WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, November 26, 2010

เจอมาร์คเตะถ่วงให้ประกันตัวตามข้อเสนอคณิต นักโทษเสื้อแดงหมดหวังฆ่าตัวตายหนีอยุติธรรม

ที่มา Thai E-News


เอาแต่สนุกไปวันๆ-แม้ว่านายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลง วันที่ 15 พ.ย.2553 ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอให้ประกันตัวนักโทษการเมืองเสื้อแดง แต่นายอภิทธิ์กลับโยนการตัดสินใจไปให้กับกระทรวงยุติธรรม เป็นการถ่วงเวลาออกไป กระทั่งเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้น เมื่อผู้ต้องขังเสื้อแดงรายหนึ่งฆ่าตัวตายเมื่อวานนี้ เคราะห์ดีถูกช่วยชีวิตไว้ทัน ก่อนจะเป็นศพที่ 93 เป็นตราบาปให้กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ภาพ:AP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2553

ผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหารดื่มน้ำยาปรับผ้านุ่มหวังฆ่าตัวตาย-ก่อนหามส่งไอซียู

ประชาไท รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 53 เวลาประมาณ 15.20 น. เจ้าหน้าที่จากเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ได้นำ นายวินัย ศิลปสินชัย ผู้ต้องขังวัย 30 ปี ส่งโรงพยาบาลจังหวัดมุกดาหารในสภาพไม่ได้สติ โดยผู้ต้องขังรายนี้เป็น 1 ใน 20 ผู้ต้องหาคดีบุกรุกสถานที่ราชการและร่วมกันวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ที่ศาลากลาง จ.มุกดาหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด ในช่วงค่ำว่า อาการของผู้ต้องขังรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ให้ย้ายออกมาพักฟื้นที่ห้องปกติ ลูกและภรรยาสามารถเยี่ยมได้ โดยผู้ต้องขังถูกล่ามตรวนไว้กับเตียงคนไข้

ด้านภรรยาของผู้ต้องขัง รายดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ในเวลาประมาณ 14.00 น.ได้เข้าไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำจังหวัดตามปกติ หลังการพูดคุยเรื่องทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จากนั้นสามีได้กล่าวว่าตอนนี้เขาหมดหวังที่จะได้รับการประกันตัวหรือได้รับ การปล่อยตัวออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ยอมเป็นแพะ แล้วก็ได้หยิบขวดน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่ม หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นยืน ก็เซและล้มลงกับพื้นห้องเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ ตนตกใจจึงรีบร้องเรียกให้ผู้คุมมาช่วย

ภรรยาของผู้ต้องขังรายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะหลังสามีมีอาการเครียดเพิ่มมากขึ้นและมักพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายด้วย

ผู้ คุมเรือนจำที่นำผู้ต้องขังรายนี้ส่งแผนกฉุกเฉินที่โรงพยายาลให้ข้อมูลเพิ่ม เติมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้นำน้ำยาปรับผ้านุ่มใส่ในขวดน้ำผลไม้เข้ามาดื่มภายในห้อง เยี่ยมหลังที่ได้บอกลาภรรยา

หนึ่งในผู้ต้องขังได้ให้ปากคำกับนาย อานนท์ นำภา ทนายความที่ได้ขอเข้าเยี่ยมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้ซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มเตรียมตั้งแต่ตอนเช้าและได้ขอขวด น้ำส้มเปล่าจากเพื่อนผู้ต้องขังเตรียมเอาไว้เพื่อการดังกล่าว

ทั้ง นี้ ผู้ต้องขังรายนี้ มีบุตรสาวสองคน อายุ 7 และ 11 ปี ปัจจุบันผู้เป็นภรรยาต้องรับภาระครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว โดยประกอบอาชีพขายกล้วยทอดอยู่ในเมืองมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่กรม ราชทัณฑ์คนหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้เรือนจำกำลังจับตาผู้ต้องขังเสื้อแดง อีก 2 คนเป็นพิเศษ ได้แก่ นาย ค. (นามสมมมติ) และ นาย ง. (นามสมมติ) เพราะมีผู้ต้องขังในเรือนจำแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าผู้ต้องขังทั้งสองได้เตรียม เชือกซ่อนไว้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคอยจัดกำลังพร้อมทั้งจัดนักจิตวิทยาคอยสอดส่องดูและ ให้การพูดคุยปรึกษา

ในขณะเดียวกัน นายอานนท์ นำภา ทนายจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังเสื้อแดงใน กรณีที่มีปัญหาสุขภาพจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายวิชิต อินตะ ซึ่งมีอาการปวดบริเวณแผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ นายทองมาก คนยืน เป็นนิ่วในไต นายสมคิด บางทราย มีโรคทางตับ และนายแก่น หนองพุดสา มีอาการทางประสาท แต่ศาล จ.มุกดาหารได้วินิจฉัยยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอาการเจ็บป่วยเพียงเล็ก น้อย ในเรือนจำมีแพทย์ดูแอยู่แล้วและผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาครัฐได้ใช้กลไกกองทุนยุติธรรมประกันตัวผู้ต้องขังไปแล้ว 2 คน

นปช.พบ "หนั่น"จี้ปล่อย400แดง

มติ ชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ (25 พ.ย.)กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยกว่า 10 คน นำโดย นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสนับสนุนแนวทางการสร้างความปรองดองและสมานฉันท์ โดย พล.ต.สนั่นเดินทางมารับหนังสือด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกระบุว่า การพบปะกลุ่มต่างๆ ของ พล.ต.สนั่นถือเป็นความตั้งใจที่ดีและเป็นความปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมืองใน สภาพที่สังคมไทยเกิดความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรง นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ซึ่งความขัดแย้งได้ขยายตัวบานปลาย จนกระทั่งนำมาสู่การล้อมปราบ สังหารหมู่ บาดเจ็บ ล้มตาย และการจับกุมคุมขังกลุ่ม นปช.ถึง 400 คน โดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่อาจนำมาสู่ความปรองดองและความสงบสันติสุขใน สังคมไทยได้

"ขอให้ท่านผลักดันให้รัฐบาลยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้งหมด และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมือง ด้วยการให้สิทธิกับการประกันตัวกับผู้ต้องหาทุกคน ก่อนวันที่ 5 ธันวาคม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รับความปรองดอง และจะได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จดหมายเปิดผนึกระบุ

ศาลปล่อยตัวชั่วคราวอีก2ผู้ต้องหาไร้ญาติรับตัว

เมื่อ วันที่ 25 พฤศจิกายน นางนงภรณ์ รุ่งเพชรวงศ์ ผู้อำนวยการกองพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า คณะทำงานการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง ได้ยื่นเรื่องต่อ ศาลแขวงปทุมวันขอประกันตัวผู้ต้องขังกลุ่มเสื้อแดง 2 คน ได้แก่ นายรัฐศาสตร์ สมพงษ์ และนายทรงชัย ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ต้องหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยใช้เงินกองทุนยุติธรรมขอประกันในวงเงินประกันรายละ 60,000 บาท แต่เนื่องจากทั้ง 2 รายไม่มีญาติติดต่อขอรับตัว รวมทั้งยังตามหาญาติไม่พบ

นาง นงภรณ์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นกระทรวงยุติธรรมได้ประสานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์ (พม.)เพื่อจัดหาที่พักให้ในระหว่างได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยเจ้าหน้าที่พม.จะนำรถมารับตัวผู้ต้องขังทั้ง 2 คนออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมไปยังสถานสงเคราะห์ของพม.ซึ่งไม่ขอเปิดเผยว่า เป็นที่ใด

ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกปล่อยตัวมีอาการทางจิตด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่พม.จะนำตัวไปเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูต่อไป ส่วนผู้ต้องขังอีก 2 ราย ที่ถูกคุมขังอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นยังไม่ได้ยื่นขอประกันตัวในวันนี้ เนื่องจากยังไม่พร้อมเรื่องเอกสารและเงินประกันที่กองทุนยุติธรรมจะต้องโอน ไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดเชียงใหม่


