WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 3, 2010

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน

ที่มา Thai E-News


ช็อตเด็ดวันนี้ ประชาชนต้องรอก่อน-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พุ่งความสนใจไปยังแผ่นภาพอะไรสักอย่าง คล้ายฟิล์มเอ็กซเรย์ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ใช่แพทย์ ไม่รู้ว่าดูแล้วจะรู้เรื่องไหม ระหว่างเยี่ยมโรงพยาบาลหาดใหญ่โดนน้ำท่วม โดยปล่อยให้คนป่วยนอนให้น้ำเกลืออยู่บนพื้นเบื้องหน้า มีญาติดูแลกันตามมีตามเกิด ราวกับว่าไม่ได้รับความใส่ใจใยดีจากนายกฯเลย (ภาพข่าว:REUTERS)

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
3-7 พฤศจิกายน 2553

***ส่งไม้ต่ออนุชน

ภาพเก็บตกงานรำลึก4ปีวีระประชาชนนวมทอง ไพรวัลย์ ในภาพลูกชายและหลานสาวของลุงนวมทอง มาร่วมกิจกรรมรำลึกที่อนุสรณ์สถาน14ตุลาฯ...***

***รำลึกวีรชนชุมชนบ่อนไก่


ภาพเก็บตกงานที่ชาวชุมชนบ่อนไก่จัดกิจกรรมรำลึกผูกผ้าแดง จุดเทียนรำลึกแก่วีรชนบ่อนไก่ที่ถูกสังหารในช่วงการชุมนุมเดือนพฤษภาคม (ภาพโดย:คุณบุหลันแรม)


***กิจกรรมงานวิชาการที่ไม่น่าพลาดอย่างยิ่ง เชิญร่วมสัมมนาเรื่อง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านหลังกรณี เม.ย.–พ.ค. 53:การแสวงหาความจริง-การรับผิด-ความยุติธรรม-ความปรองดอง” วันที่ 4 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดโดย ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเม.ย.-พ.ค. 53 (ศปช.)

8.30 - 9.00 น. ลงทะเบียน

9.00 - 9.15 น. กล่าวเปิดงาน โดย ผศ.ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอ่านบทความนำการสัมมนาเรื่อง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านกับกรณีของประเทศไทย” ของ ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล

9.15-12.00 น. อภิปรายเรื่อง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน: กรณีศึกษาจากต่างประเทศ”

วิทยากร
- กรณีเกาหลีใต้ โดย ดร. พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- กรณีอาร์เมเนีย โดย ดร. แดนทอง บรีน สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

- กรณีอาร์เจนตินา โดย ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียนอิสระ

- กรณีกัมพูชา ชิลี แอฟริกาใต้ และกรณีเปรียบเทียบ โดย อ.ประจักษ์ ก้องกีรติคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดำเนินรายการ โดย ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ

12.00 - 13.00 น. พักรับประทานอาหาร

13.00 – 13.15 น. สรุปเนื้อหาการอภิปรายช่วงเช้า โดย รศ.ดร. กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

13.15 - 16.30 น. เสวนาเรื่อง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านแบบไทยๆ”วิทยากร

- ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนา มหาวิทยาลัยมหิดล
- พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กรณี เม.ย.-พ.ค. 2553
- ประธานคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร หรือตัวแทน*
- ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือตัวแทน*
- กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
- ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์*
- อนุดิษฐ์ นาครทรรพ พรรคเพื่อไทย
ดำเนินรายการ โดย ผศ. เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


* หมายเหตุ อยู่ระหว่างติดต่อ***

***กำหนดการสวดศพศุขปรีดา พนมยงค์ บุตรชายคนเล็กนายปรีดี พนมยงค์

นาย ศุขปรีดา พนมยงค์ บุตรชายคนเล็กนายปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ถึงแก่กรรมด้วยวัย 75 ปี เมื่อ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยได้บริจาคร่างกายให้ร.พ.ธรรมศาสตร์ พิธีศพจัดที่วัดประชาธิปไตย(วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน) 29 ต.ค.-4พ.ย. 18.30น. และจะจัดพิธีรำลึกที่สถาบันปรีดีฯ (ชมวิดิโอ หวนอาลัยศุขปรีดา พนมยงค์)

ขอ เชิญผู้ที่เคารพนับถือ ญาติมิตร ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรมศพในเวลา 18.30 น. ที่ศาลา 9/1 ก่อนจะนำร่างกายไปบริจาคที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ตามความประสงค์ของนายศุขปรีดาต่อไป (อ่านบทสัมภาษณ์ศุขปรีดา เขาพยายามทำลายชื่อเสียงผู้ก่อการ เขามีทั้งกำลังคนกำลังทรัพย์แน่นหนามาก )***


***เวบไซต์www.serichon.com จั ดกิจกรรมโยนโบว์ลิ่ง หา ทุนสนับสนุนวิทยุออนไลน์เสรีชน ที่เมเจอร์โบว์ล ชั้น6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว เสาร์ที่ 6 พฤศจิกายนนี้ 09.00-13.00 ค่าสมัครทีมละแค่1500(3ท่านต่อทีม)ชิงถ้วยนายกฯทักษิณ หากหาทีมไม่ได้ เจ้าภาพจัดหาให้ที่หน้างาน (มาท่านเดียวแค่500)ฝีมือไม่เกี่ยว ไม่ต้องพกมา พกมาแค่ความฮากับพกเพื่อนรู้ใจ สมัครหรือขอรายละเอียดที่serichonteam@yahoo.com โทร087-0570640***


***คอนเสิร์ตใจประสานใจแจ้งย้ายสถานที่จัดงานจาก ถ.พระราม 2 สมุทรสาคร เป็น อิมพีเรียล ฮอลล์ชั้น 6 ในวันเสาร์ที่ 6 พ.ย.2นี้ เวลา 12.00 - 24.00 น. ผู้ร่วมรายการ 111 ไทยรักไทย + 37 + เพื่อไทย + นักประชาธิปไตย + นปช. จัดโดย..คณะผู้นำการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) รุ่น 1- 4 ร่วมกับ คณะวิชาการเพื่อประชาธิปไตย

ค่าบัตรเพียง 120บาท รายได้มอบให้กับพี่น้องที่ได้รับผลกระทบในเหตุชุมนุมทางการเมืองและผู้ประสบภัยน้ำท่วม***

***กลุ่ม Red Cyber "คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน" จัด งานกอล์ฟการกุศล "คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน" วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ที่สนามกอล์ฟเมืองเอกรังสิต ชิงถ้วย ท่าน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านอื่น ๆ อีกมากมาย ราคาก๊วนละ 10,000 บาท สำหรับท่านที่ไม่ตีกอล์ฟ ก็ไปงานเลี้ยงตอนเย็น ราคาท่านละ 300 บาท สนใจติดต่อปุ้ยได้เลยค่ะ..โทร 082-6301700 ***


***เสื้อแดงนิวยอร์ค สหรัฐ อเมริกา ซึ่งเคยต้อนรับทองม้าร์คตอนไปประชุมUNอย่างถึงอกถึงใจเมื่อเดือนกันยายนที่ ผ่านมา จัดกิจกรรมแดงช่วยแดง วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 5.30-11.30pm ที่new broadway seafood restaurant พบปะสังสรรค์ร่วมรับประทานอาหาร และร่วมใจกันบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บจากเหตุการณ์ทรราชสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ภายในงานพบการโฟนอินจาก...(อุ๊บ!) และกิจกรรมRED POSTCARD เขียนข้อความให้กำลังใจคนเสื้อแดงทางเมืองไทย เพื่อให้รับรู้ว่ามีคนไทยในต่างแดนรักประชาธิปไตยร่วมต่อสู้ ช่วยเหลือเป็นกำลังใจให้พี่น้องเราตลอดไป รายละเอียดคลิกดูตามโปสเตอร์ข้างบน***

***เสื้อแดงเดนมาร์ค

ภาพ กิจกรรมประชุมพบปะสังสรรค์ของนปช.เดนมาร์ค กลุ่มอิสระเสรีชนที่กรุงโคเปนเฮเก้น เสื้อแดงเวลานี้มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก เพื่อเคลื่อนไหวสนับสนุนเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับมาตุภูมิ***


***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แนวร่วมพลเมืองไทย กลุ่มแดงเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงาน"ลอยกระทงรักไทขับไล่อภิสิทธิ์"ขึ้นที่เวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศร่วมงานในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00-23.30น.

โดยจุดหมุ่งหมายของงานให้สะท้อนผลงานอันอัปยศของนายอภิสิท ธิ์เวชชาชีวะ ซึ่งในงานจะมีกิจกรรมแห่กระทงการเมืองเผาอภิสิทธิ์เผา เทียนเล่นไป ปล่อยโคมลอย รำวงย้อนยุค และมีการประกวดนางนพมาศ โดยคนเสื้อแดงจะ ส่งนางนพมาศทุกอำเภอมาประกวดในงาน และจะมีการปราศรัยจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และปราศรัยจากกลุ่มเชียงใหม่แดง***

***ส่วนเสื้อแดงกรุงเทพฯและปริมณฑล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ [นปช. FACEBOOK แดงทั้งแผ่นดิน] เชิญร่วมลอยกระทงชาวเสื้อแดงที่ ท่าน้ำสะพานพระราม 7 ฝั่งโรงไฟฟ้าบางกรวย (สุดสายรถเมล์ สาย 50) 21 พฤศจิกายน 6 โมงเย็นเป็นต้นไป

โดย ปกติสถานที่ดังกล่าวจะมีการจัดงานด้วยอยู่แล้ว (งานคล้ายงานวัด) เพียงแต่ครั้งนี้ เราก็ไปร่วมกันลอยกระทงที่ท่าน้ำนั้น และเดินเที่ยวงาน ถ้าเราไปกันเยอะๆ ก็เหมือนงานเสื้อแดงที่เคยจัดที่ห้างอิมพีเรียล หรือครั้งที่เราไปร่วมงานที่สวนรถไฟ ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง งานนี้กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงร่วมด้วย***

***เแดงเถิดเทิง เริงลมหนาว ตาสว่าง


พบ กับบรรยากาศงานวัดย้อนยุค รำวงลีลาศ, แข่งยิงหนังสติ๊ก, ปาเป้า, แข่งขันร้องเพลงคาราโอเกะ (เพลงเสื้อแดง), สินค้า OTOP, เสวนาการเมือง นำทีมโดย อ.สุรชัย แซ่ด่าน, คุณโด่ง อรรถชัย พร้อมทีมเสรีชน, ศิลปิน แป๊ะ บางสนาน, ชายอิสระชน, อเล็กซ์ คนใต้, หมอลำส้มโป๊ะ, วง The Red

วัน ที่ 26-28 พ.ย 2553 ตั้งแต่เวลา 10.00 -23.00 น. ณ ตลาดไทยสุขดี คลองสี่ ลำลูกกา จ.ปทุมธานี รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย นำไปช่วยเหลือพี่น้องในเรือนจำ, สนับสนุนวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง, ช่วยแดงสู้ลมหนาว บัตรผ่านประตูเพียงท่านละ 10 บาท

