WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 22, 2010

ความแตกต่างระหว่างสองรัฐบาล โดยคุณทวดเอง ..พันทิป

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

Pantip-Cafe





ความแตกต่างระหว่างสองรัฐบาล

เมื่อ เกิดสถานการณ์ที่ต้องใช้การตัดสินใจอย่างฉับไว เราจึงสามารถมองเห็นภาวะผู้นำของประเทศได้ครับ ซึ่งต่อไปนี้ผมจะขอเขียนในสิ่งที่นึกได้ แต่คงจะลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังไม่ได้นะครับ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ จลาจลในเขมร ที่เผาสถานทูตไทย เกิดกระแสความคลั่งชาติของเขมรที่มีต่อคนไทย รัฐบาลคุณทักษิณสั่งเครื่องบินกองทัพไปรับคนไทยที่ติดค้างอยู่ในเขมรให้กลับ ประเทศทันท่วงที

รัฐบาลปัจจุบัน กลับปล่อยให้กระแสความรักชาติ ทำให้คนไทยกับคนไทยด้วยกันต้องไปตีกันตรงตะเข็บชายแดน ให้เป็นที่อับอายแก่คนต่างชาติ

เมื่อ เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางภาคใต้ คุณทักษิณก็ลงพื้นที่เพื่อสอบหาข้อมูลด้วยตัวเอง แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าได้พยายามแล้ว

ส่วนรัฐบาลปัจจุบัน ผ่านมาเกือบสองปี ก็ยังรอรับรายงานอยู่แต่ในทำเนียบ แล้วก็คอยบอกว่า “เรามาถูกทางแล้ว” ซึ่งสวนกับความเป็นจริง ที่การก่อการรุนแรงมากยิ่งขึ้น

เมื่อ คราวไข้หวัดซาร์ส ซึ่งเป็นโรคใหม่ที่คร่าชีวิตคนมากมาย สร้างความเสียหายต่อภาวการณ์และการท่องเที่ยว แต่เพราะเกรงว่าการให้คนสวมหน้ากาก จะทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ไปอีก และหลังจากศึกษาแล้วว่า โรคซาร์สจะติดต่อได้ก็ทางแลกเปลี่ยนของเหลว คุณทักษิณถึงกับไปพบปะกับผู้คนที่สนามบินโดยไม่ได้สวมหน้ากากป้องกันใดๆเลย ผิดกับนักท่องเที่ยวที่สวมใส่หน้ากากป้องกันโรคอย่างแน่นหนา และเมื่อภาพข่าวถึงเผยแพร่ จึงทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่ปกติอย่างรวดเร็ว เพราะความเชื่อมั่น อีกทั้งรัฐมนตรีในคณะก็ทำงานกันอย่างฉับไว จนทำให้สามารถป้องกันภัยจากโรคร้ายนี้ได้ ดังนั้นเราจึงมีคนเสียชีวิตน้อยมาก และเป็นเพราะติดโรคจากต่างประเทศเสียด้วย นี่คือภาวะผู้นำที่กล้าคิดนอกกรอบ ทำให้รักษาภาวการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

ผิกกับไข้หวัด 2009 ทั้งที่ได้รับข่าวสารมาจากต่างประเทศก่อนหน้านี้นานมาก แต่รัฐบาลปัจจุบันกับคิดสร้างความเชื่อมั่น โดยให้ข้อมูลผิดๆ “เป็นเองก็หายเองได้ และคนเป็นแล้วก็จะไม่เป็นอีก” ดังนั้นประเทศไทยจึงมีผู้เสียชีวิตมากมายติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก และอาจจะเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคนี้ก็ได้

ต่อมาก็มาถึง ไข้หวัดนก มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ทำให้สัตว์ปีกตายเป็นอันมาก นอกจากส่งผลกระทบกับชีวิตและการท่องเที่ยวแล้ว ยังส่งผลกับธุรกิจสัตว์ปีกมากมายมหาศาล เพราะคนไม่กล้าบริโภคสัตว์ปีก คุณทักษิณเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ด้วยการออกอากาศพูดถึงการปรุงอาหารให้สุก ก็จะไม่ติดโรค พร้อมทั้งรับประทานไก่สุกให้ชาวบ้านเห็น นั่นจึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนหันมารับประทานไก่เช่นเดิม ทำให้ธุรกิจสัตว์ปีกแม้ต้องประสบกับผลกระทบ แต่ก็ไม่ถึงกับเสียหายย่อยยับ

รัฐบาล ปัจจุบันแก้ปัญหา ไข่แพง ซื้อไก่พันธุ์เพิ่ม พอไข่ถูก ให้คนกินไข่เยอะๆ ค่าเงินบาทแข็ง ให้นำเข้าเครื่องจักรเยอะๆ แล้วอีกหน่อยพอเครื่องจักรเยอะๆ ก็อาจมีปัญหากับคนว่างงาน ก็คงแนะให้ไปฝึกงานที่ต้นกล้าอาชีพอีกแน่ๆ เชื่อผมเหอะ

แล้วก็มาถึง มหันตภัยสึนามิ ที่เป็นมหันตภัยครั้งร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เวลา 9.00 น. และในวันเดียวกันนี้ คุณทักษิณยังปราศรัยอาเสียงอยู่ที่มหาสารคาม แต่หลังจากจบปราศรัย คุณทักษิณได้เดินทางด้วยเครื่องบินจากสนามบินขอนแก่น ไปยังภูเก็ต แล้วบัญชาการช่วยเหลือด้วยตัวเอง ทำให้ทุกหน่วยงานของรัฐเร่งทำงาน พร้อมทั้งฟื้นฟูเยียวยาอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นที่ชื่นชมของประชาชนทั้งไทยและเทศ ถึงกับมีผู้ประสบภัยจากต่างแดนเขียนจดหมายมาชื่นชมรัฐบาลในขณะนั้นด้วย อีกทั้งคุณทักษิณยังกล้าที่จะไม่รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพราะต้องการให้ช่วยเหลือประเทศอื่นที่ประสบภัยร้ายแรงกว่าเรา และอาจไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ นี่ก็อีกหนึ่งตัวอย่างของการเป็นยอดผู้นำที่ทั้งกระทำ ทั้งให้ โดยมไม่ใช้ปากพูดเพียงอย่างเดียว

ส่วนน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ กว่ารัฐบาลจะไปเยี่ยมก็ปล่อยเวลาผ่านไปหลายวัน ไปในขณะที่ถูกนักข่าวสอบถาม และยังไปไม่ครบตามหมายกำหนดการณ์อีกต่างหาก แถมมีการโบกไม้โบกมือให้กับประชาชนด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ทั้งที่ชาวบ้านกำลังทุกข์ระกำลำบาก และที่เจ็บปวดก็คือ “ต้องทำใจยอมรับกับเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงสุดในรอบ 50 ปี” แบบนี้หรือครับที่จะได้ใจชาวบ้าน เซ็งเลยครับ

ดังนั้นจึงไม่เป็นที่ แปลกใจเลยใช่มั๊ยครับว่าทำไมตอนคุณทักษิณเป็นนายกฯ เวลาไปลงพื้นที่ จึงมีแต่ประชาชนห้อมล้อมอย่างหนาแน่น ผิดกับคุณอภิสิทธิ์เวลาลงพื้นที่ จึงมีแต่ตำรวจและทหารล้อมหน้าล้อมหลัง เพื่อรักษาความปลอดภัย

แล้วอย่าง นี้ยังมีใครออกมาตราหน้าอีกมั๊ยครับว่า คนรากหญ้าไม่สามารถที่จะเลือกผู้นำเองได้ ในเมื่อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนรากหญ้าต่างหากที่มีวิสัยทัศน์ในการเลือกผู้นำของตัวเองเป็นอย่างดี รู้อยู่แต่แรกแล้วว่า ใครทำงานเป็นใครทำงานไม่เป็น ใครมีความสามารถในการแก้ปัญหา และคนรากหญ้าก็ไม่ยอมตัดปัญหาความยุ่งยากด้วยการ “เมื่อเค้าอยากเป็นนัก ก็ให้เค้าลองดู” เพราะสุดท้ายคนที่รับกรรมก็คือประชาชน ไม่ใช่นักการเมือง

นี่ จึงเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้มีอำนาจทั้งหลายอาจสามารถใช้อำนาจทุกอย่าง ในการสร้างรัฐบาลตามที่ใจต้องการได้ แต่ไม่มีทางที่จะมอบภาวะผู้นำ วิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาให้กับใครคนใดคนหนึ่งได้ เพราะนั่นเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ยากต่อการเลียนแบบครับ

จากคุณ : ทวดเอง

วิทยุชุมชน สื่อท้องถิ่น สิ้นสุดยุคการครอบงำจากส่วนกลางของอำมาตย์

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผม ได้มีโอกาสเข้าร่วมสัมมนาเครือข่ายวิทยุชุมชนแห่งหนึ่งในสัปดาห์นี้ เป็นการรวมเอาวิทยุชุมชนจากภูมิภาคต่างๆ เข้ามาสัมมนาในกรุงเทพฯ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ผมได้พบปะและพูดคุยกับ DJ ของ วิทยุชุมชนอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้ว่าผมจะรู้ว่าพี่น้องเสื้อแดงทั้งหลายมีสถานีวิทยุชุมชนของตนจำนวนมากก็ ตาม แต่ก็ไม่เคยได้สัมผัสอย่างจริงจัง (เช่น คุณหงส์ศาลาแดง แห่งอ่างทอง ก็มีกลุ่มที่จัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนของเสื้อแดงขึ้น และเคยเอามาโพสต์ให้ดูในเว็บบอร์ด)

จากข้อมูลที่สอบถาม ปัจจุบันมีวิทยุชุมชนอยู่ประมาณ 8,000 สถานี กำลังส่งก็ประมาณ 30-40 กิโลเมตร ต่อสถานี แม้ว่าบางสถานีจะเพิ่มความแรงขึ้นอีก แต่ก็มีผลไม่มากนัก เพราะสถานีอื่นๆ ก็จะเพิ่มกำลังส่งตาม ทำให้เกิดการแทรกสอดของคลื่น (resonance) สุดท้ายกำลังส่งก็จะหดกลับมาอยู่ที่ประมาณ 30- 40 กิโลเมตรเหมือนเดิม

