ที่มา มติชน "ถาม ว่า กกต.ตัวเล็กๆ จะเอาอะไรไปยุบพรรคการเมืองท่านได้ ถ้านายทะเบียนไม่ทำความเห็นมาให้ยุบ เรื่องนี้ควรจบได้แล้ว เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการตีความข้อกฎหมาย เราไม่ได้เป็นศัตรูกับพรรคการเมือง หากไม่มีการร้องเรียนเข้ามาเราก็ไม่ทำ แต่เมื่อมีการร้องเข้ามาเราก็ต้องทำตามหน้าที่"นางสดศรี กล่าว ส่วน กรณีให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทำความเห็นส่งคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากข้อกล่าวหาเงิน 29 ล้านบาทซ้ำหรือไม่นั้น นางสดศรี กล่าวว่า การจะฟ้องซ้ำได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองเท่านั้น ส่วนตัวไม่มีความเห็นใดๆ เพราะขึ้นอยู่กับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองว่าจะฟ้องหรือไม่ ขอให้ไปถามนายอภิชาตเอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การให้สัมภาษณ์ของนางสดศรีครั้งนี้นางสดศรีได้เดินตรงมายังห้องสื่อมวลชน ก่อนที่จะร่วมพิธีถวายสัตย์ได้ร่วมปฏิญาณตนเป็นข้าราชการที่ดีและร้องเพลง สดุดีมหาราชา เนื่องในวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อชี้แจงข่าวที่นายชวนให้สัมภาษณ์พาดพิงนางสดศรี
เมื่อ เวลา 09.30 น. วันที่ 3 ธ.ค.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าตนให้สัมภาษณ์ว่าถูกเสื้อแดงกด ดันทำให้ต้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ตนยืนยันว่าไม่เคยพูดในลักษณะนั้น หากนายชวนมีเทปหรือมีหลักฐานก็ขอให้นำออกมาเผยแพร่ เพราะคนดีๆ ที่มีสมอง ไม่วิกลจริตไม่มีทางที่จะพูดแบบนั้นแน่นอน นอกจากนี้ เรื่องการยุบพรรคจะต้องเป็นความเห็นของนายทะเบียนเท่านั้น กกต. 4 คนไม่มีอำนาจไปยุบพรรคได้เพราะเป็นอำนาจของนายทะเบียน เรื่องนี้เป็นการกล่าวร้าย ในความเป็นจริงตนไม่เคยพูดแบบนั้น นายชวนเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ดังนั้น การที่จะพูดอะไรออกมาต้องมีหลักฐาน
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, December 4, 2010
"สดศรี"โต้"ชวน"อ้างแดงกดดันกกต.ให้ยุบปชป.ซัดคนดีๆมีสมองไม่มีทางพูดแบบนี้ท้าเปิดหลักฐาน
กรณี WikiLeaks
ที่มา มติชน
โดย นายเอริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย
(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 ธันวาคม 2553)
อย่างไรก็ตาม แม้แต่ความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งก็ต้องมีช่วงที่เกิดอุปสรรคบ้างอย่างแน่นอน เราได้ประจักษ์ในเรื่องนี้เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เมื่อเอกสารข้อมูลที่อ้างว่าดาวน์โหลด มาจากคอมพิวเตอร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้กลายเป็นข่าวในสื่อต่างๆ ดูเหมือนว่าในเอกสารเหล่านี้จะมีการวิเคราะห์ของเจ้าหน้าที่การทูตของเราที่ มีต่อนโยบาย การเจรจาและผู้นำของประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งรายงานเกี่ยวกับการเจรจาส่วนตัวระหว่างเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐกับ บุคคลในรัฐบาลและนอกรัฐบาลของประเทศต่างๆ
ผมไม่สามารถ รับประกันได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงหรือไม่ แต่ผมบอกได้ว่าสหรัฐมีความเสียใจอย่างมากถ้ามีการเปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่ถือว่าเป็นข้อมูลลับ และเราขอประณามการกระทำดังกล่าว
นักการ ทูตต้องเจรจาอย่างตรงไปตรงมากับนักการทูตด้วยกัน และต้องรับรองว่าการเจรจาเหล่านั้นจะเป็นความลับ การเจรจาอย่างตรงไปตรงมากับเจ้าหน้าที่ทั้งในรัฐบาลและนอกวงรัฐบาล เป็นส่วนหนึ่งของการทำความตกลงพื้นฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราไม่สามารถรักษาความสงบสุข ความมั่นคง และเสถียรภาพระหว่างประเทศได้โดยปราศจากการเจรจา ผมแน่ใจว่าเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐจะมีความเห็นเช่นเดียวกับผม เอกอัครราชทูตไทยเองก็ต้องการที่จะสามารถแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างตรงไปตรงมา กับเจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐที่วอชิงตันเหมือนกัน เพื่อที่จะสามารถรายงานกลับไปยังไทยเกี่ยวกับการวิเคราะห์ของท่านที่มีต่อ ผู้นำนโยบายและมาตรการของสหรัฐ
ผมเชื่อว่าผู้ที่มีวิจารณญาณที่ดี ล้วนตระหนักว่ารายงานภายในของเจ้าหน้าที่การทูตไม่ได้เป็นสิ่งที่แสดงถึง นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลในสหรัฐ รายงานเหล่านี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในหลายๆ อย่างที่ใช้กำหนดนโยบายของเรา ซึ่งจะมีประธานาธิบดีและรัฐมนตรีต่างประเทศเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย และนโยบายเหล่านี้ก็ถือเป็นเอกสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นสุนทรพจน์หลายพันหน้า แถลงการณ์ เอกสารปกขาว และเอกสารอื่นๆ ที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยต่อสาธารณชนทางอินเตอร์เน็ตและช่องทาง อื่นๆ
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลนั้นไม่ใช่ประเด็นเดียวที่เป็น ข้อห่วงใยของเรา เจ้าหน้าที่การทูตสหรัฐยังพบปะกับนักสิทธิมนุษยชน นักหนังสือพิมพ์ ผู้นำทางศาสนา และบุคคลอื่นๆ นอกคณะรัฐบาล ซึ่งให้ข้อมูลและความเห็นของตนอย่างเปิดเผย การพบปะสนทนาเหล่านี้ต้องการความไว้วางใจและความเชื่อมั่น
ถ้า นักต่อต้านการทุจริตให้ข้อมูลแก่เราเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบทางราชการ หรือนักสังคมสงเคราะห์นำเอกสารเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงทางเพศมามอบให้กับ เรา การที่เราเปิดเผยตัวตนของบุคคลเหล่านี้อาจส่งผลร้ายแรง เช่น ทำให้คนเหล่านี้ถูกจำคุก ถูกทรมาน หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้
เจ้าของเว็บไซต์ WikiLeaks อ้างว่าได้ครอบครองเอกสารลับประมาณ 250,000 ฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้มีหลายฉบับที่นำออกเผยแพร่ต่อสื่อมวลชนแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะมีเหตุจูงใจอะไรในการทำเช่นนั้นก็ตาม แต่สิ่งที่แน่ชัดก็คือการเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นทำให้คนบางคนอาจตกอยู่ใน อันตราย และมีบ่อยครั้งที่คนเหล่านี้เป็นคนที่อุทิศชีวิตเพื่อปกป้องชีวิตผู้อื่น การกระทำที่มีเจตนาเพื่อกระตุ้นเตือนผู้มีอำนาจอาจเป็นการทำให้ผู้ไร้อำนาจ ตกอยู่ในอันตราย
เราสนับสนุนและเต็มใจที่จะหารือในประเด็น เร่งด่วนเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ แต่การเปิดเผยเอกสารโดยขาดความใคร่ครวญและไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมาไม่ใช่ วิธีการที่ถูกต้องในการเริ่มการหารือ
ในส่วนของรัฐบาลสหรัฐ เรายังมุ่งมั่นที่จะรักษาการเจรจาทางการทูตของเราไว้เป็นความลับ และกำลังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการเจรจาของเราจะคงเป็นความลับ เราจะใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อให้มั่นใจว่าการละเมิดแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก เราจะพยายามกระชับความร่วมมือกับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสร้างความก้าวหน้าในประเด็นที่มีความสำคัญสำหรับประเทศของเราทั้งสอง เป้าหมายของเราจะไม่น้อยไปกว่านี้
ผมกำลังติดต่ออย่างใกล้ ชิดกับรัฐบาลไทย เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมุ่งเน้นในประเด็นและภารกิจที่เร่งด่วนต่อไป ประธานาธิบดีโอบามา รัฐมนตรีคลินตัน และผมจะยังคงเป็นหุ้นส่วนที่ไทยสามารถไว้วางใจในขณะที่เรามุ่งสร้างโลกที่ น่าอยู่และเจริญรุ่งเรืองสำหรับประชาชนทุกคน
มึน
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ชักจะยังไงๆ เสียแล้ว กรณีศาลรัฐธรรมนูญ 4 ต่อ 2 วินิจฉัยยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีเงิน 29 ล้าน
ตอนแรกนึกว่าเป็นเรื่องของการขาดอายุความ 15 วัน
จนเกิดการโต้เถียงกันสนั่นหวั่นไหวในแวดวงนักกฎหมายว่าคดีขาดอายุความจริงหรือไม่
