WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 19, 2010

"มาร์ค" ไม่กล้าไปร้สเซีย

ที่มา ประชาไท

โดย ice angel



เป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน ที่นายอภิสิทธิ์
ไม่สามารถเดินทางไปประชุมเรื่องระดับประเทศได้
ทั้งๆ ตอบตกลงว่าจะไปเป็นตัวแทนประเทศไทย
และเรื่องที่จะไปก็เป็นเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับประเทศไทยโดยตรง
หุหุ มาร์คอภิสิทธิ์ กลัวการประชุม ไทย ไทยเกอร์ (Thai Tiger)


the 13 nations that are home to wild tigers will meet in St. Petersburg -
Nov. 21-24 - to seek ways to protect the big cats.
They will be looking at different programs,
such as one that Thai officials hope will increase by 50 percent
the number of tigers in the wild here within five years.

ประชุมสุดยอดผู้นำประเทศด้านอนุรักษ์เสือ
( International Forum on Tiger Conservation ระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2553 )
ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สหพันธรัฐรัสเซีย
ซึ่งความจริงรัสเซียเชิญนายกรัฐมนตรีไปร่วมประชุม
แต่บังเอิญว่านายกรัฐมนตรีติดภารกิจต้องร่วมประชุมสภาในการพิจารณาเรื่องการ
แก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมอบหมายให้นายสุวิทย์เดินทางไปแทน




ปล.หลังปฏิบัติการสังหารประชาชนตาย หัวหดไม่กล้าพบปะประชาชน
จนกระทั่งน้ำท่วม ถึงกล้าออกแบบแหยงๆ ตีนก็ไม่กล้าเหยียบน้ำ
พอมาเจอคดีวิคเตอร์บูท ไม่กล้าไปต่างประเทศ
ตอนนี้อาการหัวหดต้องอยู่แต่ในทำเนียบ ตกใจ ตกใจ
เป็นไงหล่ะ อยากกระสันเป็นนายกดีนัก

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: แก้ รธน.โจร-เอาวา!

ที่มา ประชาไท

สลอร์กตัดหน้ามาร์ค! ชิงปล่อยอองซานซูจี ขณะที่อภิสิทธิ์เพิ่งสร้างภาพให้กองทุนยุติธรรมประกันตัวมวลชนเสื้อแดงออกมาได้…ตั้ง 2 คน

โถ อ้างว่าจะช่วย 40-50 คนที่ไม่ได้รับการเหลียวแล เมริงจับเขาคุมขังมา 6 เดือน เพิ่งรู้หรือว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม (DSI ยังสรุปผลการสอบสวนแบบไม่ผิดความคาดหมาย คือเสื้อแดงฆ่าทหาร แต่ไม่รู้ใครฆ่าเสื้อแดง พูดแค่ 6 ศพวัดปทุม ที่ตายเกลื่อนไม่นับ)

เมื่อ เผด็จการทหารพม่าสร้างเซอร์ไพรส์ เผด็จการไทยก็งงเป็นไก่ตาแตก เรื่องขำๆ คือทั้งรัฐบาล ทั้งสื่อ ทั้งนักสิทธิมนุษยชนไทย ยังไม่ทันจะได้โหนกระแสซูจี ก็โดนทักษิณตัดหน้า เลยต้องหันมารวมหัวด่าทักษิณ ว่าทักษิณไม่ใช่ซูจี ประณามเกาะชายผ้าถุง

ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก แต่ไอ้พวกเกาะชายโสร่งสลอร์ก ไม่ยักตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูตัวมั่ง

พม่า ปล่อยซูจีแล้ว ต่อไปนักสิทธิมนุษยชนไทยจะทำมาหากินอะไร เพราะอาชีพหลักที่ผ่านมาคือ หนึ่ง รณรงค์ให้ปล่อยซูจี สอง เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกใน 3 จังหวัดภาคใต้ กับสาม สนับสนุนให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ

วันนี้ซูจีออกมาพูดเองได้แล้ว เคลื่อนไหวเอง ต่อสายตรงไปโลกตะวันตก ไม่ต้องผ่านสถานี relay ที่กรุงเทพฯ พวกแอมเนสตี้หอมลออจึงตกงานไปหนึ่งอย่าง ขณะที่ทางภาคใต้ก็ไม่เห็นจะกล้าแตะทหาร (ซึ่งเพิ่งซื้อกริพเพนอีก 1.6 หมื่นล้าน) ฉะนั้น คงเหลือแต่กลับมาช่วยกันด่าทักษิณ เรียกร้องให้ยอมติดคุกเหมือนซูจีดีกว่ามั้ง

ครั้นจะหันไปด่าทหารพม่า ว่าเป็นประชาธิปไตยจอมปลอม ก็ด่าไม่ออก เพราะพม่าทำเหมือน ตั้งแต่ลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ตัดสิทธิฝ่ายค้าน ตั้งพรรคร่างทรง คงโควต้าอำนาจกองทัพ แม้อาจจะไม่เนียนเท่า (เพราะไม่มีตุลาการภิวัตน์ช่วย)

สื่อ นักสิทธิมนุษยชนไทย เลยเชียร์ซูจีไม่ได้เต็มปาก แต่ต้องชมว่าบางท่านก็กล้าดี เช่น “ท่านขุนน้อย” เขียนในไทยโพสต์ว่า “ประชาธิปไตยตะวันตก” ไม่ใช่คำตอบของพม่า (และของไทย?) ก็ดีไปอย่าง แสดงจุดยืนชัดเจนดี ไม่เป็นอีแอบ ขณะที่ส่วนใหญ่ยังฉวยโอกาสอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย กลบพฤติกรรมในประเทศที่เป็นกระบอกเสียงระบอบอภิสิทธิ์ชน

คอยดูสิ หยุ่นต้องหาทางไปสัมภาษณ์ซูจี สร้างภาพเป็นนักประชาธิปไตยจ๋า

หัน มาดูประชาธิปไตยในประเทศมีแต่เรื่องจริตจะก้านมารยา เช่น บีบให้รัฐมนตรีลาออกก่อนลงเลือกตั้งซ่อม กฎเหล็กกฎแหลอะไร มันก็แค่ดูดีในเชิงนามธรรม แต่ความจริงคือดัดจริตลวงตาคนชั้นกลาง ดูง่ายๆ ว่าฝ่ายค้านที่จะลงสนามสู้กันเขายังไม่เรียกร้องให้ลาออก กลับเป็นรัฐบาลด้วยกันเรียกร้อง

ถึงเวลาลงสนามจริงๆ ต่อให้ไม่เป็นรัฐมนตรี แต่มีนายกฯ ค้ำประกันว่า ชนะกลับมาเมื่อไหร่ตั้งใหม่ทันที ดูซิว่านายอำเภอจักราชจะกล้าหืออีกไหม

อัน ที่จริงเรื่องมันไร้สาระตั้งแต่ตีความให้ ส.ส.พ้นตำแหน่งเพียงเพราะไปซื้อหุ้นบริษัทที่มีสัมปทานรัฐ ซึ่งเปิดขายอยู่ในตลาดหุ้น ชาวบ้านร้านช่องเขาซื้อกันทั่วไป เช่นหุ้น ปตท.มีมากมายมหาศาล ซื้อกี่พันกี่หมื่นหุ้นก็ไม่มีสิทธิครอบงำกิจการ แต่มาร่าง รธน.และตีความให้เถรตรงไปซะงั้น (แก้เกี้ยวทำกับข้าวตกเก้าอี้นายกฯ)

ความพยายามผูกเงื่อนมัดคอนักการ เมืองเนี่ยไม่เคยสรุปบทเรียนกันซักทีว่า “เมืองบุรีรัมย์ไม่เคยสิ้นคนดี” นักการเมืองเขี้ยวลาก วางกฎเกณฑ์อย่างไรมันก็หนีได้หมด สุดท้ายจับได้แต่คนที่หนีไม่ทัน ตัวอย่างเช่น กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้ต้องส่งบัญชีค่าใช้จ่าย คนที่โดนตัดสิทธิคนแรกเพราะไม่ส่งบัญชีคือลุงแคล้ว นรปติ นักการเมืองน้ำดีที่สุดในประเทศไทย กฎหมายเลือกตั้งห้ามสัญญาว่าจะให้ คนที่โดนรายแรกคือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่เผลอไปเอ่ยปากว่าจะยกเงินเดือน ส.ส.เป็นประโยชน์สาธารณะ

รัฐธรรมนูญ 50 ร่างด้วยความพยายามกำจัดทักษิณ ยกทักษิณเป็นแม่แบบ เห็นว่าเป็นปัญหาตรงไหนก็ร่างสกัดตรงนั้น โดยไม่แยกแยะว่าอะไรคือพัฒนาการของประชาธิปไตย ทั้งที่ความจริง ถ้าทักษิณกลับมาเกิดใหม่ หรือมีทักษิณคนใหม่ ไอ้กฎเกณฑ์หยุมหยิมพวกนี้ มันก็หาช่องลอดได้แบบแมวเก้าชีวิตลอดบ่วง ในทางตรงข้าม รัฐธรรมนูญ 50 กลับสร้างผลเสียลิดรอนสิทธิประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย ริบอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ปล้นอำนาจไปให้ตุลาการภิวัตน์และองค์กรอิสระ ที่เป็นเครื่องมือของอำมาตย์ คอยสกัดกั้น บงการ หรือเตะถ่วงอำนาจบริหาร

กระทั่ง รัฐบาลมาร์คที่รับของโจรมา ก็ยังอยู่ไม่ได้ต้องขวนขวายแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 ซึ่งรัฐบาลจะออกแถลงการณ์ระหว่างประเทศซักฉบับก็อาจต้องเอาเข้าสภา ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาจากเรื่อง FTA ซึ่งควรทำแบบอารยะประเทศ อย่างอเมริกา ที่เขาต้องขออนุมัติสภาก่อนเจรจา แต่รัฐธรรมนูญ 50 ทำให้ยุ่งเข้าไว้ โดยเขียนว่ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่เจรจาทำสัญญาระหว่างประเทศ แต่มีข้อยกเว้นดังนี้ 1-2-3-4-5 ถึงอินฟินิตี้..... คือข้อยกเว้นกว้างเป็นทะเลจนไม่รู้ว่าตรงไหนเป็นข้อไม่ยกเว้นที่ควรจะเป็น สาระหลัก

อันที่จริงตัวมาตราก็ยังไม่เท่าไหร่ ถ้ารีบออกกฎหมายลูกมากำหนดเสียให้ชัดว่าอะไรบ้างต้องเอาเข้าสภา แต่พอดี๊ เกิดกรณีแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร เข้าศาลปกครองโกเอนก้า และศาลรัฐธรรมนูญคลิปๆ แล้วมีการตีความขยายข้อยกเว้นเป็นมหาสมุทร คือตีความว่า “อาจจะ” เสียดินแดน แค่ “อาจจะ” ก็ต้องเอาเข้าสภา พอไม่เอาเข้าสภา ออหมักกับออเหล่เลยโดนคดีอาญา

“อาจจะ” ใครจะไปตรัสรู้ละครับ การมองปัญหา การตีความกฎหมาย เป็นเรื่องที่มองต่างกันได้ ระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กับศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ทีศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ยังเห็นต่างกันได้ ไม่ต้องติดคุก แต่ทำไมรัฐบาลเห็นต่างกับศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญกลับจะเอาเข้าคุก

ฉะนั้น ปชป.ก็เสียวเหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณพ่อพันธมิตรออกมาฮึ่มๆ เรื่อง MOU ปี 43 เรื่องการเจรจาปักปันเขตแดน ไว้ใจไม่ได้ เพราะคุณพ่อเล่นตั้งกล่องบริจาค 2 กล่อง เอเอสทีวีกล่องหนึ่ง วีระ-ไชยวัฒน์ อีกกล่องหนึ่ง หยอดผิดกล่องเดี๋ยวเป็นเรื่อง

รัฐบาลมาร์คอยากแก้ ม.190 มานานแล้ว ถึงสะกิดให้ตั้งกรรมาธิการชุดดิเรก ถึงฝั่ง แต่ไปเอาสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ มาก็ยังไม่ถึงฝั่งซะที จนต้องทำน่าเกลียดแบบเสนอมา 5 ประเด็นแก้แค่ 2 ประเด็นในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับตัว (อ้างว่าไม่แก้เรื่องยุบพรรคเพราะคดียุบ ปชป.อยู่ในศาล แต่มันคนละเรื่องกันเลยกับแก้มาตรา 237)

ที่ผมกังขาก็คือ เมื่อเสนอมา 5 ประเด็นแล้วรัฐบาลแก้แค่ 2 ประเด็น แถมยังเอาไปยำในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์แบบนี้แล้ว 19 อรหันต์ชุดสมบัติ ธำ’ ยังแบกหน้าอยู่บนคอได้อย่างไร

คือการที่ใน 19 อรหันต์มีอดีต สสร.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 50 อยู่ แล้วมาเสนอแก้รัฐธรรมนูญที่ตัวเองร่างมากับมือ ทั้งที่ตอนลงประชามติก็ดีเบตกันคอเป็นเอ็น มาตอนนี้ไม่ยักมีเหตุผลชี้แจงสาธารณชน ว่าทำไมถึงเปลี่ยนใจ มันก็แบกหน้าร้อนผ่าวได้ยากอยู่แล้ว

’จารย์สมคิดครับ ทำไมตอนนั้น ’จารย์เห็นด้วยกับเขตใหญ่ ตอนนี้ไหงเห็นด้วยเขตเดียวเบอร์เดียว ทำไมตอนนั้นให้ปาร์ตี้ลิสต์แบ่งเขต ตอนนี้ปาร์ตี้ลิสต์เขตรวม แบบนี้ต่อไป นศ.ที่เรียนกฎหมายกับ’จารย์ จะรู้ได้ไงว่าอันไหนที่’จารย์สอนไว้มันถูกหรือผิด

เปล่า ไม่ใช่แค่รายสองรายด้วยนะ เพราะสิบกว่ารายใน 19 ก็ปกป้องเป็นกองเชียร์ รธน.50 มาทั้งนั้น

อ้าว ซ้ำร้ายร่างมาแล้ว ปชป.ยังสะบัดก้นเย็นเฉียบ กระทั่งมาร์คยังไปพูดในพรรคว่าผิดหวัง นึกว่าสมบัติมีแนวทางเดียวกัน โห ศักดิ์ศรีความเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองของนักวิชาการหายไปไหนหมดครับ

