WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 1, 2010

ขอไว้ อาลัย ให้ความเหี้-ย

ที่มา Thai E-News



ขอไว้ อาลัย ให้ความเหี้-ย
หน้าตัวเมีย เกินด่า ว่าหน้าด้าน
ยุติธรรม ตํ่าหาย ถึงวายปราณ
คนจัณฑาล รุมกระหนํ่า ยํ่าจมดิน

กฎหมาย ถูกลด เป็นกฎหมา
พวกห้าร้อย ด้อยปัญญา มาตัดสิน
บัญชีเคลียร์ เหี้ยสั่ง ล้างมลทิน
สว่างสิ้น เรื่องราว ชาวประชา

ฤๅยุคนี้ ยุคทอง ของเดรัจฉาน
คนชั่วช้า สามานย์ จึงหาญกล้า
คนให้ท้าย ร้ายระยำ เห็นตำตา
เฮี่ยสั่งฆ่า เหี้ยสาน พันธุ์เดียวกัน

เมื่อชนสิ้น ศรัทธา หาไม่พบ
เหี้ยสมคบ แผลงฤทธิ์ เข้าปิดกั้น
ประชาชน ไร้ที่พึ่ง ถึงทางตัน
ก็รอวัน ฉิบหาย ได้แล้วมึง


โดย Ngaesai

Monday, November 29, 2010

เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยละเอียด

ที่มา มติชน

มติ ชนออนไลน์ ถอดแถบเสียงคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่อ่านโดยนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อเวลา 14.10 น. ณ ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้

ศาลธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคหรือไม่ มีประเด็นวินิจฉัย5ประเด็น

-กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคของผู้ถูกร้องชอบด้วยกฏหมายหรือไม่

-การ กระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ในบังคับพระ ราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 หรือประราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพ.ศ.2550

-ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนานักการเมืองในปีพ.ศ.2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือไม่

-ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปีพ.ศ. 2548ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่

-กรณี มีเหตุที่ให้ยุบพรรคผู้ที่ถูกร้องหัวหน้า พรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกตัดสิทธิหรือถูกทอดถอนสิทธิที่เลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541หรือประกาศปฎิรูปการปกครองในระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นพระประมุขฉบับที่27

การกระทำของผู้ถูกร้องตามคำร้องอยู่ ในบังคับพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยประกาศ พ.ศ.2541 หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบ พรรค ในช่วงเวลาพ.ศ.2547-2548 ในช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองพ.ศ.2541 แต่ในขณะที่ยื่นคำร้องได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 แทน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ในส่วนของสารบัญญัติเกี่ยวกับเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองในคดีนี้ จะต้องใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบพระราชธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมืองพ.ศ.2541 ซึ่งใช้ข้อบังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุเป็นหลักในการพิจารณาวินิจฉัย

ใน กรณีพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา50/94นายทะเบียนมีความ เห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแจ้งต่ออัยการสูงสุดให้ยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรามนูญ เพื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง93/2ผู้ร้องยื่นคดีขอให้พรรคประชาธิปัตย์ที่ ถูกฟ้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา93 โดยอ้างว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 82 ที่บัญญัติให้พรรคการเมืองต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้เป็นไปตาม กฎหมาย แต่ต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินนั้นให้ถูกต้อง ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ใช่กรณีร้องขอต่ออัยการสูงสุด ที่ยื่นตามมาตรา95/1

พรรคการเมืองใดมีการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 82 หรือไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจนายทะเบียนนั้น มาตรา 82 เป็นเรื่องของการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองให้ถูกต้องรวม ทั้งการปฎิบัติงานทางด้านเอกสาร การจัดทำเอกสารต้องจัดทำรายงานให้ถูกต้อง รายงานประจำตามปกติ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่จะต้องดุแลปฎิบัติให้พรรคการเมืองทำตามหมายกำหนด อันเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนตรวจสอบ มาตรา 93 จึงเป็นหน้าที่นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนุญได้โดยตรง ซึ่งต่างจากการกระทำตามมาตรา 94 ซึ่งเป็นการกระทำในเรื่องที่ร้ายแรงกว่ามาตรา 95 จึงบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้อัยการสุงสุดผู้มีความชำนาญด้านกฏหมายเป็นผู้ดำเนินการ ในการพิจารณาของนายทะเบียนกฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องพิจารณาด้วยตนเอง นายทะเบียนจึงมีอำนาจที่จะแต่งตั้งหรือขอความเห็นจากผู้หนึ่งผู้ใดได้ รวมถึงการขอความเห็นจากคณะกรรมการการเลือกตั้งก็สามารถทำได้ แต่การตัดสินใจในขึ้นนี้นั้น ยังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องพิจารณาความเห็น ก่อนว่ามีเหตุให้ยุบพรรคการเมืองหรือไม่ คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ได้มีอำนาจที่จะวินิจฉัยชี้ขาดในเบื้องต้นว่า มีเหตุที่จะต้องยุบพรรคการเมืองนั้น ตามมาตรา 82 หรือไม่ แต่มีอำนาจให้เพียงแต่ความเห็นชอบตามที่นายทะเบียนเสนอเท่านั้น จากคำร้องของของผู้ร้อง

คำชี้แจงและคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาด เบื้องต้น ในปัญหาข้อกฎหมายของผู้ถูกร้องประกอบกับคำร้องคัดค้านคำร้อง ขอวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายของ นายอภิชาติ สุคขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมือง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2552 กรมสอบสวนคดีพิเศษ นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ได้แจ้งนายทะเบียนพรรคการเมืองขอตรวจสอบว่า ผู้ถูกร้องกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 รวม 2 กรณีคือ 1.การที่ บริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)จ่ายเงินค่าจ้างทำสื่อโฆษณาให้กับ บริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด เป็นการอำพรางการบริจาคเงินของบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)ให้กับผู้ถูกร้อง และ

2.การใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองของ ผู้ถูกร้อง ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง หลังจากที่ได้รับแจ้งแล้ว นายอภิชาติ ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้แต่งตั้งคระกรรมการสืบสวนสอบสวนในเรื่อง ดังกล่าว เพื่อรายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ โดยมีนายอิสระ หลิมศิริวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ทำการสืบสวนสอบสวนและตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องแล้ว มีความเห็นว่า ผู้ถูกร้องมิได้กระทำผิดทั้งสองประเด็น โดยมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในประเด็นที่สอง ซึ่งเป้นมูลคดีของคดีนี้ และได้รายงานผลการสืบสวนสอบสวนให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ

ต่อ มาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณา รางงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน แล้วมีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามมาตรา 95 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ที่ไม่เกี่ยวกับมูลคดีนี้ ซึ่งจะต้องดำเนินตามมาตรา 93 การลงมติดังกล่าวนายอภิชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นเสียงข้างน้อยมีความเห็นและลงมติทั้งสองกรณีว่า

