WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, November 15, 2010

การ์ตูน เซีย 15/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_126843

การ์ตูน เซีย 15/11/53

‘น้องเดียร์’ประกาศ พ่อต้องไม่ตายฟรี!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ประกาศพ่อไม่ตายฟรี



ร่วมระลึก ‘สมัคร-เสธ.แดง’เพียบ
พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา

สมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงประพันธ์เอาไว้ในหนังสือ “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” เพื่อเตือนสติ เตือนใจคนทั้งหลายให้ฉุกคิด และหวนระลึกว่า ความดีเท่านั้นที่คงทนและเนิ่นนาน

จะยิ่งใหญ่แค่ไหน จะมีอำนาจเพียงใด หากไร้ซึ่งคุณธรรมความดีแล้วไซร้ ก็อย่าคิดว่าอำนาจและผลประโยชน์ที่กอบโกยหรือยึดกุมนั้น จะช่วยให้คนจดจำในแง่ดีได้

ในขณะที่แม้ว่าจะถูกพิษการเมืองเล่นงาน หนักหนาสาหัสเพียงใด หากว่ามีผลงาน มีคุณงามความดีเป็นที่ปรากฏชัด แม้จะสูญเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ก็ยังคงมีคนจดจำจารึก และกล่าวขวัญถึง

ก็ ดูอย่างนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ล่วงลับ แม้ว่าโค้งสุดท้ายในเวทีการเมือง จะถูกสงครามการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองเล่นงานเสียยับเยิน ถึงขั้นถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพียงเพราะทำหน้าที่เป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ “ชิมไปบ่นไป”

ซึ่งจริงๆก็เป็นรายการโทรทัศน์ที่ทำงานนานก่อนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ!!!

แต่ หลังจากตัดสินใจมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ตัดสินใจทค่จะเป็นนายกรัฐมนตรี โดยหวังว่าจะแก้ปัญหาทางตันของประเทศชาติ ที่เกิดขึ้นภายหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

แต่สุดท้ายนายสมัคร ที่แม้จะเป็นนักการเมืองมาชั่วชีวิต แต่ก็ยังต้องกลายเป็นเหยื่อการเมือง ในสงครามการเมืองแย่งชิงอำนาจในครั้งนี้

แต่คนไม่น้อยยังคงรักและชื่นชอบนายสมัครอยู่ไม่เสื่อมคลาย

เมื่อ วันที่ 14 พฤศจิกายน สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จไปในการพระราชทานเพลิงนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

มีบุคคลสำคัญ ทั้งนักการเมือง ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมพิธีจำนวนมาก อาทิ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา

พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง นายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งผู้แทนจากเหล่าทัพอีกส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมงานโดยบางส่วนสวมเสื้อสีแดงเข้ามาในงานด้วย

ทั้งนี้ มีการแสดงโขนหน้าไฟเรื่อง "รามเกียรติ์" ตอนนางลอย หน้าเมรุด้วย

ซึ่ง ภายในงานมีการแจกหนังสือที่ระลึกในพิธีพระราชทานเพลิงให้กับผู้ที่มา ร่วมงาน จำนวน 1 หมื่นชุด โดยใส่ในถุงผ้าสีดำที่มีลายเซ็นของนายสมัคร ภายในถุงผ้าประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่ม ดังนี้

1. ชื่อ "รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ น ชีรติ" แปลว่า "รูปกายสังขารย่อมแตกดับสลายแต่ชื่อเสียง เกียรติคุณความดีหาแตกดับไปไม่" เนื้อหาภายในเล่มเป็นชีวประวัติและผลงานของนายสมัคร

2.หนังสือปกแข็ง ภายในเล่มรวมภาพพิธีสวดพระอภิธรรม พร้อมคำไว้อาลัยของบุคคลสำคัญๆ

3.หนังสือ ชื่อ “ข้าวสำรับ” เป็นหนังสือรวมสูตรอาหารที่เป็นเคล็ดลับสูตรเฉพาะของนายสมัคร จำนวน 52 เมนู อาทิ เมนูที่ 14 โครงไก่ต้มฟัก เป็นต้น และแจกพระเครื่องเนื้อสัมฤทธิ์คือพระพุทธชนะมาร ที่จัดสร้างสมัยที่นายสมัครดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปี 2551 และเจ้าแม่กวนอิมเนื้อผง

ปรากฏว่ามีประชาชนเดินทางมาร่วมงานไว้ อาลัยหลายพันคน ทำให้การจราจรรอบวัดติดขัดอย่างมาก โดยทั้งในและรอบงานมีตำรวจ ทหาร และหน่วยปราบจลาจลสนธิกำลังมารักษาความปลอดภัยโดยรอบ

ขณะที่ บรรยากาศช่วงหนึ่งในงานเกือบเกิดการจลาจลขึ้น ในระหว่างที่มีการแจกหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิง เพราะมีประชาชนต้องการหนังสือจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดแจกน้อย จนเจ้าหน้าที่ต้องประกาศยุติการแจกชั่วคราว ก่อนเริ่มแจกอีกครั้งมีทหาร และตำรวจมาจัดคิว

อนึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งตับ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 อายุ 74 ปี

นี่คือมุมสะท้อน ที่นักการเมืองในยุคปัจจุบันควรจะต้องนำไปเป็นแง่คิด

ขณะ เดียวกันในวันที่ 14 พฤศจิกายนเช่นกัน ที่บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี กลุ่มวันอาทิตย์สีแดงประมาณ 500 คน ก็ได้มีการรวมตัวจัดกิจกรรมรำลึกการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง โดยมีนางสาวขัตติยาหรือน้องเดียร์ และนางสาวกิตติยา สวัสดิผล ลูกสาว ร่วมทำกิจกรรมด้วย

ปรากฏว่ามีตำรวจจากหน่วยปราบจลาจล 1 กองร้อย มารักษาความปลอดภัย ซึ่งการจัดกิจกรรมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

สำหรับ พิธี เริ่มด้วยกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงนำผ้าสีแดงขนาด 5 คูณ 5 เมตร เป็นตราสัญลักษณ์ของกลุ่มมาวางที่พื้น แล้วนำนกสีแดงโปรยทั่วผืนผ้า โดย น.ส.ขัตติยา นำรูปเสธ.แดงมายืนอยู่ที่แผ่นผ้า เพื่อร่วมกันกล่าวคำไว้อาลัยให้กับเสธ.แดง และร่วมร้องเพลงชาติในเวลา 18.00 น.

จากนั้น น.ส.ขัตติยาเดินถือรูปเสธ.แดงไปวางยังจุดที่เสธ.แดงถูกยิงเสียชีวิต คือสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม แล้วจุดเทียนไว้อาลัย

ทั้งนี้น.ส.ขัตติยากล่าวว่า ขอขอบคุณกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ไม่นึกว่าจะมาร่วมกันมากขนาดนี้

ที่ สำคัญ น.ส.ขัตติยา ยืนยันว่าพ่อจะไม่เสียชีวิตอย่างสูญเปล่า เพราะน.ส.ขัตติยาจะขอเป็นหนึ่งในผู้เรียกร้องให้ผู้ที่สั่งฆ่าออกมารับผิด ชอบ

ปัญหาก็คือว่าจนถึงวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเสียชีวิตของ เสธ.แดง เท่านั้นที่ยังเงียบ ไม่มีความคืบหน้า ไม่มีการออกมาแสดงความรับผิดชอบ แต่แม้กระทั่งกรณีผู้เสียชีวิต 91 ศพ จากเหตุการณ์พฤษภาอำมะหิต โดยเฉพาะกรณีการยิงกราดกระหน่ำเข้าไปในวุดปทุมวนาราม จนกระทั่ง น.ส.กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี พยาบลอาสา ที่เข้ามาช่วยดูแลผู้เจ็บป่วยหรอบาดเจ็บ ต้องมาถูกยิงเสียชีวิต เป็น 1 ใน 6 ศพปริศนา

ที่วันนี้ยังคงไม่มี ความคืบหน้าใดๆเลย แม้ว่า นางพะเยาว์ อัคฮาด พร้อมด้วย นายณัทพัช อัคฮาด มารดาและน้องชายของ น.ส.กมนเกด จะพยายามเรียกร้องและจ้ำจี้จำไชกับทาง ดีเอสไอ สักเพียงใดก็ตาม

ขนาดสุดทน จนถึงกับมีการนำครกกับสาก หวังไปมอบให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ และนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยข้างครกเขียนข้อความว่า “คอป.” ส่วนสากเขียนว่า “ดีเอสไอ”

แต่จนวันนี้ทุกอย่างยังคงเงียบ ราวกับว่ามีขั้วอำนาจที่ต้องการให้เรื่องเหล่านี้ กลายเป็นเหมือนคลื่นกระทบฝั่ง!!!

