WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 2, 2010

สิทธิมนุษยชน : สิทธิที่แสวงหาความสุข

ที่มา มติชน



โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

ใน เอกสารการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2319 (ตรงกับสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี (ตากสิน) ภายหลังกรุงศรีอยุธยาแตก 9 ปี) มีข้อความที่ถือได้ว่าเป็นข้อความที่รู้จักกันดีที่สุดข้อความหนึ่งและมีผล สืบเนื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งต่อประวัติศาสตร์อเมริกันและประวัติ ศาสตร์โลก คือข้อความตอนหนึ่งที่ว่า

"We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights, that among these are Life, Liberty and the pursuit of Happiness."

พากย์ไทยว่า

"เรา ยึดมั่นในความจริงที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวของมันเองเหล่านี้ คือมนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาให้เท่าเทียมกัน โดยพระเจ้าผู้สร้างได้ให้สิทธิ์ขาดที่จะเพิกถอนมิได้แก่บรรดามนุษย์ทุกผู้ ทุกนาม ดังต่อไปนี้ คือ สิทธิในชีวิต สิทธิในเสรีภาพ และสิทธิในการแสวงหาความสุข"

ข้อความในคำประกาศอิสรภาพของ สหรัฐอเมริกาที่เขียนขึ้นกว่า 230 ปีที่แล้วมานี้เอง เป็นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนที่อ้างอิงกันว่าเป็นกฎหมายของโลกในปัจจุบัน

การ ที่เรื่องสิทธิมนุษยชนได้พัฒนาเป็นเรื่องระดับชาติเป็นกรณีขัดแย้งกันในโลก นั้นเกิดขึ้นช่วงยุคปลายของสงครามเย็นที่ทางการสหรัฐอเมริกาได้หยิบยกเอา ปฏิญญาสากลว่าสิทธิมนุษยชนที่ประกาศใช้ในสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2491 (ตรงกับวันรัฐธรรมนูญของไทยเลย จึงมีคนปากเสียบางคนพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษย ชนของสหประชาชาตินั้นศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพพอๆ กับรัฐธรรมนูญไทยทั้งหลายนั่นเอง) มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญโจมตีบรรดาประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ที่มีสหภาพ โซเวียตเป็นผู้นำและใช้เป็นมาตรการบีบบังคับบรรดาประเทศเผด็จการทั้งหลาย อย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน

ครับ! สำหรับสิทธิในชีวิต สิทธิในเสรีภาพนั้นไม่เป็นปัญหาอันใดเนื่องในบรรดากฎหมายนานาชนิดนับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญและกฎหมายระดับรองๆ ลงมาของนานาประเทศต้องรับรองสิทธิทั้งสองนี้อย่างชัดแจ้งไม่มีข้อกังขาอยู่ แล้ว

นอกจากนี้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2 ฉบับ สุดท้ายยังได้เพิ่มเติมเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เข้าไปในรายละเอียด ของสิทธิมนุษยชนอีกด้วยแต่ไม่ยักมีเรื่องสิทธิในการแสวงหาความสุขเลยแม้แต่ ใน พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฎหมายขององค์กรอิสระที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ เห็นได้จากมาตราสามของ พ.ร.บ.นี้ได้ให้คำนิยามของสิทธิมนุษยชนไว้ดังนี้คือ

"มาตรา 3 สิทธิมนุษยชนหมายความว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม"

การ ที่ละเว้นเรื่องสิทธิในการแสวงหาความสุข (แม้แต่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติก็ไม่ได้กล่าวถึง สิทธิในการแสวงหาความสุขเหมือนกัน) ในเรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยทั่วไปนั้นก็เป็น เพราะว่าบรรดานักกฎหมายหรือนักสิทธิมนุษยชนที่ว่าแน่ๆ ทั้งหลายไม่รู้ว่าจะให้คำนิยามของความสุขว่าอย่างไร? ซึ่งความจริงนั้นคำว่า "ความดี" "ความงาม" ซึ่งเป็นหลักสำคัญของวิชาปรัชญาสาขาอัคฆวิทยา (Axiology) หรือทฤษฎีคุณค่า (Theory of Value) จะเอามาพูดกันง่ายๆ เหมือนบรรดาผู้ใหญ่คนไทยชอบพูดกันไม่ได้หรอกครับ เพราะหากเกิดมีคนตาใสดันถามขึ้นมาว่าความดีคืออะไร? หรือความงามคืออะไร? ก็จะได้วงแตกกันง่ายๆ

หากจะอ้างถึงคนแก่ชาวกรีกโบราณ 2 คนที่ใครๆ ในวงวิชาการชอบอ้างถึงเมื่อเกิดปัญหาว่า "ความดีคืออะไร?" จะมีคำตอบแบบสั้นๆ แต่ต้องอธิบายกันยาวมากดังนี้คือ

เพลโตบอกว่าความ ดี คือความยุติธรรม (Justice) ส่วนลูกศิษย์ของเพลโตคือ อริสโตเติล (คนนี้ดังพอๆ หรือดังกว่าอาจารย์เสียอีก) จะบอกว่าความดี คือ ความสุข (Happiness)

ครับ! หากจะรวบรัดก็คือคนที่เขียนคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาคือนายโทมัส เจฟเฟอร์สัน (ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนที่สาม) แกเป็นคนที่ศรัทธานับถืออริสโตเติลอย่างเต็มที่ แกเลยเห็นว่าความสุขอยู่เหนือความยุติธรรม

ครั้นสหรัฐอเมริกาได้ เอกราชตั้งประเทศได้แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้ (มีอยู่ฉบับเดียวละครับใช้มาสองร้อยกว่าปีแล้ว ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่) คราวนั้นนายเจฟเฟอร์สันไม่ได้เป็นคนเขียนรัฐธรรมนูญจึงไม่มีเรื่องการแสวงหา ความสุขอีกเลย หากแต่มีเรื่องความยุติธรรมและเรื่องศักดิ์ศรีมาแทน

แต่ทั้งความสุขกับความยุติธรรมก็ยังหาคำนิยามที่ตกลงกันเป็นสากลไม่ได้ทั้ง 2 คำ นั่นแหละครับ

ดัง นั้น จึงอย่าได้หวังอะไรจริงจังกับเรื่ององค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเลยครับ ตราบใดที่ยังตกลงกันไม่ได้ว่า "ความยุติธรรม" กับ "ความสุข" นั้นมันคืออะไรกันแน่

รัฐสภาให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ...ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและเข้าสู่ลัทธิเผด็จการทางรัฐสภา

ที่มา มติชน



"ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ "อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลภาษีอากรกลาง เขียนบทความเรื่อง " รัฐสภาให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นสัญญาณล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและเข้าสู่ลัทธิเผด็จการทางรัฐสภา" ส่งมาให้ "มติชนออนไลน์ "เผยแพร่

จาก ข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณชน คณะรัฐมนตรีได้เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับโดยอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 พร้อมทั้งได้มีการนำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือ ( คปพร ) ฉบับของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 102 คน เข้าพิจารณาในสภาพร้อมกัน ปรากฏว่าร่างแก้ไขของคณะรัฐมนตรีได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นในสภา

ด้วยความเคารพต่อมติของรัฐสภา ตามหลักวิชาการแล้ว การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึงการพิจารณาของรัฐสภานั้น มิได้พิจารณาถึงเหตุผลของญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวมทั้งสิทธิและหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญแต่อย่างใด รัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 นั้น มีประวัติความเป็นมาของการเลือกตั้งที่ได้เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่กำหนดเขตเลือกตั้งเป็นเขตเล็กเลือกได้คนเดียว ซึ่งทำให้มีการทุจริตการเลือกตั้งโดยการซื้อเสียงได้ง่ายและการเลือกตั้งมี ความรุนแรง จึงได้มีการแก้ไขให้เป็นเขตเลือกตั้งเขตใหญ่ เลือกได้หลายคน เพื่อขจัดการซื้อเสียง ทำให้การทุจริตในการเลือกตั้งเป็นไปได้ยากขึ้น ( เพราะต้องใช้เงินซื้อเสียงมากขึ้น)

