WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 23, 2010

บทสัมภาษณ์ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยในประเทศสหราชอาณาจักร

ที่มา thaifreenews

โดย คำปัน


แอนดรูว์ สปูนเนอร์-Asiancorrespondent

ช่วง ต้นเดือนนี้ ผมมีโอกาสได้พบกับสตรีชาวไทยท่านหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานใน ประเทศสหราชอาณาจักรเพราะได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย เธอพำนักอยู่ในบ้านซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแบบอังกฤษอันเรียบง่าน “ตาล” (นามสมมุติ เนื่องจากเหตุผลของความปลอดภัย) พยายามอดทนกับคำข่มขู่จากคนที่เธอแน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรงฝ่าย ขวาอย่างพันธมิตร และทำให้เธอรู้สึกจำเป็นที่จะต้องหลบหนีออกจากประเทศไทยและแสวงหาสถานภาพผู้ ลี้ภัยจากประเทศอื่น เจ้าหน้าที่รัฐอังกฤษได้รับรองสถานภาพของเธอ (เจ้าหน้าที่รัฐอังกฤษจะรับรองสถานภาพผู้ลี้ภัยก็ต่อเมื่อมีหลักฐานชัดเจน เท่านั้น) ในปัจจุบันเธอได้รับสิทธิให้อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ 5 ปี (หลังจากนั้นสามารถยื่นขอสถานภาพพลเมืองได้)
ผู้ อ่านจะต้องไม่ลืมว่า ในขณะที่รัฐบาลไทยพยายามกำจัดคนเสื้อแดงอย่างอำมหิต แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลไทยกลับไม่ลงโทษกลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงกลุ่มพันธมิตร และผู้สนับสนุนจากการกระทำของกลุ่มคนเหล่านี้เลย ดูราวกับว่ากลุ่มพันธมิตรและผู้สนับสนุนสามารถก่อความรนแรงหรือขู่กรรโชกผู้ คนได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า กลุ่มหัวรุนแรงพันธมิตรกระทำการดังกล่าวในนามของกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจหรือ ไม่? หากเป็นเช่นนั้นจริง ประชาชนชาวไทยสามารถคาดหวังความคุ้มครองภายใต้หลักนิติรัฐจากรัฐบาลเมื่อถูก ข่มขู่จากกลุ่มพันธมิตรได้หรือไม่? คำตอบเดียวในตอนนี้คือ เจ้าหน้าที่รัฐอังกฤษดูเหมือนจะเห็นด้วยที่ว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถทำ ได้“ดิฉันเป็นคนไทยและจบปริญญาโทจากมหาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี 2549 หลังจากที่จบการศึกษา ดิฉันได้ทำงานในตำแหน่งนักวิจัยให้กับองค์กรระหว่างประเทศเอ็นจีโอ ดิฉันเดินทางออกจากประเทศไทยในต้นปี 2552 เพราะ มีคนโทรศัพท์มาขู่ฆ่าดิฉันทางโทรศัพท์มือถือส่วนตัว สามีดิฉันได้รับจดหมายคุกคามที่ถูกส่งไปยังที่ทำงาน และถูกข่มขู่หลายครั้งจากผู้สนับสนุนการทำรัฐประหารในปี 2549 สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยแย่ลงอย่างต่อเนื่อง และมีความกังวลถึงเรื่องสภาวะที่ไร้ความยุติธรรมและระบบนิติรัฐ กลุ่มพันธมิตรกระทำการอันรุนแรงทางการเมืองทุกวัน และกฎหมายที่กดขี่ถูกใช้เป็นเครื่องมือคุกคามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ดิฉันทิ้งทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดไว้ที่บ้านพักในกรุงเทพ และเดินทางมาที่พร้อมกับกระเป๋าเดินทางใบเล็กเพียงหนึ่งใบ ดิฉันต้องลาออกจากงาน ทิ้งเพื่อนและครอบครัวไว้ข้างหลัง และในเวลานั้นดิฉันไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาก่อน
ดิฉันยื่นขอ สถานภาพลี้ภัยทางการเมืองในประเทศสหราชอาณาจักรด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่า หากดิฉันเดินทางกลับไปยังประเทศไทย ดิฉัน อาจจะเสี่ยงต่อการถูกคุกคามจากกลุ่มคนและเจ้าหน้าที่รัฐเพราะกิจกรรมทางการ เมืองของดิฉัน และความสัมพันธ์ใกล้ชิดของดิฉันกับสามี ตั้งแต่ปี 2543 เรา ได้เขียนหนังสือบทความ และดำเนินโครงการเกี่ยวกับสิืทธิมนุษยชนร่วมกันหลายโครงการ เราทั้งสองคนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำอันรุนแรงใดๆ เราเพียงแค่สนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ต่อต้านการทำรัฐประหารในปี 2549 และการทำลายระบอบประชาธิปไตยในภายหลังเท่านั้นกลุ่ม คนที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐที่ดิฉันกล่าวถึงคือกลุ่มผู้สนับสนุนกลุ่มเผด็จ การฟาสซิสต์พันธมิตรที่ยึดและทำลายทำเนียบรัฐบาล ใช้ความรุนแรงและอาวุธนอกรัฐสภา และยังยึดสนามบินนานาชาติถึงสองแห่งในปี 2551 ในฐานะที่ดิฉันเป็นนักกิจกรรมเอ็นจีโอ ดิฉันจึงรู้จักผู้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรเป็นการส่วนตัว และพวกเขารู้จักดิฉันดีพอที่จะข่มขู่เอาชีวิตดิฉันทางโทรศัพท์มือถือ และยังด่าทอดิฉันต่อหน้าในขณะที่ดิฉันทำงาน เวลาที่คนเหล่านั้นโทรมาข่มขู่ดิฉัน พวกเขาจะพูดว่า “ระวังตัวให้ดี … แกจะถูกอุ้มฆ่า” .. “แกจะถูกยิง” .. “ระวังตัวไว้ให้ดีเวลาไปไหนมาไหน เพราะแกจะถูกอุ้มฆ่า” ในเวลานั้น ดิฉันพยายามไม่ใส่ใจคำข่มขู่เหล่านี้ เพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตให้เป็นปกติสุขในระดับหนึ่ง
เวปไซต์กลุ่ม พันธมิตร อย่างเช่น ASTV ได้ เผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวและปลุกระดมให้มีการใช้ความรุนแรงกับนักกิจกรรมผู้ เรียกร้องประชาธิปไตยคนเสื้อแดง การคุกคามโดยกลุ่มคนและเจ้าหน้าที่รัฐนั้นรวมไปถึงประชาทัณฑ์ ซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิต และการลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้ามด้วย
ดิฉัน ต้องแสดงหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่รัฐอังกฤษว่าดิฉันเสี่ยงต่อการถูกคุกคาม จากกลุ่มคนและเจ้าหน้าที่รัฐเพราะระบบนิติรัฐถูกทำลายและความรุนแรงทางการ เมืองที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 ความรุนแรงทางการเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 โดยการกระทำของเจ้าหน้ารัฐไทยและรวมไปถึงกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรอีกด้วย ซึ่งการกระทำนั้นรวมถึงการที่ทหารยิงผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ จำนวนนักโทษทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดิฉันต้องพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐอังกฤษเห็นว่าสิทธิมนุษยชนและระบบนิติรัฐ ในประเทศได้เสื่อมโทรมลงอย่างรุนแรง โดยดิฉันสามารถพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐที่นี่เห็นว่าคณะรัฐบาลไทยเต็มไป ด้วยสมาชิกลุ่มพันธมิตรและมีกองทัพหนุนหลัง นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวกิจกรรมทางสิทธิมนุษยชน ผู้มีชื่อเสียงชาวอังกฤษได้เขียนจดหมายรับรองดิฉันในการยื่นขอสถานภาพผู้ลี้ ภัย ดิฉันยังได้ยกรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และบทความในหนังสือพิมพ์ที่น่าเชื่อถือประกอบการยื่นขอนี้ด้วย
ในปัจจุบันดิฉันได้รับการรับรองสถานภาพผู้ลี้ภัยและมีสิทธิพำนักในประเทศสหราชอาณาจักรได้ 5ปี และขณะนี้ดิฉันกำลังศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ
http://robertamsterdam.com/thai/?p=487

วิเคราะห์คลิปฉาว... ปชป.

ที่มา thaifreenews

โดย TFN Adminestrator

วิเคราะห์คลิปฉาว...ปชป.กับ

ดร.วิบูลย์ (พิธีกรดำเนินรายการ มองไทยมองเทศน์)
คุณพลรักษ์ (บก.เรดนิวส์) คุณสุนทร (แมวอ้วนอ้วน สมาชิกไทยฟรีนิวส์)

จัดฉาก หรือ แอบถ่าย
คนถ่ายคลิปถ่ายคนทำผิดได้ แต่ไหงกลายจะเป็นคนผิดซะอีก โอ้ว๊าวววว
กลับตะลาปัด กันไปหมด

ช่วงหนึ่งของรายการ มองไทยมองเทศน์ ที่ออกอากาศวันเสาร์-อาทิตย์
ในช่อง MV5 บางกอกทูเดย์ เวลาที่รับชม สี่ทุ่มครึ่ง-ห้าทุ่มครึ่ง

พม่าเปลี่ยนธงชาติ-สัญลักษณ์และชื่อประเทศใหม่

ที่มา ประชาไท

แหล่ง ข่าวในรัฐฉานรายงานว่า เมื่อวานนี้ (21 ต.ค.) ทางการพม่าได้ประกาศเปลี่ยนใช้ธงชาติใหม่ โดยถือฤกษ์ช่วงบ่ายจัดพิธีเชิญธงชาติเก่าลงจากยอดเสาและนำธงชาติใหม่ขึ้นแทน ขณะเดียวกันได้มีการเปลี่ยนสัญลักษ์ประเทศ ชื่อของประเทศและเพลงชาติใหม่ด้วย

โดยที่ด่านการค้าชายแดนระหว่าง เมืองหมู่แจ้ (รัฐฉานภาคเหนือ) กับ เมืองแจ้เก่า (ร่วยลี่ของจีน) เจ้าหน้าที่ทางการพม่าได้มีการชักธงชาติเก่าลงจากยอดเสาและเชิญธงชาติใหม่ ขึ้นแทนที่ เมื่อเวลา 15.00 น.