แรงกว่าใคร!!! โน๊ส อุดม @ติ๊ก ชีโร่ คอนเสิร์ต เล่นแบบนี้ไม่กลัวเลยเนอะ

ที่มา thaifreenews

โดย namome



รายงานจากหน้าเรือนจำ:"แสงสว่างเล็กๆ ...ในใจที่ไม่มืดมน"

ที่มา ประชาไท

บันทึก จากส่วนหนึ่งในความทรงจำของผู้ที่ได้ติดตามผลกระทบของ19 ผู้ต้องขังที่ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพอยู่ภายในเรือนจำมุกดาหารจากเหตุการณ์ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา

ช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ จนถึงเย็น หากใครแวะไปจ่ายตลาดเพื่อเป็นอาหารมื้อเย็นที่ตลาดสดเทศบาล 1 ในอำเภอเมืองมุกดาหาร ก็จะได้พบเห็นแม่ค้าลูกชิ้นทอดกับมอเตอร์ไซ ค์พ่วง ซึ่งมีตู้บรรจุลูกชิ้นหลากหลายชนิดไว้คอยบริการลูกค้า หลังหม้อสแตน เลสใส่น้ำมันตั้งอยู่บนเตาแก๊สนั้น เป็นที่สะดุดตาต่างจากแม่ค้าคนอื่นๆ เนื่องจากหญิงที่ยืนทอดลูกชิ้นอยู่ในภาวะ “หญิงมีครรภ์” ขนาดของครรภ์บ่งบอกได้ไม่ยากว่า อีกไม่นานเธอคงไม่สามารถมา ขายลูกชิ้นได้ เนื่องจากต้องทำหน้าที่ “แม่”ของทารกแรกเกิด ไอที่ขึ้นมาจากหม้อบรรจุน้ำมัน เราผู้ซื้อเองยังรู้สึกได้ถึงความร้อน และอดไม่ได้ที่จะถามว่า “เค้าไม่บ่นว่าร้อนมั่งหรือไง ในท้องน่ะ”

“ก็ดิ้นถีบอยู่เหมือนกันนะพี่ หนูก็ตีเอา ทำไงได้ ไม่ทำก็ไม่มีคนหาให้ ขายอย่างอื่นหนูก็ทำไม่เป็น ตอนนี้ยังดีหนูยังพอหาได้ แต่ถ้าท้องแตกแล้วนี่ ซิ ใครจะหาให้หนู”
นี่คงไม่ใช่ถ้อยคำร้องขอความเห็นใจจากใครๆ แต่เป็นคำบอกเล่าข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
พระนม กันนอก สามีของ “อ้อย” หรือ อ้อยทิพย์ กันนอก ถูกจับกุมด้วยข้อหาบุกรุกและเผาศาลากลาง จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม หลังเหตุการณ์เผาศาลากลางได้ 2 วัน ตำรวจเข้าจับกุมตัวที่บ้านโดยมีหลักฐานเป็นรูปรถสามล้อบรรทุกยางจอดอยู่ นอกรั้วศาลากลางวัน พร้อมทั้งยึดเครื่องมือหากินของเขาและครอบครัวไปเป็นของ กลาง
“วันนั้น หนูก็ขายลูกชิ้นอยู่ พี่เขาก็ไปอยู่ที่วิน เห็นว่าประมาณเที่ยงๆ มีคนมาจ้างให้ไปที่ประตูทางเข้าศาลากลางด้านทิศตะวันตก พอขนเสร็จ พี่เขาก็กลับบ้าน ไม่ได้เข้าไปที่ศาลากลางอีก อีก 2 วัน ตำรวจก็มาที่บ้าน เอารูปมาให้ดู แล้วก็พาตัวไปโรงพัก”
ผู้เขียนไป เยี่ยมผู้ต้องข้งที่เรือนจำมุกดาหารหลังเหตุการณ์เผาศาลา กลางผ่านไปได้ 1 เดือน ได้พบกับอ้อยหน้าห้องเยี่ยม หลังจากพูดคุยไถ่ถามกันจึงได้รู้ว่า การถูกจับกุมของพ่อบ้าน ทำให้เหลืออ้อยในวัย 28 ปี เพียงคนเดียวที่ต้องหาเลี้ยงลูก 2 คน คนหนึ่งเป็นลูกติดสามีมากำลังเรียน ป.4 อีกคนเป็นลูกตัวเองอยู่อนุบาล 3 พร้อมๆ กับที่ในท้องมีอีก 1 ชีวิตให้โอบอุ้ม อายุครรภ์ได้ 2 เดือนกว่าแล้ว ความรู้สึกของผู้เขียนในวันนั้นแม้เห็นใจในความยากลำยาก แต่ประกายความหวังในดวงตาพวกเรายังสดใสอยู่ ถ้อยคำให้กำลังใจกันจึงมีว่า “อดเอา เดี๋ยวยกเลิก พรก.ก็ได้ออกมาแล้ว”
เช่น เดียวกันเมื่อถึงรอบเข้าเยี่ยม ผู้เขียนได้พูดคุยกับทวีศักดิ์ แข็งแรง 1 ใน 15 ผู้ต้องหาที่ถูกทำร้ายร่างกายและถูกจับกุมในวันที่มีการเผาศาลากลาง เขาไม่ได้พูดถึงความทุกข์ของตนเองในการสูญเสียอิสรภาพ หากเอ่ยถึงแต่ความห่วงใยครอบครัว เมียของเขาตั้งท้องได้ 4 เดือน ต้องดูแลลูกสาววัย 9 ขวบ กับพ่อและแม่วัยชราของเขาเพียงลำพัง โดยไม่มีรายได้ คนมีภาระอย่างเขา ซึ่งคิดดูแล้วไม่น่ามีแจงจูงใจให้ไปก่อการร้ายใดๆ ฝากผู้เขียนให้ช่วยดูแลครอบครัว เขาพูดอย่างกังวลใจว่า “ผมกลัวจะออกไปไม่ทันลูกคลอด” ในวันนั้นผู้เขียนจำได้ว่าได้พูดกับเขาอย่างมั่นใจว่า “ได้ออกทันอยู่แล้ว”

