WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 6, 2010

วินิจ เลิศรัตนชัย มืออีเว้นต์คู่บุญเนวินกับงานวันพ่อ ถึงยุคพอเพียงอลังการ500ล้านงบประมาณจากภาษี

ที่มา Thai E-News


จงรักภักดีระดับโลก-APเสนอ ภาพข่าวการประดับประดาไฟบนเรือประมง500ลำ เพื่อถวายพระพรในหลวง 83 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2553 ซึ่งนายเนวิน ชิดชอบ ประธานคณะจัดงานฯได้รับงบประมาณจากครม.เพื่อการนี้ 500 ล้านบาทสำหรับงานวันพ่อปีนี้และปีหน้า โดยตั้งเป้าเป็นการแสดงความจงรักภักดีทางน้ำยิ่งใหญ่ระดับโลก และคาดว่าจะได้ลงกินเนสส์บุ๊ค

มีรายงานที่ไม่ยืนยันประชาชนที่ไปลงเรือ บางส่วนอาจได้รับค่าเหนื่อยจากผู้จัดอีเว้นต์นี้รายละ 120 บาท (ดูกระทู้ในIF)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 ธันวาคม 2553

วินิจ นอมินีเนวิน-A man behind the scene

ไทยรัฐออนไลน์ เสนอภาพข่าวนายเนวิน ชิดชอบ ประธานคณะทำงานจัดงานวันพ่อ คีย์แมนคนสำคัญของงาน กับนายวินิจ เลิศรัตนชัย อดีตดีเจ และบริษัทอีเว้นต์ดาวรุ่งพุ่งพรวด เพราะเปิดมาแค่ปีเดียว แต่รับงานจากเนวินไปหลายร้อยล้านแล้ว ตรวจความพร้อมหนสุดท้ายก่อนจะเปิดงานวันพ่อเมื่อค่ำวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา ล่าสุดวินิจเป็นนอมินีของเนวินเข้าไปเทกโอเวอร์กิจการวงคาราบาวด้วย(ข่าว)

เนวินโต้ถูกมองไม่โปร่งใสไม่ยอมบอกคนอื่น"ทำความดีเพื่อพ่อไม่ต้องบอกใคร"

นาย เนวิน ชิดชอบ ประธานคณะทำงานจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า ถูกตำหนิเป็นอย่างมากว่า ทำอะไรทำไมไม่บอกคนอื่น แต่ที่จริงแล้วตนเห็นว่า การทำความดีถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวใคร ไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งประชาสัมพันธ์ว่าทำอะไรอยู่ แต่สิ่งที่เราทำอยู่ พวกเราทุกคนรู้ดีว่ารักพ่อมากแค่ไหน

ประชาชาติธุรกิจ รายงาน ว่า บริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ได้เพียงปีเดียว เป็นผู้ได้รับงานนี้ โดยนายวินิจ เลิศรัตนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรชแอร์ เฟสติวัล จำกัด เปิดเผยว่า มีสินค้าและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนหันมาทำงานร่วมกับบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปีหน้า นับตั้งแต่งานเฉลิมพระเกียรติวันพ่อ 5 ธันวาคมปีนี้ ที่แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าโรงพยาบาลศิริราช จากนั้นจะตามด้วยนิทรรศการถาวร King Pavilion ของในหลวงตลอดทั้งปี ตั้งแต่เกือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป ที่แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน (ดูเนวินให้สัมภาษณ์อีเว้นต์นี้ในเวบประชาทรรศน์)

ทั้ง นี้ ครม. อนุมัติในหลักการ ให้ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2554 จำนวน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยแบ่งงบประมาณเป็น 2 ปี ได้แก่งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 200 ล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 จำนวน 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้กำชับเรื่องการใช้งบประมาณให้คำนึงถึงความสมพระเกียรติ ประหยัดและเหมาะสม โดยคณะกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการใช้งบประมาณนั้นมีหน้าที่พิจารณารายละเอียด ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานดังกล่าว

ก่อนหน้านี้มติชนออนไลน์รายงาน ว่า บริษัทของวินิจเพิ่งรับงานอีเว้นต์มูลค่ากว่า 100 ล้าน จากกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยดูแลเป็นเจ้ากระทรวงอยู่ และมีศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายเนวิน เป็นประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรี

ผมรักพี่เนวิน ผมทุ่มให้สุดตัว

วินิจให้สัมภาษณ์กับประชาชาติธุรกิจ ว่า

ประชาชาติธุรกิจ- หลายฝ่ายมองว่าเพราะ "วินิจ" มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับการเมือง

ส่วน ตัวผมไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นเลย เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาผมโชคดีที่มีขั้วการเมืองที่เข้าใจการทำงานของเรา คุณเนวิน (ชิดชอบ) เองเป็นนักคิดคนหนึ่งและทำให้งานที่เราได้รับความไว้วางใจให้ทำนั้นสามารถนำ ไปทำได้จริงและทำได้ดีด้วย และงานนี้ผมก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ใหญ่ใจดีทุกส่วน ซึ่งถ้าไม่มองเรื่องการเมืองงานนี้เป็นงานที่เป็นการร่วมมือที่สุดของการทำ งานร่วมกันของหลาย ๆ หน่วยงาน เพราะคนที่มาจากทุกภาคส่วนจริง ๆ เป็นการแสดงความเป็นยูนิตี้จริง ๆ

ประชาชาติธุรกิจ- รู้สึกอย่างไรที่ถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคภูมิใจไทยและคุณเนวิน (ชิดชอบ)

อาจจะมีคนมองแบบนั้น แต่ผมยังไม่เคยได้ยินด้วยตัวเอง ผมมองว่ามันเป็นอาชีพผม ใครมีงาน จ้างให้ผมไปทำ ผมก็ไม่ปฏิเสธ

ผม ยอมรับว่าถ้าไม่ได้ท่านโอกาสที่จะได้ทำงานนี้ก็ยากมาก เพราะงานแบบนี้ต้องใช้ระบบการจัดการที่เยอะมาก ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีงานก็ไม่มีทางเกิดขึ้น แต่ลึก ๆ ผมเองก็ได้แต่หวังว่าหลาย ๆ พรรคจะมาจ้างผมทำงานเช่นเดียวกัน

ประชาชาติธุรกิจ- ถ้าการเมืองเปลี่ยนขั้วมองว่าธุรกิจของเฟรชแอร์ฯจะได้รับผลกระทบไหม

ผมไม่ค่อยซีเรียสกับการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง เพราะลำพังธุรกิจเดิมที่ทำอยู่มันก็อยู่ได้อยู่แล้ว

ประเด็น นี้ผมไม่เคยห่วง ผมรักพี่เนวิน ผมไม่สนใจว่าเขาจะอยู่พรรคไหน จะอยู่หรือไม่อยู่เมืองไทย เขาเป็นพี่ผม ความสัมพันธ์ของผมมันเป็นเหมือนใจถึงใจ การเมืองเป็นอาชีพเขา งานตรงนี้ก็เป็นอาชีพผม

ความสัมพันธ์ตรงนี้เป็นความสัมพันธ์ระดับ พี่น้อง ผมและเขาคือพี่น้อง เขาจะมีศัตรูเป็นใคร หรือเปลี่ยนพรรคการเมืองไปไหน เขาก็ยังเป็นพี่ผม

ที่สำคัญธุรกิจของ เราไม่ได้หวังพึ่งการเมือง ที่มีอยู่เราก็อยู่ได้ ส่วนที่พี่เขาให้มาทำผมถือเป็นโบนัส และผมก็เชื่อมั่นในความตั้งใจของตัวเองว่าผมก็สามารถทำได้ดีด้วย

สำหรับ ผมเวลารักใครจะทุ่มเทเต็มที่และสุดตัว ผมเป็นคนรู้จักบุญคุณคน คนไหนที่ผมคบเป็นเพื่อน เพื่อนผมไปทำอะไร จะถูกผิดผมไม่รู้ แต่เขาก็ยังเป็นเพื่อนผม

ถือเป็นการฉายภาพในด้านธุรกิความคิด รวมถึงสายสัมพันธ์ในการทำธุรกิจในทุกแง่มุมอย่างหมดเปลือกอีกครั้งหนึ่งของ ผู้ชายที่ชื่อ "วินิจ เลิศรัตนชัย"

เวบไซต์Mthai รายงานภาพ บรรยากาศ พสกนิกรทั่วไทยถวายพระพรแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสวัน เฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2553

เมื่อ ดูจากงบประมาณ500ล้านบาท กับผลลัพธ์ที่ออกมา ประชาชนผู้เสียภาษีควรมีสิทธิตั้งคำถามหรือไม่ว่า งานนี้มีคนที่ได้ทั้งหน้า ได้ทั้งเงิน โดยแอบอิงจากความเทิดทูนจงรักภักดีของชาวไทยทั้งประเทศ

แต่ผลลัพธ์นั้นคุ้มกันหรือไม่...โปร่งใสหรือเปล่า?



