WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 2, 2010

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:วันอาทิตย์สีดำ?-ไม่ช้ายไม่ใช่

ที่มา Thai E-News


เบื้องหลังแม้วโกInter(net)-ทักษิณ นี่เหรอจะใช้งานโปรแกรม photoshop เป็น แล้วไปตกแต่งรูปเหมือนพวกสลิ่มชอบป้ายสี..? ดูภาพบนหน้าจอ และดูจาก layers ตรงมุมขวาบน น่าจะเพิ่งปรับ styles ของภาพเสร็จ และกำลังจะพิมพ์ข้อความบนภาพก่อนจะ save และ print ภาพนี้ มาฝากให้คุณนพดล ปัทมะ นำมาแถลงข่าวให้ทุกคนทราบหรือเปล่า คริ คริ ในโลกอินเตอร์เน็ตก็ทำให้คนเห็นเหตุการณ์ในอีกทวีปหนึ่งได้ ซิมิ ซิมิ (ขอบคุณภาพจากชมรมคนคิดถึง ทักษิณ)

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
2-6 ธันวาคม 2553

***งาน แถลงข่าวการเสวนา "ทำไมประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ?" การเสวนานี้จะจัดขึ้นในวันที่ 2 ธันวาฯ ชั้น 6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ภายในงานจะได้พบกับ "4ส : สุนัย สุรชัย สมยศ สมบัติ" ใครอยู่ใกล้ขอเรียนเชิญ ติดตามถ่ายทอดสดคลิ้กตรงนี้ ***

***ก่อน งานทอล์กโชว์สุดฮ็อต"วอนอนคุก"จะเริ่มขึ้น บก.ลายจุดโดนพวกช่วยโฆษณาให้บึ้ม จากคนที่ไม่รู้เลยรู้ไปหมด บัตรจะพอขายไหมหนะ? เริ่มจากประยุทธ์ตาเหล่ที่ฮึ่มฮั่มว่า"สมควรมั๊ยจัด5ธันวา.."-อ้าว!เค๊า จัด5-6ธันวาฯ ก็มันวันหยุดยาวหนะ...อีกพวกก็พันธมิตร(ที่เจียนสูญพันธุ์) บก.ลายจุดเขียนใน facebook ว่า

รำคาญ พวก พธม ที่ไปปล่อยข่าวว่าผมนัดแต่งดำวันที่ 5 ธค แหม....พูดออกมาได้ ผมวันอาทิตย์สีแดงครับ ไม่ใช่วันอาทิตย์สีดำ จะมาตำหนิผม ก็ขอให้มันมีเค้าโครงความจริงหน่อย ไม่ใช่ยกเมฆขึ้นมา วิชามารชัด ๆ***


***สมควรแล้วกับการแต่งตั้ง นปช.แดงทั้งแผ่นดินขึ้นมาเป็นชุดรักษาการ และยิ่งสมควรทุกกรณีที่แต่งตั้งผศ.ธิดา โตจิราการ มิ ใช่เพราะว่าเป็นภรรยาของหมอเหวง แต่เพราะอาจารย์ธิดาผ่านการเคี่ยวกรำด้วยประสบการณ์และผ่านการพิสูจน์ธาตุ แท้น้ำอดน้ำทนมายาวนาน นับจากนักวิชาการวัยหนุ่มสาว ก้าวสู่สงครามปฏิวัติประชาชนในเขตป่าเขา ยืนหยัดอย่างสืบเนื่อง และเป็นครูใหญ่ผู้สอนโรงเรียนนปช.แดงทั้งแผ่นดินมาแล้ว***

***กระนั้นก็ดีเรา-ไทยอีนิวส์ หวังว่าองค์กรนำเสื้อแดงจะไม่หยุดอยู่แค่นั้น ถึงเวลาที่ควรต้อง"ปรับขบวนการก้าวรุดไป สู่ชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย" อันต้องลดด้านที่พึ่งพาอิงแอบกับทักษิณเกินไปลงมา ตามความก้าวหน้าของประชาชนที่เติบโตและก้าวผ่าน ต้องแสวงหาสามัคคีกับมิตรทุกฝ่าย เพื่อทำลายศัตรูตัวเดียวกัน ยกระดับเป็นสมัชชาประชาชนทุกฝ่าย จัดสร้างองค์การที่ก้าวหน้าและปฏิวัติกว่าที่เป็นมา...ถ้อยแถลงล่าสุดของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ควรต้องยอมรับ"ล้าหลังมวลชน"ไปพอสมควร...***

***เวรกรรม coming soon!-หนังใหม่ฉายพร้อมกันทั่วโลก ธันวาคมนี้ ไม่มีฉายในโรง ให้ติดตามชมทางอินเตอร์เน็ต

ขอ สดุดีดวงวิญญาณวีรชนคนเสื้อแดง ทุกดวงที่เสียสละชีวิตเลือดเนื้อหยาดเหงื่อ แรงกาย กำลังทรัพย์ และผู้ที่ยังต่อสู้อยู่ด้วยอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

ภาพ ชุดนี้ รวมถึงภาพยนตร์ที่กำลังผลิตนั้น มิได้มีเจตนา ลบหลู่ ต่อเกียรติยศ อันประมาณค่ามิได้ ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันในครั้งนี้

ขอให้ภาพและ ภาพยนตร์เหล่านี้ ได้เป็นเรื่องเตือนใจให้ผู้ที่กำลัง คุกคามชีวิต คุกคามความเป็นมนุษย์ของคนเสื้อแดงได้ หยุดคิด เสียบ้าง ว่า เวรกรรมมันมีจริง


ชมภาพชุดโปรโมตหนังเรื่องนี้ คลิ้ก***

***กลุ่ม ประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ และกลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน ขอเชิญสำหรับนิสิตนักศึกษาทุกสถาบันที่สนใจ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนิสิตนักศึกษาในปัจจุบัน และประชาชนทั่วไปที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน ร่วมกิจกรรมรำลึก ครบรอบ 8 เดือน เหตุการณ์สลายการชุมนุมสี่แยกคอกวัว ในวันรัฐธรรมนูญ และวันสิทธิมนุษยชนโลก ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม 2553 เวลา 16.00-18.00 น.

กิจกรรม ประกอบ ด้วยการร่วมรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนมีส่วนร่วม การแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีที่มาไม่ชอบธรรม และร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิมนุษยชนโดยการปล่อยตัวนักโทษการเมือง และยกเลิกการพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

กิจกรรม รำลึกในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้เพื่อนนิสิตนักศึกษา ได้ร่วมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ร่วมเคลื่อน ไหวทางการเมือง และประชาชนผู้มีใจรักในระบอบประชาธิปไตย และยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนในการแสดงจุดยืน ในภาวะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกลิดรอนในปัจจุบัน***

***วิทยุออนไลน์เสรีชน www.serichon.com ขอ เรียนเชิญ ชาวเสรีชนและผู้สนใจ ทุกท่าน..ร่วมงาน สัมมนาให้ความรู้ประชาชน นอกโลกไซเบอร์ ครั้งที่ 2 เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ และในโอกาส ครบรอบ 4 ปีวิทยุออนไลน์ เสรีชน

ต้มยำการเมือง
เรื่อง...ประชาธิปไตย


พบ กับ หัวข้อสัมมนาทางการเมืองหลากหลายที่จะช่วยไขปัญหา คาอกคาใจ ใน ยุคที่ประชาธิปไตย ถอยหลังลงคลอง จากวิทยากร คุณภาพและมากด้วยประสบการณ์ อาทิ เช่น

ดร. พระมหาโช ทัศนีโย :: พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช:
:: อ. คณิน บุญสุวรรณ ::คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล
:: ดร. พิชิต ลิขิตจิตสมบูรณ์ :: ดร.วรพล หรหมมิกบุตร :: จตุ
พร พรหมพันธุ์
คุณจาตุรนต์ ฉายแสง (รอการยืนยันกลับ)
และ นักเขียนการ์ตูนการเมือง เซีย ไทยรัฐ ฯลฯ


- ดร พระมหาโช ทัศนีโย เรื่อง จะปกครอง ต้องครองธรรม จะเป็นผู้นำ ต้องรู้จักธรรมของผู้ปกครอง
- พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช. เรื่อง วิกฤตอำนาจ กับ วงการตำรวจไทย
- อาจารย์ คณิน บุญสุวรรณ 79 ปี รัฐธรรมนูญไทย
- คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการบ้าน 111 ไทยรักไท ห้วข้อ วิกฤตตุลาการ ความเชื่อมั่นต่อระบบความยุติธรรมไทย จะเดินหน้า ต่อไปอย่างไรภายใต้ความเสื่อมศรัทธา จากประชาชน
- ดร พิชิต ลิขิตจิตสมบูรณ์ เรื่อง เศรษฐกิจการเมิองเรื่องต้องรู้
- คุณจาตุรนต์ ฉายแสง เรื่อง ฝ่าวิกฤตการเมือง ด้วยการบริหารประเทศ ภายใต้รัฐบาลคราบเงาทหาร ?
- คุณจตุพร พรหมพันธ์ หากไม่ติดเรื่องการได้ประกันตัว จะมาแน่นอน

ณ. มูลนิธิ บ้านเลขที่ 111 ถ.นครสวรรค์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ วันศุกร์ที่ 10 ธ.ค. 53 เวลา 10.00-18.00 น. เริ่มลงทะเบียน 9.00 น. สนใจ ติดต่อสอบถาม รายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ โทร.087-057-0640
หรือส่งอีเมล์มาที่ serichonteam@yahoo.com

· ฟรีตลอดงาน มีบริการอาหารกลางวัน อาหารว่าง กาแฟ น้ำดื่ม*
· สำหรับ 300 ท่านแรกเท่านั้น***

***ร้อยดาวรวมแดงเป็นหนึ่งเดียวที่เมืองจันท์




ภาพ ควันหลงแดงจันทบูร ร่วมกับแดงสยามจัดงานร้อยดาวรวมแดงเป็นหนึ่งเดียวเมื่อ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นงานฟรีนะครับเก็บบัตรผ่านประตู บัตรที่เตรียมไว้ 6000 ใบไม่พอขาย สุรชัย แซ่ด่าน คอแทบหักเพราะแฟนๆแห่คล้องพวงมาลัย***

***เก็บตกภาพชุมนุมใหญ่นครปฐม-คึกคักไปด้วย แกนนำเสื้อแดงที่เหลืออยู่ นักวิชาการ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เสื้อแดงนครปฐม และพื้นที่ใกล้เคียงแน่นขนัด


ชุมนุม ใหญ่แดงนครปฐม เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ถนนทางเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน อ.สามพราน จ.นครปฐม บรรยากาศคึกคัก และมีการเผาศาลประท้วงคำตัดสินอัปยศ4:2ไม่ยุบประชาธิปัตย์ แบบไร้มาตรฐานด้วย (ชมภาพชุดเต็มอิ่ม)***