รัศมีขนาดนี้ก็กินพื้นที่ประมาณ 2-3 อำเภอ ครับ ครอบคลุมประชากรประมาณ 1.0-1.5 แสนคน หากเป็นเขตชนบทนะครับ เท่าที่ผมคุยกับดีเจ สถานีส่วนใหญ่จะก่อตั้งกันขึ้นเอง หรือเป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในท้องถิ่น โดยใช้ทุนประมาณ 2-6 แสนบาท บางสถานีก็ทำในเชิงพาณิชย์ บางสถานีก็เพื่อบริการชุมชนอย่างเดียว รายได้ของดีเจเท่าที่ผมถามดู บางสถานีก็ได้ประมาณ 15,000 -100,000 บาท หรือกว่านี้ หากอยู่ในเขตเมือง และสามารถหาโฆษณาต่างๆ สนับสนุนได้มาก

เนื้อหา ส่วนใหญ่นายสถานีต่างๆ (ดีเจ) ก็หามาเอง จากหนังสือพิมพ์บ้าง จากเว็บไซต์บ้าง หรือจากข่าวแจกของหน่วยงานราชการบ้าง รวมทั้งข่าวท้องถิ่นต่างๆ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สจ. ของเขตนี้ไปทำอะไรบ้างเป็นต้น มีกิจกรรมของชุมชนในเขตนั้นอย่างไรบ้างเป็นต้น สรุปคือ มีเนื้อหาที่เป็นส่วนกลาง กับเนื้อหาที่เป็นส่วนท้องถิ่น

เมื่อนั่งคุยกับดีเจเหล่านี้ ทำให้ผมคิดได้ทันทีว่า สถานีวิทยุชุมชนทั้งหลายคือ "สื่อท้องถิ่น (Local Media) อย่างแท้จริง มีค่าไม่แตกต่างอะไรกับ “หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น” ตามแบบประเทศตะวันตก ดีเจทั้งหลายคือ “บรรณาธิการข่าว” นั่นเอง คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ หรือไม่ชอบเขียนหนังสือ ทำให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของไทยไม่ขยายตัว ดังนั้นกิจการสื่อของประเทศไทยทั้งหลายจึงถูกครอบงำโดยกรุงเทพฯ

ข่าว สารต่างๆ ก็เป็นของกรุงเทพฯ ดาราคนไหนท้อง ใครด่ากันตีกัน ทะเลาะกัน ก็เป็นสังคมของคนกรุงเทพฯ ที่ยัดเยียดครอบงำให้คนต่างจังหวัดได้รู้ได้อ่าน ได้ซึมซับ ทำให้ประเทศไทยทั้งหลายทั้งปวงจึงรวมศูนย์อยู่ในกรุงเทพฯทั้งหมด

กรุงเทพฯ คือประเทศไทยมานานแล้ว ทั้งๆ ที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว มันไม่ใช่ กรุงเทพฯ ไม่ใช่ประเทศไทย

คนไทยไม่ชอบอ่าน แต่คนไทยชอบฟัง สมัยผมเป็นเด็กไปทำนากับพ่อแม่ พี่สาว (แต่ผมไปเล่น ไม่ได้ช่วยเขาทำ 555) ชาว นา เขาก็มีวิทยุทรานซิสเตอร์ไปด้วย สมัยนั้นที่บ้านผมรายการของประจวบจำปาทอง กำลังดัง สื่อวิทยุจึงเป็นสื่อเดียวที่เข้าถึงคนชนบท ทุกที่ทุกเวลาในขณะทำงาน

การ เกิดขึ้นของวิทยุชุมชน ผมคาดว่า จุดเริ่มต้นหลายแห่งมาจาก "หอกระจายข่าว" ประจำหมู่บ้านต่างๆ สมัยผมทำงานในตำบล ก็เคยช่วย ผสส./อสม. (อาสาสมัครประจำหมู่บ้านของกระทรวงสาธารณสุข) หาทุนจัดตั้ง คนที่ชอบพูดในหมู่บ้าน/ตำบล ก็ออกมาจัดรายการ ผมคิดว่าในทศวรรษนี้ เทคโนโลยีสถานีวิทยุราคาถูกลงมาก ทำให้ชาวบ้านทั่วไป สามารถหาซื้อได้ หอกระจายข่าวจึงยกระดับเป็นสถานีวิทยุชุมชน

จะอย่างไรก็ตามนี่คือ "สื่อของท้องถิ่น" เกิดขึ้นในท้องถิ่น เพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง เนื้อหาก็เป็นของท้องถิ่นอย่างแท้จริง

นี่เป็นการทำลายการผูกขาดทางข้อมูลข่าวสารจากส่วนกลางอย่างแท้จริง พัฒนาการต่อไปผมคาดว่าอิทธิพลของส่วนกลางต่อท้องถิ่นต่างๆ จะลดลง

รา จึงเห็นคนเสื้อแดงที่มีความเห็นแตกต่างจากระบบการครอบงำของอำมาตยาธิปไตย อย่างสิ้นเชิง รายการของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประเภท "รายการเพื่อแผ่นดินไทย" ที่มุ่งครอบงำทางอุดมการณ์และความคิดของประชาชน ให้เชื่ออยู่กับระบอบการเมืองแบบดั้งเดิม ไม่สามารถเข้าถึงชุมชน คนท้องถิ่นได้อีกต่อไป ชาวบ้านมีทางเลือกในการเข้าถึงข่าวสารมากขึ้น

แน่ นอนจำนวนสถานีที่มาก และจัดตั้งได้ไม่ยากนัก ทำให้การเข้าครอบงำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะมันจะมีคนเปิดสถานีขึ้นมาสู้ได้ไม่ยากนัก และสถานีเหล่านี้ แม้จำนวนมากจะมีเนื้อหาทางพาณิชย์ แต่เท่านที่ผมทราบ คนเสื้อแดงก็มีเนื้อหาทางการเมืองหลายสถานี มีการเอาบทความจากอินเตอร์เน็ทต่างๆ ไปออกรายการ (แม้แต่บทความของผม ก็มีบางสถานีเคยเอาไปอ่าน)

ารทำลาย การผูกขาดของระบบข่าวสาร ทำให้แนวคิดของอำมาตย์ ที่จะครอบงำคนไทยต่อไปนั้น คงยาก แม้จะพยายามระดมการโปรประกันดาอย่างหนักโดยใช้ สื่อแบบ "เหวี่ยงแห" ก็ตาม แต่สื่อส่วนกลาง หรือสื่อกระแสหลักทั้งหลาย ผมทราบว่าตอนนี้ "ชาวบ้าน" ปิดการรับฟังไปจำนวนมาก

หาก ผูกขาดระบบการสื่อสารไม่ได้ ก็ยากที่จะผูกขาดอุดมการณ์ทางการเมือง หากผูกขาดอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ได้ ก็ยากที่จะครองประเทศแต่กลุ่มเดียวต่อไปได้อย่างราบรื่น

ทศวรรษนี้ สถานีวิทยุชุมชน มีบทบาท แต่เมื่อระบบ 3G, 4G มาถึง สถานีวิทยุ/โทรทัศน์ ผ่านมือถือ ทางอินเตอร์เน็ต จะเข้ามามีอิทธิพลต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ มากยิ่งขึ้น

อำมาตย์ที่มุ่งครอบงำความคิด หากไม่ปรับตัว ก็คงยากที่จะอยู่รอดต่อไป หากไม่ปรับตัว

เวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย : เสียงที่ไม่ได้พูดในการปฏิรูปประเทศไทย