โดยทีมงาน Red Cam frog, Red Cyber, สถานีวิทยุชุมคนไทยหัวใจเดียวกัน FM 102.75 MHz ติดต่อ Mivakoe Jang FB, 089-823 7143 Fullmoonnight***


เส้นทางสีแดงเดินทัพทางไกล1700กม.สู่18จังหวัดอีสาน ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมปาก

เริ่มเดินทัพทางไกล-คน เสื้อแดงเริ่มเดินทางไกลด้วยการปั่นจักรยาน และเดินทางเท้า 1700 กิโลเมตร นาน 1 เดือน โดยออกจากจุดสตาร์ท แยกราชประสงค์ ปลายทาง 18 จังหวัดภาคอีสาน เมื่อช่วงบ่าย 31 ตุลาคม กิจกรรมจะสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ (ชมภาพชุดการปล่อยขบวนจากราชประสงค์ทางface book)



โครงการ กิจกรรมเดินและปั่นจักรยานเส้นทางสีแดง 1,700 กิโลเมตรจากราชประสงค์-ปลายทางประเทศลาว ระยะเวลา 1 เดือนจาก 31 ตุลาคม ถึง 30 พฤศจิกายน โดยมีกำหนดการ และมีหลายวาระ หลายช่องทางให้คนเสื้อแดงได้มีส่วนเข้าร่วมกิจกรรม ดังกำหนดการต่อไปนี้


กำหนดการเดินทาง เส้นทางสีแดง ( Red Path Project )
18 จังหวัด 22 จุดแวะพัก ระยะทาง 1,700 กม.


วันที่ ต้นทาง ปลายทาง ระยะทาง (กม.)

31 ตค. ราชประสงค์ / คลองเปรม ปทุมธานี 46 กม.
1 พย. ปทุมธานี อยุธยา 53
2 พย. อยุธยา มวกเหล็ก 100
3 พย. มวกเหล็ก มวกเหล็ก
4 พย. มวกเหล็ก ลำตะคอง 26
5 พย. ลำตะคอง นครราชสีมา 94
..................
กิจกรรมที่โคราช

5 พ.ย. แวะไหว้หลวงพ่อโต สีคิ้ว ค้างแรม สูงเนิน
6 พ.ย. ไหว้ย่าโม เวทีคอนเสริท์ ค้างโคราช
7 พ.ย. ร่วมช่วยเหลือโรงเรียนและวัดที่ถูกน้ำท่วม ค้างโคราช
8 พ.ย. เดินทางไปบัวใหญ่
6 พ.ย. กิจกรรมแกนนอน บก.ลายจุด ร่วมเวที ค้างโคราช
7 พ.ย. ร่วมช่วยเหลือโรงเรียนและวัดที่ถูกน้ำท่วม

.............


9 พย. บัวใหญ่ ชัยภูมิ 55
10 พย. ชัยภูมิ ชุมแพ 108
11 พย. ชุมแพ ขอนแก่น 82
12 พย. ขอนแก่น ขอนแก่น
13 พย. ขอนแก่น กาฬสินธ์ 77
14 พย. กาฬสินธ์ มหาสารคาม 44
15 พย. มหาสารคาม ร้อยเอ็ด (สุวรรณภูมิ) 98
16 พย. ร้อยเอ็ด (สุวรรณภูมิ) ยโสธร 48
17 พย. ยโสธร ศรีษะเกษ (ราศีไศล) 66
18 พย. ศรีษะเกษ (ราศีไศล) ศรีษะเกษ (ราศีไศล)
19 พย. ศรีษะเกษ (ราศีไศล) อุบลราชธานี 95
20 พย. อุบลราชธานี อำนาจเจริญ 75
21 พย. อำนาจเจริญ มุกดาหาร 88
22 พย. มุกดาหาร นครพนม (ธาตุพนม) 161
23 พย. ธาตุพนม สกลนคร 48
24 พย. สกลนคร พังโคน 54
25 พย. พังโคน อุดรธานี 118
26 พย. อุดรธานี อุดรธานี
27 พย. อุดรธานี หนองคาย 51
28 พย. หนองคาย สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 12
29 พย. หนองคาย หนองคาย -
30 พย. ลาว ร่วมทอดกฐินสามัคคีพี่น้องไทย-ลาว ชมคอนเสิรท์ใหญ่ แป๊ะ คนบางสนาน และศิลปินเสื้อแดง
1 ธค. เดินทางกลับโดยรถไฟ รถด่วนขบวนที่ 762 ออกจากหนองคาย 06.00 น. ถึงหัวลำโพง 17.10 น. สิ้นสุดขบวนเดินทางที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเวลา 18.00 น. (ถ่ายรูปกับคนเสื้อแดง สื่อมวลชนถ่ายรูป ทำข่าว)


หมายเหตุ : 1. ตารางการเดินทางอาจมีการปรับเปลี่ยนในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

2. สื่อมวลชนต้องการทำข่าว ติดต่อ 081-583 6964 E-mail : red_truth_only@hotmail.co.th Face Book : เรดทรู้ธ

ผู้ต้องการสมทบทุนโครงการเส้นทางสีแดง (Red Path Project) โอนเงินสมทบได้ที่ ธนาคารไทยพานิชย์ สาขาอิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว ชื่อบช.'นายสุพิน ชินบุตร และ/หรือ นายธนะสิทธิ์ พิพุฒ และ/หรือ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บช.ออมทรัพย์เลขที่ 224-241343-5'

กิจกรรมนี้มีกันทั่วโลก ต่างประเทศ นำโดยคุณคอนเนอร์ เพอร์เซล ชาว ออสเตรเลียที่ติดคุกในไทยเพราะขึ้นปราศรัยเวทีเสื้อแดงที่ผ่านมา และได้ออกจากคุกแล้ว จัดงานพร้อมกันกับที่ขบวนแรลรี่ปั่นจักรยานโครงการเส้นทางสีแดง


โครงการ เส้นทางสีแดง (Red Path Project) เป็นโครงการด้านมนุษยธรรมเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการสังหารหมู่ใน วันที่ 10 เมย.และ 13-19 พค.ที่รัฐบาลกระทำต่อประชาชนชาวไทยที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา โครงการนี้ดำเนินการโดยไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดๆ

โดยโครงการ นี้มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำนปช.และผู้ต้องขังในคดี ชุมนุม เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการปฏิบัติ 2 มาตรฐานทางกฏหมาย และเรียกร้องให้นานาชาติได้หันมาตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับการละเมิด สิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงหลังรัฐประหาร 19 กย. 2549

โครงการนี้มี คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ (แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง) และอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นที่ปรึกษาโครงการในประเทศไทย และมีคุณพอร์แชล คอนเนอร์ (อดีตนายทหารบกออสเตรเลียที่ถูกจับกุมคุมขังและถูกซ้อมอย่างทารุณในเรือนจำ คลองเปรม) เป็นสมาชิกกลุ่มและที่ปรึกษาโครงการในต่างประเทศ

โครงการ เส้นทางสีแดงประกอบด้วยคนเสื้อแดงที่รักความเป็นธรรมและมีความมุ่งมั่นที่จะ นำน้ำใจและความช่วยเหลือมอบให้แก่พี่น้องเสื้อแดงที่อีสานซึ่งได้รับผลกระทบ จากการสังหารหมู่ มากที่สุด คนเสื้อแดงในภาคอีสานจำนวนมากถูกสังหาร บาดเจ็บ พิการ และสูญหายอีกจำนวนมาก สมาชิกโครงการจะร่วมกันเดินเท้าและปั่นจักรยานเพื่อไปเยี่ยมเยียน เยียวยา และให้กำลังใจบุคคลที่น่าเห็นใจเหล่านี้ได้มีกำลังใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไป และไม่ย่อท้อที่จะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงที่พวกเขาโหยหามาชั่ว ชีวิต***

*************



สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ
***เมื่อ 1พ.ย.53ตำรวจกองปราบฯ นำกำลังเข้าจับกุม นายวราวุธ ฐานังกรณ์ หรือ สุชาติ นาคบางไทร อดีตแกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มการเมืองภาคประชาชนกลุ่มแรกที่เปิดตัวต่อต้านการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ความ บังเอิญอยู่ที่สุชาติถูกจับในวันที่ 1 พฤศจิกายนปีนี้ อันตรงกับวันแรกที่เขาเปิดตัวเป็นผู้นำกลุ่มคนวันเสาร์เมื่อ 1 พฤศจิกายน 2549 หรือครบรอบ 4 ปีแห่งการต่อต้านรัฐประหาร
ตำรวจ อ้างเหตุการจับกุมว่า สืบเนื่องจากนายสุชาติ ได้ขี้นกล่าวปราศรัยเวที นปช.ที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 โดยมีเนื้อหาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง

การเข้าจับกุมตัวสุชาติได้ เมื่อวานนี้ ขณะกำลังนั่งรับประทานอาหาร ที่บริเวณศูนย์อาหาร ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าแพลททินั่มแฟชั่นมอลล์ สอบถามผู้ต้องหา ให้การยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ซึ่งในวันนี้ได้กลับมาหาลูกที่ กทม. และนัดมารับประทานอาหารด้วยกัน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว ส่งพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม เพื่อดำเนินคดีต่อไป***

***สุชาติจะหมิ่นหรือไม่หมิ่นฯตามข้อกล่าวหา สิ่ง ที่เราอยากเรียกร้องจากกระบวนการยุติธรรมคือต้องเปิดโอกาสให้เขาได้ประกัน ตัว ไม่ใช่จับยัดคุกขังลืมเหมือนดา ตอร์ปิโด หรือใครๆที่โดนคดีนี้ และเขาจะผิดหรือถูกนั่นเป็นเรื่องที่ต้องว่ากันตามกระบวนยุติธรรมที่เป็นธรรม...ดังนั้นวันนี้มารำลึกวีรประวัติการต่อสู้เบื้องแรกของภาคประชาชน ก่อน จะคลี่คลายขยายตัวมาเป็นเสื้อแดงทั่วไทย ฝ่ายประชาธิปไตยทั่วมุมโลกอย่างที่เห็นกันเวลานี้ ซึ่งจะทำให้เห็นคุณูปการอันสำคัญของสุชาติกับกลุ่มคนวันเสาร์...

