WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, November 10, 2010

ความสำคัญของ ๑๐ เมษา

ที่มา Thai E-News


ใน ทัศนะของผู้สื่อข่าว เหตุการณ์นองเลือดในคืนนั้น แสดงถึงการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธหนักที่เขาใช้กันในสงครามระหว่างฝ่ายทหาร ที่ยกกำลังมาปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยมือเปล่า กับฝ่ายลึกลับที่เรียกกันในภายหลังว่า “ชายในชุดดำ” ซึ่งก็มีอาวุธในมือ และดูเหมือนจะชำนาญในการใช้อาวุธนั้นในระดับที่ไม่แตกต่างจากฝ่ายทหารนัก


โดย กาหลิบ
ที่มา Democracy 100 percent
10 พฤศจิกายน 2553

ได้ ข่าวว่า บ.ก.ลายจุด หรือ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ และมวลชนประชาธิปไตยจำนวนมากท่านได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ บนถนนราชดำเนิน ณ บริเวณสี่แยกคอกวัวขึ้น

การรำลึกนั้นจะเป็นหกเดือน เจ็ดเดือน หรือหลายสิบปีจากนี้ไป ก็ย่อมมีความสำคัญในการจารึกเสี้ยวประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นและจะมีความหมาย มากขึ้นเรื่อยๆ ในภาพใหญ่

เราไม่ควรลืมว่าเหตุการณ์คืนนั้นลึกซึ้งและเป็นบทเรียนขนาดไหนต่อขบวนประชาธิปไตย

ในทัศนะของผู้สื่อข่าว เหตุการณ์นองเลือดในคืนนั้นแสดงถึงการปะทะกันด้วยกำลังอาวุธหนักที่เขาใช้ กันในสงครามระหว่างฝ่ายทหารที่ยกกำลังมาปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยมือเปล่า กับฝ่ายลึกลับที่เรียกกันในภายหลังว่า “ชายในชุดดำ” ซึ่งก็มีอาวุธในมือ และดูเหมือนจะชำนาญในการใช้อาวุธนั้นในระดับที่ไม่แตกต่างจากฝ่ายทหารนัก

ผล คือ ความเสียหายต่อฝ่ายทหารถึงขนาดสูญเสียคนระดับนายพันเอก นายพลได้รับบาดเจ็บสาหัส และทหารยศชั้นอื่นๆ ก็ล้มตายอีกมาก ฝ่ายประชาชนก็สูญเสียชีวิตไปมากมายหลายสิบคนจนเลือดนองราชดำเนินอย่างไม่ควร ที่

นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายทหารต้องล่าถอย ใน การสัปประยุทธ์กับฝ่ายประชาชน ซึ่งทุกครั้งในประวัติศาสตร์เป็นเป้านิ่งให้เขาเข่นฆ่าได้ตามใจ

คำว่า “ทหารแตงโม” หรือทหารชุดเขียวที่มีหัวใจสีแดง จึงดูเป็นรูปธรรมขึ้นมามากนับแต่คืนนั้นเป็นต้นมา มากขนาดทำให้แกนนำบนเวทีราชประสงค์ส่วนหนึ่งเกิดความคาดหวังว่า ตนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเดียวกันในวันพุธที่ ๑๙ พฤษภาคมเมื่อเขาล้อมปราบเข้ามาถึงตัว

แต่เรื่องนั้นขอเอาไว้วิสัชนากันในคราวอื่น

กลับ มาที่ประเด็น “ทหารแตงโม” หรือใครก็ตามที่ปรากฎกายขึ้นในฐานะ “ชายในชุดดำ” ในคืนวันนั้น พูดในเชิงยุทธวิธีแล้ว นั่นคือการลุกฮือของมวลชนติดอาวุธเป็นครั้งแรกในเมืองไทย นับแต่การวางอาวุธของขบวนการคอมมิวนิสต์เป็นต้นมาทีเดียว

ถ้าเรา เป็นฝ่ายเจ้าของประเทศ เหตุการณ์นี้เริ่มบอกกับเขาแล้วว่า การต่อต้านอำนาจเผด็จการและการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งนี้ไม่ธรรมดา เขาก็ย่อมเพิ่มระดับความรุนแรงของอำนาจในมือ การ “กระชับพื้นที่ “ ซึ่งเป็นภาษาไพเราะของการล้อมฆ่าประชาชนจึงเกิดขึ้นในเวลาต่อมา เป็นเหตุและผลของกันและกัน สามารถอธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาธรรมดา

คำถามคือทำไมจึงเกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วหาย?

คำ ตอบที่อาจจะยังไม่สมบูรณ์ ย้อนกลับไปหาเรื่องแนวทางและยุทธศาสตร์ใหญ่ของฝ่ายที่ต่อสู้ต้านทานระบอบ เผด็จการโบราณว่า เจตนาสุดท้ายคือการมุ่งแก้ปัญหาการเมืองของประเทศในระดับโครงสร้างจริงหรือ ไม่ หรือต้องการเพียงอำนาจรัฐบางส่วนเพื่อตอบสนองความต้องการทางการเมืองของตน เองและคณะเท่านั้น

หากไม่มุ่งหมายขนาดนั้น การลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธในคืนวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ก็เป็นเพียงหลอกล่อ (bluff) เขาเล่น เหมือนกับเกมการเมืองอื่นๆ ที่ดำเนินมาตลอดสี่ห้าปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง

เป็นการ กระทำที่เพียงหวังให้เขาตกใจและเปลี่ยนใจ ปล่อยมือจากปุ่มควบคุมชั่วคราว เพื่อตัวจะได้คืบคลานกลับสู่สถานะอันเคยมีเคยเป็นผ่านรอยปริแยกในผนังด้าน ข้างของระบอบเผด็จการโบราณเท่านั้น ไม่ได้คิดการใหญ่ไปกว่านั้นเลย

เมื่อ ปรากฎว่าเขาไม่ตกใจและไม่ยอมเปลี่ยนใจ มิหนำซ้ำยังทารุณโหดร้ายกระหายเลือดกว่าเก่า ตัวกลับกระโดดหนีอย่างขลาดกลัว ละทิ้งมวลชนผู้มีน้ำใจกล้าหาญ แต่ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเกิดอะไรขึ้นในเบื้องหลังไว้เพียงลำพัง

หาก การณ์เป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าปัญหาวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ไม่ใช่การประสานงานที่บกพร่องแต่อย่างใด แต่มาจากการนำทัพที่ขาดอุดมการณ์ และเจตนาอันมั่นคงหวังพิชิตชัยชนะอย่างที่มวลชนทั่วประเทศเขาคาดหวังกันอยู่ ในเวลานั้นนั่นเอง

วันที่ ๑๐ เมษาสอนเราว่าจะคิดใช้เหตุผลกับสัตว์ในระบอบเผด็จการโบราณคงจะไม่ได้หรอก เขาล่าถอยไปในคืนนั้นไม่ใช่เพราะเห็นแก่ค่าความเป็นมนุษย์ แต่เพราะมันก็กลัวตายและรู้ว่าอีกฝ่ายเขาสู้ตายเหมือนกันต่างหากเล่า

ถ้าไม่มีมุมนี้ เราก็จะเจอเหตุการณ์อย่าง ๑๙ พฤษภาคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สรุป แล้วอุดมการณ์นำไปสู่ใจ ใจนำไปสู่กองกำลัง และกองกำลังนั้นต้องเดินด้วยอุดมการณ์อีกต่อหนึ่ง ชาติจึงจะไปรอดและประชาธิปไตยจะไม่สูญเสียมากนัก

*******
รายงานข่าวที่เกี่ยวข้อง:


กาลครั้งหนึ่ง 10 เมษายน 2553:แค่7เดือนผ่านไป'ลืมๆอดีตไปซะ'...อย่างนั้นหรือที่คุณบอกกับเรา?!
-อย่าลืมเรา...ความจริง10เมษาฯ@สมรภูมิแยกคอกวัว

-กาลครั้งหนึ่ง 10 เมษาฯ..อย่าลืมเรา

-สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:7เดือน10เมษา-6เดือน19พฤษภา เขาว่า ให้พวกเอ็งลืมๆอดีตซะเถอะ

Thursday, November 4, 2010

‘วิสุทธิ์’ประจัญบาน ทวงยุติธรรม-ศักดิ์ศรีตร.

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘วิสุทธิ์’ประจัญบาน ทวงยุติธรรม-ศักดิ์ศรีตร.