ในทำนองเดียวกันกับมาตรา 190 ก็มีประวัติความเป็นมาที่รัฐบาลใช้อำนาจในการทำสัญญากับรัฐต่างประเทศโดย ง่าย ก่อให้เกิดความเสียหาย ในทางเศรษฐกิจการค้า การลงทุน กับประชาชนอย่างรุนแรง จึงได้แก้ไขให้การทำสัญญากับรัฐต่างประเทศต้องได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภา ก็เพื่อที่จะให้รัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของประชาชนได้ตรวจสอบและเห็นชอบก่อน แต่รัฐสภาก็ได้ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งไปเหมือน เดิม จนถึงกับอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลได้ออกมาพูดต่อสาธารณชนในทำนอง ว่า การเลือกตั้งเขตเล็กเป็นช่องทางการของโคตรโกงการเลือกตั้งและโกงทั้งโคตร ได้ โดยส่วนตัวท่านไม่เห็นด้วย แต่เมื่อเป็นมติของพรรคก็ต้องปฏิบัติตาม

และจากข่าวก็ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีได้ยอมรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ได้มีการแก้ไขในนามของพรรคประชาธิปัตย์ให้มีการเลือกตั้งเขตใหญ่เอง และมีข่าวออกมาว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีเหตุผลแต่เพียงว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีความประสงค์จะขอให้แก้ไข เหตุผลของญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 จึงเป็นการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการซื้อเสียงหรือโกงการเลือกตั้งได้ สะดวกยิ่งขึ้น

การที่รัฐสภาผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93 - 98 ดังกล่าว จึงเป็นการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสี่ยงต่อการทำลายโครงสร้างหลักการ ปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ การเลือกตั้งไม่เป็นหลักประชาธิปไตย เพราะสามารถซื้อเสียงโกงการเลือกตั้งได้โดยง่าย การผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภาจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคแรก ซึ่งอาจจะนำมาซึ่งการต่อต้านของประชาชนโดยการชุมนุมโดยสันติวิธีในการผ่าน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 69

รัฐ ธรรมนูญมาตรา 291 ได้บัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของกลุ่มบุคคลที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคือ คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งในห้าของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎร หรือจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของ สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือจากประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน การกำหนดให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นผู้เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้นั้น ก็เพื่อให้มีช่องทางให้รัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ เมื่อเกิดปัญหาการขาดดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภาของ สถาบันการทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารรวมทั้งสถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นที่ไม่ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม ฯลฯ อันเป็นข้อขัดข้องทางรัฐธรรมนูญ

หรือเป็นกรณีที่เรียกว่า Constitutional crisis ซึ่งจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญจึงได้บัญญัติมาตรา 291 เพื่อเป็นการเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว เพราะมิฉะนั้นรัฐธรรมนูญจะแก้ไขไม่ได้เลย นอกจากการปฏิวัติหรือรัฐประหารเท่านั้น

ตามหลักวิชาการหรือ หลักรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดเกี่ยวกับ “สิทธิและหน้าที่” ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเท่านั้น และรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นกฎหมายที่จะบัญญัติให้ “ อำนาจหน้าที่ ” แก่บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะได้แต่อย่างใดไม่ รัฐธรรมนูญจึงไม่มีบทลงโทษ รัฐธรรมนูญมาตรา 291 จึงเป็นกฎหมายบัญญัติให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวมี “สิทธิและหน้าที่” ที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น ไม่ใช่เป็น “ อำนาจหน้าที่ ” ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ โดยมาตรา 291 วรรคสอง ได้บัญญัติห้ามเด็ดขาดมิให้กลุ่มบุคคลตามมาตรา 291 “ใช้สิทธิ”ขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ โดยจะเสนอขอแก้ไขไม่ได้เลย เป็นการห้าม “ใช้สิทธิ” โดยเด็ดขาด

การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มบุคคลตาม มาตรา 291 จึงเป็นเรื่องของ “การใช้สิทธิ”ของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดที่บัญญัติให้กลุ่มบุคคลดังกล่าว “ใช้สิทธิ”แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดได้เลย เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่บัญญัติเกี่ยวกับ “สิทธิและหน้าที่” ของประชาชนไว้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญในทุกเรื่องทุกมาตราจึงมีผลกระทบต่อ “สิทธิและหน้าที่” ของประชาชนทั้งสิ้น เช่นการแก้ไขเขตเลือกตั้ง ก็กระทบกับ “สิทธิและหน้าที่” ของประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 การใช้สิทธิขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มบุคคลดังกล่าว นอกจากจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 291 แล้ว ยังต้องอยู่ในบังคับของการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยจะไปละเมิดซึ่ง “สิทธิและหน้าที่” ของบุคคลอื่นที่มีสิทธิอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญไม่ได้

เมื่อไม่มี กฎหมายมาตราใดในรัฐธรรมนูญที่ได้บัญญัติให้สิทธิแก่กลุ่มบุคคล ตามมาตรา 291 ที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แล้ว การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงต้องอยู่ในบังคับของบริบทหรือคำประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งได้บันทึกไว้หน้าหมวด 1 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 อันเป็นเจตนารมณ์ตามมติของมหาชนที่จะต้องนำมาใช้บังคับในกรณีการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญด้วย เพราะปวงชนชาวไทยต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และต้องพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ ปี 2550 เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ตามที่ได้บัญญัติไว้ในคำประกาศใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าวเลย การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มบุคคลที่จะมีผลเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ได้นั้น ประชาชนจะต้องเห็นชอบในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียก่อนทั้งสิ้นตามหลักการตาม มติของมหาชนที่ได้กำหนดไว้ในคำประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และการแก้ไขนั้นจะแก้ไขตามอำเภอใจหรือตามความต้องการของกลุ่มคนใดกลุ่มคน หนึ่งไมได้โดยเด็ดขาด

เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยที่ ได้รับพระราชทานมาจากองค์พระมหา กษัตริย์ตั้งแต่อดีต (รัชกาลที่ 7) จนถึงปัจจุบัน อำนาจอธิปไตยไม่ได้พระราชทานมาให้คณะบุคคลใดหรือให้แก่รัฐบาลชุดใด และสิทธิในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มบุคคลดังกล่าว จะต้องอยู่ในกรอบของคำประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คือ การขอแก้ไขเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การขอแก้ไขเพื่อให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม การขอแก้ไขเพื่อให้กลไกลสถาบันทางการเมืองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา การขอแก้ไขเพื่อให้องค์กรศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดย สุจริตและเที่ยงธรรมฯลฯ ตามที่ได้มีบันทึกไว้ในคำประกาศใช้รัฐธรรมนูญเท่านั้น

ตัวอย่าง เช่น ฝ่ายบริหารไม่สามารถทำสัญญากับรัฐต่างประเทศได้ เพราะฝ่ายบริหารไม่มีดุลยภาพหรือไม่มีประสิทธิภาพในการที่จะไปตกลงทำสัญญา กับรัฐต่างประเทศหากต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา เช่นนี้ ก็ย่อมขอแก้ไขเพื่อให้เกิดดุลยภาพและประสิทธิภาพได้ มิใช่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะความไม่มีประสิทธิภาพในตัวบุคคลของผู้ทำ หน้าที่ โดยไม่สามารถตีความได้ว่าอะไรเป็นสัญญา หรืออะไรไม่ใช่สัญญาที่จะต้องผ่านรัฐสภา หากบุคลากรไม่มีประสิทธิภาพในการทำหน้าที่

กรณีจึงไม่ใช่เป็น เรื่องที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องใช้บังคับตามรัฐธรรมนูญให้เข้มข้นขึ้น คือต้องให้ทุกเรื่องผ่านการตรวจสอบของรัฐสภาทุกเรื่อง เพราะบุคลากรที่ไม่มีประสิทธิภาพดังกล่าว จะนำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชนได้ทุกเมื่อและทุกกรณี และจะอ้างการเสียเวลาในการผ่านรัฐสภามาเป็นเหตุให้ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ ได้เลย เพราะสิทธิในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมีความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด การใช้สิทธิแก้ไขรัฐธรรมนูญของกลุ่มบุคคลดังกล่าว จึงต้องอยู่ในเงื่อนไขตามที่บันทึกไว้ในคำประกาศใช้รัฐธรรมนูญเท่านั้น

การ แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่อยู่ในเงื่อนไขของคำประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะขอแก้ไขได้ และเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเข้าข่ายการล้มล้างรัฐธรรมนูญได้