กก.สิทธิฯเปิดบัญชีผู้ต้องหา 422 จนท.เหวี่ยงแหตามอำเภอใจจับคนยากไร้กล่อมให้รับสารภาพถูกทรมานทุบตี

ที่มา Thai E-News



ที่มา มติชนออนไลน์


ตาม ที่คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้รับคำร้องเรียนกรณีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) และได้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาคดีอาญาที่ถูกคุมขังหรือกักขังซึ่งเกี่ยวข้องกับ การกระทำผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินพร้อมกับเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ

ใน การประชุมของคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองครั้งที่ 29/2553 วันที่ 9 มิถุนายน 2553 โดยผู้แทนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ยอมเปิดเผยบัญชีผู้ต้องหาจำนวน 422 คน

ตามข้อกล่วหาและคดีอาญาที่ เกี่ยวข้อง ได้แก่ วางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันพยายามวางเพลิงเผาทรัพย์ ร่วมกันก่อการร้าย ร่วมกันชุมนุมหรือมั่วสุมฝ่าฝืนข้อกำหนดฯ ฯลฯ ดังแสดงตัวเลขผู้ต้องขังจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองต่อไปนี้

ทั้ง นี้จากปัญหาสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และสิทธิพื้นฐานในกระบวนการพิจารณาที่สำคัญ ด้านสิทธิการประกันตัวนั้น ผู้ต้องขังต้องการประกันตัวเพื่อมาใช้ชีวิตปรกติ และหาทางต่อสู้คดี โดยไม่คิดจะหลบหนีไปก่อเหตุรุนแรงแต่อย่างใด

ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วย ร้ายแรงที่ต้องเข้ารับการรักษาโดยด่วน เป็นโรคประจำตัว บางส่วนเป็นผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชนที่ต้องการได้รับการศึกษา ทั้งที่ผู้เข้าร่วมการชุมนุมมิได้มีส่วนก่อการร้าย หรือผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวตามหมายจับต่างมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว

ด้านการได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากทนายความ โดยผู้ต้องหามีฐานะยากไร้ ไม่สามารถจ้างทนายความ

ส่วนในคดีร้ายแรงที่รัฐจัดหาทนายความให้ มัก จะร่วมกับพนักงานสอบสวนกล่อมให้ผู้ต้องหารับสารภาพซึ่งอ้างว่าเป็นความผิด เล็กน้อยหากรับสารภาพ อย่างกรณีของเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฆ่าจำนวน 5 คน เพราะความไม่รู้ข้อกฎหมายและไม่มีผู้ช่วยเหลือด้านคดีถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี โดยไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานใดเข้าต่อสู้คดีแต่อย่างใด และทนายที่ศาลแต่งตั้งมีเวลาพบผู้ต้องหาน้อยมาก

ในเบื้องต้นการ ควบคุมตัวไม่อนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสาร ทำให้ไม่มีโอกาสได้ปรึกษาหารือกับทนายความหรือนำเสนอข้อเท็จจริงในกระบวนการ ยุติธรรม จึงเป็นการกล่าวหาตั้งข้อสงสัยฝ่ายเดียว ปัจจุบันทนายความของพรรคเพื่อไทย/ศปช.รวมทั้งจัดจ้างเองและเริ่มสืบพยานโจทก์แล้ว

นอกจากนี้การท รมาน ทารุณกรรมก็เกิดขึ้น เช่นกัน มีผู้ต้องหาจำนวน 16 คน หนึ่งในนี้เป็นเยาวชนที่แยกขังที่สถานพินิจฯนครพนมซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้พบ ตัว แต่ 15 คนที่ได้พบตัวในเรือนจำมุกดาหาร เล่าเหตุการณ์ตรงกันว่า ในการเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ทุบตีด้วยกระบองจนหมอบ และจับขังในรถที่ใช้ขังผู้ต้องหาอีก 2 วัน โดยไม่ได้รับการรักษาพยาบาลแต่อย่างใด โดยทางเรือนจำ ได้บันทึกสภาพบาดแผลไว้เป็นหลักฐาน

ใน ประเด็นนี้เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงว่าขณะเกิดเหตุไม่มีความชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจการคุมตัวในคืนวันที่ 19 พ.ค. 53 นั้น คือฝ่ายทหารหรือตำรวจ

ขณะที่กลุ่มเยาวชนนักศึกษาในเรือนจำ ครองเปรมยืนยันว่า ในคืนที่จับกุมเจ้าหน้าที่ได้ใช้ความรุนแรงขู่ให้รับสารภาพพร้อมของกลางที่ เจ้าหน้าที่จัดฉากไว้

ส่วนการใช้อำนาจเกินขอบเขตเข้า จับกุม ควบคุมตัวตามอำเภอใจ และตั้งข้อหาร้ายแรง เป็นการจับกุมตามภาพถ่ายหรืออาศัยภาพถ่ายในการชุมนุมก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นการจับกุมแบบเหวี่ยงแหโดยไม่แยกระหว่างผู้ร่วมชุมนุมกับผู้ที่ใช้ ความรุนแรง เพราะผู้ที่เข้าร่วมดู มิได้มีส่วนในการก่อเหตุร้ายแรง ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สินทั้งในด้านครอบครัวและการงาน

อย่าง ไรก็ดี สภาพความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำบางแห่ง ไม่มีการแยกผู้ต้องขังทางการเมืองออกจากผู้ต้องขังคดีอาญาอื่น ๆ ต้องทำงานหนัก เช่นปั้นถ้วย กรวยกระดาษดื่มน้ำ ประกอบไส้ไฟแช็คจำนวนมาก ห้ามญาติที่นามสกุลไม่เหมือนกันเข้าเยี่ยมทั้งที่เป็นภรรยาหรือได้แจ้ง ชื่อ-นามสกุลของญาติไว้ก่อนหน้าแล้วก็ตาม

**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กก.สิทธิฯจี้รัฐบาลให้ประกันตัวนักโทษเสื้อแดง พบละเมิดสิทธิมนุษยชนเลวร้ายทารุณ5ประเด็น

Sunday, December 5, 2010

เนวินประธานงานวันพ่อทุ่มงบ500ล้านเนรมิตอลังการ ลั่นจงรักภักดีระดับโลกลงกินเนสส์บุ๊ค

ที่มา Thai E-News


ตรวจความพร้อม-นาย เนวิน ชิดชอบ ประธานคณะทำงานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 ตรวจสอบความพร้อมสุดท้าย ก่อนเปิดการแสดงแสงสีเสียงอลังการ เริ่มตั้งแต่17.30น.วันนี้ ตั้งเป้าเป็นการแสดงความจงรักภักดีลงกินเนสส์บุ๊คค่ำวันนี้ โดยครม.อนุม้ติงบประมาณจากภาษีประชาชนเพื่อการนี้ 500 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมปีนี้และวันพ่อปีหน้า (ภาพ:ไทยรัฐออนไลน์)




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 ธันวาคม 2553

เวบไซต์ประชาทรรศน์ กระบอกเสียงของนายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 รายงานว่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแสดงหรือเวทีม่านน้ำซึ่งจะเป็นเวทีขนาดใหญ่พิเศษกว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา มีความพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว

โดย เวทีหันหน้าเข้าสู่โรงพยาบาลศิริราช และสามารถบรรจุผู้ร่วมการแสดงบนเวทีได้ไม่น้อยกว่า 400 คน ด้วยความปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากถูกทำมาให้รับน้ำหนักได้กว่า 2 พันตัน ขณะที่การแสดงก็จะไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน และจะเป็นครั้งแรกที่ศิลปินแห่งชาติมาร่วมกันพร้อมหน้าบนเวทีแห่งนี้ เพื่อร่วมกันแหล่เพลงเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากจะมีการฉายภาพยนต์เฉลิม พระเกียรติ ขบวนเรือไฟ และการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติแล้ว ยังมีการฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 4 มิติ บนตัวตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตึกโรงพยาบาลศิริราช และจะมีการแสดงแสง สี และการจุดพลุ 999 ดอก ปล่อยโคมลอยจำนวน 10,000 ดวง บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อให้ประชาชนได้ดูถึงความสวยงามกันอีกด้วย


นาย เนวิน ชิดชอบ ประธานคณะจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวย้ำ ถึงความพร้อมในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติที่มีมากกว่า 90% แล้ว หลังมีการซักซ้อมเวทีและระบบแสง สี ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันถึงความยิ่งใหญ่อลังการ และเล่าถึงแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในปีที่ผ่านมา ที่ทุกคนล้วนอยากเปล่งเสียงถวายพระพรไปยังพระเจ้าอยู่หัว ปีนี้จึงได้เกิดแนวคิดการไปจัดง่นอย่างใกล้ชิกที่ประทับ

ส่วนการตรวจ ความพร้อมท่าเรือ 14 ท่า ที่จัดให้ประชาชนที่ต้องการร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ลงเรือที่แต่ละจังหวัดทั่วประเทศ จะมามากถึง 700 ลำในวันที่ 5ธันวาคมนี้ ทั้งนี้เส้นทางการเดินเรือที่จะให้ประชาชนร่วมลงเรือถวายพระพรจะเริ่ม ตั้งแต่ท่าเรือสะพานพุทธไปจนถึงท่าเรือสะพานพระราม 8

นายเนวิน กล่าวอีกว่า จากการสำรวจพื้นที่ท่าเรือพื้นที่ริมน้ำบางจุด ที่อาจจะต้องติดต่อขอสถานที่เพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมจุดเทียนถวาย พระพรชัยมงคล นอกหนือจากการลงเรือ เพราะคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมจำนวนมากเกินกว่าที่เรือ และท่าเรือจะรองรับน้ำหนักได้

นอกจากนี้จะมีการปิดการเดินเรือใหญ่ตั้งแต่เวลา 12.00 น.ส่วนเรือข้ามฟากจะปิดการเดินเรือเวลา 15.30 น.เพื่อให้เรือเล็กเข้าประจำจุด

สำหรับเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ 32 ลำ จะอยู่บริเวณสะพานพระปิ่นไปจนถึงท่าช้าง เพื่อให้ประชาชนสองฝั่งเจ้าพระยาได้ชม

'ไฮ ไลต์ ของงานนั้นจะมีการฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 4 มิติ บนตัวตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตึกโรงพยาบาลศิริราช และจะมีการแสดงแสง สี และการจุดพลุ 999 ดอก ปล่อยโคมลอยจำนวน 10,000 ดวง บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า'ประธานคณะทำงานฯ กล่าว