25 พ.ย. 53 เวลาประมาณ 15.20 น. เจ้าหน้าที่จากเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ได้นำ นายวินัย ศิลปสินชัย ผู้ต้องขังวัย 30 ปี ส่งโรงพยาบาลจังหวัดมุกดาหารในสภาพไม่ได้สติ โดยผู้ต้องขังรายนี้เป็น 1 ใน 20 ผู้ต้องหาคดีบุกรุกสถานที่ราชการและร่วมกันวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ที่ศาลากลาง จ.มุกดาหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุด ในช่วงค่ำว่า อาการของผู้ต้องขังรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ให้ย้ายออกมาพักฟื้นที่ห้องปกติ ลูกและภรรยาสามารถเยี่ยมได้ โดยผู้ต้องขังถูกล่ามตรวนไว้กับเตียงคนไข้

ด้านภรรยาของผู้ต้องขัง รายดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ในเวลาประมาณ 14.00 น.ได้เข้าไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำจังหวัดตามปกติ หลังการพูดคุยเรื่องทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จากนั้นสามีได้กล่าวว่าตอนนี้เขาหมดหวังที่จะได้รับการประกันตัวหรือได้รับ การปล่อยตัวออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ยอมเป็นแพะ แล้วก็ได้หยิบขวดน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่ม หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นยืน ก็เซและล้มลงกับพื้นห้องเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ ตนตกใจจึงรีบร้องเรียกให้ผู้คุมมาช่วย

ภรรยาของผู้ต้องขังรายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะหลังสามีมีอาการเครียดเพิ่มมากขึ้นและมักพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายด้วย

ผู้ คุมเรือนจำที่นำผู้ต้องขังรายนี้ส่งแผนกฉุกเฉินที่โรงพยายาลให้ข้อมูลเพิ่ม เติมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้นำน้ำยาปรับผ้านุ่มใส่ในขวดน้ำผลไม้เข้ามาดื่มภายในห้อง เยี่ยมหลังที่ได้บอกลาภรรยา

หนึ่งในผู้ต้องขังได้ให้ปากคำกับนาย อานนท์ นำภา ทนายความที่ได้ขอเข้าเยี่ยมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้ซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มเตรียมตั้งแต่ตอนเช้าและได้ขอขวด น้ำส้มเปล่าจากเพื่อนผู้ต้องขังเตรียมเอาไว้เพื่อการดังกล่าว

ทั้ง นี้ ผู้ต้องขังรายนี้ มีบุตรสาวสองคน อายุ 7 และ 11 ปี ปัจจุบันผู้เป็นภรรยาต้องรับภาระครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว โดยประกอบอาชีพขายกล้วยทอดอยู่ในเมืองมุกดาหาร

เจ้าหน้าที่กรม ราชทัณฑ์คนหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้เรือนจำกำลังจับตาผู้ต้องขังเสื้อแดง อีก 2 คนเป็นพิเศษ ได้แก่ นาย ค. (นามสมมมติ) และ นาย ง. (นามสมมติ) เพราะมีผู้ต้องขังในเรือนจำแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าผู้ต้องขังทั้งสองได้เตรียม เชือกซ่อนไว้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคอยจัดกำลังพร้อมทั้งจัดนักจิตวิทยาคอยสอดส่องดูและ ให้การพูดคุยปรึกษา

ในขณะเดียวกัน นายอานนท์ นำภา ทนายจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังเสื้อแดงใน กรณีที่มีปัญหาสุขภาพจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายวิชิต อินตะ ซึ่งมีอาการปวดบริเวณแผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ นายทองมาก คนยืน เป็นนิ่วในไต นายสมคิด บางทราย มีโรคทางตับ และนายแก่น หนองพุดสา มีอาการทางประสาท แต่ศาล จ.มุกดาหารได้วินิจฉัยยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอาการเจ็บป่วยเพียงเล็ก น้อย ในเรือนจำมีแพทย์ดูแอยู่แล้วและผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาครัฐได้ใช้กลไกกองทุนยุติธรรมประกันตัวผู้ต้องขังไปแล้ว 2 คน

Friday, November 19, 2010

สื่อสิงคโปร์สัมภาษณ์ "2 แกนนำแดง" ชี้ "ประยุทธ์" ไม่ได้ "โอเวอร์รีแอ๊ค" ย้ำแดงต้องก้าวข้าม "ทักษิณ"

ที่มา มติชน



เนอร์มาล โกช ผู้สื่อข่าวประจำประเทศไทยของหนังสือพิมพ์ "สเตรทส์ ไทม์ส" ประเทศสิงคโปร์ ได้เปิดเผยผ่านบล็อกของตนเองในเว็บไซต์สเตรทส์ ไทม์ส ว่า เขาเพิ่งได้สัมภาษณ์ "2 แกนนำ" ที่เคยมีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อจริง เพราะปัจจุบัน ทั้งคู่กำลังอยู่ในระหว่างการหลบซ่อนตัว


อย่างไรก็ตาม โกชระบุว่า แกน นำสองคนนี้ คงไม่สามารถเป็นตัวแทนของขบวนการคนเสื้อแดงทั้งหมดได้ เพราะคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ได้เข้ามาร่วมขบวนการด้วยวาระทางความคิดอันหลากหลาย เช่นกันกับความแตกต่างทางความคิดของบรรดาแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)


ประเด็นสำคัญที่ผู้สื่อ ข่าวจากสิงคโปร์นำเสนอก็คือ แกนนำเสื้อแดงทั้งสองรายไม่ได้ปฏิเสธถึงความเชื่อของรัฐบาลชุดปัจจุบัน และ กองทัพ ที่เห็นว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสถาบันสำคัญของ ชาติ โดยหนึ่งในแกนนำที่ให้สัมภาษณ์กล่าวว่า ความ วิตกกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เคยแสดงออกมาผ่านการให้สัมภาษณ์ผ่านกับสื่อมวลชน อาจไม่ใช่ "ปฏิกิริยาตอบโต้คนเสื้อแดงอย่างรุนแรงเกินจริง" (โอเวอร์รีแอ๊ค)


ข้อมูลดังกล่าวดูเหมือนจะขัดแย้งกับ ประสบการณ์ทำงานในภาค สนามของสื่อมวลชนต่างประเทศผู้นี้อยู่บ้าง เพราะโกชระบุว่า คนเสื้อแดงจำนวนมากที่เขาเคยเดินทางไปพบปะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงติดพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่ที่ฝาผนังบ้าน โดยชาวบ้านเหล่านั้นยืนยันว่าพวกตนยังคงจงรักภักดีและเคารพนับถือในสถาบัน พระมหากษัตริย์


แต่โกชก็ไม่ปฏิเสธว่า เริ่มมีการเขียน "ข้อความไม่บังควร" เกิดขึ้นบ้างในการชุมนุมครั้งหลังๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดง


ประเด็นสำคัญต่อมา ที่สองแกนนำเสื้อแดงคู่นี้แสดงความเห็นก็คือ พวกเขายังไม่เชื่อว่าการปฏิวัติโค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยคนเสื้อแดงจะประสบความสำเร็จในเร็ววันนี้ โดย ทั้งสองยอมรับว่ามีกองกำลังติดอาวุธในขบวนการเสื้อแดงจริง แต่กองกำลังดังกล่าวมิได้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้มีศักยภาพในการยึดอำนาจรัฐ แต่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อต่อรองอำนาจกับรัฐเพียงเท่านั้น


ทั้ง คู่เชื่อว่า วิถีทางเดียวที่จะทำให้ "การปฏิวัติประชาชน" ประสบความสำเร็จ ก็ได้แก่การก้าวข้ามพ้นจากเงาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะในขณะที่ขบวนการเสื้อแดงเติบโตขึ้นเกินกว่าการต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงคนเดียว แต่กลับยังไม่มี "ผู้นำทางเลือก" คนอื่นๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ ถือกำเนิดขึ้นตามมา คล้ายกันกับการที่พรรคเพื่อไทยต้องประสบความล้มเหลวจากการไร้ซึ่งผู้นำที่จะ พอมีศักยภาพเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้


ประเด็นน่าสนใจข้อสุดท้าย ที่ผู้สื่อข่าวสเตรทส์ ไทม์ส ถามแกนนำเสื้อแดงทั้งสองคน ก็คือ "ทั้งคู่คิดว่าตนเองเป็นพวกสาธารณรัฐนิยมหรือไม่?"


