WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, November 16, 2010

รัฐทหารพม่าหลังเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



รัฐบาลทหารพม่ามุ่งหวังอะไรจากการร่างรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง?

ส่วน ใหญ่ของคำตอบที่ผมได้ยินมา คือต้องการสร้างความชอบธรรมให้ระบอบเผด็จการของตน แม้ฟังดูมีเหตุผลดี เพราะทั้งรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ไม่ได้นำไปสู่อะไรที่ใกล้เคียงประชาธิปไตยเอาเลย ข้อนี้ใครๆ ก็เห็นมาแต่แรกแล้ว

ดังนั้น ถึงจะมีหรือไม่มีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง ก็ไม่น่าจะทำให้ใครที่ยังมีสัญญาเป็นปกติ เชื่อได้ว่ารัฐบาลพม่ากำลังจะนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตย อย่างน้อยรัฐบาลทหารพม่าก็รู้ดีว่า "ประชาธิปไตย" ของตน จะแตกต่างจากความเข้าใจของคนทั้งโลก จึงตั้งสมญาให้แล้วว่า "ประชาธิปไตยภายใต้วินัย"

หากระบอบทหารของพม่าขาดความชอบธรรม รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งก็ไม่น่าจะทำให้เกิดความชอบธรรมมากขึ้นตรงไหน

บาง คนกล่าวว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ขาดความชอบธรรมนี้ จะสามารถสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลังทหารปราบปรามชนกลุ่มน้อยได้มากขึ้น แต่ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมไม่เห็นรัฐบาลทหารลังเลในการใช้กำลังปราบชนกลุ่มน้อยตรงไหน อันที่จริง สงครามปราบชนกลุ่มน้อยเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมของรัฐบาลทหารตลอด มา อย่างน้อยก็แก่ประชาชนเชื้อสายพม่า เพราะรัฐบาลทหารตั้งแต่สมัยเนวินอ้างเสมอว่า ขาดซึ่งกองทัพ พม่าก็ไม่อาจดำรงความเป็นสหภาพไว้ได้ ต้องแตกออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยหลายรัฐ

ที่ ทหารพม่าปราบปรามไม่สำเร็จเสียที ก็เพราะทหารพม่ายังไม่มีสมรรถนะที่จะทำได้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็เพราะรบกันไปนานเข้า ทหารพม่าเองก็เข้าไปพัวพันเก็บส่วยจากการค้ายาเสพติดของชนกลุ่มน้อย จนกระทั่งสภาพสงครามนั่นแหละที่ทำกำไรให้นายทหาร โดยเฉพาะแม่ทัพ ที่ถูกส่งไปตรึงกำลังปิดล้อมได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ในระยะสัก 10 ปีที่ผ่านมา กองทัพพม่าได้ทุ่มเงินซื้อหาอาวุธและเตรียมการสร้างความแข็งแกร่งให้ตน เองอย่างมาก จนกระทั่งประเมินกันว่า กองทัพมีสมรรถนะพอจะจัดการกับกองกำลังของชนกลุ่มน้อยได้ในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้น จึงสั่งให้กองกำลังของชนกลุ่มน้อยที่มีสัญญาหยุดยิงกับรัฐบาลทหาร แปรตนเองเป็นกองกำลังรักษาชายแดน แต่ส่วนใหญ่ของกองกำลังชนกลุ่มน้อยไม่เอาด้วย แม้แต่กองกำลังกะเหรี่ยงพุทธซึ่งเคยร่วมมือกับพม่าในการปราบกะเหรี่ยงคริสต์ มาก่อน บางส่วนก็ไม่ยอม ซ้ำยังประกาศบอยคอตการเลือกตั้งเสียอีก

ทั้ง หมดนี้แสดงว่ากองทัพพม่าเชื่อมือตนเองยิ่งกว่าครั้งใดที่ผ่านมา และถึงอย่างไรก็จะเปิดสงครามใหญ่กับกองกำลังของชนกลุ่มน้อยเหล่านี้อย่าง เต็มที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม

รัฐ ธรรมนูญและการเลือกตั้งจะช่วยทำให้ประเทศอื่นลงทุนและค้าขายในพม่าได้สะดวก ใจขึ้นหรือไม่ ดูเผินๆ เหมือนมีส่วนช่วยบ้าง โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน แต่คู่ค้าสำคัญคือจีนและอินเดียนั้นสะดวกใจในการลงทุนและค้าขายในพม่าอยู่ แล้ว ไม่ว่าพม่าจะปกครองด้วยเผด็จการทหารเข้มงวดสักเพียงใด เกาหลีเหนือก็ยังคงให้ความช่วยเหลือทางทหารและวิชาการต่อไป ถ้าพม่าต้องการ ส่วนประเทศตะวันตกทั้งหลาย ถ้าสามารถทำอย่างจีนและอินเดียได้ โดยไม่ถูกประชาชนในประเทศก่นประณาม ก็คงทำไปนานแล้ว

คำถามคือรัฐ ธรรมนูญและการเลือกตั้งที่นับวันยิ่งเห็นได้ชัดว่าไม่อาจให้ความชอบธรรมแก่ รัฐบาลทหารได้นี้ จะทำให้ภาพพจน์ของพม่าในสายตาของประชาชนในโลกตะวันตกดีขึ้นหรือไม่ ผมคิดว่าไม่ และจะยิ่งไม่มากขึ้นเมื่อข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งแพร่หลายออกมามากขึ้น ฉะนั้น ตะวันตกก็จะถูกตรึงไว้ที่เดิม คือลงทุนและค้าขายในพม่าได้ อย่างไม่เต็มที่นัก (ในวันที่เขียนบทความนี้ ประธานาธิบดีโอบามาเพิ่งกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้านายกรัฐมนตรีอินเดียว่า รัฐบาลทหารพม่าขโมยประชาธิปไตยไปจากประชาชน มหาอำนาจอย่างสหรัฐและอินเดียควรร่วมกันประณาม)

ด้วยเหตุดังนั้น อาเซียนจะสะดวกใจขึ้นกว่าเก่าได้อย่างไร หากท่าทีของประเทศตะวันตกยังเหมือนเดิม

ผม พยายามหาเหตุผลใดๆ มาอธิบายไม่ได้ว่า รัฐบาลทหารต้องการรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งไปทำไม ความรู้ที่จำกัดของผมบอกได้แต่ว่า หากกองทัพพม่าสามารถคุมกองกำลังชนกลุ่มน้อยได้รัดกุมขึ้น ส่วยยาเสพติดที่เรียกเก็บอยู่เวลานี้ ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกโขด้วย

แม้ ไม่ตื่นเต้นกับรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งของพม่า แต่ผมก็ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง อาจนำความเปลี่ยนแปลงบางอย่างมาให้แก่พม่า ทั้งในทางร้ายและทางดี เท่าที่ผมนึกออกเวลานี้ มีอยู่สามอย่าง

ด้านการเมือง โดยรู้ผลการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ที่นั่งประมาณ 80% ตกเป็นของพรรคฝ่ายรัฐบาลทหาร ตามที่คาดการณ์กันไว้ก่อน ผมคาดว่ากองทัพพม่าต้องปล่อยให้พรรคที่ไม่ได้เป็นแนวร่วมของพรรค USDP ได้ชัยชนะบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ให้น่าเกลียดเกินไป และที่สำคัญกว่านั้น คือสร้างศัตรูใหม่ที่ไม่น่ากลัวเท่าดอว์ออง ซาน ซูจี แล้วปล่อยให้ศัตรูใหม่ลดทอนรัศมีของ "ท่านผู้หญิง" ลงบ้าง แต่เดาไม่ถูกว่า จะปล่อยที่นั่งให้ฝ่ายค้านในเขตพม่าหรือเขตของชนกลุ่มน้อย

ไม่ว่าจะ อยู่ในเขตไหน ส.ส.ฝ่ายค้านเหล่านี้ย่อมไม่สามารถมีบทบาทอะไรมากนักในสภา (ทั้งจำนวน, ประธาน, และสื่อที่ถูกควบคุม) บทบาทของเขาจึงอยู่นอกสภาซึ่งไม่มีผลอะไรต่อการบริหารของกองทัพก็จริง แต่ทำให้เขาต้องมีและรักษา "เครือข่าย" ทางการเมืองในภาคประชาชนเอาไว้

นี่คือการจัดองค์กรทางการเมืองอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกในเวลาหลายทศวรรษภายใต้เผด็จการทหารพม่า

จาก จุดเล็กๆ เช่นนี้ย่อมมีผลให้สังคมการเมืองพม่าเริ่มเปลี่ยน อาจไปในทางร้ายกว่าเดิมก็ได้ เช่นทหารจับทั้ง ส.ส.และเครือข่ายเข้าคุกหมดเป็นต้น หรือในทางที่ดีกว่าเดิมก็ได้ เช่นเครือข่ายเหล่านี้อาจเคลื่อนไหวทางสังคม และขยายตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

ด้านชนกลุ่มน้อย นักวิชาการตะวันตกในออสเตรเลียคาดไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า หลังเลือกตั้ง ทหารพม่าจะเปิดฉากรุกชนกลุ่มน้อยเป็นการใหญ่ โดยเฉพาะที่ปฏิเสธการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง จะเป็นผลให้มีการหลบหนีภัยเข้าสู่ไทยจำนวนมาก

คำถามก็คือ ความแข็งแกร่งของกองทัพพม่าที่เพิ่มขึ้นจะทำให้สามารถควบคุมกองกำลังชนกลุ่มน้อยได้ในที่สุดหรือไม่

ผม ออกจะสงสัยว่าไม่ ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นเป็นด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ไม่ใช่สมรรถนะเชิงยุทธวิธี กองทัพพม่านั้นไม่เคยมีชื่อเสียงด้านยุทธศาสตร์ยุทธวิธี แกนกลางของนายทหารของกองทัพพม่าที่อังกฤษสร้างไว้คือกะเหรี่ยง (คริสต์) ที่ปฏิเสธเข้าร่วมในสหภาพมาแต่ต้น ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของกองทัพได้เรียนรู้จากจีนในภายหลัง แต่ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของจีนคือการทุ่มกำลังมหึมาเข้าท่วมทับข้าศึก จะสูญเสียเท่าไรก็รับได้ ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเช่นนี้กองกำลังที่มีพลน้อยกว่าอาจจัดการได้ ดังเช่นการสอนบทเรียนของกองทัพเวียดนามเป็นต้น

กองทัพพม่าเคยใช้ วิธีแบบจีนอย่างได้ผลมาหลายครั้งในการศึกครั้งใหญ่กับพรรคคอมมิวนิสต์และ ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มที่ร่วมกับกำลังของก๊กมินตั๋ง กำลังชนกลุ่มน้อยจึงเรียนรู้ที่จะไม่ปะทะกับกองทัพพม่าในศึกใหญ่ แม้แต่ฐานที่ตั้งของตนก็พร้อมจะสละทิ้งทันที ถ้าพม่าขนทหารมาท่วมทับเมื่อไรก็ตาม และนี่คือเหตุผลที่พม่าไม่สามารถปราบกองกำลังของชนกลุ่มน้อยได้เสียที แม้ว่าสามารถหยุดการเติบโตถึงขั้นที่จะคุกคามพม่าได้