***หลังรัฐประหาร19 กันยายน 2549 คนแรกที่ออกมาต้องบันทึกเป็นเกียรติยศแก่ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และทวี ไกรคุปต์ นักการเมืองอาวุโส แต่เพราะมาน้อยเป็นวีรชนลุยเดี่ยว เลยโดนพวกมันหิ้วขึ้นรถตู้ไปเก็บที่เซฟเฮาส์ทันควัน***

***พอวันรุ่งขึ้น กลุ่มเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหาร ซึ่งเป็นการรวมตัวกันหลวมๆของนักกิจกรรมนักศึกษาเก่าค่ายธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ บวกกับบก.ลายจุด และอาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ก็พากันแต่งดำไป ยกป้ายประท้วงที่ห้างแห่งหนึ่ง ไม่สนกฎอัยการศึกห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เพราะไปกัน5คนพอดี แม้แต่การจัดชุมนุมที่สนามบอลธรรมศาสตร์ไปกันเป็นร้อย แต่ก็ซอยแบ่งเป็นวงละ5คน รวมแล้วก็ไม่เกิน5 ไม่ผิดกฎหมายเผด็จการ...นี่เป็นตำนานบทแรกของการลุกขึ้นสู้"ภาคพลเมือง"คือประท้วงแบบ"ดื้อแพ่ง"เชิงสัญลักษณ์ต่อกฎเกณฑ์เผด็จการ***

***ต่อมาพวกคณะรัฐประหารก็สะดุ้งเฮือกไปมา แล้วหาว่าทักษิณมี"คลื่นใต้น้ำ"จะต่อต้านการรัฐประหาร แต่ก็ไม่เห็นโผล่ซักที มีกระทาชายนายหนึ่งโผล่มาจากรู ใช้ชื่อแฝงว่า"เตมูจิน"คุย คำเขื่องว่าจะระดมคนมาต้านคมช.เป็นหมื่น ฝ่ายประชาธิปไตยก็เห็นหน่วยก้านพอพึ่งพาได้ เลยโดดจะไปร่วม แต่ก็ออกอาการแปลกๆคือไปจัดแถลงข่าวที่โรงแรมรอยัลก็ให้พวกกองเชียร์ควักค่า ห้องประชุมแถลงข่าว ค่ากาแฟด้วย พอจะไปหา"บังสนธิ"หัว หน้า คณะรัฐประหารเพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ก็ไม่องอาจมาดผู้นำการต่อต้าน หากแต่"กุมไข่"เข้าไป"ขอรับๆๆ"เป็นหลัก พอวันนัดหมายที่สนามหลวงที่ว่าจะมีคนขนมาเป็นหมื่นก็หาย นายเตมูจินเลยกลายเป็น"คลื่นใต้น้ำลวงโลก" บรรดากองเชียร์ก็เลยเลิกพึ่งพาอาศัย แล้วหันมาพึ่งตัวเองแทน***

***1 พฤศจิกายน 2549 หลังรัฐประหาร 19 กันยายนไม่นานนัก และหลังลุงนวมทอง ไพรวัลย์ "เสียสละ"ไป1วันเพื่อปลุกสังคมไทยให้ออกมาต้านเผด็จการและทวงประชาธิปไตย กลุ่มคนใส่ชุดดำก็ ปรากฎตัวที่ท้องสนามหลวงฝั่งธรรมศาสตร์ มีเก้าอี้เล็กๆ 1 ตัว โทรโข่ง 1 อันไม่มีใครมีชื่อเสียงบิ๊กเนม เป็นผู้นำอะไรมาก่อนทั้งนั้น มีสิ่งเดียวคือหัวใจที่จะขับไสเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตยคืนมา***

***เนื่องจากกลุ่มคนที่ไปรวมตัวต้านรัฐประหารที่สนามหลวงนี้เป็นคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ วันปกติต้องทำมาหากิน พอวันอาทิตย์เป็นวันfamily dayก็เลยนัดหมายเจอกันทุกวันเสาร์ นั่นคือปฐมบทของ"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ"

แกน นำก็ต้องหาชื่อแฝงไปก่อน จะสมศักดิ์ สมชาย สมหญิง หรือสุชาติก็ว่ากันไป และเนื่องจากเป็นภาคพลเมืองของแท้ไร้การจัดตั้งใดๆ ก็เปรียบเสมือนการต่อสู้ของชาว"บางระจัน" เพียงแต่บางระจันยุคนี้มันเป็นยุค"ไซออน"แล้ว ก็เลยกลายเป็นรหัสวงในนัดหมายกันว่าพวกเขาคือชาว "บางไซ(ออน)" พอนักข่าวมาถามแกนนำที่ถือโทรโข่งบนเวทีว่าชื่อแซ่อะไรไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขาตอบไปว่า"ผมชื่อ สุชาติ ณ บางไซ" นักข่าวเลยส่งเข้าไปที่โรงพิมพ์เป็น"สุชาติ นาคบางไทร" ที่ไปที่มาจุดเริ่มต้นของคนวันเสาร์ ขบวนการที่เป็นหน่อเนื้อเสื้อแดงในเวลาต่อมา ก็เริ่มต้นจากตรงนั้นนั่นเอง***

***การต่อสู้ของภาคประชาชนเบื้องต้นก็ต้องบอกว่าใครคิดอะไรได้ก็ทำไป ดังที่ปรากฎว่าขณะที่"สุชาติ นาคบางไทร"กำลังเหยียบเก้าอี้หัวโล้นอยู่ท่ามกลางพี่น้องนับร้อยที่สนามหลวง เมื่อ 1 พฤศจิกายน 49 นั้น ภายในธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เองทางบก.ลายจุดและเครือข่าย19กันยาต้านรัฐประหารก็รวมพลคนกลุ่มหนึ่งอยู่แถวสนามบอลธรรมศาสตร์แล้วพอได้ที่ก็เคลื่อนขบวนออกจากธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์เพื่อไปประท้วงที่หน้ากองทัพบก

ระหว่างเดินผ่านสนามหลวงที่สุชาติ นาคบางไทรกำลังยืนบนเก้าอี้ใช้โทรโข่งด่าคมช.นั้น ก็มีเสียงหนึ่งแทรกมาว่า"เฮ้ยๆนั่นใช่พวกเราพวกต้านรัฐประหารใช่มั๊ย เห็นใส่เสื้อดำเหมือนกัน"ทาง ฝ่ายที่กำลังเดินขบวนบอก"ใช่" พวกสนามหลวงก็ยุติการอภิปรายแล้วแห่เข้ามาร่วมเดินขบวนไปยังหน้ากองทัพบก คนตอนนั้นนับช่วยแล้วเต็มที่คือซัก 300 คนเห็นจะได้..แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นให้มีเสื้อแดงเรือนแสนเรือนล้านเป็นไฟ ลามทุ่งในเวลาต่อมา***

***นั่นเป็นการเดินขบวนหนแรกที่จัดการโดย เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร เป็นวันแรกที่เป็นจุดกำเนิดคนวันเสาร์ ทั้ง2กลุ่มหลอมรวมไปหน้ากองทัพบกโดยมิได้นัดหมาย และประการสำคัญทั้งที่ปลายฝนต้นหนาวแล้วก็ตาม พอขบวนเคลื่อนไปถึงหน้ากองทัพบก ฝนก็เทลงมาห่าใหญ่ เปียกกันมะล้อกมะแล้กไปตามๆกัน ฝนยังอยู่คู่ฝ่ายประชาธิปไตยเรื่อยมา บางทีหลายครั้งก็มานอกฤดูหน้าตาเฉย!

แต่ภาคประชาชนอย่างเครือ ข่าย19กันยาฯ และคนวันเสาร์ฯค่อยลดบทบาทลง เมื่อทัพหลวงอย่าง3เกลอเริ่มออกศึกในปีถัดมา...แต่เมื่อไหร่ที่ภารกิจเรียก ร้อง แน่นอนว่า ภาคประชาชนไม่ได้ลี้กายสลายตัวไปไหน พวกเราจะกลับมา ด้วยวุฒิภาวะที่แกร่งกล้า ประสบการณ์ที่แกร่งกร้าน และยุทธวิธีที่จัดเจนขึ้นกว่าเมื่อแรก เป็นแน่***

***และควรบันทึก ไว้เป็นวีรประวัติการต่อสู้ของภาคพลเมืองไทยด้วยว่า นับจากจุดเริ่มต้นการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมืองเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 แล้ว ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม 2550 ก็เป็นครั้งแรกที่ภาคพลเมืองผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยพากันใส่"เสื้อแดง"ออกสู่ท้องถนนปรากฎต่อโลกเป็นครั้งแรก

โดยจุดเริ่มต้นไอเดียมาจากใครยังต้องตามหาเพื่อให้"เครดิต"กันต่อไป แต่คนแรกที่กำหนดสีสัญลักษณ์และนำพาการรณรงค์คือบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ โดยตอนนั้นฝ่ายอำมาตย์จะเข็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ2550ให้ผ่านจงได้ ฝ่ายประชาธิปไตยจึงใช้สัญลักษณ์สีแดง เหมือนกับ"ไฟแดง"ไม่ให้ผ่านออกมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญ

ผลสรุปจบลงที่ฝ่ายอำมาตย์ใช้อำนาจทุกทางผ่านได้ฉิวเฉียด51:49% และสีแดงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้อันสง่างามและมีเกียรตินับแต่นั้น***

Monday, November 1, 2010

สามพี่น้องลูก"ทักษิณ"แจกของช่วยน้ำท่วมกรุงเก่า น้ำตาซึมเห็นเสื้อแดงชูรูปพ่อ

ที่มา มติชน



ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. คณะของสถานีโทรทัศน์ ดาวเทียม วอยซ์ทีวี นำโดยนายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค นางสาวพินทองทา ชินวัตร หรือเอม และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรืออุ๊งอิ๊ง บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำสิ่งของบรรเทาทุกข์มาแจกจ่ายพี่น้องประชาชนชาว ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักนานกว่า 6 สัปดาห์แล้ว โดยมีนายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย นำชาวบ้านจำนวน 1,300 ครัวเรือของตำบลรับแจกจ่ายสิ่งของบรรเทาทุกข์


ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า มีชาวบ้านที่สวมเสื้อแดง และพี่น้องคนเสื้อแดงจำนวนมาก สวมเสื้อแดงและถือป้ายเขียนข้อความอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทย และชูป้ายภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมตะโกนขอบคุณท่านทักษิณที่สนใจประชาชนถูกน้ำท่วมและอยากให้ท่านกลับ ประเทศโดยเร็วที่สุด ทำให้นางสาวแพทองธาร ถึงกับน้ำตาซึมและบอกกับพี่สาวว่า "หนูเห็นภาพพ่อแบบนี้ หนูคิดถึงพ่อมาก"

มือปราบจู๋เทียม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




ลีลา "ห้าว" ของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ในการแถลงแฉขบวนการเลื่อยเก้าอี้ ต้องบอกว่าดุเด็ดเผ็ดมันอย่างยิ่ง

ถ้อยคำกร้าวๆ เหล่านั้น ฟังไม่เหมือนมาจากปากคนที่ยังมีอายุราชการ

แต่เหมือนคนที่ใกล้เกษียณรอมร่อ ไม่ต้องเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกต่อไป

นอกจากซัดว่ามีนักการเมืองมาล้วงโผแล้ว ยังฟาดหางไปถึงธุรกิจมืดของนักการเมืองในพื้นที่ตัวเอง

เบื้องหน้าเบื้องหลังคำสั่งโยกย้ายจะเป็นอย่างที่พล.ต.ต.วิสุทธิ์พูดหรือไม่ คนนอกทั่วไปคงไม่มีใครรู้แน่