ถ้าขาดจริงแล้วทำไมศาล ถึงไม่ชี้ตั้งแต่แรก
นั่นก็เรื่องหนึ่งที่ยังไม่เคลียร์
อีกเรื่องคือในกกต. 5 คนมีใครรู้เห็นรู้ข้อบกพร่องตรงนี้มาก่อนหรือไม่
แต่ด้วยความที่ส่วนใหญ่เป็นศาลกันมาก่อน เรื่องไม่รู้ ไม่น่าใช่
เป็นไปได้คือกกต.เห็นไม่ตรงกับศาล ในเรื่องเงื่อนเวลา 15 วันจริงๆ
ในคำวินิจฉัยศาล นับวันที่ 17 ธ.ค. 52 เป็นจุดเริ่ม
ถึง วันที่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคำร้องต่อศาล 26 เม.ย. 53 ถือว่าเกิน 15 วัน ทำให้คดีขาดอายุความ
ขณะ ที่ฝ่ายกกต. นางสดศรี สัตยธรรม ยืนยันว่าที่ถูก จะต้องนับวันที่ 12 เม.ย. 53 เป็นจุดเริ่ม เพราะเป็นวันที่นายทะเบียนฯ มีความเห็นให้ยื่นคำร้อง
ไม่ใช่ 17 ธ.ค. 52 เพราะวันนั้นนายอภิชาต ยังไม่มีความเห็น
เพียงแต่สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพิ่มเติมให้เสร็จใน 3 เดือนเท่านั้น
ดังนั้น การโทษว่า กกต.ไม่รู้เงื่อนไขเวลายื่นคำร้องจนเป็นเหตุให้ศาล สั่งยกคดีนั้น จึงไม่ถูกต้อง
ที่น่าสังเกตคือหลังข้อโต้แย้งของนางสดศรี
นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการฯ ไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธข้อโต้แย้งดังกล่าว
เพียงอ้างว่าเหตุผลการยกคำร้อง ไม่ได้มาจากเงื่อน ไขเวลา 15 วันอย่างเดียว ยังมีเหตุผลอื่นด้วย
คือในจำนวนตุลาการฯ 4 เสียงข้างมากที่เห็นควรให้ยกคำร้อง
มี 3 เสียงเห็นว่านายทะเบียนฯ ยังไม่มีความเห็นว่ามีการกระทำผิดและควรให้ยุบพรรค
มีเสียงเดียวเท่านั้นที่เห็นว่าคดีขาดอายุความ 15 วัน
ตามความเห็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่ใช่นักกฎหมาย
ฟังนายจรัญ แล้วรู้สึกเหมือนคดีนี้ยังมีโอกาสที่นายทะเบียนฯ จะยื่นคำร้องใหม่ได้---รึเปล่า
แต่สำหรับผู้รู้ด้านกฎหมายบอกว่าถึงเป็นไปได้ แต่ก็ยาก ถึงยากมาก
ต่างจากฝ่ายการเมืองที่ฟันธงฉับทันที แนวทางดังกล่าวไม่มีทางเป็นไปได้
ส่วนเพราะอะไร ทำไมเป็นไปไม่ได้
ก็ต้องไปถาม...มือที่มองไม่เห็น
เผลอๆ คดี 258 ล้านจะเดินซ้ำรอยอีกต่างหาก
กกต.กับศาลรัฐธรรมนูญ
ที่มา ไทยรัฐ
เนื่อง ในวโรกาส เฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันนี้สิบโมงเช้า ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย จะไปเปิดการฉายภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติจาก 7 ผู้กำกับชั้นนำของเมืองไทยรอบปฐมฤกษ์ที่โรงละครเล็กโรงแรมภูแมนรางน้ำ หนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติอันยิ่งใหญ่
ความสุขของคนไทยออยู่ที่ ไหน กับสิ่งที่กำลังโหยหาคือ ความสงบสุขของบ้านเมือง การจะยุติวิกฤติการเมือง โดยใช้ อำนาจ แม้จะเป็นคำตัดสินหรือชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า บ้านเมืองจะสงบ จะได้รับความเชื่อถือหรือยอมรับนับถือจากสังคมเสมอไป
เพราะ ปัจจัยจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ คงเป็นคำตอบได้ดีที่สุด อาจจะเป็นความยินดีของพรรคประชาธิปัตย์ ที่รอดพ้นจากการถูกยุบพรรค แต่ลึกๆก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าพฤติกรรมหรือการกระทำนั้นๆของพรรคประชาธิปัตย์ บริสุทธิ์จริง
แต่กลับเกิดข้อกังขาว่า พรรคประชาธิปัตย์ พยายามที่จะปกปิดอะไรไว้ นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเมือง นับตั้งแต่มีการยึดอำนาจนับตั้งแต่วิธีการเข้ามาเป็นรัฐบาลของพรรคประชาธิ ปัตย์ และจนกระทั่งการเอาตัวรอดของพรรคประชาธิปัตย์
ไม่ได้เป็นไปตามครรลองคลองธรรม
คำ ตอบของความเป็น ประชาธิปไตย วันนี้ไม่ใช่อยู่ที่การกำหนดการชุมนุมของคนเสื้อแดง หรือการนำคดีเงินบริจาค 258 ล้านเข้าสู่การพิจารณา หรือไม่ใช่อยู่ที่การนัดชุมนุมของพันธมิตรฯต่อกรณีความไม่พอใจกับนโยบายต่าง ประเทศข้อพิพาทเขาพระวิหารของรัฐบาล
แต่อยู่ที่จะปลดแอกจากโซ่ตรวนแห่งพันธนาการได้อย่างไร
กรณีการ ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่โฟกัสไปยัง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ วันหนึ่งสังคมก็จะลืม เช่นเดียวกับวิกฤติที่เกิดขึ้นกับ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญมาหลายต่อหลายครั้ง บางวิบากกรรมทำให้บุคลากรในองค์กรเหล่านี้ต้องตกเป็นจำเลยด้วยซ้ำ
แต่ที่จะสะสมในสังคมต่อไปก็คือวิกฤติศรัทธา
เมื่อ พ้นจากหัวโขนแล้ว ทุกคนก็คือมนุษย์เท่ากัน มีความ รู้สึก มีชีวิตจิตใจ ถูกนินทา ถูกวิจารณ์ได้เป็นธรรมดา ยิ่งเป็นคนของสาธารณะก็ยิ่งจะถูกจับตาและเป็นที่วิจารณ์มากเท่านั้น
จึง ยังไม่มีคำตอบสำหรับวิกฤติบ้านเมืองที่ดำมืดและอึมครึมต่อไป แม้จะมีการเลือกตั้ง ก็จะนำไปสู่คำถามว่า แล้วพรรคที่ได้เสียงข้างมากจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่
แล้ว ก็จะมีคำถามตามมาว่า การเมืองในระบอบประชาธิปไตย บริสุทธิ์โปร่งใสตรวจสอบได้หรือไม่ แล้วจะไม่มีการยุบพรรค ไม่มี ส.ส.งูเห่า อีกหรือไม่ แล้วสุดท้ายจะไม่มีการยึดอำนาจอีกจริงหรือ
สถานภาพการเมืองไทยก็มีแค่นี้เอง.
หมัดเหล็ก
คำเตือน !! ควรบริโภคก่อนวันหมดอายุ
ที่มา โลกวันนี้
| เรื่องจากปก |
| จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข |
| ปีที่ 6 ฉบับที่ 288 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 3 ธันวาคม 2010 |
| โดย ทีมข่าวรายวัน |
“แม้ ว่าต่อมาวันที่ 21 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติเป็นเอกฉันท์ในการประชุมครั้งที่ 43/2553 เห็นชอบให้ผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 93 กระบวนการดังกล่าวข้างต้นเป็นการตรวจสอบภายในองค์กร และเป็นเพียงการยืนยันการปรับบทบังคับใช้กฎ หมายให้ชัดเจนภายในองค์กรที่ยังคงต้องอยู่ภายในบังคับตามระยะเวลาที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 93 วรรค 2 กำหนดว่าต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากในการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติแต่งตั้งนาย อิสระ หลิมศิริวงศ์ เป็นประธานในครั้งแรก และถือว่าเป็นวันที่ความปรากฏต่อผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองด้วย
เมื่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคของผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นอีกต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีนี้จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในกรณีอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง”
ทันที ที่มีคำวินิจฉัยของตุลาการศาลธรรมนูญก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ในแง่มุมต่างๆ เพราะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีใช้เงินกองทุน 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ถือเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ 2 ชุดต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ข้อกฎหมายกับข้อเท็จจริง
แม้ตามหลักกฎหมาย สากลการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ผิดที่ พิจารณากระบวนการอันได้มาซึ่งข้อเท็จจริง การสอบสวนและการยื่นคำร้องว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยแล้วเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและยกคำร้องจึงไม่มีการวินิจฉัยใน แง่ของข้อเท็จจริง
แต่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. ยืนยันว่าไม่ได้ละเลยเรื่องกำหนดเวลาแต่อย่างใด แต่มีการตีความเรื่องหมดอายุความ โดยเห็นว่านายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ที่ออกความเห็นในการประชุมครั้งแรกให้ยกคำร้องในคดีดังกล่าวนั้น ที่ประชุมได้สอบถามว่าเป็นความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่ ซึ่งนายอภิชาตยืนยันว่าเป็นการออกความเห็นในฐานะประธาน กกต. จึงให้ตั้งคณะกรรมการสอบเพิ่มในกรณีนี้ และใช้เวลาในการสอบ 3 เดือน จนถึงวันที่ 12 เมษายน 2553 จึงสอบเสร็จและเสนอกลับมาว่าสมควรฟ้องร้องให้มีการยุบพรรค ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญจึงเสนอให้มีการลงมติร่วม กันของ กกต.
