WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 3, 2010

"ความรับผิดชอบ"

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2553)


มิอาจปฏิเสธได้ว่า "มนุษย์" ทุกคนใน "สังคมการเมืองไทย" ที่ร่วม "เล่นเกมการเมือง" ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนส่งผลให้เกิดปัญหาลุกลามเรื้อรังยากจะแก้ไขนั้น


ล้วนมีส่วนต้อง "รับผิดชอบ" ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 3-4 ปีมานี้, สิ่งที่บังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และสิ่งที่กำลังจะอุบัติขึ้นในอนาคต


แต่ "ความรับผิดชอบ" ก็อาจมีความหมายอยู่อย่างน้อย 2 นัย


เพราะแม้ด้านหนึ่ง มันอาจถูกเน้นย้ำไปที่ความหมายในแง่ลบอย่าง "การรับผิด"


ทว่าในอีกด้าน มันอาจหมายถึง "การรับชอบ" ก็เป็นได้


หากสิ่งที่พวกท่านตัดสินใจกระทำลงไปด้วยวิจารณญาณของตนเอง ได้ส่ง "ผลดี" บางแง่มุมต่อผู้คนบางกลุ่มในสังคมไทย


เช่น การตัดสินใจของพวกท่าน ทำให้ม็อบแดง-เหลือง สงบราบคาบลง หรือส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้อย่างหนักแน่น มั่นคง มีเสถียรภาพ และราบรื่นไร้รอยต่อประหนึ่งภูษาไร้ตะเข็บ เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ถ้า "อนาคต" มิได้เป็นเช่นนั้น แต่ดำเนินไปในทิศทางตรงกันข้าม พวกท่านก็คงต้อง "รับผิด" มากกว่า "รับชอบ"


หากลองเปรียบเทียบประเทศไทยเป็น "เรื่องเล่า" เรื่องหนึ่ง


ณ ปัจจุบัน "เรื่องเล่า" ดังกล่าว ก็ถูก "บิดระนาบ" ไปเรียบร้อยแล้ว


ด้วยเหตุนี้ อะไรๆ ที่คล้ายว่าจะคงเดิม จึงไม่เหมือนเดิมหรือดำเนินไปในรูปการณ์แบบเดิมเสียหมด


ขณะเดียวกัน ตัวละครและ "เรื่องเล่า" ใหม่ๆ อันกระจัดกระจาย ก็ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างซ้อนทับลงไปใน "เรื่องเล่า" เรื่องเดิม


"เรื่องเล่า" ว่าด้วยประเทศไทย จึงซับซ้อนหลากหลายและคาดเดาได้ลำบากมากขึ้น


เช่นกันกับ "อนาคต" ที่จะยิ่งกลายเป็นเรื่องราวอันคลุมเครือ ยากจะคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัด ถูกต้อง แม่นยำ


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราไม่อาจนำ "อนาคต" ดังกล่าวไปเทียบเคียงกับ "อดีต" ที่บางคนรักและหวงแหน ได้อย่างแนบสนิทอีกต่อไป


ความคลุมเครือแห่ง "อนาคต" นี่เอง ที่ย้อนกลับมาสะท้อนให้เห็นถึงสถานะหรือความหมายอันกำกวมของคำว่า "ความรับผิดชอบ"


จึงหวังใจด้วยความปรารถนาดีเป็นอย่างยิ่งว่า "เพื่อนมนุษย์" ร่วมสังคมการเมืองไทยคนใด ที่เผลอหลุดหัวเราะเสียงดังออกมา ด้วยความดีใจ ชอบใจ โล่งใจ รวมทั้งใฝ่ฝันถึงอนาคตอันคลี่คลาย สดใส สวยงาม


หลังจากได้รับชม "เรื่องเล่า" แนว "หักมุม" อันลือลั่น เมื่อเร็วๆ นี้


ทั้งในฐานะกองเชียร์ฝ่ายชนะ หรือกองแช่งฝ่ายที่แพ้แล้วแพ้อีกตลอดมาในช่วงหลายปีให้หลัง


อาจจะหัวเราะเสียงเบาลง, ลองมอง "อนาคต" ในแง่มุมที่ไม่แน่นอนบ่อยครั้งขึ้น, เห็นใจหรือเบามือกับ "เพื่อนมนุษย์" ต่างกลุ่มมากขึ้น


รวมทั้ง ตระหนักถึงภาระ "ความรับผิดชอบ" ที่หนักอึ้งใน "อนาคต" อย่างจริงจังยิ่งขึ้น


เพื่อ พวกคุณจะได้มิต้อง "รับผิด" ต่อ "เสียงหัวเราะ" ของตนเองในวันนี้ ด้วย "เสียงร่ำไห้" และ "น้ำตา" (ตลอดจน "น้ำ" สีอื่นๆ) ในวันข้างหน้า

พี่สาว "ช่างภาพอิตาเลียน"เหตุสลายเสื้อแดง" ประณามทางการไทย ใช้เงิน "ปิดปาก" หลังผลสืบสวนไม่คืบ

ที่มา มติชน



สำนัก ข่าวเอเอฟพีรายงานว่า พี่สาวของช่างภาพชาวอิตาเลี่ยน ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ความวุ่นวายในกรุงเทพฯเมื่อช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม ที่ผ่านมา กล่าวหาทางการไทยต่อความพยายามในการ "ยัดเยียดเงิน" เพื่อ "ปิดปาก"ตนเอง ในจดหมายซึ่งมีการเปิดเผยในวันนี้ (3 ธค.)

น.ส.เอลิซาเบทต้า โปเลนกี พี่สาวของนายฟาบิโอ โปเลนกี ซึ่งเป็นช่างภาพอิสระ ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากเหตุการสลายการชุมนุมของกลุ่ม "คนเสื้อแดง" ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เขียนในจดหมายฉบับดังกล่าวว่า

"แน่ นอนที่สุด สถาบันต่างๆในประเทศไทยได้เสนอเงินช่วยเหลือเราอย่างที่ทุกคนรู้กัน" นส.เอลิซาเบทต้า กล่าวในจดหมายซึ่งจ่าหน้าถึงนายสมศักดิ์ สุริยวงศ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโรม โดยเธออธิบายเพิ่มเติมว่า คนเหล่านั้นได้เสนอเงินให้เธอ "อย่างไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง" และกล่าวว่า "เราเชื่อว่านี่เป็นความพยายามอย่างชัดเจนในการปิดปากของเรา และตอบแทนศักดิ์ศรีให้กับฟาบิโอของเราด้วยเงินเพียงเล็กน้อย"

นายฟาบิโอ โปเลนชี ถูก ยิงเสียชีวิตระหว่างทำงานในฐานะช่างภาพ อิสระ ในระหว่างการชุมนุมประท้วงโดยกลุ่ม "คนเสื้อแดง" ในย่านใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งกินเวลานานถึง 2 เดือน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 ราย และบาดเจ็บอีกเกือบ 1,900 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้กล่าวว่า กองทัพน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของประชาชนจำนวน 13 ราย ซึ่งรวมถึงนายฮิโร มุราโมโตะ ช่างภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตรายอื่นๆยังคงมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอ

จด หมายของนส.เอลิซาเบทต้า โปเลนชี ซึ่งถูกส่งไปยังสถานทูตไทยในกรุงโรม หลังที่เธอได้รับจดหมายเชิญให้เข้าร่วมงานเฉลิมฉลองเนื่องในวันคล้ายวันพระ ราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในประเทศไทย กล่าวในตอนหนึ่งว่า ทางการไทย "ไม่แม้แต่เพียงนิดเดียวที่จะตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์" ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ

"หลังจากผ่านมามากกว่า 6 เดือน เราก็ยังคงไม่ทราบถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของฟาบิโอ และผลการสืบสวนโดยทางการไทยแต่อย่างใด"

"ความพยายามของทางการไทย ในความรู้สึกของฉัน ยังไม่นับว่าเป็นที่น่าพอใจ และละเอียดถี่ถ้วนพอ" นส.เอลิซาเบทต้ากล่าว

อย่างไรก็ตาม เธอได้ถวายพระพรแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสเนื่องในวันที่ 5 ธันวาคมด้วย