แกนนำคนหนึ่งไม่ยอมตอบคำถามดังกล่าว ขณะที่อีกคนยืนกรานปฏิเสธว่า ตน เองไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทยให้กลายเป็น สาธารณรัฐ เขาเพียงแต่ต้องการให้อำนาจในสังคมไทยอยู่ในมือของ "กลุ่มอำนาจเดิม" น้อยลง และถูกโอนย้ายมาอยู่ที่ฝ่ายประชาชนมากขึ้นเท่านั้น

การเมืองแบบโอเวลเลี่ยนของนายวัชระ เพชรทอง from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ในอาทิตย์นี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายวัชระ เพชรทอง กล่าวหา
ดร.ทักษิณชินวัตรและผมว่าละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เพราะขอความในสมุดปกขาว
นายวัชระอ้างว่าตนเองได้รับ “ร้องเรียนมาจากชาวบ้าน”
และเรียกร้องให้ตำรวจและประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการกระทำละเมิดดังกล่าว
แต่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาผม
หลังจากการเผยแพร่สมุดปกขาวในเดือนกรกฎาคม
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ดร.บุรณัชย์ สมุทรักษ์
ก็กล่าวหา http://robertamsterdam.com/thailand/?p=105
ผมแบบนี้เช่นกัน

ผมขออนุญาตให้อธิบายอย่างชัดเจนในที่นี่ว่า
สมุดปกขาวไม่มีข้อความที่อาจเป็นการละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแต่อย่างใด
ข้อเท็จจริงคือ ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวนี้ได้ถูกตีพิมพ์เผยแพร่อยู่ในหนังสือหลายร้อยเล่ม
และวัชระอาจจะรู้ลึกประหาดใจว่า

หากมีการจับกุมคนด้วยข้ออ้างดังกล่าวเกิดขึ้น คงจะมีคนถูกจับกุมจำนวนไม่น้อยทีเดียว

ข้อความไหนที่นายวัชระอ้างถึง?
นายวัชระอ้างถึงข้อความสองข้อความต่อสื่อมวลชนเท่านั้น

ข้อความแรกคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงแทรกแซงทางเมืองอย่างเปิดเผย
หลังจากเหตุการณ์การชุมนุมในปี 2519และ 2553 เหมือนในปี 2516 และ 2535
ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง
และนอกจากนี้สมุดปกขาว http://robertamsterdam.com/thai/?p=174
ไม่ได้ตัดสินคุณค่า
หรือให้ความเห็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ข้อนี้เลย

ข้อความที่สองคือ มีคนหลายคนที่ถูกจับและคุมขัง
ฐานละเมิดกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ซึ่งข้อเท็จดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ปรากฏอยู่ทั่วไปว่า
จำนวนคนที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาดังกล่าวเพิ่มขึ้นอยู่ไม่เคยมีมาก่อน
ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธีการโกงและฉ้อฉลเพิ่มให้พรรคขึ้นสู่อำนาจ
(คดีเพิ่มขึ้น 1500% ตั้งแต่ปี 2552)
การประณามการจับกุมดังกล่าวไม่ได้เป็นการหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแน่นอน
แต่เป็นการโจมตีคนอย่างนายวัชระและพรรค
ที่แอบอ้างพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน

และเหตุใดนายวัชระถึงนำเอาเรื่องดังกล่าวมาพูดในตอนนี้
เพราะสมุดปกขาวถูกตีพิมพ์และเผยแพร่เมื่อสี่เดือนก่อน
หรือนายวัชระเพิ่งจะตัดสินใจว่าเอกสารนี้มีข้อความไม่ดีไม่งาม?
การออกมาโจมตีในระยะเวลาที่แปลกประหลาดไม่ใช่ความพยายามอันโปร่งใส
แต่เป็นไปเพื่อต้องการลิดรอนเสรีภาพทางการพูด
เพราะประชาคมโลกเริ่มรับรู้ถึงการกระทำอันละเมิดกฎหมาย
ในเหตุการณ์ฆ่าหมู่ที่กรุงเทพมหานครของพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นทุกวัน

สมุดปกขาวที่ตีพิมพ์ออนไลน์และเป็นรูปเล่ม
ทั้งภาคภาษาอังกฤษ
http://www.scribd.com/doc/34676324/The-Bangkok-Massacres-A-Call-for-Accountability
และ
ไทย http://robertamsterdam.com/thai/?p=174
ถูกดาวน์โหลดและจำหน่ายมากกว่า 50,000 ครั้ง และนั้นคือ
เหตุผลที่เหตุใดรัฐบาลทหารจึงหยิบยกประเด็น
เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไม่ปี่ไม่มีขลุ่ย ดูเหมือนกันว่า
จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของนายวัชระคือการสกัดยอดขายหนังสือเล่มนี้ในร้านหนังสือมากกว่า

เพราะสมุกปกขาวไม่มีข้อความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แต่ปัญหาใหญ่ของนายวัชระคือการไม่ยอมรับความจริง http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/11/18/lese-majeste-is-the-most-important-political-weapon/
ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะหนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของนายเดวิด สเตร็กฟัส ที่ชื่อว่า
the truth itself is on trial in Thailand today
http://www.prachatai.com/english/node/2068

ก็ได้ตีพิมพ์ข้อมูลดังกล่าวเช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้ว
ข้ออ้างที่ใช้โจมตีดังกล่าวเผยให้เห็นทัศนะที่โง่เขลาและล้าหลังของพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งเรียนรู้เรื่องการเมืองจากหนังสือของโอเวลล์ (ว่าด้วยรัฐอำนาจนิยม)
ซึ่งถอยห่างจากสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐาน อิสรภาพ
และความพยามอย่างโปร่งใสที่จะสร้างสังคมที่มีเสรีภาพ


http://robertamsterdam.com/thai/?p=565

รายงานล่าสุด 16.00 สื้อแดงที่ราชประสงค์ประมาณ 10,000 คนแล้ว ลงมานั่งบนถนนแล้ว

ที่มา thaifreenews



โดย ลูกชาวนาไทย



คุณแมวอ้วนอ้วน รายงานจากภาคสนาม ผ่านกองบรรณาธิการข่าวไทยฟรีนิวส์ "สื่อของประชาชน" ครับ


คุณ แมวอ้วนอ้วนรายงานว่า ได้รับข่าวจากคุณควาย-ไท ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ราชประสงค์ แจ้งว่า ขณะนี้มีคนเสื้อแดงมาที่ราชประสงค์แล้วประมาณ 3,000-4,000 คน และได้ลงมาที่ฟุตบาทแล้ว เพราะคนเริ่มมากขึ้น จนล้นลงมาที่ถนนแล้ว ทั้งนี้คนเสื้อแดงที่มา ต่างมาก้นเอง

คาดว่า ใกล้ๆ 5 โมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาเลิกงาน จะมีคนเสื้อแดงออกมาเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับ วันที่ 19 กันยายน 53 ที่ผ่านมานะครับ