***คริสมาสต์นี้ คุณจะไม่มีวันแดงอย่างเดียวดาย 25 ธันวาคม 2553


***โบว์ลิ่ง แดงสไตร์ค น้ำใจสู่เรือนจำ (ครั้งที่ 2)

สถาน ที่ Major Bowl อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 6 วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2553 เวลา 11.00 – 15.00 น.แบ่งเป็นทีมๆ ละ 1,400 บาท (4 ท่าน 2 เกมส์)ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2554 มีของขบเขี้ยว + เครื่องดื่ม ฟรี ตลอดงาน ติดต่อโทร. 089-5023729, 089-8237143,085-1461661 โดยทีมงาน Red Cam frog, Red Cyber Tammpa (แต้ม), Mivakoe, TAN007 รายได้ทั้งหมดหักค่าใช้จ่ายเหลือ นำไปช่วยพี่น้องเสื้อแดงที่ติดอยู่ในเรือนจำ

http://www.internetfreedom.us/thread-3147.html ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2554

http://www.mediafire.com/%3Fx8ys5otet65aldh สรุปรายได้ หัก ค่าใช้จ่าย เหลือนำเงินไปช่วยพี่น้องในเรือนจำ ครั้งแรก โหลดดูได้คะ
- ภาพกิจกรรมงานโบว์ลิ่ง เมื่อวันที่ 2 ตค.2553***


***เสื้อแดง นปช.ในญี่ปุ่น และท่านทูตพิทยาพบปะสังสรรค์

***คุณ picky นปช.Japan แจ้งข่าวกิจกรรมมาว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ที่ผ่านมา เสื้อแดงในกุนม่าเกน จัดงานพบปะทานข้าว ถือโอกาสปาร์ตี้ย้อนหลังวันเกิดท่านทูต พิทยา พุกกะมาน และขอขอบคุณภริยาคุณเทรุโกะ ที่มาเยี่ยมพี่น้องเสื้อแดงที่ญี่ปุ่น ขอบคุณแกนนำกุนม่าเกน ทุกท่าน ครั้งต่อไปจะเป็นการจัดกิจกรรม ช่วยเหลือพี่น้องไทยต้านภัยหนาว โดยขอรับบริจากเสื้อหนาว เครื่องนุ่งห่ม พี่น้องไทยในญี่ปุ่นที่ประสงค์ร่วมทำบุญ ติดต่อสอบถามได้ที่ 090 2720 4029 - 08 1803 4750***

***แดงยุโรปสัญจรหอไอเฟล ฝรั่งเศส-ด่วน !! นปช.แดงไทยในฝรั่งเศส พร้อมทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ดสัญจร เรามีนัดกัน 19 ธันวาคม ที่เก่าในเวลา 14.30 น.- 16.30 น. หน้าหอไอเฟล กรุงปารีส

ครบ รอบ 7เดือนราชประสงค์ ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อประเทศชาติประชาชนไทย ร่วมแลกเปลี่ยนข่าวสารยกระดับการเคลื่อนไหวตามสิทธิประชาชนผู้ต้องการ ประชาธิปไตย

ท่านผู้สนใจร่วมกิจกรรม สอบถามรายละเอียดในฝรั่งเศสได้ที่ 0611 902 708 โทรจากจากนอกประเทศฝรั่งเศส 0033 611 902 708 ***


*** เชิญเสื้อแดงในประเทศอังกฤษทุกท่านร่วมงานที่ลอนดอน.....“Lunch Talk”7 เดือนหลังราชประสงค์อนาคตของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 11.00-15.00น. ร้าน Thai Room รายละเอียดและซื้อตั๋วค่าอาหารล่วงหน้าได้ที่ ji.ungpakorn@gmail.com***

Wednesday, December 1, 2010

นักปรัชญาชายขอบ: ความ (ไม่) ยุติธรรม

ที่มา ประชาไท

เช้าวันหนึ่งขณะที่จะถอยรถออกจากบ้าน ผมบอกลูกชาย (ที่กำลังเรียน ป.1) ว่า เป็นหนึ่งไปเปิดประตูบ้านให้พ่อหน่อย เขาย้อนว่า อีกแล้ว เดี๋ยวนี้พ่อไปค่อยไปเปิดประตูบ้านเลยนะ ไม่ทันที่ผมจะอธิบายอะไร เขาพูดต่อว่า เราเป่ายิ้งฉุกกันไหม
เขา คงคิดว่า ที่เขาต้องคอยเปิดประตูเป็นประจำเวลาพ่อขับรถเข้า-ออกบ้านมันไม่ยุติธรรม และคิดว่าวิธีเป่ายิ้งฉุบเป็นวิธีตัดสินที่ยุติธรรมในบางเรื่องที่เราตกลง กันไม่ได้ แสดงว่าคนเราที่สามารถคิดอย่างมีเหตุผลได้ย่อมต้องการสิ่งที่เรียก ความยุติธรรมเราอาจพูดได้ว่าธรรมชาติของความเป็นสัตว์ที่มีเหตุผลสะท้อนถึงธรรมชาติของความเป็นสัตว์ที่ต้องการความยุติธรรม
ความ ยุติธรรมคือสิ่งที่เราอธิบายได้ด้วยเหตุผล หรืออธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล ความเป็นมนุษย์ของเราเรียกร้องความยุติธรรมที่อธิบายได้ด้วยเหตุผลในแทบทุก เรื่อง ดูเหมือนว่าเราจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจ หรือยอมรับไม่ได้หากเห็นว่าเรื่องใดๆ ก็ตามไม่ยุติธรรม เช่น
มัน ยุติธรรมหรือไม่ที่พระเจ้าสร้างมนุษย์แล้วก็สร้างความชั่วร้าย ความทุกข์ยาก โรคภัยไข้เจ็บ ภัยพิบัตินานาประการให้มนุษย์ (ในฐานะเป็นบุตรที่พระองค์รัก) ต้องเผชิญ เพื่อคลี่คลายความอึดอัดใจนี้ เราก็สร้างคำอธิบายว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีเสรีภาพที่จะเลือกกระทำตามกฎหรือขบถต่อกฎของพระองค์ ก็ได้ และเมื่อพระเจ้าตั้งกฎแก่มนุษย์คู่แรกของโลกพร้อมกับแจ้งให้ทราบว่าหากเขา ทั้งสองละเมิดกฎจะถูกลงโทษให้ได้รับความตายและสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ตามมา แล้วมนุษย์ก็เลือกที่จะทำผิดกฎ ดังนั้น ก็ยุติธรรมแล้วที่เขาต้องได้รับการลงโทษจากการเลือกนั้น
แต่ พระเจ้าก็ไม่ได้ทอดทิ้งบุตรของพระองค์ หากเขาสำนึกผิด กลับมาศรัทธาและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์เขาก็จะพ้นจากบาปกลับไปอยู่ใน สวรรค์ของพระองค์อีกครั้ง ฉะนั้น คนที่ศรัทธาในพระเจ้าก็เพราะมีเหตุผลอธิบายได้ว่าพระเจ้ายุติธรรม
บาง คนสงสัยว่า ทำไมเราเกิดมาแตกต่างกัน เช่น คนหนึ่งเกิดมาสมประกอบ อีกคนเกิดมาพิการ ทำไมคนจึงเกิดมาโง่ ฉลาด รวย จน ฯลฯ ไม่เท่ากัน มันยุติธรรมหรือไม่ที่ธรรมชาติจัดสรรให้เราต้องเกิดมาแตกต่างกันเช่นนี้ เพื่อคลี่คลายความสงสัยนี้ก็มีคำอธิบายว่ามีกฎธรรมชาติบางอย่างคือกฎแห่ง กรรมที่คอยกำหนดว่า แต่ละคนกระทำอย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น
ตาม กฎข้อนี้ ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้มีเสรีภาพในการเลือกการกระทำ เมื่อเขาเลือกการกระทำเช่นไรเขาย่อมต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา การกระทำของเขาคือการสร้างตัวตนของเขา เมื่อแต่ละคนใช้เสรีภาพเลือกการกระทำที่แตกต่างกันเขาจึงได้รับผลของการ กระทำที่แตกต่างกัน นี่คือความยุติรรมตามกฎธรรมชาติ
ความ ยุติธรรมภายใต้กฎของพระเจ้าก็ดี ความยุติธรรมภายใต้กฎธรรมชาติก็ดี เป็นความยุติธรรมที่คนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าอธิบายได้ด้วยเหตุผล ฉะนั้น เขาจึงนับถือศาสนาที่อธิบายความยุติธรรมเช่นนั้นที่ทำให้เขาข้าใจได้ว่า หากปฏิบัติตามคำสอนของศาสนานั้นๆ แล้ว เขาจะได้รับผลที่ยุติธรรม
ใน ทางสังคม-การเมือง ความยุติธรรมยิ่งเป็นปัญหาพื้นฐาน หรือเป็นรากฐานของสัญญาประชาคมในการสร้างระบบสังคม-การเมือง หมายความว่าระบบสังคม-การเมือง การปกครอง กฎหมายหรือกระบวนการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ จำเป็นต้องอธิบายด้วยเหตุผลได้ว่าให้ยุติธรรมแก่สมาชิกของสังคมอย่างเท่า เทียม หากอธิบายไม่ได้ความปรองดองหรือสันติภาพก็ไม่มีวันเกิดขึ้นในสังคมนั้นได้
อย่าง ที่เห็นในบ้านเรา ระบบสังคม-การเมืองไม่ได้ถูกสถาปนาขึ้นบนรากฐานของหลักความยุติธรรมที่เคารพ ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ตั้งแต่ต้น ฉะนั้น ระบบการปกครอง การใช้อำนาจรัฐ การออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายเป็นต้น จึงไม่อาจให้ความยุติธรรมแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมได้
สำหรับ คนที่ไม่เท่าเทียมกันในสังคมนี้ ฝ่ายที่เหนือกว่าย่อมได้รับการปกป้องเป็นพิเศษจากกฎหมายของรัฐ จารีตประเพณี หากเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่มีสถานะความเป็นคนที่เหนือกว่า (รวมทั้งพวกเดียวกับเขา) กับฝ่ายที่ด้อยกว่า แน่นอนว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายย่อมไม่แฟร์หรือไม่เป็นธรรมแก่ทั้งสอง ฝ่ายอย่างเท่าเทียม
ความ ไม่เป็นธรรมดังกล่าวนี้ คือ ความไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลได้ว่ายุติธรรมอย่างไร เช่น ไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลว่า กรณีเขายายเที่ยงกับเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ดิน กรณีทำกับข้าวออกทีวีกับเป็นอาจารย์พิเศษรับจ้างสอนหนังสือ กรณียุบพรรคการเมืองอื่นๆ กับไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ฯลฯ คือความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมอย่างไร
กรณีคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ศาลให้ความสำคัญสูงสุดกับสิ่งที่เรียกว่า due process หรือ กระบวนการดำเนินการทางกฎหมายที่ชอบด้วยหลักนิติรัฐ แต่กรณีทำรัฐประหาร แล้วโจทย์ตั้งข้อกล่าวหาผู้ถูกทำรัฐประหารเอง ตั้งคณะบุคคลขึ้นมาสอบสวนความผิดเอง และส่งฟ้องศาลเองได้ (ไม่นับว่าอัยการ ศาลเป็นฝ่ายเขาเองหรือไม่?) สิ่งที่เรียกว่า due process กลับถูกละเลย หรือเสมือนว่าจงใจตัดทิ้งไป
เพียง บางตัวอย่างที่ยกมา ใครอธิบายด้วยเหตุผลได้บ้างว่าสังคมเรามีความยุติธรรมแก่ทุกคนอย่างเท่า เทียม หรือทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเสมอภาค!
หาก อธิบายไม่ได้ ก็หมายความว่าสังคมนี้ไม่มีความยุติธรรม และในเมื่อธรรมชาติของมนุษย์ย่อมต้องการความยุติธรรม เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าหรือมีศักดิ์ศรีก็ต่อเมื่อเขาได้รับการ ปฏิบัติอย่างยุติธรรมเท่าเทียมกับคนอื่นๆ ฉะนั้น ความไม่ยุติธรรมจึงเป็นอันตรายต่อความเป็นมนุษย์ เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เมื่อ มนุษย์อีกฝ่ายหนึ่งถูกทำลายสิทธิและศักดิ์ศรีที่เท่าเทียม เราจะเรียกร้องให้เกิดความปรองดอง ให้เกิดความรู้รักสามัคคี หรือความสงบสุขในสังคมได้อย่างไร
หาก ไม่รื้อระบบความยุติธรรมอย่างถึงรากฐาน จนสามารถสถาปนาระบบสังคม-การเมืองขึ้นจากสัญญาประชาคมที่ยึดหลักความ ยุติธรรมบนหลักความเสมอภาคในความเป็นคน ปัญหาสองมาตรฐานย่อมไม่มีวันพบทางแก้
ความสงบสุขของสังคมยิ่งเป็นจินตนาการที่ไม่มีทางเป็นไปได้!