กลุ่มบุคคลตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ไม่มีสิทธิที่จะขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะต้องการเอาใจพรรคร่วมรัฐบาล ในการที่จะส่งเสริมให้มีการทุจริตการเลือกตั้งโดยการซื้อเสียงเข้าในสภาได้ ง่ายขึ้น และไม่มีสิทธิขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะความสะดวกของรัฐบาลในการที่จะไปตกลงกับรัฐต่างประเทศได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญมีหนทางอื่นที่รัฐบาลสามารถทำสัญญากับรัฐต่างประเทศได้ โดยไม่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังนั้นการที่รัฐสภาผ่านร่างแก้ไขรัฐ ธรรมนูญโดยที่ผู้ขอแก้ไข “ไม่มีสิทธิ” ที่จะขอแก้ไขได้แล้ว และการแก้ไขขัดรัฐธรรมนูญตามบันทึกคำประกาศให้ใช้รัฐธรรมนูญแล้ว ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐ ธรรมนูญ และเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นสัญญาณของการล้มล้างการปกครองประเทศใน ระบอบประชาธิปไตย ล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ทุกมาตรา ขึ้นอยู่กับกลุ่มบุคคลตามมาตรา 291 ต้องการจะล้มล้างมาตราใดและต้องการคงอำนาจไว้อย่างไร ก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะนำไปสู่เผด็จการทางรัฐสภาเต็มรูปแบบที่แย่ยิ่งกว่าการปฏิวัติ รัฐประหารเสียอีก

เพราะ สามารถปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ มิใช่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้โดยง่าย และการปฏิวัติ รัฐประหาร ประชาชนย่อมล้มการปกครองได้โดยง่าย เพราะไม่มีพื้นฐานอำนาจที่มาจากประชาชน แต่การล้มล้างการปกครองประเทศโดยลัทธิเผด็จการทางรัฐสภาเต็มรูปแบบ ประชาชนไม่มีโอกาสที่จะล้มล้างการปกครองลัทธิดังกล่าวได้เลย เพราะเป็นลัทธิที่อยู่บนพื้นฐานของอำนาจประชาชนที่เลือกตั้งเข้ามา ประชาชนเป็นเพียงเหยื่อของการเลือกตั้ง หรือเป็นเพียงวัตถุของการเลือกตั้ง หรือเป็นเพียงเศษสวะแห่งการเลือกตั้งในสายตาของผู้ใช้อำนาจรัฐที่มาจากการ เลือกตั้ง ไม่ว่าการเลือกตั้งนั้นจะได้มาโดยการซื้อเสียงด้วยเงิน ด้วยอามิสสินจ้าง หรือด้วยการใช้อำนาจรัฐบังคับขู่เข็ญก็ตาม เผด็จการทางรัฐสภาจะนำไปสู่การปกครองโดยกลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน

อันนำไปสู่ซึ่งลัทธิการปกครองของทรราชย์ในคราบของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

4 ปัจจัยบวก 4 ปัจจัยฉุด การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทย ในสายตา "ดร.โกร่ง" วีรพงษ์ รามางกูร

ที่มา มติชน







"อย่าคิดว่าเรามีแต่ปัจจัยลบ ทั้งที่เรามีปัจจัยบวกที่ดีกว่าประเทศอื่นอยู่มาก"

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมโรงแรมสยามซิตี้ นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “นักการเมืองรุ่นใหม่-กับแนวทางพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นโดยสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ซึ่งมีนายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นประธาน และมูลนิธิคอนราด อเดนาวร์

นายวีรพงษ์ หรือ ดร.โกร่ง กล่าวถึงความสำคัญในส่วนของการเมืองที่เป็นปัจจัยในการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบ ประชาธิปไตย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะกระแสความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งในด้านการผลิต การโทรคมนาคม และสื่อสารมวลชน ที่ได้ทำลายกำแพงของระบอบประชาธิปไตยแบบปิด และทำให้สังคมที่พยายามฝืนกระแสโลกาภิวัฒน์จะประสบกับปัญหาต่างๆ ทั้งในเรื่องการชะงักงันทางเศรษฐกิจ และการต่อต้านจากสังคมโลก จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกว่าทั่วโลกมีความตระหนักถึงความสำคัญของระบอบ ประชาธิปไตย
นาย วีรพงษ์ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่มีการเปลี่ยนระบอบ การปกครองของไทย จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี 2475 ซึ่งถูกต่อต้านมาโดยตลอดว่า “สังคมไทยไม่สามารถพัฒนาประเทศตามแนวทางประชาธิปไตย” ซึ่งในความเห็นส่วนตัว นายวีระพงษ์ ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทยในขณะนั้น “เอื้อ” ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไม่แพ้ชาติอื่นๆในโลก นั่นคือคุณลักษณะ 4 ประการที่คนไทยไม่เหมือนชาติ

1) ความอดทนอดกลั้น ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความเป็นคนไทยที่ไม่มีความขัดแย้งในเรื่องเชื้อชาติ ภูมิภาค เช่นคนจีนที่เข้ามาในเมืองไทยและได้รับการยอมรับ ความอดทนต่อความหลากหลายในเรื่องเชื้อชาติ และภาษา รวมทั้งการยอมรับในคำตัดสินของศาลโดยปราศจากกาสรต่อต้าน

2) คนไทยรู้จักประสานผลประโยชน์ เพราะในยุคที่มีการล่าอาณานิคม สิ่งที่คนไทยทำคือเราพยายามสร้างความประนีประนอมต่อต่างชาติ ในขณะที่ชาติประเทศเพื่อนบ้านของเราและอีกหลายประเทศทั่วโลกจับอาวุธขึ้นต่อ ต้าน จึงทำให้ไม่เกิดความรุนแรงขึ้นง่ายๆในสังคมไทย นอกเสียจากว่าสถานการณ์จะมีความสุกงอมจริงๆ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีเขียนไว้ในแบบเรียนของประเทศเพื่อนบ้านของเราว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่เดินตามมหาอำนาจ” คือเวลาที่จีนเป็นใหญ่ เราก็เดินตามจีน สหรัฐเป็นใหญ่ เราก็เดินตามสหรัฐ ซึ่งเราทำเช่นนั้นมาโดยตลอด แม้ว่าทุกวันนี้เราจะยังไม่แน่ใจว่าควรจะเดินตามใครก็ตาม

3) ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งสิ่งที่สะท้อนออกมาชัดเจนที่สุดคือ ความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา และความคิดการใช้เวลาไม่ถึง 100 ปี ก็มีความกลมกลืนกันมากในประเทศ ซึ่งต่างจากประเทศเพื่อนของเราหลายๆประเทศที่ยังมีการแบ่งเขตภูมิภาค และการสู้รบตามแนวชายแดน รวมทั้งการไต่เต้าในสังคมด้วยการศึกษาและระบบอาชีพที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชน ชั้นปกครองเท่านั้น จึงทำให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดโอกาสให้คนทุกระดับได้สร้างทางเดินให้ตัว เอง แม้ว่าจะมีการใช้ฐานะและลักษณะอาชีพเป็นตัวแบ่ง แต่ก็ยังไม่สร้างความเสียหายรุนแรง ยกเว้นจะมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีเรื่องที่เป่าให้ฟุ้งขึ้นมาจนรู้ถึงความไม่ชอบธรรม แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ถูกโหมจนรุนแรงและลุกลาม เหมือนกับการ เหยียดสีผิวหรือศาสนาในต่างประเทศ

4) สังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดตัวต่อวัฒนธรรมของโลก ที่จะเห็นได้จากการทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ทำให้เราได้เปิดหู เปิดตา และโอนอ่อนต่อวัฒนธรรมต่างๆที่เข้ามา จึงทำให้เราสามารถเทียบตัวเองให้เท่ากับนานาอารยประเทศ และหมายความว่าเราเองไม่ได้ยึดติดกับสิ่งต่างมากนักซึ่งจะส่งผลให้การปิด กั้นทางความคิด ข้อมูลข่าวสาร และการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ทำได้ยาก หรือทำไม้ได้นาน เพราะสังคมไทยเปลี่ยนตัวเองเป็นสังคมเปิดแล้ว

ทั้ง นี้ นายวีระพงษ์ รามางกูร ยืนยันว่า ปัจจัยด้านคุณลักษณะทั้ง 4 ประการนั้น เป็นปัจจัยที่มีอยู่จริง และเป็นสิ่งที่ยืนยันความเหมาะต่อการพัฒนาสังคมไทยไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

