WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, November 18, 2010

การ์ตูน เซีย 18/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_127690

การ์ตูน เซีย 18/11/53

จะหนุนรัฐบาลคนไม่นิยมไม่มีผลงานให้ชนะเลือกตั้งได้อย่างไร คงต้องจนหมดแรงสักวัน

ที่มา thaifreenews

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมว่าจะให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์หรือพรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้งได้ คงต้องออกแรงกันหนักมาก ทั้งโกงสารพัด แต่ก็ต้องเหนื่อยอย่างหนัก โดน ประชาชนต่อต้าน และสูญเสียศรัทธาอย่างแรง กลุ่มชนชั้นนำอำมาตย์จะทำอย่างไรต่อไป ยิ่งนานเข้าก็ต้องออกแรงมากยิ่วขึ้น ใช้ทุกอย่างที่มีเข้ามาหนุนช่วย สักวันก็ต้องหมดแรงจนได้

แต่ ก่อนนี้พวกเขายังสบาย อยู่เฉย ๆ ก็มีอิทธิพลอย่างสบายๆ เพราะประชาชนยังไม่เคยลิ้มรสกลับการมีรัฐบาลที่เข็มแข็ง มีฝืมือ และทำตามที่สัญญากับประชาชนแบบรัฐบาลทักษิณ ประชาชนก็ไปออกเสียงเลือกตั้งแบบกระจัดกระจายหลายพรรคแบบก่อนปี 2540 เพราะเลือกพรรคไหนก็เหมือนกัน

รัฐบาล ไม่จำเป็นต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตอนหาเสียงเลือกตั้ง โดยอ้างว่าเป็นรัฐบาลผสมจึงทำตามที่หาเสียงไว้ไม่ได้ แล้วก็แบ่งเค้กกันสนุกสนาน เป็นรัฐบาลแบบ “บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” แบบที่เราเห็นพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาธิปัตย์กำลังสนุกสนานกันอยู่ในขณะ นี้ เหตุการณ์เหมือนกับระบอบการเมืองก่อนปี 2540

พรรค การเมืองแต่ละพรรคก็ไปหาเสียงในเขตอิทธิพลของตัวเอง ใครได้เสียงมากกว่าพรรคอื่นๆ ก็เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ คุมเสียงในภาคใต้ได้ (ด้วยความเป็นภาคนิยม ไม่ใช่ทำงานหรือมีนโยบาลที่ดี) ก็ได้เสียงเป็นชนะพรรคอื่น แต่ก็ไม่เคยชนะเกินครึ่ง

บรรดา นักอุ้ม กลุ่มชนชั้นสูง อำมาตยาธิปไตย ก็ไม่ต้องออกแรงอะไรมาก นั่งสบายๆ มองการเมืองเป็นของต่ำ ให้นักการเมืองทะเลาะกันให้ประชาชนดู แล้วนักการเมืองก็แข่งกันประจบ วิ่งหาอำนาจพิเศษเพื่อล็อบบี้จัดตั้งรัฐบาล โดยใช้สายสัมพันธ์ต่างๆ หรืออิทธิพลบารมีต่างๆ ของกองทัพบาง ของพวกคนชั้นสูงบ้าง

แต่ เมื่อทักษิณมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พรรคทักษิณได้เสียงเกินครึ่ง ประชาชนนิยม อำนาจต่างๆ ในสังคมที่ไม่ได้แอบอิงกับประชาชน ก็ย่อมเสื่อมลง เพราะรัฐบาลไม่จำเป็นต้องไปเอาใจผู้มีบารมีใดๆ นอกจาก ประชาชนเพราะ ประชาชนนิยม แค่ทำงานให้ดี ก็ไม่ต้องเกรงใจใคร ยังไงก็ชนะเลือกตั้ง แต่มันไปขัดขาผู้มีบารมีอื่นๆ ในแผ่นดิน ที่ไม่ได้มาจากประชาชนทั้งหลาย ทักษิณจึงโดนโค่นล้ม โดนทำรัฐประหาร โดยพวกเขาคิดว่ากำจัดทักษิณไป ระบบการเมืองก็กลับไปเป็นแบบเดิม พวกเขาจะได้สบายแบบเดิมๆ

แต่การเมืองไทยถึงอย่างไรก็ยังต้องเลือกตั้ง มันเป็นข้อบังคับของโลกยุคนี้ที่ยากที่ประเทศใดจะหลีกเลี่ยงได้

ชน ชั้นสูงสนับสนุน อภิสิทธิ์ให้เป็นนายกฯ แต่อภิสิทธิ์ไม่เคยชนะเลือกตั้ง จะต้องดันให้ ปชป. เป็นรัฐบาลตลอดกาล แต่คนไม่นิยมจะทำอย่างไร

จะ ทำให้การเมืองเป็นระบบหลายพรรค แต่ประชาชนก็รู้ทันเสียแล้ว พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไป เป็นเลือกพรรคเดียว ให้ชนะเกินครึ่งไปเลย พรรคเล็กโอกาสโตยาก

ผมว่า ชนชั้นนำ หมดทางไป สำหรับแบบจำลองการเมืองยุคใหม่ หากเขายังดื้อดึงก็ต้องใช้กำลังดันรัฐบาลอภิสิทธิ์จนหมดแรงเข้าสักวัน

จะทำรัฐประหาร ทำแล้วไง ไม่มีเลือกตั้งตลอดกาลอย่างนั้นหรือ โลกยุคนี้คงยาก สังคมคงวุ่นวายไม่จบ และนำไปสู่การโค่นล้มจนได้

มีเลือกตั้ง ? ก็อย่างที่ผมบอก พฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชนเปลี่ยนไป ยังไงคนก็เลือกพรรคเดียว คนแบบทักษิณก็จะมีมาอีก หรืออิทธิพลทักษิณก็ไม่สิ้นสุดอยู่ดี ไม่มีทางที่ระบบการเมืองจะกลับไปเป็นระบบหลายพรรคแบบเดิมได้
การเมืองไทยได้พัฒนามาถึงจุดที่ ระบบสองพรรคเกิดแล้ว จะสกัดกั้นอย่างไรก็คงทำได้ไม่นาน


จุด จบของอำนาจของชนชั้นนำมาถึงแล้ว มันสิ้นยุคการเมืองของอำมาตย์ ขุนนาง หรือชนชั้นนำแล้ว มันมาถึงยุค การเมืองของประชาชนทั้งหลายแล้ว

ต่อ ให้พรรคประชาธิปัตย์ชนะได้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง ผลก็จะออกมาแบบเดียวกับทักษิณคือ "นายกรัฐมนตรี" ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ที่ชนะเลือกตั้งได้เสียงเกินครึ่ง เขาก็ต้องฟังเสียงประชาชนที่เลือกเขามา มากกว่าฟังคนชั้นนำ หรือฟังผู้มีบารมีอยู่ดี และเขาก็ต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับผู้เลือกตั้ง ไม่อย่างนั้น สมัยต่อไปเขาก็ต้องแพ้เลือกตั้ง

ก็จะกลายเป็น "ทักษิณโมเดล" เหมือนเดิม แต่กลับข้างไปอยู่ข้างพรรคประชาธิปัตย์

จะอย่างไรก็ตาม การเมืองระบบสองพรรคที่เกิดขึ้นแล้ว มันไป "ลดทอนอำนาจของคนชั้นนำ" อยู่ดี มันเป็นปัญหาของ "วิวัฒนาการทางการเมือง"

ปัญหาสำคัญคือ "พฤติกรรม การเลือก ตั้งของผู้เลือกตั้งเปลี่ยน" จากที่เคยเลือกแบบกระจัดกระจาย มาเป็นเลือกพรรค จากเดิมที่เคยเลือกตัวบุคคล เลือก สส.ในเขต โดยไม่สนใจพรรคไม่สนใจนโยบาย กลายเป็นเลือกพรรคเลือกนโยบาย

ระบบการเมืองแบบนี้ ไม่มีที่ว่าง หรือที่ยืนให้กับ "ผู้มีบารมี" อื่น ไม่มีที่ว่างให้กับชนชั้นสูงอีกต่อไปแล้ว

หากพวกเขาเข้าใจและยอมรับ รูปแบบการเมืองก็พัฒนาเป็นระบบอังกฤษ
หากพวกเขาไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับและพยายามขัดขวาง รูปแบบก็จะพัฒนาไปแบบการปฎิวัติใหญ่ฝรั่งเศสในรูปแบบใดแบบหนึ่ง

ยังไงก็ไม่มีใครขัดขวางอำนาจประชาชนได้

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ "จะขจัดทักษิณอย่างไร" ปัญหามันคือ "ผู้เลือกตั้งมีจิตสำนึกทางการเมืองแล้ว"

ตอนนี้ในทางการเมืองไม่มีที่ว่างให้กับชนชั้นนำ ไม่มีที่ว่างให้กับระบอบอำมาตย์ ไม่มีที่ว่างให้กับคนที่ไม่ได้มาจากอำนาจของประชาชน

แม้จะพยายามใช้อำนาจที่มีอยู่เดิมขัดขวาง แต่ก็ไม่มีทางต้านทานการพัฒนาการทางการเมืองครั้งนี้ได้นาน

หากรู้ตัวยอมรับก็เจ็บตัวน้อย
หากไม่รู้ตัว ขัดขวาง ก็โดนทำลายไปแน่นอน

ผมถึงฟันธง จากการดูพัฒนาการในสี่ปีที่ผ่านมาว่ามันจะพัฒนาการไปในทำนองมีการโค่นล้มจนได้

ประจักษ์ ก้องกีรติ: ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน: เมื่อโลกไม่หันหลังให้โศกนาฏกรรม

ที่มา ประชาไท

บทความสั้นๆ ชิ้นนี้แบ่งเป็นสี่ส่วนด้วยกัน คือ 1) ความหมายของสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน 2) กลไกต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้เพื่อสถาปนาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน 3) โมเดลเปรียบเทียบของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และ 4) บทเรียนจากแอฟริกาใต้