นายเนวินกล่าวอีกว่า ในวันที่ 2-3 ธ.ค.นี้จะมีการซ้อมใหญ่ขบวนเรือเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณกลางลำน้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าท่าน้ำศิริราช เพื่อให้งานพิธีจริงในวันที่ 5 ธ.ค. ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งในวันที่ 5 ธ.ค. จะมีการถ่ายทอดสดงานครั้งนี้ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยไปทั่วประเทศ

ซึ่งการแสดงทั้งหมดกลางลำน้ำเจ้าพระยา จะได้พบกับขบวนเรือใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขบวนประชาชนที่ถวายพระพรมากที่สุดในโลก การแสดง แสง สี เสียง ที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และเชื่อว่าการร่วมถวายความจงรักภักดีครั้งนี้จะปรากฏในกินเนสส์บุ๊ก เพราะเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการมาถวายพระพรพระเจ้าแผ่นดินทางน้ำมากที่สุดใน โลก

ครม.อนุมัติงบ500ล้าน จัดงาน7รอบ5ธันวาฯ54 เน้นจัดให้สมพระเกียรติ! ประหยัดและค.เหมาะสม

ครม.อนุ มติงบฯ 500 ล้านบาทให้รัฐบาลจัดงาน "เฉลิมพระเกียรติในหลวง" ครบ 7 รอบ 5 ธันวาฯ 54 เน้นใช้จ่ายให้ "สมพระเกียรติ-ประหยัด-เหมาะสม" เผยมีตั้ง 10 คณะกรรมการฯฝ่ายต่างๆ มาทำงาน

ก่อนหน้านี้เวบไซต์ ไทยอินไซเดอร์ รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2553 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติในหลักการ ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2554 จำนวน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยแบ่งงบประมาณเป็น 2 ปี ได้แก่งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 200 ล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 จำนวน 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้กำชับเรื่องการใช้งบประมาณให้คำนึงถึงความสมพระเกียรติ ประหยัดและเหมาะสม โดยคณะกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการใช้งบประมาณนั้นมีหน้าที่พิจารณารายละเอียด ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานดังกล่าว

คำถามคาใจในคำวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

ที่มา มติชน



โดย "นิติเกิน" (จากเว็บไซต์ "นิติราษฎร์" 3 ธันวาคม 2553)

ด้วย ความเคารพอย่างสูงต่อท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกท่าน คำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการที่ท่านได้อ่านไปในคดียุบไม่พรรคประชาธิปัต ย์นั้น ทำให้ผู้น้อยเกิดความสงสัยหลายประการ อยากให้ท่านช่วยอธิบายให้กระจ่างชัดด้วย

1. วิธีการอ่านคำวินิจฉัยที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร

เคย เข้าใจมาตลอดว่า ศาลไทยและต่างประเทศมีวิธีปฏิบัติเหมือนกันคือ เขียนคำพิพากษาให้เสร็จ ตรวจทานแล้วจึงให้ตุลาการทุกท่านที่เป็นองค์คณะลงนามกำกับไว้ ท่านใดมีความเห็นแย้ง หรือมีเหตุผลเป็นอย่างอื่นก็จะแนบเข้าไปกับตัวคำพิพากษา จากนั้น จึงนำมาอ่านต่อหน้าคู่ความ

หากเทียบกับกรณีศาลรัฐ ธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุด คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะต้องแล้วเสร็จพร้อมอ่านต่อหน้าผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง ส่วนความเห็นในการวินิจฉัยส่วนตน แม้ไม่มีสภาพบังคับในทางกฎหมาย แต่ก็น่าจะเปิดเผยไปพร้อมกันด้วย

แต่คดีนี้ ปรากฎว่า คำวินิจฉัยของศาลยังไม่เสร็จ เปิดดูเว็ป ก็มีแต่คำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ

จริง ๆ แล้ว ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไรครับ

2. ตกลงคดีนี้ ถือว่าได้วินิจฉัยในเนื้อคดีแล้วหรือยังครับ

เท่าที่อ่านข่าว คดีนี้ศาลลงมติ 4 ต่อ 2 คือ 4 เสียง ยกคำร้อง อีก 2 เสียง ไม่ยกคำร้องและวินิจฉัยในเนื้อคดี

เข้า ใจเอาเองว่า ถ้าศาลยกคำร้องด้วยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์หรืออำนาจยื่นคำร้องของผู้ร้อง เช่นนี้ ศาลยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อคดี ดังนั้น มาฟ้อง มาร้องใหม่ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย (ป.วิ.พ. ม. 148; ป.วิ.อ. ม. 39 (4) และ ม. 185; ระเบียบฯ วิธีพิจารณาคดีปกครอง ข้อ 97)

ปัญหา แรก ก็คือ ข้อกำหนดศาลว่าด้วยวิธีพิจารณา ไม่ได้เขียนเรื่องห้ามฟ้องซ้ำไว้ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาเข้าใจว่ายังไม่ผ่านสภา จะถือตามหลักเกณฑ์ใดดี จะอ้างอิง วิ.แพ่ง วิ. อาญา หรือระเบียบศาลปกครอง มาใช้ได้มั้ย

ในปัญหาที่สอง ด้านหนึ่ง ถ้าดูคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งผูกพันทุกองค์กรของรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า (เข้าใจว่าคงไม่แตกต่างจากที่เผยแพร่ทางเว็ปมากนัก – เพราะถ้าต่างเยอะล่ะก็ ยุ่งแน่!) ศาลยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อคดีเลย

แต่ อีกด้านหนึ่ง ความเห็นในการวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคน ซึ่งไม่มีผลผูกพันใครในทางกฎหมาย ตามข่าวว่า ได้วินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นรายประเด็นไปแล้ว อย่างนี้ ถือว่าลงเนื้อคดีแล้วแน่ ๆ

ตกลง จะถืออย่างไรดีครับ

3. บรรทัดฐานที่องค์กรของรัฐอื่นควรยึดถือปฏิบัติคืออะไร

เรื่อง นี้สำคัญจริง ๆ นะครับ เพราะมีกฎหมายอีกหลายสิบฉบับเขียนเนื้อความในทำนองเดียวกันกับกฎหมายพรรคการ เมืองมาตรา 93 เลย ก็คือ “เมื่อความปรากฎต่อ A ว่า... ให้ A โดยความเห็นชอบของ B ดำเนินการ...”

เหตุผลข้อแรก (ตุลาการ 3 ท่าน) บอกว่า ต้องมีทั้งความเห็นชอบของ A และ B จึงจะดำเนินการได้

เหตุผลข้อสอง (ตุลาการ 1 ท่าน) บอกว่า A ไม่สำคัญ จะมีหรือไม่ก็ได้ ขอเพียง B เห็นชอบก็พอแล้ว

ทั้ง สองเหตุผล ปรากฎในคำวินิจฉัยศาลทั้งคู่ ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรคห้า รับรองสถานะคำวินิจฉัยไว้สูงยิ่งขนาดนั้น ผูกพันทั้งหมด แต่พอเหตุผลขัดกันเอง ก็ไม่รู้ว่า จะเชื่อและทำตามเหตุผลข้อไหนดี

4. ตกลงระยะเวลา 15 วันเริ่มนับแล้วหรือไม่

ตุลาการ 3 ท่านอธิบายว่า การยื่นคำร้องไม่ถูกต้อง เพราะขาดความเห็นชอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง ผิดขั้นตอนของกฎหมายในสาระสำคัญ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง

เข้า ใจเอาเองว่า ถ้าเงื่อนไขการใช้อำนาจยังไม่ครบถ้วน ระยะเวลาก็ยังไม่เริ่มนับ เพราะ “ความยังไม่ปรากฎต่อนายทะเบียน” เช่นนี้ ถูกหรือไม่

แต่ก็ยิ่งสงสัยหนักเข้าไปใหญ่ เมื่อตุลาการอีกหนึ่งท่าน บอกว่า ระยะเวลาเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ 17 ธันวาคม 2552 จึงเกิน 15 วันมานานแล้ว งงครับงง

5. ตกลงนายทะเบียนต้องเห็นชอบก่อน กกต. หรือไม่

เคย เข้าใจมาตลอดว่า กรณีที่กฎหมายเขียนให้องค์กรสององค์กร เจ้าหน้าที่สองเจ้าหน้าที่ ใช้อำนาจร่วมกัน อย่างเช่น นายทะเบียนกับ กกต. นี้ แม้การวินิจฉัยตัดสินใจของสององค์กร จะสลับที่ ผิดคิว กันบ้าง ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะสาระสำคัญอยู่ตรงที่ ต้องมีความเห็นชอบทั้งสององค์กร สองเจ้าหน้าที่ จึงจะมีอำนาจดำเนินการต่อไปได้

แต่ในเหตุผลข้อแรก กลับบอกว่า นายทะเบียนต้องมีความเห็นก่อน จากนั้น ก็ กกต. มีความเห็นตกลงว่า ถ้านายทะเบียนยังไม่ทำความเห็น ส่งเรื่องเข้า กกต. ซึ่งเห็นชอบแล้ว ต่อมาส่งเรื่องกลับมาที่นายทะเบียน ซึ่งก็เห็นชอบด้วย และได้ยื่นคำร้องต่อศาล เช่นนี้ ผิดขั้นตอนหรือไม่ครับ

เมื่อไปอ่านกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองก็ยิ่งสงสัยหนัก เพราะหลักในมาตรา 41 บอกไว้ว่า

“คำ สั่งทางปกครองที่ออกโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ ไม่เป็นเหตุให้คำสั่งทางปกครองนั้นไม่สมบูรณ์... (4) คำสั่งทางปกครองที่ต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน ถ้าเจ้าหน้าที่นั้นได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง”

แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ลำดับก่อนหลัง – ไม่ใช่สาระสำคัญ ถูกต้องมั้ยครับ

แม้ แต่ “คำสั่งทางปกครอง” ซึ่งมีผลกระทบสิทธิสร้างภาระหน้าที่ให้แก่บุคคลแล้ว ยังไม่ถือเรื่องลำดับขั้นตอนก่อนหลังให้เป็นสาระสำคัญเลย แล้วเหตุไฉน การดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการออกคำวินิจฉัยของศาลให้กระทบสิทธิ เสรีภาพเป็นอันดับถัด ๆ ไป จึงถือลำดับขั้นตอนเคร่งครัดกันนัก

กรณี นี้ จะขอยืมสุภาษิตการตีความกฎหมาย “ยิ่งต้องเป็นเช่นนั้น” (a fortiori) อย่างเช่นที่ศาลท่านเองก็เคยใช้ในคดียุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ไปพร้อม ๆ กันทั้งสามพรรค ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคสอง มาพิจารณาประกอบได้หรือไม่ครับ

(คดี พรรคมัชฌิมาธิปไตย – คำวินิจฉัยที่ 18/2551 คดีพรรคชาติไทย – ที่ 19/2551 ลงราชกิจจานุเบกษา วันที่ 2 ธันวาคม 2551 เล่ม 126 ตอนที่ 16ก วันที่ 19 มีนาคม 2552 ในหน้า 17 และ หน้า 99 ตามลำดับ ส่วนคดีพรรคพลังประชาชน – ที่ 20/2551 ลงตอนที่ 20ก วันที่ 31 มีนาคม 2552 ในหน้า 24)

6. นายทะเบียนกับประธาน กกต. มีเพียงใจเดียวได้หรือไม่ครับ

ยิ่ง ซับซ้อนเข้าไปใหญ่ ในเมื่อนายทะเบียนกับประธาน กกต. มีชื่อว่า อภิชาต สุขัคคานนท์ คนเดียวกัน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญท่านเองก็เคยเชื่อเช่นนั้น

(คำ วินิจฉัยที่ 52/2548 คดียุบพรรคชาติประชาธิปไตย ลงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 123 ตอนที่ 13 ก วันวาเลนไทน์ 14 กพ. 2549 ในหน้า 144 – 145 ซึ่งสมัยนั้น เผอิญ คนๆ เดียวกันที่นั่งสองเก้าอี้มีชื่อว่า “วาสนา เพิ่มลาภ” ก็คนที่ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่บางขวาง โดยไม่ได้ประกันตัวอยู่หลายวัน นั่นแหละครับ)

ในเรื่องนี้ มีตัวอย่างสมมุติที่ยังหาคำตอบไม่ได้ อยากเรียนถามท่านสักหน่อย

ระเบียบศาลเขียนว่า “นายทะเบียนพรรคการเมือง และ กกต. ทั้งคู่ ต้องมาศาล จึงจะเปิดประตูรับ”

กรณี แรก ท่านอภิชาต ในป้าย “นายทะเบียน” ไม่มา มีมาแต่ กกต. 4 ท่านคือ ท่านสดศรี ท่านประพันธ์ ท่านสมชัย และท่านวิสุทธิ์ อย่างนี้ ประตูศาลต้องปิด ไม่เปิดรับ ใช่มั้ยครับ

กรณีที่สอง ท่านอภิชาต ในป้าย “นายทะเบียน” ไม่มา แต่มี กกต. มาครบ ทั้ง 5 ท่านเลย 4 ท่านที่เอ่ยนามข้างต้นยืนหน้าศาล พร้อม ๆ กับท่านอภิชาติ ซึ่งติดป้ายคาดหน้าอกว่า “ประธาน กกต.” อย่างนี้ ประตูศาลจะเปิดรับท่านเหล่านั้นหรือไม่

ถ้าตีความตามหลักลายลักษณ์อักษร (Literal Rule) ไม่เปิดประตูแน่ ๆ เพราะท่านอภิชาตไม่ได้คาดหน้าอกว่า

“ประธาน กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง” จึงไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย

แต่ หากตีความตามหลักมิให้ผลการตีความกฎหมายผิดเพี้ยนเหลวไหล (Golden Rule) ประตูต้องเปิดรับพวกท่านครับ ก็ในเมื่อท่านอภิชาติ มายืนเท่ ๆ อยู่หน้าประตูแล้ว อย่างนี้ หากจะฝืนบอกว่า นายทะเบียนไม่ได้มาด้วย ก็คงขัดสามัญสำนึกการรับรู้ข้อเท็จจริงของมนุษย์อยู่นะครับ

ฉัน ใดก็ฉันนั้น แม้นายทะเบียนไม่ได้ทำความเห็นให้แจ้งชัด หากประธาน กกต. ซึ่งแน่นอนต้องมีใจเดียวกันกับนายทะเบียน (เว้นแต่ท่านอภิชาตเป็นคนหลายใจ) ลงมติในที่ประชุม กกต. ด้วยตนเองว่า ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เช่นนี้ จะถือว่า นายทะเบียนให้ความเห็นชอบแล้วโดยปริยาย ได้หรือไม่ครับ

หมาย เหตุ Literal Rule / Golden Rule ที่ว่ามาข้างต้น เป็นหลักการตีความกฎหมายลายลักษณ์อักษรของอังกฤษเค้า ไม่ค่อยแน่ใจสักเท่าไหร่ ว่าศาลรัฐธรรมนูญไทยจะถือหลักการนี้ด้วยหรือไม่ เพราะมือท่านถือพจนานุกรมเล่มเบ้อเร่ออยู่ครับ

(คดี ทำกับข้าวออกทีวี ที่ 12-13/2551 ลงราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 122ก 19 พย. 2551 ในหน้า 14 – 15) “เบ้อเร่อ” อยู่ในพจนานุกรมหน้า 637 แปลว่า ใหญ่โตกว่าปกติครับ

คำถามทั้ง 6 ข้อนี้ ช่วยกรุณาตอบหน่อยเถอะครับ

"สมชัย"รับได้ศาลตัดสินยกคำร้องแต่อย่ากล่าวหากระบวน กกต.ทำผิดจนปชช.ดูแคลน พท.เสนอตั้งศาลจำลอง

ที่มา มติชน

"มาร์ค"โต้มีตัวช่วยคดียุบปชป.


นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้ฝ่ายที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มีตัวช่วยพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ค่อนข้างมาก กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีนายทะเบียนพรรคการเมืองกล่าวหา พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ โดยให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 ธันวาคม ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์กระจายเสียงแห่งประเทศไทย ช่อง 11 ว่าบางคนที่บอกว่าศาลตั้งธง แต่ตนอยากถามกลับเหมือนกันว่า แล้วคนเหล่านั้นไม่ได้ตั้งธงตั้งแต่แรกหรือว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องผิด


"ทั้งๆ ที่เราเห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น แล้วในที่สุดบอกว่าเป็นเรื่องของเทคนิค หากเหตุการณ์หรือคดีนี้เป็นปกติมาตั้งแต่ต้นมันก็จบไปนานแล้ว เพราะคณะอนุกรรมการ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) สอบ 2-3 ครั้งแล้ว ก็บอกว่าไม่ผิด แต่ที่ลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้ก็เป็นเพราะความไม่ปกติ ในที่สุดความไม่ปกตินั้นก็ไม่ขัดกับกระบวนการทางกฎหมาย" นายกฯกล่าว


ไม่ไปศาล9ธ.ค.ส่งทีมกม.ชวน


นาย อภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 9 ธันวาคม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญนัดพร้อมคู่ความในคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท นั้น ส่วนตัวจะไม่ไปศาล เนื่องจากเป็นการนัดพร้อมและที่ผ่านมาคณะผู้ว่าคดีจะไปเอง ขณะนี้นายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดียุบพรรค และนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความ จะเป็นหลักในการทำงานเรื่องนี้


ผู้ สื่อข่าวถามว่า มีอัยการจะไปยื่นให้ศาลคัดค้านกรณีที่ ปชป.ไปยื่นให้ศาลพิจารณาข้อกฎหมายเช่นเดียวกับคดีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การต่อสู้ในข้อกฎหมายก็จะเป็นอย่างนี้ เช่น ครั้งที่ผ่านมา พรรคได้ยื่นขอให้วินิจฉัยข้อกฎหมายไป แต่ฝ่ายผู้ร้องก็ยื่นคัดค้าน เป็นดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะหยิบยกขึ้นมาพิจารณาก่อนหรือจะพิจารณาไป พร้อมกับประเด็นอื่นที่เป็นข้อเท็จจริง เมื่อถามว่า ปชป.เป็นห่วงหรือไม่ เพราะยังมีความพยายามกดดันศาลอยู่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คดีนี้มีแรงกดดันมาโดยตลอดอยู่แล้ว สิ่งที่ตนย้ำคือทุกอย่างควรจะเป็นไปตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย


พท.ห่วงรีบปิด258ล.รุนแรงขึ้น


ด้าน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพิจารณาคดีที่อัยการสูงสุดยื่นร้องให้ศาล รัฐธรรมนูญพิจารณายุบ ปชป.จากกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ว่าทีมกฎหมาย พท.มีความเป็นห่วงเหมือนกับประชาชนทั่วไปที่ยังสับสนอยู่ว่าแนวทางพิจารณา คดียุบ ปชป.กรณีใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ระหว่างขาดอายุความหรือเพราะนายทะเบียบพรรคการเมืองไม่ได้ทำความเห็นเสนอมา กันแน่


"ดังนั้น การเร่งรีบพิจารณาคดียุบพรรค 258 ล้านบาท โดยที่ ปชป.เองก็เร่งรีบยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งจำหน่ายคดี น่าจะมีนัยยะทางการเมืองอะไรบางอย่าง เพราะเร่งรีบเกินไป ทั้งที่คดี 29 ล้านบาทยังไม่มีความชัดเจน หากดำเนินการอย่างนี้ต่อไป แล้ว ปชป.ชนะฟาวล์อีกจะยิ่งทำให้ประชาชนสับสนและไม่เข้าใจ รวมถึงเข้าใจว่าเรื่องของสองมาตรฐานลุกลามบานปลายไป อันจะทำให้เกิดวิกฤตของกระบวนการยุติธรรม และจะทำให้ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญทำความจริงเกี่ยวกับคดี 29 ล้านบาท ให้ปรากฏก่อนที่จะพิจารณาอะไรต่อไป เพื่อลดเงื่อนไขความขัดแย้งในสังคมด้วย "


วอนกูรูตั้งศาลจำลองชี้คดี29ล.