ปัจจัย ต่อมาที่นายวีระ พงษ์ ชี้ให้เราเห็นคือ การพัฒนาการเมืองที่เราทำได้ง่ายกว่าประเทศอื่น เพราะเป็นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยได้ชี้ให้เห็นถึงเหตุการณ์หลังการปฏิวัติของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่หลายคนมองว่าเป็นการทำให้การเมืองไทยเดินถอยหลัง แต่ในข้อเท็จจริงคือ การปฏิวัติครั้งนั้นทำให้การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยพัฒนาอย่างก้าว กระโดด และมีการแบ่งแยกไม่ให้รัฐกับเอกชนแข่งขันกันเอง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการยกเว้นภาษีขาออกในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทำให้สินค้าเกษตรของไทยมีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากการอิงราคาตลาดโลก รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนให้เกิดการเปลี่ยนในชนบทซึ่งเป็นผลจากการทำงาน ของ 4 กระทรวงในสมัยนั้น โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขที่มีบทบาทมากที่ในการพัฒนาด้านความเป็นอยู่ต่างๆ ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีความล่าช้าและไม่สามารถทำตามเป้าประสงค์ต่างๆที่วางไว้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นการส่งเสริมการลงทุนให้เกิดเปลี่ยนแปลงในชนบทครั้งนั้น ทำให้พื้นที่ชนบทหายไปกว่า 90% รวมทั้งการนำไฟฟ้าเข้าไปสู่ชนบท ทำให้การไหลของข้อมูลเริ่มกระจายมากขึ้น การขนส่งต่างๆมีความทันสมัย และนำไปสู่การล่มสลายของชีวิตชนบทแบบเดิม โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นในภาคธุรกิจและ การค้าขาย
นอก จากนี้ นายวีระพงษ์ ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ในปี พ.ศ.2475 ว่าการปกครองในขณะนั้นยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง อีกทั้งสภาในยุคนั้นยังถูกครอบงำโดยคณะราษฎร แม้ว่าสิ่งที่คณะราษฎรพยายามทำในขณะนั้นคือการทำให้คนไทยมีความยึดมั่นในรัฐ ธรรมนูญ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ก็มาถูกจอมพลผิน ชุณหะวัณ ยึดอำนาจอีกครั้ง จนต้องกลับไปเริ่มต้นกันใหม่ แม้ว่าจะยังมีรัฐธรรมนูญแต่ก็เหมือนไม่มี และแม้แต่ว่าในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เราก็ยังมีรัฐธรรมนูญแบบครึ่งใบ เพื่อคานอำนาจระหว่างรัฐบาลและทหาร จนกระทั้งเกิดการปฏิวัติขึ้นอีกครั้งในปี พ.ศ. 2535 ที่หลายคนคิดว่าจะเป็นครั้งซสุดท้าย แต่ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เหตุการณ์เดิมก็เกิดขึ้นอีก
สิ่ง ที่นายวีระพงษ์ รามางกูรตั้งข้อสังเกตไว้คือ "ทั้งที่เรามีความพร้อมทุกอย่าง ทั้งการเมือง สังคม เศรษฐกิจ แต่ทำไมเราจึงยังไม่สามารถพัฒนาระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยได้"?

นายวีระพงษ์ไขข้อสงสัยดังกล่าว โดยปัจจัยที่เป็นเหมือนตัวฉุดการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยว่า ประกอบด้วย

1) กลุ่มปัญญาชน ซึ่งถ้าพูดถึงปัญญาชนในอดีตนั้น เป็นเหมือนผู้กล้า เป็นผู้นำทางความคิดและจิตวิญญาณของประชาธิปไตย แต่หลังจากในปี พ.ศ. 2475 จนถึงปัจจุบัน ปัญญาชนของเรามีความอ่อนแอลง ไม่มีความกล้าและขาดจริยธรรมทางความคิดที่ต้องมีการทบทวนถึงบทบาทของตนเอง อีกครั้ง

2) พรรคการเมือง ที่เป็นเฟืองจักรสำคัญในการพัฒนาและผลักดันกลไกของประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาพรรคการเมืองไทยนั้นล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ส่วนที่ไม่ล้มไม่ลุกก็เป็นพรรคที่ไม่มีความกล้าที่จะแสดงออกทางการเมือง อีกทั้งการใช้ระบบการเมืองเพื่อทำลายกันเอง ส่งผลให้วัฒนธรรมทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาการเมืองและประชาธิปไตย อ่อนแอลง

3) สื่อมวลชน ที่เป็นผู้ถ่ายทอดความคิดของปัญญาชนและนโยบายของฝ่ายการเมืองให้ประชาชนรับ รู้ แต่ที่ผ่านมาเราไม่เห็นบทบาทดังกล่าวของสื่อในปัจจุบัน ยิ่งเมื่อเทียบกับสื่อในสมัยรัฐกาลที่ 6-7 ที่มีความกล้าหาญและมีอุดมการณ์มากกว่านี้

4) กองทัพ ในปัจจุบันที่มีความอนุรักษ์นิยมมากเกินไป มองอนาคตใกล้เกินไป ทั้งในเรื่องการเมืองและสังคม ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการอบรม หล่อหลอมทางการศึกษา

นายวีระพงษ์ รามางกูร ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงการพัฒนาการเมืองในกระแสประชาธิปไตยว่า อย่า คิดว่าเรามีแต่ปัจจัยลบ ทั้งที่เรามีปัจจัยบวกที่ดีกว่าประเทศอื่นอยู่มาก แต่ด้วยกลไกต่างๆที่กล่าวมา คนรุ่นใหม่ต้องรับรู้ในบทบาทเหล่านี้ และนำประการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตมาปรับเพื่อการพัฒนาและผลักดันระบอบ ประชาธิปไตยในประเทศ

ถาม'กกต.'

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




น่าจะเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปอีกพักใหญ่

กรณีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย 4 ต่อ 2 ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ด้วย เหตุผลที่ว่ากระบวนการยื่นคำร้อง จากจุดเริ่มต้นคือนายทะเบียนพรรคการเมือง กว่าจะกระดืบๆ ถึงมือศาลรัฐธรรมนูญนั้น กินเวลาเกิน 15 วัน

คดีจึงขาดอายุความไปโดยปริยาย

ก่อนหน้าการวินิจฉัยของศาลฯ แวดวงคอการ เมืองวิเคราะห์คาดเดากันไปต่างๆ นานาถึงแนวทางคำวินิจฉัยว่าจะออกมาอย่างไร

เท่าที่ได้ยินมีอยู่หลายแนว

เช่น ยุบพรรค-ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด ยุบพรรค-ตัดสิทธิ์บางคน ยุบพรรคแต่ไม่ตัดสิทธิ์ใครเลย หรือไม่ยุบพรรค-ไม่ตัดสิทธิ์ เป็นต้น

ไม่มีใครเอะใจเรื่อง 'อายุความ' ตามที่ตุลาการหยิบ ยกขึ้นมาเป็นเหตุผลในการยกคำร้องภายหลังเลยแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุที่หลายคนเข้าใจว่าเรื่องของคดีจะขาดหรือไม่ขาดอายุความนั้น

คือปัญหาเบื้องต้นที่ศาลฯ ต้องวินิจฉัยก่อนเข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาของคดี

ทีนี้เมื่อศาลฯ ปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายสืบพยานต่อสู้หักล้างกันมานานหลายเดือนแล้วจู่ๆ เกิดยกคำร้อง หักมุมจบแบบดื้อๆ

เลยทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอื้ออึง

บางคนเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นการตัดสินแบบไม่ตัดสิน

ทั้งยังเป็นการเสียโอกาสที่สังคมจะได้รับรู้ร่วมกันถึงเนื้อหาข้างในของคดีว่า แท้จริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดกฎหมายหรือไม่

บางคนใช้คำว่าประชาธิปัตย์ชนะฟาวล์บ้าง กกต.แพ้ฟาวล์บ้าง ความหมายเดียวกันแล้วแต่ใครจะมองในมุมไหน

แต่ในส่วนที่บอกว่ากกต.แพ้ฟาวล์นั้น ก็มีปมให้เก็บเอาไปคิดต่อได้ว่า

เป็นการแกล้งแพ้หรือแพ้จริง

นักวิชาการด้านกฎหมายอย่าง นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ

"การ ที่คำวินิจฉัยออกมาแบบนี้ แต่เดิมภาระรับผิดชอบทั้งหมดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้กลับเป็นการแบ่งภาระมาที่กกต.ด้วยว่า เป็นเพราะกกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง ทำให้คดีนี้ตกไป"

ซึ่งตีความไปได้ 2 แบบ

แบบแรกคือ กกต. โดยเฉพาะประธานกกต.ที่สวมหมวกอีกใบเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง มีส่วนรู้เห็นเรื่องขาดอายุความนี้มาตั้งแต่ต้น

แบบที่สอง คือกกต.ไม่รู้จริงๆ

แต่ถูกลากมาช่วยแบ่งเบาภาระศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง

การ์ตูน เซีย 02/12/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_130910

การ์ตูน เซีย 02/12/53

‘กู๊ดบาย’พันธมิตรฯ สิ้นสุดกันที..ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน?