การนับอายุความจึงไม่ใช่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 อย่างที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทั้ง กกต. ยึดบรรทัดฐานจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้คำวินิจฉัยที่ 18-19 และ 22/2550 เรื่องยุบพรรคธัมมาธิปไตย พลังธรรม และพรรคธรรมชาติ เรื่องการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งศาลวินิจฉัยประเด็น 15 วันตามมาตรา 65 วรรค 2 พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 ที่ว่าคำว่า “ความปรากฏต่อนายทะเบียน” หมายถึงอะไ
เช่นเดียวกับนาย ธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ยืนยันว่า กกต. ยึดหลักข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยที่ผ่านมา 3 ครั้งของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่าความผิดปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองคือ วันที่ 12 เมษายน 2553 นายทะเบียนจึงมีความเห็นและลงมติให้ยื่นคำร้องต่อศาล
“เรื่อง เงื่อนไข 15 วันเรารู้มาโดยตลอด ไม่ใช่ไม่รู้ อีกทั้งยังได้ยึดหลักคำวินิจฉัยของศาลเป็นแนวทางมาโดยตลอด และคดีนี้ถือว่ายังไม่ขาดอายุความถ้าตามแนวปฏิบัติเดิมที่ศาลเคยวินิจฉัยไว้ อีกทั้งเรื่องนี้มีเพียงตุลาการท่านเดียวที่เห็นว่าคดีหมดอายุความเกินเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนตุลาการอีก 3 คนเห็นในประเด็นอื่นที่เราถือว่ายอมรับได้ ยืนยันว่าทำอย่างถูกต้อง รอบคอบ และเต็มที่ ไม่รู้สึกถอดใจหรือหมดกำลังใจ”
อ่านคำวินิจฉัยส่วนตัว
ด้าน นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กลับไม่ต้องการโต้แย้งกับ กกต. เรื่องอายุความ เพราะถือว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ทำคำวินิจฉัยไปแล้ว และจะเป็นการตอบโต้กันไม่รู้จักจบ แต่จะเปิดโอกาสให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์ได้ ในฐานะเป็นคนตัดสินคดีจำเป็นต้องรับฟังและนำไปวิเคราะห์วิจัยกันต่อไป ไม่ใช่ออกมาโต้เถียงกันทุกเรื่อง แต่หากข้อมูลคลาดเคลื่อนก็จำเป็นจะต้องออกมาชี้แจง
นายจรัญระบุว่า หากสังคมต้องการฟังความคิดเห็นขององค์คณะอยากแนะนำให้ไปอ่านในคำวินิจฉัย ส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะข้อมูลที่ออกมาคลาดเคลื่อนมาก คณะตุลาการทั้ง 6 คนทำการบ้านมาทุกประเด็น ไม่มีใครรู้ธงคำตอบของตุลาการแต่ละคนมาก่อนล่วงหน้า เมื่อลงมติทีละประเด็น และเมื่อประเด็นข้อกฎหมายไม่ผ่าน การลงมติในข้ออื่นๆจึงไม่ทำ
กองทัพหนุน
อย่าง ไรก็ตาม นักวิชาการและนักกฎหมายตั้งข้อสงสัยเรื่องอายุความคล้ายกันว่า หากคำร้องตกไปเพราะยื่นเกินกำหนด 15 วัน ทำไมศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ชี้ขาดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ทำไมปล่อยให้มีการต่อสู้คดีและนำสืบนานนับปี
ขณะที่สำนักข่าวบีบีซี วิเคราะห์ทำนองเดียวกันว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการยื่นคำร้องไม่ถูกต้องแล้วทำไมต้องมีการไต่สวน คดีนานหลายเดือน ประเด็นนี้จึงอาจทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลโกรธแค้นได้
ด้าน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คำตัดสินดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายเคลือบแคลงใจ โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่เชื่อว่ามี 2 มาตรฐาน แต่มีบางฝ่ายเชื่อว่าคนในกองทัพที่สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์คงไม่ยอมให้มี การยุบพรรคแน่นอน
ส่วนสำนักข่าวเอพีเห็นว่า แม้พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะรอดพ้นจากวิบากกรรมครั้งนี้ แต่จะนำไปสู่แรงกดดันต่อศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น โดยเฉพาะคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท เช่นเดียวกับสำนักข่าวรอยเตอร์วิเคราะห์ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีกองทัพสนับสนุน แม้จะมีปัญหาด้านเสถียรภาพก็ตาม
2 มาตรฐาน
นาย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้จะยังสงสัยเรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องเรื่องนี้เกินเวลา 15 วัน แต่ยังขาดคำอธิบายว่าทำไมถึงนับแบบนี้ และมีผลให้คำร้องตกไปยิ่งต้องอธิบาย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าข้อบกพร่องในกระบวนการไม่น่าจะส่งผลให้เรื่องเป็นโมฆะหรือตกไปทุก เรื่อง
เช่นเดียวกับนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า กรณีคดีมหาชน คดีปกครอง คดีศาลรัฐธรรมนูญ และคดีการเมือง หากเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนไม่ควรเคร่งครัดหรือนำมาบังคับใช้เรื่องอายุความ เหมือนกรณีศาลปกครองรับคดีที่ชาวบ้านฟ้องจำนวนมาก ซึ่งพ้นอายุความแล้ว แต่เพื่อประโยชน์ของสังคมและสาธารณชนศาลก็รับฟ้อง
นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงเรื่อง 15 วันไม่ชัดเจนก็เหมือนกับการเลี่ยงเนื้อหา และทำให้เกิดคำถามตามมาว่าทำไมกรณีนี้ไม่ผิด ทำไมกรณีนี้เลินเล่อได้ แล้วทำไมตอนพิจารณาคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่เป็นแบบนี้ ทำให้มีการนำไปเทียบกับพรรคอื่นๆก่อนหน้านี้ที่ถูกตัดสินยุบพรรค ซึ่งล้วนพิจารณาโดยเนื้อหาทั้งหมด
นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ กลับรู้สึกกลัวนักกฎหมาย เพราะสามารถหาทางออกได้แทบทุกประเด็น ขนาดยังไม่ได้พิจารณาเลยว่าถูกหรือผิด แต่กลับหาช่องทางและวินิจฉัยได้เก่ง จึงต้องดูว่าต่อไปสังคมจะมองอย่างไร
คำวินิจฉัยโมฆะ
แต่ที่ น่าสนใจคือความเห็นของนายจุมพล ณ สงขลา อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลือเพียง 6 คนนั้นตัดสินคดีนี้ไม่ได้ เพราะการตัดสินต้องมีเสียงชี้ขาด เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้องค์คณะมี 15 คน หรือ 9 คน เพื่อให้องค์คณะตัดสินเป็นเอกฉันท์ หาเสียงข้างมากได้
“รู้ได้อย่างไร ยังไม่ฟังคำแถลงการณ์ ยังไม่พิจารณาคดี คุณหาเสียงข้างมากได้อย่างไร ขอย้ำว่าองค์คณะตุลาการต้องมีเสียงชี้ขาดเด็ดขาด”
นายจุมพลฟันธงว่า ถ้าพิจารณาในแง่กฎหมายจริงๆ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องถือเป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้
เพื่อไทยยื่นถอดถอน
การ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้างความเคลือบแคลง สงสัยให้แก่ประชาชนทั่วไป ยังอาจทำให้เห็นว่าสังคมไทยทำอะไรผิดแต่ไม่ถูกลงโทษ หากสามารถนำเทคนิคทางกฎหมายมาใช้ ถ้าเป็นความผิดทั่วไปไม่อาจปฏิเสธว่ามีเรื่องอำนาจและการวิ่งเต้นที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมายมากมาย แต่ไม่ควรเกิดกับคดีที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของบ้านเมือง คดีปกครอง หรือคดีการเมือง
ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่าการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ถือว่าทำผิดอย่างมาก เพราะต้องชี้ประเด็นสาระของเนื้อหาว่าผิดหรือไม่ผิดแล้วค่อยยกฟ้องเนื่องจาก คดีหมดอายุความ เพื่อทำให้ประชาชนไม่มีข้อกังขา ยิ่งมีคลิปวิดีโอแพร่ออกมายิ่งทำให้มีคนเชื่อว่าศาลยืนข้างพรรคประชาธิปัตย์ แต่มีอคติกับพรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้นไปอีก
ขณะที่พรรคเพื่อไทยเตรียมหารือ กันจะฟ้องร้องเพื่อถอดถอนตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญทั้ง 6 คน เช่นเดียวกลุ่ม 24 มิถุนาเพื่อประชาธิปไตยประกาศจะเข้าแจ้งความกับกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับ กกต. ตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเตรียมรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 รายชื่อเพื่อยื่นถอดถอน กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เห็นว่า คำวินิจฉัยทำให้กระทบกระเทือนต่อระบบมากกว่าคำตัดสินยุบพรรคประชาธิปัตย์ เสียอีก และยังเป็นการทิ้งปมปัญหาให้กับ กกต. เรื่องความน่าเชื่อถืออีกด้วย จึงคิดว่าจากนี้ไปผู้คนจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่หวังพึ่งระบบของประเทศอีก และอาจเกิดวิกฤตทางการเมืองอย่างรุนแรง เกิดความขัดแย้งวุ่นวายมากขึ้น
ขณะ เดียวกันสังคมต้องออกมาเรียกร้องให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งคณะลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบ เนื่องจากไม่มีความชอบธรรมในการพิจารณาคดี 258 ล้านบาท หรือคดีอื่นๆอีกแม้แต่น้อย ศาลรัฐธรรมนูญมีผลต่อการล้มรัฐบาล ปลดนายกรัฐมนตรีโดยการเปิดพจนานุกรมยุบพรรคการเมือง ทั้งยังมีกรณีคลิปฉาวที่คนในสังคมยังเคลือบแคลงสงสัยอีก
“ขอย้ำว่า หากในระยะยาวจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรแก้เรื่องที่มาของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องกว่านี้ และสามารถตรวจสอบได้มากกว่าปัจจุบัน วันนี้คงไม่มีใครคิดใช้ความรุนแรงต่อศาล หรือทำร้ายศาล ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ต้องเปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งทางความคิด”
ยุคมืดองค์กรอิสระ
กรณี ศาลรัฐธรรมนูญและ กกต. จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีผลกระทบต่อองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ เพราะองค์กรอิสระถือเป็นองค์กรของรัฐที่มีสถานะพิเศษ ซึ่งได้รับหลักประกันให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้โดยอิสระ ปลอดพ้นจากการแทรกแซงขององค์กรรัฐอื่น หรือสถาบันการเมืองอื่น รวมทั้งอยู่เหนือกระแสและการกดดันใดๆที่เกิดขึ้นภายในสังคมในช่วงเวลาใดเวลา หนึ่ง
องค์กรอิสระจึงเป็นองค์กรตรวจสอบสำคัญในระบอบประชาธิปไตย ผู้เข้ามาสู่อำนาจจึงต้องไม่ฝักใฝ่ทางการเมืองฝ่ายใด ไม่มีอคติ ไม่ลำเอียงเพราะรัก โลภ โกรธ หลง กลัว ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมและชอบธรรม
ปรากฏว่านับตั้งแต่มี การตั้งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2540 องค์กรอิสระหลายองค์กรถูกวิพากษ์ วิจารณ์ว่าถูกแทรกแซงโดยผู้มีอำนาจทางการเมืองและผู้มีอำนาจรัฐ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีอำนาจ เช่น กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งยังมีปัญหาการทุจริตต่อหน้าที่จนศาลตัดสินลงโทษ เช่น ป.ป.ช. และ กกต. บางชุด
การแทรกแซงองค์กรอิสระจึงมีตั้งแต่กระบวนการสรรหาผู้จะเข้า สู่อำนาจ ซึ่งพรรคการเมืองและกลุ่มอำนาจต่างๆจะส่งคนของตนเข้ามา หลังจากนั้นจะมีการล็อบบี้กรรมการสรรหาจนถึงขั้นตอนของวุฒิสภา เมื่อได้เป็นกรรมการหรือตุลาการในองค์กรอิสระแล้วก็ใช้อำนาจเงินและอำนาจรัฐ ให้วินิจฉัยตามที่ต้องการโดยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างๆ
ในสมัย รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร องค์กรอิสระถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลใช้อำนาจรัฐแทรกแซงและไม่มีความยุติธรรม จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกำจัดฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นหนึ่งในข้ออ้างการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
แต่องค์กร อิสระหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกมองว่าเป็นร่างทรงของเผด็จการหรือสืบทอดอำนาจเผด็จการ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเลวร้ายกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะมีการตั้งพวกพ้องเข้ามาคุม นอกจากนี้ยังใช้อำนาจคณะรัฐประหารกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งยาวนานกว่าปรกติ โดยอาศัยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 299 เช่น กกต. ให้ดำรงตำแหน่งไปอีก 5 ปี ป.ป.ช. ให้ดำรงตำแหน่งเกือบ 6 ปี
เปลี่ยนขาวเป็นดำได้
“ถ้า คนรู้กฎหมายจริงจะรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ถ้าต้องไปช่วยคนอื่นแล้วไม่ถูก ซึ่งทำได้ กฎหมายสามารถทำให้ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวได้ ถ้าคนไม่มีคุณธรรม อันนี้ต้องระวัง”
คำพูดของนายอักขราทร จุฬารัตน อดีตประธานศาลปกครองสูงสุด สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมนั้นเป็นอันตรายอย่างไร หากศาลหรือตุลาการไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือถูกนำไปเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายการเมืองและกลุ่มอำนาจต่างๆใช้ทำลาย ล้างฝ่ายตรงข้ามได้
อย่างคำว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ที่ทำให้ศาลถูกดึงเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองเพื่อทำให้สังคมเกิดความยุติธรรม และเสมอภาคกันอย่างแท้จริง แต่ที่ผ่านมากลับมีการนำกระบวนการยุติธรรมไปบิดเบือนเพื่อเป็นเครื่องมือของ ผู้มีอำนาจทางการเมือง จนเกิดวิกฤตศรัทธากับฝ่ายตุลาการอย่างร้ายแรง จน “ตุลาการภิวัฒน์” กลายเป็น “ตุลาการพิบัติ”
เหมือนกรณีศาลรัฐธรรมนูญ ที่กำลังถูกท้าทายทั้งเรื่องของ “คลิปฉาว” และการวินิจฉัยคดีต่างๆ โดยเฉพาะคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถูกถามถึงจริยธรรม และคุณธรรม เพราะประชาชนชักไม่แน่ใจว่าอะไรขาว อะไรดำ อะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรชั่ว คำว่า “คนดี” ดีจริงหรือไม่ อย่างไร? หรือเป็น “คนดี” สำหรับใคร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือตุลาการไหนๆ ใครจะกล้ารับประกันว่าเป็น “คนดี” กว่าปุถุชนจริงหรือไม่?