ผู้อ่านสามารถแยกอ่านตามหัวข้อที่สนใจได้โดยไม่ต้องอ่านต่อเนื่องกัน
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) คืออะไร
เมื่อได้ยินคำนี้ครั้งแรก หลายคนคงสงสัยว่าคำนี้มีความหมายถึงอะไร
คำว่า “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” ถูกนำมาใช้ อย่างกว้างขวางในวงการกฎหมายและวงการวิชาการ หมายถึงการแสวงหาความยุติธรรมในสังคมประชาธิปไตยที่เพิ่งพ้นจากระบอบเผด็จ การที่มีการใช้ความรุนแรงต่อพลเมืองของตนเองอย่างโหดร้าย (อาจ จะเป็นความรุนแรงจากระดับหนักสุดคือ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มาจนถึงสงครามกลางเมือง การสังหารหมู่ การลอบสังหาร การทรมาน การคุมขังหน่วงเหนี่ยวโดยผิดกฎหมาย หรือการอุ้มหาย) กลายเป็นโจทก์ใหญ่ที่สังคมหรือผู้นำในระบอบใหม่จำต้องเผชิญ คือ จะจัดการกับอดีตอันโหดร้ายที่รัฐบาลก่อนหน้านั้นเป็นผู้รับผิดชอบอย่างไร คำว่า “เปลี่ยนผ่าน” (transitional) ในที่นี้ ใช้ในความหมายของการเปลี่ยนระบอบการเมืองจากระบอบเผด็จการไปเป็นระบอบประชาธิปไตย (หรืออย่างน้อยผู้นำที่สั่งให้ใช้ความรุนแรงหมดอำนาจไป) ซึ่ง เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้กระบวนการแสวงหาความยุติธรรมบังเกิดขึ้น เพราะในความเป็นจริง ไม่เคยมีรัฐที่ลงมือสังหารประชาชนที่ใดตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเอาผิดตัว เอง ในกรณีที่ตั้งขึ้นมา ก็จงใจให้เป็นเสือกระดาษหรือให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองเพื่อสร้าง ความชอบธรรมชั่วคราวให้กับผู้มีอำนาจเท่านั้น ดังกรณีการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงในอูกันดาในปี 1974 ซึ่งรัฐบาล Idi Amin ที่ ละเมิดสิทธิมนุษยชนพลเมืองของตนเองอย่างร้ายแรง จำต้องตั้งขึ้นมาเนื่องจากแรงกดดันจากนานาชาติ แต่ท้ายที่สุดรายงานของคณะกรรมการก็ถูกเพิกเฉยจากรัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐยังคงปกครองโดยใช้ความรุนแรงประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามต่อไป ในประเทศชาด (Chad) คณะกรรมการแสวงหาความจริงถูก ตั้งขึ้นมาเพื่อลบล้างความผิดให้กับรัฐบาลมากกว่าค้นหาความจริง ฉะนั้นจึงมีข้อสรุปที่เกือบจะเป็นสัจธรรมทั่วไปในหมู่คนที่สนใจประเด็น เรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านว่า การเปลี่ยนระบอบการเมือง และการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดอันขาดเสียมิได้ในการได้มาซึ่งความยุติธรรม (Hayner 1994: 600-611; Popkin and Roht-Arriaza 1995; Zalaquett 1989)
จุด มุ่งหมายของกระบวนการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านคือ ความพยายามที่สังคมต้องการเดินหน้าต่อไปโดยไม่ให้อดีตกลับมาซ้ำรอย และเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อของความรุนแรง ทั้งยังเป็นการสถาปนาหลักนิติรัฐและหลักสิทธิมนุษยชนให้ลงหลักปักฐานในสังคม ด้วย อย่างไรก็ตาม จากเดิมที่มีการเน้นศึกษากระบวนการแสวงหาความยุติธรรมที่อยู่ในช่วงรอยต่อ ระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่ ในช่วงหลังมีความพยายามขยายแนวคิดนี้ให้รวมถึงการจัดการกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมซึ่งยังไม่ได้มีการเปลี่ยนระบอบการเมืองด้วย (Mendez 1997; Roht-Arriaza and Mariezcurrena 2007)
เกือบ ทุกประเทศล้วนเผชิญกับภาวะขัดแย้ง กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเต็มไปหมดในการสร้างสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนผ่าน ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่ง่ายดายที่ทุกประเทศจะสามารถดำเนินการได้เหมือนกัน หมด เพราะเงื่อนไขทางกฎหมาย ทางการเมือง และลักษณะของความรุนแรงต่างกัน ความยากลำบากอยู่ตรงที่จะจัดการกับสถาบัน องค์กร วัฒนธรรม และตัวบุคคลที่เคยมีส่วนในการใช้ความรุนแรงของรัฐอย่างไรให้เกิดความ ยุติธรรมโดยยังคงรักษาหลักนิติรัฐและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล ประชาธิปไตยเอาไว้ไม่ให้ล้มครืนลงไปก่อนเวลาอันควร แต่ละสังคมจึงพยายามหาความสมดุลในการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่ ต้องคำนึงถึงมิติทางศีลธรรมและสิทธิมนุษยชน และเอาความยุติธรรมเป็นที่ตั้งโดยไม่ยอมจำนวนต่อสภาพความเป็นจริงทางการ เมือง
ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านกลายเป็นวาระสำคัญในระดับโลกมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 เป็น ต้นมา เพราะประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนกลายเป็นหลักการที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ บวกกับบรรทัดฐานที่ถูกสร้างขึ้นในระดับนานาชาติว่าอาชญากรรมของรัฐในอดีต เป็นสิ่งที่ต้องถูกชำระสะสาง และรัฐบาลรวมทั้งภาคประชาสังคมในทุกประเทศมีภาระหน้าที่ที่จะต้องสร้างความ ยุติธรรมให้เกิดขึ้น (Benomar 1993)
กลไก 6 ประการของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
ใน ระยะหลัง เกิดหลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งระบุว่ารัฐทุกรัฐมีหน้าที่ต้องชำระ สะสางการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและเป็นระบบในขอบเขต ประเทศของตน โดยรัฐมีหน้าที่แบกรับภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งยวด 4 ประการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน คือ
1. การสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี และลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
2. การ เปิดเผยความจริงให้เหยื่อ ครอบครัวของเหยื่อ และสังคมโดยรวมทราบเกี่ยวกับรายละเอียดและสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเที่ยงตรง
3. การให้ความช่วยเหลือที่เป็นการเยียวยาและชดเชยให้กับเหยื่ออย่างเหมาะสม
4. การ คัดกรองเจ้าหน้าที่รัฐที่มีประวัติเลวร้ายในการละเมิดสิทธิมนุษยชนออกจาก หน่วยงานของรัฐ และทำการปฏิรูปหน่วยงานความมั่นคงให้ปฏิบัติหน้าที่โดยเคารพหลักสิทธิมนุษย ชน (Mendez 1997, 259-261)
ภารกิจ 4 ประการ ข้างต้น นำมาสู่การสร้างกลไกที่จำเป็นหลายประการด้วยกันเพื่อสถาปนาความยุติธรรมใน ระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ละกลไกทำหน้าที่ต่างกัน แต่ก็เสริมซึ่งกันและกัน บางกลไกเน้นการแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต ในขณะที่บางกลไกเน้นป้องกันความเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
กลไกหลักที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้ในภารกิจการแสวงหาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน มี 6 ประการดังต่อไปนี้
1.การดำเนินคดีทางอาญากับผู้กระทำผิด
กลไก นี้เป็นกลไกที่จำเป็นและพึงปรารถนาในการสถาปนาความรับผิด ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องจัดให้มีการไต่สวนและดำเนินคดีที่เที่ยงธรรม ทั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญหลายประการที่สนับสนุนว่าเหตุใดการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจึง มีความสำคัญ
ก. เป็น การป้องกันและยับยั้งไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงต่อประชาชนอีกในอนาคต โดยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ทำความผิดจะไม่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมาย
ข. เป็น การสร้างบรรทัดฐานที่ดีสำหรับรัฐบาลในอนาคตว่าจะต้องเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และสร้างค่านิยมใหม่ให้กับสังคม ทำให้เห็นว่าไม่มีชนชั้นอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมาย
ค. เป็น การลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีประวัติมัวหมองในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ให้มีโอกาสในการรับราชการต่อไป ซึ่งเท่ากับการปฏิรูปกลไกรัฐไปในตัว ทั้งยังเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างบิดเบือนของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย
ง. เป็น การเยียวยาเหยื่อและญาติของเหยื่อผู้ประสบความรุนแรงจากการกระทำของรัฐ ทำให้พวกเขาเห็นว่ารัฐให้ความยุติธรรมกับพวกเขา ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาไม่สิ้นศรัทธาที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐ
จ. การไต่สวนในศาลยังเป็นช่องทางในการสถาปนาความจริงได้อย่างดีไม่แพ้คณะกรรมการค้นหาความจริงด้วย (Orentlicher 1991)
ประเด็น ที่ต้องขบคิดคือ การดำเนินคดีควรจะครอบคลุมมากน้อยแค่ไหน จะดำเนินคดีกับใครบ้าง ระดับผู้บังคับบัญชาที่สั่งการหรือผู้ปฏิบัติงานระดับล่างที่รับคำสั่ง ผู้บังคับบัญชาควรจะต้องรับผิดชอบกับปฏิบัติการของเจ้าหน้าระดับล่างมากน้อย แค่ไหน หลักฐานแบบไหนที่จะพอเพียงในการดำเนินคดี และถ้าคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายมีส่วนในความรุนแรงจะดำเนินคดีกับทั้งสองฝ่าย หรือไม่ อีกประเด็นที่มักเป็นปัญหาในการดำเนินคดี คือ จะทำอย่างไรกับอายุความที่จำกัดของคดีที่เกิดขึ้นในอดีต ในฮังการีและเชคโกสโลวาเกีย สมาชิกรัฐสภาบางคนได้เสนอให้อายุความไม่มีกำหนด ด้วยเหตุที่ว่าอาชญากรรมในอดีตถูกเพิกเฉยจากระบอบเก่าอย่างจงใจด้วยเหตุผล ทางการเมือง จึงควรเริ่มนับอายุความภายใต้ระบอบใหม่ (Kritz 1995: xxi-xxiv) รวมทั้งปัญหาที่ว่าจะทำอย่างไรกับกฎหมายนิรโทษกรรมที่ผู้นำในระบอบเก่าออกไว้
การฟ้องร้องเพื่อเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษกระทำได้หลายช่องทาง มีทั้งการใช้ศาลในประเทศ (ละ ตินอเมริกา เกาหลี) ศาลระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเป็นกรณีเฉพาะ (รวันดา กับยูโกสลาเวีย) หรือแบบลูกผสมโดยหน่วยงานระหว่างประเทศมาช่วยเหลือให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ ทางเทคนิคต่อศาลของประเทศเจ้าภาพ (กรณีกัมพูชา) โดยอุปสรรคสำคัญที่สุดในการนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษคือ เงื่อนไขทางการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่กลุ่มอำนาจเก่ายังมีอำนาจมาก (เช่นในกรณีละตินอเมริกาที่กองทัพยังมีบทบาทสูง แม้ระบอบเผด็จการจะสิ้นสุดไปแล้ว) การเอาตัวอดีตนายทหารมาขึ้นศาลมักจะเสี่ยงต่อการถูกรัฐประหารโดยกองทัพ อย่าง ไรก็ตาม ในปัจจุบันทั่วโลกมีฉันทามติร่วมกันว่า ในกรณีที่รัฐได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้าย แรง การนิรโทษกรรมอย่างเหวี่ยงแหเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้ ดังนั้น แม้จะมีอุปสรรคขวากหนามเพียงใด แต่ละสังคมควรพยายามผลักดันให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายให้ ได้ (Kritz 1995, xxii)
2.การแสวงหาความจริง
รูปแบบหลักที่นิยมใช้กันทั่วโลก คือ การตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริง (truth commission) ประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงคือคณะกรรมการมิได้มีหน้าที่เพียงแค่บรรยายถึง ข้อเท็จจริงว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไรเท่นั้น แต่ต้องวิเคราะห์ถึงสาเหตุ ที่มาที่ไป และการตัดสินเชิงคุณค่าให้สังคมตระหนักว่าการกระทำของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ถูกต้องอย่างไรด้วย เพื่อสร้างบรรทัดฐานสำหรับอนาคต นอกจากนั้น กรรมการยังมีหน้าที่ให้การศึกษากับสังคมเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงและสิทธิ มนุษยชน และยังมีหน้าที่เปิดโอกาสให้เหยื่อและญาติของเหยื่อมีพื้นที่ในการบอกกล่าว ความทุกข์ร้อนของพวกเขาให้สังคมได้รับรู้ด้วย (Hayner 1994)
นอก จากนั้นยังมีประเด็นอีกหลายประเด็นที่ต้องคำนึงถึง เช่น กรอบระยะเวลาควรจะจำกัด องค์ประกอบของคณะกรรมการควรจะมีความสมดุลประกอบด้วยคนหลายฝ่ายและมีความน่า ชื่อถือ ไม่ควรตั้งคนที่เคยแสดงตัวชัดเจนว่าเข้าข้างคู่ขัดแย้งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ควรจะมีคนจากภายนอกประเทศมาเสริมด้วยในกรณีที่เงื่อนไขภายในประเทศบ่งชัด ว่ายากที่จะหาคนในประเทศที่เป็นกลางมาทำหน้าที่ ดังในกรณีเอล ซัลวาดอร์ที่มีชาวต่างประเทศมาร่วมทำหน้าที่ หรือในกรณีอดีตสหภาพยูโกสลาเวีย) อำนาจหน้าที่ของกรรมการต้องชัดเจน และควรมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลเอกสารและพยานบุคคล กระบวนการรับฟังพยานต้องโปร่งใสและทั่วถึง และรายงานควรจะเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่มีการเซ็นเซอร์ (อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกพาดพิงถึงในรายงานควรมีสิทธิในการโต้แย้งหรือหักล้างพยานหลักฐาน ต่อหน้าคณะกรรมการด้วย)