ผม สิกลับชอบใจคำพูดบัญญัติ ที่พูดได้ตรงไปตรงมาดีว่ากรรมการปฏิรูปชุดอานันท์-ประเวศ ไม่ได้ทำอะไรเลย (แต่ได้งบไป 600 ล้าน แล้วพอร่างมา 50 ข้อ รัฐบาลก็คงเอาแค่ 20 ข้ออีกนั่นแหละ)

เข็มมุ่ง: ป่วนแม่มเลย

ใน สถานการณ์ที่ระบอบอภิสิทธิ์กำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ถามว่าฝ่ายประชาธิปไตยหรือรวมทั้งฝ่ายตรงข้ามระบอบอภิสิทธิ์ควรจะมีท่าที อย่างไร จะเอาแบบพรรคเพื่อไทย ไม่ยุ่ง ไม่แก้ ไม่เอาด้วย ยังงั้นหรือ

ใน เบื้องต้น ในแง่เนื้อหา เราต้องยอมรับว่าการแก้รัฐธรรมนูญกลับมาเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว เป็นสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยที่สุดแล้ว ไม่ว่ามันจะทำให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้

เช่น เดียวกับการกลับไปเลือก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์รวมทั้งประเทศ ซึ่งดีกว่าการแบ่งเป็น 8 เขตโดยไม่มีคำอธิบายว่าทำไมจึงต้องเอาสระบุรีไปรวมกับชุมพร โดยที่คนในแต่ละจังหวัดแทบไม่มีจุดร่วมกันทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และเป็นการให้อำนาจ 5 อรหันต์ กกต.จัดแบ่งโดยอาจจะเข้าทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เพียงแต่อาจจะต้องมาดีเบทกันอีกว่า ที่จะลด ส.ส.เขตลงเหลือ 300 นั่นมันเหมาะสมจริงหรือไม่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 สมควรหรือไม่

นั่นมองในแง่เนื้อหา ซึ่งรวมมาตรา 190 ด้วยก็ยิ่งน่าแก้

ถ้า หันมามองในแง่การเมือง เราก็ควรสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปีศาจฟันดำ ไม่ว่าจะแก้มากแก้น้อยหรือแก้มาตราไหนก็ตาม เพื่ออะไร เพื่อทำลายความ “ศักดิ์สิทธิ์” ที่อำมาตยาและพันธมิตรพยายามปกป้องว่ามาจากการลงประชามติของประชาชนทั้ง ประเทศ (ที่ถูกบังคับให้เลือกเพื่อพ้นๆ จาก คมช.และรัฐบาลขิงแก่)

การ แก้รัฐธรรมนูญ 50 ต่อให้แก้มาตราเดียว ไม่สลักสำคัญอะไร ก็เปรียบเหมือนสว่านเจาะทะลุเขื่อน แล้วแรงดันน้ำก็จะทำให้รูรั่วขยายตัวจนไปสู่การพังทลาย

ฉะนั้น ท่าทีของเรา – เรา ที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายซูจีหรือฝ่ายทักษิณ แต่อยู่ตรงข้ามระบอบอภิสิทธิ์ ในกรณีนี้จึงต้องเล่นเป็น นั่นคืออาจจะต้องเล่นตีสองหน้า เล่นเป็นช้างสามเศียร หรือเป็นพรหมสี่หน้าไปโน่น

หน้าที่หนึ่งคือจะต้องประณามการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญเพียงแค่ 2 ประเด็น ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาล ที่จะใช้กระสุนเจาะฐานเสียงพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือภาคอีสาน

หน้าที่ สองคือต้องยุยงส่งเสริมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เรื่องนี้เป็นประเด็น เป็นกระแส ให้พันธมิตรออกมาต้าน ให้ FTA Watch ออกมาต้าน ให้มัน “ป่วน” ที่ไม่ได้หมายความถึงป่วนด้วยกำลังหรือด้วยม็อบ แต่ป่วนในทางเนื้อหา ในการต่อสู้ถกเถียงทางความคิด ให้แพร่หลายไปสู่ประชาชนมีส่วนร่วม

พูด ง่ายๆ คือต้องไม่ใช่เสนอเข้าสภาแล้วจบเห่ สภาไม่รับ ไม่ได้แก้ซักมาตรา อย่างน้อยก็ต้องให้มีการตั้งกรรมาธิการขึ้นถกเถียง ถ้าสามารถผลักดันไปสู่การลงประชามติ ยิ่งเป็นเรื่องดี เป็นการ “ป่วน” ที่มีสาระ

นั่นจะนำไปสู่หน้าที่สามคือ ถ้าสามารถปลุกกระแสดีเบตแก้รัฐธรรมนูญ จาก 2 ประเด็นนี้ก่อน ฝ่ายประชาชนก็จะสามารถแทรกเข้ามาเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่เป็น ประชาธิปไตยยิ่งขึ้น

ประเด็นนี้บัญญัติ บรรทัดฐาน ดักคอไว้แล้วว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะเข้ามาแทรกให้เกิดวิกฤติ ขอบคุณบัญญัติที่กรุณาชี้แนะ เหลือแต่จะทำอย่างไรให้ปรากฏเป็นจริงได้

นั่นต้องอาศัยการผลักดัน สร้างกระแส โดยเริ่มจากแก้ 2 ประเด็นนี้ก่อน มองยาวอย่ามองสั้น แบบพรรคเพื่อไทยที่คิดแค่ว่าแก้เขตเดียวเบอร์เดียวแล้วจะเสียเปรียบในการ เลือกตั้ง ไม่คิดถึงการทลายเขื่อน พัง “รัฐธรรมนูญโจร” ทั้งฉบับในวันข้างหน้า

ล้มฐานอำมาตย์

ถ้า สามารถสร้างกระแสและแทรกเข้าไปเสนอแก้รัฐธรรมนูญได้ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงคือ ต้องปรับแนวความคิดใหม่ มองในเชิงยุทธวิธี ไม่ใช่คิดแต่จะเอารวดเดียวหมดทั้งก้อน เอาชนะทางยุทธศาสตร์ในครั้งเดียว

ที่ จริงผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องศัพท์วิชาการยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีหรอก แต่เขาสอนกันว่ายุทธศาสตร์คือกินข้าวให้หมดจาน ยุทธวิธีคือกินข้าวทีละคำ ซึ่งถ้าเอามามองในกรณีนี้ ก็อยากเสนอว่า เรา-ไม่ว่าฝ่ายซูจีหรือฝ่ายทักษิณ ไม่จำเป็นจะต้องไปเสนอแก้รัฐธรรมนูญให้เอาปี 40 กลับมาแบบเอาชนะทั้งก้อน แต่ทำอย่างไรให้มีการแก้ไขทีละคำ เอาจุดสำคัญที่แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ทีละจุดๆ

ซึ่งถ้ามองโดยส่วนตัวผม เห็นว่าประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในรัฐธรรมนูญ 50 ที่ต้องแก้ และอยู่ใน timing ที่สามารถจุดชนวนให้แก้ไขได้คือ แก้มาตรา 111-120 ยกเลิก ส.ว. สรรหา

ส.ว. สรรหาชุดนี้จะหมดวาระลงในวันที่ 18 ก.พ.2554 คืออีกไม่ถึง 3 เดือน เป็น timing ที่เหมาะเจาะ หากจะมีการรณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิก ส.ว. สรรหา 74 คนที่มาจากการลากตั้งโดยที่ประชุมประธานศาลและองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งไม่มีที่ใดยึดโยงกับประชาชน

ที่จริง 19 อรหันต์ชุดสมบัติ ธำ’ ก็เสนอแก้ประเด็นนี้ แต่เสนอแก้เนื่องจากประเทศไทยมีจังหวัดบึงกาฬ้เพิ่มขึ้นมาเป็นจังหวัดที่ 77 โดยยังไม่มีวุฒิสมาชิกประจำจังหวัด ต้องลด ส.ว. ลากตั้งลงเหลือ 73 (โจ๊กสุดๆ เพิ่มจังหวัดทีก็แก้รัฐธรรมนูญที)

ไอ้การมีจังหวัดที่ 77 มันก็เลยเป็นเงื่อนให้เกิดปัญหาอยู่แล้วตอนจะลากตั้งกันใหม่ในเดือน ก.พ.ปีหน้า

ตรง นี้น่าจะเป็นประเด็นที่สามารถรณรงค์เคลื่อนไหวได้อย่างกว้างขวาง คือไม่ต้องไปเสนอแก้มาตรา 237 มาตรา 309 ให้บิดเบือนกันอีกว่าแก้เพื่อตัวเอง ถามว่าแก้ให้คนกรุงเทพฯ เลือก ส.ว. ได้ 17-18 คนเหมือนเดิม เมริงจะเอาอะไรมาคัดค้านไม่อยากเลือก แน่จริงมาลงประชามติแข่งกันสิ พวกนักรบศรีวิชัยแถวเมืองคอน สุราษฎร์ ยังอยากมี ส.ว. มากกว่า 1 คนเท่าระนอง มันเรื่องไร มีเหตุผลตรงไหนที่จังหวัดใหญ่มี ส.ว. เท่าจังหวัดเล็ก เราเป็นราชอาณาจักร ไม่ได้เป็นสหพันธรัฐเหมือนอเมริกา (ใครค้านด่าแม่มเลยว่านิยมชมชอบระบอบประธานาธิบดี ฮิฮิ)

ถ้าสามารถ จุดกระแสแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิก ส.ว. สรรหา ก็จะเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดง เสื้อมาร์คเสื้อทักษิณ ได้อำนาจคืนไปเท่ากันหมด ถ้าไม่อยากได้ก็แล้วไป ลองดูว่าใครจะค้านมั่ง ประสารรึ คำนูณรึ สมชายรึ จะด่าสภาผัวสภาเมีย ร่างทรงรึ เชิญดูถูกประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งได้ตามสบาย เพราะการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ไม่มีใครเถียงออก นอกจากจะบอกว่า “ประชาชนยังโง่อยู่” จึงต้องพึ่งตุลาการอำมาตย์มาเลือก ส.ว. ให้ เรื่องแบบนี้เอาไปรณรงค์ในทางสากลได้ด้วย เช่น เอาไปลง “สาละวินโพสต์” ขอความช่วยเหลือซูจีเพื่อประชาธิปไตยไทย เพราะไม่แน่ว่าต่อไปเราอาจต้องพึ่งพม่า

3 เดือนนะครับ เป็นช่วงเวลาที่รณรงค์ก่อกระแสได้สบาย ต่อให้แก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ก็เป็นการสร้างกระแสต่อต้าน ส.ว. ลากตั้งชุดใหม่ ตรวจสอบ ไต่สวน การทำหน้าที่ของกรรมการสรรหา คุณจะเอาใครจากไหนมาเป็น มีประวัติอย่างไร มีมาตรฐานหรือไม่ หรือมีหลายมาตรฐาน มีญาติพี่น้อง เลขา ที่ปรึกษา ของใครบ้าง และมีคลิปหรือไม่

รับรองดูไม่จืด เขย่าตรงนี้ก่อน กินทีละคำ แต่คำใหญ่ดี

ใบตองแห้ง 95
18 พ.ย.53

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:6เดือนอำมาตย์เหี้ย-ม

ที่มา Thai E-News

วาทกรรม ความเหี้ย-ม



ดย Ngaesai

จริยธรรม คุณธรรม ยุติธรรม
วาทกรรม อัปรีย์ ไม่มีแก่น
แค่แอบอ้าง หลักการ อ่านตามแกน
แล้วขึ้นแท่น สำราก เป็นหลักกู

ติดอำนาจ ยิ่งกว่า ยาเสพติด
ถูกเป็นผิด โป้ปด น่าอดสู
คนทำชั่ว กลับกลาย ได้เชิดชู
นั่งนิ่งดู คนตาย ไม่ยินยล

ทั้งคนยิง คนสั่ง ยังลอยหน้า
โฉดเขลาชั่ว เลวกว่า สัตว์หน้าขน
ยุคกาขาว สับปลับ สัปดน
ทุรชน อุ้มชู เป็นผู้นำ

เลือดสังเวย คนฆ่า ความป่าเถื่อน
กี่ศพเกลื่อน ตายกลิ้ง ยิงเหยียบยํ่า
ประชาธิปไตย ใครแต่ง ตะแบงคำ
คุมครอบงำ สั่งสม มานมนาน

อ้างกฎหมิ่น กฎหมาย ใช้แอบอ้าง
กฏล่าล้าง กดซํ้า ความร้าวฉาน
ครอบความคิด เบ็ดเสร็จ เผด็จการ
กฎคนพาล กฎมั่ว เพื่อตัวเอง

จริยธรรม คุณธรรม ยุติธรรม
วาทกรรม ซ่อนปม การข่มเหง
ผู้ปกครอง จ้องกร่าง อย่างนักเลง
ดุจตัวเร่ง ความวิบัติ สิ้นศรัทธา

จะปรองดอง กี่ชาติ มิอาจลบ
สร้างภาพกลบ กี่ภาพ บาปยังหนา
วันนี้ชน ตะโกนร้อง ก้องถึงฟ้า
เหี้ย-ม สั่งฆ่า จักต้อง สนองกรรม

*******

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
19 พฤศจิกายน 2553

ตาเขเรียกแขก- "วันที่ 19 จะมีการเคลื่อนย้ายมวลชนจากหลายพื้นที่เข้ามาในกรุงเทพฯ หากเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนุญ ไม่ก่อให้เกิดข้อผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินก็สามารถชุมนุมได้ แต่อย่าทำให้ประชาชนเดือดร้อนหรือสังคมมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ตาม"


ไก่อูหลบ-เมื่อ วานนี้จตุพร พรหมพันธุ์ ไปพบบชน.หารือจัดกิจกรรมรำลึก 6 เดือนวีรชนราชประสงค์ ซึ่งตำรวจขอให้ห้ามจัดกิจกรรมก้าวล่วงสถาบันกษัตริย์โดยเด็ดขาด และขอให้เลิกภายใน1ทุ่ม เคลียร์ถนนเสร็จภายใน2ทุ่ม เพราะสมเด็จพระบรมฯจะเสด็จย่านนั้นตอน4ทุ่ม ก่อนหน้านี้จตุพรไปที่ศอฉ.เพื่อพบไก่อู แต่ไก่อูหลบฉาก ทั้งที่ขู่ฟ่อๆมาตลอด ล่าสุดมีข่าวตลบหลังเรียกจตุพร-พ.อ.ดร.อภิวันท์ไปพบพรุ่งนี้เตรียมยัดข้อ หายอดฮิตหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ภาพ:มติชนออนไลน์ )

ภาพปริศนา?-นอก จากเชิญจตุพรแล้ว บชน.ได้เชิญบก.ลายจุดกับสมยศ พฤกษาเกษมสุข เข้าพบด้วยในวันเดียวกัน โดยบก.ลายจุดนำของกินจากแม็คโดนัลด์ไปฝากผู้การแต้ม(ที่เห็นยื่นมือรับของ) ตามธรรมเนียมไทย ส่วนผู้การแต้มมอบใบปลิวจากบชน.ให้บก.ลายจุดตามวิสัยเจ้าบ้านตามรูปด้าน ล่าง(ดูภาพชุดบก.ลายจุด-สมยศไปบชน.)