และสังคมจะให้ความเห็นใจแค่ไหน ยังต้องดูต่อไป

เพราะสไตล์ของพล.ต.ต.วิสุทธิ์ที่มีวิธีสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ไม่ค่อยเหมือนมือปราบปกติทั่วไป

นับตั้งแต่กดดันจน "น้องแนท" นางเอกหนังโป๊ (อย่างเป็นทางการ) คนแรกของเมืองไทย ให้มาแสดงตัวกับตน

ท่ามกลางสื่อมวลชนที่ตามทำข่าวกันครึกโครม

"น้องแนท" มาแสดงแล้วก็จบไป ไม่ได้โดนข้อหาอาญาใดๆ

จริงๆ แล้วจะไม่มาก็ยังได้ แต่ท่าทีของพล.ต.ต.วิสุทธิ์นั้นทำเอาดาราคนดังไม่กล้าหือ

เหมือนติดลมบน พล.ต.ต.วิสุทธิ์ได้ออกทีวีบ่อยกว่าตำรวจคนอื่นๆ

ครั้งหนึ่ง เพลินไปหน่อย แฉออกทีวีว่ามีส่วยซีดีเถื่อนสะพัดมโหฬารในแวดวงตำรวจ

สุดท้าย ต้องถอยกลับหลังแทบไม่ทัน

ที่ถูกสังคมประณามก็ยังเคยมีมาแล้ว เมื่อพล.ต.ต. วิสุทธิ์สั่งให้ผู้ต้องหาค้ายาบ้า คาบถุงยาบ้าระหว่าง แถลงข่าว

ทั้งด่าว่าคนขายยาเสพติด เป็นพวก "อมนุษย์"

ผู้ชมสไตล์ซาดิสต์ฟังแล้วก็สะใจ แต่ก็เกินขอบเขตการแถลงข่าวปกติมากไป

แต่หนนี้ดูจะผิดไปแปลกไปจากเดิม เพราะถ้าข้อมูลไม่ 'สะเทือนซาง' จริง บรรดาส.ส.ใต้ ของประชาธิปัตย์คงไม่ออกมารุมตื้บกันแบบแท็กทีม

ด้วยวิธีถนัดคือเยาะเย้ยถากถางว่าไร้ผลงาน หรือเป็นแค่ "มือปราบจู๋เทียม"

แต่แม้จะถูกดาหน้าถล่มชุดใหญ่แล้วก็ตาม พล.ต.ต. วิสุทธิ์ก็ยังแสดงลูกบ้าเที่ยวล่าสุดออกมา

แทนที่จะหงอเงียบไป กลับเปิดฉากท้าทายให้ทำโพลวัดความนิยมในพื้นที่

ใครแพ้ลาออกจากตำแหน่งไม่พอ ต้องกราบตีนด้วย!

ทั้งยังประกาศขู่ไว้ว่ามีข้อมูลเด็ดจะเปิดแถลงอีกหน มั่นใจว่าจะตอกฝาโลง "นักการเมือง" ได้เลย

ทั้งนี้ หากความเชื่อของพล.ต.ต.วิสุทธิ์เป็นความจริง

ตัวการเตะพล.ต.ต.วิสุทธิ์ ก็จะเป็นคนๆ เดียวกัน

ที่เคยใช้บารมีกีดกัน พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นั่นเอง

อย่างนี้ในประชาธิปัตย์มีสะดุ้งกันบ้าง

การ์ตูน เซีย 02/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_123376

การ์ตูน เซีย 02/11/53

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 01/11/53

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เมื่อบ้านนี้ เมืองนี้ มีปัญหา
คนชั่วช้า ยิ้มชื่น ระรื่นหัว
ไล่คนดี ผลักใส ให้ไกลตัว
อุ้มคนชั่ว บัดซบ ประจบตน....

นักการเมือง แหละตัวดี ที่รุกล้ำ
บุญคุณค้ำ ย้ำจัง เพื่อหวังผล
เหมือนขีดเส้น ทางลิขิต ชีวิตคน
คือวังวน ความอุบาทว์ อนาถใจ....

ดั่งผู้การ วิสุทธิ์ ขุดขึ้นด่า
พวกชั่วช้า ยังเข้าเล่ห์ ทำเฉไฉ
เจอคนจริง ยิ่งเปิดเผย เฉลยไป
พวกจัญไร ใจมัน สั่นระรัว....

เรื่องของเถื่อน ปราบมา ชนะหมด
ใส้กี่ขด ตามล่าไล่ ไอ้คนชั่ว
เจอทั้งมาร ทั้งอุบาทว์ ไม่หวาดกลัว
อำนาจเถื่อน ถึงตัว โคตรกลัวเลย....


สมาชิกใหม่ของบ้านนี้ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ

blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รูปปั้นวีรชน คุณลุงนวมทอง

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel





วันของการร่วมรำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
วันของการมีรูปปั้น บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย

คุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์

อ.สุรชัย (แซ่ด่าน) เดินทางมาร่วมรำลึก การเสียชีวิตของ
ลุงนวมทอง ที่ตัดสินใจผูกคอตายที่บริเวณสะพานลอย หน้าหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ
เพื่อลบคำหมาๆ ของนายทหาร
ที่ออกมาสพประมาทว่า "ไม่มีใครยอมตายเพื่อประชาธิปไตยหรอก"

ทั้งนี้ อ.สุรฃัย แซ่ด่านได้มาร่วมงานและได้ขึ้นปราศัย..
ระบบก็เก่า..คนก็แก่..


ประชาชนไม่ได้แพ้..
แค่โดน..นับ..ไม่ได้โดน..น็อก..



ขอบคุณเจ้าของภาพถ่าย คุณboonyarit จาก face book






พิธีกร คุณจอม เพชรประดับ ก็ไปร่วมงานด้วย



รวมทั้ง คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข



น้องๆ นักศึกษาร่วมอ่านบทกวี รำลึกถีงวีรชน บุคคลในประวัติศาสตร์การเมืองไทย



http://www.tfn3.info/board/index.php?topic=16502.0

31 ตุลาคม 2553 กรุงเทพฯ - บรรยากาศการจัดงานร่วมรำลึก 4 ปี
กับการจากไปของนายนวมทอง ไพรวัลย์ หรือ
ลุงนวม คนขับรถแท็กซี่ชนรถถังประท้วงคณะปฏิรูปการปกครอง
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2549 ที่ผ่านมา จนได้รับบาดเจ็บสาหัส
และต่อมาในวันที่ 31 ตุลาคม 2549 ลุงนวมได้มาผูกคอตายกับราวสะพานลอย
เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย บริเวณถนนวิภาวดี-รังสิต
เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดยในช่วงเย็นวันนี้(31 ต.ค.) เวลา 16.00 น. ประชาชนจำนวนมาก
ได้จัดพิธีอุทิศส่วนกุศลให้กับลุงนวม ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา
สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน เพื่อรำลึกถึงการจากไปของวีรบุรุษประชาธิปไตย
ซึ่งมีผู้มาร่วมพิธีในช่วงเย็นจำนวนมาก

นสพ.มิเร่อร์: มีการรณรงค์ใม่ให้นายกฯอังกฤษมาเที่ยวไทยเพราะรบ.อภิสิทธิ์ฆ่าคน

ที่มา Thai E-News


ส่วนเกินบนเวทีโลก-ผู้ นำชาติต่างๆคุยกันอย่างออกรสในการร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ หลังสิ้นสุดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 17 และการประชุมกับชาติพันธมิตรอาเซียน ที่เวียดนาม ในภาพ นายกรัฐมนตรีหญิงจูเลีย กิลลาร์ด ของออสเตรเลีย จับมือทักทายนายกรัฐมนตรีนาโอโตะ คุงของญี่ปุ่น โดยมีเลขาธิการอาเซียน สุรินทร์ พิศสุวรรณ นายกรัฐมนตรีจอห์น คีย์ จากนิวซีแลนด์ และประธานาธิบดีเบนิกโย อาวควิโนที่3ของฟิลิปปินส์ ล้อมวงกันอย่างสนิทสนม ทั้งหมดเป็นผู้นำจากการเลือกตั้งของประชาชนในชาตินั้นๆ และยังไม่มีใครมือเปื้อนเลือดสังหารหมู่ประชาชนในประเทศของตน

โดยมีใครก็ไม่รู้เป็นส่วนเกินของภาพอยู่ด้านซ้ายมือ(ภาพข่าว:REUTERS)

แปลไทย ไทยอีนิวส์

ที่มา Mirror
เรื่อง Cam urged to axe trip to Thailand

นักรณรงค์ จำนวนหนึ่งกำลังเรียกร้องให้นายเดวิด คาเมรอน ยกเลิกการเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุดคริสต์มาสในประเทศไทย โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลที่นี่ได้สังหารผู้ประท้วงจำนวนหนึ่ง นักรณรงค์กล่าวหาว่านายกฯไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศิษย์เก่าอีตันเช่นเดียวกับนายกฯอังกฤษ - ได้สั่่งการให้มีการสังหารคนเสื้อแดงระหว่างการประท้วงในช่วงต้นปีนี้

กลุ่ม ต่อต้านรัฐบาล นปช. ได้ออกรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้นายคาเมรอนยกเลิกการเดินทางของเขา

ข้อกล่าวหาดัง กล่าวเกิดขึ้นจากเหตุการณ์การประท้วงในเดือนมีนาคมเมื่อประชาชนประมาณครึ่ง ล้านคนออกมาตามท้องถนนในกรุงเทพฯ และกล่าวว่าจะไม่กลับไปหากไม่มีการเลือกตั้งใหม่

พวกเขาชี้ว่ารัฐบาลได้ฆ่าผู้ประท้วงและเซ็นเซอร์การเข้าถึงข้อมูลในอินเตอร์เน็ต

รูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53

ที่มา Thai E-News



วีระประชาชน-กลุ่ม คนเสื้อแดงสร้างรูปปั้นนวมทอง ไพรวัลย์ ที่บริเวณ"สะพานลอยนวมทอง" หรือสะพานลอยหน้าสำนักพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีฯ บริเวณที่เขากระทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อ 31 ตุลาคม 2549 หรือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว (ชมภาพชุดทางface book)

4ปีรำลึกนวมทอง-สุ รชัย แซ่ด่าน แกนนำแดงสยาม ทำความเคารพรูปปั้นนวมทอง ไพรวัลย์ ซึ่งคนเสื้อแดงและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยจัดกิจกรรมรำลึก 4 ปีการจากไปของเขา ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน (ชมภาพกิจกรรมทั้งหมดทางfaxe book)

โดย อรรคพล สาตุ้ม
31 ตุลาคม 2553

รูป ปั้นลุงนวมทอง ในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ของตุลา 53 : บริบทเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53กับศิลปะแห่งความทรงจำเป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิดธรรมชาติของแผ่นดินใน ประชาธิปไตยไทย และพรมแดนของสื่อมวลชนต่อความกล้าหาญของการตัดสินใจต่อสู้แนวสันติวิธี ยังรอคอยพิสูจน์ตอนจบในปัจจุบัน