ชำนาญ จันทร์เรือง: เมื่อเชียงใหม่จะจัดการตนเอง

ที่มา ประชาไท

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองสีเหลืองสีแดงที่หันมาจับมือกันกลายเป็นเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น (The Peaceful Homeland Network) อันทรงพลังของจังหวัดเชียงใหม่ที่ฝ่ายบ้านเมืองมองด้วยสายตาหวาดระแวงว่า อนาคตการบริหาราชการแผ่นดินจะเหลือเพียงการบริหารราชการส่วนกลางและการ บริหารราชการส่วนท้องถิ่นโดยไม่มีราชการบริหารราชการส่วนภูมิภาคอีกต่อไป

การ เกิดขึ้นของเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นมีเหตุเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการ เมืองในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาที่ผู้คนต่างถูกแบ่งออกเป็นสีต่างๆซึ่งมีผล กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจสังคมเป็นอันมาก จึงเกิดการรวมตัวของนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งสังกัดในทั้งสีเหลืองและแดงหันหน้า เข้ามาพูดคุยกันอย่างเงียบๆโดยนักวิชาการที่รักสันติเป็นแกนกลางว่าเราไม่ สามารถปล่อยให้เชียงใหม่ตกอยู่ในสภาพของความขัดแย้งแบบนี้อีกต่อไป

หลัง จากมีการก่อตัวของเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นเกิดขึ้น ผู้คนที่มีความหวังดีต่อบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหอการค้า สภาอุตสาหกรรม นักกฎหมาย นักวิชาการ สื่อมวลชน กลุ่มองค์กรปกครองท้องถิ่น กลุ่มอดีตนายทหารชั้นพลแกนนำทหารกองหนุน กลุ่มโชเชียลเน็ตเวิร์ค (เฟซบุค) กลุ่มเกษตรกร กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเอ็นจีโอต่างๆ ฯลฯ จึงได้มีการสัมมนาอย่างเป็นทางการขึ้นโดยการสนับสนุนของสถาบันส่งเสริมประชาธิปไตย (National Democratic Institute) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาและตามด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการอีกหลายครั้ง

ผล จากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่มีความคืบหน้ามาตามลำดับนั้นได้ผลสรุปว่าเหตุ แห่งปัญหาทั้งมวลที่ทำให้บ้านเมืองของเรายังไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควรไม่ ว่าจะเป็นด้านการเมือง ด้านธุรกิจหรือด้านภาคเกษตรกรรมก็คือปัญหาของการรวมศูนย์อำนาจของรัฐไทยนั่น เอง เครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็นจึงมีมติร่วมกันว่าถึงเวลาที่จะได้เป็นแกนนำใน การขับเคลื่อนนโยบายท้องถิ่นจัดการตนเองดังเช่นในนานาอารยประเทศทั้งหลาย

การ จัดการตนเองในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะมุ่งไปยังความเป็นอิสระร้อย เปอร์เซ็นต์ดังที่ผู้ครองอำนาจรัฐทั้งหลายหวาดระแวงหรือใช้เป็นข้ออ้างในการ ปกป้องอำนาจของตนเอง แต่มุ่งไปที่การลดขั้นตอนของการบริหาราชการแผ่นดินและเพิ่มอำนาจในการตัดสิน ใจของท้องถิ่น

๑) จะจัดการตนเองในเรื่องอะไรบ้าง ประเด็นในการขับเคลื่อนได้มุ่งเน้นไปยัง

· การศึกษา

· เกษตรกรรม

· การท่องเที่ยว

· วัฒนธรรม

· สิ่งแวดล้อม/ทรัพยากรธรรมชาติ

· ระบบภาษี/การเก็บภาษี/การจัดสรรงบประมาณ

· ตำรวจ

· สาธารณสุข

· สวัสดิการสังคม

· ผังเมือง

๒)โครงสร้างภายในจังหวัดควรเป็นอย่างไร

· ระบบบริหาร ที่ประกอบไปด้วย ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและกรรมาธิการภาคประชาชน

· ที่มาของฝ่ายแต่ละฝ่าย มีการระดมความเห็นเพื่อกำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่และการออกจากตำแหน่งให้ชัดเจน

๓)การจัดความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง

· หัวหน้าฝ่ายบริหารของจังหวัดซึ่งอาจจะอยู่ในชื่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือในชื่ออื่นที่มาจากการเลือกตั้ง (ที่สามารถถูกประชาชนดุด่าว่ากล่าวและถูกปลดออกจากตำแหน่งได้) แทนที่การแต่งตั้งจากส่วนกลางเสมือนหนึ่งการไปปกครองเมืองขึ้นในยุคอาณานิคม

· หัวหน้าส่วนราชการต่างๆจะอยู่ในการกำกับดูแลของหัวหน้าฝ่ายบริหารของที่มาจากการเลือกตั้ง

· การปกครองท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) จะยังคงมีต่อไปหรือไม่ หากยังคงอยู่ต่อจะอยู่ต่อในลักษณะใดในองค์กรปกครองท้องถิ่นเพราะไม่มีการบริหารราชการส่วนภูมิภาคอีกต่อไป

กระบวนการขับเคลื่อน

ในการขับเคลื่อนของกลุ่มบ้านชุ่มเมืองเย็นจะวิเคราะห์ระบบโครงสร้างเก่าให้เห็นถึงผลกระทบจาก การ รวมศูนย์ในปัจจุบัน โดยเชื่อมประเด็นเดิมว่ามีโครงสร้างและความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร อย่างไร การก้าวเข้าไปสู่ระบบโครงสร้างใหม่และที่สำคัญที่สุดก็คือประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจาก การนำเสนอโครงสร้างใหม่นี้ โดยจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการตนเองซึ่งสามารถยกตัวอย่างประเทศที่ มีโครงสร้างหรือประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกับไทย

ตัวอย่าง ที่สามารถนำมาเสนอให้เห็นความชัดเจนของการจัดการตนเอง เช่น การเป็นรัฐเดี่ยวและมีสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นไม่มีการบริหารราชส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด มีเฉพาะการบริหาราชการส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเท่านั้นและหัวหน้าฝ่ายบริหาร ของจังหวัดหรือผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งและดูแลส่วนราชการต่างๆ

อีก ตัวอย่างหนึ่งก็คือ อังกฤษที่มีการปกครองในระบอบรัฐสภามีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเช่นกันก็ไม่ มีการบริหาราชการส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ที่ผ่านยุคเผด็จการมาเช่นเดียวกับไทยแต่ปัจจุบันนับ ตั้งแต่ปี ๑๙๙๕ เกาหลีใต้ก็มีเฉพาะราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเท่านั้นไม่มีราชการส่วน ภูมิภาคแต่อย่างใด

ที่ สำคัญก็คือฝรั่งเศสที่เราไปลอกรูปแบบการปกครองส่วนภูมิภาคของเขามา ในปัจจุบันฝรั่งเศสรูปแบบการปกครองของภาคและจังหวัดก็กลายเป็นการปกครองส่วน ท้องถิ่นไปหมดแล้วมีประธานสภาภาคและประธานสภาจังหวัดเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ผู้ว่าราชการจังหวัดเดิมก็แปรสภาพไปเป็นผู้ตรวจการณ์แห่งสาธารณรัฐ (Commissioner of the Republic) แทนตั้งแต่ปี ๑๙๘๒ แล้ว

หาก การขับเคลื่อนโมเดลเชียงใหม่จัดการตนเองซึ่งเป้าหมายสุดท้ายคือการเสนอร่าง กฎหมายโดยประชาชนเข้าชื่อกันใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญประสพความสำเร็จแล้ว ก็เชื่อว่าจะเป็นการจุดประกายของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าใน ปัจจุบันของจังหวัดอื่นๆ

ป่วย การที่จะอ้างว่ายังไม่ถึงเวลาด้วยเหตุว่าประชาชนยังไม่พร้อม บัดนี้ ประชาชนพร้อมแล้วครับ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐเองต่างหากที่ยังไม่พร้อม ผู้ที่ขัดขืนกระแสโลกาภิวัตน์ของประชาชนย่อมที่จะเป็นฝ่ายถูกกวาดตกเวทีไป อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปในที่สุด

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

ศาลรัฐธรรมนูญกับมาตรฐานมโนสำนึก

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุจากผู้เขียน:

ความ เห็นฉบับนี้เขียนขึ้นช่วงข้ามคืน ยังพร่องในความสมบูรณ์และหวังจะได้ปรับปรุงต่อไปในอนาคต หากผู้อ่านมีข้อคิดเห็น คำแนะนำ หรือข้อติติง ขอน้อมรับฟังที่ verapat@post.harvard.edu. ประเด็นวิชาการบางส่วนความเห็นในฉบับนี้ ได้เคยนำเสนอไว้แล้วในวิทยานิพนธ์ สืบค้นได้ที่ Google: “Verapat Harvard Paper” อนึ่ง “มาตรา” และ “กฎหมาย” ที่กล่าวถึงในความเห็นนี้ หมายถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ (สำเนาดูได้ที่ http://www.parliament.go.th/mp2550/asset/law_party.pdf) เว้นแต่บริบทจะแสดงเป็นอื่น

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๓ ณ http://sites.google.com/site/verapat/ (ดูฉบับเต็มและภาคผนวกในเว็บไซต์นี้)

บทนำ
ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก โดยมติ ๔ ต่อ ๒ เสียงให้ยกคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัต ย์ กรณีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย และรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง (กรณีเงิน ๒๙ ล้านบาท”) โดย ให้เหตุผลว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขณะที่ทำความเห็นนี้ ศาลได้เผยแพร่คำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ บนเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ (http://www.constitutionalcourt.or.th/) มีทั้งสิ้น ๑๕ หน้า ซึ่งมีใจความตรงกับคำวินิจฉัยที่ศาลได้อ่าน และสื่อมวลชนได้รายงานต่อประชาชนไปเมื่อวันที่ ๒๙ พ.ย. ๒๕๕๓ แล้ว ต่อมาในวันที่ ๓๐ พ.ย. ๒๕๕๓ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ข่าวที่ ๒๔/๒๕๕๓ โดยอธิบายถึงวิธีการลงมติของตุลาการเสียงข้างมากมีความเห็นเป็นสองกลุ่ม ซึ่งมิได้มีการระบุไว้ในคำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ
ด้วย ความอัศจรรย์ใจในคำวินิจฉัยและความเคารพอย่างแท้จริงต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้ทำความเห็นน้อมและยอมรับคำวินิจฉัยดังกล่าว อีกด้วยสำนึกในสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา ๔๕, ๖๙ และ ๗๐ แห่งรัฐธรรมนูญ จึงได้ทำความเห็น ดังมีประการต่อไปนี้
. วิธีการกำหนดประเด็นเพื่อลงมติเป็นที่กังขา
ศาล วินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก โดยมติ ๔ ต่อ ๒ เสียงให้ยกคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัต ย์ กรณีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย และรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยให้เหตุผลว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่มาจองตุลาการเสียงข้างมากนั้นมีแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก ๓ เสียง เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่สอง ๑ เสียง เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่ กฎหมายกำหนด
หาก เราพิจารณาในสาระของเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มแรกแล้ว จะเห็นว่าตุลาการทั้งสามมิได้ติดใจที่จะรับหรือปฏิเสธเรื่องการพ้นระยะเวลา สิบห้าวัน เพราะมองว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในทางกลับกัน สาระของเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มที่สองมีความเห็นชัดเจนว่านาย ทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ นับตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ไปแล้ว หากพิจารณา ตุลาการทั้งหกที่ลงมติอย่างระเอียด จะพบข้อสังเกตว่ามีตุลาการถึง ๓ เสียงที่เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ไปเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มที่สอง ๑ เสียงบวกกับตุลาการเสียงข้างน้อยอีก ๒ เสียง ซึ่งเป็นผลทำให้มีเสียงมติที่ค้านกับเหตุผลของเท่ากับตุลาการเสียงข้าง มากกลุ่มแรกอีก ๓ เสียงที่เห็น ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
ใน ทางหนึ่งอาจมีผู้ให้เหตุผลว่า การกำหนดวิธีการลงมติเป็นไปถูกต้องแล้ว เพราะไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูรายละเอียดของเหตุผล แต่ควรพิจารณาถึงผลสุดท้ายของการลงมติ ดังนั้น เมื่อตุลาการเสียงข้างมากทั้งสองกลุ่ม แม้จะมีเหตุผลต่างกัน แต่ท้ายที่สุดตุลาการทั้งสี่ก็ได้ข้อสรุปเดียวกันว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นมติข้างมากที่ชอบแล้วไม่ ผู้ทำความเห็นขอไม่ทักถ้วงถึงปัญหาเชิงตรรกะของการให้เหตุผลลักษณะดังกล่าว ในรายละเอียด การกำหนดวิธีการลงมติที่น่ากังขาเช่นนี้ เคยมีนักวิชาการแสดงความเห็นถ้วงไว้แล้ว เช่น ในคดีซุกหุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในปี ๒๕๔๔
ผู้ ทำความเห็นเพียงแต่จะย้อนถามว่า หากเราอาศัยตรรกะเดียวกันนี้เอง ที่ว่าแม้สาระแห่งเหตุผลต่างกันแต่หากสุดท้ายได้ข้อสรุปตรงกัน ก็นับรวมกันได้แล้วฉันใด ข้อสรุปที่ได้จากตุลาการเสียงข้างมาก ๑ เสียงบวกกับตุลาการเสียงข้างน้อยอีก ๒ เสียง ก็คือข้อสรุปที่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิ ปัตย์ไปแล้ว อันจะหักล้างตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มแรกอีก ๓ เสียง โดยมติที่เท่ากัน โดยฉันนั้น มิใช่หรือ?
หาก จะลองเปลี่ยนจากตรรกะที่ยึดข้อสรุป มาเป็นตรรกะที่ยึดสาระแล้ว ผู้ทำความเห็นจะแสดงให้เห็นต่อไปว่า สาระแห่งเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากทั้งสี่ที่มีความเห็นเป็นสองกลุ่ม แม้จะอ้างว่าเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยอีกทางหนึ่งก็ตาม ก็ยังขัดแย้งและหักล้างกันเองโดยสิ้นเชิง จนมิอาจถือได้ว่าเป็นมติตุลาการเสียงข้างมากที่ชอบธรรมได้
อนึ่ง มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจข่าวสารที่สื่อมวลชนรายงานหลังจากมีการอ่านคำวินิจฉัยไปแล้ว ข้อวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ ดูจะเกี่ยวข้องกับประเด็นมติตุลาการ ๑ เสียง ที่เห็นว่าการยื่นคำร้องต่อศาลพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดก่อน โดยประชาชนทั่วไปไม่ได้ทราบมาก่อนว่าเรื่องระยะเวลาเป็นเพียงมติ ๑ เสียง อีกทั้งคำวินิจฉัยลายลักษณ์อักษร อย่างไม่เป็นทางการที่ศาลได้เผยแพร่ต่อประชาชน บนเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ ก็มิได้กล่าวไว้ชัด จนกระทั่งวันต่อมาได้มีการเผยแพร่ข่าวโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและมีการให้ สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนโดยตุลาการท่านหนึ่งเพื่อขยายความ คงหวังแต่เพียงว่าในอนาคต คำวินิจฉัยที่เผยแพร่ก็ดี หรือที่อ่านก็ดี คงจะชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคนซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องทำให้เสร็จ สิ้นและแถลงเป็นวาจาก่อนลงมติในคำวินิจฉัยกลางนั้น ก็น่าจะเผยแพร่ในเอกสารไปพร้อมกัน เพื่อช่วยให้ตุลาการไม่ต้องลำบากใจ ถูกเข้าใจผิดว่ามติใดเป็นของใคร อีกทั้งเพื่อให้ตุลาการไม่ต้องถูกตั้งคำถามว่า แรงตอบรับของสังคมต่อคำวินิจฉัยกลาง ได้กระทบต่อคำวินิจฉัยส่วนตนที่เปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลังหรือไม่ อย่างไร
. เหตุผลทางกฎหมายไม่เป็นที่กระจ่างชัด
ไม่ ว่าวิธีการลงมติเสียงข้างมากที่ปรากฏจะชอบธรรมหรือไม่ เหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากทั้งสองกลุ่ม ก็ยังไม่เป็นที่กระจ่างชัดอีกทั้งขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง โดยผู้ทำความเห็นจะแสดงข้อคิดเห็นต่อเหตุผลของตุลาการ ๑ เสียงที่เห็นว่า ระยะเวลายื่นคำร้องต่อศาลต้องนับจากวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ก่อน จาก นั้นจึงจะแสดงข้อคิดเห็นต่อเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากอีก ๓ เสียง ที่เห็นว่าในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
. เหตุผลเรื่องระยะเวลายื่นคำร้อง
ประเด็น หนึ่งที่ศาลใช้วินิจฉัยการยกคำร้องในคดีนี้คือ เหตุความผิดที่จะนำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๙๓ วรรคสองนั้น ได้ปรากฏต่อนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อใด
มาตรา ๙๓ วรรคสองบัญญัติว่า เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่ง (เหตุในคดีนี้คือมาตรา ๘๒ กรณีการได้รับเงินและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองอย่างไม่ถูกต้อง) ให้นายทะเบียนโดยความ
เห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน
ศาล วินิจฉัยว่า เหตุความผิดได้ปรากฏต่อนายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ดังนั้นเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ จึงเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
คำถามคือ ศาลนำหลักหรืออะไรมาสรุปว่าระยะเวลาที่ต้องยื่นคำร้องต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒
หากพิจารณาคำวินิจฉัย หน้า ๑๒-๑๓ ศาล อธิบายว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ ๑๔๔/ ๒๕๕๒ ในส่วนกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีนี้ (กรณีเงิน ๒๙ ล้านบาท) คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากสั่งตามรวมกันไปกับอีกข้อหา (กรณีเงิน ๒๕๘ ล้านบาท) ว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นก่อนว่า แล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นความไม่ชัดเจนในการปรับบทบังคับใช้กฎหมายในองค์กรขณะนั้นเท่านั้น
ศาล อธิบายต่อว่า ในการประชุมครั้งที่ ๔ ๑/๒๕๕๓ วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างมากให้เหตุผลว่า ข้อเท็จจริงทั้งสองข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกัน จึงยังคงมีมติให้แจ้งนายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามมาตรา ๙๕ (กรณีเงิน ๒๕๘ ล้านบาท) เช่นเดิม โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองและนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง (กรณีเงิน ๒๙ ล้านบาท) และต่อมาในการ ประชุมครั้งที่ ๔๓/ ๒๕๕๓ วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเอกฉันท์ (นายอภิชาต มิได้เข้าประชุม) ยืนยันเห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง
ศาล อธิบายต่อว่า เหตุการณ์เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า มติเสียงข้างมากของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ แล้ว โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่จำต้องเสนอความเห็นก่อนอย่างใด กรณีถือได้ว่าคดีนี้ ความได้ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์มีกรณีตามมาตรา ๙๓ วรรคแรกแล้ว และคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว และระยะเวลาที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังกล่าว