ผ่าเกมดับเครื่องชนนักการเมือง
ชื่อชั้นของ “ผู้การวิสุทธิ์”หงอใครเสียที่ไหน

เมื่อจู่ๆถูกเด้งภาค9เข้ากรุแบบไม่สมเหตุสมผล จึงออกมาดับเครื่องชนนักการเมืองชุดใหญ่ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการเด้งครั้งนี้

ซึ่ง สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังยุครัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่องของ 2 มาตรฐาน เรื่องของการเล่นพรรคเล่นพวก เรื่องของผลประโยชน์การเมือง และเรื่องของการล้วงลูกโผต่างๆ โดยเฉพาะโผตำรวจ

ถือเป็นเรื่องธรรมดา… ในยุคกระเบื้องเฟื่องฟูลอยเช่นนี้

มือ ยาวสาวได้สาว... ด้านได้อายอด... กลายเป็นมอตโต้ของกระสือการเมืองกลุ่มใหญ่ที่อาศัยใบบุญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกปฏิบัติการล่าเหยื่อกันสลอน

นายอภิสิทธิ์ พยายามที่จะสร้างภาพเป็น “มิสเตอร์คลีน” เลยกลายเป็นน้ำยาฟอกขาวให้กับบรรดาคนใกล้ตัว คนร่วมพรรค คนชอบเสนอหน้าทั้งหลาย ใช้เป็นโล่บังให้หากินได้สะดวกโยธินมากขึ้น

แต่ ครั้งนี้การล้วงลูกโผตำรวจ ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (รองผบช.ภ.9) เปิดแถลงข่าวเอิกเกริก “ฉะ โผตำรวจ นักการเมืองล้วงลูก”

เปิดโปงการ แต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) ถึงผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2553 ซึ่งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพิ่งพิจารณาแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการโยกย้าย พล.ต.ต.วิสุทธิ์จากรอง ผบช.ภ.9 เป็นรอง ผบช.สำนักงานกฎหมายและคดี (รอง ผบช.กมค.)

เป็นการออกมาต่อสู้ให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ

“สาเหตุ ที่ย้ายครั้งนี้ก็คือ ผมไปอยู่ที่ บช.ภ.9 ดูแล จ.สงขลา ตรัง สตูล พัทลุง มีบ่อนการพนัน อบายมุขทุกอย่าง ยาเสพติด โปปั่น โต๊ะพนันบอล หวย หุ้น น้ำมันเถื่อน ของหนีภาษี ยาเสพติด โดยเฉพาะยาแก้ไอสี่คูณร้อย ที่เอาไปผสมกระท่อมทำยาเสพติด ผมจับไปแล้วเกือบแสน ผมไปอยู่พอจับกุมก็มีนักการเมืองมาเคลียร์แต่เคลียร์ผมไม่ได้ และส่วนมากคนที่ทำคือนักการเมืองระดับชาติ นักการเมืองท้องถิ่น ลิ่วล้อ หัวคะแนน ทำอย่างนี้ทั้งหมด เดือนหนึ่งหลายร้อยล้าน น้ำมันเถื่อนได้ส่วนต่างลิตรละ 8-10 บาท” พล.ต.ต.วิสุทธิ์ระบุ

และ ยังได้มีการย้ายตำรวจที่ละเลยจับกุมของผิดกฎหมายไปแล้ว 8 คน จาก 4 โรงพัก ที่ผ่านมาไม่เคยจับ พอไปจับสะเทือนทั้งวงการ เมื่อไปจับเรียกว่าทุบหม้อข้าวไม่พอ ไปทุบโรงสีอีก รื้อโรงสี นี่แหละสาเหตุที่ทำให้ถูกย้าย เพราะเป็นจระเข้ขวางคลอง ไม่ยอมนักการเมือง ลิ่วล้อนักการเมืองทำผลประโยชน์โดยมิชอบ ทุจริตกันทุกอย่างไม่ว่าเรื่องงบประมาณหรือเรื่องอะไรก็ตาม

สาเหตุสำคัญที่สุด เพราะไปทุบหม้อข้าวเลยเอาออก เพราะไปทำรายได้ของเถื่อนกว่า 100 ล้านต่อเดือน เหลือแค่ 20% รายได้หาย

ซึ่ง พล.ต.ต.วิสุทธิ์ บอกว่า เมื่อรู้ว่าจะต้องถูกย้าย พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. มีการประสาน พล.ต.ท.วีรยุทธ์ สิทธิมาลิก ผบช.ภ.9 ให้ปล่อยตัวมาลอยๆ เสร็จแล้วก็ปล่อยข่าวว่าเอามาอยู่ บช.ก. เพื่อให้ดูดี โยนหินดูท่าที แต่ผู้ใหญ่หลายคนติดต่อมาบอกว่าโดนแน่ เพราะ ผบ.ตร.ให้ ผบช.กมค.(พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์) ทำหนังสือขอตัวมา

“คนรักผมมีเยอะ ตำรวจดีดีรักผมเยอะ ตำรวจชั่วๆ เกลียดผม ก็ไม่เป็นไร ตำรวจหลายคนส่งข่าวให้ไปวิ่งเต้น ผมบอกเลยไม่วิ่งเพราะไม่อยากเป็นขี้ข้า ไม่อยากมีบุญคุณ เพราะเมื่อมีแล้วต้องไปทดแทน จะเป็นอย่างไรช่างมัน แน่จริงก็แต่งตั้งมั่วๆ มา รัฐบาลสะเทือน”

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุด้วยว่า ตอนแรกคิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน ก.ตร.เอง เป็นคนตรง เป็นจอมหลักการ คงไม่ถูกย้าย รวมทั้งผบ.ตร.ก็เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเคยออกรายการโทรทัศน์ปกป้อง แต่คิดผิด

ก่อนหน้า นี้เคยบอก ผบ.ตร.ว่า ที่นักการเมืองแต่งตั้งให้เป็น ผบ.ตร.นั้น ถือเป็นหน้าที่ของนักการเมือง ไม่ต้องไปตอบแทน เพราะเป็น ผบ.ตร.ได้รับโปรดเกล้าฯจากพระเจ้าอยู่หัว ให้ตอบแทนประชาชน แผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดิน เตือนแบบนี้ไปแล้ว

“ตอนนี้นักการเมืองล้วงลูกทุกอย่างขนาดผู้อำนวยการโรงเรียนยังล้วงลูก”

ใน ครั้งนี้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่กำหนดตามกฎก.ตร.นั้น 33% ต้องให้คนอาวุโสเลื่อนขึ้น ให้ไปไล่ดูเลยกลุ่ม 33% ที่ไม่มีเส้นไปอยู่ในกรุ ยกตัวอย่าง พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รอง ผบก.ปราบปรามการค้ามนุษย์ เคยอยู่ทำงานใน บช.ก. จบนักเรียนนายร้อยตำรวจ จบปริญญาตรีและโท ด้านนิติศาสตร์ จบเนติบัณฑิต ได้แต่งตั้งขึ้นเอาไปเป็นตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เหมือนเข้ากรุ

“อย่างนี้เห็นว่าไม่ได้เอาคนที่ดี มีความรู้มาทำงานที่เหมาะสม เท่านั้นไม่พอบางคนคิดว่า ลูกพี่นายกฯเป็นคนดีธรรมะธัมโม ภาพเดินไปสวัสดี ไม่ใช่เลย อาศรมของท่านตั้งอยู่ใน บช.ภ.9 ซึ่งผู้บังคับการที่ไปเฝ้าบ้าน ไปเฝ้าอาศรมลูกพี่นายกฯคนนี้ เพิ่งครบ (หลักเกณฑ์แต่งตั้งเลื่อนขึ้น) 3 ปี ได้เป็นรอง ผบช.ภ.9 เท่านั้นไม่พอ ยังไปเอารอง ผบก.คนหนึ่งขึ้นมาสืบทอด ดูแลอาศรมต่อ มาเป็น ผบก.จว.นั้น แล้วอย่างนี้เรียกว่าล้วงลูกหรือไม่”

และ อีกรายหนึ่ง ผบก.ภ.จว.สตูล (พล.ต.ต.ธเนศ วารายานนท์) อายุ 59 ปีแล้ว มีผลงานมากที่สุด จับยาเสพติดมาตลอด แต่ว่าถูกลูกพี่นายกฯเอามาเป็น ผบก.ศูนย์ฝึกอบรม บช.ภ.1 เก็บกรุ

