WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 11, 2010

กษัตริย์จอร์แดนนิรโทษกรรมนักโทษคดีหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News


กษัตริย์ อับดุลลาห์ บิน อัล ฮุสเซนที่ 2 แห่งราชอาณาจักรจอร์แดน เคยเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระพรในหลวงทรง ครองราชย์ครบ 60 ปีเมื่อปีพ.ศ.2549

ที่มา THE JORDAN TIMES

อัมมาน (จอร์แดน ไทม์ส) – แหล่งข่าวให้ข่าวว่า การสืบสวนคดีหมิ่นต่าง ๆ รวมทั้งการกล่าวร้ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อพระมหากษัตริย์ได้ตกไป

“การ ตัดสินใจนั้นมีแรงบันดาลใจจากพระบรมราโชบายของพระมหากษัตริย์ในการพระราช ทานอภัยโทษ ความอดทนอดกลั้น และเป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาของพระราชวงศ์ Hashemite” แหล่งข่าวได้บอกกับน.ส.พ. Jordan Times

คนหนึ่งที่ได้รับ การปล่อยตัวคือ ฮาทิม ชูลี ซึ่งถูกจับในเดือนกรกฎาคมในข้อหาให้ร้ายกษัตริย์และยั่วยุให้เกิดความขัด แย้งในบ้านเมือง ตามที่ได้รับข้อมูลจากศาล

เจ้าหน้าที่ศาลได้กล่าวกับน.ส.พ. Jordan Times ว่า ชูลี ได้รับการปล่อยตัวแล้วในการปฏิบัติตามการตัดสินตามนโยบายให้เพิกถอนคดี

อีก ราย คือนักศึกษามหาวิทยาลัย Yarmouk อายุ 20 ปี ถูกจับเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ด้วยข้อหาให้ร้ายพระมหากษัตริย์อับดุลลาและก่อให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง โดยบทกวีที่เขาเขียน

ชูลีปฏิเสธว่าเขียนบทกวีหรือกล่าวร้ายพระมหากษัตริย์

แม้ ว่าการให้ร้ายกษัตริย์จะถูกลงโทษด้วยกฎหมาย แต่พระมหากษัตริย์ได้มีพระมหากรุณาธิคุณ มีพระบรมราชโองการย้ำให้คนที่ต้องคดีดังกล่าวได้รับการปล่อยตัว

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:6เดือน19พฤษภา-7เดือน10เมษา คนสั่งยังลอยหน้า คนฆ่ายังลอยนวล

ที่มา Thai E-News


ดูหนังดูละครย้อนพม่า
อย่าลืมหวนกลับมาดูเจ้าของ
ขณะปากเพ้อพร่ำคำปรองดอง
ใจกลับจองจ้องล่าจะฆ่าฟัน

บ้านแตกสาแหรกขาดอนาถนัก
ไหลทะลักเข้าไทยด้วยไหวหวั่น
แต่ว่าไทยวันนี้เหลือกี่วัน
จะจบฝันอย่างไรยังไม่รู้...


ที่มา เฟซบุ๊ค วิสา คัญทัพ

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
11-14 พฤศจิกายน 2553

***สังคม ข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2553 เป็นห้วงเวลาครบรอบ 7 เดือนเหตุการณ์สังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตย 10 เมษาฯ ใกล้ห้วงเวลาครบรอบ 6 เดือนเหตุการณ์19พฤษภาอำมหิต โดยที่ความอยุติธรรมยังดำรงอยู่ คนเจ็บยังถูกใส่ร้าย คนตายยังถูกกล่าวหา คนบริสุทธิ์ยังถูกคุมขัง เสรีภาพถูกข่มขืน คุกแน่นไปด้วยผู้ต้องหาทางความคิด-แล้วอย่ามาบอกนะว่า"ทำไมคนเสื้อแดงไม่ยอม ปรองดอง-ทำไมคนเสื้อแดงไม่ยอมลืมอดีต"!!?...สัจธรรมนั้นฆ่าไม่ตาย สลายไม่ขาด แม้แต่ความตายก็ไม่อาจพราก หากแต่ยิ่งทำให้คนผนึกหลอมอย่างเข้มข้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างทรงพลานุ ภาพ***

***ทรราชมาร์คพูดถูกที่ว่า"การจะปรองดองขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งประเทศ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทักษิณ" หลังจากเสธ.หนั่นไปพบทักษิณแล้วพูดกันว่า"อยากให้ลืมๆอดีตเพื่อเดินหน้าปรองดอง"..ก็ คงง่ายๆแบบนี้เพราะไม่มีญาติพี่น้องของเสธ.หนั่นโดนฆ่าตาย เจ็บทุพลภาพ ถูกยัดคุกยาว6เดือนไม่ให้ประกัน โดนตามล่าตามฆ่าตามจับกุม ไม่ได้เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศที่เขายังคับแค้นขมขื่นกับอยุติธรรม..หาก ทักษิณเอออวยไปกับเสธ.หนั่นก็"เชิญปรองดองจอมปลอมไปคนเดียว"เถอะครับ ถือว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยมีอะไรต่อกัน ไม่มีบุญคุณไม่มีความแค้น ไม่มีอะไร ตามสบาย...ก็แค่นั้น( ดีอยู่หน่อยแต่ว่าทักษิณแค่"หัวเราะ"เฉยๆเมื่อเสธ.หนั่นบอกให้ลืมๆอดีต )***

***วันที่ 11 พฤศจิกายน สหพันธ์ นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท.)ยื่นหนังสือต่อสถานทูตญี่ปุ่น และอิตาลี ในโอกาส ครบรอบ 7 เดือน 10 เมษาฯซึ่งเป็นวันครบรอบ 7 เดือนการเสียชีวิตของนายฮิโร มูราโมโต้ ผู้สื่อข่าว สำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น และในโอกาสใกล้ครบรอบ 6 เดือน 19 พฤษภาฯ ซึ่งช่างภาพอิตาลี นายฟาิบิโอ โปเลนจิ เสียชีวิต

สนนท. จึงได้จัดกิจกรรม “ยื่นจดหมายถึงสถานทูตญี่ปุ่น” เพื่อเป็นการแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิต และเป็นการรำลึกถึงผู้เสียชีวิต โดยวันและเวลาในการจัดกิจกรรมนี้ เป็นไปตามความสะดวกของสถานทูตทั้งสองแห่ง

โดยวันนี้ เวลา 10.00 น. ไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตอิตาลี เวลา 14.00 น.เดินทางไปสถานทูตญี่ปุ่น ถนนวิทยุ อ่านจดหมายถึงสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น เวลา 15.00 น. ตัวแทน สนนท. นักศึกษาองค์กรฐาน และแนวร่วม เข้่ายื่นจดหมายถึงสถานทูตญี่ปุ่น***

***ช่วย น้ำท่วมแล้ว หันมาดูผู้ประสบภัยน้ำท่วมปาก ก็ได้แต่น่าสรรเสริญน้ำใจพี่น้องร่วมชาติที่ยังไม่ลืมคนที่ประสบภัยร้าย เผด็จการ อย่างกรณีนี้คือคุณนิคม เบอร์ขุนทด ที่โดนพวก"สลิ่ม"รุมทำร้ายสาหัส คุณพี่สุภาพสตรีผู้มากน้ำใจท่านหนึ่งแจ้งข่าวมาดังนี้


"โดย ปกติแล้ว คุณนิคมเป็นคนที่มาทำงานที่กทม.คนเดียว เพื่อส่งเงินกลับไปให้ที่บ้าน(ซึ่งมีอยู่กัน 3 คน พ่อ แม่ และลูกสาว) ให้ใช้จ่ายเพื่อประทังชีวิต แต่ตอนนี้คุณนิคมไม่สามารถทำอะไรได้ ครอบครัวนี้จึงไม่มีรายได้ใดๆเลย น้องปานฯ ลูกสาวตอนนี้ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก


ครอบ ครัวของคุณนิคม คือคุณแม่ค้าว (แม่ของนิคม) จึงอยากได้รับความช่วยเหลือ หากท่านใดพอจะช่วยเหลือได้บ้าง ก็ขอได้โปรดช่วยเหลือด่วนด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง เพราะขณะนี้คุณนิคมอยู่ที่บ้าน ได้เกิดแผลกดทับที่ร่างกาย ต้องได้รับการรักษาด่วนที่สุด และเริ่มพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว

ป้าค้าว คุณแม่ของคุณนิคมซึ่งมีอายุราว 65 ปี กล่าวพร้อมน้ำตาว่า "ได้แค่ใหนก็แค่นั้น ไหนๆมันก็จะตายอยู่แล้ว คงไม่ใช้อะไรเยอะหรอก"

กอง ทุนแดงเพื่อแดง (Reds For Reds Funds : RFRF)ได้ช่วยเยียวยาให้เบื้องต้นแล้ว และกำลังติดต่อคนเสื้อแดงอีกท่านหนึ่งที่เชียงใหม่ ที่มีโครงการช่วยเหลือให้ลูกสาวของนิคมคือน้องปานฯในเรื่องทุนการศึกษา

กรณีของคุณนิคมและครอบครัวกำลังเดือดร้อนจริงๆ จึงขอเรียนเชิญพี่น้องคนเสื้อแดง โปรดร่วมด้วยช่วยกัน โปรดบริจาคเพิ่มเติมได้ที่
บัญชี นางค้าว เบอร์ขุนทด บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเคหะร่มเกล้า เลขที่บัญชี 184-220530-9

ขณะนี้ครอบครัวนี้ได้รับความเดือนร้อนมาก ส่วนดิฉันก็จะพยายามช่วยเหลือได้บ้าง เพราะไม่ได้ทำงานแล้ว โดยจะโอนเงินไปช่วยวันพรุ่งนี้"(อ่านรายละเอียดกรณีของคุณนิคม)


***เมื่อ วานนี้ 10 พฤศจิกายนนี้ครบรอบ 7 เดือนเหตุการณ์สี่แยกคอกวัว ราชดำเนิน พี่น้องเสื้อแดงไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัดหัวลำโพง และจุดเทียนแดงที่อนุสาวรีย์ประชาธืปไตย เพื่อน้อมรำลึกในจิตใจกล้าต่อสู่กล้าเสียสละของวีรชน และสานต่อปณิธานให้บรรลุผลต่อไป (ชมภาพชุดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และชมวิดิโอ"เดี่ยวไม่มีไมโครโฟน"งานรำลึก 7 เดือน 10 เมษาฯ คลิ้กที่นี่) ***

***ส่วนวันที่ 19 ที่จะถึงนี้ กิจกรรมใหญ่รำลึก 6 เดือน 19 พฤษภาฯในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้
คณะผู้จัดงานจะจัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ที่ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว

โดย คณะจัดงานมีหลายกลุ่ม วันนี้เป็นเสื้อแดงภาคพลเมืองล้วนๆ และญาติวีรชน จะแถลงข่าวในเวลา 13.00 น. ท่านที่จะไปเป็นกำลังใจในวันแถลงข่าว รบกวนผูกผ้าดำที่แขนเพื่อไว้ทุกข์ให้กับวีรชนผู้เสียชีวิต โดยก่อนแถลงข่าวช่วงเช้าคณะทำงานจะไปจัดกิจกรรมที่หน้าเรือนจำ เรียกร้องปลดปล่อยนักโทษการเมือง หากมีเวลาเหลืออาจไปที่ DSI ก่อน เพื่อทวงถามคดี จากนั้นร่วมกันแถลงข่าว 13.00 ที่อิมฯลาดพร้าว ชั้น 5

สำหรับ กิจกรรมรำลึก 6 เดือน 19 พฤษภาฯในวันที่ 19จะถึงนี้ ที่เปิดเผยได้เวลานี้คือ เริ่ม 9โมงเช้าเราไปเยี่ยมแกนนำที่เรือนจำกันก่อน บ่ายๆกลับมาเยือนราชประสงค์ ค่ำๆร่วมพิธีสักการะท้าวมหาพรหม***

*** งานวันที่19 พ.ย. แกนนำนปช.นอกคุก จตุพร พรหมพันธุ์ หารือกับบก.ลายจุด-สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ว่าจะจัดงานรำลึกภายใต้ชื่อ “6 เดือน 6 โมงเย็นราชประสงค์” โดยจะมีกิจกรรมตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น.

