WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 4, 2010

แตก

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




แรกเริ่มตอนตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ใหม่ๆ ฝ่ายพันธมิตรฯจะแสดงอาการเป็นพวกเดียวกันค่อนข้างชัด

ต่อมา เริ่มมีปัญหากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โจมตีนายสุเทพอย่างรุนแรง แต่ละเว้นนายอภิสิทธิ์เอาไว้

นายอภิสิทธิ์มาโดนเนื้อๆ เน้นๆ ก็ช่วงที่ประกาศพร้อมยุบสภาเพื่อเลือกตั้ง ระหว่างการเจรจากับแกนนำนปช.

มาตอนนี้ นายอภิสิทธิ์กลายเป็นเป้าหมายหลักของพันธมิตรฯไปแล้ว

ถึงขั้นประณามว่า"ขายชาติ"

จากการเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องปัญหาแผนที่ไทย-กัมพูชา

ลักษณะเด่นของกลุ่มพันธมิตรฯ คือเชื่อมั่นอย่างแรงในความคิดของตัว

แนวทางก็มักยึดโยงต่อการเป็นปฏิปักษ์ ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่าย

แม้แต่สมเด็จฮุนเซนของกัมพูชา ก็เป็นศัตรูของพันธมิตรฯ นับตั้งแต่จับมือกับพ.ต.ท.ทักษิณเล่นเกมล้อมประเทศไทย

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ที่เคยไม่กินเส้นกับนายอภิสิทธิ์

สมเด็จฮุนเซนก็กลับมาพูดคุยดีด้วย ตามมาตรฐานผู้นำเพื่อนบ้าน

สัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างผู้นำไทยกับกัมพูชา สร้างความมั่นใจจนนายอภิสิทธิ์กล้าเอ่ยปากขอตัว"อริสมันต์"

แต่สิ่งเหล่านี้สร้างความหวาดระแวง ว่าจะเป็นการสมคบกันเกี่ยวกับเรื่องดินแดนสำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ

กลายเป็นนายอภิสิทธิ์ตระบัดสัตย์ ขายชาติ

ที่น่าประหลาด นายกษิต ภิรมย์ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐมนตรีโควตาของพันธมิตรฯ

เคยกล้าเสียผู้เสียคน จากคำพูดยกย่องปฏิบัติการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (อาหารดี ดนตรีไพเราะ)

ตอนนี้ ออกมาจวกพันธมิตรฯแบบไม่ไว้ไมตรี

ใช้ถ้อยคำแรงตอบโต้กลับไปว่า เป็นพวกคลั่งชาติ!

บ่นว่าขนาดคุยชี้แจงนอกรอบ จนเหมือนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว

พอคล้อยหลัง แกนนำพันธมิตรฯ ก็ยืนกระต่ายขาเดียวเหมือนเดิม "ไทยเสียดินแดน"

มีการก่อกระแส จะชุมนุมปิดสะพานมัฆวานฯ กันอีกแล้ว

นอกจากเตรียมประท้วงปิดถนน ในข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ยังมีไปถึงกองทัพด้วย

เรียกร้องให้ขับไล่ทหารและคนเขมร ในพื้นที่พิพาท

พูดง่ายๆ ให้ทำสงครามกับกัมพูชา

รัฐบาลอภิสิทธิ์เวลานี้ จึงเหมือนโดนกระหนาบ จากศัตรู 2 สี แดงกับเหลือง

โจทย์ของนายอภิสิทธิ์คือจะทำอย่างไร หากมีการก่อม็อบปิดถนนกลางกรุงกันอีก ทั้งที่ยังมีพ.ร.ก. ฉุกเฉินบังคับใช้อยู่?

ขณะที่ทางกองทัพนั้น ก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อในจุดยืนปกป้องสถาบันของเสื้อเหลืองสักเท่าไร

ในสถานการณ์ที่ไมตรีขาดสะบั้น น่าเชื่อว่าการปิดถนนตั้งเวทีชุมนุม

อาจไม่ง่ายเหมือนคราวก่อนๆ?

เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน. ฟัน6ส.ส.ถือหุ้นต้องห้าม

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



เวลา 15.00 น. วันที่ 3 พ.ย. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดยนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทน ราษฎร ส่งความเห็นกกต. ให้วินิจฉัยกรณีสมาชิกภาพของ ส.ว.และส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6)

เนื่องจากกระทำการต้องห้ามตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) ประกอบมาตรา 48 กรณีถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อสารมวลชน โทรคมมาคม หรือบริษัทที่เป็นคู่สัญญา และเป็นสัมปทานกับรัฐหรือไม่

มีตุลาการออกนั่ง 8 คน ขาดนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ลาพักร้อนไปต่างประเทศ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 ให้สมาชิกภาพความเป็นส.ส.ของ

1.นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 2.นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา และรมช.คมนาคม 3.นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน

4.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และรมช.มหาดไทย 5.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และ 6.ม.ร.ว.กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน

สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6) เนื่องจากถือครองหุ้นในธุรกิจที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ หรือคู่สัญญากับรัฐ และธุรกิจสื่อโทรคมนาคม ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2) (4) ประกอบมาตรา 48

เนื่องจากขณะถือครองหุ้นดังกล่าว ผู้ถูกร้องทั้ง 6 คนมีสถานะเป็นส.ส.แล้ว โดยเริ่มนับตั้งแต่ 23 ธ.ค.50 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง

โดย นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยระบุเหตุผลของศาลว่า กกต.มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานเพื่อโต้แย้งแล้ว

ขณะ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 265 บัญญัติห้ามการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระบุถึงการห้ามครองหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐทั้งทางตรงและ ทางอ้อม

ซึ่งมีความหมายว่า ต้องไม่ให้สมาชิกรัฐสภากระทำการใดๆ ที่จะเป็นการใช้อำนาจเข้าไปบริหารงาน หรือไปใช้อำนาจ

รวม ไปถึงบริษัทที่แม้ไม่รับสัมปทานโดยตรง แต่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทในจำนวนมากพอที่จะมีอำนาจบริหารงาน หรือครอบงำกิจการได้ หรือที่เรียกว่า ′โฮลดิ้งคอมปานี′ ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยอ้อม