แม้แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เองยังไม่มีคำตอบ มีแต่เหตุผลทางข้อกฎหมายที่คลุมเครือว่ายึดอะไรเป็นบรรทัดฐาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยในประเด็นเดียวกันแต่กลับ วินิจฉัยอีกแบบหนึ่ง จนมีคำถามว่าเป็นการใช้เทคนิคทางกฎหมาย หรือใช้การวินิจฉัยอย่างสุจริตเที่ยงธรรมตามหลักกฎหมาย
เพราะ หากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถตัดสินชี้ขาดได้ว่าใครเป็นคนดี ใครเป็นคนชั่ว ใครทำผิด ใครทำถูก ก็เท่ากับเป็นยุคมืดของบ้านเมือง เหมือนรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า อำนาจประชาธิปไตยเป็นของประชาชน แต่กลับถูกกลุ่มเผด็จการและนักการเมืองฉ้อฉลแย่งอำนาจไป แล้วอ้างอำนาจเผด็จการเป็นอำนาจที่ชอบธรรม ซึ่งเหมือนเป็นการดูถูกและตบหน้าประชาชน
แต่วันนี้ประชาชนไม่ได้กิน หญ้า จึงเริ่ม “ตาสว่าง” และรู้ดีว่าอะไรขาว อะไรดำ อะไรถูก อะไรผิด ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนชั่ว ใครเป็นผู้บริสุทธิ์ ใครเป็นฆาตกร
ความจริงที่หนีไม่พ้นก็คือ ไม่มีผู้มีอำนาจใดหรือรัฐบาลใดอยู่ได้หากประชาชนไม่ต้องการ!
ไม่ใช่มีแต่ “คดี” เท่านั้นที่มีวันหมดอายุ!
“สรรพสิ่ง” ล้วนมีวันหมดอายุ...“คน” ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่ายากดีมีจนหรือชนชั้นใด...ล้วนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น
..เพียงแต่มิได้ระบุ “วันหมดอายุ” ล่วงหน้าไว้ข้างกล่อง (ใส่ศพ) เท่านั้น!!
อริสมันต์ดักควาย:กองกำลังติดอาวุธNATO
ที่มา Thai E-News
คำ ว่า"ติดอาวุธ" จริงๆ แล้วเป็นการ ติดอาวุธทางปัญญา ให้กับประชาชนซึ่งเราได้ทำกันอย่างต่อเนื่อง พวกคุณคิดกันไปถึงไหน อย่าเข้าใจไปในทางนั้น ผมต่อสู้ตามกฎหมาย และไม่เคยก้าวล่วงเกินสูงกว่าพวกอำมาตย์ตามที่เราได้ตกลงกันในหมู่เพื่อน น ป ช. และประชาชนทุกคน
โดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
3 ธันวาคม 2553
หมายเหตุไทยอีนิวส์:อริ สมันต์ พงศ์เรืองรอง ได้เขียนจดหมายขึ้นอีกฉบับ เพื่อชี้แจงการเขียนจดหมายฉบับก่อนหน้านี้ ซึ่งสื่อนำไปขยายผลว่าเขาเป็นผู้นิยมความรุนแรง จะจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ และขอให้เสื้อแดงลุกขึ้นสู้ด้วยการติดอาวุธ และจาบจ้วงหมิ่นเบื้องสูง โดยเขาได้อธิบายอย่างละเอียดว่า เป็นการป้ายสีในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น
เรียน พี่น้องประชาชนที่เคารพยิ่ง
ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ด้วยความเจ็บปวด ที่ สื่อบางสื่อได้นำขอความในจดหมายของผม(อ่าน อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง:สู้ทุกวิถีทาง) ไปแก้ไขข้อความในทำนองเกี่ยวข้องกับการหมิ่นสถาบัน
ซึ่ง เป็นความพยายามที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในตัวผม ผมรู้ขอบเขตของตัวผมดีว่าทำได้แค่ไหน ผมขอชี้แจงให้พี่น้องได้เข้าใจ กรณีใน ยูทูบ ที่ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมมันก็เป็นข้อมูลผิดเกือบทั้งหมด
คำปราศรัยของผมที่ดีๆ ก็เอาไปดัดแปลง กลายเป็นคำพูดที่ด่าพี่น้องเสื้อแดง มันก็ทำได้
ไม่ เป็นไรวันนี้ไม่ใช่วันของประชาธิปไตย ผมจะรอวันนั้นที่มีความยุติธรรม มีประชาธิปไตยบนแผ่นดินที่ผมเกิด คนที่อยากทำลายผม ผมคงไม่มีปัญญาไปห้ามได้ การบิดเบือนมันทำกันอย่างเป็นระบบ ขาวเป็นดำ ดำเป็นขาว ผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด อย่างที่เราได้สัมผัสอย่างชัดแจ้งเห็นจริงบนผืนแผ่นดินนี้
ระหว่างเทคนิคทางกฎหมายกับข้อเท็จจริงทางกฎหมายอะไรสำคัญกว่ากัน ?