***สังคม ข่าวชาวเสื้อแดง ประจำวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เป็นห้วงเวลาครบรอบ 6 เดือนเหตุการณ์19 พฤษภาอำมาตย์อำมหิต โดยที่ความอยุติธรรมยังดำรงอยู่ คนเจ็บยังถูกใส่ร้าย คนตายยังถูกกล่าวหา คนบริสุทธิ์ยังถูกคุมขัง เสรีภาพถูกข่มขืน คุกแน่นไปด้วยผู้ต้องหาทางความคิด..รัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่ตะแบงเรียกหาการปรองดอง และขืนใจให้คนเสื้อแดง"ลืมๆอดีตที่เกิดขึ้น กลับมารักกู เหมือนเดิม"...ถุย!***

***อ้างต้องทำ ตามกฎหมาย แต่ตอนที่ผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน รัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนสั่งไปแก้ไขปัญหา ทหารเฉย ผู้ก่อการร้ายยึดทำเนียบฯ รัฐบาลให้เข้ามาจัดการ ทหารบอกเป็นเรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง แต่พอรัฐบาลเทพประทานสั่งลุยเสื้อแดงที่มีแค่หนังสติ๊กมันลุยฆ่าตายเป็นเบือ พอเขาจะจัดกิจกรรมรำลึกมันเรียกไปแสดงอำนาจ...ไม่รู้มันตาเข หรือตาเอียงกันแน่***

***ข่าวร้อนๆหลังจากจตุพรบุกไปหาไก่อูเช้านี้ เพื่ออธิบายเรื่องจัดกิจกรรมรำลึก 6 เดือนวีรชนราษฎร์ประสงค์ เพราะโดนไก่อู่ขู่ฟ่อๆก่อนหน้านี้ แต่พอไปถึงมันฉากหลบ อ้างว่าให้คุยกับตำรวจ แต่มีข่าวตลบหลังมาว่า พ.อ.ดร.อภิวันท์ วิริยชัย ถูก ศอฉ.เรียกเข้าสอบสวนที่ห้องประชุมกองทัพบก (ตั้งอยู่บริเวณบ้านสี่เสาเทเวศน์) เวลาประมาณ 10 โมงเช้า วันนี้ (19 พ.ย.) คาดว่าอาจจะถูกกล่าวหาเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯมาตรา112 เพื่อสกัดกิจกรรมการชุมนุมรำลึกวีรชนราชประสงค์ครบรอบ 6 เดือน ***

***6 เดือนรำลึกวีรชนราชประสงค์ 19 พ.ย.มีแต่เช้ายันค่ำ

กิจกรรมรำลึกวีรชน 19 พฤษภาคม ครบรอบ 6 เดือนในวันที่ 19 พฤศจิกายนนี้ มีการจัดกิจกรรมหลายกิจกรรม(ไม่ใช่การชุมนุม แต่เป็นกิจกรรมรำลึก ไม่มีพรรคการเมืองไหนพาคนมา เขามากันเอง คนตาเขจงฟัง)

โดย ภาคประชาชนจัดกิจกรรมช่วงเช้าหน้าเรือนจำคลองเปรม เรียกร้องปล่อยแกนนำ บ่ายไปที่DSIเร่งรัดคดีการสังหารเสื้อแดง เย็นย่ำพบกันที่ราชประสงค์รำลึก 6 เดือนวีรชน(คลิ้กดูรายละเอียดกำหนดการกิจกรรมด้านล่าง)

ส่วน แกนนำนปช.นอกคุก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้หารือกับบก.ลายจุด-นายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง โดยกำหนดจะจัดงานรำลึกภายใต้ชื่อ “6 เดือน 6 โมงเย็นราชประสงค์” โดยจะมีกิจกรรมตั้งแต่เวลา 18.00-19.00 น.

“เรา จะใช้เวลาเพียงสั้นๆแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นแล้วจะยุติการชุมนุม ผมจะถือโอกาสนี้ไปไหว้ศาลท้าวมหาพรหม เพื่อดลบันดาลให้บรรดาแกนนำที่โดนควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำได้รับการปล่อยตัว” นายจตุพรกล่าว

*** แถลงการณ์ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีทางสงบสุขต้องปล่อยนักโทษการเมืองทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข

แถลงการณ์ จาก สมัชชาสังคมก้าวหน้าโดยลุงยิ้ม ตาสว่างณ วันที่ 19 พฤศจิกายน ในโอกาสเดินทางมาให้กำลังใจแกนนำถูกจับกุมคุมขังครบ 6 เดือน ในเวลา09.00 น.

เรา ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม มาชุมนุมที่หน้าเรือนจำคลองเปรมแห่งนี้ เพื่อยืนยันว่าเราไม่ทอดทิ้งเพื่อนๆ เสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย ที่ตกเป็นเหยื่อของอำมาตย์และกลายเป็นนักโทษทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักโทษแกนนำ นักโทษประชาชนที่ติดคุกอยู่ต่างจังหวัด หรือนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

เสื้อแดงเป็นขบวนการ เคลื่อนไหวทางสังคมของประชาชนรากหญ้าเพื่อประชาธิปไตยอันเป็นการต่อสู้เพื่อ สิทธิในการแสดงออกทางการเมือง เสรีภาพ ความเสมอภาค 1 คน 1 เสียง มาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล รวมทั้งต้องการปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน เนื่องจากเราเจ็บปวดจากการถูกดูถูกเหยียดหยาม ถูกเลือกปฏิบัติ ปิดกั้น กีดกัน ใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเรา ไม่ให้มีสิทธิมีเสียงและมีอำนาจในการตัดสินใจใดๆ ตามระบอบประชาธิปไตย

เรา ขอยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่มีวันมีประชาธิปไตยและความยุติธรรม ตราบใดที่ยังมีนักโทษการเมือง และถ้าสังคมเราไม่มีประชาธิปไตยและความยุติธรรม สังคมไทยจะไม่มีวันสงบสุข และจะยังคงจมอยู่ในวงจรอาชญากรรมของรัฐแบบเรื้อรังนี้ต่อไป

ดังนั้น เพื่อสร้างความสงบสุขในสังคมไทย สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอเรียกร้องให้รัฐบาลกระทำตามข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

1. ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคนทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
2. ยกเลิกกฎหมายเผด็จการทุกฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ กฎอัยการศึก กฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
3. หยุดการปิดกั้นสื่อทุกชนิด เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออก
4. ทหารที่สั่งฆ่าประชาชนต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง และนำมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม
5. รัฐบาลนี้ต้องลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสูญหายในเหตุการณ์เมษายนและพฤษภาคม 2553


สมัชชาสังคมก้าวหน้า19 พ.ย. 53 หน้าเรือนจำคลองเปรม***

***จดหมายแถลงสื่อมวลชนในการเดินทางมาDSI
19 พฤศจิกายน 2553

ในเวลาประมาณ13.00น.วันนี้(19พ.ย.2553)“แดงทั้งแผ่นดิน” แนวร่วมพลเมืองไท มหาชน เดินทางมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้กำลังใจญาติวีรชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขอพื้นที่คืนสะพานผ่านฟ้า 10 เมษายน 2553 และ กระชับวงล้อมสี่แยกราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553โดยเจตนารมณ์ของญาติ วีรชนผู้ล่วงลับ อันเป็นมติเห็นพ้องของ “คนเสื้อแดงทุกกลุ่ม” ซึ่งปราศจากแกนนำ หรือ การชักนำของบุคคลหนึ่งบุคคลใด

สืบเนื่องจาก การแถลงข่าวของญาติผู้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2553 ณ ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว ชั้น 5 โดยประกาศเจตนารมณ์ในการติดตาม ทวงถาม ผลการปฏิบัติงานในฐานะหน่วยงานสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมฯ ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในวันนี้ และข่าวดังกล่าวได้แพร่ขยายเป็นวงกว้างยังเพื่อนร่วมอุดมการณ์ “แดงทั้งแผ่นดิน” และต้องการมาให้กำลังใจญาติผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในวันนี้นั้น ส่งผลให้ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกแถลงข่าวถึงความคืบหน้าของคดีโดยไม่ชี้แจงรายละเอียดถึงชื่อ สกุล นายทหารผู้ปฏิบัติหน้าที่ 8 นาย บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมที่ DSI สืบสวนและแถลงว่ามีเพียง 3 รายที่อาจจะตายเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ และยังแถลงเพิ่มเติมว่า นายทหารกว่า 12 ราย ตายเพราะกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบสังกัด หรือ ทำให้เชื่อว่า นปช.เป็นผู้ก่อการร้ายและเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าว โดยสืบพยานฝ่ายเดียว

ซึ่งพฤติกรรมการชิงพื้นที่ข่าวในการแถลงผลชันสูตโดยโยนความผิดให้กับกลุ่ม นปช.หรือแกนนำ นปช. และละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในศพอื่น ๆ โดยเฉพาะ ศพของประชาชนรายแรก คือ “นาย สวาท วางาม” ซึ่งถูกยิงศรีษะเปิด สมองกระเด็นตามภาพด้วยกระสุนความเร็วสูง ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เปิดเผยว่าเป็นกระสุนชนิดใด ยิงมาจากจุดใด ใครเป็นผู้ยิง เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติภารกิจในวันที่ 10 เมษายน 2553 หรือไม่ อย่างไร

ญาติผู้ตายและประชาชนส่วนใหญ่ จึงวิตกกังวลว่า การออกมาแถลงข่าวของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ จะเป็นการซื้อเวลา และเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาล ให้สามารถดำรงตำแหน่งจนครบวาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ตลอด ระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ญาติผู้เสียชีวิตได้ใช้ความพยายามติดตามความคืบหน้าของคดีตลอดจนสอบถามมายัง กรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ไม่ได้รับคำตอบใดและไม่มีการเรียกประชาชนที่เห็นเหตุการณ์สอบสวนเพิ่ม เติม จึงเป็นเหตุให้เคลือบแคลงและสงสัยได้ว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ และเจ้าหน้าที่ผู้ทำสำนวนสืบสวนทั้งคณะ มีพฤติกรรมประพฤติมิชอบในการปฏิบัติราชการ หรือ มีคำสั่งหนึ่งคำสั่งใดจากรัฐบาลซึ่งเปรียบเสมือนจำเลยของประชาชนในการสั่ง สลายการชุมนุม ให้ DSI ชะลอคดีเพื่ออำพรางพฤติกรรมหลังจากประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บ อันเนื่องมาจากการสั่งการสลายการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมาหรือไม่

การเดินทางมาสอบถามความคืบหน้าของคดีของญาติผู้เสียชีวิต และการมาให้กำลังใจของคนเสื้อแดงครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกเพื่อสอบถามข้อมูลข่าวสารรูปคดีตามสิทธิ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานราชการที่ญาติผู้เสียชีวิตพึงได้รับ และคนเสื้อแดงภาคประชาชนทุกกลุ่ม ลงมติร่วมกันว่าจะให้เวลา DSI 7 วัน หากยังไม่ได้รับคำตอบอาจเลือกวิธีพักค้างแรมเพื่อทวงถามการละเลยการปฏิบัติ หน้าที่และเรียกร้องเพื่อให้ได้คำตอบเร็วที่สุด โดยปฏิบัติตามข้อกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยสงบภายใต้กรอบสันติวิธี และไม่ละเมิดคำสั่งเจ้าพนักงานในการบังคับใช้ พรก.ฉุกเฉิน ทุกกรณี

การเคลื่อนไหวนับจากนี้ไป จะเป็นการถามหาความจริงจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน ตลอดจน เรียกร้องถึงจริยธรรม คุณธรรม ต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ปรากฏว่ามีคนบาดเจ็บกว่า 2 พันราย และเสียชีวิต 91 ศพ ในห้วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้แสดงความเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน โดยการพิจารณาตนเองประกาศยุบสภา และนำพาประเทศไปสู่ความปรองดองอย่างแท้จริง โดยปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ทำหน้าที่อย่างโปร่งใส มิใช่ถูกกดดันหรือครอบงำด้วยอำนาจรัฐที่เปรียบได้กับสถานการณ์ในปัจจุบัน

“คนสั่งการและเกิดเหตุคนบาดเจ็บล้มตาย จะแต่งตั้งคณะหนึ่งคณะใดมาสืบสวนสอบสวนเพื่ออำพรางคดีให้ตนพ้นผิดมิได้”

ปฏิญญาแด่ดวงวิญญาณวีรชน “คนอยู่ สู้เพื่อคนตาย”

“แดงทั้งแผ่นดิน” แนวร่วมพลเมืองไท มหาชน***

***ขอนแก่นอุปสมบทหมู่105รูปอุทิศแก่วีรชน

ก่อน หน้านี้ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่วัดธาตุพระธาตุอารามหลวง จังหวัดขอนแก่น มีพิธีบรรพชาอุปสมบทหมู่แกนนำและแนวร่วมคนเสื้อแดงขอนแก่น จำนวน 105 รูป โดยจะบวชเป็นเวลา 7วัน และระหว่างนั้นจะออกบิณฑาตจากคนเสื้อแดงทั่วทั้งภาคอีสานด้วย

นายธนิ ก มาสีพิทักษ์ แกนนำเสื้อแดงขอนแก่น กล่าวว่า การจัดพิธีอุปสมบทหมู่ เพื่อเป็นกุศลให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต จากการต่อสู้ทางการเมืองเมื่อเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคนเสื้อแดงที่ถูกกลั่นแกล้งทางการเมืองมาเผชิญวิบากกรรมในขณะนี้ ซึ่งมีคนเสื้อแดงหลายคนถูกจอง จำอยู่ในเรือนจำหลายๆ ที่ในประเทศ บางท่านต้องหลบหนีไปต่างประเทศ นอกจากนี้ การบวชเพื่อขออุทิศส่วนกุศลให้กับพี่น้องที่ต่อสู้ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมาจนมาถึงปัจจุบัน

"การต่อสู้ของคนเสื้อแดงต้องมี กิจกรรมทาง การเมืองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีกิจกรรมสัญลักษณ์และกิจกรรมทางศาสนาควบคู่กันไป เพราะพวกเราไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจแต่อย่างใด จึงต้องดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ควบคู่ไปกับกิจ กรรมทางศาสนา ซึ่งจะเน้นไปที่บุญกุศลเป็นส่วนใหญ่ เราจะสู้จนถึงที่สุด" นายธนิกกล่าว***

****************

ย้อนรอยรายงานข่าวเหตุการณ์อำมาตย์ทมิฬ 13-20 พ.ค.2553นาทีต่อนาที โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์






ต่อ ไปนี้เป็นรายงานข่าวและภาพเหตุการณ์ ทั้งภาพถ่าย คลิปวิดิโอเหตุการณ์ที่เราเรียกว่า"อำมาตย์ทมิฬ"ในช่วงระหว่างวันที่ 13-20พ.ค.2553 ไล่เรียงนาทีต่อนาทีตลอด24ชั่วโมงของแต่ละวัน เพื่อเป็นหลักฐานและเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจมีใครบิดเบือนได้


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีอำมาตย์อำมหิตประจำวันที่ 20 พ.ค.:ปิดฉากอำมาตย์อำมหิต (ภาพไฮไลต์:ผู้ชุมนุม รวมทั้งหน่วยกาชาดอาสาที่ถูกสังหารในวัดปทุมฯเขตอภัยทาน)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 19 พ.ค.:อำมาตย์ทมิฬบีบแกนนำจำนน แต่คุมไม่อยู่เกิดการจลาจลลุกลาม (ภาพไฮไลต์:รัฐบาลใช้กำลังบีบให้แกนนำยอมจำนน และประกาศยุติชุมนุมกะทันหัน ทำให้บานปลายเป็นการจลาจลที่ควบคุมไม่ได้)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 18 พ.ค.:อำมาตย์ กระหายเลือดล้มโต๊ะเจรจาวุฒิสภา เปิดสงครามขยี้เสื้อแดง(ภาพไฮไลต์:ทหารที่ติดสัญลักษณ์สีชมพูที่หมวกและรถ ถังบุกเข้าพังบังเกอร์ผู้ชุมนุมเพื่อเข้าปราบปราม หลังจากรัฐบาลหักหลังล้มโต๊ะเจาจาที่วุฒิสภาเป็นคนกลาง)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 17 พ.ค.สูญเสียเสธ.แดง-เส้นตายมาร์คทมิฬไร้ผล ผุดเวทีย่อยหลายจุดต้านล้อมปราบ(ภาพไฮไลต์:ความพยายามช่วยชีวิตผู้ชุมนุมมีทั้งการตั้งเวทีย่อยหลายจุด ส่งหนังสือร้องเลขาUN พระสงฆ์บิณฑบาตขอชีวิต ขอพึ่งบารมีในหลวง)



-รายงานนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 16 พ.ค.:รัฐก่อการร้ายคนที่ตายล้วนแต่ผู้ชุมนุม กับหน่วยช่วยเหลือชีวิต ไม่มีทหาร ไม่มีปะทะมีแต่ฆ่าตามใบสั่งอำมาตย์ทมิฬ(ภาพไฮไลต์:พ่อแม่ผู้สูญเสียแสดงภาพลูกที่เป็นพนักงานมูลนิธิกู้ภัยแห่งหนึ่งถูกสังหาร)



-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่15พ.ค.:ทหารหน่วยซุ่มยิงระยะไกล(สไนเปอร์)ยิงสังหารผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ (ภาพไฮไลต์:หน่วยสไนเปอร์ยิงสังหารผู้ประท้วงมือเปล่า)


-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 14 พ.ค.:ทหารประกาศเขตกระสุนจริง และภาพ'ปะทะ'ที่ไม่มีในสื่อกระแสหลัก(ภาพไฮไลต์:ผู้ชุมนุมที่ต่อต้านใช้อาวุธตามมีตามเกิดคือหนังสติ๊ก และบั้งตะไลสู้กับทหารที่ใช้กระสุนจริงยิงสังหาร)

-รายงานข่าวนาทีต่อนาทีประจำวันที่ 13พ.ค.:พวก มันเรียกการฆ่าหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยว่า"กระชับพื้นที่" เริ่มจากสไนเปอร์สังหารเสธ.แดง(ภาพไฮไลต์:นาทีสไนเปอร์สังหารเสธ.แดงและคำ บอกเล่าพยานต่างชาติถูกทหารห้ามพูดว่ารู้เห็นอะไร) และรายงานสดจากพื้นที่เพิ่มเติม(คลิ้ก)

-รายงานข่าวชนวนเหตุการณ์อำมาตย์อำมหิต:มาร์คฉีกสัญญาสันติภาพ ยกเลิกวันเลือกตั้ง14พ.ย.เดินหน้าปราบนองเลือด(ภาพไฮไลต์:อภิสิทธิ์กลืนน้ำลาย กร้าวยกเลิกวันเลือกตั้ง ยื่นคำขาดเสื้อแดงยุติชุมนุม ไม่เช่นนั้นต้องจัดการเด็ดขาด)


หมายเหตุ:ขอ ขอบคุณมิตรสหายผู้สื่อข่าวภาคพลเมืองภาคสนาม ภาพข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศ ท่านที่ส่งข้อเขียน และภาพถ่าย ภาพเหตุการณ์ทุกท่านไว้ในโอกาสนี้****************

Thursday, November 18, 2010

‘เทมาเส็ก’สอนมวย 'หุ้นชิน'ใกล้กำไร

ที่มา บางกอกทูเดย์

เทมาสิก



5 ปีหลังรัฐประหาร
ซื้อ7หมื่น3-คืนทุนแล้ว 6หมื่นห้า!!
เวลา ตลาดหุ้นไทยขยับตัวสูงขึ้น ดูเหมือนว่ารัฐบาล โดยเฉพาะนายกรณ์ จาติวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะตีปีก ว่าเป็นผลงาน เป็นความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อรัฐบาล

ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ตลาดหุ้นไทยนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการที่มีเม็ดเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามา เพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท และเก็งกำไรในตลาดหุ้นของไทยเป็นหลัก

เนื่อง จากการลงทุนในสหรัฐ และในยุโรป อยู่ในภาวะที่ไม่เพียงยากที่จะทำกำไร แต่ยังมีความเสี่ยงสูงอีกด้วย เพราะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐและในยุโรปยังไม่คลี่คลาย สหรัฐยังคงมีการพิมพ์ธนบัตรดอลลาร์ออกมาเพิ่มขึ้นตลอดเวลา จนทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง เป็นผลให้ค่าเงินของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย มีค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่อ นักลงทุนเห็นว่าทิศทางค่าเงินบาทของไทยอ่านเกมง่าย เนื่องจากรัฐบาลไทยซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มักจะเลือกทำตัวเป็น “Good Boy” ในสายตาของรัฐบาลสหรัฐในแทบทุกเรื่อง แม้กระทั่งการกระตือรือล้นรีบส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท อย่าทันอกทันใจอเมริกา จนแม้แต่ภรรยาของวิคเตอร์ บูท ยังมาร่ำลาสามีไม่ทัน

ดังนั้นเมื่อ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เลือกที่จะเล่นบทเป็นเด็กดีให้สหรัฐพอใจเช่นนี้ การแข็งขึ้นของค่าเงินบาท จึงเป็นเรื่องที่บรรดากองทุนต่างชาติ และนักลงทุนต่างประเทศอ่านได้ไม่ยาก จึงมีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้ 2 เด้งง 3 เด้ง ทั้งกำไรค่าเงินบาท กำไรจากอัตราดอกเบี้ยไทยที่สูงกว่าดอกเบี้ยในสหรัฐและในอังกฤษ ซ้ำยังมีกำไรจากแคปปิตอล เกน จากดการที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้น เพราะมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามา

ซึ่งรัฐมนตรีคลัง นายกรัฐมนตรี แะ ครม.ของไทย ก็พากันเป็นปลื้มเอาดื้อๆว่าเป็นเพราะผลงานของรัฐบาลทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้น

แต่ การที่ดัชนีหุ้นไทยร่วงหนักติดๆกันในรอบนี้ เป็นการสะท้อนได้อย่างชัดเจนว่าที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเพราะเงินทุนไหลเข้าไม่ใช่เพราะฝีมือรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เนื่องจากว่าพอต่างชาติพร้อมใจกันเทขาย เพราะเกิดความกังวลว่าประเทศจีนเตรียมขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ

รวม ถึงความวิตกในเรื่องปัญหาหนี้ในยุโรป ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นออกมาทั่วภูมิภาคเอเซีย ดัชนีหุ้นของไทยจึงร่วงทะลุระดับดัชนี 1,000 ขุด ลงมาแอ้งแม้ง ที่ 990.13 จุด ต่ำกว่าระดับพันจุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เพราะในวันที่ 16 พฤศจิกายน ต่างชาติมีการขายหุ้นไทยเป็นจำนวน 5,515.76 ล้านบาท ในขณะที่วันที่ 17 พย. ต่างชาติก็ยังคงมีการขายหุ้นไทยทิ้งออกมาอย่างต่อเนื่องอีก 6,415.83 ล้านบาท หุ้นไทยจึงยืนไม่อยู่

ฉะนั้นจึงเป็นข้อพิสูจน์ได้อย่าง ชัดเจนว่า ที่ผ่านมาหุ้นขึ้นไม่ใช่เพราะฝีมือของนายกรณ์ นายอภิสิทธิ์ แต่ขึ้นเพราะเงินทุนไหลเข้ามาจำนวนมาก ดังนั้นเมื่อต่างชาติเทขายหุ้น จึงทำให้ดัชนีหุ้นไทยร่างลงมาต่ำกว่า 1,000 จุดอย่างที่เห็น

อย่างไร ก็ตามในความเป็นจริงอีกประการหนึ่งที่ตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมามี การปรับตัวสูงขึ้น ก็เป็นเพราะความแข็งแกร่งของบรรดาบริษัทในตลาดหุ้นเอง ไม่ใช่เพราะผลงานของรัฐบาล

โดยนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงการที่ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลดลงในช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ทั้งมาตรการที่ดูแลเกี่ยวกับค่าเงินในเอเชีย รวมทั้งความวิตกเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้ในยุโรป ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ในหลายภูมิภาค ไม่เฉพาะตลาดหุ้นไทยเท่านั้น

ทั้ง นี้ พื้นฐานของตลาดหลักทรัพย์ไทยยังคงมีความน่าสนใจ โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในภาพรวมของไตรมาส 3 ของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 25% และหากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 17%

ดังนั้นจึงขอให้ ผู้ลงทุนมั่นใจในพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งยังคงมีโอกาสที่ดี สำหรับผู้ที่ต้องการหาผลตอบแทนจากการลงทุน นอกจากนี้ ในช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ยังมีเม็ดเงินเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อลงทุนในกองทุนรวม LTF และ RMF จึงถือเป็นจังหวะที่ผู้ลงทุนจะเลือกตัดสินใจลงทุนได้

นี่จึงเป็นอีกประจักษ์พยานหนึ่งที่ชัดเจนว่า ที่ผ่านมาหุ้นไทยขึ้นเพราะอะไร ขึ้นเพราะฝีมือรัฐบาลชุดนี้จริงๆหรือ???

ที่ สำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะปัญหาการขัดแย้งทางการเมือง การปลุกเร้ากลุ่มม็อบพันธมิตร รวมทั้งการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ต่างหากที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีปัญหา

และยังทำให้เกิดผลกระทบทางธุรกิจ ตามมาสารพัด อย่างเช่นกรณีของกลุ่มชิน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตกเป็นเหยื่อเกมการเมือง เกมปลุกเร้าม็อบของกลุ่มพันธมิตร

แต่จะเห็นว่าล่าสุด นายสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ปี 2553 ว่า บริษัทมีผลกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 1,844.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากส่วนแบ่งกำไรในบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เพิ่มขึ้น 25.2%

ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทมีมติวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นกรณีพิเศษจากกำไรสะสมในอัตรา 2.37 บาทต่อหุ้น รวมเป็นจำนวนเงิน 7,586 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากเงินปันผลพิเศษที่บริษัทจะได้รับจากเอไอเอส ในอัตราหุ้นละ 6.00 บาท กำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น 26 พฤศจิกายนนี้ และจ่ายปันผลในวันที่ 9 ธันวาคมนี้

ซึ่งจากการรวบรวมผลประกอบการใน ช่วงไตรมาส 3 ของกลุ่มชินฯ 4 บริษัท คือ ชินฯ เอไอเอส บริษัทไทยคม จำกัด(มหาชน) และ บริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 6,496.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.24% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเอไอเอส มีกำไรสุทธิ 4,892.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.9% ชินฯกำไร 1,844.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.8% ไทยคม ขาดทุน 313.26 ล้านบาท ลดลง 716.89% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 50.78 ล้านบาท และซีเอสฯ มีกำไร 73.46 ล้านบาท ลดลง 6.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

และบริษัทชินฯและเอไอเอสได้มีการจ่ายเงิน ปันผลพิเศษเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่ไม่ได้มีการลงทุนโครงการ 3 จี ส่งผลให้กลุ่มเทมาเส็ก สิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้รับเงินปันผลจำนวนมาก

โดยหากนับ ตั้งแต่ปี 2549 ที่กลุ่มเทมาเส็ก เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในชินฯโดยการซื้อหุ้นจากครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ( 54.43%) และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้งส์ จำกัด (41.68%) รวมเป็นสัดส่วน 96.11% กลุ่มเทมาเส็กฯได้รับเงินปันผลจากบริษัทชินฯแล้ว 11.8 บาทต่อหุ้น รวมเงินปันผลพิเศษครั้งล่าสุด 2.37 บาทรวมเป็น 14.17 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 43,597.71 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้รับเงินปันผลทางอ้อมจากการปันผลของเอสไอเอส ผ่าน SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD. ซึ่งถือหุ้นเอไอเอสอยู่ 568,000,000 หุ้น หรือ 19.14% อีก 33.2 บาทต่อหุ้น รวมปันผลพิเศษครั้งนี้อีก 6 บาท รวมเป็น 39.2 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่า 22,265.60 ล้านบาท