ผู้เขียนเริ่มต้นตั้งใจเขียนงานขนาดไม่ยาวชิ้นนี้ โดยภาพร่างของความคิดเกี่ยวโยงปัญหาของทหาร

เช่น ปฏิรูปกองทัพเลิกเกณฑ์ทหารไปรัฐประหาร หรือเกณฑ์ไปฆ่าคนเหมือนเกณฑ์ไพ่รพลในอดีต และปฏิรูปสื่อเกี่ยวโยงทหาร กรณีททบ.5 เป็นต้น

แต่ ว่าผู้เขียนโดยส่วนตัวประสบขีดจำกัดของเวลา หน้าที่การงาน จึงต้องกระชับพื้นที่การเขียนให้ชัดเจนง่ายๆ เพราะว่า ผู้เขียนวิเคราะห์รูปปั้นลุงนวมทอง

โดยผู้เขียนคิดปรับชื่อบทความ ขนาดยาว คือ รูปปั้นลุงนวมทองในการเมืองเชิงสัญลักษณ์ตุลา 53 : บริบทเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 กับศิลปะแห่งความทรงจำเป็นสัญลักษณ์ของความใกล้ชิดธรรมชาติของแผ่นดิน ประชาธิปไตยไทย และพรมแดนของสื่อมวลชนต่อความกล้าหาญของการตัดสินใจต่อสู้แนวสันติวิธี ยังรอคอยพิสูจน์ตอนจบในปัจจุบัน

จากชื่อของบทความ ซึ่งผู้เขียนต้องการเขียนประเด็นใหญ่เพียงประเด็นเดียว ทำให้ต้องพยายามตั้งชื่อบทความนั้นให้สั้นลง ขณะนั้นก็ระลึกถึงมุมมองบางอย่างต่ออดีตของวันวาน เหมือนขอบเขตจำกัดของกรอบรูปภาพ ในคำว่าframe แปลว่า กรอบรูป(N.) และใส่ความ(V.) ได้ทั้งสองความหมาย ในการใช้คำว่า Frame สร้างกรอบรูปภาพ หรือ สร้างความเข้าใจต่อเหตุการณ์ดังกล่าว

แน่นอนว่า เราอาจจะเห็นนัยยะบางอย่างของภาพเหมือนเราไม่อาจใช้คำหนึ่งคำเป็นองค์รวม ทั้งหมด เช่น ภาพLas Meninas โดยฟูโกต์ ผู้ศึกษาเรื่องวาทกรรม เกี่ยวกับอำนาจและความรู้ ซึ่งพวกเราหลายคนคงรู้จักฟูโกต์กันดี และฟูโกต์ ก็นำกรอบวาทกรรมมาวิเคราะห์ภาพLas Meninas ในหนังสือ The order of Things เป็นต้น

ถ้าผู้สนใจสามารถค้นหาภาพโดยกูเกิ้ลจะเจอภาพLas Meninas และนัยยะของฟูโกต์ คือ สื่อถึงเราไม่อาจมองเห็นตัวการสร้างภาพความจริงได้จากมุมมองทั้งหมดทุกซอก ทุกมุม

อีกนัยหนึ่งเราไม่สามารถอ้างตำแหน่งพิเศษของความเป็นนัก วิจัยหรือผู้เขียน ว่าสามารถกระโดดออกมานอกกรอบของบริบทการศึกษาแล้ว มองเห็นภาพในเชิงองค์รวมทั้งหมด(totality)

แม้ว่าการมองเห็นภาพทั้ง หมดเป็นเรื่องยาก แล้วรูปภาพยังถูกใส่กรอบรูป และบูชาอีกต่างหาก ดังนั้น ผู้เขียนเน้นย้ำถึงรูปปั้นลุงนวมทอง ในมุมมอง 3แบบและการต่อสู้ในปัจจุบัน(*)

1.รูปปั้นลุงนวมทอง คือ ศิลปะแห่งความทรงจำเป็นสัญลักษณ์ธรรมชาติของแผ่นดินประชาธิปไตยไทย

ย้อน อดีตโดยผลกระทบของ 19 กันยา 49 ต่อลุงนวมทอง มาจากสาเหตุการรัฐประหารและผู้เขียนเคยเขียนในแง่มุมหนึ่งต่อลุงนวมทองไป แล้ว โดยผู้เขียนในฐานะคนเล็กๆ คนหนึ่งก็ยังคงระลึกถึงลุงนวมทอง(1)

จน กระทั่งต่อมา เมื่อคนสร้างรูปปั้นลุงนวมทอง คือ ศิลปะแห่งความทรงจำเป็นผู้พิสูจน์ตนใกล้ชิดธรรมชาติของประชาธิปไตยไทย ที่มีลุงนวมทองเป็นผู้พิทักษ์สภาวะของประชาธิปไตยไทย โดยศิลปะความทรงจำของความใกล้ชิดประชาธิปไตย

โดยผู้เขียนเคยเขียน เรื่องธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของประชาธิปไตย แล้วล่าสุดผู้เขียนได้รับคำถามหนึ่งที่สำคัญ คือ เมื่อคุณถูกถามว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550(ที่มาจากการรัฐประหาร) ในมาตรา 1 คือ อะไร? คุณอาจจะตอบไม่ได้

เพราะ ว่าสิ่งที่หลงลืมไปจากความทรงจำ ดังนั้น ผู้เขียนเฉลย คือ หมวด 1 บททั่วไป (มาตรา 1) คือ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งพวกเราจะตีความ หรือแปลความว่า แผ่นดินนี้แบ่งแยกไม่ได้ หรือ พรมแดนอันหนึ่งอันเดียว

โดยถ้าพวกเราคิดถึงแนวคิดแผนที่อันเป็นพรมแดนของความเป็นไทย โดยธงชัย วินิจจะกูล เคยเขียนถึงปัญหารัฐธรรมนูญเป็นของนอก หรือหากการปลูกวัฒนธรรมประชาธิปไตย และสมมติว่ารัฐธรรมนูญ ดั่งเปรียบเป็นเมล็ดพันธุ์ จึงเป็นรัฐธรรมนูญพันธุเทศ ที่นำเข้ามาปลูกในวัฒนธรรมไทย

ซึ่งถ้ามองดูในแง่ความใกล้ชิดของ ประชาธิปไตย ถูกทำให้ไกลตัวเป็นของนอก ทั้งรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตยต้องทำให้เป็นเรื่องใกล้ตัว ก็เป็นปัญหาต่อพัฒนาการ อันเป็นธรรมชาติของการเติบโตทางประวัติศาสตร์ ที่มีวิวัฒนาการกับประชาธิปไตย โดยพวกเรามักเห็นข้อโต้แย้งต่อฝรั่งไม่เข้าใจคนไทย หรือของนอกไม่เหมาะกับความเป็นไทย จากความไกลห่างของฝรั่ง ไม่ใกล้ชิดวัฒนธรรมไทย (2)

ดังนั้น เมื่อชาตินิยมไทย ก็เติบโตบนแผ่นดินของไทย ในการปลูกสร้างธรรมชาติให้วัฒนธรรมของไทย ก็มีลักษณะของความใกล้ชิดกัน เหมือนเครือญาติ ครอบครัวเดียวกัน โดยผู้เขียนยกตัวอย่างสิ่งที่เร้าอารมณ์ความรู้สึกของคนในหัวสมองกับหัวใจ โดยเบน แอนเดอร์สัน ผู้แต่งหนังสือชุมชนจินตกรรมก็เคยบอกว่า ในประเทศไทย"รัฐ"กับ"ชาติ"แต่งงานกัน แล้วพวกเราก็ต้องเข้าใจการสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติ สัมพันธ์กับรัฐ

ซึ่งผู้เขียนขยายความ โดยเพิ่มเติมอธิบายต่อความรู้สึกใกล้ชิดผูกพันของประชาชนกับรัฐบาลที่ผ่าน การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย หรือการตั้งโจทย์ คือ ชาติ+อารมณ์ความรู้สึกใกล้ชิดประชาชน+แต่งงาน+ประชาธิปไตย

เหมือน สมมติว่าคนที่มีความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนม เมื่อพวกเขาเลือกตัดสินใจเป็นคู่ครองแต่งงานกัน (ถ้ายกตัวอย่างเปรียบเทียบข่าวเหตุการณ์ในปี53กรณีสาวบุกทวงสัญญาแต่งงาน แฟนทหาร กลางราบ11 และสิ่งตรงกันข้ามทหารเกณฑ์ คือพลทหาร เครียด ผูกคอตาย กลัวถูกส่งสลายม็อบ)

เพราะฉะนั้น จากการเรียนรู้ และประสบการณ์ของชีวิต ที่ผ่านมาโดยแบบเรียนตั้งแต่ประถม ซึ่งพวกเราเรียนรู้ ผ่านอนุสาวรีย์ และวัฒนธรรมผลิตสร้างความทรงจำในหัวสมอง และหัวใจของพวกเรา ก็ถูกบันทึกประวัติศาสตร์ในศิลป์ของความทรงจำของพวกเรา

คือ รัฐธรรมนูญ กับความเป็นมาจากของฝรั่งก็เป็นพันธุ์ผสมไทย เหมือนกับศาสนาพุทธ ที่มาจากอินเดีย และรัฐธรรมนูญ ก็ควรน่าจะปลูกสร้างได้ลงตัวโดยไม่ต้องรัฐประหารตัดตอน และไม่ทำให้เกิดคนแบบลุงนวมทองมาฆ่าตัวตาย และลุงนวมทอง เขียนจดหมายโดยลายมือเขียนลาตายต่อครอบครัว และลูก รวมทั้งชี้แจงว่า เทิดทูน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และลุงเขียนขีดฆ่ารัฐทหาร และรัฐตำรวจ (ต้องไม่มี)เป็นสัญลักษณ์ปรากฏในสื่อใหม่ทางอินเตอร์เน็ตโดยดูวิกีพีเดีย

ซึ่ง พวกเราไม่ต้องใช้เทคโนโลยียุคเก่าแบบโทรเลข ที่มีสมัยสร้างรัฐชาติ แผนที่ก็เริ่มวางสายโทรเลข จนกระทั่งพวกเรารู้ว่าเลิกใช้โทรเลขไป ซึ่งพวกเรารับรู้สื่อใหม่ทางอินเตอร์เน็ตเฟซบุ๊ค บล็อก สเปซเป็นเครือข่ายทางสังคมสำหรับเก็บข้อมูล และเผยแพร่นอกเหนือจากการออกอากาศทางทีวี หนังสือ หนังสือพิมพ์ โดยจดหมายของลุงนวมทอง ก็ปรากฏในสื่อใหม่ของวิกิพีเดียไว้