คำถามที่ว่าเพราะอะไรหรือ??? ก็เพราะนายกฯคาดการณ์ผิดมาหลายเรื่อง การคาดการณ์ของนายกฯที่เป็นผู้บริหารประเทศ มีวิชั่นวิสัยทัศน์แค่นี้หรือ การย้ายพล.ต.ต.วิสุทธิ์เข้ากรุ นายกฯคาดการณ์ผิดจริงๆ เพราะตนคือคนของประชาชนและแผ่นดินเป็นของจริง

การคาดการณ์ผิดต่อเนื่องเรื่อยๆ แสดงให้เห็นว่าไม่มีวิสัยทัศน์

กรณี ผกก.สมเพียร (พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา) ที่มาร้องขอชีวิตต่อนายกฯ ก็ไม่ได้รับการช่วยเหลือ ปล่อยให้ไปทำงาน

“ผม ว่าวิญญาณของ พล.ต.อ.สมเพียร ยังวนเวียน เพราะรอนายกฯตามไปขอโทษ ถามจริงๆ ใครก็ทราบว่าท่านนายกฯทำได้ทั้งนั้น ตอนที่มาร้องขอถ้านายกฯสนใจสั่ง ผบ.ตร.ออกคำสั่งมาช่วยราชการที่ไหน ไกลพื้นที่ก็ได้”

ดังนั้นจึงขอ ถามว่านายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งคณะน้อมนำกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติหรือ ไม่ พระองค์ท่านมีกระแสรับสั่งว่าให้สนับสนุนคนดีมีอำนาจมาปกครองบ้านเมือง สกัดกั้นคนไม่ดีอย่าให้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง แต่นี่มาสกัดผมไม่ให้มีอำนาจไปดูแลทุกข์สุขของประชาชน อยากถามนายกฯ ผบ.ตร.และ ก.ตร.ทั้งหมดว่าจะไปตอบพระองค์ท่านว่าเช่นไร

พล.ต.ต. วิสุทธิ์กล่าวว่า กล้าเดิมพันให้ไปทำโพลในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ดูแล เอาเฉพาะ จ.สงขลา ไปถามเลยว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์เป็นตำรวจดีสมควรอยู่หรือไม่ หรือว่าเป็นคนไม่ดี ไม่สมควรอยู่ ถ้า 70% บอกว่าเป็นตำรวจดี สมควรอยู่จะว่าอย่างไร แต่ถ้าต่ำกว่านั้น จะลาออกจะไปกระโดดน้ำที่สะพานพระนั่งเกล้า แต่ถ้าคนสงขลาชอบตนสมควรอยู่ในพื้นที่เกิน 70% ทั้งนายกฯ และ ผบ.ตร.จะต้องมากราบตักตนงามๆ มาขอโทษแล้วบอกว่าย้ายผิดไป

ร้อนฉ่าถึงขนาดกล้าประกาศว่า

“ต่อ ไปนี้ผมจะมาแนวใหม่เมื่ออยู่ในกรุ จะดูแลงบฯลับของ ตร. การสั่งซื้อสั่งจ้างของตร. ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา และที่พูดวันนี้ใครอย่ามาสวน หากจะตอบโต้ต้องดูตัวเองก่อนว่าขาวบริสุทธิ์หรือไม่ และจะเอาลูกน้องไปถ่ายภาพหน้าบ้านว่ารับอะไรใครเท่าไหร่ เกิน 3,000 บาทหรือไม่ นี่คือ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ที่ต่อไปจะตรวจสอบการทำงานของ ตร.และรัฐบาล มั่วๆ แล้วตายแน่ ต่อไปข้าราชการไทยคนใดมีข้อมูลอะไรส่งมาให้ผม ติดต่อที่โทร.08-1834-6699 จะสืบต่อและจะจัดการฟ้องร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.)”

จริงๆแล้วพล.ต.ต.วิสุทธิ์ อยากให้ข้อมูลกระจ่างกว่านี้ แต่ขี้เกียจไปประกันตัว ฉะนั้นอย่ามาฟ้องหมิ่นประมาท และอย่ามาตั้งกรรมการฯ จะทำตนให้ดูตัวเองก่อน ไม่เช่นนั้นจะรื้อประวัติตั้งแต่เกิดตั้งแต่รับราชการมาเลย หลังจากนี้จะไม่ฟ้องร้องต่อศาลแต่ถือว่าได้ฟ้องร้องประชาชนแล้ว โดยไม่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการแต่งตั้งครั้งนี้

“บอร์ดกลั่น กรองทำอะไรไม่ได้เลย ทุกรายชื่อ ตร.ส่งมาหมดแล้ว มีบัญชีมาแล้ว ออกความเห็นไม่ได้เป็นแค่พิธีการเท่านั้น ถ้าคิดอะไรมากหัวหน้าหน่วยไปด้วย แต่งตั้งระดับ พ.ต.ต.-พ.ต.อ.ที่ผ่านมา ก็มีแต่ตั๋วส่งมาจน ผบช.ภ.9 บอกว่า ไม่อยากกลั่นกรองเลยตั๋วทั้งนั้น”

ส่วน เรื่องที่ว่าเป็นเพราะเสียผลประโยชน์หรือไม่จึงโวยวาย ยืนยันได้ว่าไม่มีประโยชน์อะไร แค่อยากบอกว่านักการเมืองรังแกข้าราชการ ต่อไปคนดีหมดขวัญกำลังใจทำงาน ผลตกกับประชาชน

ต่อไปนักการเมืองยึด ผู้ว่าราชการจังหวัด ยึด ผบก. ยึด ผกก.ได้ การเลือกตั้งก็สบายได้เปรียบคู่แข่งการเลือกตั้ง ซื้อเสียงก็ไม่มีใครจับ จับแต่ฝ่ายตรงข้าม

งามไส้ไปตามๆกัน

แน่นอนอาจจะมีการแก้เกี้ยวทำนองว่า นี่คือลีลาของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ที่มักจะใช้สไตล์ดุเด็ดเผ็ดมันมาตลอด

แต่ หากมองให้ลึกในคราวนี้ นี่คือการออกมาชนกับนักการเมือง นี่คือการออกมาชนกับผู้มีตำแหน่งหน้าที่หัวโขนทางการเมืองตรงๆ ซึ่งถามว่า เสี่ยงแค่ไหนกับอนาคตการงานในการรับราชการ หากนักการเมืองเหล่านี้ยังสามารถที่จะอยู่ได้ เพราะลูกพี่ได้รับ “ตั๋วพิเศษ”ให้อยู่ต่อไปอีกระยะ

บรรดาคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำ หูร้อนฉ่า คงไม่มีทางที่จะให้อภัยกับถ้อยคำกร้าวๆ แฉแหลกของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์แน่

ดัง นั้นมองกันให้ลึกๆ คนที่ยังมีอายุราชการ แต่กล้าออกมาแฉเหมือนคนที่ใกล้เกษียณเร็วๆนี้ จึงไม่ต้องเกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ อีกต่อไปแล้ว

น่าจะสะท้อนชัดเจนว่าข้อมูลที่ว่ามีนักการเมืองมาล้วงโผ มีธุรกิจมืดของนักการเมืองในพื้นที่ จะต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน

และ ถ้าข้อมูลไม่สร้างผลกระทบ ไม่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับธุรกิจการเมืองจริงๆ คงไม่เกิดภาพจับมือกันออกมากระหน่ำใส่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เช่นนี้ โดยเฉพาะการที่ใช้คารมเสียดสีไปถึงเรื่องบางเรื่องที่เป็นเรื่องซึ่งไม่ได้ เป็นประโยชน์ต่อสังคมใดๆเลยนั้น

สะท้อนภาพชัดว่าสไตล์เช่นนี้ของนักการเมือง สังคมไทยควรที่จะยอมรับหรือไม่???