รวมเงินปันผลที่กลุ่ม เทมาเส็กได้รับจากการลงทุนใน 2 บริษัทตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 65,863.31 ล้านบาท จากวงเงินที่ใช้ในการซื้อชินคอร์ปจาก ครอบครัวชินวัตร ทั้งสิ้น 73,000 ล้านบาท

เท่ากับว่าระยะเวลาประมาณ 5 ปี กลุ่มเทมาเส็กก็แทบจะคืนทุนได้แล้วจากเงินปันผลที่ได้รับ โดยที่ไม่ต้องทำอะไร และไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยววุ่นวายกับธุรกิจอย่างที่กลุ่มขั้วอำนาจที่ชิงอำนาจ ทางการเมืองมาได้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 49 พยายามกล่าวอ้างว่า การขายหุ้นในครั้งนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของธุรกิจปกติ แต่เป็นการขายชาตินั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเกมทำลายล้างกันทางการเมืองทั้งสิ้น

เพราะมาวันนี้ ผลประกอบการและการได้รับเงินปันผล ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ที่กลุ่มเทมาเส็กตัดสินใจซื้อหุ้นชินในครั้งนั้น เป็นการมองเฉพาะอนาคตทางธุรกิจเป็นหลัก

ไม่ได้คิดจะฮุบหรือครอบงำ อะไรอย่างที่มีการพยายามกล่าวหาเลย เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่ากลุ่มเทมาเส็กไม่ได้ดิ้นรนทำอะไรเลย รับแต่เงินปันผลเท่านั้นเอง

รายงาน: วสุ สุริยะแก่นทราย “เขาคิดว่าผมตายแล้ว”

ที่มา ประชาไท

อุเชนทร์ เชียงเสน









หลังจากเพื่อนอาสมัครได้พบกับลุงวสุ สุริยะแก่นทราย อายุ 59 ปี เหยื่อจากสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่เดินทางไปยื่นหนังสือที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ กระทรวงยุติธรรม สายของวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 พวกเรา 4 คน ได้เดินทางไปเยี่ยมและเก็บข้อมูลที่ร้านข้าวขาหมู ในพื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ซึ่งเจ้าของเป็นคนเสื้อแดงและคอยช่วยเหลือดูแลซึ่งกันละกันมา

เดิม ลุงวสุ และ ป้ากูลกิจ สุริยะแก่นทราย อายุ 58 ปี ภรรยา ทำงานเป็นลูกจ้างโรงงานทอผ้าในย่านนั้น ต่อมาในปี 2543 และ 2544 ลุงและป้าได้ออกจากงานตามลำดับ โดยลุงหันมาทำอาชีพทำยาหม่อง-น้ำมันสำหรับนวด และรับจ้างนวดแผนโบราณตามบ้านต่างๆ ซึ่งมีรายได้พอสมควร ไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก

ป้ากูลกิจเล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร และบอกกันต่อหน้าศาลพระภูมิ “ถ้ามีการชุมนุมประท้วงคุณลุงไปนะ” นอกจากนั้น ยังไม่พอใจการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำผ้าอนามัยที่ใช้แล้วไปทำพิธีกับพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 และการปิดสนามบิน “คุณไปทำไม นั่นเป็นเศรษฐกิจของชาติ ฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรอก ถ้าเป็นต่างจังหวัดก็เฉพาะคนไทย แต่นี่สุวรรณภูมิ เดือดร้อนกันไปเท่าไหร่” หลังจากนั้น ลุงวสุก็ออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องเมื่อมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงทั้งใน กรุงเทพและในจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งช่วงเมษายนปีที่แล้ว ลุงกับเพื่อนเจ้าของร้านขาหมู จะออกไปชุมนุม กลับบ้านและออกไปอีก ในลักษณะนี้โดยตลอด ขณะที่ตัวป้าเองไม่สามารถที่จะเข้าร่วมการชุมนุมได้เพราะเป็นโรคภูมิแพ้อัน เนื่องมาจากการทำงาน

ในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในปีนี้ ลุงวสุและเพื่อนบ้านก็ไปชุมนุมเหมือนกับครั้งที่ผ่านมา โดยจะไปรวมกลุ่มกับผู้ชุมนุมที่มาจากภาคอิสาน (บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ) ที่ตั้งเต็นท์อยู่ใกล้กับสี่แยกคอกวัว แต่ในวันที่ 8 เมษายน 2553 เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการสลายการชุมนุม ป้าก็ได้ตัดสินใจออกไปชุมนุมด้วย แต่เนื่องจากเป็นผู้หญิงจึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น “แม่ครัว”

เหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ขณะที่ป้าทำอาหารอยู่ที่เต็นท์ ลุงวสุและเพื่อนๆในกลุ่มซึ่งได้รู้จักกันระหว่างชุมนุมได้ “ออกไปดูสถานการณ์” ข้างนอก และกลับมาในตอนเที่ยงวัน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ลุงก็ออกไปแถวโรงเรียนสตรีวิทยาอีก

นี่เป็นการเจอกันสุดท้ายก่อนที่จะพบลุงวสุอีกครั้งที่โรงพยาบาลในสภาพที่ไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่

ก่อน ออกไป ลุงยื่นเงินจำนวน 100 บาท ให้เพื่อนผู้ชายในกลุ่มที่มีอายุมากแล้วเช่นเดียวกัน ให้อยู่ที่เต็นท์ คอยดูแลป้าและคนอื่นๆ ซึ่งป้าเพิ่งรู้ภายหลังจากที่ลุงออกไปแล้ว เนื่องจากถามว่า “ทำไมไม่ออกไปเหมือนกับคนอื่น” และลุงคนนั้นเล่าให้ฟัง

ห้า โมงเย็นกว่า ขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดมากขึ้นทั้งที่อนุสาวรีย์และสี่แยกคอกวัว เพื่อนที่ไปด้วยกันวิ่งกลับมาที่เต็นท์ ป้าถาม “อ้าวไหนผัวฉันละ ไปด้วยกันทำไม่เอากลับมาด้วย” เพื่อนตอบ “จะเอากลับมาได้อย่างไร พวกฉันต่างคนต่างก็หนีตายมา”

พวกเราไม่มั่นใจว่าลุงจะสามารถที่พูด คุยมากน้อยขนาดไหน จึงสนทนากับป้าเป็นหลัก แต่เมื่อถึงเหตุการณ์ที่ถูกทำร้าย ลุงวสุก็พยายามเล่าเอง และป้าก็เลยให้ลุงช่วยเล่าให้ฟัง

แม้ลุงวสุจะไม่ได้สามารถระบุสถาน ที่เกิดเหตุได้อย่างแน่ชัด แต่สามารถจำนาทีนั้นได้ ลุงเดินมือเปล่าเข้าไปหาทหารเพื่อห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรง สลายการชุมนุม เพราะคิดว่าหาก “คนแก่เข้าไปห้าม คิดว่าเขาจะไม่ทำอะไร” และถ้าหากเป็นคนหนุ่มไปเผชิญหน้ากับทหาร จะเกิดปะทะกันได้ “เราแย่แน่ ไม่ปลอดภัย และ (จึง) บอกให้คนหนุ่มหลบไป” และบอกทหารว่า “ทำอย่างนี้ไม่ดี อย่าทำอย่างนี้ ลุงขอร้องเหอะ เราคนด้วยกัน คนไทยด้วยกัน อย่าทำอย่างนี้... บอกอย่างนี้ มันเล่นเราเลย ทหารนะ อ้าวตีผมทำไม ทีนี้ไม่ฟังแล้ว... ตีตุ๊บตุ๊บตุ๊บ (นึกในใจ) กูตาย กูไม่เหลือแล้ว อนาคตกูแค่นี้”

ลุงวสุถูกตีที่บริเวณศีรษะและลำตัวจนสลบอยู่กับ ที่และถูกนำไปส่งถึงโรง พยาบาลกลางเวลาประมาณ 6 โมงเย็น ก่อนจะฟื้นขึ้นมาในอีก 3 วันต่อมา คนที่เห็นเหตุการณ์และจำลุงได้ ได้โทรศัพท์ไปบอกญาติที่ต่างจังหวัดว่า ลุงวสุเสียชีวิตแล้ว แต่เมื่อทราบภายหลังว่ายังไม่เสียชีวิต เขาก็ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์อีกเลย

ผลจากการ “โดนของแข็ง” ทำให้สมอง (ด้านซ้าย) ได้รับการกระทบกระเทือนและมีเลือดคั่งในสมองต้องทำการผ่าตัด และทำให้แขน-ขาขวาไม่สามารถที่จะใช้งานได้อย่างปกติ โดยจากเอกสารรับรองความพิการ ออกโดยโรงพยาบาลกลาง เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ระบุว่า “การใช้ภาษาพูด” “การเคลื่อนไหว แขน ขา และเท้า (อ่อนแรง แขนขาขยับไม่ได้)” “ลักษณะทั่วไปของร่างกาย” และ “ความสามารถทางการเรียนรู้” “บกพร่อง” และลงความเห็นว่า “ส่งต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอมีบัตรประจำตัวคนพิการตามกฎหมาย”

หลังจาก เหตุการณ์ ป้าได้เข้าแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งในวันที่ 18 เมษายน 2553 แต่จนกระทั่งบัดนี้ ยังไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีการเรียกสอบปากคำแต่อย่างใด ระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาล นางพยาบาลได้บอกกับป้าว่า “ลุงนี่เป็นหลักฐาน ให้รักษาตัวให้ดี” และผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ได้เข้าไปสัมภาษณ์ ได้ให้คำแนะนำว่าให้ “หาที่หลบไปสักพักหนึ่งก่อน”

เมื่อออกจากโรง พยาบาลกลางในปลายเดือนเมษายน ป้าจึงตัดสินใจพาลุงวสุไปอยู่ในสวนซึ่งมีญาติพี่น้องส่วนหนึ่งคอยช่วยกัน ดูแล และเข้ารักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน โดยใช้สิทธิของผู้ประกันสังคม ที่ลุงจ่ายเงินสบทบไว้หลังออกจากงาน แต่ก็ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม แพทย์ท่านหนึ่งพูดกับป้าว่า “เสื้อแดงหรือ ผมไม่รับรักษาหรอก” และมีการแนะนำให้ลาออกจากการเป็นผู้ประกันสังคมเพื่อแลกกับการรับเงินเพียง 40,000 บาท

ปัจจุบัน แม้อาการของลุงจะดีขึ้นบ้าง จะพูดได้บ้างแล้ว แต่แขน-ขาด้านขวา ไม่สามารถใช้งานได้ ป้าต้องประคองหรือนั่งรถเข็นตลอดเวลาเมื่อต้องออกไปไหนมาไหน โดยป้าได้หันไปหาวิธีการรักษาตามแผนโบราณ เช่น ฝังเข็ม การนวด เป็นต้น โดยหวังว่าลุงวสุจะดีขึ้นกว่านี้

แม้จะมีรายได้จากหอพักซึ่งสร้าง เสร็จไม่นานมานี้จำนวนหนึ่ง แต่ก็พอๆกับหนี้เงินกู้ที่นำมาก่อสร้างซึ่งต้องจ่ายคืนให้กับธนาคารในแต่ละ เดือน การที่ลุงไม่สามารถทำงาน หาเงินได้ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเพื่อการรักษาตัว ทำให้ลุงและป้าประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ป้ายื่นสมุดบัญชีธนาคารให้พวกเราดู มีเงินอยู่ 1400 บาท จากเดิมที่มีอยู่ 400 บาท และมี “คนใจบุญ” 2 คนโอนมาให้คนละ 500 บาท

เพื่อนของเราถามลุงวสุว่า “ยังสู้ไหม” ลุงตอบทันที “สู้ซิ”

หมาย เหตุ: สำหรับผู้ที่มีภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว หรือเห็นเหตุการณ์ที่ลุงวสุถูกตีจนได้รับบาดเจ็บ กรุณาส่งข้อมูล หรือติดต่อเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริงได้ที่ uchane19@hotmail.com และสามารถบริจาคช่วยเหลือลุงและครอบครัวโดยตรงได้ที่ นางกูลกิจ สุริยะแก่นทราย เลขที่บัญชี 467-0-40776-7 ออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต

ประชาธิปไตยกับหลักสิทธิเสรีภาพ

ที่มา Thai E-News

ประชาธิปไตยกับหลักสิทธิเสรีภาพ


โดย รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ที่มา Arinwan foum

"ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)" ประกาศว่า

ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติ ศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ

ข้อ 19 ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็นและการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพในการที่จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกสอดและที่ จะแสวงหา รับและแจกจ่ายข่าวสารและความคิดเห็นไม่ว่าโดยวิธีใดๆ และโดยไม่คำนึงถึงเขตแดน


แต่หากย้อนกลับมาดูเหตุการณ์ ต่างๆที่เกิดในประเทศที่ประกาศตัวว่าเป็นประชาธิปไตยกลับพบว่า นับจากการต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2548 โดยการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง นักวิชาการบางส่วน และสื่อสารมวลชนที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับสื่อในเครือผู้จัดการ ได้เกิดปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติทางการเมืองระบอบประชาธิปไตย และถูกนำมาขยายความจนกระทั่งมีฐานะเป็นความคิดครอบงำในการต่อต้านการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย นั่นคือการใช้ "สัญลักษณ์" โดยใช้ "เสื้อเหลือง" เป็นสัญลักษณ์ต่อต้าน "ระบอบทักษิณ" ของกลุ่มการเมืองที่ในเวลาต่อมาพัฒนาสู่ "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)" อีกทั้งมีการเคลื่อนไหวในลักษณะ "อิงแอบ" สถาบันเบื้องสูงมากขึ้น

กระทั่ง หลังปฏิบัติการ "ฉีกรัฐธรรมนูญ/ปล้นประชาธิปไตย" (แม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบุรณ์ก็ตาม) ภายใต้การปกครองของ "รัฐบาลอำมาตย์/ขุนศึก" ซึ่งค้ำจุนโดยฝ่ายทหาร ผู้ก่อการยึดอำนาจการปกครองรัฐบาลพลเรือนเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง โดยประกาศชื่อของตนเองชนิดยาวเหยียดเพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอม ว่า "คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)" นำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ตามมาด้วยการเปลี่ยนถ่ายชื่อเป็น "คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)" ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์กรหลักที่มีหน้าที่รักษาสันติภาพและเสรีภาพภาย ใต้การกำกับขององค์การสหประชาชาติ

ทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อสร้างความชอบธรรมจอมปลอม!