แทบ ทุกคนที่ถูกจับคดีบุกรุกและเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารอยู่ในวัยที่มี ครอบครัวต้องรับผิดชอบ บางคนแถมพ่วงด้วยพ่อแม่ที่แก่ชรา การที่เสาหลักในการหารายได้ ถูกจับ 1 คน หมายถึง มีคนต้องตกระกำลำบากอีก 2,3,4...ชีวิต ไม่ต้องพูดถึงความทุกข์ใจ ขาดที่ปรึกษา ขาดคนช่วยตัดสินใจ
นี่ ยังไม่นับว่า บางคนพกพาเอาโรคร้ายเข้าเรือนจำไปด้วย มีทั้ง ไวรัสตับอักเสบ ไตอักเสบ หอบหืด เบาหวาน ติดเชื้อในมดลูก มีแม้กระทั่งโรคประสาท โรคพวกนี้ต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์เป็นประจำ สภาพในเรือนจำที่มียา พาราฯ เป็นยาสารพัดนึก ครอบจักรวาล กับหมอที่แวะเวียนมาเพียงเดือนละครั้ง
สิ่ง ที่ผู้เขียนนึกถึงหลังการเยี่ยมในครั้งนั้น คือสิทธิในการได้รับการประกันตัว เพื่อที่พวกเขาจะได้ออกมารักษาตัวอย่างต่อเนื่องตามปกติ และดูแลครอบครัวให้มีคุณภาพชีวิตตามที่ควรจะเป็น แต่ก็อย่างที่บอก ตอนนั้นเราเชื่อว่า ยกเลิก พรก.เมื่อไหร่ ก็คงได้ประกันตัว
แต่ แล้ว ถึงเวลายกเลิก พรก.เข้าจริงๆ หลักทรัพย์ที่ยื่นขอประกันตัวก็ถูกตีกลับพร้อมคำวินิจฉัยจาก ศาลว่า ไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นข้อหาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง
กระนั้นญาติๆ (และผู้เขียน) ก็ยังตั้งความหวังต่อไปอีกว่า ครบ 7 ฝาก คงได้ปล่อยตัว
ครบ 7 ฝากก็แล้ว ส่งฟ้องก็แล้ว ตั้งทนายก็แล้ว ยังดีบางคนที่ถูกฟ้องข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพียงข้อหาเดียว ได้ประกันตัว 7 คน แต่พวกที่โดนคดีเผายังคงถูกจองจำ ไม่ได้รับสิทธิปล่อยตัวชั่วคราวต่อไป
ผู้เขียนแวะเวียนไปเยี่ยมพวกเขาอีกหลายครั้ง เรากลับมาอยู่ในโลกความจริงกันมากขึ้น และยอมรับว่าหนทางในการได้ปล่อยตัว คงไม่ง่ายนัก
ตอนนี้คนในเรือนจำก็พูดอย่างทำใจแล้วว่า “คงต้องรออภิสิทธิ์ลงจากนายกฯ นะพี่ เราถึงจะได้ออกไป”
ผู้เขียนเองก็บอกกับพวกเขาและญาติว่า “ทำใจไว้เลยว่าได้อยู่ยาว ถ้าอยู่ยาวจริงก็จะได้ไม่ผิดหวัง ถ้าออกไวๆ ก็ได้กำไร”
ถึงอย่างนั้น เราก็ยังไม่เลิกตั้งความหวัง และไม่ละความพยายาม
และ แล้ว...เราก็ได้ทราบข่าวเรื่องศาลจังหวัดอุบลฯ อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลาง พร้อมๆ กับการยื่นมือเข้ามาของทีมทนาย ศปช.(ศูนย์ข้อมูลประชาชนฯ) ทำให้ทนายในพื้นที่ซึ่งดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะทำงานเท่าไหร่ ตื่นตัวกันขึ้นมา
ในวันนี้เมื่อสิ่งที่ผู้เขียนเอง ไม่ได้คาดคิดคราวไปเยี่ยมครั้งแรกก็ เกิดขึ้นแล้ว ลูกชายของทวีศักดิ์ ลืมตาดูโลกเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน และอ้อยก็ดูเหมือนจะให้กำเนิดลูกแก่พระนมก่อนกำหนดในเร็ววันนี้ ขณะที่ผู้ เป็นพ่อยังสูญเสียอิสรภาพอยู่ในเรือนจำ
เราก็คาด หวังว่า แสงสว่างเล็กๆ ที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัดอุบลฯจุดขึ้น ประกอบกับความเอาจริงเอาจังของทนาย จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ศาลจังหวัดมุกดาหารเมตตาปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดี เผาศาลากลางอีก19 คนบ้าง
เป็นความหวังเล็กๆ แต่มีความหมายสำหรับชีวิตอีกกว่า 100 ชีวิตเหลือเกิน...
สุด ท้าย ผู้เขียนเดาได้ว่า ต้องมีคนที่ปิดหูปิดตาตัวเอง ไม่ยอมเปิดใจรับรู้ความจริง เข้ามาถากถางเยาะเย้ยว่า นี่เป็นกฎแห่งกรรมที่พวกเผาบ้านเผาเมืองสมควรได้รับ กรรมใดใครก่อคนนั้นก็รับไป
แต่สิ่งที่อยาก บอกก็คือ ในยุคสมัยที่พวกคุณยอมรับนายกฯ ที่พร่ำพูดเรื่องนิติรัฐ คุณก็ต้องเชื่อในหลักนิติรัฐที่ทุกคนต้องเสมอกันภายใต้กฎหมาย
อย่าลืมว่า คนพวกนี้ไม่ได้ถูกจับซึ่งหน้าเมื่อมีการจุดไฟเผาศาลากลาง
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือการไล่จับใครก็ตามที่ขวางหน้า และเป็นการจับเมื่อไฟลุกไหม้ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว
เพราะ ฉะนั้น ตามกฎหมาย(ปกติ) พวกเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งมีสิทธิในการได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เท่าๆ กับที่ผู้ต้องหาคดียึดสนามบินได้รับ
ใช่หรือไม่

อุปสมบทหมู่105รูปอุทิศกุศลวีรชน10เมษา-19พฤษภา ออกบิณฑบาตโปรดญาติโยมเสื้อแดงทั่วอีสาน

ที่มา Thai E-News



ที่มา ข่าวสด
รูปประกอบ ไฟล์ภาพ
15 พฤศจิกายน 2553

6 เดือนรำลึกวีรชนราชประสงค์ 19 พ.ย.มีแต่เช้ายันค่ำ

กิจกรรมรำลึกวีรชน 19 พฤษภาคม ครบรอบ 6 เดือนในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ มีการจัดกิจกรรมหลายกิจกรรม

โด บภาคประชาชนจัดกิจกรรมช่วงเช้าหน้าเรือนจำคลองเปรม เรียกร้องปล่อยแกนนำ บ่ายไปที่DSIเร่งรัดคดีการสังหารเสื้อแดง เย็นย่ำพบกันที่ราชประสงค์รำลึก 6 เดือนวีรชน(คลิ้กดูรายละเอียดกำหนดการกิจกรรมด้านล่าง)

ส่วน แกนนำนปช.นอกคุก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้หารือกับบก.ลายจุด-นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง โดยกำหนดจะจัดงานรำลึกภายใต้ชื่อ “6 เดือน 6 โมงเย็นราชประสงค์” โดยจะมีกิจกรรมตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น.

“เรา จะใช้เวลาเพียงสั้นๆแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแล้วจะยุติการชุมนุม ผมจะถือโอกาสนี้ไปไหว้ศาลท้าวมหาพรหม เพื่อดลบันดาลให้บรรดาแกนนำที่โดนควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำได้รับการปล่อยตัว” นายจตุพรกล่าว

ขอนแก่นอุปสมบทหมู่105รูปอุทิศแก่วีรชน

เมื่อ วานนี้ (14 พ.ย.) ที่วัดธาตุพระธาตุอารามหลวง ถ.กลางเมือง ต.ในเมือง จ.ขอนแก่น นางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่แกนนำและแนวร่วมคนเสื้อแดงขอนแก่น จำนวน 105 รูป โดยจะบวชเป็นเวลา 7 วัน และระหว่างนั้นจะออกบิณฑาตจากคนเสื้อแดงทั่วทั้งภาคอีสานด้วย