นอก จากนี้ ในคำวินิจฉัยหน้า ๑๔ ศาลกล่าวต่อว่า วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากในการพิจารณารายงานของ คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดที่นายอิสระ ลิ้มศิริวงศ์ เป็นประธาน ในครั้งแรก และถือเป็นวันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง
จากการให้เหตุผลของศาล ผู้ทำความเห็นตั้งข้อสังเกตดังนี้
.๑.๑ ผู้ทำความเห็นเข้าใจว่า ระยะเวลาสิบห้าวันจะเริ่มนับได้ต่อเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองได้เห็นว่า เหตุความผิดปรากฏต่อตัวนายทะเบียน แล้วจึงอาศัยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐ ธรรมนูญ ในฐานะประชาชนที่ไม่อาจเข้าถึงเอกสารแห่งคดีได้ทั้งหมด ผู้ทำความเห็นย่อมต้องอาศัยข้อเท็๋จจริงที่ศาลอธิบายในคำวินิจฉัย แต่หากอ่านจากคำวินิจฉัยแล้ว ไม่มีส่วนใดเลยที่ศาลยกพยานหลักฐานมาแสดงอย่างชัดเจนว่า ณ วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ให้การรับว่าตนได้เห็นเหตุความผิดปรากฏขึ้นต่อตนแล้วหรือยัง
.๑.๒ ในทางตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังในคำวินิจฉัย หน้า ๖ ระบุว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ นายอภิชาตในฐานะประธาน กรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นว่า จากการตรวจสอบรายงานเอกสารการใช้จ่ายเงินของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่พบความผิดปกติในระบบเอกสารแต่อย่างใด และในวันเดียวกันนั้นเอง ย่อมหมายความว่า นายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งมิได้เห็นเหตุความผิดปรากฏขึ้นต่อ ตน (ในฐานะประธาน กรรมการการเลือกตั้ง) แต่อย่างใด
จริง อยู่ ศาลควรพิจารณาข้อกฎหมายที่กำหนดให้นายอภิชาต ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองในเวลาเดียวกัน ดังนั้นแม้เป็นคนเดียวกันแต่มีบทบาทหน้าที่ต่างกัน ซึ่งศาลก็ได้อธิบายไว้ในคำวินิจฉัยอย่างดี เช่น ในหน้า ๑๐-๑๑ ว่า การลงมติในที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งนายอภิชาตเข้าร่วมด้วยในฐานะ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจที่จะร่วมลงมติในการประชุมของคณะกรรมการ การเลือกตั้งได้ การลงมติดังกล่าวจึงแตกต่างจากการ สั่งที่ให้นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะของนาย ทะเบียนพรรคการเมือง หรือที่ว่า การที่กฎหมายให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้องในคดีนี้ต่อศาลย่อม หมายความว่า ประธานกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นคดีนี้ ฉันใด การทำความเห็นส่วนตนของนายอภิชาตในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ จึงมิใช่การทำความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองฉันนั้น
แต่ คำอธิบายอันฟังสละสลวยดังกล่าวก็เพียงแต่คำอธิบายในเรื่องบทบาทหน้าที่ โดยศาลพยายามจะอธิบายว่าวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองมิได้ให้ความเห็น (และไม่สามารถให้ความเห็น) ในที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับเรื่องว่าเหตุความผิดปรากฏต่อนายทะเบียนในวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ แล้วหรือไม่แต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะมาตรา ๙๓ วรรคสอง เองก็ได้บัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องได้รับความเห็นชอบด้วยกันใน เรื่องเดียวกันจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แม้บทบาทหน้าที่จะต่างกัน แต่ กฎหมายก็ให้ตัวนายทะเบียน และประธานกรรมการการเลือกตั้งผู้เป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีบทบาทในการพิจารณาประเด็นในเรื่องเดียวกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือต้องอาศัยมโนสำนึกในทางกฎหมายของนักนิติศาสตร์คนหนึ่ง ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ท้าย ที่สุด ศาลก็สรุปว่าเหตุความผิดปรากฏต่อนายทะเบียนในวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ แล้ว การวินิจฉัยของศาลลักษณะนี้ ทำให้เกิดความแปลกประหลาด กล่าวคือ นายอภิชาต ผู้เคยเป็นถึงประธานแผนกคดีในศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเป็นนักนิติศาสตร์ที่กฎหมายให้ความไว้วางใจสวมหมวกสำคัญสองใบในเวลา เดียวกันเพื่อสามารถดำเนินภารกิจขององค์กรให้มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน สามารถมีมโนสำนึกในทางกฎหมายแยกเป็นสองมาตรฐาน มาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีเดียวกัน ให้ปรากฏผลต่างกันในเวลาเดียวกันได้ กล่าวคือ ในวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ศาลรับฟังว่า นายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นว่า จากการตรวจสอบรายงานเอกสารการใช้จ่ายเงินของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่พบความผิดปกติในระบบเอกสารแต่อย่างใด และในวันเดียวกันนั้นเอง ศาลกำลังบอกว่า นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีมโนสำนึกแยกเป็นอีกหนึ่งมาตรฐาน โดยเห็นว่า เหตุความผิดกรณีพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเงินและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้อง ตามกฎหมาย ได้ปรากฏขึ้นให้ตนเห็นแล้ว กระนั้นหรือ?
.๑.๔ ที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้น คือตุลาการเสียงข้างมากผู้ทำคำวินิจฉัยเอง ก็ดูเหมือนจะมีมโนสำนึกในทางกฎหมายที่แยกเป็นสองมาตรฐานในวันเดียวกันที่ เขียนคำวินิจฉัยเดียวกัน แม้จะร่วมกันเป็นเสียงข้างมากศาลจะสวมหมวกแต่เพียงใบเดียวในฐานะศาลรัฐ ธรรมนูญก็ตาม ดังนี้
ใน ช่วงแรกของคำวินิจฉัย ในส่วนที่เกี่ยวกับตุลาการเสียงข้างมาก ๓ เสียง ที่เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ (หน้า ๘-๑๐) ศาลได้อธิบายว่า กฎหมายบัญญัติให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ในส่วนมาตรา ๙๓ วรรคสอง ที่เป็นประเด็นในคดีนี้ กฎหมายได้บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ซึ่งรวมถึงประธานกรรมการการเลือกตั้ง) และนายทะเบียนพรรคการเมือง ใช้อำนาจหน้าที่ในลักษณะร่วมมือ หรือถ่วงดุลกัน กฎหมาย บัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้วินิจฉัยว่า มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๘๒ แห่งพระราชบัญญติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ หรือไม่ เนื่องมาจากนายทะเบียนพรรคการเมืองมีหน้าที่ดูแลการปฏิบัติพรรคการเมืองให้ เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดและเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดการปฏิบัติของพรรคการ เมืองเป็นอย่างดี กล่าวคือ ศาลได้อธิบายหลักว่าแม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ซึ่งรวมถึงนายอภิชาตในฐานะประธานด้วย) ไม่สามารถบังคับให้นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้ ตราบใดที่นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่พบเหตุการกระทำความผิด (เช่น ตามมาตรา ๘๒) คณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมไม่สามารถมีมติให้ยื่นคำร้องตามมาตรา ๙๓ วรรคสองได้
ผู้ ทำความเห็นก็เห็นพ้องด้วยกับหลักที่ศาลได้อธิบายไว้ในส่วนนี้ อีกทั้งหากพิจารณามาตรา ๘๒ ประกอบกับ มาตรา ๔๒ วรรคสอง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนจะไปสู่การยื่นเรื่องในมาตรา ๙๓ วรรคสองแล้ว จะเห็นว่ากฎหมาย บัญญัติให้พรรคการเมืองไม่ได้รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้ถูกต้องตาม ความเป็นจริงภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไปแล้ว ก็ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง มีอำนาจสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองรายงานภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วยังมิได้รายงาน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนิน การเพื่อให้มีการยุบพรรคการเมืองนั้น จึงเห็นได้ว่ากฎหมายได้ให้ความสำคัญกับนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นผู้มีดุลยพินิจพิจารณาระยะเวลากับเหตุผลอันสมควร ซึ่งอาจเป็นเพราะนายทะเบียนต้องอาศัยการพินิจพิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนจะวินิจฉัยว่ามีเหตุปรากฏอย่างแท้จริงอันนำไปสู่ขั้นตอนการยื่นคำร้อง ตามมาตรา ๙๓ วรรคสองได้ มิเช่นนั้นแล้ว ก็อาจมี ผู้อ้างได้โดยง่ายว่า ตนได้ส่งข้อมูลแสดงเหตุความผิดให้นายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับทราบไปเมื่อ สิบห้าวันก่อน และถือว่าเหตุได้ปรากฏต่อนายทะเบียนแล้ว
อย่าง ไรก็ดี ในช่วงหลังของคำวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับเหตุผลของตุลาการ ๑ เสียง (หน้า ๑๑) ศาลกลับอธิบายทำนองเป็นเหตุผลทางเลือกว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจที่จะควบคุมและกำกับการดูแลการปฏิบัติหน้าที่ ของนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการการเลือก ตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบ พรรคการเมืองตามขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนด และต่อมา (หน้า ๑๓) ว่ามติเสียงข้างมากของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ (โดยมีนายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง เป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นด้วย) ที่ เห็นชอบให้อภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เป็นกรณีที่ถือได้ว่า เหตุได้ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าตาม มาตรา ๙๓ แล้ว และต่อมา (หน้า ๑๔) ว่าวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากในการพิจารณารายงานของ คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดที่นายอิสระ ลิ้มศิริวงศ์ เป็นประธาน ในครั้งแรกและถือเป็นวันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว
การ ให้เหตุผลเช่นนี้ ฟังประหนึ่งว่า นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจะเห็นเหตุตามมาตรา ๙๓ วรรคสองปรากฏต่อตนเมื่อใด ย่อมต้องพิจาราณาตามเวลาที่มีมติเสียงข้างมากของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือตามวันที่ได้มีการพิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ถึงแม้ในเวลานั้น มโนสำนึกในทางกฎหมายของนายอภิชาตในฐานะนักนิติศาสตร์คนหนึ่งขณะนั้น เองจะไม่เห็นเหตุปรากฏต่อตนก็ตาม หากเป็นเช่นนี้แล้ว การใช้อำนาจหน้าที่ในลักษณะร่วมมือหรือถ่วงดุลกันระหว่างคณะกรรมการการเลือก ตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมือง ดังที่ศาลเองได้อธิบายไว้ ในช่วงแรกของคำวินิจฉัย (หน้า ๘-๑๐) ก็จะไม่เกิด ขึ้น ส่งผลที่แปลกประหลาดคือนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องยอม ตามมติหรือความเห็นของผู้อื่น ทั้งที่กฎหมายจะบัญญัติบทบาท หน้าที่ อำนาจและดุลยพินิจหลายประการให้แก่นายทะเบียนพรรคการเมืองก็ตาม