ที่มา บางกอกทูเดย์





“มาเป็นแสน”

คำนี้ไม่รู้แปลว่า “แสนอาดูร” หรือ “แสนสาหัส” กับภาพการรวมตัวที่ประกาศคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “กลุ่มคนเสื้อเหลือง” พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

มันเกิดอะไรขึ้นกับ “กลุ่มพันธมิตรฯ” ทุกวันนี้?

ในอดีตคนกลุ่มนี้มิใช่หรือ? ที่ออกมารวมตัวเต็มท้องถนน และขับไล่นายกรัฐมนตรีของไทยถึง 3 คน คือ ทักษิณ ชินวัตร สมัคร สุนทรเวช และ สมชายวงศ์สวัสดิ์

โดยเฉพาะภาพของมวลชนเพียง “ไม่กี่ร้อยคน” ในวันชุมนุมกันที่หน้าสภาฯ ทั้งที่มีการป่าวประเทศตามสื่อในเครือผู้จัดการ...ทั้งที่ไม่ถูก ศอฉ. จำกัดสิทธิ์เรื่องการใช้เครื่องขยายเสียง

แต่ทำไมนับวันมวลชนพันธมิตรฯ กลับยิ่งร่อยหรอลดน้อยลง...พวกเขาไปเห็นอะไร...หรือพวกเขาไปรู้อะไรมา?

ใครบ้างจะเชื่อว่า...ก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุมประท้วงที่หน้ารัฐสภาวันนั้น ยังมีคนเห็น “สนธิ ลิ้มทองกุล” ไปนั่งทานข้าวและหัวร่อต่อกระซิกกับ “คนในรัฐบาล” ซึ่งมีระดับเป็นถึง “รัฐมนตรี” ที่โรงแรมย่านสีลมแห่งหนึ่ง

จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นว่า...รัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรฯ กำลังจะเล่นละครอะไรให้คนไทยได้ดูกันอีก...โดยเฉพาะละครที่ว่า “มวลชนเสื้อเหลือง” ไม่มีส่วนรู้เห็น...แต่เป็น “แกนนำ” ที่รู้เห็นเต็มใจ

เช้าวันรุ่งขึ้นตลอดจนพระอาทิตย์ตกดินจึงเกิดปรากฎการณ์อย่างที่เห็น นั่นคือ “เจ๊ปอง” อัญชะลี ไพรีรัก ต้องมานั่งพูดนั่งแพล่มแหกปากเรียกมวลชนผ่านทางช่อง ASTV จนแก้วเสียงแทบแตก...แต่สุดท้ายก็มีมวลชนมาเต็มที่เพียงเท่านั้น

ผู้สังเกตุการณ์รู้ได้ทันทีว่า “เจ๊ปอง” ออกอาการ “ไปไหนมา...สามวาสองศอก” เพราะหมดปัญญหาเรียกแขก...แต่จำเป็นต้องทำ เพราะมันคือหน้าที่

หญิงแกร่งแห่งพันธมิตรฯ เลยพูดยาวไปถึงเรื่อง “ทำคลอด”

ก็พันธมิตรฯ มิใช่หรือที่ทำคลอดให้ “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ประคบประหงมจากเด็กที่คลานต้วมเตี้ยมจนมายืนสองขาได้แข็งแกร่ง

แต่ไม่ว่าจะออกลีลาและวาดลวดลายดุเด็ดเผ็ดมันอย่างไร...สุดท้ายเจ๊ปองก็นั่ง “ว้าเหว่” จ้อหน้าไมค์ เหมือนหญิงไร้ตัวตน

เหตุผล สำคัญของการดึงดูดมวลชนของแกนนำพันธมิตรฯ คงหนีไม่พ้นข้อมูลความเป็นจริงและความยึดมั่นใน “อุดมการณ์” และ “สัจจะ” ของการเป็นผู้นำ

“สนธิ ลิ้มทองกุล” รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ เคยแสดงพฤติกรรมอะไรให้คนหมู่มากได้เห็น...พวกเขามีสัจจะหรือไม่...พวกเขา น่าเชื่อถือหรือไม่...เชื่อว่า “มวลชนเสื้อเหลือง” (บางคน) มีคำตอบรู้อยู่แก่ใจ

อดีตมวลชนเสื้อเหลืองคนหนึ่ง ได้โพสต์ถ้อยคำระบายถึงความอัดอั้นตันใจว่าเพราะเหตุผลอะไร...ทำไมต้องสวมคอนเวิร์สแยกทาง?

เขากล่าวตอนหนึ่งว่า...ในฐานะที่เคยสวมเสื้อเหลือง ถือมือตบ เข้าร่วมต่อสู้กับพี่น้องมาตั้งแต่ปี 49 ก็ยังติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองใหม่อยู่ตลอด

แต่วันหนึ่งเห็น “คุณสนธิ” กำลังพูดอยู่ในจอทีวี และได้ปล่อยประโยคเด็ดว่า...

“ในอนาคตเราไม่อาจจะบอกได้ว่าจะมีการปฏิวัติอีกหรือไม่ แต่ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมเราต้องรังเกียจการปฏิวัติ...”

นี่ คือคำพูดจากปากของคนที่เคยเป็นแกนนำพี่น้องประชาชนที่ต่อสู้เพื่อ เรียกร้องประชาธิปไตย และทุกวันนี้โดยพฤตินัยก็ยังเป็นแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย

มันเหมือนถูกชกเข้าที่หน้าอย่างจัง...ทำไมคนเป็นแกนนำจึงไม่ยึดมั่นใน อุดมการณ์...หรือความเป็นจริงคือพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น

จบกัน...สำหรับความรู้สึกที่ยังรัก ยังผูกพันกับการได้ร่วมใส่เสื้อเหลือง ร่วมชูมือตบ อยู่กลางฝน ณ สะพานมัฆวานรังสรรค์

จบกัน...สำหรับความรู้สึกดีๆ ของการต่อสู้ของภาคประชาชนที่ต้องการสร้างการเมืองใหม่

และสำหรับผม...จบกัน! สำหรับคำว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”

น่าเห็นใจกับความรู้สึกที่ต้องสูญเสียไปกับความทุ่มเทแรงใจในการยึดมั่น “อุดมการณ์” แต่หากมองใน “แง่ดี” ของเหรียญอีกด้าน...

เราคงได้เห็นความโลภโมโทสันของคน...ได้เห็นความเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์... ได้เห็นความเข่นฆ่าทำลายล้างต่อสู้กัน...ได้เห็นการตอบสนองความต้องการกิเลส และตัณหา

สุดท้ายก็เพื่อวิ่งตะเกียกตะกายหาใส่ปากใส่ท้องของตน

หาก แกนนำไม่รีบปรับปรุงตัว...แก้ไข...และเปลี่ยนแปลง...อีกไม่นาน พันธมิตรฯ คงเหลือแต่ชื่อ...ไม่มีแม้แต่ฝุ่นผงในอากาศ...และการคาดหวังจะให้มวลชนกลับ มาเห็นด้วยและร่วมชุมนุมต่อสู้เป็นล้านเฉกเช่นอดีต

บางทีล้านนี้อาจต้องเข้าคลินิกไปปรึกษา “สมศักดิ์ โกศัยสุข”!!