1.ข้อเท็จจริง ยังฟังไม่ได้ว่าบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)บริจาคเงินให้ผู้ถูกร้อง และ2.กรณีในการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมายและรายงานการ ใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นคำร้องตามคดีนี้นั้น นายอภิชาติมีความเห็นว่า จากการตรวจสอบรายงานเอกสารการใช้จ่ายเงินของพรรคประชาธิปัตย์ ตามข้อมูลผู้ตรวจสอบบัญชี บริษัท สำนักสอบบัญชีทรัพย์อนันต์ จำกัด ไม่พบความผิดปกติในระบบเอกสารแต่อย่างใด จึงเชื่อตามเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบตามระบบแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้ จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์จริง ประกอบกับพยานหลักฐานในการสอบสวนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร คำให้การของนายประคอง สุนทรสุข แทนพล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบกับพยานเอกสารที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเงินสนับสนุนการเมืองจำนวน ดังกล่าว ใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยมีการขอปรับโครงการและได้รับการอนุมัติแล้ว

จึงเป็นการเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อนของผู้กล่าวหา จึงให้ยกคำร้องคัดค้าน ตามความเห็นของคณะกรรมการการสืบสวนสอบสวน หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติดังกล่าวนายอภิชาติ ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อดำเนินการ ตามพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างมาก โดยมีม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินตามอำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ ตามกฎหมายนั้นนายทะเบียนย่อมมีอำนาจที่จะดำเนินการได้ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 6 วรรค 1

ต่อ มา วันที่ 12 เมษายน 2553 ประธานคณะกรรมาการได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมกับความเห็นเสนอต่อนายทะเบียน พรรคการเมืองในวันเดียวกันนั้น นายอภิชาติ ในฐานนะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้บันทึกความเห็นไว้ในท้ายหนังสือแจ้งผลพิจารณาของคณะกรรมการการตรวจสอบว่า พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงตามที่คณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ รวบรวมเพิ่มเติมจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เคยแต่งตั้ง คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนได้รวบรวมไว้ในเบื้องต้นอาจมีการกระทำตามมาตรา 94 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 หรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเห็นควรนำสู่การพิจารณามิติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาเรื่องโดยด่วน โดยผ่านประธานกรรมการการเลือกตั้ง

นายอภิชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เรียกประชุมคระกรรมการการเลือกตั้งในวันที่ 12 เมษายน 2553 โดยได้นำผลของการตรวจสอบของคณะกรรมการดังกล่าว จากประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ที่ประชุมคณะกรรกมการการเลือกตั้งมีมติสำหรับกรณีคำร้องกรณีนี้ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยุบพรรคการเมืองผู้ถูกร้อง และมีมติเสียงข้างมากให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุดพร้อม ด้วยหลักฐาน เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคของผู้ถูกร้อง ตามมาตรา 95 โดนนายอภิชาติในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่าให้นายทะเบียนพรรคการเมืองตามความเห็นชอบของ คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 2

ต่อ มาวันที่ 21 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งมิได้เข้าประชุม ด้วย ที่ประชุมได้มีมติเอกฉันท์เห็นนชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 โดยถือว่าความเห็นส่วนตนของนายอภิชาติที่ลงมติไว้ในการประชุมของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เป็นความเห็นของนายทะเบียน

จึง มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ความเห็นของประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ลงมติไว้เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 นั้น เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 6 วรรค 1 บัญญัติให้ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและนาย ทะเบียนพรรคการเมืองไว้ต่างหากจากกัน และบางกรณีจะบัญญัติให้คระกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมืองให้ อำนาจหน้าที่ในลักษณะร่วมมือหรือถ่วงดุลกัน กรณีที่บัญญัติไม่เป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เช่น ตามมารตรา 74 ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจและหน้าที่ ในการจัดสรรเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ควบคุมดูแลการใช้จ่ายเงินหมุนเวียนและพัฒนาพรรคการเมือง กรณีตามมาตรา 81 คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกำหนดให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนด้านต่าง ๆ เป็นต้น

ส่วนกรณีที่บัญญัติให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของนายทะเบียน พรรคการเมือง ผู้เดียว เช่นตามมาตรา 42 และมาตรา 13 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่ในการนับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการ เมือง หรือมาตรา 41 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหนังสือแจ้งเปลี่ยนแปลง นโยบายพรรคการเมืองและข้อบังคับพรรคการเมือง เป็นต้น สำหรับกรณีที่บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมืองมี อำนาจหน้าที่ในลักษณะร่วมกันหรือถ่วงดุลกัน เช่นตามมาตรา 92 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีพรรคการเมืองมีเหตุต้องเลิก ถ้าเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองจริง ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การเลิกพรรคการเมืองนั้น หรือมาตรา 93 วรรค 2 กรณีการยื่นดำเนินการคำร้องของให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามมาตรา 42 วรรค 2 หรือมาตรา 82 เป็นต้น

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ได้แบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองไว้ต่างหากจากประธานคณะ กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่งที่ต่างกัน ทำให้มีภาระหน้าที่แตกต่างกันกันด้วย ปัจจัยที่จะนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์พิจารณาวินิจฉัยปัญหาใด ๆ ย่อมขึ้นอยู่กับตำแหน่งหน้าที่ที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นว่ามีภาระหน้าที่อย่างไร การที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้วินิจฉัยว่ามีการกระทำ ความผิดตามมาตรา 82 ตามพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 หรือไม่ ก็เนื่องมาจากนายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่ในดูแลการปฏิบัติของพรรคการ เมืองให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดการปฏิบัติของพรรคการเมืองเป็นอย่างดี ส่วนประธานกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของพรรคการเมือง คงมีอำนาจเพียงตรวจสอบว่าความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองมีเหตุสมควรหรือ ไม่ ประเด็นการวินิจฉัยจึงต่างกันในสาระสำคัญ

ถึงแม้ว่าวันที่ 12 เมษายน 2553 นายอภิชาติได้ทำความเห็นไว้สองความเห็น คือ ความเห็นที่ตัดสินสั่งให้ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ส่วนความเห็นในการลงมติในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นการออกความเห็นในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงย่อมแสดงให้เห็นว่าในวันที่ 12 เมษายน 2553 นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นเพียงว่า อาจมีการกระทำตามมาตรา 94 ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 หรือไม่ก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเห็นควรนำสู่การพิจารณาของมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการกระทำตามมาตรา 82 และมาตรา 93 แต่อย่างใด

ส่วน นายอภิชาติ ได้ทำความเห็นส่วนตนในการลงมติเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เป็นการกระทำในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความเห็นนายอภิชาติในการลงความเห็นดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของมติที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจใด ๆ ที่จะร่วมลงมติในการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การลงมติดังกล่าวจึงแตกต่างจากความเห็นต่างที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ได้มีความเห็นเช่นนั้นก่อนแล้ว จึงเสนอความเห็นให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาให้ความเห็นชอบ ความเห็น

นาย อภิชาติในการลงมติในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะหากจะถือเช่นนั้นก็ปรากฎข้อเท็จจริงว่า นายอภิชาติได้ไปลงมติในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น แล้วในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2252 ว่า ผู้ถูกร้องได้นำเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยมีการขอปรับโครงการและได้รับการอนุมัติแล้ว ซึ่งหาได้มีการถือว่า ความเห็นในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว เป็นความของนายทะเบียนพรรคการเมืองแต่อย่างใด

อนึ่งการที่กฎหมาย บัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้องใน คดีนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมหมายความว่าประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นคดีนี้ฉันใด การทำความเห็นส่วนตนของนายอภิชาติในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 จึงมิใช่ความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองฉันนั้น นอกจากนี้การตัดสินใจของนายอภิชาติในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตามที่ปราก ฎในบันทึกข้อความ ในเอกสารหมาย ร13 นั้น ก็ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาด หรือเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ผู้ถูกร้องได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ผู้ถูกยุบพรรคหรือไม่ แต่เป็นการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่า อาจมีการกระทำตามมาตรา 94 หรือไม่ ก็ได้ เท่านั้น และการกระทำตามมาตราที่ 94 เกี่ยวกับการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองผิดกฎหมายหรือการรายงานการใช้เงิน ไม่ตรงตามความเป็นจริง อันจะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 82 ที่จะเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองในมาตรา 83 แต่อย่างใด

เมื่อนาย ทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นเป็นเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูก ฟ้องตามมาตรา 93 แห่งพรรคการเมืองบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 การให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553เป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนในส่วนที่เป็นสาระสำคัญจึงไม่มีผลทางกฎหมาย ที่ให้นายทะเบียนทางพรรคการเมือง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกฟ้องได้

อนึ่งมี เหตุผลในการวินิจฉัยอีกว่า เนื่องจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ผู้ประสงค์ประกอบนายทะเบียนพรรคการเมือง ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นการตรวจสอบภายในองค์กรด้วยกันเอง อันเป็นกฎหมายในวิธีพระราชบัญญัติที่กำหนดวิธีปฎิบัติ ยื่นคำร้องขอยุบพรรคการเมืองได้แล้วประกอบกับคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็น องค์การที่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนต่อข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดข้อโต้แย้ง ที่เกิดจากการกระทำตามพระราชบัญญัติประกอบพรรคการเมืองตรงนี้เป็นรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 236 คณะกรรมการเลือกตั้งมีอำนาจควบคุมและกำกับดูแล นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องพัฒนาตามมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องยื่นคำร้องมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองในระยะเวลา ที่กำหนดเป็นกระบวนการ

ในส่วนของกฎหมายพระราชบัญญัติที่ใช้บังคับ อยู่ในปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติประกอบพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 2 และมาตรา 95 นายทะเบียนต้องเสนอความเห็นด้วยว่าพรรคการเมืองใดมีความเห็นต่อการเลือกตั้ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมือง นั้นข้อกล่าวหาตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2550 มาตรา 94 ที่มาตรา 95 บัญญัติว่านายทะเบียนต้องตรวจสอบกรณีนั้นด้วยอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนแล้ว เสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพร้อมความเห็นว่า พรรคการเมืองใดจะทำตามมาตรา 94 หรือไม่โดยไม่ต้องคำนึงว่าต้องเสนอว่าเป็นความเห้นที่ต้องให้ยุบพรรคการ เมืองนั้นหรือไม่ สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของกฏหมายใช้ดุจพินิจของพรรคการเมืองและได้รับการตรวจ สองไตร่ตรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ในกรณที่ให้ยุบพรรคการ เมือง นายทะเบียนเสนอความเห็นด้วยว่าพรรคผู้ถูกร้องมีเหตุผลในพระราชบัญญัติต่อรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 1 ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้ เมื่อผู้ร้องได้รับหนังสือขอตรวจสอบพรรคผู้ถูกฟ้องของกรมสอบสวนคดีพิเศษและ นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์แล้ว ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2552 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 48/2552 ตามด้วยเหตุผลว่าการตรวจสอบคณะกรรมการการเลือกตั้งกรณีไม่ใช่การตรวจสอบจาก นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยมีเหตุอันสมควรว่ามีการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืน ให้ปฎิบัติตามกฎหมายดังกล่าวทั้งสองข้อกล่าวหามีมติคณะกรรมการชุดที่เป็น ประธานสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าว

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ในการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ 144/2552 ได้พิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 2 ข้อกล่าวหามีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากส่งให้ผู้ร้องพิจารณาดำเนินการ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 95 ทั้ง 2 ข้อกล่าวหา โดยผู้ร้องในฐานะประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ร่วมลงมติเป็นความเห็นเสียงข้างน้อยให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องทั้ง 2 ข้อกล่าวหา โดยไม่พบว่ากระทำผิดนั้น ความเห็นของผู้ร้องไม่ผูกพันคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพราะผู้ร้องต้องปฏิบัติตามให้เป็นไปตามมติเสียงข้างมาก แต่โดยที่มติของคณะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างมาก เป็นการพิจารณารวมกันไปทั้ง 2 ข้อกล่าวหา จึงต้องเป็นกรณีแยกพิจารณาแต่ละข้อกล่าวหาให้ชัดเจน เพราะมติกรณีข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 95 ถือได้ว่าเป็นมติเสียงข้างมากที่สั่งการให้ผู้ร้องพิจารณามีความเห็นก่อน แล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาต่อไป เป็นข้อกล่าวหาที่นายทะเบียนเห็นชอบที่จะตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบก่อน เสนอความเห็นได้ ส่วนกรณีข้อกล่าวหา ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 1 การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากสั่งการรวมกันไปว่าให้ผู้ ร้องมีความเห็นก่อนแล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นความไม่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายในองค์กรขณะนั้น

ต่อมาใน การประชุมครั้งที่ 41/2553 วันที่ 12 เมษายน 2553 ความเห็นของเสียงข้างมากให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงของทั้ง 2 ข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกันจึงยังคงมีมติให้แจ้งผู้ร้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 95 เช่นเดิม โดยผู้ร้องและนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นให้ผู้ร้อง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 95 วรรค 2

และ ต่อมาในการประชุมครั้งที่ 43/2553 วันที่ 21 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติเอกฉันท์ที่ชัดเจน ยืนยันเห็นชอบให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 2 แสดงให้เห็นว่า มติเสียงข้างมากของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นเห็นชอบให้ผู้ร้องยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 2 ตั้งแต่ วันที่ 17 ธันวาคม 2552 แล้ว