อีก ทั้งหากกลับไปพิจารณาตรรกะของวิธิในการลงมติแล้ว โดยพิจารณาสาระของเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากมีความเห็นเป็นสองกลุ่ม ที่หักล้างกันเองเสียแล้ว แม้จะอ้างว่าเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยอีกทางหนึ่งก็ตาม ก็ยังขัดแย้งและหักล้างกันเองโดยสิ้นเชิง
.๑.๕ หากเราเห็นด้วยว่าการยื่นคำร้องในคดีนี้พ้นระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดจริง มโนสำนึกในทางกฎหมายย่อมนำพาให้พิเคราะห์ว่า ระยะเวลาสิบห้าวันดังกล่าว มีเจตนารมณ์และความมุ่งหมายเพื่อการใด
หาก ลอง เปรียบเทียบข้อกฎหมายเกี่ยวกับระยะเวลาที่พอคุ้นเคย เช่นอายุความการฟ้องคดีแพ่ง หากผู้เสียหายไม่ฟ้องในระยะเวลาที่กำหนด เช่นภาย ๑ ปีก็ดี หรือใน ๑๐ ปีก็ดี แล้วแต่กรณี และคู่ความอีกฝ่ายยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ผู้ฟ้องคดีย่อมเสียสิทธิ ทั้งนี้เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายแพ่งส่วนหนึ่งก็เพื่อสนับสนุนให้ผู้เสียหาย ระมัดระวังและไม่เพิกเฉยดูดายต่อความเสียหายต่อสิทธิของตน รีบหาทางป้องกัน เยียวยาแก้ปัญหา ไม่ใช่สะสมความเสียหายไว้มาตั้งเป็นคดีหากได้เปรียบภายหลัง อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไปนาน พยานหลักฐานอาจสูญหายยากต่อการพิสูจน์
หาก พิจารณาในบริบทคดีปกครองทั่วไป กฎหมายปกครองกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีที่กระชับพอเหมาะ เช่น ต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง คดี เพราะการเพิกถอนการกระทำทางปกครองที่ดำเนินการไปนานและมีผลเป็นการทั่วไป แล้วอาจเกิดความวุ่นวายได้ กระนั้นก็ดี ในบางกรณีที่ยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีแล้ว ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคดีที่ยื่นฟ้องนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุ จำเป็นอื่น ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาก็ได้ ทั้งนี้เพราะเจตนารมณ์และความมุ่งหมายสำคัญของกฎหมายปกครองก็คือการคุ้มครอง ประโยชน์สาธารณะ
หาก พิจารณาในบริบทวิธีบัญญัติทั่วไป ข้อกฎหมายที่บังคับให้คู่ความในคดีต้องยื่นเอกสารให้ศาลและคู่ความอีกฝ่าย ภายในเวลาที่กำหนด ก็เพื่อให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายสามารถมีเวลาตรวจสอบเอกสารและเตรียมตัวได้ ทันการ มิใช่นำหลักฐานหรือข้อหาใหม่มากล่าวหาโดยอีกฝ่ายมิได้ตั้งตัว เป็นต้น
หรือหากจะพิจารณาในบริบทของหลักความชอบแห่งกระบวนการทางกฎหมาย (due process of law) ซึ่ง เป็นองค์ประกอบหนึ่งของหลักนิติธรรมที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว กฎหมายย่อมป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจสามารถใช้อำนาจละเมิดกระบวนการที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายเพื่อได้มาซึ้งเป้าหมายที่อาจจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม เช่น การลักลอบนำหลักฐานการกระทำผิดที่ตำรวจได้มาโดยการใช้อำนาจตรวจค้นที่ผิด กฎหมาย เพื่อมาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาแม้ผู้ต้องหาจะกระทำผิดจริงก็ตาม เพราะหากปล่อยให้วิธีการที่ผิดนำไปสู่ผลที่อาจจะถูกแล้ว ก็จะเปิดช่องให้มีการใช้อำนาจริดรอนสิทธิเสรีภาพได้ไม่จำกัด เพียงแค่อ้างในเป้าหมายเป็นสำคัญ
จาก ตัวอย่างเหล่านี้ หากหันมาพิจารณาเจตนารมณ์และความมุ่งหมายของระยะเวลาสิบห้าวันในบริบทกฎหมาย ว่าด้วยพรรคการเมืองที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้แล้ว พิเคราะห์ได้ว่า การสอดส่องติดตามกิจกรรมและการเงินของพรรคการเมืองเป็นเรื่องสำคัญของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย กฎหมายจึงกำหนดระยะเวลาให้นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่ามีเหตุความผิดปรากฏต่อนายทะเบียน นายทะเบียนย่อมต้องหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณายื่นคำร้องต่อศาลโดยไม่ชักช้า เช่น จะอ้างว่ากรรมการการเลือกตั้งติดธุระไม่ได้
ดั้ง นั้น ระยะเวลาสิบห้าวันซึ่งสั้นมากจึงมุ่งบังคับให้กระบวนการตรวจสอบอันสำคัญต่อ กระบวนการประชาธิปไตยและประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้น ซึ่งต่างจากลักษณะของอายุความที่มีระยะเวลาเป็นปีในคดีแพ่ง หรือระยะเวลาในบริบทกฎหมายอื่น และที่สำคัญย่อมไม่ใช่ กรณีที่ความชอบแห่งกระบวนการทางกฎหมายจะเสียไป เพราะแม้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจะยื่นคำร้องเกินไปอีกเดือน หรือ อีกปี ก็มิได้เป็นกรณีที่ นายทะเบียนและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใช้อำนาจโดยมิชอบต่อพรรคประชาธิปัตย์เพื่อได้มาซึ่งการเอาผิด แต่เป็นการทำผิดพลาดภายในองค์กรเสียเอง เว้นเสียแต่จะมีข้อเสียเปรียบที่ปรากฏ เช่น ยื่นคำร้องเกินไปสิบปีจนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เก็บหลักฐานไว้สู้คดีแล้ว จริงอยู่ว่าผลของการยื่นคำร้องเกินกำหนดสิบห้าวันอาจนำไปสู่การต้องรับผิด ของผู้มีหน้าที่ยื่นคำร้องตามกฎหมาย แต่ก็จากข้อ เท็จจริงที่ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้สู้คดีโดยสง่างามอย่างเต็มที่ ก็ไม่สมควรเป็นเหตุให้ศาลต้องล้มเลิกกระบวนการเพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงอัน เป็นสาระสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ระยะเวลาสิบห้าพยายามทำให้เกิดเสียแต่แรก
ใน ทางกลับกัน หากเรายึดระยะเวลาสิบห้าวันดังที่ปรากฏในคำวินิจฉัยแล้ว อาจเกิดข้อโต้เถียงในอนาคตว่า แท้จริงแล้ว เหตุตามมาตรา ๙๓ วรรคแรก ได้ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่มีปริมาณพยานหลักฐานมาก ซ้ำร้ายยังจะเป็นการกดดันให้นายทะเบียนและ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ลังเลที่จะใช้เวลาเพื่อพิจารณาเหตุความผิดโดยละเอียดในที่สุด
๒.๒ เหตุผลเรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
ศาลอธิบายในคำวินิจฉัย (หน้า ๙-๑๑) ว่า เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ ๑๔๔/ ๒๕๕๒ ในส่วนกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีนี้ (กรณีเงิน ๒๙ ล้านบาท) คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากสั่งตามรวมกันไปกับอีกข้อหา (กรณีเงิน ๒๕๘ ล้านบาท) ว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นก่อนว่า แล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นความไม่ชัดเจนในการปรับบทบังคับใช้กฎหมายในองค์กรขณะนั้นเท่านั้น การ ที่นายอภิชาตได้ทำความเห็นส่วนตนในการลงมติเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นการกระทำในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง ความเห็นของนายอภิชาตในการลงมติดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมติที่ประชุมคณะ กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะร่วมลงมติในการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ศาล อธิบายต่อว่าการลงมติดังกล่าวแตกต่างจากการสั่งที่ให้นำเรื่องเข้าสู่การ พิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ได้มีความเห็น เช่นนั้นก่อนแล้ว จึงเสนอความเห็นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบความเห็นของ นายอภิชาตในการลงมติ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ จึงไม่อาจถือได้ว่า เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง
ศาล สรุปว่า เมื่อนายทะเบียนพรรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามมาตรา ๙๓ การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้
ผู้ทำความเห็นตั้งข้อสังเกตดังนี้
.๒.๑ การให้เหตุผลดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นการเพิ่มกฎเกณฑ์อันเข้มงวดที่ยึดรูปแบบมากกว่าสาระ
ศาล ให้เหตุผลว่า นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ต้องแสดงความเห็นในรูปแบบที่เฉพาะที่แยกชัดเจนจากการลงมติในฐานะประธาน กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ทำความเห็นไม่แน่ใจว่าศาลนำหลักอะไรมาตีความว่า มาตรา ๙๓ วรรคสองที่บัญญัติว่า ให้นายทะเบียนโดยความ เห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนหมาย ความว่า นายอภิชาต ต้องสวมสถานะนายทะเบียนพรรคการเมืองในรูปแบบเฉพาะที่ศาลพอใจ เพื่อแจ้งความเห็นต่อที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน โดยศาลก็มิได้ระบุว่ารูปแบบมีกฎเกณฑ์อย่างไร เช่นต้องทำเป็นหนังสือ หรือกล่าวโดยวาจาในที่ประชุมโดยแจ้งให้ทราบว่าตนกำลังแสดงความเห็นใน ฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จากนั้นจึงกลับไปสนทนาในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง
ข้อ เท็จจริงสำคัญในคำวินิจฉัย (หน้า ๗-๘) ศาลรับฟังว่า ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติสำหรับกรณีคำร้องในคดีนี้ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ (มีนายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งรวมอยู่ด้วย) ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิชาต ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งมีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง ศาลอธิบายต่อว่า ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง มิได้เข้าประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามมาตรา ๙๓ โดยถือว่าความเห็นส่วนตนของนายอภิชาตที่ลงมติไว้ในการประชุมคณะกรรมการการ เลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง
ผู้ ทำความเห็นจำต้องนำประเด็นเรื่องมโนสำนึกในทางกฎหมายกลับมาถามว่า นายอภิชาตซึ่งเป็นนักนิติศาสตร์ที่กฎหมายให้ความไว้วางใจสวมหมวกสำคัญสองใบ ในเวลาเดียวกันเพื่อสามารถดำเนินภารกิจขององค์กรให้มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน สามารถมีมโนสำนึกในทางกฎหมายแยกเป็นสองมาตรฐาน มาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีเดียวกัน ให้ปรากฏผลต่างกันในเวลาเดียวกันได้ กล่าวคือ ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ศาลรับฟังว่า นายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง และในวันเดียวกันนั้นเอง ศาลกำลังบอกว่า นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีมโนสำนึกแยกเป็นอีกหนึ่งมาตรฐาน โดยเห็นว่า นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ กระนั้นหรือ?