ที่มา ประชาไท

ประชาธรรม

การ อภิปรายหัวข้อ “เสียงที่ไม่ได้พูดในการปฏิรูปประเทศไทย” ในช่วงสุดท้ายของงานเวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย “เสียงที่ไม่ได้พูด สิ่งที่พูดไม่ได้” ในการปฏิรูปประเทศไทย จัดโดยภาคสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มจับตาขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมไทย (Thai Social Movement watch) มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สำนักข่าวประชาธรรม และประชาไท ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา
การ อภิปราย นำเสนอข้อเรียกร้องหรือความต้องการของกลุ่มต่างๆ ที่รัฐบาล และคณะกรรมการปฏิรูปไม่ค่อยรับฟัง ไม่ค่อยได้ยิน และไม่ค่อยให้พูด โดยมีนายจอม เพชรประดับ ผู้ที่เคยถูกปลดออกจากสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเพราะไม่ยอมเชิญแขกตามใบสั่ง และลาออกจากผู้ดำเนินรายการวิทยุ อสมท.เพราะเปิดพื้นที่ให้อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร พูดในรายการ สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ โดยอ้างเพื่อให้ข่าวสมดุล ปัจจุบันเป็นพิธีกรรายการสนทนาเชิงลึก “Intelligence” สถานีโทรทัศน์ Voice TV ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
ร่วมพูดคุยโดย นายสมศักดิ์ คุ้ยเขี่ย กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.) นายอนุชา มีทรัพย์ กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือ คำ ผกา นักเขียน นางสุดารัตน์ พรหมแก้ว คณะกรรมการวิทยุฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ นายสว่าง วงศ์วิลาศ ตัวแทนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยภาคเหนือ และตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือ
จอม เริ่มดำเนินรายการด้วยการตั้งคำถามว่า เราอยู่ในสังคมไทยที่ปกติอยู่หรือเปล่า มันมีความอึดอัด และอัดอั้นพอสมควร ภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ภาคใต้ สงครามหรือไม่สงคราม มันกำลังเดินไปคล้ายๆ กัน เกิดอุดมการณ์แยกดินแดน นำไปสู่การลอบสังหาร และการวางระเบิด อย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เกิดขึ้นนำ ไปสู่ความสูญเสีย กลายเป็นบาดแผล เหตุการณ์ที่กรุงเทพฯ ก็เช่นกัน การเมืองเป็นปัญหา เกิดอุดมการณ์การเมืองอันหนึ่งที่คิดว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการปกป้องดูแลในฐานะที่เป็นคนไทย ด้วยกัน สิ่งที่น่ากลัว คือถ้าเป็นขบวนการน่ากลัวไปอีกแบบ แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาที่เต็มไปด้วยความแค้นลุกขึ้นมาทำอะไร จะเป็นอย่างไร
ถ้า มองเรื่องการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการปฏิรูปของอาจารย์ประเวศ กับนายอานันท์ นั้นก็เป็นอย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกตคือ มันจะครอบคลุมคนทุกกลุ่มหรือไม่ จะทำอะไรได้หรือไม่ ครอบคลุมทุกปัญหาหรือไม่ จึงทำให้เห็นว่ามีคำถามว่าทิศทางการปรองดองจะไปอย่างไร
ขอโทษ/รับผิด/ยุติธรรม ปรองดองปฏิรูปจึงเกิด
จอม : เริ่มจากคุณสุดารัตน์อยากให้พูดถึงประเด็นที่ คณะกรรมการปฏิรูปไม่ได้พูดหรือไม่ได้ยินในการปฏิรูปประเทศออกมาว่ามีความเห็นอย่างไร
สุดารัตน์ : ตนเป็นครู และดีเจวิทยุชุมชน ฝาง แม่อาย ไชยปราการ เสียงที่พูดไม่ได้ คือ สิ่งที่พูดไม่ได้ เราพยายามเป็นสะพานเชื่อมและเป็นที่ระบายให้กับเสียงที่พูดไม่ได้ วิทยุทีทำกระจายเสียง 8 อำเภอ 2 จังหวัด ทั้งเชียงรายและเชียงใหม่ เสียงที่โทรเข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นเสียงที่เข้าต้องการพูดแต่ดีเจพูดไม่ได้ มันอัดแน่นสำหรับคนที่เป็นดีเจ
เราไปอยู่ที่ผ่าน ฟ้า ราชประสงค์ตลอด สิ่งที่ชาวบ้านคุยตลอด ก็พูดออกอากาศไม่ได้ เราโฟนอินจากราชประสงค์ไปออกอากาศที่วิทยุฝาง แม่อาย ไชยปราการ เราถูกทหารจับไปที่ค่ายกาวิละ แล้วนำสิ่งที่เราพูดอัดเสียงมาให้เราฟัง แต่เราถามว่าสิ่งที่เราพูดผิดกฎหมายข้อไหน ปรากฏว่าไม่ผิดเขาก็ปล่อยเรา
เสียงกระจายไปแล้ว เอาให้มวลชนเรารับฟัง เขาจะคิดกันเอง อย่าดูถูกชาวบ้าน เขารักประชาธิปไตยและมีความต้องการมากๆ ในการแสดงความเห็น
จอม : ชาวบ้านมีความเห็นอย่างไรในการปฏิรูป
สุดารัตน์ : ใน ฝางมีข้าราชครู ข้าราชการบำนาญและคนหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ชาติจะขาดสถาบันใดสถาบันหนึ่งไม่ได้ แต่ทุกสถาบันต้องอยู่ในรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญที่ชาวบ้านต้องการคือ รัฐธรรมนูญ 40
จอม : แล้วมีสิ่งไหนบ้างที่ชาวบ้านเห็นว่ายังไม่ได้ถูกพูดถึงในการปฏิรูปประเทศไทย
สุดา รัตน์ : เขาต้องการสิทธิของเขา ที่เขาใช้ได้กลับคืนมา เขาต้องการรัฐธรรมนูญ 40 คืนมา เขาบ่นว่าไปราชประสงค์เพื่อทวงสิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้อะไรกลับมา มีแต่หีบศพ กลับมาบ้านบางคนไม่ดูวิทยุ ดูทีวี เข้าป่า เพราะผิดหวังมาก ความเคียดแค้นไม่รู้จะระบายกลับใครได้ รัฐบาลกับเขาจะไม่เจอกันแล้วชาตินี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ถูกสะท้อนในการปฏิรูป
จอม : การช่วยเหลือเยียวยาที่รัฐพยายามหยิบยื่นมาให้ ช่วยบรรเทาเบาบางความแค้นได้มากไหม
สุดารัตน์ : ไม่เลยค่ะ รัฐส่งทหารเข้าไปในพื้นที่ของเรา ไปสอบสวน เข้าไปสอบถามแกนนำของเรา ว่าไปชุมนุมเพื่ออะไร ไปเพื่อเงินใช่ไหม และใครนำไป แล้วจะไปอีกไหม แล้วเอาเงินมาให้แต่ละคน คนละ 1,000 บาท แล้วบอกว่าถ้าใครชักจูงไปอย่าไป นี่เป็นการช่วยเหลือของรัฐและไปในรูปแบบของทหาร รัฐจัดสรรให้เรา มันชอกช้ำและเจ็บปวดมาก
จอม : ความเจ็บปวดของคนเสื้อแดงตอนนี้ เป็นไปได้ไหม จะกลายเป็นความแค้นที่นำไปสู่การล้างแค้น
สุดารัตน์ : เชียงใหม่ เป็นเมืองบุญ การล้างแค้นไม่มี เรากลับบ้านของตัวเอง ทำให้บ้านเราแข็งแรง ให้ดีที่สุด แต่ละคนไม่คิดเข้าไปเมืองหลวง จะพัฒนาบ้านชุมชนของตนเองเพื่อยืนด้วยขาตัวเอง ชาวบ้านเชื่อว่ากรรมใดที่ทำจะคืนสนอง
จอม : แต่เราไม่สามารถปฏิเสธรัฐบาลส่วนกลางได้ แล้วเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร
สุดารัตน์ : เวลา จะเป็นเครื่องตัดสินใจ เพราะตอนนี้คนเสื้อแดงเจ็บปวดมาก ใครเป็นผู้สั่งฆ่า ก็เป็นผู้รับกรรม เพราะเราเป็นเพียงชาวบ้าน ไม่มีกำลังอาวุธที่จะต่อสู้กับรัฐได้
จอม : เรามองอย่างไรเกี่ยวกับการซ่องสุมอาวุธ
สุดารัตน์ : รัฐบาลพยายามผูกเรื่องนี้ขึ้นมา เอาแพะชนแกะและโยนให้เสื้อแดง
จอม : เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ให้ความแค้น ความไม่พอใจมันผ่อนคลายอย่างไร ใครต้องทำ และต้องทำอย่างไร
สุดารัตน์ : รัฐบาลอภิสิทธิต้องขอโทษประชาชน จึงจะมีคำว่า ปรองดอง ตามมา ใครผิดก็ว่าไปตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ มันจึงจะเกิดสันติสุข
การเมืองเร่งด่วนกว่าปากท้อง
จอม : มาที่ตัวแทน กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือบ้าง มีความเห็นอย่างไรและอยากเพิ่มเติมอะไรบ้าง
สมศักดิ์ : เรามาคุยกันหลายครั้ง ความจริงมักจะถูกพูดครึ่งเดียว ความจริงแล้วบางอย่างมากคุยไม่ได้ ในส่วนของกลุ่ม นกน. รัฐบาลต้องหยุดปฏิรูปประเทศไทยบนกองศพ แล้วต้องมาดูเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย ต้องมองย้อนไปถึงต้นตอปัญหา ซึ่งคิดว่าอยู่ที่รัฐประการ 19 ก.ย.ทหารทำอะไรไว้หลายอย่าง ทำให้เรื่องมันซับซ้อนซ่อนเงื่อน มันสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิรูปคงจะไม่สามารถที่จะทำได้
สิ่ง ที่เราเห็นคือหลังการรัฐประหาร มีการร่างรัฐธรรมนูญ 50 แทน 40 และยังไปยึดอำนาจรัฐบาลที่ชาวบ้านเลือกขึ้นมา ชาวบ้านไม่พอใจ อยากเปลี่ยนรัฐบาลและเลือกตั้งกันใหม่ นี่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านไปชุมนุมเรียกร้องยังไม่ได้ แล้วจะมาปฏิรูป มันเป็นไปไม่ได้ เมื่อดูที่มาที่ไปของคณะกรรมการปฏิรูป ใครก็ไม่กล้าออกมาคัดค้าน นักวิชาการหลายคนกลัวว่าจะกระทบตัวเอง และก็เป็นปัญหามาก
จอม : ครือข่ายหมอประเวศก็มีเครือข่ายเยอะ ถ้าเริ่มจากตรงนั้น จะได้หรือไม่
สม ศักดิ์ : กลุ่มเราเคยเคลื่อนไหวมานานแล้วเรื่อง ดิน น้ำป่า หนี้สิน พี่น้องชนเผ่า เหล้าพื้นบ้าน มีหน่วยงานที่เข้ามาร่วมอย่างเอ็นจีโอ แต่สิ่งเหล่านี้จะถูกผูกไว้กับแหล่งทุน คนที่เข้าไปร่วมก็เป็นลักษณะระบบอุปถัมภ์
จอม : ถ้าลืมราชประสงค์ และคกก.ปฏิรูปเริ่มด้วยการแก้ปัญหาปากท้องได้หรือไม่