สำหรับธงชาติใหม่ที่ทางการพม่ากำหนด ใช้มีลัษณะคล้ายธงชาติไทใหญ่ปัจจุบัน มี 4 สี ประกอบด้วย สีเหลือง สีเขียว สีแดง และมีรูปดาวสีขาวอยู่ตรงกลาง ขณะที่ธงชาติไทใหญ่มีรูปดวงจันทร์สีขาวอยู่ตรงกลาง

การเปลี่ยนใช้ธง ชาติใหม่นี้เป็นไปตามบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2551 (2008) มาตราที่ 13 ซึ่งระบุการเปลี่ยนแปลง 5 ประการสำคัญของประเทศ คือ ธงชาติ เพลงชาติ เมืองหลวง สัญลักษณ์ประเทศ และชื่อประเทศใหม่ ซึ่งเมืองหลวงใหม่ได้เปลี่ยนไปแล้วก่อนหน้านี้

ขณะที่แหล่งข่าวจาก ชายแดนไทย-พม่า รายงานว่า เจ้าหน้าที่ทางการพม่าในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ตรงข้ามอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้ทำพิธีเปลี่ยนธงชาติที่ด่านการค้าชายแดนฝั่งท่าขี้เหล็ก เมื่อช่วงบ่ายเช่นกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ที่เกิดวันอังคารเป็นผู้เชิญธงชาติเก่าลงและทำการเผาทิ้ง จากนั้นเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้เกิดวันพุธทำหน้าที่เชิญธงชาติใหม่ขึ้นสู่ยอด เสาแทน

นอกจากการเปลี่ยนใช้ธงชาติใหม่ ทางการพม่ายังได้มีการเปลี่ยนเพลงชาติ สัญลักษณ์ประเทศ รวมถึงเปลี่ยนชื่อประเทศจากสหภาพเมียนมาร์ (Union of Myanmar) เป็นสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ (Republic of the Union of Myanmar) ด้วย ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อกันว่าการตัดสินใจเปลี่ยนธงชาติเป็นไปตามคำแนะนำจาก โหราศาสตร์

อาจารย์เมืองดี นักโหราศาสตร์ไทใหญ่กล่าวว่า การตัดสินใจเปลี่ยนธงชาติใหม่ของทางการพม่าน่าจะถือตามโหราศาสตร์ เนื่องจากมีการเลือกเปลี่ยนในวันพุธและถือฤกษ์ในช่วงบ่าย ตามปกติการเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาจะมีในช่วงเช้า และจากคำทำนายตามตำราโหราศาสตร์นั้นบอกว่า ดวงอังคารได้สิ้นสุดไปเมื่อเกิดปรากฎการณ์สุริยุปราคาที่ผ่านมา ขณะที่ดวงพุธจะดีเลิศไปอีก 100 ปี จึงเชื่อว่าผู้นำทหารพม่าคงยึดถือตามดวงนี้

ขณะที่สำนักข่าวอิรวดี รายงานว่า พิธีเปลี่ยนธงชาติใหม่ของทางการพม่าในกรุงเนปิดอว์ มีขึ้นเมื่อเวลา 15.00 น. วานนี้ (21 ต.ค.) และที่ศาลาว่าการกรุงย่างกุ้ง มีขึ้นเมื่อเวลา 15.33 น. ซึ่งผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า การตัดสินใจเปลี่ยนธงชาติเป็นไปตามคำแนะนำจากโหราศาสตร์ ซึ่งธงชาติใหม่ถูกใช้ 17 วันก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 พ.ย. นี้

การเปลี่ยนธงชาติใหม่ถูกเสนอระหว่างการประชุมแห่งชาติเมื่อปี 2550 (2007) ซึ่งเป็นการประชุมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2551 (2008) และมีการถกเถียงคัดค้านอย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้แทนจากกลุ่มชนกลุ่มน้อย ซึ่งต่างให้ความเห็นว่า ธงชาติแบบเก่าเป็นสัญลักษณ์ของการรวมกัน

สำหรับ ธงชาติเดิมของสหภาพพม่ามีสีแดง และมุมซ้ายด้านบนเป็นสีน้ำเงิน มีรูปกงจักร รวงข้าว และดาวสีขาวจำนวน 14 ดวงล้อมรอบ ซึ่งหมายถึงการอยู่ร่วมกัน 7 รัฐ 7 ภาค เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการมีสิทธิเท่าเทียมกันในสหภาพ

รูปภาพธงชาติสาธารณรัฐสหภาพพม่า และ สัญลักษณ์ประเทศแบบใหม่

ธงชาติพม่าแบบใหม่

สัญลักษณ์ประจำชาติแบบใหม่ของพม่า

----------------------------------------

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

"คน เครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

นักปรัชญาชายขอบ: มหาวิทยาลัยเทวดา

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ

ว่า ด้วยบทสนทนาในรั้วมหาวิทยาลัยซึ่งกำลังปรับตัวสู่การเป็นมหาวิทยาลัย ในกำกับของรัฐ และสิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยก็คือคุณภาพบัณฑิตและความเป็นอิสระทางวิชาการ

สอง วันมานี้ผมมานั่งฟังการอภิปรายแนวทางการการปรับเปลี่ยมหาวิทยาลัยไป เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นสากล แม้จะเห็นด้วยในหลายๆ เรื่อง แต่บางเรื่องก็เหนื่อยใจ

การเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ สิ่งที่พูดกันในประชาคมมหาวิทยาลัยก็คือเรื่องเก่าๆ เช่น ความเป็นอิสระ ความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ความมั่นคงของอาจารย์ค่าตอบแทนของอาจารย์ที่เพิ่มขึ้นเพื่อกันสมองไหล การไม่ขึ้นค่าเรียน (เพราะสาเหตุการออกนอกระบบ ถ้าจะขึ้นก็เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม)

แต่เรื่องที่พูดกันน้อยคือ เรื่องคุณภาพบัณฑิตจะดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร มหาวิทยาลัยจะรับผิดชอบหรือรับใช้สังคมมากขึ้นกว่าเดิมอย่างไร

ที่ คาใจผมคือการบรรยายของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปัจจุบันเป็นองคมนตรี) ที่บอกว่า การที่มหาวิทยาลัยจะก้าวไปสู่ความเป็นสากลจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย เน้นการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ แล้วก็เอาความรู้นั้นมาพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน พร้อมกับบริการวิชาการแก่สังคม และ/หรือเสนอทางเลือกใหม่ๆ แก่สังคม ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วย

แต่พอท่าน ยกตัวอย่างว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมามหาวิทยาลัยแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย แล้วก็ยกตัวอย่างว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคนที่มีชื่อติดสื่อ ออกความเห็นผ่านสื่อทุกเรื่องนั้น ที่จริงก็ไม่ใช่ผู้รู้จริง แล้วท่านก็เสนอว่าการแสดงความเห็นต่อสาธารณะจะต้องรู้จริง และต้องคำนึงว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ ต้องมีความเป็นกลาง ตัดอัตตาของตัวเองออกไป

ไม่ ควรคิดว่าอาจารย์คนใดคนหนึ่ง แสดงความเห็นอะไรออกไปจะเป็นความรับผิดชอบของอาจารย์คนนั้นเท่านั้น ยังไงก็ต้องเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยด้วย ถ้าจะให้ดีก่อนที่อาจารย์หรือตัวบุคคลจะแสดงความเห็นอะไรออกไป ควรมีการพูดคุยกันภายในก่อน หรือมีการกลั่นกรองกันภายในมหาวิทยาลัยก่อนว่าสิ่งที่จะเสนอต่อสาธารณะมัน จริงหรือไม่? เป็นประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่?

ผมฟังถึงตรงนี้ แล้วก็ได้แต่นึกในใจว่า ท่านผู้เสนอกำลังคิดว่าสถาบันอุดมศึกษาเป็นสถาบันองคมนตรีหรืออย่างไร ท่านกำลังพูดเรื่องการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นสากล แต่ท่านกลับเสนอให้มี “ระบบเซ็นเซอร์” ความเห็นของอาจารย์ก่อนเสนอต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไปลดทอน “ความเป็นสากล” คือ “เสรีภาพทางวิชาการ” เสียเอง

แล้วมันก็น่าแปลกนะ ครับ การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความเป็นสากล จะต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้เยอะแยะไปหมด แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการสร้าง “วัฒนธรรมประชาธิปไตย” ราวกับว่ามหาวิทยาลัยมีวัฒนธรรมประชาธิปไตยเข้มแข็งดีอยู่แล้ว

พูด ซ้ำๆ กันว่าจะต้องพัฒนาให้บัณฑิตมีคุณธรรมจริยธรรม โดยท่านองคมตรียกตัวอย่างคุณธรรมที่ควรส่งเสริม เช่น ความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน ความซื่อสัตย์ ไม่ใช่ผลิตคนจบออกไปแล้วไปโกงแผ่นดิน เผาบ้านเผาเมือง

ผม ฟังแล้วก็ได้แต่ปลง คือผมเห็นด้วยว่ามหาวิทยาลัยต้องวิจัย ต้องรู้จริง (แต่อย่าไปอวดว่ารู้จริงกว่าคนอื่น รู้จริงกว่าชาวบ้าน) และเรื่องที่มหาวิทยาลัยควรวิจัยอย่างยิ่งคือเรื่องบทบาทของกองทัพ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์กับการเมือง ทำอย่างไรจะเอากองทัพออกไปจากการแทรกแซงทางการเมือง บทบาทของสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่ ควรจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมประชาธิปไตยสากลอย่างไร เป็นต้น

มหาวิทยาลัย ควรวิจัยเรื่องความตื่นตัวทางการเมืองของชาวบ้าน คนระดับล่างของสังคม คนต่างจังหวัด (ไม่ใช่เอาน้ำลายสื่อบางค่ายมาพูดว่าชาวบ้านถูกหลอกถูกล้างสมองถูกซื้อฯลฯ) เรื่องทัศนะต่อประชาธิปไตยของคนชั้นกลางในเมืองว่าทำไมจึงเรียกร้องต้องการ ประชาธิปไตยภายใต้การกำกับของอำนาจเผด็จการจารีต เป็นต้น

แต่ ว่าที่เร่งด่วนกว่า ควรวิจัยว่าทำไมมหาวิทยาลัยจึงเป็นที่พึ่งในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของ ชาวบ้านไม่ได้ (แต่อธิการบดีของหลายมหาวิทยาลัยกลับเป็นที่พึ่งของ คมช. หรืออำนาจที่ทำรัฐประหารได้)

ถ้ามหาวิทยาลัยไม่แตะเรื่อง สำคัญ เช่น บทบาทของกองทัพ สถาบันกษัตริย์ ต่อพัฒนาการประชาธิปไตย และการตื่นตัวเรียกร้องประชาธิปไตยของชาวบ้าน แล้วเสนอทางออกอย่างเป็นหลักวิชาการ เป็นรูปธรรม มหาวิทยาลัยจะอยู่ในระบบนอกระบบ จะเป็นท้องถิ่นหรือก้าวสู่สากล ก็ไม่มีความหมายอะไรต่อสังคมจริงๆ หรอกครับ

ความหมายจริงๆ ที่มีที่เป็นอยู่คือ ความเป็น “มหาวิทยาลัยเทวดา” ที่เสวยสุขอยู่บนสวรรค์วิมาน ไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าประเทศนี้จะเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ ชาวบ้านที่เรียกร้องประชาธิปไตยจะตายหรือเป็น

อยู่กันแบบมหาวิทยาลัย เทวดาดีว่า ออกนอกระบบแล้วอาจารย์มีความมั่นคงรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ ผู้บริหารมีอำนาจเพิ่ม เอางบประมาณมายำได้อย่างอิสระกว่าเดิมหรือไม่ จะมีสิทธิ์ได้เครื่องราชหรือไม่ ก็คุยกันไปถกเถียงกันไปเพราะเราคือมหาวิทยาลัยเทวดา!