.๒.๒ การเพิ่มกฎเกณฑ์อันเข้มงวดที่ยึดรูปแบบมากกว่าสาระ นอกจากจะก่อให้เกิดผลประหลาดแล้ว ยังเป็นการใช้อำนาจตุลาการเข้าไปกำหนดการทำงานภายในของคณะกรรมการการเลือก ตั้งซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ระบบปฎิบติภายในองค์กรก็เพียงพอที่จะเข้าเงื่อนไขตามมาตรา ๙๓ วรรคสองแล้ว กล่าวคือ นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นตรงกัน โดยมโนสำนึกของนายทะเบียนพรรคการเมืองปรากฎชัดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ แล้ว และต่อมาในวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง มีมติเห็นชอบยืนยันอีกครั้ง
.๒.๓ ในขณะเดียวกัน ศาลไม่ได้ให้คำอธิบายเลยว่า หากปล่อยให้การดำเนินการดังกล่าวดำเนินต่อไปแล้ว จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญด้วยเหตุใด เช่น หากพิจารณาตามหลักความชอบแห่งกระบวนการทางกฎหมาย (due process of law) แล้ว การดำเนินการดังกล่าวโดยผู้ใช้อำนาจคือ นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ใช้อำนาจละเมิดกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อได้มาซึ้งเป้าหมายที่ อาจจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม โดยริดรอนสิทธิเสรีภาพ สร้างความไม่เป็นธรรมให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ อย่างไร หรือ การดำเนินการดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อระบบการใช้อำนาจระหว่างนาย ทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างไร และที่สำคัญเมื่อพิจารณาตามหลักความได้สัดส่วน (proptionality principle) แล้ว การนำข้อขัดข้องที่ศาลพบเห็นและไม่ได้มีระบุไว้ชัดในกฎหมาย มาเป็นเหตุให้กระบวนการยุติธรรมชะงักงันและเดินต่อไปไม่ได้ ดูประหนึ่งเป็นการทอดทิ้งเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งหวังให้มีการตรวจสอบพรรค การเมืองยิ่งนัก
.๒.๔ สมมติว่าเรายอมรับตรรกะของตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มแรก ๓ เสียง ที่เน้นความเข้มงวดในทางรูปแบบมากกว่าสาระนี้ ผู้ทำความเห็นก็อดคิดไม่ได้ว่า ณ วันนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจะอาศัยเหตุผลที่เข้มงวดในทางรูปแบบดังกล่าวกลับไป ให้ความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งได้หรือไม่ โดยตีความตามคำวินิจฉัยของศาลว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะ นายทะเบียนพรรคการเมืองเอง ก็ยังไม่เคยแจ้งให้ใครทราบโดยชัดเจนว่า เหตุที่ให้ยุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์ได้ปรากฏต่อตัวนายทะเบียนแล้ว หรือไม่ เมื่อใด มีแต่แสดงออกผ่านการลงมติและความเห็นในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งการยื่นคำร้องให้ศาลในคดีนี้ ศาลเองก็วินิจฉัยว่ากระบวนการไม่ชอบ ก็ย่อมต้องตีความโดยเน้นความเข้มงวดในทางรูปแบบว่า เหตุที่ให้ยุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์แม้อาจจะได้ปรากฏต่อตัวนายทะเบียนในทาง สาระ แต่ก็มิได้ปรากฏโดยชอบในทางรูปแบบ ดังนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมกลับไปเริ่มกระบวนการ ใหม่ ได้หรือไม่?
.๒.๕ สิ่งน่าอัศจรรย์ปรากฏอีกครั้งเมื่อตุลาการเสียงข้างมากผู้ทำคำวินิจฉัยเอง ได้มีมโนสำนึกในทางกฎหมายที่แยกเป็นสองมาตรฐานในคำวินิจฉัยเดียวกัน เพราะตุลาการเสียงข้างมาก ๓ เสียง เห็นว่านายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องแสดงความเห็นเป็นรูปแบบ เฉพาะนั้น ต่อมาในการให้เหตุผลในส่วนตุลาการเสียงข้างมาก ๑ เสียง ที่เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่ กฎหมายกำหนด กลับให้เหตุผลที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
ใน คำวินิจฉัยหน้า ๑๑-๑๒ ศาลกล่าวว่า มีเหตุผลให้วินิจฉัยอีกทางหนึ่ง กล่าวคือกรณีข้อกล่าวหาตามมาตรา ๙๓ วรรคแรกนั้น มาตรา ๙๓ วรรคสอง มิได้บัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเข้าเสนอความเห็นด้วยว่า พรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคแรกต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมือง ต่างจากกรณีข้อกล่าวหาตามมาตรา ๙๔ ที่มาตรา ๙๕ บัญญัติว่า เรื่องปรากฏต่อนายทะเบียน พรรคการเมืองและนายทะเบียนได้ตรวจสอบแล้ว กล่าวคือนายทะเบียนต้องตรวจสอบ แล้วจึงเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมความเห็นว่า พรรคการเมืองใดกระทำตามมาตรา ๙๔ หรือไม่
สมควร เน้นอีกครั้งว่า หากกลับไปพิจารณาตรรกะของวิธิในการลงมติแล้ว หากเราลองพิจารณาสาระของเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากมีความเห็นเป็น สองกลุ่ม แม้จะอ้างว่าเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยอีกทางหนึ่งก็ตาม แต่สาระในทางเหตุผลไม่ใช่แค่ไม่ตรงกันบางประเด็น แต่กลับหักล้างกันเองในทุกประเด็นหลักเสียแล้ว มติทั้งสี่เสียงอันขัดแย้งกันในสาระอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ ยากที่จะถือว่าเป็นมติเสียงข้างมากโดยชอบธรรมได้
. ศาลควรปรับปรุงระบบการบริหารคดี
ไม่ ว่าเราจะเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยหรือไม่ ผลจากคำวินิจฉัยก็เป็นตัวอย่างอันดีให้ผู้เกี่ยวข้องควรหันมาทบทวนระบบการ บริหารคดีของศาลว่า พอจะมีวิธีใดที่สามารถประหยัดเวลาและทรัพยากรของชาติที่ทุ่มเทไปกับกระบวน การทั้งหมดได้หรือไม่ เช่น การพิจารณาคดีอาจแยกเป็นส่วน ส่วนแรกเรื่องเขตอำนาจและความชอบของกระบวนการยื่นคำร้อง ซึ่งพึงพิจารณาให้เสร็จก่อนที่จะทุ่มเวลากับการสืบพยานหลักฐานที่เป็น เนื้อหาสาระของคดี แน่นอนว่าการบริหารคดีที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ ศาลเองย่อมอาศัยความช่วยเหลือจากบรรดาเลขานุการและนิติกรที่มีความรู้กฎหมาย และมาทำงานประจำได้เป็นแน่ อนึ่ง ผู้ทำความเห็นอดคิดไม่ได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ หากนายทะเบียนพรรคการเมืองได้สืบสวนหรือค้นพบข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจทำให้ ปรากฏซึ่งเหตุอันเป็นความผิด แต่เผอญข้อมูลดังกล่าวไม่ได้อยู่รวมเป็นส่วนหนึ่งในสำนวนของคดีที่ฟ้องอยู่ ทั้งสองคดีเสียแล้ว ก็อาจมีการเริ่มกระบวนการให้ถูกต้องเสียใหม่ โดยอาศัยบทบัญญัติตามมาตรา ๘๒ ก็ดี ๙๔ (๔) ก็ดี ซึ่งกินความกว้างพอสมควร
. คู่ความต้องมีโอกาสในการสู้คดีอย่างเต็มที่
ผู้ ทำความเห็นไม่ติดใจว่าประเด็นระยะเวลาสิบห้าวัน ศาลยกขึ้นพิจารณาเองได้หรือไม่ แต่ที่สำคัญคือ การพิจารณาประเด็นดังกล่าวควรเป็นกรณีศึกษาว่า เมื่อศาลไม่ได้เปิดโอกาสให้คู่ความในคดีทราบได้แน่ชัดว่าในใจตุลาการแต่ละ ท่านคิดเห็นหรือสงสัยถึงประเด็นใดอยู่เป็นพิเศษ อีกทั้งการพิจารณาคดีโดยตุลาการตั้งคำถามสดก็มิอาจพบเห็นบ่อยนัก จึงน่าพิเคราะห์ว่า คู่ความในคดี ได้มีโอกาสนำเสนอข้อต่อสู้และตรวจสอบพยานหลักฐานในประเด็นเฉพาะเจาะจงที่ อยู่ในใจตุลาการอันเป็นประเด็นตัดสินคดีมากน้อยเพียงใด เพราะหากสุดท้ายกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินมาทั้งหมดติดอยู่กับเพียงประเด็น ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่และเมื่อเวลาใด หรือทำไปในฐานะใด ศาลก็สมควรให้คู่ความได้ทราบถึงความสำคัญของประเด็นเฉพาะเจาะจงดังกล่าว และคู่ความก็สมควรได้ซักถามนายทะเบียนพรรคการเมืองผู้นั้นต่อหน้าศาลอย่าง ละเอียด และนำเสนอข้อโต้แย้งในการตีความกฎหมายเรื่องระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับประชาชนที่จะได้ติดตามรับฟัง เพื่อสุดท้ายศาลสามารถรับฟังความอย่างรอบด้านและนำความจริงในห้องเปิดมา อธิบายให้ปรากฏ
แต่ หากสุดท้ายความยุติธรรมคือกรณีที่หารือถือเอาได้แต่เพียงในห้องปิด ซ้ำโดยอาศัยพยานสำคัญที่ตัวไม่ปรากฏแต่ส่งมาเพียงเอกสารเสียแล้ว ก็คงเป็นชะตากรรมของเรา ประชาชนชาวไทย ที่ต้องเลือกระหว่างการยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ หรือเรียกร้องสังคมที่ไม่เขินอายต่อความจริง
ไม่แน่ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ภาคต่อไป เราอาจได้เห็นกัน!
บทส่งท้าย
เหตุ แห่งกระแสความใส่ใจในความเป็นกลางและจริยธรรมของตุลาการนั้น ปรากฏพบเป็นครั้งคราว แต่เหตุอันพึงปรากฏโดยมิต้องอาศัยกระแส คือเรื่องความละเอียด แม่นยำ และแยบยลในนิติวิธีและหลักกฎหมาย ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการต่างเป็นผู้ใช้อำนาจของเรา แต่เราไม่อาจอาศัยกระบวนการทางการเมืองเพื่อคัดเลือก สนับสนุนหรือลงโทษตุลาการได้ดั่งที่เราพึงทำต่อนักการเมืองได้ อีกทั้ง การตรวจสอบตุลาการที่ผ่านมาปรากฏไม่ชัด ส่วนหนึ่งอาจด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญให้ตุลาการมีบทบาทสำคัญในการได้มาซึ่ง ส่วนหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาที่รัฐธรรมนูญมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบตุลาการ เสียเอง
สิ่ง ที่เราประชาชนพึงทำได้ คือติดตาม ใคร่ครวญ และกล้าหาญที่จะหวงแหนในเหตุผลและความยุติธรรมของคำวินิจฉัย เพราะความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตยมิอาจดำรงได้ด้วยมาตรฐานทางเหตุผลหรือ คุณธรรมจำเพาะของคนบางกลุ่ม แต่ต้องฟูมฟักและงอกเงยจากสำนึกและประสบการณ์ของปวงชนที่สะท้อนผ่านกระบวน การและกฎหมายที่เรามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน
ครอบ ครัว คุณครู และมิตรสหาย ต้องร่วมกันกระตุ้นสำนึกดังกล่าวผ่านเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยก็โดยปฎิเสธความมักง่ายที่จะนิ่งเฉยดูดายภายใต้เงาของความเป็นกลาง อันว่างเปล่า เราต้องเรียกร้องสถาบันวิชาการและสื่อมวลชนให้ยึดมั่นและกล้าหาญในการทำ หน้าที่เพื่อสังคม และต่อต้านการนำเสนอที่มอมเมาหรือตื้นเขิน พร้อมสนับสนุนการถ่ายถอดหลักการและสิ่งที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยผ่านผลงานใน ระดับนานาชาติ ให้ทราบไปถึงบรรดาผู้นำทางความคิด อาจารย์นิติศาสตร์ หรือ ผู้พิพากษาในต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นการช่วยสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ที่ดีสำหรับตุลาการ ไทยอีกทางหนึ่ง
เรา ต้องจดจำใบหน้าของผู้แทนที่พร้อมจะเชื่อมโยงมโนสำนึกที่เรามีต่อคำวินิจฉัย ไปสู่ศาลและตัวบทกฎหมาย ไม่ว่าจะผ่านการตรวจสอบทางรัฐสภา การแก้กฎหมาย หรือการรณรงค์ทางการเมือง และไม่ลืมชื่อหรือนามสกุลของผู้แทนที่พร้อมทอดทิ้งหลักการ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวและผลประโยชน์ของตนเอง
และ สุดท้าย เราต้องร่วมกันจรรโลงความหวังและเป็นกำลังใจให้ตุลาการผู้เปี่ยมด้วยใจอัน เป็นธรรม รวมไปถึงผู้พิพากษาในศาลอื่น ที่อาจพลอยต้องพิจารณาคดีที่เป็นผลพวงจากคดีนี้ ให้คงใจที่เปิดกว้างและรับฟังเสียงของปวงชน ให้สมดั่งเป็นตุลาการที่มาจากปวงชน โดยปวงชน และเพื่อปวงชน