ส่วน ที่ หอประชุมกองทัพบก : ซึ่ง ศอฉ. ได้ออกหมายเรียกตัว พ.อ. ดร.อภิวันต์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร สังกัดพรรคเพื่อไทยไปรายงานตัว เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการตั้งข้อหาตาม ม. 112 ขณะนี้ ดร.อภิวันต์ ได้ไปชี้แจงแล้ว และมีกลุ่มนักข่าวไปรอทำข่าวจำนวนมาก และยังไม่มีเหตุการณ์อะไร

ผู้สื่อข่าวของไทยฟรีนิวส์ รายงานต่อว่า ที่ ศอฉ. ไม่มี กรรมการระดับผู้ใหญ่อยู่ แต่ให้เจ้าหน้าที่เด็กๆ สอบถาม ดร.อภิวันต์ ขณะนี้ยังไม่เสร็จขั้นตอน

ประชุมพนักงานสอบสวนคดีพันธมิตรฯ ยึดสนามบิน มีมติสั่งฟ้อง 114 คน

ที่มา ประชาไท

พล.ต.ท.สม ยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เผยที่ประชุมลงมติสั่งฟ้องพันธมิตรฯ จำนวน 114 คน จากนี้ให้ผบ.ตร. ลงความเห็นก่อนนำส่งพนักงานอัยการ

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงาน เมื่อเวลา 14.18 น. ว่า ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย บุกยึดสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวภายหลังเรียกประชุมพนักงานสอบสวน ว่า ก่อนหน้านี้คณะพนักงานสอบสวนได้นำสำนวนคดีดังกล่าวเสนอให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.พิจารณาไปแล้วโดยไม่มีการเสนอความเห็นว่าสมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือ ไม่ เมื่อทาง ผบ.ตร.ได้พิจารณาสำนวนคดีแล้ว จึงมีคำสั่งให้นำสำนวนกลับคืนมาให้พนักงานสอบสวนลงความเห็นว่า สมควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ ตนจึงเรียกประชุมพนักงานสอบสวนในวันเดียวกันนี้

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีนี้รวมทั้งหมด 114 คน และภายหลังจากคณะพนักงานสอบสวนลงชื่อในสำนวนคดีจนครบทุกคนแล้วก็จะนำเรียน ให้ ผบ.ตร.พิจารณาเพื่อมีความเห็นอีกครั้ง ก่อนนำส่งพนักงานอัยการดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีดังกล่าวยังคงมีผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับไว้แล้ว แต่ยังไม่เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนอีก 23 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวของเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ภาพเหตุการณ์6เดือนราษฎร์ประสงค์รำลึก

ที่มา Thai E-News






6เดือนราษฎร์ประสงค์-คน เสื้อแดงนับหมื่นไปร่วมงานรำลึก 6 เดือนวีรชนราษฎร์ประสงค์ตั้งแต่ช่วงบ่าย ก่อนเวลานัดหมาย 6 โมงเย็น เพื่อรำลึกเหตุการณ์รัฐบาลสั่งการทหารสลายการชุมนุม ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 92 ศพ บาดเจ็บกว่า2,000คน เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุด สำหรับการเมืองไทยยุคใหม่ โดยมีจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.นอกคุกกล่าวปราศรัยต่อคนเสื้อแดง ที่โห่ร้องด้วยความชอบใจเป็นระยะ ขณะที่"ผู้การแต้ม"เกาะติดแจ(ภาพ:รอยเตอร์ และ facebook )

เช้า-หน้าเรือนจำคลองเปรม

นกสีแดง-คน เสื้อแดงไปจัดกิจกรรมปล่อยนกกระดาษสีแดงหน้าเรือนจำคลองเปรม เรียกร้องปล่อยแกนนำและนักโทษการเมืองกรณี19พฤษภาคมที่ถูกคุมขังมานาน 6 เดือน ล่าสุดนายคณิต ณ นคร ประธานคณะอิสระกรรมการสอบสวนเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เสนอหนังสือด่วนที่ สุดต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ประกันตัวเพื่อเริ่มต้นการปรองดอง แต่นายอภิสิทธิ์ยังเตะถ่วง โยนไปให้กระทรวงยุติธรรมเป็นเจ้าภาพพิจารณา

ผ่าพิรุธ'มาร์ค-ดีเอสไอ' เบื้องหลัง'จูบ-ตบ'เสื้อแดง

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผอ. สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะกรรมการศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายการชุมนุมเม.ย.-พ .ค.2553 (ศปช.)

แถลงเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ที่มหา วิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรณีรัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรมช่วยประกันตัวผู้ถูกคุมขังจากเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมืองในเดือนเม.ย.-พ.ค.2553

และกรณกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เกี่ยวกับการเสียชีวิตของทหาร ตำรวจ และประชาชน ในเหตุการณ์ช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ของดีเอสไอ

โดยมีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์มาร่วมรับฟังและให้ข้อมูล ดังนี้

เมื่อ วันที่ 9 พ.ย. ศาลอาญาอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ถูกคุมขังสืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเม.ย.-พ.ค. 3 ราย ได้แก่ นายธีรเดช สังขทัต นายสมหมาย อินทนาคา และ นายบุญยฤทธิ์ โสดาคำ

โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้ยื่นประกันตัวและใช้กองทุนยุติธรรมวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ต่อมาวันที่ 11 พ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เชิญนายสมหมายและนายบุญยฤทธิ์ เข้าพบที่รัฐสภา

จากนั้นนายกฯ กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยฯ" ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และกระทรวงยุติธรรมพบว่ามีผู้ถูกคุมขังอยู่ประมาณ 180 ราย

จำนวนหนึ่งมีปัญหาสุขภาพ กระทบต่อการศึกษา จึงมอบหมายกระทรวงยุติธรรมไปดู หากความผิดไม่ร้ายแรงขอให้ยื่นประกันตัวต่อศาล

เหตุผลที่เชิญผู้ได้รับการประกันตัว 2 รายไปพบที่ทำเนียบ นายอภิสิทธิ์บอกว่า เนื่องจากการประกันตัวโดยกองทุนของรัฐ เป็นการเพิ่มน้ำหนักเวลาขอประกันตัวจากศาล

นายกฯ ยังยกเรื่องนี้เป็นผลงานเรื่องการปฏิรูปและปรองดองด้วย

ศปช.ตั้งข้อสังเกตดังนี้

1.นายกฯ ย้ำตั้งแต่ต้นว่า ผู้ถูกคุมขังทั้งหมดเป็นการดำเนินการตามกฎหมาย รัฐบาลเพียงแต่เข้าไปพิจารณาช่วยเหลือเป็นรายกรณีตามนโยบายปรองดอง

แต่จากข้อมูลที่ ศปช.สำรวจ พบว่าหลายกรณีมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการจับกุมอาจมีปัญหาละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย รวมทั้งหลักสิทธิมนุษยชน

หลายกรณีมีลักษณะจับกุมแบบเหวี่ยงแห ไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นเพียงพอ หรือตั้งข้อหารุนแรงกว่าความจริง

หลายกรณีผู้ถูกจับกุมถูกทำร้ายร่างกาย ถูกทรมาน ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสม ลักษณะวิธีการจับกุมไม่เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย

รวมทั้งมีบางกรณีถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมหรือหลอกล่อให้รับสารภาพ

ตัวอย่างกรณีนายวิษณุ กมลแมน ถูกจับกุมบริเวณปากซอยรางน้ำตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.53 เพิ่งพ้นโทษออกมาเมื่อ 11 พ.ย. เขาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ถูกทหารจับกุมและซ้อมเพื่อให้รับสารภาพว่ามาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง

ปัญหาเหล่านี้มีต้นเหตุสำคัญจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ดัง นั้น การที่กลไกของรัฐเข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุมขังนั้น รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ควรสำคัญผิดว่าเป็นผลงานปรองดอง และขอเรียกร้องให้ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกพื้นที่ทั่วประเทศทันที