แต่การต้องห้ามถือหุ้นตามมาตรา 265 คำนึงว่า ต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ศาล ยังเห็นว่า การถือหุ้นต้องห้ามไม่ได้มีความหมายรวมไปถึงก่อนการเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิก รัฐสภา เพราะหากรัฐธรรมนูญมีเจตนาเช่นนั้น ต้องบัญญัติไว้ เช่น การห้ามคงไว้ซึ่งหุ้นของนายกฯ และรัฐมนตรี ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 269 ด้วย

ซึ่ง หากพิจารณามาตรา 269 มิได้ห้ามนายกฯคงถือหุ้นไว้อย่างเด็ดขาด เพราะยังบัญญัติว่าหากประสงค์จะถือหุ้นดังกล่าวไว้ ก็ให้แจ้งต่อประธาน ป.ป.ช. ทราบใน 30 วัน ทั้งที่นายกฯ ใช้อำนาจบริหารและแสวงหาประโยชน์ได้มากกว่าสมาชิกรัฐสภา

ดังนั้นการห้ามถือหุ้นของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงน่าจะเบาและผ่อนคลายกว่า

อีก ทั้งถ้ารัฐธรรมนูญจะประสงค์ห้ามคงไว้ ต้องเขียนเอาไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่เคยบัญญัติไว้ แต่ในรัฐธรรม นูญปัจจุบันต้องการให้เหมือนฉบับปี 2540 ซึ่งไม่มีบัญญัติห้ามการคงไว้

การที่รัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2) (4) ประกอบมาตรา 48 บัญญัติให้เป็นเหตุแห่งการสิ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. และ ส.ว. ดังนั้นการจะพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา 265 ถือเป็นความผิดแล้วหรือไม่

ต้องหมายความว่า ส.ส.และส.ว.ต้องมีสมาชิกภาพเสียก่อน จึงจะกระทำการต้องห้ามได้

อีก ทั้งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะต้องห้ามของส.ส.และส.ว. มิได้บัญญัติห้ามการถือครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวเป็นคุณสมบัติต้องห้ามในการ สมัครเป็น ส.ส.และส.ว.

หากจะตีความว่า ให้รวมถึงการห้ามคงไว้ ย่อมไม่เป็นธรรมเพราะสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. และ ส.ว. จะเริ่มเมื่อวันเลือกตั้ง หรือเมื่อ กกต.ประกาศผลการสรรหาเป็นส.ว.

ดัง นั้นหากจะตีความให้หมายรวมถึงการคงไว้ด้วย ผู้สมัคร ส.ส.และส.ว. หรือผู้สมัครรับการสรรหาก็ต้องขายหุ้นก่อนวันเลือกตั้ง หรือก่อนจะประกาศผล มิเช่นนั้นผู้ได้รับเลือกตั้งจะสิ้นสมาชิกภาพทันที

ซึ่งจะเป็นการตีความตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จนทำให้เกิดผลประหลาดเกินควรและเกินความได้สัดได้ส่วน

ศาล จึงมีความเห็นด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ว่าการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) ประกอบมาตรา 48 ต้องกระทำหลังจากมีสมาชิกภาพเป็นส.ส.และส.ว.แล้ว

ส่วน บริษัทต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) ประกอบมาตรา 48 ต้องมีลักษณะอย่างไรนั้น ศาลเห็นว่ากิจการตามมาตรา 48 จะต้องประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุ วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม

ขณะ ที่กิจการต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) คือกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน และการรับสัมปทานคือให้สิทธิในการใช้ทรัพยากรของชาติ ดังนั้นสัมปทานจึงรวมถึงการประทานบัตรไว้ด้วย

ซึ่งผู้ถูกร้องทั้ง 45 คน จะกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรม นูญหรือไม่ ศาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 105 บัญญัติให้สมาชิกภาพเริ่มขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง ซึ่งวันเลือกตั้งส.ส. มีขึ้นในวันที่ 23 ธ.ค.50 รวมถึงการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 20 ม.ค.51

ส่วน ส.ว. รัฐธรรมนูญมาตรา 117 บัญญัติให้สมาชิกภาพเริ่มขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง คือ 2 มี.ค.51 และวันที่กกต.ประกาศผลการสรรหา คือ 29 ก.พ.51

ส่วนนี้ ข้อเท็จจริง ปรากฏว่า นายกำธร คู่สมรสของนางนิภา พริ้งศุลกะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ตามคำร้องอ้างว่าถือหุ้นบมจ.ทางด่วนกรุงเทพ แต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้คือนายกำธรไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว แต่ถือหุ้นในบมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพมาก่อนนางนิภาได้รับเลือกตั้ง

จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

เช่น เดียวกับส.ส.และส.ว.ที่ถูกร้องอีก 37 คน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าถือหุ้นมาก่อนได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.และส.ว. และก่อนได้รับการสรรหาเป็นส.ว. แม้จะยังคงถือไว้ขณะดำรงตำแหน่งก็ไม่เข้าลักษณะต้องห้าม

กรณี นายสมเกียรติ พบว่าซื้อหุ้นบมจ.ปตท. วันที่ 2 ม.ค.51 และ 23 ม.ค.51 ครั้งละ 20,000 หุ้น และวันที่ 18 ม.ค.51 อีก 10,000 หุ้น

นางนลินี ด่านชัยวิจิตร คู่สมรสนายเกื้อกูล ซื้อหุ้นบมจ.ปตท.สผ. 1,000 หุ้น เมื่อ 21 ม.ค.51

นา งมลิวัลย์ ซื้อหุ้นบมจ.ปตท. วันที่ 28 พ.ค.51 จำนวน 500 หุ้น และวันที่ 29 ก.ค. วันที่ 30 ก.ค. และ 1 ส.ค. 51 ครั้งละ 300 หุ้น ต่อมา 1 ธ.ค.51 ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1,000 หุ้น

และยังพบว่าเข้าไปซื้อหุ้นใน บมจ.ปตท.สผ. ในวันที่ 6 ส.ค.51 จำนวน 1,000 หุ้น จากนั้น 4 ก.ย.51 ซื้อหุ้น 500 หุ้น วันที่ 6 ม.ค.52 ซื้อหุ้น 2,000 หุ้น และ 28 พ.ค.51 ซื้อหุ้นของบมจ.ทีทีแอนด์ที อีก 50,000 หุ้น

นางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ คู่สมรสของนายบุญจง ซื้อหุ้นบมจ.ปตท.สผ. ในวันที่ 9 พ.ค. วันที่ 15 พ.ค. และ 10 มิ.ย.51 ครั้งละ 10,000 หุ้น และ 13 พ.ค.51 จำนวน 20,000 หุ้น

ส่วน ร.ท.ปรีชาพล ซื้อหุ้นบมจ.ปตท. ช่วงเดือนมิ.ย.51 จำนวน 30,000 หุ้น และ ม.ร.ว.กิติวัฒนา ซื้อหุ้นบมจ.ทีทีแอนด์ทีเมื่อ 2 ม.ค.51 จำนวน 50,000 หุ้น

การถือครองหุ้นของผู้ถูกร้องทั้ง 6 เป็นการถือหลังจากเป็นส.ส.แล้ว จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าบริษัทที่ผู้ถูกร้องหรือคู่สมรสเข้าไปถือนั้น ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลเห็นว่าบมจ.ปตท. ประกอบกิจการค้าขายเชื้อเพลิง แม้ไม่ได้รับสัมปทานแบบผูกขาด แต่ลงทุนในบริษัทอื่นในลักษณะ โฮลดิ้งคอมปานี โดยเข้าไปถือหุ้นในปตท.สผ. รับสัมปทานการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในอัตราส่วนร้อยละ 45

อีก ทั้งยังเข้าไปถือหุ้นในบมจ.ปตท.เคมิคอล ได้รับสัมปทานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ผลิตจำหน่ายไฟฟ้าและน้ำประปาในสัดส่วนร้อยละ 49.16 ถือเป็นหุ้นจำนวนมากพอครอบงำกิจการได้

ดังนั้น การถือหุ้นบมจ.ปตท. จึงเป็นการถือหุ้นบริษัทต้องห้ามโดยทางอ้อม

ส่วน บมจ.ทีทีแอนด์ที ประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์ ได้รับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์ฯ ต่อมาแปลงสภาพเป็นบมจ.ทีโอที อีกทั้งยังประกอบโทรคมนาคมด้วย จึงมีลักษณะอันต้องห้ามตามมาตรา 265 (4)

รัฐ ธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า การถือหุ้นเท่าใดเรียกว่าครอบงำกิจการ ดังนั้นการถือเพียงหุ้นเดียวก็เป็นการถือตามความหมาย แม้ไม่มีอำนาจบริหารก็ตาม เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจน ป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีช่องทางจะใช้หรือถูกใช้ตำแหน่ง หน้าที่ไปหาประโยชน์

แม้ว่าจะเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร ก็ต้องห้าม

การ์ตูน เซีย 04/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_123954

การ์ตูน เซีย 04/11/53

กวีประชาไท: อาจท่วมท้นถึงยอดพระสุเมรุ

ที่มา ประชาไท

ความแค้นคลั่งดั่งหนามแหลมแทงดวงจิต
หลายชีวิตสิ้นลงตรงเบื้องหน้า
แผ่นดินแดงด้วยเลือดอาบพสุธา
ช้ำเกินกว่าจะจำนรรศพเรียงราย

ความขมขื่นของทุกคนครั้งครานี้
หากไหลรี่ดั่งสายธารหลายร้อยสาย
หลายพันถิ่นที่เจ็บช้ำมิวางวาย
เป็นดั่งสายนทีที่เกรียงไกร

ความชอกช้ำระกำจิตที่ท่วมท้น
ย่อมเอ่อล้นท้นฝั่งเกินขานไข
ท่วมแผ่นดินสิ้นสมจมลงได้
กว้างเพียงไรไหลไปถึงทุกถิ่นนาม

แม้นภูผาสง่างามตระหง่านฟ้า
อาจเปื่อยตมล่มลาน้ำล้นหลาม
ค่อยค่อยเซาะเจาะพื้นจนลุกลาม
ก็พังพาบดั่งสนามลงพังภิณ

ยิ่งจับฆ่ายิ่งสะสมระทมเพิ่ม
ยิ่งสร้างเสริมก่อขยายเกินถวิล
เป็นมหาสมุทรสุดแดนดิน
ยิ่งไหลรินยิ่งเอ่อล้นเหลือคณา

อาจท่วมท้นถึงยอดพระสุเมรุ
เทวดาจะหลบเร้นที่ใดหนา
เขาอาจยุบอาจล่มถล่มมา
เทวดาจะไปไหนเมื่อไร้ทาง

แถลงการณ์ ม.เที่ยงคืน : ความรับผิดชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

ที่มา ประชาไท

4 พ.ย. 2553 - กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแถลงการณ์เรื่อง "ความรับผิดชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว" จากกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ สั่นคลอนความไว้วางใจของสาธารณชน โดยทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้แสดงความเห็นว่า "บัดนี้ความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่อยู่ในสถานะที่จะทำหน้าที่ของผู้วินิจฉัยได้ อย่างชอบธรรมอีกต่อไป"

เนื้อความในแถลงการณ์ของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จึงเสนอขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการแสดงความรับผิดต่อ ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยประการแรก ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดต่อปัญหา ที่เกิดขึ้น และประการที่สอง คือ ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

มหาวิทยาลัย เที่ยงคืนกล่าวในแถลงการณ์อีกว่าแม้สถาบันตุลาการจะเป็นหนึ่ง ในอำนาจอธิปไตย แต่ก็ควรได้รับการตรวจสอบ และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม มิเช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นสถาบันที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงข้ามการมีสถาบันตุลาการที่เป็นอิสระและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง จะมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมการเมืองไทย


แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง ความรับผิดชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

แม้ว่าข้อกล่าวหาต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในปัจจุบัน อาจยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่ก็มีผลสั่นคลอนความไว้วางใจของสาธารณชนที่มีต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างรุนแรง ซึ่งตลอดเวลานับตั้งแต่เกิดคำถามขึ้นกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับไม่เคยมีการชี้แจงหรือการอธิบายที่จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่สาธารณชนใน เรื่องความเป็นอิสระ (Independence) และความเที่ยงธรรม (Impartiality) ของตุลาการแต่อย่างใด