ปากกาอยู่ที่มัน

ที่มา มติชน



โดยนายสถิตย์ ไพเราะ

นิติ ราษฎร์ชวนอ่าน บทความของ สถิตย์ ไพเราะ ผู้พิพากษาอาวุโส อยุธยา ที่เคยเขียนไว้เมื่อกลางปีนี้ ใน รพี สมัยที่ 61 สิงหาคม 2553 สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

-------------------------

นัก ศึกษาหลายท่านมาถามผมเสมอ ๆ ว่า เหตุใดศาลจึงมีคำวินิจฉัยอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นการวินิจฉัยสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน ข้อนี้ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ต้องตอบว่าเรื่องของความเห็นเป็นเรื่องยากที่จะชี้ลงไปได้ว่าใครถูกใคร ผิด ยิ่งคนธรรมไม่เสมอกันแล้วไม่มีทางจะเห็นตรงกันได้


เรื่อง การวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลนั้นไม่ใช่เพิ่งมีในขณะนี้ มีมาแต่โบราณกาลแล้วในหนังสือมูลบทบรรพกิจ ซึ่งเป็นตำราเรียนในสมัยก่อนเขียนวิจารณ์ศาลไว้ว่า

คดีที่มีคู่ (ความ) คือไก่หมูเจ้าสุภา
เอาไก่เอาหมูมา (ให้) เจ้าสุภาก็ว่าดี
ที่แพ้แก้ (ให้) ชนะไม่ถือพระประเวณี
ขี้ฉ้อก็ได้ดีไล่ด่าตีมีอาญา

และวิจารณ์พระภิกษุไว้ว่า

ภิกษุสมณะหรือก็ละพระสธรรม
คาถาว่าลำนำไปเร่รำทำเฉโก

เมื่อ ครั้งผมเป็นนักศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนกฎหมายและวิธี พิจารณาในศาลยุ่งเหยิง ไม่มีมาตรฐานเป็นเหตุให้เซอร์ยอน เบราลิ่ง ผู้แทนรัฐบาลอังกฤษไม่ยอมรับอำนาจกฎหมายและศาลไทยและท่านได้เล่านิทานให้ฟัง ว่า

ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเจ๊กมาจากเมืองจีนถือหลัก ตามที่พระพุทธเจ้าสอนว่า อุตฐาตา วินธเต ธนัง แปลว่า ผู้หมั่นย่อมหาทรัพย์ได้จึงทำงาน ๘ วันในหนึ่งสัปดาห์ แม้จะเคยมีเสื่อผืนหมอนใบ ต่อมาก็ร่ำรวยเป็นเจ้าสัวได้


ส่วนคน ไทยรำพึงว่า เช้าหนอ สายหนอ ร้อนหนอ บ่ายหนอ แล้วก็ไม่ทำงาน และอ้างเหตุว่าพระสอนว่าคนเราเกิดมาตัวเปล่าตายก็เปล่า เอาทรัพย์อะไรไปไม่ได้ จะไปทำมาหาทรัพย์ไว้ทำไม

นอกจากนั้นคนไทยยังมีคุณสมบัติ ๔ ข้อ คือ ขี้โม้ ขี้อิจฉา ขี้โกง และขี้เกียจ โดยเฉพาะคุณสมบัติข้อสุดท้าย ทำให้คนไทยยากจน แต่บังเอิญบ้านคนไทยปลูกติดอยู่กับบ้านเจ๊ก คนไทยขี้อิจฉาคนนั้นหมั่นไส้ว่าเจ๊กรวย วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) ก็ย่องเอาก้อนอิฐไปปาบ้านเจ๊ก เจ๊กจึงไปแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนแล้วก็ส่งเรื่องให้ขุนประเคนคดี พนักงานอัยการฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา

หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จจริงแล้ว พิพากษาว่า

ไทยปาเรือนเจ๊ก
ไม่ถูกลูกเด็ก
ท่านว่าไม่เป็นไร
ให้ยกฟ้อง

เจ๊กกลับ บ้านไปด้วยความผิดหวังและรำพึงว่า เมื่อศาลไม่มีจะฟ้องร้องก็ต้องประลองฝีมือกัน วันดีคืนดี (ความจริงวันร้ายคืนร้าย) เจ๊กก็เอาก้อนอิฐไปปาบ้านไทย คนไทยก็ไปแจ้งความ และขุนประเคนคดี พนักงานอัยการ ก็นำคดีไปฟ้องศาลซึ่งมีหลวงสันทัดกรณีเป็นผู้พิพากษา หลวงสันทัดกรณีสืบพยานฟังข้อเท็จริงแล้วพิพากษาว่า

เจ๊กปาเรือนไทย
แม้ไม่ถูกใคร
แต่ผีเรือนตกใจ
ให้ไหมสามตำลึง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีผีเรือนทำให้ชนะคดีได้

อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องประสบการณ์ในชีวิตของผมเอง
เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๓ ผมไปรับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมา ผมประจำอยู่ที่บัลลังก์ ๑๔ ซึ่งอยู่

ทางปีกด้านตะวันออกของอาคารศาล จากห้องพักผู้พิพากษาต้องเดินผ่านระเบียงระยะทางประมาณ ๓๐ – ๔๐ เมตร
วันหนึ่งผมมีสำนวนที่จะต้องพิจารณา ๔ – ๕ สำนวน ผมก็ออกไปที่บัลลังก์ ๑๔ ตามปกติ

คดี เรื่องแรกเป็นคดีแพ่ง ทนายโจทก์แถลงว่า เอกสารที่โจทก์ขอให้ศาลออกคำสั่งเรียกไปยังธนาคาร ธนาคารยังไม่ส่งมาให้ โจทก์มีความจำเป็นต้องใช้เอกสารดังกล่าวถามพยานให้รับรองข้อความ ไม่อาจสืบพยานโจทก์ไปในวันนี้ได้ ขอเลื่อน ศาลสอบจำเลยแล้วไม่ค้าน ศาลให้เลื่อนไปได้

คดีที่สองเป็นคดีอาญา โจทก์แถลงว่า พยานมาศาลหนึ่งปากพร้อมจะสืบได้ จำเลยแถลงคัดค้านว่า พยานที่มาศาลวันนี้เป็นพยานคู่กับพยานที่ไม่มาศาล หากสืบไม่พร้อมกันจำเลยจะเสียเปรียบเพราะไม่ได้ถามค้านพยานในวันเดียวกัน ขอให้เลื่อนไปเพื่อสืบพยานคู่ดังกล่าวในวันเดียวกัน ศาลสอบโจทก์แล้วไม่ค้าน ศาลอนุญาตให้เลื่อนคดีไป

คดี ที่เหลือก็ต้องเลื่อนไปด้วยเหตุต่าง ๆ จนหมด เมื่อผมจดรายงานกระบวนพิจารณาเลื่อนคดีไปหมดแล้ว ก็ลงจากบัลลังก์เดินไปตามระเบียงเพื่อจะกลับห้องพัก ก็ปรากฎว่าเดินไปเกือบจะทันคู่ความคดีแรก ห่างกันพอได้ยินคำสนทนา ตัวความถามทนายว่า

“คุณทนายคดีของผมนี่จะแพ้หรือชนะ”
ทนายความตอบว่า
“ผมไม่ทราบหรอกเพราะปากกาอยู่ที่มัน”

คำว่ามันตามคำพูดของทนายความ หมายถึง ผม

ผมได้ยินดังนั้นก็เดินช้าลงเพื่อไม่ให้ทนายท่านนั้นทราบว่าผมได้ยินคำพูดของท่านและเพื่อไม่ให้เสียความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

คำ ตอบของทนายความท่านนั้นยังก้องอยู่ในหูผมจนถึงทุกวันนี้ เวลาผมจะเขียนคำพิพากษาไม่ว่าอยู่ในศาลใด ผมคำนึงถึงคำพูดของทนายท่านนั้นอยู่เสมอ

และหากผมจะใช้คำตอบของทนายความตอบนักศึกษา คงทำให้นักศึกษาเข้าใจมากกว่าคำตอบทางวิชาการ

( บทความจาก เว๊ป นิติราษฎร์)