WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 25, 2010

"วิสุทธิ์"แถลงเปิดใจ! เหตุถูกเด้งพ้นภาค9 ทั้งที่เดินหน้าลุยบ่อน-พนันบอล

ที่มา มติชน

รายงาน ข่าวแจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่นายอภิสิทธิ์ นั่งเป็นประธานพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการ (รองผบช.) ผู้บังคับการ (ผบก.) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม โดยลงมติให้ย้าย พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รอง ผบช.ภ.9) มานั่งตำแหน่ง รองผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงตำรวจว่าถูกย้ายเก็บกรุ ทั้งที่ ระหว่างพล.ต.ต.วิสุทธิ์ ดำรงตำแหน่งรอง ผบช.ภ.9 กวดขันจับกุม บ่อนการพนัน โต๊ะพนันบอล ที่มีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ภาค 9 อย่างเข้มงวด จนเป็นที่พอใจของชาวบ้าน กลับถูกย้ายพ้นหน้าที่

รายงานข่าวแจ้ง ว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์จะนัดแถลงข่าว เพื่อเปิดใจถึงสาเหตุที่ถูกย้ายเก็บกรุ ในวันที่ 25 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์ กรุงเทพฯ

ลาภมิควรได้ หรือ ลาภลอย กรณีคืนเงิน 823 ล้านคดีที่ดินรัชดา

ที่มา มติชน



โดย สุษม ศุภนิตย์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีที่กองทุนฟื้นฟูฟ้องขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจด ทะเบียนนิติกรรมการโอนที่ดิน ถนนรัชดาภิเษกให้คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะนิติกรรมเป็นโมฆะ


ปรากฏ ว่า มีความเห็นที่แตกต่างหลายแนวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 7.5% รวมเป็นเงินจำนวน 823 ล้านบาทเศษเพราะเป็นลาภมิควรได้


นักกฎหมายบางท่านเห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องนิติกรรมเป็นโมฆะเพราะผิดกฎหมายตาม มาตรา 411ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลทำให้ไม่สามารถเรียกคืนเงินที่ชำระโดยผิดกฎหมายได้อันเป็นข้อยกเว้นหลัก ลาภมิควรได้


นักกฎหมายอาญาเห็นว่า กรณีเป็นความผิดตามกฎหมายที่มีโทษทางอาญาเงินที่จ่ายเป็นค่าที่ดินเป็น ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด ต้องถูกยึดเป็นของแผ่นดินตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

แต่เหตุผลในคำพิพากษาของศาลแพ่งมิได้อาศัยหลักกฎหมายดังกล่าว

น่า สังเกตว่า หลักกฎหมายลาภมิควรได้ที่ปรับใช้ในคดีนี้มิได้สอดรับกับผลของคดีหลักตามคำ พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันเป็นต้นเหตุของการฟ้องคดีเพิกถอนนิติกรรมในคดีนี้


แม้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเห็นว่า คุณหญิงพจมานมิได้มีความผิดและในคดีนี้ทั้งโจทก์และจำเลยต่างสุจริต


แต่ปัญหาน่าคิดอยู่ที่ว่า ถ้านิติกรรมซื้อขายที่ดินต้องห้ามตามกฎหมายที่ประสงค์จะควบคุมผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง(พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต พ.ศ.2542) จนเป็นเหตุให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ต้องโทษจำคุก 2ปี การปรับหลักกฎหมายในคดีของศาลแพ่งควรถือเอาข้อเท็จจริงในคดีแรกเป็นสำคัญ ซึ่งผลควรเป็นว่า


1.นิติกรรม การซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะไม่มีผล ผูกพันในทางกฎมายถือว่า มิได้เกิดขึ้น มิใช่ถือว่า ให้กลับคืนสู่ที่เดิม เพราะในทางกฎหมายไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้นในระหว่างโจทก์และจำเลย


ดัง นั้นเมื่อไม่มีนิติกรรมก็มิใช่กรณีผิดนัด ผิดสัญญาจึงมิใช่การคืนหนี้เงินที่มีดอกเบี้ย7.5% เพราะผิดนัดตามมาตรา 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่อย่างใด


2. เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะเพราะผิดกฎหมายเข้าลักษณะลาภมิควรได้อันเป็นกฎหมายที่ ใช้ในกรณีที่มีการได้และเสียทรัพย์ไปโดยมิได้รู้ว่าการได้และเสียนั้นไม่อาจ อ้างเอาไว้ได้ตามกฎหมาย


กฎหมายให้ความเป็นธรรมด้วยการคืนสิ่ง ที่ได้มาแก่กันเฉพาะกรณีที่ มิใช่การทำผิดข้อห้ามตามกฎหมายและ พิจารณาความสุจริตของคู่กรณีเป็นสำคัญ หากต่างก็สุจริตให้คืนทรัพย์เท่าที่ยังคงเหลือ ส่วนดอกผลของทรัพย์ที่ได้มาต้องคืนให้เจ้าของทรัพย์เมื่อถูกเรียกคืน


ใน คดีนี้หากโจทก์(กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินผู้ ขายที่ดิน)ไม่อ้างมาตรา 411 ในคำฟ้องและต่างสืบได้ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต่างสุจริต(อันเป็นประเด็นที่น่าคิดอย่างยิ่ง) กรณีก็ไม่ใช่หนี้เงินตามมาตรา224 แต่อย่างใด


ศาลแพ่งเห็นว่า เป็นเรื่องคืนเงินตามมาตรา412 แต่ มิได้ปรับบทมาตรา 415 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเรื่องการคืนดอกผล ในกรณีนี้ดอกผลของเงินคือดอกเบี้ยที่มิใช่ดอกเบี้ย7.5%เพราะผิดนัดแต่อย่าง ใดเพราะมิใช่เรียกให้ใช้ค่าเสียหายเพราะผิดสัญญา


ดัง นั้นที่ถูกก็กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯน่าจะคืนดอกเบี้ยเงินค่าที่ดิน ที่รับไว้ตามอัตราตลาดในขณะที่ถูกเรียกคืนคงมิใช่คิดง่ายๆ คือ7.5%


3. เหตุผลของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯในการยอมคืนเงินแก่คุณหญิงพจมานโดยไม่ อุทธรณ์ตามที่ออกประกาศแถลงให้ทราบ หากพิจารณาด้วยหลักกฎหมายดูเหมือนจะมิได้ใช้กฎหมายเล่มเดียวกันกับที่สอนใน โรงเรียนกฎหมายในเมืองไทย แม้จะมีการอ้างความเห็นของอัยการฝ่ายคดีแพ่งก็ตาม คงไม่มีข้อสันนิษฐานเป็นประการอื่น


นอกจากจะต้องสรุป ว่า อาจถึงเวลาต้องปิดโรงเรียน หรือคณะนิติศาสตร์หรือมิฉะนั้นก็ฉีกตำรากฎหมายทิ้งให้รู้แล้วรู้รอดไป เพราะเราไม่ใช้กฎหมายเป็นหลักในการแก้ปัญหา กลายเป็นว่า หรือนักกฎหมายกลับเป็นปัญหาเสียเอง
--------------------------------------------------
หมายเหตุ

มาตรา 411 บุคคลใดได้กระทำการเพื่อชำระหนี้เป็นการอันฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายหรือ ศีลธรรมอันดี ท่านว่าบุคคลนั้นหาอาจจะเรียกร้องคืนทรัพย์ได้ไม่

มาตรา 412 ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่งท่านว่า ต้องคืนเต็มจำนวนนั้น เว้นแต่เมื่อบุคคลได้รับไว้โดยสุจริต จึงต้องคืนลาภมิควรได้เพียงส่วนที่ยังมีอยู่ในขณะเมื่อเรียกคืน

มาตรา 415 บุคคลผู้ได้รับทรัพย์สินไว้โดยสุจริต ย่อมจะได้ดอกผลอันเกิดแต่ทรัพย์สินนั้นตลอดเวลาที่ยังคงสุจริตอยู่
ถ้าผู้ที่ได้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์สินนั้นเมื่อใด ให้ถือว่าผู้นั้นตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่เรียกคืนนั้น

ผงะ"ชวน"บอก"มาร์ค" เหตุคนตาย "เพราะฆ่ากันเอง"

ที่มา ข่าวสด





เผยพอใจสู้คดียุบปชป.

