WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 25, 2010

มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพออกแถลงการณ์ 6 ปีตากใบ

ที่มา ประชาไท

25 ต.ค. 53 - มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพออกแถลงการณ์ "๖ ปีตากใบ : ความล้มเหลวกระบวนการยุติธรรมไทยกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยมีเนื้อหาดังนี้

แถลงการณ์

๖ ปีตากใบ : ความล้มเหลวกระบวนการยุติธรรมไทยกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

วัน ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ ซึ่งครบ ๖ ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมของประชาชนหน้าสถานีตำรวจภูธร อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส อันถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีการสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งของประชาชนใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ และแม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะได้เพียรพยายามเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้รอดชีวิต รวมถึงชุมชน และสังคม แต่สิ่งเดียวที่รัฐบาลในทุกสมัยไม่เคยให้แก่ประชาชนคือ ความยุติธรรม

ใน วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ มีผู้เสียชีวิตหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ ๗ คน ปัจจุบันพนักงานอัยการมีคำสั่งงดการสอบสวนเนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ทำ ให้เกิดการเสียชีวิต ต่อมาได้มีการขนย้ายผู้ชุมนุมทั้งหมดไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พบมีผู้เสียชีวิตภายในรถที่ขนย้ายอีก ๗๘ คน รวมผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น ๘๕ คน ไม่นับรวมผู้บาดเจ็บ และพิการ ในกรณีการเสียชีวิตศาลจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งไต่สวนการตายเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒ สรุปว่าผู้ตายเสียชีวิตเนื่องจากการขาดอากาศหายใจ ขณะอยู่ในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนส่งพนักงานอัยการ โดยพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดการเสียชีวิต และผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีขณะนั้นเห็นพ้องกับอัยการในการสั่งไม่ฟ้อง คดีจึงถือเป็นอันยุติ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐซึ่งรวมถึงหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ กรณีตากใบจึงเป็นเสมือนบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชาย แดนภาคใต้ เพราะเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า รากเหง้าของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาจากความไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่ดังกล่าว แม้กฎหมายจะมีพื้นที่ให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องต่อศาลได้เองโดยตรง แต่ผู้ครอบครัวเสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ในสถานะยากลำบาก อีกทั้งการฟ้องร้องหน่วยงานความมั่นคงก่อให้เกิดความหวาดกลัว และการไม่มีหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำประชาชนให้ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมบนบรรทัด ฐานของความเท่าเทียมทางกฎหมายได้

ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ตากใบ มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย และองค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

๑. ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดทบทวนความเห็นในการสั่งไม่ฟ้องคดีกรณีตากใบ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิทางศาลในการหาความเป็นธรรมได้อย่างเต็มที่

๒. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรเพิ่มบทบาทในการช่วยเหลือผู้เสียหายกรณีตากใบและครอบครัวให้เข้าถึงความ ยุติธรรมโดยการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๒๕๗(๔)

๓. รัฐบาลต้องมีมาตราการในการให้ความคุ้มครองพยานซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตให้มีความ มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสามารถให้การเป็นพยานในชั้นศาล และสามารถนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

๔. สังคมไทยต้องนำบทเรียนของเหตุการณ์การละเมิดสิทธิต่อประชาชน รวมทั้งการใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมชนของประชาชน โดยไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในทุกกรณี และร่วมกันเฝ้าติดตามการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของกรณีการละเมิด สิทธิฯในเหตุการณ์ตากใบ

เพื่อสร้างความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม และเพื่อการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจ และปรับกระบวนทัศน์ในการอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลรวมถึงกระบวนการยุติธรรมไทยจึงต้องทบทวนบทบาทที่ผ่านมา ว่าแท้จริงแล้วกระบวนการยุติธรรมไทยยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง และความยุติธรรมเพื่อปกป้องบุคคลจากการถูกละเมิดสิทธิ เสรีภาพ ตามหลักนิติธรรม อย่างไร เพราะการปรองดอง และความสมานฉันท์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากความเป็นธรรม อีกทั้งสันติภาพก็มิได้หมายถึงเพียงการยุติความรุนแรง แต่สันติภาพที่ยั่งยืนหมายถึงการที่ประชาชนทุกคนจะเป็นอิสระจากความหวาดกลัว และต้องไม่ให้มีการงดเว้นโทษ (Impunity) อีกต่อไป

จากตากใบ ถึง ราชประสงค์

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ใน วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ทหารและตำรวจ ได้จงใจลงมือฆ่าประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยปราศจากอาวุธ ที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส

ชาวบ้านที่มาประท้วงหน้า ส.ภอ.ตากใบ ในวันนั้นประกอบไปด้วย ชาย หญิง และเด็ก

สาเหตุ ที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธไปให้ พวกกบฏ อาวุธดังกล่าวเดิมมาจากภาครัฐที่บังคับให้ชาวบ้านถือไว้ และเขามอบอาวุธให้คนอื่นเพราะถูกข่มขู่

ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคย จึงมาประท้วงเพื่อให้ปล่อยเพื่อนบ้าน

นอกจากจะมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วง และใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว มีการยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านตาย 6 คน บาดเจ็บอีกมากมาย หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนของรัฐไทยเป็นเด็กอายุ 14 ขวบ ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจบังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น ถูกถอดเสื้อ ถูกเตะตี แล้วมีการมัดมือไว้ข้างหลัง

ต่อ มาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ใครร้องเรียนประท้วงหรือไม่พอใจ จะโดนทุบตีและเหยียบและถูกทหารปรามว่า “เดี๋ยวจะรู้ว่านรกจริงเป็นอย่างไร”

ชาย เหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่ารัฐไทยมองว่าเขาเป็น “เชลยศึก” ที่จะถูกลงโทษ ไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” ที่มีสิทธิ

เชลยศึกดังกล่าวถูกนำไปส่งที่ค่าย อิงคยุทธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารคันแรกถึงค่ายอิงคยุทธิ์ปรากฏว่ามีคนตายที่นอนอยู่ข้างล่างหลายคน

6 ชั่วโมงหลังจากนั้น รถคันสุดท้ายมาถึงค่ายทหาร และมีคนตายทั้งหมด 78 ศพ ในหกชั่วโมงที่ทหารทราบว่าการขนส่งมนุษย์แบบนี้มีปัญหา ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีขนคนแต่อย่างใด ดังนั้นเราต้องสรุปว่าเป็นการ “จงใจฆ่าประชาชน”

พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ของสื่อมวลชนขณะที่เกิดเหตุการณ์ว่า “เราจะทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง”

นอกจากแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมของรัฐครั้งนี้คือ ผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหาร และตำรวจระดับชาติ

หลังเหตุการณ์ที่ตากใบ นายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาล อ้างว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ ”อุบัติเหตุ”

ใน วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สี่ปีหลังเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช โกหกกับนักข่าวโทรทัศน์ช่อง Al Jazeera ว่าคนตายที่ตากใบตายเพราะ “ล้มทับกันเอง”

ที่ราชประสงค์ อำมาตย์ กระหายเลือดมองว่า คนเสื้อแดงเป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนเสื้อแดงขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควาย มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่า จิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่า เทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

ที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี อำมาตย์ กระหายเลือดมองว่าคนมุสลิมมาเลย์เป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนมาเลย์มุสลิมขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควายโดยผู้ไม่หวังดี มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่าง มนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป


ในทั้งสองพื้นที่ นาง... ออกมาปลุกระดมให้มีการฆ่าและเกลียดชังชาวบ้าน หรือออกมาสนับสนุนผู้ที่กดขี่ประชาชนอย่างเปิดเผย

ในทั้งสองพื้นที่ พวกนายพลระดับสูง ออกคำสั่งให้ฆ่าประชาชน แต่ใช้ลูกหลานเราที่เป็นทหารเกณฑ์ ในงานสกปรกของเขา

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐบาลกลางของพวกเศรษฐีคนรวย กดขี่ขูดรีดประชาชน และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเป็นตัวของตัวเอง

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐอำมาตย์พยายามชักชวนให้คนในสังคมเกลียดชังชาวบ้านภายใต้ลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่เรารู้ว่า “ชาติ” ที่มันพูดถึงไม่ใช่ชาติของเราชาวไพร่ เรารู้ว่าทหารพร้อมจะฆ่าและจับพระสงฆ์ที่เข้าข้างคนจน หรือฆ่า อิมาม ของชาวบ้าน และเรารู้ว่า(เซ็นเซอร์)ไม่เคยห้ามการนองเลือดหรือการกดขี่ประชาชน

ที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชนเกือบ 90 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่เรารู้ว่าเขาทำอะไร อภิสิทธิ์ อนุพงษ์ และสุเทพ ต้องรับผิดชอบ

ที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี ๒๕๔๗ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชน 80 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี

แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่า ทักษิณและพวกนายพลต้องรับผิดชอบ เพราะเราต้องไม่มีสองมาตรฐานอีกแล้วใช่ไหม?