๑. เทคนิคทางกฎหมายเรื่องของระเบียบการฟ้อง ระยะเวลาการฟ้อง ค่าธรรมเนียมการฟ้อง รายละเอียดเล็กน้อยด้านเอกสารการฟ้อง
๒. ข้อเท็จจริงทางกฎหมาย เกี่ยว กับการกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดที่มีเจตนาครบองค์ประกอบแห่งความผิด ที่เล็งผลของการกระทำ พร้อมด้วยหลักฐานที่เป็นเอกสาร พยานเอกสารพยานบุคคล วัตถุพยาน และพยานแวดล้อม
เรื่องเทคนิคทางกฎหมายสามารถแก้ไขเพิ่ม เติมได้ เพราะถือว่าไม่ใช่เรื่องสาระสำคัญมากนัก ถ้าเปรียบเทียบกับคดีของบุคคลทั่วไปที่มีอายุความสิบปียี่สิบปีอย่างที่เรา ท่านทราบ
ส่วนเรื่องข้อเท็จจริงทางกฎหมายต้องถือว่าเป็นสาระสำคัญ มากกว่าเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย เพราะกว่าที่จะรวบรวมหลักฐานเอกสาร พยานบุคคล พยานวัตถุ พยานแวดล้อม ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่เป็นสาระสำคัญของการกระทำความผิด
เพราะ ฉะนั้น ขบวนการพิจารณาคดีทุกคดี ควรจะให้ความสำคัญต่อการไต่สวนข้อเท็จจริงแห่งการกระทำความผิดของคู่กรณี เป็นสำคัญ อย่าได้เอาตัวอย่างของคำตัดสินคดี กรณีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวอย่าง หรือใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีอื่น ๆ
จดหมายของผมถึงพี่น้อง ประชาชนที่ผ่านมา สื่อเอาไปบิดเบือนสนุกปาก เป็นไปตามที่ผมคาดคิดไว้อยู่แล้ว เช่นคำพูดต่าง ๆ ที่ทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจผิดมันเป็นหน้าที่ของสื่อประเภทนี้อยู่แล้ว
คำที่ถูกนำไปดัดแปลงที่ทุกคนต้องรู้
๑. กองกำลังติดอาวุธ
จริงๆ แล้วเป็นการติดอาวุธทางปัญญาให้กับประชาชนซึ่งเราได้ทำกันอย่างต่อเนื่อง พวกคุณคิดกันไปถึงไหน อย่าเข้าใจไปในทางนั้น
เพราะที่ผ่านมาเราก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราไม่ปรารถนาความรุนแรง ความพยายามของสื่อบางสื่อจะสร้างภาพให้ผมเป็นผู้ก่อการร้ายดังที่ตนต้องการ นั้น สังคมโลกไม่สนใจ และไม่เชื่อ เพราะผมไม่ใช่พวกทหารที่คุมกำลังในกองทัพ
ความพยายามที่จะก่อวินาศกรรมในที่ต่าง ๆ ปล่อยข่าวจะยิงที่โน้นที่นี่ แล้วโยนความผิดนั้นให้กับผม และคนเสื้อแดง เป็นเรื่องธรรมดาของรัฐบาล เพราะหลังจากที่กองทัพสังหารเสธ.แดงได้แล้ว ระเบิดก็ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง แต่หาคนทำไม่ได้
เพราะตอนนี้ไม่มี เสธ.แล้ว ไม่รู้จะโยนให้ใคร ตำรวจทหารที่อยากจะเอาใจนายสอพลอผู้บังคับบัญชา ก็เลยคิดว่าต้องเอาใครสักคนที่ประชาชนเห็นว่าเป็นความหวังของพวกเขา ก็คิดเลือกผม “อริสมันต์” เพราะกล่าวหาว่า ผมทำมันเป็นข่าวใหญ่
วิธีนี้คือยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว
1. ได้ข่าว
2. ได้ทำลายผมพร้อมกับครอบครัว
3. สร้างความแตกแยกในหมู่เพื่อนๆ ที่เป็นพวกอหิงสา และประชาชน
๒. กองกำลังคือกองกำลังนาโต้ (NATO) No action talk only
ที่มีปากเป็นอาวุธ เป็นเสมือนปืนที่มีอนุภาพในการทำลายล้างสูง คือการพูดอธิบายอย่างมีหลักการเป็นเหตุเป็นผล โดยข้อเท็จจริงที่เราจะใส่ให้มวลชนผู้รักประชาธิปไตย
สมองคือคลังกระสุนที่ไม่จำกัดยิ่งไม่มีวันหมด กิจกรรมต่าง ๆ คือการรุกยึดพื้นที่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเราจะสู้แบบของเราคือ การใช้อาวุธทางปัญญาล้วน ๆ ไม่มีอาวุธไม่ต้องใช้ความรุนแรง
๓. การสนับสนุนของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย
คือ การสนับสนุนสินค้าแดงช่วยแดง สนับสนุนกิจกรรมที่ไปในทุกจังหวัด ช่วยบริจาคเงินสิ่งของ ช่วยส่งเสริมสร้างสรรค์ทางวิชาการ เผยแพรประชาธิปไตย ให้ทุกคนมีส่วนร่วมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่มีการผูกขาดเพียงแค่องค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น
เราจะร่วมกับทุกองค์กรประชาธิปไตยทั่วโลก เราจะช่วยกันตีทุกจุดที่เป็นความชั่วร้ายของอำมาตย์และรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ อย่างที่พวกมันคิดกันไปเอง
๔. ความพยายามเอาผมเข้าไปข้องเกี่ยวกับขบวนการล้มเจ้า
ผมเขียนไปในจดหมายฉบับก่อนหมายถึงคนสองคนคือ อำมาตย์ตุ๊ด กับอำมาตย์หญิงจิต ความพยายามของคนบางกลุ่มที่จะบิดเบือนข้อความในจดหมายของผมนั้นเพื่อจะได้สร้างข่าว ให้เป็นประเด็นหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
วันนี้จะกล่าวหาผมอย่างไรก็ได้ซึ่งเป็นความต้องการที่กำจัดผม ถ้าทำได้แดงจะฝ่อ ซึ่งคิดผิดอย่างมาก
ผม ขอเรียนกับพี่น้องประชาชนให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ผมต่อสู้ตามระบอบตามสิทธิแห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และไม่เคยก้าวล่วงเกินสูงกว่าพวกอำมาตย์ตามที่เราได้ตกลงกันในหมู่เพื่อน น ป ช. และประชาชนทุกคน
ด้วยความเคารพอย่างสูง
อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
บก.ลายจุด:ยกเลิกTalk Showวอนนอนคุกรอบวันที่ 5 ธค.กระทันหันหลังถูกขู่คุกคาม ส่วน6ธค.มีตามปกติ
ที่มา Thai E-News
แต่ เมื่อได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่หลายท่านที่โทรมาแนะนำ ผมจำนนด้วยสถานการณ์ ผมไม่อยากให้ผู้ชมและทีมงานต้องตกอยู่ในเป้าหมายของคนที่สูญเสียความเป็น มนุษย์ และไม่มีประโยชน์ที่จะดื้อดึง (ภาพล่าง:คำขู่ทางface bookของอดีตนนายทหารนอกราชการที่ผันตัวมาเป็นครูผู้ฝึกการ์ดพันธมิตร)
โดย บก.ลายจุด
ที่มา face bookบก.ลายจุด
สำหรับ คนทำงานละครเวที พวกเรามีคำพูดหนึ่งคือ The Show Must Go On ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ การแสดงต้องเดินต่อไป นี่คือสิ่งที่ผมเรียนรู้และใ้ช้เป็นหลักการในการทำละครเวทีมา 10 ปี
ไม่ น่าเชื่อว่า การแสดง Talk Show วอน นอน คุก จะต้องทบทวนหลักการเบื้องต้น มันมีเรื่องมากมายที่ีขัดแย้งกันภายในความคิดของพวกเราทีมงาน ที่ตั้งใจที่จะทำให้ วันอาทิตย์สีแดงในสัปดาห์นี้ เป็นอาทิตย์ที่พิเศษ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และ ความสุข
ผมออกจะแปลกใจที่อยู่ดี ๆ การแสดงชุดนี้กลายเป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อ ผบ ทบ พูดถึงและตามด้วย ผบ ตร ในวันต่อมา
ผมทราบดีว่า วันที่ 5 ธค. คือวันอะไร แต่ผมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเป็นข้อจำกัดในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ผิดกฎหมาย
หากการแสดงครั้งนี้เป็นการแสดงของ โน๊ต อุดม เรื่องนี้ไม่มีปัญหา แต่เรากำลังอยู่ในสภาวะพิเศษที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในสังคมไทย
เรื่องแบบนี้ผมสัมผัสได้ และผมยินดีรับฟัง Comment ต่าง ๆ ที่ทั้งแนะนำ และ ตำหนิ
บอก ตรง ๆ ว่าผมโกรธมากที่มีนายทหารนอกราชการคนหนึ่งข่มขู่ผมเรื่องอาจมีระเบิด M26 มาตกหลังเวทีการแสดง และผมตอบโต้ด้วยการยืนยันว่าจะยังจัดการแสดงต่อไป
แต่ เมื่อได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่หลายท่านที่โทรมาแนะนำ ผมจำนนด้วยสถานการณ์ ผมไม่อยากให้ผู้ชมและทีมงานต้องตกอยู่ในเป้าหมายของคนที่สูญเสียความเป็น มนุษย์ และไม่มีประโยชน์ที่จะดื้อดึง
ผมกราบขออภัยพี่ น้อง เพื่อนฝูงที่สนับสนุนบัตร และ คอยให้กำลังใจตลอดมา ผมน้อมรับการวิจารณ์จากทุกฝ่าย และแน่นอนว่า สำหรับพี่น้องเสื้อแดง ผมน้อมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว
บัตรท่านสามารถคืนได้ที่หน้างาน หรือ ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว หรือจะเปลี่ยนมาชม การแสดงในวันที่ 6 ธค ก็จะขอบพระคุณอย่างสูง
รายละเอียดในเรื่องนี้ ทีมงานจะขอแถลงในวันที่ 4 ธค เวลา 13.00 น. ที่ hall ชั้น 6 อิมพีเรียล ลาดพร้าว
บก.ลายจุด 3 ธค 53
Friday, December 3, 2010
สงครามเงินตรา อเมริกา vs จีน ในทรรศนะ "ฮาจูน ชาง"
ที่มา มติชน
โดย เกษียร เตชะพีระ
ฮาจูน ชาง กับหนังสือเล่มล่าสุด "23 เรื่องที่พวกเขาไม่บอกคุณเกี่ยวกับทุนนิยม" |
ใน บรรดานักเศรษฐศาสตร์เกาหลีวัยกลางคนที่ "โกอินเตอร์" แถมบังอาจทวนกระแสหลักของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์อย่างคงเส้นคงวามาแต่ เนิ่น ไม่มีใครเกิน ดร.ฮาจูน ชาง (ถ้าเรียกแบบไทยๆ ก็คงต้องสลับเอาแซ่ขึ้นหน้าว่า "ชางฮาจูน") อาจารย์เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ วัย 47 ปี (ดูเว็บไซต์ประวัติผลงานส่วนตัวของเขาได้ที่ www.hajoonchang.net/)
เขา ได้ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล มาต่อปริญญาโท-เอกด้านเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์ที่เคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ จบแล้วก็ถูกรับเข้าทำงานวิจัย-สอนหนังสือต่อที่นั่นเลย เป็นคนขยันมาก เขียนหนังสือมาแล้ว 13 เล่ม เป็นบรรณาธิการอีก 9 เล่ม ตีพิมพ์บทความลงวารสารวิชาการและเป็นบทตอนหนึ่งในหนังสือเล่มอีก 90 กว่าบท ได้รางวัลเศรษฐศาสตร์ระดับอินเตอร์มาแล้ว 2 รางวัล ได้แก่รางวัลกุนนาร์ มีร์ดาลสำหรับเอกสารเฉพาะเรื่องดีที่สุดประจำปี ค.ศ.2003 จากสมาคมเศรษฐศาสตร์การเมืองวิวัฒนาการแห่งยุโรป และรางวัลวาสสิลี เลออนติเอฟสำหรับการขยายพรมแดนความคิดเศรษฐศาสตร์ให้ก้าวหน้าประจำปี ค.ศ.2005 จากมหาวิทยาลัยทัฟส์ในอเมริกา หนังสือขายดีเป็นที่ฮือฮาของเขาก็เช่น: -
-Kicking Away the Ladder - Development Strategy in Historical Perspective (2002)
-Reclaiming Development - An Alternative Economic Policy Manual (2004 ร่วมเขียนกับ Ilene Grabel)
-Bad Samaritans - Rich Nations, Poor Policies, and the Threat to the Developing World (2007) และล่าสุด
-23 Things They Don"t Tell You About Capitalism (2010)
ใน โอกาสประธานาธิบดีบารัค โอบามา เข้าร่วมประชุดสุดยอดเอเปคที่โซลและโต้แย้งปกป้องมาตรการ Quantitative Easing 2 ("ผ่อนคลายเชิงปริมาณ" โดยธนาคารกลางสหรัฐปั๊มเงินอีก 6 แสนล้านดอลลาร์ เข้าไปกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ชั้นดีอื่นๆ "กดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว" ส่งผลลดค่าเงินดอลลาร์ลง) จากการถูกนานาชาติโวยวายโจมตีว่าเป็นการทำสงครามเงินตรา
แต่ในทางกลับกันโอบามาก็ไม่สามารถหาพวกมาร่วมกดดันจีนให้ขึ้นค่าเงินหยวนได้เมื่อต้นเดือน พฤศจิกายน ศกนี้
ดร.ฮาจูน ชาง ได้ให้สัมภาษณ์รายการทีวี DemocracyNow! ของอเมริกาเพื่อไขข้อข้องใจทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อ 12 พฤศจิกายน ศกนี้ว่า (www.democracynow.org/2010/11/19/economist_ha_joon_chang_on_currency): -
ฮวน กอนซาเลส : ทีนี้ในแง่การถกเถียงเรื่องเงินตรา เห็นได้ชัดว่าสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ในโลกได้กล่าวอ้างในเวทีระหว่างประเทศมาหลายปีแล้วว่าจีนไม่ยอมกำหนดค่าเงิน ตราของตนตามมูลค่าแท้จริงของมัน กระนั้นก็ตามมาตอนนี้ภายหลังธนาคารกลางสหรัฐเริ่มดำเนินการกว้านซื้อ พันธบัตรรัฐบาลเพิ่มและส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ต่ำลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จู่ๆ ข้อกล่าวหาอันนั้นกลับกำลังถูกตั้งกับสหรัฐเอง ใครเป็นฝ่ายถูกล่ะครับทีนี้? และบทบาทของประเทศตลาดเกิดใหม่ในโลกที่สาม รวมทั้งสหภาพยุโรปในการถกเถียงนี้เป็นอย่างไร?