เมื่อเวลา 20.10 น.วันที่ 24 ตุลาคม ที่ สนามหน้าศาลากลาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำ ส.ส.ของพรรคประมาณ 20 คน ไปปราศรัยหาเสียงช่วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีประชาชนรับฟังประมาณ 2,000 คนท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก

นายชวน กล่าวว่า แม้ระยะเวลาอายุรัฐบาลไม่แน่นอน สิ่งสำคัญจะต้องทำกฎหมายฉบับออมแห่งชาติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้เสร็จ เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญได้มีหลักประกันในชีวิต ซึ่งรัฐบาลผสมไม่ราบรื่น ต้องช่วยกันทำงานไม่ใช่ช่วยกันโกง ใครผิดต้องรับโทษในมาตรฐานเดียวกัน

นายชวน กล่าวด้วยว่า บ้านเมืองจำเป็นต้องมีรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่คนกลุ่มมีเป้าหมายเผาบ้านเผาเมืองทำลายบ้านเอง จึงบอกนายอภิสิทธิ์ อย่าลาออกเมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ จะหมดกำลังใจไม่ได้ ที่มีคนตายเพราะพวกเขาฆ่ากันเอง

นายชวนกล่าวอีกว่า ถูกประชาชนถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบหรือไม่ ได้นายบัญญัติเป็นหลักแก้ข้อกล่าวหา บัดนี้คดีใกล้จบแล้ว ศาลได้นัดให้แถลงด้วยวาจาในวันที่ 29 พ.ย.นี้จะนัดฟังคำตัดสินเลยหรือไม่ยังไม่ทราบ แต่ทางพรรคได้ร่างคำแถลงการณ์เสร็จแล้ว มีจำนวน 108 หน้า วันที่ 26 ต.ค.เวลา 14.00 น.ทีมกฎหมายของพรรคจะประชุมพิจารณาในคำร่างดังกล่าวถ้าตกลง วันที่ 27 ต.ค.จะพิมพ์เสร็จวันรุ่งขึ้นจะไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

“เราพอใจในการทำคดี ไม่อยากพูดว่าชนะ แต่เราไม่ประมาท เพราะมีการบิดเบือนให้ร้ายคุณวิรัช ร่มเย็น ซึ่งไปแจ้งความแล้วมาพบตน จึงดูแล้วว่าไม่จบง่าย เนื่องจากลามไปถึงคนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งแปลกที่มีการบันทึกภาพในการประชุมตุลาการได้ ทั้งหมดเราพูดได้เต็มปากว่าไม่ได้ทำอะไรผิดและเราจะไม่ยอมทำผิดต่อกระบวนการ พิจารณา ”นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวอีกว่า คดีนี้บอกได้ว่าพอใจการไต่สวนพยาน ถือว่าช่วงจากนี้จะไม่พูดจนกว่าจะตัดสินคดี ถ้าโชคร้ายพรรคถูกยุบก็ให้เลขาธิการพรรคว่ากันต่อไป แต่เชื่อกฎแห่งกรรมที่ใครทำอะไรไม่ดีไว้

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวว่าการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เป็นทำเทียบของพรรคที่มีการตั้ง เวทีปราศรัยในทุกอำเภอก่อนเปิดเวทีปราศรัยใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายแต่ถึงแม้ปิด เวทีก็จะเดินพบปะประชาชนเพื่อขอคะแนนต่อไป

ทำไมการต้อนรับนายบันคีมูนของคนเสื้อแดงในวันที่ 26 จึงสำคัญมาก

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

๑. ในฐานะผู้ประสานงานสูงสุดขององค์กรที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น เลขาธิการสหประชาชาติ ต้องเป็นคนไม่มีชาติ ไม่เลือกข้าง และรู้ว่ามนุษยชาตินั้นสำคัญกว่าประเทศชาติ นายบันคีมูน จะต้องยืนข้างเดียวกับมนุษยชาติ อาชญากรรมที่กระทำต่อมนุษยชาติและการกดขี่ข่มเหงมนุษย์ด้วยกัน เป็นสิ่งที่เลขาธิการสหประชาชาติจะต้องกำจัดให้สิ้นไปจากโลกนี้ ถ้านายบันคีมูนเมินเฉยต่อกิจกรรมของคนเสื้อแดง ผู้ถูกอำนาจรัฐชั่วและผู้นำ ผู้อยู่เบื้องหลังที่เป็นฆาตกรเข่นฆ่า แสดงว่าปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เป็นเพียงเศษกระดาษเท่านั้น

๒. อำนาจรัฐชั่วช้าทุกระดับชั้นของไทย ต้องการสะกัดกั้นการต้อนรับนายบันคีมูน โดยคนเสื้อแดงแน่นอน แต่น่าจะอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะผู้ทรงอำนาจสูงสุดเหล่านั้น มีผลประโยชน์มากมายอยู่ในระดับนานาชาติ จึงต้องพยายามแสดงภาพความมีเมตตา เปิดกว้างทางความคิด ให้เสรีภาพแก่ประชาชน ในช่วงที่คนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกมาเยือนประเทศไทย ความจริงพวกเขาไม่ต้องการจะเป็นอย่างนั้นเลย แต่คนชั้นสูงในเมืองไทยนั้นไม่ถือว่าคนไทยเป็นคน เขาถือว่าเป็นเพียงไพร่ในสังกัดของเขา แต่ฝรั่งและชาติอื่นเป็นอภิชน ดังนั้น ต้องเอาใจอภิชน

๓. คนเสื้อแดงนั้นไม่มีที่พึ่งอีกแล้วในประเทศนี้ ไม่ว่ารัฐบาล สภา ศาล กองทัพ หรือสถาบันอื่นใด ฯลฯ เพราะทุกองค์กรรวมหัวกันกดขี่ข่มเหงประชาชนคนเสื้อแดง ที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา จึงมีที่พึ่งที่ยังเหลืออยู่เพียงมติของสังคมโลก และพลังของพวกเขากันเองเท่านั้น เมื่อหาความยุติธรรมจากองค์กรใดก็ไม่ได้แม้แต่องค์กรเดียว ผู้นำและตัวแทนขององค์การสหประชาชาติ อย่างนายบันคีมูนคืออีกทางหนึ่ง เขาไม่ได้หวังกันว่า คน ๆ นี้จะทำให้ข้อเรียกร้องของพวกเขาประสบความสำเร็จ แต่เขาต้องการฟ้องคนทั้งโลกว่า ประเทศนี้ในวันนี้ไม่มีอะไรพึ่งได้อีกแล้ว นอกจากตัวเอง และการเรียกร้องต่อเลขาธิการสหประชาชาติครั้งนี้ ก็เป็นเพียงการ "พึ่งตนเอง" อีกรูปแบบของพวกเขาเท่านั้น

๔. การออกไปต้อนรับนายบันคีมูนครั้งนี้ของคนเสื้อแดงนั้น อย่าได้มั่นใจว่าว่าอำนาจรัฐชั่วช้าของประเทศนี้จะยอมง่าย ๆ แต่พวกเขาก็ไม่น่าจะทำอะไรรุนแรงกับเราได้ แต่ถ้าอยากทำก็เอา เพราะมันจะได้ "เสียหมา" กันอีกครั้งใหญ่ทั่วโลก หลังจาก "หมาหมดบ้าน" ไปแล้วตอนพฤษภาฆาตกรรม คนเสื้อแดงวันนี้ ผ่านกระสุนปืน แก๊สน้ำตา ความเคียดแค้น มาหลายครั้งแล้ว แต่เราก็ไม่ยอม พวกอำนาจรัฐชั่วทั้งระบบนั้น ตอนนี้ไม่รู้จะแก้ปัญหากันอย่างไรแล้ว เกือบห้าปีที่พวกเขาเข่นฆ่าประชาธิปไตยไทย แต่ "ปีศาจ" ตนนี้ก็ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด แต่ยังคงตามหลอกหลอนขับไล่พวกเขาต่อไปอีก จนกว่าจะพินาศฉิบหายกันไปข้างหนึ่ง

มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพออกแถลงการณ์ 6 ปีตากใบ

ที่มา ประชาไท

25 ต.ค. 53 - มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพออกแถลงการณ์ "๖ ปีตากใบ : ความล้มเหลวกระบวนการยุติธรรมไทยกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้" โดยมีเนื้อหาดังนี้

แถลงการณ์

๖ ปีตากใบ : ความล้มเหลวกระบวนการยุติธรรมไทยกับการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

วัน ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ ซึ่งครบ ๖ ปีเหตุการณ์สลายการชุมนุมของประชาชนหน้าสถานีตำรวจภูธร อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส อันถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีการสูญเสียมากที่สุดครั้งหนึ่งของประชาชนใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ และแม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะได้เพียรพยายามเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้รอดชีวิต รวมถึงชุมชน และสังคม แต่สิ่งเดียวที่รัฐบาลในทุกสมัยไม่เคยให้แก่ประชาชนคือ ความยุติธรรม

ใน วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ มีผู้เสียชีวิตหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ ๗ คน ปัจจุบันพนักงานอัยการมีคำสั่งงดการสอบสวนเนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ทำ ให้เกิดการเสียชีวิต ต่อมาได้มีการขนย้ายผู้ชุมนุมทั้งหมดไปที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พบมีผู้เสียชีวิตภายในรถที่ขนย้ายอีก ๗๘ คน รวมผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น ๘๕ คน ไม่นับรวมผู้บาดเจ็บ และพิการ ในกรณีการเสียชีวิตศาลจังหวัดสงขลาได้มีคำสั่งไต่สวนการตายเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๒ สรุปว่าผู้ตายเสียชีวิตเนื่องจากการขาดอากาศหายใจ ขณะอยู่ในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ พนักงานสอบสวนได้ทำสำนวนส่งพนักงานอัยการ โดยพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดการเสียชีวิต และผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีขณะนั้นเห็นพ้องกับอัยการในการสั่งไม่ฟ้อง คดีจึงถือเป็นอันยุติ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐซึ่งรวมถึงหน่วยงานของรัฐ มีหน้าที่ต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ กรณีตากใบจึงเป็นเสมือนบทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชาย แดนภาคใต้ เพราะเป็นที่ยอมรับร่วมกันว่า รากเหง้าของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาจากความไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิมนุษยชน และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่ดังกล่าว แม้กฎหมายจะมีพื้นที่ให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องต่อศาลได้เองโดยตรง แต่ผู้ครอบครัวเสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ในสถานะยากลำบาก อีกทั้งการฟ้องร้องหน่วยงานความมั่นคงก่อให้เกิดความหวาดกลัว และการไม่มีหลักประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำประชาชนให้ไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมบนบรรทัด ฐานของความเท่าเทียมทางกฎหมายได้

ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ตากใบ มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย และองค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

๑. ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดทบทวนความเห็นในการสั่งไม่ฟ้องคดีกรณีตากใบ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิทางศาลในการหาความเป็นธรรมได้อย่างเต็มที่

๒. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ควรเพิ่มบทบาทในการช่วยเหลือผู้เสียหายกรณีตากใบและครอบครัวให้เข้าถึงความ ยุติธรรมโดยการฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมแทนประชาชนตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๒๕๗(๔)

๓. รัฐบาลต้องมีมาตราการในการให้ความคุ้มครองพยานซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตให้มีความ มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อสามารถให้การเป็นพยานในชั้นศาล และสามารถนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

๔. สังคมไทยต้องนำบทเรียนของเหตุการณ์การละเมิดสิทธิต่อประชาชน รวมทั้งการใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมชนของประชาชน โดยไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในทุกกรณี และร่วมกันเฝ้าติดตามการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมของกรณีการละเมิด สิทธิฯในเหตุการณ์ตากใบ

เพื่อสร้างความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม และเพื่อการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจ และปรับกระบวนทัศน์ในการอยู่ร่วมกันด้วยสันติวิธี ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลรวมถึงกระบวนการยุติธรรมไทยจึงต้องทบทวนบทบาทที่ผ่านมา ว่าแท้จริงแล้วกระบวนการยุติธรรมไทยยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง และความยุติธรรมเพื่อปกป้องบุคคลจากการถูกละเมิดสิทธิ เสรีภาพ ตามหลักนิติธรรม อย่างไร เพราะการปรองดอง และความสมานฉันท์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้หากปราศจากความเป็นธรรม อีกทั้งสันติภาพก็มิได้หมายถึงเพียงการยุติความรุนแรง แต่สันติภาพที่ยั่งยืนหมายถึงการที่ประชาชนทุกคนจะเป็นอิสระจากความหวาดกลัว และต้องไม่ให้มีการงดเว้นโทษ (Impunity) อีกต่อไป

จากตากใบ ถึง ราชประสงค์

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

ใน วันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๗ ในสมัยรัฐบาลไทยรักไทยของทักษิณ ทหารและตำรวจ ได้จงใจลงมือฆ่าประชาชนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยปราศจากอาวุธ ที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส

ชาวบ้านที่มาประท้วงหน้า ส.ภอ.ตากใบ ในวันนั้นประกอบไปด้วย ชาย หญิง และเด็ก

สาเหตุ ที่มาประท้วงก็เพื่อให้ตำรวจปล่อยตัวชาวบ้านที่ถูกจับในข้อหานำอาวุธไปให้ พวกกบฏ อาวุธดังกล่าวเดิมมาจากภาครัฐที่บังคับให้ชาวบ้านถือไว้ และเขามอบอาวุธให้คนอื่นเพราะถูกข่มขู่

ชาวบ้านกลัวว่าผู้ที่ถูกตำรวจจับจะหายตัวไปหรือถูกซ้อมตามเคย จึงมาประท้วงเพื่อให้ปล่อยเพื่อนบ้าน

นอกจากจะมีการใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ประท้วง และใช้ก๊าซน้ำตาแล้ว มีการยิงกระสุนปืนใส่ชาวบ้านตาย 6 คน บาดเจ็บอีกมากมาย หนึ่งในผู้บาดเจ็บจากกระสุนปืนของรัฐไทยเป็นเด็กอายุ 14 ขวบ ในขณะที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีอาวุธแต่อย่างใด

หลังจากที่สลายการชุมนุมดังกล่าว ทหารและตำรวจบังคับให้ชายทุกคนนอนลงกับพื้น ถูกถอดเสื้อ ถูกเตะตี แล้วมีการมัดมือไว้ข้างหลัง

ต่อ มาทหารก็โยนชายเหล่านั้นขึ้นรถทหารที่ไม่มีหลังคา มีการบังคับให้นอนทับกันหลายชั้น ใครร้องเรียนประท้วงหรือไม่พอใจ จะโดนทุบตีและเหยียบและถูกทหารปรามว่า “เดี๋ยวจะรู้ว่านรกจริงเป็นอย่างไร”

ชาย เหล่านั้นไม่ได้กระทำความผิดอะไรทั้งสิ้น แค่มาประท้วงตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นเราต้องเข้าใจว่ารัฐไทยมองว่าเขาเป็น “เชลยศึก” ที่จะถูกลงโทษ ไม่ใช่ “ผู้ต้องหา” ที่มีสิทธิ

เชลยศึกดังกล่าวถูกนำไปส่งที่ค่าย อิงคยุทธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลางแดดหลายชั่วโมง พอรถทหารคันแรกถึงค่ายอิงคยุทธิ์ปรากฏว่ามีคนตายที่นอนอยู่ข้างล่างหลายคน

6 ชั่วโมงหลังจากนั้น รถคันสุดท้ายมาถึงค่ายทหาร และมีคนตายทั้งหมด 78 ศพ ในหกชั่วโมงที่ทหารทราบว่าการขนส่งมนุษย์แบบนี้มีปัญหา ไม่มีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีขนคนแต่อย่างใด ดังนั้นเราต้องสรุปว่าเป็นการ “จงใจฆ่าประชาชน”