ข้อสรุป สำคัญคือ ถึงเวลาแล้วที่คนเสื้อแดงจะต้องเห็นอกเห็นใจชาวบ้านมาเลย์มุสลิมในสาม จังหวัดภาคใต้ จะต้องเริ่มพยายามมีอารมณ์ร่วม และเปิดใจเปลี่ยนความคิดที่เคยมีอคติกับเขา

--
ติดตามงานของอ.ใจ อึ๋งภากรณ์

http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53ผมไม่ใช้ twitter



สั่งซื้อเสื้อ รำลึก 6 ปี ตากใบ-เสื้อ รำลึก 6 ปี ตากใบ กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แผ่ลามไปทั่วประเทศ ที่ชายแดนภาคใต้ มีการเชิญชวน ร่วมกันรำลึกโศกนาฏกรรมตากใบ ด้วยการสั่งซื้อเสื้อแห่งความทรงจำ "ครบรอบความทรงจำ สังหารหมู่ตากใบ 25 ตุลา 47" และ "ผมเห็นคนตายที่ตากใบ" สีดำ สีเดียว ราคา : แขนสั้น / ยาว 170 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง) สนใจติดต่อ Tel. 085-0774814 e-mail : takbai.remember@gmail.com

กานดา นาคน้อย: สงครามเงินตราและทางเลือกของไทย

ที่มา Thai E-News

โดย กานดา นาคน้อย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue สหรัฐอเมริกา*
ทีมา มติชนออนไลน์
21 ตุลาคม 2553

การอ่อนตัวของเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อต้นเดือนนี้

แม้ รมต.คลังสหรัฐฯยืนยันว่า สนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งตัว แต่คำยืนยันดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพราะธนาคารกลางสหรัฐฯไม่มีนโยบายพยุงค่า เงินและแสดงท่าทีว่า จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป

กล่าวได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯถือคติว่า “เงินตราของเรา ปัญหาของคุณ” (Our currency, your problem)

อัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความสำคัญมากในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะนานาประเทศหวังพึ่งตลาดต่างประเทศเพื่อทดแทนการหดตัวของตลาดในประเทศ การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินอ่อนลงเพื่อส่งเสริมการแข่งขัน (Competitive devaluation) เป็นมาตรการที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้มานาน

ถ้า หลายประเทศใช้พร้อมกันก็เกิดสงครามเงินตรา (Currency war) กล่าวคือ ความพยายามทำให้เงินอ่อนตัวจนอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมือง

สงคราม เงินตราเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต เช่น สงครามเงินตราในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งจบลงด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศอุตสาหกรรมให้เงินเยนและเงินมาร์คแข็งตัว ขึ้น

สงครามเงินตราที่มีผลกระทบมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน ระหว่างประเทศคือสงครามเงินตราในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศอุตสาหกรรมจนวิกฤตเศรษฐกิจลุกลามไปสู่ สงครามโลกครั้งที่ 2 วิกฤตดังกล่าวได้ลุกลามมาถึงไทยจนเกิดแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475

ภาวะบาทแข็งในปัจจุบัน

โดยนิยามการอ่อนตัวของ เงินดอลลาร์คือการแข็งตัวของเงินสกุลอื่น การประเมินภาวะบาทแข็งต้องคำนึงถึงโครงสร้างการค้าขายระหว่างประเทศเพราะ เงินของประเทศคู่ค้าก็ปรับตัวด้วย

เราต้องดูค่าเฉลี่ยของการปรับ ตัวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินของประเทศคู่ค้าต่างๆ นอกจากนี้ราคาสินค้าส่งออกขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อด้วย

ดังนั้นเรา ต้องปรับค่าเฉลี่ยดังกล่าวด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทยและประเทศคู่ค้า สถิตินี้เรียกว่าดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (Real effective exchange rate)

รูปข้างล่างแสดงดัชนีค่าเงินที่แท้จริงของไทยและประเทศคู่แข่งที่สำคัญระหว่าง ม.ค. 2550 และ ก.ย. 2553

ประเด็น คือการเปลี่ยนแปลงของดัชนีไม่ใช่ระดับของดัชนี การปรับตัวขึ้นของดัชนีบ่งบอกว่าเงินแข็งขึ้น รูปนี้สมมุติให้ดัชนีเดือน ม.ค. 2550 เป็น 100

ปี 2550 เป็นปีที่วิกฤตการเงินปะทุที่สหรัฐฯ ปัญหาหนี้เสียจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยทำให้แบร์สเติร์นส์ (Bear Stearns) ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจเก่าแก่ต้องปิดกิจการ

เห็นได้ชัดว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯเอ่อนลงเพียงสกุลเดียว เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2550 แล้วเงินดอลลาร์อ่อนลง 6% เงินเยนแข็งที่สุดคือแข็งขึ้น 23%

แต่ ต้นปีที่แล้วเงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้นถึง 30% รองลงมาคือเงินหยวนจีนซึ่งแข็งขึ้น 16% ต้นปีที่แล้วเงินหยวนแข็งขึ้นถึง 20% เงินสกุลอาเซียนทั้ง 4 สกุลได้แก่ดอลลาร์สิงคโปร์ เงินบาท เปโซฟิลิปปินส์ และริงกิตมาเลเซียแข็งขึ้นไล่เลี่ยกันด้วยอัตรา 11% 9% 8% และ 7% ตามลำดับ ยังไม่มีสถิติของเดือนนี้ซึ่งเป็นเดือนที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนทะลุ อัตรา 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามชัดเจนว่า สหรัฐฯชนะสงครามเงินตราครั้งนี้อย่างขาดลอย เงินดอลลาร์ไม่เพียงแต่อ่อนค่าลงแต่เงินสกุลอื่นๆยังแข็งขึ้นมากกว่าที่เงิน ดอลลาร์อ่อนลงเสียอีก


ใครได้ใครเสียจากภาวะบาทแข็ง?

กลุ่ม ที่เสียหายจากภาวะบาทแข็งคือผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายย่อยที่รายจ่ายตายตัว (Fixed cost) มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต เมื่อผู้ส่งออกเสียหายแรงงานในภาคส่งออกก็ได้รับผลกระทบด้วย

งานวิจัยเชิงประจักษ์พบว่า การแข็งค่าของเงินมีผลกระทบเชิงลบต่อมูลค่าการส่งออกด้วยความเฉื่อยประมาณ 6-12 เดือน

ถ้า ค่าเงินแข็งวันนี้มูลค่าส่งออกจะลดลงใน 6-12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากสัญญาซื้อขายสินค้ากำหนดราคาและปริมาณสินค้าก่อนค่าเงินจะเปลี่ยน และผู้ส่งออกมักยอมลด Profit margin(ส่วนต่างกำไร) ในระยะสั้น

ดัง นั้นสถิติการส่งออกในระยะสั้นจะไม่แสดงผลกระทบจากจากค่าเงิน ผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกขึ้นอยู่กับทั้งอัตราการแข็งค่าของเงินและความ ยืดหยุ่นของการทดแทน (Elasticity of substitution) ของสินค้า แม้ว่าเงินบาทแข็งขึ้นด้วยอัตราที่ต่ำกว่าดอลลาร์สิงคโปร์ 2% (ดูดัชนีค่าเงินที่แท้จริงในรูปข้างบน)