“เรา จะใช้เวลาเพียงสั้นๆแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแล้วจะยุติการชุมนุม ผมจะถือโอกาสนี้ไปไหว้ศาลท้าวมหาพรหม เพื่อดลบันดาลให้บรรดาแกนนำที่โดนควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำได้รับการปล่อยตัว” นายจตุพรกล่าว***

***Thai Red Japan คนไทยในญี่ปุ่นรวม ตัวกัน เชิญพี่น้องคนไทยรักประชาธิปไตย ในประเทศญี่ปุ่นเจอกันหน้าสถานทูตไทย (ที่ใหม่ คุดังชิตะ)วันศุกร์ วันที่ที่ 12พ.ย2010 เวลา 12.30น.เราจะไปยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยที่คนไทยควรมี และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบในการใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดงที่มี ผู้เสียชีวิตบาดเจ็บ และพิการ และเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษที่โดนข้อหาที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้นมา ซึ่งเป็นการตัดรอนอิสรภาพ ของประชาชน


โดย ที่รัฐบาลทั่วโลกนั้นเขามองเห็นว่า มันไม่ถูกต้องกับการกระทำของรัฐบาลไทยชุดนี้อย่างชัดเจน เราคนไทย ก็ควรออกรวมตัวกันเพื่อแสดงออกว่า เราคนไทยในประเทศญี่ปุ่นก็มิได้เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาลที่สั่งฆ่า ประชาชน แล้วไม่ออกมารับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น เราคนไทยในประเทศญี่ปุ่นอับอายขายขี้หน้า กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่รับผิดชอบกับการกระทำ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีนักข่าวต่างชาติ รวมทั้งนักข่าวญี่ปุ่นตาย ก็เพราะว่ารัฐบาล เอาทหารออกมายิงประชาชนเยี่ยงล่าสัตว์ ตายกันอย่างน่าอนาถ

รัฐบาลประเทศไหนเห็นเค้าก็รู้ว่าเป็นหน่วยแม่นปืน คุณหลอกคนพวกคุณได้ แต่วันนี้คุณหลอกผู้นำหลายประเทศเค้าไม่ได้ แน่นอน

งาน ประชุมผู้นำชาติAPECที่โยโกฮะมะนี้ ก็เป็นเวที ที่ทุกประเทศจ้องจับตามองผู้นำประเทศไทยว่า แล้วคุณอภิสิทธิ์จะหลอกอะไรต่อ กับผู้นำประเทศอย่างพวกเขา ..?!***

***เวบไซต์นิติราษฏร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฏร) จัดอภิปรายเรื่อง “ตุลาการ – มโนธรรมสำนึก – ประชาธิปไตย”วันเสาร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ห้อง แอลที ๑

วิทยากรผู้เข้าร่วมอภิปราย

๑. พนัส ทัศนียานนท์ (อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.)
๒. สถิตย์ ไพเราะ (ผู้พิพากษาอาวุโส)
๓. พงศ์เทพ เทพกาญจนา (อดีตอาจารย์ผู้บรรยายวิชาหลักวิชาชีพนักกฎหมาย)
๔. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (ผู้ร่วมก่อตั้งคณะนิติราษฎร์)


จึงขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่าน ร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนทัศนะในวันและเวลาดังกล่าว***

***เวบฝรั่งเสื้อส้มมาแรงกำลังแซงเสื้อแดงไวๆนี้-เวบเสื้อส้มอเมริกา(http://www.orangeshirtsusa.com/)วงในว่ามาแรง อาจจะแซงเวบเสื้อแดงทั้งหลายในไวๆนี้ ที่สำคัญมีเกมฮาๆให้เล่นด้วย


ใครยังไม่คลิ้กไปดู (โดยเฉพาะคนเสื้อแดง)อาจจะโดนแซงไปลิบ งานนี้รับประกันว่า ของเค้าดีจริงๆ***

***รับบริจาคเครื่องกันหนาวสู่เมืองเหนือ “คนเสื้อแดงร่วมใจต้านภัยหนาว” 8-13พ.ย. กิจกรรมคนเสื้อแดง 4 กลุ่มนำโดยนพ.พงษ์ศักดิ์ กลุ่มราชบุรี-คุณพรทิพย์ กลุ่มเพชรบุรี-คุณเกรียง กลุ่มหัวหินและคุณบริบูรณ์ กลุ่มบ้านโป่ง ผู้สนใจร่วมไปกับคณะติดต่อได้ก่อนวันเดินทางโดยเก็บค่ารถตามที่เป็นจริง
น.พ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล

กำหนดการ รับบริจาค 8-13 พ.ย.(โดยแต่ละกลุ่มได้ตั้งเต็นฑ์รับบริจาคอยู่ในพื้นที่),เดินทาง 22.00น.วันที่13พ.ย.,ถึงเมืองแพร่เช้าวันที่ 14 เวลา 7.00น. ประสานท่าน สส.วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล/นพ.ทศพร เสรีรักษ์ นำเครื่องกันหนาวขึ้นดอยแจกชาวบ้าน

10.00น. นมัสการพระธาตุช่อแฮ/แวะเที่ยวแพะเมืองผี
13.00น. ร่วมขบวนแห่ล้อการเมือง “ทวงคืนความยุติธรรม” กลางตลาดอุตรดิตถ์
15.00น. กิจกรรมผูกผ้าแดงนำโดยคุณสมยศ
16.00น. เสวนาประชาธิปไตยกับ ดร.สุธาชัย / คุณสมยศ
18.00น. คอนเสิร์ต แป๊ะ คนบางสนาน
20.00น. เดินทางกลับ***


***อีกงาน " Wered " ทำความดี เพื่อนช่วยเพื่อน (เราคนไทย)ชมรม เรารักแดง ร่วมกับ เพื่อนๆ ชาวฝั่งธนฯ รับบริจากเสื้อผ้า เครื่องนุ่มห่ม เสื้อกันหนาว อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม(ภาคอีสาน)

โทร.086-513-9227 คุณแซ่บ เลขที่บัญชี 058-240777-8 ธ.ไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี นายอนุพงษ์ สาขาตลาดพลู (ออกเดินทางนำสิ่งของไปช่วยเหลือพี่น้อง วันที่ 12 พย.53) ท่านใดจะร่วมเดินทางไปด้วยติดต่อ คุณแซ่บ***

***ต้อนรับนักโทษการเมืองพ้นโทษ-"ต้อน รับเพื่อนสู่อิสรภาพ วิษณุ กมลแมน เราไม่ทอดทิ้งกัน” ขอเรียนเชิญเพื่อนพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย และความเป็นธรรมทุกท่าน ร่วมกัน "ต้อนรับเพื่อนสู่อิสรภาพ วิษณุ กมลแมน เราไม่ทอดทิ้ง กัน" ณ บริเวณด้านหน้าเรือนจำคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน 2553 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป

นายวิษณุ กมลแมน หรือเล้ง อายุ 19 ปี ถูกทหารจับกุมเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 16.30 น. บริเวณใกล้กับปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ปากซอยรางน้ำ ถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนพรก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ซึ่งจะครบกำหนดพ้นโทษในวันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน จึงใคร่ขอเรียนเชิญเพื่อนพี่น้องร่วมเป็นกำลังใจ และร่วมต้อนรับ วิษณุ กมลแมน (เล้ง) สู่อิสรภาพ ตามวันและเวลาดังกล่าว (อ่านรายงานเกี่ยวกับเล้ง เพราะช่วยเพื่อนมนุษย์จึงเป็นผู้ก่อการร้าย)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) หมายเลขโทรศัพท์ 08-6060-5433***

***งาน"ปล่อยโคมไพร่...ให้ถึงปลายฟ้า" 14 พฤศจิกายน 2553 ณ สนามกีฬากลางเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์


13.00 น. >> ขบวนแห่ล้อการเมือง "ทวงคืนความยุติธรรม" รอบอำเภอเมืองอุตคดิตถ์
15.00 น. >> กิจกรรมผูกผ้าแดง ตอกย้ำ "ราชประสงค์ที่นั่นมีคนตาย"
16.00 น. >> เสวนาประชาธิปไตย กับนักวิชาการเคียงข้างประชาชน
- ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ จุฬาฯ
- สมยศ พฤษาเกษมสุข บก.เรดพาวเวอร์

18.00 น. >> กิจกรรมส่งเสริมประชาธิปไตยภาคประชาชน
- สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

19.00 น. >> กิจกรรม "ปล่อยโคมไพร่ให้ถึงปลายฟ้า"

19.30 น. >> ปราศรัยภาคประชาชน จากประสบการณ์ 68 วัน "ผ่านฟ้าถึงราชประสงค์"
-โดย แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

0.30 น. >> ปราศรัยภาคการเมือง
โดย ตัวแทนพรรคเพื่อไทย "ปฏิวัติ - ยึดอำนาจ ประชาชนสูญเสียอะไร"

เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ที่อุตรดิตถ์ แดงทั้งแผ่นดิน****

***กำหนดการเวทีสัมมนา Marxism 2010*วัน เสาร์-อาทิตย์ ที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้องประชุม 14 ตุลา อาคารสำนักงานมูลนิธิ 14 ตุลา (อาคารด้านหลัง) ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ จัดโดย กลุ่มประกายไฟ


วันเสาร์ ที่ 13 พฤศจิกายน

12.30 น. - 13.00 น. ลงทะเบียน
13.00 น. - 15.00 น. สัมมนาหัวข้อ “ว่าด้วยลักษณะสังคมไทย: ทุนนิยมหรือศักดินา”
นำเสนอโดย โชติศักดิ์ อ่อนสูง, ปราการ กลิ่นฟุ้ง, พิชิต พิทักษ์
ดำเนินรายการโดย ปาลิดา ประการะโพธิ์
15.00 น. - 15.15 น. พัก
15.15 น. - 17.15 น. สัมมนาหัวข้อ “องค์กรแนวตั้งหรือองค์กรแนวนอน?”
นำเสนอโดย อุบลพรรณ กระจ่างโพธิ์, ศรีไพร นนทรีย์, สมบัติ บุญงามอนงค์
ดำเนินรายการโดย อานนท์ ชวาลาวัณย์
17.15 น. - 18.00 น. พัก
18.00 น. - 20.00 น. สัมมนาหัวข้อ “ใครคือชนชั้นปฏิวัติในปัจจุบัน?”
นำเสนอโดย รัชพงศ์ โอชาพงศ์, คมลักษณ์ ไชยยะ, เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร
ดำเนินรายการโดย สลิลทิพย์ ณ พัทลุง