โดยผู้ร้องไม่ จำต้องเสนอความเห็นก่อนอย่างใดกรณีนี้ถือได้ว่า คดีนี้ความได้ปรากฏต่อนายทะเบียนว่า พรรคผู้ถูกร้องมีกรณีตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 1 แล้ว และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ได้แล้ว และระยะเวลาที่ต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 17ธ.ค.2552 อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังกล่าว

การ ทีผู้ร้องมีคำสั่งที่ 9 /2552 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2552 แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อตรวจสอบสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ชุดนายอิสระ หลิมศิริวงศ์ เป็นประธานอีก แล้วผู้ร้องเสนอโดยไม่ได้มีความเห็นให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องหรือไม่ประการใด เช่นเดิม และคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากในการประชุมครั้งที่ 47/2553 เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เห็นชอบให้ผู้ร้องแจ้งอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งยุบพรรคผู้ถูกร้อง ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 94(3)(4)และมาตรา 65 ทั้งสองข้อกล่าวหาอีกครั้งหนึ่ง

แม้ ว่าต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีมติเป็นเอกฉันท์ ในการประชุมครั้งที่ 43/2553 เห็นชอบให้ผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 นั้น กระบวนการดังกล่าวข้างต้นเป็นการตรวจสอบภายในองค์กร และเป็นเพียงการยืนยันการปรับบทบังคับใช้กฎหมายให้ชัดเจนภายในองค์กร ที่ยังคงต้องอยู่ภายในบังคับตามระยะเวลาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองพ.ศ.2550 มาตรา 93 วรรค 2 กำหนด ว่าต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากในการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติแต่งตั้ง นายอิสระ หลิมศิริวงศ์ เป็นประธานในครั้งแรก และถือว่าเป็นวันที่ความปรากฎต่อผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองด้วย

เมื่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลา 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคของผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบ ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นอีกต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีนี้จึง ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในกรณีอื่นอีกต่อไปให้ยกคำร้อง

เปิดศึก4ด้าน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




อย่ากะพริบตา วันจันทร์นี้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์คงจะรู้ชัดว่าออกหัวหรือก้อย

เดิมทีศาลรัฐธรรมนูญนัดหมายให้เป็นวันที่ทั้งฝ่ายโจทก์คือกกต.และจำเลยคือพรรคประชาธิปัตย์แถลงปิดคดี

แต่กระแสข่าวในช่วง 2-3 วันมานี้ คาดการณ์กันว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยทันที

ต้องลุ้นกันระทึกว่าจะยุบหรือไม่ยุบ!?

จะตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดหรือว่าแค่บางส่วน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่

ต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาวิกฤตของนายกฯมาร์คจริงๆ

ปัญหา รุมเร้ามาตลอด นับจากการสลายม็อบแดงจนมีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน เป็นเหมือนตราบาป โดนม็อบแดงตามกดดันให้รับผิดชอบมาตลอด 6 เดือน และมีแนวโน้มว่าจะดุเดือดยิ่งขึ้นในช่วงเดือนธ.ค.นี้ไปจนถึงปีใหม่

ก็เพราะความ 2 มาตรฐานนั่นเอง!

การโหวตร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านไปหมาดๆ ก็เป็นไปแบบกระท่อนกระแท่น อลหม่าน

ม็อบที่เคยร่วมหัวจมท้ายกันมาจนได้เป็นรัฐบาล กลับแว้งใส่กันเอง

เพียงเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัว!?

นายกฯมาร์คคงไม่คาดคิดว่าจะมีวันที่ต้องประสบชะตากรรมเดียวกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

โดนศาสดาม็อบผู้มีพระคุณเล่นงานเข้าให้บ้าง

คำชื่นชมรื่นหูกลายเป็นคำก่นด่าสาปแช่ง

ความสัมพันธ์กับกองทัพก็ไม่เหมือนเดิม ไม่กลมเกลียวเหมือนเมื่อครั้งที่จัดตั้งรัฐบาลกันใน 'ราบ 11'

ความเหินห่างสะสมมาพอสมควร

และรุนแรงขึ้นเมื่อนายกฯมาร์คออกมายอมรับเรื่องที่ประชุมบริหารพรรคประชาธิปัตย์มีการหารือกันเรื่องจะมีปฏิวัติในเร็วๆ นี้

บรรดาผบ.เหล่าทัพต้องออกมายืนกรานเสียงแข็งว่าไม่มีปฏิวัติแน่ๆ

ระหองระแหงกันเรื่อยมาจนล่าสุดคำสั่งศอฉ.ห้ามขายรองเท้าแตะหน้ามาร์ค

เบรกกันไปกันมาระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพ

ยังมีเรื่องเก่าความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยที่กลายเป็นเรื้อรังไปแล้ว

ถึงเวลานี้นายกฯมาร์คต้องทำใจ ยอมรับสภาพ หน้าตาเลยดูหมองๆ ไปเยอะ

ผิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ดูผุดผ่องมีราศี ท่ามกลางกระแสข่าวคั่วนายกฯสำรอง

ว่าไปแล้วนายสุเทพอาจเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หากเกิดมีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาจริงๆ

องค์ประกอบต่างๆ ก็เอื้ออำนวย เป็นส.ส. ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค

ยิ่งความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาล-กองทัพก็ยังแน่นแฟ้น

สมมติว่าพรรคประชาธิปัตย์เกิดปาฏิหาริย์ รอดจากการยุบพรรคขึ้นมาจริงๆ

แต่เก้าอี้นายกฯของนายอภิสิทธิ์ คงไม่มั่นคงเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

เพราะเปิดศึก 4 ด้าน

'แดง-เหลือง-เขียว-น้ำเงิน'นัวเนียกันไปหมด

การ์ตูน เซีย 29/11/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_130193

การ์ตูน เซีย 29/11/53

ผมดีใจที่เขาไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



ผม ฟันธงมาตั้งนานแล้วว่า เขาไม่มีทางยุบพรรคประชาธิปัตย์แน่นอน และเป็นไปไม่ได้ที่จะยุบ เพราะมันทำให้เกิดกระเพื่อมในโครงสร้างอำนาจของพวกเขา พวกเขาไม่มีทางเลือก แม้จะถูกด่าถูกประณามว่าสองมาตรฐาน ก็ต้องยอม เพื่อไปตายเอาดาบหน้า

เมืองไทยตอนนี้ รัฐบาลอาจแข็งแกร่ง แต่ "ระบอบ" อ่อนไหวอย่างยิ่ง และผมค่อนข้างเชื่อว่าจะล่มสลายแน่นอน

นี่เป็นแค่ฟางอีกเส้น ที่อูฐคือ ชาวบ้านใกล้หลังหักเต็มทีแล้ว

ยังมีฟางเส้นต่อไป คือ "การโกงเลือกตั้ง" เพื่อใ้ห้ฝ่ายตัวเองยังคงอำนาจได้ในอนาคตอันสั้นนี้