สถาบันตุลาการมีความสำคัญยิ่งต่อการวินิจฉัยข้อพิพาทต่างๆ ในสังคม ความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมของตุลาการเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญ ต่อการสร้างความเชื่อมั่นกับผู้คนในสังคม ว่าข้อขัดแย้งต่างๆ จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามาตรฐานทางจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่ของ ตุลาการอยู่ในระดับที่สูงกว่าบุคคลหรือข้าราชการโดยทั่วไป การที่ตุลาการถูกตั้งคำถามในเรื่องของความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมจึงมี ผลกระทบรุนแรงโดยไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ถูก-ผิด การกระทำที่มัวหมองหรือชวนให้เกิดข้อสงสัยก็ถือได้ว่าเป็นเหตุที่ทำให้บุคคล ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการไม่สมควรจะทำหน้าที่ในฐานะของผู้วินิจฉัยชี้ขาดอีกต่อ ไป

ยิ่งในห้วงเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองสูงมาก ความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการยิ่งมีความสำคัญต่อการทำให้ เกิดความไว้วางใจและการยอมรับของสาธารณะต่อคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้น หากสถาบันตุลาการถูกตั้งคำถามและปรากฏข้อสงสัยอย่างกว้างขวางดังเช่นที่ ปรากฏขึ้นในปัจจุบัน ก็เป็นที่คาดหมายได้ว่าคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ไม่เพียงแต่จะยุติข้อขัดแย้งไม่ได้เท่านั้น หากยังอาจกลายเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมความขัดแย้งในสังคมไทยให้ยกระดับสูงขึ้น อีกโสดหนึ่งด้วย

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นว่า บัดนี้ความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงและ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่อยู่ในสถานะที่จะทำหน้าที่ของผู้วินิจฉัยได้อย่าง ชอบธรรมอีกต่อไป มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการแสดงความรับผิดต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้

ประการแรก ให้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนลาออกจาก ตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งสร้างความสงสัยต่อความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจให้ความกระจ่างแก่ปัญหาดังกล่าวได้

ประการที่สอง ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว เพราะถึงแม้จะมีการสับเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ปัญหาพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งก็คือ สถาบันตุลาการในสังคมไทยเป็นองค์กรที่ปราศจากระบบการตรวจสอบทั้งจากสังคมและ ระบบการเมือง ซึ่งเมื่อปราศจากการตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ก็อาจไม่ได้ดำเนินไปบนหลักการหรือมาตรฐานที่ถูกต้องชอบ ธรรม

สถาบันตุลาการเป็นสถาบันหนึ่งของอำนาจอธิปไตย แต่ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นองค์กรที่พ้นไปจากการตรวจสอบและความรับผิดแต่ อย่างใด ในระยะยาวจึงจำเป็นต้องสร้างระบบการตรวจสอบที่สัมพันธ์กับสังคมให้เกิดขึ้น เพื่อทำให้สถาบันตุลาการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมและเป็นที่ ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคม

หากปล่อยให้สถาบันตุลาการทำงานโดยไม่ มีการตรวจสอบ ปราศจากความรับผิดชอบ และไม่มีความชอบธรรม สถาบันตุลาการจะกลายเป็นองค์กรที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยเพิ่มมากขึ้น แต่การมีสถาบันตุลาการที่เป็นอิสระและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง จะมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมการเมืองไทย สังคมจึงต้องตระหนักและร่วมกันผลักดันทั้งในกรณีความรับผิดของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในอนาคต

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
4 พฤศจิกายน 2553

สุชาติ นาคบางไทร เปิดใจลอดซี่กรงคุกคดีหมิ่น:ไม่ตั้งทนาย ไม่ประกัน ไม่ขออภัยโทษ ขอให้ทุกคนสู้ต่อ

ที่มา Thai E-News


ฝาก การ์ตูนเก่าๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้น้าชาติ เพื่อนร่วมรบ ก่อนจะมาเป็นคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ / จาก GAG LASVEGAS รหัสDcode' USA.702'

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2553



"น้า ชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ไป เยี่ยมรายงาน


สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รายงานความคืบหน้าการจับกุมนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า ได้พร้อมกันกับภรรยาและลูกสาวของนายสุชาติไปเยี่ยมเขาที่ศาลอาญา รัชดาฯ โดยถูกนำตัวมาจาก สน.ชนะสงครามส่งที่ศาลในเวลาราว 10.30น.วันที่ 2 พฤศจิกายน

พ.ต.ท.ณฐกร คุ้มทรัพย์ รองผกก.สส.สน.ชนะสงคราม ควบคุมตัวนายวราวุธ ฐานังกรณ์ หรือสุชาติ นาคบางไทร อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาขออำนาจศาลอาญา ฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน

ส่วนคำร้องฝากขัง สรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2551 เวลา 18.05 -18.15 น. ผู้ต้องหาได้กล่าวปราศรัยบนเวที ที่ท้องสนามหลวง แขวงบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. ด้วยถ้อยคำที่จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจากศาลอาญา ก่อนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้เมื่อ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง

บรรยากาศที่ศาล มีนักข่าวมาถ่ายรูปจำนวนมาก นายสุชาติดูค่อนข้างอิดโรย อาจเป็นเพราะเครียด และนอนไม่หลับ แต่ก็ยังดูเข้มแข็งและมีกำลังใจดี

เมื่อมาถึงศาล เจ้าหน้าที่นำตัวเขาเข้าไปอยู่ในห้องขังที่เป็นกรง ผู้ไปเยี่ยมรายงานว่า ก็ได้ตะโกนคุยกันนิดหน่อย ระหว่างที่นายสุชาติกินข้าวกลางวันไปด้วย

นายสุชาติแจ้งกับผู้ไปเยี่ยม ว่า ขอให้คนที่สนับสนุนเขา หยุดการต่อสู้ทางคดีไว้ทั้งหมด เพราะเขาได้ยอมรับสารภาพไปทั้งหมดแล้ว
ไม่ ขอทนาย ไม่ขอประกัน ไม่ขออภัยโทษ ดังนั้นจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องประ ชาธืปไตยทั้งสิ้น ขอให้พวกเราทุกคนสบายใจ และดำเนินชีวิตไปตามปรกติ และต่อสู้ต่อไปตามวิถีของตัวเอง