อำนาจไม่จีรัง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




คํา พิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ น่าเป็นเพียงแค่การคลี่คลายปัญหาเปลาะแรกของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ต้องยอมรับว่าคดีเงิน 29 ล้านถือว่าสิ้นสุดแล้ว

ทุกฝ่ายต้องน้อมรับคำตัดสิน

มีถกเถียงและแสดงความเห็นกันบ้างถึงเหตุผลการยกคำร้องของศาล

นักวิชาการหลายคนต่างเคารพคำพิพากษา ไม่ก้าวล่วง แต่ก็แสดงความเห็นว่าในคำวินิจฉัยยกคำร้อง ควรอธิบายให้สังคมเข้าใจมากกว่านี้

โดยเฉพาะเหตุผลที่ "เคร่งครัด" เรื่องกำหนดเวลา 15 วัน

เช่นเดียวกันมีกกต.หลายคนแสดงความเห็นในฐานะผู้ร้องคดีนี้

นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ระบุว่าในเมื่อการยื่นฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ผิดกระบวนการ ขาดอายุความ ทำไมถึงปล่อยให้สืบพยานนานหลายเดือน

ไม่ยกคำร้องตั้งแต่แรก

ทำให้ขาดโอกาสรับฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามคำฟ้องในอีก 4 ประเด็นที่เหลือหรือไม่

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องดีใจกันเป็นธรรมดา เพราะรอดพ้นถูกยุบ

ขนาดนายอภิสิทธิ์ยังชี้ว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่ชนะฟาวล์

แต่นี่เป็นคำวินิจฉัยในคดีแรก ยังมีอีกด่านที่ต้องเผชิญ

คดีเงินบริจาค 258 ล้านรอให้ศาลรัฐธรมนูญตัดสินว่าจะยุบหรือเปล่า?

ยังต้องรอลุ้นอีกยก

เพราะคดี 258 ล้านฟ้องคนละมาตรากับคดี 29 ล้าน

กระบวนการยื่นฟ้องก็อยู่ในกำหนดเวลาชัดเจน

และเมื่อศาลเริ่มกระบวนการไต่สวนแล้ว ก็คาดกันว่าคงใช้เวลาใกล้เคียงกับคดีแรก

ประมาณ 3-4 เดือน น่ามีคำพิพากษาว่าจะรอดพ้นถูก "ยุบ" อีกหรือไม่

แต่ด่านสำคัญที่สุด ซึ่งดูแล้วนายอภิสิทธิ์แทบไม่มีโอกาสผ่านไปได้เลย

คือ ความรับผิดชอบการสลายม็อบเสื้อแดง

ตรงนี้เป็นตราบาปติดตัวมาตลอด 6 เดือน

ความสูญเสีย 91 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2 พันคน เป็นความจริงที่ไม่ต้องรอให้มีการตัดสินหรือชี้ขาด

เพราะสังคมได้พิพากษาไปแล้ว

การใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน เป็นความจริงที่นายอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้มีอำนาจ-ผู้สั่งการ

แต่ทุกวันนี้นายอภิสิทธิ์ยังทำเหมือนไม่รู้ตัวว่าต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น

ทั้งที่มีบทเรียนในอดีต

การปราบปรามประชาชนจนบาดเจ็บล้มตายหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีบทสรุปทุกครั้ง

แต่อาจแตกต่างจากครั้งนี้บ้าง ตรงที่ยังไม่มีบทสรุปในทันทีทันใด

นายอภิสิทธิ์ต้องไม่ลืมว่าอำนาจไม่จีรัง!!

เมื่อไหร่ที่ต้องพ้นไปจากตำแหน่ง พ้นจากอำนาจ

ผลของสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ทำลงไป จะย้อนกลับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถึงเวลานั้นคงไม่มีใครปกป้องได้อีก

แฉเอกสารลับ สหรัฐบี้มาร์ค

ที่มา ข่าวสด

โต้วุ่น-โอบามา โทร.ขอตัว"บูท"



สื่อ ดังอังกฤษยกข้อมูลจากเว็บไซต์จอมแฉระดับโลก ′วิกิลีกส์′ ตีแผ่ข้อมูลในราย งานลับที่ ′เอริก จี. จอห์น′ ทูตสหรัฐประจำประเทศไทย แจ้งกลับไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เขียนแจกแจงพร้อมเสนอมาตรการกดดันให้รัฐบาลไทย ส่งตัว ′วิกเตอร์ บูท′ พ่อค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซียไปขึ้นศาลสหรัฐ เผยรุกหนักถึงขั้นเสนอให้ประธานาธิบดีโอบามาต่อสายโทร. บี้ ′มาร์ค′ ด้วยตัวเอง ด้าน ′บัวแก้ว′ มั่นใจเนื้อหาในเอกสารลับจะไม่ส่งผลกระทบต่อสัมพันธ์ไทย-หมีขาว

เมื่อ วันที่ 2 ธ.ค. เว็บไซต์ข่าวหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำประเทศอังกฤษ รายงานว่า เว็บไซต์วิกิลีกส์ หรือ wikileaks.org สื่ออินเตอร์เน็ตชื่อดัง ซึ่งเน้นทำหน้าที่ขุดคุ้ยข้อมูลปิดลับของรัฐบาลทั่วโลก เผยแพร่ข้อมูล "เอมบาสซี่ เคเบิล" หรือรายงานลับที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกานับร้อยแห่งประจำประเทศต่างๆ ส่งไปถึงรัฐบาลกลางและกระ ทรวงต่างประเทศสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างปีพ.ศ.2509 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 ในจำนวนนี้มีเคเบิล หรือรายงานลับที่นายเอริก จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเทพฯ แจ้งไปยังกระทรวงต่างประเทศสหรัฐในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เกี่ยวกับมาตรการกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทย ส่งตัวนายวิกเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซีย เป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีในศาลสหรัฐ ฐานต้องสงสัยขายอาวุธสง ครามให้กลุ่มกบฏฟาร์ก โคลัมเบีย เตรียมนำไปใช้สังหารชาวอเมริกัน

เด อะการ์เดียนรายงานว่า รายงานลับทูตเอริก จี. จอห์น ต่อคดีนายวิกเตอร์ บูท มีเผยแพร่ในวิกิลีกส์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกลงวันที่ 13 ก.พ. 2552 หัวข้อ "Ambassador Engages PM Abhisit and Defense Minister on Viktor Bout Extradition Case." แจกแจงรายละเอียดภารกิจทูตเอริกในการหารือกับทั้งนายอภิสิทธิ์ นายกฯ และพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม เรื่องการส่งตัวนายบูทไปให้สหรัฐดำเนินคดี ส่วนอีกชิ้นลงวันที่ 13 ส.ค. 2552 หัวข้อ "Next Steps on the Viktor Bout Extradition Case in the Wake of Lower Court Defeat." หรือการดำเนินมาตรการขั้นต่อไปของสถานทูตสหรัฐภายหลังศาลอาญาไทยปฏิเสธคำ ร้องขอส่งตัวบูทไปสหรัฐในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และในรายงานสองชิ้นนี้ ทูตจอห์นชี้เป็นนัยด้วยว่ารัฐบาลรัสเซียคอยช่วยเหลือนายบูทอยู่เบื้องหลัง

สำหรับ ข้อมูลโดยสรุปในรายงานลับฉบับลงวันที่ 13 ก.พ. 2552 ทูตจอห์นระบุว่า เข้าพบนายอภิสิทธิ์ นายกฯ ไทยในวันที่ 12 ก.พ. 2552 เพื่อหารือความคืบหน้าคดีส่งตัวนายบูท และว่า ความพยายามขอตัวนายบูทเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งประธานาธิบดีบุชพบนายกฯ สมัคร สุนทรเวช เมื่อเดือนส.ค. 2551 อย่างไรก็ดี แม้การพิจารณาคดีนี้จะช้ามาก แต่ก็ไปในทิศทางที่สหรัฐต้องการ ขณะที่นายอภิสิทธิ์รับปากว่าจะไปดูรายละเอียดทางคดีให้สหรัฐ แต่ไม่ต้องการให้มีภาพปรากฏ ออกไปว่าถือหางเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ด้านนายเอริก โฮลเดอร์ อธิบดีกรมอัยการสหรัฐ ยังจะต่อสายโทรศัพท์ถึงอัยการสูงสุดของไทยเพื่อทบ ทวนคดีนายบูทอีกครั้ง เท่ากับว่าการทำงานฝ่ายสหรัฐจะเป็นการออกหมัดชุด 1-2 ต่อเนื่อง