แต่สินค้าและบริการของไทยยังมีคุณภาพไม่สูงทำให้ประเทศคู่ค้าทดแทนด้วยสินค้าและบริการจากประเทศคู่แข่งได้ง่าย

ดังนั้นการหดตัวของปริมาณการส่งออกของไทยน่าจะมากกว่าการหดตัวของปริมาณสินค้าและบริการจากสิงคโปร์

กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะบาทแข็งมี 5 กลุ่ม

1.ผู้ นำเข้าสินค้าบริโภค (Consumption goods) จากต่างประเทศและผู้บริโภค ในแง่ดีภาวะบาทแข็งทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าที่หลากหลายและได้ใช้ สินค้าคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำลง

ในแง่ไม่ดีทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยราคาต่ำลง อาจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มสร้างหนี้สินเพื่อบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย

2.ผู้ นำเข้าสินค้าทุน (Capital goods) ที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าเพื่อบริโภคในประเทศ เช่น ผู้นำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง ในแง่ดีผู้ประกอบการแบ่งกำไรให้แรงงานได้โดย
การขึ้นค่าแรงและนำกำไรไปลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยีได้

ในแง่ไม่ดีผู้ประกอบการอาจผูกขาดทั้งตลาดแรงงานและตลาดสินค้า ในกรณีนี้กำไรจากภาวะบาทแข็งจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากขึ้น

3.นัก ลงทุนไทยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาทรัพย์สิน เพราะเม็ดเงินจากทุนต่างชาติเข้ามาหนุนแรงซื้อ แม้ว่ากฏหมายไทยในปัจจุบันยังไม่ยินยอมให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดินเพื่อการ อยู่อาศัย ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของห้องชุดคอนโดมิเนียมและสามารถจดทะเบียนร่วมทุน กับคนไทยเพื่อทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

4.นักลงทุนต่างชาติที่ลง ทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ กำไรที่ชัดเจนที่สุดคือส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ ส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยไม่ต้องเสียภาษีเหมือนในสหรัฐฯและ อังกฤษ (และอีกหลายประเทศ) ทุนต่างชาติมีปริมาณสูงมากจึงสามารถดันราคาสินทรัพย์ในตลาดทุนให้ปรับขึ้น อย่างต่อเนื่อง

ในอนาคตเมื่อทุนต่างชาติไหลออกราคาหลักทรัพย์จะปรับ ตัวลงอย่างรวดเร็วแต่ทุนต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคา ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นจะรับภาระขาดทุนหลังทุนต่างชาติออกไปแล้ว

การลงทุนในตลาดอสังหาฯไทยก็ไม่มีภาษีทรัพย์สินแบบในสหรัฐฯหรือ ยุโรป ผลกำไรสุทธิจากตลาดอสังหาฯไทยจึงมากกว่าการลงทุนในต่างประเทศเมื่อเปรียบ เทียบกับอสังหาฯที่ราคาเท่ากัน

5.กลุ่มทุนไทยที่นำทุนออกไปซื้อ กิจการต่างประเทศ ในแง่ดีกลุ่มนี้สามารถซื้อเทคโนโลยีแล้วนำเข้ามาต่อยอดในประเทศเพื่อยกระดับ เทคโนโลยีและช่วยสร้างงาน

ในแง่ไม่ดีคือการลงทุนซื้อกิจการต่าง ประเทศอาจเป็นเพียงการเก็งกำไรในระยะสั้น เมื่อเงินบาทอ่อนลงในอนาคตหลังจากที่ทุนต่างชาติไหลออกแล้ว กลุ่มนี้สามารถขายกิจการในต่างประเทศแล้วนำกำไรจากส่วนต่างกลับมาซื้อ ทรัพย์สินในไทย วิธีการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวคล้ายคลึงกับการช้อนซื้อทรัพย์สิน ไทยโดยกลุ่มทุนต่างชาติด้วยราคาถูกหลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540

มาตรการแก้ไขปัญหาเงินดอลลาร์อ่อนตัว

ประเทศต่างๆรับมือกับภาวะดอลลาร์อ่อนตัวด้วยมาตรการดังต่อไปนี้

1.การ แทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศ เช่น การแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น จีนและสิงคโปร์ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงค์ชาติได้เปลี่ยนมาใช้ระบบแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศที่เสรีกว่าระบบตะกร้าเงินตั้งแต่ปี 2540

ระบบนี้เป็นผล โดยตรงจากการสูญเสียทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ถ้าตอนนี้ไทยหันกลับไปใช้ระบบเดิมแบงค์ชาติก็ต้องแทรกแซงในตลาดเงินตราต่าง ประเทศด้วยการขายเงินบาทและซื้อเงินดอลลาร์ นโยบายนี้จะสร้างปัญหาเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่

ปัญหา เงินเฟ้อก็เป็นปัญหาสำหรับจีน แต่จีนถือว่า ซื้อเวลาเพื่อใช้ภาคส่งออกถ่ายเทแรงงานออกจากภาคเกษตร ที่สำคัญจีนต่อรองให้บรรษัทข้ามชาติขึ้นค่าแรงได้

ดังนั้นผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อต่อคุณภาพชีวิตของคนรายได้ต่ำในจีนน้อยกว่าในไทย

นอก จากนี้จีนมีอำนาจในตลาดสินค้าโลกจึงกำหนดราคาสินค้าส่งออกให้ชดเชยอัตราเงิน เฟ้อได้ ส่วนญี่ปุ่นไม่มีปัญหาเงินเฟ้อและมีปัญหาประชากรลดลงซึ่งเป็นปัจจัยหนุนภาวะ เงินฝืด ดังนั้นญี่ปุ่นจึงแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลปัญหาเงิน เฟ้อ

ส่วนสิงคโปร์มีความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ต่ำกว่าไทยเพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์มีขนาดเล็กมาก

2.การสนับสนุนให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าทำสัญญาค้าขายระหว่างประเทศและชำระเงินด้วยเงินสกุลของตนแทนเงินดอลลาร์

นโยบาย นี้ใช้ในสหภาพยุโรปและจีน นโยบายของจีนได้รับการตอบรับที่ดีจากธนาคารต่างชาติรวมทั้งธนาคารอเมริกัน วิธีบริหารความเสี่ยงแบบนี้ราคาถูกกว่าทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าและ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาเงินเป็นเงินนานาชาติเพื่อแข่ง ขันกับเงินดอลลาร์ในอนาคต

ไทยมีอำนาจต่อรองในตลาดสินค้าและตลาด เงินตราต่างประเทศน้อยกว่าสหภาพยุโรปและจีน ไทยจึงไม่สามารถสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทำสัญญาซื้อขายสินค้าด้วยเงินบาทได้ จึงสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทำสัญญาซื้อขายเงินบาทล่วงหน้าแทน

การ บริหารความเสี่ยงด้วยวิธีนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่าเงินบาทไม่ใช่เงินสกุลหลัก ที่มีปริมาณการซื้อขายล่วงหน้ามากแบบเงินเยน ในภาวะความเสี่ยงสูงมักหาคู่ค้าธุรกรรม (Counterparty) ยากและทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมสูงขึ้น

3.การลดดอกเบี้ยตาม ธนาคารกลางสหรัฐฯเพื่อลดส่วนต่างดอกเบี้ย เช่น นโยบายของธนาคารกลางที่ญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ สิงคโปร์ ฯลฯ

นโยบาย นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ เพราะทำให้ทุนในประเทศไหลเข้าตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอสังหาฯแทนทุนต่างชาติ ประเทศที่ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาสามารถใช้นโยบายนี้ได้

โป รดสังเกตุว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือน ตค. 2551 เป็นการประสานนโยบายลดดอกเบี้ยพร้อมธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ และแคนาดา ความร่วมมือดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเงินตราระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมตะวันตก

4.นโยบายควบคุมการไหลเวียนของทุนต่างชาติ มีทั้งที่ใช้กฏเกณฑ์จำกัดธุรกรรมแบบจีนหรืออินเดีย และการเก็บภาษีจากเงินทุนต่างชาติแบบบราซิล