"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิต อยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ที่ไปเยี่ยมรายงาน

หลัง จากนั้นประมาณบ่าย 2 โมง นายสุชาติพร้อมกับผู้ต้องหาคนอื่นๆประมาณ10กว่าคน ถูกนำตัวขึ้นรถบัสของคุก ที่เป็นกรงขังและปิดกระจก เพื่อส่งตัวไปฝากขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เดียวกับนางสาวดารุณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ"ดา ตอปิโด"ซึ่งถูกดำเนินคดีหมิ่นฯไปก่อนหน้านี้

มี รายงานว่าจะเป็นการฝากขังเป็นผลัดละ 12 วัน ได้อีกประมาณ 7-8 ผลัด จนกว่าอัยการจะทำสำนวนฟ้องเสร็จ จึงจะถูกนำตัวกลับมาพิจารณาคดีที่ศาลอาญาอีกครั้ง

สำหรับการไปเยี่ยมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้เยี่ยมในเวลาราชการ ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30น. - 17.00น.
ให้ เข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 5 คน ระยะเวลาในการเยี่ยม 15 นาที วันละ 1 ครั้งเท่านั้น รอบเช้า หรือ รอบบ่าย "ดังนั้นหากใครอยากไปเยี่ยม ให้นัดกันล่วงหน้าก่อน แล้วไปพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประสานกับทางครอบครัวก่อนได้จะดีมาก เพราะครอบครัวคงไปเยี่ยมทุกวัน หากมีใครไปเยี่ยมตัดหน้าก่อนแล้ว ครอบครัวจะเยี่ยมอีกไม่ได้ในวันเดียวกัน"

ดร.สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ เขียนแสดงความเห็นในกระดานสนทนา คนเหมือนกันว่า..ความจริง มีคนบอกผมมาสักพักนึงแล้วว่า คุณสุชาติ กลับเข้ามาเมืองไทย ตอนแรกที่ผมได้ยิน ก็ตกใจและแปลกใจเหมือนกัน เห็นคนที่บอก เขาว่า เข้าใจว่าคุณสุชาติอาจจะคิดว่า ถ้าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรให้เป็นข่าว ก็อาจจะอยู่ได้ นี่แสดงว่า ตำรวจอาจจะได้ยินข่าวคราวขึ้นมา?

เรื่องไม่สู้คดี "สารภาพ" (ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ไม่เอาทนาย) ผมก็อ่านจากข่าวเช่นกัน

ผม เดาว่า คุณสุชาติ คงคิดในแง่ว่า ถ้าทำในลักษณะนี้ มีโอกาสที่ภายในประมาณ 2 ปี ก็สามารถเป็นอิสรภาพได้ ในกรณีที่โดนตัดสิน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ทำนองเดียวกับคุณสุวิชา ท่าค้อ และคุณบุญยืน (ดูเหมือนจะประมาณ 2 ปีนับจากถูกจับทั้งคู่)

ดังที่ผมเคยเขียนไป ก่อนหน้านี้ เช่นกรณีคุณสุวิชา เรื่องคดี ม.112 นั้น ต้องแล้วแต่ แต่ละคนที่ต้องคดีจะตัดสินใจตามสภาพของตัวเอง (และครอบครัว) ผมไม่มีความเห็นอะไร ลักษณะของคดีนี้ มันไมใช่คดีธรรมดา โอกาสที่ ถ้าถึงขั้นฟ้องศาลแล้ว จะสู้คดี แล้วชนะ เป็นไปได้ยากมากๆ (ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าศาลตัดสินใจว่า ไม่ผิด จะไม่ยิ่งเป็น "ตัวอย่าง" ให้กับคนอื่น) ดังนั้น อย่างกรณีคุณสุวิชา คุณบุญยืน ที่ตัดสินใจในลักษณะนั้น ก็คงพอเข้าใจได้ คุณสุชาติ ก็อาจจะคิดในลักษณะคล้ายกัน

อย่างกรณีคุณดา (ตอปิโด)คงอีกหลายปี กว่าจะผ่านขั้นอุทธรณ์ และถ้าตัดสินยืนว่าผิดอีก ก็คงอีกเป็นปี กว่าจะถึงขั้นฎีกา ฯลฯ และถ้าผิดอีก ? ถึงตอนนั้น จะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ โอกาสอาจจะน้อยลง สรุปแล้ว มีความไม่แน่นอนสูงมาก

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ

Wednesday, November 3, 2010

รอดหรือร่วง ลุ้นศาลรธน.

ที่มา บางกอกทูเดย์



คดีหุ้น44ส.ส.-ส.ว.
ต้องบอก เลยว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในยามนี้ ยิ่งกว่าเผชิญกับภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่เสียอีก เพราะเปียกปอนกระเซอะกระเซิงอย่างยิ่งกับกรณีคลิปฉาว

ทำให้มีทั้งคำถาม มีทั้งการจับตามองการทำหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างมากมาย จนทำให้หลายฝ่ายต่างรู้สึกไม่สบา ยใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ล่า สุดนอกจากจะโดนกดดันเรื่องความพยายามเบี่ยงประเด็นไปเน้นถึงที่มาของ คลิปดังกล่าว พร้อมกับพยายามที่จะเอาผิดกับคนที่เอาคลิปมาเปิดเผย

โดยเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเนื้อหาและข้อเท็จจริงภายในคลิป

ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก

เพราะ คำถามก็คือ หากมีการเผยแพร่คลิปนักการเมืองมีการทุจริตคอรัปชั่น มีภาพปรากฏว่ามีการหารือเจรจากันว่าต้องจ่าย 30% หรือ 35% แล้วมีการจ่ายเงินกัน บังเอิญมีผู้พบเห็นแล้วถ่ายคลิปเอาไว้

แต่ บังเอิญเป็นที่รู้กันว่านักการเมืองรายนี้เป็นผู้มีอิทธิพล ผู้ที่มีหลักฐานไม่อยากเสี่ยงออกมาแฉพฤติกรรมอย่างเปิดเผย เพราะเกรงอันตรายจะมาถึงตัว จึงใช้วิธีเอาภาพทุจริตออกมาเผยแพร่

แล้วจะกลายเป็นว่ามาเอาผิดกับคนเผยแพร่คลิป โดยที่ไม่พูดถึงพฤติกรรมของนักการเมืองในคลิปเลย ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ตลกอย่างมาก

ซึ่งกรณีของคลิปที่เกี่ยวกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่น่าที่จะแตกต่างกันแต่อย่างใด

ก็เพราะแบบนี้แหละที่สังคมทุกฝ่ายพากันจับตามองในเรื่องนี้อย่างเขม็ง ว่าสุดท้ายจะมีความกระจ่างให้กับสังคมอย่างไร

สำคัญที่สุดหากสังคมเชื่อในสิ่งที่เห็นจากคลิปว่ามีมูล ตรงนี้จะกระทบกับภาพลักษณ์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมากที่สุด

เนื่องจากขณะนี้ทางตำรวจกลับไปเน้นประเด็นที่ว่า คลิปที่ออกมานั้น ใช้กล้องอะไรถ่าย???