ที่ จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจัดพิธีอุปสมบทหมู่ 105 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมทั้ง 92 ราย โดยงานจัดขึ้นที่ศูนย์อาหารเรือนอมรดา สถานที่ตั้งสถานีวิทยุคนเสื้อแดงขอนแก่น(เก่า) ถ.ประชาสโมสร ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตรมว.ยุติธรรม ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจักริน พัฒนดำรงจิตร นายภูมิ สาระผล ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย นายศักดา อ้อพงษ์ อดีต ผวจ.ขอนแก่น ในฐานะที่ปรึกษามวลชนคนรักประชาธิปไตยขอนแก่น และแกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่นร่วมโกนผมนาค

ซึ่งหนึ่งในจำนวนนี้มีนาย ธนิก มาสีพิทักษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เขต 1 นายเจตจำรูญ สามหาดไทย อดีตกำนัน ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น ประธานคนรากหญ้าขอนแก่น นายวัน สุวรรณพงษ์ ทนายความคนเสื้อแดงขอนแก่น นายอุทัย คุ้มตะบุตร เลขาธิการมวลชนคนรักประชาธิปไตยขอนแก่น พร้อมแกนนำคนเสื้อแดงขอนแก่นจากกลุ่มดีเจ.คนเสื้อแดงขอนแก่น ร่วมบวชอุทิศส่วนกุศลด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังเสร็จสิ้นพิธีโกนผมนาค กลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่น ได้จัดให้มีพิธีแห่นาคไปรอบเมืองขอนแก่น ก่อนกลับมาที่สนามทุ่งหญ้าใกล้หมู่บ้านจัดสรรแลนด์ แอนด์ เฮาส์ ถ.เลี่ยงเมือง ต.เมืองเก่า อ.เมืองขอนแก่น เพื่อทำพิธีสู่ขวัญนาค ผูกข้อต่อแขนด้วยด้ายสีแดง และมีการฉลองนาค มีดนตรีแสดง ซึ่งมีคนเสื้อแดงร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน สลับการขึ้นกล่าวปราศรัย

โดย นาคเหล่านี้จะไปบวชเป็นพระอยู่ที่วัดธาตุพระอารามหลวง ถ.กลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น จากนั้นจะไปจำ วัดอยู่ที่ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณ์ อ.เมืองขอนแก่น เป็นเวลา 7 วัน

นายธนิกกล่าวว่า การจัดพิธีอุปสมบทหมู่จำนวน 105 รูป เพื่อเป็นกุศลให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จากการต่อสู้ทางการเมืองเมื่อเดือนเมษา ยน และเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา และคนเสื้อแดงที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองมาเผชิญวิบากกรรมในขณะนี้ ซึ่งมีคนเสื้อแดงหลายคนถูกจอง จำอยู่ในเรือนจำหลายๆ ที่ในประเทศ บางท่านต้องหลบหนีไปต่างประเทศ นอกจากนี้ การบวชเพื่อขออุทิศส่วนกุศลให้กับพี่น้องที่ต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมาจนมาถึงปัจจุบัน

"การต่อสู้ของคนเสื้อแดงต้องมี กิจกรรมทาง การเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีกิจกรรมสัญลักษณ์และกิจกรรมทางศาสนาควบคู่กันไป เพราะพวกเราไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจแต่อย่างใด จึงต้องดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ควบคู่ไปกับกิจ กรรมทางศาสนา ซึ่งจะเน้นไปที่บุญกุศลเป็นส่วนใหญ่ เราจะสู้จนถึงที่สุด" นายธนิกกล่าว

Sunday, November 14, 2010

"แม้ว"ยินดี"ซูจี"ถูกปล่อยตัวชี้อิสภาพผู้ต้องขังคดีการเมืองจุดเริ่มต้นปรองดอง

ที่มา มติชน



ผู้ สื่อข่าวรายงานว่านายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ส่งแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ลงวันที่ 14 พฤศจิกายนผ่านอีเมล์ไปยังสื่อมวลชนเพื่อแสดงความเห็นกรณีที่นางออง ซาน ซูจี สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าได้รับการปล่อยตัวจากการ ถูกกักบริเวณในบ้านพักหลังจากที่ครบกำหนดตามคำสั่งชองศาล โดยในแถลงการณ์ระบุว่า "ในโอกาสที่รัฐบาลพม่าได้ปล่อยตัวนาง ออง ซาน ซูจีให้ได้รับอิสรภาพเมื่อวานนี้( 13 พฤศจิกายน) ผมใคร่ขอแสดงความยินดีต่อนาง ออง ซาน ซูจี และชาวพม่าผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ที่บุคคลผู้เป็นที่รักและสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าได้ รับอิสรภาพ


ผมขอถือโอกาสนี้ แสดงความยินดีต่อรัฐบาลพม่าที่ได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องในการให้อิสรภาพแก่ เธอในครั้งนี้ แม้การตัดสินใจจะล่าช้าไปก็ตาม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลพม่าจะได้ใช้โอกาสนี้ ในการเริ่มปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหลายในประเทศพม่าให้ได้รับอิสรภาพใน เร็ววัน


กระแสประชาธิปไตย คือ กระแสของโลกที่จะนำความมั่นคงทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจมาให้กับประชาชน ผมเชื่อมั่นว่า เหตุการณ์ในพม่า จะส่งผลให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยในภูมิภาคอาเซียนดีขึ้น เป็นลำดับ โดยเฉพาะสถานการณ์ในประเทศไทย ที่ประชาชนต่างโหยหาประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม เหตุการณ์ในประเทศพม่าแสดงให้เห็นว่า การให้อิสรภาพแก่ผู้ต้องขังในคดีการเมืองจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดอง แห่งชาติ และสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างแท้จริง"

มาตรฐานทางศีลธรรมกับการแทรกแซงตุลาการ

ที่มา มติชน



โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอันเนื่องจากกรณี"คลิปฉาว"หลาย ชุดที่มีการนำเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์Youtupe โดยมีการกล่าวหาว่า ตุลาการบางคนนำข้อสอบคัดเลือกเข้าเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญไป ให้พรรคพวกและเครือญาติ


แน่นอนว่า ผู้ที่เผยแพร่คลิปดังกล่าวและพรรคเพื่อไทย ต้องการใช้"คลิปฉาว"เป็นเครื่องมือในการกดดันการพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์


ขณะ เดียวกัน เนื้อหาในคลิปดังกล่าวก็ทำให้สาธารณชนคลางแคลงใจต่อพฤติกรรมของตุลาการบางคน ว่า ซื่อสัตย์เที่ยงธรรมเพียงพอในการทำหน้าที่หรือไม่


แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบจริยธรรมเข้ามาไต่สวนหาข้อเท็จจริงเรื่องนี้แต่ประการใด


ได้อ่านหนังสือเรื่อง "การทุจริตและสิทธิมนุษยชน:การเชื่อมโยง(Corrution and Human Right : making the Connection)"ซึ่ง เป็นรายงานที่จัดทำโดยสมัชชาสากลว่าด้วยนโยบายสิทธิมนุษยชน(แปลโดย รศ.วีระ สมบูรรณ์ หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและคณะ)


หนังสือเล่มนี้มีจุดเด่นที่สามารถ เชื่อมโยงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทุจริตทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุยชนในหลายด้าน อาทิ ความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ การมีส่วนร่วมในทางการเมือง สุขภาพ การศึกษา การพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมฯลฯ


อย่างไรก็ตามเพื่อให้สอคคล้องการวิพากษ์วิจารณ์ข้างต้น จึงขอสรุปหัวข้อ"มาตรฐานอันเกี่ยวกับการบริหารวานยุติธรรม"มานำเสนอให้เห็นภาพว่า ในทางสากลนั้น มองเรื่องนี้อย่างไร


ความ เห็นในรายงานระบุว่า การทุจริตอาจส่งผลเสียต่อความเป็นอิสระของศาล เช่น การทุจริตในกระบวนการแต่งตั้งจะก่อให้เกิดการแทรกแซงหลักการในหลายด้านด้วย กัน