ถ้ามีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมคงไม่มีใครว่า

ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นน่าคิดว่า จริงๆแล้ว ฝ่ายใดกันแน่ที่เป็นฝ่ายสูญเสียผลประโยชน์

ยิ่งหากดูความวุ่นวายเกี่ยวกับโผตำรวจในยุคนี้ จะเห็นว่ามีมาตลอด และมีตัวละครทางการเมืองที่เกี่ยวข้องซ้ำๆอยู่ตลอดเช่นกัน

ตอน ที่เกิดเหตุกรณีพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา หรือ “จ่าเพียรขาเหล็ก” คิดว่านักการเมืองที่เป็นต้นเหตุความวุ่นวายของโผตำรวจ จะรู้สึกละอายต่อบาปกรรมบ้าง จะเพลาๆมือลงบ้าง กลับกลายเป็นไม่ใช่เลย

เรื่องของพล.ต.อ.สมเพียรยังไม่จางไปจากความทรงจำของสังคม ก็มามีเรื่องของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ขึ้นมาอีกแล้ว

แถม ตัวการล้วงโผ และสั่งโยก พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ก็ดูจะเป็นคนๆ เดียวกันกับที่เคยใช้บารมีกีดกัน พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นั่นเอง... อะไรจะอย่างหนาปานนี้

แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะออกมาแก้เกี้ยวในเรื่องนี้ว่า “ไม่ทราบ การเมืองที่ไหน”

ถ้า พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ระบุว่าเป็นนักการเมืองภาคใต้ ก็ขอให้เอาข้อเท็จจริงมา... โดยลืมไปว่า จนป่านนี้กรณีย้ายสลับ พล.ต.อ.สมเพียร ซึ่งอุตส่าห์มาขอชีวิตกับนายอภิสิทธิ์โดยตรงนั้น ยังไม่มีความกระจ่างออกมาให้สังคมได้รับรู้ความจริงเลยว่า เป้นฝีมือใคร

แล้วแบบนี้ใครยังจะเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ได้อยู่อีก

เพราะ ต้องไม่ลืมว่า ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในรัฐบาลปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยเสียงครหาในเรื่อง 2 มาตรฐานจนอื้ออึงไปหมดนั้น แทนที่รัฐบาลจะพยายามทำให้เห็นว่าระบบยุติธรรมยังสามารถพึ่งพาได้ ยังสามารถเชื่อมั่นได้

กลับปล่อยให้เกิดเหตุทั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในฝ่ายตุลาการ ในฝ่ายอัยการ และในฝ่ายตำรวจ

ใน สายธารระบบยุติธรรมนั้น ตำรวจถือเป็นต้นธารของระบบยุติธรรม ในฐานะของพนักงานสอบสวน จากนั้นจึงไปสู่ระบบอัยการซึ่งเป้นระบบยุติธรรมในส่วนกลาง สุดท้ายปลายทางกระบวนการยุติธรรมก็จะเป็นชั้นศาล

แต่เมื่อระบบตำรวจ เจอความอยุติธรรมเสียเอง เจอการล้วงลูกจัดโผโดยนักการเมือง แล้วแบบนี้ประชาชนจะหวังพึ่งกระบวนการยุติธรรมที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร???

ลำพังแค่ในสังคม หากชุมชนใด ตำรวจรู้เห็นเป็นใจกับนักเลง กับผู้มีอิทธิพล ชาวบ้านก็ซวยสาหัสแล้ว

แต่ถ้าประเทศใด ตำรวจกลายเป็นเครื่องมือให้นักการเมือง ประเทศนั้นก็พัง

ดัง นั้นบางกอก ทูเดย์ มองว่าการต่อสู้ของ พล.ต.ต.วิสิทธิ์ วานิชบุตร ในครั้งนี้ ไม่ควรจะมองว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตนเอง แต่สังคมจะต้องมองว่านี่คือการต่อสู้เพื่อสังคม เป็นการทำเพื่อประชาชนทั้งประเทศจะได้ต้นธารแห่งระบบยุติธรรม ที่มีความยุติธรรมจริงๆ ไม่ถูกกดปุ่มโดยนักการเมือง

ขณะเดียวกันแม้ แต่ตำรวจทั้งประเทศ ที่เอือมระอากับพฤติกรรมนักการเมืองบางคนบางกลุ่มที่ล้วงลูกโผตำรวจจนล่ำซำ ก็ควรที่จะช่วยกันทวงคืนศักดิ์ศรีของตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่นเดียวกับที่ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ทำ หรืออย่างน้อยก็ควรจะสนับสนุนข้อมูลของ พล.ต.ต.ตรีวิสุทธิ์

อยากรู้เหมือนกันว่า ที่นายอภิสิทธิ์ บอกว่าหากมีข้อมูลว่านักการเมืองทำไม่ดีก็เอามา โดยเฉพาะนักการเมืองภาคใต้นั้น หากตำรวจทั้งประเทศช่วยกันขุดคุ้ยข้อมูลออกมาตีแผ่ ดูซิว่านายอภิสิทธิ์จะทำหน้าอย่างไร

จะกล้าฟันนักการเมืองเหล่านั้นจริงๆหรือไม่?

และพรรคประชาธิปัตย์จะสะดุ้งโหยงกันสักขนาดไหน!!!

เปิดหลักเกณฑ์"สอบบรรจุ" เจ้าหน้าที่ศาล รธน.ฉบับ"คลิปฉาว"

ที่มา มติชน



พลันที่เกิดเรื่องโฉ่ "คลิปฉาว ภาค 2" ทิ้งบอมบ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 รายที่เข้าไปพัวพันกับการหารือร่วมกับ "นาย พ."

เพื่อ แก้เกมที่ตุลาการอาจมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการนำข้อสอบการเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญระดับ 3 มาป้อนให้บุคคลใกล้ชิดที่อาจเป็นลูกหลานของตุลาการได้ดูก่อนสอบ ทำเอา "ศาลรัฐธรรมนูญ" สั่นคลอนไม่น้อย

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการประกาศรับสมัครเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ระดับ 3 ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมในขณะนี้

พบว่า มีการเปิดรับสมัครสอบขึ้นในช่วงต้นปี 2552 ตามประกาศสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันบุคคลทั่วไป เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2552 ลงนามโดย นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญขณะนั้น

ประกาศดังกล่าว องค์กรกลางบริหารงานบุคคลในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (อ.ศร.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญรับสมัครขึ้น

มีตำแหน่งที่เปิดรับสมัคร คือ

1.ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3

2.ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3

สำหรับ หน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น งานธุรการ งานบุคคล งานจัดระบบงาน งานงบประมาณ งานการเงินและบัญชี งานพัสดุ งานสถานที่และยานพาหนะ งานจัดพิมพ์และแจกจ่ายเอกสาร งานระเบียบแบบแผน งานรวบรวมข้อมูลสถิติ งานสัญญา งานนโยบายและแผน ร่างโต้ตอบหนังสือ จดบันทึกและเรียบเรียงรายงานการประชุมทางวิชาการ เป็นต้น

ขณะที่ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 ปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น ช่วยทำหน้าที่ในการค้นหารวบรวมข้อมูลกฎหมายและวิชาการและจัดเก็บประเด็น ปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจรับคำร้องเรื่องที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้บริการข้อมูลต่างๆ และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง

คุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3" ต้องได้รับปริญญาตรีทุกสาขาวิชาหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ โดยเป็นวุฒิที่ ก.พ.หรือ อ.ศร.รับรองแล้ว

ส่วนตำแหน่ง "เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3" ได้รับปริญญาตรีหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่านี้ทางกฎหมายหรือทางรัฐศาสตร์หรือทาง อื่นที่ อ.ศร.กำหนดให้ใช้เป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนี้ได้

ค่าธรรมเนียมการสอบ ผู้สมัครสอบต้องชำระค่าธรรมเนียมสอบคนละ 300 บาท

ส่วนหลักสูตรและวิธีการสอบ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการสอบแข่งขันผู้ที่ผ่านคุณสมบัติแล้วโดยการทดสอบ 3 ส่วนดังนี้

1.ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป 100 คะแนนเต็ม ทดสอบความสามารถในการคิดและหาเหตุผล โดยใช้ข้อมูลทางเศรษฐกิจสังคมและการเมือง

2.ภาคความรู้ความสามารถทั่วไปในตำแหน่ง 100 คะแนนเต็มในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 และเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3

และ 3.ภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง 100 คะแนนเต็ม

ทั้ง นี้ การประเมินบุคคลเพื่อพิจารณาความเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่จากประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน และพฤติกรรมที่ปรากฏทางอื่นของผู้เข้าสอบ และจากการสัมภาษณ์ โดยพิจารณาจากส่วนต่างๆ เช่น ความสามารถ ประสบการณ์ อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ จรรยาบรรณของข้าราชการ เป็นต้น

ขณะที่ "เกณฑ์การตัดสิน" นั้น ผู้ที่ผ่านการสอบแข่งขันได้จะต้องเป็นผู้ที่สอบได้คะแนนในแต่ละภาคตามหลัก สูตรต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 โดยรวมผลคะแนนจากภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ภาคความรู้ ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งแล้วจัดเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย

สำหรับ "การบรรจุแต่งตั้ง" นั้น ผู้สอบแข่งขันได้จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงาน ทั่วไป 3 และเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 ตามลำดับที่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยได้รับเงินเดือนตามคุณวุฒิที่กำหนดเป็นคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งนั้น และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไม่ประสงค์จะรับโอนผู้สอบเข้าแข่งขันได้ที่เป็นข้า ราชการหรือพนักงานของหน่วยงานอื่นของรัฐ

ต่อมามีการออกประกาศราย ชื่อ ผู้มีสิทธิสอบเข้าภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการสังกัดสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในตำแหน่ง ดังกล่าว ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 ลงนามโดยนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญขณะนั้นว่า ทางสำนักงานได้ดำเนินการตรวจสอบข้อสอบเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งหรือสอบสัมภาษณ์ (ผู้ที่สอบได้ คะแนนในภาคความรู้ความสามารถทั่วไปและภาคความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะ ตำแหน่ง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของทั้ง 2 ภาค) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 3 และตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 ในจำนวน 100 คน

ก่อนที่จะมาสอบสัมภาษณ์ เพื่อคัดกรองอีกรอบให้เหลือประมาณครึ่งหนึ่ง ก่อนบรรจุเข้าทำงานในสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญพบว่าผู้สอบผ่าน มีชื่อลูกคนดังสอบติดในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ 3 หลายคน

หนึ่งในนั้นมีชื่อนายชัยธร หัตถกรรม บุตรชายนายจรัญ หัตถกรรม อดีตตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลปกครองสูงสุด

"จตุพร"จี้"บุญจง-เกื้อกูล"ทิ้งเก้าอี้รมต.ลงเลือกตั้งซ่อม ชี้อย่าเอาเปรียบคนอื่น โวพท.ชิงพื้นที่คืน

ที่มา มติชน

นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แถลงวันที่ 4 พฤศจิกายนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ 6 ส.ส.พ้นสมาชิกภาพ โดยมี 2 คน ที่เป็นรัฐมนตรี คือนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย อดีตส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รมช.คมนาคม อดีตส.ส.อยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา ว่าทราบว่าทั้ง 2 จะลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อมส.ส.

ฉะนั้น ควรจะลาออกจากการเป็นรัฐมนตรีก่อน เพื่อมาต่อสู้กับคนอื่น เช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลาออกจากรองนายกรัฐมตรี โดยทั้ง 2 ไม่ควรจะเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งนายบุญจง ที่ผ่านมาก็เห็นๆกันอยู่ ว่าเป็นอย่างไร

ส่วนตำแหน่งที่ว่างลง ก็ให้รัฐบาลเว้นไว้ให้ ส่วนพรรคเพื่อไทยก็จะส่งผู้สมัครลงแข่งขันกับนายบุญจงด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะคว้าชัยชนะให้ได้ เพราะเป็นพื้นที่เดิมของไทยรักไทย ส่วนที่จ.อยุธยา พรรคก็จะส่งผู้สมัครลงแข่งกับนายเกื้อกูลด้วยเช่นกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว และที่ผ่านมานายเกื้อกูลก็หลุดเข้ามาได้เพียงคนเดียว

แตก

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




แรกเริ่มตอนตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ใหม่ๆ ฝ่ายพันธมิตรฯจะแสดงอาการเป็นพวกเดียวกันค่อนข้างชัด

ต่อมา เริ่มมีปัญหากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โจมตีนายสุเทพอย่างรุนแรง แต่ละเว้นนายอภิสิทธิ์เอาไว้

นายอภิสิทธิ์มาโดนเนื้อๆ เน้นๆ ก็ช่วงที่ประกาศพร้อมยุบสภาเพื่อเลือกตั้ง ระหว่างการเจรจากับแกนนำนปช.

มาตอนนี้ นายอภิสิทธิ์กลายเป็นเป้าหมายหลักของพันธมิตรฯไปแล้ว

ถึงขั้นประณามว่า"ขายชาติ"

จากการเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องปัญหาแผนที่ไทย-กัมพูชา

ลักษณะเด่นของกลุ่มพันธมิตรฯ คือเชื่อมั่นอย่างแรงในความคิดของตัว

แนวทางก็มักยึดโยงต่อการเป็นปฏิปักษ์ ต่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่าย

แม้แต่สมเด็จฮุนเซนของกัมพูชา ก็เป็นศัตรูของพันธมิตรฯ นับตั้งแต่จับมือกับพ.ต.ท.ทักษิณเล่นเกมล้อมประเทศไทย

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ที่เคยไม่กินเส้นกับนายอภิสิทธิ์

สมเด็จฮุนเซนก็กลับมาพูดคุยดีด้วย ตามมาตรฐานผู้นำเพื่อนบ้าน

สัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างผู้นำไทยกับกัมพูชา สร้างความมั่นใจจนนายอภิสิทธิ์กล้าเอ่ยปากขอตัว"อริสมันต์"

แต่สิ่งเหล่านี้สร้างความหวาดระแวง ว่าจะเป็นการสมคบกันเกี่ยวกับเรื่องดินแดนสำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ

กลายเป็นนายอภิสิทธิ์ตระบัดสัตย์ ขายชาติ

ที่น่าประหลาด นายกษิต ภิรมย์ ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นรัฐมนตรีโควตาของพันธมิตรฯ

เคยกล้าเสียผู้เสียคน จากคำพูดยกย่องปฏิบัติการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ (อาหารดี ดนตรีไพเราะ)

ตอนนี้ ออกมาจวกพันธมิตรฯแบบไม่ไว้ไมตรี

ใช้ถ้อยคำแรงตอบโต้กลับไปว่า เป็นพวกคลั่งชาติ!

บ่นว่าขนาดคุยชี้แจงนอกรอบ จนเหมือนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว

พอคล้อยหลัง แกนนำพันธมิตรฯ ก็ยืนกระต่ายขาเดียวเหมือนเดิม "ไทยเสียดินแดน"

มีการก่อกระแส จะชุมนุมปิดสะพานมัฆวานฯ กันอีกแล้ว

นอกจากเตรียมประท้วงปิดถนน ในข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ ยังมีไปถึงกองทัพด้วย

เรียกร้องให้ขับไล่ทหารและคนเขมร ในพื้นที่พิพาท

พูดง่ายๆ ให้ทำสงครามกับกัมพูชา

รัฐบาลอภิสิทธิ์เวลานี้ จึงเหมือนโดนกระหนาบ จากศัตรู 2 สี แดงกับเหลือง

โจทย์ของนายอภิสิทธิ์คือจะทำอย่างไร หากมีการก่อม็อบปิดถนนกลางกรุงกันอีก ทั้งที่ยังมีพ.ร.ก. ฉุกเฉินบังคับใช้อยู่?

ขณะที่ทางกองทัพนั้น ก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อในจุดยืนปกป้องสถาบันของเสื้อเหลืองสักเท่าไร

ในสถานการณ์ที่ไมตรีขาดสะบั้น น่าเชื่อว่าการปิดถนนตั้งเวทีชุมนุม

อาจไม่ง่ายเหมือนคราวก่อนๆ?

เปิดคำวินิจฉัยศาลรธน. ฟัน6ส.ส.ถือหุ้นต้องห้าม

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



เวลา 15.00 น. วันที่ 3 พ.ย. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดยนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทน ราษฎร ส่งความเห็นกกต. ให้วินิจฉัยกรณีสมาชิกภาพของ ส.ว.และส.ส. สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6)

เนื่องจากกระทำการต้องห้ามตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) ประกอบมาตรา 48 กรณีถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อสารมวลชน โทรคมมาคม หรือบริษัทที่เป็นคู่สัญญา และเป็นสัมปทานกับรัฐหรือไม่

มีตุลาการออกนั่ง 8 คน ขาดนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ลาพักร้อนไปต่างประเทศ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 ให้สมาชิกภาพความเป็นส.ส.ของ

1.นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 2.นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา และรมช.คมนาคม 3.นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อแผ่นดิน

4.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย และรมช.มหาดไทย 5.ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย และ 6.ม.ร.ว.กิติวัฒนา (ไชยันต์) ปกมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน

สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 106 (6) เนื่องจากถือครองหุ้นในธุรกิจที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐ หรือคู่สัญญากับรัฐ และธุรกิจสื่อโทรคมนาคม ซึ่งต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2) (4) ประกอบมาตรา 48

เนื่องจากขณะถือครองหุ้นดังกล่าว ผู้ถูกร้องทั้ง 6 คนมีสถานะเป็นส.ส.แล้ว โดยเริ่มนับตั้งแต่ 23 ธ.ค.50 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง

โดย นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายเฉลิมพล เอกอุรุ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยระบุเหตุผลของศาลว่า กกต.มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานเพื่อโต้แย้งแล้ว

ขณะ ที่รัฐธรรมนูญมาตรา 265 บัญญัติห้ามการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระบุถึงการห้ามครองหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐทั้งทางตรงและ ทางอ้อม

ซึ่งมีความหมายว่า ต้องไม่ให้สมาชิกรัฐสภากระทำการใดๆ ที่จะเป็นการใช้อำนาจเข้าไปบริหารงาน หรือไปใช้อำนาจ

รวม ไปถึงบริษัทที่แม้ไม่รับสัมปทานโดยตรง แต่เข้าไปถือหุ้นในบริษัทในจำนวนมากพอที่จะมีอำนาจบริหารงาน หรือครอบงำกิจการได้ หรือที่เรียกว่า ′โฮลดิ้งคอมปานี′ ก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำโดยอ้อม

แต่การต้องห้ามถือหุ้นตามมาตรา 265 คำนึงว่า ต้องไม่กระทบสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพเกินวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ศาล ยังเห็นว่า การถือหุ้นต้องห้ามไม่ได้มีความหมายรวมไปถึงก่อนการเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิก รัฐสภา เพราะหากรัฐธรรมนูญมีเจตนาเช่นนั้น ต้องบัญญัติไว้ เช่น การห้ามคงไว้ซึ่งหุ้นของนายกฯ และรัฐมนตรี ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 269 ด้วย

ซึ่ง หากพิจารณามาตรา 269 มิได้ห้ามนายกฯคงถือหุ้นไว้อย่างเด็ดขาด เพราะยังบัญญัติว่าหากประสงค์จะถือหุ้นดังกล่าวไว้ ก็ให้แจ้งต่อประธาน ป.ป.ช. ทราบใน 30 วัน ทั้งที่นายกฯ ใช้อำนาจบริหารและแสวงหาประโยชน์ได้มากกว่าสมาชิกรัฐสภา

ดังนั้นการห้ามถือหุ้นของฝ่ายนิติบัญญัติ จึงน่าจะเบาและผ่อนคลายกว่า

อีก ทั้งถ้ารัฐธรรมนูญจะประสงค์ห้ามคงไว้ ต้องเขียนเอาไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับอื่นที่เคยบัญญัติไว้ แต่ในรัฐธรรม นูญปัจจุบันต้องการให้เหมือนฉบับปี 2540 ซึ่งไม่มีบัญญัติห้ามการคงไว้

การที่รัฐธรรมนูญมาตรา 265 (2) (4) ประกอบมาตรา 48 บัญญัติให้เป็นเหตุแห่งการสิ้นสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. และ ส.ว. ดังนั้นการจะพิจารณาว่าการกระทำตามมาตรา 265 ถือเป็นความผิดแล้วหรือไม่

ต้องหมายความว่า ส.ส.และส.ว.ต้องมีสมาชิกภาพเสียก่อน จึงจะกระทำการต้องห้ามได้

อีก ทั้งเมื่อพิจารณาถึงลักษณะต้องห้ามของส.ส.และส.ว. มิได้บัญญัติห้ามการถือครองหุ้นในบริษัทดังกล่าวเป็นคุณสมบัติต้องห้ามในการ สมัครเป็น ส.ส.และส.ว.

หากจะตีความว่า ให้รวมถึงการห้ามคงไว้ ย่อมไม่เป็นธรรมเพราะสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. และ ส.ว. จะเริ่มเมื่อวันเลือกตั้ง หรือเมื่อ กกต.ประกาศผลการสรรหาเป็นส.ว.

ดัง นั้นหากจะตีความให้หมายรวมถึงการคงไว้ด้วย ผู้สมัคร ส.ส.และส.ว. หรือผู้สมัครรับการสรรหาก็ต้องขายหุ้นก่อนวันเลือกตั้ง หรือก่อนจะประกาศผล มิเช่นนั้นผู้ได้รับเลือกตั้งจะสิ้นสมาชิกภาพทันที

ซึ่งจะเป็นการตีความตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จนทำให้เกิดผลประหลาดเกินควรและเกินความได้สัดได้ส่วน

ศาล จึงมีความเห็นด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ว่าการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) ประกอบมาตรา 48 ต้องกระทำหลังจากมีสมาชิกภาพเป็นส.ส.และส.ว.แล้ว

ส่วน บริษัทต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) ประกอบมาตรา 48 ต้องมีลักษณะอย่างไรนั้น ศาลเห็นว่ากิจการตามมาตรา 48 จะต้องประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุ วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม

ขณะ ที่กิจการต้องห้ามตามมาตรา 265 วรรคหนึ่ง (2) (4) คือกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ หรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน และการรับสัมปทานคือให้สิทธิในการใช้ทรัพยากรของชาติ ดังนั้นสัมปทานจึงรวมถึงการประทานบัตรไว้ด้วย

ซึ่งผู้ถูกร้องทั้ง 45 คน จะกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรม นูญหรือไม่ ศาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 105 บัญญัติให้สมาชิกภาพเริ่มขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง ซึ่งวันเลือกตั้งส.ส. มีขึ้นในวันที่ 23 ธ.ค.50 รวมถึงการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 20 ม.ค.51

ส่วน ส.ว. รัฐธรรมนูญมาตรา 117 บัญญัติให้สมาชิกภาพเริ่มขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้ง คือ 2 มี.ค.51 และวันที่กกต.ประกาศผลการสรรหา คือ 29 ก.พ.51

ส่วนนี้ ข้อเท็จจริง ปรากฏว่า นายกำธร คู่สมรสของนางนิภา พริ้งศุลกะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ตามคำร้องอ้างว่าถือหุ้นบมจ.ทางด่วนกรุงเทพ แต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้คือนายกำธรไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทดังกล่าว แต่ถือหุ้นในบมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพมาก่อนนางนิภาได้รับเลือกตั้ง

จึงไม่เป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

เช่น เดียวกับส.ส.และส.ว.ที่ถูกร้องอีก 37 คน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าถือหุ้นมาก่อนได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.และส.ว. และก่อนได้รับการสรรหาเป็นส.ว. แม้จะยังคงถือไว้ขณะดำรงตำแหน่งก็ไม่เข้าลักษณะต้องห้าม

กรณี นายสมเกียรติ พบว่าซื้อหุ้นบมจ.ปตท. วันที่ 2 ม.ค.51 และ 23 ม.ค.51 ครั้งละ 20,000 หุ้น และวันที่ 18 ม.ค.51 อีก 10,000 หุ้น

นางนลินี ด่านชัยวิจิตร คู่สมรสนายเกื้อกูล ซื้อหุ้นบมจ.ปตท.สผ. 1,000 หุ้น เมื่อ 21 ม.ค.51

นา งมลิวัลย์ ซื้อหุ้นบมจ.ปตท. วันที่ 28 พ.ค.51 จำนวน 500 หุ้น และวันที่ 29 ก.ค. วันที่ 30 ก.ค. และ 1 ส.ค. 51 ครั้งละ 300 หุ้น ต่อมา 1 ธ.ค.51 ซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1,000 หุ้น

และยังพบว่าเข้าไปซื้อหุ้นใน บมจ.ปตท.สผ. ในวันที่ 6 ส.ค.51 จำนวน 1,000 หุ้น จากนั้น 4 ก.ย.51 ซื้อหุ้น 500 หุ้น วันที่ 6 ม.ค.52 ซื้อหุ้น 2,000 หุ้น และ 28 พ.ค.51 ซื้อหุ้นของบมจ.ทีทีแอนด์ที อีก 50,000 หุ้น

นางกาญจนา วงศ์ไตรรัตน์ คู่สมรสของนายบุญจง ซื้อหุ้นบมจ.ปตท.สผ. ในวันที่ 9 พ.ค. วันที่ 15 พ.ค. และ 10 มิ.ย.51 ครั้งละ 10,000 หุ้น และ 13 พ.ค.51 จำนวน 20,000 หุ้น

ส่วน ร.ท.ปรีชาพล ซื้อหุ้นบมจ.ปตท. ช่วงเดือนมิ.ย.51 จำนวน 30,000 หุ้น และ ม.ร.ว.กิติวัฒนา ซื้อหุ้นบมจ.ทีทีแอนด์ทีเมื่อ 2 ม.ค.51 จำนวน 50,000 หุ้น