หรือไม่ก็ทำรัฐประหาร เมื่อไม่มีทางเลือก

ฟางถูกใส่ลงไปบนหลังอูฐที่แ่อ่นเต็มทีแล้ว รอวันหลังหัก

ผมฟันธงว่า พวกเขาต้องโกงเลือกตั้งในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป หรือไม่ก็ต้องทำรัฐประหารแน่นอน

พวก เขาไม่มีทางที่จะสร้างศรัทธาคืนกลับมาได้เลย หวังเอาเพียงน้ำบ่อหน้าว่า "คนเสื้อแดงจะอ่อนกำลังลง" ซึ่งเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ท่ามกลาง "การทำกรรม" ที่น่ารังเกียจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ผมไม่ได้ห้ามเรื่อง "ด่าความสองมาตรฐานครั้งนี้ " ด่ามันได้เต็มที่

แต่อย่าผิดหวังที่ ปชป. ไม่ถูกยุบ เพราะมันอยู่ในวิสัยที่เราคาดการณ์ ได้อยู่แล้วว่าัมันต้องออกอย่างนี้ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

แต่ไม่ยุบแน่นอน

วันนี้ ผมเชื่อว่า ระบอบนี้กำลังจะล่มสลาย ศรัทธาหายไปอย่างที่ไม่อาจหวนกลับมาได้แล้ว

มติ 4-2 ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องยุบประชาธิปัตย์

ที่มา ประชาไท

ศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 2 ยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ชี้กระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องล่าช้ากว่ากำหนด ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงวินิจฉัยยกคำร้อง

วันนี้ (29 พ.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ช่วงเช้าวันนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์เพื่อให้คู่กรณีแถลงปิดคดีด้วยวาจา ในกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชา ธิปัตย์ จากกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์

โดยล่าสุดเมื่อเวลา 14.45 น. ภายหลังจากการอ่านคำวินิจฉัยเป็นเวลา 40 นาทีโดยประมาณ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 2 ยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระบวนการยื่นขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โดย จาก 5 ประเด็นที่สองฝ่ายชี้แจงคือ 1.กระบวนการยื่นขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2.การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2541 หรือ พ.ร.บ.พรรคการเมืองปี 2550 3.พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการ พัฒนาพรรคการเมือง ในปี 2548 ตามโครงการที่ได้รับที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ 4.พรรคประชาธิปัตย์จัดทำรายการใช้จ่าย อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ และ 5.กรณีที่มีเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าและกรรมการพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องถูกตัดสิทธิหรือไม่ ดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเพียง 1 ข้อ

โดยศาลวินิจฉัยว่าเห็นชอบว่า กกต.ทำตามกระบวนการ โดยให้นายทะเบียนพรรคการเมืองได้พิจารณาและยื่นคำร้องนั้นถูกต้อง แต่โดยระยะเวลานั้นไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งนับจากวันที่รับทราบถึงการกระทำผิด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ภายใน 15 วัน แต่ว่า กกต.ยื่นล่าช้ากว่ากำหนด โดยรับทราบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 เมื่อมีการไต่สวนและตรวจสอบข้อเท็จจริง นับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 จึงเท่ากับว่า กกต.ยื่นล่าช้ากว่ากำหนด

ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. กรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยมติ 4 ต่อ 2 เสียง โดยไม่ได้พิจารณาใน 4 ประเด็นที่เหลือ

อยากได้ความยุติธรรม?...จัดไป3ปี!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 พฤศจิกายน 2553

ตัดสินจำคุก 'สุชาติ นาคบางไทร' 3 ปี ข้อหาหมิ่นสถาบัน

เวบไซต์ประชาไท รายงาน ว่า ศาลอาญา ถนนรัชดา ได้ตัดสินคดีของนายสุชาติ นาคบางไทร หรือ วราวุธ ฐานังกรณ์ หมายเลขแดงที่ อ.3964/2553 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากอัยการส่งฟ้องในวันที่ 23 พ.ย. โดยพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 คงจำคุก 3 ปี

ในคำ ฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 เวลาประมาณ 18.05 น.-18.15 น. จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวที แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ท้องสนามหลวง ด้วยการกระจายเสียงทางเครื่องขยายเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังการปราศรัยจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยพูดจาบจ้วง พูดเปรียบเทียบและเปรียบเปรย ล่วงเกิน ด้วยถ้อยคำหยาบคาย พูดใส่ความหมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบัน ทำให้พระองค์ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ และยังกล่าวแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสมเด็จพระบรมราชินีนาถองค์ปัจจุบันด้วย เหตุเกิดที่ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ สุชาติถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 14 ต.ค.51 และได้หายตัวไปจนกระทั่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. บริเวณประตูน้ำ

เจ้าตัวไม่สู้คดี เพื่อหวังจะติดคุกไม่นาน


"น้า ชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่ไป เยี่ยมรายงาน


สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ รายงานว่า จากการเข้าเยี่ยมนายสุชาติ นาคบางไทร แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ก่อนจะมีการตัดสินคดีนั้น นายสุชาติแจ้งกับผู้ไปเยี่ยม ว่า ขอให้คนที่สนับสนุนเขา หยุดการต่อสู้ทางคดีไว้ทั้งหมด เพราะเขาได้ยอมรับสารภาพไปทั้งหมดแล้ว เขาจะไม่ขอทนาย ไม่ขอประกัน ไม่ขออภัยโทษ ดังนั้นจะไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้องกับคนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเรียกร้องประ ชาธืปไตยทั้งสิ้น ขอให้พวกเราทุกคนสบายใจ และดำเนินชีวิตไปตามปรกติ และต่อสู้ต่อไปตามวิถีของตัวเอง

"น้าชาติจะพยายามปรับตัวให้ใช้ชีวิต อยู่ในคุกให้ได้ อาจจะใช้เวลาที่อยู่ในคุก ไปในการเขียนหนังสือ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้ไปตามวิถีของตัวเองต่อไป"สมาชิกกลุ่มคนวันเสาร์ที่ไปเยี่ยมรายงาน

ดร.สม ศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ เขียนแสดงความเห็นในกระดานสนทนา คนเหมือนกันว่า..ความจริง มีคนบอกผมมาสักพักนึงแล้วว่า คุณสุชาติ กลับเข้ามาเมืองไทย ตอนแรกที่ผมได้ยิน ก็ตกใจและแปลกใจเหมือนกัน เห็นคนที่บอก เขาว่า เข้าใจว่าคุณสุชาติอาจจะคิดว่า ถ้าอยู่เฉยๆไม่ทำอะไรให้เป็นข่าว ก็อาจจะอยู่ได้ นี่แสดงว่า ตำรวจอาจจะได้ยินข่าวคราวขึ้นมา?