ขณะ ที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษก พท. กล่าวว่า แม้การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญคดีเงินกองทุน 29 ล้านบาท ผ่านมา 5 วันแล้ว แต่กระแสวิจารณ์ดังหนาหูขึ้นทุกวัน ทางพรรคจึงอยากขอความเห็นใจและเรียกร้องไปยังสถาบันการศึกษาวิชากฎหมาย นักกฎหมายหรือกูรูด้านกฎหมาย ช่วยทำผลลัพธ์ให้ปรากฏเป็นวิทยาทานให้กับประชาชน ว่า 1+1 ควรจะเท่ากับ 2 หรือไม่ โดยการตั้งศาลจำลองขึ้นมาพิจารณาผลลัพธ์ของคดีนี้ในเชิงกฎหมาย ว่าหากไม่มีการยกคำร้อง ผลการตัดสินของคดีนี้จะเป็นอย่างไร ปชป.ใช้เงินภาษีประชาชนเกือบ 30 ล้านบาท อย่างซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ หากไม่ บทลงโทษควรออกมาเป็นอย่างไร


"สมชัย" แจงคดี29ล.อย่าดูถูกกกต.


วัน เดียวกัน นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านกิจการสืบสวนและวินิจฉัย ออกแถลงการณ์กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องคดียุบ ปชป.ใช้จ่ายเงินกองทุน 29 ล้านบาท ว่าในส่วนของ กกต.ก็ต้องให้ความเคารพและยอมรับ อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วก็ใช่ว่าความคิดอ่านของคนที่เกี่ยวข้องจะแตกต่าง กันไม่ได้ และไม่ใช่ว่าตุลาการหรือผู้พิพากษาจะกระทำผิดไม่ได้ ทุกคนไม่อยากทำผิด ล้วนอยากทำถูกกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น รวมถึง กกต. นายทะเบียนพรรคการเมือง และเจ้าหน้าที่ กกต.ทุกคน ไม่อยากถูกใครดูถูกเหยียดหยาม


ชี้ปมเห็นชอบนายทะเบียนยื่น


"โดย เฉพาะในแง่ของการปฏิบัติงานของ กกต.เอง ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระบวนการยื่นคำร้องยุบ ปชป.กรณี 29 ล้านบาท ไม่ถูกต้องนั้น อยากชี้แจงว่า รูปแบบการปฏิบัติงานภายในของ กกต.ที่ผ่านมาไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนเป็นทางการ แต่ถือจุดที่ว่าเมื่อนายทะเบียนพรรคการเมือง โดยความเห็นชอบของที่ประชุม กกต. เพื่อยื่นคำร้องยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ว่าจะปรากฏเหตุให้ยุบพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง การนำเสนอเรื่องต่อที่ประชุม กกต. ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ประเด็นคือนายทะเบียนพรรคได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านความเห็น ชอบของ กกต.นั้น ถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุด" นายสมชัยกล่าว

สอนผิดแล้วแก้ไขเป็นสิ่งสมควร


นาย สมชัยกล่าวว่า การที่มีความเห็นที่แตกต่างจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่ว่ามีเจตนาจะลบหลู่หรือเจตนาทำลายสถาบันใด แต่อยากให้มีความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นประชาชนของคนอื่นบ้าง โดยเฉพาะกรณีที่คำวินิจฉัยมีผลกระทบต่อภาพพจน์ของ กกต.โดยตรง หาก กกต.ไม่ออกมาชี้แจงอะไรแสดงเหตุผลอะไรเลยอาจจะทำให้คนที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ มีอคติหรือดูแคลนต่อ กกต.ได้เข้าใจกระจ่างชัดขึ้น การทำผิดแล้วแก้ไขนั้นเป็นสิ่งที่สมควรต้องกระทำ ซึ่งในส่วนของ กกต. เมื่อแนวทางการปฏิบัติงานที่ทำมาถูกวินิจฉัยว่ามีปัญหาก็พร้อมที่จะปรับปรุง แล้ว


นายสมชัยยังกล่าวถึงการนัดพร้อมคดี 258 ล้านบาท วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ที่อาจจะมีการยกคำร้องโดยอ้างเหตุกระบวนการยื่นของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าหากศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำร้องนั้นโดยส่วนตัวไม่ได้ว่า อะไร แต่หากจะมาบอกว่ากระบวนการของ กกต.ทำผิด ซึ่งทำให้ประชาชนดูแคลน กกต.นั้น รับไม่ได้ เพราะยังยืนยันว่า กกต.ดำเนินการตามกระบวนการทุกอย่างถูกต้องแล้ว ขอความเป็นธรรมแก่ กกต.ด้วย

รับไม่ฟ้องไซฟ่อนเงินกระทบคดี


เมื่อ ถามว่าห่วงหรือไม่ว่าจะมีการนำประเด็น คดีไซฟ่อนเงินของทีพีไอซึ่งอัยการสั่งไม่ฟ้องมาแล้ว โยงกับการพิจารณาคดียุบ ปชป.258 ล้านครั้งนี้ด้วย นายสมชัยกล่าวว่า คิดว่าเรื่องนี้มีผลกระทบด้วยเช่นกัน แต่ขึ้นอยู่กับทุกฝ่ายนำเสนอข้อมูลชี้ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นพ้องด้วย หรือไม่อย่างไร ซึ่งความผิดในคดีไซฟ่อนเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกฎหมายตลาดหลักทรัพย์นั้น เชื่อว่ามีองค์ประกอบความผิดทางกฎหมายที่แตกต่างกันกับกฎหมายพรรคการเมือง เป็นจุดที่ต้องพิจารณา


ส่วน ที่เมื่อต้นตอเหตุแห่งการเสนอยุบพรรคมา จากคดีไซฟ่อนเงินซึ่งอัยการได้ยกฟ้องไปแล้ว จะไม่เท่ากับว่าต้นรากไม่ผิดแล้ว ตอนปลายในคดียุบพรรคก็จะไม่ผิดด้วย นายสมชัยกล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับรากของต้นไม้ก็จะมองได้ว่า การตัดรากต้นไม้ไปรากหนึ่งก็ใช่ว่าจะทำให้ต้นไม้นั้นล้ม เพราะยังมีรากอื่นๆ อยู่ คดีนี้ก็เช่นกัน เมื่อองค์ประกอบความผิดแตกต่างกันก็ต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า จะเป็นอย่างไร คงไม่สามารถก้าวล่วงได้

อุ้มอภิสิทธิ์ค่าใช้จ่ายพุ่ง

ที่มา ข่าวสด


ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้นทุกวัน


แลกกับการอยู่รอดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์


ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญถึงกับยอมปิดเกมคดียุบพรรค กรณีนำเงินกองทุน 29 ล้านบาทของกกต.ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์


ด้วยเหตุผลการยกคำร้องเพราะคดีขาดอายุความ


เรียก เสียงโห่ฮาดังสนั่นไปทั่วทุกมุมเมือง ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากบรรดานักกฎหมาย นักนิติศาสตร์ที่ออกมาชี้ปมน่าเคลือบ แคลงไว้มากมาย


คำวินิจฉัยที่ออกมา 4 ต่อ 2 เสียง ยังสะท้อนมุมมองคดีของตุลาการฯ ที่แบ่งออกเป็น 2 ขั้ว


ยิ่งกว่านั้นใน 4 เสียงข้างมากก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ความเห็น สร้างความสับสนมากกว่าเดิม


ตาม ข้อชี้แจงของนายจรัญ ภักดีธนากุล คือ 3 เสียง ให้เหตุผลว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นว่ามีการกระทำผิดและควร ให้ยุบพรรค


มีเพียง 1 เสียงเห็นว่าคดีขาดอายุความ 15 วัน


คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เหมือนฉุดประชาธิปัตย์ขึ้นจากหลุม


ยังทำให้สังคมย้อนฉุกคิดไปถึง�คลิป� ที่ระดมปล่อยออกมาทางเว็บ ยูทูบก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์


มีส่วนเกี่ยวข้องกับมติศาลรัฐธรรม นูญครั้งนี้ขนาดไหน


ลำพังแค่ปมเรื่องคลิปยังเคลียร์ไม่ออก ยังต้องมาเจอกับข้อกังขาสังคมในการหักมุมปิดคดียุบพรรค


สรุปว่าศาลรัฐธรรมนูญเปลืองตัวไปมากกับเกมประคองนายกฯอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ให้อยู่ในอำนาจต่อไป


แม้แต่กกต.เองกระแสก็ยังก้ำกึ่ง


สังคมไม่รู้ว่าจะเชื่อดีหรือไม่เชื่อดีกับการออกมาปฏิเสธข้อสงสัยว่าแอบเหยียบตีนกับศาลรัฐธรรมนูญ


ถ่วงเวลาช่วยประชาธิปัตย์รอดจากการโดนยุบ


ว่าไปแล้วกกต.เองก็ถือว่ามีพิรุธเยอะ โดย เฉพาะนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ที่สวมหมวกอีกใบเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง


เล่นเกมยื้อคดีมาตั้งแต่ต้นทาง


ดังนั้น เมื่อคดี�ตกม้าตาย�ปลายทาง คำถามที่หนีไม่พ้นคือนายอภิชาต รวมไปถึงกกต.ทั้งหมด ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่


นั่นเท่ากับว่า สภาพกกต.ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากศาลรัฐธรรมนูญเท่าไหร่นัก


ต้องยอมรับว่าตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เข้ามา บริหารประเทศ


รัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้ต้นทุนสิ้นเปลืองไปมาก โดยเฉพาะหมดสิ้นไปกับเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค. ที่ผ่านมา


ที่มีคนตายกว่า 90 ศพ บาดเจ็บอีกประมาณ 2,000 คน


แต่อย่างที่รู้กัน ถึงแม้รัฐบาลอภิสิทธิ์ จะกระเสือกกระสนเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้โดยนายกฯ ไม่ต้องลาออกหรือยุบสภา


แต่กลุ่มอำนาจที่อยู่เหนือรัฐบาลก็ต้องเปลืองเรี่ยวแรงไปไม่น้อย


รวมถึงกองทัพซึ่งเป็นกำลังหลักของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ.