พล.ท.พิศาล วัฒนวงศ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ของสื่อมวลชนขณะที่เกิดเหตุการณ์ว่า “เราจะทำอย่างนี้อีกทุกครั้ง”

นอกจากแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว ผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับอาชญากรรมของรัฐครั้งนี้คือ ผู้บัญชาการตำรวจในพื้นที่ และที่สำคัญที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร รัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหาร และตำรวจระดับชาติ

หลังเหตุการณ์ที่ตากใบ นายกรัฐมนตรีทักษิณออกมาชมทหารและตำรวจ และรัฐบาล อ้างว่าคนที่เสียชีวิตไป ตายเพราะ ”อุบัติเหตุ”

ใน วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ สี่ปีหลังเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช โกหกกับนักข่าวโทรทัศน์ช่อง Al Jazeera ว่าคนตายที่ตากใบตายเพราะ “ล้มทับกันเอง”

ที่ราชประสงค์ อำมาตย์ กระหายเลือดมองว่า คนเสื้อแดงเป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนเสื้อแดงขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควาย มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่า จิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่างมนุษย์เท่า เทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป

ที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี อำมาตย์ กระหายเลือดมองว่าคนมุสลิมมาเลย์เป็นผักเป็นปลา เป็นฝุ่นใต้ตีน ฆ่าทิ้งได้ตามสบาย ฆ่าแล้วโกหก โกหกแล้วฆ่า ปิดข่าว สร้างประวัติศาสตร์เท็จ มองว่า “ชาวบ้าน” ที่เป็นคนมาเลย์มุสลิมขาดการศึกษา โง่ ถูกจูงเหมือนควายโดยผู้ไม่หวังดี มองว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ป้ายร้ายว่าจิตใจรุนแรงเมื่อออกมาเรียกร้องสิทธิ์เสรีภาพและความเคารพอย่าง มนุษย์เท่าเทียม ในที่สุดชาวบ้านตื่นตัว เปิดหูเปิดตา เกลียดทหาร เกลียดอำมาตย์ ไม่อยากให้พวกนี้ครองชีวิตและประเทศอีกต่อไป


ในทั้งสองพื้นที่ นาง... ออกมาปลุกระดมให้มีการฆ่าและเกลียดชังชาวบ้าน หรือออกมาสนับสนุนผู้ที่กดขี่ประชาชนอย่างเปิดเผย

ในทั้งสองพื้นที่ พวกนายพลระดับสูง ออกคำสั่งให้ฆ่าประชาชน แต่ใช้ลูกหลานเราที่เป็นทหารเกณฑ์ ในงานสกปรกของเขา

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐบาลกลางของพวกเศรษฐีคนรวย กดขี่ขูดรีดประชาชน และปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเป็นตัวของตัวเอง

ในทั้งสองพื้นที่ รัฐอำมาตย์พยายามชักชวนให้คนในสังคมเกลียดชังชาวบ้านภายใต้ลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” แต่เรารู้ว่า “ชาติ” ที่มันพูดถึงไม่ใช่ชาติของเราชาวไพร่ เรารู้ว่าทหารพร้อมจะฆ่าและจับพระสงฆ์ที่เข้าข้างคนจน หรือฆ่า อิมาม ของชาวบ้าน และเรารู้ว่า(เซ็นเซอร์)ไม่เคยห้ามการนองเลือดหรือการกดขี่ประชาชน

ที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชนเกือบ 90 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี แต่เรารู้ว่าเขาทำอะไร อภิสิทธิ์ อนุพงษ์ และสุเทพ ต้องรับผิดชอบ

ที่ตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในปี ๒๕๔๗ ทหารเลวทราม ฆ่าประชาชน 80 ศพ แล้วอ้างคำโกหกต่างๆ นาๆ เพื่อให้ตัวเองดูดี

แต่คนเสื้อแดงจำนวนมากไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เราต้องเข้าใจว่า ทักษิณและพวกนายพลต้องรับผิดชอบ เพราะเราต้องไม่มีสองมาตรฐานอีกแล้วใช่ไหม?

ข้อสรุป สำคัญคือ ถึงเวลาแล้วที่คนเสื้อแดงจะต้องเห็นอกเห็นใจชาวบ้านมาเลย์มุสลิมในสาม จังหวัดภาคใต้ จะต้องเริ่มพยายามมีอารมณ์ร่วม และเปิดใจเปลี่ยนความคิดที่เคยมีอคติกับเขา

--
ติดตามงานของอ.ใจ อึ๋งภากรณ์

http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53ผมไม่ใช้ twitter



สั่งซื้อเสื้อ รำลึก 6 ปี ตากใบ-เสื้อ รำลึก 6 ปี ตากใบ กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์แผ่ลามไปทั่วประเทศ ที่ชายแดนภาคใต้ มีการเชิญชวน ร่วมกันรำลึกโศกนาฏกรรมตากใบ ด้วยการสั่งซื้อเสื้อแห่งความทรงจำ "ครบรอบความทรงจำ สังหารหมู่ตากใบ 25 ตุลา 47" และ "ผมเห็นคนตายที่ตากใบ" สีดำ สีเดียว ราคา : แขนสั้น / ยาว 170 บาท (ไม่รวมค่าจัดส่ง) สนใจติดต่อ Tel. 085-0774814 e-mail : takbai.remember@gmail.com

กานดา นาคน้อย: สงครามเงินตราและทางเลือกของไทย

ที่มา Thai E-News

โดย กานดา นาคน้อย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue สหรัฐอเมริกา*
ทีมา มติชนออนไลน์
21 ตุลาคม 2553

การอ่อนตัวของเงินดอลลาร์สหรัฐฯเป็นประเด็นสำคัญในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เมื่อต้นเดือนนี้

แม้ รมต.คลังสหรัฐฯยืนยันว่า สนับสนุนให้ดอลลาร์แข็งตัว แต่คำยืนยันดังกล่าวไม่มีน้ำหนักเพราะธนาคารกลางสหรัฐฯไม่มีนโยบายพยุงค่า เงินและแสดงท่าทีว่า จะใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป

กล่าวได้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯถือคติว่า “เงินตราของเรา ปัญหาของคุณ” (Our currency, your problem)

อัตรา แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศมีความสำคัญมากในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะนานาประเทศหวังพึ่งตลาดต่างประเทศเพื่อทดแทนการหดตัวของตลาดในประเทศ การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินอ่อนลงเพื่อส่งเสริมการแข่งขัน (Competitive devaluation) เป็นมาตรการที่ธนาคารกลางทั่วโลกใช้มานาน

ถ้า หลายประเทศใช้พร้อมกันก็เกิดสงครามเงินตรา (Currency war) กล่าวคือ ความพยายามทำให้เงินอ่อนตัวจนอาจลุกลามเป็นความขัดแย้งทางการเมือง

สงคราม เงินตราเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต เช่น สงครามเงินตราในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งจบลงด้วยข้อตกลงระหว่างประเทศอุตสาหกรรมให้เงินเยนและเงินมาร์คแข็งตัว ขึ้น

สงครามเงินตราที่มีผลกระทบมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน ระหว่างประเทศคือสงครามเงินตราในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศอุตสาหกรรมจนวิกฤตเศรษฐกิจลุกลามไปสู่ สงครามโลกครั้งที่ 2 วิกฤตดังกล่าวได้ลุกลามมาถึงไทยจนเกิดแรงกดดันให้เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475

ภาวะบาทแข็งในปัจจุบัน

โดยนิยามการอ่อนตัวของ เงินดอลลาร์คือการแข็งตัวของเงินสกุลอื่น การประเมินภาวะบาทแข็งต้องคำนึงถึงโครงสร้างการค้าขายระหว่างประเทศเพราะ เงินของประเทศคู่ค้าก็ปรับตัวด้วย

เราต้องดูค่าเฉลี่ยของการปรับ ตัวของอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินของประเทศคู่ค้าต่างๆ นอกจากนี้ราคาสินค้าส่งออกขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อด้วย