ฮาจูน ชาง : ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้นะครับว่าทำไมชาวอเมริกันถึงหงุดหงิดกับความล่าช้า ในการปรับตัวของเงินตราสกุลจีน แต่เอาข้อเท็จจริงให้ถูกต้องแม่นยำก่อนดีกว่าว่ามันก็ถูกปรับอยู่นะครับ เพียงแต่ออกจะช้าเอามากๆ
ดังนั้น มันก็ไม่เชิงว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรจีนก็ไม่ยอมขยับเอาเลยทีเดียวแต่ก็ใช่ ล่ะครับว่าเบื้องหน้าสภาพความไม่สมดุล (ทางเศรษฐกิจ) ที่สหรัฐเผชิญอยู่นั้น มันช่างดูอืดอาดล่าช้าทรมานใจเสียเหลือเกิน
แต่มองในมุมจีน คุณต้องเข้าใจเรื่องนี้นะครับว่า ประการแรก พวกเขาไม่ต้องการปรับแบบฉุกละหุกฉับพลันอย่างที่ญี่ปุ่นต้องทำกับเงินตรา สกุลของตัวในคริสต์ทศวรรษที่ 1980 ในสิ่งที่เรียกว่าข้อตกลงพลาซ่า ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดฟองสบู่การเงินมหึมาตามมาและทำลายเศรษฐกิจญี่ปุ่นลง ดังนั้น จีนจึงต้องการทำแบบช้าๆ
ประการที่สอง ก็อย่างที่คุณเองเพิ่งบอกตะกี้ ไม่ใช่มีแต่จีนที่ "บิดเบือนฉวยใช้" ค่าเงินของตน การที่ธนาคารกลางสหรัฐปล่อยเงินไหลท่วมเศรษฐกิจอเมริกันก็เป็นการบิดเบือน ฉวยใช้ค่าเงินตราเหมือนกันนั่นแหละ ฉะนั้นก็ชอบแล้วที่จีนจะขัดเคือง
ทว่า ในอีกแง่หนึ่ง ปัญหาก็คือนับแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา เราอยู่ภายใต้แนวคิดที่ว่าประเทศที่ขาดดุลเท่านั้นที่ต้องปรับตัว ความจริงประเทศที่เกินดุลก็ควรต้องปรับตัวด้วยเหมือนกัน แต่ใน 30 ปีหลังมานี้ ความคิดหลักที่เป็นเจ้าเรือนก็คือใครก็แล้วแต่ที่ใช้จ่ายเงินเกินตัวต้องถูก ลงโทษ
ไอ้นี่แหละครับเป็นตรรกะที่อยู่เบื้องหลังการลงโทษ บรรดาประเทศโลกที่สาม ในภาวะวิกฤตหนี้สิน (ต้นคริสต์ทศวรรษที่ 1980) รวมทั้งเศรษฐกิจของเหล่าประเทศเอเชีย (ในวิกฤตต้มยำกุ้ง) และเศรษฐกิจของอาร์เจนตินา (ค.ศ. 2001-02) ในเวลาต่อมา
ฉะนั้น ในความหมายนั้น ไอ้สิ่งที่สหรัฐได้เพียรพยายามยัดเยียดให้กับโลกก็กำลังกลับมาหลอกหลอนตัว เองแล้วตอนนี้ เพราะสหรัฐเองนั่นแหละที่คอยสะแหลนแจ๋นออกหน้านำเสนอตรรกะที่ว่าประเทศขาด ดุลเท่านั้นที่ต้องปรับตัว และตอนนี้ประเทศอื่นๆ เขาจึงชอบธรรมที่จะพูดบ้างว่า "แล้วทีนี้ทำไมลื้อไม่ทำอย่างเดียวกันมั่งล่ะ?"
กอนซาเลส : แต่ในแง่ของเงินตรา - ทุนอเมริกันที่กำลังไหลบ่ามุ่งหน้าข้ามน้ำข้ามทะเลเพราะรัฐบาลสหรัฐกดอัตรา ดอกเบี้ยที่นี่ไหลรูดต่ำลง - ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่หลายประเทศที่แน่ๆ คือบราซิล, อินเดียและที่อื่นๆ กำลังพากันหันมาหาทางป้องกันแข็งขันยิ่งขึ้นไม่ให้เงินเก็งกำไร
โดย พื้นฐานพวกนี้ไหลเข้ามาในเศรษฐกิจของตน คุณคิดว่ามันจะพัฒนาไปอย่างไรและยุโรปซึ่งเป็นพลังอำนาจยักษ์ใหญ่อีกพลัง หนึ่งในเวทีเศรษฐกิจโลกจะแสดงปฏิกิริยาตอบโต้การถกเถียงระหว่างบรรดาประเทศ ตลาดเกิดใหม่กับสหรัฐในเรื่องการควบคุมเงินตราอย่างไร?
ชาง : ก่อนอื่นต้องมองปัญหานี้ในมิติที่ถูกต้องเหมาะสมครับ สาเหตุที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องดำเนินการผ่อนคลายเชิงปริมาณขนานใหญ่ก็เพราะ ระบบการเมืองอเมริกันไม่สามารถตกลงกันให้ใช้จ่ายงบประมาณขาดดุลสืบต่อไป ดังนั้น ภาระการปรับตัวทั้งหมดจึงตกหนักอยู่กับนโยบายการเงินและนี่แหละครับคือราก เหง้าของปัญหา ฉะนั้น ในแง่หนึ่งการผ่อนคลายเชิงปริมาณก็อาจจะไม่ใหญ่โตขนาดนั้นถ้าหากฉากการ เมืองอเมริกันเป็นไปในลักษณะที่สามารถใช้งบประมาณรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ ไปได้ แต่ฉากที่ว่านั้นคงจะไม่เกิดขึ้นหรอก เราก็เลยติดแหง็กอยู่กับสถานการณ์แบบนี้
คราวนี้ในเมื่ออัตรา ดอกเบี้ยต่ำและมีสภาพคล่องปริมาณมหาศาลถูกปล่อยเข้าสู่ระบบ, เงินเหล่านี้จำนวนมากกำลังไหลเข้าไปสู่กลุ่มประเทศที่เรียกกันว่าเศรษฐกิจ ตลาดเกิดใหม่ - ซึ่งก็คือประเทศกำลังพัฒนาระดับกลางนั่นเอง - ส่งผลให้ประเทศเหล่านั้นตกอยู่ในสภาพหมดหวังเลือดเข้าตาจริงๆ บางประเทศเห็นค่าเงินของตนเพิ่มสูงลิ่ว ซึ่งทำให้ส่งสินค้าออกลำบาก และประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็กำลังเริ่มจัดวางมาตรการควบคุมเงินทุนแล้วตอน นี้ นี่เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจมากเลยนะครับ เพราะไม่นานมานี้เองการควบคุมเงินทุนยังถือเป็นบาปมรณะอยู่เลย มาบัดนี้บางประเทศหรือแม้กระทั่งไอเอ็มเอฟเองก็ยังบอกว่า "บางทีเราควรจะวางมาตรการควบคุมเงินทุนซะ เพื่อว่าทุนเก็งกำไรจะได้ไม่ทำให้เศรษฐกิจของคุณไร้เสถียรภาพ"
กอนซาเลส : เวลาบอกว่า "ควบคุมเงินทุน" คุณหมายถึงอะไรกันแน่ครับ? เก็บภาษีเงินลงทุนและทุนการเงินที่เข้ามาจากนอกใช่ไหม? หรือจำกัดการถอนทุนกลับออกไป?
ชาง : มีชุดมาตรการที่จะดำเนินได้หลายอย่างใช่ครับประเภทที่หนักหน่วงที่สุดได้แก่ การที่คุณจะต้องขออนุญาตรัฐบาลเวลานำเงินเข้ามา และต้องขออนุญาตเวลาคุณเอาเงินออกไปเช่นกัน มาตรการแบบนั้นยังหายากสักหน่อย แต่หลายประเทศกำลังวางมาตรการอย่างเช่นข้อกำหนดเรื่องเงินฝาก หมายความว่าเวลาคุณนำเงินเข้ามา คุณต้องแบ่งเงินออกมาฝากไว้มีมูลค่าเท่ากับประมาณ 30 ถึง 50% ของเงินของคุณ ซึ่งคุณจะได้คืนเมื่อออกจากประเทศหลังเวลาผ่านไปปีสองปี แต่ถ้าคุณกลับออกไปก่อนกำหนดละก็ คุณจะเสียเงินที่ฝากไว้ไป....
กอนซาเลส : นั่นเพื่อเล่นงานการเก็งกำไรค่าเงินใช่ไหมครับ?