ได้รับแรงเสียดทานจากสังคมมากกว่าใครตั้งแต่ต้นจนจบเหตุการณ์


กระทั่งปัจจุบันเหตุการณ์ล่วงเลยมา 7-8 เดือน


ความรู้สึกโดยรวมของสังคมที่มีต่อกองทัพ ก็ยัง มีแนวโน้มออกไปในทางลบ มากกว่าในทางบวก


จาก เดิมภาพกองทัพคือรั้วของชาติ แต่หลังการปฏิวัติ 19 กันยาฯ 2549 โดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช. กองทัพก็ถูกมองว่าเป็น�มดลูก�รัฐบาลประชาธิปัตย์


ล่วงเลยถึงปัจจุบันกองทัพถูกลดเกรดเป็นเพียง�นั่งร้าน� ค้ำยันรัฐบาลเท่านั้น


ทั้งยังต้องคอยจัดกองกำลังอารักขานายกฯ ทุกฝีก้าว จนประชาชนหาเช้ากินค่ำเดือดร้อน


แน่นอนว่ากองทัพอาจจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากรัฐบาลชุดนี้ไม่น้อย


ทั้งในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อกระชับอำนาจกันเองในกองทัพ หรือในรูปแบบงบประมาณจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์


แต่จะคุ้มกับต้นทุนที่สูญเสียไปเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือไม่


ยังเป็นเรื่องที่หลายคนตั้งข้อสงสัย


ขณะที่ตัวนายกฯอภิสิทธิ์เองและรัฐบาลแทบไม่ได้ลงทุนอะไรมาก แต่กลับได้รับผลกำไรตอบแทนมหาศาล


คดียุบพรรคประชาธิปัตย์แทบจะไม่มีความหมายอะไรหากเทียบกับเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมา


อย่าว่าแต่หลายคนอ่านเกมออกตั้งแต่แรก


ถึงอย่างไรกลุ่มอำนาจพิเศษคงไม่ยอมให้ประชาธิปัตย์ถูกยุบพรรคง่ายๆ แน่


แม้ต้องแลกด้วยเกียรติภูมิของศาลรัฐธรรมนูญ และกกต.ที่ต้องตกเป็นจำเลยของสังคมก็ตาม


ในทางการเมืองยังต้องจับตากันต่อไป


คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ปิดฉากลงในแบบสังคมส่วนใหญ่ยังค้างคาใจ


จะส่งผลต่อการเมืองในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี้อย่างไร


โดยเฉพาะ�โรดแม็ป�ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ที่นายกฯอภิสิทธิ์ กำหนดคร่าวๆ ไว้ประมาณต้นปีหน้าเดือน ก.พ.-เม.ย.


บนเงื่อนไขว่าต้องไม่มีม็อบสีไหนออกมาเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงในบ้านเมือง


พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนมีความมั่นใจมากขึ้นหลังฝ่าด่านคดี 29 ล้านบาทมาได้


ก็ ต้องรอดูช็อตต่อไปในคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ที่ศาลรัฐ ธรรมนูญนัดพร้อมคู่ความวันที่ 9 ธ.ค. ว่าผลสุดท้ายออกมาอย่างไร จะซ้ำรอยคดีแรกหรือไม่


ส่วนที่ยังแกว่งอยู่คือพรรคเพื่อไทย ตอนแรกหวังเกาะกระแสความคลางแคลงของสังคมขย่มซ้ำประเด็น 2 มาตรฐาน


เปรียบเทียบกับคดียุบพรรคไทยรักไทย-พลังประชาชนให้เห็นกันชัดๆ


แต่ผลในมุมกลับของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้สมาชิกเพื่อไทยเกิดความหวั่นไหว


ถ้ายังฝากชีวิตทางการเมืองไว้กับนายใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศต่อไป อาจไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดทางการเมือง


เพราะการที่ประชาธิปัตย์รอดพ้นจากถูกยุบพรรคมาได้


คือเครื่องยืนยันว่า�ตัวช่วย�ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นยังพร้อมอุ้มชูอภิสิทธิ์�ต่อไป


ในความหมายเดียวกันหัวเด็ดตีนขาดต้องไม่ให้�ทักษิณ�ได้กลับคืนสู่อำนาจ


ไม่ว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีกเพียงใดก็ตาม

ดุลอำนาจรัฐ สกัดเกมรุนแรง

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_131674

ถือเป็นข้อยุติ สิ้นสุด เด็ดขาด

เมื่อ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากมีมติ 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์

โดยให้เหตุผลว่า กระบวนการยื่นคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้พิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจากนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกินระยะเวลา 15 วัน ตามที่ พ.ร.บ.พรรค การเมือง พ.ศ.2550 บัญญัติไว้

จึงเห็นควรให้ยกคำร้อง และในประเด็นอื่นๆไม่ต้องพิจารณาวินิจฉัย

จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาในครั้งนี้

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะกรรมการบริหารพรรค

รอดจากการโดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

ทั้งนี้ ภายใต้กติการัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคห้า ระบุไว้ชัดเจน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นๆของรัฐ

แต่ในสังคมประชาธิปไตย ย่อมมีความเห็นเป็น 2 ฝ่ายเสมอ ฉะนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินยกฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

จึงมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีทั้งฝ่ายที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ ถือเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย

โดยเฉพาะเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีองคาพยพและอำนาจไม่เหมือนศาลยุติธรรมที่ตัดสินคดีทั่วไป

แต่เป็นศาลทางการเมืองที่วินิจฉัยตัดสินคดีด้วยเสียงข้างมากขององค์คณะตุลาการ

ทำให้สามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม โดยหลักการของระบอบประชาธิปไตย ทุกอย่างต้องยึดตามกติการัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมทั้งกติกาเสียงข้างมาก

เมื่อตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยชี้ขาดตามกระบวนการของกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ

หากสังคมประชาธิปไตย ไม่ยึดหลักกฎหมาย ไม่ยอมรับกฎเกณฑ์กติกา เอาแต่ความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง

สังคมก็จะมีแต่ความวุ่นวาย ประเทศชาติไม่สามารถเดินหน้าไปได้

ทั้งนี้ หากหันมามองในเรื่องแง่มุมสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบทางการเมืองจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ในกรณีที่หากการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญพลิกไปอีกด้านหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ นายกฯอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค โดนตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี

สิ่ง ที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ "อภิสิทธิ์" ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกฯ คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งยวง ต้องมีการเรียกประชุมสภาฯโหวตเลือกนายกฯกันใหม่

ในขณะที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ต้องไปหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วัน

กว่า จะมีการตั้งคณะรัฐมนตรี แถลงนโยบายกันใหม่ ต้องใช้เวลาไม่น้อย ไม่รู้โฉมหน้ารัฐบาลจะออกมาอย่างไร ใครจะเป็นนายกฯ ในขณะที่เทอมของสภาฯเหลือเวลาอีกแค่ปีเดียว

ฉะนั้น ถ้าผลลัพธ์ออกมาว่า "ยุบพรรค" และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค 5 ปี สถานการณ์ทั้งด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ คงวุ่นวายไปหมด

โดยเฉพาะเป็นช่วงเดือนธันวาคม ที่ต้องมีพิธีเฉลิมฉลองวันมหามงคล และฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่

บรรยากาศทางการเมืองที่ควรจะนิ่ง ก็จะกระเพื่อมกระฉอก

แต่จากปรากฏการณ์ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 มีมติให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อไม่ถูกยุบพรรค ไม่โดนเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี

แน่ นอน "อภิสิทธิ์" ก็ยังอยู่บนเก้าอี้ นายกรัฐมนตรีได้ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็ยังมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ตามปกติ

ไม่มีอะไรมากระทบต่อองคาพยพและเสถียรภาพของรัฐบาล

แต่ก็มีผลข้างเคียงจากผลการตัดสินคดีของศาลรัฐ-ธรรมนูญที่ไม่ยุบพรรคประชา-ธิปัตย์ นั่นก็คือ

ความรู้สึกที่ไม่ พอใจ ไม่ยอมรับการตัดสิน

โดยเฉพาะพวกที่ตั้งป้อมไม่ยอมรับการตัดสินมาตั้งแต่ ก่อนที่ศาลฯจะมีคำวินิจฉัยออกมา

เห็นได้จากกรณีที่มีกระบวนการจัดทำและเผยแพร่คลิปต่างๆออกมากดดันตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด

รวมทั้งหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินวินิจฉัยชี้ขาดออกมาแล้ว แกนนำในพรรคเพื่อไทยก็เริ่มมีปฏิกิริยา