ดังนั้นเรา ต้องปรับค่าเฉลี่ยดังกล่าวด้วยอัตราเงินเฟ้อของไทยและประเทศคู่ค้า สถิตินี้เรียกว่าดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (Real effective exchange rate)

รูปข้างล่างแสดงดัชนีค่าเงินที่แท้จริงของไทยและประเทศคู่แข่งที่สำคัญระหว่าง ม.ค. 2550 และ ก.ย. 2553

ประเด็น คือการเปลี่ยนแปลงของดัชนีไม่ใช่ระดับของดัชนี การปรับตัวขึ้นของดัชนีบ่งบอกว่าเงินแข็งขึ้น รูปนี้สมมุติให้ดัชนีเดือน ม.ค. 2550 เป็น 100

ปี 2550 เป็นปีที่วิกฤตการเงินปะทุที่สหรัฐฯ ปัญหาหนี้เสียจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยทำให้แบร์สเติร์นส์ (Bear Stearns) ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจเก่าแก่ต้องปิดกิจการ

เห็นได้ชัดว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯเอ่อนลงเพียงสกุลเดียว เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค. 2550 แล้วเงินดอลลาร์อ่อนลง 6% เงินเยนแข็งที่สุดคือแข็งขึ้น 23%

แต่ ต้นปีที่แล้วเงินเยนญี่ปุ่นแข็งขึ้นถึง 30% รองลงมาคือเงินหยวนจีนซึ่งแข็งขึ้น 16% ต้นปีที่แล้วเงินหยวนแข็งขึ้นถึง 20% เงินสกุลอาเซียนทั้ง 4 สกุลได้แก่ดอลลาร์สิงคโปร์ เงินบาท เปโซฟิลิปปินส์ และริงกิตมาเลเซียแข็งขึ้นไล่เลี่ยกันด้วยอัตรา 11% 9% 8% และ 7% ตามลำดับ ยังไม่มีสถิติของเดือนนี้ซึ่งเป็นเดือนที่เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนทะลุ อัตรา 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามชัดเจนว่า สหรัฐฯชนะสงครามเงินตราครั้งนี้อย่างขาดลอย เงินดอลลาร์ไม่เพียงแต่อ่อนค่าลงแต่เงินสกุลอื่นๆยังแข็งขึ้นมากกว่าที่เงิน ดอลลาร์อ่อนลงเสียอีก


ใครได้ใครเสียจากภาวะบาทแข็ง?

กลุ่ม ที่เสียหายจากภาวะบาทแข็งคือผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกรายย่อยที่รายจ่ายตายตัว (Fixed cost) มีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต เมื่อผู้ส่งออกเสียหายแรงงานในภาคส่งออกก็ได้รับผลกระทบด้วย

งานวิจัยเชิงประจักษ์พบว่า การแข็งค่าของเงินมีผลกระทบเชิงลบต่อมูลค่าการส่งออกด้วยความเฉื่อยประมาณ 6-12 เดือน

ถ้า ค่าเงินแข็งวันนี้มูลค่าส่งออกจะลดลงใน 6-12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากสัญญาซื้อขายสินค้ากำหนดราคาและปริมาณสินค้าก่อนค่าเงินจะเปลี่ยน และผู้ส่งออกมักยอมลด Profit margin(ส่วนต่างกำไร) ในระยะสั้น

ดัง นั้นสถิติการส่งออกในระยะสั้นจะไม่แสดงผลกระทบจากจากค่าเงิน ผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกขึ้นอยู่กับทั้งอัตราการแข็งค่าของเงินและความ ยืดหยุ่นของการทดแทน (Elasticity of substitution) ของสินค้า แม้ว่าเงินบาทแข็งขึ้นด้วยอัตราที่ต่ำกว่าดอลลาร์สิงคโปร์ 2% (ดูดัชนีค่าเงินที่แท้จริงในรูปข้างบน)

แต่สินค้าและบริการของไทยยังมีคุณภาพไม่สูงทำให้ประเทศคู่ค้าทดแทนด้วยสินค้าและบริการจากประเทศคู่แข่งได้ง่าย

ดังนั้นการหดตัวของปริมาณการส่งออกของไทยน่าจะมากกว่าการหดตัวของปริมาณสินค้าและบริการจากสิงคโปร์

กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากภาวะบาทแข็งมี 5 กลุ่ม

1.ผู้ นำเข้าสินค้าบริโภค (Consumption goods) จากต่างประเทศและผู้บริโภค ในแง่ดีภาวะบาทแข็งทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าที่หลากหลายและได้ใช้ สินค้าคุณภาพสูงในราคาที่ต่ำลง

ในแง่ไม่ดีทำให้สินค้าฟุ่มเฟือยราคาต่ำลง อาจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มสร้างหนี้สินเพื่อบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย

2.ผู้ นำเข้าสินค้าทุน (Capital goods) ที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าเพื่อบริโภคในประเทศ เช่น ผู้นำเข้าเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้าง ในแง่ดีผู้ประกอบการแบ่งกำไรให้แรงงานได้โดย
การขึ้นค่าแรงและนำกำไรไปลงทุนเพื่อยกระดับเทคโนโลยีได้

ในแง่ไม่ดีผู้ประกอบการอาจผูกขาดทั้งตลาดแรงงานและตลาดสินค้า ในกรณีนี้กำไรจากภาวะบาทแข็งจะทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากขึ้น

3.นัก ลงทุนไทยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาทรัพย์สิน เพราะเม็ดเงินจากทุนต่างชาติเข้ามาหนุนแรงซื้อ แม้ว่ากฏหมายไทยในปัจจุบันยังไม่ยินยอมให้ชาวต่างชาติซื้อที่ดินเพื่อการ อยู่อาศัย ชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของห้องชุดคอนโดมิเนียมและสามารถจดทะเบียนร่วมทุน กับคนไทยเพื่อทำธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์

4.นักลงทุนต่างชาติที่ลง ทุนในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ กำไรที่ชัดเจนที่สุดคือส่วนต่างดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้ ส่วนการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นไทยไม่ต้องเสียภาษีเหมือนในสหรัฐฯและ อังกฤษ (และอีกหลายประเทศ) ทุนต่างชาติมีปริมาณสูงมากจึงสามารถดันราคาสินทรัพย์ในตลาดทุนให้ปรับขึ้น อย่างต่อเนื่อง

ในอนาคตเมื่อทุนต่างชาติไหลออกราคาหลักทรัพย์จะปรับ ตัวลงอย่างรวดเร็วแต่ทุนต่างชาติเป็นผู้กำหนดราคา ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นจะรับภาระขาดทุนหลังทุนต่างชาติออกไปแล้ว

การลงทุนในตลาดอสังหาฯไทยก็ไม่มีภาษีทรัพย์สินแบบในสหรัฐฯหรือ ยุโรป ผลกำไรสุทธิจากตลาดอสังหาฯไทยจึงมากกว่าการลงทุนในต่างประเทศเมื่อเปรียบ เทียบกับอสังหาฯที่ราคาเท่ากัน

5.กลุ่มทุนไทยที่นำทุนออกไปซื้อ กิจการต่างประเทศ ในแง่ดีกลุ่มนี้สามารถซื้อเทคโนโลยีแล้วนำเข้ามาต่อยอดในประเทศเพื่อยกระดับ เทคโนโลยีและช่วยสร้างงาน

ในแง่ไม่ดีคือการลงทุนซื้อกิจการต่าง ประเทศอาจเป็นเพียงการเก็งกำไรในระยะสั้น เมื่อเงินบาทอ่อนลงในอนาคตหลังจากที่ทุนต่างชาติไหลออกแล้ว กลุ่มนี้สามารถขายกิจการในต่างประเทศแล้วนำกำไรจากส่วนต่างกลับมาซื้อ ทรัพย์สินในไทย วิธีการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวคล้ายคลึงกับการช้อนซื้อทรัพย์สิน ไทยโดยกลุ่มทุนต่างชาติด้วยราคาถูกหลังวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540