โดย เมื่อหลายวันก่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามาตรวจดูแลทำเหตุการณ์ จำลองเหมือนในคลิป ก็ยังไม่เข้าใจกันอยู่ว่าถ่ายมาจากอะไร ทางตำรวจจึงพยายามที่จะไขปริศนาว่าใช้วิธีการทางเทคนิคอย่างไรในการแอบถ่าย ครั้งนี้

จนทำให้มีการตั้งข้อสังเกคุว่า ที่อยากรู้ว่าใช้เทคนิกอะไรถ่าย เพื่อจะเอาไว้ใช้ในการป้องกันในอนาคต จะได้ไม่ถูกแอบถ่ายอีกเช่นนั้นหรือ!!!

ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่สะท้อนให้คนมีความเชื่อในคลิปเหบ่านั้นมากขึ้นไปอีก ว่าแบบนี้น่าจะเป็นคลิปจริง เพราะขนาดตำรวจยังจัดฉากไม่ได้เลย

ดัง นั้นต่อให้แม้ว่าจะจับตัวนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กลับมาได้ และยอมรับมีการดำเนินคดีว่าแอบถ่ายคลิปดังกล่าวก็ตาม แต่ถ้านายพสิษฐ์ยืนยันว่า แม้จะเป็นการแอบถ่ายแต่ก็เป็นคลิปที่ถ่ายจากเหตุการณ์จริงๆ

ตรงนี้แหละจะยิ่งกระเทือนภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหนักขึ้นไปอีก

จึงไม่แปลกที่เริ่มมีเสียงสะท้อนให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเกิดขึ้นมาเป็นระยะๆแล้วในขณะนี้

และ ยิ่งภายในองค์กรศาลรัฐธรรมนูญเริ่มมีปัญหากันเอง เช่นกรณีที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาโวยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรีบออกมาชี้แจงรายละเอียดเพราะถือเป็นเรื่องสำคัญต่อองค์กรมาก

การนิ่ง เฉยของนายเชวนะจึงถูกนายวสันต์มองว่าไม่ปกป้องสถาบัน

ก็ยิ่งกลายเป็นเรื่อง ไฟในนำออก ไฟนอกนำเข้า... หนักยิ่งขึ้นไปอีก

ขณะเดียวกันคดียุบพรรคประชาธิปัตย์นอกจะงวดใกล้เข้ามา ทุกทีแล้ว จากรกร๊คลิปที่เกิดขึ้น จึงทำให้ทุกภาคส่วนในสังคมตื่นตัวและหันมาจับตามองในเรื่องนี้อย่างใก้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรกันแน่

อย่างไรก็ตาม ได้มีการออกเอกสารสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมาชี้แจงว่า กรณีคลิปวีดิโอพาดพิงศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย การตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินคดีกับผู้หมิ่นประมาท ข่มขู่ศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินการเพิกถอนหนังสือเดินทางราชการนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และการแจ้งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ควบคุมการเผยแพร่คลิปวีดิโอ

และขณะนี้ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งให้ เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ บล็อกเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อไม่ให้บุคคลที่อยู่ในบริเวณศาลรัฐธรรมนูญเข้าเว็บไซต์ยูทูบผ่าน เซิร์ฟเวอร์ของศาลรัฐธรรมนูญ ทำผู้ที่เข้าไปดูคลิปลับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านเว็บไซต์ยูทูบไม่ได้ตลอดทั้งวัน

เลยทำให้ข้าราชการของศาลรัฐธรรมนูญวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันมากว่า เป็นการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนในศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะ ที่นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง และทีมกฎหมายคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปรากฏตัวอยู่ในคลิปเกี่ยวข้องกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ว่า หากดูทั้งหมดจะเห็นว่าคลิปดังกล่าวไม่เกี่ยวกับพรรค เพราะนายวิรัชไปพบนายพสิฐษ์เป็นการส่วนตัว ไม่ได้บอกให้คนในพรรคทราบแม้แต่คนเดียว จึงไม่มีผลต่อการพิจารณาในคดียุบพรรคแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามคณะ กรรมการฯได้มีการสรุปออกมาว่านายวิรัช มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำไม่ถูก ไม่ควรไปพบกับนายพสิษฐ์ และเมื่อถูกถามนำก็ไม่ควรตอบให้เกี่ยวพัน โยงใยถึง ขนาดนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่านายพสิษฐ์ เป็นเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่ตัวเองเป็นทีมกฎหมายของพรรค ยิ่งไม่ควรไป เพราะผูกโยงกันอยู่

สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดผลกระทบต่อพรรค ทำให้คนรู้สึกคลางแคลงใจสับสนในพรรคว่าเป็นอย่างไรกันแน่

ส่วน บทลงโทษจะกระทบต่อตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคของนายวิรัชหรือไม่นั้น อยู่ที่ดุลพินิจของหัวหน้าพรรคที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับพรรคข้อที่ 79 คือ การตักเตือน หรือภาคทัณฑ์

ดังนั้นไม่ว่างานนี้สุดท้ายแล้วตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั่นแหละ ที่จะถูกกระทบในเรื่องภาพลักษณมากที่สุด

ดังนั้นสังคมจึงมีการจับตา มองว่า สำหรับคดีดังอีกคดีหนึ่งที่จะมีการตัดสินในวันนี้ ( 3 พ.ย.) เวลา 15.00 น. นั่นจะเป็นการทดสอบภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก่อน ที่จะถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