เรื่องไม่สู้คดี "สารภาพ" (ไม่อุทธรณ์ ฎีกา ไม่เอาทนาย) ผมก็อ่านจากข่าวเช่นกัน

ผม เดาว่า คุณสุชาติ คงคิดในแง่ว่า ถ้าทำในลักษณะนี้ มีโอกาสที่ภายในประมาณ 2 ปี ก็สามารถเป็นอิสรภาพได้ ในกรณีที่โดนตัดสิน แล้วยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ ทำนองเดียวกับคุณสุวิชา ท่าค้อ และคุณบุญยืน (ดูเหมือนจะประมาณ 2 ปีนับจากถูกจับทั้งคู่)

ดังที่ผมเคยเขียนไป ก่อนหน้านี้ เช่นกรณีคุณสุวิชา เรื่องคดี ม.112 นั้น ต้องแล้วแต่ แต่ละคนที่ต้องคดีจะตัดสินใจตามสภาพของตัวเอง (และครอบครัว) ผมไม่มีความเห็นอะไร ลักษณะของคดีนี้ มันไมใช่คดีธรรมดา โอกาสที่ ถ้าถึงขั้นฟ้องศาลแล้ว จะสู้คดี แล้วชนะ เป็นไปได้ยากมากๆ (ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าศาลตัดสินใจว่า ไม่ผิด จะไม่ยิ่งเป็น "ตัวอย่าง" ให้กับคนอื่น) ดังนั้น อย่างกรณีคุณสุวิชา คุณบุญยืน ที่ตัดสินใจในลักษณะนั้น ก็คงพอเข้าใจได้ คุณสุชาติ ก็อาจจะคิดในลักษณะคล้ายกัน

อย่างกรณีคุณดา (ตอปิโด)คงอีกหลายปี กว่าจะผ่านขั้นอุทธรณ์ และถ้าตัดสินยืนว่าผิดอีก ก็คงอีกเป็นปี กว่าจะถึงขั้นฎีกา ฯลฯ และถ้าผิดอีก ? ถึงตอนนั้น จะขอพระราชทานอภัยโทษได้หรือไม่ โอกาสอาจจะน้อยลง สรุปแล้ว มีความไม่แน่นอนสูงมาก

*********
รายงานเกี่ยวเนื่อง:

-สดุดีวีรประวัติ 4 ปีการลุกขึ้นสู้ของภาคพลเมือง สดุดีอิฐก้อนแรก สุชาติ ณ บางไซ

-ย้อนอดีตกันเรื่องฅนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ จากปากฅนวันเสาร์

Sunday, November 28, 2010

กงเกวียนกำเกวียน

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์ สถานีความคิด หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 27 พฤศจิกายน 2553)


ใครจะไปนึกว่าวันหนึ่ง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" จะอยู่ในชะตากรรมเดียวกับ "ทักษิณ ชินวัตร"

ต้องเผชิญหน้ากับ "กลุ่มพันธมิตร" ที่เคยรักใคร่กลมเกลียวกันมาก่อน

และเป็น "แนวร่วม" ในการขับไล่รัฐบาล "ทักษิณ-สมัคร-สมชาย"

ก่อนหน้านี้ในการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" วิเคราะห์สถานการณ์แบบโยน "ระเบิด" ถามทางว่า "ม็อบพันธมิตร" ที่นัดชุมนุมกันในวันที่ 11 ธันวาคม มีบางคนต้องการสร้าง "เงื่อนไข" ให้ "กองทัพ" ทำรัฐประหาร

"รัฐประหาร" ในมุมของ "อภิสิทธิ์" คือ การพบกันระหว่าง "เชื้อเพลิง" กับ "ไฟ"

"เชื้อเพลิง" คือกลุ่มพันธมิตร

"ไฟ" คือ "กองทัพ"

ถ้ามีแต่ "เชื้อเพลิง" แต่ "ไฟ" ไม่เล่นด้วย การรัฐประหารก็ไม่เกิด

ดังนั้น ประเด็นเรื่อง "รัฐประหาร" ที่ "อภิสิทธิ์" จุดขึ้นมา หลายคนจึงมองว่า "ระเบิด" ที่โยนออกมาพุ่งเป้าไปที่ "กองทัพ"

มากกว่า "กลุ่มพันธมิตร"

จำได้ว่า "อภิสิทธิ์" เคยมีวาทกรรมหนึ่งที่คมคายอย่างยิ่ง

"การมีรัฐประหารทุกครั้ง เป็นการเพิ่มความเป็นไปได้ของการมีรัฐประหารครั้งต่อไป"

ครับ การรัฐประหารครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 หลังจากที่เมืองไทยว่างเว้นการรัฐประหารมานานถึง 15 ปี

เมื่อการแก้ปัญหาทางการเมืองที่สุดแสนจะ "โบราณ" และ "ล้าหลัง" ถูกนำมาใช้อีกครั้ง "ความเป็นไปได้" ที่จะเกิดการรัฐประหารครั้งต่อไปจึงสูงขึ้น

"อภิสิทธิ์" ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร

แต่พูดสั้นๆ แค่นี้ เพราะ "เนื้อหา" ส่วนใหญ่ "อภิสิทธิ์" จะพูดถึง "เงื่อนไข" ที่เกิดจากนักการเมืองมากกว่า

ในหนังสือ "ร้อยฝันวันฟ้าใหม่" ของ "อภิสิทธิ์" เขาบอกว่าการป้องกันการรัฐประหารที่ดีที่สุด คือ นักการเมืองต้องไม่สร้างเงื่อนไขแบบนี้อีก

ความผิดพลาดของ "อภิสิทธิ์" คือเขาไม่ปิดประตูตาย ปฏิเสธการรัฐประหารอย่างสิ้นเชิง

ระดับต่อให้เป้าหมายดีแค่ไหน นักการเมืองเลวเพียงใด "กองทัพ" ก็ไม่มีสิทธิรัฐประหาร

แต่แง้มประตูไว้นิดๆ ว่ารัฐประหารจะชอบธรรมเมื่อนักการเมืองสร้าง "เงื่อนไข" ขึ้นมา

ย้อนอดีตกลับไป จำ "เงื่อนไข" หรือ "เหตุผล" 4 ข้อที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ใช้ในการรัฐประหารได้ไหมครับ

1.เกิดความแตกแยกในสังคมไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน

2.รัฐบาลทุจริต ประพฤติมิชอบ และเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องอย่างกว้างขวาง

3.แทรกแซงอำนาจขององค์กรอิสระ

4.ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

อ่าน "เงื่อนไข" เหล่านี้แล้ว "อภิสิทธิ์" ก็มีสิทธิหนาวๆ ร้อนๆ

เพราะถ้าสถานการณ์เมื่อปี 2549 ยังบอกว่าสังคมไทยแตกแยก ปี 2553 ก็คงอยู่ในระดับแตกละเอียด