สมศักดิ์ : ตรงนี้เป็นไปไม่ได้ เพราะหลายเขตทหารเข้าไป กอ.รมน.เข้าไปติดต่อกับผู้นำท้องถิ่น เอาเงินกองทุนไปแจก เป็นการเอาใจชาวบ้าน มันยังเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้เรื่องปากท้องเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่คือปัญหาทางการเมืองที่กำหนดวิถีเรา
จอม : ปัญหาปากท้องกับการเมือง อะไรเร่งด่วนกว่ากัน
สมศักดิ์: มอง ว่าการปฏิรูป ปรองดอง เป็นการเบี่ยงเบนประเด็น ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครสั่งฆ่าประชาชน ใครต้องรับผิดชอบใครอยู่เบื้องหลัง เรื่องศพของคนเสื้อแดงต้องมีการจัดการก่อน ถึงจะทำอะไรได้
จอม : คณะกรรมการชุด คนิต จะคลี่คลายความขัดแย้งหรือลดความแค้นของคนเสื้อแดงลงได้หรือไม่
สมศักดิ์ : การ ตั้งคณะกรรมการยังเป็นปัญหาอยู่ ทุกส่วนยังสงสัยว่าคกก.ชุดนี้มีความเป็นธรรมเป็นกลางมากน้อยแค่ไหน ก็เหมือนทหารอเมริกาเข้าไปทำลายอิรัก แล้วเอาคณะกรรมการยูเอ็นมาแล้วบอกว่าจะจัดการให้ มันฟังไม่ขึ้น
จอม : การทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้ ต้องทำอย่างไร
สมศักดิ : ต้อง ปล่อยนักโทษการเมืองอออกมาก่อน ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และปิดกั้นสื่อ หยุดการสร้างภาพ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กระจายความเป็นคนให้เท่ากัน
จอม : ตอนนี้ทำไมจึงคิดว่าไม่ได้รับความเป็นคนเท่ากับคนอื่น
สมศักดิ์ : กรณี สองมาตรฐานเห็นชัด อย่างกรณีเขาสอยดาว จนพี่น้องเครือข่ายที่อยู่บนดอยรู้สึกว่าตนเองไม่อยากได้บัตรประชาชนแล้ว อยากได้ใบที่เป็นสัตว์อนุรักษ์ดีกว่า เพราะรัฐคงดูแลได้ดีกว่า นอกจากนี้เราอยากให้มีการปฏิรูปกองทัพ คือไม่ให้มีการแทรกแซงการเมือง เพราะประเทศเรามีรัฐประหารมาตลอด
ข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศของกลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย
จอม : เราลองมาฟังเสียงผู้ใช้แรงงานดูบ้าง ว่ามีสิ่งไหนบ้างที่ยังไม่ถูกพูดถึงในการปฏิรูปประเทศไทย
อนุชา : ข้อ เสนอในการปฏิรูปประเทศไทยของกลุ่มผู้ใช้ แรงงาน คือ ผู้นำต้องมาจากการเลือกตั้ง ต้องมีหนึ่งสิทธิ หนึ่งสียง ควรเพิ่มการเลือกตั้งในเขตพื้นที่แรงงาน เพราะว่า เวลาที่มีปัญหาในพื้นที่ เช่น ปัญหาโดนข่มขืน ปัญหาการทำงาน ก็ไม่มีการคุ้มครองจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอย่าง อบต.รวมถึงไม่สามารถเสนอความเห็นใดๆได้ ดังนั้นถ้ามีการเลือกตั้งในพื้นที่แรงงานของตนเองได้ จะแก้ปัญหาได้
กฎหมาย แรงงานสัมพันธ์ที่เปิดโอกาสให้เราตั้งสหภาพ แต่เราไม่มีสหภาพ ด้วยเงื่อนไขที่ว่า ใครที่เคลื่อนไหวก็ถูกเลิกจ้าง การแก้ไขกม.แรงงานคกกปฏิรูปไม่เคยพูดถึง ซึ่งมันมีปัญหาเพราะพบว่าแรงานที่มีอำนาจ ก็จะเก็บตัวไว้ไม่ให้คนอื่นมาเทียบ ทำให้ปัญหาบางปัญหาของแรงงานไม่ถูกพูดถึงเพราะผู้นำแรงงานที่มีอำนาจกลัว อำนาจสั่นคลอน
แรงงานส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ออกมา เคลื่อนไหวทางการเมืองหรือเสนอประเด็น ปัญหา เพราะถ้าหยุดงานก็จะมีปัญหากับค่าจ้าง เช่น ถ้าลาเกิน 3 วันใน 6 เดือนก็จะไม่ได้ทำโอที 3 เดือน ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่ต้องพึ่งโอที ฉะนั้นห้ามป่วย ห้ามตาย เพราะจะลำบากมาก เป็นต้น
การปรองดองนั้นทำไม่ได้ เพราะเรายังได้ความจริง ใครถูก ใครผิด ในการตาย 91 ศพและบาดเจ็บเกือบ 2,000
อีก เรื่องคือเรื่องศาล ในความคิดของผมคือ การพิพากษาของศาลเอาผู้พิพากษาเป็นใหญ่จะไม่ฟังใครก็ได้ เช่นกรณีศาลแรงงานมีตัวแทนของรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ตัวแทนลูกจ้างไม่ได้กำหนดคุณสมบัติชัดเจน ที่เข้าไปอยู่ตรงนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกเป็นระดับใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าศาลนี้ยังไม่ยุติธรรมพอ เพราะพอเป็นคดี ผมก็โดนตลอด คือถูกเลิกจ้างด้วยข้อหาเดิมๆ
อีก ข้อหนึ่ง คือ การปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างของชุมชน โดยให้คนงานเลือกตั้งในพื้นที่ทำงานของตนเอง ถ้าทำได้ คนงานจะช่วยชุมชนได้เยอะเลย
คำถามของ นศ.ต่อการปฏิรูป
จอม : มาฟังจากตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาบ้างว่า คิดเห็นอย่างไร มีอะไรบ้างที่ต้องเพิ่มเติมเข้าไป
ตัวแทน นศ.: สิ่งที่ นศ.พูด พบว่ามีอยู่ 2 ประเด็น อยากพูดแต่ไม่มีเวที และพวกที่ไม่มีอะไรจะพูด ไม่สนใจอะไรเลย เป็นเพราะอะไร
สังคม ไทยแตกต่างจากชาติอื่น ให้ความสำคัญกับชาติตัวเอง ว่ามีความเป็นไทย อยากให้นิยามความเป็นไทยว่าคืออะไร ถ้าไม่เป็นไทยจะแตกต่างออกไปจากนี้อย่างไร อนุรักษ์นิยมหรือคือความเป็นไทย แค่นั้นหรือ
การปฏิรูปนั้น คือ การเปลี่ยนแปลงเพื่อเดินไปข้างหน้า แต่ถามว่าคุณจะเดินไปข้างหน้า หรืออยู่กับที่ เป็นการปฏิรูปแบบอนุรักษ์นิยมที่คนบ้างกลุ่มเข้าใจหรือไม่อย่างไร
ใน ส่วนของกองทัพนั้น ควรจะมีการปฏิรูป เพราะยังเป็นอนุรักษ์นิยม กองทัพไม่เคยให้ความสนใจเจ้าของกองทัพที่แท้จริง จุดยืนคือ ต้องเป็นของประชาชน พิทักษ์ประชาชน กองทัพคุมซึ่งความมั่นคงของใครไม่รู้ ใครจะตอบให้ผมได้บ้าง กองทัพอ้างความมั่นคงของชาติ ทำให้ต้องคิดต่อว่า ชาติคืออะไร
สังคมนี้เป็นสังคมสมมติ ว่าต้องทำแบบโน้น แบบนี้ มันเป็นการมองปัญหาจากชนชั้นข้างบนปกครองคนข้างล่าง การปฏิรูปต้องมองปัญหาในระนาบเดียวกัน จะเห็นปัญหาที่กว้างและชัดกว่า ไม่ใช่จากคนที่อยู่สูงซึ่งมองเห็นคนด้านล่างไม่ชัด ตนต้องการปฏิรูปไปข้างหน้าไม่ใช่การย้อนกกลับ หรือปฏิรูปเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันกลุ่มคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
สุด ท้ายหลักการของการปฏิรูปในมุมมองของนักศึกษาอย่างตนมีสองส่วนคือ ประชาชนกับรัฐ คำถามคือควรจะให้ประโยชน์กับใคร ประชาชนเสียภาษีให้รัฐ เป็นเจ้าของรัฐ ควรจะมีสิทธิกำหนดรัฐไม่ใช่ให้รัฐมากำหนดประชาชน
ปฏิรูปตัวเองก่อนปฏิรูปประเทศ
จอม : เสียงของนักศึกษาจะดังไปถึง คณะกรรมการปฏิรูปหรือไม่ก็ต้องตามดู ขอมาที่ตัวแทนกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตย ภาคเหนือ
สว่าง : ภูมิ หลังตนเป็นลูกชาวนา ติดตามการบ้านการเมืองมาตลอด มีคำถามว่าทำไมชีวิตต้องวนเวียนกับการต่อสู้ประชาธิปไตย หลัง 6 ต.ค.ยังต้องต่อสู้ และประชาชนถูกฆ่า
พูดถึงการ ปฏิรูปมีกระแสมานาน ใครที่อยากได้อำนาจก็จะปฏิรูป เมื่อมีความขัดแย้งก็จะปฏิรูป คณะกรรมการปฏิรูปมีความรู้ความสามารถ แต่จะปฏิรูปต้องดูเนื้อหาสาระ แต่ละกลุ่ม แต่ละองค์กรต้องปฏิรูปตัวเองก่อน แม้แต่คณะกรรมการฯอย่างท่านอานันท์และหมอประเวศ ก็ต้องปฏิรูปความคิดด้วย รัฐประหารแต่ละครั้งไม่เคยต่อต้านเลย แต่ละคนถ้าเกิดเหตุการณ์บ้านเมือง รัฐบาลที่มาจากประชาชน ถูกโค่นล้มไปควรทำหน้าที่พยุงขึ้นมา
การปฏิรูปต้องปฏิรูปศาลให้มีความเป็นธรรม ปฏิรูปกฎหมายให้มีหลักนิติรัฐ นิติธรรมสังคมจึงจะเกิดการปรองดองได้
ปฏิรูปทหาร ทหารต้องมีแนวคิดรับใช้ประชาชน ยอมรับความคิดเห็นของคนแต่ละกลุ่ม ต้องรับฟังเสียงคนส่วนใหญ่จึงจะเป็นทหารประชาธิปไตย
การ ปรองดองโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นถือว่าหมดความชอบธรรม เพราะเป็นคู่ขัดแย้ง การร่วมมือกันนั้นต้องดูเนื้อหา ไม่ใช่การสร้างภาพ กฎหมายต้องมีมาตรฐานเดียว ไม่ใช่สองมาตรฐาน แดงทำ เหลืองทำก็ต้องผิดเหมือนกัน
เมื่อจะแก้ไขปัญหา คือให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน เพื่อยังมติของเสียงส่วนใหญ่ เป็นแนวทางแก้ไข ชาวบ้านรู้ปัญหา แม้สถานการณ์ราชประสงค์จะจบลงอย่างไร ประชาชนอาจจะท้อแท้ แต่ผมคิดว่าทางเนื้อหา ประชาชนไม่แพ้ ก้าวไปสู่ขั้นหนึ่งรู้ไปถึงต้นตอของโครงสร้างจริงๆ แนวทางแก้ไขคือ ทุกคนต้องพูดความจริง ใช้เสียงของประชาชนไปล้อมรัฐโดยไม่ใช้ความรุนแรง ผมเคยเข้าป่าจับปืนมาแล้วตอนนั้นมีการจัดตั้งที่ดีมาก แต่ก็สูญเสียมากและไม่ได้ผล ซึ่งย่อมสะท้อนว่าความรุนแรงใช้ไม่ได้ผล
การ ต่อสู้ครั้งนี้ เห็นมวลชนเยอะ ผมอยากให้กระแสพวกเราล้อมรัฐ อย่าเอาตัวรอดเหมือนในอดีต และขอฝากถึงรัฐบาลจงใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนในการแก้ไขปัญหา แต่รัฐบาลไทยใช้ภาษีประชาชนไปเข่นฆ่าประชาชน
--- จากนั้นเป็นการอภิปรายของคำผกาซึ่งอ่านได้ ที่ เวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย: คำ ผกา วิพากษ์ คกก.ปฏิรูป ---