เอก อัครราชทูตสหรัฐ บันทึกในรายงานอีกว่า ในช่วงที่พบกับนายอภิสิทธิ์ได้ช่วยฟื้นความจำให้ผู้นำไทยด้วยว่า เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลไทยเคยไม่ส่งตัวนายซามชิด กัสเซมี ผู้ต้องหาคดีค้าอาวุธสงครามให้กับทางการสหรัฐมาแล้วเพราะถูกรัฐบาลอิหร่านกด ดัน จึงหวังว่าคราวนี้ผลลัพธ์คงไม่ซ้ำรอย

ส่วนข้อมูลในรายงานลับ ฉบับ วันที่ 13 ส.ค. 2552 พบว่า ทูตจอห์นนำเสนอความเห็นต่อกระทรวงต่างประเทศในเชิงดุดันและรุกหนักมากยิ่ง ขึ้น ภายหลังศาลอาญาไทยพิพากษาไม่ส่งตัวนายบูทเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2552 ทำให้รัฐบาลสหรัฐผิดหวังอย่างรุนแรง สถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยจึงมีข้อเสนอแนะให้อธิบดีกรมอัยการโฮลเดอร์ รวมทั้งกระทรวงต่างประเทศในดี.ซี. และเจ้าหน้าที่สหรัฐประจำสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกับเอกอัครราชทูตไทยในดี.ซี. และทูตไทยประจำยูเอ็น พร้อมกับร้องขอให้รัฐบาลอื่นๆ เช่น เบลเยียม โคลัมเบีย และบางชาติในแอฟริกา ซึ่งได้รับผลกระทบจากธุรกิจค้าอาวุธสงครามของบูทเข้ามาร่วมกดดันรัฐบาลไทย

นาย จอห์น ทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ แจ้งผ่านรายงานลับต่อไปว่า หลังจากตนรับทราบคำพิพากษาดังกล่าวได้โทรศัพท์ไปถึงนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศไทยทันที และย้ำให้นาย กษิตเห็นว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับคดีนายบูทมากตั้งแต่ระดับกระทรวงต่างประเทศ ไปจนถึงประธานาธิบดี ในส่วนของท่าทีนั้นสหรัฐควรแสดงออกให้ชัดเจนว่าผิดหวังในคำตัดสิน แต่ระดับรัฐบาลไทยถือว่าให้ความร่วมมือดี และชี้ให้เห็นว่าการไม่ส่งตัวนายบูทจะส่งผลกระทบต่อจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ พยายามขอตัวพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

นอกจากนี้ ทูตจอห์นยังเสนอให้ประธานา

ธิบดี บารัก โอมาบา โทรศัพท์สายตรงถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ เพื่อหารือกันอย่างจริงจังถึงความกังวลของรัฐบาลสหรัฐต่อคำพิพากษาไม่ส่งตัว นายบูท โดยสถานทูตสหรัฐเชื่อว่าบทบาทของประธานา ธิบดีโอบามาในกรณีนี้จะมีอิทธิพลใหญ่หลวงต่อฝ่ายไทย แต่ท้ายที่สุดแล้วนายบูทเป็นอิสระ รัฐบาลสหรัฐควรร้องขอให้รัฐบาลรัสเซียดำเนินคดีกับนายบูท หรือไม่เช่นนั้นถ้าแทบไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกก็น่าจะบีบให้รัฐบาลรัสเซีย แถลงออกมาต่อสาธารณะว่าจะไม่ดำเนินคดีกับนายบูทเพื่อทำลายภาพพจน์รัสเซีย

"เรา จะกระตุ้นให้รัฐบาลราชอาณาจักรไทยออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังต่อคำตัดสิน ของศาลและประกาศเจตนารมณ์ที่จะเอาชนะในชั้นอุทธรณ์ต่อไป และให้เน้นย้ำถึงพันธกรณีด้านการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายสากล" ข้อความส่วนหนึ่งในรายงานลับทูตจอห์น ระบุ และเขียนย้ำอีกว่า สหรัฐจะจับตาดูปฏิกิริยาจากฝ่ายบริหารของไทยที่มีต่อคำตัดสินไม่ส่งตัวนาย บูท เพื่อใช้เป็นบทพิสูจน์ถึงสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับสหรัฐ

ผู้ สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จุดจบคดีนายบูทในประเทศไทยเกิดขึ้นหลังจากศาลอุทธรณ์ไทยพิพากษาให้ส่งตัวนาย บูทเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามหมายจับศาลนิวยอร์กภายใน 90 วัน และเจ้าหน้าที่สหรัฐได้นำตัวนายบูทขึ้นเครื่องบินไปยังสหรัฐเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา

เวลา 13.15 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีเว็บไซต์วิกิลีกส์ เผยแพร่เอก สารลับของสถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเทพฯ ที่เคยเสนอให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ โทรศัพท์สายตรงหานายกฯ ไทยเพื่อให้ส่งตัวนายวิกเตอร์ บูท ไปสหรัฐ ว่า "ที่ผมเห็นในข่าวเป็นเอกสารช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นท่านทูตสหรัฐมาพบผมจริง แล้วก็มาแสดงความห่วงใยเรื่องของคดี ผมตรวจสอบและสั่งการว่าต้องไม่มีลักษณะของการที่จะไปแทรกแซงคดีทางหนึ่งทาง ใด"

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการเปิดเผยข้อมูลมีการระบุว่านายโอบามาโทร.มาหาด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า "อันนั้นไม่จริงหรอกครับ คือไม่ได้ถึงขั้นนั้น ท่านทูตท่านมาผมก็รับทราบเรื่อง และหลังจากนั้นที่ท่านทูตไปได้ข้อมูลว่ามีการไปแทรกแซงอะไรต่างๆ ผมก็ให้ไปพบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด"

เมื่อถามต่อว่า การพูดคุยในวันนั้นทูตสหรัฐกดดันรัฐบาลไทยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีการกดดัน เขาบอกว่าเขาไม่ได้มีข้อสงสัยหรือจะมากดดันในแง่ของกระบวนการ แต่มีความเป็นห่วงว่ามันมีข่าวคราวว่ามีบุคคลซึ่งอาจจะมีอิทธิพลเข้าไปแทรก แซง ตนบอกไปว่ามันไม่มี และไม่ควรจะมี หากมีข้อสังสัยตรงไหนอย่างไรรัฐบาลจะตรวจสอบให้

"ยืนยันว่ากระบวนการ ทั้งหมดหลังจากนั้นมาใช้เวลานานมาก แล้วศาลชั้นต้นก็พิพากษาอย่างหนึ่งและศาลอุทธรณ์ก็มากลับ แล้วมีคดีที่สองอีก หลังจากนั้นมาไม่มีฝ่ายใดมาร้องเรียนกับผม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จะมีการดำเนินคดีอะไรกับการเปิดเผยข้อมูลแบบนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องเอกสารของสหรัฐ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา ส่วนที่มีการเปิดเผยและกระทบมาถึงไทยนั้นตนคิดว่ากระทรวงการต่างประเทศ ติดตามอยู่ เพราะว่านายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังพูดคุยอยู่กับกระทรวงการต่างประเทศ

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายธานี ทองภักดี รักษาการโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีเว็บไซต์วิกิลีกส์ดังกล่าว ว่า ทางการสหรัฐแจ้งเรื่องข้อมูลที่อาจพาดพิงถึงประเทศไทยให้กระทรวงการต่าง ประเทศรับทราบก่อนหน้านี้แล้ว แต่มิได้แจ้งว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทางกระทรวงกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่