วันอาทิตย์ ที่ 14 พฤศจิกายน

12.30 น. - 13.00 น. ลงทะเบียน
13.00 น. - 15.00 น. สัมมนาหัวข้อ “รัฐในมุมมองมาร์กซิสม์”
นำเสนอโดย วีรนันท์ ฮวดศรี, พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์, กิติภูมิ จุฑาสมิต
ดำเนินรายการโดย เทวฤทธิ์ มณีฉาย
15.00 น. - 15.15 น. พัก
15.15 น. - 17.15 น. สัมมนาหัวข้อ “ข้อถกเถียงสำคัญของนักมาร์กซิสม์ในระดับสากลในปัจจุบัน”
นำเสนอโดย เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, วิภา ดาวมณี
ดำเนินรายการโดย พรทิพย์ มั่นคง
17.15 น. - 18.00 น. พัก
18.00 น. - 20.00 น. สัมมนาหัวข้อ “สังคมหลังการปฏิวัติ”
นำเสนอโดย สุลักษณ์ หลำอุบล, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, อติเทพ ไชยสิทธิ์
ดำเนินรายการโดย ปัณมาสน์ อร่ามเมือง

หมายเหตุ:งดถ่ายทอดสดและบันทึกเสียงตลอดการสัมมนา ค่าลงทะเบียนเข้าร่วมการสัมมนา (เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน)
วันเดียว 50 บาท, 2 วัน 80 บาท (จ่ายในวันงาน)สอบถามรายละเอียดได้ที่ โชติศักดิ์ 086-618-1200, เทวฤทธิ์ 089-258-3641***


***เสื้อแดงนิวยอร์ค สหรัฐ อเมริกา ซึ่งเคยต้อนรับทองม้าร์คตอนไปประชุมUNอย่างถึงอกถึงใจเมื่อเดือนกันยายนที่ ผ่านมา จัดกิจกรรมแดงช่วยแดง วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน 5.30-11.30pm ที่new broadway seafood restaurant พบปะสังสรรค์ร่วมรับประทานอาหาร และร่วมใจกันบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม และผู้เสียชีวิต-บาดเจ็บจากเหตุการณ์ทรราชสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ภายในงานพบการโฟนอินจาก...(อุ๊บ!) และกิจกรรมRED POSTCARD เขียนข้อความให้กำลังใจคนเสื้อแดงทางเมืองไทย เพื่อให้รับรู้ว่ามีคนไทยในต่างแดนรักประชาธิปไตยร่วมต่อสู้ ช่วยเหลือเป็นกำลังใจให้พี่น้องเราตลอดไป รายละเอียดคลิกดูตามโปสเตอร์ข้างบน***

***กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย แนวร่วมพลเมืองไทย กลุ่มแดงเชียงใหม่ ร่วมกันจัดงาน"ลอยกระทงรักไทขับไล่อภิสิทธิ์"ขึ้นที่เวียงกุมกาม อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศร่วมงานในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้ เวลา 18.00-23.30น.

โดยจุดหมุ่งหมายของงานให้สะท้อนผลงานอันอัปยศของนายอภิสิท ธิ์เวชชาชีวะ ซึ่งในงานจะมีกิจกรรมแห่กระทงการเมืองเผาอภิสิทธิ์เผา เทียนเล่นไป ปล่อยโคมลอย รำวงย้อนยุค และมีการประกวดนางนพมาศ โดยคนเสื้อแดงจะ ส่งนางนพมาศทุกอำเภอมาประกวดในงาน และจะมีการปราศรัยจากกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และปราศรัยจากกลุ่มเชียงใหม่แดง***

***ส่วนเสื้อแดงกรุงเทพฯและปริมณฑล แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ [นปช. FACEBOOK แดงทั้งแผ่นดิน] เชิญร่วมลอยกระทงชาวเสื้อแดงที่ ท่าน้ำสะพานพระราม 7 ฝั่งโรงไฟฟ้าบางกรวย (สุดสายรถเมล์ สาย 50) 21 พฤศจิกายน 6 โมงเย็นเป็นต้นไป

โดย ปกติสถานที่ดังกล่าวจะมีการจัดงานด้วยอยู่แล้ว (งานคล้ายงานวัด) เพียงแต่ครั้งนี้ เราก็ไปร่วมกันลอยกระทงที่ท่าน้ำนั้น และเดินเที่ยวงาน ถ้าเราไปกันเยอะๆ ก็เหมือนงานเสื้อแดงที่เคยจัดที่ห้างอิมพีเรียล หรือครั้งที่เราไปร่วมงานที่สวนรถไฟ ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง งานนี้กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงร่วมด้วย***

***เแดงเถิดเทิง เริงลมหนาว ตาสว่าง


พบ กับบรรยากาศงานวัดย้อนยุค รำวงลีลาศ, แข่งยิงหนังสติ๊ก, ปาเป้า, แข่งขันร้องเพลงคาราโอเกะ (เพลงเสื้อแดง), สินค้า OTOP, เสวนาการเมือง นำทีมโดย อ.สุรชัย แซ่ด่าน, คุณโด่ง อรรถชัย พร้อมทีมเสรีชน, ศิลปิน แป๊ะ บางสนาน, ชายอิสระชน, อเล็กซ์ คนใต้, หมอลำส้มโป๊ะ, วง The Red

วันที่ 26-28 พ.ย 2553 ตั้งแต่เวลา 10.00 -23.00 น. ณ ตลาดไทยสุขดี คลองสี่ ลำลูกกา จ.ปทุมธานี รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย นำไปช่วยเหลือพี่น้องในเรือนจำ, สนับสนุนวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง, ช่วยแดงสู้ลมหนาว บัตรผ่านประตูเพียงท่านละ 10 บาท

โดยทีมงาน Red Cam frog, Red Cyber, สถานีวิทยุชุมคนไทยหัวใจเดียวกัน FM 102.75 MHz ติดต่อ Mivakoe Jang FB, 089-823 7143 Fullmoonnight***

***เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง กับทนายวันชัย ทำ หน้าที่เป็นกระบอกเสียงแตรปากแตกของระบอบทรราชอำมาตย์หนักข้อขึ้นทุกวัน ท่านผู้อ่านของเราฟ้องเข้ามาว่า ตลอดทั้งรายการ เจิมศักดิ์และวันชัยออกมาแก้ตัวให้อภิสิทธิ์ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม โดยโยงไปเรื่องเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเมื่อกลางปี แถมยังด่าสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ช่อง 3 เรื่องนี้อีกด้วย

แต่ที่ผมรับไม่ได้มากที่สุด คือ การที่ผู้ดำเนินรายการสองคนนี้ เปรียบเทียบว่า "สังคมนี้เป็นระบบอุปถัมภ์ ลูกน้อง(หมายถึง ผู้ประสบภัย) เป็นหน้าที่ที่เจ้านาย(อภิสิทธิ์)ต้องดูแล"

ผม ว่า เป็นคำพูดที่ดูถูกเหยียดหยามผู้ประสบภัยว่า เป็นแค่"ลูกน้อง"ของนายกฯ เพียงเพื่อต้องการแก้ต่างให้อภิสิทธิ์เมื่อถูกเปรียบเทียบกับสรยุทธ์และ ทักษิณ ชินวัตร

คนอย่างเจิมศักดิ์ และวันชัย พูดจาอย่างไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะวันชัยที่เป็นถึงเลขาธิการสภาทนายความกลับดูถูก"ความเป็นคน"ได้ถึง ขนาดนี้***

***ท่านที่ชอบบทความวิพากษ์การเมืองให้ถึงราก ตอนนี้เชิญ www.timeupthailand.netเปิดเป็นทางการแล้ว นำทีมโดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ เจ้าของบทความร้อน"ทำไมจึงไม่รัก..." ทยอยนำเสนอเรื่องราวและบทความที่พูดเรื่องรากฐานบ้านเมืองกับประชาธิปไตย ***

***บทความร้อนจากจรรยา ยิ้มประเสริฐ ซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพกึ่งลี้ภัยในต่างประเทศ หลังจากเผยแพร่"ทำไมไม่รัก..."ไปแล้ว ล่าสุดตั้งคำถามขบวนการNGOsแวดวงนักสภาพแรงงานแบบตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อม
"“ทำไม NGO สหภาพแรงงาน และนักวิชาการที่ออกมาเรียกร้องไม่ให้ค่ายทักษิณใช้ความรุนแรงในการปราบปราม คนเสื้อเหลือง กลับเงียบเฉยเมื่อค่ายอภิสิทธิ์ ส่งกองกำลังทหารกิตติมศักดิ์เข้าปราบปรามเสื้อแดงในปี 2552 และ 2553...ผู้นำ NGO หลายคนที่เข้าร่วมกับพันธมิตร ขณะนี้นั่งอยู่ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย และคณะอนุกรรมการ ด้วยงบประมาณปีละ 200 ล้านบาท ซึ่งบริหารโดยคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่มีอภิสิทธิ์เป็นประธาน

กลุ่ม คนกลุ่มแรกๆ ที่เข้าทำเนียบหลังจากการปราบปราบเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา – โดยการทำหนังสือเข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นทางการ – คือกลุ่มผู้นำสหภาพแรงงาน ที่ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อยที่จะพูดถึงชนชั้นกรรมาชีพ 90 คนที่ถูกสังหาร และคนร่วม 2,000 คนที่ถูกยิงจากทหาร พวกเขาเข้าพบรัฐบาลเพื่อเจรจาค่าเสียหายให้กับคนงานที่ไม่สามารถทำงานใน ระหว่างการประท้วงของคนเสื้อแดง

เพราะเหตุใด ผู้นำสหภาพแรงงานและ NGOs จำนวนมากถึงกระทำการที่ขัดต่อหลักการของตัวเองที่มุ่งสร้างความเป็นธรรมในสังคม? (อ่านบทความฉบับเต็มในประชาไท)***



***อาจารย์ชำนาญ จันทร์เรือง แห่ง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนแจ้งข่าวมาว่า ตามที่อาจารย์สมเกียรติ ตั้งนโมผู้ก่อตั้งเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เสียชีวิตไปเมื่อสามเดือนก่อน ทำให้การรับบทความได้หยุดชะงักลงชั่วคราว ตอนนี้มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้เริ่มเปิดรับบทความใหม่แล้วทางอีเมล์แอดเดรสใหม่ คือ midnightuniversity@gmail.com จึงขอแจ้งข่าว ปชส.มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน***