อาวุธ ยุทโธปกรณ์ที่พร้อมพรั่งมากขึ้นเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ทางการทหารเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยไปได้ ในขณะเดียวกันกองทัพพม่าก็ไม่พร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางการเมืองใดๆ เพื่อยุติปัญหาด้วยแล้ว หนทางข้างหน้าคือการสู้รบกันไปเรื่อยๆ มากกว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกหลังการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญ กองทัพพม่าก็คงมีนโยบายใช้กำลังมากขึ้นอยู่ระยะหนึ่ง ฉะนั้นคงมีสงครามและการอพยพของประชาชนทั้งโดยทางบกและทางเรือ ซึ่งจะทำให้แรงกดดันจากนานาชาติยิ่งเพิ่มมากขึ้น

ทางฝ่ายชนกลุ่มน้อย หากกองกำลังต้องย้ายฐานที่มั่นอยู่เสมอ ก็ยากที่จะสร้างความแข็งแกร่งขึ้นได้ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือฐานที่มั่นนอกจากใช้เป็นศูนย์บัญชาการและฝึกทหารแล้ว ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่านั้นคือเป็นฐานเศรษฐกิจในการผลิตยาเสพติดหรือเก็บส่วย ค่าผ่านแดน หรือค่าตัดไม้ การย้ายฐานแต่ละครั้งจึงเท่ากับทำลายฐานทางเศรษฐกิจไปด้วย แต่เศรษฐกิจยาเสพติดไม่ได้ให้ประโยชน์แก่กำลังของชนกลุ่มน้อยเท่านั้น ยังเป็นทางทำมาหาได้ของนายทหารพม่าด้วย ดังนั้น ในระยะยาวแล้ว คงมีการเจรจาตกลงอะไรกันบางอย่าง (เช่นหยุดยิง แล้วเลิกนโยบายผนวกกองกำลังของชนกลุ่มน้อยเข้ามาเป็นกองกำลังป้องกันชายแดน) จนสถานการณ์กลับมาเหมือนเดิม กล่าวคือต่างฝ่ายต่างรักษากองกำลังของตนเอาไว้ และต่อรองกันด้วยวิธีการอันหลากหลาย ทั้งทางการทหาร, ผลประโยชน์, และอื่นๆ ตามแต่จังหวะและโอกาส

นอกจากนี้ ยิ่งรัฐบาลทหารกดดันชนกลุ่มน้อยมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้กองกำลังเหล่านี้ร่วมมือกันในทางปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพพม่าไม่อยากเห็น ดังเช่นกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ให้ความร่วมมือแก่ศัตรูเก่าคือกองกำลังของ DKBA ในครั้งนี้ และอ้างกันว่ากองกำลังของไทยใหญ่ก็ได้รับสัญญาความร่วมมือกับพรรคมอญใหม่ แล้วเป็นต้น อย่างไรก็ตาม สัญญาร่วมมือกันของชนกลุ่มน้อยนั้นเคยทำกันมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีผลในทางปฏิบัติ

จะมีผลอย่างไรขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในภาคสนามมากกว่า

ด้าน ดอว์ออง ซาน ซูจี เชื่อได้ว่ารัฐบาลทหารคงปล่อยตัวเธอจากการจำขังไว้ที่บ้าน อย่างน้อยในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติอาจตรวจตราหรือกีดกันการเข้าออกพอสมควร เพราะการกักตัว "ท่านผู้หญิง" ดึงดูดแรงกดดันจากนานาชาติมากเกินคุ้ม แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าตัว "ท่านผู้หญิง" เองจะทำอะไรหลังจากนั้น หากท่านหาเส้นทางที่ "สมดุล" ระหว่างการเคลื่อนไหวซึ่งมีนานาชาติหนุนหลัง กับความมั่นคงของอำนาจทางการเมืองของกองทัพได้ ท่านก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อไปได้

บางคนเห็นว่าท่านควรหันมาเคลื่อนไหว ทางสังคมแทนการเมือง เพื่อรักษาตัวท่านไว้สำหรับโอกาสเปิดทางการเมืองในภายหน้า แต่ผมคิดว่าสองอย่างนี้แยกจากกันไม่ได้ ในที่สุดท่านก็จะเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจทางการเมืองของกองทัพจนได้ การใช้ม็อบเถื่อนเข้าทำร้ายอย่างที่เคยทำมาแล้ว คงไม่สำเร็จ เพราะผู้สนับสนุนท่านคงให้การอารักขายิ่งกว่าเดิม ลอบสังหาร ก็คงทำให้เกิดจลาจลครั้งใหม่และยิ่งเพิ่มแรงกดดันจากนานาชาติ

ผม มองอย่างไรก็ไม่เห็นว่า คนอย่าง "ท่านผู้หญิง" นั้น รัฐบาลเผด็จการทหารจะทำอะไรได้ นอกจากกักตัวไว้ที่บ้านตามเดิม ฉะนั้นถึงท่านจะได้รับอิสรภาพหลังการเลือกตั้ง ก็คงเป็นการชั่วคราวเท่านั้น อีกไม่นานก็คงถูกจับกักตัวไว้ตามเดิม แต่อาจให้อิสระในการพบปะผู้คนมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย

เช่นชาวต่างชาติอาจพบได้ แต่ชาวพม่าพบไม่ได้เป็นต้น

เดือดร้อน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




บ้านพักซอยสุขุมวิท 31 ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลายมาเป็นข่าวอีกครั้ง

หลังเกิดความเดือดร้อนต่อเพื่อนบ้านร่วมซอย ทั้งธุรกิจโรงแรม ที่พักอาศัย และร้านอาหารได้รับผลกระทบเสียหาย

เจ๊งสนิทไปตามๆ กัน

โรงแรมยูโร แกรนด์ โฮเต็ล สถานประกอบการรายแรกๆ ที่ออกมาบ่นดังๆ ว่าได้รับความเดือดร้อน

เพราะมีการส่งกำลังทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจหน่วยคอมมานโด และตำรวจท้องที่มาเฝ้ารปภ.นายกฯ ประหนึ่งไข่ในหิน

ตลอดระยะทาง 1 กิโลฯ หน้าบ้านอภิสิทธิ์ มีทั้งป้อมยาม เต็นท์เจ้าหน้าที่รักษาการณ์เป็นจุดๆ เข้มงวดและขึงขัง

แถมตอนกลางคืนก็มีการปิดถนน นำเอารถคุมขังผู้ต้องหามาปิดอีกชั้น

การสัญจรไปมาของประชาชนในซอยเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ถูกตรวจค้น เพราะต้องรักษาความปลอดภัยให้นายกฯ ขั้นสูงสุด

ผู้นำที่มักอ้างอิงว่าประชาชนเลือกมาดำรงตำแหน่งตั้งแต่อายุน้อยๆ

ที่ผ่านมา บ้านพักนายกรัฐมนตรี ถูกทั้งปาอึปามูลสัตว์เข้าใส่มาแล้วสองครั้ง

รั้วบ้านที่เคยเตี้ย ก็มีการเสริมความสูงขึ้นมาเพิ่ม

แต่ป้องกันความเกลียดชังไม่ได้เลย

ต่อมาก็ถูกม็อบเสื้อแดงบุกเข้าไปเทเลือดละเลงใส่

ทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่พอใจอย่างมาก

จากนั้นอีกไม่นานก็มีการใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ชุมนุมครั้งใหญ่

มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย มากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แต่ผู้มีอำนาจทั้งในกองทัพและในรัฐบาล ยังพยายามอธิบายว่า เป็นการฆ่ากันเอง

เป็นฝีมือชายชุดดำ เป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย

จนถึงบัดนี้ก็ยังจับกุมใครไม่ได้ แต่แกนนำนปช.โดนข้อกล่าวหา จับไปขังคุกแล้ว

สำหรับความเดือดร้อนของเจ้าของโรงแรมนั้น หลังจากออกมาร้องเรียน ก็มีการช่วยเยียวยาไปบางส่วน

แต่ก็ยังขาดทุนบักโกรก

นายอนันต์ หะยิมะสา ผู้จัดการบอกว่า มีการปล่อยกู้เอสเอ็มอีให้ มีการเลื่อนให้ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ

แม้จะจ่ายเร็วจ่ายช้า ก็ต้องจ่ายอยู่ดี

แต่ปัญหาที่สำคัญไม่ได้รับการแก้ไข

นั่นก็คือระบบการรักษาความปลอดภัยของนายกฯ ซึ่งมีการจัดวางกำลังทหารตำรวจ ราวกับจะทำศึกสงคราม

แขกที่มาเห็นเข้า ใครจะยอมเข้ามาพัก

ยิ่งมาฟังคำพูดของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ ที่อ้างว่าช่วยจนไม่รู้จะช่วยอย่างไร ไม่รู้เจ้าของโรงแรมจะเอาอะไรอีก

ก็ยิ่งเศร้าใจ

จะต้องให้คนในซอยย้ายออกไปให้หมด เพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้คนคนเดียวหรือ

คณิตจี้ปล่อย'แดง'

ที่มา ข่าวสด

แนะ'ยุติธรรมสมานฉันท์' ลายจุดแฉตร.ยัดคุก3นศ.



มติ คอป.ของ'คณิต ณ นคร' เสนอรัฐบาลใช้'ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์' พิจารณาให้ประ กันตัวผู้ถูกคุมขังคดีม็อบเป็นรายๆไป เผยจากลงพื้นที่ไปคุยกับ 4 ผู้ต้องขังที่ขอนแก่น สภาพจิตใจเครียดหนักนอนไม่หลับ-อยากฆ่าตัวตาย โดยไม่แน่ใจว่าตัวเองกระทำผิดข้อหาอะไร ชี้ถึงจะมีการทำผิดอาญาจริง แต่ควรดูที่มูลเหตุหรือแนวคิดต่อการกระทำ 'บ.ก.ลายจุด'ท้านายกฯไปสอบ 3 น.ศ.มหาสารคามที่ติด คุกอยู่ด้วยตัวเอง แต่ละคนยันไม่ได้ร่วมเผาศาลากลาง แค่ขี่จยย.ผ่านมา แล้วตร.จับขู่หนักจนต้องสารภาพ เพื่อไทยโวยรัฐบาลไม่สมานฉันท์จริง ไม่ยอมไปร่วมงานศพ'สมัคร'สักคน

เมื่อ วันที่ 15 พ.ย. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด และแกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึงความสำเร็จในการจัดกิจกรรมขบวนแรล ลี่เส้นทางสีแดงที่จ.มหาสารคาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ได้มีสมาชิกเสื้อแดง และชาวบ้านที่รักประชาธิปไตย ที่อยู่ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม จำนวนมาก ออกมาร่วมทำกิจกรรมกับเรากันอย่างคึกคัก ชาวบ้านเหล่านี้เป็นคนที่บริสุทธิ์ที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นครั้งแรก เพราะต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