‘เติ้ง’ อึ้ง! รอดง่ายจัง

ที่มา บางกอกทูเดย์

‘เติ้ง’ อึ้ง! รอดง่ายจัง





ฟ้ากับเหว กรณีชาติไทย
แม้ ว่าจะมีเสียงเรียกร้องดังไปหมด โดยเฉพาะจากบรรดาบุคคลในกลุ่มขั้วอำนาจการเมืองในปัจจุบัน ที่ให้เคารพและยอมรับมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ที่ให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะใช้เงิน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์

โดยให้ถือว่าเมื่อวินิจฉัยแล้ว มีมติออกมาให้ยกคำร้องแล้ว ก็ต้องถือว่าเรื่องยุติ จะต้องยอมรับให้ได้ไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

ซึ่ง จริงๆแล้วไม่ต้องให้คนในขั้วรัฐบาล ในกลุ่มขั้วอำนาจพิเศษ ระดมกันออกมาเปลืองน้ำลาย ว่าเรื่องนี้จบแล้วทุกคนต้องยอมรับ เพราะในความเป็นจริง ทุกภาคส่วนของสังคมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ก็ยอมรับว่า เรื่องนี้จบแล้ว

จบจริงๆ จบพร้อมกับที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมตินั่นแหละ!!!

เพียงแต่การยอมรับและเคารพกติกาว่า เรื่องจบแล้วทำอะไรต่อไปไม่ได้แล้ว กับเรื่องของการยอมรับมันเป็นคนละเรื่องกัน

สิ่ง ที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ ไม่ใช่การไม่ยอมรับมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การต้องการให้รื้อฟื้นคดีกลับขึ้นมาใหม่ หรือไม่ใช่แม้แต่กระทั่งขอให้กลับคำวินิจฉัยแล้วมาลงมติกันใหม่

สิ่ง ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการออกมาแสดงความคิดเห็นว่า มันจบแบบนี้ได้อย่างไร ช่องทางออกในการจบคดีโดยไม่ต้องวินิจฉัยถึงปรเด็นความผิดตามคำร้อง มันช่างง่ายดายเช่นนี้เชียวหรือ???

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นมุมมองที่ หลากหลาย ของคนที่เคยเกี่ยวข้อง คนที่เคยร่ำเรียนมาทางด้านกฎหมาย รวมไปถึงแม้แต่กระทั่งคนที่เป็นผู้ทำคดีเอง คือทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอัยการสูงสุดผู้ฟ้องคดี

อย่างนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุชัดว่า ที่ผ่านมา แม้ว่า นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง เคยออกความเห็นในการประชุมครั้งแรกว่า ให้ยกคำร้องในคดีดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมสอบถามว่า เป็นความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่

แต่ครั้งนั้นนายอภิชาตก็ยืนยันว่า เป็นการออกความเห็นในฐานะประธาน กกต. เท่านั้น

ด้วย เหตุนี้จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบเพิ่มเติมในกรณีนี้ และใช้เวลาในการสอบ 3 เดือน จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2552 จึงสอบเสร็จและเสนอกลับมาว่า สมควรฟ้องร้องให้มีการยุบพรรค

ที่สำคัญนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงเสนอให้มีการลงมติร่วมกันของ กกต. ในวันที่ 12 เมษายน นั่นเอง

ดังนั้นจึงน่าจะถือว่าวันที่ 12 เมษายน 2552 เป็นวันที่ให้ความเห็น

“ยืนยันได้ว่า กกต.ไม่ได้ละเลยเรื่องของกำหนดเวลาแต่อย่างใด”นางสดศรีกล่าว

และเพราะเหตุนี้แหละ เมื่อสังคมมีการตั้งคำถามขึ้นมามากมายว่า กกต.ชุดนี้ควรรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่

ไล่มาตั้งแต่นายอภิชาต และกรรมการทุกคน ล้วนเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นต้องลาออก เพราะถือว่าทำตามหน้าที่แล้ว

นาย สมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย ยังตั้งประเด็นในความเห็นที่แตกต่างว่า หากศาลจะตัดสินเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะเสียเวลาสืบพยานเป็นปี ทำให้ขาดโอกาสที่จะได้รับฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามคำฟ้องหรือไม่

แถมนายสมชัย จึงประเสริฐ ยังเปรยทำนองว่าผู้ที่ควรแสดงความรับผิดชอบน่าจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมากกว่า!!!

นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ โฆษกวอร์รูมพรรคเพื่อแผ่นดิน ยอมรับว่าเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงว่าจะมาออกช่องทางนี้ เพราะที่ผ่านมาสังคมก็จะจับจ้องว่าศาลจะชี้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ มีความผิดอย่างไร แต่เมื่อออกมารูปนี้ที่บอกว่ากกต.ยื่นสำนวนยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญล่าช้า เกินกว่าเวลาที่กำหนด ก็ถือว่าเป็นความผิดพลาดของกกต.

“ขณะนี้สังคม ยังไม่ชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดอย่างไร ต้องถูกลงโทษอย่างไร แต่กลับมาออกทางนี้ก็ต้องถือว่ากกต.ตกม้าตาย เป็นเรื่องโอละพ่อ ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง ถ้ากกต.บกพร่องในหน้าที่ขนาดนี้ ผมคิดว่าคงต้องลาออกทั้งชุดแล้ว ถ้าไม่ออกอาจจะมีคนยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภายื่นถอดถอนกกต.ก็ได้ ซึ่งอาจจะเป็นการยื่นโดยส.ส.หรือประชาชนก็ได้” นพ.ภูมินทร์ กล่าว

ในขณะที่ 2 ความเห็นสำคัญในฐานะที่เคยถูกยุบพรรคมาก่อนหน้านี้แล้ว คือพรรคไทยรักไทย กับพรรคชาติไทยนั้นเอง

โดย ในส่วนของพรรคไทยรักไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้า มองว่าคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ เรื่องที่ผิดคาด จะยุบหรือไม่ยุบ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญคือ จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยุติธรรม

ก่อนหน้านี้เคยมีคลิปที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐ ธรรมนูญในคดีดังกล่าว และมีการขอให้ตรวจสอบเนื้อหาและข้อเท็จจริง จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการพิสูจน์ ตรงนี้ทำให้ขาดความชอบธรรมในการพิจารณาคดีใดๆโดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัต ย์ และเมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาในลักษณะนี้ ที่ไม่ได้พิจารณาในรายละเอียดของ เรื่องว่า ผิดหรือถูก ยิ่งทำให้สังคมเคลือบแคลงมากขึ้นไปอีก ทุกฝ่ายผิดหวัง และเสียดายไปตามๆ กันที่ไม่รู้ผิดถูก

มีเพียงแฟน พันธุ์แท้พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ดีใจ และมันก็มีคำถามตามมาว่าถ้าตัดสินกันอย่างนี้ทำไมไม่ทำให้เสร็จสิ้นไป ตั้งแต่ก่อนหน้านี้

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่วินิจฉัยว่า การยื่นฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะยื่นฟ้องหลังจากที่ความปรากฏต่อนายนายทะเบียนพรรคการเมืองเกิน 15 วันนั้น ในอดีตเคยมีกรณีที่เหมือนกัน คือ กกต.ในฐานะผู้ร้องให้ยุบพรรคการเมืองพรรคหนึ่งได้ระบุว่า วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองคือวันที่ผู้ร้อง ได้พิจารณาและเห็นชอบให้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญซึ่งในขณะนั้นนายทะเบียน พรรคการเมืองก็คือ ประธาน กกต.แต่สำหรับกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่าวันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนคือ 17 ธ.ค.2552 แต่ข้อเท็จจริงคือ ในช่วงนั้น กกต.ยังไม่มีมติให้ยื่นร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ และยังถกเถียงกันอยู่ รวมทั้งประธาน กกต.ก็มีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

ดังนั้นหากจะนับจากวัน ที่ 17 ธ.ค.2552 จึงไม่ถูกต้อง แต่ต้องนับในวันที่ 12 เม.ย.2553 ที่กกต.ทั้งคณะเห็นชอบให้ฟ้องตามมาตรา 93 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง

สรุปคือการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่สอด คล้องกับข้อเท็จจริงและไม่ สอดคล้องกับคำวินิจฉัยที่เคยยุบพรรคการเมืองอื่นๆ มาแล้ว สามารถเห็นความเป็น 2 มาตรฐานได้จากกรณีนี้