เรียก ร้องกดดันให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลาออก และเตรียมยื่นเรื่องถอดถอนนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. รวมทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่ง

ใน ขณะที่เครือข่ายเสื้อแดงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ประกาศจะแจ้งความดำเนินคดีกับ กกต.ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และจะรวบรวมรายชื่อประชาชน 2 หมื่นคน ยื่นเรื่องถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นอก จากนี้ แกนนำเสื้อแดง นปช.ยังประกาศที่จะมีการเคลื่อนไหวจัดกิจกรรมทอล์กโชว์ ในวันที่ 5 ธันวาคม และจัดชุมนุมในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม

เตรียมใช้เรื่องการตัดสินคดียุบพรรคของศาลรัฐ-ธรรมนูญ ขยายผล 2 มาตรฐาน

อย่าง ไรก็ตาม "ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ขอบอกว่า การเคลื่อนไหวแสดงออกของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินคดียุบพรรคประชา ธิปัตย์ของศาลรัฐธรรมนูญ

สามารถทำได้ตามกรอบกติกาของกฎหมายภายใต้ ระบอบประชาธิปไตย

เพราะหากเป็นการเคลื่อนไหวนอกกรอบกติกากฎหมายบ้านเมือง ปัญหาก็ไม่จบ

โดย เฉพาะหากเป็นการเคลื่อนไหวที่แฝงความรุนแรง ก็สุ่ม-เสี่ยงที่จะนำไปสู่เหตุการณ์ความไม่สงบ เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมือง เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และสังคมไม่ยอมรับแนวทางดังกล่าว

ที่สำคัญ ทุกฝ่ายในบ้านเมืองก็รู้ว่า ถ้าปล่อยให้สถาน-การณ์เลยไปถึงจุดนั้นมันอันตราย

โดยเฉพาะในส่วนของรัฐบาล ก็พยายามป้องกันอย่างเต็มที่

เห็น ได้จากการที่นายกฯอภิสิทธิ์ได้สั่งการให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.สำนักนายกฯ นำรายละเอียดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไปเผยแพร่เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน

ขอให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พร้อมทั้งมอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม และ ผอ.ศอฉ. ดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองในห้วงเดือนธันวาคม

เน้นทำความเข้าใจกับสังคม ดูแลความปลอดภัยตุลาการฯ และรักษาความสงบเรียบร้อย

เตรียมป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์ความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

เพราะต้องยอมรับว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินคดี โดยยกฟ้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

ขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม และเครือข่ายกลุ่มเสื้อแดง ย่อมไม่พอใจต่อผลการตัดสินที่ออกมา และต้องมีการเคลื่อนไหวแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน

ทำให้สังคมส่วนใหญ่เกิดอาการหวาดผวา กลัวว่าจะมีม็อบใหญ่ลุกลามบานปลาย เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอยเดิม

แต่ อย่างไรก็ตาม ทีมของเรามองว่า ถ้าเป็นการเคลื่อน-ไหวในกรอบกติกา ไม่มีวาระแฝงที่จะใช้สถานการณ์นี้ไปรองรับยุทธศาสตร์แก้ว 3 ประการ ก็คงไม่มีอะไรน่ากลัว

โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่เสถียรภาพของรัฐบาลในขณะนี้ ก็ถือว่าอยู่ในสภาพมั่นคง

ขณะ เดียวกันก็ได้มีการปรับดุลอำนาจฝ่ายความ มั่นคงเข้าที่เข้าทางแล้ว โดยเฉพาะการที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ. พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ขึ้นมานั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

ดุลอำนาจรัฐตรงนี้ คงช่วยป้องกันสกัดเกมรุนแรงได้

เหนืออื่นใด ทีมของเราขอชี้ว่า การแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยนอกจากการเคลื่อนไหวแสดงปฏิกิริยาภายใต้กรอบกติกาแล้ว

ก็ยังสามารถแสดงออกได้ด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้งในระบบตัวแทน


และ ก็บังเอิญว่า ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ใน 5 เขตเลือกตั้ง 5 จังหวัด

แน่ นอน แม้จะไม่ใช่การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ แต่ก็เป็นการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ในพื้นที่ 5 จังหวัดใหญ่ ทั้งในภาคอีสาน ภาคกลาง และพื้นที่เมืองหลวง

ได้แก่ เขต 2 กทม. เขต 1 พระนครศรีอยุธยา เขต 6 นครราชสีมา เขต 2 ขอนแก่น และเขต 3 สุรินทร์

การ เลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 2 เขต คือ กทม.เขต 2 และขอนแก่น เขต 2 ที่ต้องชนกับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย

ในขณะที่พระนครศรีอยุธยา เขต 1 นครราชสีมา เขต 6 และสุรินทร์ เขต 3 ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ก็ต้องชนกับผู้สมัครจากพรรคร่วมรัฐบาล

ตรงนี้ถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่ประชาชนจะสามารถแสดงออกถึงความรู้สึกที่มีต่อรัฐบาลและฝ่ายค้านได้

ชอบหรือไม่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบหรือไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ก็แสดงออกได้

แม้พื้นที่ในภาคอีสานเป็นฐานของพรรคเพื่อไทย และเมืองหลวงเป็นฐานของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ถ้าผลเลือกตั้งที่ออกมา คะแนนแกว่งไปมาก

ก็น่าจะเป็นคำตอบได้ระดับหนึ่ง

ก่อนที่จะถึงคำตอบใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไป.

"ทีมการเมือง"

มุกดาหาร:ศาลไม่ให้ประกันเสื้อแดง เมินความเห็น คอป.คำวินิจฉัยแพทย์

ที่มา ประชาไท

ทีม ทนายอาสายื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวนักโทษแดงคดีเผาศาลากลางมุกดาหารที่เหลือ ด้านศาลไม่สนความเห็น คอป.-กรรมการสิทธิฯ ไม่อนุญาตให้ประกันทั้งหมด แม้กระทั่งคนป่วย-นักศึกษา ใช้เหตุผลเดิม “ข้อหาร้ายแรง อัตราโทษสูงเกรงหลบหนี”








3 ธ.ค. 53 เวลา 13.30 น. ศาลจังหวัดมุกดาหารนัดพร้อมผู้ต้องหาคดีบุกรุกและเผาศาลากลาง เพื่อเลื่อนวันสืบพยานของทั้งสองฝ่ายให้เร็วขึ้น โดยนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก 31 ม.ค.54 ในโอกาสนี้ ทีมทนายอาสา นำโดย ทนายอานนท์ นำภา ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังคดีนี้ที่ยังเหลืออยู่ในเรือนจำ ทั้งหมดรวม 19 คน ด้วยหลักทรัพย์รวม 2.4 ล้านบาท

ทั้ง นี้ เหตุผลในการขอประกันตัวทั้งหมดเนื่องจาก ผู้ต้องขังหลายรายมีปัญหาสุขภาพ เช่น นายวิชิต อินตะ ซึ่งมีอาการปวดบริเวณแผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ นายสมคิด บางทราย เป็นไวรัสตับอักเสบบี นางบุญเทียน รูปสะอาด ติดเชื้อในช่องคลอด นายแก่น หนองพุดสา นายทองดี ชาธิพา และนายดวง คนยืนมีอาการทางประสาท
โดย เฉพาะนายทองมาก คนยืน ซึ่งถูกหามส่งโรงพยาบาลเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ด้วยอาการเจ็บหลังอย่างรุนแรง ขาซ้ายมีอาการมึนชา และปัสสาวะเป็นเลือด ซึ่งครั้งนี้แพทย์ลงความเห็นว่า กระดูกสันหลังทับเส้นประสาท
นอกจากนี้ยังพบว่า ส่วนใหญ่มีภาระครอบครัวต้องรับผิดชอบ มีฐานะยากจน พ่อแม่อยู่ในวัยชรา เจ็บป่วย และขาดคนดูแล และมี 1 รายเป็นนักศึกษา ชั้น ปวส.2 ซึ่งได้รับผลกระทบทางการศึกษา
ก่อนหน้านี้ นายอานนท์ นำภา ทนายความได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีศาลอนุญาตให้ประกันตัววินัย ปิ่นศิลปชัย ผู้ต้องหาคดีเดียวกันนี้ที่ดื่มน้ำยาปรับผ้านุ่มว่า “...ตอนนี้ของจังหวัดมุกดาหารยังเหลือผู้ต้องหาในเรือนจำอีก 19 คน หรือถ้าจะนับทั่วประเทศก็ยังเหลืออีกนับร้อยคน ผมว่า พวกเขาก็ไม่ต่างไปจากวินัยเท่าใดนัก ถูกจองจำมาเป็นเวลานานโดยที่หลายๆ คนไม่ได้มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา บางคนอาจยังไม่ได้เข้าถึงทนาย ทำให้มีความเครียดสูง และก็เป็นไปได้ว่าอาจจะ เกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นอีก พวกเขาทั้งหมดกำลังรอความเมตตาจากศาลอยู่” (ดูข่าวที่เกี่ยวข้อง)
นอก จากเหตุผลในการขอปล่อยตัวชั่วคราวที่เป็นเหตุผลในทางมนุษยธรรมแล้ว ทางทีมทนายยังได้ยื่นเอกสารและแผ่นซีดีที่เป็นความเห็นของ คอป. ตลอดจนคณะกรรมการสิทธิฯ ที่เสนอให้รัฐปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาเสื้อแดง ไปด้วยเพื่อให้ศาลนำไปประกอบในการใช้ดุลพินิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายทองมากไม่สามารถมาขึ้นศาลตามที่ศาลนัดได้ เนื่องจากอาการเจ็บป่วยที่มีอยู่
อย่าง ไรก็ตาม สุดท้ายเวลาประมาณ 17.00 น. ศาลจังหวัดมุกดาหารมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งหมด ด้วยเหตุผลเหมือนที่ผ่านมาว่า เป็นคดีร้ายแรง มีอัตราโทษสูง ถ้าหากปล่อยไปเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี
ทั้งนี้ ศาลจังหวัดมุกดาหารได้เคยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีเผา ศาลากลางไปแล้ว 2 ราย ด้วยเหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพได้แก่นายพรพจน์ พันธ์สุวรรณและนายวินัย ปิ่นศิลปชัย
หลังจากรับทราบคำสั่งจากศาลแล้ว ทางทีมทนายอาสาเปิดเผยว่า จะยื่นอุทธรณ์ขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราว ต่อไปภายใน 15 วันนี้
ใน ส่วนของญาติผู้ต้องขัง ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความเห็นของนางอ้อยทิพย์ แคล่วคล่อง ภรรยาผู้ต้องขังรายหนึ่ง ซึ่งเธอตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอด อ้อยทิพย์กล่าวว่า เธอผิดหวังมาก เธอและสามีตั้งความหวังว่าศาลจะเมตตาเช่นเดียวกับที่เมตตาวินัยมาแล้ว เพื่อสามีจะได้ออกมามาดูแลเธอและลูกๆ รวมทั้งพ่อแม่ ในยามที่เธอคลอด แต่เธอก็ทำใจเผื่อไว้แล้ว คำสั่งศาลที่ออกมาไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
นอก จากนี้อ้อยทิพย์ยังได้เปิดเผยว่า หลังจากเกิดกรณีผู้ต้องขังกิน น้ำยาปรับผ้านุ่มในเรือนจำ ทางเรือนจำได้เข้มงวดกับผู้ต้องขังเสื้อแดงมาก ยิ่งขึ้น โดยจำกัดสิทธิในการซื้อผงซักผ้า และอื่นๆ รวมทั้งจำกัดสิทธิไม่ให้ออกจากแดน หากมีการละเมิดก็จะถูกทำโทษ ซึ่งเธอและญาติคนอื่นๆ จะทำหนังสือร้องเรียนถึงกรรมการสิทธิต่อไป