การแทรกแซงระบบตุลาการจากฝ่ายการเมืองเกิดขึ้นเมื่อผู้มี อำนาจทางการ เมืองใช้อิทธิพลของตน (ซึ่งรวมทั้งการคุกคาม ข่มขู่ หรือสินบน) เพื่อบังคับหรือโน้มน้าวผู้พิพากษา (หรือเจ้าหน้าที่ของศาล) เพื่อให้ตัดสินคดีโดยเอื้อต่อผลประโยชน์ของตนและไม่เป็นไปตามกฎหมาย


การ แทรกแซงจากฝ่ายการเมืองยังเกิดขึ้นเมื่อมีการควบคุมการแต่งตั้ง ผู้พิพากษา การกำหนดเงินเดือนและเงื่อนไขของการปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้ามามีอิทธิพลต่อผู้พิพากษา อัยการ และเจ้าหน้าที่ศาลได้ นำมาซึ่งระบบตุลาการที่อ่อนปวกเปียกคล้อยตามผู้มีอำนาจ


การ แทรกแซงทางการเมืองยังรวมไปถึงประเด็นการ ใช้กฎหมายคุ้มกันผู้พิพากษา แม้ว่าผู้พิพากษาที่ทุจริตอาจใช้กฎหมายคุ้มกันที่ล้าสมัยเพื่อปกป้องตนเอง


แต่ถ้าปราศจากกฎหมายคุ้มกันผู้พิพากษาที่มีความเป็นอิสระอาจถูกอำนาจทางการเมืองใช้คดีความรังควานได้


กฎหมาย หมิ่นประมาทอาจถูกใช้ในหลายทางเพื่อขับ ผู้พิพากษาที่เป็นอิสระให้พ้นจากตำแหน่ง หรือเพื่อคุ้มครองผู้พิพากษาที่ทุจริตอย่างไม่เป็นธรรม


อย่าง ไรก็ตาม เมื่อกล่าวถึงการติดสินบนในการดำเนินงานยุติธรรม ส่วนใหญ่หมายถึงภาคประชาสังคมถูกเรียกสินบนหรือให้สินบน รวมไปถึงประชาชนที่มีรายได้ต่ำซึ่งแทบจะไม่สามารถจ่ายสินบนเหล่านั้นได้


รายงานระบุด้วยว่า หลักการของความไม่ลำเอียงนั้นมีความสำคัญมาก ทั้งในการปฏิบัติจริงและโดยภาพลักษณ์ที่ปรากฏ


ในบริบทนี้พึงตระหนักว่า การทุจริตในกระบวนการแต่งตั้งผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ตุลาการอาจส่งผลให้คุณภาพของการทำงานลดต่ำลง


การแต่งตั้งควรพิจารณาจากคุณสมบัติ การเป็นที่ยอมรับทางศีลธรรม และความสามารถของบุคคลผู้นั้น


แต่ ถ้าได้รับอิทธิพลจากการทุจริตแล้ว ฝ่ายตุลาการก็จะมีความสามารถและความเป็นอิสระน้อยลง และสิทธิของผู้ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองอย่าง เต็มที่


นอกจากความเที่ยงธรรมแล้ว ประสิทธิภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการพิจารณาคดีภายในระยะเวลาอันเหมาะสม


องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งระบุว่า การวินิจฉัยความหมายของคำว่า "ความล่าช้าอันมิสมควร" หรือ "กระบวนการอันรวดเร็ว" นั้นขึ้นอยู่กับสภาพการณ์แวดล้อมและความซับซ้อนของคดี รวมทั้งการปฏิบัติของคู่ความที่เกี่ยวข้อง


การละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยปราศจากความล่าช้าอันมิสมควร อาจเกิดขึ้นในกรณีตัวอย่างเช่น เมื่อมีการติดสินบนผู้พิพากษาเพื่อทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปเท่าที่จะทำได้


ในกรณีเช่นนี้ สิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมย่อมถูกละเมิดโดยการติดสิบนอย่างชัดเจน


เมื่อดูมาตรฐานสากลแล้ว มาย้อนดูประเทศไทยโดยเฉพาะการแต่งตั้งตุลาการ ควรพิจารณาจากคุณสมบัติ"การเป็นที่ยอมรับทางศีลธรรม"ว่า ต่ำกว่ามาตรฐานหรือไม่

อ่านเจตนารัฐบาลปล่อยตัว'แดง'

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง การสอบสวนของคณะกรรมการอิสระชุดต่างๆ ที่ไม่มีความคืบหน้า

การที่รัฐบาล โดยกระทรวงยุติธรรม ยื่น ประกันตัวกลุ่มเสื้อแดง

และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังเชิญเข้าพบปะพูดคุย

มีความเห็นจากหลายภาคส่วนในสังคม



สิริพรรณ นกสวน

ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ความ จริงอาจช้าเกินไปหรือไม่ ควรทำมาตั้งนานแล้ว เพราะคนจำนวนมากที่ถูกขังโดยไม่ได้กระทำผิดอะไร กฎหมายไม่ได้รองรับให้จับกุมคนได้มากขนาดนี้

อยากให้ตั้งคำถาม กับรัฐบาลด้วยว่า แล้วคนที่ยังไม่ปล่อยตัวอีกตั้งหลายคนทั้งที่ถูกจับไปเหมือนกัน รัฐบาลมีหลายมาตรฐานหรือไม่ รัฐบาลใช้เกณฑ์อะไรในการปล่อยตัว เพราะไม่ว่าจะจับได้หรือไม่ได้ รัฐบาลก็อ้างว่าทำตามพ.ร.ก. ฉุกเฉินทั้งนั้น

ขณะที่ฝ่ายถูกจับก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีศักยภาพที่จะไปจ้างทนายหรือต่อสู้กับรัฐบาลได้

ต้อง มีคนเข้ามาดำเนินการเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยหลังการปล่อยตัวจะมีการเยียวยาดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ถูกละเมิดอย่าง ไร การฟ้องกลับจะมีทนายความที่อาจไม่ใช่ทนายความเสื้อแดงเดิมมาช่วยก็ได้

องค์กร ที่มีพลังทางสังคม องค์การด้านสิทธิ โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิฯ ควรเข้ามาดูแลเรื่องนี้ให้มาก เพราะกฎหมายที่จับกุมให้อำนาจนายกฯ สูงมาก หากจะรอให้รัฐบาลเสนอเรื่องนี้เองคงไม่ทำ เพราะรัฐบาลกลัวถูกมองว่ายอมรับว่ากระทำผิด ก็อาจทำเป็นลืมได้

การ ปล่อยตัวเสื้อแดงตอนนี้ไม่รู้ว่ามีเกมอะไรหรือไม่ เป็นการยื่นไมตรีให้เสื้อแดงเพื่อลดกระแสการต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ หรือมีนัยอะไรกับการเดินสายของพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ที่เดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่

หรือรัฐบาลอาจคิดว่าถึงเวลาต้องทำแล้วก็ได้


1.จตุพร พรหมพันธุ์

2.จิตติพจน์ วิริยะโรจน์

3.น.พ.วันชัย วัฒนศัพท์





สมบัติ บุญงามอนงค์

บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง

หลาย คดีที่มีการจับกุมเป็นการหว่านแหของรัฐบาล เพียงเพราะเขาเหล่านั้นปรากฏอยู่ในภาพเหตุการณ์จึงถูกออกหมายจับ อย่างเช่น ในหลายจังหวัดที่เกิดเหตุการณ์ มีการถ่ายภาพคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่อมาก็มีการออกหมายจับโดยที่ภาพเหล่านั้นไม่ได้ระบุว่าผู้ที่ถูกออกหมายจับ เป็นผู้ก่อเหตุ

คำถามคือทำไมรัฐถึงดำเนินการหว่านแหขนาดนั้น ทำไมไม่จับเฉพาะผู้กระทำความผิด

ส่วน การใช้งบของกระทรวงยุติธรรมประกันตัวให้คนเหล่านี้ คิดว่าเป็นจังหวะของการลดอุณหภูมิ และเป็นการเอาหน้าของรัฐบาล เพราะถ้าต้องการแก้ไขปัญหาให้เกิดความยุติธรรมจริงๆ ทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการมากลั่นกรองคนที่อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อปกป้องคนบริสุทธิ์และดำเนินคดีเฉพาะคนที่ก่อเหตุ ไม่ใช่หว่านแหจับแหลกอย่างนี้

พอได้รับการประกันตัวก็พาไปพบนาย อภิสิทธิ์ มันเป็นการเดินเข้าสู่ฉากที่จัดวางไว้ ถ้าเป็นนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ขอพบนายกฯ ถามว่าจะได้เข้าพบหรือไม่

นี่คือการเดินเกมทางการเมือง และเป็นการตบหัวแล้วลูบหลังดีๆ นี่เอง



จตุพร พรหมพันธุ์

แกนนำนปช.