ในปีนี้บราซิลได้ ประกาศขึ้นอัตราภาษีที่เก็บจากทุนต่างชาติถึง 2 ครั้ง ภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับทุนต่างชาติทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น มีผลบังคับครอบคลุมถึงกองทุนรวม กองทุนบำนาญและเฮดจ์ฟันด์จากต่างประเทศ

การ ส่งเสริมให้ทุนไหลออกนอกประเทศไม่ใช่มาตรการโดยตรงที่ทำให้เงินอ่อนค่าลง จีนคือตัวอย่างที่ชัดเจน แม้จีนอนุญาตให้คนจีนไปลงทุนในต่างประเทศได้บ้างและให้สถาบันการเงินต่าง ชาติเริ่มซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลจีน นโยบายนี้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเงินหยวนให้เป็นเงินนานาชาติเพื่อแข่งขัน กับเงินดอลลาร์ในอนาคต และใช้พร้อมกับการทำสัญญาค้าขายระหว่างประเทศด้วยเงินหยวน

ปัจจุบัน กระทรวงการคลังของไทยได้เสนอให้จัดเก็บภาษีจากดอกเบี้ยจากการลงทุนในตราสาร หนี้ของทุนต่างชาติด้วยอัตรา 15% แต่ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า รัฐสภาจะอนุมัติเมื่อไรและจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร จึงกล่าวได้ว่า ไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการไหลเวียนของทุนต่างชาติ

ทางเลือกของไทย

เมื่อ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ไทยมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าญี่ปุ่น มีอำนาจต่อรองในตลาดสินค้าโลกน้อยกว่าจีน มีอำนาจต่อรองค่าแรงกับบรรษัทข้ามชาติน้อยกว่าจีน มีตลาดอสังหาฯขนาดใหญ่กว่าสิงคโปร์

ดังนั้นการเข้าร่วมสงครามเงิน ตราด้วยการแทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศไม่ใช่นโยบายที่ดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาว การลดดอกเบี้ยก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเพราะตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาฯของไทย ไม่ซบเซา

ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไม่ลดดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงกับ สหรัฐฯ บราซิลก็จำเป็นต้องใช้ดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐฯเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและความ เสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่

ทางเลือกอื่นคือการควบคุมการไหลเข้าของทุนต่างชาติควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยหรือคงดอกเบี้ยไว้

การควบคุมทุนต่างชาติมี 2 วิธี หนึ่งคือกระทรวงการคลังเก็บภาษีจากทุนต่างชาติเหมือนนโยบายในบราซิล

สอง คือวิธีที่ชิลีใช้ในอดีต กล่าวคือ ธนาคารกลางกำหนดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นต้องกลายเป็นทุนสำรองในบัญชีที่ไม่ได้ดอกเบี้ยนานเท่าไร

ที่ สำคัญคือต้องประกาศกฏเกณฑ์ให้นักลงทุนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร ไม่ใช่ทำโดยไม่ประกาศล่วงหน้าแบบที่ไทยลองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว การประกาศล่วงหน้าจะป้องกันภาวะตื่นตระหนกในตลาดทุน

ทุนต่างชาติไหล ทะลักเข้าตลาดทุนไทยใน 3-4 ปีที่ผ่านมาเพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและดอกเบี้ยต่ำที่สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้สถาบันการเงินต่างชาติไม่ค่อยมีที่เก็งกำไร ด้วยเหตุนี้อำนาจต่อรองของไทยในตลาดทุนจึงสูงกว่าทศวรรษที่แล้วมากมาย

ขณะ นี้ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเพื่อตั้งกฎเกณฑ์ควบคุมทุนต่างชาติให้มี แรงจูงใจลงทุนระยะยาว มิฉะนั้นทุนต่างชาติจะเก็งกำไรและดันให้เงินบาทแข็งจนอาจจะทำลายฐานส่งออก เมื่อทุนต่างชาติไหลออกในภายหลัง เงินบาทจะอ่อนตัวลง แต่ตอนนั้นฐานส่งออกอาจจะถูกทำลายแล้ว ผู้ส่งออกไม่สามารถปรับตัวในเวลาระยะสั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าผลผลิตแล้วรายจ่ายตายตัว (Fixed cost) ของการผลิตเพื่อส่งออกสูงกว่าการรายจ่ายตายตัวของการลงทุนในตลาดทุน

แม้ว่าในระยะยาวทุกประเทศมีเป้าหมายลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังห่างไกลจากจุดนั้นเป็นทศวรรษ

ใน ด้านการผลิตไทยยังไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยีที่ผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็น ต่อการบริโภค อาทิ การรักษาพยาบาล อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องจักรกล ยานพาหนะ ฯลฯ

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างชัดเจนของประเทศที่ ปรับค่าเงินหลังพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออกขึ้นอยู่กับทั้งภาคส่งออกและภาคธุรกิจอื่นเพราะ คุณภาพวัตถุดิบและบริการที่เป็นปัจจัยการผลิตมีอิทธิพลกับคุณภาพสินค้าส่ง ออกเท่ากับเทคโนโลยีของผู้ส่งออก

ดังนั้นคุณภาพแรงงานในภาคธุรกิจ อื่นมีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าส่งออกด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ภาคส่งออกจะพัฒนาคุณภาพสินค้าได้ฉับไวในเวลาไม่กี่ปี

ใน ด้านการบริโภค กำลังซื้อในไทยยังไม่สูงพอที่จะยกระดับรายได้และฐานภาษีเพื่อสร้างสวัสดิการ สังคม สวัสดิการสังคมในที่นี้คือการประกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่แม้แต่ประเทศ ทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯยังมี เช่น ประกันการตกงาน (Unemployment insurance) ดังนั้นการส่งออกจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาไทยไปอีกหลายทศวรรษ

การแทรกแซงตลาดทุนเพื่อแก้ปัญหาบาทแข็งจึงเป็นนโยบายที่สำคัญมากต่ออนาคตของไทย

แม้ ว่าสถาบันการเงินต่างชาติจะไม่ชื่นชอบนโยบายควบคุมทุนต่างชาติ ถ้าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพสถาบันการเงินต่างชาติจะปรับตัวได้เอง เพราะการลงทุนในตลาดทุนมีรายจ่ายตายตัว (Fixed cost) ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต ไทยไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าทุนต่างชาติจะไม่ไหลกลับมา แม้แต่อาร์เจนตินาที่เคยชักดาบไม่จ่ายดอกเบี้ยตอนเศรษฐกิจตกต่ำก็ไม่มีปัญหา ว่าเงินทุนนอกไม่ไหลกลับ เมื่อเศรษฐกิจในประเทศดีหรือเมื่อเศรษฐกิจต่างประเทศซบเซาทุนต่างชาติจะไหล กลับมาเอง

แม้ IMF จะคัดค้านการควบคุมทุนต่างชาติ นั่นไม่ได้หมายความว่าไทยจะเสียสิทธิการเป็นสมาชิกของ IMF ไทยไม่จำเป็นต้องตามนโยบายของ IMF ตราบใดที่ไม่กู้เงินจาก IMF

นอก จากนี้สมดุลอำนาจใน IMF ได้มาถึงยุคเปลี่ยนผ่านแล้ว อีกไม่นานประเทศในเอเชียตะวันออกและตะวันออกกลางจะมีอำนาจใน IMF สูสีกับสหรัฐฯและสหภาพยุโรปโดยการนำของจีน เกาหลีใต้ และซาอุดิอาระเบีย ส่วนประเทศในละตินอเมริกามีบราซิลเป็นหัวหอกต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงสมดุล อำนาจใน IMF

ปรากฎการณ์ที่ทุนต่างชาติไหลทะลักเข้าตลาดทุนไทยเพราะ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและดอกเบี้ยต่ำที่สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น เหมือนการไหลทะลักของทุนต่างชาติเข้าตลาดทุนไทยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