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ปาก)

ที่มา Thai E-News



ข้อ แรก ให้นายองอาจ ในฐานะกำกับดูแลสื่อให้ยุติการคุกคามสื่อภาคประชาชน ข้อสอง นปช.อีสานไม่เห็นด้วยกับพรบ.นิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทย(ข่าวไทยรัฐออนไลน์)


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
23-25 ตุลาคม 2553


***ผู้ประสบภัยการเมืองช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม-คน เสื้อแดง ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยทางการเมือง ทั้งโดนไล่ล่า กดขี่ แต่ยังมีกำลังที่จะช่วยเหลือ พี่น้องคนไทยผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยเริ่มปักหลักจัดเต๊นท์รับบริจาคของช่วยน้ำท่วมเป็นการด่วนมาตั้งแต่ 19 ตุลาคมเป็นต้นมา หลังจากเห็นอาการนายกฯหุ่นเชิดไปตรวจน้ำท่วมแล้ว ชาวบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมลำบากแน่

เต๊นท์รับบริจาคคนเสื้อ แดงอนุสาวรีย์ชัยฯฝั่งโรบินสัน เปิดรับบริจาคถึงสี่ทุ่มทุกวัน เสร็จแล้วก็พากันแพ็คของออกเดินทางตอนตีสาม ตอนเช้าสิ่งของถึงมือพี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วมพอดี การบริจาคยังมีต่อไป ขอเน้นๆ กระดาษชำระ-ผ้าอนามัย-น้ำดื่ม -บะหมี่สำเร็จรูป-อาหารแห้ง-นมผงเด็ก-ผ้าอ้อม-ยากันยุง-ถุงก๊อปแก๊ป-ถุงดำ-ยารักษาโรค (ติดตามถ่ายทอดสดเสื้อแดงช่วยน้ำท่วม)

***Thailand Mirror ร่วม กับ พี่น้องผองเพื่อน เตรียมของ เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ท่านที่ประสงค์จะเดินทางร่วมไปกับเรา ขอเชิญด้วยความยินดียิ่ง

ออกเดินทางจากอิมพีเรียล ลาดพร้าว 10.00 น.23ตุลาคม ใครสนใจจะฝากของร่วมสมทบการเดินทางก็ยินดี ติดต่อได้ตามเบอร์ 081-9320024 080-6299169 087-7138838***





***คน ไทยเราไม่ทอดทิ้งกัน...แห่ไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมแล้ว อย่าลืมเหลียวแลผู้ประสบภัยการเมืองด้วยจ้า ล่าสุดมีรายงานสดจากผู้ไปเยี่ยมบ้านคุณ เสกสิทธิ์ ช้างทองผู้ประสบภัยการเมือง 19 พฤษภาฯ และเขียนบันทึกนี้ขึ้นเพื่อวิงวอนไม่ให้ลืมเลือนพวกเขาไป โดยที่ยังไม่มีการเยียวยา ( อ่านบันทึกที่นี่ )***

***หนัก สุดก็คือผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ปาก)พูดไม่ออกบอกไม่ได้ เพราะถูกขังสิ้นอิสรภาพมาตั้งแต่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ลองอ่านรายงานเรื่อง หยดน้ำตาหน้าคุก 22 เสื้อแดงอุดร กับ ข้อหาเผาศาลากลาง ฯ
ผู้ ต้องขังทั้งหมดขึ้นไปอยู่บนรถเรือนจำ หญิงสาวที่ร้องไห้ตลอดเวลายังคงไม่หยุดร้องไห้ เธอเดินตามมาข้างรถ เขย่งปลายเท้า เพื่อที่จะได้จับมือชายหนุ่มของเธอซึ่งอยู่หลังลูกกรงบนรถคันสูง เธอยืนอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรถเคลื่อนตัวออกไป ถัดไปด้านหลัง หญิงชราอีกคนผู้ซึ่งเดินทางจากต่างอำเภอเพื่อมาฟังข่าวที่ว่า ลูกชายของเธออาจจะได้รับโทษร้ายแรงเช่นกัน ยืนมองรถเรือนจำเคลื่อนตัวออกไปด้วยสายตาแห้งผาก ไม่มีน้ำตา แต่ไม่มีใครรู้ว่าในใจของเธอกำลังคิดอะไรอยู่***



***เชิญชมคอนเสิร์ตเพื่อนถึงเพื่อนเราไม่ทอดทิ้งกัน จากเสธ.แดงถึงเสธ.ดำ ที่สนามโรงเรียนวัดสำโรงใต้ สมุทรปราการ วันอารทิตย์ที่ 24 ตุลาคมนี้ รายละเอียดตามโปสเตอร์ข้างบนจ้า งานนี้คึกคักแน่***

***หยุดยาว 3 วัน เชิญเจอกันงานนี้เสื้อแดงราชบุรีจัดงานใหญ่จันทร์ 25 ตุลาคมนี้ ทั้งที่เดิมตั้งใจจัดงานเล็กๆน่ารักๆคนซัก300-400คน จัดในโรงแรมมิดชิดเป็นสัดเป็นส่วน คนมาพูดก็ไม่น่าจะระดับแม่เหล็กนัก แต่ทางระบอบอำมาตย์ไปกดดันจนโรงแรมไม่กล้าให้เช่าห้องประชุม ดังนั้นกำหนดการใหม่ก็เลยต้องเป็นไปตามสภาพ เพราะไหนๆก็จัดกลางแจ้งที่สวนสาธารณะเขาแก่นจันทร์ เลยต้องเปลี่ยนเป็นเวทีใหญ่ไซส์มหึมา คนพูดก็มากขึ้นและมีระดับแม่เหล็กอย่างส.ส.จตุพรมาเติมความเข้มข้นด้วย แถมมีแรลลี่ และขบวนรถแห่รอบเมืองซะเลย...ข้าพเจ้าไม่กลัวเอ็ง!***

***กลุ่ม "คนเสื้อแดงราชบุรี" ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านร่วมงานเสวนา "ขบวนการประชาธิปไตย" ศึกษาอดีต เรียนรู้ปัจจุบัน มุ่งมั่นสู่อนาคต วันจันทร์ ที่ 25 ตุลาคม ตั้งแต่ 16.00น.ที่สวนสาธารณะ เชิงเขาแก่นจันท์ อ.เมือง จ.ราชบุรี วิทยากร

ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช
ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช
สุณีย์ เหลืองวิจิตร
สมยศ พฤกษาเกษมสุข
สุญญตา เมี้ยนละม้าย สนนท.
และ จตุพร พรหมพันธ์



และพร้อมกันนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่าน ร่วมขบวนแรลลี่เสื้อแดง "กรุงเทพ-ราชบุรี" โดยคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข นัดหมายพร้อมกัน เช้าวันจันทร์ 25 ที่หน้าห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว

8.00น. เคลื่อนขบวนไปยัง ตลาดน้ำดำเนินสะดวก สมทบกับ ขบวนรถเสื้อแดงจังหวัดต่างๆ ตามรายทาง
10.00น. ถึงตลาดน้ำดำเนิน เริ่มปฎิบัติการ "แดงลงเรือ แดงเต็มคลอง"
12.30 น. ออกเดินทางจากตลาดน้ำดำเนิน ไปยังอ.เมืองราชบุรี ระหว่างทาง แวะสถานที่ท่องเทียว
15.00น. ขบวนพาเหรด ผูกผ้าแดงรอบเมืองราชบุรี
16.00น. ถึงสวนสาธารณะเขาแก่นจันท์


จัดโดย กลุ่มคนเสื้อแดงราชบุรี สอบถามเพิ่มเติมที่ 084-342-3386 และ 089-789-2870***


*** เมาท์กันสนั่นเมือง-เตรียมตัวพบกับขาเมาท์ประจำเมือง อ้น ชัยนรินทร์,เต้ มดแดง,ป้อม กรองทอง
พร้อมแขกรับเชิญ มาร่วมกัน "เมาท์กระจาย" วันเมาท์ อาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 เวลาเมาท์ 12.00-17.00 น. สถานที่เมาท์ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว รับประกันความสนุก โหด มันส์ ฮา***

***อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง แห่ง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนแจ้งข่าวมาว่า ตามที่อาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโมผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เสียชีวิตไปเมื่อสามเดือนก่อน ทำให้การรับบทความได้หยุดชะงักลงชั่วคราว ตอนนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เริ่มเปิดรับบทความใหม่แล้วทางอีเมล์แอดเดรสใหม่ คือ midnightuniversity@gmail.com โดยจะสามารถเผยแพร่บทความในหน้าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้ในราวสัปดาห์หน้า จึงขอแจ้งข่าว ปชส.มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน***

***วันอังคารที่ 26 ต.ค.นี้ นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ คนเสื้อแดง ทั้งกลุ่มนักวิชาการ ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายม็อบ จะนัดหมายเพื่อยื่นหนังสืออธิบายเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ เหตุการณ์ 10 เม.ย. มาถึง 19 พ.ค.ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บ 2,000 กว่าคนให้นายบัน คี มูน ได้รับทราบ เพราะถือว่าเป็นแขกของประเทศไทย ไม่ใช่แขกของรัฐบาล จึงขอประกาศให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทราบไว้และอย่าได้ขัดขวาง เพราะเรื่องนี้เราจะใช้เวลายื่นเรื่องเป็นจดหมายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่เกิน 5 นาที โดยจะมีตัวแทนไม่เกิน 10 คน และจะดำเนินการอย่างสุภาพชนทั่วไป***

***ในโอกาสนี้ประชาชนไทยจะเข้า ยื่นหนังสือร้องทุกข์ให้UNเร่งสอบสวนกรณีสังหารหมู่เสื้อแดง และนำประชาธิปไตยที่แท้จริงคืนสู่ประชาชน จึงขอเชิญเข้าชื่อร่วมลงนาม โดยส่งชื่อ สกุล หน่วยงาน(ถ้ามี)กลับไปยังอีเมล์ arinwan@gmail.com เพื่อรวบรวมรายชื่อส่งต่อUN ล่าสุดยอดผู้ลงชื่อข่าวว่าใกล้หลักหมื่น แต่ยังต้องการเพิ่มเติมได้จ้า ***

*** งานรวมพลังคนเสื้อแดงยุโรปเดนมาร์กเป็นเจ้าภาพ สถานที่ชุมนุม RÅDHUSPLADSEN โคเปนเฮเกน วันที่ 30ตุลาคม เริ่มงานเวลา 13.00น ร้องเพลงแดงทั่วแผ่นดินร่วมกัน แนะนำตัวแทนของกลุ่มจากประเทศต่างๆทั่วยุโรป มีการแสดงต่างๆร่วมกัน ร่วมรับฟังโฟนอินจาก นายกฯในดวงใจ ทักษิณ ชินวัตร ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึก ร่วมกันทำความสะอาดสถานที่จัดงาน จบงานด้วยเพลง ตะโกนบอกฟ้า และนักสู้ธุลีดิน ประมาณ16.00 น.จบงาน เวลา18.00น รับประทานอาหารร่วมกัน

พบกันวันที่ 31 ตุลาคม สถานที่วัดไทยเดนมาร์ก STENLØSE 8.00 น. รับประทานอาหารเช้า 10.00 น.ทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีอุทิศให้แด่วีรชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย***

***ชาวชุมชนบ่อนไก่จัดกิจกรรมรำลึกไว้อาลัยวีรชน 31 ตุลาคมนี้ที่ชุมชนบ่อนไก่ หน้าธ.กรุงเทพฯ สาขาลุมพินี กำหนดการ

15.30 น.พบกันที่บริเวณจัดงาน
16.00 น.ผู้เห็นเหตุการณ์พาไปชี้จุดคนตาย พาผู้สื่อข่าวดูรอยกระสุน เพื่อให้เห็นว่าวิถีกระสุนมาจากฝั่งทหาร
17.10 น.ร่วมกันยืนสงบไว้อาลัยวีรชนผู้เสียชีวิต
17.15 น.ร่วมกันปล่อยลูกโป่ง และผูกผ้าแดงไว้อาลัย สานต่อเจตนารมณ์วีรชน
17.30 น.ร่วมกันจุดเทียนเพื่อให้บ้านเมืองสว่างจากการมืดมิดมานาน ประชาชนจะได้ตาสว่างมากๆขึ้น เสร็จภารกิจแยกย้ายกันกลับบ้าน***

***คุณคอนเนอร์ เพอร์เซล ชาว ออสเตรเลียที่ติดคุกในไทยเพราะขึ้นปราศรัยเวทีเสื้อแดงที่ผ่านมา และได้ออกจากคุกแล้ว จัดงานพร้อมกันกับที่ขบวนแรลรี่ปั่นจักรยานโครงการเส้นทางสีแดง(ดูรายละเอียดท้ายสังคมข่าว)ที่จะออกมาเรียกร้องให้ปลอ่ยตัวแกนนำและคนเสื้อแดงที่ติดอยู่ในคุก


โดย คุณคอนเนอร์จะรวบรวมพี่น้องเสื้อแดงที่ซิดนีย์ ไปประท้วงหน้าสถานทูตไทยประจำออสเตรเลียในวันที่ 31 ต.ค.วันเดียวกับที่โครงการเส้นทางสีแดง เริ่มเคลื่อนขบวนเส้นทางสีแดงจากราชประสงค์ไปอีสานนาน1เดือน ระยะทาง 900 กิโลฯเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำ

ทั้งนี้คุณคอนเนอร์และเสื้อแดงออสเตรเลีย รวมทั้งผู้ดำเนินโครงการ แจ้งมาว่า อยากให้คนไทยทั่วโลกร่วมทำกิจกรรมนี้พร้อมๆกันทั่วโลก จึง ขอประชาสัมพันธ์ไปยังเสื้อแดงทั่วโลกร่วมกันคิกออฟกิจกรรมเส้นทางสีแดงไป พร้อมๆกัน หากสามารถมาร่วมชุมนุมกันได้ที่สถานทูตก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะกดดันรัฐ บานให้ปล่อยตัวแกนนำหรือคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุก***


*** ขอเชิญร่วมกิจกรรมงานวันนิคม จันทรวิทุร ประจำ ปี 2553 มีสัมมนาเรื่อง “การปฏิรูปประเทศไทยกับคุณภาพชีวิตแรงงาน” วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2553 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ชั้น 7 และ ห้องประชุมประภาศ อวยชัย ชั้น 4 ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดยมูลนิธินิคม จันทรวิทุร ร่วมกับ สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


8:00 - 8:30 น. พิธีเปิดห้องประชุมศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ชั้น 7 ตึกอเนกประสงค์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
กล่าวรายงานโดย รศ. ดร. ไว จามรมาน ผู้อำนวยการ สถาบันทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การกล่าวสุนทรพจน์และเปิดห้องประชุมฯ โดยอธิการบดี และ ผู้แทนครอบครัว
จันทรวิทุร
8:30 - 8:45 น. ผู้เข้าสัมมนาลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนา ณ ห้องประชุมประภาศ อวยชัย ชั้น 4
ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
8:45 - 9:00 น. กล่าวต้อนรับ โดย
ศ. ดร. ธีระ ศรีธรรมรักษ์ ประธานมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
9:00 – 9:15 น. กล่าวเปิดการสัมมนา โดย อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
9:15 - 9:30 น. แนะนำองค์ปาฐก โดย
• นายปนิธิ ศิริเขต ผู้อำนวยการสถาบันแรงงานศึกษา
9:30 - 10:15 น. การปาฐกถานิคม จันทรวิทุร ครั้งที่ 8 ประจำปี พ.ศ. 2553 หัวข้อ
“การปฏิรูปประเทศไทยกับคุณภาพชีวิตแรงงาน” โดย
• รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกษียณอายุ) และกรรมการมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
10:15 – 10:30 น. รับประทานอาหารว่าง
10:30 – 11:45 น. การอภิปรายเชิงวิชาการและนโยบาย หัวข้อ “การปฏิรูปประเทศไทยกับการปฏิรูปแรงงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต” โดย
• คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี*
• ดร.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร*
• รศ. ดร. ไว จามรมาน ผู้อำนวยการ สถาบันทรัพยากรมนุษย์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์*
• ดร. สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
• นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี
• ดร.โชคชัย สุทธาเวศ เลขาธิการ มูลนิธินิคม จันทรวิทุร (ดำเนินการอภิปราย)
11.45 -12.15 น. ซักถามและร่วมแสดงความคิดเห็นโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา
12:15-12:30 น. สรุปและกล่าวปิดการสัมมนา โดย
• นายฐาปบุตร ชมเสวี รองประธาน และ ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธินิคม จันทรวิทุร
12:30 – 13:30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
หมายเหตุ
1. *วิทยากร อยู่ระหว่างการทาบทาม
2. พิธีกรดำเนินรายการ : อาจารย์วิภา ดาวมณี และ ผู้แทนจากสถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์***


***คนเสื้อแดงจัดงาน"คาราวานสินค้าราคาถูกยุคค่าเงืนบาทแข็ง"ที่โครงการเอื้ออาทร บึงกุ่ม จองที่ขายฟรี ติดต่อคุณปุ้ย 082-6301700***


***เวบไซต์www.serichon.com จั ดกิจกรรมโยนโบว์ลิ่ง หา ทุนสนับสนุนวิทยุออนไลน์เสรีชน ที่เมเจอร์โบว์ล ชั้น6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว เสาร์ที่ 6 พฤศจิกายนนี้ 09.00-13.00 ค่าสมัครทีมละแค่1500(3ท่านต่อทีม)ชิงถ้วยนายกฯทักษิณ หากหาทีมไม่ได้ เจ้าภาพจัดหาให้ที่หน้างาน (มาท่านเดียวแค่500)ฝีมือไม่เกี่ยว ไม่ต้องพกมา พกมาแค่ความฮากับพกเพื่อนรู้ใจ สมัครหรือขอรายละเอียดที่serichonteam@yahoo.com โทร087-0570640***

***6พ.ย.นี้ชมคอนเสิร์ต"ใจประสานใจ"โดยบ้านเลขที่111ที่สมุทรสาคร บัตรราคา 120 บาท ติดต่อร่วมงาน 082-2423794***

***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แนวร่วมพลเมืองไทย กลุ่มแดงเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงาน"ลอยกระทงรักไทขับไล่อภิสิทธิ์"ขึ้นที่เวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศร่วมงานในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00-23.30น.

โดยจุดหมุ่งหมายของงานให้สะท้อนผลงานอันอัปยศของนายอภิสิท ธิ์เวชชาชีวะ ซึ่งในงานจะมีกิจกรรมแห่กระทงการเมืองเผาอภิสิทธิ์เผา เทียนเล่นไป ปล่อยโคมลอย รำวงย้อนยุค และมีการประกวดนางนพมาศ โดยคนเสื้อแดงจะ ส่งนางนพมาศทุกอำเภอมาประกวดในงาน และจะมีการปราศรัยจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และปราศรัยจากกลุ่มเชียงใหม่แดง***

***ท่านที่ชอบบทความวิพากษ์การเมืองให้ถึงราก ตอนนี้เชิญ www.timeupthailand.netเปิดเป็นทางการแล้ว นำทีมโดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ เจ้าของบทความร้อน"ทำไมจึงไม่รัก..." ทยอยนำเสนอเรื่องราวและบทความที่พูดเรื่องรากฐานบ้านเมืองกับประชาธิปไตย ***

***ลาว คำหอม นักเขียนอาวุโส สีเดียวกันกับเพ็ญ ภัคตะ-ดร.เพ็ญ ภัคตะ เล่าทางเฟซบุ๊คว่า

เมื่อวานได้คุยกับ "ลาว คำหอม" หรือคุณลุงคำสิงห์ ศรีนอก ทางโทรศัพท์ ชวนไปเที่ยวบ้านที่ปากช่อง คุณลุงบอกว่าดีใจจังที่ตอนนี้ เพ็ญ ภัคตะ ออกมาเป็นพวกเดียวกันแล้ว ทั้งในฐานะข้าราษฎรเต็มขั้น ไม่ต้องมีสีกากีเป็นเงา อีกทั้งในฐานะนักคิดนักเขียนคนวรรณกรรมเต็มตัว ข้อสำคัญ ในฐานะสหายร่วมอุดมการณ์สีเดียวกัน ซึ่งคุณลุงคำสิงห์บอกว่ายืนรอเพ็ญ ภัคตะ ให้ตัดสินใจก้าวเดินมาทางสายนี้ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กย.๒๕๔๙ แล้ว แต่ไม่รู้จะทำยังไง เห็นเงียบหายไป ไม่แสดงทัศนคติทางการเมืองบ้างเลย โชคดีที่ยังตาสว่างเมื่อวันที่ ๑๐ เมษา ๕๓ ***


*** "นิราศรัฐ ก.ไก่: 2542 - 2552"

หนังสือผลงานของ กานต์ ณ กานท์: เขียน
ไชยันต์ รัชชกูล: คำนำเสนอ

จำหน่าย ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 21-31 ตุลาคม 2553 ที่บูธสนพ.อ่าน & สนพ.ฟ้าเดียวกัน บูธ N44 โซน ซี1 และบูธสนพ.ไซเบอร์ฟิชมีเดีย W19 โซนเอเที่ยม อย่าลืมอุดหนุนกวีที่มีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นคนนี้***

***คุณเคยอ่านหรือยัง วารสาร"อ่าน"ซึ่ง"สิงห์ สนามหลวง"หนอนหนังสือระดับกูรูวงการหนังสือเมืองไทย ยกย่องให้เป็นหนังสือที่เข้มข้นแห่งวงการนักเขียนนักอ่านยิ่งกว่านิตยสาร"โลกหนังสือ"เคยสร้างชื่อไว้ในยุคหลัง 6 ตุลาคม 2519


เอา ฉบับล่าสุดการ์ตูนม็อบอำมาตย์นี่ก็เล่นเอา"จุก"ไปเลยหละ...ข้าวปลาอาหาร กินไปไม่นานเป็นขี้ ซื้อเหอะหนังสือดีดี พรุ่งนี้ได้อ่านนานนาน

พบ กับวารสารอ่านและหนังสือเล่มของสำนักพิมพ์อ่านในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ 21-31 ตุลานี้ ที่บูธสนพ.อ่าน & สนพ.ฟ้าเดียวกัน บูธ N 44 โซน ซี 1 หรือที่ร้านก็องดิด (ถ.ตะนาว), ร้านศึกษิตสยาม (วัดราชบพิธ), ร้านริมขอบฟ้า (อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย), ร้านโอเดียน สยาม(ใกล้โรงหนังสกาลา), ร้านตะวัน (อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ), ร้านเล่า เชียงใหม่ (ถ.นิมมานฯ), ร้านสามัญชน เชียงใหม่ (คาร์ฟู หางดง) ***

*******
เชิญร่วมหลั่งน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม(ปาก)อย่าปล่อยให้พวกเขาถูกขังลืม
เชิญร่วมโครงการเส้นทางสีแดงจากคลองเปรมสู่11จังหวัดอีสาน860กม. เยียวยา+ตามหายุติธรรม


โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project)ขอเชิญร่วมขบวนเดินเท้า และปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯสู่อีสาน นำกำลังใจและความช่วยเหลือสู่พี่น้องเสื้อแดงอีสาน 11 จังหวัด 860 กม. 31ต.ค.-30 พย.นี้ แวะเยี่ยมผู้ต้องขัง ร่วมทำกิจกรรมผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำ นำเงินทองสิ่งของบริจาคมอบให้พี่น้องเสื้อแดง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.ฯลฯ และรณรงค์สู่ระดับนาชาติ


โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project) เป็นโครงการด้านมนุษยธรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสังหารหมู่ใน วันที่ 10 เมย.และ 13-19 พค.ที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชนชาวไทยที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โครงการนี้ดำเนินการโดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ

โดยโครงการ นี้มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังในคดี ชุมนุม เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปฏิบัติ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย และเรียกร้องให้นานาชาติได้หันมาตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กย. 2549

โครงการนี้มี คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ (แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) และอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นที่ปรึกษาโครงการในประเทศไทย และมีคุณพอร์แชล คอนเนอร์ (อดีตนายทหารบกออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังและถูกซ้อมอย่างทารุณในเรือนจำ คลองเปรม) เป็นสมาชิกกลุ่มและที่ปรึกษาโครงการในต่างประเทศ

โครงการ เส้นทางสีแดงประกอบด้วยคนเสื้อแดงที่รักความเป็นธรรมและมีความมุ่งมั่นที่จะ นำน้ำใจและความช่วยเหลือมอบให้แก่พี่น้องเสื้อแดงที่อีสานซึ่งได้รับผลกระทบ จากการสังหารหมู่ มากที่สุด คนเสื้อแดงในภาคอีสานจำนวนมากถูกสังหาร บาดเจ็บ พิการ และสูญหายอีกจำนวนมาก สมาชิกโครงการจะร่วมกันเดินเท้าและปั่นจักรยานเพื่อไปเยี่ยมเยียน เยียวยา และให้กำลังใจบุคคลที่น่าเห็นใจเหล่านี้ได้มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป และไม่ย่อท้อที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงที่พวกเขาโหยหามาชั่ว ชีวิต

ขบวนเดินทางจะเริ่มออกเดินทางในวัน อาทิตย์ที่ 31 ตค. เวลา 13.00 น.ที่ราชประสงค์โดยจะปั่นจักรยานและเดินเท้าไปเรือนจำคลองเปรมเพื่อทำการ วางดอกไม้แดงและปล่อยนกพิราบเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ โครงการนี้จะเดินทางด้วยระยะทางกว่า 900 กม. ผ่าน 12 จังหวัดในภาคอีสาน ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 31 วันโดยประมาณ

พบกันอาทิตย์ 31 ตค.ที่ราชประสงค์ครับ !