นาย สมบัติ กล่าวต่อว่า ช่วงที่ตนนำสมาชิกปั่นจักรยานไปรอบตัวเมืองมหาสารคาม ก็ได้แวะไปดูร่องรอยความโหดร้ายบริเวณริมกำแพงโรง เรียนผดุงนารี ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามที่ว่าการอำเภอมหาสารคาม ได้พบร่องรอยของรูกระสุนปืนติดอยู่ตามกำแพงจำนวนมาก ซึ่งร่องรอยรูกระสุนปืนเหล่านี้ชาวบ้านที่โดนยิงแล้วไม่ตายได้มาให้ข้อมูล ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ขณะมีการชุมนุมอยู่บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอมหาสารคาม ได้มีคนที่อยู่ภายในรั้วที่ว่า การ ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงใส่ประชาชนที่ชุมนุมกันอยู่จนบาดเจ็บและล้มตายหลาย ราย รวมทั้งมีการจับกุมกลุ่มนักศึกษาไปคุมขัง ยัดข้อหาหลายคน เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ทั้งนี้ กรณีที่ชาวบ้านออกมาชุมนุมในวันนั้น ก็เพราะทราบข่าวมาว่ารัฐบาลและศอฉ.เตรียมที่จะเข้าสลายปราบปรามประชาชนอย่าง รุนแรงที่กรุง เทพฯ จึงออกมาต่อต้านเพื่อให้รัฐบาลหยุดการกระทำดังกล่าวไม่ให้ฆ่าประชาชนที่ กรุงเทพฯ

บ.ก.ลายจุด กล่าวต่อว่า จากการเดินทางไปเยี่ยมนักศึกษา 3 คน ที่ถูกจับในข้อหาผิดพ.ร.ก. ฉุกเฉินและเผาศาลากลาง ที่เรือนจำมหาสารคาม ประกอบด้วยนายสุชล จันปัญญา นักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม นายภาณุพงษ์ พลเสน นิสิตมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยา ลัย วิทยาเขตขอนแก่น และนายสมโภชน์ สีกากุล นักศึกษาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จากการพูดคุยกับนักศึกษาทั้ง 3 คน ต่างยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้ร่วมเผาศาลากลาง เพียงแค่ขับรถจักรยานยนต์ผ่านเท่านั้น หลังถูกจับกุมทางตำรวจก็ได้ยัดเยียดข้อหาว่าเป็นผู้ร่วมเผาศาลา กลางมหาสารคาม หากนักศึกษากลุ่มนี้ไม่รับ ทางตำรวจก็ข่มขู่ว่าอย่างนั้นจะส่งตัวไปให้ทหารแทน จึงเกิดความกลัว จึงยอมรับสารภาพไป ซึ่งตนเชื่อว่าการจับ กุมนักศึกษาเหล่านี้เพื่อเป็นการสร้างภาพ เพราะหากวันนั้นตำรวจไม่จับก็จะถูกกล่าวหาว่าหย่อนยาน จึงใช้วิธีเหวี่ยงแหจับกุม

"ผมขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นายอภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ ช่วยลงมาทำการสอบปากคำนักศึกษากลุ่มนี้ด้วยตนเองว่ากระทำผิดจริงหรือไม่ และสอบในประเด็นที่ว่ามีกลุ่มก่อการร้ายอยู่ในพื้นที่ช่วงที่มีการเผาศาลา กลาง โดยอยากให้สอบถามนักศึกษากลุ่มนี้ว่ารู้จักกับกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่" นายสมบัติกล่าว

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด

การ์ตูน เซีย 16/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_127077

การ์ตูน เซีย 16/11/53

มติพรรค ใหญ่กว่า มติมาร์ค!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

มติพรรค  ใหญ่กว่า มติมาร์ค!!



เมื่อลูกแกะโดดขวิดหมาป่า!
ไม่ลาออกมีอะไรมั้ย?
ถ้าเป็นมวย ก็ต้องเรียกว่าสถานการณ์พลิก
เพราะในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีการอ้างบรรทัดฐานการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ในการที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังต้องลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ก่อนที่จะไปลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม

ดังนั้นกรณีของนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม และนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทย ก็จะต้องลาออกก่อนไปลงเลือกตั้งซ่อมด้วยเหมือนกัน

ทำเสียงเข้มกำชับ โดยเน้นย้ำให้เห็นถึงจริยธรรมการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเหนือชั้นกว่า คนอื่น ตามสไตล์ประชาธิปัตย์ ที่ถูกแซวมาตลอดว่า เป็นประเภทเอาดีใส่ตัวมาตลอด

แถมงานนี้นายอภิสิทธิ์ออกมาเอง ทั้งให้สัมภาษณ์ทั้งออกรายการวิทยุโทรทัศน์ ระบุชัดเจนว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลาออก

ในขณะที่ได้ให้นายสุเทพ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ไปย้ำอีกรอบด้วยว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งให้ออก ก็ต้องออก เรื่องจะได้จบ

กระแส ที่เกิดขึ้น พรรคประชาธิปัตย์ฟอร์มเหนือชั้นมาก นายอภิสิทธิ์ได้คะแนนไปเต็มๆ ในขณะที่ทั้งนายเกื้อกูลและนายบุญจง รวมทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ตกเป็นจำเลยสังคม โทษฐานยึกยักทำท่าว่าจะไม่ลาออก

จนกระทั่งสุดท้ายนายสุเทพ ได้มีการรายการนายอภิสิทธิ์ว่าเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคภูมิใจไทย ยอมเรียบร้อยแล้ว

งาน นี้พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ มีแต่ได้ฝ่ายเดียว ในขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลมีแต่เสียกับเสีย เพราะตอนแรกไม่ออกก็ถูกด่า พอทำท่าจะออกก็ถูกมองว่าหงอ ยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่เป็นรัฐบาล

เพราะ แรงกดดันแบบนี้แหละที่ทำให้เกิดอาการเกมพลิก หลังจากที่โดนถลุงมา 3 ยก ขึ้นยก 4 ดูเหมือนทั้ง 2 พรรคร่วมรัฐบาล เกิดอาการทนไม่ได้ที่ถูกเพื่อนตีกิน โกยภาพลักษณ์ไปฝ่ายเดียวเช่นนี้

แถม ยังมีการพูดคุยกันในระดับผู้ใหญ่ภายในแต่ละพรรคด้วยว่า ตอนนายสุเทพลาออกก็จริง แต่มีใครเชื่อบ้างว่าในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาล จะไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ไม่ว่ามีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง ยังไงก็ได้เปรียบ

ข้าราชการประจำ ก็รู้อยู่แล้ว ว่าเป็นเพียงการลาออกเพื่อสร้างภาพ แล้วสุดท้ายก็กลับมาเป็นรองนายกฯใหม่อีกครั้ง ฉะนั้นจะต่างอะไรกับการที่ไม่ลาออก

ขึ้นยก 4 ทั้ง 2 พรรคก็เลยเกิดอาการดื้อแพ่งขึ้นมาอีกรอบ
นาย ศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าหลังจากที่นายสุเทพ มีการชี้แจงกรณีการเข้าพบหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล และนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ถึงเหตุผลที่รัฐมนตรีที่โดนพิษหุ้นต้องลาออกนั้น จริงๆแล้วหลังการพบปะหารือกัน ทุกคนตอบชัดเจน

การตัดสินใจขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรคของแต่ละพรรค
ดัง นั้นในส่วนของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยจะตัดสินใจ ด้วยพื้นฐานการรับฟังความเห็นของประชาชน และภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่า พรรคอื่นมีมติอย่างไร

“พรรคอื่นจะมีมติอย่างไร เป็นเรื่องของพรรคนั้นๆ ไม่มีผลต่อพรรคภูมิใจไทย ว่าจะต้องยึดเอาแนวทางนั้นเป็นบรรทัดฐาน โดยหากกรรมการบริหารพรรคมีความเห็นว่า คุณบุญจง สมควรลาออก ก็ไม่ใช่เพราะบรรทัดฐานของพรรคประชาธิปัตย์”

เช่นกันกับนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ที่บอกว่าก็ต้องเป็นไปตามมติเสียงส่วนใหญ่ หากเห็นว่าไม่ควรลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

“เท่า ที่ฟังก็ทราบว่าเสียงส่วนใหญ่ให้สู้ และมีแต่คนมาให้กำลังใจ ซึ่งครอบครัวในพรรคชาติไทยพัฒนาก็อบอุ่นดี ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะวันที่ประชุมพรรคก็ยังไม่มีมติออกมาแต่อย่างใด แต่ก็จะดูถึงความรอบคอบอีกครั้ง”

นายเกื้อกูล ย้ำว่า เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของพรรค แต่ขอให้ใจเย็นๆเพราะเรื่องนี้มีคำตอบแน่นอน เพราะท้ายที่สุดก็ต้องลงรับสมัครเลือกตั้งส.ส. ซึ่งก็ว่าไปตามกติกา

“ยืนยันว่าเคารพกติกา สบายใจได้ ผมอยู่ในกติกามาตลอดไม่เคยฝ่าฝืนกติกา”
ส่วนว่าหากสุดท้ายเกิดไม่มีการลาออกจะชี้แจงกับนายอภิสิทธิ์ อย่างไรนั้น นายเกื้อกูล กล่าวเพียงว่า อย่าไปพูดถึงขั้นนั้นดีกว่า ที่สำคัญกกต.ก็ได้กำหนดไว้อยู่แล้วว่าสิ่งใดทำได้สิ่งใดทำไม่ได้

ซึ่ง ก็ปรากฏว่า นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวหลังการประชุมพรรคว่า พรรคชาติไทยพัฒนามีมติส่งนายเกื้อกูล ลงสมัครสส.เขต 1 อยุธยา ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมพรรคเห็นว่าตามข้อกฏหมายไม่ได้ระบุให้ลาออกจาก ตำแหน่งรัฐมนตรี
ดังนั้นก็จะนำมติของพรรคไปแจ้งให้นายอภิสิทธิ์ ได้รับทราบและจะมีการพูดคุยในเรื่องนี้ต่อไป

นาย บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหน.พรรคชาติไทยพัฒนา เชื่อว่าแม้นายเกื้อกูลจะไม่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม ตามที่นายกฯต้องการก็ไม่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วน ว่าถ้ามีการนำเอาเรื่องนี้ไปเปรียบเทียบกับกรณีของนายสุเทพจะ ตอบอย่างไร นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่ทราบเดี๋ยวคณะกรรมการการเลือกตั้งเล่นงานอีก อยากพูด มันคันปาก ที่อยากจะพูดเยอะเลย แต่พูดไม่ได้ มันคันปากยิกเลย

“ถ้าต่อยได้ก็ต่อยแล้ว คือต่อยอย่างปาเกียว”
ส่วน เรื่องที่นายชุมพล จะเดินทางไปทำความเข้าใจกับนายกฯในเรื่องนี้ ยังไม่ทราบ แต่เชื่อว่า เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล ตอนนี้มันใกล้ปีใหม่ วันเฉลิม น้ำท่วมมากมาย มาช่วยกันตรงนี้ก่อน หลังปีใหม่ค่อยมาว่ากัน

ซึ่งบางเรื่องอยากพูด แต่ว่า น้ำท่วมปาก
เจองานเข้าแบบนี้เชื่อว่านายอภิสิทธิ์มีหวังขมวดคิ้วนิ่วหน้ากว่าเดิมแน่

เพราะ แม้แต่นายสุเทพ ก็ยังพูดถึงข่าวว่า พรรคชาติไทยพัฒนามีมติที่จะส่งนายเกื้อกูล ลงเลือกตั้งซ่อมโดยไม่ต้องลาออกจากตำแหน่ง ว่า ไม่มีอะไรที่ผิดความคาดหมาย และไม่มีอะไรที่จะเป็นปัญหา

“เราต้องไม่ตระหนกตกใจแตกตื่นไปกับข่าวที่ปรากฎออกมา โดยที่ไม่ได้มีการวิเคาระห์ให้ชัดเจน”