ข้อ พึงระวังคือ คณะกรรมการค้นหาความจริงทำหน้าที่ต่างจากศาล เพราะมีกระบวนการไต่สวนและหักล้างพยานหลักฐานที่หนักแน่นแตกต่างกัน คณะกรรมการฯ มีหน้าที่หลักในการให้การศึกษากับสังคม โดยความจริงที่ได้จากรายงานของคณะกรรมการไม่ควรถือเป็นจุดสิ้นสุด หากควรเป็นบันไดขั้นต้นที่จะนำไปสู่การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมทางศาล ต่อไป เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมสำหรับผู้สูญเสีย สังคมจึงควรถือว่าคณะกรรมการค้นหาความจริงเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งเท่านั้น มิใช่องค์ประกอบเดียวที่เพียงพอสำหรับการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยน ผ่าน (Popkin and Roht-Arriaza 1995)
3.การชดเชยและเยียวยา
การชดเชยและเยียวยาทำหน้าที่สำคัญ 3 ประการ หนึ่ง ช่วยเหลือเหยื่อของความรุนแรงให้สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างเป็นปรกติอย่างน้อยในแง่ที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน สอง เป็นการแสดงออกอย่างเป็นทางการว่ารัฐและสังคมตระหนักรับรู้ถึงความเจ็บปวด สูญเสียที่เหยื่อและญาติได้รับ ซึ่งเท่ากับสร้างบูรณาการทางสังคมให้คนคลายความรู้สึกว่าตนเองไม่ถูกเหลียว แล หรือถูกปล่อยให้ทุกข์ทรมานแต่เพียงลำพัง ในแง่นี้หมายความว่า การชดเชยและเยียวยาไม่ได้มีความสำคัญในเชิงรูปธรรมที่เป็นข้าวของเงินทอง เท่านั้น แต่มันสำคัญในเชิงนามธรรมที่เป็นเรื่องของสภาพจิตใจและศักดิ์ศรีความเป็น มนุษย์ด้วย คำขอโทษและการยอมรับผิดจากรัฐบาลต่อความผิดที่ได้กระทำลงไปจึงนับเป็นการชด เชยที่สำคัญอย่างยิ่ง สาม มันอาจจะช่วยทำให้รัฐมีความยับยั้งชั่งใจมากขึ้นที่จะใช้ความรุนแรงอีกใน อนาคต เพราะการชดเชยสร้างภาระรับผิดชอบให้กับการกระทำดังกล่าว ปัจจุบันในทางกฎหมายระหว่างประเทศ มีฉันทามติร่วมกันว่ารัฐมีหน้าที่ต้องชดเชยความสูญเสียให้กับเหยื่อของการ ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ และถ้ารัฐบาลที่เป็นผู้ละเมิดสิทธิไม่ได้ทำการชดเชย ภาระนี้จะตกทอดไปถึงรัฐบาลถัดไปด้วย (Kritz 1995: xxvii)
อย่าง ไรก็ตาม แต่ละประเทศมีระดับและของเขตของการชดเชยที่แตกต่างกันไป ชิลีเป็นประเทศที่มีการเยียวยาและชดเชยให้กับเหยื่อของความรุนแรงอย่างครอบ คุลมและเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุด มีการให้บำนาญตลอดชีวิตสำหรับญาติของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากการปราบปราม มีการชดเชยให้กับผู้ที่ถูกคุมขังทั้งในแง่รายได้ที่สูญเสียไปโดยคำนวณจาก เวลาที่ถูกคุมขังอย่างไม่ยุติธรรม รวมถึงผลประโยชน์ด้านการศึกษาของบุตร การรักษาพยาบาล และการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา (Kritz 1995: xxvii)
4. การปฏิรูปสถาบัน และองค์กรที่มีส่วนทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอดีต เช่น ตำรวจ ทหาร หน่วยงานด้านความมั่นคง และกลไกรัฐอื่นๆ
กลไก นี้เป็นกลไกเชิงป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดวงจรของการใช้ความรุนแรงโดยเจ้า หน้าที่รัฐต่อพลมืองของตัวเองอีกในอนาคต มีหลายมาตรการ นับตั้งแต่การปลูกฝังหลักความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชนให้เจ้าหน้าที่รัฐ การอบรมหลักสากลในการสลายการชุมนุมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ การไม่ให้ทหารเข้ามาดูแลรักษาความสงบภายในประเทศ การปรับกองทัพให้เล็กลง ฯลฯ
5. การปลดคนและห้ามมิให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบอบเก่าดำรงตำแหน่งในระบบราชการ
กลไก นี้ถูกนำมาใช้ในยุโรปตะวันออกภายหลังการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นมาตรการที่มีปัญหาพอสมควร เพราะมีลักษณะเหวี่ยงแห และไม่ได้เปิดโอกาสให้จำเลยมีได้ปกป้องตัวเองในศาล ถ้าจะมีการใช้กลไกนี้ จึงต้องกระทำอย่างโปร่งใสผ่านการสืบสวนสอบสวนที่เชื่อถือได้ (Schwartz 1994 และดูส่วนที่พูดถึงโมเดลยุโรปตะวันออก)
6. การนิรโทษกรรม
การ นิรโทษกรรมคือกลไกที่ประนีประนอม และมีปัญหาให้โต้แย้งกันได้มากที่สุด สังคมที่เลือกใช้การนิรโทษกรรมมักจะให้เหตุผลว่า ไม่ต้องการดำเนินคดีกับใคร เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้สังคมแตกแยกหรือทำให้ฝ่ายผู้มีอำนาจในระบอบเก่าไม่ พอใจจนกระทั่งกลับมายึดอำนาจ รวมทั้งไม่ต้องการตั้งคณะกรรมการแสวงหาความจริงเพราะกลัวว่าความจริงจะทำให้ สังคมเจ็บปวดและแตกแยกมากขึ้นกว่าเดิม จึงเลือกใช้วิธีนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่ายเพื่อแลกกับความสงบ (ชั่วคราว?) ถือเสียว่า “ที่แล้วก็แล้วกันไป”
แนว ทางนี้ถูกวิจารณ์อย่างมากจากมุมมองของฝ่ายที่อยากเห็นความยุติธรรมและความ จริง แต่ฝ่ายที่สนับสนุนจะโต้เถียงว่าในกรณีที่รัฐบาลพลเรือนหรือฝ่ายประชาธิปไตย อ่อนแอ การ นิรโทษกรรมเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว โดยจะอ้างเรื่องความปรองดองและความสงบสุขของสังคม บอกว่าดีกว่าไม่ได้อะไรเลย หรือดีกว่าแสวงหาความยุติธรรมและความจริงแล้วเสี่ยงให้ฝ่ายเผด็จการกลับมา ยึดอำนาจ อย่างไรก็ดี ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อในหลายประเทศแสดงความไม่เห็นด้วย กับการนิรโทษกรรมอย่างชัดเจน เช่นใน อาร์เจนตินา เมื่อรัฐบาลเสนอค่าชดเชยแลกกับการที่พวกญาติ (ของคนสูญหาย ตาย เจ็บ) จะสละสิทธิไม่ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ ก็ทำให้กลุ่มญาติแตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งยอมรับค่าชดเชยจากรัฐบาล เพราะรู้สึกว่าต่อสู้เรียกร้องไปก็เหนื่อยล้าและไม่ได้อะไร แต่ญาติอีกกลุ่มหนึ่งยืนหยัดสู้ต่อ โดยให้เหตุผลว่าพวกเขาไม่ต้องการเงิน แต่ต้องการความจริงและความยุติธรรม (Arditti 1999) หรือ ในกรณีของแอฟริกาใต้ ที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจำนวนมากไม่พอใจนโยบายของคณะกรรมการค้นหาความ จริงที่ให้นิรโทษกรรมกับผู้กระทำผิดเพียงเพื่อแลกกับคำสารภาพ
ต่อ กรณีการนิรโทษกรรม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติมีมติชัดเจนว่าการนิรโทษกรรมอย่าง เหวี่ยงแหให้กับทุกฝ่ายโดยไม่มีเงื่อนไขเป็นสิ่งที่ขัดกับกฎหมายระหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง เพราะเป็นการสร้าง “วัฒนธรรมแห่งการลอยนวล” (a climate of impunity) ที่ทำให้กฎหมายไร้ความศักดิ์สิทธิ์ เป็นการทำลายหลักนิติรัฐ และยังเป็นการพรากสิทธิของเหยื่อในการได้มาซึ่งความยุติธรรมด้วย (Kritz, xxii)
เป้า หมายที่เป็นอุดมคติที่ทุกประเทศควรยึดถือไว้ในการสร้างความยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนผ่าน คือ การผลักดันให้มีการใช้กลไกทุกอย่างไปพร้อมกัน เพื่อบรรลุความยุติธรรม (ในความหมายว่าเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ) ความจริง การช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อและครอบครัว และการปฏิรูปหน่วยงานของรัฐ กรณี ที่ห่างไกลจากอุดมคติที่สุด และต้องถือว่าล้มเหลวที่สุดคือ กรณีที่ประเทศใดก็ตามผลักดันให้มีการออกนิรโทษกรรม โดยไม่ผลักดันให้มีการสร้างกลไกอื่นๆ ขึ้นมาทำหน้าที่ควบคู่ไปด้วย
โมเดลของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน
แรก เริ่มเดิมที ความพยายามในการสถาปนาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นในภูมิภาคละติ นอเมริกา ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังยุโรปตะวันออก ต่อด้วยแอฟริกาใต้ อดีตสหภาพยูโกสลาเวีย รวันดา จนมาถึงเอเชีย และยังคงแพร่หลายต่อเนื่องไปจนทั่วทุกมุมโลกในปัจจุบัน แอฟริกาใต้จึงไม่ใช่ประเทศแรกที่มีการดำเนินการในเรื่องนี้ และไม่ใช่โมเดลแบบเดียวที่เราสามารถเก็บรับมาเป็นบทเรียน โดยโมเดลที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
โมเดลยุโรปตะวันออก: ใน ยุโรปตะวันออก (เยอรมันตะวันออก ฮังการี เชคโกสโลวาเกีย โรมาเนีย โปแลนด์) ความรุนแรงกินระยะเวลายาวนานหลายชั่วอายุคนภายใต้การปกครองของพรรค คอมมิวนิสต์ คนที่มีส่วนร่วมกับรัฐในการใช้ความรุนแรงจึงมีมากมายมหาศาล เพราะรัฐใช้กลไกการควบคุมทางสังคม ผ่านการสอดแนม การเซ็นเซอร์ และการควบคุมกันเอง โดยอาศัยพลเมืองมาเป็นสายสืบให้กับรัฐ การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบต่อเนื่องยาวนาน ประชากรจำนวนมากมีส่วนเป็นแขนขาให้กับการใช้ความรุนแรงของรัฐไม่มากก็น้อย (Rosenberg 1996; Benomar 1993: 3-6)
รูป แบบของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นในยุโรปตะวันออกเป็นรูปแบบ ที่มีปัญหาและไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีการดำเนินคดีกับเฉพาะผู้นำบางคน ซึ่งกระบวนการดำเนินคดีไม่ได้ยึดหลักการไต่สวนอย่างเคร่งครัด และหลักฐานที่ใช้ก็ไม่หนักแน่น มีลักษณะเป็นการใช้กระบวนการทางศาลเล่นงานศัตรูทางการเมือง ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ส่วนกลไกอีกประการหนึ่งที่เป็นลักษณะเด่นของโมเดลยุโรปตะวันออก คือ การออกกฎหมายห้ามมิให้คนที่เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือเคยให้ความร่วม มือกับตำรวจสืบราชการลับมีสิทธิรับราชการในตำแหน่งการเมืองและเศรษฐกิจที่ สำคัญ ถือเป็นมาตรการลงโทษ แต่กฎหมายนี้ก็ถูกวิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนของ พลเมือง เนื่องจากไม่ได้ตัดสินคนจากความผิดที่เขากระทำจริงๆ แต่ไปดูจากหน่วยงานที่เขาสังกัด ทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกลงโทษมีสิทธิแก้ต่างในศาลด้วย (Human Rights Watch 1989, 1-2; Schwartz 1994)
โมเดลละตินอเมริกา: ในละตินอเมริกาความรุนแรงเกิดจากระบอบเผด็จการทหาร ซึ่งมีอายุสั้นกว่าระบอบคอมมิวนิสต์ รูปแบบหลักของความรุนแรงคือ เจ้าหน้าที่รัฐกระทำวิสามัญฆาตกรรม สังหารหมู่ ทรมาน และทำให้หายสาบสูญ โดยกระทำไปภายใต้นโยบายการกำจัดศัตรูทางการเมืองของรัฐ และนโยบายสร้างความหวาดกลัวเพื่อปกครอง (Corradi, Fagen, and Garretón 1992)
ประเทศ ในภูมิภาคละตินอเมริกาที่มีความโดดเด่นในเรื่องการสถาปนาความยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนผ่านคือ ชิลีและอาร์เจนตินา และความพยายามในทั้งสองประเทศกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับรัฐบาลเนลสัน แมนเดลาของแอฟริกาใต้ด้วย (Mendez 1997) (ใน ขณะที่ประเทศอื่นที่เหลือในภูมิภาคอาทิ โคลัมเบีย เปรู กัวเตมาลา อุรุกวัย มีประวัติค่อนข้างเลวร้ายในการนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ซ้ำยังเลื่อนขั้นให้เจ้าหน้าที่หลายคนที่มีประวัติมัวหมองด้วย)
อาร์เจนตินา เป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง จนกลายเป็นตัวแบบหลักประเทศหนึ่งของโลกในเรื่องนี้ทีเดียว เพราะมีความต่อเนื่อง พลิกแพลง และเอาจริงเอาจังจากทั้งภาครัฐและภาคสังคมในการสถาปนาความยุติธรรมให้เกิด ขึ้น โดยไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันจากกองทัพซึ่งคัดค้านกระบวนการสร้างความยุติธรรม และที่สำคัญมีการใช้กลไกหลักทุกอย่างเพื่อสถาปนาความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกรรมการค้นหาความจริง การดำเนินคดีกับผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐระดับผู้ปฏิบัติงาน การจ่ายค่าชดเชยให้กับเหยื่อ การปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคง (ดูรายละเอียดในบทความกรณีศึกษาประเทศอาร์เจนตินา) จนอาจกล่าวได้ว่าอาร์เจนตินาโมเดลเป็นโมเดลที่ดีที่สุด และน่าพึงปรารถนากว่าแอฟริกาใต้โมเดลเสียอีก
สำหรับ ประเทศชิลีเป็นตัวอย่างอันดีที่ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลประชาธิปไตยเกิดใหม่จำต้องเผชิญกับความยากลำบากในการตัดสินใจเลือก ระหว่างการนิรโทษกรรมกับการนำตัวคนผิดมาลงโทษ เพราะกองทัพยังคงมีอำนาจสูงในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ร่างตั้งแต่สมัยทหารครองอำนาจช่วยรักษา อำนาจของนายพลระดับสูงเอาไว้ ทั้งยังมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในปี 1978 ลบล้างความผิดทุกประการของเจ้าหน้าที่รัฐในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นก่อนปี 1978 ไว้ด้วย ในที่สุดรัฐบาลชิลีของประธานาธิบดี Patricio Aylwin เลือกที่จะใช้หนทางสายกลางคือ ตั้งคณะกรรมการแสวงหาความจริง เพื่อสืบสวนสอบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นภายใต้ระยะเวลา 17 ปีของยุคเผด็จการทหาร คณะกรรมการทำงานอยู่ 9 เดือน สอบสวนกรณีที่มีการร้องเรียนเข้ามาถึง 4,000 เรื่อง ในจำนวนนี้ 2,025 เรื่องเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 90 เรื่องเป็นการละเมิดสิทธิฯ โดยกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล และอีก 164 กรณี เป็นกรณีที่ผู้ร้องเรียนตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางการเมืองจากการปะทะกันของทั้งสองฝ่าย เมื่อสอบสวนเสร็จสิ้น มี 641 กรณีที่คณะกรรมการไม่สามารถหาข้อสรุปได้เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ (Benomar 1993, 7-8 และดูรายละเอียดในบทความกรณีศึกษาประเทศชิลี)