จุดประสงค์ของการเดินทางเพื่อ :

1. เรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังคดีชุมนุมทั่วประเทศ
2. ต่อต้านระบบ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย
3. เรียกร้องให้นานาชาติตระหนักถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กันยา 49


โครงการ นี้มีภารกิจที่จะรวบรวมรายชื่อผู้ต้องขัง และครอบครัวผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ส่งมอบให้กับคณะกรรมการกาชาดสากล (International Committee of the Red Cross : ICRC) เมือสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้องค์กรต่างชาติได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและเยี่ยวยาบุคลลเหล่านี้ และเพื่อให้ต่างชาติได้ตระหนักถึงภัยของการรัฐประหาร และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

ระยะเวลา : 31ตุลาคม-30 พย. 2553

เส้นทาง : กรุงเทพฯ (เริ่มจากเรือนจำคลองเปรม) ไปปทุมธานี อยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น(บ้านไผ่) มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธ์ สกลนคร อุดรธานี หนองคาย (สิ้นสุดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว)

รวมระยะทาง : 900 กม.

โดย กลุ่มเส้นทางสีแดง ( Red Path Group : RPG )


โครงการ นี้มีบก.ลายจุด-คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ และอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นที่ปรึกษา และมีคุณ David Conor Purcell เสื้อแดงชาวออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังนาน3 เดือน และได้เดินทางกลับประเทศออสเตรเลีย เป็นสมาชิกของทีม และเป็นที่ปรึกษา

ขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ประชาสัมพันธ์โครงการต่อพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ออสเตรเลีย เพื่อระดมทุนช่วยเหลือสนับสนุนโครงการ

ท่านจะเข้าร่วมโครงการได้อย่างไร?-โครงการ นี้ต้องการคนเสื้อแดงที่จะเข้าร่วมเดินทางนำน้ำใจและความช่วยเหลือไปสู่พี่ น้องเสื้อแดงอีสานตามรายละเอียดข้างต้น โดยขอความกรุณากระจายข่าวนี้ออกไปด้วย

ผู้ที่สนใจขอให้ติดต่อคุณฟอร์ด ได้ทางอีเมล์ red_truth_only@hotmail.co.th หรือที่ 081-5836964 หรือ Face Book ของ 'เรด ทรู้ธ'

คนไทยเสื้อแดงในต่างประเทศสามารถ เข้าร่วมทำกิจกรรมนี้พร้อมๆกันทั่วโลก ร่วมกันคิกออฟกิจกรรมเส้นทางสีแดงไปพร้อมๆกัน หากสามารถมาร่วมชุมนุมกันได้ที่สถานทูต หรือสถานกงสุลของไทยในต่างประเทฒก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะกดดันรัฐบานให้ ปล่อยตัวแกนนำหรือคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุก

*************

ควายทรงเครื่อง-ควายถูกทรงเครื่องอย่างวิลิศมาหราเพื่อเข้าร่วมขบวนแห่เทศกาลวิ่งแข่งควายที่ชลบุรี เมื่อ 22 ตุลาคม(ภาพข่าว:REUTERS)

Friday, October 22, 2010

บุญส่ง กุลบุปผา 'เราเหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง'

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ สัมภาษณ์




หมาย เหตุ : นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์หลังการแพร่คลิปการประชุมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 21 ต.ค.

ที่ประชุมตุลาการขอให้ฝ่ายบ้านเมืองเข้ามาตรวจสอบ เพราะศาลเป็นสมบัติของประชาชน แต่ขณะนี้เรายังไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะมาช่วยปกป้ององค์กรศาลเลย

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คือ ตุลาการบางท่านถูกข่มขู่คุกคามทางโทรศัพท์ ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน พูดจาถึงขนาดว่าจะทำลายชีวิต และพูดจาหยาบคาย พอรับโทรศัพท์ก็ด่าใส่

การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการกดดันทุกด้าน ต้องคิดว่าทำอย่างไรจะให้ศาลเป็นศาลที่มีหลักการ ทำงานอิสระ เป็นกลาง ปราศจากการกดดันข่มขู่ เมื่อโดนเข้าไปเราก็ต้องออกมาชี้แจงให้ทราบ

วันนี้มีการปล่อยให้กดดันเราเป็นรายวัน กดดันตลอดเวลา ทำให้ศาลรู้สึกว่าถูกโดดเดี่ยวหรืออย่างไร แล้วฝ่ายบ้านเมืองมีมาตรการมาดูแลเราไหม ทั้งที่บางคนทำผิด ก็น่าจะใช้มาตรการทางกฎหมายมาดำเนินการกับคนเหล่านั้น ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยชื่อ

พวกที่ไม่เปิดเผยก็คือพวกที่ด่าโทรศัพท์รายวัน ยกหูด่าที่บ้าน ส่วนที่เปิดเผยก็คือคนที่ออกมากดดันเรา ตอนนี้เราโดนอัด พูดภาษาชาวบ้านเรียกว่าถูกด่าพ่อล่อแม่ เราถึงออกมาวันนี้เพื่อระบายความในใจบ้าง ช่วงนี้กดดันพอสมควร

ของผมมีโทรศัพท์เข้ามาที่ห้อง บางท่านก็โดนโทร.ไปที่บ้าน แนวที่พูดไม่พูดเรื่องคดี แต่ด่าเลย ด่าจนตัวเองรู้สึกงง บางรายโทร.ไปที่บ้านบอกจะยิงกบาล ความรู้สึกเราเลยแย่ เพราะถูกขู่อยู่ตลอด

วันนี้เขาอยากให้ศาลเป็นกลางหรือเปล่า หากจุดยืนอยู่ตรงนั้น ทำไมถึงปล่อยให้มากดดัน เราเองมีหน้าที่ชี้แจงทุกเรื่องหรือ เราจะปกป้องตัวเองได้อย่างไร เราเองเราเป็นศาล เราก็ต้องการความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง

- จะขอตำรวจมาดูแลหรือไม่

ก็แล้วแต่มาตรการที่ฝ่ายบ้านเมืองจะให้ บางอย่างบางกลุ่มมีกรอบกฎหมายอะไรที่จะดำเนินการกันได้ในรูปแบบของกฎหมายก็ ต้องว่ากันไปว่า การปล่อยให้คนมาคุกคามข่มขู่มีมาตรการตัวอื่นไหม มีอะไรไหม เขาที่มีเงื่อนไขอยู่กับศาลอะไร ที่ได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวไหม

เราก็ได้แต่ร้องขอว่า เราต้องการมาตรการบางอย่างที่มาประกันความเป็นกลางของเรามากขึ้น

- ตำรวจบอกเรื่องคลิปหากจะดำเนินการต้องมีเจ้าทุกข์

เราเองก็รอการสอบสวน ศาลจะทำอะไรต้องมีหลักเกณฑ์ จะไปกล่าวหาร้องทุกข์ได้ต้องมีหลักฐานที่ค่อนข้างแน่นอนจึงจะดำเนินการได้ อีกไม่นานคงสรุป และหากพาดพิงถึงใคร เราก็จะเริ่มแล้ว แต่เรากำลังรอการสอบสวน คงเป็นเร็วๆ นี้ เราต้องทำแน่ เราปล่อยไว้ไม่ได้หรอก หากใครผิดต้องดำเนินการ

- วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญกดดันมากหรือไม่

กดดันสิ ไม่เห็นหรือหน้าซีดหน้าเซียว แต่ทุกเรื่องที่ออกมากดดัน ก็ล้วนเป็นความเท็จ เราก็ต้องออกมาแก้กันรายวัน เขากดดันเราก็ต้องโต้ แล้วเราต้องมานั่งเถียงไม่ต้องทำงานกันหรืออย่างไร

- เขาต้องการทำให้กระบวนการยุติธรรมเสียหายหรือไม่

ไม่แน่ ถ้ามองรูปนี้ก็โอเค วันนี้ก็ทำลายกัน ชื่อเสียงยับเยินหมดแล้ว เรากำลังหาทางว่าทำอย่างไรจะป้องกันองค์กรให้ดีที่สุด แล้วเราก็ยืนยันในจุดเดิมว่าเราต้องทำงานอย่างเป็นกลาง นี่เป็นจุดยืนและอุดมการณ์อยู่แล้ว

การมาทำลายความน่าเชื่อถือของตุลาการเป้าหมายคืออะไร หรือจะโยงไปหาเรื่องยุบพรรค เราก็ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา รู้ได้อย่างไรว่าเราจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร เขาควรปล่อยให้ศาลทำงานอย่างอิสระและเป็นกลาง

- กรณีคลิปหลายฝ่ายเห็นว่าประธานศาลรัฐธรรมนูญควรแสดงความรับผิดชอบ

อยากให้คนที่ต้องการอย่างนั้นพูดตรงๆ เลยดีกว่าว่าต้องการอะไร แม้จะบอกว่าท่านต้องรับผิดชอบ เพราะนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เป็นคนของท่าน เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่าน

สิ่งที่เกิดขึ้นต้องดูเจตนาว่าท่านสั่งการให้ไป หรือใช้ให้ไปไหม ถ้าเป็นอย่างนี้ก็โอเค ก็พอจะทำอย่างนั้นได้ แต่ถ้าคนเราไม่มีเจตนาและไม่รู้เห็น เหมือนคนนอนข้างๆ เพื่อนรัก แต่เพื่อนรักกันลุกเอามีดมาทิ่มเรา อย่างนี้จะทำอย่างไร

จริงอยู่ที่ท่านต้องรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะนั่นคือคนของท่าน แต่ต้องเห็นใจท่าน เนื่องจากไม่ได้ไปบงการให้นายพสิษฐ์ทำ และท่านก็ยืนยันมาแล้วไม่รู้เรื่อง และไม่คาดคิดว่าคนที่อยู่ข้างๆ จะทำอย่างนี้ได้

ท่านก็เสียใจและขอโทษต่อตุลาการที่ทำเสียหาย ต้องเห็นใจเพราะท่านไม่รู้อะไรเลย ท่านพยายามรักษาองค์กรนี้ไว้ให้เกิดความน่าเชื่อถือมากที่สุด

- ความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญขณะนี้เหมือนจะน้อยลง

ศาลรัฐธรรมนูญก็เหมือนศาลการ เมือง องค์กรนี้เป็นองค์กรทางการเมือง ถือเป็นธรรมดาที่น่าจะถูกกระทบกระ แทก และเราต้องยอมรับตรงนี้ให้ได้

ถ้าจะเอาว่าสถาบันศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสถาบันที่ต้องการความเป็นอิสระ และเป็นสถาบันที่ต้องการรักษาความเป็นธรรมให้ได้ ก็ควรให้อำนาจศาลรัฐธรรม นูญเหมือนสถาบันอื่นๆ ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมหรือดูแลมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลตัวเองได้

ที่พูดหมายถึงคือการทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทเรื่องละเมิดอำนาจศาล ถ้าดูรัฐธรรมนูญเราก็เป็นองค์กรที่สูงสุด และสามารถชี้ขาด ต้องให้อำนาจตรงนี้บ้าง หากไม่มีอำนาจก็ถูกกดดันอย่างนี้ตลอด

วันนี้เราเหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง ดูมันน่ากลัวแต่ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ใครผลักทีก็เซแล้ว โยกซ้าย โยกขวา

- กรณีเช่นนี้หากเกิดกับศาลยุติธรรมต้องใช้กฎหมายเรื่องละเมิดอำนาจศาลหรือไม่

ใช่ หากมีการออกข่าวเท็จ หรือข้อมูลโจมตีที่ไม่มีความจริง หรือทำให้กระทบกระเทือนต่อคำวินิจฉัย ก็มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง แต่กับศาลรัฐธรรม นูญการละเมิดอำนาจศาลต้องออกเป็นกฎหมายที่ต้องผ่านสภา เราก็เสนอร่าง เข้าไป แต่ก็ยังตกอยู่ ยังไม่ทันถึงหมวดละเมิดอำนาจศาลก็ไปแล้ว แค่สี่มาตรา ก็ไม่ผ่านแล้ว

ศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรรมการชุดหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาเพื่อชี้ขาดความขัดแย้งทาง การเมือง รัฐบาล รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ให้อำนาจศาลสามารถปลดนายกฯ ได้ ปลด ส.ส. ส.ว.ได้ มัน เหมือนกับศาลมีอำนาจมากที่จะกระทบกับฝ่ายการเมืองแล้ว

พอกระทบกับฝ่ายการเมืองแล้วถามว่าฝ่ายการเมืองรับได้หรือไม่ถึงความมีอำนาจ และความเป็นอิสระ หรือที่มันเกิดขึ้นเพราะมันเกี่ยวข้องกับนักการเมือง ก็เลยพยายามทำลายอำนาจนี้ลงมา เพราะอำนาจนี้หากตรงไปตรงมาแล้วสามารถ ชี้ขาดกับทุกคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้เลย

ถ้าพวกฝ่ายการเมืองยอมรับกว่านี้อำนาจของเราก็เต็มที่ ให้มาอย่างเต็มที่สิ จะได้ป้องกันเรา เรื่องละเมิดอำนาจศาลให้ดูศาลยุติธรรม เขามีกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ใช่ใครมาพูดแตะศาลก็เอาแล้ว

ก่อนที่จะลงโทษเขาต้องพิจารณา ต้องเรียกประชุมต้องพิจารณาดีๆ เพราะนี่เป็นผลกระทบที่ศาลใช้อำนาจต่อคู่กรณีหรือผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ศาลต้องพิจารณาอย่างละเอียดลออแล้ว ไม่อย่างนั้นประชาชนจะบอกว่าศาลลุแก่อำนาจ มีกระบี่กระบองก็ทุบตีคนเรื่อยไป อำนาจก็ต้องใช้อย่างมีเหตุผล

ตอนนี้อยู่ที่ฝ่ายการเมือง ถ้าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรหลักที่เอาไว้ชี้ขาดปัญหาทางการเมือง ที่เป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าปัญหาส่วนตัว ไม่ใช่ นาย ก. นาย ข. ทะเลาะเรื่องที่ดินจะตัดสินให้นาย ก. ชนะ นาย ข. ก็เสียประโยชน์ แต่เป็นการตัดสินให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะหรือแพ้ มันเรื่องบ้านเมือง

จึงควรมอบอำนาจต่างๆ และความเด็ดขาดให้ศาลรัฐธรรมนูญ จะได้ใช้ภูมิตัวนี้คุ้มกันดูแลตัวเองได้ ถึงได้ออกมาร้องขอมาตรการ

- มีตุลาการถอดใจบ้างหรือไม่

ในหลักการคงไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่บ่นๆ กัน ยังไม่ถอดใจ ยังสู้อยู่

- มีข่าวว่า 3 ตุลาการจะถอนตัวจากการเป็นองค์คณะ

ไม่ได้ ยามนี้ถ้าไปใช้วิธีการอย่างนั้น มันเสีย พวกเราจะเสีย เรามีอุดมการณ์ที่มั่นคง หนักแน่น จะทำให้โปร่งใสและตรงไปตรงมา อีกทั้งองค์คณะต้องมี 5 คน ต่ำกว่านี้ไม่ได้ เป็นข้อกฎหมาย ต้องไปว่ากันในรูปแบบว่ามาจัดองค์คณะใหม่ได้อย่างไร

และต้องดูว่าองค์คณะไม่ครบเกิดจากการถอนตัวหรือลาออก มันจะต่างกัน ต้องดูมูลเหตุว่าจะให้ถอนหรือไม่ และต้องดูที่มติคณะตุลาการฯ ด้วยกันว่าจะให้ถอนตัวหรือไม่ แต่ถ้าลาออกคุณสมบัติก็ขาดไปเลย

- มีคนมองว่าตัดสินอย่างไรก็โดน

ผมไม่คิดอย่างนั้น เราต้องทำอย่างตรงไปตรงมาตามเหตุตามผล จะอะไรก็ช่างแล้วแต่คนจะคิด เราต้องยึดความถูกต้องเป็นหลัก ถ้าถูกต้องตามเหตุตามผลของกฎหมายแล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ใช่ปัญหา

- การสอบคลิปจะใช้เวลานาน หากล่าช้ากว่าการพิจารณาคดียุบพรรคจะส่งผลต่อความเชื่อถือหรือไม่

ทุกอย่างต้องอยู่ที่กรรมการ แต่นโยบายที่สั่งวันนี้คือทำให้เสร็จเร็ว แต่เรื่องจะกระทบต่อคดีหรือไม่ มันต้องแยกกัน เพราะการพิจารณาคดีเป็นดุลพินิจของตุลาการ คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยต้องมีเหตุและผล ต้องตอบและอธิบายได้ว่าที่มาที่ไปอย่างไร หลักฐานที่ประกอบเป็นอย่างไร ไม่ใช่ยืนทุบเปรี้ยง ไม่ผิดเป็นผิด

มาถึงระดับศาลรัฐธรรมนูญแล้ว มันตรวจสอบกันได้ อย่าไปซี้ซั้วทำ ไม่ได้

- มีการกล่าวหาว่าตุลาการโกงข้อสอบช่วยเจ้าหน้าที่

มีที่ไหน ก็พูดกันไป

- นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวหาว่ามีเจ้าหน้าที่ลาออก เพราะถูกบีบให้ยอมรับว่าช่วยเหลือพรรคเพื่อไทย

เรื่องคนจะลาออก ถ้าถามกลับให้คิดดู คนหนึ่งที่เราไม่เชื่อถือแล้วเป็นตัวหลักสำคัญที่ทำลายองค์กร แล้วข่าวก็ออกมาตลอดเวลา คิดดูว่าเป้าหมายคืออะไร ความเชื่อถือของเขามีขนาดไหน คลิปที่ผมฟังมามันสามารถตัดต่อได้ เอาท่านี้มาทำเป็นท่านี้ เหมือนตัดต่อภาพยนตร์ แต่จะฟ้องกลับไหม ตอนนี้ศาลกระดิกอะไรไม่ได้ เราเลยต้องนิ่งๆ แต่วันนี้ก็ขอออกมาบ่นนิดหน่อย

การชี้แจงทุกเรื่องทุกประเด็นก็กลายเป็นเอาผมมาเถียงกับเขา บางเรื่องก็นิดหน่อยไม่เป็นประเด็น อย่างเรื่องลาออกก็ไม่มีอะไร หากไปพูดก็เหมือนยอมรับกลายๆ อะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ช่างมันให้มันจบไป คนอ่านคงเข้าใจว่าเหมือนกับไฟไหม้ฟาง ไม่สนใจ ผ่านแล้วผ่านไป แต่เรื่องไหนที่มันเสียหายก็คงต้องตอบโต้

ตอนนี้ก็แย่อยู่แล้วเราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ภาพพจน์ดีขึ้นและรักษาสถานะ ให้ดี เพราะเรื่องทั้งหมดตุลาการไม่มีส่วนรู้เห็นในเรื่องคลิป หรือการกระทำต่างๆ ซึ่งมันเสียหาย แต่มันก็ปฏิเสธไม่ออก เพราะเป็นคนของประธาน เราเข้าใจความรู้สึกท่าน

แต่เรายอมรับว่าเราพลาดที่ปล่อยให้คนๆ นี้เข้ามา

- สอบถามประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่านายพสิษฐ์ เป็นคนอย่างไร

ก็มีการคุยกัน ทุกคนก็อยากรู้ว่าเขาเป็นมาอย่างไร ประธานเองก็ไม่สบายใจ เพราะเราทำงานด้วยกันและเกิดความเสียหายจนกระทบภาพลักษณ์องค์กรเราก็เสีย ความรู้สึก วันนี้ทางองค์กรเราก็รู้สึกแย่

- จะฟ้องนายจตุพร กลับหรือไม่

ต้องดูว่าจุดไหนที่เขาทำผิดกฎหมายกับเรา การจะทำอะไรต้องมีความหนักแน่น มีหลักฐานให้มันเชื่อมโยงมั่นคง เราทำแน่

เราเป็นตุลาการไปออกหมัดอะไรไปต้องหนักแน่น เอาทีเดียวหงายท้อง

การ์ตูน เซีย 22/10/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_120531

การ์ตูน เซีย 22/10/53

พฤษภาอำมหิต ฆ่าคนตาย90ศพ ฟรีทีวีกลับฉายละครน้ำเน่าเฉย!

ที่มา บางกอกทูเดย์

พฤษภาอำมะหิต ฆ่าคนตาย90ศพ  ฟรีทีวีกลับฉายละครน้ำเน่าเฉย!

ไทยรูดลงอันดับ153
สื่อไร้เสรีภาพ!!
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง จะต้องมีการจับตามองในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดๆ ในโลกนี้ก็ตาม

ดัง นั้นนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเดือน มีนาคม 2553 จนกระทั่งนำไปสู่การสลายการชุมนุมที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน จนเป็นเหตุให้มีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย

และยิ่งรุนแรงบานปลายหนักขึ้น ในการสลายการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งทำให้จำนวนคนตายเท่าที่ปรากฏเป็นรายงานขยับขึ้นไปเป็น 90 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน

ในขณะที่จำนวนผู้หายสาบสูญนั้นไม่ปรากฏตัวเลขที่ชัดเจน

สำหรับ ประเทศที่ใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น พระประมุข อย่างเช่นประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบประเทศประชาธิปไตยในโลกเสรีประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

จึงไม่แปลกที่ทั่วโลกจะระงมคำถามว่า เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นในเมืองไทยได้อย่างไร???