2.การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชน รัฐธรรมนูญรับรองไว้ด้วยว่าในคดีอาญาต้อง สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความผิดก่อนมี คำพิพากษาอันถึงที่สุด

แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

เมื่อพิจารณาตามหลักการดังกล่าว ประกอบกับปัญหาการใช้อำนาจตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้น ผู้ถูกจับกุมคุมขังสืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.53 ต้องได้สิทธิ์ประกันตัวเป็นกรณีทั่วไป

การไม่ได้รับสิทธิ์ปล่อยตัวชั่วคราวต้องพิจารณาเป็น กรณียกเว้นเป็นรายๆ ไป มิใช่พิจารณาช่วยเหลือให้ได้รับการประกันตัวเป็นรายบุคคล เฉพาะผู้มีปัญหาสุขภาพหรือการศึกษาในลักษณะสงเคราะห์ดังที่นายกฯ แถลง

แม้กระทั่งกรณีที่มีข้อหาร้ายแรง หรือดูแล้วมีอันตรายต่อความมั่นคงในสายตาของรัฐบาล สมควรได้รับการประกันตัวด้วย เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเป็นการตั้งข้อหารุนแรงเกินกว่าความเป็นจริง เหวี่ยงแห ขาดพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก

3.มีข้อสังเกตว่านอกจากฉวยโอกาสนำมาเป็นผลงานของตนแล้ว รัฐบาลกำลังใช้การเข้ามาช่วยเหลือให้ได้รับประกันตัวนี้ เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนหรือไม่

และในการประกันตัว รัฐบาลยื่นเงื่อนไขทางการเมืองต่อผู้ถูกคุมขังนอกเหนือจากเงื่อนไขของศาลหรือไม่

ดังเช่นในวันเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์ เรียกนายสมหมายและนายบุญยฤทธิ์เข้าพบ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ว่า

นายกฯ ฝากให้ญาติของผู้ได้รับการประกันตัวช่วยดูแลไม่ให้ทำความผิดซ้ำอีก โดยให้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ทำผิดเงื่อนไขประกันตัว รวมถึงการไม่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วย

หากคนที่ออกมาก่อนทำผิดเงื่อนไข คนที่เหลืออาจเสียสิทธิ์ได้รับการประกันตัวจากกระทรวงยุติธรรม

สำหรับกรณี นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ แถลงผลการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับการเสียชีวิตของทหาร ตำรวจ และประชาชน 89 ราย ในเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.53

โดยระบุว่า หลังจากพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพตามกฎหมายให้ดี เอสไอ พนักงานสอบสวนใช้เวลาสืบสวนมาระยะหนึ่ง ได้ข้อสรุปว่าสามารถแยกคดีได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

ประเภทแรก มี 8 คดี คือ คดีที่มีพยานหลักฐานตามสมควรว่ามีผู้เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของกลุ่ม นปช. และกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพัน ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คือเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ

ประเภทที่สอง คือ คดีที่ยังไม่เป็นที่ยุติว่าการเสียชีวิตเกิดจากการกระทำของกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสมควรดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 จำนวน 6 ศพ

ประกอบด้วย (1) กรณีผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามฯ 3 ศพ ได้แก่ นายรพ สุขสถิต, นายมงคล เข็มทอง และ นายสุวัน ศรีรักษา

(2) กรณี พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ ถูกยิงเสียชีวิต บริเวณแยกอนุสรณ์สถานแห่งชาติ

(3) กรณีผู้เสียชีวิตบริเวณสวนสัตว์ดุสิต คือ นายมานะ อาจราญ

และ (4) กรณีผู้สื่อข่าวสัญชาติญี่ปุ่นเสียชีวิตบริเวณถนนดินสอ คือ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ

ศปช.ตั้งข้อสังเกต 8 ข้อ ดังนี้

1.เป็นการให้ข่าวที่ไม่ชัดเจน คลุมเครือ ก่อให้เกิดความสับสน

ศปช.เห็นว่าเราสามารถแบ่งเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตระหว่างเดือนเม.ย.- พ.ค.53 ได้เป็น 3 ช่วงได้แก่ (1) เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. (2) เหตุการณ์ 13-18 พ.ค. และ (3) เหตุการณ์ 19 พ.ค.

ดีเอสไอควรแถลงให้ชัดในแต่ละเหตุการณ์ว่า สำนวนคดีแต่ละเหตุการณ์นั้นเป็นอย่างไร

แต่จากการแถลงของดีเอสไอจะพบว่าเหตุการณ์ช่วงที่ 2 ซึ่งประชาชนจำนวนมากถูกอาวุธปืนความเร็วสูง หรือสไนเปอร์ยิงเสียชีวิตนั้นหายไป

ขณะที่สไนเปอร์เป็นอาวุธที่มีใช้เฉพาะในกองทัพและหน่วยงานของรัฐบางแห่งเท่านั้น

รวมทั้งปรากฏภาพและคลิปวิดีโอชัดว่า มีทหารใช้สไนเปอร์ในปฏิบัติการ "กระชับวงล้อม" จริง ทำไมการพิสูจน์หาพยานหลักฐานในช่วงนี้ถึงหายไป

2.นับตั้งแต่ศอฉ.ใช้กำลังทหารเข้า "ขอคืนพื้นที่" และ "กระชับวงล้อม" การควบคุมดูแลพื้นที่ใน กทม. โดยเฉพาะบริเวณที่ชุมนุมของนปช.นั้น อยู่ภายใต้ความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ทั้งหมด

ดังนั้น ศพทุกศพที่เกิดขึ้นต้องชันสูตรพลิกศพและไต่สวนการตาย ตาม ป.วิ.อาญา ม.150 ไม่ใช่เลือกเฉพาะเป็นบางกรณีดังที่ดีเอสไอเสนอ

3.ในคดีประเภทที่ 1 ซึ่งดีเอสไอระบุว่า มีพยานหลักฐานตามสมควรว่ามีผู้เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของกลุ่ม นปช. และกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันนั้น

ดีเอสไอต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าเป็นใคร กลุ่มไหน ไม่ใช่ระบุแบบเหมารวมโดยไม่แยกแยะ

และจำเป็นต้องระบุพฤติกรรมด้วยว่ามีอะไรบ้างที่สามารถระบุได้เช่นนั้น

4.เห็นได้ชัดเจนว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์มาถึง 6 เดือนแล้ว

การสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอคืบหน้าชัดเจนเฉพาะคดีที่รัฐบาล ศอฉ.และดีเอสไอเองอ้างมาตลอดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายนปช. หรือฝ่ายสนับสนุนเท่านั้น

แต่คดีที่สาธารณะสงสัยว่าทหารหรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำให้ประชาชนเสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก กลับไม่มีความชัดเจนใดๆ

ขณะที่การดำเนินคดีกับแกนนำนปช.ในข้อหาก่อการร้ายนั้น ตามสำนวนฟ้อง แกนนำนปช.ถูกกล่าวหาโดยเชื่อมโยงว่ามีส่วนทำให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่เสีย ชีวิต 90 ศพ

แต่หากการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอมีความคืบหน้าเพียงแค่นี้ การฟ้องร้องดำเนินคดีกับแกนนำ นปช.น่าจะมีปัญหาในเชิงพยานหลักฐาน

5.ปัญหาข้างต้นสะท้อนว่า การทำงานของดีเอสไอเลือกมุ่งไปที่การสนับสนุนการดำเนินคดีต่อแกนนำนปช. หวังสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้แก่รัฐบาล-ศอฉ.เป็นหลัก มากกว่าจะดำเนินการอย่างเที่ยงธรรมในทุกกรณีที่มีการเสียชีวิต

6.ศปช.เห็นว่าบทบาทหน้าที่ของดีเอสไอนั้น ควรเน้นไปที่การสืบสวนสอบสวนอย่างเที่ยงธรรมในเวลาอันเหมาะสม