คณะกรรมการยื่นรายงานฉบับสมบูรณ์ความยาว 1,800 หน้าให้กับประธานาธิบดี Aylwin ในเดือนกุมภาพันธ์ 1991 ซึ่งเขาได้พูดต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศผ่านทางโทรทัศน์ กล่าวคำขอโทษต่อเหยื่อและครอบครัวในนามของรัฐบาล ทั้งยังเรียกร้องให้กองทัพออกมายอมรับผิดในความผิดที่ได้ทำลงไป การทำหน้าที่ของคณะกรรมการแสวงหาความจริงของชิลีได้รับการยกย่องว่าทำงาน เป็นระบบ เที่ยงตรง และมีความเป็นมืออาชีพอย่างสูง (Benomar 1993, 8-9) องค์ ประกอบของกรรมการมีความสมดุล ทำงานร่วมกับเหยื่อและองค์กรญาติ และกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี คณะกรรมการมีอำนาจในการเข้าถึงเอกสารราชการและหลักฐานการชันสูตรศพของแพทย์ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้รับความร่วมมือจากตำรวจและกองทัพ ในรายงานที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ มีการจัดทำข้อเสนอให้ปฏิรูประบบกฎหมายและการศึกษาเพื่อส่งเสริมการคุ้มครอง สิทธิมนุษยชนในอนาคต และยังเสนอให้รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาและชดเชยให้กับครอบครัวของผู้สูญเสีย ด้วย อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้ระบุรายชื่อของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนในการละเมิดสิทธิเอาไว้ เพียงแค่ระบุถึงความผิดของทหารบางหน่วย สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับความผิดของเจ้าหน้าที่เป็นรายบุคคล คณะกรรมการได้ยื่นต่อศาลเพื่อให้ดำเนินการต่อ แต่กฎหมายนิรโทษกรรมก็ได้กลายเป็นอุปสรรคทำให้ศาลมิสามารถดำเนินคดีได้
เมื่อ กล่าวถึงประเทศชิลี หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหยิบยกความพยายามของหลายฝ่ายที่จะดำเนินคดีกับนาย พลออกุสโต ปิโนเชต์มากล่าวถึง เพราะความพยายามดังกล่าวนี้เองที่นำไปสู่กระแสที่เรียกกันว่า “ความยุติธรรมข้ามพรมแดน” (transborder justice) หรือ “ความยุติธรรมข้ามชาติ” (transnational justice) (Roht-Arriaza 2006) อดีตประธานาธิบดีผู้อื้อฉาวรายนี้มีส่วนรับผิดชอบต่อการสังหาร การทรมาน และการลักพาตัวฝ่ายค้านทางการเมืองจำนวนมากกว่า 30,000 คน ในช่วงที่เขาเรืองอำนาจ กฎหมายนิรโทษกรรม และตำแหน่งวุฒิสมาชิกตลอดชีพที่เขาแต่งตั้งตัวเองทำให้ยากที่จะนำตัวเขามาลง โทษ เขาจึงลอยนวลและดูเหมือนว่าจะสามารถมีชีวิตอยู่เหนือกฎหมายแม้ว่าจะพ้นจาก อำนาจไปแล้ว แต่เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝันคือ มีการจับกุมปิโนเชต์ในลอนดอนในปี 1998 ในขณะที่เขา เดินทางไปรักษาตัวที่นั่น สาเหตุที่เขาถูกจับเป็นเพราะมีหมายจับของตำรวจสากลที่ทางศาลสเปนได้ยื่นเอา ไว้ โดยผู้พิพากษาหัวก้าวหน้าชาวสเปนได้อ้างอิงกฎหมายสเปนที่รองรับหลักการ เรื่องเขตอำนาจสากล (universal jurisdiction) ซึ่งระบุว่าอาชญากรรมบางชนิดเข้าข่ายร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ ฉะนั้นไม่ว่ามันจะเกิดขึ้น ณ ที่แห่งใดในโลก ผู้กระทำผิดสามารถถูกดำเนินคดีที่ประเทศใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นในประเทศตัวเอง [1] อย่าง ไรก็ตาม ท้ายที่สุดทางอังกฤษตัดสินใจไม่ส่งตัวปิโนเชต์ให้ศาลสเปนดำเนินคดี เนื่องจากปิโนเชต์อ้างเหตุผลเรื่องสุขภาพไม่เอื้ออำนวย จึงปล่อยตัวปิโนเชต์กลับชิลี (หลังจากกักตัวไว้ ประมาณสองปี) ในเวลาต่อมา ศาลอาญาของชิลีเองก็พยายามดำเนินคดีปิโนเชต์ในหลายข้อหาทั้งเรื่องการละเมิด สิทธิมนุษยชนและการคอร์รัปชั่น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการนำตัวเขาขึ้นศาล เพราะข้อจำกัดทางกฎหมายและการเมืองภายในประเทศ จนในที่สุด ปิโนเชต์เสียชีวิตในปี 2006 ทำให้เหยื่อและครอบครัวของเหยื่อหมดโอกาสที่จะได้เห็นความยุติธรรม
กรณี ปิโนเชต์ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในวงการกฎหมายและสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หลายฝ่ายเล็งเห็นข้อจำกัดทางกฎหมายที่มีอยู่ ทำให้มีกระแส “ความยุติธรรมข้ามพรมแดน” เกิดขึ้น และหลักการเรื่องเขตอำนาจสากลก็ถูกนำไปปฏิบัติมากขึ้น เช่นในปี 2000 ศาลในประเทศเซเนกัล (Senegal) ตัดสินว่าอดีตประธานาธิบดีประเทศชาด (Chad) มีความผิดฐานสั่งให้มีการทรมานผู้อื่น เป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์ที่ผู้นำของประเทศแอฟริกาถูกตัดสินว่ามีความผิด โดยศาลของอีกประเทศหนึ่ง หรือกรณีนายฟูจิโมริ อดีตผู้นำเปรูที่ไปถูกจับที่ชิลี และในที่สุดทางการชิลีตัดสินใจส่งตัวเขากลับไปให้เปรูดำเนินคดีข้อหาละเมิด สิทธิมนุษยชน (Roht-Arriaza 2006)
โมเดลแอฟริกาใต้: มี รูปแบบความรุนแรงที่ผสมกันทั้งแบบละตินอเมริกาและยุโรปตะวันออก จึงเป็นกรณีที่ซับซ้อนและท้าทายมาก มีการตั้งกรรมการค้นหาความจริง โดยเน้นความจริงมากกว่าการนำตัวคนผิดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ให้นิรโทษกรรมกับคนที่ทำผิดแลกกับการรับสารภาพต่อคณะกรรมการแสวงหาความจริง (แต่ก็มีความพยายามนำตัวคนผิดมาลงโทษด้วย กรณีอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก่อนศาลจะตัดสินว่าไม่มีความผิด) เป็นโมเดลที่สาธุคุณ เดสมอน ตูตู ประธานคณะกรรมการฯ ยอมรับว่าเป็นโมเดลแบบประนีประนอม เพราะมาจากความจริงที่ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยในแอฟริกาใต้ เกิดจากการประนีประนอมระหว่างรัฐบาลของคนผิวขาวกับกองกำลังฝ่ายต่อต้าน รัฐบาลของคนผิวดำ อันเนื่องมาจากภาวะชะงักงันที่ไม่มีใครเอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างเด็ดขาด โมเดลแบบแอฟริกาใต้ยังประยุกต์ใช้วัฒนธรรมแบบคริสเตียนที่เชื่อในเรื่องการ ไถ่บาปที่ตนเองทำลงไปโดยสารภาพความจริงต่อพระผู้เป็นเจ้า จึงทำให้เกิดคำถามว่าอาจจะมีข้อจำกัดในการนำรูปแบบของแอฟริกาใต้ไปใช้ใน ประเทศที่นับถือศาสนาอื่น
อย่าง ไรก็ตาม โมเดลของแอฟริกาใต้ได้กลายเป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและมีอิทธิพล ต่อหลายประเทศที่ต้องการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน เพราะหนึ่ง คนที่เป็นประธานคณะกรรมการและเป็นผู้นำประเทศ (เดสมอน ตูตู และเนลสันแมนเดลา) ทุ่มเทและเอาจริงเอาจังกับกระบวนการที่จัดตั้งขึ้น ทั้งยังเป็นคนมีบารมีที่ได้รับความศรัทธาจากนานาชาติ สอง นวัตกรรมในเรื่องการออกนิรโทษกรรมแลกกับคำสารภาพ ทำให้แอฟริกาใต้โมเดลกลายเป็นทางเลือกสำหรับประเทศที่ไม่ต้องการดำเนินคดี กับผู้กระทำผิด แต่ก็อยากสถาปนาความจริง สาม โมเดลแอฟริกาใต้สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในชาติได้มากกว่าโมเดลอื่นๆ (du Toit 2000; Boraine 2000)
โมเดลอดีตสหภาพยูโกสลาเวียและรวันดา: ในทั้งสองกรณีเกิดความรุนแรงในระดับที่ร้ายแรงสูงสุดที่เรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ซึ่ง สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วโลก มีคนตายไปเป็นล้านคนจากกรณีทั้งสองรวมกัน จึงทำให้นานาชาติเข้ามามีบทบาทในการสร้างความยุติธรรมเพื่อสร้างบรรทัดฐาน สากลว่าความรุนแรงโดยรัฐอย่างกว้างขวาง ร้ายแรง และเป็นระบบ “จะไม่เกิดขึ้นอีก” (เกิดเป็นคำขวัญรณรงค์ทั่วโลกว่า Never Again) บวกกับภาวะแตกสลายทางสังคมหลังความรุนแรงในทั้งสองประเทศ ทำให้ทั้งสองประเทศไม่มีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอในการสร้างความยุติธรรม ด้วยตนเอง จึงนำไปสู่การจัดตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นกรณีพิเศษโดยได้รับการสนับ สนุนจากองค์การสหประชาชาติเพื่อนำตัวคนผิดในแต่ละกรณีมาลงโทษ ศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกิจสำหรับยูโกสลาเวีย (The International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia) ตั้งขึ้นในปี 1993 นับ เป็นศาลอาชญากรรมสงครามแห่งแรกที่ตั้งขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ และยังเป็นครั้งแรกหลังกรณีสงครามโลกครั้งที่สองที่มีการจัดตั้งศาลอาญา ระหว่างประเทศขึ้น จนถึงปัจจุบัน ศาลได้พิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด (รวมถึงอดีตผู้นำรัฐบาลและกองทัพระดับสูง) ไปแล้ว 60 ราย และอีก 40 รายกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2013 ก่อนที่จะส่งต่อคดีที่เหลือ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับกลางและล่าง) ไปให้ศาลภายในประเทศดำเนินการต่อไป [2] นอกจากนั้นยังมีการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงสำหรับยูโกสลาเวียขึ้นโดยสหประชาชาติ ก่อนที่จะมีการจัดตั้งศาลมาดำเนินคดีด้วย
สำหรับศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกิจสำหรับรวันดา(International Criminal Tribunal for Rwanda) ตั้งขึ้นในปี 1994 จนถึงปัจจุบันศาลพิจารณาคดีเสร็จสิ้นไปแล้ว 52 คดี (ตัดสินว่ามีความผิด 36 ราย) และเหลือคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาและรอการพิจารณาอีก 24 คดี [3] ความ น่าสนใจในกรณีรวันดา คือ มีการตัดสินลงโทษสื่อมวลชนบางรายว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่เกิดขึ้นด้วย และภายหลังจากที่ศาลอาญาระหว่างประเทศถูกจัดตั้งขึ้นแล้ว ยังมีการตั้งศาลในประเทศระดับท้องถิ่นในปี 2001 เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยใช้หลักความยุติธรรมแบบชุมชนด้วย (Thompson 2007; Clark 2010)
จาก ทั้งสองกรณี ชี้ให้เห็นว่าความจริงและความยุติธรรมสามารถไปด้วยกันได้ มิจำเป็นต้องเลือกว่าความจริงสำคัญกว่าและน่าพึงปรารถนากว่าความยุติธรรม และยังชี้ด้วยว่าการนำตัวคนผิดมาลงโทษมิจำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อการสร้าง ความสมานฉันทน์และสันติภาพในสังคมอย่างที่มักจะเข้าใจผิดกัน เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนกว่าคือสันติภาพที่มาพร้อมกับหลักนิติรัฐและหลัก สิทธิมนุษยชน
โมเดลกัมพูชา: ตั้งศาลลูกผสมระหว่างศาลในประเทศร่วมมือกับความช่วยเหลือจากนานาชาติ เพื่อนำตัวคนผิดมาลงโทษ แม้ว่าอาชญากรรมของรัฐจะผ่านมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วก็ตาม โดยก่อนหน้านั้น มีการตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้น ภายใต้ระบอบเขมรแดงอย่างละเอียดถี่ถ้วน และข้อเท็จจริงที่รวบรวมไว้ก็กลายมาเป็นหลักฐานที่ใช้ในการดำเนินคดีในศาลใน ท้ายที่สุด (ดูรายละเอียดในบทความกรณีศึกษาประเทศกัมพูชา)
โมเดลไทย: ขอเรียกว่าโมเดล “ลืม- มึน- งง” หรือโมเดล “ที่แล้วก็แล้วไป” คือทั้งรัฐและสังคมโดยรวมไม่ทำอะไรเลย ไม่แสวงหาความจริง ไม่แสวงหาความยุติธรรม ไม่เผชิญหน้ากับอดีต ไม่นำตัวคนผิดมาลงโทษไม่ว่าจะเป็น “ปลาใหญ่” หรือ “ปลาเล็ก” ไม่ดำเนินกระบวนการยุติธรรมกับใคร ไม่ปฏิรูปหน่วยงานด้านความมั่นคงหรือกระบวนการยุติธรรม มีแต่เรียกร้องให้เหยื่อและครอบครัวให้อภัยกับผู้กระทำผิด แต่มิเคยเรียกร้องผู้กระทำผิดให้ขอโทษหรือยอมรับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ถึงแม้ว่ามีการชดเชยให้กับเหยื่อที่บาดเจ็บ พิการและญาติผู้เสียชีวิตอยู่บ้าง แต่ก็ทำแบบกระท่อนกระแท่น เสมือนการทำบุญให้ทานในลักษณะสังคมสงเคราะห์ มากกว่าที่จะแสดงให้เห็นว่ารัฐได้สำนึกผิดต่อสิ่งที่ได้ทำลงไป ฉะนั้นการชดเชยแบบไทยๆ จึงไม่สามารถฟื้นคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้ที่สูญเสียได้เลย ลักษณะที่สำคัญอีกประการหนึ่งของความยุติธรรมแบบไทยๆ คือ การที่ฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐออกนิรโทษกรรมให้กับการใช้ความรุนแรงของตนเอง รวมทั้งสร้างกลไกทางกฎหมายบางอย่างไว้เพื่อคุ้มครองไม่ให้มีการดำเนินคดีกับ การใช้อำนาจเกินกว่าเหตุของตนด้วย (เช่น การออกพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน)
กรณีแอฟริกาใต้: การปรองดองที่ไม่ได้มาพร้อมกับความยุติธรรม
นักสังเกตการณ์หลายคนเรียกกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในแอฟริกาใต้ในทศวรรษ 1990 ว่าคือ ความมหัศจรรย์ (miracle) คำถามคือ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร



สถานการณ์ ทางการเมืองในแอฟริกาใต้ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตย คือ สงครามกลางเมืองที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลจัดตั้งกองกำลังทหารขึ้นมาสู้รบกับ รัฐบาลแบ่งแยกสีผิวของผู้นำผิวขาว (Apartheid regime) แต่ ในที่สุดการประนีประนอมและเจรจาระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่ายทำให้เกิดการเปลี่ยน ผ่านอย่างสันติไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน เนลสัน แมนเดลา และอดีตประธานาธิบดีเอฟ ดับเบิลยู เดอ เคลิก (FW de Klerk) เป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติเกิดขึ้น
ลำดับเหตุการณ์อย่างย่อในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองแอฟริกาใต้มีดังต่อไปนี้
ปี 1989 ประธานาธิบดี เอฟ ดับเบิลยู เดอ เคลิก ผู้นำผิวขาวสายปฏิรูปขึ้นรับตำแหน่ง และเริ่มกระบวนการหันหน้าเข้าหาฝ่ายค้าน โดยเขาพยายามเจรจาหว่านล้อมทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและอนุรักษ์นิยมสุดขั้วใน พรรคของเขาให้เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนนโยบายทางการเมืองที่จะให้ชาว แอฟริกันผิวดำเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง
กุมภาพันธ์ 1990 แมนเดลาได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระหลังจากถูกคุมขังอยู่นานถึง 27 ปี ในข้อหากบฎซึ่งเขาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ด้วยแรงกดดันจากนานาชาติทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้องตัดสินใจปล่อยตัวเขา
พฤษภาคม 1990 การเจรจาอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านของแมนเดลาเริ่มต้นขึ้น และรัฐสภาผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนธันวาคม 1993 พอถึงเดือนเมษายน 1994 มี การจัดการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่คนผิวสีได้รับอนุญาติให้ลงสมัคร แมนเดลาลงสมัครพร้อมกับนโยบายว่าด้วยการให้อภัยและการปรองดอง และเขาพูดถึงความฝันเรื่องการรวมชาติแอฟริกันให้เป็นหนึ่งเดียว พรรคของแมนเดลา (African National Congress) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และตัวเขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี แมนเดลาประกาศเดินหน้าการปรองดองทันทีที่รับตำแหน่ง และผลักดันให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อค้นหาความจริง โดยบอกว่านี่คือหนทางสู่การสร้างชาติใหม่ที่คนในชาติมีความสมานฉันทน์กัน
พอถึงปี 1995 ก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแสวงหาความจริงและความสมานฉันท์ของแอฟริกาใต้ (South Africa's Truth and Reconciliation Commission- TRC) ตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมเอกภาพและความสมานฉันทน์แห่งชาติในปี 1995 ที่ออกโดยรัฐสภา เพื่อสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในยุคแบ่งแยกสีผิว (apartheid) เป้าหมายของคณะกรรมการคือ การเสริมสร้างให้เกิดความปรองดองในชาติผ่านการสถาปนาความจริง โดยคณะกรรมการไม่มีอำนาจหน้าที่ในการลงโทษใคร เพียงแค่มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับอาชญากรรมที่ เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งจำกัดอยู่แค่กรณีการฆ่า การลักพาตัว การทรมาน และการปฏิบัติต่อพลเมืองอย่างรุนแรง แต่ไม่รวมถึงการสอบสวนเรื่องความรุนแรงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือความ เหลื่อมล้ำต่างๆ ที่เป็นผลมาจากนโยบายของระบอบเก่า เพราะคณะกรรมการตระหนักว่าการทำงานต้องมีการจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วน ก่อนหลัง เพราะปัญหาเร่งด่วนในขณะนั้นคือ การแก้ปมปัญหาทางการเมืองด้วยการสร้างพื้นที่ทางการเมืองที่ทุกฝ่ายสามารถ เข้ามามีส่วนร่วม (Villa-Vicencio and Verwoerd 2000) นอกจากนั้นคณะกรรมการยังมีอำนาจนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำผิดที่เข้าเงื่อนไข ที่คณะกรรมการตั้งไว้ สรุปได้ว่า คณะกรรมการในแอฟริกาใต้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยมีกรอบการทำงานและอำนาจหน้าที่ที่ ชัดเจนตามกฎหมายที่ได้รับมอบหมายจากรัฐสภา (มิใช่จากรัฐบาลหรือผู้นำ)
ในการทำงานของคณะกรรมการ มีการจัดตั้งคณะกรรมการย่อย 3 ชุดเพื่อรับผิดชอบเรื่อง 1. การละเมิดสิทธิมนุษยชน (มีหน้าที่สืบสวนสอบสวน) 2. การเยียวยาและชดเชย (มีหน้าที่ฟื้นคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเหยื่อและจัดทำข้อเสนอแนวทางการชดเชย) และ 3. การ นิรโทษกรรม (มีหน้าที่พิจารณาใบสมัครเพื่อขอนิรโทษกรรม) โดยลักษณะพิเศษของกระบวนการแสวงหาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในแอฟริกา ใต้คือ กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ก่อความรุนแรงสามารถยื่นขอนิรโทษกรรมได้โดยมีเงื่อนไข ว่า หนึ่ง อาชญากรรมที่ก่อต้องเกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง สอง น้ำหนักของความผิดที่กระทำลงไปได้สัดส่วนกับเป้าหมายทางการเมือง และสาม ผู้กระทำผิดต้องสารภาพความจริงทั้งหมดถึงรายละเอียดที่เกิดขึ้นต่อหน้า กรรมการในที่สาธารณะ เช่น สังหารเหยื่อ กี่คน ชื่ออะไร ที่ไหน อย่างไร และจัดการกับศพอย่างไร เพื่อให้สังคมและญาติได้รู้ความจริงทั้งหมด โดยในการสารภาพ จะมีการเชิญญาติของเหยื่อมารับฟังเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่พูดเป็นความจริงที่ ครบถ้วนหรือไม่ ปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายกบฎ และกลุ่มกองกำลังฝ่ายขวา และกลุ่มอื่นๆ อีกหลายกลุ่ม รวมทั้งสิ้น 7,112 คนยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการ “การสารภาพแลกกับนิรโทษกรรม” นี้ (แต่ในจำนวนนี้ มีอดีตสมาชิกคณะรัฐมนตรีจากรัฐบาลแบ่งแยกสีผิวเพียงคนเดียว) ท้ายที่สุด คณะกรรมการปฏิเสธใบสมัครถึง 5,392 ราย และได้อนุมัติการนิรโทษกรรมไปประมาณ 849 ราย ทั้งนี้คณะกรรมการเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อรับฟังปากคำจากพยานที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงถึง 21,000 คน โดยกรอบเวลาที่คณะกรรมการไต่สวนนั้นยาวนานมากคือ ครอบคลุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 1960 ถึง 10 พฤษภาคม 1994 (วันที่เนลสัน แมนเดลาสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี)
คณะกรรมการเริ่มกระบวนการรับฟังโดยเปิดให้สาธารณชนเข้าร่วมได้ในเดือนเมษายน 1996 โดยคนที่เป็นประธานคือ สาธุคุณเดสมอน ตูตู (Archbishop Desmond Tutu) ฝ่าย ผู้กระทำผิดที่มาให้การมีทั้งอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ นักการเมือง และหน่วยปฏิบัติการลับ คณะกรรมการรายหนึ่งกล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการรับฟังว่า “หากเราไม่สามารถทำความเข้าใจว่าอะไรทำให้คนคิดและทำในสิ่งที่พวกเขาทำลงไป ความขัดแย้งก็จะกลับมาอีกครั้งในสังคมของเรา” อดีตประธานาธิบดีเอฟ ดับเบิลยู เดอ เคลิก ผู้นำผิวขาวคนสุดท้ายเป็นหนึ่งในอดีตผู้นำที่มาให้การ และกล่าวขอโทษในสิ่งที่รัฐบาลเขาได้ทำลงไปภายใต้นโยบายแบ่งแยกสีผิว แต่ชาวแอฟริกันผิวดำจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่าลำพังการขอโทษนั้นไม่เพียงพอ และไม่พอใจนโยบายของคณะกรรมการที่ให้นิรโทษกรรมกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำ ความผิดเพียงเพื่อแลกกับคำสารภาพ
ปี 1997 อดีตประธานาธิบดีพีดับเบิลยู โบธา (PW Botha) ปฏิเสธที่จะมาให้การกับคณะกรรมการในเดือนธันวาคม และวิจารณ์คณะกรรมการอย่างรุนแรงว่ามีอคติ
ปี 1998 คณะกรรมการประกาศสิ้นสุดกระบวนการทำหน้าที่เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคม หลังจากเปิดรับฟังและไต่สวนเป็นเวลานาน 2 ปี แต่ใช้เวลาอีกเกือบ 1 ปีในการพิจารณาเรื่องการให้นิรโทษกรรม ต่อมา อดีตประธานาธิบดีพีดับเบิลยู โบธา ถูกตัดสินให้มีความผิด ถูกลงโทษปรับและจำคุก 1 ปี โทษฐานที่เพิกเฉยต่อหมายเรียกของคณะกรรมการให้มาปรากฎตัวเพื่อให้ปากคำต่อ กรณีที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการให้มีการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อฝ่าย ค้านทางการเมือง
มีการเผยแพร่รายงานของคณะกรรมการสู่สาธารณะในเดือนตุลาคม 1998 ความหนา 3,500 หน้า ในรายงานมีรายละเอียดหลายประการที่น่าสนใจ อาทิ คณะกรรมการลงความเห็นว่าฝ่ายกองกำลังต่อต้านรัฐบาลของแมนเดลามีความชอบธรรม ในการต่อสู้กับระบอบที่กดขี่และแบ่งแยก อย่างไรก็ตามกรรมการพบว่าในระหว่างที่มีการดำเนินกิจกรรมต่อสู้กับรัฐบาล นั้น ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งผู้นำของพวกเขาก็จำต้องรับผิดชอบทางศีลธรรมและทางการเมือง ถึงกระนั้นก็ดีคณะกรรมการสรุปอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่มีส่วนมากที่สุดในการใช้ความรุนแรงและก่อโศกนาฎกรรมคือ ฝ่ายรัฐบาล เพราะใช้นโยบายเหยียดผิว ลดทอนความเป็นมนุษย์ของประชากรผิวดำ ถึงระดับที่รัฐไม่นับคนผิวดำอยู่ในฐานะพลเมือง ซ้ำยังมองพวกเขาเป็นศัตรู ซึ่งสร้างบรรยากาศที่นำไปสู่การสังหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ในรูปแบบต่างๆ อาทิ การทรมาน การลักพาตัว และการจับกุมคุมขัง ทั้งนี้อดีตประธานาธิบดีโบธาไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล
ใน รายงานยังมีการวิจารณ์บทบาทของสื่อมวลชนที่เอียงเข้าข้างรัฐบาล จนยอมเซ็นเซอร์ตัวเองไม่พูดถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงของเจ้า หน้าที่รัฐ ยิ่งไปกว่านั้นสื่อมวลชนจำนวนมากยังให้การสนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง อย่างเปิดเผย ซึ่งหลายกรณีมีส่วนผลักดันให้รัฐใช้ความรุนแรงอย่างได้ใจด้วย
คณะ กรรมการยังแนะนำในรายงานว่า ในกรณีที่มีหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลใดมีส่วนกระทำความผิด และบุคคลนั้นมิได้เข้าร่วมกระบวนการสารภาพในที่สาธารณะเพื่อแลกกับการนิรโทษ กรรม หรือในกรณีที่การนิรโทษกรรมของพวกเขาถูกปฏิเสธ (เพราะไม่พูดความจริง) ควรจะมีการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเหล่านั้นมาลงโทษ โดยคณะกรรมการชี้แนะว่าหลักฐานที่รวบรวมไว้ในรายงานควรถูกนำไปใช้โดยตำรวจ และอัยการในการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
รายงานยังกล่าวเตือนว่า “เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดวัฒนธรรม [ที่ผู้กระทำผิด] ลอยนวล และเพื่อสร้างให้หลักนิติรัฐลงหลักปักฐาน การนิรโทษกรรมอย่างเหวี่ยงแหในรูปแบบใดๆ ก็ตามควรถูกต่อต้านคัดค้าน”