ส่วนเรื่องทุจริต รัฐบาลชุดนี้ไม่แพ้รัฐบาล "ทักษิณ" เผลอๆ จะชนะแบบขาดลอยด้วย

เรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ

คลิป "วิรัช" กับ "เลขาฯศาล" ก็ชัดยิ่งกว่าชัด

ส่วนเรื่อง "สถาบันเบื้องสูง" ครั้งก่อนกลุ่มพันธมิตรเป็นคนเปิดประเด็นโจมตี "ทักษิณ"

แต่ "อภิสิทธิ์" ไม่โดน มีแต่ข้อหาใหม่..."ขายชาติ"

ไม่แปลกที่วันนี้ "อภิสิทธิ์" จะมีอาการหนาวๆ ร้อนๆ ขึ้นมา

ทั้งที่ พล.อ.สนธิเคยสารภาพกับ "สำราญ รอดเพชร" เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551 ว่าเขาคิดเงื่อนไข 4 ข้อนี้ขึ้นมาเมื่อวันที่ 20 กันยายนหลังยึดอำนาจสำเร็จแล้ว

"4 ข้อนี้เราคิดขึ้นมาฉุกเฉิน ว่างั้นเถอะ ที่คิดว่ามีเหตุมีผล..."

ใครที่คิดว่าการรัฐประหารเมื่อปี 2549 จะเป็นการรัฐประหารครั้งสุดท้ายของประเทศไทย

ให้กลับไปอ่านคำพูดของ "อภิสิทธิ์" อีกครั้ง

"การมีรัฐประหารทุกครั้ง เป็นการเพิ่มความเป็นไปได้ของการมีรัฐประหารครั้งต่อไป"

...อาเมน

ผ่านด่านรธน. ลุ้นด่านยุบพรรค

ที่มา ข่าวสด



รัฐบาลอภิสิทธิ์ ผ่านด่านสำคัญเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแบบ เฉียดฉิว

โดยเฉพาะร่างแก้ไขมาตรา 93-98 ว่าด้วยระบบเขตเลือกตั้ง ซึ่งหลายคนวิตกว่าอาจเป็นชนวนวิกฤตร้ายแรง

ถึงขั้นทำให้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องตัดสินใจยุบสภา

ด้วย เหตุเพราะแต่ไหนแต่ไรมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกตั้งป้อมคัดค้านอย่างหนักจากสมาชิกภายในพรรคนำโดยสองผู้อาวุโส นายชวน หลีกภัย และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เคลื่อนไหวต่อต้านนอกสภา

แต่จากผลคะแนนโหวตที่ออกมาสะ ท้อนว่านายอภิสิทธิ์ ยังสามารถกุมสภาพภายในพรรคไว้ได้

สลัดหลุดจากร่มเงาของ 'ชวน-บัญ ญัติ'

ที่สำคัญตั้งแต่เรื่องของการเคลื่อนไหวคัดค้านในประเด็นการทำเอ็มโอยูพื้นที่เขตแดนไทย-กัมพูชา มาจนถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สิ่งที่เกิดขึ้นฉายภาพความหมาง เมินระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ กับแกนนำพันธมิตรฯ บางคนที่เคยเกื้อหนุนค้ำจุนกันมา

เป็นสัญญาณช่วงเวลาแห่งการตอบ แทนบุญคุณจบลงแล้ว

นับจากนี้ประชาธิปัตย์กับพันธมิตรฯ ตัวใครตัวมัน

อย่างไรก็ตาม ท่าทีนายอภิสิทธิ์ กับกลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่น่ากังวลใจเท่ากับท่าทีนายกฯอภิสิทธิ์ กับกองทัพเวลานี้

ซึ่งคุกรุ่นมาตั้งแต่นายกฯอภิสิทธิ์ ออกมารับลูกการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการชุดนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ผลักดันเข้าสู่รัฐสภา

ไม่แยแสกับเสียงคัดค้านของกลุ่มพันธมิตรฯ

ยิ่งไปกว่านั้นนายกฯ อภิสิทธิ์ ยังมองการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ มีเจตนายั่วยุให้ทหารออกมาปฏิวัติ ล้มกระดานการเมืองอีกรอบ

ทั้งยังพูดเองเออเองว่าพร้อมยุบสภาดีกว่าปล่อยให้มีการปฏิวัติ

สร้างภาพความเป็นนักการเมืองที่ยึดมั่นวิถีทางระบอบประชาธิปไตยให้ตัวเอง

ขณะเดียวกันก็สร้างภาพในทางตรงกันข้ามให้กับกองทัพ

เรื่องของคนที่แอบอิงอยู่กับกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการให้มีการปฏิวัติ นั่นก็เรื่องหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งคือกรณีนายกฯอภิสิทธิ์ ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. กรณีสั่งห้ามขายสินค้าของคนเสื้อแดง

และพยายามกดดันให้ศอฉ.ทบทวน

ก่อน หน้านี้นายกฯอภิสิทธิ์ เพิ่งจะสร้างภาพปล่อยตัวคนเสื้อแดงออกจากคุกมาหมาดๆ ซึ่งส่วนหนึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อตัวนายอภิสิทธิ์เอง แม้จะถูก มองเป็นการทำแบบผักชีโรยหน้าก็ตาม

การสั่งเบรกคำสั่งของศอฉ. จึงไม่แตกต่างจากกรณีการออกมาปูดข้อมูลปฏิวัติ

ที่สร้างภาพความเป็นนักปรองดองให้ตัวเอง แล้วโยนภาพผู้ร้ายให้ศอฉ.รับไปเต็มๆ

แม้ท้ายสุด ศอฉ.จะแถลงยอมยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

แต่ก็ไม่ทันนายอภิสิทธิ์ ที่ฉวยโอกาสทำคะแนนจากเรื่องนี้ไปแล้วทั้งขึ้นทั้งล่อง

มีการตั้งข้อสังเกตกันมากว่า ในระยะหลัง นายอภิสิทธิ์ออกมาพูดถึงเงื่อนไขการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ให้ได้ยินบ่อยครั้ง

นอกจากอาการกลับหลังหันแบบ 180 องศา เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะประเด็นเขตเลือกตั้ง

ถูกมองว่าเป็นการซื้อใจพรรคร่วมรัฐบาล

นายอภิสิทธิ์ยังอาศัยความได้เปรียบในฐานะผู้กุมอำนาจฝ่ายบริหารและเงินงบประมาณประเทศ

ผลัก ดันมาตรการซื้อใจชาวบ้านออกมาเป็นระลอก อย่างมาตรการลดค่าไฟฟ้าให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมกว่า 2 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 51 จังหวัด

การผลักดันการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 10-11 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้ใช้แรงงาน

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ตามมาทันทีว่าเป็นการหาเสียงล่วงหน้า