ถ้า ทุนต่างชาติยังไหลเข้ามาดันราคาทรัพย์สินในตลาดทุนและตลาดอสังหาฯอย่างเสรี ต่อไป เมื่อเศรษฐกิจประเทศอื่น(ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสหรัฐฯ ยุโรปหรือญี่ปุ่น)ดีขึ้นหรือเมื่อต่างประเทศปรับดอกเบี้ยขึ้น หรือเมื่อความเสี่ยงด้านการเมืองไทยเพิ่มขึ้น เงินทุนต่างชาติจะไหลออกแล้วตลาดทุนและตลาดอสังหาฯจะซบเซาเหมือนวิกฤตต้มยำ กุ้งและนั่นจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายจากภาคส่งออกจนอาจก่อปัญหนี้เสียใน สถาบันการเงินได้

นโยบายควบคุมทุนแบบชิลิน่าจะป้องกันการไหลออกของ ทุนอย่างกะทันหันและสร้างเสถียรภาพได้มากกว่าการเก็บภาษีจากทุนต่างชาติแบบ บราซิล การไหลออกของทุนต่างชาติอย่างกะทันหันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินครั้งใหญ่เหมือนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง


กล่าวคือ ทุนต่างชาติจะย้อนกลับมาซื้อทรัพย์สินไทยด้วยราคาถูกในภายหลังแต่คราวนี้จะ มีกลุ่มทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศกลับมาซื้อทรัพย์สินด้วย การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหลังวิกฤตการเงินมักทำให้ปัญหาทุนผูกขาด ย่ำแย่ลง ดังที่ไทยได้เรียนรู้มาแล้วจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

บทสรุป

“สงคราม คือธุรกิจ”ไม่ว่าจะเป็นสงครามเงินตราหรือสงครามระหว่างกองทัพ สงครามทุกครั้งทำกำไรให้คนบางกลุ่มในขณะที่คนบางกลุ่มขาดทุน ภาวะบาทแข็งทำกำไรให้ผู้นำเข้าสินค้าและบริการ กลุ่มทุนไทยที่ซื้อกิจการต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ แต่ให้โทษแก่ผู้ส่งออกและแรงงานในภาคส่งออก

ภาคธุรกิจที่ได้กำไร จากภาวะบาทแข็งคือภาคที่มีค่าแรงสูงกว่า แต่จะซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ การเรียกร้องให้ภาคส่งออกพัฒนาคุณภาพสินค้าไม่ใช่วิธีการรับมือภาวะบาทแข็ง ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง

การพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออกต้องควบคู่ ไปกับการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ สินค้าและบริการในภาคธุรกิจอื่นซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสินค้าส่งออก รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพคน

ในทางกลับกันกลุ่มที่ปรับตัวได้ง่ายกว่า คือผู้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นโดยเฉพาะผู้ลงทุนชาวต่างชาติที่ลง ทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

นโยบายควบคุมทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นจะช่วยบรรเทาพิษของสงครามเงินตราครั้งนี้
--------------------

หมายเหตุ- กานดา นาคน้อย จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาสแตนฟอร์ด ด้วยทุนของมหาวิทยาสแตนฟอร์ดและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ( IMF) จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ในญี่ปุ่น ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวโดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาช่วงสั้นๆให้กับธนาคารโลกและIMF ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ในสหรัฐอเมริกา

เปิดจม.ร้องทุกข์ "จรัล" ถึงมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ - "รบ.อภิสิทธิ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชน"

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 ตุลาคม 2553

เปิด จมหมายนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของคนเสื้อแดง ที่เขียนถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2553

นาย จรัลได้บรรยายถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ระหว่างการชุมนุมประท้วงเรืยกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดงระหว่างวัน ที่ 12 มีนาคม ถึง 19 พฤษภาคม 2553 โดยชี้แจงว่า
- มีการจำกัดสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องการเดินทางมาชุมนุมประท้วงด้วยการตั้งด่านกว่า 300 จุด
- ข่มขู่คนเสื้อแดงและเตือนบริษัทรถที่นำคนเสื้อแดงมาในกรุงเทพฯ
- ออก พรก.ฉุกเฉิน ที่จำกัดสิทธิการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มคนเสื้อแดง
- จัดตั้งกองกำลังทหาร ตำรวจ เกือบ 50,000 นาย เพื่อควบคุมการชุมนุม
- ปิดทีวี 1 สถานี, 20 สถานีวิทยุชุมนุม, นิตยสาร 5 ฉบับ และ สื่ออินเตอร์เน็ตอีก 36 เว็บไซต์
- ระงับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินของประชาชนอีก 150 ราย
- สลายการชุมนุม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 86 ราย และบาดเจ็บเกือบ 2000 คน
- ออกหมายจับผู้นำการชุมนุมด้วยการตั้งข้อหาก่อการร้าย อีกทั้งจับกุมคนเสื้อแดงทั้งแกนนำและผู้ประท้วงกว่า 400 คน ฯลฯ

นอก จากจดหมายฉบับดังกล่าวแล้ว ยังมีจดหมายจากยูเอ็นที่ได้มีการตอบกลับโดยแจ้งว่า ทางสหประชาชาติได้รับจมหมายฉบับดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 7 กันยายน และจะแจ้งกลับหากมีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะทำงานต่อไป


Jaran Ditapichai's complaint_to_UN_HRC

Sunday, October 24, 2010

"จตุพร"ยันยื่นหนังสือ "บัน คี มุน"เยือนไทย26ต.ค.นี้แน่ บีบรบ.ปล่อยตัวนักโทษการเมือง

ที่มา มติชน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มนปช.
เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 ต.ค. ถึงการเข้ายื่น
หนังสือต่อนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
ในโอกาสที่เดินทางเยือนประเทศไทยวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ว่า
เบื้องต้นทีมวิชาการ อาทิ
นส.จารุพรรณ กุลดิลก ได้ประสานเป็นการเบื้องต้นว่า
กลุ่มคนเสื้อแดงจะเข้ายื่นหนังสือที่ยูเอ็นในเวลา 14.55 น.ต่อ นายบัน คี มุน
ซึ่งขณะนี้กำลังประสานความชัดเจนอีกครั้ง
เพื่อต้องการยื่นหนังสือต่อนายบัน คี มุน โดยตรงให้ได้
โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะจะส่งตัวแทนเข้าไปยื่นหนังสือเพียง 10 คน
ประกอบไปด้วยทีมวิชาการ
และบรรดาญาติผู้เสียชีวิตและได้บาดเจ็บจากการเหตุการณ์สลายการชุมนุม
โดยนอกจากเอกสารแล้วยังมีการพิจารณาภาพถ่ายและหลักฐานอื่นๆ
เพื่อประกอบเอกสารที่จะมีการยื่นให้เลขาฯยูเอ็นด้วย
สำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงจะร่วมเดินทางมีตจำนวนเท่าใดนั้น
ตนยังไม่ทราบแต่พี่น้องที่ทราบข่าวก็อาจจะไปร่วมเป็นสักขีพยาน
ซึ่งยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไปอย่างสุภาพชน
และอยู่บริเวณนอกเท่านั้นไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง


นายจตุพร กล่าวว่า
สำหรับเนื้อหาสาระหลักนั้นเป็นการบอกเล่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์
ล้อมปราบประชาชนตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม 2553 ว่า
เกิดอะไรขึ้นบ้างนับแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้
การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ที่จะยื่นให้กับทางเลขาฯยูเอ็นด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงหวังผลอย่างไรต่อการยืนหนังสือครั้งนี้
นายจตุพร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สังคมโลกที่จะพิจารณา
แต่ถึงอย่างไรคดีนี้ต้องนำไปสู่ศาลโลกอยู่แล้ว
และยืนยันว่าเป็นสิทธิที่เราสามารถจะกระทำเยี่ยงโลกศิวิไลกระทำกัน

บก.ลายจุดโผล่ร้อยเอ็ดนำเสื้อแดงแรลลี่จักรยาน

ที่มา ไทยรัฐ



บก.ลายจุดนำเสื้อแดง ปั่นแรลลี่จักรยาน ที่จ.ร้อยเอ็ด ก่อนปลูกต้นไม้ เผย
หลังเปลี่ยนแนวทำกิจกรรม ได้รับแรงหนุนมากขึ้น...