เรา สามารถสรุปได้ว่า เงื่อนไขที่ทำให้เกิดกระบวนการปรองดองและการค้นหาความจริงในแอฟริกาใต้คือ การยุติระบอบเผด็จการและรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง ที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายเจรจาตกลงร่วมกัน เพราะ ทั้งสองฝ่ายตระหนักร่วมกันแล้วว่า การประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ทางออก ดังที่ในการประชุมเจรจาครั้งหนึ่งระหว่างเนลสัน แมนเดลากับผู้นำกองทัพของรัฐบาล แมนเดลาพูดว่า “เรา [กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาล] รู้ว่าเราไม่อาจเอาชนะคุณ [กองทัพรัฐบาล] ได้ในทางการทหาร และคุณก็รู้ดีว่าคุณไม่อาจเข่นฆ่าพวกเราทั้งหมดได้” (“We know we cannot defeat you militarily. You know you cannot kill all of us”) ฉะนั้น หนทางเดียวที่เหลืออยู่สำหรับเราทั้งสองคือ การนั่งลงคุย แต่ทั้งนี้จะต้องมีการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนเป็น เงื่อนไขพื้นฐานสำหรับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Interview with Charles Villa-Vicencio By Michel Notelid, 27 September 2007)
ความสำเร็จ: หลาย คนกล่าวว่าจุดเด่นของแอฟริกาใต้โมเดลคือ การนำความจริงเกี่ยวกับความรุนแรงในอดีตออกมาเปิดเผยให้ทั้งสังคมได้รับรู้ อย่างละเอียด ลงลึก และครอบคลุม ทั้งยังสามารถระดมการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางจากทุกฝ่ายในสังคม (รวมทั้งเยาวชน) ให้ตระหนักรับรู้ถึงโศกนาฏกรรมในอดีต และ ไม่เดินกลับไปซ้ำรอยเดิม โมเดลของการตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงเพื่อความสมานฉันทน์ของแอฟริกาใต้ จึงกลายเป็นโมเดลที่มีอิทธิพลที่หลายประเทศนำไปใช้ในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่แตกต่างจากนูเรมเบิร์กโมเดลของเยอรมัน (Nuremberg Model) ที่เน้นการตั้งศาลสอบสวนเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย อย่างไรก็ดีการใช้การนิรโทษกรรมเพื่อเป็นกลไกให้ได้มาซึ่งความจริงก็มิได้ ถูกนำไปปฏิบัติในทุกประเทศที่นำโมเดลนี้ไปใช้
คำวิจารณ์: แอฟริกา ใต้โมเดลไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีข้อบกพร่องมากมายหลายประการซึ่งหลายฝ่ายชี้ให้เห็น ประการแรก มีการชี้ว่าข้อมูลที่ได้จากการรับฟังไม่เที่ยงตรงทั้งหมดเพราะผู้กระทำผิด หลายคนยอมโกหกปกปิดการกระทำบางส่วน หรือสร้างเรื่องให้ผิดเพี้ยนเพื่อจะได้นิรโทษกรรรม ประการที่สอง ญาติของเหยื่อหลายคนมองว่าไม่ยุติธรรมที่ให้นิรโทษกรรมกับคนที่กระทำผิดแลก กับคำสารภาพ และเรื่องตลกร้ายอย่างหนึ่งคือ เพื่อจะได้รับการนิรโทษกรรม อาชญากรต้องเล่าความจริงให้หมดเปลือกถึงความโหดร้ายทุกขั้นตอนที่พวกเขา กระทำ แต่ยิ่งญาติได้ฟังความจริงที่ละเอียดมากขึ้นว่าอาชญากรที่นั่งต่อหน้าพวกเขา โหดร้ายถึงเพียงนั้น ก็ยิ่งยากที่พวกเขาจะทำใจให้อภัยได้ การเรียกร้องให้ฝ่ายที่ตกเป็นเหยื่อเป็นผู้ให้อภัยจึงเป็นการเรียกร้องกับฝ่ายผู้สูญเสียมากเกินไป พวก เขามองว่ากระบวนการทั้งหมดให้ประโยชน์กับฝ่ายผู้ก่ออาชญกรรมมากกว่าฝ่ายที่ เป็นผู้สูญเสีย ญาติส่วนใหญ่มองว่าคณะกรรมการเน้นแต่การได้มาซึ่งข้อเท็จจริง โดยไม่สนใจความยุติธรรม (หมายถึงการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ) เหยื่อได้แต่นั่งมองผู้กระทำผิดลอยนวลไปเฉยๆ เพียงเพราะคนเหล่านี้ไปให้การกับคณะกรรมการว่าก่อกรรมทำเข็ญไปอย่างไรบ้าง จนบางคนบอกว่ามันเป็นความจริงที่แลกมาด้วยราคาที่แพงเหลือเกิน (William 2007) ประการที่สาม ญาติบางคนกล่าวว่าการนิรโทษกรรมของคณะกรรมการขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะ “ปล้น” สิทธิที่พวกเขามีในการฟ้องร้องผู้ที่สังหารคนในครอบครัวของพวกเขา ทำให้พวกเขาไม่สามารถดำเนินคดีกับคนที่มีส่วนฆ่าญาติของพวกเขา (มีครอบครัวหนึ่งฟ้องศาลให้ดำเนินคดีผู้กระทำผิด เพราะพวกเขาไม่ยอมรับอำนาจของคณะกรรมการในการนิรโทษกรรม แต่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าฟ้องไม่ได้ คดีจึงตกไป) หลายคนมองว่ามันเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลแมนเดลาเพื่อประนี ประนอมกับระบอบเก่า ประการที่สี่ มีการวิจารณ์ว่าการนิรโทษกรรมเท่ากับการสร้างบรรทัดฐานที่เลวร้ายไว้ให้กับ สังคมแอฟริกัน เพราะเท่ากับว่าผู้กระทำผิดสามารถลอยนวลและเดินเหินได้เป็นปรกติในสังคม ประการสุดท้าย หลาย คนมองว่าความปรองดองที่คณะกรรมการตั้งเป้าไว้ก็ไม่ได้สำเร็จอย่างที่หวัง เพราะครอบครัวคนผิวดำจำนวนมากยิ่งรู้สึกถึงความอยุติธรรมที่ตนเองได้รับ เมื่อได้ฟังความจริงว่าคนที่เขารักถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดเพียงใด โดยพวกเขาไม่สามารถนำตัวคนที่ลงมือสังหารมารับโทษได้ ในขณะที่ฝ่ายผู้กระทำความผิดที่ถูกปฏิเสธการขอรับนิรโทษกรรมก็พาลรู้สึกว่า กระบวนการนี้มีอคติต่อคนขาว
ทั้งหมดนี้เป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่มองเห็นแต่ความงดงามและความมหัศจรรย์ของแอฟริกาใต้โมเดล
สรุป: ความปรองดองที่เพรียกหาความจริงและความยุติธรรม
ผู้เขียนอยากจะจบบทความนี้ด้วยการคัดลอกข้อความของ Juan E. Mendez ทนาย ความชาวอาร์เจนตินาที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิของนักโทษการเมือง จนถูกรัฐบาลทหารอาร์เจนตินาจับติดคุกและทรมานเป็นเวลาเกือบสองปี หลังได้รับการปล่อยตัวในช่วงปลายทศวรรษ 1970 เขาต้องลี้ภัยไปพำนักในต่างประเทศ และยังคงรณรงค์ต่อสู้ในประเด็นสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดในช่วงปี 2004-2009 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานของศูนย์ระหว่างประเทศว่าด้วยความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (International Center for Transitional Justice) ที่ตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเด็นความยุติธรรมในระยะ เปลี่ยนผ่านให้กลายเป็นวาระระดับโลก เขาพูดถึงความหมายของการปรองดองไว้ในบทความชิ้นหนึ่งอย่างลึกซึ้งจับใจว่า
การ ปรองดองที่แท้จริงไม่สามารถถูกบังคับยัดเยียดด้วยกฎหมายหรือคำสั่งใดๆ มันต้องสร้างขึ้นมาในจิตใจของหมู่มวลสมาชิกในสังคม ผ่านกระบวนการที่ตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคนการ ปรองดองต้องการความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เราไม่อาจเรียกร้อง (หรือคาดหวัง) ถึงการให้อภัย เว้นเสียแต่ว่าคนที่ถูกเรียกร้องให้ทำการให้อภัยได้รับรู้อย่างถ่องแท้ว่า พวกเขาและเธอกำลังจะให้อภัยต่อสิ่งใดการปรองดองจะ เกิดขึ้นได้ภายหลังจากที่มีการแก้ไขและชดเชยให้กับเหยื่อในสิ่งที่พวกเขาสูญ เสียไปแล้วเท่านั้น มันจะเป็นการสร้างความอยุติธรรมรอบใหม่ให้กับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในอดีต หากเราไปเรียกร้องการให้อภัยจากเหยื่อ ในขณะที่บรรดาคนซึ่งจะได้ประโยชน์จากการให้อภัยนั้น ไม่เคยแสดงออกซึ่งความสำนึกผิดหรือยอมรับในความผิดที่พวกเขาได้กระทำลงไปเลย แม้แต่น้อย (Mendez 1997, 274)
เชิงอรรถ
[1] ด้วยบทบาทเชิงรุกที่ก้าวหน้าของศาลอาญาของสเปน (The Audiencia Nacional - National Criminal Court) ทำ ให้เหยื่อของความรุนแรงในหลายประเทศที่ไม่สามารถหาความยุติธรรมได้ในประเทศ ตัวเองไม่ว่าจะเป็นจีน ทิเบต กัวเตมาลา รวันดา อิสราเอล วิ่งไปขอความช่วยเหลือจากศาลสเปนให้ช่วยดำเนินคดีให้ น่าเสียดายว่าเมื่อปีที่แล้ว รัฐสภาสเปนแก้ไขกฎหมายเรื่องเขตอำนาจสากล เพื่อลดทอนแรงกดดันทางการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ โดยให้ศาลสเปนดำเนินคดีได้เฉพาะในกรณีที่ (1) เหยื่อเป็นคนสเปน (2) อาชญากรที่ถูกกล่าวหาอาศัยอยู่ในสเปน หรือ (3) สามารถ แสดงให้เห็นว่าคดีนั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับสเปน ทั้งนี้ก็เพื่อจะควบคุมกระแส "ตุลาการภิวัฒน์" ของพวกผู้พิพากษาหัวก้าวหน้า ดู Steve Kingstone, “Spain reins in crusading judges,” BBC, 25 June 2009, http://news.bbc.co.uk/2/hi/europe/8119920.stm
[2] http://www.icty.org/sections/AbouttheICTY
[3] http://www.unictr.org/Home/tabid/36/Default.aspx
อ้างอิง
ArdittI, Rita (1999), Searching for Life: The Grandmothers of the Plaza de Mayo and the Disappeared Children of Argentina
(University of California Press).
Benomar, Jamal (1993), “Justice After Transition,” Journal of Democracy 4:1, 3-14.
Boraine, Alex (2000), “Truth and Reconciliation in South Africa: The Third Way,” in Robert I. Rotberg and Dennis
Thompson (eds.), Truth V. Justice: The Morality of Truth Commissions (Princeton University Press), 141-157.
Clark, Phil (2010), The Gacaca Courts, Post-Genocide Justice and Reconciliation in Rwanda: Justice without Lawyers
(Cambridge University Press).
Corradi, Juan E. Patricia Weiss Fagen, and Manuel Antonio Garretón (1992), Fear at the Edge: State Terror and Resistance in
Latin America (University of California Press).
du Toit, Andre (2000), “The Moral Foundations of the South African TRC: Truth as Acknowledgement and Justice as
Recognition,” in Robert I. Rotberg and Dennis Thompson (eds.), Truth V. Justice: The Morality of Truth Commissions
(Princeton University Press), 122-140.
Hayner, Priscilla (1994), “Fifteen Truth Commissions- 1974 to 1994: A Comparative Study,” Human Rights Quarterly, 16:4, 600-
655.
Human Rights Watch (1989), Special Issue: Accountability for Past Human Rights Abuses, no.4 (Human Right Watch).
Interview with Charles Villa-Vicencio By Michel Notelid, 27 September 2007 (http://www.nai.uu.se/events/lectures/villa-vicencio_interview/)
Kritz, Neil (1995), “The Dilemmas of Transitional Justice,” in Neil Kritz (ed.), Transitional Justice: How Emerging Democracies
Reckon with Former Regimes, Vol.1 (United States Institute of Peace Press).
Mendez, Juan (1997), “Accountability for Past Abuses,” Human Rights Quarterly, 19:2, 255-282.
Orentlicher, Diane (1991), Settling Accounts: The Duty to Prosecute Human Rights Violations of a Prior Regime,” The Yale Law
Journal, 100, 2539-2615.
Popkin, Margaret and Naomi Roht-Arriaza (1995), “Truth as Justice: Investigatory Commissions in Latin America,” Law & Social
Inquiry, 20:1.
Roht-Arriaza, Naomi (2006), The Pinochet Effect: Transnational Justice in the Age of Human Rights (University of Pennsylvania
Press).
Rosenberg, Tina (1996), The Haunted Land: Facing Europe's Ghosts After Communism (Vintage).
Schwartz, Herman (1994), “Lustration in Eastern Europe,” Parker School of East European Law, 1:2, 141-171.
Thompson, Allan (ed.) (2007), The Media and the Rwanda Genocide (Pluto Press).
Villa-Vicencio, Charles and Wilhelm Verwoerd (2000), “Constructing a Report: Writing Up the “Truth”,” in Robert I. Rotberg and
Dennis Thompson (eds.), Truth V. Justice: The Morality of Truth Commissions (Princeton University Press), 279-294.
William, Kentridge (2007), "Director's Note," in Ubu and the Truth Commission, by Jane Taylor (University of Cape Town Press).
Zalaquett, Jose (1989), “Confronting Human Rights Violations Committed by Former Governments: Principles Applicable and
Political Constraints,” in State Crimes: Punishment or Pardon (Aspen Institute), 23-65.