และที่สำคัญก็คือ นอกจากเรื่องสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยจะถูกถามแล้ว

เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทย รวมทั้จิตวิญญาณทางด้านวิชากาารสื่อสารมวลชนในประเทศไทย... ก็ถูกถามด้วยเช่นกัน

ยิ่ง เกิดเหตุการณ์นักข่าวต่างชาติถึง 2 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น และอิตาลี ต้องมาเสียชีวิตในเหตุการณ์การเมืองของไทย นอกเหนือจากที่มีสื่อมวลชนบาดเจ็บอีกร่วม 15 คนด้วยแล้ว

คำถามเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพทางสื่อมวลชนของไทยยิ่งดังมากขึ้น

ฉะนั้นไม่แปลกหากเสรีภาพสื่อไทยในสายตาของสื่อมวลชนโลก จะถูกจัดอันดับให้ร่วงลงไปอยู่อันดับที่ 153 จากเหตุรุนแรงทางการเมือง

หรือร่วงลงไปถึง 23 อันดับ จากที่ก่อนหน้าเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ไทยเคยอยู่ในอันดับที่ 130

ทั้ง นี้สำนักข่าวเอพี รายงานข่าวไปทั่วโลกว่า องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters without Borders) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้มีการเปิดเผยผลสำรวจสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนทั่วโลกประจำปี 2553 จำนวน 178 ประเทศ พบว่า ประเทศที่สื่อมีเสรีภาพมากที่สุดในโลก 20 ประเทศ นับตั้งแต่จัดอันดับเมื่อปี 2545 นั้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มยุโรปเหนือ

เพราะสมาชิกสหภาพยุโรปมี จำนวน 27 ประเทศ ในขณะที่ประเทศในสหภาพยุโรปที่ติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศที่ให้สิทธิเสรีภาพสื่อมวชนมากที่สุดในโลกนั้น มีมากถึง 13 ประเทศ

และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศเหล่านี้ให้เกียรติและปกป้องสื่อจากการใช้อำนาจมิชอบทางตุลาการ จึงติดอันดับ “Top20” มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม องค์กรผู้ข่าวสื่อข่าวไร้พรมแดน ก็ได้ฝากเตือนว่า สหภาพยุโรป (อียู) เสี่ยงเสียตำแหน่งผู้นำโลกเรื่องการเคารพเสรีภาพสื่อ เพราะมีสมาชิกบางประเทศที่อยู่ในอันดับที่ไม่ดีนัก เช่น อิตาลี อันดับที่ 49 กรีซ และโรมาเนีย อยู่อันดับที่ 70

ถ้าอันดับที่ 49 และอันดับที่ 70 ยังถือว่าไม่ดีนัก แล้วประเทศไทยที่ได้อันดับ 153 จากทั้งหมด 178 ประเทศ ถือว่าอยู่ท้ายของตารางการจัดอันดับ เพราะอยู่ห่างจากอันดับบ๊วยแค่ 25 อันดับเท่านั้น

ประเทศไทยจะเรียกว่าอะไร???

องค์กรสื่อสารมวลชนต่างๆ ของไทยที่เป็นองค์กรกลางทั้งหลาย คงจะต้องให้ความสำคัญในการพิจารณาเรื่องนี้ให้มากๆ

เพราะคงไม่อยากเห็นประเทศไทยถูกจัดอันดับร่วงลงไปมากกว่านี้

สำหรับ ประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีการปิดกั้นสื่อมวลชนมากที่สุด ให้เสรีภาพสื่อมวลชนน้อยที่สุดในการสำรวจ โดยอยู่ในอันดับที่ 178 คือ เอริเทรีย ซึ่งอยู่ในอันดับนี้มา 4 ปี ติดต่อกันแล้ว

รองมาคือ เกาหลีเหนือ อันดับที่ 177 ในขณะที่ ซีเรีย อยู่อันดับที่ 173 จีน อันดับที่ 171 เยเมน อยู่ที่อันดับ 170

ขณะ ที่ รวันดา อยู่อันดับ 169 พม่าและลาว อยู่อันดับ 168 และเวียดนามอยู่ที่ 165 ด้วยเหตุผลคือ รัฐบาลประเทศเหล่านี้มีการปิดกั้นเซ็นเซอร์ข่าวสารของสื่อมวลชนอย่างมาก เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างไปจากข้อมูลของ รัฐบาล

น่าสนใจก็คือกลุ่ม BRIC หรือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่มาแรงของโลก ที่ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ผลสำรวจพบว่า จีนยังคงไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องการยกระดับสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพของ สื่อมวลชน จึงทำให้จีน ได้อันดับที่ 171

ส่วนบราซิลอยู่อันดับที่ 58 อินเดียได้อันดับที่ 122 และรัสเซียอยู่ที่อันดับ 140 เพราะยังมีการควบคุมและลงโทษสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด

สำหรับประเทศในเอเชียนั้น พบว่า ประเทศที่มีคะแนนนำลิ่ว และถูกจัดอันดับดีที่สุด คือ ญี่ปุ่น อยู่ในอันดับที่ 12

และ ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนของไทยนั้น พบว่า อินโดนีเซีย อยู่ในอันดับดีที่สุด คือ 117 ตามมาด้วยกัมพูชาอยู่ในอันดับที่ 128 สิงคโปร์อยู่ที่อันดับ 137 มาเลเซีย คืออันดับที่ 141 และบรูไนอยู่ที่อันดับที่ 142

ดังนั้นการที่ไทย อยู่ในอันดับที่ 153 จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาแล้วว่า เกิดอะไรขึ้นกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนในประเทศไทย ที่อันดับยังต่ำกว่าอินโดนีเซีย ต่ำกว่ากัมพูชาด้วยซ้ำ

เพราะองค์กร ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส ระบุว่า แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดว่า ประเทศใดสื่อตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายกว่ากัน แต่จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนกันสำหรับประเทศที่อยู่ในอันดับท้ายๆ ของตารางก็คือ การพลเมืองในประเทศเหล่านั้น ถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงสื่อ และข้อมูลข่าวสาร

ซึ่งจริงแล้วกรณีของประเทศไทย ช่วงพฤษภาอำมหิตก็มีการพูดกันมาก เพราะในขณะที่เกิดความรุนแรงอย่างมาก จนประชาชนบาดเจ็บล้มตาย บรรดาโทรทัศน์ฟรีทีวี ยังคงฉายละครโทรทัศน์น้ำเน่าให้ประชาชนดูกันหน้าตาเฉย

ภาพข่าว ภาพเหตุการณ์ ต่างๆ คนไทยต้องไปดูจากสำนักข่าวต่างประเทศ จาก CNN จากสำนักข่าวอัลจาซีรา เป็นต้น

ดัง นั้น เรื่องนี้นอกจากจะต้องเป็นการบ้านให้กับองค์กรข่าว องค์กรสื่อมวลชนต่างๆ ของไทยแล้ว ก็คงต้องถือเป็นเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน

จะ ต้องพิจารณาดูด้วยว่า การที่ยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การที่ยังคงหน่วยงาน ศอฉ. การที่ยังให้มีการไล่ตรวจสอบสื่อ และปิดเว็บไซต์ข้อมูลข่าวสารอย่างมากมาย จนเป็นข่าวไปทั่วโลกนั้น เป็นเรื่องที่เหมาะสมเพียงใด

เพราะอย่างที่เป็นรายงานไปทั่วโลก สิทธิเสรีภาพสื่อสารมวลชนไทย อยู่ห่างจากอันดับบ๊วยแค่ 25 อันดับเท่านั้นเอง!!!

สำหรับ ประเทศอาเซียนที่อยู่ในอันดับต่ำกว่าไทย ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อันดับที่ 156 เวียดนาม อันดับที่ 165 ลาว อันดับที่ 168 และ พม่า อันดับที่ 174

นายกรัฐมนตรี ประธาน และผู้ว่าฯแบงก์ชาติ เข้าใจผิดเรื่องเงินบาทและการคุมเงินเฟ้อ

ที่มา มติชน



โดย สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2553 ว่า

"ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล
ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าว
ถึงข้อเสนอที่ให้ ธปท.ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ว่า คงทำไม่ได้เหมือนปี 2540
ส่วนเรื่องของดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นมา 2 ครั้งก่อนหน้านี้
เพื่อดูแลตัวเลขเงินเฟ้อตามเศรษฐกิจที่ขยายตัว
แต่ในการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในสัปดาห์หน้ามี
เรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้น
การขึ้นดอกเบี้ยจะมีความจำเป็นน้อยลง แต่คงไม่สามารถลดได้ หรือไม่ก็คงไว้ ไม่ขึ้น
สำหรับข้อเสนอของ′ดร.โกร่ง′ นายวีรพงษ์ รามางกูร นั้น ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
แต่ก็ต้องพิจารณาดูว่าผิดหรือถูกด้วย"

"นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า
ขณะนี้เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้น และไม่มีจุดดุลยภาพ
เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและยุโรปยังมีปัญหา
ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ในขณะนี้ต่อเงินบาทอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงและอันตราย
โดยเฉพาะข้อเสนอการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง
เพราะจะเป็นการไปสร้างสมดุลที่เป็นดุลยภาพเทียม
ซึ่ง ธปท.คงทำไม่ได้ทั้ง 3 เรื่อง ทั้ง
1.ดูแลเสถียรภาพด้านราคา
2.การเคลื่อนย้ายเงินทุน และ
3.ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
นายประสารกล่าวว่า ธปท.ทำได้แค่ 2 เรื่องแรกเท่านั้น ส่วนเรื่องที่ 3.คงทำไม่ได้
เพราะหลังปี 2540 เราเปลี่ยนมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบ มีการจัดการ
เพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น"

นายประสารยังกล่าวว่า
"การกลับไปกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีความเสี่ยงสูง
เพราะเคยเกิดขึ้นกับประเทศไทยมาแล้ว ถ้าผู้ลงทุนไม่เชื่อในดุลยภาพที่ ธปท.สร้างขึ้นมา
เราจะมีต้นทุนทางการเงินที่สูงมาก เท่ากับว่าจะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหา
จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมาก
เพราะจะเห็นว่าบางประเทศที่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่
เมื่อถึงจุดที่ต้องปรับเปลี่ยน มีความเสียหายตามมามาก
และเราก็ได้รับบทเรียนมาแล้วเมื่อวิกฤตปี 2540"




นอกจากนี้ "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า
วันนี้ได้เห็นชัดว่าบางประเทศใช้ยาแรง คือ
พร้อมที่จะทุ่มเอาเงินสำรองหรือเอาเงินไปซื้อเงินตราต่างประเทศแก้ปัญหาหมดเงินไปเยอะ
กว่าที่เราจะมีใช้ด้วยซ้ำ แต่ค่าเงินก็ยังแข็งขึ้น นี่คือสิ่งที่อยากให้ระมัดระวัง
เพราะบทเรียนที่สำคัญที่สุดเรื่องวิกฤตปี 2540 สมัยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือว่า
ในที่สุดแล้ว เราฝืนตลาดไม่ได้ ถ้าพยายามไม่ฝืนแล้ว ก็จะเจ็บหนัก
สุดท้ายสิ่งที่ต้องการก็ไม่ได้และต้องสูญเสียอะไรไปอีกมาก"


ความเห็นผู้เขียน

ผู้เขียนขอเรียนว่าทั้ง 3 ท่านเข้าใจผิด
หรืออาจขาดความรู้ในเชิงปรัชญาเศรษฐศาสตร์
ทั้งในเรื่องการดูแลค่าเงินบาทและการควบคุมเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เช่น ประเทศไทย


นอกจากนี้ การศึกษาทางวิชาการจำนวนมากในหลายประเทศ เพื่อกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน
ยังไม่มีข้อสรุปว่า อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (Flexible exchange rate) มีผลดีต่อประเทศมากกว่า
อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ที่มีกรอบการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ (Managed fixed exchange rate)

และการกำหนดดุลยภาพในระบบเศรษฐกิจ
ก็ไม่จำเป็นต้องมีอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวด้วย


นายกรัฐมนตรี ประธาน และผู้ว่าการแบงก์ชาติเข้าใจผิดเรื่องค่าเงินบาท

วิกฤตปี 2540 สมัยของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ตรงข้ามกับเหตุการณ์ปัจจุบัน
ตอนนั้นค่าบาทถูกกำหนดให้คงที่ 25.6 บาทต่อเหรียญ เงินดอลลาร์สหรัฐได้แข็งค่าขึ้นมาก
จึงทำให้บาทแข็งค่าตาม เพราะเรากำหนดอัตราแลกเปลี่ยนบาทคงที่กับเงินสหรัฐ
จนการส่งออกมีอัตราเพิ่มติดลบ มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากถึง 8% ของจีดีพี (GDP)
ติดต่อกัน 2 ปี (2538-2539) ต่างชาติจึงโจมตีค่าเงินบาทเพื่อให้เงินบาทอ่อนค่าลงมากๆ อย่างรวดเร็ว
โดยการแลกเงินดอลลาร์ในประเทศแล้วนำออกจากประเทศไทยให้หมด