นายธานี ยืนยันว่า การส่งตัวนายบูทไปสหรัฐดำเนินการตามคำสั่งของศาลและปราศจากแรงกดดันทั้งจาก สหรัฐและฝ่ายการเมือง มั่นใจว่าเอกสารที่เผยแพร่จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย เพราะกระทรวงการต่างประเทศรายงานความคืบหน้าคดีของนายบูท แก่ทางการรัสเซียเป็นระยะๆ อยู่แล้ว เชื่อว่าทางการรัสเซียจะคำนึงถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ไทยปฏิบัติตามคำสั่งศาล

การ์ตูน เซีย 03/12/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_131364

การ์ตูน เซีย 03/12/53

นิติราษฎร์ฉบับที่ 9 วรเจตน์ ภาคีรัตน์: ตุลาการภิวัตน์กับการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ

ที่มา ประชาไท

เผยแพร่ครั้งแรกที่ เว็บไซต์นิติราษฎร์

ตุ ลาการภิวัตน์ในความหมายที่ให้ศาลแผ่ขยาย บทบาทมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๔๙ ผู้ที่นำเสนอความคิดนี้ได้พยายามนำเอาหลักการตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจบริหารโดยองค์กรตุลาการอันเป็นหลักการสำคัญประการหนึ่งของการปกครอง ในนิติรัฐมาอธิบายสนับสนุนบทบาทของศาลในการตัดสินคดีสำคัญ ๆ ซึ่งกระทบกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อันที่จริงแล้ว การที่องค์กรตุลาการทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารโดย เกณฑ์ในทาง “กฎหมาย” โดยตระหนักรู้ถึงขอบเขตแห่งอำนาจของตน ตระหนักรู้ถึงภารกิจและความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยของตนย่อมไม่ใช่เรื่อง ประหลาด การตีความกฎหมายไปในทางสร้างสรรค์ สนับสนุนสิทธิเสรีภาพของราษฎร การตีความกฎหมายให้คุณค่าต่าง ๆ ที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญอันเป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยปรากฏขึ้น เป็นจริงย่อมเป็นสิ่งที่วิญญูชนได้แต่สนับสนุน

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เรียกว่า ตุลาการภิวัตน์ (หรือที่บางท่านเรียกว่า ตลก.ภิวัตน์) ในประเทศไทยก็คือ...

การ ตัดสินคดีหลายคดีในช่วงระยะเวลานับ ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เรื่อยมาจนกระทั่งหลังการรัฐประหาร ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นการตัดสินคดีที่องค์กรตุลาการ (ผู้พิพากษา ตุลาการ) เข้าทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรือตรวจสอบบรรดาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในทางการเมืองโดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ที่ถูกต้องเป็นธรรมจริงหรือไม่ การกล่าวอ้างสิ่งที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการให้คุณค่า ในถ้อยคำดังกล่าวด้วยว่าเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นตัวแทนของคุณธรรมความดีงามทั้งปวง (ดังที่ภิกษุบางรูปเปรียบเทียบตุลาการภิวัตน์ว่าคือธรรมาธิปไตย) ในที่สุดแล้วจะมีผลเป็นการปิดปากผู้คนไม่ให้ตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์การใช้ อำนาจตุลาการซึ่งแสดงออกในคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลหรือไม่ ผู้ที่เสนอหรือสนับสนุนกระแสความคิดเรื่องตุลาการภิวัตน์ในบริบทของการ ต่อสู้ทางการเมืองที่มีขอบข่ายกว้างขวาง ครอบคลุมไปในทุกอณูของสังคมดังที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยในขณะนี้แน่ ใจได้อย่างไรว่าการเรียกร้องให้ศาลขยายบทบาทออกไปเพื่อตอบสนองความต้องการ ทางการเมืองของตนนั้นจะไม่ทำให้ศาลใช้โอกาสนี้ปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากความ ผูกพันต่อกฎหมายและความยุติธรรมไปด้วย และในที่สุดแล้วจะแน่ใจได้อย่างไรว่าตุลาการภิวัตน์ไม่ใช่เสื้อคลุมที่สวม ทับการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการเพื่อประโยชน์ทางการเมือง

ในระบบ กฎหมายไทย ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติความผิดฐานบิดเบือนหรือบิดผันการใช้อำนาจ ตุลาการ (ตลอดจนความผิดฐานบิดเบือนกฎหมาย) เอาไว้ การบิดเบือนหรือการบิดผันการใช้อำนาจตุลาการ คือ การที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการใช้หรือตีความกฎหมายไปในทางที่ผิดโดยเจตนา พิพากษาคดีไปในทางให้ประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือให้ร้ายแก่คู่ ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การใช้หรือการตีความกฎหมายไปทางที่ผิดอย่างประสงค์จงใจดังกล่าวถือว่าเป็น อาชญากรรมอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามพึงเข้าใจว่าการที่ผู้พิพากษาหรือตุลาการใช้หรือตีความกฎหมาย อย่างไม่ถูกต้องหรือยากที่คล้อยตามได้ยังไม่พอที่จะถือว่าผู้พิพากษาหรือ ตุลาการผู้นั้นบิดเบือนกฎหมาย มิฉะนั้นแล้วย่อมจะกระทบกับความเป็นอิสระของตุลาการ และอาจจะทำให้เกิดการฟ้องร้องผู้พิพากษาหรือตุลาการโดยง่ายอันจะทำให้ในที่ สุดแล้ว บรรดาคดีความต่าง ๆ จะหาจุดสิ้นสุดไม่ได้

การวินิจฉัยว่า ผู้พิพากษาหรือตุลาการใช้อำนาจ ตุลาการอย่างบิดเบือนในทางที่เป็นประโยชน์หรือเป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก แต่อย่างใดก็ตามการพิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ตลอดจนเหตุผลที่ปรากฏในคำพิพากษาก็สามารถทำให้เรารู้ได้ว่าผู้พิพากษาหรือ ตุลาการผู้นั้นบิดเบือนกฎหมายหรือใช้อำนาจตุลาการอย่างบิดเบือนหรือไม่ กรณีที่ปรากฏในต่างประเทศ เช่น ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษาเพื่อ ประโยชน์แก่บุตรสาวของตนทั้ง ๆ ที่คดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองและผู้พิพากษาผู้นั้นไม่สามารถ ตัดสินคดีได้ เนื่องจากถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดี

ในทรรศนะของ ผู้เขียน การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผู้พิพากษาหรือ ตุลาการถูกสั่งการให้พิจารณาพิพากษาคดีไปทางใดทางหนึ่ง และผู้พิพากษาหรือตุลาการยอมดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีไปตามนั้น ทั้ง ๆ ที่การปรับบทกฎหมายหรือการตีความกฎหมายเช่นนั้นเห็นได้ชัดว่าผิดพลาดอย่าง ชัดแจ้ง หรือผู้พิพากษาตุลาการมีอคติ เกิดความเกลียดชังคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอคติหรือความเกลียดชังดังกล่าวอาจเป็นมาจากอิทธิพลหรือกระแสความรู้สึก นึกคิดของคนในสังคม หรืออิทธิพลจากสื่อมวลชนก็ได้ ภายใต้อิทธิพลหรือกระแสดังกล่าวดังกล่าวนั้น ผู้พิพากษาหรือตุลาการจึงดำเนินกระบวนพิจารณาโดยคัดเลือกเฉพาะข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานที่สอดคล้องกับผลของคดีที่ตนต้องการเข้าสู่การพิจารณา ตัดข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานตลอดจนพยานบุคคลที่จะทำให้เห็นความจริงของคดี ออกไปโดยอำเภอใจ และในที่สุดแล้วจึงพิพากษาคดีไปตามที่ตนต้องการนั้น