เมื่อเวลา 10.20 น.วันที่ 24 ต.ค. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด
แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ไปโผล่ที่ จ.ร้อยเอ็ด
เพื่อร่วมกับนายอนันต์ เจริญแก่นทราย ประธานชมรมผู้รักษ์สุขภาพร้อยเอ็ด
และ นายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร รักษาการประธาน
ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คนเสื้อแดงภาคอีสาน
เพื่อนำคนเสื้อแดง จ.ร้อยเอ็ด และ จังหวัดใกล้เคียง จำนวนกว่า 200 คน
พากันขี่จักรยานยนต์ ปั่นจักรยานสองล้อ แรลลี่รอบบึงพลาญชัย
ก่อนตรงไปที่พักพระสงฆ์ บ้านมีชัย หมู่ 5 ต. หมูม้น อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด
เพื่อปลูกต้นไม้ เสร็จแล้วพากันกลับมารวมตัวกันที่เกาะกลางบึงพลาญชัย
เพื่อนั่งตั้งวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการเมือง
และชวนคนเสื้อแดงไปช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมในทุกจังหวัด
ซึ่งทุกพื้นที่มีคนเสื้อแดงอยู่เพื่อทำความสะอาดหมู่บ้าน หลังจากน้ำลด

นายสมบัติ กล่าวว่า หลังจากวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา
ตนเห็นว่าการทำกิจกรรมของคนเสื้อแดงแบบเดิมนั้น ไม่ควรทำ
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับจึงหันมาบูรณาการ
วิธีการทำกิจกรรมของคนเสื้อแดง
ให้สังคมเห็นว่า เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่รุนแรง
และ เพื่อเป็นการรวมกลุ่มของคนเสื้อแดงที่เหนียวแน่นและถาวร
และจากการติดตามผลการทำกิจกรรมที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ
และร่วมมือในกิจกรรมด้วยดีและจริงใจ

ขณะที่ ปรากฏว่าระหว่างคนเสื้อแดงทำกิจกรรมในวันเดียวกันนี้
มีพ่อค้านำเอาเสื้อติดสัญลักษณ์และอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง
พร้อมด้วยรองเท้าแตะ รูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และ นายสุเทพ เทพเทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มาเปิดขาย
ในระหว่างคนเสื้อแดงทำกิจกรรมที่จ.ร้อยเอ็ดด้วย

ยุคทมิฬ

ที่มา โลกวันนี้



ไม่ได้เหนือความคาดหมาย
ที่ประเทศไทยจะถูกจัดอันดับที่ 153 จากทั้งหมด 178 ประเทศ
ของประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมวลชนที่แย่ที่สุดในโลก
จากการจัดอันดับประจำปีขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน
(Reporters Without Borders) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในฝรั่งเศส

โดยกลุ่มชาติที่มีสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนมากที่สุด 20 ประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสหภาพยุโรป 13 ประเทศ จากชาติสมาชิก 27 ประเทศ
โดยเฉพาะฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน
และสวิตเซอร์แลนด์ ติดกลุ่มท็อป 20 มาตลอด
นับตั้งแต่เริ่มจัดทำรายงานเมื่อปี 2545
เพราะสื่อมวลชนได้รับความเคารพสิทธิเสรีภาพมากที่สุด
ทั้งยังได้รับการช่วยเหลือปกป้องจากการถูกดำเนินคดีโดยมิชอบอีกด้วย

ส่วนชาติที่มีการจำกัดและคุกคามสิทธิเสรีภาพ
สื่อมวลชนแย่ที่สุดของโลกคือ
เอริเทรีย อันดับ 178
เกาหลีเหนืออันดับ 177
ซีเรียอันดับ 173
จีนอันดับ 171
เยเมนอันดับ 170
รวันดาอันดับ 169
พม่าอันดับ 168 และ
เวียดนามอันดับ 165
ซึ่งกลุ่มชาติเหล่านี้รัฐบาลปิดกั้นและเซ็นเซอร์
ข่าวสารสื่อมวลชนอย่างเหนียวแน่น
เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนรับทราบข้อมูลข่าวสารแตกต่างจากของรัฐบาล

สำหรับประเทศไทยที่ถูกลดลง 23 อันดับ
เพราะเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
ที่ทหารใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม
และทำให้สื่อมวลชนชาวญี่ปุ่นและอิตาลีเสียชีวิต
รวมทั้งประชาชนและเจ้าหน้าที่อีก 89 ศพ นอกจากนี้
รัฐบาลยังใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินปิดสื่อ
ที่เสนอความเห็นและข้อมูลข่าวสารต่างจากรัฐบาล โดยอ้างว่า
บิดเบือนข้อเท็จจริง และปลุกเร้าความรุนแรง
แต่ไม่ปิดสื่อที่มีความเห็นสอดคล้องหรือสนับสนุนรัฐบาล
แม้จะใช้ข้อความที่บิดเบือนข้อเท็จจริงและปลุกเร้าความรุนแรงก็ตาม

เสรีภาพของสื่อไทยจึงนับว่าตกต่ำและเลวร้ายที่สุดยุคหนึ่ง
หลังจากยุคเผด็จการที่มีการปิดสื่อและยึดแท่นพิมพ์
โดยใช้อำนาจกฎหมายพิเศษที่ตราขึ้นมาเอง
แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย
แต่ใช้อำนาจไม่ต่างรัฐบาลเผด็จการ โดยมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
และศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือของรัฐบาล

ขณะที่สื่อกระแสหลักและองค์กรสื่อเอง
ก็ไม่ได้ออกมาต่อสู้การคุมคามของรัฐบาล
แต่กลับเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัว
ซึ่งเท่ากับสื่อกระแสหลักและองค์กรสื่อยอมรับอำนาจเผด็จการ
และร่วมกันทำลายสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ที่จะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงและรอบด้านด้วย

จึงไม่แปลกที่จะเห็นสื่อกระแสหลักและองค์กรสื่อ
สนับสนุนรัฐบาลในการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป
รวมทั้งเพิกเฉยกับการค้นหาความจริงในเหตุการณ์
“เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่มีผู้เสียชีวิตถึง 91 ศพ
และบาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน ทั้งนี้
จึงต้องปฏิรูปสื่อไปพร้อมๆกับการปฏิรูปประเทศภายใต้อำนาจของประชาชน
ไม่ใช่อุปโลกน์โดยอำนาจรัฐ

เชิญคนเสื้อแดงไปร่วมแสดงพลังและเจตนารมณ์ต่อเลขา UN 26 ตค.นี้

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

จดหมาย จากกลุ่มอาจารย์และ ปัญญาชนไทยผู้รักประชาธิปไตยขอเชิญชวนคนเสื้อแดงไปร่วมต้อน​รับท่าน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติในหลายที่ตามแต่ท่านจะสะดวกตามนี้


---------- จดหมายที่ถูกส่งต่อ ----------
วันที่: 23 ตุลาคม 2553, 21:12
หัวเรื่อง: ระดมเสื้อแดงต้อนรับเลขา UN วันที่ 26 ตุลาคม 53 นี้



เรียนเสื้อแดงทุกท่าน

อย่าพลาดโอกาสเดียวของปีนี้ในการต้อนรับนายบัน คีมูน
เลขายูเอ็นที่จะเดินทางมาพบปะนายอภิสิทธิ์ในวันที่ 26 ตุลาคม 2553
นี้ข้างล่างคือกำหนดการคร่าวๆ ที่ได้มา

> ช่วงเช้า (ก่อน 11.00 น.) จะเข้าพักที่โรงแรทไฮแอท-เอราวัณ ตรงโซโก้ (ใกล้สี่แยกราชประสงค์)
> 11.00 น. ออกจากโรงแรมที่พักเพื่อเดินทางไปทำเนียบรัฐบาล
> 12.00-14.00 น. พบปะนายอภิสิทธิ์ และให้สัมภาษณ์นักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล
> 14.00-16.00 น. เดินทางไป UN
> หลังจากนั้น เดินทางกลับโรงแรมที่พัก เพื่อ Check out ไปสนามบินสุวรรณภูมิ
>

มี 3 จุดที่เสื้อแดงควรกระจายกันไปต้อนรับพร้อมป้ายเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง
และให้หยุดการละเมิดสิทธิมนุษย่ชนของรัฐบาลปัจจุบัน คือ

1. ช่วงเช้าประมาณ 10-11 โมงเช้า บริเวณหน้าโรงแรมไฮแอท-เอราวัณ
ใกล้ห้างโซโก้ และสี่แยกราชประสงค์
2. ทำเนียบรัฐบาล เวลาประมาณ 12.00 น.-14.00 น.
3. หน้า UN เวลาประมาณ 14.00-16.00 น.