นั่นก็คือ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญเป็นประธาน จะร่วมกันลงมติและแถลงผลการวินิจฉัยคดีหุ้นสัมปทานของรัฐของ ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งเป็นอีกคดีหนึ่งที่สังคมไทยจับตามองมาตลอด

โดยคดีดังกล่าวยื่น โดยประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้ร้องส่งความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ศาลวินิจฉัยความเป็นสมาชิกภาพของ ส.ส.และ ส.ว. 44 ราย ในฐานะผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

เนื่องจากกระทำการ ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 48 ประกอบมาตรา 265 (2) และ (4) ถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อและบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ

ทั้ง นี้ ส.ส. ผู้ที่มีชื่อเข้าข่ายจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้สิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพ มีทั้งสิ้น 28 ราย โดยเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ 12 ราย พรรคชาติไทยพัฒนา 1 ราย และพรรคภูมิใจไทย 2 ราย รวม 15 ราย

โดย มี ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีรวมอยู่ด้วย คือนายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก และรมว. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วนและรองนายกรัฐมนตรี นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา และ รมช. มหาดไทย นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม 

อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ต้องพ้นสภาพ ส.ส. ก็ไม่มีผลทำให้ 4 รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะมาตราดังกล่าวไม่มีผลผูกพันต่อการเป็นรัฐมนตรี เป็นแค่การสิ้นสภาพ ส.ส.เท่านั้น ขณะที่ฝ่ายค้านมี ส.ส .จากพรรคเพื่อไทย 8 ราย พรรคเพื่อแผ่นดิน 3 ราย โดยเป็น ส.ส.ในกลุ่มสามพี พรรคประชาราช 2 ราย

ดังนั้น จึงเท่ากับว่าหากศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ ส.ส.ทั้งหมดต้องพ้นสมาชิกสภาพ เสียง ส.ส.ซีกรัฐบาลจะหายไป 15 เสียง ส่วนเสียง ส.ส.ซีกฝ่ายค้านจะหายไป 13 เสียง จึงไม่มี ผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลในสภาฯมากนัก

ขณะที่ในส่วนของ ส.ว. ซึ่งมีชื่อถูก กกต.ส่งเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย มีทั้งสิ้น 16 ราย โดยมีทั้ง ส.ว.สรรหา และ ส.ว.เลือกตั้ง อาทิ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา นางตรึงใจ บูรณสมภพ ส.ว.สรรหา นายถาวร ลีนุตพงษ์ ส.ว.สรรหา นายสิทธิศักดิ์ ยนต์ตระกูล ส.ว.กาฬสินธ์ุ เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทที่ กกต.เคยมีมติว่า เข้าข่ายเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อ และเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐตามนัยมาตรา 265 (2) (4) มีทั้งสิ้น 22 บริษัท อาทิ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัททางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัททีพีไอโพลีน จำกัด มหาชน บริษัทชินคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัททรูคอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้ยื่นคำร้องขอให้ กกต.ตรวจสอบการสิ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.และ ส.ว. กล่าวว่า แม้จะเป็นผู้ยื่นคำร้องแต่คงไม่เดินทางไปฟังคำตัดสิน เนื่องจากถือว่าไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง การตัดสินกรณีดังกล่าวจะถือเป็นบรรทัดฐานตลอดนับจากนี้ไป เพราะกรณีเรื่องการถือครองหุ้นของ ส.ส.และ ส.ว. เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีการวางบรรทัดฐานมาก่อน อีกทั้งบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการถือครองหุ้น โดยเฉพาะมาตรา 265 และมาตรา 267 จะได้มีความชัดเจน

โดยเฉพาะกรณีการถือครองหุ้นมาก่อนหรือหลังรับตำแหน่ง

เพราะ เดิมมีเนื้อหาระบุเพียงว่า ห้ามมิให้ ส.ส.และ ส.ว.ถือครองหุ้นที่เป็นสัมปทานกับรัฐโดยเด็ดขาด ไม่ได้มีการระบุข้อยกเว้นเหมือนกับมาตรา 269 ที่บังคับกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ที่ยกเว้นให้สามารถถือครองได้ไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ หรือสามารถโอนฝากไว้ที่ลูกหลานและเครือญาติได้

"ถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิด ส.ส.ที่เป็นระบบสัดส่วน ถ้าพรรคการเมืองนั้นไม่มีให้เลื่อนขึ้นมา ก็จะต้องเว้นว่าง แต่ถ้าเป็น ส.ส.ปกติก็ต้องจัดเลือกตั้งหลายเขต ซึ่งจะมีวาระเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ส่วนถ้าเป็น ส.ว.สรรหา ก็ต้องมาเริ่มกระบวนการคัดเลือกกลั่นกรองตัวบุคคลที่มีคุณสมบัติมาดำรง ตำแหน่งกันใหม่ ซึ่งก็มีวาระอยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือน ดังนั้น จึงอาจไม่คุ้มค่ากับงบประมาณของหลวง หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแบบนี้ผมเห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ควรจะประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ด้วยการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ไปในคราวเดียวกันเลย" นายเรืองไกรกล่าว

ม.ร.ว.กิติวัฒนา ไชยยันต์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 ใน 28 ส.ส. กล่าวว่า ในวันที่ 3 พ.ย. คงขอลาประชุมสภาฯหนึ่งวันเพื่อไปพักผ่อนต่างจังหวัด เพราะรู้สึกเครียดมากกับคดีนี้ หากไปร่วมฟังด้วยอาจจะช็อกคาศาลรัฐธรรมนูญก็ได้

ศาลอนุมัติหมายจับ2สาวเสื้อแดงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ-"ผบ.ทบ."ย้ำหมิ่นสถาบันต้องจัดการขั้นเด็ดขาด

ที่มา มติชน

พ.ต.อ.ทรง พล วัฒนชัย รองผู้บังคับการกองอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบก.อก.บชน.) แถลงผลการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) วันที่ 2 พฤศจิกายนที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ว่าที่ประชุมได้พิจารณาการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณอนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งการประชุมในวันนั้นมีภาพผู้หญิง 2 คน ได้เขียนข้อความไม่สมควร หรือไม่บังควร