เป็น ความชอบธรรมจอมปลอมต่อเนื่องในแทบทุกพฤติกรรมปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ความพยายามโยงเสื้อสีเหลือง/ผ้าพันคอสีฟ้า ของผู้นำกลุ่ม พธม. เพื่อบิดเบือนและอิงแอบสถาบันเบื้องสูง ในการโจนตี ใส่ร้าย การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย จะโดยในเสื้อสีแดง (ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเสื้อสีเหลือง) หรือการเคลื่อนไหวโดยกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ หรือไม่อย่างไรก็ตาม

นั่นคือความพยายามของฝ่าย ปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ในอันที่จะแยกพลังประชาธิปไตย ออกจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่รักเสรีภาพ รักประชาธิปไตย และคัดค้านระบอบอำมาตย์/เผด็จการซ่อนรูป

ไม่ว่าจะพิจารณาจากจุดยืนใด ความขัดแย้งระหว่าง มวลชน "เสื้อแดง" ที่ประกอบด้วยกลุ่มพลังประชาชนหลากหลายแนวทาง ที่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง นำโดย "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" กับ มวลชน "เสื้อเหลือง" ที่นำโดย พธม. ซึ่งสนับสนุนการขับไล่รัฐบาลประชาธิปไตย และมีส่วนขับเคลื่อนไปสู่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เองนั้น...

เป็นเพียงบริบทหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างพลังประชาธิปไตยกับพลังปฏิกิริยา/ปฏิปักษ์ประชาธิปไตย

ความ พยายามของรัฏฐาธิปัตย์ปัจจุบัน ที่สะท้อนนัยในการสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยาฯ ก็ดี หรือการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม พธม. ตลอดชั่วระยะเวลา 3 ปีมานี้ก็ดี ไม่เพียงบ่งชี้ถึงการใช้นโยบายเลือกปฏิบัติในการบังคับใช้กฎหมาย หรือ "นโยบาย 2 มาตรฐาน" หากบ่งชี้อย่างชัดเจนในความเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย บนหลักการพื้นฐาน เสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

และ ความชัดเจนนั้นถูกนำมาฉายซ้ำอีกครั้งในคำสั่งและแนวโน้มห้ามคนเสื้อแดงใส่ เสื้อสีแดงทำกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทง อันเป็นท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบสังคมอารยะในโลกปัจจุบันอย่างไม่อาจโต้ แย้งเป็นอย่างอื่น

ดังกล่าวมาข้างต้นใน "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights)" และประกอบกับใน "คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง (Déclaration des droits de l'homme et du citoyen de 1789)" อันเป็นเอกสารสำคัญซึ่งเกิดขึ้นในสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยกำหนดให้สิทธิของปัจเจกชนและสิทธิมวลชนเป็นสิทธิสากล โดยประกาศเป็นครั้งแรกถึงศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ข้อ 1. มนุษย์ทั้งหลายเกิดมาและทรงไว้ซึ่งเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมกันใน (การมีและการใช้) สิทธิประการต่างๆ ความแตกต่างทางสังคมไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะเช่นไรก็ตาม จะมีขึ้นได้ก็แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะร่วมกันเท่านั้น

ดังนั้น ไม่ว่าการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง จะมีรูปแบบหรือเนื้อหาประการใด จะมีเป้าหมายเฉพาะหน้าหรือเป้าหมายในที่สุดอย่างไร ตราบเท่าที่การเคลื่อนไหวนั้นหาได้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอื่นๆ นั่นหมายความไม่อาจมีอำนาจใดมาระงับยับยั้งสิทธิเสรีภาพนั้นได้ และแม้ว่าอำนาจนั้นๆ จะเป็นตัวรัฏฐาธิปัตย์ในสถานะใดสถานะหนึ่ง ก็ย่อมหมายความว่ารัฏฐาธิปัตย์นั้น ละเมิดหลักการพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่ว่า "สิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ หรือเสรีภาพ ย่อมไม่อาจถูกกำจัดหรือกำจัดได้ โดยสิทธิบัญญัติ หรือกฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้นมาใช้ แม้ว่ากฎหมายนั้นจะมีชื่อเรียกว่า รัฐธรรมนูญ"

ดังเช่นใน "คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง" ประกาศไว้ในข้อ 16. ว่า "สังคมใดมิได้มีหลักประกันแห่งสิทธิทั้งปวงและมิได้มีการแบ่งแยกอำนาจโดย ชัดเจน สังคมนั้นย่อมปราศจากรัฐธรรมนูญ"

นั่นย่อมหมายความว่า รัฐธรรมนูญที่ไม่สามารถให้หลักประกันในสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือยิ่งไปกว่านั้น ย่อมไม่อาจถือเป็นรัฐธรรมนูญแห่งระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย

และ รัฏฐาธิปัตย์ที่ใช้อำนาจที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญดังกล่าว ย่อมหมายถึงรัฏฐาธิปัตย์ที่ไม่ชอบด้วยการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอธิบายได้ด้วยคำกำจัดความเพียงสถานเดียวว่าเป็น

"รัฏฐาธิปัตย์แห่งการเผด็จอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย".

เปิดโฉมใครคือ"19โนเนม"ปริศนา!ขาใหญ่เงินบริจาค "พรรคเนวิน"ที่มิใช่ "กรุณา ชิดชอบ"

ที่มา มติชน




เนวิน-กรุณา ชิดชอบ


หากพลิกยอดเงินบริจาคพรรคภูมิใจไทยของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ในร่มเงานายเนวิน ชิดชอบ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552- กันยายน 2553 (รวม 17 เดือน) จะพบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือมียอดสูงถึง 54 ล้านบาท

ทว่าที่น่าสนใจกว่านั้น นอกจาก บริษัท เชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัด ของนายคะแนนบุญสุภา พ่อตานายเนวินจำนวน 3 ล้านบาท และ นางสนองนุช ชาญวีรกูล ภรรยานายอนุทิน ชาญวีรกูล 2 ล้านบาท รวม 5 ล้านบาท อันเป็น เรื่อง “ปกติ”แล้ว

ที่เหลือล้วนเป็นบุคคล “โนเนม” ทางการเมืองแทบทั้งสิ้น

1. นายพิสิษฐ์ อำไพพิพัฒนกุล

2. นายสุธี มีบุญมี

3. นายเจริญ รุจาโสภณ

4. นายบุญสุข สุริยนนท์

5. นายมีน ธเนศวาณิชย์

6. นางสาวศิริพร โกศลสมบัติ

7. นายพีระศักดิ์ ศรีรุ่งสุขจินดา

8. นายพรชัย สุนิศทรามาศ

9. นายจำเริญ ศรีสมบัติไพบูลย์,

10. นายวิสุทธิ์ ขันศิริ

11. นายยิ่งศักดิ์ พงษ์ช้าง

12. นางสาวบรรณสี ธเนศวาณิชย์

13. นายสิทธิชัย สุรัชตชัยพงศ์

14. นางสาววัฒนา เอี่ยมอร่ามศรี

15. นายวสันต์ กระจ่างเมธีกุล

16. นางสุขศรี ปึกขาว

17. นายชาญชัย สุรัชตชัยพงศ์

18. นายพรชัย สุนิศทรามาศ

19. นายวิวรรธน์ สรรพกิจทิพากร

รายละเอียดของแต่ละเดือนมีดังนี้

ปี 2552 (พฤษภาคม-ธันวาคม ) พรรคภูมิใจไทยได้รับเงินบริจาครวม 35,570,000 บาท

เดือนพฤษภาคม 5 ล้านบาท บริษัท เชียงใหม่ คอนสตรัคชั่น จำกัด ของนายคะแนนบุญสุภา พ่อตานายเนวิน 3 ล้านบาท และนางสนองนุช ชาญวีรกูล ภรรยานายอนุทิน ชาญวีรกูล 2 ล้านบาท

เดือนกรกฎาคม 2 ล้านบาท จาก นายพิสิษฐ์ อำไพพิพัฒนกุล

เดือนสิงหาคม 3 ล้านบาท ผู้บริจาค 2 รายคือ นายสุธี มีบุญมี จำนวน 2 ล้านบาท และ นายเจริญ รุจาโสภณ 1 ล้านบาท

เดือนกันยายน 14 ล้านบาท จำนวน 7 รายๆ ละ 2 ล้านบาท ได้แก่ นายบุญสุข สุริยนนท์ ,นายมีน ธเนศวาณิชย์ , นางสาวศิริพร โกศลสมบัติ , นายพีระศักดิ์ ศรีรุ่งสุขจินดา , นายพรชัย สุนิศทรามาศ, นายจำเริญ ศรีสมบัติไพบูลย์, และ นายวิสุทธิ์ ขันศิริ

เดือนพฤศจิกายน 4,260,000 บาท นายยิ่งศักดิ์ พงษ์ช้าง 2 ล้านบาท และ นางสาวบรรณสี ธเนศวาณิชย์ 2 ล้านบาท

เดือนธันวาคม ไม่มีการบริจาค

ปี 2553 ยอดรวมทั้งสิ้น 18,480,000 บาท แบ่งเป็น

เดือนมกราคม จำนวน 2,260,000 บาท มากสุด นายสิทธิชัย สุรัชตชัยพงศ์ 2 ล้านบาท

เดือนกุมภาพันธ์ จำนวน 4 ล้านบาท นางสาววัฒนา เอี่ยมอร่ามศรี 2 ล้านบาท และ นายวสันต์ กระจ่างเมธีกุล 2 ล้านบาท

เดือนมีนาคม จำนวน 2,770,000 บาท นางสุขศรี ปึกขาว 2 ล้านบาท

เดือนเมษายน ไม่มีเงินบริจาค

เดือนพฤษภาคม จำนวน 2,490,000 บาท ในจำนวนนี้ นายชาญชัย สุรัชตชัยพงศ์ 2 ล้านบาท

เดือนมิถุนายน จำนวน 2,240,000 บาท ไม่มีรายละเอียด

เดือนกรกฎาคม ไม่มีเงินบริจาค

เดือนสิงหาคม จำนวน 2,480,000 บาท นายพรชัย สุนิศทรามาศ 2 ล้านบาท

เดือนกันยายน จำนวน 2,240,000 บาท นายวิวรรธน์ สรรพกิจทิพากร 2 ล้านบาท

ประเด็นที่ต้องตั้งคำถามก็คือพวกเขาเหล่านี้เป็นใครกัน?

อินเตอร์เน็ตกับการเมือง: ผ่านมุมมอง"พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ -สาวตรี สุขศรี "

ที่มา มติชน



ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่ากระแสของข่าวสารหรือข้อมูล ข่าวสารบนอินเตอร์เน็ตค่อนข้างแพร่หลาย และเกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารได้เร็ว โดยเฉพาะสังคมโลกออนไลน (Social Network) ที่เข้าไปมีอิทธิพลกับคนทุกรุ่นทุกวัย และในอนาคตเชื่อว่าจะมีแนวโน้มเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดของคนทั่วโลกมากขึ้น ชนิดที่ว่าหายใจเข้าออกเป็นอินเตอร์เน็ตหรือมองตัวเองผ่านโลกไซเบอร์อยู่ ตลอดเวลา ด้วยอิทธิพลและบทบาทของอินเตอร์เน็ตนี้เองทำให้เกิด "สื่อพลเมือง" ซึ่งในที่นี้ก็หมายความถึง "สื่อพลเมืองเน็ต" ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์, อีเมล, ทวิตเตอร์, เฟซบุ๊ค และการติดต่อสื่อสารในยุดโลกาภิวัฒน์ ซึ่งก่อนหน้านี้คำว่าสื่อพลเมืองอาจจะไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จะเกิดอาการส่ายหน้า เพราะแต่ก่อนคนธรรมดาทั่วไปจะเข้าถึงการสื่อสารแบบตัวต่อตัวหรือแบบเห็นหน้า กัน (face to face) แต่ปัจจุบันคนไทยกว่า 4.6 ล้านคน มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ค (facebook.com) ที่เป็นการสื่อสารแบบสองทาง สะดวก เป็นกันเอง และให้ความบันเทิงได้ขณะเดียวกัน

ความ เคลื่อนไหวในวงการอินเตอร์เน็ตนั้น แน่นอนว่าย่อมเกิดทั้งผลดี ผลเสีย หรือมีทั้งประโยชน์และโทษต่อสังคม ประชาชน โดยเฉพาะการเมืองที่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ ซึ่งได้ตอกย้ำความสำคัญของสื่อพลเมืองมากยิ่งขึ้น และจากเวทีการสัมนา "การเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ตและภาระของตัวกลาง" ซึ่งจัดโดย เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ และศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อวันที่ 17 พฤษจิกายน 53 ก็ได้นำเสนอประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต และหัวข้อที่น่าสนใจที่หยิบมานำเสนอก็คือ "พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับการเมืองเรื่องอินเตอร์เน็ต"

ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองในแง่ของนักรัฐศาสตร์ ซึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือมองอินเตอร์เน็ตในฐานะสังคมใหม่สังคมหนึ่ง ถ้าคนมีมุมมองของสังคมวิทยาเข้ามากำกับก็ควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย หรือควรทำความเข้าใจธรรมชาติของสังคมอินเตอร์เน็ตแค่ไหน แน่นอนคือคงไม่มีคำตอบเดียว ประเด็นนี้ก็ถือเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม กล่าวคือ เมื่อปี 2549 หากย้อนไปดูในงานวิจัยต่าง ๆ แล้ว ความสนใจเรื่องอินเตอร์เน็ตมีมานาน ก็เหมือนสังคมหนึ่งที่เกิดขึ้นมานาน หรือเมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมา เมื่อเราศึกษาสังคมมันก็จะมีอะไรใหม่ ๆ มีการเปลี่ยนแปลง (Modernization) มันมีสังคมใหม่ที่แตกต่างจากสังคมเดิม หรือมองว่ามันเป็นกรอบใหม่กับกรอบเก่า คือ จะโลกออนไลน์กับออฟไลน์มันต่อเนื่องกันอย่างไร ทั้งนี้โลกออฟไลน์ก็ไม่ได้ล้าสมัย แต่เสมือนมีอีกโลกหนึ่งเกิดขึ้นมา แต่ก่อนกรอบใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะมันมีอะไรที่ตื่นเต้นในโลกอินเตอร์เน็ต มันไม่ใช่กรอบการเมืองที่แท้จริง