ตร.เฝ้าบ้านเทือกโป้งกระชับพื้นที่ชาวบ้านอุกอาจ คราวนี้ผู้ก่อการร้ายโดนยิงเป็นแม่อุ้มลูกวัย8เดือน

ที่มา Thai E-News



ที่มา เนชั่น
22 ตุลาคม 2553

แจ้งความเมียถูกตร.เฝ้าบ้าน"สุเทพ"ยิงมั่ว


เมื่อ เวลา 02.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม ขณะที่ พ.ต.ท.ศิริพงษ์ เพื่อนสงคราม พงส.(สบ 3) สน.ตลิ่งชัน ปฏิบัติหน้าที่อยู่ มีนางกมลรัตน์ ฉัตรเรืองกมล อายุ 46 ปี อยู่ เขตคลองสาน พร้อมนายรัตติศักดิ์ น้อมแก้ว อายุ 22 ปี ลูกเขย เข้าแจ้งความ กรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบ ใช้ปืนไม่ทราบขนาด ยิงเข้าใส่รถยนต์โตโยต้าวิช สีบรอนซ์ กระสุนพุ่งทะลุประตูด้านคนนั่งหน้าฝั่งซ้าย เข้าน่องขาด้านซ้ายนางสาวกนกกาญจน์ เสนาะเกียรติ อายุ 23 ปี ลูกสาว ซึ่งขณะนั้นอุ้มลูกสาวอายุเพียง 8 เดือนไว้ด้วย กระสุนฝังใน ขณะขับรถจะกลับบ้านโดยไม่ทราบสาเหตุ เหตุเกิดบริเวณถนนกาญจนาภิเษก ฝั่งมุ่งหน้าถนนบรมราชชนนี ช่องทางคู่ขนาน เยื้องสมาคมชาวปักษ์ใต้ 200 เมตร แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ

นายรัตติศักดิ์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุเดินทางจากบ้านย่านถนนท่าดินแดงมากินหมูกระทะย่านถนนกาญจนา ภิเษก กับนางสาวกนกกาญจน์ ภรรยา พร้อมลูกสาววัย 8 เดือน เพื่อนชายหญิงอีก 2 คน และลูกชายเพื่อนวัย 9 ขวบ หลังจากกินอาหารเสร็จประมาณ 23.30 น. เดินทางกลับโดยใช้ถนนกาญจนาภิเษกช่องทางคู่ขนาน มุ่งหน้าถนนบรมราชชนนี โดยขับอยู่เลนส์กลาง ระหว่างขับผ่านสมาคมชาวปักษ์ใต้ได้ประมาณ 200 เมตร พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในชุดเครื่องแบบ 2 คน จอดรถยนต์เก๋ง โตโยต้าวีออส สีบรอนซ์เงิน อยู่ริมถนน

จากนั้นเห็นใช้ปืนไม่ทราบ ขนาด ยิงเข้าใส่รถกระบะเชฟโรเล็ต สีดำ ไม่ทราบทะเบียน 2 นัด โดยพบว่ารถกระบะคันดังกล่าวขับหนีไปอย่างรวดเร็ว จึงชะลอคันเร่งรถยนต์ โดยพบว่าบริเวณข้างทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 คน ได้เรียกรถยนต์กระบะสีน้ำเงิน ไม่ทราบยี่ห้อรุ่นและทะเบียน ซึ่งหลังกระบะมีชายและหญิงอยู่ประมาณ 7-8 คน จอดอยู่ริมถนน จึงค่อยๆขับผ่าน ช่วงจังหวะนั้นปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ได้ใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกับที่ยิงรถกระบะเชฟโรเล็ต หันปากกระบอกมายิงใส่รถตนเองจำนวน 1 นัด ทำให้กระสุนทะลุประตูหน้าด้านซ้าย พุ่งเข้าใส่น่องขาด้านซ้ายนางสาวกนกกาญจน์ ซึ่งขณะนั้นอุ้มลูกสาว “น้องเอย” วัย 8 เดือน ไว้ที่บริเวณตัก เมื่อเห็นภรรยาได้รับบาดเจ็บ จึงรีบขับรถนำภรรยาไปส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยา ย่านปิ่นเกล้า แพทย์ได้นำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน เนื่องจากกระสุนฝังใน อยู่ระหว่างการรอแพทย์ทำการผ่าตัดนำหัวกระสุนออกมา ก่อนรีบโทรศัพท์แจ้งแม่ภรรยาเข้าแจ้งความที่โรงพัก

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ระหว่างเดินทางมาแจ้งความ ทางกลุ่มผู้เสียหาย ได้สังเกตพบรถยนต์คันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบใช้ขณะเกิดเหตุ จอดอยู่บริเวณลานจอดรถโรงพัก จึงรีบเข้าไปตรวจสอบและถ่ายภาพ ปรากฏว่ามี ส.ต.ท.นิพนธ์ อุ่นใจ ผบ.หมู่งานป. สน.ตลิ่งชัน ทำหน้าที่เฝ้าหน้าบ้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ผู้ลงสมัคร ส.ส.สุราษฏร์ธานี พรรคประชาธิปัตถ์ เข้ามาสอบถาม ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายต่างยืนยันว่า ส.ต.ท.นิพนธ์ เป็นตำรวจคนที่ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่รถยนต์แล้วกระสุนเข้าขานางสาวกนกกาญจน์ เมื่อผู้เสียหายยืนยันจะแจ้งความดำเนินคดี ส.ต.ท.นิพนธ์ ก็รีบเดินทางเข้าห้องพักภายในแฟลตตำรวจหลังโรงพักทันที

ด้าน พ.ต.ท.ศิริพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ได้เรียก ส.ต.ท.นิพนธ์ มาสอบถามเบื้องต้นให้การปฏิเสธ โดยบอกว่าขณะเกิดเหตุเข้าเวรเฝ้าบ้านนายสุเทพ ระหว่างนั้นได้เกิดปวดท้องเข้าห้องน้ำ จึงขับรถยนต์วนมาเข้าห้องน้ำที่ปั้มน้ำมัน ปตท. ถนนกาญจนาภิเษก โดยไม่ได้มีการออกจับกุมรถยนต์คันใด และไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่ใคร อย่างไรก็ตาม ได้ทำการนำชุดเครื่องแบบของ ส.ต.ท.นิพนธ์ พร้อมอาวุธปืนขนาด 9 มม. เก็บมาตรวจสอบ โดยเตรียมส่งชุดเครื่องแบบ พร้อมตัวของ ส.ต.ท.นิพนธ์ ไปทำการตรวจเขม่าดินปืนที่กองพิสูจน์หลักฐาน ในช่วงเช้า

Thursday, October 21, 2010

จาตุรนต์ เรียกร้องศาล รธน. ตรวจสอบคลิปฉาว ถ้าจริง ต้องลาออก

ที่มา ประชาไท

นาย จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคลิปที่อ้างว่าเป็นบันทึกการสนทนา ระหว่างเจ้าหน้าที่ตุลาการระดับสูงและทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ ระบุเป็นปัญหาความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม หากทำจริงต้องลาออก และอย่าเบี่ยงประเด็นที่มาของคลิป

เวลา 13.00 น. ที่ห้องกรองทอง 3 ร.ร. เรดิสัน พระรามเก้า นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 แถลงกรณีคลิปที่อ้างว่าเป็นบันทึกการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่าย ตุลาการและทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ในกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์

นาย จาตุรนต์กล่าวว่าพูดใน 2 ฐานะ ฐานะแรกคือในฐานะเหยื่อของการยุบพรรคที่ใช้กฎหมายเผด็จการย้อนหลัง ทำให้ต้องติดตามการยุบพรรคของคดีอื่นๆ เรื่อยมา จนกระทั่งถึงคดีพรรคประชาธิปัตย์ และฐานะที่สองคือ ประชาชนผู้ห่วงใยความน่าเชื่อถือของศาลรับธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรมของ ประเทศไทย

“จากคลิปที่เผยแพร่ทั้งหมด ถ้าเป็นจริงก็สรุปได้ว่ามีการพยายามวิ่งเต้น ขอความช่วยเหลือจากตุลาการศาลในทางที่เป็นประโยชน์ต่อการสู้คดีของพรรคประชา ธิปัตย์ และมีความพยายามของตุลาการอย่างน้อยบางคนที่จะช่วยพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ ต้องถูกยุบ การกระทำดังกล่าวนี้เป็นการกระทำที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ถ้าพูดอย่างนี้กันจริงก็ไม่ทราบว่าเป็นความผิดกฎหมายมาตราไหนอย่างไร และยังไม่ได้เรียกร้องให้ใครต้องไปดำเนินคดีอะไรกับใคร แต่ผมเห็นว่าเป็นการขัดหรือผิดต่อคำถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ของผู้ พิพากษาตุลาการ ที่ต้องปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 201 รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ว่าจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่สิ่งที่ทำนี้ทั้งไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีอคติอย่างชัดเจน”