*** เชิญเสื้อแดงในประเทศอังกฤษทุก ท่านร่วมงานที่ลอนดอน.....“Lunch Talk”7 เดือนหลังราชประสงค์อนาคตของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 11.00-15.00น. ร้าน Thai Room รายละเอียดและซื้อตั๋วค่าอาหารล่วงหน้าได้ที่ ji.ungpakorn@gmail.com***


***กลุ่ม Red Cyber "คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน" จัดงานกอล์ฟการกุศล "คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน" วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553 ที่สนามกอล์ฟเมืองเอกรังสิต ชิง ถ้วย ท่าน พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรและท่านอื่น ๆ อีกมากมาย ราคาก๊วนละ 10,000 บาท สำหรับท่านที่ไม่ตีกอล์ฟ ก็ไปงานเลี้ยงตอนเย็น ราคาท่านละ 300 บาท สนใจติดต่อปุ้ยได้เลยค่ะ..โทร 082-6301700 ***

COMING SOON :Talk Show วอน นอน คุก In Bangkok ที่นี่เร็วๆนี้ โดย ดารา(เนื้อย่าง)เกาหลี'วอน นอน คุก'และมิตรสหายหน้าตาน่ารักขาวตี๋ วัยรุ่นกรี๊ดครบเซ็ต

*************

Wednesday, November 10, 2010

กลุ่มคนเสื้อแดง เร่งรัดติดตามคดี พ.ต.ท.กองปราบซุ่มยิงขบวนจักรยานแดงที่โคราช

ที่มา โลกวันนี้



บก.ลาย จุด นำกลุ่มกลุ่มคนเสื้อแดง 10 คน ปั่นจักรยานยนต์มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือถามผบ.ตร.ถึงความคืบหน้าปมพ.ต.ท.กองปราบซุ่มยิงขบวนจักรยาน แดงที่โคราช

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงหรือ บก.ลายจุด นำกลุ่มคนเสื้อแดง 10 คน ปั่นจักรยานยนต์มาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อยื่นหนังสือถึงพลตำรวจเอกวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทวงถามความคืบหน้าคดีที่ พ.ต.ท.ฐาปนฤทธิ์ อุทัยวงษ์ ตำรวจสังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ดักซุ่มยิงขบวนจักรยานเส้นทางสีแดง และถูกกลุ่มคนเสื้อแดงจับกุมตัวได้ พร้อมอาวุธปืนลูกซองสั้น ขณะซ่อนตัวริมถนนขึ้น เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และเจ้าหน้าตำรวจผู้รับผิดชอบคดี ได้ปล่อยตัวไปในวันเดียว โดยพันตำรวจโทฐาปณฤทธิ์ ให้ข่าวว่าตนมีพฤติกรรมผิดปกติทางจิต

ทั้งนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงเห็นว่า คดีดังกล่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่เร่งดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริง จึงมายื่นหนังสือเพื่อเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏโดยเร็ว เนื่องจากเห็นว่าหากพันตำรวจโทฐาปณฤทธิ์ ผิดปกติทางจิตจริง เหตุใดจึงให้รับราชการและพกพาอาวุธปืน อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่า มีความใกล้ชิดกับนักการเมือง โดยพันตำรวจเอกรชตะ ศรีวนิช ผู้กำกับการฝ่ายสารบรรณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อมระบุว่า จะรายงานให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทราบ เพื่อดำเนินการสอบสวนต่อไป

ให้แม้วลืมอดีต แล้ว'มาร์ค'ล่ะ'เสธ'?

ที่มา บางกอกทูเดย์

สนัน



ใครคือตัวปัญหา

ในการปรองดอง?
ปรองดอง... ไม่ใช่ถ้อยคำปาฏิหาริย์ ที่จะเนรมิตให้ปัญหายุติลงได้ หากไร้ซึ่งความจริงใจและลงมือกระทำ

ดังนั้นหากวันนี้ใครก็ตามที่พรำพูดแต่คำว่าปรองดอง โดยไม่มีการพยายามที่จะทำอะไรเลย ก็เป็นแค่นักปั้นน้ำเป็นตัวไปวันๆเท่านั้นเอง

ผิดกับคนที่พยายามลงมือทำอย่างเต็มที่ ส่วนว่าจะได้ผลแค่ไหน อย่างน้อยก็มีลุ้นบนความพยายาม

กรณีการ เดินสายของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างความปรองดอง จึงถือเป็นสิ่งที่สังคมไทยในวันนี้ควรสนับสนุน และให้ความสำคัญ

ยิ่งไปพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประเทศนอร์เวย์ ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่ากระพริบ

เพราะ แม้ เสธ.หนั่นอาจจะออกลีลาโคตรเซียนการเมืองว่า เป็นการพบกันโดยไม่ได้มีการนัดหมายกันล่วงหน้า เป็นการพบกันอย่างบังเอิญในงานทอดกฐิน ซึ่งแม้ว่าจะบังเอิญ แต่เสธ.หนั่นก็ยอมรับว่าได้ใช้เวลาพูดคุยกันนานกว่า 15 นาที

อาจจะเป็น 15 นาทีที่พลิกผันเกมการเมืองของไทย และอาจจะต้องมีการบันทึกไว้ในประวัติผสาสตร์การเมืองของไทยก็ได้

เพราะเสธ.หนั่นระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ยืนยันพร้อมสนับสนุนแนวทางปรองดองของเสธ.หนั่น และอยากให้เดินหน้าต่อไป

รวมทั้งอยากจะให้คนไทยหันกลับมารักใคร่กัน

ซึ่งทางเสธ.หนั่นเองก็ได้บอกไปว่าอยากให้พ.ต.ท.ทักษิณลืมอดีต แล้วหันหน้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

“เราได้พูดกันว่า ขอให้ลืมอดีตเสียแล้วหันหน้าเข้ามาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาของประเทศ”

เพราะ ถ้าไม่ลืมอดีต ความเคียดแค้นก็ยังมีอยู่ ซึ่งการที่บอกให้ลืมอดีต ในอดีตจะเคยเป็นอย่างไรก็ให้ลืมกันไปเสีย ไม่อย่างนั้นก็จะมีแต่ความเคียดแค้น อยากจะแก้แค้นรบราฆ่าฟันกัน

“ แต่อย่าไปตีความหมายให้ออกนอกลู่นอกทาง คือลืมอดีตที่มันผ่านมาแล้ว ใครถูกกระทำอย่างไรก็ให้ลืมเสีย”

ส่วนที่มีการพูดๆกันในขณะนี้ถึงเรื่องนิรโทษกรรม พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ใครคิดเห็นอย่างไรก็เอามารวบรวมเราจะได้ทำเป็นข้อมูลอีกครั้ง

ส่วน ว่าการพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ ถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการเดินหน้าปรองดองของเสธ.หนั่นหรือไม่ คำตอบก็คือเดิมเข้าใจอย่างนั้น แต่คราวนี้ไปพบกันแล้วก็พูดจากันโดยไม่ได้นัดหมาย ไม่ทราบมาก่อนว่าจะเจอกันที่งานนี้ ดังนั้น ยังมีอีกหลายก้าว

สำหรับ สุขภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูก็ยังสมบูรณ์ ไม่ได้ป่วย ยังหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่เลย ส่วนว่า ตอนนี้ พำนักอยู่ที่ไหน ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้บอก และก็ไม่ได้ถาม เพราะจะเป็นการเสียมารยาท

และที่ว่าจะกลับเมื่อไรนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่ายังสนุกกับการทำธรุกิจอยู่

สำหรับ แนวทางปรองดอง นั้นเป็นรายละเอียด ฉะนั้นขอทำงานต่อไปก่อน ซึ่งการหารือไม่ได้มีเงื่อนไขอะไร ในการพบปะกับ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนรับฟังอย่างเดียว จากนั้นก็จะขอรวบรวมรายละเอียดทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ยังเหลือพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ กองทัพ และคนเสื้อแดง

คาดว่าจะเสร็จกระบวนการในเดือน ม.ค.นี้

เรียกว่าอย่างน้อยก็มีวี่แววของทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับสังคมได้มากขึ้น

เพราะ สิ่งที่น่าเป็นห่วงของสังคมในขณะนี้ นอกจากเรื่องของความปรองดองซึ่งที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าแล้ว ยังมีเรื่องปัญหาทุจริต ปัญหาภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรี และภาพลักษณ์ของนักการเมืองไทย เป็นตัวที่สร้างปัญหาในการยอมรับจากสังคมด้วย

ถือเป็นปัญหาใหญ่มากใน ขณะนี้ เนื่องจากในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนเป้นที่มาของปัญหาความแตกแยกแบ่งขั้วอย่างหนักในสังคมไทยมาจนทุกวันนี้ ข้ออ้างที่กลุ่มทหาร คมช. ใช้เป็นข้ออ้างก็คือ มีปัญหาทุจริตเกิดขึ้นอย่างมากมาย

แต่กลายเป็นว่าหลังรัฐประหาร ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับระงมเรื่องทุจริตมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยก็ว่าได้ ตัวเลขประเภท 30% บ้าง 35%บ้าง เป็นตัวเลขที่พูดกันหน้าตาเฉย จนแทบจะกลายเป็นวัฒนธรรมการเมืองของการเมืองในรัฐบาลนี้ไปเสียแล้ว

เห็น ได้จากการที่ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อนายกฯ อภิสิทธิ์ ในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,136 คน เมื่อวันที่ 2 - 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สรุปผลได้ดังนี้

ประชาชนถึงร้อยละ 93.1 เห็นว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของสังคมไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาที่รุนแรงถึงรุนแรงมาก

โดย การทุจริตคอร์รัปชันที่ประชาชนคิดว่าเป็นปัญหารุนแรงมากที่สุดในขณะ นี้ได้แก่ การใช้อิทธิพลทางการเมืองแสวงหาผลประโยชน์ (ร้อยละ 40.8) รองลงมาคือ การจัดซื้อจัดจ้าง การฮั้วประมูล (ร้อยละ 16.4) และการใช้นโยบาย/ใช้กฎหมาย แบบ 2 มาตรฐาน (ร้อยละ 13.0) ตามลำดับ

เมื่อ สอบถามถึงความเชื่อมั่นต่อแนวทางการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ นายกฯ อภิสิทธิ์กล่าวผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่นายกฯ ประกาศออกมาทั้ง 4 เรื่องจะทำให้เกิดผลได้จริง

โดยเรื่องการปรับ ปรุงระบบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำให้โปร่งใส ปราศจากการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจทั้งฝ่ายประจำและฝ่ายการเมือง เป็นเรื่องที่ประชาชนเชื่อว่าจะไม่สามารถทำให้สำเร็จผลได้มากที่สุด

รองลงมาคือ การปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

ส่วนเรื่องที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยการต่อต้าน การทุจริต ในวันที่ 10 - 13 พ.ย. นี้ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 75.8 ไม่ทราบว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อถามว่าหลังการประชุมแล้วปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยจะ เป็นอย่างไร พบว่า

ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.3) เชื่อว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยจะยังคงเหมือนเดิม มีเพียงร้อยละ 15.5 ที่เชื่อว่าจะน้อยลง ขณะที่ร้อยละ 12.2 เชื่อว่าจะมากขึ้น

สำหรับ นักการเมืองไทยในปัจจุบันที่มีภาพลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตมาก ที่สุดได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ร้อยละ 49.8) รองลงมาคือ นายชวน หลีกภัย (ร้อยละ 30.3) และนายกรณ์ จาติกวณิช (ร้อยละ 2.2)

ส่วน นักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริตน้อยที่สุดได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ (ร้อยละ 39.2) รองลงมาคือ นายเนวิน ชิดชอบ (ร้อยละ 24.2) และนายโสภณ ซารัม (ร้อยละ 8.3) ตามลำดับ

ภาพลักษณ์ติดลบซะขนาดนี้ หันมาสนับสนุนแนวทางปรองดองของ เสธ.หนั่น

แล้วรีบๆมีเลือกตั้งใหม่ เพื่อล้างไพ่การเมืองขณะนี้... เป็นสิ่งที่น่าจะทำมากที่สุด

เพราะยิ่งอยู่ คนกลับยิ่งไม่ไว้วางใจแบบนี้ อันตรายจริงๆ!!!