เรา ได้ยื่นขอประกันตัวมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยได้รับอนุญาต ฉะนั้น ที่ผ่านมาการที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้รับการประกันตัว ปัญหาไม่ได้เกิดจากคนเสื้อแดงไม่ได้ดูแลกัน แต่เกิดจากการที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว

การปล่อยตัวพี่ น้องเสื้อแดงถือเป็นหนทางที่ดีที่จะนำไปสู่การปรองดอง แต่ความจริงแล้วมีพี่น้องเสื้อแดงที่ไม่ควรถูกคุมขัง แต่ยังคงติดอยู่ในเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศอยู่ และตราบใดที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังได้รับการประกันตัวก็ควรมีความเท่าเทียม

หวังว่าหลังจากนี้ ไปทุกอย่างควรจะคลี่คลายด้วยความจริงใจ แต่ถ้ารัฐบาลดำรงอยู่ด้วยการใส่ร้ายและเข้าใจผิดว่าถ้าขังแกนนำเอาไว้ คนข้างนอกจะไม่เคลื่อนไหว ก็จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิดโดยตลอด

การ ให้อิสรภาพ เสรีภาพ คนเสื้อแดงอย่างมีเกียรติทุกคนดีใจ แต่ไม่ใช่ให้ประกันตัวแล้วจะถือเป็นบุญคุณต่อกัน ทั้งหมดนี้เป็นจิตสำนึกของรัฐบาลที่จะต้องรู้ว่า

ผู้บริสุทธิ์ไม่ควรถูกคุมขังมาตั้งแต่ต้นแล้ว



จิตติพจน์ วิริยะโรจน์

ประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง

วุฒิสภา

ถือ เป็นเรื่องที่ดี เพราะคนที่ถูกคุมขังมีอยู่ 2 กรณี คือ 1.เพราะฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2.ถูกจับกุมได้ในระหว่างการชุมนุม ซึ่งทั้งสองกรณีไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว

การปล่อยตัวคนเสื้อ แดงเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้ว สร้างบรรยากาศที่ดีในบ้านเมือง ความจริงแล้วรัฐบาลไม่ควรใช้อำนาจภายใต้พ.ร.ก. ฉุกเฉินจับกุมพวกเขา

เพราะ ถ้าดูรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่ให้สิทธิกับประชาชนในการได้รับความยุติธรรม จะเห็นว่าหลายเรื่องที่รัฐบาลทำ เช่น จับกุมพวกเขาฐานละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขัดกับรัฐธรรมนูญทั้งสองข้อนี้

การชุมนุมของคนเสื้อแดงวันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. ที่มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ถ้ารัฐบาลไม่รีบแก้ไขให้ชัดเจน โอกาสที่รัฐบาลจะแก้ตัวคงเป็นเรื่องลำบาก

และเมื่อปล่อยตัวคน เสื้อแดงออกมาแล้ว รัฐบาลอย่าลืมที่จะทำความเข้าใจกับพวกเขา โดยการทำความจริงให้ปรากฏว่าในระหว่างการชุมนุมที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรง แล้วมีคนเสียชีวิต มันมาจากสาเหตุอะไร มันเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องคือความยุติธรรม สองมาตรฐาน การเลือกตั้งใหม่ หากรัฐบาลหันมาสนใจจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้งลงได้

หากรัฐบาลไม่คิดจะทำอะไรเลย ขืนกดดันพวกเขานานๆ คนเสื้อแดงบางส่วนอาจออกมาเคลื่อนไหวกดดันด้วยวิธีการรุนแรง

หลัง เกิดการจับกุมผู้ถูกคุมขังบางคนที่ไม่ได้พบญาติ พบทนายความ คณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ได้เชิญกรรมการสิทธิฯ และสภาทนายความ เข้าร่วมหารือในวันที่ 15 พ.ย. เพื่อหาทางช่วยคนที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว



น.พ.วันชัย วัฒนศัพท์

ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันพระปกเกล้า

เป็น แนวคิดที่ดี แสดงความเอื้ออาทรออกมา เพราะ คนที่ถูกจับก็ไม่แน่ใจว่าผิดหรือถูก ความจริงควรปล่อยออกมาตั้งนานแล้ว ซึ่งรัฐ บาลอาจวิเคราะห์ว่าใครเป็นอย่างไร ให้อภัยได้หรือไม่

หลักกระบวนการยุติธรรมจะลงโทษใครไม่ใช่ทำให้ตาย แต่ทำให้สำนึกผิดและให้อภัย อย่างกรณี 48 คนที่ได้รับการประกันตัวก็น่าจะเหมือนกัน

ส่วน คนที่ถูกจับโดยไม่ได้ทำผิดก็เป็นไปได้ เพราะเป็นช่วงชุลมุน เมื่อเกิดความผิดพลาดแล้วรัฐบาลก็ต้องเยียวยา กระบวนการยุติธรรมต้องแสดงเหตุผลว่าใครไม่ได้ทำผิดบ้าง อย่างกรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้ทำผิดแต่ติดคุก 6 ปี ก็ต้องเยียวยาโดยไม่ต้องรอการร้องขอ

อยากให้รัฐบาลแสดงความ เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนถึงวันนี้ยังไม่มีการขอโทษ ไม่ว่ารัฐบาลหรือทุกฝ่ายที่ทำให้เกิดความรุนแรง ควรมีการขอโทษ

ไม่ ใช่แสดงว่าคุณผิดหรือเลว แต่ขอโทษที่ผิดพลาดไปในกระบวนการยุติธรรม ไปจับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ การขอโทษจะเป็นการเยียวยาที่สำคัญ แสดงให้สังคมรับรู้ จะช่วยให้ดีขึ้น

ส่วนการชดเชยอื่นๆ ก็มีกฎหมายชดเชยอยู่ รัฐบาลต้องเยียวยาช่วยเหลือในสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมผิดพลาด ทำให้คนหมดอิสรภาพไป

สิ่ง ที่รัฐบาลทำต้องเป็นกระบวนการที่จริงจัง ทำให้สถานการณ์รู้สึกว่ารัฐบาลต้องการสร้างสมานฉันท์จริงๆ ที่สำคัญต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว

การ์ตูน เซีย 13/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_126469

การ์ตูน เซีย 13/11/53

บิ๊กป้อมต้องกล้า!! อิสรภาพ”เสื้อแดง”

ที่มา บางกอกทูเดย์

บิ๊กป้อมต้องกล้า!!  อิสรภาพ”เสื้อแดง”



อิสรภาพ “ออง ซาน ซู จี”
สะท้อนภาพเผด็จการเริ่มแผ่ว!!
ทันที ที่บรรดาสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อวันที่ 13 พ.ย.ว่า ผู้สนับสนุนจำนวนหลายร้อยคนของนางออง ซาน ซู จี ผู้นำฝ่ายค้านคนสำคัญและผู้นำการเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่า ได้ไปชุมนุมกันก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะให้มีการปล่อยตัวเธอจากการถูกกักบริเวณอยู่แต่ภายในที่พักมานาน เกือบ 2 ทศวรรษ