ไม่ใช่ให้ข่าวที่ก่อให้เกิดความสับสนคลุมเครือ และออกมาไต่สวนทางสาธารณะว่าฝ่ายใดหรือใครเป็นผู้กระทำให้เกิดการเสียชีวิต เพื่อหวังผลทางการเมือง

แต่ดีเอสไอควรทำ คือ การเปิดเผยรายงานการชันสูตรศพต่อญาติของผู้เสียชีวิต ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับข้อมูล

7.ศปช.ยังสงสัยในความสามารถของดีเอสไอที่จะสืบสวนสอบสวนอย่างสุจริตเที่ยง ธรรม เนื่องจากดีเอสไอโดยเฉพาะอธิบดีเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงต่อกรณีนี้ เพราะมีบทบาทสำคัญในศอฉ.มาตลอด

หากการสืบสวนสอบสวนพบว่า มีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้กระทำให้ประชาชนเสียชีวิต ศอฉ.จะตกเป็นจำเลยด้วย

8.นอกจากเรื่องกรณีผู้เสียชีวิตแล้ว ต้องไม่ลืมว่ามีประชาชนที่บาดเจ็บ บางกรณีถึงขั้นพิการอีกจำนวนมาก

ดังนั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องยังต้องรับผิดชอบ สืบสวนสอบสวนว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำเกินกว่าเหตุด้วยหรือไม่ มีส่วนในการกระทำให้ประชาชนบาดเจ็บนับพันรายหรือไม่ และจะชดใช้ให้กับคนเหล่านั้นอย่างไร

ประเด็นเรื่องการกระทำที่เกินกว่าเหตุนี้

ดีเอสไอต้องนำเอาข้อมูลปฏิบัติการของศอฉ.และกองทัพ มาให้สาธารณะร่วมตรวจสอบว่า

มีการใช้กำลังทหารอย่างไร ใช้อาวุธเท่าไร อย่างไร สมควรแก่เหตุหรือไม่

การ์ตูน เซีย 19/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_127923

การ์ตูน เซีย 19/11/53

ญาติเหยื่อ"เม.ย.-พ.ค.เลือด"เพรียกหาความยุติธรรมร้อง"ดีเอสไอ"พลิกศพชันสูตรพิสูจน์ฝีมือหน่วยพิเศษ

ที่มา มติชน




บรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์


ครอบครัวฟุ้งกลิ่นจันทร์




นายณัทพัช อัคฮาค


นางพะเยา อัคฮาค


นายสมใจ เข็มทอง




รับชมข่าว VDO
http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1290080078


เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่ห้องประชุม ร.102 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553
และกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ เม.ย.-พ.ค.53(ศปช.) จัดแถลงข่าว
กรณีที่ รัฐบาลโดยกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าไปช่วยประกันตัวผู้ที่ถูกคุมขัง
สืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค. 53
ความเห็นต่อการดำเนินการของรัฐบาลในการช่วยเหลือประกันตัวผู้ถูกคุมขัง
จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
รายงานข้อมูลผู้ถูกจับกุมคุมขัง
และความเห็นต่อผลการสืบสวนสอบสวนของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
กรณีผู้เสียชีวิต 89 ราย
โดยมีญาติของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ออกมาเรียกร้องขอความยุติธรรมจากรัฐบาล
และให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยและชันสูตรพลิกศพทุกรายที่เสียชีวิต


นายบรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ บิดานายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์
ที่เสียชีวิตถูกยิงที่หน้าอก 6 นัด บริเวณสี่แยกคอกวัว
กล่าวว่า
ดีเอสไอได้แถลงว่าคนเสื้อแดงถูกฆ่า
แต่การตายของประชาชนที่สี่แยกคอกวัวยังไม่ทราบว่าตายเพราะสาเหตุใด
อยากจะบอกนายธาริต (นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ) ว่า
ให้ช่วยหาความจริงออกมาโดยเร็วว่า
การตายของลูกชายที่ถูกยิง 6 นัดซ้อนนั้นเป็นฝีมือใคร


"ถ้านายธาริต ยังไม่รู้ว่าใครยิงลูกชายผม
ผมจะเอาศพไปพิสูจน์หาหลักฐานใหม่ตลอดเวลา
เพราะว่าศพของลูกชายผมยังไม่เผาพร้อมที่จะตรวจพิสูจน์ตลอดเวลา
กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายนยังไม่ได้เผาอีก 9 ศพ
รอการชันสูตรพลิกศพเหมือนกัน ลูกชายถูกทหารยิงที่สี่แยกคอกวัว หน้าร้านวังไข่มุก
อยากให้รัฐบาลชุดนี้หาความจริงว่าใครฆ่าลูกชาย
ผมทำใจไม่ได้เลยเพราะว่าพ่อแม่อยู่บ้านคิดถึงลูกตลอดเวลา
ถึงเวลาลูกจะกลับมา ทุกครั้งที่ลูกมาหมาจะหอน
เรารู้ว่าลูกมาหาก็เรียกลูกเข้าบ้านและเขามาเข้าฝัน
บอกคนที่บ้านให้ดูแลแม่อย่าทิ้งแม่เรื่องเหตุการณ์ทุกวันนี้จะจบแล้ว"
นายบรรเจิดกล่าว


ขณะที่นางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ มารดานายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า
วันที่ 10 เมษายน เป็นวันที่สูญเสียลูกชายนัดกันไว้ว่า
ตอนเย็นเจอกันที่สี่แยกราชประสงค์ เวลาประมาณบ่าย 3 โมง
ลูกชายดูทีวีเห็นทหารขอคืนพื้นที่เลยไปที่สี่แยกคอกวัว
ผลักดันกับทหารที่หน้าร้านไข่มุก โทรมาบอกแม่ตอนเกือบ 2 ทุ่ม ว่า
กำลังชุลมุนกับทหาร
พอผ่านไปแค่ 10 นาทีเพื่อนลูกชายโทรมาบอกว่าลูกชายถูกยิง


"เสียใจมากเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่
ลูกชายเป็นเด็กดีไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้าทำงานช่วยพ่อแม่มาตลอด
วันหนึ่งออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยแล้วโดนทหารยิง
แม่ระบุเลยว่าเป็นทหารยิงลูกแม่
ไม่รู้จะพูดยังไง ไม่เคยพบเคยเห็นรัฐบาลอะไรที่เป็นแบบนี้
อะไรหลายสิ่งหลายอย่างปกปิดประชาชน
มีแต่ความเท็จ มีแต่โกหก
ไม่อยากจะหวังอะไรกับรัฐบาลชุดนี้ ไม่รู้ว่าจะจบแบบไหน
แต่อย่างไรก็ขอให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น ขอให้คนที่รับผิดได้รับโทษ
เพราะเขาตายเนื่องจากโดนทหารยิง
แล้วทหารก็ถูกสั่งมาให้มาสลายการชุมนุม
ทุกวันนี้บอกได้เลยว่าเจ็บใจ เสียใจ แค้นใจ เกลียดทหาร
พอเห็นแล้วรู้สึกเกลียดเพราะเขาฆ่าลูกเรา" มารดานายเทิดศักดิ์กล่าว


มารดานายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า
ครอบครัวเราเป็นรากหญ้าคนจน ค้าขายอาหาร
ลูกชายพยายามดิ้นรนเรียนให้จบปริญญาตรี
คณะวิทยาศาสตร์ จากสถาบันราชภัฏพระนคร
เพื่อจะได้มีหน้าที่การงานที่ดีเก็บเงินมาเปิดร้านให้พ่อแม่ค้าขาย
รัฐบาลทำกับเราแบบนี้บอกตรงๆ สิ้นหวัง
ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาทดแทนลูกเราได้
แม้จะชดเชยเงินให้ก็ทดแทนความรักไม่ได้
ลูกชายเห็นความไม่ถูกต้องก็ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย
เขาเป็นเด็กที่สนใจการเมืองและรักความถูกต้อง