ถ้าท่านไม่"บริสุทธิ์ยุติธรรม" แค่ "วีออส" ก็พอ

ที่มา มติชน

http://www.matichon.co.th/online/2010/11/12893576881289357859l.jpg



การ ประชุมวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า เมื่อไม่นานมานี้ มีการเปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาล และองค์กรอิสระ ครั้งล่าสุด มีข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ในกลุ่มศาลด้วยกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้อัตราต่ำสุดที่ 65.1% ศาลยุติธรรมได้ 71.3% รองลงมาคือศาลปกครองได้ 67.3%

ความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญที่ต่ำลง ท่ามกลางกระแสข่าวคลิบฉาวที่ออกมาเป็นระลอก

ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอายุกว่า 64 ปี

ปัญหาคือ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินยุบหรือไม่ยุบ ถามว่า ใครจะเชื่อถือ ?

กลางกระแส วิกฤตศรัทธาที่มีต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีข้อเสนอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไขก๊อก ลาออกไปยกชุด แล้วสรรหาตุลาการชุดใหม่มาตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ยังจะดีเสียกว่า แม้ว่าจะล่าช้าไปบ้าง แต่ว่ายังรักษาศาลรัฐธรรมนูญไว้ได้

นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการยุบศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่า ความเสื่อมเป็นเรื่อง "ตัวบุคคล" มากกว่า

นอกจากผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาลแล้ว ยังมีผลสำรวจองค์กรอิสระอีกด้วย

ผล สำรวจครั้งนี้ ปรากฏว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีอัตราความเชื่อมั่นลดลงจากเดิมมากที่สุด โดยปัจจุบันความเชื่อมั่นของประชาชนอยู่ที่ 46.8% ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้รับความเชื่อมั่นอยู่ที่ 41.8% และที่มีความเชื่อมั่นที่น้อยที่สุดคือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจฯที่ 38.8%

ความ เชื่อมั่นของ สตง.ที่ลดลง เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะนายเก่ากับนายใหม่ เปิดศึกสู้รบ สาวไส้ กันขนาดนั้น ถ้าความเชื่อมั่นยังดีเหมือนเดิมก็แปลก

แต่ ข้อมูลที่ชาวบ้านได้รับรู้จากศาลรัฐธรรมนูญ ถึง สตง. และองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่มีการเปิดโปงกันออกมาก็คือ บรรดาท่านทั้งหลาย มีบริวารมากกว่า ทั้งเลขานุการส่วนตัว ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ คนขับรถประจำตัว

ไม่นับห้องทำงานที่หรูหรา รถยนต์ประจำตำแหน่งที่นิยมใช้ยี่ห้อเบนซ์ คันละ 3 ล้านกว่า

องค์กรอิสระบางแห่ง เช่ารถ BMW ซีรีส์ 7 ให้แก่กรรมการทุกคน เท่าที่ทราบ ค่าเช่าแพงมาก

ยัง ไม่รวมสิทธิพิเศษมากมาย โดยเฉพาะตั๋วเครื่องบินฟรี สิทธิของบางท่านก็เลื้อยไปถึงลูกเมีย นี่ยังไม่นับรวมเงินเดือนและค่าตอบแทนพิเศษที่เฉียดแสนต่อเดือน รวม ๆ แล้วต้นทุนของแต่ละท่านสูงมาก

ส่วน "องคาพยพ" ของท่านหนึ่ง ประกอบด้วย ที่ปรึกษา 1 คน เงินเดือนรวม 69,910 บาท เลขานุการ 1 คน เงินเดือน 47,100 บาท ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน เงินเดือน 30,000 บาท ผู้ช่วยเลขานุการ 1 คน เงินเดือนตามวุฒิการศึกษาตั้งแต่ 16,000-22,000 บาท คนขับรถ 1 คน เงินเดือน 11,300 บาท เป็นต้น

คำนวณ แล้ว จะต้องจ่ายเงินเดือนให้แก่ที่ปรึกษา เลขานุการ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ช่วยเลขานุการ คนขับรถ ประจำท่านคนเดียวต่อเดือนกว่า 229,000 บาท

ต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายให้แก่ท่านทั้งหลาย...แพงมาก แต่ถามว่าคุ้มค่าไหม ! ยังน่าสงสัย

เพื่อน อาจารย์ท่านหนึ่งที่ติดตามผลงานของท่านทั้งหลายยืนยันว่า รถประจำตำแหน่งของท่าน เมื่อเทียบกับผลงาน แค่โตโยต้า วีออส ก็พอเพียงแล้ว

ผมแย้งว่า ขนาดผู้ว่าราชการจังหวัด ยังโตโยต้า คัมรี่ เลย (ครับ) แค่วีออสอาจเป็นการเปรียบเปรยที่สุดโต่งไป

แต่ ประเด็นของผมคือ ท่านจะใช้คัมรี่หรือเบนซ์ หรือ BMW ซีรีส์ 7 ผมไม่ว่าเลย ขออย่างเดียวให้ท่านตัดสินคดีความ ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม จริง ๆ

อย่างที่ตุลาการผู้ใหญ่รุ่นครูท่านกล่าวว่า "ถ้าตัวตรง ไม่ต้องกลัวเงาคด ถ้าหัวตรง ไม่ต้องกลัวเท้าเอียง"

แต่ถ้าทำไม่ได้ ผมว่าลาออกไปเสียดีกว่า !


ขุนสำราญภักดี

10 พ.ย.2553

ความกล้าหาญของนักนิติศาสตร์ไทยในคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



โดย เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"กฎหมายที่แท้จริง คือเหตุผลที่ถูกต้อง” ซิเซโร


ธรรมดา นั้นเมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วย่อมเป็นที่สุด ไม่ว่าผู้แพ้หรือชนะย่อมเคารพในคำตัดสินและหลีกเลี่ยงที่จะวิจารณ์ แต่เมื่อศาลแขวงพระโขนงได้ตัดสินยกฟ้องคดีฉีกบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา

ผู้เขียนเห็นว่า คำ พิพากษานี้มีปัญหาอย่างยิ่ง สมควรที่จะหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์ให้กระจ่าง โดยเมื่อตั้งสมมติฐานไว้แล้วว่า การตัดสินนั้น ตุลาการได้ดำรงความเที่ยงธรรมเป็นกลาง ปราศจากอคติทั้งปวง สิ่งที่จะหยิบยกมาพิจารณาจึงเหลือแต่วิธีการให้เหตุผลดังนี้


๑.แบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง

เนื่อง จากการเลือกตั้งวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๔๙ นั้น มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙ /๒๕๔๙ ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุว่าผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งนั้น ปฏิบัติหน้าที่ไม่เที่ยงธรรม สิ่งที่จำเลยฉีกไปจึงมิใช่บัตรเลือกตั้ง แต่เป็นเพียงแบบพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ไม่มีความผิดตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งแต่อย่างใด


ถ้า การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วเกิดผลข้างต้นขึ้น การกระทำผิดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็ไม่ควรจะผิดได้เลย เพราะเมื่อไม่ใช่การเลือกตั้งเสียแล้ว การซื้อเสียงครั้งนั้นจึงไม่ใช่การซื้อเสียง เป็นเพียงการแสดงท่าทางการซื้อเสียงเท่านั้น


จน ถึงที่สุด ถ้าใช้ตรรกกะเช่นนี้ พรรคไทยรักไทยก็ไม่ควรถูกยุบ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและสิ้นผลไปแล้ว การจ้างพรรคเล็กลงสมัครจึงไม่เป็นความผิด


๒. สันติวิธีและการได้มาซึ่งอำนาจโดยวิธีทางนอกรัฐธรรมนูญ


รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖๕ ซึ่งให้สิทธิประชาชนชาวไทยที่จะ “ต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้” ได้ถูกนำมาอ้างเป็นฐานในการต่อสู้คดี และศาลชั้นต้นก็ได้ใช้สิทธิตามมาตราดังกล่าวมายกเว้นความผิดฐานทำให้เสีย ทรัพย์ไป


ในเหตุผลข้อนี้ต้องวิเคราะห์ในสองประเด็น คือ การต่อต้านโดยสันติวิธีและการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

๒.๑ การต่อต้านโดยสันติวิธี


คำถาม คือ สันติวิธีนั้นสามารถผิดกฎหมายได้หรือไม่


แน่ นอนว่า การกระทำผิดกฎหมายที่ก่อความรำคาญหรือเดือดร้อนเสียหายแก่ผู้อื่นไม่ใช่ สันติวิธี อาทิ การยิงลูกระเบิด การชุมนุมปิดสนามบิน หรือแม้กระทั่งการขับรถแท๊กซี่ชนรถถังของคณะรัฐประหาร


แน่นอนว่า การแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วยโดยไม่ผิดกฎหมายและไม่สร้างความเดือดร้อนเสีย หายแก่บุคคลอื่น ย่อมเป็นการกระทำโดยสันติวิธี เช่น การอดข้าวประท้วง การชูป้ายข้อความ


แล้วารกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่ไม่สร้างความเสียหายแก่บุคคลใดโดยเฉพาะ นอกจากความสงบเรียบร้อยของรัฐและความมั่นคงในกฎหมาย เป็นการกระทำโดยสันติวิธีหรือไม่


ในความเห็นผู้เขียนแล้ว “สันติวิธี” ของรัฐธรรมนูญนั้น ต้องเป็นสันติที่คู่ไปกับความชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถตีความแยกออกจากกันได้ มิเช่นนั้นคงเป็นการตีความที่ให้ผลประหลาดและทำลายตัวของมันเอง


รัฐ ธรรมนูญคงมิได้มีเจตนารมณ์ จะให้คนทำผิดกฎหมายกระมัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงถึงหลักนิติธรรมที่ประเทศประชาธิปไตยพึงมีแล้ว การกระทำไม่ว่าจะของรัฐหรือเอกชน ล้วนแต่ต้องชอบด้วยกฎหมายทั้งสิ้น

๒.๒ การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ


โชค ดีเป็นอย่างยิ่งที่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๙/๒๕๔๙ เห็นว่า การเลือกตั้งครั้งนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรรมนูญที่ ๓-๕/๒๕๕๐ เห็นว่า การกระทำของพรรคไทยรักไทย เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ศาลสามารถอ้างว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิต่อต้านตามมาตรา ๖๕ ได้อย่างมั่นใจ


แต่กระนั้นก็ดี มีข้อโต้แย้งดังนี้


ประเด็นที่หนึ่ง ถ้าไม่มีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน การเลือกตั้งครั้งนี้ย่อมไม่เสียไปตามกฎหมาย ถ้าเป็นเช่นนี้ ศาลจะตัดสินอย่างไร แสดงว่า จำเลยคดีนี้โชคดีใช่หรือไม่ ในขณะที่คนที่ฉีกบัตรในการเลือกตั้งครั้งอื่นไม่โชคดีเท่านี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง การฉีกบัตรก็ไม่ต่างจาการพนัน ว่า หลังจากฉีกแล้วจะมีคนนำคดีขึ้นสู่ศาลหรือไม่


ประเด็นที่สอง การได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้น ที่จริงต้องมีลักษณะเช่นใด


ประเด็น นี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการตีความเรื่องนี้เป็นอัตวิสัยสูง การทุจริตเลือกตั้ง ไม่ว่า จะด้วยเหตุเล็กน้อยเพียงใด รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๒๓๗ ล้วนถือเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่ง มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น


ถ้า ยึดตามการให้เหตุผลเช่นนี้ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ถ้ามีคนฉีกบัตรเลือกตั้งเพื่อประท้วงการทุจริตเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่า ต้องมีในการเลือกตั้งทุกครั้งไป บุคคลผู้นั้นจะอ้างเหตุผลนี้ได้หรือไม่


นอกจากนี้ ศาลพึงสังวรด้วยว่า ลำพังการทุจริตการเลือกตั้งอาจจะมิใช่วิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอีกต่อไปแล้ว เพราะปัจจุบันได้มีการถกเถียงกันอย่างมากเรื่องการแก้ไขมาตรา ๒๓๗ ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นการบัญญัติที่รุนแรงและไม่เป็นธรรมมากเกินไป


เพราะ ฉะนั้น การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไป ตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้อาจควรจำกัดเฉพาะการกระทำที่เห็นได้ ชัดว่าไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญเลย เช่น การรัฐประหาร ซึ่งก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากเกิดขึ้นจริงแล้วก็ไม่มีกฎหมายให้สิทธิประชาชนไปต่อต้านอยู่ดี มากกว่าการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม เพราะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในการเลือกตั้งครั้งไหนบ้างที่คนโกงจะถูกจับได้และจะมีคำพิพากษายุบพรรคการเมืองออกมาอีก


๓. ทรัพย์ที่ฉีกมีราคาเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น


คำ ถามประการเดียว ณ ที่นี้ คือ ศาลมีอำนาจพิจารณาด้วย หรือว่าถ้าทรัพย์มีราคาเล็กน้อยแล้วยกฟ้องได้ มีกฎหมายให้อำนาจศาลไว้ตรงนี้หรือไม่


ทั้งสามประเด็นที่หยิบยก ขึ้นมาพิจารณานั้น มิใช่มุ่งหมายร้องให้นำตัวจำเลยกลับมาลงโทษ ซึ่งจำเลยเองก็พร้อมจะยอมรับโทษทัณฑ์อันพึงมีหากศาลตัดสิน และผู้เขียนก็นับถือในความเป็นคนจริงของท่านยิ่งนัก


แต่แท้จริง ทั้งสามประเด็นนี้ล้วนมุ่งไปที่เหตุผลของศาลเองทั้งสิ้น เพราะพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลน่าจะเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายคลาดเคลื่อน เหตุผลบางประการไม่สมเหตุสมผล หรือเหตุผลที่ให้นั้นขาดกฎหมายรองรับ


จริงอยู่ที่คำพิพากษานี้ เป็นเพียงคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่คำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานในวงการนิติศาสตร์ไทย

แต่ ไม่ว่าจะศาลชั้นไหนก็ไม่ควรมีข้อผิดพลาดเช่น นี้ เพราะในสังคมไทย ไม่ใช่ทุกคดีจะขึ้นสู่ศาลฎีกา มิเช่นนั้น ความยุติธรรมจะเกิดได้อย่างไร


น่า เสียดายที่ด้วยระยะเวลาอันจำกัด ผู้เขียนจึงไม่อาจค้นหาคำพิพากษาฉบับเต็มได้ และไม่สามารถค้นหาได้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา หรือการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีคนฉีกบัตรแล้วโดนลงโทษไปมากน้อยเท่าใด


ในบางครั้งตุลาการอาจ ได้รับคำแนะนำจากสังคมให้คำนึงถึง “ความเหมาะสม” “หลักรัฐศาสตร์” หรือ “ความเป็นธรรมเฉพาะคดี” บ้าง แต่ไม่ว่าอย่างไร หลักก็คือหลัก หน้าที่คือหน้าที่ โดยเฉพาะในยามนี้ที่บ้านเมืองวุ่นวายมิใช่เพราะทุกคนทิ้งหน้าที่ ทิ้งหลัก ปล่อยให้ตัวเองไปตามกระแสความรู้สึกอันเชี่ยวกรากมิใช่หรือ

เพราะ ฉะนั้น ตุลาการ ผู้ธำรงระบบกฎหมาย ซึ่งเป็นเสาค้ำจุนรัฐไทยอยู่ จึงยิ่งสมควรมั่นคงในหลักการแห่งวิชาชีพและวิชาการของตนมากยิ่งกว่าช่วงเวลา ไหน ๆ ในประวัติศาสตร์


มิเช่นนั้น อาจจะถึงเวลาที่เราต้องหยุดเรียกร้องหา “ความกล้าหาญ” ของนักนิติศาสตร์ไทยเสีย เพราะเมื่อความกล้าหาญถูกสำแดง มันกลับทำลายความน่าเชื่อถือแห่งวงการนิติศาตร์ไทยเอง

ระวังฟองสบู่

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




สถานการณ์บ้านเรายามนี้ทุกความสนใจมุ่งเป้าไปยังการแก้ปัญหาน้ำท่วม และการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะมาถึง

แต่อีกปัญหาหนึ่งที่กำลังซ่อนอยู่ในเงามืดและกำลังคืบคลานเข้ามาในเมือง ไทยอย่างช้าๆ ในรูปของข่าวดี แต่แฝงกลิ่นอายความอันตรายอยู่ในที เหมือนจะถูกละเลยไป

นั่นคือปัญหาค่าเงินบาทแข็ง และการไหลเข้าของเงินดอลลาร์ที่มามาก และมาเร็วอย่างยิ่ง

นับจากคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0-0.25 พร้อมอัดฉีดเงินเข้าระบบอีก 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

เงินมหาศาลโยกมาลงในตลาดเอเชีย รวมทั้งไทยเราด้วย

เงินบาทน่าจะยิ่งแข็งค่าขึ้น ตอนนี้จะทรงอยู่ราว 29 บาทกลางๆ

ขณะที่ตลาดหุ้นก็พุ่งพรวดๆ ราวกับกระทิงติดปีก

เช่นเดียวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์

แม้ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น-ตลาดอสังหาริมทรัพย์ จะออกมายืนยันว่าไม่ใช่ภาวะฟองสบู่แต่เพราะตลาดหุ้นไทยเติบโตด้วยผลกำไร

ส่วนตลาดอสังหาฯ ก็ได้อานิสงส์จากมาตรการลดหย่อนต่างๆ ของภาครัฐ ทำให้ที่ผ่านมามีการซื้อขายกันจำนวนมาก และตลาดยังมีความต้องการอยู่

มองมุมหนึ่งก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของตลาดทุนและตลาด อสังหาริมทรัพย์ มาในช่วงเดียวกับที่ต่างชาติขนเงินเข้ามาในเมืองไทย

แม้โดยปัจจัยต่างๆ จะไม่เหมือนสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ก็น่าห่วง

เพราะราคาหุ้น และราคาอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมูลค่าขึ้นเร็วเกินไป

ยังไม่นับโครงการคอนโดฯ ใหม่ๆ ที่จ่อคิวเปิดกันอุตลุด จนมองว่าตอนนี้คอนโดฯ ระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดน่าจะล้นความต้องการแล้ว

ธนาคารแห่งประเทศ ไทยยังต้องประกาศเตือน และออกมาตรการเบรกความร้อนแรงของอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการเพิ่มเงินดาวน์ หรือเงื่อนไขการกู้เงินที่ยากขึ้น

สำหรับตลาดหุ้นแม้ผู้เกี่ยวข้องจะอ้างว่าเพราะมูลค่าของหุ้นไทยยังต่ำมาก เมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่การเทเงินเข้ามาจำนวนมากของต่างชาติดันให้ราคาและดัชนีหุ้นทะยานอย่างน่า กลัว

เพราะจากกลางปีที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นเริ่มดีดขึ้นจาก 800 กว่าๆ แค่เดือนพ.ย.ก็เกินพันจุดไปแล้ว

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเมื่อเงินมาได้ ก็ไหลออกได้เช่นกัน

ในอดีตวิกฤตการเงินหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัจจัยพื้นฐานเดียวกัน

คือการเข้ามาของเงินทุนต่างชาติที่เร็วเกินไป และคนไทยก็ระเริงกับมันจนก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่

และเมื่อต่างชาติถอนเงินทุนออกไปในอัตราความเร็วพอๆ กัน

ฟองสบู่ก็แตกดังโพละ

เปิดคลิปไตรภาคโยงคดียุบปชป.-โกงสอบ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ





















คลิ ปวิดีโอที่เกี่ยวพันกับประเด็นคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ และการโกงสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เผยแพร่ในเว็บยูทูบ โดยผู้ใช้นามแฝง "ohmygod 3009" วันนี้ มีการเผยแพร่มาแล้วรวม 3 ชุด

ชุดแรก มีทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว รวม 5 คลิป

ชุดที่สอง เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับการตอบโต้พรรคเพื่อไทย และคนทำคลิป รวม 3 คลิป

ชุดที่สาม ซึ่งเป็นชุดล่าสุด เกี่ยวกับคำสารภาพของผู้สอบ

แต่ละชุดมีรายละเอียด ดังนี้



คลิปชุดที่ 1 จำนวน 5 คลิป

คลิปที่ 1 เป็นภาพนิ่งรูปการพบปะของระดับผู้ใหญ่ของบ้านเมือง

คลิปที่ 2 วิดีโอการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ กับ นายวิรัช ร่มเย็น และนายวรวุฒิ นวโภคิน ที่ร้านอาหาร

เนื้อหาพูดคุยเกี่ยวกับการให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง มาเป็นพยานในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

นายพสิษฐ์ ถามขึ้นว่า จะให้ประธานกกต.คนเดียว หรือกกต.มาหลายคน นายวิรัช กล่าวว่า เป็นอำนาจของนายทะเบียนฯ จะให้ความเห็น นายพสิษฐ์ จึงแย้งอีกว่าประเด็นอยู่ที่ตุลาการอาจให้กกต. มากันหลายคน ถ้ามาทั้ง 5 คน รับได้ไหม นายวิรัช ระบุ กลัวจะมีปัญหา อำนาจก็ต้องอยู่ที่ตัวประธาน