นาย จาตุรนต์กล่าวต่อไปว่า กระบวนการจากนี้ ไม่ว่าจะมีการไปดำเนินการปลดนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์จากเลขาประธานศาลรัฐธรรมนูญก็ดี หรือไปดำเนินคดีเกี่ยวกับใครเอาคลิปมาเผยแพร่ก็ดี ก็เป็นเรื่องที่จะทำก็ทำไปแต่สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถลบล้างความผิดและปัญหา ที่เกิดขึ้นจากการหารือในคลิปได้

“อันนี้ก็ต้องเรียกร้องต่อสาธารณชน ทั่วไปว่าไม่ควรหลงประเด็น คนที่จับเรื่องนี้ก็ไม่ควรผิดประเด็น เพราะการผิดประเด็นหลงประเด็น ผู้ที่ชอบที่สุดคือพรรคประชาธิปัตย์”

นาย จาตุรนต์กล่าวด้วยว่า มีประเด็นที่ต่อเนื่องมาจากคลิป คือประเด็นความน่าเชื่อถือของคลิปว่าเป็นการแอบถ่ายมา เหมือนกับไม่ใช่บันทึกการประชุมอย่างเป็นทางการ ไปแอบถ่ายมาจึงไม่น่าเชื่อถือนั้น นายจาตุรนต์เปรียบเทียบกับที่มีการจัดซื้อจัดจ้างของคณะกรรมการของหน่วย งานราชการ มีการแอบบันทึกภาพไว้ได้ความว่ากรรมการฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างหารือกันเพื่อจะ ช่วยบริษัทหนึ่งฮั้วประมูล ถามว่าการที่มีคนมาแอบบันทึกเทปไปหักล้างการที่กรรมการเตรียมฮั้วกันได้หรือ ไม่ คำตอบง่ายๆ คือช่วยไม่ได้ กรรมการนั้นก็มีความผิด ส่วนคนอัดเทปผิดหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นายจาตุรนต์เสนอว่า เพื่อคลี่คลายความกังขาของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญควรตรวจสอบว่ามีการเจรจากันตามที่ปรากฏในคลิปหรือไม่ โดยให้เจ้าหน้าที่เทคนิคนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ เพื่อเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญและกระบวนการยุติธรรม

“ข้อ เสนอคือ ผมไม่ทราบว่าพูดจริงหรือไม่จริง ถ้าพูดไม่จริง ที่วิเคราะห์มาก็เป็นอันโมฆะไป ถ้าไม่จริงก็มีปัญหาตามที่กล่าวมา ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญควรจะไปตรวจสอบว่ามีการพูดตามที่ปรากฏในคลิปจริงหรือ ไม่ ใครเป็นผู้พูด พูดว่าอะไร มีการแต่งหน้าเลียนแบบคนหรือเลียนเสียงหรือไม่ ถ้าไม่จริงก็ชี้แจงมา เรื่องนี้ก็จบไป ข้อครหานินทาความสนใจของคนก็จะหมดไป”

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า หากการตรวจสอบพบว่ามีการเจรจาเช่นนั้นจริง ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นเรื่องความไม่สุจริตเที่ยงธรรม และผู้ที่ปรากฏในคลิปหากเป็นจริงก็ต้องลาออกจากตำแหน่ง

“นี่เป็นข้อ เสนอตรงไปตรงมา และถ้าจริง ปัญหาที่ตามมาถ้าลาออก ประเด็นที่สังคมต้องช่วยกันคิดคือ ตุลาการศาลฯ จะลาออกก่อนตัดสินคดีฯ ก่อนหรือไม่ สังคมต้องช่วยกันคิด แต่คนที่ต้องตัดสินใจคือตุลาการฯ แต่ถ้าจริงแล้วไม่ลาออก ควรจะทำอย่างไรกันดี เพราะพรรคประชาธิปัตย์ นอกจาก 29 ล้านก็ยังมี 258 ล้าน ก็เสนอว่าในอนาคตถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญนี้เสีย แล้วตั้งใหม่ให้มีการสรรหาที่ถูกต้องและตรวจสอบได้โดยประชาชน”

อย่าง ไรก็ตาม นายจาตุรนต์ยอมรับว่า การเผยแพร่คลิปทั้งห้าคลิปนั้นมีปัญหา 2 ประเด็นคือจุดอ่อนของคลิปมีสองส่วน คือส่วนที่หนึ่งมีการนำคลิปที่หนึ่งมาเผยแพร่รวมอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่คลิปที่หนึ่งไม่เกี่ยวกันเลยกับการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ คือเป็นภาพเหตุการณ์รอรับรางวัลสัญญา ธรรมศักดิ์ ทำให้คนสงสัยในเจตนา

จุด อ่อนที่สองคือการบันทึกภาพและเสียงอาจผิดระเบียบแต่ถึงแม้จะมีจุดอ่อน สองข้อนี้หรือแม้กระทั่งเป็นความผิดทั้งผิดระเบียบหรือผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถหักล้างเนื้อหาที่มีการปรึกษาหารือกันตามที่ปรากฏในคลิปได้

นาย จาตุรนต์กล่าวด้วยว่า สำหรับประเด็นการยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทางทีมทนายของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เน้นสู้ในเรื่องพยานหลักฐานโดยเฉพาะที่ เป็นเอกสารซึ่งเป็นเครื่องแสดงชัดเจนว่าผิดถูกอย่างไร แต่เน้นการทำลายความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายผู้ร้องทั้งในเรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์ส่วนตัวและการทำหน้าที่ในหน้าที่การงานของพยานผู้ร้อง

ข้อ ที่สอง ทีมทนายประชาธิปัตย์ใช้โอกาสที่ได้รับอนุญาตให้พยานของผู้ถูกร้อง คือพยานฝ่ายประชาธิปัตย์ให้การด้วยวาจาเป็นเวลานานเป็นพิเศษ แล้วนำมาใช้ในการแถลงข่าวชี้แจงผ่านสื่อมวลชนในรูปแบบต่างๆ เป็นประจำและมากกว่าการพิจารณาคดียุบพรรคทุกพรรคที่ผ่านมา นับตั้งแต่การยุบพรรคไทยรักไทยเป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อเป็นการชี้แจงทำความเข้าใจกับสาธารณชนสร้างกระแสความเข้าใจให้ ฝ่ายตนเอง ขณะเดียวกันก็พูดซ้ำๆ ว่าไม่ควรสร้างกระแสหรือกดดันศาล

ประการ ที่สาม มีการใช้ข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการจากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาทำหน้าที่ทำลายความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายผู้ร้อง โดยเฉพาะผู้ที่ทำหน้าที่สอบสวนในคดีนี้ ทั้งๆ ที่อธิบดีดีเอสไอที่ผ่านมาได้แสดงบทบาทในเรื่องคดีอื่นๆ อย่างไม่เหมาะสม เกินกว่าหน้าที่ไม่เป็นไปตามการทำหน้าที่ตามประมวลวิธีอาญา เช่นแถลงข่าวเอง จับมาแล้วมาแถลงแทนผู้ต้องหา ให้ความเห็นต่างๆ นานาอยู่เสมอๆ ทั้งที่ที่อธิบดีดีเอสไอนี้ครั้งหนึ่งก็มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการเสนอ ให้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นคดีพิเศษ

ศีล 14 ข้อของชาวพุทธไม่ลอยนวล โดย ติช นัท ฮันห์

ที่มา มติชน





วิจักขณ์ พานิช แปล

1. ไม่พึงคลั่งไคล้บูชา หรือ ยึดมั่นแน่นหนาในหลักธรรม พระคัมภีร์ ทฤษฎี บุคคล หรือ ความเชื่อ แม้แต่ที่มีในพุทธศาสนา เพราะระบบคิดทางพุทธเป็นเพียงอุบายวิธี หาได้เป็นความจริงสัมบูรณ์ไม่


2. ไม่พึงคิดว่าความรู้ที่ เธอมีในตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่แปรเปลี่ยน หรือเป็นความจริงสูงสุด หลีกเลี่ยงการมีใจคับแคบ และถูกกรอบกั้นด้วยวิธีคิดที่เธอใช้อยู่ในปัจจุบัน เรียนรู้และฝึกฝนความไม่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดของตน เพื่อสามารถเปิดใจรับความเห็นต่างของผู้อื่น เพราะสัจธรรมถูกค้นพบได้ในชีวิตของคนทุกคน และไม่ได้จำกัดอยู่ในความรู้เชิงทฤษฎีเท่านั้น จงพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต และสังเกตความเป็นจริงในตนเองและในโลกอยู่ตลอดเวลา


3. ไม่พึงบีบบังคับผู้อื่น รวมถึงเด็กและเยาวชน ด้วยหนทางใดๆ ที่เป็นไปเพื่อการยัดเยียดความคิดและความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นโดยการใช้อำนาจ คำขู่ เงิน โฆษณาชวนเชื่อ หรือแม้กระทั่งการศึกษา ทว่าการพูดคุยรับฟังกันด้วยความเข้าใจ สามารถช่วยให้ผู้อื่นละวางจากโรคคลั่งศาสนาและภาวะจิตใจอันคับแคบ


4. ไม่พึงหลีกหนีความทุกข์ หรือปิดหูปิดตาเบื้องหน้าความทุกข์ ไม่พึงสูญเสียการตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของความทุกข์ในสรรพชีวิตในโลก พึงหาหนทางที่จะอยู่กับผู้ที่กำลังทุกข์ทน ลงไปสัมผัสพวกเขา เยี่ยมเยียน สบตา และสดับรับฟัง หนทางเช่นนี้จะนำมาซึ่งการปลุกตัวเธอและเพื่อนมนุษย์ให้ตื่นรู้ต่อความเป็น จริงของทุกขสัจจ์ในโลก


5. ไม่พึงสะสมความมั่งคั่ง ในขณะที่คนเป็นล้านยังขาดแคลนและหิวโหย อย่าได้เอาชื่อเสียง ผลกำไร ความร่ำรวย หรือความสุขในรสสัมผัส เป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต พึงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แบ่งปันเวลา กำลัง และวัตถุสิ่งของให้แก่คนที่เขาต้องการ