โดย ยังเชื่อว่ามติของแต่ละพรรคที่จะมีขึ้น เป็นเรื่องของการจะส่งหรือไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ถ้าส่งจะส่งใคร มติของแต่ละพรรคมีแค่นั้น ที่เหลือเป็นข่าวที่คนอื่นบวกให้ เพิ่มเข้าไปให้เพื่อให้มีสีสันให้เกิดความตื่นเต้น เพราะฉะนั้น อย่าไปตื่นเต้น

ส่วนรัฐมนตรี ถ้าลงสมัครรับเลือกตั้ง จะลาออกหรือไม่ลาออก ก็ไปดูวันที่รับสมัคร วันนั้นเป็นของจริงว่า ลาออกหรือไม่

“ผม พยายามพูดจากับพวกเราหลายครั้งว่า ผมคิดว่าเราควรรายงานข่าวเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ถ้าเราเอามาคาดการณ์และมาถาม มันจะเป็นเรื่อง เพราะฉะนั้น รอให้ถึงเวลาแล้วมาถามใหม่ก็ไม่สาย ผมก็ตอบ”นายสุเทพ กล่าว

นายสุ เทพย้ำว่า ที่ผ่านมาได้ทำตามที่นายกฯต้องการทุกอย่าง และทำให้ดีที่สุด ซึ่งก็ได้พูดจาชี้แจงอธิบายชัดเจนแล้วในทุกประเด็น โดยส่วนตัวแล้วมองโลกแง่ดี ว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยในที่สุด

ขณะที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า และการแต่งตั้งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต (ผอ.กต.เขต)เลือกตั้งส.ส.แทนตำแหน่งที่ว่างทั้ง 5 เขต 5 จังหวัด ได้แก่ กทม.เขต 2 พระนครศรีอยุธยา เขต 1 สุรินทร์ เขต 3 นครราชสีมา เขต 6 และขอนแก่น เขต 2

เพราะการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาได้พบปัญหา สำคัญจากข้อบกพร่องของหลัก เกณฑ์การเลือกตั้งล่วงหน้า ที่กกต.กำหนดไว้ในการขอใช้เลือกตั้งล่วงหน้า สามารถไปกรอกแบบฟอร์มขอใช้สิทธิในวันเลือกตั้งและมีสิทธิลงคะแนนได้ในวัน เดียวกัน โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้มงวดในการตรวจสอบเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่ สามารถมาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันจริงได้

จึงเป็นช่องทางในการขนคนไป ลงคะแนน ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามมาตรา 95 และมาตรา 95 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. พ.ศ. 2550 ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า

ผู้ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าต้องเป็นผู้ ที่ได้รับคำสั่งจากทางราชการ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง นั้น หรือต้องเดินทางไปนอกเขตเลือกตั้ง หรือในวันเลือกตั้งไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ จึงอยากให้กกต.พิจารณาถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าวเพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้มีเวลา ตรวจสอบข้อมูล ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับการเลือกตั้ง

ส่วน การแต่งตั้งผอ.กต.เขตแต่ละเขตในต่างจังหวัด ที่ผ่านมาปรากฏว่า กกต.ได้แต่งตั้งให้นายอำเภอ เป็น ผอ.ประจำเขตเลือกตั้ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่านายอำเภอเป็นข้าราชการทางปกครองที่อยู่ภายใต้บังคับ บัญชาของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเกรงว่าจะมีการช่วยเหลือ จึงขอให้ กกต.ทบทวน

โดยขอให้ข้าราชการในจังหวัด เช่นอัยการจังหวัด หรือข้าราชการที่อยู่ในกระทรวงอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยมาทำหน้าที่แทน

อีก ทั้งพรรครัฐบาลพยายามดำเนินการทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตนเองแพ้การเลือก ตั้ง จึงขอให้กกต.มีมาตรการที่เข้มงวดและเตรียมความพร้อมมากกว่าทุกครั้ง เพื่อป้องกันการร้องเรียน เพราะเชื่อว่าจะมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง

สำหรับ การที่นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ และนายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร จะลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยไม่ลาออกจากตำแหน่ง นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นการเอาเปรียบคู่แข่งขันทางการเมือง และไม่มีความสง่างาม เช่น รมช.มหาดไทยที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างชัดเจน เพราะเป็นผู้มีอำนาจ และให้คุณให้โทษในพื้นที่ได้ แม้ว่าจะไม่ขัดต่อกฎหมายแต่ก็ไม่มีความชอบธรรมทางการเมือง จะทำให้มีโอกาสถูกร้องเรียนสูง รวมถึงจะกระทบต่อน้ำหนักเสถียรภาพของรัฐบาลที่มีการเอาเปรียบเลือกตั้งในสาย ตาประชาชนจึงควรลาออกจากตำแหน่งก่อนลงสมัครจะดีกว่า

ไม่น่าเชื่อว่าแค่เรื่องลาออกไม่ลาออกก่อนลงเลือกตั้ง ยังสะท้อนภาพความไม่แน่นแฟ้นเหมือนเดิมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลได้ถึงขนาดนี้

งาน นี้เป็นเรื่องที่คงต้องจับตาดูกันต่อไป ว่าหลังจากที่ปล่อยให้ประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ ไล่บี้จี้เรื่องมารยาททางการเมือง เรื่องจริยธรรม มา 3 ยก จนทนไม่ไหวขึ้นยก 4 ก็เลยต้องสวนกลับกันบ้าง จะได้รู้เสียบ้างว่า พรรคร่วมรัฐบาลก็มีจุดเหมือนกัน

เมื่อทนไม่ไหวงานนี้ฝ่ายเป็นรอง ก็ขอตีศอกกลับสวนฝ่ายรุกไล่กันบ้าง เพื่อรักษาศักดิ์ศรี
ปัญหาตอนนี้จึงเหลืออยู่แค่ ยก 5 ยกสุดท้าย ว่าใครจะเป็นฝ่ายถอดใจยอมถอย
แต่ดูแล้ว มาร์คน่าจะซาดิสม์กว่าเยอะ สุดท้ายอาจจะเป็นอย่างที่นายสุเทพบอกใบ้ก็ได้ ให้ดูตอนจบ ทุกอย่างจะเรียบร้อย

ก็ไม่รู้หมายถึงว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะกลับมาหงอเหมือนเดิมใช่หรือไม่?!?
เพราะตอนนี้ไม่ว่าพรรคร่วมพรรคไหน ก็ยังไม่พร้อมที่จะถูกเขี่ยออกจาการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันทั้งนั้น

นายกรัฐมนตรีสมัคร...สู่สุคติ โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย Bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa




คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง นายกรัฐมนตรีสมัคร...สู่สุคติ

โดย กาหลิบ



สังขารที่จิตได้ละไปแล้วของนายกรัฐมนตรีท่านที่ ๒๕
นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับการประชุมเพลิงโดยมวลชนทั่วประเทศและทั่วโลก
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาสฯ

มวลชนนับหมื่นเดินทางไปร่วมงานทั้งในชุดดำและชุดแดง
ด้วยความรักและความอาลัยในขุนพลคนสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตยในยามสงคราม

ด้วยกำลังจิตอันแข็งแกร่งของท่านเองและครอบครัวของท่าน
ผนวกด้วยอำนาจจิตอันบริสุทธิ์ของมวลชนที่รู้จักท่านดีขึ้นกว่าอดีต มั่นใจว่า
บัดนี้จิตของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้มีศรัทธาแรงกล้าในอำนาจนำของปวงชนชาวไทย
ในกระบวนการเลือกตั้งได้ไปสถิตอยู่ ณ ภูมิภพอันดีที่เราเรียกกันว่าสุคตินั้นแล้ว

วันปลงสังขารเป็นสัญลักษณ์ให้เราระลึกรู้ถึงความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร
และความที่ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้ แต่วันเดียวกันก็ช่วยบอกเราด้วยว่า
ความดี ความชั่ว และเกียรติคุณจากจิตของผู้วายชนม์จะยิ่งชัดเจนแจ่มจ้าขึ้น
ในความรับรู้ของคนรุ่นหลัง ซึ่งเป็นมรดกชิ้นสำคัญสำหรับผู้มีปัญญาคิดได้

เกียรติคุณทางจิตของท่านนายกสมัครฯ มีมากนัก
แต่เราจะจับเฉพาะช่วงสุดท้ายในชีวิตของท่านมาจารึกไว้ในที่แคบๆ ของคอลัมน์นี้

สิ่งที่พิสูจน์คนนั้น โบราณเขาให้กาลเวลาเป็นผู้ทำหน้าที่
เวลาที่ผ่านมาของท่านนายกสมัครฯ ไม่ได้บอกเราเลยว่า
วันหนึ่งท่านจะมายืนหยัดอยู่กับขบวนประชาธิปไตย
เราเคยได้ยินถึงบทบาทของท่าน
ทั้งในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙
และความขัดแย้งอันลึกซึ้ง
จนกระทั่งบัดนี้ เราได้เห็นพรรคประชากรไทยเข้าร่วมรัฐบาล
อันเกิดจากอำนาจเถื่อนของคณะรัฐประหาร รสช. ๒๕๓๕
และช่วยปกป้องความชอบธรรมของเขาอย่างเต็มสูบ

แต่แล้วเราก็ได้เห็นท่านเดินดุ่มๆ มายืนในมุมเดียวกับเหยื่อการยึดอำนาจ
เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และแสดงบทบาทต่อต้าน
กลุ่มมวลชนที่ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ มาตั้งแต่ยังไม่เกิดรัฐประหารด้วยซ้ำไป

ถามว่าคนระดับท่านไม่รู้หรือว่าใครสร้างพันธมิตรฯ
ใครสั่งงานผ่านพรรคประชาธิปัตย์
ใครออกคำสั่งผ่านผู้พิพากษาตุลาการ และ
ใครใช้ให้ทหารก่อรัฐประหารล้มกระดานประชาธิปไตย
จนบ้านเมืองกลับไม่ได้ไปไม่ถึงจนกระทั่งทุกวันนี้

คนอย่างท่านไม่รู้หรือว่าออกมาต่อต้านใคร?