นายพสิษฐ์ ยังถามนายวรวุฒิ ว่า ให้เทียบระหว่างให้นักวิชาการกับกกต. มา 5 คน กับกกต.มาคนเดียวคือตัวประธาน นายวรวุฒิ กล่าวว่า ประธานกกต. มาคนเดียวน่าจะเป็นผลบวกกับทางพรรคมากกว่า เมื่อหันไปถามนายวิรัช ก็ยืนยันแบบเดียวกัน และว่านางสดศรี (สัตยธรรม) แถลงว่าอยากมา แต่นายพสิษฐ์ ระบุว่า ถ้ามาผมว่ายุ่ง จะมาขยายประเด็นเกี่ยวกับรายละเอียด ก่อนที่นายวิรัช จะสรุปว่าเป็นประธาน บวกกกต.อีก 4 เป็น 5 คน

นายพสิษฐ์ เสนอว่า ให้เป็นประธานกกต. แล้วให้นายวิรัช กลับไปเลือกกกต. อีกคนหนึ่งแต่อย่าเป็นนางสดศรี รวมถึงให้นักวิชาการออกมาพูดผ่านสื่อเยอะๆ และว่า มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฝากบอกท่านนายกฯ ชวน ด้วย อย่าให้คนในพรรคพี่เที่ยวออกมาพูดเยอะ แต่นายวิรัช แถลงเองไปเลยไม่เป็นไร และไม่ถือว่าก้าวล่วงศาล แต่นายเทพไท (เสนพงศ์) ช่วงนี้เพลาๆ ตอนนี้มันเดินทางมาใกล้จบคดียุบพรรคแล้ว

คลิปที่ 3 เป็นบรรยากาศในห้องประชุมตุลาการฯ หารือเกี่ยวกับการเชิญประธานกกต. มาเป็นพยาน มีการระบุว่าอาจเรียกมาในฐานะนายทะเบียน หรือประธานฝ่ายกกต. เพราะอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องอำนาจ ข้อกฎหมาย มีเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมและเห็นว่าควรทำเป็นหมายเหตุไว้ก่อน

มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากเชิญมาแล้วไม่มาจะทำอย่างไร พร้อมเสนอให้กำหนดประเด็นที่จะสอบถาม ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะใช้กำหนดข้อ 40 หรือ 41 ถ้า 41 ไม่ต้องรอให้เบิกความ แต่ถ้าเป็นข้อ 40 ต้องเบิกความ แต่ถ้าใช้ข้อ 41 ท่านอาจไม่มา จึงอยากให้ใช้ข้อ 40 ท่านต้องมา จะมาเป็นฤๅษีหลังม่านไม่ได้ต้องออกมาพูดให้ชัดเจน ไม่ควรหลบไปหลบมา คดีนี้สำคัญมาก ตัวนายทะเบียนสำคัญ หัวใจอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่มาก็ไม่ได้แสดงว่าขาดความรับผิดชอบ จากนั้นมีการถกเถียงกันเรื่องวันเวลาการตัดสิน มีความเห็นว่าอยากให้คดีการถือหุ้นส.ส. ส.ว. เสร็จสิ้นไปก่อน เพราะกดดันทั้งสองเรื่อง

คลิป 4 บันทึกภาพการประชุมฯ พูดคุยเกี่ยวกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ถามไถ่กันเรื่องการเชิญประธานกกต. ว่า หากมีหมายเรียกแล้วไม่มา ออกข่าวไปแล้วมาเป็นพยาน ถ้าไม่มาท่านเสีย ท่านเป็นผู้ใหญ่จะลอยตัวไม่ได้อยู่แล้ว ตอนเสื้อแดงไปกดดันอีกสองวันประชุมเลย บางคนเสนอให้นักข่าวไปถามตรงๆ เลย จากนั้นมีการเสนอว่าให้นางสดศรี มาแทน แต่มีเสียงแย้ง

คลิป 5 บรรยากาศในห้องประชุมตุลาการฯ เป็นการพูดคุยเกี่ยวกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับศาลฯ จนเสียหาย มาประท้วงก็บอกว่าถ้าไม่มีใบสั่ง พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบไปนานแล้ว มีการพูดรายวันแต่ศาลฯ ไม่ทำอะไร ทำให้องค์กรเสียหาย บางคนก็เสนอให้แจ้งความ แต่ก็มีเสียงแย้งว่าไม่อยากให้ไปเข้าทางเขา ไม่อย่างนั้นก็นิดหน่อยแจ้งความ เป็นเรื่องเป็นราว บ้างเสนอว่าเป็นเรื่องของเลขาธิการศาลฯ ตุลาการไม่มีหน้าที่เพราะไม่ได้เป็นการดูหมิ่นส่วนตัว

มีการระบุ การเข้ามานั่งฟังการพิจารณาคดีของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่มีปัญหาอะไร เป็นประชาชนผู้มีสิทธิ์เข้ามารับฟังการพิจารณาได้ แต่การออกข่าวมันเสียหาย อย่างพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ก็แจ้งกองปราบปราม บ้านเมืองนี้ไม่มีขื่อ ไม่มีแป นึกจะจาบจ้วงตรงไหนก็จาบจ้วง นึกอยากทำอะไรก็ทำ ตั้งแต่เกิดเหตุมาไม่มีใครแจ้งความเขา เขาก็ยิ่งได้ใจ

แต่ถ้าแจ้งไม่ได้แจ้งแบบเอาเรื่องเอาราว เพียงแต่เราเป็นผู้รักษากฎหมายสูงสุด เป็นต้นแบบศาลรัฐธรรมนูญ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และในขณะเดียวกันแสดงให้เห็นว่าเรารับรู้สิทธิ และใช้สิทธิ์ ให้เป็นแบบอย่างเป็นบรรทัดฐานว่าประเทศเราอยู่ภายใต้กฎหมายนิติรัฐ จึงควรแจ้งความ โดยเห็นว่าคนที่รับผิดชอบที่แท้จริงที่จะต้องทำคือเลขาฯ หากไม่ทำก็เหมือนเฉยเมย ถึงขั้นมีละเลย แต่ก็แล้วแต่ที่ประชุม

มีเสียงสนับสนุนว่า ผลเป็นอย่างไรไม่มีปัญหา แต่เราได้ตอบสังคมแล้วว่าทำอย่างนี้ ถ้าทำอีก พร้อมพงศ์พูดปุ๊บเราก็ไปแจ้งความ กระบวนการของกฎหมายจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่เราได้ทำหน้าที่ของเรา การเคลื่อนไหวที่กระทบสิทธิ์ของเรา ต่อองค์กรของเรา เราต้องปกป้องแล้ว

เสียงสนับสนุนว่า เราต้องทำเป็นหน้าที่เราต้องปกป้ององค์กรนี้ สถาบันนี้ ถ้าไม่ปกป้องใครจะปกป้อง ตำรวจเขาไม่ทำแน่ มันยังไม่ทำเลย ทำไมมันถึงไม่ทำ เพราะมันมีมูลหรือไง หรือมันกลัวจะเปิดคลิปฉาว เราแจ้งความตามหน้าที่ไม่ได้โกรธ ไม่ได้แค้น ไม่ได้กลัว



ชุด ที่ 2 มี 3 คลิป เป็นการสนทนาระหว่างนายพสิษฐ์ กับชายอีก 2 คน หารือเกี่ยวกับทางออกกรณีทุจริตสอบเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ถูกเปิดโปง

คลิป 1 มีการพูดถึงคลิปทุจริตสอบ นายพสิษฐ์ ซึ่งเรียกตัวเองว่า "ปอย" ชี้แจงคู่สนทนาว่า ในคลิปมีรูปตนและเสียงชัดเจน และสอบถามกันว่าข้อมูลไปอยู่พรรคเพื่อไทยได้อย่างไร และมีคนอื่นมาเอาเทปนี้ได้ไหมเพราะไม่มีคนนอก นายพสิษฐ์ ระบุว่า ตนดูยังช็อกเลยว่าทำไมอัดได้อย่างชัดเจนขนาดนี้ จึงสอบถามกันว่าอัดจากอะไร นายพสิษฐ์ กล่าวว่า เชื่อว่าเป็นกล้องหนังสือเพราะภาพชัดเหลือเกิน

วง สนทนาถกเถียงกันเรื่องจุดประสงค์ของคนทำ นายพสิษฐ์ กล่าวว่า เขาอาจมีอะไรมากกว่าที่เราคิด แต่ตอนนี้เรายังไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆ ถ้าภาพพวกนี้เผยแพร่ออกไปพวกเราพังกันหมดทุกคน จะอ้างว่าตัดต่อหรืออะไรก็ดีไม่ได้หรอก เพราะดูแล้วภาพมันสมูท ซึ่งได้ดูมาแล้วว่าอยู่ในโน้ตบุ๊ก ถ้าทำลายเครื่องก็จบเพราะเป็นกล้องในหนังสือเอ็นไซโคลพีเดีย เวลาถ่ายข้อมูลมาอยู่ในคอมพิวเตอร์มันจะอยู่ในนั้นและถ่ายต่ออีกก็ไม่ได้

คลิป 2 ยังเป็นการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์ กับชาย 2 คนในคลิปที่ 1 เนื้อหาเป็นการแก้เกมเพื่อรับมือการถูกโจมตี

คลิ ป 3 เป็นคลิปต่อเนื่อง เป็นการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์ กับชาย 2 คน เหมือนเดิม นายพสิษฐ์ กล่าวว่า ถ้าสมมติพรรคเพื่อไทยตีเราแรงๆ แบบนี้ ขออนุญาตแถลงเอง แต่มีเสียงแย้งว่าเจตนาคนทำเพื่อต้องการให้เราแถลงว่าเป็นขบวนการ ไปกินข้าวที่ไหน ใครอยู่ในห้องไหน ใครมาพบมันจับภาพหมด นายพสิษฐ์ กล่าวว่า ตึกนี้สร้างสมัยรัฐบาลโน้น กล้องตามคาร์บอนแอเรียเป็นของธนารักษ์ เราเป็นแค่ผู้เช่า

คู่สนทนาระบุให้นำกระบวนการของการทำลายมาสู้ ทำลายน้ำหนัก โดยยกกรณีคดีที่นายกฯ ฟ้องคดีหมิ่นประมาทนายจตุพร ถ้าหนังสือพิมพ์ลงตัดนี้มาใช้เลย อย่างนี้เป็นขบวนการที่ต้องการทำลาย



ชุดที่ 3 เป็นการพูดคุยระหว่างนายพสิษฐ์สวมเสื้อโทนสีฟ้า กับชาย 2 คน เกี่ยวกับการทุจริตสอบ การสนทนาส่วนใหญ่ นายพสิษฐ์ ถามนำจนแทบจะเป็นการพูดเพียงฝ่ายเดียว อีกสองคนพยักหน้าตอบรับ และพูดในบางช่วง