น้ำตาพ่อ

ที่มา Thai E-News




โดย กวีศรีประชา

ยืนดู ลูกน้อย หน้าผู้คุม
ไม่ยอมแม้ให้อุ้มไว้ในอก
ใจร้ายกว่ายมบาลในนรก
ทั้งติดคุกเพราะป้องปกประชาธิปไตย

พยายามหักห้ามน้ำตาพ่อ
ยังเห็นแววน้ำคลอเก็บกั้นไหล
ก้อนสะอื้นขึ้นสะอึกลึกข้างใน
เบือนหน้าแอบร้องไห้..หัวใจสะเทือน.


5 ธันวาคม 2553


*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บทกวี พ่อกำสรวล โดย เพ็ญ ภัคตะ

ภาพชุด:ความจริงอีกมุมกรณีเผาห้าง19พ.ค.53

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุไทยอีนิวส์:ก่อน หน้านี้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.อ้างว่า มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายว่า ทหารได้ยิงไล่เจ้าของร้านค้า พนักงานที่อยู่ภายในตึกห้างเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และยิงขู่ไม่ให้ยามรักษาความปลอดภัยเข้าไปรักษาห้าง ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ห้างขึ้น หลังจากทหารควบคุมพื้นที่ไว้ได้หมด ล่าสุดมีผู้นำภาพชุดเผยแพร่ทางface book ทั้งนี้เรายังไม่ขอยืนยันแน่ชัดว่าเป็นภาพชุดเดียวกันกับที่นายจตุพรอ้างถึงหรือไม่ และยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติมภาพชุดนี้ต่อไป

และควรอ่านข่าวประกอบท้ายเรื่องนี้ ประกันภัยเทเวศยึกยัก ไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

รูปที่ 1 วันที่ 19 พ.ค. 53 หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุมราชประสงค์ ทหารคุมพื้นที่ได้หมด ในเวลา 14.26 มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ (เป็นเจ้าของร้านค้าในเวิร์ลเทรด มาดูร้าน)

รูปที่ 2 คนที่เดินเข้ามาโดนยิงสกัดที่ขา

รูปที่ 3 มีเพื่อนเข้ามาช่วยคนโดนยิงเจ็บออกไป

รูปที่4 ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่


รูปที่5 อยู่ข้างในไม่ได้ โดนยิงไล่ ต้องรีบออกมา


รูปที่ 6 โดนยิงด้วยลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง


รูปที่7-8 ส่วนข้างนอกก็มีการยิงสกัด เพื่อไม่ให้รปภ.เข้าไปรักษาความปลอดภัยในห้างได้


รูปที่ 8เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้างฯ

รูปที่ 9-ในที่สุดรปภ.และพนักงานต้องเดินทางออกอย่างเดียว

รูปที่10-มียิงออกมาข้างนอก


รูปที่11 -เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้

รูป12 -เมื่อเคลียร์หมด คนในให้ออก คนนอกห้ามเข้าแล้วก็ เผา!


รูป13-ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด ในระหว่างนั้น


รูปที่ 14-หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ห้าง ทหารตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 21 พ.ค.

รูปที่15-พบศพสุดท้าย ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

รูปที่ 16เป็นนักศึกษาจากราษีไศล ศรีสะเกษ


******ข่าวเกี่ยวเนื่อง****



เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

เซ็นทรัล เวิลด์ส่อแววแห้วเคลมประกัน 3 หมื่นล้าน "เทเวศประกันภัย"บริษัทที่รับทำประกันชี้ฝรั่งที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่อ อ้างเข้าข่ายก่อการร้าย แนะหากอยากได้ให้ฟ้องร้องศาลตัดสิน กินเวลานาน5-7ปี แต่ยินดีจ่ายในส่วนประกันภัยก่อการร้าย3.3พันล้าน แต่เสียหายจริงอ้างไม่เกิน2พันล้านจะจ่ายปีหน้า

มติชนออนไลน์ รายงาน ว่า กรณีการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) ให้กับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทุนประกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นเวิลด์ทุนประกัน 1.3 หมื่นล้านบาท และรับประกันก่อการร้ายกับห้างสรรพสินค้าเซนมูลค่า 3.3 พันล้านบาท

ขณะที่บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยก่อการร้าย ทุนประกัน 3.5 พันล้านบาท

นาย อนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ เทเวศประกันภัย กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ (รีอินชัวเรอส์) มีจุดยืนว่า ความเสียหายของเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดจากภัยก่อการร้าย ดังนั้น เซ็นทรัลอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยความเสี่ยงภัย ทรัพย์สิน เนื่องจากกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองภัยที่เกิดจากการโจรกรรม หรือจลาจล และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินผู้เอาประกันภัย รวมถึงความสูญเสียจากการหยุดชะงักของธุรกิจ (Business Interruption) จนทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้ แต่ไม่รวมภัยจากการก่อการร้าย ซึ่งมีความรุนแรงในระดับที่สูงกว่า

"ที่ บริษัทคาดว่าจะไม่คุ้มครอง เพราะรีอินชัวเรอส์เข้ามาพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้วพบว่าเข้าข่ายก่อการร้ายจริงๆ โดยดูจากบริบทรอบข้าง ไม่ได้ยึดคำประกาศของรัฐบาลเป็นหลัก นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขของประกัน IAR จะมีหมายเหตุว่า ไม่คุ้มครองภัยที่เกิดจากการก่อการร้าย เพราะเป็นภัยเฉพาะเจาะจง โดยยึดจากตัวอย่างเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้นมา และเหตุการณ์นี้เขาก็สรุปว่ารุนเเรงกว่าจลาจล"นายอนันต์กล่าว

นาย อนันต์กล่าวว่า หากเซ็นทรัลพัฒนาเห็นว่า น่าจะมีข้อสรุปที่ดีกว่า และยังรู้สึกสงสัยกับจุดยืนของรีอินชัวเรอส์ ประกอบกับเห็นว่าค่าเสียหายที่จะได้รับจากการประกันก่อการร้ายต่ำกว่าค่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 5-6 พันล้านบาท เซ็นทรัลก็อาจนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลได้ โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีความ ซึ่งอาจใช้เวลา 5-7 ปี ทั้งนี้ เห็นว่าทางรีอินชัวเรอส์น่าจะพร้อมชี้แจงกับผลสรุปดังกล่าว

นาย อนันต์กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซนที่ทำประกันก่อการร้ายมูลค่า 3.3 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการประเมินความเสียหายคืบหน้าไปกว่า 95% ในเบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่เกินทุนประกัน โดยบริษัทจะรอข้อสรุปที่เหลือก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายได้ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า

เวบไซต์ของเทเวศประกันภัยเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ถือหุ้น ของบริษัทประกอบด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 27,600 หุ้น คิดเป็น 0.23%
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 11,787,261 หุ้น คิดเป็น 98.227%
ผู้ถือหุ้นอื่นๆ 185,139 หุ้น คิดเป็น 1.543%

รวม 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 100.00%


เทเวศประกันภัยระบุไว้ในเวบไซต์ว่า เป็นบริษัทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ฯ

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย เวบไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า ประกอบด้วย

1. บริษัท สยามแร่และน้ำมัน จำกัด 8,906,660 หุ้น 28.69 %

2. นางนงลักษณ์ วิสุทธิผล 2,729,675 หุ้น 8.79 %

3. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย 2,212,750 หุ้น 7.13 %

4. บริษัท สุทโทเทศ จำกัด 1,661,358 หุ้น 5.35 %

5. บริษัท ศรีสตรี จำกัด 1,559,280 หุ้น 5.02 %