ปัญหา หนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอในการ วินิจฉัยว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการหรือไม่ ก็คือกรณีที่การดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีนั้นกระทำในรูปขององค์คณะ และปรากฏว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการบางท่านในองค์คณะนั้นได้ออกเสียงไปในทาง คัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการฝ่ายข้างมากที่บิดเบือนกฎหมายหรือบิดเบือนการ ใช้อำนาจตุลาการ แต่ในที่สุดแล้วก็ร่วมลงชื่อในคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยนั้นด้วย ในกรณีเช่นนี้จะถือว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการผู้นั้นบิดเบือนการใช้อำนาจ ตุลาการด้วยหรือไม่ เรื่องนี้มีความเห็นในทางตำราแตกต่างกันออกเป็นสองแนว แนวแรกเห็นว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการที่ออกเสียงคัดค้านผู้พิพากษาหรือ ตุลาการฝ่ายข้างมากที่บิดเบือนกฎหมายหรือบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการไม่มี ความผิดฐานบิดเบือนกฎหมายและไม่ถือว่าเป็นผู้สนับสนุน ถึงแม้ว่าจะร่วมลงชื่อเป็นองค์คณะด้วยก็ตาม เพราะได้ออกเสียงคัดค้านไปแล้ว อีกแนวหนึ่งเห็นว่าผู้พิพากษาหรือตุลาการฝ่ายข้างน้อยดังกล่าวกระทำความผิด ฐานเป็นผู้สนับสนุนการบิดเบือนกฎหมาย แม้ว่าจะออกเสียงคัดค้านฝ่ายข้างมากไว้ก็ตาม เนื่องจากหากผู้พิพากษาหรือตุลาการฝ่ายข้างน้อยไม่ร่วมลงชื่อในคำพิพากษา หรือคำวินิจฉัยด้วยแล้ว คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยที่บิดเบือนกฎหมายย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ ผู้เขียนเห็นด้วยกับความเห็นหลัง เพราะผู้พิพากษาหรือตุลาการในองค์คณะที่เห็นการบิดเบือนกฎหมายหรือบิดเบือน การใช้อำนาจตุลาการซึ่งเป็นการกระทำความผิด ย่อมต้องมีหน้าที่ต้องปฏิเสธการกระทำความผิดนั้น (ส่วนประเด็นที่ว่าผู้พิพากษาตุลาการฝ่ายข้างน้อยดังกล่าวสมควรถูกลงโทษหรือ ไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) อย่างไรก็ตามความผิดฐานนี้ไม่ได้รับการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาของไทย และหากจะมีการบัญญัติเรื่องดังกล่าวขึ้นในอนาคต ก็ควรที่จะบัญญัติประเด็นที่กล่าวถึงนี้เสียให้ชัดเจน

ควรตั้งไว้ เป็นข้อสังเกตด้วยว่าการป้องกันไม่ ให้ผู้พิพากษาตุลาการบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการนั้น ไม่ได้อยู่ที่การกำหนดความผิดฐานดังกล่าวไว้ แต่อยู่ที่การจัดการปลูกฝังอุดมการณ์ประชาธิปไตยและการจัดโครงสร้าง องค์กรตุลาการที่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตยเป็นสำคัญ การกำหนดความผิดฐานดังกล่าวย่อมจะไร้ประโยชน์ หากผู้พิพากษาตุลาการไม่ได้รับการปลูกฝังกล่อมเกลาให้เห็นในคุณค่าของการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากยังปรากฏว่าการจ่ายสำนวนเข้าองค์คณะนั้น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอนซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้า หากปรากฏว่ากลไกการคัดเลือกผู้พิพากษาตุลาการนั้นยังเป็นระบบปิด ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การอภิปรายถึงความชอบธรรมทางประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการจึงเป็น ความจำเป็นอย่างยิ่งในเวลานี้

การแสดงออกซึ่งอำนาจตุลาการ ไม่ว่าจะในลักษณะของการเป็นองค์กรคุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ ธรรมนูญ (ศาลรัฐธรรมนูญ) องค์กรตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทางปกครองหรือการคุ้มครองสิทธิ ของปัจเจกบุคคลจากการล่วงละเมิดโดยอำนาจปกครอง (ศาลปกครอง) หรือองค์กรวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีอื่น (ศาลยุติธรรม) ผู้พิพากษาหรือตุลาการไม่อาจแสดงออกซึ่งอำนาจตุลาการตามอำเภอใจเพื่อตอบสนอง ข้อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหลายทั้งปวงได้ ไม่ว่ากลุ่มผลประโยชน์นั้นจะยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม การใช้อำนาจตุลาการพิจารณาพิพากษาคดี ผู้พิพากษาตุลาการจะต้องผูกพันตนต่อกฎหมายและความยุติธรรม และต้องสำนึกและตระหนักอยู่เสมอว่าอำนาจตุลาการที่ตนกำลังใช้อยู่นั้น โดยเนื้อแท้แล้วเป็นของประชาชน

หากข้อเสนอที่เรียกว่าตุลาการภิวัตน์ หน้าฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลแผ่ขยายบทบาทเข้าไปแก้ปัญหาทางการเมือง โดยอ้างอิงหลักการจากประเทศที่เป็นนิติรัฐ หลังฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าจัดการกับปรปักษ์ทางการ เมืองของตนโดยอ้างหลักกฎหมายจากต่างประเทศอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ และไม่ได้คำนึงถึงลักษณะโครงสร้างของอำนาจตุลาการของไทยว่ามีพัฒนาการมา อย่างไร ตลอดจนไม่ได้คำนึงถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองโดย เฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองในระดับบนแล้ว คำว่า “ตุลาการภิวัตน์” คงมีความหมายเท่ากับ “การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ” ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น

พธม.เลิกชุมนุม 11 ธ.ค. เลื่อนเป็นปีหน้า จำลองเผยอยากให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความสุข

ที่มา ประชาไท

พันธมิตร เลื่อนการชุมนุมเป็น 25 ม.ค. ปีหน้า "เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสมบูรณ์" จำลองลั่นจะมีการปักหลักพักค้างเพิ่มจำนวนคนให้มากกว่าเดิม เพื่อเรียกร้องรัฐบาลถอนตัวจากอนุสัญญามรดกโลก ยกเลิกเอ็มโอยู 43

ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานเมื่อเวลา 12.20 น.วันนี้ (3ธ.ค.) ว่า ที่บ้านพระอาทิตย์ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แถลงมติที่ประชุมแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งสรุปได้ว่า จะมีการเลื่อนการชุมนุมใหญ่จากวันที่ 11 ธ.ค.ไปเป็นวันที่ 25 ม.ค.2554 เวลา 10.00 น.ที่ถนนราชดำเนินนอก ด้านกองบัญชาการกองทัพบก

พล.ต.จำลอง กล่าวว่า การเลื่อนการชุมนุมดังกล่าวก็เพื่อให้การชุมนุมเป็นไปอย่างสมบูรณ์ หลังจากที่พันธมิตรฯ เคยเรียกชุมนุมด่วนเมื่อวันที่ 2 พ.ย.เนื่องจากรัฐบาลได้นำญัตติการรับรองบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ไทย-กัมพูชา(เจบีซี)เข้าสภา ทั้งที่ยังมีน้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งเราเห็นว่าถ้ารัฐสภาเห็นชอบ เราจะเสียดินแดนทันที เราจึงชุมนุมคัดค้าน ทำให้รัฐบาลยอมเลื่อนการพิจารณาไปก่อน แต่เราเห็นว่าการเลื่อนไม่ใช่การแก้ปัญหา จึงเรียกร้องให้ถอนญัตติออกไป ไม่เช่นนั้นจะนัดชุมนุมใหญ่วันที่ 11 ธ.ค. ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือนเศษ รัฐบาลก็ไม่ยอมถอน

พล.ต.จำลองกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่า วันที่ 11 ธ.ค.เพิ่งจะผ่านการฉลองวันมหามงคล 5 ธันวาคม ไปไม่นาน และเราอยากจะให้เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่งความสุข และภาคใต้ยังมีน้ำท่วม เราจึงกำหนดวันชุมนุมใหม่เป็นวันที่ 25 ม.ค.ปีหน้า และหลังจากนี้ เราจะเดินสายทั่วประเทศเพื่อให้ความรู้ประชาชน ให้ตระกว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ เราจะเสียดินแดนให้เขมรเป็นพื้นที่ทางบก 1.8 ล้านไร่ และเสียทรัพยากรทางทะเลอีกจำนวนมาก