พ.ต.อ.ทรงพล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ บช.น.ได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลตามภาพถ่าย และศาลได้อนุมัติหมายจับบุคคลทั้งสองแล้วในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งได้มอบหมายให้ฝ่ายสืบสวน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำภาพถ่ายพกติดตัวไปดำเนินการสืบสวนในทุกด้านที่ คาดว่าจะปรากฏตัว เบื้องต้นผู้หญิงทั้งสองมีความผิดส่วนบุคคล แต่จะต้องมีการสืบสวนสอบสวนต่อไปว่า จะมีการเชื่อมโยงอย่างไรต่อไป หรือแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงสนับสนุนหรือไม่ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้กำชับในเรื่องการหมิ่นสถาบันในที่ประชุม ศอฉ.ว่า หากผู้ใดทำผิดต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด


ด้าน พ.ต.ท.ณฐกร คุ้มทรัพย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม ควบคุมตัวนายวราวุธ ฐานังกรณ์ หรือสุชาติ นาคบางไทร อายุ 52 ปี แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบัน มายื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขออำนาจศาลในการฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก 2 ปาก และรอผลสอบประวัติอาชญากรผู้ต้องหา พร้อมคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและเกี่ยวข้องกับความ มั่นคง

ทั้งนี้ ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง


คำ ร้องฝากขังสรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เวลา 18.05-18.15 น. ผู้ต้องหาได้กล่าวปราศรัยบนเวที นปช.ที่ท้องสนามหลวง ด้วยถ้อยคำที่จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจากศาลอาญา ก่อนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้บริเวณศูนย์อาหารชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าเดอะแพลทินั่ม แฟชั่นมอลล์ แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กทม. เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

ทำไมต้องขึ้นศาลโลก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




กระบวนการการทวงความยุติธรรมของคนเสื้อแดงเริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว

หลัง นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ นปช.ได้ทำรายงานเบื้องต้นส่งถึงอัยการประจำศาลอาญาระหว่างประเทศ

รายงานดังกล่าวเป็นข้อมูลเบื้องต้นที่นายโรเบิร์ตพยายามโน้มน้าวให้อัยการเห็นว่าแม้ไทยไม่ได้ลงสัตยาบันไว้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ

แต่เหตุการณ์การสลายม็อบแดงเมื่อเดือนเม.ย.และพ.ค.ที่ผ่านมาจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบสองพันราย ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ปกติ

เป็นการใช้อำนาจรัฐในการปราบปรามประชาชน

เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง

เข้าข่ายขอบเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ

อีก ทางหนึ่ง แกนนำ นปช.นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด 1 ในเหยื่อสังหารหมู่ภายในวัดปทุมวนาราม ได้เข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนของ นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติไปในเวลาไล่เลี่ยกัน

การร้องเลขาฯ ยูเอ็นเพื่อต้องการให้ยูเอ็นหันมาให้ความสนใจต่อคดีปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

หลักฐานสำคัญที่นายจตุพรมอบให้เป็นซีดีเหตุการณ์สลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.เรื่อยไปจนถึงวันที่ 19 พ.ค.

เป็นซีดีที่ไม่มีการตัดต่อ

เชื่อว่า นายบัน คีมุน จะได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ภาพประชาชนถูกสไนเปอร์กระหน่ำยิงตายศพแล้วศพเล่า

ภาพอาสาพยาบาลถูกยิงดิ้นทุรนทุรายในเต็นท์กาชาด

ภาพนักข่าวต่างประเทศโดนฆ่ากลางถนน

ภาพคนเสื้อแดงใช้หนังสติ๊กยิงสู้กับปืนสงครามของเจ้าหน้าที่ สู้กับรถหุ้มเกราะ

ภาพเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบอยู่บนรางบีทีเอสเล็งปืนใส่ประชาชน

นอกจากคนเสื้อแดงแล้ว ยังมีองค์กรสิทธิมนุษยชนโลก เช่น ฮิวแมนไรต์ วอชต์ ก็ยื่นหนังสือถึงเลขาฯ ยูเอ็นเช่นกัน

เรียกร้องให้ยูเอ็นเร่งรัดให้รัฐบาลไทยตอบรับคณะทำงานของยูเอ็นที่ต้องการเข้าไปสังเกตการณ์การสอบสวนเหตุสลายม็อบในเมืองไทย

เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลนายกฯ มาร์คปฏิเสธข้อเรียกร้อง ดังกล่าว

การเคลื่อนไหวทั้งหมดจะไม่มีผลเลย หากกระบวนการสอบ สวนของไทยเป็นไปด้วยความเที่ยงตรงและโปร่งใส

แต่ที่ผ่านมาเกือบครึ่งปี รัฐบาลไม่ได้สร้างความมั่นใจให้กับญาติพี่น้องของผู้สูญเสียชีวิตเลย

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ขนาดตัวประธานยังบ่นอุบ หน่วยงานรัฐไม่ให้ความร่วมมือ

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ก็อืดอาดล่าช้า ล่าสุดยังขยายเวลาการชันสูตร 91 ศพออกไปไม่มีกำหนดเสียอีก

นายกฯ มาร์คที่ประกาศปาวๆ ว่าอยากจะปรองดอง แต่กลับปล่อยให้ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ออกมาตอกย้ำความแตกแยก

กล่าวหาเสื้อแดงฆ่ากันเอง

ทั้งหมดนี้เป็นข้อยืนยันได้ชัดเจนว่าการทวงความยุติธรรม 91 ศพในเมืองไทยไม่มีวี่แววเลยว่าจะบรรลุผล

ทั้งหมดนี้ยังตอกย้ำว่าหนทางเดียวก็คือต้องพึ่งศาลอาญาระหว่างประเทศ ต้องพึ่งสหประชาชาติ

ในเมื่อนายกฯ มาร์คยืนยันมาตลอดว่าไม่ใช่คนสั่งฆ่าประชาชน

ก็ต้องยอมรับการตรวจสอบในศาลโลกและยูเอ็น

ยังจะมัวบิดพลิ้วอยู่ทำไม

การ์ตูน เซีย 03/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_123652

การ์ตูน เซีย 03/11/53