คุณสมัคร สุนทรเวชรู้ครับ รู้และเลือกที่จะแสดงออกเช่นนั้น
โดยเชื่อมั่นแรงกล้าว่าความดีงามยังคงมีหลงเหลืออยู่ในบ้านเมือง

ท่านถึงได้หัวใจสลายเมื่อพบว่าท่านเข้าใจผิดและผิดอย่างฉกรรจ์

โรคภัยไข้เจ็บแต่เดิมจึงรุมเร้าเข้ามาโจมตีท่านในยามที่ท่านหัวใจอ่อนลง
จนสุดท้ายมันก็ได้ร่างของท่านไป

ทุกอย่างชัดนัก

ท่านนายกสมัครฯ ในห้วงสุดท้ายของชีวิต
ระลึกได้อย่างชัดเจนเหมือนเปิดไฟให้สว่างในห้องมืด
ท่านเห็นในที่สุดว่าปัญหาบ้านเมืองที่ยังด้อยพัฒนาทางความคิด
และปิดกั้นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นมันอยู่ที่อะไรและที่ใคร
ท่านอาจจะนึกได้ด้วยว่า
ความคิดดีๆ มากมายจากพรรคประชากรไทยและพรรคพลังประชาชน
ที่ไม่อาจเป็นผลปฏิบัติได้ มันถูกมารที่จำแลงมาในรูปทองที่ไหนคอยขัดขวางไว้

เราเสียใจที่ท่านต้องเสียใจในบั้นปลายของชีวิต

แต่ความเสียใจของท่านคือ
ความเสียใจร่วมกันของมวลชนนับล้านคนทั่วประเทศและทั่วโลก

คนที่อยู่ในห้องมืดมานานพอๆ กันและจู่ๆ ไฟก็สว่างพรึ่บขึ้นพร้อมกัน
ไม่ให้เรียกว่าร่วมชะตากรรมกันมาก็ไม่รู้จะเรียกอะไร

นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ท่านเดินทางโคจรของท่านมาชั่วชีวิต
สุดท้่ายท่านก็มาสถิตแนบแน่นอยู่กับคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศผู้ตาสว่าง

ท่านจึงอยู่ในสวรรค์ชั้นประชาธิปไตยในบัดนี้แล้ว.



http://democracy100percent.blogspot.com/2010/11/blog-post_15.html

ซีรีส์ สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมือง ตอน 9: ‘เสรีภาพออนไลน์’ สื่อหลักต้องร่วมปกป้ิอง

ที่มา ประชาไท

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ส่งผลให้ สื่อทางเลือกหรือ นิวมีเดียมี รูปแบบที่หลากหลายและนับวันจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต เครือข่ายทางสังคมออนไลน์ เคเบิลทีวี หรือวิทยุชุมชน จนกระทั่งช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมาซึ่งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ก็ทำให้ยากที่ใครจะปฏิเสธได้ถึงนัยสำคัญที่มีต่อสังคมไทย กระทั่งเป็นที่จับตารอการทำความเข้าใจและอธิบาย

ขณะ เดียวกัน สื่อสารมวลชนไทยกระแสหลักเองก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงการทำ หน้าที่ตลอดช่วงความขัดแย้งดังกล่าว ไม่เพียงแต่การตั้งคำถามถึงจริยธรรม จรรยาบรรณ จุดยืน ตลอดจนท่าทีที่มีต่อความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ในบริบทของการแบ่งแยกขั้วแบ่งแยกข้างทางการเมือง จนนำไปสู่วิกฤติความน่าเชื่อถือของสื่อ และเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ช่องทางและการสื่อสารใหม่ๆ มีผู้ใช้เติบโตอย่างก้าวกระโดด และถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อขับเคลื่อนความคิดและความเคลื่อนไหวทางการ เมืองอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ประชาไท สัมภาษณ์นักคิด นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน และนักปฏิบัติการสื่อออนไลน์ 12 คน เพื่อร่วมถกเถียงในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะนำเสนออย่างต่อเนื่อง โดยความสนับสนุนของมูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ ซึ่งบทสัมภาษณ์อย่างละเอียดจะนำเสนอเป็นรูปเล่มต่อไป

สฤณี อาชวานันทกุล ปัจจุบัน เป็นอาจารย์พิเศษวิชา ธุรกิจกับสังคมใน หลักสูตรควบบริหารธุรกิจบัณฑิต (การจัดการแบบบูรณาการ) และวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเป็นคอลัมนิสต์ในสื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับ ในโลกอินเทอร์เน็ต หลายคนอาจเริ่มรู้จักเธอในฐานะบล็อกเกอร์ คนชายขอบแห่งบล็อก http://fringer.org ก่อนจะขยับมาเป็นคอลัมนิสต์ประจำโอเพ่นออนไลน์ (http://www.onopen.com) และเป็นบรรณาธิการของเว็บในเวลาต่อมา นอกจากนั้น เธอยังสวมหมวกกรรมการก่อตั้งเครือข่ายพลเมืองเน็ตด้วย

ประชา ไทพูดคุยกับเธอในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดอยู่กับวงการอินเทอร์เน็ต หนึ่งในกรรมการก่อตั้งเครือข่ายพลเมืองเน็ต ซึ่งแทบจะเป็นองค์กรเดียวที่ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนกรณีมีผู้ถูกจับ ถูกดำเนินคดีด้วย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่แรกๆ ที่มีการบังคับใช้ เพื่อเรียกร้องให้ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม

บทบาทสื่อหลักในพื้นที่ใหม่

ขณะ ที่จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีแต่จะมากขึ้นทุกวัน เทคโนโลยีราคาถูกลงเรื่อยๆ เธอมองว่า โดยธรรมชาติ สื่อหลักก็ต้องกระโจนเข้ามาในพื้นที่สื่อใหม่นี้ เพื่อให้คนอ่านของเขารู้สึกว่าได้เห็นเขาทุกแห่งที่ไป ทำให้เธอนึกถึงประเด็นที่่ว่า เมื่อทั้งหมดมาอยู่รวมในพื้นที่เดียวกันแล้ว สื่อหลักจะมีบทบาทช่วยเหลือประชาชนอย่างไร

สำหรับกรณีแบบนี้ สฤณีเล่าด้วยความผิดหวังว่า ประเด็นที่รู้สึกว่าประเทศไทยล้าหลังกว่าประเทศอื่นก็คือ เรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมือง

เมื่อ เอาเข้าจริงแล้วประชาชนเวลาเข้าไปอยู่บนเน็ตแล้วสื่อสารกัน นั่นก็คือเสรีภาพในการสื่อสาร ดังนั้นมันคือคำตอบว่า ทำไมพอบล็อกเกอร์ถูกจับ ถูกบล็อค ถูกเซ็นเซอร์ องค์กรวิชาชีพสื่อในต่างประเทศถึงได้ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ทำไมสื่อต่างชาติถึงได้ทำข่าวเรื่องบล็อกเกอร์เรื่องเฟซบุ๊กพวกนี้ว่าเป็น เรื่องใหญ่ ทั้งๆ ที่คนที่โดนไม่ใช่นักข่าววิชาชีพ แล้วทำไมในเมืองไทย มันยังไม่มีเรื่องพวกนี้ องค์กรวิชาชีพยังมองว่าไม่ใช่เรื่องของเขา

เธอ เล่าถึงการแลกเปลี่ยนกับสื่อหลักบางสำนักจากประเด็นนี้ ซึ่งได้คำตอบที่น่าหดหู่ หลังตั้งคำถามว่า ทำไมพวกเขาไม่ปกป้องประชาชนเวลาที่ประชาชนโดนข้อหาหมิ่นประมาท หรือข้อหาอื่นๆ แล้วได้คำตอบว่า ขนาดสื่อเองยังปกป้องตัวเองไม่ได้เลย แทนการบอกว่ากลไกที่สื่อมีนั้นแย่และต้องไปซ่อมกลไกให้ครอบคลุมกับคนทุกคน

อย่าง ไรก็ตาม เธอมองว่ามันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่หนีไม่พ้น อีกหน่อยสื่อกระแสหลักเองก็จะต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของพวกเขา ด้วย เพราะพวกเขาเองก็มีสิทธิ์ที่จะโดนด้วยเหมือนกัน เพราะมันเป็นพื้นที่เดียวกัน

การจัดการข้อมูลของสื่อใหม่

ที่ ผ่านมา ในช่วงที่มีปัญหาทางการเมืองมากๆ มีเสียงจากสื่อหลักพูดถึงปัญหาของข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดหรือบิดเบือนใน สื่อใหม่ อาทิ การสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่ผู้นำเสนอไม่เป็นมืออาชีพ และทำให้ผู้รับสารได้รับข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น

สฤณี บอกว่า เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ แต่ตั้งคำถามต่อว่าจะจัดการอย่างไร พร้อมเสนอว่า วิธีการที่จะตั้งต้นมองตรงนี้ได้ดีก็คือ การเปรียบเทียบว่าในโลกของทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กมันคล้ายๆ กับโลกที่เราคุยกันเอง เวลาที่เราซุบซิบนินทากับเพื่อน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะให้เรากลั่นกรองตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์เวลาคุยกัน ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ใช่การสื่อสารแบบส่วนตัว

คืออินเทอร์เน็ตมันน่าสนใจตรงที่ว่า เวลาเราสื่อสาร เราสื่อสารส่วนตัว เราคุยกันกับเพื่อน เพียงแต่ว่าผลกระทบมันเป็นสาธารณะ

อย่าง ไรก็ตาม เธอไม่เห็นด้วยกับการเรียกร้องให้กลั่นกรองก่อน เหมือนที่สื่อกระแสหลักมีกองบรรณาธิการ เพราะมองว่าวิธีแก้่ปัญหาทำได้โดยการสร้างทักษะในการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งถือว่าต้องเป็นทักษะพื้นฐานในโลกสมัยใหม่ อาจจะต้องมีการสอนกันในโรงเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อให้ทุกคนมีระดับการรู้เท่าทันสื่อ สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรควรเชื่อไม่เชื่อ ขณะที่ตัวของคนที่สื่อสารก็ควรคำนึงถึงเรื่องมารยาทหรือข้อควรระวังด้วย เธอมองว่า คนทั่วไปแม้ไม่ได้เป็นสื่อมืออาชีพแต่ก็คงไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง ความเข้าใจผิด ซึ่งกรณีแบบนี้สามารถป้องกันได้โดยไม่ซับซ้อน เช่นเวลาเล่นทวิตเตอร์ เมื่อรีทวีตข่าวลือ ซึ่งเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว ก็อาจจะใส่ข้อความเตือนว่าเป็น ข่าวลือหรือ ทวีตอะไรไปแล้วต่อมามีการยืนยันข้อมูลใหม่ ก็ควรจะทวีตแก้ไขด้วย เธอมองว่า หากรณรงค์เรื่องพวกนี้ ก็จะช่วยป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

แหล่งข้อมูลหลากหลายในภาวะสื่อหลักเซ็นเซอร์ตัวเอง

อย่าง ไรก็ตาม ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง สฤณีมีข้อสังเกตว่า ด้านที่ดีของสื่อใหม่โดยธรรมชาติเลยคือ การเปิดให้ข้อมูลที่หลากหลายจริงๆ โดยเฉพาะภาวะที่สื่อกระแสหลักเซ็นเซอร์ตัวเอง รัฐบาลก็เซ็นเซอร์ สื่อรัฐก็พร็อพพากันดาอย่างชัดเจน ถือเป็นการถ่วงดุลกันโดยธรรมชาติ หากไม่มีสื่อเหล่านี้ ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ตรงข้ามกับรัฐจะออกมาอย่างไร คงจะยากมาก ประเด็นก็มีแค่ว่าข้อมูลพวกนี้มันจะทำยังไงให้คนที่เขาเกลียด ต่อต้าน หรือไม่เชื่อได้เห็น ซึ่งต้องใช้การคิด

คือ ตอนนี้ประเด็นก็คือคนที่หมกมุ่นกับฝั่งใดฝั่งหนึ่งหรือความคิดของตัวเองก็ แล้วแต่ บางทีเขาจะไม่เปิดหูเปิดตาเลย คือแค่คลิกไปที่อีกเว็บไซต์หนึ่งเขาก็ไม่คลิกแล้ว ทั้งๆ ที่ความจริงมันก็แค่คลิกไปอีกแค่คลิกเดียว แล้วบางทีถ้าเขาแค่ยอมคลิกไป ไม่ตั้งป้อม เขาก็จะได้เห็นข้อมูลของอีกฝั่งหนึ่งที่มีอยู่อย่างมหาศาลใช่ไหม อันนี้มันคือคุณูปการจริงๆ