พล.ต.จำลองย้ำว่า ขอยืนยันเจตนารมณ์เดิมว่า การปกป้องไม่ให้เสียดินแดนนั้นไม่มีวิธีใดดีไปกว่าการชุมนุมกดดันให้รัฐบาล ทำหน้าที่ โดยในวันที่ 25 ม.ค. เราจะเรียกร้องให้รัฐบาลถอนตัวจากอนุสัญญามรดกโลก ยกเลิกเอ็มโอยู.2543 พร้อมยกเลิกเอกสารประกอบทั้งหมด ซึ่งรัฐบาลสามารถทำได้อยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทำ เราจำเป็นต้องชุมนุมใหญ่ เพราะในชั่วอายุของเรา ไม่มีอะไรร้ายแรงเท่ากับการที่เราจะเสียดินแดนให้เขมรอีกแล้ว วันที่ 25 ม.ค.เราจะชุมนุมเต็มที่ มีการปักหลักพักค้างเพิ่มจำนวนคนให้มากกว่าเดิม เพื่อให้รัฐบาลทำหน้าที่ให้ได้ ถ้ายังไม่ทำเราก็จะชุมต่อไปไม่เลิก

ศาลรัฐธรรมนูญปฏิญาณตามรอยยุคลบาท

ที่มา Thai E-News


ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
3 ธันวาคม 2553

ศาลรัฐธรรมนูญร่วมถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมฯ ด้าน "ชัช"ปัดให้ข่าว จะสนองพระราชดำรัสอย่างไร

ศาล รัฐธรรมนูญ -ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนำโดยนายชัช ชลวร ปรธานศาลรัฐธรรมนูญพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดพิธี ถวายพระพรเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

โดยในพิธีนายชัชได้กล่าว เชิดชูพระเกียรติ พร้อมด้วยนำคณะตุลาการและเจ้าหน้าที่กล่าวปฏิญาน โดยยมีใจความว่า “จะประพฤติปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาทจะมุ่งมั่นแน่วแน่แก้ไขปัญหาของ ชาติประชาชน และเสริมสร้างคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน โดยยึดมั่นในหลักการและความถูกต้องตลอดไป" หลังจากนั้นจึงร่วมร้องเพลงสดุดีมหาราชาและเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี ผู้สื่อข่าวพยายามขอสัมภาษณ์นายชัช เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาศาลรัฐธรรมนูญจะทำงานสนองพระราชดำรัสได้ อย่างไร แต่นายชัช กลับตอบว่า “ผู้สื่อข่าวใช่ไหม ไม่เอา” พร้อมกับเดินกลับขึ้นห้องทำงานไปทันที

จากณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถึงชนชั้นกลางชาวกรุง

ที่มา Thai E-News





ชนชั้นกลางชาวกรุง
ฟังชั้นล่างชาวทุ่งสักหน่อยไหม
เราเพียงต้องการประชาธิปไตย
แค่อยากให้คนไทยเท่าเทียมกัน

ที่ต่อสู้เพราะรู้ทันว่ากดขี่
แต่ที่ตายนี่ไม่คิดไม่คาดฝัน
ว่าทหารลูกหลานไทยไพร่เหมือนกัน
สไนเปอร์ประจัญบานจะไล่ยิง

แล้วชี้หน้าว่าไอ้ผู้ก่อการร้าย
นอนตายมือเปล่าทั้งชายหญิง
หรือหากใครผิดแนวทางอย่างว่าจริง
ต้องหลักฐานชัดทุกสิ่งหรือยิงเลย?

ว่าเผาบ้านเผาเมืองเป็นถ่านเถ้า
ข้อเท็จจริงชัดหรือเปล่าช่วยเฉลย
ที่จับชัวร์หรือมั่วอย่างเคย
จะอ้างเอ่ยยุติธรรมด้ามหอกอะไร

ว่าชั้นต่ำ รับจ๊อบม๊อบรับจ้าง
ข้าห่อข้าวแล้วเดินทางเอ็งรู้ไหม
หยุดงานหนักพักงานนามาด้วยใจ
จ้างเท่าไร?ถึงตายไม่เลิกรา

มาเรียกร้องประชาธิปไตยให้ดูถูก
แค่คนจนรักสนุกไร้การศึกษา
แล้วเอ็งเล่าเขาสอนอะไรมา
เพื่อปลูกสร้างปัญญาหรือครอบงำ

รู้จักไหมปรีดี,พระยาพหลฯ
อภิวัฒน์เพื่อผองชนชาวสยาม
จิตร,กุหลาบ,เปลื้อง,นายผีช่วยตีความ
รู้ไหมนามคณะราษฎร์,เสรีไทย

หรือให้เอ็งซาบซึ้งถึงรัฐชาติ
ที่เขาวาดให้กราบตามถามไม่ได้
เอ็งเย่อหยิ่งปริญญาก็ว่าไป
ข้าจะสร้างรัฐไทยใหม่ให้รู้ทัน

เอ็งมีคนบ้านนอกไว้ดูเล่น
เขาเก้อเขินเปิ่นให้เห็นเป็นน่าขัน
ชนบทไว้พักผ่อนตอนว่างงาน
ไปเที่ยววันสองวันเพื่อชาร์จไฟ

ได้หยิบยื่นอะไรให้นิดหน่อย
ก็ตัวลอยไปเล่าใครต่อใครได้
ว่าความสุขจากแบ่งปันนั้นปานใด
สร้างอนุสาวรีย์ใหญ่ให้ตัวเอง

แต่ไม่เคยมองเห็นความเป็นเขา
ไม่เคยเข้าใจอกขมถูกข่มเหง
พอเข้ากรุงสู้เยี่ยงไพร่ใจนักเลง
ก็ถูกเอ็งไล่ซ้ำเพราะรำคาญ

ไปบ้านทุ่งลื่นคันนาเหยียบกล้าหัก
เอ็งก็มักพูดนิ่มๆยิ้มหวานๆ
ข้ามากรุงปิดแยกอยู่เพราะสู้นาน
เอ็งไม่แคร์แม้ทหารจะฆ่าเรา

แล้วสละเวลามาล้างถนน
ชีวิตคนมองข้ามไม่ถามข่าว
พูดจนเฝือเหลือขนาดว่าชาติเรา
มารักกันอย่างเก่าก็แล้วกัน

ต้องเข้าใจเรื่องราวให้เข้าจุด
เรื่องใหญ่สุดยุติธรรมไร้มาตรฐาน
ประชาธิปไตยที่บอกเขาหลอกมานาน
เห็นชาวบ้านเป็นควายปลักต้องลากเดิน

เชื่อเถอะคนไทยไม่เกลียดกัน
แต่อย่าแบ่งชนชั้นให้ห่างเหิน
ถึงสูงต่ำก็ต้องย่ำผืนดินเดิน
ถ้าก้าวเกินศักดิ์ศรีมนุษย์ก็สุดทาง

เขียนมาหาใช่ต่อว่าให้โกรธขึ้ง
ใช่จะดึงสองฝ่ายให้บาดหมาง
แค่อยากให้เข้าใจในแนวทาง
ฟังเราบ้างดูให้ชัดแล้วตัดสินใจ

จะประณาม หยามเหยียด และเหยียบย่ำ
หรือก้าวข้ามจารีตมาอยู่ใกล้
จะร่วมสู้ ร่วมสร้าง ประชาธิปไตย
หรือซาบซึ้ง ตื้นตันใจ โอ้ว...ไทยแลนด์


ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เรือนจำคลองเปรม แดน 4 ห้อง 11,วันที่ 30 พ.ย. 53

Thursday, December 2, 2010

คุยข้ามคุกแกนนำนปช.:เราเดิมพันชีวิตเราไว้แล้ว

ที่มา Thai E-News



โดย วัฒนา อ่อนกำปัง
ที่มา โลกวันนี้ วันสุข


แกน นำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ฟ้องข้อหาทั้งฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ สะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการ หรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ และมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความ วุ่นวายในบ้านเมือง วันนี้ถูกคุมขังมาแล้วมากกว่า 6 เดือน

แม้จะ ยื่นคำร้องขอประกันตัว แต่ศาลไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่าคดีมีอัตราโทษสูง และเกรงว่าหากปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว ผู้ต้องหาจะหลบหนี “โลกวันนี้” จึง “คุยข้ามคุก” เพื่อสะท้อนให้เห็นความรู้สึกของแกนนำ นปช. แต่ละคนว่ายังมีจิตใจที่เข้มแข็งและพร้อมจะต่อสู้กับคนเสื้อแดงเพื่อให้ได้ ประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมา

นพ.เหวง โตจิราการ:ประเทศไทยไม่มีความยุติธรรมและใช้ความรุนแรงกับประชาชน

“ทุกวันนี้ผมวิ่งออกกำลังกายวันละ 10 กิโลเมตร เพื่อรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น และออกมาต่อสู้หาความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้

เพราะ สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลัวมากที่สุดคือความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะ ถูกเปิดเผยออกมา เนื่องจากใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือสังหารประชาชนเสียชีวิตถึง 91 ราย บาดเจ็บเกือบ 2,000 ราย

แต่คนที่ถูกกระทำกลับต้องเข้าคุก ส่วนคนทำยังลอยหน้าลอยตาในสังคมต่อไป ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้สังคมทั่วโลกรู้ว่าประเทศไทยไม่มีความ ยุติธรรมและใช้ความรุนแรงกับประชาชน”

นายนิสิต สินธุไพร: หัวใจผมยังมีอิสระอย่างเต็มที่

“ตอน นี้ไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะตลอด 6 เดือนที่อยู่ในนี้ทำให้มีเวลาคิดอะไรมากขึ้น ตอนนี้สุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น เพราะได้ออกกำลังกายทุกวัน โดยจะขึ้นเวทีซ้อมมวยกับณัฐวุฒิและเจ๋ง ดอกจิก

จากนั้นก็ดูทีวี.และอ่านหนังสือที่ทางเรือนจำมีไว้ให้ ก็สบายดีและยังแข็งแรงอยู่

แต่ ขอยืนยันว่าสิ่งที่ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ทำคือสิ่งที่ถูกต้อง และมั่นใจว่าเราทำเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เพื่อบ้านเพื่อเมือง เป็นการทำหน้าที่ตามสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่บัญญัติไว้ตามรัฐ ธรรมนูญ

เราไม่ใช่ผู้ต้องหาตามที่รัฐบาลกล่าวหา เราเป็นเพียงกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมืองเท่านั้น เพราะในทางการเมืองเห็นต่างกันได้ เราไม่ได้เป็นคนสร้างความแตกแยกให้กับชาติบ้านเมือง

ผมเชื่อว่าเมื่อ ไรที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ความยุติธรรมก็จะตามมา ดังนั้น วันนี้ที่ผมอยู่ในนี้ก็เพียงแต่ไม่มีอิสรภาพเท่านั้น แต่ความคิดและหัวใจผมยังมีอิสระอย่างเต็มที่ ผมอยากบอกว่ารัฐบาลจะทำอะไรกับพวกผม ผมไม่กลัว เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด”

นายก่อแก้ว พิกุลทอง: คุณอภิสิทธิ์เป็นคนตอแหล

“ตอน นี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว แม้ว่าตอนแรกๆอาจปรับตัวยากหน่อย แต่ตอนนี้ไม่มีอะไร วันๆก็ดูทีวี. อ่านหนังสือ แล้วก็ออกกำลังกายบ้าง ไม่มีอะไรมาก

ที แรกที่เคยบอกว่าทำใจยาก เพราะผมถูกส่งไปอยู่แดน 8 ซึ่งเป็นแดนที่มีนักโทษเด็ดขาด และเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น ก็ทำใจยากหน่อย แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว

บอกได้อย่างเดียวว่าคิดถึงลูกมาก แต่ก็ดีที่แม่เขามาเล่าให้ฟังบ่อยๆ ก็หายคิดถึงกันบ้าง

ผม อยากบอกดีเอสไอที่กล่าวหาพวกผมเป็นผู้ก่อการร้ายว่า ดีเอสไอทำงานรับใช้การเมือง ดังนั้น ดีเอสไอจะทำอะไรกับพวกเราก็เป็นเรื่องที่ทำเพื่อรับใช้การเมืองเท่านั้นเอง

แต่ คุณอภิสิทธิ์ที่เป็นนายกรัฐมนตรีบอกว่าการจะปล่อยแกนนำ นปช. เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ผมก็ไม่ได้หวังอะไร สำหรับผมไม่ฟังคุณอภิสิทธิ์มานานแล้ว เพราะคุณอภิสิทธิ์เป็นคนตอแหล เป็นคนปากพูดอย่างแต่สมองคิดอีกอย่าง พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น

การ ออกมาบอกว่าต้องการปรองดอง แต่พอเอาเข้าจริงก็เป็นเพียงแค่พูดไปวันๆเท่านั้น เพราะความเป็นจริงคุณเองต่างหากที่ทำให้บ้านเมืองแตกแยก เมื่อคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีพูดอย่างนี้แล้วบ้านเมืองจะปรองดองได้อย่างไร”

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ: กองทัพเอาอาวุธมาฆ่าพี่น้องเรา

“ขอ ยืนยันว่าตอนนี้แม้ผมต้องเข้ามาอยู่ในเรือนจำเป็นครั้งที่ 2 แต่ก็มาจากการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ผมยืนยันว่าจะสู้ต่อไปเพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง

ผม ยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด เรามาทำหน้าที่ของเรา แต่เมื่อรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก้อการร้าย ผมก็ยังงงว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายได้อย่างไร ในเมื่อผมไม่ได้ไปฆ่าใคร มีแต่กองทัพที่เอาอาวุธมาฆ่าพี่น้องเรา มีการใช้กำลังทหารกับเรา

ตอนนี้ผมกำลังฟิตหุ่นให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกวัน เพื่อเตรียมตัวออกมาต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยกับพี่น้องเสื้อแดงอีกครั้ง

ส่วน ที่ดีเอสไอบอกว่าเราฆ่ากันเอง ผมอยากถามว่าคิดได้อย่างไร และการที่ดีเอสไอคิดอะไร ทำอะไร ก็เป็นเรื่องของดีเอสไอ ผมไม่ให้ความสนใจอะไรมากนัก เพราะดีเอสไอวันนี้ทำงานเอาใจนักการเมืองเท่านั้น

อยากบอกว่าคน เสื้อแดงที่อยู่ในนี้ยังคิดถึงพี่น้องเสื้อแดงทั่วประเทศ หากมีโอกาสจะมาพบกันอีกครั้ง หลังจากประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น”

นายขวัญชัย ไพรพนา:ต่อสู้เพื่อทวงถามประชาธิปไตยให้กับแผ่นดินเกิด

“ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว แม้ตอนแรกจะทำใจไม่ได้ก็ตาม แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว ผมยอมรับว่าที่ผ่านมาทำใจลำบากเพราะไม่เคยอยู่ในคุก

แต่มาถึงตรงนี้ผมไม่กลัวอะไรแล้ว ดีเสียอีกเพราะจะได้ออกกำลังกายมากขึ้น ตอนนี้น้ำหนักลดลงไปกว่า 10 กิโลกรัมแล้ว หุ่นดีขึ้นเยอะ

เรื่อง กำลังใจจึงไม่ต้องห่วง เพราะมีพี่น้องเสื้อแดงจากอุดรธานี และจังหวัดอื่นๆมาเยี่ยมผมเป็นจำนวนมาก เขามาเราก็ดีใจ และฝากบอกไปด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วง

ผมจะรักษาตัวให้ดีที่สุดเพื่อ กลับไปหาพี่น้องเสื้อแดงทุกคน อยากบอกว่าผมไม่เคยเสียใจที่ต้องมาอยู่ในนี้ แต่ผมภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้ร่วมกันต่อสู้กับพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ต่อสู้เพื่อทวงถามประชาธิปไตยให้กับแผ่นดินเกิด”

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย: เราเดิมพันชีวิตเราไว้แล้ว

“ตอน นี้ผมแข็งแรงดีเพราะออกกำลังกายทุกวัน และยังมีใจสู้อยู่ตลอดเวลา เพราะถ้ามองว่าไม่เป็นธรรมมันก็ไม่เป็นธรรม แต่ผมว่าก็ดีไปอย่างเพราะทำให้เรามีเวลาในการทำงานอย่างอื่นมากขึ้น ได้ดูแลร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น ตอนนี้หากมีเวลาว่างก็จะฝึกสมาธิมากขึ้น