"แม้กระทั่งคำใหม่ที่เกิดขึ้น "ชิมิ" ที่หลายคนมองว่าเป็นวิบัติคำนั้น มันก็เกิดมาจากการพัฒนาด้านอินเตอร์เน็ต และเป็นพลวัฒน์ของสังคม เพราะคนใช้ต้องการความรวดเร็วขึ้น สะดวก ก็เลยเกิดการย่อคำ เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับสังคม ซึ่งเป็นโลกที่คนโบราณใช้ไม่เป็น หากเราไม่เข้าใจพื้นฐานของสังคมวิทยาแล้ว เราก็เข้าใจการเมืองในอินเตอร์เน็ตยาก"

เมื่อก่อนการทำรัฐประหาร เมื่อปี 2549 ต้องตั้งคำถามว่า อินเตอร์เน็ตเขามองเรื่องอะไร ส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องวิตกว่าสังคมเป็นอย่างไร ซึ่งมันทับซ้อนกับสิ่งที่วิตกในสังคมอยู่แล้ว แต่คนรุ่นใหม่ที่ได้เครื่องมือใหม่ก้คืออินเตอร์เน็ต จากการศึกษาอินเตอร์เน็ตก็จะวนเวียนอยู่ 2 เรื่อง คือ ศึกษาในฐานะที่เป็นเครื่องมือ อีกแบบหนึ่งก็ศึกษาว่าโลกไซเบอร์เป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเทียบกันแล้วก็คือการเมืองในยุคนั้นเป็นอย่างไร เมื่อคนไทยเริ่มนิยมอินเตอร์เน็ต ช่วงแรกเริ่มประมาณ 1 ล้านคน เริ่มสนใจ เริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้น

"ทั้ง นี้การเมืองในอินเตอร์เน็ตในยุคแรกค่อนข้าง มีลักษระเป็นสากล ประเด็นใหญ่ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณธรรม เรื่อเว็บโป้ ลามกอนาจารเป็นส่วนใหญ่ เครือข่ายผู้ปกครองจะเข้ามาดูมาก ถ้าเป็นสงครามในอินเตอร์เน็ตยุคนั้น รัฐยังไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการต่อสู้ของคนที่เข้าไปใช้มากกว่า แต่ภายหลังรัฐก็ได้มีกรอบกฎหมายออกมา แต่ล่าช้ากว่า ประเด็นใหญ่กว่านั้นมันเป็นการสู้ภายในประชาสังคม โดยเฉพาะเรื่องศีลธรรมเพราะโลกอีนเตอร์เน็ตถูกแบ่งออกเป็น 2 โลก คือ โลกที่อยู่ในเว็บบอร์ด เป็นการใช้คำหยาบแต่ไม่มีการหมิ่นเบื้องสูง และโลกหนึ่งคือโลกที่ขาวสะอาดหรือเว็บที่ใช้เป็นเครื่องมือ"

จุด เปลี่ยนผันอันต่อมาคือ เมื่อมีการทำรัฐประหาร ความรู้สึกที่ว่าการต่อต้านสรุปแล้วพยายามหาทางออกหรือเพิ่มขึ้น มันสำคัญตรงที่เมื่อการเมืองเปลี่ยน เริ่มมีกลุ่มต่อต้าน ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ปรากฎบนอินเตอร์เน็ต สุดท้ายก็คือว่าการเมืองในอินเตอร์เน็ตมันซับซ้อนมากขึ้น เมื่อก่อนที่จะมีกฎหมายต่าง ๆ นั้น สังคมก็เรียกร้องว่าการที่ออกมาถกเถียงกันนั้นมีตัวตนจริงหรือเปล่า คุณเป็นใครในอินเตอร์เน็ต ซึ่งพื้นฐานสังคมเหล่านี้มันรองรับโครงสร้างกฎหมายบางอย่าง หลังจากนั้นการเมืองอินเตอร์เน็ตมันเฟื่องฟูมากขึ้น รัฐก็อยากจัดระเบียบให็ได้ แต่คนยุคใหม่มันเหมือนว่าไม่มีที่จะไป คนเลยเข้าไปอยู่ในนั้นกันหมด ท้ายที่สุดเป็นพื้นที่ในการต่อสู้ที่สลับซับซ้อน

ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการทางด้านกฎหมาย อย่างอาจารย์สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อม โยงประเด็นที่ว่าอินเตอร์เน็ตกับการเมือง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับการเมือง และพรบ.คอมพิวเตอร์กับอินเตอร์เน็ต ว่าในที่สุดแล้วทั้งหมดทั้งมวลเกี่ยวข้องกันอย่างไร ทั้งในระดับระหว่างประเทศและระดับประเทศ แท้จริงแล้วอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการสื่อสารที่มีอิทธิพลอย่างมากกับการ เมืองการปกครอง มีปัจจัยในรูปแบบบริการ

ไม่ว่า social network, blog ฯลฯ ต่อมามันมีเนื้อหาที่ถูกทำให้ปรากฎมันมีลักษณะเป็นการเมือง ที่ไม่ใช่ในยุคหลังด้วยซ้ำไป เพราะการก่อให้เกิดอินเตอร์เน็ตนั้นมันมาจากการเมือง เพื่อเพิ่มช่องทางในการติดต่อสื่อสารในการรบ ให้ต่อเนื่อง แม่นยำ สมัยเมื่อสงครามของอเมริกาหรือสมัยสงครามโลก เกิดการคิดค้นเครือข่ายต่าง ๆ ขึ้นมา ฉะนั้นการเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ตมันเข้าไปเกี่ยวพันกับการเมืองแล้ว

นอก จากนี้อินเตอร์เน็ตได้เข้าไปมีอิทธิพลในวงการการศึกษา หรือบันเทิง ถูกนำมาใช้มากขึ้น กับบทบาทของสื่อทางเลือก ถูกนำมาใช้ในทางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะการเมืองในประเทศของแต่ละประเทศ ที่สำคัญก็คือว่ามันไม่ใช่การเมืองของภาครัฐแล้ว แต่กลับเป็นสื่อพลเมืองแทน เราจึงปฎิเสธไม่ได้ว่าอินเตอร์เน็ตถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งทาง การสื่อสาร ฉะนั้นมันมีความเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก แต่ก็จะหนักไปทางที่ว่าอินเตอร์เน็ตที่ถูกจัดว่าเป็นสื่อทางเลือกนั้นจะอยู่ ตรงข้ามรัฐบาล ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลบางประการมีพื้นที่ในการแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญคือตอบรับอุดมการณ์ทางประชาธิปไตย และมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่ต่างจากสื่อกระแสหลัก

"ในประเทศไทยก่อน หน้านี้ก็หนักไปในเรื่องบันเทิง พอยุคปลายทักษิณมันมีองค์ประกอบที่ว่าคนเข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ต่อมาคือหลังจากการรัฐประหารแล้วคนก็เริ่มอึดอัดใจในทางการเมืองมากขึ้น สื่อกระแสหลักมันลดทอนความหลากหลายลง มันเป็นเอกภาพของฝ่ายเดียว ซึ่งในทางประชาธิปไตยมันจะมีความเห็นในทิศทางเดียวกันไม่ได้ สุดท้ายมันมีพฤติกรรมของรัฐบางประการที่ใช้อำนาจปิดกั้นสื่อหรือแทรกแซงสื่อ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจัยหรือองค์ประกอบเหล่านี้ย่อมทำให้อินเตอร์เน็ทเข้ามามีบทบาททางการ เมืองและเข้ามาประสานงานกับบริการรูปแบบใหม่ ๆ อย่างเช่นเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์"

แต่ก่อนอินเตอร์เน็ตกับการเมืองมี คนเข้าดูไม่กี่กลุ่มหรือมีไม่กี่บล็อค แต่ต้องยอมรับว่าบางทีคนไทยก็เบื่อกับการอ่านอะไรที่ยาวเกินไป พอเจอพวกเทคโนโลยีใหม่ ๆ มันก็เลยแพร่หลาย แต่ก็ไม่เหนือไปจากกลุ่มโทรทัศน์และวิทยุ เพราะมันยังเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อยู่ แต่การเข้าถึงมันมีจุดแข็งมากกว่า โดยที่ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องเกรงกลัวบางมุม ก็อย่างเช่น การมีซอกลึกลับ ทำให้คนที่คิดเหมือนกันเข้ามาเจอกันได้ บางคนไมเคยพบเจอกันมาก่อน แล้วรัฐก็ไม่สามารถปิดได้

พูด ง่าย ๆ คือ "ฆ่าไม่หมด" อันต่อมาคือ คนที่เข้าไปใช้อินเตอร์เน็ตนั้นมันมีอะไรบางอย่าง อาจจะมีเงิน มีเวลา มีการศึกษา ซึ่งคนเหล่านั้นอาจจะไม่รู้เรื่องการเมืองเลย หรือรู้น้อย แต่รัฐมักจะมองว่ามีอิทธิพลที่ส่งผลกระทบต่อรัฐ จุดแข็งต่อมาคือ อินเตอร์เน็ตมันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่สำคัญกันคนต่างประเทศได้ดี มีศักยภาพ สุดท้าย การเมืองอินเตอร์เน็ตสามารถกระจายข่าวได้เร็ว กว่ารัฐจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไม่ ได้คือเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของพ.ร.บ.ทางด้านเทคโนโลยี แต่ก่อนเมื่อมีการร่างเมื่อ พ.ศ.2541 ก่อนที่จะนำมาบังคับใช้จริงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย แต่ที่เกิดมาได้เพราะกระแสอาชญากรรมทางด้านคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเท่านั้น แต่ก่อนที่จะออกมาจริงแล้ว มาตรา 14 เป็นเนื้อหาว่าด้วยการปลอมแปลงข้อมูล ส่วนมาตรา 15 เพิ่มการรับผิดของตัวกลางและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ได้รับโทษเท่ากับคนที่นำเนื้อหามาใส่ สิ่งที่เกี่ยวกับการเมืองจริง ๆ แล้วคือเนื้อหาที่เพิ่มเข้ามาในมาตราที่ 14 ที่ว่าข้อมูลที่ใส่เข้าไปนั้นขัดต่อความมั่นคงต่อรัฐ นั่นแสดงว่าการเมืองเข้ามาแล้ว พอหลังจากช่วงการแปรญัญติของ ครม. มีอีกมาตราคือ มาตรา 20 มีการปิดกั้นเข้าสื่ออินเตอร์เน็ต

"พ.ร.บ .คอมพิวเตอร์ฯ จะไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่ไปผนวกกับความคลุมเครือใน กฎหมายเรื่องอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เป็นปัญหาที่สุดก็คือ มาตรา 112 หารหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ก็ไม่ได้มีการประมวลว่าการใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ ประกอบกับมาตรา 112 มีกี่คดี ภาครัฐก็ไม่เปิดเผยด้วย แต่ความคลุมเครือที่มีมาโดยตลอดและยังไม่ได้รับการแก้ไขก็คือมาตรา 112 ในประมวลกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการตีความว่าอะไรคือการหมิ่น แง่ต่อมาก็คือว่าผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์นั้นทุกท่านมีสิทธิ์ร้องได้ แน่นอนไม่ได้แค่ประเด็นหมิ่น แต่ไว้ใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง"

อย่าง ไรก็ตามอินเตอร์เน็ตก็ย่อมส่งผลซึ่งกันและกันกับทางการเมืองอย่าง แยกไม่ออก และจากการนำเสนอในครั้งนี้เป็นเพียงมุมมองหนึ่งซึ่งผู้อ่านจะต้องวิเคราะ ห็ด้วยว่าเหตุและผลของอินเตอร์เน็ตกับการเมืองที่นอกเหนือจากนักวิชาการนั้น มันมีอะไรที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง หรือสิ่งที่เป็นผลเสียจะแก้ไขได้อย่างไรเพื่อให้อินเตอร์เน็ตกับการเมือง นั้นอยู่คู่กันได้อย่างมีประสิทธภาพ

เสียอีก

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




กลายเป็นตลกการเมืองไปเสียแล้ว กรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศครึกโครม

พรรคเพื่อไทยจะได้สมาชิกใหม่เป็นบุคคลชั้นสูงระดับ "หม่อมเจ้า"

เพราะ "ท่านใหม่"พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล ออกมาตรัสสัมภาษณ์ปฏิเสธไปแล้ว

โดยให้รายละเอียดเบื้องหลังการพูดคุยกับบิ๊กจิ๋วเป็นฉากๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ปฏิเสธสั้นๆ

กลายเป็นว่าพล.ต.ม.จ.จุลเจิม ในฐานะประธานสโมสรฟุตบอลราชวิถี ไปพบพล.อ.ชวลิต และรวมถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

เพื่อหวังจะขอบารมีทางการเมือง เชื่อมต่อไปยังองค์กรธุรกิจใหญ่ๆ เพื่อขอให้เป็นสปอนเซอร์ทีมฟุตบอล

แต่คำพูดแย็บกันไปมา ระหว่างท่านใหม่กับบิ๊กจิ๋วในเรื่องการเมือง กลายออกมาเป็นข่าวใหญ่

จะมีหม่อมเจ้าเข้าพรรคเพื่อไทย

ดูเหมือนพล.อ.ชวลิตและพรรคเพื่อไทย จะอ่อนไหวเปราะบางต่อประเด็น "ล้มเจ้า" เป็นอย่างมาก

เมื่อเห็นว่ายืนยันด้วยปากไม่พอ ก็เลยอยากได้อะไรบางสิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่า

ลองว่ามีบุคคลระดับหม่อมเจ้ามาลงสนามเลือกตั้ง ในสีเสื้อพรรคเพื่อไทย

ก็จะใช้เป็นเหตุผลเคลมต่อสังคมได้ว่า "เจ้า" ยังเชื่อมั่นในความจงรักภักดีของพรรค

ไปๆ มาๆ ความพยายามนั้นเป็นจังหวะก้าวที่ไม่รอบคอบอย่างยิ่ง

แม้แต่นายนพดล ปัทมะ เลขาฯ ส่วนตัวทักษิณ ชินวัตร ยังออกมาสำทับเรื่องนี้ด้วย

บอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณรับทราบแล้ว และจะมีคนชั้นสูงมาร่วมงานมากกว่า 1 คน!