จาตุรนต์บี้มาร์คอย่าถ่วงคณิตจี้ปล่อยนักโทษแดง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 พฤศจิกายน 2553

นาย จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แสดงความเห็นกรณีที่ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)มีหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 15 พ.ย.ที่ผ่านมาถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอให้ประกันตัวนักโทษการเมืองเสื้อแดง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นการปรองดอง โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ผมอ่าน จดหมายจากคอป.ถึงนายกฯแล้วรู้สึกชื่นชมและยินดีอย่างมาก จดหมายฉบบับนี้เป็นการแสดงความเห็นทั้งทางหลักปรัชญากฎหมาย หลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชนที่ลึกซึ้ง หนักแน่นและแม่นยำอย่างมาก

นอก จากนั้นยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาวิกฤตการเมืองของประเทศนี้ได้เป็น อย่างดี ทั้งนี้คงสืบเนื่องมาจากการได้รับฟังความเห็นของฝ่ายต่างๆ ด้วยความใจกว้าง และผู้ฟังคือคอป.เอง นอกจากมีภูมิรู้ในเรื่องทางหลักการแล้ว ยังมีใจรักความยุติธรรม และตั้งใจที่จะแก้วิกฤตการเมืองไทยให้ได้ด้วย

ในจดหมายฉบับนี้ จะเห็นว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่ทั้งฝ่ายตุลาการ คือศาลและฝ่ายบริหารคือพนักงานสอบสวน อัยการและรัฐบาล แต่ว่าไปแล้วกุญแจที่สำคัญที่สุดในขั้นนี้ก็คือรัฐบาล

โดย เฉพาะนายกรัฐมนตรี ที่กล่าวเช่นนี้เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่สามารถส่งสัญญาณให้พนักงานสอบ สวน และอัยการเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ศาลได้ ข้อมูลที่ว่านอกจากจะได้แก่เหตุผลที่ไม่ควรคุมขังผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไว้ หรือก็คือเหตุผลที่ควรปล่อยตัวเขาเหล่านั้นไปเพราะไม่มีเหตุสมควรจำเป็นให้ ต้องคุมขังคนเหล่านั้นไว้แล้ว ยังได้แก่เหตุผลความจำเป็นและประโยชน์ของการปล่อยตัวที่จะมีต่อการปรองดอง และการแก้ปัญหาวิกฤตของประเทศอีกด้วย

เราได้เห็นความพยายามจากหลายฝ่ายที่จะส่งเสริมให้เกิดการปรองดอง แต่ในระยะหลังๆที่ไม่ค่อยเห็นกลับเป็นบทบาทของรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี

หากนายกฯจะใช้โอกาสนี้ในการให้ความร่วมมือกับคอป.อย่างจริงจังก็อาจช่วยให้กระบวนการปรองดองก้าวหน้าต่อไปได้

คณะกรรมการชุดคณิตยกแม่น้ำทั้งห้าฟันธงมาร์คต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดง

คณะ กรรมการอิสระค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองชุด"คณิต ณ นคร"สรุปผลค้นหาความจริง หลังลงพื้นที่รับฟังทุกกลุ่มขัดแย้งในสังคม เพื่อเยียวยาและป้องกันมิให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาอีกในอนาคต เสนอให้เยียวยา-ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดง

ทั้งนี้นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติได้ทำ หนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 15 พ.ย.2553 ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ(คอป.)เกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรง

ตาม ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง แห่งชาติ พ.ศ.2553 ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.)เพื่อดำเนินการตรวจสอบและค้นหาความจริงที่เป็นรากเหง้าของปัญหาความ ขัดแย้ง และเหตุการณ์ความรุนแรง ให้ปรากฎเป็นที่ประจักษ์ถึงสาเหตุของปัญหา โดยมีเป้าหมายที่จะให้เกิดความเข้าใจ รวมทั้งมีการเยียวยา และการป้องกันมิให้เกิดเหตุความรุนแรงและความเสียหายซ้ำอีกในอนาคต เพื่อส่งเสริมให้เกิดความปรองดองในประเทศไทย และให้จัดทำรายงาน และข้อเสนอแนะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีนั้น

คอป.ขอกราบเรียนว่าในการดำเนิน การตามบทบาทและอำนาจหน้าที่ ที่ คอป.ได้รับในช่วงเวลาที่ผ่านมา คอป.ได้พูดคุย ปรึกษาหารือ และรับฟังความคิดเห็นจากบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกฝ่าย รวมทั้งหน่วยงานและองค์กรจากต่างประเทศ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นตรงกันว่า ปัญหาสำคัญที่อาจเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งและส่งผลให้เกิดความ รุนแรงในอนาคต คือ แนวคิด ทัศนคติและความเชื่อของคนในสังคมบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมในเหตุการณ์ชุมนุมที่มีความเคลือบแคลงสงสัยและไม่เชื่อ มั่นในกระบวนการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ โดยเฉพาะในเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหา การตั้งข้อหาที่รุนแรงเกินความเป็นจริง การจับกุมคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ความรุนแรง การถูกควบคุมตัวในระยะเวลาที่ยาวนาน รวมทั้งกลไกการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม

ความ เชื่อมั่นดังกล่าวแม้จะมิได้มีข้อพิสูจน์ว่าเป็นความจริง แต่ก็อาจส่งผลให้ประชาชนโดยทั่วไปเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และมีการขยายไปในวงกว้างของสังคมมากยิ่งขึ้น นำไปสู่ความเสื่อมศรัทธาในระบบการปกครองของรัฐและกระบวนการยุติธรรม

ด้วย เหตุนี้ คอป.จึงเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับแนวทางของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีได้ริเริ่ม ให้มีการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิพื้นฐานของผู้ที่ถูกดำเนินคดีอันสืบเนื่อง จากเหตุการณ์ความรุนแรง โดยสั่งการให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินการตรวจสอบการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบ คุมตัวจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยมีการอนุมัติการใช้จ่ายเงินจากกองทุนยุติธรรมเพื่อเป็นหลักประกันในการ ปล่อยชั่วคราวบางส่วน แม้การปฏิบัติเช่นนี้อาจจะไม่สอดคล้องกับ หลักการทางวิชาการ เพราะตามกฎหมายไม่ได้เรียกร้องหลักประกันแต่อย่างใด แต่คอป.ก็เข้าใจดีในการกระทำดังกล่าวเพราะในทางปฏิบัติยังมีการเรียกร้อง หลักประกันกันอยู่

เพื่อเป็นการส่งเสริมแนวทางการคุ้มครองสิทธิพื้น ฐานของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาอันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงตามนโยบาย ของนายกรัฐมนตรี คอป.จึงใคร่เสนอข้อสังเกตและมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

1.สิทธิ ที่จะได้รับการปล่อยตัวและสิทธิที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวเป็นสิทธิพื้น ฐานของผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาที่ได้รับการยอมรับเป็นสากล รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 40(7) ก็กล่าวถึง "สิทธิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว" ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 39 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า "ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่มีความผิด" การปล่อยชั่วคราวจึงเป็นข้อยกเว้นอันสืบเนื่องมาจาก "หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัย" (in dubio pro reo) ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 การ เอาตัวผู้ถูกกล่าวหาไว้ในความควบคุมหรือในอำนาจรัฐจึงเป็นการจำกัดสิทธิของ ผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อเสรีภาพของบุคคลอันเป็นสิทธิพื้นฐานที่สำคัญแล้วยัง กระทบถึงโอกาสในการต่อสู้คดีและส่งผลกระทบต่อครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้ กล่าวหาอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ คอป.จึงเป็นว่าหากไม่ มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะก่ออันตรายประการอื่นแล้ว ก็จะต้องปล่อยตัวหรือปล่อยชั่วคราวในทุกกรณี เหตุนี้รัฐบาลจึงพึง ให้ความสำคัญสูงสุดกับการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ต่อศาลเพื่อนำไปสู่โอกาสในการได้รับการปล่อยตัวหรือการปล่อยชั่วคราวผู้ ถูกกล่าวหาในคดีที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อความรุนแรงโดยตรง เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนที่สามารถพิสูจน์ถึงเหตุที่จะสามารถควบคุม ตัวได้ดังกล่าว