6. ไม่พึงรักษาความโกรธ เกลียดเคียดแค้น เรียนรู้ที่จะแทงทะลุและแปรเปลี่ยน ตราบที่มันยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์อยู่ในจิตใจของเธอ และเมื่อใดที่มันเผยขึ้น พึงกำหนดรู้ที่ลมหายใจ เพื่อจะได้มองเห็นและเข้าใจธรรมชาติของความโกรธเกลียดนั้น


7. ไม่พึงปล่อยให้สติหลุด ลอย ทั้งต่อตนเองและต่อสิ่งรอบตัว ฝึกปฏิบัติการมีสติในลมหายใจเข้าออกเพื่อจะได้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวใน ปัจจุบันขณะ พึงสัมพันธ์อยู่กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อันน่าตื่นตาตื่นใจ สดใหม่ และเปี่ยมด้วยพลังเยียวยา ทั้งภายในและรอบๆตัวเธอ หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรื่นรมย์ สันติ และความเข้าใจในตนเอง เพื่อจะได้เกื้อหนุนต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในจิตสำนึกของเธอ


8. ไม่พึงใช้คำพูดอันนำไป สู่ความแค้นเคือง หรือเป็นเหตุให้สังคมแตกแยก พึงพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความเข้าใจระหว่างกัน และคลี่คลายความขัดแย้งทั้งปวง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงไรก็ตาม


9. ไม่พึงพูดสิ่งที่ไม่เป็น ความจริง เพื่อประโยชน์ตนหรือเพื่อให้ผู้อื่นประทับใจ ไม่พึงใช้คำพูดที่ก่อให้เกิดการแตกแยกและความเกลียดชัง ไม่พึงเผยแพร่ข่าวสารที่เธอไม่รู้อย่างแน่ชัด ไม่วิพากษ์วิจารณ์หรือประณามในสิ่งที่เธอไม่แน่ใจ พึงใช้คำพูดอย่างจริงใจและสร้างสรรค์ กล้าพูดและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความไม่เป็น ธรรม แม้จะนำมาซึ่งภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของตัวเธอเองก็ตาม


10. ไม่พึงใช้ชุมชนทางศาสนา เพื่อประโยชน์หรือผลกำไรแก่ตนเอง หรือแปรเปลี่ยนสังฆะเป็นพรรคการเมือง ทว่าชุมชนทางพุทธศาสนาควรมีจุดยืนที่ชัดเจน ในการต่อต้านการกดขี่และความอยุติธรรม และควรเป็นหัวหอกให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ดังกล่าว โดยปราศจากการเข้าไปร่วมสร้างความขัดแย้งระหว่างฝักฝ่าย


11. ไม่พึงประกอบอาชีพที่ เป็นภัยต่อมนุษย์และธรรมชาติ ไม่พึงร่วมลงทุนในบริษัทและบรรษัทที่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น พึงเลือกประกอบอาชีพที่ช่วยให้เธอได้ตระหนักถึงคุณค่าของความรักและความ กรุณาต่อเพื่อนมนุษย์


12. ไม่ฆ่า ไม่ปล่อยให้ผู้อื่นลงมือฆ่า พึงพยายามทุกวิถีทางที่จะปกป้องชีวิต และป้องกันไม่ให้เกิดสงคราม


13. ไม่พึงเป็นเจ้าของสิ่ง ใดที่ควรเป็นของผู้อื่น เคารพในทรัพย์สินของผู้อื่น และป้องกันไม่ให้ผู้อื่นหากำไรจากความทุกข์ของมนุษย์และสรรพสัตว์บนโลก


14. ไม่พึงใช้ร่างกายในทาง ที่ผิด เรียนรู้ที่จะดูแลร่างกายด้วยความเคารพ ไม่พึงมองร่างกายเป็นเพียงเครื่องมือ สงวนพลังชีวิต (พลังทางเพศ, ลมหายใจ, จิตวิญญาณ) เพื่อการรู้แจ้งในหนทางอันประเสริฐ สำหรับฆราวาส การแสดงออกทางเพศไม่พึงเกิดขึ้นโดยปราศจากความรักและข้อผูกมัดทางใจ ในสัมพันธ์ทางเพศ พึงตระหนักถึงความทุกข์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต และเพื่อคำนึงถึงความสุขของผู้อื่น พึงเคารพในสิทธิเสรีภาพ และข้อผูกมัดที่มีต่อกัน รับผิดชอบต่อการให้กำเนิดชีวิตใหม่บนโลก


(จากหนังสือ Interbeing: Fourteen Guidelines For Engaged Buddhism)


หมายเหตุมติชนออนไลน์ ติช นัท ฮันห์ พระเถระชาวเวียดนาม ได้จาริกธรรมมาที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-31 ตุลาคมนี้

คลิปลับสะเทือน'ปชป.-ศาลรธน.'

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



ผลการนำคลิปลับลงเผยแพร่ในเว็บไซต์ นำมาซึ่งข้อกังขาของสังคม

เพราะตัวเอกของเรื่องคือนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง หนึ่งในทีมกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กับนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรม นูญ พบปะกันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ถูกโยงใยว่าเป็นการล็อบบี้เพื่อให้ช่วยเหลือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

คลิปลับจะมีผลต่อรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ตุลาการศาลรัฐธรรรมนูญและการตัดสินคดียุบพรรคมากน้อยแค่ไหน มีความเห็นจากหลายคน ดังนี้



ไชยันต์ ไชยพร

หัวหน้าภาควิชาการปกครอง

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



คลิ ปลับดังกล่าวเป็นการลดความน่าเชื่อถือทั้งของพรรคประชาธิปัตย์และกระบวนการ ยุติธรรมเป็นอย่างมากหากไม่สามารถเคลียร์ตัวเองได้ ดังนั้นต้องดูผลสอบ สวนว่าจะออกมาอย่างไรก่อน

พรรคประชาธิปัตย์และศาลรัฐธรรมนูญควรระมัด ระวังเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่กลับปล่อยให้มีคลิปหลุด มีการถอดบทพูดคุยได้ถึงขนาดนั้น ก็ไม่รู้จะอธิบายแก้ตัวกันอย่างไร

เรื่อง นี้มีผลต่อคดีแน่นอน เพราะการตัดสินว่าไม่ยุบก็ต้องมีกระแสว่ามีการฮั้วกัน หากตัดสินว่ายุบ คงไม่มีใครว่าอะไร ปัญหามันจึงอยู่ที่ตรงนี้

แต่ ถ้ามองว่าตรงนี้เป็นการจัดฉากของพรรคเพื่อไทย ต้องบอกว่าคนระดับนายวิรัช ร่มเย็น ถูกจัดฉากจนมีบทพูดคุยขนาดนั้น ก็คงไม่ใช่ แตกต่างจากภาพพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ปรากฏอยู่ในคลิปที่ 1 เข้าใจได้ว่านำภาพเก่ามาตัดต่อใส่

สิ่งที่รัฐบาลทำได้ในตอนนี้คือต้องรอผลการสอบสวนที่แน่ชัด

แต่ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลจากประชาชนย่อมลดน้อยลงไป



ภราดร ปริศนานันทกุล

วิปพรรคชาติไทยพัฒนา



เบื้อง แรกที่เห็นข่าวนำคลิปมาเผยแพร่ รู้สึกตกใจที่ทำกันถึงขนาดนี้ ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีต่อกระบวน การบางอย่างในบ้านเมือง ลดลงไปในทันที ถ้าเป็นอย่างนี้คงลำบาก

ที่ผ่านมาประชา ชนไม่ค่อยเชื่อมั่นในฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร และยังจะมีความเชื่อมั่นต่อฝ่ายตุลาการ

ข่าวคลิปในศาลรัฐธรรมนูญ ผมสงสัยว่า จะทำให้ความเชื่อมั่นลดน้อยลงไปหรือไม่

และยังส่งผลด้วยว่าถ้าไม่มีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ จะรู้สึกว่ามีการฮั้วกันได้ แต่ถ้าถูกยุบก็เหมือนกับว่าถูกกดดันจากภายนอก

ทุก ฝ่ายต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาเร็ว ส่วนผลตัดสินว่าจะยุบหรือไม่ยุบ อยู่ที่ดุลพินิจของศาลว่าจะต้องใช้ทั้งเหตุผลและหลักฐานความเป็นจริง

ส่วน รัฐบาลยังต้องเดินหน้าต่อไป แต่ถ้าถูกยุบ ก็เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการที่จะเลือกตั้งกันใหม่ เมื่อถึงตรงนั้นแล้วค่อยมาว่ากันอีกที



ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน

คณะนิติศาสตร์

รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ผล กระทบเกิดขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง และเป็นผลกระทบที่ค่อนข้างมาก เพราะนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าหน้าที่ศาลทั่วไป แต่เป็นถึงเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมมีผลกระทบต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ทั้งความน่าเชื่อถือของสาธารณะ รวมถึงมีผลต่อคดีการยุบพรรคประชาธิปัตย์พอสมควร

ในแง่ของการแก้ปัญหา นั้น การปลดนายพสิษฐ์ ออกนั้นถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องทำอะไรที่มากกว่านี้ เพื่อเรียกความน่าเชื่อถือในคดีการตัดสินคดียุบพรรคกลับคืนมา และต้องทำก่อนวันที่ศาลมีคำสั่ง พิพากษา เพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ที่สำคัญต้องว่าไปตามเนื้อผ้า ตามข้อเท็จจริงข้อกฎหมาย เพราะหากคดีนี้เป็นคดีแรกที่ศาลจะพิจารณาตัดสินยุบพรรค ปัญหาจะน้อยกว่านี้

ใน ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนความจริงขึ้นมา แล้วได้ผลสอบสวนว่าจริงตามที่นายวิรัช ร่มเย็น แถลงก่อนหน้านี้ว่าถูกขุดบ่อล่อปลา มันย่อมมีผลกระทบต่อพรรคอย่างแน่นอน เนื่องจากนายวิรัช เป็นทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรค แม้จะเป็นการขุดบ่อล่อปลาจริง แต่ในเสียงของการสนทนากลับมีความเห็นที่ คล้อยตามกันไปกับนายพสิษฐ์ อยู่พอสมควร