ตุนคะแนนนิยมปูทางสู่การเลือกตั้งใหม่

ตามเงื่อนไขที่เคยให้สัมภาษณ์ไว้เองถึงกำหนดเวลายุบสภาเลือกตั้งใหม่

จะขอรอดู 2 เรื่องสำคัญ คือเสียงโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพผลักดัน

รวมทั้งบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม 5 เขต 5 จังหวัด

จะมีการเล่นนอกกติกา สร้างความรุนแรงหรือไม่

หากดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าผ่านขั้นตอนสำคัญไปแล้ว

ส่วนการเลือกตั้งซ่อม 5 เขต 5 จัง หวัด ถึงบางเขตส่อเค้าความดุเดือด แต่น่าจะเป็นการเล่นแรงเพื่อเอาชนะกันในเกม มากกว่านอกเกม

ดังนั้น ถ้าวัดจากตรงนี้ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่คงใกล้เคียงต้นปีหน้าตามที่นายอภิสิทธิ์ ปักธงไว้

เพื่อหลีกเลี่ยงความบอบช้ำจากการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในการเปิดสภารอบหน้า

แต่ที่เป็นวิกฤตแทรกซ้อนเข้ามาก่อนกำหนด

คือคดียุบพรรคจากกรณีเงิน 29 ล้าน ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงปิดคดีวันจันทร์ 29 พ.ย.นี้

พร้อมกับข่าวแว่วมา ยังไม่รู้จริงหรือไม่จริงว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจมีคำวินิจ ฉัยในวันเดียวกันนั้นเลย

ทำให้บรรยากาศภายในพรรคประชาธิปัตย์ตึงเครียดขึ้นมาทันที

นายชวน หลีกภัย หัวหน้าทีมสู้คดีถึงกับต้องเรียกประชุมลูกทีม 3 วันติดกัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก่อนวันแถลงปิดคดี

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์เหมือนคนปลงตก สู้มาขนาดนี้แล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ถ้าศาลตัดสินให้ยุบพรรค พร้อมตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร

นายอภิสิทธิ์ก็ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกฯ เป็นสุญญากาศ ให้สภาต้องเร่งรีบโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่

รายชื่อตัวเก็งมีอยู่ 3 คน คือ นายชวน หลีกภัย นายกรณ์ จาติกวณิช และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งชื่อกำลังมาแรงแซง 2 ชื่อแรก

พิษสง ของคดียุบพรรคนี้ ยังทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องขอถอนตัวจากองค์คณะพิจารณาคดีไปแล้วถึง 3 คน คือ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ นายเฉลิมพล เอกอุรุ และล่าสุด นายจรูญ อินทจาร

ทำให้เหลือองค์คณะอยู่เพียง 6 คน เกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนดแค่ 1 คน

ยังไม่รู้จะมีผลกระทบต่อผลการตัดสินคดีอย่างไร

และที่สำคัญจะมีผลให้การยุบสภาตามเงื่อนเวลาเดิมต้นปีหน้าของนายอภิสิทธิ์ เปลี่ยน แปลงไปหรือไม่

หากนายกฯ คนใหม่เข้ามา

คลิปพสิษฐ์ทิ้งบอมบ์ คงจะไม่ รอการกำหนดโทษ

ที่มา ข่าวสด





โผล่ อีกคลิป'พสิษฐ์'ว่อนเน็ตก่อนศาลรธน.นัดแถลงปิดคดีวันจันทร์นี้ นั่งแถลงเดี่ยวเปิดใจพ้อปิดทองหลังพระ กกต. วาง'กิตินันท์ ธัชประมุข' อัยการคดีพิเศษแถลงปิดคดีคลุม 5 ประเด็นยุบพรรค คาดใช้เวลา 30 นาที เช่นเดียวกับปชป.ส่ง'ชวน หลีกภัย' ทีมกฎหมายลุ้นมติ 3 ต่อ 3 หากเสียงเสมอ ต้องยกคำร้อง ไล่'สดศรี'กลับไปอ่านรธน. เหตุให้'ชัช ชลวร'ชี้ขาดไม่ได้ เพราะอาจขัดรธน. 'มาร์ค'ชี้ถ้าถูกตัดสิทธิ์ก็ไม่ขอยุ่งตั้งใครเป็นนายกฯสำรอง ชี้ศาลรธน.ต้องเขียนคำวินิจฉัยให้เคลียร์ บัญญัติเชื่อ'จรูญ'ถอนตัวไม่กระทบคดี เทือกยังมั่นใจปชป.รอดถูกยุบ เขินถูกชูนั่งรักษาการนายกฯ เตือนชุมนุมเบาๆ เห็นแก่ประเทศชาติ ปัดตั้งพรรคไทยเข้มแข็งไว้สำรอง สนง.ศาลรธน.ซ้อมรับมือม็อบ ดึงหน่วยปราบจลาจลคุมเข้มหวั่นมือที่ 3 ป่วน เพื่อไทยเตรียมประชุมพรรคขับส.ส. งูเห่า รถในขบวน'มาร์ค' ชนกันเอง สันติบาลเจ็บ 1

'มาร์ค'ขอดูกม.หากมติศาล3-3

วัน ที่ 27 พ.ย. เวลา 12.50 น. ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ช่อง11) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจรูญ อินทจาร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ขอถอนตัวจากองค์คณะพิจารณาวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีการใช้เงินกอง ทุนพัฒนาการเมืองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จำนวน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ว่า คงเป็นไปตามแนวปฏิบัติ เพราะเมื่อเป็นคู่กรณี โดยมารยาทก็ต้องถอนตัว ถือเป็นเรื่องของศาล ส่วนการพิจารณาคดีจะมีปัญหาหรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้ อยู่ที่วันจันทร์ที่ 29 พ.ย. ซึ่งองค์คณะที่เหลืออยู่ก็เป็นผู้ลงคะแนน

เมื่อถามว่าหาก เสียงการตัดสินของตุลาการเท่ากันกระบวนการต่อไปจะดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องดูกฎหมายซึ่งตนยังไม่ดู เพราะตุลาการเพิ่งลาออกเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ทำให้จำนวนตุลาการเหลือเป็นเลขคู่ เมื่อถามว่าจะมีการยกคำร้องได้หรือไม่หากคะแนนการตัด สินเท่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่าต้องดูกฎหมายว่าเขียนยังไง มติต้องใช้เสียงลักษณะไหน

เมื่อถามว่าการที่ตุลาการหายไป 3 คนเกรงว่าจะถูกนำไปขยายว่าการลงมติอาจจะมีปัญหาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ที่ตุลาการถอนตัวไปแต่ละท่าน กลายเป็นว่าปฏิปักษ์กับผู้ที่เขาร้อง ไม่ใช่ทางฝ่ายตน

อ่านรายละเอียดทั้งหมดคลิ้ก ข่าวสด