มาตรการแก้ไขปัญหาเงินดอลลาร์อ่อนตัว

ประเทศต่างๆรับมือกับภาวะดอลลาร์อ่อนตัวด้วยมาตรการดังต่อไปนี้

1.การ แทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศ เช่น การแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น จีนและสิงคโปร์ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงค์ชาติได้เปลี่ยนมาใช้ระบบแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศที่เสรีกว่าระบบตะกร้าเงินตั้งแต่ปี 2540

ระบบนี้เป็นผล โดยตรงจากการสูญเสียทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ถ้าตอนนี้ไทยหันกลับไปใช้ระบบเดิมแบงค์ชาติก็ต้องแทรกแซงในตลาดเงินตราต่าง ประเทศด้วยการขายเงินบาทและซื้อเงินดอลลาร์ นโยบายนี้จะสร้างปัญหาเงินเฟ้อและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่

ปัญหา เงินเฟ้อก็เป็นปัญหาสำหรับจีน แต่จีนถือว่า ซื้อเวลาเพื่อใช้ภาคส่งออกถ่ายเทแรงงานออกจากภาคเกษตร ที่สำคัญจีนต่อรองให้บรรษัทข้ามชาติขึ้นค่าแรงได้

ดังนั้นผลกระทบของอัตราเงินเฟ้อต่อคุณภาพชีวิตของคนรายได้ต่ำในจีนน้อยกว่าในไทย

นอก จากนี้จีนมีอำนาจในตลาดสินค้าโลกจึงกำหนดราคาสินค้าส่งออกให้ชดเชยอัตราเงิน เฟ้อได้ ส่วนญี่ปุ่นไม่มีปัญหาเงินเฟ้อและมีปัญหาประชากรลดลงซึ่งเป็นปัจจัยหนุนภาวะ เงินฝืด ดังนั้นญี่ปุ่นจึงแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศโดยไม่ต้องกังวลปัญหาเงิน เฟ้อ

ส่วนสิงคโปร์มีความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ต่ำกว่าไทยเพราะตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์มีขนาดเล็กมาก

2.การสนับสนุนให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าทำสัญญาค้าขายระหว่างประเทศและชำระเงินด้วยเงินสกุลของตนแทนเงินดอลลาร์

นโยบาย นี้ใช้ในสหภาพยุโรปและจีน นโยบายของจีนได้รับการตอบรับที่ดีจากธนาคารต่างชาติรวมทั้งธนาคารอเมริกัน วิธีบริหารความเสี่ยงแบบนี้ราคาถูกกว่าทำสัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้าและ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาเงินเป็นเงินนานาชาติเพื่อแข่ง ขันกับเงินดอลลาร์ในอนาคต

ไทยมีอำนาจต่อรองในตลาดสินค้าและตลาด เงินตราต่างประเทศน้อยกว่าสหภาพยุโรปและจีน ไทยจึงไม่สามารถสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทำสัญญาซื้อขายสินค้าด้วยเงินบาทได้ จึงสนับสนุนให้ผู้ส่งออกทำสัญญาซื้อขายเงินบาทล่วงหน้าแทน

การ บริหารความเสี่ยงด้วยวิธีนี้มีข้อจำกัดตรงที่ว่าเงินบาทไม่ใช่เงินสกุลหลัก ที่มีปริมาณการซื้อขายล่วงหน้ามากแบบเงินเยน ในภาวะความเสี่ยงสูงมักหาคู่ค้าธุรกรรม (Counterparty) ยากและทำให้ค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมสูงขึ้น

3.การลดดอกเบี้ยตาม ธนาคารกลางสหรัฐฯเพื่อลดส่วนต่างดอกเบี้ย เช่น นโยบายของธนาคารกลางที่ญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ สิงคโปร์ ฯลฯ

นโยบาย นี้เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่ เพราะทำให้ทุนในประเทศไหลเข้าตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และตลาดอสังหาฯแทนทุนต่างชาติ ประเทศที่ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซาสามารถใช้นโยบายนี้ได้

โป รดสังเกตุว่าการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯในเดือน ตค. 2551 เป็นการประสานนโยบายลดดอกเบี้ยพร้อมธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ และแคนาดา ความร่วมมือดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเงินตราระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมตะวันตก

4.นโยบายควบคุมการไหลเวียนของทุนต่างชาติ มีทั้งที่ใช้กฏเกณฑ์จำกัดธุรกรรมแบบจีนหรืออินเดีย และการเก็บภาษีจากเงินทุนต่างชาติแบบบราซิล

ในปีนี้บราซิลได้ ประกาศขึ้นอัตราภาษีที่เก็บจากทุนต่างชาติถึง 2 ครั้ง ภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับทุนต่างชาติทั้งในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น มีผลบังคับครอบคลุมถึงกองทุนรวม กองทุนบำนาญและเฮดจ์ฟันด์จากต่างประเทศ

การ ส่งเสริมให้ทุนไหลออกนอกประเทศไม่ใช่มาตรการโดยตรงที่ทำให้เงินอ่อนค่าลง จีนคือตัวอย่างที่ชัดเจน แม้จีนอนุญาตให้คนจีนไปลงทุนในต่างประเทศได้บ้างและให้สถาบันการเงินต่าง ชาติเริ่มซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลจีน นโยบายนี้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเงินหยวนให้เป็นเงินนานาชาติเพื่อแข่งขัน กับเงินดอลลาร์ในอนาคต และใช้พร้อมกับการทำสัญญาค้าขายระหว่างประเทศด้วยเงินหยวน

ปัจจุบัน กระทรวงการคลังของไทยได้เสนอให้จัดเก็บภาษีจากดอกเบี้ยจากการลงทุนในตราสาร หนี้ของทุนต่างชาติด้วยอัตรา 15% แต่ยังไม่ปรากฏชัดเจนว่า รัฐสภาจะอนุมัติเมื่อไรและจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร จึงกล่าวได้ว่า ไทยยังไม่มีมาตรการควบคุมการไหลเวียนของทุนต่างชาติ

ทางเลือกของไทย

เมื่อ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้ว ไทยมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมากกว่าญี่ปุ่น มีอำนาจต่อรองในตลาดสินค้าโลกน้อยกว่าจีน มีอำนาจต่อรองค่าแรงกับบรรษัทข้ามชาติน้อยกว่าจีน มีตลาดอสังหาฯขนาดใหญ่กว่าสิงคโปร์

ดังนั้นการเข้าร่วมสงครามเงิน ตราด้วยการแทรกแซงในตลาดเงินตราต่างประเทศไม่ใช่นโยบายที่ดีทั้งในระยะสั้น และระยะยาว การลดดอกเบี้ยก็ทำได้เพียงเล็กน้อยเพราะตลาดหลักทรัพย์และตลาดอสังหาฯของไทย ไม่ซบเซา

ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ไม่ลดดอกเบี้ยให้ใกล้เคียงกับ สหรัฐฯ บราซิลก็จำเป็นต้องใช้ดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐฯเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและความ เสี่ยงต่อภาวะฟองสบู่

ทางเลือกอื่นคือการควบคุมการไหลเข้าของทุนต่างชาติควบคู่ไปกับการลดดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยหรือคงดอกเบี้ยไว้

การควบคุมทุนต่างชาติมี 2 วิธี หนึ่งคือกระทรวงการคลังเก็บภาษีจากทุนต่างชาติเหมือนนโยบายในบราซิล

สอง คือวิธีที่ชิลีใช้ในอดีต กล่าวคือ ธนาคารกลางกำหนดว่ากี่เปอร์เซ็นต์ของทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นต้องกลายเป็นทุนสำรองในบัญชีที่ไม่ได้ดอกเบี้ยนานเท่าไร

ที่ สำคัญคือต้องประกาศกฏเกณฑ์ให้นักลงทุนรู้ล่วงหน้าว่าจะมีผลบังคับใช้เมื่อไร ไม่ใช่ทำโดยไม่ประกาศล่วงหน้าแบบที่ไทยลองเมื่อ 3 ปีที่แล้ว การประกาศล่วงหน้าจะป้องกันภาวะตื่นตระหนกในตลาดทุน