กระนั้น ผู้เขียนยกตัวอย่างที่สะท้อนการสร้างการปลูกฝังธรรมชาติของอุดมการณ์ ประชาธิปไตยให้เติบโต ในแผ่นดินไทยในเรื่องคุณค่าของความหมายของความตาย และความเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดของลุงนวมทอง คือ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก เป็นสิ่งที่ปรากฏในจดหมาย และพวกเราคงไม่ต้องรอคอยประชาธิปไตย แล้วพวกเราต้องทำเหมือนค่ำคืนวันที่ 31 ต.ค.2549 เป็นต้น
ฉะนั้น

กรณีรูปปั้นลุงนวมทอง เมื่อกลุ่มศิลปินเสื้อแดง กล่าวว่ารูปปั้นดินเหนียวนี้ เมื่อเสร็จแล้วจะนำไปถอดเป็นแม่พิมพ์ซิลิโคน จากนั้นจะหล่อด้วยปูนซีเมนต์ผสมเลือดของคนเสื้อแดงที่ได้เจาะออกมาแสดง สัญลักษณ์การต่อสู้ในแนวทางสันติวิธี โดยจะตั้งชื่อรูปปั้นว่า "นวมทองไพรวัลย์ ประชาทิพย์พิทักษ์ไทย" และตั้งไว้บริเวณด้านล่างเวทีการชุมนุม เพื่อให้ผู้ร่วมชุมนุมได้มาปิดทองระลึกถึงและคารวะต่อใจที่เด็ดเดี่ยวของนาย นวมทองต่อไป ขณะลงมือปั้นรูปเหมือนดินเหนียว(3) ซึ่งสะท้อนความเป็นดินจากธรรมชาติของแผ่นดิน และต่อมาหล่อด้วยปูนซีเมนต์ผสมเลือดของไพร่ ที่มีกระแสทางการเมืองของขบวนการเคลื่อนไหว ในขณะนั้น เพื่อธรรมชาติของประชาธิปไตยให้แข็งแรงไม่เสื่อมสลายหายไป โดยประชาธิปไตยไทยเติบโตต่อไป

2.ความเสื่อมของสื่อมวลชน ทำ ให้สร้างเส้นแบ่งพรมแดนของมวลชน ไม่มีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดรูปปั้นลุงนวมทอง เมื่อการเปรียบเทียบเรื่องความเสื่อมของสื่อมวลชน กรณีนับตั้งแต่เรื่องลุงนวมทอง ก็มีเพียงสถานีโทรทัศน์ ITV เท่านั้นที่นำเสนอรายละเอียดของบทสนทนาก่อนที่ลุงนวมทองจะตัดสินใจทำในสิ่ง ที่เกิดขึ้น (4)

แน่นอนว่า หลายคนมีวิธีเขียนเรื่องราวเป็นบันทึกให้ลุงนวมทอง บางคนเขียนบทกวีให้ลุงนวม เช่น จิ้น กรรมาชน และผู้เขียนเคยเขียนถึงการเมืองเชิงตราสัญลักษณ์ของทีวีไทย จึงเลือกนำเสนอผ่านภาพลุงนวมทองเกี่ยวโยงสถานีไอทีวีในอดีต

สิ่งที่ สะท้อนให้ภาพลักษณ์โดยการสร้างภาพของสื่อมวลชนให้ขัดแย้งก่อเกิดความเสื่อม ต่อมวลชน และสร้างพรมแดนทางอารมณ์ความรู้สึกอันน่ากลัว คือ กรณีเช่นพาดหัวข่าวว่า “แดงไม่กลัวเอดส์!! ปั้นหุ่นลุงนวมทองผสมเลือด จ่อตั้งสี่เสาฯ” (5)

แต่ ว่า ภาวะหลังฝุ่นตลบจากสงครามกลางเมือง ผู้เขียนเคยเขียนถึงการสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติกับฺBig Cleaning Dayในเดอะเฮดว่ารัฐใช้สื่อมวลชน นอกจากปิดสื่อ แล้วใช้สื่อมวลชนสร้างภาพให้เมืองกรุงเทพฯ เหมือนล้างสมองของคน(6)

ทั้ง นี้ ประเด็นปัญหาต่อสื่อมวลชน ในเรื่องความตายของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะเพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม 2549 ก็ไม่ได้ถูกยอมรับทั้งสองฝ่าย ซึ่งสองมาตรฐานอย่างแน่นอน และสังคมอาจจะยอมรับได้เหมือนการฆ่าตัวตายของสืบ นาคะเสถียรในอนาคต ก็ยังไม่แน่นอน แล้วทุกคนคงไม่ลืมลุงนวมทอง ต้องระวังถูกล้างหายไปจากในมันสมองเหมือนวันชาติไทย(7) โดยการกระทำของรัฐไทย ทั้งปิดกั้นสื่อเพื่อลบลืมเลือนความจริง

3.รูปปั้นลุงนวมทอง เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ สันติวิธี และผู้พิสูจน์อุดมการณ์ประชาธิปไตย เป็นโจทย์ท้าทายความเคลื่อนไหวหลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา กรณีสันติวิธีไทยในปัจจุบัน

ส่วน ประเด็นหลังเหตุการณ์เมษา-พฤษภา ซึ่งผู้เขียน ก็มีโอกาสไปกรุงเทพฯ สังเกตการณ์ช่วงเดือนเมษายน และหลังเหตุการณ์พฤษภาคม ก็มีโอกาสที่พวกผู้เขียน ได้รับฟังข้อมูลจากมุมมองของคนภายในขบวนการ คือ ไม้หนึ่ง ก.กุนที หลังจากภาวะฝุ่นตลบแล้ว ทั้งสถานการณ์ในการรับรู้เรื่องแกนนำ และรูปปั้นลุงนวมทอง โดยผู้เขียนขอกล่าวย่อๆ ในแง่มุมดังกล่าว เป็นต้น โดยประเด็นเพิ่มเติมต่อสถานการณ์การเมืองไทยที่ผ่านมา ในมุมมองของธงชัย วินิจจะกูล ที่มองการเมืองในฐานะของประชาธิปไตยและความใกล้ชิดของสันติ อหิงสาของไทย โดยแนวคิดและชื่อของคน ผู้นำความคิดใช้สันติ อหิงสา ใกล้ชิดผูกผันกับศาสนา โดยข้อเสนอของธงชัย ล่าสุดในวารสารอ่าน(8) ก็น่าสนใจไม่น้อยว่า ทำให้ผู้เขียนคิดถึงสื่อมวลชน กับการเปิดพื้นที่สื่อสารให้คนรุ่นใหม่ แสดงออกสันติวิธีกับรูปปั้นลุงนวมทอง เป็นสัญลักษณ์สันติวิธีมากขึ้น

พวก เราจะตัดสิน(ใจ)ให้ความยุติธรรมต่อคนที่ใช้สันติวิธี ทำให้มีพื้นที่ในแผ่นดินไทย เนื่องจากเหตุการณ์ของลุงนวมทอง จนกระทั่ง ลุงนวมทองกลายเป็นรูปปั้นลุงนวมทอง และเหตุการณ์เมษา-พฤษภา เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและสันติวิธี เพราะนักสันติวิธี และ นักประชาธิปไตย จะตอบคำถามได้อย่างไร? โดยยกตัวอย่างของผู้เขียนจากคิดตั้งคำถาม คือ ถ้าพวกเขาถูกถามว่า รัฐฆ่าผู้ก่อการร้าย ถูกต้องไหม? โดยถ้าพวกเขา คิดโดยตรรกะของเหตุผล ซึ่งยอมรับว่าธรรมชาติของคนไม่ฆ่าคน จะยอมรับอย่างไร? และพวกเขา ก็ต้องตอบว่าคนเสื้อแดงไม่ใช่สันติวิธีอย่างที่นิยามไว้ เพราะพวกเขาใช้อาวุธ จึงเกิดคำถามต่อว่า พวกเขาเหมาะสมที่ควรถูกฆ่าหรือ? และถ้าคนเสื้อแดง ตั้งคำถามต่อว่าทำไมต้องยิงประชาชนที่ไม่ใช้อาวุธในเขตวัดปทุมฯ ? และคำถามอันเป็นปัญหาประการต่อมา ในแง่การนิยามสันติวิธีแคบๆ ทำให้ลุงนวมทอง ก็ไม่ใช่สันติวิธีแบบนั่งสมาธิอดข้าวประท้วง แน่นอน คำตอบต่อความสนใจของปัจเจกบุคคลของนักสันติวิธี ซึ่งสนใจต่อเหตุการณ์นี้ อาจจะแตกต่างกัน ซึ่งพวกผู้เขียน ขอเล่าโดยย่อก็ได้มีโอกาสสนทนากับนารี เจริญผลพิริยะ ณ สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพของมหาวิทยาลัยพายัพ ต่อกรณีรูปปั้นลุงนวมทอง และเหตุการณ์ภายในวัดปทุมฯ จากภายในมุมมองของนารี ซึ่งเล่าว่าได้เห็นรูปปั้นและถ่ายรูปตอนทหารยกรูปปั้นหายไป เป็นต้น

ส่วน ปัญหาของสิ่งที่สำคัญ โจทย์ท้าทายการแสวงหาอิสรภาพของความคิดในการเปิดพื้นที่ส่วนร่วมอันหลากหลาย เพื่อสร้างกรอบคิดในสันติวิธี สำหรับประเด็นของเนื้อหาเพื่อกำหนดรูปแบบการเคลื่อนไหวแบบสันติแนวใหม่ จากปัญหาข้อจำกัดเดิมก็น่าสนใจมาก และการตัดสินใจในการสลายการชุมนุมของการเคลื่อนไหว จากการจัดการเวที จนกระทั่งหลังปัญหาเรื่องRoad Map ซึ่งแค่คนเดียวคิดก็ไม่ง่าย เมื่อตอนเกิดเหตุการณ์นั้น โดยประสบการณ์ของพวกเราในเชียงใหม่รวมกลุ่มเคลื่อนไหว ก็คิดต่อคำถามในประเด็นการประกาศสลายการชุมนุมต่อหลายแง่มุม ซึ่งมุมมองต่างๆ จากประสบการณ์ และจินตนาการถึงสลายหรือไม่สลาย ก็ไม่ง่ายเป็นตัวอย่างให้พวกเราตั้งคำถามและคำตอบกันเอง จึงเป็นประเด็นการสลายการชุมนุมอย่างสันติวิธี ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายได้ไง ในเมื่อเสื้อแดงถูกป้ายสีให้ถูกฆ่าตาย โดยการโจมตีของศอฉ.และสื่อมวลชน อันเสื่อมจริยธรรม ศีลธรรมอันดี ในการไม่เข่นฆ่ามนุษย์กันอง ทำให้พวกเสื้อแดงโกรธแค้นเผาเมืองกรุงเทพฯ รวมทั้งต่างจังหวัด และคำถามที่พวกเรารู้แก่ใจว่า รัฐกำลังสร้างสิ่งทีทำให้พวกเขากลายเป็นพวกผู้ก่อการร้าย และทำให้ประเทศไทยแบ่งแยกกันไป โดยรัฐจงอย่าทำร้าย แลัวทำให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติ ไม่มีแผ่นดินอยู่ในประเทศไทย โดยการสร้างแผนที่ของสายตา(the creation of a Visual Map) ร่วมมองเห็นความจริงให้คนไทยร่วมคิดอย่างสร้างสรรค์เป็นแผนที่ทางออกของ ชุมชนจินตกรรมใกล้ชิดประชาธิปไตยร่วมกันในแผ่นดินเดียวกันของประเทศไทย

