตรวจสอบรายงานการใช้จ่าย และหลักฐานการใช้จ่ายว่าถูกต้องตามจริงหรือไม่

อภิสิทธิ์ - ได้ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด โดยน.ส.อาภรณ์ รองเงิน สมุห์บัญชีการเลือกตั้ง จะตรวจสอบบัญชีการเลือกตั้ง ส่วนนางอรุณี รวยสูงเนิน ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต จะตรวจสอบงบดุลประจำปีของพรรค

แต่ การตรวจสอบบัญชีค่าใช้จ่ายเลือกตั้งของพรรค เมื่อกกต.ให้การรับรองว่าถูกต้อง ก็ต้องถือว่าถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องให้นางอรุณี ตรวจสอบอีก อีกทั้งการตรวจสอบรายงานการใช้จ่ายเงินกองทุนฯ ของบริษัททรัพย์อนันต์ ก็ตรวจสอบความถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งกกต.ได้กำหนดกรอบตรวจสอบอยู่แล้ว ถ้าไม่เป็นความจริง หมายความว่า กกต.ไม่ปฏิบัติตามหลักที่ตัวเองกำหนด

กิต ตินันท์ - การที่พรรคจ้างบริษัททำป้าย และไปจ้างช่วงต่อ พรรคต้องรับรู้หรือไม่ กรณีนี้พรรคว่าจ้างน.ส.วาศิณี ทำป้าย 5 หมื่นแผ่น แต่กลับจ่ายเช็คให้บริษัทเกิดเมฆ 2 ล้านบาท ถือว่าพรรครับรู้บริษัทรับช่วงต่อหรือไม่ อีกทั้งพรรคเอาเช็คของบริษัทเกิดเมฆ มารายงาน กกต. จะถือว่ารายงานการใช้จ่ายไม่ถูกต้องหรือไม่

อภิสิทธิ์ - การจ้างบริษัทรับช่วงต่อนั้น ผมไม่ทราบ เพราะไม่มีหน้าที่บริหารจัดการ พรรครับรู้แค่การจ่ายเงินให้บริษัทผลิตป้าย และรับรู้ข้อตกลงกับน.ส.วาศิณีว่า ให้จ่ายเช็คกับบริษัทเกิดเมฆ ส่วนที่พรรคเอาเช็คบริษัทเกิดเมฆ มารายงานต่อกกต. จะถือว่าไม่ถูกต้องไม่ได้ เพราะกกต.รับรองรายงานการใช้จ่ายของพรรคว่าถูกต้องแล้ว

กิตตินันท์ - การจ่ายเช็คให้บริษัทเกิดเมฆ 2 ล้านบาท ถ้าตรวจสอบทางเอกสารโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง จะรู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วพรรคจ้างน.ส.วาศิณีรับงาน

อภิสิทธิ์ - ต้องดูที่ของ คิดว่าผู้ตรวจสอบคงเห็นว่าที่ป้ายหาเสียงระบุชื่อบริษัทเกิดเมฆเป็นผู้ผลิต จึงไม่ติดใจ

กิต ตินันท์ - พยานเห็นว่ากรณีพรรคใช้จ่ายเงินกองทุนฯ เพื่อจัดทำป้ายบิลบอร์ดไปก่อนจะได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลง เป็นข้อเท็จจริงที่คล้ายคลึงกับกรณีพรรคได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนฯ เพื่อจัดทำระบบไอที แล้วมีเงินเหลือ แต่พรรคนำไปจัดซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์เสริมต่างๆ ที่ต่อมา กกต.บอกว่าทำไม่ได้ และสั่งให้คืนเงินใช่หรือไม่