ทุนต่างชาติไหล ทะลักเข้าตลาดทุนไทยใน 3-4 ปีที่ผ่านมาเพราะภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและดอกเบี้ยต่ำที่สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ทำให้สถาบันการเงินต่างชาติไม่ค่อยมีที่เก็งกำไร ด้วยเหตุนี้อำนาจต่อรองของไทยในตลาดทุนจึงสูงกว่าทศวรรษที่แล้วมากมาย

ขณะ นี้ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเพื่อตั้งกฎเกณฑ์ควบคุมทุนต่างชาติให้มี แรงจูงใจลงทุนระยะยาว มิฉะนั้นทุนต่างชาติจะเก็งกำไรและดันให้เงินบาทแข็งจนอาจจะทำลายฐานส่งออก เมื่อทุนต่างชาติไหลออกในภายหลัง เงินบาทจะอ่อนตัวลง แต่ตอนนั้นฐานส่งออกอาจจะถูกทำลายแล้ว ผู้ส่งออกไม่สามารถปรับตัวในเวลาระยะสั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าผลผลิตแล้วรายจ่ายตายตัว (Fixed cost) ของการผลิตเพื่อส่งออกสูงกว่าการรายจ่ายตายตัวของการลงทุนในตลาดทุน

แม้ว่าในระยะยาวทุกประเทศมีเป้าหมายลดการพึ่งพาตลาดต่างประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังห่างไกลจากจุดนั้นเป็นทศวรรษ

ใน ด้านการผลิตไทยยังไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยีที่ผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็น ต่อการบริโภค อาทิ การรักษาพยาบาล อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องจักรกล ยานพาหนะ ฯลฯ

ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นตัวอย่างชัดเจนของประเทศที่ ปรับค่าเงินหลังพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว การพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออกขึ้นอยู่กับทั้งภาคส่งออกและภาคธุรกิจอื่นเพราะ คุณภาพวัตถุดิบและบริการที่เป็นปัจจัยการผลิตมีอิทธิพลกับคุณภาพสินค้าส่ง ออกเท่ากับเทคโนโลยีของผู้ส่งออก

ดังนั้นคุณภาพแรงงานในภาคธุรกิจ อื่นมีผลกระทบต่อคุณภาพสินค้าส่งออกด้วย เป็นไปไม่ได้ที่ภาคส่งออกจะพัฒนาคุณภาพสินค้าได้ฉับไวในเวลาไม่กี่ปี

ใน ด้านการบริโภค กำลังซื้อในไทยยังไม่สูงพอที่จะยกระดับรายได้และฐานภาษีเพื่อสร้างสวัสดิการ สังคม สวัสดิการสังคมในที่นี้คือการประกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐานที่แม้แต่ประเทศ ทุนนิยมสุดขั้วอย่างสหรัฐฯยังมี เช่น ประกันการตกงาน (Unemployment insurance) ดังนั้นการส่งออกจะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาไทยไปอีกหลายทศวรรษ

การแทรกแซงตลาดทุนเพื่อแก้ปัญหาบาทแข็งจึงเป็นนโยบายที่สำคัญมากต่ออนาคตของไทย

แม้ ว่าสถาบันการเงินต่างชาติจะไม่ชื่นชอบนโยบายควบคุมทุนต่างชาติ ถ้าเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพสถาบันการเงินต่างชาติจะปรับตัวได้เอง เพราะการลงทุนในตลาดทุนมีรายจ่ายตายตัว (Fixed cost) ที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมูลค่าการผลิต ไทยไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าทุนต่างชาติจะไม่ไหลกลับมา แม้แต่อาร์เจนตินาที่เคยชักดาบไม่จ่ายดอกเบี้ยตอนเศรษฐกิจตกต่ำก็ไม่มีปัญหา ว่าเงินทุนนอกไม่ไหลกลับ เมื่อเศรษฐกิจในประเทศดีหรือเมื่อเศรษฐกิจต่างประเทศซบเซาทุนต่างชาติจะไหล กลับมาเอง

แม้ IMF จะคัดค้านการควบคุมทุนต่างชาติ นั่นไม่ได้หมายความว่าไทยจะเสียสิทธิการเป็นสมาชิกของ IMF ไทยไม่จำเป็นต้องตามนโยบายของ IMF ตราบใดที่ไม่กู้เงินจาก IMF

นอก จากนี้สมดุลอำนาจใน IMF ได้มาถึงยุคเปลี่ยนผ่านแล้ว อีกไม่นานประเทศในเอเชียตะวันออกและตะวันออกกลางจะมีอำนาจใน IMF สูสีกับสหรัฐฯและสหภาพยุโรปโดยการนำของจีน เกาหลีใต้ และซาอุดิอาระเบีย ส่วนประเทศในละตินอเมริกามีบราซิลเป็นหัวหอกต่อรองเพื่อเปลี่ยนแปลงสมดุล อำนาจใน IMF

ปรากฎการณ์ที่ทุนต่างชาติไหลทะลักเข้าตลาดทุนไทยเพราะ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและดอกเบี้ยต่ำที่สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น เหมือนการไหลทะลักของทุนต่างชาติเข้าตลาดทุนไทยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

ถ้า ทุนต่างชาติยังไหลเข้ามาดันราคาทรัพย์สินในตลาดทุนและตลาดอสังหาฯอย่างเสรี ต่อไป เมื่อเศรษฐกิจประเทศอื่น(ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสหรัฐฯ ยุโรปหรือญี่ปุ่น)ดีขึ้นหรือเมื่อต่างประเทศปรับดอกเบี้ยขึ้น หรือเมื่อความเสี่ยงด้านการเมืองไทยเพิ่มขึ้น เงินทุนต่างชาติจะไหลออกแล้วตลาดทุนและตลาดอสังหาฯจะซบเซาเหมือนวิกฤตต้มยำ กุ้งและนั่นจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายจากภาคส่งออกจนอาจก่อปัญหนี้เสียใน สถาบันการเงินได้

นโยบายควบคุมทุนแบบชิลิน่าจะป้องกันการไหลออกของ ทุนอย่างกะทันหันและสร้างเสถียรภาพได้มากกว่าการเก็บภาษีจากทุนต่างชาติแบบ บราซิล การไหลออกของทุนต่างชาติอย่างกะทันหันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินครั้งใหญ่เหมือนหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง


กล่าวคือ ทุนต่างชาติจะย้อนกลับมาซื้อทรัพย์สินไทยด้วยราคาถูกในภายหลังแต่คราวนี้จะ มีกลุ่มทุนไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศกลับมาซื้อทรัพย์สินด้วย การเปลี่ยนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินหลังวิกฤตการเงินมักทำให้ปัญหาทุนผูกขาด ย่ำแย่ลง ดังที่ไทยได้เรียนรู้มาแล้วจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

บทสรุป

“สงคราม คือธุรกิจ”ไม่ว่าจะเป็นสงครามเงินตราหรือสงครามระหว่างกองทัพ สงครามทุกครั้งทำกำไรให้คนบางกลุ่มในขณะที่คนบางกลุ่มขาดทุน ภาวะบาทแข็งทำกำไรให้ผู้นำเข้าสินค้าและบริการ กลุ่มทุนไทยที่ซื้อกิจการต่างประเทศ นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนไทยในตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ แต่ให้โทษแก่ผู้ส่งออกและแรงงานในภาคส่งออก

ภาคธุรกิจที่ได้กำไร จากภาวะบาทแข็งคือภาคที่มีค่าแรงสูงกว่า แต่จะซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ การเรียกร้องให้ภาคส่งออกพัฒนาคุณภาพสินค้าไม่ใช่วิธีการรับมือภาวะบาทแข็ง ที่ตั้งอยู่บนความเป็นจริง

การพัฒนาคุณภาพสินค้าส่งออกต้องควบคู่ ไปกับการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ สินค้าและบริการในภาคธุรกิจอื่นซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตสินค้าส่งออก รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพคน

ในทางกลับกันกลุ่มที่ปรับตัวได้ง่ายกว่า คือผู้ลงทุนในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นโดยเฉพาะผู้ลงทุนชาวต่างชาติที่ลง ทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น

นโยบายควบคุมทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นจะช่วยบรรเทาพิษของสงครามเงินตราครั้งนี้
--------------------