อย่าง ไรก็ดี ผู้เขียนต้องการเน้นย้ำชี้ให้เห็นเรื่องธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงจากการ เห็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ และการสร้างธรรมชาติประชาธิปไตย ในแผ่นดินไทย ซึ่งธรรมชาติในฐานะทางประวัติศาสตร์ ที่มีประชาธิปไตยไทยยังปลูกสร้างไม่เต็มใบ โดยพวกเรา ก็เห็นความเสื่อมสลายหายไปของระยะเวลาในอดีตของความนิยมชมชอบการเมืองแบบพ่อ ขุนอุปถัมภ์เผด็จการแบบสฤษดิ์ จากข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์ และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสร้างธรรมชาติประชาธิปไตยครึ่งใบในยุคต่อมา หลัง 14 ตุลา 2516-6 ตุลา 2519 บางด้านเป็นสิ่งที่ประชาธิปไตยสร้างไม่เสร็จ หรือการเรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ โดยผู้เขียนยังไม่ได้อธิบายตัวงานศิลปะของรูปปั้นลุงนวมทองอย่างยาวนัก แต่ผู้เขียนจะอธิบายสั้นๆ โดยรูปปั้นของสามัญชน คนธรรมดาเป็นลักษณะกายภาพร่างกายดูเข้มแข็ง คล้ายแนวคิดรูปแบบศิลปะสัจนิยม รับใช้มวลชนในสังคมของชุมชนจินตกรรม โดยสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นตัวแทนของจิตสำนึกในการสร้างสรรค์ หรือศิลปะสมัยใหม่ ต่างๆนานา

แต่ว่าผู้เขียน คิดว่า เสื้อแดงทุกคน ก็คงมีความต้องการเน้นชัดในเรื่องการลุกขึ้นสู้โดยไม่ใช่พ่ายแพ้แบบเดิม และการต่อสู้ต้องไม่สิ้นหวัง โดยยึดมั่นแนวทางสันติวิธีเชิงสัญลักษณ์ลุงนวมทอง ก็น่าสนใจมากต่อสื่อมวลชน เช่น สมมติจัดงานวาดรูปลุงนวมทอง หรือจัดงานปั้นรูปปั้นลุงนวมทอง เพื่อความเคลื่อนไหวของมวลชนในทุกจังหวัดเพื่อให้ยกเลิกพรก.ฉุกเฉินฯใน กรุงเทพฯ แม้ว่าปรากฏบทความข้อถกเถียงเรื่องแกนนำพวกเราเห็นกันมาพอสมควร จากบทเรียนเหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วย กับคนที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเขียนเรื่องกรณีหาคนรับผิดชอบต่อคนตาย และนักข่าวต่างชาติ ฯลฯ ดังนั้น เมื่อผู้เขียนสร้างขอบเขตจำกัดของกรอบภาพเหมือนโครงเรื่องโดยผู้เขียน เพราะว่าคนเรามีมุมมองของแต่ละคน และผู้เขียนเคยเขียนถึงการเคลื่อนไหว 26 มีนา 52 (9)

ต่อมาอย่างที่พวกเรารู้ว่าผลลัพธ์ คือ เมษา 52 แล้วผู้เขียนตั้งข้อสังเกตเล็กน้อยว่า จากการเปรียบเทียบสองเหตุการณ์เมษา 52 และเมษา-พฤษภา 53 ที่มีการเริ่มต้นเคลื่อนไหวแนวสันติโดยจุดเริ่มต้นวันที่ 12 มีนา 53 ในอดีตเป็นวันที่คานธี เริ่มเดินทางไกลเพื่อประท้วงเจ้าอาณานิคมอังกฤษ และพวกแกนนำ ก็พยายามชูสันติวิธีเท่าที่ทำได้ แต่พวกเราก็ยังต้องจากจุดเริ่มต้นเดินทางไกลสู่ประชาธิปไตย และแนวทางในปัจจุบันของสมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นแนวแกนนอน และสมยศ พฤษาเกษมสุข จะมีข่าวออกมาเป็นภาพดูไม่ดี เช่น คำนูณ สิทธิสมานระบุในคอลัมน์ นสพ.เอเอสทีวีผู้จัดการ ชี้การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ของ “สมบัติ บุญงามอนงค์” อันตรายกว่าการต่อสู้แบบใช้ความรุนแรง(10) หรือเสื้อแดงไม่ยอมจบพร้อมพลีชีพ-ป่วนเมือง…และนายสมยศกล่าวอีกว่า สำหรับกิจกรรมคนเสื้อแดงส่งท้ายเดือนต.ค. ได้กำหนดให้มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในวันที่ 31 ต.ค.ที่หน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยจะนำรูปปั้นนายนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ประกาศสละชีพเพื่อประชาธิปไตยเพื่อให้คนไทยไม่ลืมเหตุการณ์ประวัติ ศาสตร์(11)

และแล้วความเคลื่อนไหวจะกลับมาอีกครั้ง ยังไม่จบ ในท้ายที่สุดของบทความนี้ เมื่อผู้เขียนไม่สามารถจดจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ซึ่งพวกเรา อาจจะจำเนื้อหาไม่ได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญเพียงพวกเราจำได้ว่ารู้สึกเจ็บปวดก็เพียงพอโดยผู้เขียนไม่ได้มอง โลกแง่ร้าย หรือ สร้างคำคมๆ ชวนให้ระลึกถึงว่าประชาธิปไตยไทยกำลังไปสู่ลักษณะน้ำท่วมป่าช้า แต่ว่าผู้เขียนขอเลือกให้เป็นความหวังในทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ คนยังคง ยืนเด่นโดยท้าทายโดยจบลงที่ความสวยงามของความทรงจำของบทกวี"ประชาทิพย์ พิทักษ์ไทย"(12)

ขึ้นรูปลุงนวมทอง
ผู้กล้าท่องถนนเถื่อน
กี่วัน กี่ปี เดือน
ยังเหมือนอยู่ให้รู้เห็น

สงครามของคนไพร่
ผองเพื่อนไทยผู้ลำเค็ญ
ลุกฮือเพราะจำเป็น
เขาไม่เห็นเราเป็นคน

ขึ้นรูปลุงนวมทอง
ตระกองดินเริ่มตั้งต้น
ปฏิมาสามัญชน
ประชาทิพย์ พิทักษ์ไทย



*หมายเหตุ : จากการอ่านหนังสือดูข้อมูลเอกสาร ต่างๆ ซึ่งงานเขียนจำกัดการอ้างอิง โดยส่วนตัวจริงๆ แล้วผู้เขียนยาวกว่า 6 หน้า A4 แล้วปรากฏว่าผู้เขียนต้องเขียนบทความให้ย่นย่อได้แค่ 4 หน้า ซึ่งผู้เขียนมี4 มุมมอง แต่ผู้เขียนต้องลดลงเหลือ 3มุมมอง ก็ยังเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าจะย่อเหลือ2 หน้า โดยสาเหตุของความจำเป็น คือ ผู้เขียนตั้งใจย่อสำหรับเผยแพร่เพื่อให้ทันวันที่ 31 ตุลา 53 ในเว็บไซต์

เชิงอรรถ

1.อรรคพล สาตุ้ม ระลึกถึงลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ในฐานะญาติร่วมชาติไทยในเดือนตุลาคม

2.ผู้ เขียนนำแนวคิดในการเขียนโดยที่มาของธงชัย วินิจจะกูล เขียนเรื่องชาติไทย,เมืองไทย และนิธิ เอียวศรีวงศ์ :คำนำ ใน นิธิ เอียวศรีวงศ์ ชาติไทย,เมืองไทย.แบบเรียนและอนุสาวรีย์”และดูเพิ่มเติม อรรคพล สาตุ้ม“24 มิถุนา , 28 กรกฏา,14-6ตุลา,4 ธันวา-10 ธันวา”จากYoung PAD-คนรุ่นใหม่ มุมมองผ่านประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมไทย

3.บทกวีแด่รูปปั้น "นวมทอง ไพรวัลย์" โดย "ไม้หนึ่ง ก.กุนที" วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:15:00 น. มติชนออนไลน์

4.สัมภาษณ์: จอม เพชรประดับ และถ้อยคำสุดท้ายของ "นวมทอง ไพรวัลย์

5. “แดงไม่กลัวเอดส์!! ปั้นหุ่นลุงนวมทองผสมเลือด จ่อตั้งสี่เสาฯ” โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 เมษายน 2553 16:00 น.

6.อรรคพล สาตุ้ม การสร้างอารมณ์ความรู้สึกของคนในชาติกับฺBig Cleaning Dayในเดอะเฮด(โปรดรอดูฉบับเต็มยังไม่ได้เผยแพร่)

7.อรรคพล สาตุ้ม เล่าเรื่องเอกสารในวันประกาศเป็นวันชาติอย่างทางการ กับหนังสือมันสมองของหลวงวิจิตรวาทการ

8.ธงชัย วินิจจะกูล ฝุ่นตลบหลังมีคนถูกฆ่าตายตรงราชประสงค์ วารสารอ่านปีที่ 2 ฉบับที่ 4 เมษายน-กันยายน 2553

9.อรรคพล สาตุ้ม 26 มีนา 2520 หรือ 26 มีนา 2552: ผลกระทบของผีเสื้อ-กระแสแดงทั่วแผ่นดิน

10. “คำนูณ” ระบุการต่อสู้ของ “สมบัติ บุญงามอนงค์” อันตรายกว่าใช้ความรุนแรง

11.เสื้อแดงไม่ยอมจบพร้อมพลีชีพ-ป่วนเมือง เดลินิวส์ วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม 2553 เวลา 22:00 น.