พวกเราได้เข้ามาอยู่ในนี้อีกครั้งเพราะต้องการประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลให้ไม่ได้ การอยู่ในนี้เป็นการจำกัดอิสรภาพของเราเท่านั้น

เรา ไม่เสียใจในการทำหน้าที่ของประชาชนคนไทยที่ต้องการให้ประเทศชาติเป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เพราะการร่วมกันสู้หมายถึงเราเดิมพันชีวิตเราไว้แล้ว

ดังนั้น แม้จะถูกขังคุก ก็ยังสูญเสียน้อยกว่าพี่น้องประชาชนที่มีอุดมการณ์ร่วมกับเราที่สูญเสียทั้ง ชีวิต บางคนสูญเสียอวัยวะ บางคนต้องเสียตา เสียแขน เสียขา เราเพียงแค่ติดคุก ซึ่งก็มีวันออก

ทั้งๆที่ความเป็นจริงเราไม่น่าจะเข้ามาอยู่ในนี้ แต่เป็นเพราะรัฐบาลไม่ต้องการให้พวกเราได้แสดงความคิดเห็นที่เป็นประชาธิปไตย

แต่ เรายังคงมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมานั้นถูกต้อง เราต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน แต่สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ไม่มีความยุติธรรมและความจริงเลย

ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็จะเรียกร้องให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นให้ได้”

นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก :ไม่เคยเสียใจหรือท้อใจต่อชะตากรรม


“ตอน แรกที่เข้ามาก็เครียดบ้างเพราะไม่เคยอยู่ในนี้ อย่างผมเป็นคนบันเทิง มีอิสระ มีเสรีภาพ เข้ามาใหม่ๆจึงลำบากหน่อย แต่พอนานไปก็ทำใจได้ ตอนนี้ก็สบายขึ้น ออกกำลังกายทุกวัน คือทุกวันผมจะวิ่งในเรือนจำกับพี่นิสิต วิ่งมาราธอนกันเลย

ผมบอกเลยว่าที่ต้องเข้ามาอยู่ในนี้ ผมไม่เคยเสียใจหรือท้อใจต่อชะตากรรม เพราะผมมีความเชื่อมั่นที่จะสร้างประชาธิปไตยในบ้านเมืองของเราให้เกิดขึ้น ให้ได้ เพียงแต่รู้สึกไม่ดีที่ไม่มีความเป็นธรรมในสังคมไทย

การที่ ผู้มีอำนาจตั้งข้อกล่าวหาเราเกินจริง ทั้งยังไม่ให้ประกันตัวอีก อ้างว่าจะหลบหนี ทั้งที่ความเป็นจริงเราเข้าไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่เอง หากเราตั้งใจจะหลบหนีจะมอบตัวทำไม

เรามอบตัวตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความไม่เป็นธรรม และไม่ชอบธรรมของผู้มีอำนาจ ทุกวันนี้สิ่งที่แกนนำทุกคนที่อยู่ในนี้ทำคือการรักษาตัว และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อเตรียมตัวต่อสู้ในวันข้างหน้า”

นายสมชาย ไพบูลย์ :คุณก็หนีความจริงไม่พ้น

“ผม ยังยืนยันว่าจะสู้ต่อไป แม้จะอยู่ในนี้ผมก็ไม่มีวันท้อ แต่กลับเพิ่มกำลังใจมากขึ้นอีก เพราะได้รับความห่วงใยจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

เราได้รับความ ไม่ยุติธรรมจากผู้มีอำนาจทั้งที่เราเรียกร้องประชาธิปไตย เหมือนทุกที่ในโลก ถ้าเขาเห็นว่าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยก็ต้องออกมาเรียกร้องตามสิทธิที่ พึงกระทำได้ แต่เขาไม่ใช้กำลังกับประชาชน

ผิดกับรัฐบาลนี้ที่ใช้ทั้งทหารและอาวุธมาห้ำหั่นประชาชน ยิงประชาชนจนตายเกือบ 100 ศพ แต่รัฐบาลกลับบอกว่าไม่ได้ทำ

อยาก บอกนายอภิสิทธิ์ว่าความจริงคือความจริง ยังไงก็หนีความจริงไม่พ้น วันนี้คุณยังมีอำนาจ คุณทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ แต่เมื่อคุณหมดอำนาจ วันนั้นจะรู้เองว่าความจริงคืออะไร เพราะประชาชนคงไม่ให้อภัยคนที่ฆ่าพี่น้องเขาแน่นอน”

อย่ามาทำตีแค่สำนวนโวหาร

นายสมหวัง อัสราษี :แกนนำ นปช. ที่ทำหน้าที่ดูแลแกนนำ นปช. ที่อยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

“หลัง จากแกนนำถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเข้าเรือนจำพิเศษฯ ในช่วงแรกมีคนรับไม่ได้ที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ โดยเฉพาะนายขวัญชัย ไพรพนา ถึงกับหลั่งน้ำตา เพื่อนๆก็ได้แต่ปลอบใจ แต่หลังจากอยู่ได้สักระยะตอนนี้ก็สบายใจขึ้น รวมทั้งได้รับกำลังใจจากคนเสื้อแดงที่ไปเยี่ยมทุกวัน เดี๋ยวนี้มีความสุขมากขึ้น

ที่นายขวัญชัยกลัวมาก เนื่องจากต้องไปอยู่ในแดน 8 ซึ่งเป็นแดนที่เป็นนักโทษเด็ดขาดเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น และมีคดีร้ายแรงทั้งนั้น สำหรับคนอื่นๆก็มีการแยกขัง ไม่ได้อยู่รวมกัน ตั้งแต่แดน 4-8

“เรื่องอาหารผมใช้วิธีสั่งจากสโมสรของเรือนจำให้ไป รับประทานทุกวัน ซึ่งทางเรือนจำค่อนข้างเข้มงวดเรื่องนี้ แต่ดีที่สั่งอาหารจากที่นี่ได้ทำให้ไม่กังวลเรื่องนี้ ผมเองก็เข้าไปทุกวัน จัดน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวกไปให้ ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะเจ้าหน้าที่ให้ความสะดวกในการเยี่ยมและส่งของ ซึ่งแกนนำที่อยู่ในนั้นก็ไม่ได้รับสิทธิพิเศษอะไร ปฏิบัติตัวเหมือนกับนักโทษคนอื่นๆ

แต่ที่ผมอยากถามรัฐบาลคือ การใช้อำนาจทั้งกำลังทหารและการออกมาขู่ไม่ให้ประกันตัวแกนนำ นปช. นั้นมาจากสาเหตุอะไร หรือเป็นเพราะกลัวว่าความจริงที่กระทำกับประชาชนในวันที่ 19 พฤษภาคม จะถูกเปิดเผยออกมา อย่ากลัวความจริง เพราะความจริงใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลกรรมจากการกระทำนั้นแน่นอน การที่รัฐบาลใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามมาปราบปรามประชาชนไม่มีประเทศไหน ในโลกทำกัน

“ตอนนี้กลุ่ม นปช. กำลังจับตาดูว่ากรณีกลุ่มพันธมิตรฯที่ต้องขึ้นศาลในคดีก่อการร้ายเช่นกันจะ ได้รับการประกันตัวหรือไม่ เพราะกรณีของกลุ่ม นปช. ศาลเกรงว่าจะหลบหนี แต่กลุ่มพันธมิตรฯอยากไปไหน ไปทำอะไรก็ได้ หากได้รับการประกันตัวก็จะเป็นการตอกย้ำเรื่อง 2 มาตรฐาน ซึ่งจะยิ่งสร้างความแตกแยกให้กับสังคมมากขึ้น ผมอยากเรียกร้องรัฐบาลว่าหากอยากให้เกิดความปรองดองจริงต้องทำให้ความ ยุติธรรมที่แท้จริงปรากฏขึ้น อย่ามาทำตีแค่สำนวนโวหาร เพราะไม่ต่างอะไรกับลมปากที่พ่นแต่ความเหม็นเน่าออกมา”