ทางด้านนายณัทพัช อัคฮาค น้องชาย น.ส.กมนเกด อัคฮาด
หรือน้องเกดอาสาพยาบาลของร่วมด้วยช่วยกัน
ที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค.
ว่า
ดีเอสไอออกมาแถลงเรื่อง 6 ศพในวัดปทุมฯ สามารถแยกได้ว่า
มีแนวโน้มว่าทหารเป็นคนยิงเจ้าหน้าที่เป็นคนกระทำการ
และอีกส่วนหนึ่งได้แยกออกมาว่า 3 ใน 6 ศพ ยังไม่ได้ข้อยุติ
โดยการตายอาจมีสาเหตุจากทหาร
กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ(นปช.) หรือ คนชุดดำตามที่รัฐบาลได้กล่าวอ้าง
ซึ่งได้สร้างความสับสนให้กับญาติผู้เสียชีวิตที่ได้รับฟังการแถลงมาก
กรณีที่ว่าหัวกระสุนมาจากบนลงล่าง 3 ศพ
จากส่วนที่ส่งคืนไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีแนวโน้มว่ากระสุนมาจากบนลงล่าง
ขอถามว่าอีก 3 ศพที่เหลือไม่ได้มาจากบนลงล่างใช่หรือไม่


"ถ้ามองในแง่การเมืองก็คงจะเป็นโจรชุดดำยิงออกมาจากวัดอีก
นี่คือสิ่งที่ผมไม่อยากได้ยิน ไม่อยากฟัง
ถ้าสัปดาห์หน้าจะแถลงแบบนี้อย่าแถลงดีกว่า
เพราะสิ่งที่เราอยากรู้ คือ ผลชันสูตร
เพราะว่าเราไปขอที่ไหนก็ไม่มีใครให้
ขอที่สถาบันนิติเวชก็ไม่ให้ ลงไปที่ตำรวจท้องที่ก็บอกว่าไม่มี
ส่งไปที่ดีเอสไอก็บอกว่ามีผลต่อทางคดีให้ดูไม่ได้
ในเมื่อผมเป็นญาติผู้เสียชีวิตโดยตรงผมเชื่อว่า
ผมมีสิทธิ 100 % สามารถที่จะรับรู้ว่าเป็นอย่างไร"
นายณัทพัช กล่าว


น้องชายน.ส.กมนเกด กล่าวต่อว่า
ดีเอสไอแถลงว่า 2 ศพน่าจะเกิดจากฝีมือ นปช.เป็นคนยิง
แต่ถามว่า 6 ศพจากวัดปทุมฯหลักฐานชัดเจน
ภาพจากบนรางรถไฟฟ้า คลิปวิดีโอ ปลอกกระสุนปืนบนรางรถไฟ
พยานหลักฐาน พยานบุคคลที่ไม่เคยพูดถึง หลักฐานขนาดนี้ยังไม่มั่นใจ
ใครเป็นคนกระทำเรื่องปลอกกระสุนก็หายเงียบไป
การที่ดีเอสไอออกมาพูดครั้งนี้ ใครก็พูดได้
ออกมาพูดเฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ทำอย่างเดียวคือ
โจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง คือ การแถลง 2 ศพที่เชื่อว่า นปช.เป็นคนทำ
แต่ถามว่าผู้ได้รับผลกระทบตรงๆ 89 ศพ
ประชาชนส่วนใหญ่ได้อะไรบ้าง ได้อะไรจากผลการแถลงครั้งนี้ คำตอบ คือ ไม่


"บอกอย่างเดียวว่าน่าจะเป็นฝีมือทหาร
พูดตรงๆคืออยากให้ดีเอสไอเปิดผลชันสูตร ชี้แจงออกมาเลยว่าจะเป็นผลเช่นไร จากไหน
เพราะมันค่อนข้างที่จะชัดเจนซึ่งสรุปออกมาหมดแล้ว
แค่ชี้แจงว่าเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง และอีกส่วนหนึ่งที่ออกมาบอกว่า
เป็นการกระทำของทหารของเจ้าหน้าที่รัฐ
ถ้าเกิดเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุแล้วทำให้คนอื่นเสียชีวิตแล้วไม่ต้องรับโทษ
สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลได้ จะเอากันอย่างนี้ใช่ไหม
ทหารฆ่าใครไม่ผิดใช่ไหม ประชาชนฆ่ากันได้
ถ้าไม่พอใจฆ่ากันไม่ผิด ถามว่าตีค่าประชาชนเป็นเงินหรือยังไง
ประชาชนมีค่าแค่ 4 แสน
ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้มาหรืออย่างไร"

น้องชายพยาบาลอาสากล่าว


นายณัทพัช ยังได้ตั้งคำถามอีกว่า
ประเทศนี้เป็นประเทศของประชาชนหรือของทหาร
ที่สามารถกระทำการแบบนี้ได้เคยเห็นหัวประชาชนตาดำๆที่เสียภาษี
ให้ซื้ออาวุธแล้วมาไล่ฆ่าพวกเขาแล้วบอกว่าไม่ผิด
ถ้าอยากได้การชดเชยก็ให้มาเรียกร้องแล้วส่วนที่เหลือจะเรียกร้องยังไง
เพราะคนตายไปแล้วอะไรจะชดชีวิตได้
ขณะนี้ ศพของ น.ส.กมนเกดและศพอื่นๆ
ยังไม่ได้ถูกแถลงออกมาว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด
ซึ่งอาจจะอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ
แต่อยากให้ดีเอสไอเปิดเผยผลการชันสูตรทั้งหมด
และขอให้รัฐบาลกลับไปทบทวนคำว่า "ทหารทำเกินกว่าเหตุแล้วไม่ผิด"

ขอให้กลับไปทบทวน พูดตรงๆ มันไม่เป็นธรรมกับประชาชน
ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจะพูดแบบนี้ ทางญาติก็ไม่ยอมและจะทำให้ถึงที่สุดเท่าที่ทำได้


ทางด้านนางพะเยา อัคฮาค มารดาน.ส.กมนเกด กล่าวว่า
ดีเอสไอแถลงออกแต่ละหัวข้อนั้นเลือกใช้ภาษาที่สับสน
แต่พวกเราก็ไม่ได้สับสนตามสิ่งที่เขาแถลงออกมา
มันไม่ได้เป็นผลดีกับประชาชนเลย
มันเป็นผลดีกับพวกเขามากกว่า
เพราะคำแถลงการณ์ยังออกมาแบบมั่นใจว่า นปช. ฆ่ากันเอง
รู้สึกว่าจะจงใจเกินไปหรือเปล่าที่จะให้ประชาชนสับสน
โดยการยกเอาคดีเบาๆ ขึ้นมาแถลงก่อน
แต่อะไรที่มีหลักฐานชัดๆข้อมูลจริงๆกลับไม่กล้าแถลงเอาของเบาๆมาผสมแล้ว
ให้คนเห็นว่านปช. ฆ่ากันเอง
อย่าง 6 ศพวัดปทุม มีหลักฐานพร้อมประชาชนทั้งประเทศรู้
แต่ไม่กล้าเอาหลักฐานมาแถลง
เลือกจุดที่ไม่แน่นอน ไม่มีหลักฐานชัดเจน มาแถลงเป็นการซื้อเวลาเท่านั้นเอง


"ถ้านายธาริต จริงใจต้องแถลงออกมาตรงๆ
เพราะมีหลักฐานทุกส่วน กรุณากล้าที่จะชี้ประเด็นตรง ๆ ว่าศพไหนตายยังไง
อย่าเข้าข้างรัฐบาลเกินไป อย่าเอาใจรัฐบาลเกินไป
แต่ดิฉันก็ดีใจที่มีคำแถลงออกมาถ้าดิฉันไม่ได้มอบครกกับสากให้ไป
คำแถลงคงไม่ออกมาเร็วขนาดนี้" นางพะเยากล่าว