อย่าง ไรก็ตาม ธรรมชาติของสื่อใหม่ที่ส่งผลในด้านลบก็คือ การที่ทำให้คนที่คิดอะไรที่คล้ายกัน มาเจอกันได้ง่ายมาก สฤณีบอกว่า ฟังดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ปัญหาก็คือว่า เราจะไม่รู้ตัวเลยว่า มันไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้เราไปฟังเรื่องอื่น มันจะตอกย้ำเราในสิ่งที่เราสนใจ คือพอเราเข้ามาในสังคมนี้ เราก็จะรู้สึกว่า มีคนที่คิดเหมือนกับเราเป็นพันคน เกิดเป็นการตั้งป้อม อยู่กันแต่ในชุมชนของตัวเอง ตรงนี้ทำให้เกิดช่องว่างที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ในที่สุดมองว่ามันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องของเครื่องมือเท่าไร

ต่าง กันกับสภากาแฟในชีวิตจริง สฤณีบอกว่า การจับกลุ่มตัวในอินเทอร์เน็ตนั้นสุดขั้วมากกว่า ขณะที่ในร้านกาแฟ อาจมีการรวมตัวกันได้อย่างมาก 10 หรือ 20 คน หากโต๊ะข้างๆ พูดอะไรมา ก็อาจจะต้องฟังเขาบ้าง แต่ในอินเทอร์เน็ตรวมตัวกันทีได้เป็นพัน และ ไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรเลย เมื่อมีกลุ่มของตัวเอง เจอใครแหลมมาก็เตะเขาออกไป ทั้งนี้ การจะสร้างให้เกิดการเปิดรับข้อมูลใหม่หรือฟังกันมากขึ้น คงต้องเริ่มจากในกลุ่มกันเองที่ชักชวน

สฤณี ยกตัวอย่างการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นในโลกออนไลน์ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกจริง อย่างการล่าแม่มด ที่มีการนำเอาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่คิดเห็นต่างกันกับกลุ่มของตนมาเผย แพร่ มีการโทรศัพท์ไปขู่คุกคาม ก้าวเข้าสู่การไล่ล่าในโลกจริง

การใช้สื่อใหม่ในทางสร้างสรรค์

สฤณี เปรียบเทียบว่า สื่อใหม่เป็นเหมือนกับเครื่องขยายเสียง เวลาเราพูดอะไรมันก็จะถูกขยายออกไปอีก เพราะฉะนั้น หากเป็นเรื่องสร้างสรรค์ ก็จะขยายผลในเรื่องที่สร้างสรรค์ หากเป็นเรื่องไม่สร้างสรรค์ มันก็จะขยายผลที่ไม่สร้างสรรค์ ตอนนี้จึงมีคำถามที่ว่า เราจะรณรงค์หรือมีวิธีการที่จะใช้อย่างไรให้สร้างสรรค์กว่าเดิม

ก่อนอื่นมีความเข้าใจผิด 2 เรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ไข เรื่องแรกคือ การคิดว่าการมารวมตัวกันได้ก็เจ๋งพอแล้ว และคิดว่ามันคือการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ใช่ เธอเล่ากรณีที่รุ่นน้องของเธอที่ตั้งกลุ่มต่างๆ ในเฟซบุ๊กขึ้นมาในช่วงที่มีวิกฤติทางการเมือง ซึ่งก็มีคนเข้ามากด ถูกใจจำนวนหลายพัน สร้างความตื่นเต้นดีใจให้พวกเขาอย่างมาก แต่เมื่อลองจัดกิจกรรมชวนคนไปบริจาคเลือด ปรากฏว่ามีคนไป 5 คน

การที่คุณได้แฟนเยอะ มีคน follow (ติดตาม) เยอะบนทวิตเตอร์ อย่าไปคิดว่าการที่เป็นแบบนี้คุณได้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่ อย่างดีที่สุดเลย คุณได้สร้างพื้นที่ของข้อมูลมาพูด แต่มันก็อยู่ที่ตัวคุณเอง

เธอเน้นว่า อยู่ที่การออกแบบเป้าหมายและการบริหารจัดการว่าต้องการอะไร ในขั้นนี้เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ

กรณี ของสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ที่สื่อสารและนัดแนะการทำกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดงผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวจน เกิดเป็นกิจกรรมหลากหลายในทุกวันอาทิตย์ สฤณีมองว่าน่าสนใจ คืออย่างน้อยเขาชัดเจน เขาเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ได้จะปรองดองอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะแปลง คือแกไม่ได้มีแค่เพื่อนเยอะ มีคน follow เยอะ แต่เขาสามารถดึงเอาผู้ที่ติดตาม follow ไปทำกิจกรรมในโลกจริงได้ มันคือความสามารถของการใช้โซเชียลมีเดีย ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำแบบนี้ได้ ไม่ใช่ว่าคุณมี follow เยอะเท่าคุณหนูหริ่ง แล้วคุณจะสามารถจัดกิจกรรม แล้วมีคนมาร่วมเยอะขนาดนี้ได้ นี่คือการจัดการการใช้

เรื่องที่สองคือ การแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์นั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบที่ไม่ควรเก็บมาเป็นอารมณ์ เธอว่า อารมณ์มันจะออกมาแหล่มๆ เบี้ยวๆ หรือแรงๆ กว่าโลกจริงเพราะ มันง่าย บางคนอาจจะใส่ชุดนอน สบถและแสดงความเห็นด้วยความสะใจ แต่พอเจอหน้ากันในโลกนอกอินเทอร์เน็ต อาจจะเป็นคนสุภาพเรียบร้อยไปเลยก็ได้

ในระดับที่รุนแรงหน่อย สฤณีมองว่า การไม่เข้าใจธรรมชาติตรงนี้ อาจนำไปสู่การฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งเธอมองว่าไม่เป็นสาระเท่าไร

มัน เป็นเรื่องวัฒนธรรมเน็ต ถามว่าคนที่ด่าๆ อยู่ ลองจับมานั่งโต๊ะอย่างนี้สิ ก็ถามว่าใครรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะ คืออย่าลืมว่าอินเทอร์เน็ตปัญหามันก็คือว่า บางทีมันก็ชั่วแล่นออกไปใช่ป่ะ เวลาคุณพิมพ์อะไรไป แล้วคุณก็ไปทำอย่างอื่นแล้ว แล้วมันก็อยู่ไปอย่างนี้

รัฐกับการควบคุมโลกออนไลน์

ระหว่าง ทางที่อินเทอร์เน็ตกำลังเติบโต เธอมองว่า เกิดกระแสทั่วโลกที่รัฐบาลอยากจะเข้ามาควบคุม ไม่ว่าด้วยการกลั่นกรองเนื้อหาก่อนเผยแพร่สู่อินเทอร์เน็ต หรือปิดกั้นการเข้าถึงกันตั้งแต่ต้นทาง

เธอ แสดงความไม่เห็นด้วยกับวิธีเหล่านี้ เพราะการกรองหรือปิดกั้นตั้งแต่ต้นทางเป็นการสอดส่องความเป็นส่วนตัว ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลตั้งแต่ต้น โดยเท่ากับได้ละเมิดสิทธิคนจำนวนมาำกและมีความเสี่ยงที่ข้อมูลส่วนบุคคลของ ใครก็ตามจะหลุดออกไปได้

สฤณี ย้ำว่าสิ่งที่ควรจะทำคือ การตามไปจัดการกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หากจะมีการอ้างว่าถ้าไม่ป้องกันก่อนก็อาจจะแก้ไขปัญหาที่อาจตามมาไม่ทันการ สฤณีตั้งคำถามกลับว่า หากไม่มีการปิดกั้นก่อน ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงคืออะไร เธอบอกว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีคำตอบ

อย่า งบล็อคเว็บไซต์ตั้งสี่หมื่นกว่าเว็บ ความเสียหายคืออะไร จริงๆ แล้ว ถ้าคุณไม่บล็อคสี่หมื่นกว่าเว็บมันจะเกิดอะไรขึ้น เราจะมีสงครามกลางเมืองพรุ่งนี้หรือ ตรงนี้มันเป็นประเด็นที่มันไม่เคยชัด

บทบาทเครือข่ายพลเมืองเน็ต

แม้ ว่าเครือข่ายพลเมืองเน็ตจะรวมตัวกัน โดยมีหนึ่งในเป้าประสงค์เพื่อปกป้องเสรีภาพของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต แต่ดูเหมือนว่า การรวมตัวเข้ามาเป็นเครือข่ายจะยังไม่เข้มแข็งเท่าใดนัก สฤณีบอกว่า มีปัญหาหลายรูปแบบ ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่นว่า มีเรื่องวิกฤตการเมืองที่เข้ามา โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นคู่กรณีกับรัฐบาล ทำให้จะรณรงค์ประเด็นอะไรก็ยากขึ้น หรือถูกจับไปอยู่ในขั้วสีด้วย

"ประเด็นใหญ่ของเราก็คือเสรีภาพเน็ต แต่เมื่อมีเรื่องมาตรา 112 (ป.วิอาญา) มาตรา 15 (พร บ.คอม) มันก็เลยทำให้พูดถึงเรื่องพวกนี้ยากมาก ประเด็นที่เราพยายามจะอธิบายก็คือ การที่คุณบล็อคเว็บ หนึ่ง มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร สอง ถ้ามันมีปัญหาในเรื่องกฎหมายเช่น เรื่องละเมิดสิทธิหรืออะไรก็แล้วแต่ คุณก็ไปใช้กฎหมายอื่นจัดการ อย่างถ้ามีเนื้อหาละเมิดลิขลิทธิ์มันก็ถูกจับอยู่แล้ว หรือมีหลักการบางอย่าง เช่น คนที่โพสต์เนื้อหา ไม่ควรจะถือว่าเขาผิดอัตโนมัติ ทีนี้พอมันมีปัญหาเรื่องวิกฤติทางการเมือง มันก็เลยชัดเจนว่าเว็บที่รัฐบาลเล่นงานก็เพราะมีความคิดเห็นแตกต่างทางการ เมืองออกไป แต่ว่าพอปิดเว็บเหล่านั้น ด้วย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วมีการสร้างวาทกรรม "ผู้ก่อการร้าย" มันก็เลยทำให้พูดยาก คือทุกอย่างมันปนๆ กันไปหมด

"ถ้า เกิดจะบอกว่าไม่ควรปิดเว็บ ก็ต้องมาอธิบายก่อนว่า พวกนี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายอย่างไร ก็กลายเป็นว่าก็ต้องต้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลายเป็นว่าแทนที่จะต้องต่อต้าน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างเดียว ก็ต้องมาต่อต้านว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ไม่ควรใช้ คนพวกนี้ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่ถ้าทำอย่างนั้น ก็กลายเป็นถูกสรุปแล้วคุณไม่เห็นด้วยหรือที่ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย กลายเป็นว่าเราเป็นพวกเสื้อแดง มันกลายเป็นว่ามันซ้อนทับไง มันก็น่าเสียดาย ที่ทำให้พูดอะไรไม่ได้