การถือครองหุ้นของผู้ถูกร้องทั้ง 6 เป็นการถือหลังจากเป็นส.ส.แล้ว จึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าบริษัทที่ผู้ถูกร้องหรือคู่สมรสเข้าไปถือนั้น ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลเห็นว่าบมจ.ปตท. ประกอบกิจการค้าขายเชื้อเพลิง แม้ไม่ได้รับสัมปทานแบบผูกขาด แต่ลงทุนในบริษัทอื่นในลักษณะ โฮลดิ้งคอมปานี โดยเข้าไปถือหุ้นในปตท.สผ. รับสัมปทานการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียมในอัตราส่วนร้อยละ 45

อีก ทั้งยังเข้าไปถือหุ้นในบมจ.ปตท.เคมิคอล ได้รับสัมปทานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ผลิตจำหน่ายไฟฟ้าและน้ำประปาในสัดส่วนร้อยละ 49.16 ถือเป็นหุ้นจำนวนมากพอครอบงำกิจการได้

ดังนั้น การถือหุ้นบมจ.ปตท. จึงเป็นการถือหุ้นบริษัทต้องห้ามโดยทางอ้อม

ส่วน บมจ.ทีทีแอนด์ที ประกอบกิจการให้บริการโทรศัพท์ ได้รับสัมปทานจากองค์การโทรศัพท์ฯ ต่อมาแปลงสภาพเป็นบมจ.ทีโอที อีกทั้งยังประกอบโทรคมนาคมด้วย จึงมีลักษณะอันต้องห้ามตามมาตรา 265 (4)

รัฐ ธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่า การถือหุ้นเท่าใดเรียกว่าครอบงำกิจการ ดังนั้นการถือเพียงหุ้นเดียวก็เป็นการถือตามความหมาย แม้ไม่มีอำนาจบริหารก็ตาม เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดเจน ป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีช่องทางจะใช้หรือถูกใช้ตำแหน่ง หน้าที่ไปหาประโยชน์

แม้ว่าจะเป็นการซื้อในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อระยะสั้นเพื่อเก็งกำไร ก็ต้องห้าม

การ์ตูน เซีย 04/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_123954

การ์ตูน เซีย 04/11/53

กวีประชาไท: อาจท่วมท้นถึงยอดพระสุเมรุ

ที่มา ประชาไท

ความแค้นคลั่งดั่งหนามแหลมแทงดวงจิต
หลายชีวิตสิ้นลงตรงเบื้องหน้า
แผ่นดินแดงด้วยเลือดอาบพสุธา
ช้ำเกินกว่าจะจำนรรศพเรียงราย

ความขมขื่นของทุกคนครั้งครานี้
หากไหลรี่ดั่งสายธารหลายร้อยสาย
หลายพันถิ่นที่เจ็บช้ำมิวางวาย
เป็นดั่งสายนทีที่เกรียงไกร

ความชอกช้ำระกำจิตที่ท่วมท้น
ย่อมเอ่อล้นท้นฝั่งเกินขานไข
ท่วมแผ่นดินสิ้นสมจมลงได้
กว้างเพียงไรไหลไปถึงทุกถิ่นนาม

แม้นภูผาสง่างามตระหง่านฟ้า
อาจเปื่อยตมล่มลาน้ำล้นหลาม
ค่อยค่อยเซาะเจาะพื้นจนลุกลาม
ก็พังพาบดั่งสนามลงพังภิณ

ยิ่งจับฆ่ายิ่งสะสมระทมเพิ่ม
ยิ่งสร้างเสริมก่อขยายเกินถวิล
เป็นมหาสมุทรสุดแดนดิน
ยิ่งไหลรินยิ่งเอ่อล้นเหลือคณา

อาจท่วมท้นถึงยอดพระสุเมรุ
เทวดาจะหลบเร้นที่ใดหนา
เขาอาจยุบอาจล่มถล่มมา
เทวดาจะไปไหนเมื่อไร้ทาง

แถลงการณ์ ม.เที่ยงคืน : ความรับผิดชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

ที่มา ประชาไท

4 พ.ย. 2553 - กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแถลงการณ์เรื่อง "ความรับผิดชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว" จากกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ สั่นคลอนความไว้วางใจของสาธารณชน โดยทางมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้แสดงความเห็นว่า "บัดนี้ความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่อยู่ในสถานะที่จะทำหน้าที่ของผู้วินิจฉัยได้ อย่างชอบธรรมอีกต่อไป"

เนื้อความในแถลงการณ์ของ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จึงเสนอขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการแสดงความรับผิดต่อ ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยประการแรก ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดต่อปัญหา ที่เกิดขึ้น และประการที่สอง คือ ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

มหาวิทยาลัย เที่ยงคืนกล่าวในแถลงการณ์อีกว่าแม้สถาบันตุลาการจะเป็นหนึ่ง ในอำนาจอธิปไตย แต่ก็ควรได้รับการตรวจสอบ และแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม มิเช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นสถาบันที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยเพิ่มมากขึ้น ในทางตรงข้ามการมีสถาบันตุลาการที่เป็นอิสระและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง จะมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมการเมืองไทย


แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง ความรับผิดชอบของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว

แม้ว่าข้อกล่าวหาต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ปรากฏในปัจจุบัน อาจยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ถึงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร แต่ก็มีผลสั่นคลอนความไว้วางใจของสาธารณชนที่มีต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างรุนแรง ซึ่งตลอดเวลานับตั้งแต่เกิดคำถามขึ้นกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับไม่เคยมีการชี้แจงหรือการอธิบายที่จะช่วยสร้างความมั่นใจแก่สาธารณชนใน เรื่องความเป็นอิสระ (Independence) และความเที่ยงธรรม (Impartiality) ของตุลาการแต่อย่างใด

สถาบันตุลาการมีความสำคัญยิ่งต่อการวินิจฉัยข้อพิพาทต่างๆ ในสังคม ความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมของตุลาการเป็นปัจจัยพื้นฐานที่มีความสำคัญ ต่อการสร้างความเชื่อมั่นกับผู้คนในสังคม ว่าข้อขัดแย้งต่างๆ จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่ามาตรฐานทางจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่ของ ตุลาการอยู่ในระดับที่สูงกว่าบุคคลหรือข้าราชการโดยทั่วไป การที่ตุลาการถูกตั้งคำถามในเรื่องของความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมจึงมี ผลกระทบรุนแรงโดยไม่จำเป็นต้องมีการพิสูจน์ถูก-ผิด การกระทำที่มัวหมองหรือชวนให้เกิดข้อสงสัยก็ถือได้ว่าเป็นเหตุที่ทำให้บุคคล ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการไม่สมควรจะทำหน้าที่ในฐานะของผู้วินิจฉัยชี้ขาดอีกต่อ ไป

ยิ่งในห้วงเวลาที่สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองสูงมาก ความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการยิ่งมีความสำคัญต่อการทำให้ เกิดความไว้วางใจและการยอมรับของสาธารณะต่อคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้น หากสถาบันตุลาการถูกตั้งคำถามและปรากฏข้อสงสัยอย่างกว้างขวางดังเช่นที่ ปรากฏขึ้นในปัจจุบัน ก็เป็นที่คาดหมายได้ว่าคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ไม่เพียงแต่จะยุติข้อขัดแย้งไม่ได้เท่านั้น หากยังอาจกลายเป็นเงื่อนไขซ้ำเติมความขัดแย้งในสังคมไทยให้ยกระดับสูงขึ้น อีกโสดหนึ่งด้วย

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีความเห็นว่า บัดนี้ความน่าเชื่อถือของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรงและ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่อยู่ในสถานะที่จะทำหน้าที่ของผู้วินิจฉัยได้อย่าง ชอบธรรมอีกต่อไป มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอเรียกร้องให้สังคมร่วมกันกดดันเพื่อให้เกิดการแสดงความรับผิดต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนี้

ประการแรก ให้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนลาออกจาก ตำแหน่งเพื่อแสดงความรับผิดต่อปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งสร้างความสงสัยต่อความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรมของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจให้ความกระจ่างแก่ปัญหาดังกล่าวได้

ประการที่สอง ให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว เพราะถึงแม้จะมีการสับเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ปัญหาพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งก็คือ สถาบันตุลาการในสังคมไทยเป็นองค์กรที่ปราศจากระบบการตรวจสอบทั้งจากสังคมและ ระบบการเมือง ซึ่งเมื่อปราศจากการตรวจสอบ การปฏิบัติหน้าที่ก็อาจไม่ได้ดำเนินไปบนหลักการหรือมาตรฐานที่ถูกต้องชอบ ธรรม