ต่างชาติจึงบังคับให้รัฐบาลไทยลดค่าเงินบาทได้ เพราะเราพิมพ์เงินดอลลาร์ไม่ได้

เมื่อเงินดอลลาร์ลดลงไปมาก เงินบาทก็ไม่มีฐานทรัพย์สินต่างประเทศรองรับเพียงพอ
รัฐบาลไทยจึงถูกบังคับให้ลดค่าเงินบาท ทำให้ระบบเศรษฐกิจหดตัวมากอย่างฉับพลัน
หน่วยธุรกิจในประเทศจึงล้มละลายลงเป็นจำนวนมาก เพราะหนี้สินเพิ่มขึ้นมาก
ในขณะที่มูลค่าทรัพย์สินและรายได้ลดลงอย่างมาก

เหตุการณ์ปัจจุบันนั้นตรงข้ามกัน คือ ต่างชาตินำเงินดอลลาร์เข้ามามาก มาแลกเงินบาทในประเทศ
ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาก แม้จะทำให้ตลาดทรัพย์สินก็คือตลาดหุ้นมีราคาเพิ่มขึ้น
แต่ก็ทำให้อัตราเพิ่มของการส่งออกลดลงมาก
สินค้าขั้นกลางที่ผลิตแข่งกับการนำเข้าก็ลดการผลิตลง
การท่องเที่ยวก็มีรายได้ลดลง
จะทำให้ธุรกิจเกิดการล้มละลายจำนวนมาก จนอัตราความเจริญเติบโตของชาติลดลง

แต่ในกรณีนี้ ต่างชาติบังคับให้เราแข็งค่าเงินบาทไม่ได้ เพราะเราพิมพ์เงินบาทได้เอง

เราจึงสามารถพิมพ์เงินบาทมาแลกเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้ามาได้ทั้งหมด ณ ราคาระดับหนึ่ง
(เช่น 33 บาทดอลลาร์) เงินบาทก็จะไม่แข็งค่า เงินทุนไหลเข้าก็จะไม่มีผล
ทำให้รายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวลดลง
(โดยหากมีความกดดันเงินเฟ้อก็ให้ใช้พันธบัตรดูดซับเงินบาทออกจากระบบเศรษฐกิจ)

ประเทศเราจะมีเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นมากในเงินสำรองระหว่างประเทศ
ก็ให้เปลี่ยนเงินสำรองเป็นทรัพย์สินในต่างประเทศ เช่น
การซื้อบ่อน้ำมัน
การซื้อบริษัทสื่อสารพลังงานในต่างประเทศ เฉกเช่นประเทศจีน สิงคโปร์ ทำอยู่ทุกวันนี้

นอกจากนี้ การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้อ่อนค่ากว่านี้
จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีอัตราความเจริญเติบโตสูงในระยะยาวด้วย
เช่นเดียวกับประเทศจีนวันนี้ และเวียดนามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ผู้เขียนจึงขอสรุปว่า
เป็นความเข้าใจผิดที่ว่าต่างชาติสามารถโจมตีค่าเงินบาทแล้ว
บังคับให้เงินบาทแข็งค่าได้ เงินบาทนั้นเราพิมพ์เอง
ต่างชาติจึงไม่สามารถนำเงินตราต่างประเทศมาแลกเงินบาท
จนเงินบาทมีไม่พอทำให้เงินบาทแข็งค่า
การโจมตีค่าเงินบาทจึงโจมตีได้เฉพาะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง
ด้วยการดึงเงินตราต่างประเทศออกไปมากๆ เท่านั้น


ทั้ง 3 ท่านยังเข้าใจผิดที่เรื่องการคุมเงินเฟ้อ

เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดให้เงินทุนไหลเข้าออกได้ (ดูรูป)
การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติให้สูงกว่าดอกเบี้ยดอลลาร์มากๆ
จะไม่ทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจลดลง เพราะเงินต่างชาติจะไหลเข้ามามากกว่า
ปริมาณเงินบาทที่แบงก์ชาติดูดออกไป จึงยิ่งทำให้มีความกดดันให้เงินเฟ้อมากขึ้นด้วย

ดังนั้น ในขณะที่มีเงินทุนไหลเข้ามามากเกินไปเช่นนี้
แบงก์ชาติจึงควรลดดอกเบี้ยในชาติให้เท่ากับหรือต่ำกว่าดอกเบี้ยสหรัฐ
(เราไม่เปรียบเทียบดอกเบี้ยกับเพื่อนบ้าน เพราะเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน) คือ
ให้ลดดอกเบี้ยลงไป 1.5% เพื่อลดเงินปริมาณเงินดอลลาร์ไหลเข้า

การลดดอกเบี้ยในชาติลงในกรณีนี้ จะทำให้

(1) เงินบาทไม่แข็งค่า

และ
(2) ความกดดันเงินเฟ้อ
อันเนื่องจากเงินทุนไหลเข้า ลดลงด้วยโดยให้ติดตามดูว่า
เมื่อลดดอกเบี้ยลงแล้ว จะเกิดเงินเฟ้อ
เพราะมีปริมาณเงินบาทในระบบเศรษฐกิจมากเกินไปหรือไม่
หากมี ก็ให้ใช้พันธบัตรดูดซับเงินบาทออก

ผู้เขียนมั่นใจว่าประเทศจะไม่มีความกดดันด้านเงินเฟ้อ
แต่ประเทศไทยจะเปลี่ยนเป็นประเทศที่มีอัตราความเจริญเติบโตสูงในระยะยาว
เช่นเดียวกับประเทศจีนในวันนี้ และเวียดนามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ร้ายกว่ารัฐประหาร โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย Porsche

เรียบเรียงโดย Nangfa



คอลัมน์ : เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง : ร้ายกว่ารัฐประหาร
โดย : กาหลิบ

หากเขาสั่งรัฐประหารอีกครั้ง ซึ่งอาจจะในเร็ววันนี้
ท่านที่เป็นนักประชาธิปไตยปรองดองทั้งหลายจะยังเดินหน้าปรองดองกับเขาต่อไปไหม?

ขอถามไว้ดังๆ ตรงนี้เพื่อตราเอาไว้ให้ชัด

ได้ยินมาหลายครั้งว่า รัฐประหารสิดี ปวงชนชาวไทยจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
และอาจจะทำให้เกิด “ลุกขึ้นสู้” ขึ้นอีกครั้ง ราวกับว่า
คนที่พูดกำลังเตรียมการใหญ่เพื่อประชาธิปไตยในแผ่นดินนี้อยู่
ทั้งที่เห็นวิ่งวุ่นชุลมุนก่อสถานการณ์ที่นั่นที่นี่
เพียงบีบให้เขายอมเจรจาด้วยเท่านั้นเอง ไม่ได้เตรียมการใดๆ เพื่อประชาธิปไตยเลยสักนิด

เมื่อไม่ได้เตรียมตัวให้สมศักดิ์ศรีของระบอบประชาชน
การรัฐประหารอีกครั้งในระบอบเผด็จการโบราณก็มีแต่ผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตยของประเทศ
โดยเฉพาะการไล่ล่าปราบปรามแกนนำแกนนอนของขบวนการประชาธิปไตยใหม่
จนราบคาบด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยมรุนแรง

พวกนักเลือกตั้งอาชีพเขาก็จะกลับไปนอนเงียบๆ ที่บ้านหรือไม่ก็ออกทัวร์ต่างประเทศ
คอยเวลาที่คณะรัฐประหารจะดิ้นรนสร้างภาพลักษณ์ด้วยการประกาศการเลือกตั้ง “โดยพลัน”
เพื่อให้โลกเห็นว่าไม่ได้ทำรัฐประหารเพื่อตัวเอง
เมื่อถึงเวลานั้นก็จะลอยเหนือหัวประชาชนออกมาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง
หวังได้เป็นรัฐบาลด้วยวิธีผสมพันธุ์กับใครก็ได้

ใครตายก็ตายไป
คนที่เจนจัดกว่าเขาก็รอดชีวิตอยู่เพื่อเล่นบทบาท “ผู้นำ” กันต่อไปอย่างไร้ความหมาย
เพราะอำนาจรัฐที่แท้จริงไม่มีวันอยู่ในมือตน

อดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเคยอธิบายเหตุผลที่ยอมร่วมงานกับคณะรัฐประหารเอาไว้ว่า
“...น้ำครึ่งแก้วดีกว่าไม่มีเลย กระผมไม่อยากตายประชดป่าช้า...”
แล้วก็กลายเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์กับเขาไปทั้งตัว ทั้งที่มาจากการเลือกตั้ง

เหตุผลที่ฟังเผินๆ ดูดีแบบนี้ล่ะ
ที่ทำให้เราขาดแกนนำขบวนการประชาชนมาทุกยุคทุกสมัย
ก็อ้าขาผวาปีกหิวกระหายไปขอน้ำครึ่งแก้วจากเขา
จะไปเหลือศักดิ์ศรีอะไรมาหาน้ำอีกครึ่งแก้วให้กับคนในระบอบประชาชน

คำถามคือหากเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง
คนที่ได้ชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยในปัจจุบัน
จะเลือกวางจุดยืนทางการเมืองของตนอย่างไร จะผวาหาน้ำครึ่งแก้วหรือ
จะกล้าประกาศว่าเอาน้ำครึ่งแก้วของเอ็งคืนไปเถิด ข้าไม่ปรารถนา

อีกไม่นานก็คงจะรู้ทั่วกัน

เดิมทีการรัฐประหารเป็นของแสลงอันดับหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ณ ที่ใดก็ตาม
ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องช่วยกันสกัดกั้นและต่อต้านในทุกทาง
ถึงวันนี้ภัยอันตรายของรัฐประหารก็ยังมิได้เสื่อมคลายลงไป

แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ
รัฐประหารไม่ใช่ศัตรูอันดับหนึ่งของระบอบประชาชนอีกแล้วในวันนี้
ศัตรูอันดับหนึ่งของระบอบประชาชนคือ
ผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอมที่เปล่งวาจาประชาธิปไตยอยู่ทุกวัน
แต่คอยสกัดกั้นมิให้ขบวนการปฏิวัติของประชาชนเกิดขึ้นได้แม้จะเกิดรัฐประหาร
เพราะกลัวว่ากลุ่มผลประโยชน์ของตนจะควบคุมมวลชนไม่ได้
เมื่อฝ่ายตรงข้ามสิ้นอำนาจลงและฝ่ายตนจะทะยานขึ้นสู่อำนาจนั้นแทน
ทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดขบวนประชาธิปไตยไปเรื่อยๆ
เตรียมโค่นฝ่ายเขาลงเพื่อตัวจะก้าวขึ้นเป็นผู้เผด็จการใหม่เท่านั้น

ถ้าคนชนิดนี้ยังเรืองอำนาจอยู่ ขบวนการประชาชนธรรมชาติไม่มีวันจะได้เกิด
เพราะเขาต้องการแค่กลุ่มมวลชนที่เขาควบคุมและสั่งการได้จากรีโมทคอนโทรล
เขาจึงต้องทำลายพลังมวลชนธรรมชาติและสู้สงครามกับระบอบเก่าไปพร้อมกัน

โดยสรุป
หากเกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง พี่น้องประชาชนโปรดฟังเสียงของตัวเองเป็นหลัก
อย่าได้หลงเชื่อศัตรูหมายเลขหนึ่งและศัตรูหมายเลขสองของระบอบประชาชนเลยครับ.



http://democracy100percent.blogspot.com/2010/10/blog-post_21.html