ชาง : ใช่แล้วครับ และอีกบางประเทศก็ได้เริ่มเก็บภาษีผลกำไรจากการลงทุนเอากับกระแสเงินทุนเก็ง กำไรเหล่านี้ ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามาตรการที่กำลังถูกใช้นี่น่ะหลากหลาย แต่ทิศทางแน่วแน่แจ่มชัด กล่าวคือไม่อาจจัดการกับเงินเก็งกำไรไหลเข้าเหล่านี้โดยกลไกตลาดได้ เพราะว่า - ที่พูดนี่ก็เพื่อให้เห็นมิติของมุมมองนะครับ - แม้แต่ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกำลังพัฒนาก็ยังมีมูลค่าไม่ถึง 1 หรือ 2% ของตลาดหุ้นสหรัฐเลย ดังนั้น เงินทุนหยดน้อยๆ ที่หยาดย้อยออกมาจากสหรัฐก็จะกลับกลายเป็นกระแสน้ำไหลบ่าเข้าท่วมท้น เศรษฐกิจเหล่านี้ ดังนั้น พวกเขาจึงจำต้องมีกลไกป้องกันตัวทั้งหลายแหล่ที่ว่ามา.....
กอนซาเลส : แล้วในแง่บทบาทของจีนกับเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ของเอเชียที่กำลังเติบโต รวมทั้งในแง่วิกฤตการเงิน คุณเห็นบทบาทของจีนแค่ไหนอย่างไรบ้างในหลายปีข้างหน้านี้?
ชาง : จีนเป็นกรณีพิเศษเฉพาะมากในความหมายที่ว่าตอนนี้กล่าวโดยทางการจีนเป็น เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับสองในโลกแล้ว แต่ในแง่รายได้ต่อหัวประชากร จีนยังอยู่แค่ระดับ 1 ใน 10 ของสหรัฐเท่านั้น ดังนั้น จีนก็เป็นเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องทำบางสิ่งบางอย่างที่แน่นอนเพื่อความสมดุลของโลก ฯลฯ
ทว่า กล่าวในแง่ภายในประเทศแล้ว จีนมีคนจนจำนวนมาก, มีรัฐสวัสดิการที่อ่อนแอและระบบการเมืองที่เปราะบางอย่างยิ่ง เสียจนกระทั่งเอาเข้าจริงจีนไม่สามารถทำสิ่งต่างๆ ที่เรียกร้องต้องการการปรับตัวภายในประเทศอย่างมากมายได้ ที่เรื่องมันยุ่งก็ตรงนั้นล่ะครับ ตอนที่สหรัฐอยู่ในฐานะคล้ายจีนตอนนี้ (คือเป็นมหาอำนาจอันดับสองของโลก)
เมื่อสมัยปลายคริสต์ ศตวรรษที่ 19 ต่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้น ระดับรายได้ของสหรัฐใกล้เคียงกับของประเทศที่ครองความเป็นเจ้าสมัยนั้นคือ อังกฤษ แต่ทุกวันนี้ เรากำลังประสบพบเห็นมหาอำนาจที่กำลังจะขึ้นครองความเป็นเจ้ารายใหม่ต่อไปภาย หน้า (หมายถึงจีน) ซึ่งยากจนขัดสนกว่ามหาอำนาจที่ครองความเป็นเจ้าอยู่ตอนนี้ (หมายถึงสหรัฐ) ณ ระดับรายได้แค่หนึ่งในสิบของฝ่ายหลังเท่านั้นเอง
เราก็เลยมีปัญหาใหญ่ล่ะครับเรื่องนั้นน่ะ
ศาลรัฐธรรมนูญกับมาตรฐานมโนสำนึก (3)
ที่มา มติชน
โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
หมายเหตุมติชนออนไลน์: วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ จบการศึกษานิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) และนิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ---------- 2.2 เหตุผลเรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ศาล อธิบายในคำวินิจฉัย (หน้า 9-11) ว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งครั้งที่ 144/ 2552 ในส่วนกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีนี้ (กรณีเงิน 29 ล้านบาท) คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมากสั่งตามรวมกันไปกับอีกข้อหา (กรณีเงิน 258 ล้านบาท) ว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นก่อน แล้วจึงเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เป็นความไม่ชัดเจนในการปรับบทบังคับใช้กฎหมายในองค์กรขณะนั้นเท่านั้น การที่นายอภิชาตได้ทำความเห็นส่วนตนในการลงมติเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เป็นการกระทำในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง ความเห็นของนายอภิชาตในการลงมติดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมติที่ประชุมคณะ กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะร่วมลงมติในการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ศาลอธิบาย ต่อว่าการลงมติดังกล่าวแตกต่างจากการสั่งที่ให้นำเรื่องเข้าสู่ การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่ได้มีความเห็นเช่นนั้นก่อนแล้ว จึงเสนอความเห็นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาให้ความเห็นชอบความเห็นของ นายอภิชาตในการลงมติ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ศาล ให้เหตุผลว่า นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ต้องแสดงความเห็นในรูปแบบที่เฉพาะที่แยกชัดเจนจากการลงมติในฐานะประธาน กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ทำความเห็นไม่แน่ใจว่าศาลนำหลักอะไรมาตีความว่า มาตรา 93 วรรคสองที่บัญญัติว่า "ให้นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐ ธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน" หมายความว่า นายอภิชาต ต้องสวมสถานะนายทะเบียนพรรคการเมืองในรูปแบบเฉพาะที่ศาลพอใจ เพื่อแจ้งความเห็นต่อที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน โดยศาลก็มิได้ระบุว่ารูปแบบมีกฎเกณฑ์อย่างไร เช่นต้องทำเป็นหนังสือ หรือกล่าวโดยวาจาในที่ประชุมโดยแจ้งให้ทราบว่าตนกำลังแสดงความเห็นในฐานะนาย ทะเบียนพรรคการเมือง จากนั้นจึงกลับไปสนทนาในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง ข้อ เท็จจริงสำคัญในคำวินิจฉัย (หน้า 7-8) ศาลรับฟังว่า ในวันที่ 12 เมษายน 2553 ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติสำหรับกรณีคำร้องในคดีนี้ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ (มีนายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งรวมอยู่ด้วย) ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิชาต ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งมีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน ตามมาตรา 93 วรรคสอง ศาลอธิบายต่อว่า 21 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง มิได้เข้าประชุมด้วย ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามมาตรา 93 โดยถือว่าความเห็นส่วนตนของนายอภิชาตที่ลงมติไว้ในการประชุมคณะกรรมการการ เลือกตั้ง เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง ผู้ทำความเห็นจำต้องนำ ประเด็นเรื่องมโนสำนึกในทางกฎหมายกลับมาถามว่า นายอภิชาตซึ่งเป็นนักนิติศาสตร์ที่กฎหมายให้ความไว้วางใจสวมหมวกสำคัญสองใบ ในเวลาเดียวกันเพื่อสามารถดำเนินภารกิจขององค์กรให้มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน สามารถมีมโนสำนึกในทางกฎหมายแยกเป็นสองมาตรฐาน มาใช้วินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีเดียวกัน ให้ปรากฏผลต่างกันในเวลาเดียวกันได้ กล่าวคือ ในวันที่ 12 เมษายน 2553 ศาลรับฟังว่า นายอภิชาตในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน ตามมาตรา 93 วรรคสอง และในวันเดียวกันนั้นเอง ศาลกำลังบอกว่า นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้มีมโนสำนึกแยกเป็นอีกหนึ่งมาตรฐาน โดยเห็นว่า นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ กระนั้นหรือ? 2.2.2 การเพิ่มกฎเกณฑ์อันเข้มงวดที่ยึดรูปแบบมากกว่าสาระ นอกจากจะก่อให้เกิดผลประหลาดแล้ว ยังเป็นการใช้อำนาจตุลาการเข้าไปกำหนดการทำงานภายในของคณะกรรมการการเลือก ตั้ง ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ระบบปฎิบัติภายในองค์กรก็เพียงพอที่จะเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 93 วรรคสองแล้ว กล่าวคือ นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีความเห็นตรงกัน โดยมโนสำนึกของนายทะเบียนพรรคการเมืองปรากฎชัดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2553 แล้ว และต่อมาในวันที่ 21 เมษายน 2553 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง มีมติเห็นชอบยืนยันอีกครั้ง 2.2.3 ในขณะเดียวกัน ศาลไม่ได้ให้คำอธิบายเลยว่า หากปล่อยให้การดำเนินการดังกล่าวดำเนินต่อไปแล้ว จึงถือเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญด้วยเหตุใด เช่น หากพิจารณาตามหลักความชอบแห่งกระบวนการทางกฎหมาย (due process of law) แล้ว การดำเนินการดังกล่าวโดยผู้ใช้อำนาจคือ นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ใช้อำนาจละเมิดกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อได้มาซึ่งเป้าหมายที่ อาจจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม โดยริดรอนสิทธิเสรีภาพ สร้างความไม่เป็นธรรมให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ อย่างไร หรือ การดำเนินการดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่อระบบการใช้อำนาจระหว่างนาย ทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างไร และที่สำคัญเมื่อพิจารณาตามหลักความได้สัดส่วน (proptionality principle) แล้ว การนำข้อขัดข้องที่ศาลพบเห็นและไม่ได้มีระบุไว้ชัดในกฎหมาย มาเป็นเหตุให้กระบวนการยุติธรรมชะงักงันและเดินต่อไปไม่ได้ ดูประหนึ่งเป็นการทอดทิ้งเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งหวังให้มีการตรวจสอบพรรค การเมืองยิ่งนัก 2.2.4 สมมติว่าเรายอมรับตรรกะของตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มแรก 3 เสียง ที่เน้นความเข้มงวดในทางรูปแบบมากกว่าสาระนี้ ผู้ทำความเห็นก็อดคิดไม่ได้ว่า ณ วันนี้ นายทะเบียนพรรคการเมืองจะอาศัยเหตุผลที่เข้มงวดในทางรูปแบบดังกล่าวกลับไป ให้ความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งได้หรือไม่ โดยตีความตามคำวินิจฉัยของศาลว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เพราะ นายทะเบียนพรรคการเมืองเอง ก็ยังไม่เคยแจ้งให้ใครทราบโดยชัดเจนว่า เหตุที่ให้ยุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์ได้ปรากฏต่อตัวนายทะเบียนแล้ว หรือไม่ เมื่อใด มีแต่แสดงออกผ่านการลงมติและความเห็นในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งการยื่นคำร้องให้ศาลในคดีนี้ ศาลเองก็วินิจฉัยว่ากระบวนการไม่ชอบ ก็ย่อมต้องตีความโดยเน้นความเข้มงวดในทางรูปแบบว่า เหตุที่ให้ยุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์แม้อาจจะได้ปรากฏต่อตัวนายทะเบียนในทาง สาระ แต่ก็มิได้ปรากฏโดยชอบในทางรูปแบบ ดังนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งย่อมกลับไปเริ่มกระบวนการ ใหม่ได้หรือไม่? 2.2.5 สิ่งน่าอัศจรรย์ปรากฏอีกครั้งเมื่อตุลาการเสียงข้างมากผู้ทำคำวินิจฉัยเอง ได้มีมโนสำนึกในทางกฎหมายที่แยกเป็นสองมาตรฐานในคำวินิจฉัยเดียวกัน เพราะตุลาการเสียงข้างมาก 3 เสียง เห็นว่านายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองต้องแสดงความเห็นเป็นรูปแบบ เฉพาะนั้น ต่อมาในการให้เหตุผลในส่วนตุลาการเสียงข้างมาก 1 เสียง ที่เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่ กฎหมายกำหนด กลับให้เหตุผลที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้ ใน คำวินิจฉัยหน้า 11-12 ศาลกล่าวว่า มีเหตุผลให้วินิจฉัยอีกทางหนึ่ง กล่าวคือกรณีข้อกล่าวหาตามมาตรา 93 วรรคแรกนั้น มาตรา 93 วรรคสอง มิได้บัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเข้าเสนอความเห็นด้วยว่า พรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคแรกต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคการเมือง ต่างจากกรณีข้อกล่าวหาตามมาตรา 94 ที่มาตรา 95 บัญญัติว่า เรื่องปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและนายทะเบียนได้ตรวจสอบแล้ว กล่าวคือนายทะเบียนต้องตรวจสอบ แล้วจึงเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมความเห็นว่า พรรคการเมืองใดกระทำตามมาตรา 94 หรือไม่ สมควร เน้นอีกครั้งว่า หากกลับไปพิจารณาตรรกะของวิธิในการลงมติแล้ว หากเราลองพิจารณาสาระของเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากมีความเห็นเป็น สองกลุ่ม แม้จะอ้างว่าเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยอีกทางหนึ่งก็ตาม แต่สาระในทางเหตุผลไม่ใช่แค่ไม่ตรงกันบางประเด็น แต่กลับหักล้างกันเองในทุกประเด็นหลักเสียแล้ว มติทั้งสี่เสียงอันขัดแย้งกันในสาระอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ ยากที่จะถือว่าเป็นมติเสียงข้างมากโดยชอบธรรมได้ 3. ศาลควรปรับปรุงระบบการบริหารคดี ไม่ ว่าเราจะเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยหรือไม่ ผลจากคำวินิจฉัยก็เป็นตัวอย่างอันดีให้ผู้เกี่ยวข้องควรหันมาทบทวนระบบการ บริหารคดีของศาลว่า พอจะมีวิธีใดที่สามารถประหยัดเวลาและทรัพยากรของชาติที่ทุ่มเทไปกับกระบวน การทั้งหมดได้หรือไม่ เช่น การพิจารณาคดีอาจแยกเป็นส่วน ส่วนแรกเรื่องเขตอำนาจและความชอบของกระบวนการยื่นคำร้อง ซึ่งพึงพิจารณาให้เสร็จก่อนที่จะทุ่มเวลากับการสืบพยานหลักฐานที่เป็น เนื้อหาสาระของคดี แน่นอนว่าการบริหารคดีที่มีความซับซ้อนเช่นนี้ ศาลเองย่อมอาศัยความช่วยเหลือจากบรรดาเลขานุการและนิติกรที่มีความรู้กฎหมาย และมาทำงานประจำได้เป็นแน่ อนึ่ง ผู้ทำความเห็นอดคิดไม่ได้ว่า ในอนาคตอันใกล้ หากนายทะเบียนพรรคการเมืองได้สืบสวนหรือค้นพบข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจทำให้ ปรากฏซึ่งเหตุอันเป็นความผิด แต่เผอิญข้อมูลดังกล่าวไม่ได้อยู่รวมเป็นส่วนหนึ่งในสำนวนของคดีที่ฟ้องอยู่ ทั้งสองคดีเสียแล้ว ก็อาจมีการเริ่มกระบวนการให้ถูกต้องเสียใหม่ โดยอาศัยบทบัญญัติตามมาตรา 82 ก็ดี 94 (4) ก็ดี ซึ่งกินความกว้างพอสมควร 4. คู่ความต้องมีโอกาสในการสู้คดีอย่างเต็มที่ ผู้ ทำความเห็นไม่ติดใจว่าประเด็นระยะเวลาสิบห้าวัน ศาลยกขึ้นพิจารณาเองได้หรือไม่ แต่ที่สำคัญคือ การพิจารณาประเด็นดังกล่าวควรเป็นกรณีศึกษาว่า เมื่อศาลไม่ได้เปิดโอกาสให้คู่ความในคดีทราบได้แน่ชัดว่าในใจตุลาการแต่ละ ท่านคิดเห็นหรือสงสัยถึงประเด็นใดอยู่เป็นพิเศษ อีกทั้งการพิจารณาคดีโดยตุลาการตั้งคำถามสดก็มิอาจพบเห็นบ่อยนัก จึงน่าพิเคราะห์ว่า คู่ความในคดี ได้มีโอกาสนำเสนอข้อต่อสู้และตรวจสอบพยานหลักฐานในประเด็นเฉพาะเจาะจงที่ อยู่ในใจตุลาการอันเป็นประเด็นตัดสินคดีมากน้อยเพียงใด เพราะหากสุดท้ายกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินมาทั้งหมดติดอยู่กับเพียงประเด็น ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่และเมื่อเวลาใด หรือทำไปในฐานะใด ศาลก็สมควรให้คู่ความได้ทราบถึงความสำคัญของประเด็นเฉพาะเจาะจงดังกล่าว และคู่ความก็สมควรได้ซักถามนายทะเบียนพรรคการเมืองผู้นั้นต่อหน้าศาลอย่าง ละเอียด และนำเสนอข้อโต้แย้งในการตีความกฎหมายเรื่องระยะเวลาที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับประชาชนที่จะได้ติดตามรับฟัง เพื่อสุดท้ายศาลสามารถรับฟังความอย่างรอบด้านและนำความจริงในห้องเปิดมา อธิบายให้ปรากฏ แต่หากสุดท้ายความยุติธรรมคือกรณีที่หารือถือ เอาได้แต่เพียงในห้องปิด ซ้ำโดยอาศัยพยานสำคัญที่ตัวไม่ปรากฏแต่ส่งมาเพียงเอกสารเสียแล้ว ก็คงเป็นชะตากรรมของเรา ประชาชนชาวไทย ที่ต้องเลือกระหว่างการยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ หรือเรียกร้องสังคมที่ไม่เขินอายต่อความจริง ไม่แน่ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ภาคต่อไป เราอาจได้เห็นกัน! บทส่งท้าย เหตุ แห่งกระแสความใส่ใจในความเป็นกลางและจริยธรรมของตุลาการนั้น ปรากฏพบเป็นครั้งคราว แต่เหตุอันพึงปรากฏโดยมิต้องอาศัยกระแส คือเรื่องความละเอียด แม่นยำ และแยบยลในนิติวิธีและหลักกฎหมาย ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการต่างเป็นผู้ใช้อำนาจของเรา แต่เราไม่อาจอาศัยกระบวนการทางการเมืองเพื่อคัดเลือก สนับสนุนหรือลงโทษตุลาการได้ดั่งที่เราพึงทำต่อนักการเมืองได้ อีกทั้ง การตรวจสอบตุลาการที่ผ่านมาปรากฏไม่ชัด ส่วนหนึ่งอาจด้วยเหตุที่รัฐธรรมนูญให้ตุลาการมีบทบาทสำคัญในการได้มาซึ่ง ส่วนหนึ่งของสมาชิกวุฒิสภาที่รัฐธรรมนูญมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจสอบตุลาการ เสียเอง สิ่งที่เราประชาชนพึงทำได้ คือติดตาม ใคร่ครวญ และกล้าหาญที่จะหวงแหนในเหตุผลและความยุติธรรมของคำวินิจฉัย เพราะความยุติธรรมในระบอบประชาธิปไตยมิอาจดำรงได้ด้วยมาตรฐานทางเหตุผลหรือ คุณธรรมจำเพาะของคนบางกลุ่ม แต่ต้องฟูมฟักและงอกเงยจากสำนึกและประสบการณ์ของปวงชนที่สะท้อนผ่านกระบวน การและกฎหมายที่เรามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน ครอบครัว คุณครู และมิตรสหาย ต้องร่วมกันกระตุ้นสำนึกดังกล่าวผ่านเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน อย่างน้อยก็โดยปฎิเสธความมักง่ายที่จะนิ่งเฉยดูดายภายใต้เงาของความเป็นกลาง อันว่างเปล่า เราต้องเรียกร้องสถาบันวิชาการและสื่อมวลชนให้ยึดมั่นและกล้าหาญในการทำ หน้าที่เพื่อสังคม
หมายเหตุจากผู้เขียน: ความเห็นฉบับนี้เขียนขึ้นช่วงข้ามคืน ยังพร่องในความสมบูรณ์และหวังจะได้ปรับปรุงต่อไปในอนาคต หากผู้อ่านมีข้อคิดเห็น คำแนะนำ หรือข้อติติง ขอน้อมรับฟังที่ verapat@post.harvard.edu. ประเด็นวิชาการบางส่วนของความเห็นในฉบับนี้ ได้เคยนำเสนอไว้แล้วในวิทยานิพนธ์ สืบค้นได้ที่ Google: "Verapat Harvard Paper" อนึ่ง "มาตรา" และ "กฎหมาย" ที่กล่าวถึงในความเห็นนี้ หมายถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 (สำเนาดูได้ที่ http://www.parliament.go.th/mp2550/asset/law_party.pdf) เว้นแต่บริบทจะแสดงเป็นอื่น
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ณ http://sites.google.com/site/verapat/ (ดูฉบับเต็มและภาคผนวกในเว็บไซต์นี้)
ศาล สรุปว่า เมื่อนายทะเบียนพรรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบ พรรคประชาธิปัตย์ ตามมาตรา 93 การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้
ผู้ทำความเห็นตั้งข้อสังเกตดังนี้
2.2.1 การให้เหตุผลดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นการเพิ่มกฎเกณฑ์อันเข้มงวดที่ยึดรูปแบบมากกว่าสาระ
| | ||
|