อภิสิทธิ์ - โครงการไอที เป็นรายการที่ กกต.วินิจฉัยแล้วว่าไม่สามารถทำได้ จึงให้คืนเงิน ซึ่งไม่มีกรณีที่ กกต.บอกว่าพรรคกระทำผิดกฎหมาย แต่กรณีฟิวเจอร์บอร์ด เห็นว่าอยู่ในกรอบการใช้เงินมากกว่าโครงการไอทีเสียอีก และพรรคใช้เงินของพรรคสมทบได้ หากการจัดทำป้ายเป็นปัญหาจริง ต้องเป็นเหตุให้ กกต.ทักท้วงและพรรคต้องชี้แจง หากยังเห็นว่าพรรคทำไม่ถูกก็ต้องคืนเงิน ไม่ใช่บอกว่าพรรคทำผิดกฎหมาย เพราะกกต.ก็อนุมัติด้วย

กิตตินันท์ - พยานทราบหรือไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงโครงการต้องได้รับอนุมัติก่อน จึงจะทำได้ และทราบหรือไม่ว่าพรรคจ่ายเช็ค 23 ล้านบาท ให้บริษัทเมซไซอะฯ เป็นค่าจัดทำป้าย เป็นวันเดียวกับที่พรรคยื่นขอเปลี่ยนแปลงโครงการคือวันที่ 10 ม.ค. 2548

อภิสิทธิ์ - ทราบ แต่เห็นว่ายื่นขอเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด และเป็นโครงการที่พรรคนำเงินมาสมทบด้วย ซึ่งการจ่ายเช็คในวันที่ยื่นขอเปลี่ยนแปลงนั้น เห็นว่าทำได้



นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

รมว.ยุติธรรม

ผมถูกน.ส.วาศิณี พาดพิงในทำนองว่า รับงานจากคุณหญิงกัลยา และผมจะเป็นผู้จ่ายเงินให้ ซึ่งในบันทึกส่วนตัวระบุว่า "K.พีรพันธ์ จ่ายเงินสองแสน" ยืนยันว่าผมไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องจัดทำป้ายของพรรคและไม่รู้จัก น.ส.วาศิณี

ที่ผ่านมามีการจ้างทำป้ายแนะนำตัวส.ส. ร่วมกับพล.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุธเทวา ผู้สมัครของพรรค ซึ่งให้พรรคจัดการ และกกต.ไม่เคยเชิญผมไปชี้แจงเลย ทั้งที่คำให้การของ น.ส.วาศิณี พาดพิงผม แต่กกต.กลับนำคำให้การของน.ส.วาศิณี ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมายื่นต่อศาล



คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช

ส.ส.กทม.

ในการเลือกตั้งปี 2548 ดิฉันมีความคิดว่าควรทำป้ายยุทธศาสตร์ 201 เพื่อรณรงค์เลือกส.ส.ของพรรคให้ถึง 201 เสียง จึงเสนอความเห็นไปที่นายทิวา เงินยวง ผอ.พรรคและคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ในขณะนั้น ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดจ้าง ซึ่งดิฉันไม่เคยไปจ้างน.ส.วาศิณี หรือบริษัทรับทำป้ายอื่นใดดำเนินการ

ส่วนที่น.ส.วาศิณีให้การว่า ได้รับการว่าจ้างจากดิฉัน ให้ทำกรอบไม้และพาดพิงถึงนายอภิสิทธิ์นั้น ยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้อง และไม่ได้ติดต่อกับน.ส.วาศิณี เพราะไม่รู้จะเอากรอบไม้อย่างเดียวมาทำอะไร เพราะกรอบไม้ต้องมากับป้าย



นายถาวร เสนเนียม

รมช.มหาดไทย

ผู้ร้องในคดีนี้มีเจตนาใส่ร้ายและใส่ความพรรคประชาธิปัตย์ด้วยข้อความเท็จ โดยเฉพาะพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตอธิบดีดีเอสไอ และพ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย

ต้นปี 2552 ผมได้พบนายประจวบ ที่ร้านอาหารย่านสะพานควาย และทราบว่าไม่ได้รับจ้างทำป้ายเพราะมีปัญหาธุรกิจ ซึ่งนายประจวบ ยังบอกว่าอาจให้การต่อดีเอสไอ พาดพิงถึงพรรคประชาธิปัตย์ เพราะมีคนทำคำให้การให้