ในวันเดียวกันนี้ จะมีตัวแทนจากกลุ่ม PDG ของพวกเรา โดยพี่ชัยวัฒน์
และจากกลุ่มอาจารย์ จะไปยื่นจดหมายเปิดผนึกให้เลขายูเอ็น

ส่วนพวกเรา ขอให้รวมตัวกันอย่บริเวณรอบนอก
และเรียกร้องเชิงสัญลักษณ์ให้ปล่อยนักโทษการเมือง
และการละเมิดสิทธิมนุษย่ชนของรัฐบาลปัจจุบัน ใครอยู่ใกล้ที่ไหน
ขอเรียนเชิญให้รวมตัวกันไปทำกิจกรรมตรงนั้น (จาก 3 จุดข้างต้น)
ควรทำป้ายสีแดงใหญ่ๆ ถือไป สัก 1-2 ป้าย ด้วย เขียนข้อความประมาณว่า

"STOP HUMAN RIGHTS VIOLATION"
"FREE POLITICAL PRISONERS'
"NO DOUBLE STANDARD"
"WE NEED JUSTICE"

ขอแรงเสื้อแดงช่วยกันกระจายข่าวและประชาสัมพันธ์ในสื่อต่างๆ ด้วย
อย่าปล่อยให้ข่าวน้ำท่วมกลบการมาเยือนของเลขายูเอ็นจนนายอภิสิทธิ์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อ​ีกรอบ


ขอบคุณค่ะ

สมาชิกกลุ่ม PGD

ศึกหนักรัฐบาล91ศพ 'เสื้อแดง'ยังไม่ตาย ญี่ปุ่นจี้ฆ่า'นักข่าว' สื่อโลกรุมประณาม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ แฟ้มคดี



ห้วงเวลานี้ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมากของรัฐบาล
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เพราะโดนเรื่องในทางลบรุมเร้าอย่างหนักหน่วง

ไม่ว่าเป็นปัญหาการเมืองทั้งกรณี 'คลิปลับ' คดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ปัญหาฮึ่มๆ กับพรรคร่วมรัฐบาล

ล่าสุดเจอปัญหาภัยธรรมชาติน้ำท่วมอย่างรุนแรงซ้ำกระหน่ำ
จนถูกก่นด่าไปทั้งเมืองที่ไม่เตรียมแผนรับมือ
ไม่มีแม้กระทั่งศูนย์ประสานงานเพื่อช่วยเหลือ

นี่ยังไม่นับเรื่องเก่าอย่างเหตุม็อบเสื้อแดง 91 ศพ
ที่แม้จะทำไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็ถูกทวงถามไม่เว้นวัน

ทั้งจากกลุ่มเสื้อแดง ที่รวมตัวเฉพาะกิจกันทุกสัปดาห์
และดูเหมือนผู้ชุมนุมจะมากขึ้นๆ ทุกๆครั้ง

และที่ส่งผลกระทบอย่างแรงอีกทางคือ
การติดตามทวงถามความคืบหน้าการตายของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น
ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นบินมาคารวะที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง

และยังให้เอกอัครราชทูตทวงถามความคืบหน้าเป็นระยะๆ

และคงจี้ถามต่อไปจนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า
'คนของเขา' รวมไปถึง 'คนของเรา'

สูญเสียเพราะฝีมือของใครกันแน่!??

l 'แกนนอน'เสื้อแดงรวมพล

ถูกมองอย่างหยามหยันมาตั้งแต่แรกกับการรวมตัวของกลุ่ม 'วันอาทิตย์สีแดง'
นำโดย 'บ.ก.ลายจุด'นายสมบัติ บุญงามอนงค์
ซึ่งเคลื่อน ไหวเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้เสียชีวิตมาโดยสันติวิธี

เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าจะเน้นความรุนแรง
อย่างที่รัฐบาลรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามสร้างภาพ
และออกประกาศ เตือนไม่ให้ประชาชนเข้าร่วม

จากห้วงแรกที่มีเพียงกลุ่มเล็กๆ เดินสายผูกผ้าแดงเป็นสัญลักษณ์ตามจุดต่างๆ
ที่มีผู้เสียชีวิต เริ่มมีกลุ่มอื่นๆ เข้าร่วมสมทบ

ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดนัดรวมพลกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีคนฝ่าฝนไปร่วมเกือบ 3 หมื่นคน

ท่ามกลางปฏิบัติการของฝ่ายรัฐที่พยายามยับยั้ง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งด่านสกัดจับ
ตรวจค้นแบบละเอียดยิบ หรือปล่อยข่าวจะเกิดเหตุวินาศกรรมระหว่างการชุมนุม ฯลฯ

แต่เหล่านั้นก็ไม่สามารถยับยั้งมวลชนที่ไปรวมตัวกัน
เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบกับทุกชีวิตที่สูญเสีย และบาดเจ็บ



รวมไปถึงการปลดปล่อย 'ผู้ต้องหา' ที่ถูกยัดห้องขังในคดีผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

การจับกุมผู้ชุมนุมในความผิดตามพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง
ที่แสดงให้เห็นถึง 2 มาตรฐาน' ระหว่างคนเสื้อเหลือง และเสื้อแดง

เพราะขณะที่กลุ่มเสื้อแดงถูกจับดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ทั้งยังห้ามประกันตัว ในจำนวนนี้มีทั้งนักเรียน-นักศึกษารวมอยู่ด้วย

แต่เสื้อเหลือง ซึ่งถูกแจ้งข้อหาเดียวกันเมื่อครั้งชุมนุมยึดทำเนียบ และสนามบิน
ไม่มีสักคนเดียวที่ต้องติดคุกในข้อหาดังกล่าว

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้ทุกครั้งที่เสื้อแดงนัดชุมนุม จึงมีคนมาร่วมมากขึ้นๆ

จนนายสมบัติ ซึ่งบอกว่าตัวเองเป็น 'แกนนอน' เพราะไม่อยากเป็นแกนนำ
ประกาศชัดเจนว่า 'เสื้อแดง' ยังไม่ตาย

และคงไม่มีวันตายจนกว่าจะทวงถามความยุติธรรม
ให้กับผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจากคำสั่งของรัฐบาลชุดนี้!!!

l ประกาศท้าทายไปเรื่อยๆ

ในการชุมนุมครั้งใหญ่ที่ จ.พระนครศรี อยุธยา นายสมบัติ
ประกาศเจตนารมณ์ท้าทายรัฐบาลไปเรื่อยๆ

"รัฐบาลพยายามส่งความกลัวมาให้ประชาชน
รัฐบาลเผด็จการและนิยมใช้วิธีหยิบอำนาจทางกฎหมาย
ตลอดจนอาวุธสงคราม เข้าเข่นฆ่าทำร้ายทำลายจนประชาชนหวาดกลัว
แม้แต่การขายรองเท้าแตะของที่นี่
ยังกลายเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศชาติ
ซึ่งเป็นเรื่องแปลกไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นแต่เป็นระดับโลกเลยก็ว่าได้"

'รองเท้าแตะ' ในที่นี้คือรองเท้าแตะ
ที่กลุ่มเสื้อแดงสกรีนรูปหน้านายอภิสิทธิ์ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
อดีตรองนายกฯ และอดีตผอ.ศอฉ. ซึ่งเริ่มแพร่ระบาดไปทั่ว

ตำรวจเคยจับกุมแม่ค้าที่นำมาวางขายโดยอ้างว่าทำผิดพ.ร.บ.ความมั่นคง

นายสมบัติ ระบุอีกว่า
เรื่องผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างการนำอาวุธสงครามไปยิงประชาชน
ปรากฏว่าดีเอสไอ หรือศอฉ.ยังไม่รู้ว่าใครยิง
ถามว่าถ้าอย่างนี้คนพวกนี้เรียกว่าอะไร ประเทศนี้มันตอแหลแรง
เรื่องนี้สะท้อนถึงการปกครองที่ไม่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย
ส่วนตัวไม่คาดหวังให้รัฐบาลมีจิตใจสำนึก

เพราะเคยขอร้องนายอภิสิทธิ์พูดคำว่าขอโทษกับประชาชน
แค่นี้ยังพูดไม่ได้ อ้างว่ากลัวเสียรูปคดี!??