โดยไปชุมนุมรอกันที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่พรรค สันนิบาตแห่งชาติ เพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) และ ที่หน้าด่านบนถนนที่นำไปสู่บ้านพักซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมริมทะเลสาบ โดยหวังว่าจะได้มีโอกาสเห็นหน้าเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพวัย 65 ปีผู้นี้

คนจำนวนไม่น้อยถึงกับสวมใส่เสื้อยืดมีภาพใบหน้าของเธอและข้อความว่าจะยืนเคียงข้างออง ซาน ซู จี

แม้ ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทหารพม่าจะมีการให้ข่าวเป็นระยะๆว่าการปล่อย ตัวจะมีขึ้นในไม่ช้า ซึ่งน่าจะเป็นช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 13 พ.ย. จนกระทั่งมีความชัดเจนออกมาว่า

“การปล่อยตัวจะมีขึ้นในวันนี้”

แต่ เนื่องจากภาพลักษณ์ขอรัฐบาลทหารที่ผ่านมาๆ ทำให้ยังคงมีบางคนหวาดวิตกว่า คณะนายทหารระดับนายพลของกองทัพพม่าอาจจะกำลังหาข้อแก้ตัวเพื่อขยายเวลาคำ สั่งการกักบริเวณแต่ออกไปอีกก็เป็นได้

เนื่องจากนางออง ซาน ซู จี ได้ถูกกักบริเวณเป็นระยะเวลายาวนาน โดยคณะรัฐบาลทหารพม่าปิดปากเงียบเรื่องการลงโทษเธอมาตลอด

ใน ขณะที่ประชาชนหลายคนก็ยังเชื่อมั่นว่า เธอเป็นความหวังสำหรับอนาคตที่ดีกว่า จึงเฝ้าภาวนาและรอคอยด้วยความตื่นเต้นสำหรับการปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ

ตลอด เวลาที่ผ่านมา นางออง ซาน ซู จี ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามอย่างมากสำหรับคณะรัฐบาลทหารหลังจากที่กองทัพเข้า มาปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการนานถึง 50 ปี ทั้งๆที่สิ่งที่เธอทำคือการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง

แต่เธอ กลับต้องถูกลงโทษจำคุกและกักบริเวณจำคุกถึง 15 ปี ในช่วง 21 ปีที่ผ่านมา ซึ่งบทลงโทษล่าสุดสิ้นสุดลงเมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 13 พ.ย. หลังจากทางการพม่าได้ขยายเวลาบทลงโทษของการกักบริเวณออกไปเมื่อปีที่แล้ว อันเนื่องจากมีชาวอเมริกันคนหนึ่งลักลอบว่ายน้ำข้ามทะเลสาบเข้าไปหาเธอที่ บ้านพักริมทะเลสาบ

กลุ่มผู้สื่อข่าวช่างภาพจำนวนหลายสิบคนรวมทั้งคนท้องถิ่น ไปรออยู่ด้านนอกบ้านพัก เพื่อรอคอยการปล่อยตัว

โดย ก่อนการปล่อยตัวนายเนียน วิน หนึ่งในทนายความของนางซู จี และโฆษกของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ก็ยังไม่มีความมั่นใจ โดยกล่าวว่า ยังไม่ได้ข่าวใดๆแต่ก็ยังมีความหวังที่จะเห็นเธอได้รับอิสรภาพ และ เมื่อยังไม่เป็นที่ชัดแจ้งว่า การปล่อยตัวจะมีขึ้นเมื่อใดกันแน่ ทางพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยก็ยังอาจไม่ได้เตรียมการอะไรได้ตาม กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพบปะกับประชาชน หากการปล่อยตัวล่าช้า

แต่ข่าวบางกระแสก็บอกว่า หลังการปล่อยตัว นางซู จี มีกำหนดหารือกับแกนนำคนสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไปของเธอ

อย่าง ไรก็ตามมีนักวิเคราะห์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี คงจะมีข้อบังคับควบคุมบางอย่างเพื่อเป็นหลักประกันว่าต่อไปเธอคงจะไม่สามารถ กระทำการอันเป็นภัยคุกคามต่อคณะนายทหารระดับนายพลของกองทัพพม่าได้อีก หรือ รัฐบาลที่กองทัพให้การหนุนหลัง ก่อนส่งมอบอำนาจหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในรอบ 20 ปี เมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา

แต่ทนายความของเธอตั้งข้อสังเกตว่า นางซู จี คงจะไม่ยอมรับเงื่อนไขใดๆต่อการปล่อยตัวครั้งนี้ แม้ในอดีตที่ผ่านมา เธอเคยพยายามที่จะหลบหนีคำสั่งห้ามออกนอกกรุงย่างกุ้งมาแล้วก็ตาม

การ ปล่อยตัวนางออง ซาน ซู จี ในครั้งนี้จึงถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ว่า เป็นความพยายามของคณะรัฐบาลทหารพม่าในอันที่จะลดกระแสการถูกประณามต่อต้าน จากนานาชาติในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 7 พ.ย.ที่ผ่านมา

เพราะบรรดา นักเคลื่อนไหวของชาติตะวันตกและการเรียกร้องประชาธิปไตย วิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่เป็นอิสระและยุติธรรม ท่ามกลางกระแสข่าวว่า มีการข่มขู่คุกคามรวมถึงฉ้อโกงการเลือกตั้งด้วย ซึ่งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของนางซู จี ไม่ได้ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย เพราะถูกสั่งยุบพรรค

ส่วนผลการ เลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการก็ออกมาว่า พรรคสหภาพสมานฉันท์และการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ซึ่งกองทัพให้การหนุนหลัง ชนะการเลือกตั้งได้ครองเสียงข้างมากในสภา

หากว่ายังคงไม่ยอมปล่อยตัว นางอองซาน ซูจี แน่นอนว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งก็ยังคงจะโดนโจมตีไม่เลิก และคงอยู่ลำบาก รวมทั้งคงจะไม่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกแน่ๆ ดังนั้นการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาล

ส่วนด้านครอบครัวนั้น นายคิม อาริส ลูกชายคนเล็กของนางซู จี กับ นายไมเคิล อาริส นักวิชาการชาวอังกฤษผู้วายชนม์ ก็เฝ้ารอคอยการปล่อยตัวอยู่ในประเทศไทย โดยหวังว่าจะได้มีโอกาสพบหน้าแม่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี โดยตัวนายคิมนั้นอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ และเคยถูกปฏิเสธการขอวีซ่าเข้าพม่ามาแล้ว

ส่วนลูกชายคนโตของนางซูจี ชื่อ นายอเล็กซานเดอร์ อาริส ซึ่งเป็นตัวแทนไปรับรางวัลโนเบลสันติภาพแทนแม่เมื่อปี 2534 อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา

จนกระทั่งในช่วงค่ำของวันที่ 13 พฤศจิกายน นางอองซาน ซูจี ซึ่งอยู่ในชุดประจำชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ก็ปรากฏตัวให้เห็นหน้าบ้านพักของเธอ ท่ามกลางประชาชนซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 5 พันคนที่มารอแสดงความยินดี มีเสียงตะโกนเชียร์ และ ร่วมร้องเพลงชาติด้วยกัน

หลังข่าวการทางการพม่า ปล่อยตัว นาง อองซานซูจี บรรดาผู้นำโลกมากมายที่มารวมตัวกันอยู่ที่ญี่ปุ่นเพื่อร่วมประชุมเอเปค ได้ออกมาแสดงความยินดีกับอิสรภาพของนางซูจี อย่างประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า บอกว่านางซูจีเป็นวีรสตรีของเขา