นายสมใจ เข็มทอง พี่ชายนายมงคล เข็มทอง อาสาสมัครมูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง
ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.
กล่าวถึง
คำแถลงของของดีเอสไอว่าตามที่นายธาริต แถลงออกมาแบบนี้
เป็นการใส่ร้ายป้ายสี นปช. เพราะว่าหลักฐานที่แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ได้พิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่า
กรณี 6 ศพ มีคลิป มีภาพถ่ายที่ระบุชัดว่า จุดนี้ถูกยิงมาจากบนลงล่าง


"ผมกล้ายืนยันด้วยว่าเป็นทหารยิง เพราะทหารเข้ามากระชับพื้นที่
ทำไมต้องนำอาวุธสงครามเข้ามาด้วย เพราะคนเสื้อแดงไม่มีอาวุธมีมือเปล่ากับหนังสติ๊ก
ขอถามว่าดีเอสไอทำได้แค่นี้หรอ เป็นถึงระดับหน่วยพิเศษมีความสามารถแค่นี้เหรอ
หลักฐานที่ให้ไปไม่เพียงพอหรืออย่างไร แล้วขอผลชันสูตรก็ไม่กล้าให้ ไม่กระเตื้อง
ถามว่านายธาริต 2 มาตรฐานหรือเปล่า
ขอร้องว่าอย่าเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ศักดิ์ศรีอยู่ตรงไหน
คุณคิดว่าคุณรับตำแหน่งหน้าที่แล้วจะทิ้งหรืออย่างไร
เพราะเงินรายได้คุณมาจากภาษีประชาชน
ขอให้คิดตรงนี้ด้วยไม่ใช่คิดว่าจะทำอะไรก็ทำได้ ต้องเห็นใจประชาชนด้วย
ผมได้เห็นแถลงการณ์ออกมาแล้วเสียใจมาก
น้องผมเสียชีวิตในวัด
ทุกครั้งที่เขาออกมาช่วยเหลือประชาชนเป็นการ์ดอาสามูลนิธิปอเต๊กตึ๊ง(ชูใบรับรอง)
เขาออกมาช่วยเหลือทุกคนไม่แบ่งสี การที่นายธาริต พูดแบบนี้มันดูถูกกันหรือเปล่า
สุดท้ายนี้ขอสู้ต่อไปทุกรูปแบบ"
นายสมใจ กล่าว

เด็กเอ๋ย..เด็กน้อย..ความซวยมาเยือนเพราะโดนมาตราการตอบโต้

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

เด็กเอ๋ย..เด็กน้อย..ความซวยมาเยือนเพราะโดนมาตราการตอบโต้

สำนัก ข่าวต่างประเทศประจำรัสเซียเปิดเผยว่าเมื่อเวลา08.20น.ของวันที่17พ.ย.53 ได้มีการเรียกประชุมนัดพิเศษระหว่างสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย
(National Security Council, Russia and the Russian Defense Council)ในวาระพิเศษเพื่อหาแนวทางและท่าทีในการตอบโต้รัฐบาลไทยในกรณีส่งตัว
วิ คเตอร์ บูทให้แก่สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีรัสเซียเป็นประธานการประชุม และมีกำหนดการหารือ กรอบการเจรจากับสหรัฐในไม่ช้านี้ สำหรับผลการหารือ
ใน ครั้งนี้ถูกปิดเป็นความลับทางความมั่นคงของชาติ รัฐมนตรีด้านความมั่นคงของรัสเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อการตัดสินใจของผู้นำไทย และ
รัสเซียรับไม่ได้กับการ กระทำนี้ ประเทศไดที่เป็นมิตรกับรัสเซีย ก็จะไม่เป็นมิตรกับไทยได้เช่นกัน นายอนาโตลี เซร์ดยูคอฟ รมว.กระทรวงกลาโหมรัสเซีย กล่าว.

มาตราการที่ประเทศเราจะโดนตอบโต้จากรัสเซีย ได้มาจากแหล่งข่าวหลายสาย

1.ห้ามเครื่องบิน การบินไทย บินผ่านน่านฟ้าประเทศรัสเซีย…อันนี้ถือว่าจะดับเบิ้ลซวย
เพราะสายการบินของไทยต้องบินผ่านน่านฟ้ารัสเซีย เพื่อไปกลุ่มประเทศยุโรป
2.ไก่แช่แข็งที่ชาวรัสเซียบริโภคมากที่สุด อาจถูกระงับห้ามส่งเข้าไปราชอาณาจักรรัสเซีย
3.สินค้าเหล็กและน้ำมัน หยุดการส่งสินค้ามายังประเทศไทย
4. น้ำพริกเผาทุกยี่ห้อ กำลังเป็นที่โปรดปรานแม้กระทั่ง วลาดิเมียร์ ปูตินนายกฯยังชอบ
ทาขนมปัง อาจระงับการนำเข้า อย่างนี้ต้องใส่ถุงพลาสติก เข้าไปทางประเทศยูเครน
ก็ได้ คนไทยและคนรัสเซียติดใจโหยหายิ่งกว่ายาบ้า
5. สั่งห้ามนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจชาวรัสเซีย ไม่มีความจำเป็นเข้ามาในประเทศไทย บริษัททัวว์ท่องเที่ยวในไทยและโรงแรมแถบพัทยา เคราะห์ร้ายไม่รู้รอบที่เท่าไร ฝีซ้ำค้ำพลอยอีกระลอก
6.รอบๆประเทศไทย ต่อจากนี้ไม่ว่าจะเป็นลาว เมียนม่าร์ มาเลเซียและกัมพูชา คงได้สนุกคึกคักมากกว่าปรกติ อาจมีของแล่นชนิดใหม่ของรัสเซียเข้ามาทดลองให้ดู(รัสเซียเคยพูดไว้ปี 2551ตอนรบ.ท่านสมัคร อาวุธจะมีอีกมากมายมาเพ่นพ่านที่ตายแลนด์ อย่าแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้…เตือนกันมาแล้ว)

เข้าไปทวนข้อความและผู้ร่วมให้ความเห็นต่างๆจาก facebook ได้อีกครั้งหนึ่งจาก-

ที่มา
http://www.facebook.com/notes/asia-pacific-news-line/prachum-spha-klahom-rasseiy-rwm-kab-rathspha-rasseiy-ha-matra-kar-txbto-thiy
/166552423375278

และ
ที่มา http://www.mediathai.net/module/newsdesk/newsdesk_subcat1.php?board_id=30240
และ
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/oversea/127960

มาเจอมาตราการไม้นี้ เด็ดขาด ตัดเชือกกันซะเลย

ไม่ขอต้อนรับ ไม่ว่าจะเป็นสส. สว. คนในรัฐบาล เจ้าหน้าที่สาน
(ถ้าเป็นสานจากเมืองไคฟงต้อนรับเต็มที่)และบุคคลชั้นสูง ที่จะ
ไปเยือนเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กหรือจะไปโต้ลมหนาว ย่ำหิมะที่
จตุรัสแดง กลางกรุงมอสโก วงในรัสเซียบอกว่าให้นอนเฝ้าสนามบิน
กรุงมอสโก ที่มีสนามบินทั้งสิ้น ๕ แห่งได้แก่ Domodedovo (ดามา
เดียดาวา), Sheremetjevo 1 (เชอเรเมตเยวา ๑), Sheremetjevo
2 (เชอร์เรเมตเยวา ๒), Vnykovo (วนุกกาวา) และ Biykovo (บรึยกาวา)
แถมลดอุณหภูมิของฮีดเตอร์ในท่าอากาศยานให้หนาวเย็นซะให้เข็ด
แล้วจับส่งขึ้นเครื่องบินกลับเมืองไทย