"ประเด็นก็คือ ต้องการวาทกรรมการก่อการร้ายขึ้นมา
คนที่ตายทั้งหมดคือคนที่ก่อการร้าย โดยรัฐมีความชอบธรรม
แต่ถ้าขอโทษแสดงว่ารัฐบาลเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง
และต้องรับผิดชอบต่อคนตาย ต่อสังคม และสิ่งที่กระทำลงไป"

บ.ก.ลายจุด ยืนยันว่า
ทุกวันอาทิตย์เราจะเพิ่มสีแดงให้มากยิ่งขึ้น ทุกจังหวัดทุกสัปดาห์
โดยใช้วิธี 1 คนชวน 1 คน
ถ้ารัฐบาลมีเวลาทำงาน 70 สัปดาห์
ขณะที่คนเสื้อแดงมี 50,000 คน ภายใน 1 สัปดาห์
จะมีคนเสื้อแดงเพิ่มขึ้นอีก 50,000 คน
ถ้าทำไปเรื่อยๆ จนได้ 10 ล้านคน เชื่อว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

l ทูตญี่ปุ่นจี้อีก-ฆ่านักข่าว

ไม่เพียงแต่กลุ่มเสื้อแดงที่รวมพล
เพื่อเรียกร้องหาผู้ก่อเหตุฆ่าหมู่คนไทยด้วยกันเท่านั้น
แต่ที่ส่งผลสะเทือนไม่น้อยไปยังรัฐบาลโดยตรง คือ
กรณีผู้สื่อข่าวต่างชาติ 2 รายมาเสียชีวิตระหว่างทำข่าวม็อบเสื้อแดง

คือ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์
ซึ่งถูกยิงตายวัน 'ขอคืนพื้นที่' 10 เมษายน และ
นายฟาบิโอ โพเลนกี นักข่าวอิสระชาวอิตาลี

ในส่วนของนายฮิโรยูกิ
ตำรวจสน.ชนะ สงคราม เจ้าของพื้นที่เคยสอบปากคำพยานหลายปาก
ให้การตรงกันว่า เห็นกระสุนพุ่งมาจาก 'แนว ทหาร'
เพราะนายฮิโรยูกิ ถูกยิงขณะอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม
ที่กำลังประจันหน้ากับฝ่ายทหาร บริเวณใกล้โรงเรียนสตรีวิทยา

ในภายหลังที่คดีนี้โอนไปให้ดีเอสไอ
สำนวนการสอบปากคำพยานชุดนี้เหมือนถูกเก็บใส่ลิ้นชัก!??

และผ่านเวลามาหลายเดือนก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ

หลังเกิดเหตุนายคัตซึยะ โอกาดะ รมว.ต่างประเทศญี่ปุ่น
เดินทางมาวางดอกไม้และคารวะดวงวิญญาณของเพื่อนร่วมชาติบริเวณจุดเกิดเหตุ

การที่รมว.ต่างประเทศ ซึ่งในรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกถือว่
าเป็นผู้บริหารประเทศลำดับต้นๆ และมีความสำคัญเป็นรองก็แค่ผู้นำเท่านั้น
เพราะ เป็นเสมือนตัวแทนประเทศ มาแสดงออกเช่นนี้ถือว่าไม่ธรรมดา

แต่รัฐบาลไทยดูเหมือนไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักในการคลี่คลายคดีนี้
ดีเอสไอได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ
พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่าอยู่ระหว่างการสอบสวน

จึงทำให้ นายโนบุเอกิ อิโต อัครราชทูต
ฝ่ายการเมือง ของสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
นายจุน มารุยาม่า เลขานุการเอกและผู้ช่วยทูตฝ่ายตำรวจ
นายซึคาสะ โอโมริ เลขานุการโท ต้องออกมาจี้เรื่องนี้อีกครั้ง
ระหว่างไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา

นายโนบุเอกิ กล่าวว่า สถานทูตญี่ปุ่น ต้อง การทราบว่า
นายฮิโรยูกิ เสียชีวิตจากสาเหตุใด และใครเป็นคนฆ่า
เพราะนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น อดีตรมต. และรมว.ต่างประเทศญี่ปุ่นคนปัจจุบัน
ให้ความสนใจในคดีนี้มาก

"หลังสิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยบอกว่า
คดีจะสรุปภายใน 60 วัน และ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
บอกจะสรุปภายใน 45 วัน แต่สงสัยว่าจนถึงขณะนี้มีความคืบหน้าไปเท่าไหร่แล้ว"

l งามหน้าสื่อโลกลดอันดับ

การตายของนักข่าวต่างชาติ รวมไปถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ยังส่งผลกระทบด้านลบให้เมืองไทย
เมื่อองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (อาร์เอส เอฟ)
ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จัดอันดับเสรีภาพสื่อในประเทศไทย
ให้อยู่อันดับ 153 จากทั้งหมด 178 ประเทศ

ประเทศไทยตกมาถึง 23 อันดับเมื่อเทียบปีที่แล้ว

ดีกว่าฟิลิปปินส์ ที่อยู่อันดับ 156 เพียงนิดเดียวเท่านั้น

โดยฟิลิปปินส์
เกิดเหตุสังหารหมู่นักข่าว 30 คนที่ลงพื้นที่หาเสียงพร้อมนักการเมือง
ในจังหวัดมากินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศ
ซึ่งนับเป็นการโจมตีผู้สื่อข่าวที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

ทั้งการที่สื่อโลกออกมาลดอันดับ ที่เหมือนกับตบหน้าเมืองไทย
และประจานไปทั่วโลก การออกมาจี้คดีของสถานทูตญี่ปุ่น
รวมไปถึงความเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ
ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

จะทำให้เหตุฆ่าหมู่กลางกรุงเทพฯ ถูกพูดถึงไปเรื่อยๆ
โดยยากที่จะให้คนส่วนใหญ่ลืมเลือนไปได้

และเชื่อว่าทุกอย่างจะไม่ยุติง่ายๆ จนกว่าจะมีผู้รับผิดชอบต่อการตายครั้งนี้

แม้ตอนนี้การหาข้อเท็จจริงจะทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ
เพราะผู้รับผิดชอบ
หรือผู้เกี่ยวข้องกับการตายหมู่ 91 ศพยังมีอำนาจมากมายในมือ

แต่บุคคลเหล่านี้ย่อมไม่สามารถสืบทอดอำนาจไปได้ตลอดกาล!??

ภาพรถคาราวานเสื้อแดงคว่ำยางระเบิดและภาพร่วมพลังฟันฝ่าอุปสรรค

ที่มา thaifreenews

โดย หงส์ศาลาแดง

7 โมงเช้าไปรออยู่ที่แยกบางประอิน
พี่สายลมรักบอกว่าช้าหน่อยนะ เพราะรถสองแถววิ่งไวไม่ได้
เลยแวะไปเติมแก๊สที่วังน้อยก่อน ขบวนมาแล้ว
รีบกระโดดขึ้นรถกันแล้วเหยียบคันเร่งตาม
เกือบถึงหนองแคหน้าปั๊มปตท เอ๊ะข้างหน้ามีควันอะไร
เฮ้ย รถพวกเรา กระโดดลงกันอย่างไว



















ชมภาพที่เหลือ

http://www.internetfreedom.us/showthread.php?tid=12781&pid=119680#pid119680

และที่ picasa นะครับ
เพลียจริงๆขออำภัย

http://picasaweb.google.co.th/lek2508/NzEuwE?authkey=Gv1sRgCKOX8fiD782LnAE#