12.บทกวีแด่รูปปั้น "นวมทอง ไพรวัลย์" โดย "ไม้หนึ่ง ก.กุนที"เพิ่งอ้าง

Sunday, October 31, 2010

เสื้อแดงปั่นจักรยานจากราชประสงศ์ถึงเรือนจำคลองเปรมวางดอกไม้

ที่มา มติชน


สื้อแดงปั่นจักรยานจากราชประสงศ์ถึงเรือนจำคลองเปรมวางดอกไม้




ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม เวลา 10.30 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง พร้อมคนเสื้อแดง กว่า 300 คน เดินทางไปรวมตัวหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ก่อนจะปั่นรถจักรยานไปวางดอกไม้แดงหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม

ทั้งนี้กลุ่มคนเสื้อแดงได้ปั่นจักรยานโดยมีบางคนแต่งหน้าผีร่วมขบวนไปด้วย

การเกิดใหม่ ของ "จิตร ภูมิศักดิ์" วีรชน"ไร้ชื่อ" ผู้สร้างภูมิปัญญาแก่สยามประเทศไทย

ที่มา มติชน



ภาค วิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ และกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ จัดงาน "80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ (2473-2553)" ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะประธานมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์ และกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ ได้ให้เกียรติกล่าวปาฐกถานำ

"ใน ฐานะของ"ผู้คนใฝ่ฝันอยากเรียน" ที่ได้ร่วมการ "ขุดค้น-สร้างสรรค์-จด-และ-จำ" และล่าสุดคือผลักดันให้เกิดทั้ง "อนุสรณ์สถานจิตร ภูมิศักดิ์" หรือรูปปั้นของมหาบุรุษที่ "เขาตายในชายป่า" ณ บ้านหนองกุง จังหวัดสกลนคร ข้าพเจ้าก็มีความวิตกกังวล เหมือนกับที่เคยมีส่วนร่วมในความผิดพลาดในการกระทำสิ่งเดียวกันนี้ให้กับ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ เมื่อปี 2526

นั่นคือการทำให้ท่านปรีดีกลายเป็น "รูปปั้น" ที่ "นั่งนิ่งๆ" ไร้พลัง อยู่ที่ริม "เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์" และนี่ก็คือปัญหาด้านงานศิลปะ ปัญหาด้านงานประติมากรรมของประเทศเราที่ขาดพลัง ขาดชีวิต และขาดความเคลื่อนไหว ไม่สามารถจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นต่อไปได้

แต่ข้าพเจ้าก็ยังพออุ่นใจว่า ที่ได้รับคำปลอบประโลมจากมิตรต่างชาติผู้หนึ่งที่บอกว่า "ความสำคัญของจิตร หาใช่ว่าเขาตายที่ไหน หรืออนุสาวรีย์ของเขาจะเป็นอย่างไร แต่อยู่ที่ความเป็นนักคิด-นักเขียน หรือพูดให้ชัดก็คือ "หนังสือ" ของเขานั้น คือมรดกที่แท้จริง ที่จิตร ภูมิศักดิ์ ทิ้งไว้ให้กับคนไทย และ "สยามประเทศไทย"

และเมื่อ ข้าพเจ้าเริ่มเสาะแสวงหาต่อ ก็ได้คำตอบจากมิตรต่างวัยว่า "เป็นการยากที่จะระบุว่า จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เขียนหนังสือออกมากี่เล่ม บทความกี่ชิ้น บทกวีกี่บท หรือแต่งเพลงจำนวนเท่าไหร่ เพราะงานของจิตร ภูมิศักดิ์ ได้เกิด "ภายใต้วันคืนอันอัปลักษณ์" โดยเฉพาะการถูกคุมขังในคุกลาดยาว ภายใต้ "เผด็จการระบอบทหารสฤษดิ์-ถนอม"

จิตร ซึ่งต้องถูกกระทำ ให้ต้องเปลี่ยนชื่อจาก "สมจิตร" ดังเช่น "นางพิม" เปลี่ยนเป็น "นางวันทอง" "สมบูรณ์" เปลี่ยนเป็น "ชาติชาย" หรือเหมือนกับที่ "สยาม" ต้องถูกจับเปลี่ยนเป็น "ไทย" "พระสยามเทวาธิราช" เปลี่ยนเป็น "พระไทยเทวาธิราช" ชั่วคราว และ "แม่น้ำของ" ถูกเปลี่ยนเป็น "แม่น้ำโขง"นั้น ได้ผลิตผลงานออกมาเป็นจำนวนมาก หลายชิ้นเพิ่งพิสูจน์ว่าเป็นผลงานของจิตร หลายชิ้นที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ขณะที่อีกหลายชิ้นรอการตีพิมพ์

หลัง "14 ตุลาฯ 2516" คงทราบดีว่า ได้เกิดกระแสของความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาว ในหมู่ของนักเรียน-นิสิต-นักศึกษา ที่เราอาจเรียกให้เป็นบวกว่าเป็น "ปัญญาชน-คนรุ่นใหม่-ซ้ายใหม่-ความคิดก้าวหน้า" หรือให้ "เป็นลบ" ว่า "เอียงซ้าย-หัวรุนแรง-เด็กหัวแดง-คอมมิวนิสต์-หนักแผ่นดิน"ที่ มาพร้อมๆกับ ความเปลี่ยนแปลงในระดับสากลของยุค 60-70 ซึ่งนักสังเกตการณ์ "สังคมสยามประเทศไทย" ท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นปรากฏการณ์ที่กลับตาลปัตร แทนที่เราจะเชื่อว่า "ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก" กลับกลายเป็น "โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์"

ไม่มี ครั้งใดที่คนหนุ่มสาวของเรา จะมองวีรชน ที่ไม่่ใช่บุคคลที่ประสบความสำเร็จประเภท "วีรบุรุษ-วีรสตรี" ที่เป็นบุคคล หรือเจ้านายที่รัฐให้การยกย่องเชิดชูบูชา แต่วีรชน"ใหม่" ของ "คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่" นี้ กลับกลายเป็นบุคคลที่เป็นผู้แพ้ เป็นผู้ประสบเคราะห์กรรม พลัดพราก ถูกทำลายชีวิต เป็นสามัญชน และที่สำคัญคือ ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐ จากแบบเรียนกระทรวงศึกษาฯ หรือจากสื่อมวลชนกระแสหลัก และหลายต่อหลาย "วีรชนใหม่"นี้ ถ้าไม่ถูกทำให้ลืม ก็ "โนเนม" หรือ "ไร้ชื่อ ไร้เสียง" อย่างเช่นกรณีของปรีดี พนมยงค์ กุหลาบ สายประดิษฐ์ นายผี-เสนีย์ เสาวพงศ์ และจิตร ภูมิศักดิ์ และยุค 60 และ 70 นี่เอง ที่เป็นยุคสมัยของการ "ขุด-แต่ง-ฟื้นฟู-บูรณะ-จด-และจำ" วีรชน "นอกคอก-นอกกรอบ-นอกทะเบียน" เหล่านี้

ในบริบทและบรรยากาศเช่นนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่ดูเสมือน "ตายอย่างไร้ค่า แต่ต่อมาก้องนาม ผู้คนไถ่ถามอยากเรียน" ที่ทำให้เกิดงานคิด งานเขียนของเขา ถูกขุด ถูกค้น ขึ้นมาโดย "เยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ จนกล่าวได้ว่า จิตรได้ถือกำเนิดใหม่เป็นครั้งที่สอง

หลัง 6 ตุลาฯ 2516 เพียง 2-3 ปี มีผลงานของจิตร ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก อาทิ กวีการเมือง (2517) บทวิพากษ์ว่าด้วยศิลปวัฒนธรรม (2517) นิราศหนองคาย วรรณคดีที่ถูกสั่งเผา (2518) งานแปล เช่น ความเรียงว่าด้วยศาสนา (2519) คาร์ล มากซ์ ประวัติย่อ (2518) ด้วยเลือดและชีวิต : รวมเรื่องสั้นเวียดนาม (2518)

และจำได้ว่าที่แผงหนังสือที่ท่าพระจันทร์นั้น วันหนึ่งข้าพเจ้าเห็นหนังสือหน้าปกแปลกๆ และชื่อเรื่องประหลาดๆ ที่ทำให้ข้าพเจ้าแม้จะจบปริญญาเอก เขียนงานวิืทยานิพนธ์ทางประวัติศาสตร์อยุธยามาแล้ว ต้องควักเงินซื้อมาในทันที หนังสือเล่มนั้นก็คือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ที่เคยตีพิมพ์มาแล้วในรูปของบทความในหนังสือ "นิติศาสตร์ฉบับรับศตวรรษใหม่" งานเล่มนี้ของเขา แม้จะได้รับการโต้-แย้ง-ปฏิเสธ ในแง่ของทฤษฎีมาร์กซิสม์ อย่างรุนแรงจากนักรัฐศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ "กระแสหลัก" แต่ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับ "ภูมิปัญญา" และแนวจิดเดิมๆของสยามประเทศไทย อย่างไม่เคยมีมาก่อน

ในขณะเดียวกัน งานหนังสือวิชาการที่หนักแน่นและรัดกุมมากว่า คือ "ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" ที่ถูก "ฝาก-ฝัง" และเก็บรักษาต้นฉบับไว้เป็นอย่างดีก็เริ่มปรากฏสู่บรรณพิภพหลังจากที่จิตร เสียชีวิตแล้วถึง 10 ปี

หนังสือเล่มนี้ น่าจะเป็นเล่มท้ายๆที่ตีพิมพ์ออกมาได้ก่อนเหตุการณ์"วันมหาวิปโยค 6 ตุลา 2519" ที่สังคมสยามประเทศไทย ไม่เพียงแต่เห็น "อาชญากรรมโดยรัฐ" ใช้กำลังอาวุธทหารและตำรวจ ประหัดประหารประชาชน กลางกรุงเทพมหานครอีกหนึ่งครั้ง ก็ได้เห็นการ"ยึด-ทำลาย-เผา-คำสั่งห้าม" ทั้ง "หนังสือ-การอ่าน-ความคิด-การเขียน" และเราต้องไม่ลืมว่าสมัยนั้น ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ-ไอโฟน ไม่มีอีเมล์ อินเตอร์เน็ต ไม่มีเฟซบุค ทวิตเตอร์

ความพยายามในครั้งนั้น ที่จะฟื้นฟู "ระบอบทหาร" และ "การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นั้น แม้จะยับยั้ง "กระบวนการประชาธิปไตย" ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่เพียงไม่กีปี ก็ไม่สามารถสกัดกั้น "ผู้คนที่ไถ่ถามอยากเรียน"ได้ ดังนั้นผลงานที่ออกมาตามกันก็มีเช่น "โองการแช่งน้ำ และข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา" หรือ "ตำนานแห่งนครวัด" หรือ "สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา"

อาจกล่าว ได้ว่าความพยายามของ "ผู้คนที่ใฝ่ฝันอยากเรียน" ที่มาจากหลายฝ่าย หลายกลุ่ม ที่ต่างวัย ต่างประสบการณ์ ด้วยกันนั้น ทำให้จิตร ภูมิศักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับตั้งแต่วาระการครบรอบ 72 ปี เมื่อปี 2545 นั้น ได้ทำให้ความเป็น นักคิด-นักเขียน ของเขา ดูจะยิ่งหนักและแน่นยิ่งขึ้น ถึงกับมีการกล่าวว่า จิตร "เกิดเป็นครั้งที่ 3"

และ "งานสังคมสยามประเทศไทย" ที่จิตรใฝ่ฝัน และกระทำมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว ทั้งจับปากกาและปืน เพื่อสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่า ที่เป็น "ประชาธิปไตย" ที่เต็มไปด้วย "ภราดรภาพ-เสมอภาค-เสรีภาพ" นั้นยังไม่จบ และจำเป็นต้องดำเนินไปด้วยคนรุ่นใหม่ ที่จะตามติดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่า และนี่ก็เป็นสัจธรรมของทุกสังคม"