ผมจึงเชิญนายประจวบ ไปพูดคุยที่กระทรวงมหาดไทย พร้อมนายตำรวจระดับสูงยศนายพล ซึ่งเป็นเพื่อนของผม โดยนายประจวบระบุว่า พ.ต.อ.สุชาติ เสนอผลประโยชน์เรื่องบ้านที่ติดธนาคาร แลกกับคำให้การที่พ.ต.อ.สุชาติเป็นคนเขียนให้ และรับรองความปลอดภัยด้วย

ทั้งนี้ การที่ กกต.ต้องดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะห่วงความปลอดภัยจากการถูกกดดันโดยกลุ่มคนเสื้อแดง ผมขออ้างคำให้สัมภาษณ์ของนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ที่พูดหลังถูกกลุ่มคนเสื้อแดงปิดล้อมว่า ถ้าทำอย่างนี้น่าจะต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์

การ์ตูน เซีย 19/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_119694

การ์ตูน เซีย 19/10/53

จุดรับบริจาคสิ่งของช่วยน้ำท่วม โดยนักรบเสื้อแดงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ที่มา thaifreenews

โดย TAN007

ตั้งเสร้จเสร็จเมื่อวานครับ โดยความร่วมมือของ นักรบไซเบอร์ เสื้อแดง

ขอเชอญพี่น้องร่วมนำสิ่งของไปบริจาค ข้าวสาร อาหารแห้ง ได้หมด

เต๊นท์อยู่หัวมุมฝั่งห้างแฟชั่นมอลลื จอดรถหน้าเต๊นท์ได้เลย









ขอขอบคุณเวบ

ลูกประชาไท

เวบไทยฟรีนิวส์

เวบอินเตอร์เน๊ตฟรีดอม

เวบราชดำเนิน.เน็ต

แผ่นดินจะสิ้นทุกข์

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

แผ่นดินจะสิ้นทุกข์

เกิดน้ำท่วมระทมทุกข์ถมทับ
นาไร่ยับเสียหายหลายท้องถิ่น
คนระทมล้มลับดับชีวิน
ถูกน้ำหลากกลืนกินทรัพย์สินจม

ทั้งรถลาบ้านเรือนถูกน้ำหลาก
วัวควายพรากพลัดถิ่นสิ้นนาล่ม
หมดเนื้อตัวน้ำตานองมองบ้านจม
ชีวิตล่มตามน้ำหลากลำบากคน

เหนืออีสานฐานถิ่นแผ่นดินทุกข์
กลียุครุกไล่ไทยอีกหน
เกิดเพราะมารผลาญพล่าประชาชน
ปฐพีจึงมากล้นท้นทุกข์ไทย

ทุกข์เพราะถูกหมู่มารไล่ผลาญฆ่า
พี่น้องลาลับจากลำบากให้
คนอยู่หลังทุกข์ยากลำบากใจ
ร้องคร่ำครวญหวนไห้คิดถึงคน

ทุกข์เกิดจากภัยพิษเศรษฐกิจล่ม
คนขื่นขมขายของยากลำบากบ่น
พิษบาทแข็งแข่งขับให้อับจน
เพราะรัฐบาลมันไร้คนฝีมือมี

ทุกข์เพราะนักการเมืองมันปลิ้นปล้อน
โกงกินกันกระฉ่อนทุกวิถี
ทุกวงการราชการประจานมี
อภิสิทธิ์กลับเงียบฉี่นิ่งเฉยดู

ทุกข์เพราะประชาธิปไตยไทยถูกปล้น
เพราะมีเหี้ยมิใช่คนกำกับอยู่
ใช้สางเขียวคอยบังคับกำกับกู
มิให้เงยหน้าสู้ขู่คำราม

ทุกข์จึงมากหลากล้นท้นไทยทับ
คนย่อยยับทุกคนเที่ยวบ่นถาม
เมื่อไรเล่าถิ่นไทยจะไร้ความ
ทุกข์ท่วมยามนี้หายสลายลง