ยิ่งพูดหนักแน่นเป็นเรื่องราวเท่าไร ก็ยิ่งขายหน้าเท่านั้น

อย่างไรก็ดี คำตรัสของพล.ต.ม.จ.จุลเจิม ในการออกมาปฏิเสธข่าว ก็มีแง่มุมน่าสนใจหลายอย่าง

เช่น ท่านยืนกรานเอง เชื่อมั่นในความจงรักภักดีของพล.อ.ชวลิต

ท่านตรัสพาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะเจ้าของสโมสรบุรีรัมย์

บอกแค่มาเล่นการเมืองแป๊บเดียว ก็ทำตัวน่าอิจฉา

สามารถหาสปอนเซอร์มาอุดหนุนทีม อู้ฟู่นับร้อยล้าน

ขณะที่ตัวเอง ไปหาบริษัทห้างร้านไหนๆ เขาก็ไม่ให้พบ

แม้แต่ความพยายามจะกอบกู้สโมสรราชวิถี ผ่านนักการเมืองใหญ่ 2 คนอย่างบิ๊กจิ๋ว-หญิงหน่อย

สุดท้าย ก็ไม่มีภาคธุรกิจไหนจะให้ความสนใจ

ก็ไม่รู้ว่ามุมมองของภาคธุรกิจจะร่วมสนับสนุนทีมไหน เขาพิจารณาเรื่องความมุ่งมั่นของเจ้าของทีม

หรือมองไปที่อำนาจการเมืองด้วย

แต่ที่แน่ๆ สโมสรราชวิถีอาจเป็นกรณีตัวอย่าง

ถ้าเป็นเรื่องเงินเรื่องทอง การเข้าหานักการเมืองซีกรัฐบาล

น่าจะหวังได้มากกว่า?

ประธานสอบคลิปลับ แค่ตั้งก็พังแล้ว!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ประธานสอบคลิปลับ แค่ตั้งก็พังแล้ว!



“พสิษฐ์” เคยเรียน”พระปกเกล้าฯ”
เป็นลูกศิษย์”บวรศักดิ์”มาก่อน
จาก การที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอ ที่พาดพิงถึงศาลรัฐธรรมนูญ

โดยนายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ว่า คณะกรรมการดังกล่าวมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ประธานกรรมการ 2.ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด 3.ผู้แทนสภาทนายความ 4.นายกำชัย จงจักรพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5.นายศักดา ธนิตกุล คณบดีนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นกรรมการ 6.นายเชาวนะ เป็นเลขานุการและกรรมการ และ 7.นายธีรพงษ์ ธิติธางกูร ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลากรและระเบียบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับทราบคำสั่ง และให้รายงานผลการตรวจสอบต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ

“เท่าที่ดูจากคำ สั่ง คิดว่าคณะกรรมการน่าจะตรวจสอบครอบคลุมทุกคลิปที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนประเด็นที่จะตรวจสอบนั้น คณะกรรมการจะประชุมและกำหนดกรอบการทำงานอีกครั้งหนึ่ง คิดว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้จะมีความกว้างขวางกว่าคณะกรรมการสอบ ข้อเท็จจริง ที่มีนายสนิท จรอนันต์ ที่ปรึกษาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานก่อนหน้านี้” นายเชาวนะกล่าว

นายเชาวนะยังได้ระบุด้วยว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเป็นอิสระในการตรวจสอบ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการจะเห็นว่ามีความจำเป็นหรือต้องการที่จะเรียกบุคคลหรือ เอกสารใดมาตรวจสอบสามารถทำได้

“ดังนั้นต้องถือเป็นความก้าวหน้าของศาลรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งคนภายนอกเข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว”

ส่วน ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า พรรคการเมืองหนึ่งได้รับเรื่องจากข้าราชการระดับซี 9 คนหนึ่งในศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่า เป็นคนดำเนินการจัดสอบบรรจุเป็นข้าราชการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2552 แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเพราะได้รับรู้มาว่าการสอบอาจจะมีปัญหา ไม่ชอบมาพากลนั้น นายเชาวนะ ชี้แจงว่าได้มีการตรวจสอบได้ความว่า บุคคลที่พรรคการเมองอ้างถึงนั้นมิได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานในการควบคุม กำกับดูแลการออกข้อสอบ ซึ่งเมื่อข้าราชการคนดังกล่าวรู้ว่า ได้รับแต่งตั้งเป็นเพียงคณะทำงานรับและส่งข้อสอบที่ผลิตเสร็จแล้วเท่านั้น ก็ได้ชิงลาออกก่อนที่การออกข้อสอบและการสอบเกิดขึ้น

ดังนั้น ยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการออกข้อสอบ เพียงแต่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รับและส่งข้อสอบที่ผลิตเสร็จแล้ว และเป็นการเตรียมงานด้านธุรการเพื่อสนับสนุนการสอบที่จะมีขึ้น โดยยังไม่มีการออกข้อสอบหรือการสอบเกิดขึ้น

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญมีข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงกว่าระดับ 9 มี 4 คน ประกอบด้วย นายสนิท จรอนันต์ ที่ปรึกษาสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสาโรช โชติพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคดีและวิชาการ นายสุทธิรักษ์ ทรงศิวไล ผู้อำนวยการสำนักอำนวยกิจการศาลรัฐธรรมนูญ และนายสิทธิพร เศาภายน ผู้อำนวยการกลุ่มงานคดี 6

ทั้งนี้ พบว่านายสาโรชไม่ได้เข้าเป็นคณะกรรมการควบคุมกำกับดูแลการออกข้อสอบในครั้งนั้นเพียงคนเดียว

ซึ่ง นายสาโรชกล่าวเพียงสั้นๆ กับผู้สื่อข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า “ไม่ขอพูดอะไร ขอให้ไปสอบถามกับผู้ที่ให้ข่าวก็แล้วกัน ผมเป็นเจ้าหน้าที่พูดอะไรไม่ได้”

อย่าง ไรก็ตามแม้ว่าจะมีการสืบสาวราวเรื่องในส่วนที่เกี่ยวหันกับกรณีคลิ ปฉาว ที่กลายเป็นประเด็นคำถามในสังคมเวลานี้เป็นอย่างมาก ปรากฏว่าการตั้ง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปวิดีโอที่พาดพิงถึงศาลรัฐ ธรรมนูญในครั้งนี้ ได้เกิดคำถามมายังนายบวรศักดิ์ ว่าได้มีการตั้งคำถามกับตัวเองบ้างหรือไม่ว่า

สมควรที่จะรับเป็นประธานตรวจสอบ หรือร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องนี้หรือไม่???

ทั้ง นี้การเกิดคำถามขึ้นมา เป็นเพราะความสัมพันธ์ที่ผ่านมาในอดีตนั้น นายบวรศักดิ์เองก็มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับนายพสิษฐ์ด้วยเหมือนกัน นั่นคือ กรณีที่รับนายพสิษฐ์เขข้าเรียกหลักสูตรที่สถาบันพระปกเกล้านั้น นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นนายโดยตรงของนายพสิษฐ์ และได้ช่วยเหลือผลักดันอุ้มชูนายพสิษฐ์มาโดยตลอด เป็นผู้ที่ฝากฝังนายพสิษฐ์ไปกับนายบวรศักดิ์ ซึ่งเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ให้นายพสิษฐ์ได้มีโควต้า ได้มีโอการเรียนในสถาบันพระปกเกล้า

ดังนั้นจึงต้องถือว่าด้วยความ สัมพันธ์กันในลักษณะดังกล่าวระหว่างนายบวร ศักดิ์ กับนายชัช ซึ่งโยงไปถึงงความสัมพันธ์กับนายพสิษฐ์เช่นที่กล่าวว่า จึงต้องถือว่านายบวรศักดิ์ เป็นผู้ที่เคยมีความสัมพันธ์เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกสอบ จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว

สมควรแล้วหรือที่จะให้นายบวรศักดิ์ มาเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบในครั้งนี้

เพราะ เรื่องที่นายพสิษฐ์เข้าเรียนที่สถาบันพระปกเกล้านั้นเป้นเรื่องที่ รู้กันทั่ว ว่ามาในสายใดหรือในโควต้าใด และใครเป็นผู้พิจารณาให้มีโอกาสเข้าไปเรียน!!!

ซึ่งเรื่องในทำนองนี้ แม้ว่านายบวรศักดิ์จะยืนยันในความสุจริตว่าสามารถ ที่จะเป็นได้ แต่ก็จะก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ที่ถ้าเป็นทางสงฆ์ก็ต้องเรียกว่า “โลกะวัชชะ” ดังนั้นเรื่องนี้นายบวรศักดิ์ซึ่งขึ้นมาถึงระดับนี้น่าจะพิจารณษได้ด้วยตัว เองอยู่แล้วว่า เหมาะสมที่จะรับเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนเรื่องราวในครั้งนี้หรือไม่

เพราะ จริงๆแล้วในรายชื่อกรรมการที่เหลือ ก็เป็นบุคคลที่สังคมยอมรับได้ ซึ่งหากจะให้กรรมการคนอื่นเป็นประธานกรรมการตรวจสอบน่าจะมีความเหมาะสมกว่า

อย่าง เช่นน่าจะเลือกคนที่เป็นนักวิชการ ที่มีภาพลักษณ์เป็นที่ยอมรับ อาทิกรรมการที่มาจากมหาวิทยาลัยทั้ง 2 คน ไม่ว่าจะเป็น นายกำชัย จงจักรพันธ์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ หรือนายศักดา ธนิตกุล คณบดีนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ล้วนแล้วแต่มีภาพลักษณ์กลางๆที่สามารถจะเป็นประธานกรรมการสอบสวนได้

ส่วน กรรมการคนอื่นๆนั้นเนื่องจากเป็นผู้แทนหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องเชื่อมโยงอยู่กับคนที่เป็นพรรครัฐบาล หากแต่งตั้งให้มาเป็นประธานสอบ ก็คงไม่พ้นที่จะถูกครหาอย่างแน่นอน

ดัง นั้นเรื่องนี้ คงต้องฝากไว้กับสปิริต จริยธรรม และวิจารณญาณของนายบวรศักดิ์เอง ว่าจะพิจารณาอย่างไรในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วจะมานั่งเป็นประธานกรรมการสอบเช่นนี้

เพราะเรื่องคลิปฉาวในครั้ง นี้กระทบกระเทือนในเรื่องของความน่าเชื่อถือ มากอยู่แล้ว จึงไม่ควรจะทำให้เกิดช่องโหว่ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาได้อีก

ส่วน ความคืบหน้าของคดี ทางด้านคณะพนักงานสอบสวนคดีผู้นำคลิปที่เกี่ยวข้องกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาเผยแพร่ ที่มี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา (สบ 10) เป็นหัวหน้า ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดยมี พล.ต.ต.ปัญญา มาเม่น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พ.ต.อ.สุพิศาล ภักดีนฤนาท รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองปราบปราม (รรท.ผบก.ป.) พล.ต.ต.สุรพล หอมชื่นชม ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) และพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง

พล.ต.ต. ปัญญากล่าวว่า ที่ประชุมมีมติที่สำคัญ 3 เรื่อง คือ 1.จะสรุปสำนวนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายในวันที่ 20 พฤสจิกายนนี้ เนื่องจากพบพยานหลักฐานว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ 1-2 คน เข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 2. ที่ประชุมมอบหมายให้ พ.ต.อ.สุพิศาลเดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญา เพื่อขอออกหมายจับผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 จำนวน 2 คน

และ 3.ผู้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2550 บางคนอยู่นอกราชอาณาจักร ที่ประชุมจึงมีมติให้ทำหนังสือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อมาเป็นพนักงาน สอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 หรืออัยการสูงสุดจะมอบหมายให้พนักงานสอบสวน บก.ป.หรือพนักงานสอบสวน บก.ปอท.เป็นพนักงานสอบสวนต่อไป

ซึ่ง.ต.ท.เกรียงไกร ขวัญไตรรัตน์ พงส.(สบ 3) กก.1 บก.ป. เข้ายื่นคำร้องต่อศาลอาญาให้อนุมัติหมายจับนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนางชุติมา แสนสินรังสี ข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

ข่าวแจ้งว่า นางชุติมาเป็นเลขาฯนายพสิษฐ์ และอยู่ในเหตุการณ์ที่นายพสิษฐ์พูดคุยกับนายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร้านอาหารย่านประชาชื่น

ในขณะที่นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย ยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ไต่สวน 4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีการแต่งตั้งบุตรหลานตัวเองมาเป็นเลขานุการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า เบื้องต้นได้มอบให้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ไปรวบรวมข้อมูล หลักฐานในเบื้องต้นแล้วให้รายงานกลับมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ทราบโดยเร็วที่สุด

“หากพบว่ามีหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป”

นายก ล้านรงค์ยังกล่าวถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมส่งสำนวนการสอบสวน กรณีคลิปลับศาลรัฐธรรมนูญ มาให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีกับนายพสิษฐ์ ว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งเรื่องมา ป.ป.ช.ต้องพิจารณาใน 2 ประเด็นคือ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐ และเป็นการกระทำความผิดหรือทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ หากเข้าข่ายองค์ประกอบทั้ง 2 ข้อ จะรับเรื่องไว้ดำเนินการ

“การแอบ ถ่ายการประชุมองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนี้ ต้องดูว่า เป็นการทำความผิดในนามส่วนตัว หรือทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หากเป็นการกระทำผิดในนามส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของ ป.ป.ช.”นายกล้านรงค์กล่าว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท.และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า คลิปที่เกี่ยวข้องพรรคประชาธิปัตย์และศาลรัฐธรรรมนูญที่ออกมาทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นเรื่องของกฎแห่งกรรม "ใจผมจะไม่เรียกร้องอะไรอีก ยังอยากให้ ปชป.อยู่ไปจนกว่าจะมีศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่มาพิจารณา อยากให้ ปชป.อยู่ถึงวันเลือกตั้ง อยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯลงไปหาเสียง พบปะญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต คนบาดเจ็บ และคนที่ถูกคุมขังทั่วประเทศเสียก่อน เพราะนี่คือกฎแห่งกรรมที่แท้จริง"