สฤณีย้ำว่า เครือข่ายพลเมืองเน็ตไม่ได้จะเลือกปฏิบัติ

"ถ้า เว็บเสื้อเหลืองถูกปิดเราก็จะบอกว่าไม่ควรปิด แต่เผอิญว่าเป็นเว็บเสื้อแดง นี่เป็นปัญหาของการที่รัฐบาลเป็นคู่กรณี ถ้ารัฐบาลไม่ใช่คู่กรณี แล้วสองฝ่ายตีกันมันก็อาจจะง่ายขึ้น สมมติว่าสองฝ่ายตีกันแล้วรัฐบาลเปิดอย่างเท่าเทียมกัน แต่พอเป็นแบบนี้ มันก็เลยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองว่าเป็นกลุ่มทางการเมือง

"ปัญหา ใหญ่ก็คือทั้งๆ ที่จุดยืนของเรามันไม่ใช่เรื่องการเมือง แล้วก็คิดว่ากลุ่มที่เคลื่อนแบบนี้ทั่วโลกมันก็ไม่ใช่กลุ่มที่จะไปเกี่ยว ข้องกับการเมือง แต่เนื่องจากว่าบริบทและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็จะบอกว่านี่คือการเคลื่อนไหวทางการเมือง นี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะภาพก็จะออกมาอย่างนั้นซึ่งก็ทำให้ลำบากเหมือนกัน

และ แม้ว่างานของเครือข่ายพลเมืองเน็ตจะมีทั้งงานร้อนและงานเย็น แต่ที่ผ่านมา สฤณีบอกว่า เครือข่ายฯ มักต้องเจอกับการแก้ปัญหาเรื่องร้อนๆ ที่เกิดขึ้นอย่างการบล็อกเว็บหรือการจับกุม ที่ทำให้ต้องคิดเรื่องทนายหรือการช่วยเหลือ แทนการรณรงค์ในประเด็นต่างๆ อย่างเช่นเรื่องการใช้สิทธิส่วนตัว ข้อมูลส่วนบุคคล อันตรายบนเน็ต หรือจรรยาบรรณของสื่อพลเมือง

อินเทอร์เน็ตกับประชาธิปไตย

อย่าง ไรก็ตาม แม้ภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ สฤณียังเชื่อว่า อินเทอร์เน็ตยังเป็นความหวังที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย ในลักษณะที่เป็นไปเองโดยธรรมชาติ โดยยกตัวอย่างการเซ็นเซอร์ในจีนที่มี Great Firewall ที่ใหญ่มหาศาล และจับบล็อกเกอร์แบบเข้มข้น จนมีคนบอกว่าคนจีนเองในหลายๆ พื้นที่ก็เซ็นเซอร์ตัวเองแล้ว

ใน แง่หนึ่งถ้าคุณเซ็นเซอร์ตัวเอง คุณก็จะรู้สึกว่าคุณเซ็นเซอร์ตัวเองอยู่ แต่ถ้าถามว่าคุณมีจิตสำนึกเรื่องเสรีภาพไหม คุณก็มีอยู่แล้ว คุณรู้แล้วว่าคุณมีเรื่องอยากพูด อยากรู้แต่คุณรู้ไม่ได้

เพราะฉะนั้นมันก็แค่น้ำเดือดๆ แล้วคุณก็ปิดฝาเท่านั้นเอง แต่ถ้าถามว่าน้ำมันหายเดือดไหม มันก็ไม่หายเดือดสฤณีบอกก่อนจะย้ำว่าสุดท้าย รัฐบาลคงจะรู้แล้วว่า ด้วยความที่อินเทอร์เน็ตเป็นอย่างที่มันเป็น มันเซ็นเซอร์ไม่ได้หรอก มันไม่ได้ช่วยคุณเลย ไม่ว่าคุณอยากจะทำอะไร มันก็ไม่ได้ช่วยคุณเลย

ใต้เท้าขอรับ: ได้โปรดปล่อยนักโทษการเมือง

ที่มา Thai E-News


ถาม กันแบบสามัญสำนึกดูเถิดว่า ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่า แกนนำ นปช.และคนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมอยู่ในเวลานี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่สมควรถุก คุมขังอยู่นานเกือบ 6 เดือนแล้ว เหมือนกับที่เราเคยตั้งคำถามนั่นแหละว่า เราเชื่อจริงๆ หรือว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปิดสนามบินนั้นเป็นผู้ก่อการ ร้าย


โดย ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
ที่มา ประชาไท

ผมไม่มีเรื่องใหม่มาเสนอ แต่ขอถือโอกาสที่การเมืองของเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของไทยมีความเคลื่อนไหว เอาเรื่องเก่าคาใจมาทวงถาม

การ ปล่อยตัวอองซาน ซูจี หลังการเลือกตั้งในสหภาพพม่าเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เป็นแผนการสร้างภาพประชาธิปไตยให้กับพม่าและรัฐบาลพม่าใต้เงื้อมมือกองทัพ ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น เพื่อหวังจะคุยกับประเทศอื่นๆ ในประชาคมโลกได้บ้าง และเชื่อได้ว่า หากเสรีภาพของนางอองซาน ซูจี ไม่ไปสร้างความหวาดกลัวหรือเขย่าความมั่นคงของเหล่าทหารในกองทัพพม่า การทยอยปล่อยนักโทษการเมืองหลายพันคนในพม่าก็จะเกิดตามมาตามแรงกดดันของ ประชาคมโลก

เรื่องนักโทษการเมืองที่มาจากความคิดต่าง ไม่ว่าจะโดยถูกกฎหมาย หรือโดยอำนาจของศาลนั้น เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมันขัดและแย้งกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างที่สุด เราจึงเห็นประเด็นการกดดันให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองในทุกประเทศทั่วโลก เป็นประเด็นหลักขององค์การนิรโทษกรรมสากล และขณะที่โลกเฝ้าดูและยินดีกับการปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี ความยินดีนั้นก็มาพร้อมกับการกดดันให้รัฐบาลพม่าปล่อยตัวนักโทษการเมืองคน อื่นๆ ด้วย

แต่ข่าวสารความเป็นไปในประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกของ ไทยนั้น มันไม่ได้โลดแล่นอย่างปราศจากความเกี่ยวข้องกับประเทศไทย เพราะไม่ว่าเราจะเรียกคนเสื้อแดงจำนวนมาก และแกนนำ นปช. ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของบ้านเราในเวลานี้ว่าอย่างไร 'ผู้ก่อการร้าย' หรือ 'ผู้ต้องคดีอาญา' ด้วยอำนาจจากคำสั่งของศาล แต่สาระสำคัญ ความผิดที่เขาถูกกล่าวหา และต้องกล่าวหา ก็มีฐานมาจากความคิดต่างทางการเมืองทั้งสิ้น

จำนวนมากพิสูจน์ตัวเอง มาตลอดว่า ไม่เคยมีความคิดจะใช้ความรุนแรงด้วยวิธีใดๆ จำนวนมากเคยพูดจาปราศรัยที่ดูเหมือนเป็นการยุยงให้ใช้ความรุนแรงทำลาย ทรัพย์สิน กระนั้น เราต่างรู้ว่า มันเป็นกลวิธีในการปราศรัย ที่ทุกคนที่ฟังล้วนแต่ชัดเจนว่า เป็นแค่มุข และจำนวนมาก ไม่เคยแม้แต่จะพูด ไม่เคยแม้แต่จะคิด หรือกระทั่งไม่เคยแม้แต่จะไปร่วมชุมนุม

มิหนำซ้ำ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีและตัดสินแล้วนั้น รัฐก็ไม่เคยพิสูจน์ได้ว่าใครคือผู้กระทำความรุนแรงนั้น มีแต่การใช้อำนาจตามกฎหมายที่ชี้ว่าเขาทำ ด้วยคำสั่งของศาล ที่ 'เชื่อว่า-เห็นว่า-วินิจฉัยว่า-พิพากษาว่า' แม้เราจำต้องยอมรับในคำพิพากาษา แต่จำนวนมากคดีที่ไม่เคยทำให้เกิดการยอมรับ หรือทำให้เกิดสภาพ 'ธรรมอันเป็นที่ยุติ' ได้เลย

ในประเทศพม่า กองทัพและรัฐบาลย่อมไม่เรียกนักโทษการเมืองที่ถูกคุมขังว่า 'นักโทษการเมือง' เช่นเดียวกับบ้านเราที่กองทัพและรัฐบาลก็ไม่เรียกเช่นนั้น สื่อ ประชาชนส่วนหนึ่งก็ไม่เรียกเช่นนั้น เพราะจะอย่างไรก็ยังสนับสนุนรัฐบาลและกองทัพอยู่ หรือไม่เช่นนั้นก็มองและเห็นฝ่ายผู้ชุมนุมอย่างปราศจากความเข้าใจ เราจึงไม่เห็น นักโทษการเมืองในประเทศไทย เมื่อไม่เห็นก็ไม่เกิด 'กระแส'

แต่นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่า ไม่มีนักโทษการเมืองในประเทศไทย

ดัง นั้น ในขณะที่โลกกำลังกดดันพม่าให้ปล่อยนักโทษการเมือง ผู้มีความละอายต่อบาปย่อมตระหนักได้ถึงภาวะที่คล้ายๆ กัน นั่นคือ โลกก็กดดันไทยด้วย เพียงแต่น้ำหนักที่ให้นั้นเบาบางกว่า แต่ยิ่งพม่าลดความกดดันเรื่องนี้ลงเท่าไร ไทยก็จะเป็นเป้าสายตามากขึ้นเท่านั้น

เราอาจจะมีข้อถกเถียง จำนวนมากถึงความผิดที่แกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ แต่ถามกันแบบสามัญสำนึกดูเถิดว่า ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่า แกนนำ นปช.และคนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมอยู่ในเวลานี้เป็นผู้ก่อการร้ายที่สมควรถุก คุมขังอยู่นานเกือบ 6 เดือนแล้ว เหมือนกับที่เราเคยตั้งคำถามนั่นแหละว่า เราเชื่อจริงๆ หรือว่า แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปิดสนามบินนั้นเป็นผู้ก่อการ ร้าย

หลายคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ เป็นได้อย่างมากก็แค่นักการเมือง ที่จะอย่างไรก็หวังคะแนนนิยม และไม่มีทางที่จะมีแรงจูงใจจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐ

กล่าว สำหรับการปรองดอง รัฐพึงเข้าใจด้วยว่า 'คนเสื้อแดง' นั้นไม่เคยได้สิ่งที่เขาเรียกร้องเลยสักข้อ ข้อเรียกร้องให้ 'ล้มอำมาตยฯ' นั้น ไกลเกินหวัง และเปลี่ยนมาเป็นให้ประชาชนตัดสินอนาคตบ้านเมืองด้วย 'การยุบสภา' เลือกตั้งใหม่ ซึ่งพ่วงมากับข้อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงจากการ สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

มาขณะนี้ เขาไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย ทว่าเขากลับตะโกนก้องจากหัวใจด้วยเสียงอันแหบสนิท เรียกร้องในสิ่งที่เป็นพื้นฐานความเป็นมนุษย์อันสำคัญ คือเรียกร้องให้ปล่อยตัวเพื่อนของเขา ครอบครัวของเขา

รัฐไทยที่ใช้ อำนาจอธิปไตยของเขา ทั้ง รัฐบาล รัฐสภา และศาล จะไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องอันเป็นหลักสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของเจ้าของอำนาจ ที่แท้จริงบ้างเลยหรือ

แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร

เราเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขาเหล่านั้น หรืออย่างน้อยก็ประกันตัวออกมาก่อน