นายพสิษฐ์ บอกให้ชาย 2 คน ยอมรับสารภาพเรื่องโกงข้อสอบเข้ามาจริง แล้วตนเองจะไปพูดคุยกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทำนองจะไปเคลียร์ให้ พร้อมระบุสอบก่อนสอบได้กรอบข้อสอบ สอบวันอาทิตย์ได้วันศุกร์ จากนั้นได้ซักถามถึงการนำข้อสอบไปให้ คนหนึ่งยอมรับว่ามีการนำข้อสอบไปให้ถึงที่บ้าน อีกคนรับว่าได้ไปรับข้อสอบภายในสำนักงานศาลฯ

นายพสิษฐ์ ให้ทั้งสองคนยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่เคยรับข้อสอบล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นฉิบหายเลย กะนัดเดียวกว่า 3 ศพ นัดเดียว 3 ศพ ต้องช่วยกันยืนกระต่ายขาเดียว อย่าให้พวกท่านต้องมาเดือดร้อน

การ์ตูน เซีย 10/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_125513


การ์ตูน เซีย 10/11/53

สมชาย ปรีชาศิลปกุล :ความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการ

ที่มา ประชาไท

ระบบ ตุลาการเป็นสถาบันที่มีความสำคัญในสังคมเสรี/ประชาธิปไตย โดยในด้านหนึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงแก่ชีวิตและเสรีภาพของปัจเจกบุคคลจาก การล่วงละเมิดตามอำเภอใจขององค์กรเจ้าหน้าที่รัฐ และในอีกด้านหนึ่งสถาบันตุลาการที่มีความชอบธรรมและได้รับการยอมรับ อย่างกว้างขวาง จะเป็นกลไกที่ทำให้สังคมสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ลงได้

องค์กรตุลาการจึงมีความหมายสำหรับสังคมการเมืองทั้งในด้านที่ เป็นการปกป้องปัจเจกบุคคลด้วยการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในฝ่ายบริหาร ว่าจะดำเนินการไปภายใต้กรอบของกฎหมายที่มีความเป็นธรรม

ทั้ง องค์กรตุลาการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพก็จะเป็นการสร้าง ความมั่นคงให้กับสังคม ดังเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างฝ่ายต่างๆ ก็จะมีความมั่นใจในการใช้องค์กรตุลาการเป็นกลไกในการยุติข้อพิพาท โดยไม่เลือกใช้วิธีการอื่นซึ่งอาจนำมาซึ่งความรุนแรงและสั่นคลอนความมั่นคง ของสังคมโดยรวม

หลักการพื้นฐานสำคัญประการหนึ่งอันเป็นที่ยอมรับกัน ในนานาอารยประเทศว่า จะทำให้สถาบันตุลาการสามารถบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าวก็คือ การดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรม (Impartiality)

เมื่อ กล่าวถึงความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการโดยทั่วไปมีความหมายว่าประชาชนมี สิทธิได้รับการพิจารณาจากคณะผู้พิพากษาที่ไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้ส่วน เสียใดๆ กับคู่ความในคดี ดังเช่นการมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ การเป็นหุ้นส่วนด้านธุรกิจการค้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดี เป็นต้น

การ มีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะที่กล่าวมาทำให้เห็นได้ว่าอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ ผู้ที่ทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทนั้นอาจเอนเอียงไปยังฝ่ายที่ตนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความเที่ยงธรรมของตุลาการแล้ว ไม่ได้มีความหมายจำกัดเฉพาะเพียงผลประโยชน์ที่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนเป็น รูปธรรมเท่านั้น หากยังมีความหมายรวมไปถึงการกระทำอื่นที่แสดงให้เห็นได้ว่าบุคคลที่ทำ หน้าที่ในระบบตุลาการไม่อยู่ในฐานะที่มีความเป็นกลาง หากเอนเอียงไปหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดังเช่นการแสดงความคิดเห็นไว้ล่วงหน้าไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งและเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่กำลังได้รับการวินิจฉัย

หลัก การพื้นฐานว่าด้วยความเป็นอิสระของศาล (Basic Principle on the Independence of the Judiciary) ซึ่งรับรองโดยที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติ ต่อผู้กระทำความผิด ครั้งที่ 7 เมื่อ ค.ศ.1985 และได้รับการรับรองโดยที่ประชุมทั่วไป โดยมติที่ 40/32 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.1985 และโดยมติที่ 40/32 เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ.1985 ได้บัญญัติรับรองหลักการเรื่องความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการไว้ ดังนี้

"ข้อ 2 ศาลพึงตัดสินคดีด้วยความยุติธรรม บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและเป็นไปตามกฎหมาย โดยปราศจากการตัดทอน การใช้อิทธิพลโดยมิชอบ การชักนำ การกดดัน การข่มขู่หรือแทรกแซง ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมจากบุคคลใดๆ หรือเพื่อวัตถุประสงค์ใด"

การ วินิจฉัยข้อพิพาทต่างๆ ของศาลจึงต้องวางอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและตัดสินให้เป็นไปตามบท บัญญัติของกฎหมาย ในการที่จะบรรลุถึงความเที่ยงธรรม รัฐ สถาบันและบุคคลจึงมีพันธะในการละเว้นจากการกดดันหรือโน้มน้าวให้ผู้พิพากษา ตัดสินไปในทางใดทางหนึ่ง และอีกด้านหนึ่งซึ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ ผู้พิพากษาก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตนเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงธรรม ของตนเองควบคู่ไปด้วย อันจะทำให้เกิดความมั่นใจว่าการตัดสินในข้อพิพาทนั้นได้กระทำอย่างเป็นธรรม

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสากลแห่งสหประชาชาติมีความเห็นต่อความเที่ยงธรรมของศาลในส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ดังนี้

"การ ทรงความเที่ยงธรรมของศาล มีนัยยะว่าผู้พิพากษาจะต้องไม่มีความคิดล่วงหน้าใดๆ เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังพิจารณา และผู้พิพากษาจะต้องไม่ปฏิบัติไปในทางที่ส่งเสริมผลประโยชน์ของคู่กรณีฝ่าย หนึ่งฝ่ายใด เมื่อมีการกำหนดลักษณะที่ทำให้ผู้พิพากษาขาดคุณสมบัติในการทำหน้าที่ไว้ใน กฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของศาลที่จะพิจารณาคุณสมบัติเหล่านี้ และหาผู้มาแทนที่สมาชิกของศาลคนที่มีพฤติกรรมที่ทำให้ขาดคุณสมบัติในการดำรง ตำแหน่งนี้"

(Communication 387/1989, Arvo O. Karttunen V. Finland จากหลักการสากลว่าด้วยความเป็นอิสระและความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้พิพากษา ทนายความ และอัยการ. จัดพิมพ์โดย International Commission of Jurists)

ความ เที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการจึงสัมพันธ์กับสถานะ ผลประโยชน์และการปฏิบัติตัวของผู้พิพากษาอย่างใกล้ชิด การดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมก่อให้เกิดหน้าที่ของผู้พิพากษาที่จะต้อง ปฏิบัติตนเพื่อแสดงให้ขึ้นความเที่ยงธรรม มีการสร้างมาตรฐานในระดับระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติอัน เหมาะสมของผู้พิพากษาไว้ อาทิ

หลักการบังกาลอร์ว่าด้วยการปฏิบัติ หน้าที่ทางตุลาการ (The Bangalore Principle of Judicial Conduct) รับรองโดยกลุ่มตุลาการว่าด้วยการเสริมสร้างบูรณภาพทางตุลาการ (Judicial Group on Strengthening Judicial Integrity) ปรับแก้ตามที่ประชุมโต๊ะกลมของประธานศาลสูงสุด ณ Peace Palace กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ 2002 มีบทบัญญัติดังนี้

"คุณค่าที่ 2 การดำรงความเที่ยงธรรม

2.1 ผู้พิพากษาจะต้องปฏิบัติหน้าที่ทางตุลาการของตนโดยปราศจากความชอบ ความเอนเอียงหรืออคติ

2.2 ผู้พิพากษาจะดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของตนทั้งภายในและภายนอกศาล รักษาและส่งเสริมความเชื่อมั่นของสาธารณะ ผู้ปฏิบัติวิชาชีพทางกฎหมาย และคู่ความในคดี ในเรื่องการดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมของผู้พิพากษา

2.3 ผู้พิพากษาจะปฏิบัติตนเพื่อลดโอกาสในการถูกถอดถอนจากการพิจารณาคดีหรือตัดสินคดีให้น้อยที่สุด

2.4 ในระหว่างพิจารณาคดี หรือระหว่างที่อาจจะได้พิจารณาคดีหนึ่งๆ ผู้พิพากษาจะต้องไม่แสดงความเห็นใดๆ อย่างตั้งใจอันอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการพิจารณาคดี หรือเป็นผลเสียต่อภาพความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาคดี ผู้พิพากษาต้องไม่แสดงความเห็นต่อสาธารณะหรืออื่นๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมของบุคคล"

ในกรณี ที่ผู้พิพากษาไม่สามารถให้ความยุติธรรมได้อย่างเที่ยงธรรมหรือเมื่อความ เที่ยงธรรมถูกตั้งข้อสงสัย ผู้พิพากษาไม่ควรให้คู่กรณีท้าทายความเที่ยงธรรมของตนเอง หลักการบังกาลอร์ฯ ได้ระบุถึงแนวทางที่ผู้พิพากษาควรปฏิบัติไว้ ดังนี้

2.5 ผู้พิพากษาควรจะต้องถอนตัวออกจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการใดๆ ที่ผู้พิพากษาจะไม่สามารถตัดสินคดีได้อย่างเที่ยงธรรม หรือในกระบวนการที่อาจปรากฏแก่วิญญูชนว่าผู้พิพากษาไม่สามารถตัดสินคดีได้ อย่างเที่ยงธรรม กระบวนการเช่นนั้นรวมถึงกรณีที่

2.5.1 ผู้พิพากษามีอคติที่แท้จริงหรือมีความโน้มเอียงต่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือมีความรู้ส่วนบุคคลในข้อเท็จจริงที่เป็นหลักฐานเกี่ยวกับคดีที่กำลังถูก โต้แย้งอยู่

2.5.2 ฯลฯ

บทความนี้เกิดขึ้น ด้วยความตระหนักว่าปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่สถาบันตุลาการไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศาลรัฐธรรมนูญคือ ประเด็นเรื่องความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการในการปฏิบัติหน้าที่

หลักการเรื่องความเที่ยงธรรมเกิดขึ้นในนานาอารยประเทศจึงเป็นส่วนหนึ่ง ที่อาจนำมาเป็นหลักในการพิจารณาและรวมถึงการแสวงหาทางออกซึ่งช่วยสร้างความ มั่นใจต่อความเที่ยงธรรมของสถาบันตุลาการให้เกิดขึ้นมากกว่าเพียงความ พยายามในการหันเหประเด็นไปสู่การกล่าวอ้างเรื่องการทำลายความน่าเชื่อของ สถาบันตุลาการซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อทั้งสถาบันตุลาการและสังคมไทยในระยะยาว แต่อย่างใด