หมายเหตุ- กานดา นาคน้อย จบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาสแตนฟอร์ด ด้วยทุนของมหาวิทยาสแตนฟอร์ดและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ( IMF) จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ในญี่ปุ่น ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวโดยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น

เป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาช่วงสั้นๆให้กับธนาคารโลกและIMF ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ในสหรัฐอเมริกา

เปิดจม.ร้องทุกข์ "จรัล" ถึงมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ - "รบ.อภิสิทธิ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชน"

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 ตุลาคม 2553

เปิด จมหมายนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของคนเสื้อแดง ที่เขียนถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2553

นาย จรัลได้บรรยายถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ระหว่างการชุมนุมประท้วงเรืยกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดงระหว่างวัน ที่ 12 มีนาคม ถึง 19 พฤษภาคม 2553 โดยชี้แจงว่า
- มีการจำกัดสิทธิ์ของประชาชนที่ต้องการเดินทางมาชุมนุมประท้วงด้วยการตั้งด่านกว่า 300 จุด
- ข่มขู่คนเสื้อแดงและเตือนบริษัทรถที่นำคนเสื้อแดงมาในกรุงเทพฯ
- ออก พรก.ฉุกเฉิน ที่จำกัดสิทธิการแสดงความคิดเห็นของกลุ่มคนเสื้อแดง
- จัดตั้งกองกำลังทหาร ตำรวจ เกือบ 50,000 นาย เพื่อควบคุมการชุมนุม
- ปิดทีวี 1 สถานี, 20 สถานีวิทยุชุมนุม, นิตยสาร 5 ฉบับ และ สื่ออินเตอร์เน็ตอีก 36 เว็บไซต์
- ระงับการดำเนินธุรกรรมทางการเงินของประชาชนอีก 150 ราย
- สลายการชุมนุม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 86 ราย และบาดเจ็บเกือบ 2000 คน
- ออกหมายจับผู้นำการชุมนุมด้วยการตั้งข้อหาก่อการร้าย อีกทั้งจับกุมคนเสื้อแดงทั้งแกนนำและผู้ประท้วงกว่า 400 คน ฯลฯ

นอก จากจดหมายฉบับดังกล่าวแล้ว ยังมีจดหมายจากยูเอ็นที่ได้มีการตอบกลับโดยแจ้งว่า ทางสหประชาชาติได้รับจมหมายฉบับดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 7 กันยายน และจะแจ้งกลับหากมีการบรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าสู่คณะทำงานต่อไป


Jaran Ditapichai's complaint_to_UN_HRC

Sunday, October 24, 2010

"จตุพร"ยันยื่นหนังสือ "บัน คี มุน"เยือนไทย26ต.ค.นี้แน่ บีบรบ.ปล่อยตัวนักโทษการเมือง

ที่มา มติชน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำกลุ่มนปช.
เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 ต.ค. ถึงการเข้ายื่น
หนังสือต่อนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น)
ในโอกาสที่เดินทางเยือนประเทศไทยวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ว่า
เบื้องต้นทีมวิชาการ อาทิ
นส.จารุพรรณ กุลดิลก ได้ประสานเป็นการเบื้องต้นว่า
กลุ่มคนเสื้อแดงจะเข้ายื่นหนังสือที่ยูเอ็นในเวลา 14.55 น.ต่อ นายบัน คี มุน
ซึ่งขณะนี้กำลังประสานความชัดเจนอีกครั้ง
เพื่อต้องการยื่นหนังสือต่อนายบัน คี มุน โดยตรงให้ได้
โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะจะส่งตัวแทนเข้าไปยื่นหนังสือเพียง 10 คน
ประกอบไปด้วยทีมวิชาการ
และบรรดาญาติผู้เสียชีวิตและได้บาดเจ็บจากการเหตุการณ์สลายการชุมนุม
โดยนอกจากเอกสารแล้วยังมีการพิจารณาภาพถ่ายและหลักฐานอื่นๆ
เพื่อประกอบเอกสารที่จะมีการยื่นให้เลขาฯยูเอ็นด้วย
สำหรับกลุ่มคนเสื้อแดงจะร่วมเดินทางมีตจำนวนเท่าใดนั้น
ตนยังไม่ทราบแต่พี่น้องที่ทราบข่าวก็อาจจะไปร่วมเป็นสักขีพยาน
ซึ่งยืนยันว่าคนเสื้อแดงจะไปอย่างสุภาพชน
และอยู่บริเวณนอกเท่านั้นไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง


นายจตุพร กล่าวว่า
สำหรับเนื้อหาสาระหลักนั้นเป็นการบอกเล่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์
ล้อมปราบประชาชนตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึงเดือนพฤษภาคม 2553 ว่า
เกิดอะไรขึ้นบ้างนับแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้
การเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ที่จะยื่นให้กับทางเลขาฯยูเอ็นด้วย


ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มคนเสื้อแดงหวังผลอย่างไรต่อการยืนหนังสือครั้งนี้
นายจตุพร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่สังคมโลกที่จะพิจารณา
แต่ถึงอย่างไรคดีนี้ต้องนำไปสู่ศาลโลกอยู่แล้ว
และยืนยันว่าเป็นสิทธิที่เราสามารถจะกระทำเยี่ยงโลกศิวิไลกระทำกัน

บก.ลายจุดโผล่ร้อยเอ็ดนำเสื้อแดงแรลลี่จักรยาน

ที่มา ไทยรัฐ



บก.ลายจุดนำเสื้อแดง ปั่นแรลลี่จักรยาน ที่จ.ร้อยเอ็ด ก่อนปลูกต้นไม้ เผย
หลังเปลี่ยนแนวทำกิจกรรม ได้รับแรงหนุนมากขึ้น...

เมื่อเวลา 10.20 น.วันที่ 24 ต.ค. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด
แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ไปโผล่ที่ จ.ร้อยเอ็ด
เพื่อร่วมกับนายอนันต์ เจริญแก่นทราย ประธานชมรมผู้รักษ์สุขภาพร้อยเอ็ด
และ นายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร รักษาการประธาน
ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คนเสื้อแดงภาคอีสาน
เพื่อนำคนเสื้อแดง จ.ร้อยเอ็ด และ จังหวัดใกล้เคียง จำนวนกว่า 200 คน
พากันขี่จักรยานยนต์ ปั่นจักรยานสองล้อ แรลลี่รอบบึงพลาญชัย
ก่อนตรงไปที่พักพระสงฆ์ บ้านมีชัย หมู่ 5 ต. หมูม้น อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด
เพื่อปลูกต้นไม้ เสร็จแล้วพากันกลับมารวมตัวกันที่เกาะกลางบึงพลาญชัย
เพื่อนั่งตั้งวงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการเมือง
และชวนคนเสื้อแดงไปช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมในทุกจังหวัด
ซึ่งทุกพื้นที่มีคนเสื้อแดงอยู่เพื่อทำความสะอาดหมู่บ้าน หลังจากน้ำลด

นายสมบัติ กล่าวว่า หลังจากวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา
ตนเห็นว่าการทำกิจกรรมของคนเสื้อแดงแบบเดิมนั้น ไม่ควรทำ
เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับจึงหันมาบูรณาการ
วิธีการทำกิจกรรมของคนเสื้อแดง
ให้สังคมเห็นว่า เป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อสิ่งแวดล้อม ไม่รุนแรง
และ เพื่อเป็นการรวมกลุ่มของคนเสื้อแดงที่เหนียวแน่นและถาวร
และจากการติดตามผลการทำกิจกรรมที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ
และร่วมมือในกิจกรรมด้วยดีและจริงใจ

ขณะที่ ปรากฏว่าระหว่างคนเสื้อแดงทำกิจกรรมในวันเดียวกันนี้
มีพ่อค้านำเอาเสื้อติดสัญลักษณ์และอุดมการณ์ของคนเสื้อแดง
พร้อมด้วยรองเท้าแตะ รูปนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และ นายสุเทพ เทพเทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มาเปิดขาย
ในระหว่างคนเสื้อแดงทำกิจกรรมที่จ.ร้อยเอ็ดด้วย