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นความบกพร่องของกกต.แต่ตนคิดว่าจะไปโทษกกต.ก็ไม่ถูก น่าจะเป็นปัญหาที่การวินิจฉัยมากกว่าเรื่องนี้ผลที่จะตามมามีมากมายแน่นอน ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงไม่ดี ก็จะเกิดวิกฤติต่อความน่าเชื่อของศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น ผลที่ออกมาอาจจะบอก เจตนาที่จะรักษาพรรคประชาธิปัตย์ไว้ในระบบ แต่มันก็อาจจะทำให้กระทบกระเทือน ต่อระบบมากกว่าที่จะตัดสินให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เสียอีก และยังเป็นการทิ้งปมปัญหาไว้กับ กกต. ทำให้เกิดความสงสัยในความน่าเชื่อถือ

“อยาก เสนอให้ประชาชนศึกษาคำวินิจฉัยและวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และแสวงหาความยุติธรรมโดยหลักสันติวิธีไม่ใช้ความรุนแรง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่า หากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ควรจะแก้เรื่องที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องกว่านี้และสามารถ ตรวจสอบได้มากกว่าปัจจุบัน และต้องเปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งทางความคิดได้”

และ สำหรับพรรคชาติไทยซึ่งถูกยุบจนนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคต้องหลั่งน้ำตามาแล้วนั้น นายบรรหารถึงกับออกปากว่า เท่าที่ติดตามดูการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ไม่คิดว่าจะง่ายขนาดนี้!!!

ดูแล้วต่างกับกรณีการพิจารณาคดียุบพรรคชาติไทยลิบลับ

ขณะ ที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ระบุว่า ขณะนี้ยังคงเห็นว่าคงต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างเป็นทางการ ก่อน คาดว่าน่าจะไม่เกินน 10 วัน ดังนั้นจึงพูดอะไรในขณะนี้ไม่ได้

รวม ทั้งการที่มีการเรียกร้องขอให้นายอภิชาต แถลงข่าวเพื่อชี้แจงให้สังคมได้รับทราบ เพราะเวลานี้กระแสสังคมยังคงไม่เข้าใจต่อคำวินิจฉัยของศาลที่เกิดขึ้น และมองว่า กกต. ต้องแสดงความรับผิดชอบ แต่ นายอภิชาต เห็นว่าไม่ควรที่จะให้สัมภาษณ์หรือชี้แจงอะไรตอนนี้ เพราะจะกลายเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญได้ จึงควรรอให้ศาลมีคำวินิจฉัยกลางอย่างเป็นทางการออกมาก่อน

ซึ่งในการ ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนในคดียกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยตุลาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าต้องเผยแพร่โดยเร็ว

แต่ทั้งนี้เพื่อความรอบคอบต้องขอตรวจสอบคำผิดก่อนที่ส่งไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาและเผยแพร่ทางเว็บไซต์ต่อไป

ใกล้เวลาแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira



.......
................................รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ

"สนธิ" ยันพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดสนามบิน เตรียมแถลงท่าทีชุมนุมต่อหรือไม่ 3 ธ.ค. นี้

ที่มา ประชาไท

ทอ ท. ฟ้องพันธมิตรฯ ละเมิดระหว่างชุมนุมสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง เรียกค่าเสียหาย 245 ล้าน "สนธิ" เบิกความปิดท้ายคดี ยันพันธมิตรฯ เข้าไปชุมนุมเพราะต้องการกดดันรัฐบาลที่ทุจริตและต้องการถามรัฐบาลเรื่อง M79 ไม่ได้ปิดสนามบิน แต่ "เสรีรัตน์" สั่งปิด ลั่นได้เจรจาช่วยมุสลิมไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ซาอุฯ ด้วย

ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานเมื่อวานนี้ (1 ธ.ค.) ว่า เมื่อเวลา 14.00 น.ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์สืบพยานจำเลยปากสุดท้ายในคดีหมายเลขดำ 6453/2551 ที่ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ รวม 13 คน เรื่อง ละเมิด เรียกค่าเสียหายทุนทรัพย์ 245 ล้านบาทเศษ จากการฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่กรณีชุมนุมบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เมื่อเดือน พ.ย.51

โดยวันนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จำเลยที่ 2 ในคดี ขึ้นเบิกความเป็นพยานจำเลยปากสุดท้าย สรุปว่า ก่อนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เข้าไปชุมนุมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการหารือ และถกเถียงกันใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ โดยสุดท้าย พล.ต.จำลอง ซึ่งมีความอาวุโสที่สุดเป็นผู้ตัดสินใจพากลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ท่า อากาศยาน ทั้ง 2 แห่ง เพื่อเรียกร้องและกดดันรัฐบาลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งขณะนั้น ครม.อยู่ระหว่างพิจารณาโครงการรถเมล์เอ็นจีวี นอกจากนี้ ยังทวงถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าคดียิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย

นายสนธิกล่าวอีกว่า ที่ประชุมแกนนำพันธมิตรฯ เห็นตรงกันว่า การชุมนุมที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ไม่ได้สร้างเสียหายให้กับธุรกิจการบินทั้งในและนอกประเทศ เพราะไม่ใช่เป็นการปิดสนามบิน โดยเครื่องบินสามารถขึ้นลงได้ตามปกติ เพราะผู้ชุมนุมรวมตัวกันอยู่บริเวณ “แลนด์ไซด์” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการขึ้นลงของเครื่องบิน และแกนนำเองก็กำชับไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปอยู่บริเวณ “แอร์ไซด์” เพราะทราบดีว่า หากล่วงล้ำเข้าไปยังพื้นที่การบินจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทันที

นอก จากนี้ ผู้ชุมนุมยังเปิดให้บุคคลทั่วไปเดินทางเข้าออกพื้นที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ได้โดยสะดวก อีกทั้งยังช่วยเจรจาให้ชาวมุสลิมได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย

นายสนธิยังเบิกความตอบอัยการโจทก์ถาม ค้านว่า กลุ่มพันธมิตรฯไม่ได้ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่เป็นนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ที่เป็นผู้สั่งการ แต่คำสั่งของนายเสรีรัตน์จะเป็นไปตามอนุสัญญาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไม่ตนไม่ทราบ ซึ่งทราบเพียงว่าคณะกรรมการ ทอท.ตำหนินายเสรีรัตน์ที่สั่งปิดสนามบินโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า

ส่วน เรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นั้น ไม่มีความเสียหายที่เป็นรูปธรรมถึงขั้นต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการ ซ่อมแซม ซึ่งมีเพียงห้องน้ำเท่านั้นที่มีความสกปรก ซึ่งในการส่งมอบพื้นที่คืนคณะกรรมการ ทอท.ก็ยืนยันว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

ที่มา - ASTV ผู้จัดการออนไลน์

ใจ อึ๊งภากรณ์:ก้าวต่อไปของเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


คน ที่ท้อตอนนี้ คือคนที่ไม่ให้ความสนใจ และไม่ร่วมเคลื่อนไหวที่เขาจัดกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักจะเป็นคนที่ฟังแต่ข่าวลือเรื่องคนข้างบน และเล่นแต่อินเตอร์เน็ท หรือเป็นคนที่พอใจที่จะพูดแค่เอามัน โดยไม่มีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวเป็นรูปธรรม


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
2 ธันวาคม 2553

ปัญหาเฉพาะหน้า

ปัญหา สำคัญเฉพาะหน้าที่คนเสื้อแดงต้องร่วมกันวิเคราะห์ ร่วมกันคิด ในความเห็นผม มีห้าประเด็น ผมจะขอร่วมแสดงความคิดในเรื่องนี้...... ปัญหาเฉพาะหน้าคือ

(1) ภัยจากการ “ปรองดอง” จอมปลอมของอำมาตย์

ที่ จะไม่นำไปสู่การมีประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด เพราะความหมายแท้ของ “การปรองดอง” ที่อำมาตย์เสนอ คือการยอมแพ้ยอมจำนนของคนเสื้อแดง ดังนั้นชาวเสื้อแดงทุกคนต้องร่วมกันคิดว่า “การปรองดอง” ของเราจะหมายความว่าอะไร เราต้องมีมาตรฐานของข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้าของฝ่ายประชาธิปไตย เพื่อไปเปรียบเทียบกับข้อเสนอของเขา พูดง่ายๆ เราต้องมีเป้าหมายระยะสั้นที่ชัดเจน และเราต้องไม่รอให้ผู้นำเสื้อแดงหรือนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเป็นผู้กำหนดมา แต่ฝ่ายเดียว

(2) เราต้องไม่ตกหลุมหลงเชื่อว่า “รัฐบาลแห่งชาติ” แบบถาวรจะแก้ปัญหา

เพราะ“รัฐบาล แห่งชาติ(หมา)”เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด ไม่สะท้อนเสียงประชาชน มันเป็นข้อเสนอเพื่อดึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วม โดยไม่มีอะไรอื่นเปลี่ยนแปลง และเพื่อบังคับให้คนเสื้อแดงหยุดเคลื่อนไหวและยอมจำนน

(3) เสื้อแดงทุกคน ในทุกชุมชนและกลุ่ม ต้องตั้งคำถามกับตนเองว่า “ถ้านักการเมืองบางคนในพรรคเพื่อไทย หรือแม้แต่คุณทักษิณเอง เลือกที่จะปรองดองแบบยอมแพ้ เรามีการจัดตั้งเพียงพอที่จะเคลื่อนไหวต่อไปอย่างอิสระได้หรือไม่?”