คงต้องรอแผ่นดินไทยไร้สิ้นเหี้ย
ที่ยั้วเยี้ยวิ่งกันพล่านขับขานส่ง
แผ่นดินไทยจะไร้ทุกข์มีสุขคง
สิ้นเหี้ยลงเมื่อไรไทยสุขเอย

วินิตยา
19/10/2553

งานเสื้อแดง วันที่ 19 กันยา งานที่อยุธยาเมื่อวันอาทิตย์ เสื้อแดงจุดติดใหม่แล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



หาก ผมเป็นฝ่ายอำมาตย์ ตอนนี้ปวดหัวหนัก ขนาดขังแกนนำ สำคัญหมดแล้ว ขบวนการเสื้อแดงยังคงเติบโตต่อไปได้โดยไม่มีแกนนำ เป็นการเติบโตทางคุณภาพที่น่ากลัว เพราะไม่มีแกนนำที่แน่นอน แต่มีกลไกที่ไ่ม่มีใครรู้ว่าเริ่มอย่างไร แต่เป็น "กฐินสามัคคี" คือ เสื้อแดงต่างๆ ก็มาช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำให้งานออกมาอย่างยิ่งใหญ่

ตอน นี้มันกลายเป็นขบวนการปฎิวัติสังคมไทยยุคใหม่ไปแล้ว กระแสคลื่นการเคลื่อนไหวทางสัังคมที่เีิริ่มมาตั้งแต่การชุมนุมต่อต้านรัฐ ประหาร เหมือนกับหิมะที่กลี้งลงมาจากภูเขา จากลูกเล็ก (คุณสุชาติ นาคบางไซ ถือโทรโข่งคนเดียว กับก้าวอี้ตัวเดียว) ได้กลายมาเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งใหญ่ที่สุดของ "ชนชาติไทย" ที่มีความต่อเนื่อง ยาวนาน และพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้ ไม่มีแกนนำ ก็ไม่มีปัญหาอะไร ระบบแกนนอนได้พัฒนาตัวของมันเอง จนแม้จะไปหยุด บก.ลายจุด ก็ไม่ม่ประโยชน์อะไรแล้ว แกนต่างๆ ทางระนาบได้เคลื่อนไหวตัวของมันเองแล้ว

อำมาตย์พลาดอย่างรุนแรงที่ไปฆ่าประชาชน

ทำให้การเคลื่อนไหวมีพลังมากยิ่งขึ้น กิจกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้ "ขยายตัวไปทั่วโลก" ห้ามก็ไม่ได้ สะักัดก็ไม่ได้

ตอนนี้ทุ่มเทใส่ร้าย ผมว่าก็ไม่ได้ผลเช่นเดียวกัน

วันที่ ลูกหิมะเล็กๆ กลายเป็นหิมะก้อนมหึมา แม้จะมีเมืองใหญ่ หรือกำแพงขวางหน้า ก็สะกัดไม่อยู่

ปีที่แล้ว หากเป็นงานแบบอยุธยา ต้องจัดโดยสามเกลอ นปช. เท่านั้นจึงจะยิ่งใหญ่เพียงนี้

แต่ปีนี้จัดกันเอง ยิ่งใหญ่พอ ๆ กับที่เรโดม เมืองทอง

ตบรางวัล299พ.อ. ปราบเสื้อแดง ย้ายจ่อขึ้น'พลตรี'

ที่มา ไทยรัฐ



"ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ผบ.ทบ.
จรดปากกาเซ็นโยกย้ายพันเอกพิเศษ 299 คน
วิจารณ์สะพัดเป็นการจัดแถว- ตบรางวัล
ให้นายทหารที่มีผลงานปราบม็อบเสื้อแดง
ดัน ผบ.ร.1 รอ.-ผบ.ร.2 รอ. จ่อติดยศ "พลตรี"
ขณะที่คนสนิท "บิ๊กบัง" กลับหน่วยคุมกำลังอีกรอบ...