รวมทั้งยังระบุด้วยว่า ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่พม่าต้องปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด

ด้าน ประธานาธิบดีนิโกล่าส์ ซาร์โกซี่ ของฝรั่งเศส ออกมาเตือนพม่าว่าไม่ควรจำกัดเสรีภาพทั้งในด้านการเดินทาง และการแสดงความคิดเห็นของนางซูจีอีก

ขณะที่นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ก็บอกว่าการปล่อยนางซูจี เลยกำหนดมายาวนานแล้ว

นาย สุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์ วอชท์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ทันทีที่มีการปล่อยตัวนางอองซานซูจี ตามคำสั่งของศาล สำนักงานฮิวแมนไรท์ว้อทช์ ประจำประเทศไทย จะออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมืองประมาณ 2 พันคันที่ถูกคุมขังอยู่ในพม่าขณะนี้ เพราะถือว่าเมื่อพม่ากำลังเดินเข้าสู่ประชาธิปไตย ก็ต้องเปิดโอกาสให้ศัตรูทางการเมืองในอดีตได้เข้าร่วมต่อสู้ทางการเมือง

แต่หากไม่ดำเนินการก็แสดงว่าการปล่อยนางซูจี เป็นเพียงการสร้างภาพเพื่อกลบเกลื่อนการทุจริตเลือกตั้งครั้งนี้เท่านั้น

อย่าง ไรก็ตาม ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ปล่อยตัวนางซูจี เพราะเป็นไปตามคำสั่งของศาล หากยังควบคุมตัวต่อไปจะทำให้รัฐบาลทหารพม่าถูกกดดันจากประชาคมโลกหนักขึ้น

ทั้ง นี้การปล่อยตัวนางซูจีครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลพม่าต้องเผชิญกับการ ท้าทายครั้งใหญ่เพราะนางซูจี จะออกมาร่วมกับพรรคเอ็นแอลดีเดินหน้าตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งครั้งนี้ และเชื่อว่าจะมีชาวพม่าเข้าร่วมกับเธอจำนวนมากอย่างแน่นอน โดยเฉพาะพลังเงียบที่สะท้อนผ่านเสียงโนโหวตในการเลือกตั้งจำนวนมาก เป็นไปได้สูงว่าจะออกมาร่วมกับผู้ที่สนับสนุนนางซูจี อยู่ก่อนแล้ว

ล่า สุด นางอองซาน ซูจี สัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าได้รับการปล่อยตัวจากการ ถูกกักบริเวณในบ้านพักแล้ว หลังจากที่ครบกำหนดตามคำสั่งของศาล โดยซูจีออกมาปรากฎตัวและทักทายฝูงชนนับพันที่มาปักหลักเฝ้ารอคอยวินาทีที่ซู จีได้รับอิสรภาพ

นางอองซาน ซูจี ปรากฎกายขึ้นที่ประตูบ้านพักริมทะเลสาปอินเลเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ตามเวลาในไทย นับเป็นการได้รับอิสรภาพครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยเธอได้โบกมือและยิ้มให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนที่พากันปรบมือและส่งเสียง เชียร์

นางซูจีกล่าวกับฝูงชนว่า ถึงเวลาที่ต้องมาพูดคุยกัน ประชาชนต้องร่วมกันทำงานโดยพร้อมเพรียง เพราะมีเพียงหนทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายของเราได้

จาก นั้นนางซูจีได้ขอให้กลุ่มผู้สนับสนุนกลับมาเจอเธออีกครั้งหนึ่งที่ที่ ทำการพรรคในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้เพื่อฟังสิ่งที่เธออย่างจะพูด เพราะไม่อาจตะโกนแข่งกับเสียงของฝูงชนจำนวนมากที่มาให้กำลังใจได้

ซึ่งแม้ว่าหลังจากนั้นนางซูจีจะได้กลับเข้าบ้านพักไป แต่ฝูงชนก็ยังคงจับกลุ่มอยู่หน้าบ้านพักของนางซูจี

สำหรับวาทะสำคัญที่ นางอองซาน ซูจี กล่าวกับฝูงชนคือ

" People must work in Unison. Only then Can we achieve our goal. "
" ประชาชน ต้องทำงาน เป็นเอกภาพ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของเรา "

แน่ นอนว่าบรรดาสื่อต่างประเทศมีการตีความว่า คำประกาศของนางอองซาน ซูจี แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยในพม่าต่อ ไป
ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่าซูจีได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคสันนิบาตชาติเพื่อ ประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของเธอต่อทันที นับเป็นการประชุมครั้งแรกในรอบ 7 ปี โดยผู้บริหารอาวุโสของพรรคต่างทยอยเดินทางเข้าไปยังบ้านพักริมทะเลสาบของซู จีอย่างต่อเนื่อง

ตามประวัติแล้ว นางอองซาน ซูจี เป็นบุตรสาวของนายพลอองซาน วีรบุรุษผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชของพม่า เธอเป็นหัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งทั่วไป อย่างถล่มทลายเมื่อสองทศวรรษก่อน แต่ไม่เคยได้รับการยอมรับจากกองทัพให้ก้าวขึ้นสู่อำนาจได้

แม้จะ เป็นคนที่พูดจานุ่มนวลแต่ด้วยธาตุทรหดของการมีเลือดนักสู้จนการ ปล่อยตัวครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2545 เธอสามารถปลุกกระแสจากฝูงชนจำนวนมากในทุกครั้งที่ออกมาพูดโดยเฉพาะในประเด็น ที่ถูกกักบริเวณนานหลายปี ก็ยังไม่ลดความนิยมของประชาชนพม่าที่มีต่อนักต่อสู้และเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ชื่อว่า ออง ซาน ซูจี ได้

ดังนั้นรัฐบาลไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกลุ่มขั้วอำนาจพิเศษทั้งหลาย ควรจะต้องดูกระแสสังคมกระแสโลกที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ และถึงเวลาที่จะต้องทบทวนไตร่ตรองอย่างรอบคอบ กับกรณีของการจับกุมแกนนำและกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ชุมนุมกันเรียกร้องประชาธิปไตย ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาอำมะหิตที่ผ่านมา

แม้ ว่าจะมีการใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และใช้ กลไกของ ศอฉ. ในการจับกุมดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดง แม้กระทั่งถึงขั้นกล่าวหาในเรื่องของการเป้นผู้ก่อการร้าย แต่ระยะเวลาที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมมาถึงขณะนี้ ร่วม 6 เดือนแล้ว

แต่ ศอฉ. ยังไม่สามารถนำหลักฐานในการเป็นผู้ก่อการร้ายมาแสดงให้ประชาชนได้ประจักษ์ ชัดเจนได้เลย ทำให้ตลอดมาเรื่องนี้ยังคงเป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจขจารณ์ไม่จบในสังคมไทย

ดัง นั้นหากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะทบทวนท่าทีหลังจากเกิดกรณีปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี แล้วเช่นนี้ โดยเฉพาะหาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. จะเพียงแค่ใช้อำนาจใจมือ เซ็นชื่อปล่อยตัวบรรดาแกนนำและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในขณะ นี้

ล้อไปกับเหตุการณ์การปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี แล้ว พล.อ.ประวิตร ก็จะได้คะแนนในสังคม ชนิดที่แม้อยากจะลงเล่นการเมืองเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีสักครั้ง... บางทีก็ยังสามารถเป็นไปได้ไม่ยากเลย

วินาทีนี้ วัดใจ พล.อ.ประวิตรแล้วว่า จะกล้าเซ็นชื่อปล่อยตัว คนเสื้อแดง เพื่อสร้างสมานฉันท์หรือไม่???

โอกาส และอำนาจมีอยู่ในมือแล้ว... ตัดสินใจเถอะบิ๊กป้อม!!!