เรา ไม่ได้เรียกร้องเพื่อให้ท่านเป็นวีรบุรุษปรองดอง ไม่ได้เรียกร้องท่านในฐานะนักการเมืองของประชาชน ไม่ได้เรียกร้องท่านในฐานะผู้สถิตความยุติธรรม

เราแค่เรียกร้องให้ท่านได้ละอายต่อบาป และซื่อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง

Monday, November 15, 2010

งานพิธีพระราชทานเพลิงศพ"สมัคร สุนทรเวช"

ที่มา มติชน






เมื่อ วันที่ 14 พ.ย. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระราชทานเพลิงศพนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

เวลา 16.00 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯแทนพระองค์ พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จไปในการพระราชทานเพลิงนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส มีบุคคลสำคัญทั้งนักการเมือง ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมพิธีจำนวนมาก อาทิ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยา พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง นายธนินทร์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น ผู้แทนจากเหล่าทัพ ทั้งนี้ มีการแสดงโขนหน้าไฟเรื่อง "รามเกียรติ์" ตอนนางลอย หน้าเมรุด้วย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ภายในงานมีการแจกหนังสือที่ระลึกในพิธีพระราชทานเพลิงให้กับผู้ที่มาร่วมงาน จำนวน 1 หมื่นชุด โดยใส่ในถุงผ้าสีดำที่มีลายเซ็นของนายสมัคร ภายในถุงผ้าประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่ม ดังนี้ 1. ชื่อ "รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ น ชีรติ" แปลว่า "รูปกายสังขารย่อมแตกดับสลายแต่ชื่อเสียง เกียรติคุณความดีหาแตกดับไปไม่" เนื้อหาภายในเล่มเป็นชีวประวัติและผลงานของนายสมัคร 2.หนังสือปกแข็ง ภายในเล่มรวมภาพพิธีสวดพระอภิธรรม พร้อมคำไว้อาลัยของบุคคลสำคัญๆ 3.หนังสือชื่อ "ข้าวสำรับ" เป็นหนังสือรวมสูตรอาหารที่เป็นเคล็ดลับสูตรเฉพาะของนายสมัคร จำนวน 52 เมนู อาทิ เมนูที่ 14 โครงไก่ต้มฟัก เป็นต้น และแจกพระเครื่องเนื้อสัมฤทธิ์คือพระพุทธชนะมาร ที่จัดสร้างสมัยที่นายสมัครดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปี 2551 และเจ้าแม่กวนอิมเนื้อผง

ผู้สื่อข่าวรายงาน มีประชาชนเดินทางมาร่วมงานไว้อาลัยหลายพันคน ทำให้การจราจรรอบวัดติดขัดอย่างมาก โดยทั้งในและรอบงานมีตำรวจ ทหาร และหน่วยปราบจลาจลสนธิกำลังมารักษาความปลอดภัยโดยรอบ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงมาร่วมงานโดยบางส่วนสวมเสื้อสีแดงเข้ามาในงานด้วย

อนึ่ง นายสมัคร สุนทรเวช เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 25 ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งตับ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 อายุ 74 ปี

"ดร.วรเจตน์" วิพากษ์ อุดมการณ์ของศาล... มโนธรรมในประชาธิปไตยที่ขาดหายไป

ที่มา มติชน






ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์

เวที การเสวนา อภิปรายสาธารณะ หัวข้อ "ตุลาการ-มโนธรรมสำนึก-ประชาธิปไตย" ซึ่งจัดโดย คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร เมื่อวันที่ 13 พฤษจิกายน เวลาตั้งแต่ 13.00-16.00 น. ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร อาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายสถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว อภิปรายว่า อันที่จริงแล้วหากมองคนที่พูดถึงเรื่องมโนธรรม คนที่พูดนั้น ก็มักจะเป็นคนที่ไม่มีมโนธรรมหรือไม่มีจิตสำนึกในประชาธิปไตยด้วย เพราะสิ่งที่จะให้พูด มันดูเหมือนขัดกันหมดกับสิ่งที่ควรจะมีหรือสิ่งที่ควรจะเป็น หรืออาจกล่าวได้ว่าเมื่อมีหยิบยกประเด็นนี้มาคุยกันก็มักจะมีแต่การพูดเท่า นั้นแต่ยังขาดการปฏิบัติ แม้แต่เรื่องนิติรัฐ เท่าที่ผ่านมานั้นคนมักจะพูดในสิ่งที่ไม่มี ไม่มีความแน่ใจในประชาธิปไตยและจริยธรรมในตุลาการ เพราะแต่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้เน้นเรื่องของมโนธรรม หรือการสำนึกในประชาธิปไตย

"หากมองในเรื่องของอำนาจอธิปไตยแล้ว จริง ๆ ก็เป็นอำนาจของราษฎร รัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างชัดเจนด้วย ตุลาการก็ใช้ผ่านอำนาจเหล่านี้เช่นกัน ถ้าจะให้สำนึกกันจริง ๆ ก็คงน้อย เพราะแม้กระทั่งคนที่มาสอนนักกฎหมาย หรืออาจารย์ที่มาสอนนักศึกษา ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องมโนธรรม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทางปฎิบัติแล้วคงทำไม่ได้ ทั้งนี้ ก็คงไม่มีใครตายเพื่อรักษาความยุติธรรม เพราะคนที่ตายเพื่อความยุติธรรมก็มีแต่ทหาร ฉะนั้น เราก็ไม่ต้องไปเรียกร้องหรือหวังในสิ่งที่เป็นความยุติธรรมกันมาก ต้องให้ประชาชนออกมาเป็นแนวหน้าในการเรียกร้องมากกว่า"นายสถิตย์กล่าว

นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า จากคำว่า ตุลาการ มโนธรรมสำนึก และประชาธิปไตยนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคำว่าประชาธิปไตย เพราะเท่าที่ผ่านมาการเข้ามาทำหน้าที่นั้น สิ่งที่ได้รับการปลูกฝังคือคุณค่าและคุณภาพของคนมากกว่า มักจะมองในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ความเที่ยงตรง หรือการที่ไม่เข้าข้างใคร แม้กระทั่งการยึดเอาความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง เพราะการมาเป็นผู้พิพากษา ก็ต้องยึดมั่นความยุติธรรมเป็นที่ตั้งหรือการพิทักษ์ว่าไม่ติดสินบน

"การ มีจิตวิญญาณที่เป็นเสรี ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะไทยแต่ก่อนเผด็จการ ไม่รู้จักความเป็นประชาธิปไตย ใช่เพียงการคาดว่าจะมีมโนธรรมสำนึกในประชาธิปไตย ทั้งในรัฏฐาธิปัตย์ หรือหลักนิติศาสตร์ไทย อันที่จริงแล้วการเกิดมโนธรรมในประชาธิปไตยก็สามารถทำได้ แต่ต้องมีการปฏิรูปที่ไม่ใช่แค่การปฏิรูปที่ระบบ ต้องเกิดปฎิรูปที่คนด้วย ว่าจะทำอย่างไรให้ตุลาการเกิดจิตสำนึกในประชาธิปไตยได้บ้าง ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเรียนรู้ของตุลาการคือการต่อสู้ของประชาธิปไตย มันเหมือนขาดส่วนนี้ไป"

ด้านนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า จากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ ปัญหาของตุลาการที่เกิดขึ้นต้องเป็นสิ่งที่คุยกัน และไม่สามารถเปล่อยให้ผ่านไปได้ หรือไม่อาจทำให้ความรู้สึกว่าสิ่งที่ไม่ถูกต้องมันผ่านไปโดยไม่ได้คุยกัน ก่อนที่จะสายเกินไป อีกทั้งการตัดสินของตุลาการมักจะละเลย คุณค่าพื้นฐานของประชาธิปไตย ท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลต่อความยุติธรรมในบ้านเราหายไป

"หลังจากการ เปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารก็ถูกเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ตุลาการได้รับเอาโครงสร้างของระบบการปกครองเดิม คือแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสวมทับกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็ยังไม่ได้ถูกนำมาพูดเช่นกัน"

นาย วรเจตน์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตุลาการต้องมีความอิสระ อิสระทั้งในด้านเนื้อหา คือพิจารณาไปตามกฎหมาย ไม่รับใบสั่งใคร อิสระจากอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรือแม้กระทั่งอำนาจตุลาการด้วยกันเอง และที่สำคัญคืออิสระจากอำนาจอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกันทั้งปวง ท้ายที่สุด ก็ยังมีปัญหาในเรื่องอุดมการณ์ของศาลด้วย วิธีคิดต่าง ๆ ก็มีส่วนทำให้มโนธรรมในประชาธิปไตยขาดหายไป ผู้พิพากษายังไม่รู้สึกว่าการใช้อำนาจนั้นเป็นอำนาจของประชาชนด้วยซ้ำ

"นัก วิชาชีพกฎหมายก็จะต้องมีจิตสำนึกในมโนธรรมในความเป็นประชาธิปไตยให้มาก ที่ไม่ใช่แค่ความซื่อสัตย์ หรือความถูกต้อง ที่ผ่านมาเราได้เผชิญกับกระแสตุลาการภิวัฒน์ ประเด็นที่มองว่า เป็นคุณค่าของสังคมต้องพูดให้หมดไม่เพียงแต่พูดกันบนพื้นฐานของสินบน และไม่อยากให้เกิดคำพูดที่ว่า ที่ไหนมีศาล ที่นั่นย่อมไม่มีความยุติธรรม"

ขณะเดียวกันนายพงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตผู้พิพากษาและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มองว่า สิ่งเกิดขึ้นในประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่น อเมริกา นั้น เขาถือว่าการเป็นอิสระจากการตีความหรือการเป็นอิสระจากการพิพากษามีความ สำคัญมาก เพราะหากไม่มีความเป็นอิสระแล้วก็ถือเป็นความล้มเหลว ในศาลไทยจริยธรรมของตุลาการไม่ใช่เป็นเพียงการยึดมั่นเท่านั้น แต่ต้องสามารถแสดงให้เห็นค้วยว่ามีจริยธรรมหรือมีมโนธรรมมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้เกิดความทุจริต เกิดความมัวหมอง เกิดข้อเคลือบแคลงใจกันขึ้น จนทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจในการตัดสิน จนความไม่มั่นใจนั้นกลายเป็นความแน่ใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในวงการตุลาการไทย ทั้งนี้แวดวงตุลาการไทยก็ยังมีคนที่ดีอยู่บ้าง

"จากเรื่องสำนึกใน ความเป็นประชาธิปไตยในตุลาการตั้งแต่อดีตมาค่อนข้างจะผิดหวัง เพราะไม่ได้ส่งเสริมในความเป็นประชาธิปไตย และยังขาดการส่งเสริมในระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่เคยปฏิญาณก่อนที่จะมารับตำแหน่ง สุดท้ายแล้วสิ่งที่ควรจะมีมโนธรรมกลับกลายเป็นไม่มี เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา จริยธรรม มโนธรรม หรือประชาธิปไตยคงเป็นเรื่องที่พูดยาก และไม่สามารถปรับเอาจริยธรรมมาใช้กับตุลาการในช่วง 3-4 ปีนี้ได้"

จาก เวทีเสวนาดังกล่าว มีผู้ให้ความสนในค่อนข้างมาก ทั้งอาจารย์ นักศึกษา กลุ่มเสื้อแดง และผู้ให้ความสนใจทั่วไป ส่วนบรรยายการในการอธิปรายเป็นไปอย่างคึกคักตลอดทั้งงาน