อนึ่ง การเรียกหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของประเทศไทย ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการทางวิชาการนั้น การเรียกหลักประกันดังกล่าวควรมีจำนวนน้อยที่สุด

2. คอป.เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำบางส่วน ที่ถูกควบคุมตัวไว้ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อหรือสนับสนุนความรุนแรงในระหว่างการชุมนุม โดยตรง เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้เข้ามามีส่วนร่วมในการนำแนวทางสันติวิธี มาใช้ในการแสวงหาทางออกให้กับบ้านเมือง การปล่อยตัวหรือการปล่อยชั่วคราวแกนนำดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่จะส่งสัญญาณว่าทุกฝ่ายให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับกระบวนการสร้างความปรองดองในชาติ นอก จากนี้ยังเป็นการลดกระแสความเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมไม่มีความเป็นธรรมต่อ ผู้ถูกกล่าวหา อันเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความเชื่อถือในระบบการปกครองของรัฐ อันอาจสร้างความร้าวฉานและความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่อีกด้วย

นอก จากนี้ ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขส่วนหนึ่งให้แกนนำดังกล่าวได้มีส่วนร่วมกับ คอป. องค์กร สถาบันและบุคคลต่างๆ ในการสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางสันติวิธีกับกลุ่มที่มีความคิดต่างในทางการ เมือง อันเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างความปรองดองที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งใน การแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ทุกฝ่ายพึงตระหนักว่าการปล่อยตัวหรือการปล่อยชั่วคราวไม่มีผลให้ผู้ ถูกกล่าวหาพ้นไปจากการถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด อีกทั้งศาลยังอาจสั่งเพิกถอนการปล่อยตัวหรือการปล่อยชั่วคราวได้เสมอหากผู้ ได้รับการปล่อยตัวหรือการปล่อยชั่วคราวกระทำผิดเงื่อนไข

3. คอป.ตระหนักดีกว่าดุลพินิจในการปล่อยตัวหรือปล่อยชั่วคราวบุคคลที่อยู่ใน อำนาจศาลเป็นศาลยุติธรรม แต่ในการที่ศาลจะวินิจฉัยไปในทางหนึ่งทางใดย่อมขึ้นอยู่กับข้อมูลที่องค์กร ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในฝ่ายบริหารเป็นผู้นำเสนอ เพราะตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 72(2) บัญญัติว่า "หมายปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งต้องขังอยู่ตามหมายศาล ให้ออกเมื่อพนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนขอให้ปล่อย โดยเห็นว่าไม่จำเป็นต้องขังไว้ในระหว่างการสอบสวน"

ด้วย เหตุนี้รัฐบาลอาจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐในฐานะพนักงานสอบสวน เช่น ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือแม้แต่สำนักงานอัยการสูงสุด รายงานข้อเท็จจริงและความเห็นเพิ่มเติมที่ชัดเจนว่าการปล่อยหรือการปล่อย ชั่วคราวดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการในการสร้างความปรองดองในชาติอย่างไร ทั้งนี้เพื่อให้ศาลมีข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อประกอบการพิจารณาว่าสมควรที่จะ สั่งปล่อยหรือปล่อยชั่วคราวหรือไม่

อนึ่ง สำหรับสำนักงานอัยการสูงสุดนั้น "ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 หมวดที่ 2 ว่าด้วย "การค้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน" ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้โดยตรงแล้ว และได้กล่าวถึงวิธีดำเนินการไว้โดยละเอียดแล้วด้วย ดังสำเนาระเบียบฯ ดังกล่าวที่ได้แนบมาพร้อมนี้ สำนักงานอัยการสุงสุดจึงอยู่ในฐานะที่จะทำให้เกิดความปรองดองในชาติได้โดย ตรง ตามนัยแห่งบทความเรื่อง "อัยการกับปัญหาความขัดแย้งในชาติ" ที่ได้แนบมาพร้อมนี้ด้วย

4. คอป.ได้ส่งบทความเรื่อง "การเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐและการปล่อยตัวชั่วคราว" มาพร้อมนี้ โดยผู้เขียนบทความดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นถึงสภาพปัญหาในการนำกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญามาใช้โดยไม่สอดคล้องกับหลักการทางวิชาการ และแนวปฏิบัติดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาโดย ตรง

สำหรับเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อต้นปี พ.ศ.2553 นั้น คอป.เชื่อว่าหากมีการปฏิบัติโดยสอดคล้องกับหลักกฎหมายตามแนวทางที่เขียนในบท ความดังกล่าวแล้วจะมีผู้ต้องหาจำนวนไม่น้อยที่สมควรได้รับการปล่อยชั่วคราว เพราะ กรณีไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน และไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะก่ออันตรายประการอื่นอันเป็น "เหตุหลัก" ในการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ ซึ่งเมื่อกรณีมีเหตุหลักดังกล่าวมาแล้วก็จะปล่อยชั่วคราวไม่ได้

แต่ การเอาตัวผู้ต้องหาเหล่านั้นไว้ในอำนาจรัฐที่เกิดจากเหตุแห่งความร้ายแรงของ ความผิดซึ่งเป็นเพียงเหตุเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐที่เป็น "เหตุรอง" นั้น สามารถพิจารณาไปในทางปล่อยชั่วคราวได้ แต่ก็ปรากฏว่าผู้ต้องหาซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบหลายราย ยังถูกควบคุมหรือขังอยู่ในชั้นการดำเนินคดีของเจ้าพนักงานบ้าง ในชั้นการดำเนินคดีของศาลบ้าง

คอป.เห็นว่า ปรากฏการณ์ของการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐดังกล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่เอื้อต่อการปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติตาม ภารกิจของ คอป. และคอป.เห็นต่อไปว่าทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานและศาลในปัจจุบันนั้น หากพิจารณาตามความเห็นทางกฎหมายในบทความที่ส่งมาแล้ว กรณีมีหนทางที่จะปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหลายคนไปเลย หรือปล่อยชั่วคราวได้ เพราะเหตุเอาตัวไว้ในอำนาจรัฐสำหรับบุคคลหลายคนเป็นเพียงเหตุรองเท่านั้น

แม้ ในส่วนที่เกี่ยวกับศาลนั้น กรณีเป็นเรื่องยากที่จะดำเนินการใดๆ ได้โดยตรง เพราะกรณีเกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการซึ่งเป็นเรื่องที่พึง ระมัดระวัง แต่ในส่วนของเจ้าพนักงานนั้น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจก็ดี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี คอป.เห็นว่าน่าจะได้ทบทวนทำความเข้าใจกฎหมายว่าด้วยการปล่อยชั่วคราวกันเสีย ใหม่ตามนัยแห่งความเห็นทางกฎหมายดังกล่าว

ซึ่งหากพนักงานสอบสวนฝ่าย ตำรวจ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการจักได้ศึกษาความเห็นดังกล่าวอย่างเข้าใจและปฏิบัติให้ถูก ต้องสอดคล้องกับหลักกฎหมายแล้ว ย่อมจะส่งผลให้เกิดความเป็นธรรมในการดำเนินคดีตามนัยแห่ง มาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ เพราะมาตรา 40 (7) ที่บัญญัติว่า "ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวด เร็วและเป็นธรรม"

นอกจากนี้ คอป.เห็นต่อไปอีกว่า พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจก็ดี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็ดี และพนักงานอัยการก็ดี มีช่องทางที่จะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในชั้นการดำเนินคดีของตนและของศาลได้ โดยการพิจารณาให้ปล่อยตัวไปเลยหรือให้ปล่อยชั่วคราวเมื่อผู้ต้องหาอยู่ใน อำนาจตน หรือแสวงหาโอกาสที่จะแถลงให้ศาลทราบเหตุผลความเห็นทางวิชาการดังกล่าว สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกขังโดยอำนาจศาล ทั้งนี้ เพื่อศาลจักได้พิจารณาให้เป็นไปตามนัยแห่ง "สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว" ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 40 (7) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

5.นอกจากประเด็นเรื่องการ ปล่อยตัวหรือการปล่อยชั่วคราวซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนแล้ว รัฐบาลควรให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการให้ความช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานตามหลักนิติธรรมและหลักสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับในการต่อสู้คดี อาทิ การจัดหาทนายความ การให้ความช่วยเหลือเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกล่าวหาและครอบครัว อันสืบเนื่องมาจากการต้องถูกดำเนินคดี เป็นต้น

โดยรัฐบาล ควรจัดให้มีกองทุนที่เพียงพอและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการใน เรื่องนี้อย่างจริงจัง อันจะเป็นการป้องกันและลดประเด็นไม่ให้ถูกนำไปขยายผลให้เกิดความเข้าใจผิดใน หมู่ประชาชน และลดความขัดแย้งและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นด้วย



ภาวะผู้นำ-หลัง จากถูกวิจารณ์หนักในเรื่องขาดความเป็นผู้นำในกรณีแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่ โดยโยนให้ลูกน้องคือ"อภิรักษ์"เป็นคนนั่งหัวโต๊ะแก้ปัญหา มาคราวนี้มาร์คออกลายเดิม หลังจาก"คณิต ณ นคร"ยกแม่น้ำทั้งห้าสรุปฟันธงนายกฯต้องปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดง โดยโยนไปให้กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจอีกแล้ว..

มาร์คโยนกลองให้กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจ

ต่อ มาเมื่อวานนี้ (16 พ.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ คอป. ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ ให้มีการประกันตัวแกนนำเสื้อแดงและแนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในขณะ นี้ ว่า ได้ส่งต่อให้กระทรวงยุติธรรมไปดูแล้ว จริงๆ แล้วอำนาจการปล่อยตัวเป็นอำนาจของศาล ซึ่งสิ่งที่คณะกรรมการเสนอมา ก็คือว่า ศาลคงต้องฟังข้อมูลของหน่วยงานด้วย ดังนั้น ก็จะให้กระทรวงยุติธรรมไปดูว่า มีข้อมูลอะไรที่จะสนับสนุนหรือไม่อย่างไร ก็เหมือนกับครั้งที่แล้วที่ประกันตัวมา โดยมีการเสนอมาให้ลองประกัน 5 ราย ปรากฏศาลให้ประกันตัว 3 คน ไม่ให้ 2 คน ดังนั้น จึงเป็นดุลพินิจของศาล ในการขอให้ประกันตัวรัฐบาลก็ต้องมาดูว่า มีเหตุผลหรือเปล่า อย่างกรณีของที่นายคณิตเสนอมา โดยมีเงื่อนไขว่า หากประกันออกมาช่วยทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย จะผิดเงื่อนไขไม่ได้ ซึ่งเราก็ต้องไปดูความจริงด้วย ซึ่งเมื่อมีการเสนอมาเราก็รับฟัง และต้องไปดูข้อเท็จจริงด้วย

ส่วนเมื่ออ่านรายงานที่ นายคณิต ส่งมาแล้วเห็นว่าสมเหตุสมผลหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ความจริงแล้วหลายเรื่องก็ไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ แต่มันเป็นเหมือนกับกระแส หรือความรู้สึก หากเราเพิกเฉยทั้งหมดก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงได้ ซึ่งข้อเสนอรัฐบาลก็ต้องรัฐฟัง และไปพิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไปทำสวนทางกับข้อเท็จจริง เช่น ตัวแกนนำต้องไปดูว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นอย่างไร และให้ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะที่ผ่านมานายวีระได้รับประกันตัวออกมา ก็ไม่เห็นว่า เขาจะทำอะไรที่เป็นปัญหา

ส่วนจะสร้างความสมดุลระหว่างการรักษากฎหมาย กับความปรองดองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ทุกอย่างยังเป็นไปตามกฎหมาย คนเหล่านี้สมมติไปถึงขั้นที่ศาลให้ปล่อยออกมา ก็ไมได้หมายความว่า จะไม่ถูกดำเนินคดี

ส่วนจะให้คำตอบกับสังคมอย่างไร หากคนที่ทำผิดกฎหมายแล้วมาอ้างเรื่องปรองดองนั้น คนเหล่านี้ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ส่วนจะใช้เวลาในการพิจารณาข้อเสนอของนายคณิตเท่าไรนั้น อยู่ที่กระทรวงยุติธรรมจะต้องไปดู ซึ่งจำนวนมีอยู่มาก แค่ 5 คนยังต้องใช้เวลาตั้งนาน หากเป็นแกนนำ คนที่มีความผิดสูงคงจะยิ่งยาก ซึ่งตนจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอข้อเสนอของคณะกรรมการตัดสินอย่างไร ก็ต้องมีคำตอบให้กับสังคม และข้อเสนอที่เสนอมาก็เป็นเพียงส่วนเดียว