ฉะนั้นเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์จะต้องทำความจริงให้กระจ่าง เพราะส่งผลกระทบต่อพรรคโดยตรง

แต่ ในภาพรวม ต้องแยกแยะระหว่างตัวบุคคลและกระบวนการยุติธรรมออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นการกดดันศาลหรือกระบวนการใดๆ ต้องแยกแยะระหว่างตัวบุคคลและศาล กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยต้องอยู่ต่อไป มีปัญหาก็ต้องแก้ต่อไป



รณฤทธิชัย คานเขต

ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อแผ่นดิน



กรณี มีคลิปเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ไม่น่าเกี่ยวโยงกับการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการตัดสินคดีต่างๆ ศาลท่านล้วนยึดถือบนความถูกต้องเป็นธรรม

จริงๆ แล้ว กรณีที่มีรูปบุคคลในคลิป ไม่น่าที่จะวิจารณ์กันเป็นเรื่องใหญ่โต ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่คนรู้จักกันจะนัดพบพูดคุยกัน เชื่อว่าความผูกพันส่วนตัวกับการตัดสินคดีความ เมื่อศาลนั่งอยู่บนบัลลังก์ ท่านจะแยกออกระหว่างความถูกต้องและความสัมพันธ์ส่วนตัว

ส่วนจะมี ขบวน การจัดฉาก ตามที่กล่าวหาโยนกันไปมาหรือไม่ ในแวด วงการเมืองเขารู้กันว่ามันเป็นวิชามาร ถือเป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมือง แต่เชื่อว่าท้ายสุดแล้ววิชามารที่ว่าคงใช้ไม่ได้ผล และจำนนต่อหลักฐานข้อเท็จจริงไปเอง

ขณะที่การปลดเลขานุการประธานศาล รัฐธรรมนูญแบบฟ้าผ่า ไม่ถือเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมาย และเป็นสิ่งที่ย้ำว่าศาลท่านคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ยืนยันว่า กรณีคลิป กลุ่มบ้านริมน้ำในฐานะที่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่รู้สึกกังวล และไม่คิดว่าจะส่งผลต่อการตัดสินคดียุบพรรค และไม่กังวลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ขอให้เป็นดุลพินิจของศาล เราไม่ขอก้าวล่วง ขอให้เราเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมของศาล



ทวี สุรฤทธิกุล

อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช



กรณี คลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์ มีผลกระ ทบต่อพรรคประชาธิปัตย์มาก เพราะจากภาพลักษณ์ที่หากินบนความซื่อสัตย์ เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็สะท้อนเหลี่ยมของกฎหมาย ที่พยายามใช้กระ บวนการกฎหมายเพื่อเอาชนะ

การ ไปดำเนินการนอกเหนือกฎหมาย ไม่รู้ว่ามีใครสั่งการหรือดำเนินการอย่างไรบ้าง เป็นเรื่องน่าสนใจ โดยจากผลสำรวจของประชาชนที่มองเรื่องนี้ทำให้พรรคเสื่อม น่าจะมีผลอย่างนั้นจริงๆ

แต่เรื่องนี้ไม่น่าส่งผลสั่นคลอนต่อการทำ งานของพรรคร่วมรัฐบาล ส่งผลกับประชาธิปัตย์โดยตรงเท่านั้น ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวดีว่าอาจจะรอดจากการถูกยุบพรรค แต่พอมีเรื่องคลิปออกมา หากพรรคประชาธิปัตย์รอด คนจะตีความว่ารอดมาได้เพราะการดำเนินการที่มีเลศนัย ไม่สง่างาม

แต่ ถ้าไม่รอดโดยถูกยุบพรรค น่าจะเป็นเรื่องดี สามารถ ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ได้ และมีผลดีต่อพรรคประชาธิปัตย์กลุ่มเก่า ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแผนหรือเล่ห์กลอะไรหรือไม่ เพราะมีคนพูดเหมือนกันว่าเป็นเรื่องคนในพรรคเล่นกันเองก็มี

ส่วนความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยที่มีปัญหากันอยู่ คิดว่าไม่น่ามีผลต่อการอยู่รอดของรัฐบาล

เพราะ เรื่องคลิป พรรคภูมิใจไทยไม่กล้าซ้ำเติมพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะได้โอกาสก็ไม่ซ้ำเติม พรรคภูมิใจไทยก็ระมัดระวัง ขนาดนายเนวิน ชิดชอบ สั่งห้ามคุยเรื่องการเมือง ก็ชัดเจนว่าไม่อยากให้กระทบกระเทือนกัน

การ์ตูน เซีย 21/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_120342

การ์ตูน เซีย 21/10/53

จาตุรนต์ ฉายแสง เรื่องคลิป

ที่มา thaifreenews

โดย redthai2010

จาตุรนต์ ฉายแสง p1/3



จาตุรนต์ ฉายแสง p2/3



จาตุรนต์ ฉายแสง p3/3

โอ๊ค-เอม-อิ๊ง เผยผลัดกันเยี่ยมพ่อแม้วคนละเดือน บอกทักษิณแข็งแรงดี ห่วงน้ำท่วม

ที่มา มติชน



เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ต.ค. มูลนิธิไทยคม
ร่วมกับนานมีบุ๊คส์ แถลงข่าว “52 หนังสือดี พี่ให้น้อง”
ในโครงการ อ่านสนุก สุขใจ ได้ปัญญา โดยมอบหนังสือดี 52 เล่ม
และตู้หนังสือรวมถึงสมุดบันทึกการอ่านให้กับ 100 โรงเรียนที่ขาดแคลน
โดยมุ่งหวังให้เด็กไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ 3 พี่น้อง โอ๊ค-พานทองแท้ เอม-พินทองทา และอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร
กรรมการมูลนิธิไทยคม สุวดี จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมี บุ๊ค จำกัด
และคิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
ร่วมแถลงข่าวที่ อาคารนานมี บุ๊คส์ ซอยสุขุมวิท 31

พินทองทาให้สัมภาษณ์ถึงโครงการนี้ว่า ความจริงโครงการนี้พ่อไม่ทราบ
แต่เราแจ้งว่า อยากทำและพ่อก็สนับสนุนและพ่อเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิไทยคม
ขณะที่โอ๊คกล่าวว่า ท่านไม่ได้ให้ข้อเสนอแนะอะไร
แต่พ่อได้ปลูกฝังให้เรารักการอ่านมาตั้งแต่เด็ก
และโครงการนี้เป็นโครงการที่พวกเราพี่น้องทำร่วมกันครั้งแรก

เมื่อถามถึงความพยายามของฝ่ายการเมืองที่จะสร้างความปรองดอง โอ๊คกล่าวว่า
ความปรองดองเป็นสิ่งที่ดี ถ้าดีกับทุกฝ่าย

ขณะที่เอม พินทองทา กล่าวเสริมว่า ในภาพใหญ่เรา
ก็อยากให้คนไทยรักกันไม่ว่าจะคิดต่างกันหรือคิดเหมือนก็รักกันก็ได้
มีความสามัคคีดีกว่า ทุกประเทศ
ก็อยากให้คนไทยรักกันคือภาพรวม แต่ในภาพย่อยในมุมที่เราเป็นลูก
ถามว่าชีวิตมีผลกระทบไหม ก็มี ส่วนแรงกดดันก็มีเยอะ
แต่เราก็พยายามบริหารสิ่งที่เราเจอ รวมถึงความเครียดต่างๆ ให้พอสำหรับการทำงาน
หรือทำอะไรต่อไปในชีวิต ไม่ใช่หยุดรออะไรสักอย่างจะเกิดขึ้น
แต่เราต้องเดินหน้าต่อไป ชีวิตต้องดำเนินต่อไป

เมื่อถามถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พินทองทากล่าวว่า
คุณพ่อแข็งแรงดี คุยติดต่อกันทุกวัน คุณพ่อก็คิดถึงคนไทยทุกคน
และยังฝากบอกว่าห่วงพี่น้องที่น้ำท่วม
ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมในเมืองไทยก็รับทราบ
และแสดงความเป็นห่วงมาถึงพี่น้องทุกคน
ส่วนเรื่องการเมืองไม่ค่อยได้คุยกัน จะคุยแต่เรื่องพ่อลูกมากกว่า

สามพี่น้องกล่าวด้วยว่า ตกลงกันไปเยี่ยมพ่อคนละครั้ง เดือนหนึ่งผลัดกันไป
เหมือนทำให้คุณพ่อแฮปปี้ เพราะเขาคิดถึงคนในครอบครัว ถ้าไปพร้อมกัน 3 คน
ก็จะเล่นกันสนิทกัน แต่พอหายไปทั้ง 3 คน พ่อจะเหงาเลยจึงต้องผลัดกันไปทีละคน
เวลาผ่านไปเร็ว ทุกอย่างที่ทำให้ผ่านมาได้คือ ครอบครัว ทุกคนช่วยกันและรักกัน
ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ ไม่อย่างนั้นผ่านไม่ได้เลยถ้าไม่มีครอบครัว

สำหรับโครงการ “52 หนังสือดี พี่ให้น้อง”
ทางมูลนิธิไทยคมเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงิน

สมทบทุนซื้อตู้หนังสือ ในราคาตู้ละ 18,900 บาทเป็นหนังสือในกลุ่มสาระ 5 หมวด คือ
หมวดเสริมความรู้ สารคดีสำหรับเยาวชนและเด็ก
หมวดการ์ตูนความรู้
หมวดนิยายสั้นสำหรับเยาวชน
หมวดสารานุกรมและพจนานุกรม
หมวดภาษา
และหมวดเรื่องสั้นสำหรับเยาวชน
โดยมอบตู้หนังสือมอบตู้หนังสือให้กับโรงเรียนขนาดเล็กในความดูแลของสพฐ.
โรงเรียนไทยรัฐวิทยา
โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
และยังได้มอบให้กับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
รวมทั้งสิ้น 100 ตู้
ผู้สนใจร่วมบริจาคหนังสือพร้อมตู้โครงการดูรายละเอียด
และดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ www.thaicomfoundation.org
หรือสอบถามโทร.0-2668-1719-24