สถาบันตุลาการเป็นสถาบันหนึ่งของอำนาจอธิปไตย แต่ไม่ได้มีความหมายว่าเป็นองค์กรที่พ้นไปจากการตรวจสอบและความรับผิดแต่ อย่างใด ในระยะยาวจึงจำเป็นต้องสร้างระบบการตรวจสอบที่สัมพันธ์กับสังคมให้เกิดขึ้น เพื่อทำให้สถาบันตุลาการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมและเป็นที่ ยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคม

หากปล่อยให้สถาบันตุลาการทำงานโดยไม่ มีการตรวจสอบ ปราศจากความรับผิดชอบ และไม่มีความชอบธรรม สถาบันตุลาการจะกลายเป็นองค์กรที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทยเพิ่มมากขึ้น แต่การมีสถาบันตุลาการที่เป็นอิสระและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง จะมีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับสังคมการเมืองไทย สังคมจึงต้องตระหนักและร่วมกันผลักดันทั้งในกรณีความรับผิดของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในอนาคต

มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
4 พฤศจิกายน 2553

สุชาติ นาคบางไทร เปิดใจลอดซี่กรงคุกคดีหมิ่น:ไม่ตั้งทนาย ไม่ประกัน ไม่ขออภัยโทษ ขอให้ทุกคนสู้ต่อ

ที่มา Thai E-News


ฝาก การ์ตูนเก่าๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้น้าชาติ เพื่อนร่วมรบ ก่อนจะมาเป็นคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ / จาก GAG LASVEGAS รหัสDcode' USA.702'

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 พฤศจิกายน 2553



"น้า ชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ไป เยี่ยมรายงาน


สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รายงานความคืบหน้าการจับกุมนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า ได้พร้อมกันกับภรรยาและลูกสาวของนายสุชาติไปเยี่ยมเขาที่ศาลอาญา รัชดาฯ โดยถูกนำตัวมาจาก สน.ชนะสงครามส่งที่ศาลในเวลาราว 10.30น.วันที่ 2 พฤศจิกายน

พ.ต.ท.ณฐกร คุ้มทรัพย์ รองผกก.สส.สน.ชนะสงคราม ควบคุมตัวนายวราวุธ ฐานังกรณ์ หรือสุชาติ นาคบางไทร อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาขออำนาจศาลอาญา ฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน

ส่วนคำร้องฝากขัง สรุปว่า เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2551 เวลา 18.05 -18.15 น. ผู้ต้องหาได้กล่าวปราศรัยบนเวที ที่ท้องสนามหลวง แขวงบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กทม. ด้วยถ้อยคำที่จาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจากศาลอาญา ก่อนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้เมื่อ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ตามคำร้อง

บรรยากาศที่ศาล มีนักข่าวมาถ่ายรูปจำนวนมาก นายสุชาติดูค่อนข้างอิดโรย อาจเป็นเพราะเครียด และนอนไม่หลับ แต่ก็ยังดูเข้มแข็งและมีกำลังใจดี

เมื่อมาถึงศาล เจ้าหน้าที่นำตัวเขาเข้าไปอยู่ในห้องขังที่เป็นกรง ผู้ไปเยี่ยมรายงานว่า ก็ได้ตะโกนคุยกันนิดหน่อย ระหว่างที่นายสุชาติกินข้าวกลางวันไปด้วย

นายสุชาติแจ้งกับผู้ไปเยี่ยม ว่า ขอให้คนที่สนับสนุนเขา หยุดการต่อสู้ทางคดีไว้ทั้งหมด เพราะเขาได้ยอมรับสารภาพไปทั้งหมดแล้ว
ไม่ ขอทนาย ไม่ขอประกัน ไม่ขออภัยโทษ ดังนั้นจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องประ ชาธืปไตยทั้งสิ้น ขอให้พวกเราทุกคนสบายใจ และดำเนินชีวิตไปตามปรกติ และต่อสู้ต่อไปตามวิถีของตัวเอง

"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิต อยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ที่ไปเยี่ยมรายงาน

หลัง จากนั้นประมาณบ่าย 2 โมง นายสุชาติพร้อมกับผู้ต้องหาคนอื่นๆประมาณ10กว่าคน ถูกนำตัวขึ้นรถบัสของคุก ที่เป็นกรงขังและปิดกระจก เพื่อส่งตัวไปฝากขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เดียวกับนางสาวดารุณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ"ดา ตอปิโด"ซึ่งถูกดำเนินคดีหมิ่นฯไปก่อนหน้านี้

มี รายงานว่าจะเป็นการฝากขังเป็นผลัดละ 12 วัน ได้อีกประมาณ 7-8 ผลัด จนกว่าอัยการจะทำสำนวนฟ้องเสร็จ จึงจะถูกนำตัวกลับมาพิจารณาคดีที่ศาลอาญาอีกครั้ง

สำหรับการไปเยี่ยมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้เยี่ยมในเวลาราชการ ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30น. - 17.00น.
ให้ เข้าเยี่ยมได้ครั้งละ 5 คน ระยะเวลาในการเยี่ยม 15 นาที วันละ 1 ครั้งเท่านั้น รอบเช้า หรือ รอบบ่าย "ดังนั้นหากใครอยากไปเยี่ยม ให้นัดกันล่วงหน้าก่อน แล้วไปพร้อมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากประสานกับทางครอบครัวก่อนได้จะดีมาก เพราะครอบครัวคงไปเยี่ยมทุกวัน หากมีใครไปเยี่ยมตัดหน้าก่อนแล้ว ครอบครัวจะเยี่ยมอีกไม่ได้ในวันเดียวกัน"

ดร.สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ เขียนแสดงความเห็นในกระดานสนทนา คนเหมือนกันว่า..ความจริง มีคนบอกผมมาสักพักนึงแล้วว่า คุณสุชาติ กลับเข้ามาเมืองไทย ตอนแรกที่ผมได้ยิน ก็ตกใจและแปลกใจเหมือนกัน เห็นคนที่บอก เขาว่า เข้าใจว่าคุณสุชาติอาจจะคิดว่า ถ้าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรให้เป็นข่าว ก็อาจจะอยู่ได้ นี่แสดงว่า ตำรวจอาจจะได้ยินข่าวคราวขึ้นมา?

เรื่องไม่สู้คดี "สารภาพ" (ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ไม่เอาทนาย) ผมก็อ่านจากข่าวเช่นกัน

ผม เดาว่า คุณสุชาติ คงคิดในแง่ว่า ถ้าทำในลักษณะนี้ มีโอกาสที่ภายในประมาณ 2 ปี ก็สามารถเป็นอิสรภาพได้ ในกรณีที่โดนตัดสิน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ทำนองเดียวกับคุณสุวิชา ท่าค้อ และคุณบุญยืน (ดูเหมือนจะประมาณ 2 ปีนับจากถูกจับทั้งคู่)

ดังที่ผมเคยเขียนไป ก่อนหน้านี้ เช่นกรณีคุณสุวิชา เรื่องคดี ม.112 นั้น ต้องแล้วแต่ แต่ละคนที่ต้องคดีจะตัดสินใจตามสภาพของตัวเอง (และครอบครัว) ผมไม่มีความเห็นอะไร ลักษณะของคดีนี้ มันไมใช่คดีธรรมดา โอกาสที่ ถ้าถึงขั้นฟ้องศาลแล้ว จะสู้คดี แล้วชนะ เป็นไปได้ยากมากๆ (ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าศาลตัดสินใจว่า ไม่ผิด จะไม่ยิ่งเป็น "ตัวอย่าง" ให้กับคนอื่น) ดังนั้น อย่างกรณีคุณสุวิชา คุณบุญยืน ที่ตัดสินใจในลักษณะนั้น ก็คงพอเข้าใจได้ คุณสุชาติ ก็อาจจะคิดในลักษณะคล้ายกัน

อย่างกรณีคุณดา (ตอปิโด)คงอีกหลายปี กว่าจะผ่านขั้นอุทธรณ์ และถ้าตัดสินยืนว่าผิดอีก ก็คงอีกเป็นปี กว่าจะถึงขั้นฎีกา ฯลฯ และถ้าผิดอีก ? ถึงตอนนั้น จะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ โอกาสอาจจะน้อยลง สรุปแล้ว มีความไม่แน่นอนสูงมาก

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