ตรง นี้ความสามารถของเราที่จะเคลื่อนไหวอิสระ ขึ้นอยู่กับมุมมองทางการเมืองของเราต่อการปรองดอง การจัดตั้งล่วงหน้าแบบแกนนอน และความมั่นใจว่าเราต้องการอะไร

(4) การเลือกตั้งที่มีการโกงแบบแนบเนียน

ทุก วันนี้อำมาตย์กำลังวางแผนที่จะชนะการเลือกตั้งในอนาคตให้ได้ “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” เราต้องรู้ทัน และหาทางข้ามปัญหานี้ และเราไม่ควรตั้งความหวังสูงเกินไปกับการเลือกตั้งภายใต้กติกาสองมาตรฐานของ อำมาตย์

(5) ปัญหาการหมดกำลังใจของคนเสื้อแดง

ความท้อและการหมดกำลังใจ มาจากการ “มองไม่ออกว่าเราจะชนะอย่างไร” เช่น ถ้าเราตั้งความหวังไว้กับการเลือกตั้ง หรือตั้งความหวังว่าต่างประเทศจะช่วยเรา เราจะท้อ

ถ้าเราเพ้อฝันว่าเราสามารถสร้างกองกำลังมาสู้กับทหาร ในที่สุดพอเราพูดเอามันจบไปแล้ว เราก็จะท้อ

ถ้าเรามองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือ “คนเดียว” (ซึ่งไม่จริง) เราก็จะท้อและกลัวเช่นกัน เราอาจรอการเกิดแก่เจ็บตายตามธรรมชาติ

แต่ ถ้าเราไม่มีแผนเคลื่อนไหวก็ท้อได้อีก ในความจริง ประชาธิปไตยจะถูกสร้างได้ก็ผ่านการเคลื่อนไหวของเราคนเสื้อแดง ไม่มีใครคนอื่นสร้างให้ได้

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือเราต้องไม่มองข้ามจุดเด่นของเสื้อแดงที่มีอยู่ต่อหน้าต่อตาเราคือ

(๑) เสื้อแดงฟื้นตัวและขยายการจัดตั้งแบบแกนนอนหลังการปราบปรามที่ราชประสงค์ ผ่านกิจกรรมแบบ “วันอาทิตย์สีแดง”

และ (๒) เสื้อแดงหมดความศรัทธาในลัทธิอำมาตย์และสถาบันต่างๆ ของอำมาตย์ นี่คือสิ่งที่อำมาตย์กลัว และถ้าเราเข้าใจจุดเด่นของเราตรงนี้ เราจะเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของมวลชนยังมีพลัง มันนำไปสู่ชัยชนะในระยะยาวได้

โดยเฉพาะถ้าเราพัฒนาการเคลื่อนไหว เช่นการขยายการจัดตั้งสู่สหภาพแรงงานให้นัดหยุดงาน และขยายสู่ระดับล่างของกองทัพ

คน ที่ท้อตอนนี้ คือคนที่ไม่ให้ความสนใจ และไม่ร่วมเคลื่อนไหวในกิจกรรมของเสื้อแดงที่เขาจัดกันอย่างต่อเนื่องภายใน ประเทศไทย ซึ่งมักจะเป็นคนที่ฟังแต่ข่าวลือเรื่องคนข้างบน และเล่นแต่อินเตอร์เน็ท หรือเป็นคนที่พอใจที่จะพูดแค่เอามันโดยไม่มีเป้าหมายในการเคลื่อนไหวเป็น รูปธรรม

การมองว่าอำนาจอำมาตย์อยู่ในมือคนเดียว ตามที่ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพงษ์ เสนอ มีปัญหามาก เพราะทำให้เรามองว่าอำนาจนี้ใหญ่โตล้นฟ้าจนเราต้องยอมจำนน และทำให้เรามองข้ามความชั่วร้ายและอำนาจดิบของกองทัพ มันนำไปสู่การไม่สนใจที่จะยุบหรือปฏิรูปกองทัพอย่างถอนรากถอนโคน

แต่ ในความเป็นจริงทหารขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในแวดวงอำมาตย์ตั้งแต่หลัง ๒๔๗๕ และยังคงอำนาจนั้นไว้ เพียงแต่ว่าตั้งแต่ยุคสฤษดิ์มีการนำลัทธิกษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือของ ทหารอย่างเป็นระบบ เราจะสังเกตเห็นว่าคนที่พูดแบบ นปช. ยูเอสเอ หรือ อ.ชูพง์ ไม่ค่อยมีข้อเสนอรูปธรรมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวประจำวันของเสื้อแดงเลย และเขาจะไม่สนใจเป้าหมายกว้างๆ ในการทำให้ไทยเป็นประชาธิปไตยแท้ เช่นเรื่องสิทธิสตรี สิทธิแรงงาน การแก้ปัญหาภาคใต้ หรือการแก้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนเป็นต้น

เป้าหมายระยะสั้น (ข้อเรียกร้องพื้นฐานเฉพาะหน้า)

1. ปล่อยนักโทษการเมืองเสื้อแดงทุกคน

2. ยกเลิก พรก. ฉุกเฉิน และการเซ็นเซอร์สื่อทุกชนิด ต้องยุบ ศอฉ.และทหารต้องกลับกรมกอง ไม่ยุ่งการเมือง รัฐบาลต้องลาออก และประกาศวันเลือกตั้งชัดเจน และจัดการเลือกตั้งภายใต้ กกต. ที่เสนอจากทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เป็นกลาง

3. ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนการฆ่าประชาชนที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ ต้องไม่มีการนิรโทษกรรมผู้ฆ่าประชาชน เหมือนที่เคยทำหลัง ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และ พฤษภา ๓๕

4. ต้องประกาศว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยที่ประชาชนทุกฝ่ายมีส่วนร่วมมากกว่ายุคที่เราร่างรัฐธรรมนูญปี ๔๐


เป้าหมายระยะยาวในการสร้างรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย

การ ที่เสื้อแดงจะมีเป้าหมายระยะยาวสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการครองใจประชาชนส่วน ใหญ่ อย่างที่ไทยรักไทยเคยทำ ในอดีต และมันทำให้เราชัดเจนว่าเรากำลังต่อสู้เพื่ออะไรอีกด้วย

1. ประเทศไทยควรเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ผ่านการเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้า

2. ต้องยุบกองทัพและปลดนายพล เพื่อปฏิรูปทหารแบบถอนรากถอนโคนและสร้างใหม่ในรูปแบบประชาธิปไตย

3. ต้องปลดศาลและผู้พิพากษาสองมาตรฐาน เพื่อปฏิรูประบบยุติธรรมอย่างถอนรากถอนโคน โดยนำพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมในระบบลูกขุน

4. ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมพลเมือง ทุกคนต้องเท่าเทียมกัน ต้องไม่มีกฎหมายหมิ่นเดชานุภาพฯ และประชาธิปไตยต้องปลอดจากอำนาจอำมาตย์หรืออภิสิทธิ์ชนที่ไม่ได้มาจากการ เลือกตั้ง



--
ติดตามผลงานของใจ อึ๊งภากรณ์http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53


เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-น่ายินดีนปช.ได้อ.ธิดาเป็นหัว น่าเสียดายล้าหลังมวลชน ยังไม่ก้าวหน้าและปฏิวัติ

-ซีรีส์ข่าว+บทความชุด:ปรับขบวนก้าวรุดไป สู่ชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย