WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 6, 2010

แดงนอนคุก

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




" ปล่อยคนผิดสิบคนดีกว่าจับกุมผู้บริสุทธิ์เพียงคนเดียว"

ใครเคยดูละครเปาบุ้นจิ้นคงได้ยินประโยคนี้อยู่บ่อยๆ

โดยเฉพาะตอน 'ท่านเปา' ยังไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาตัดสินได้ว่าคดีที่เกิดขึ้น

คนกระทำความผิดแท้จริงคือใคร

ก็เลยจำเป็นต้องปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมดไปก่อนเพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์

เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในประเทศไทยในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมและหลังจากนั้นเป็นต้นมา

ศอฉ.เหวี่ยงแหจับกุมประชาชนยัดใส่คุกตะรางจำนวนมาก

โดย ไม่มีการสอบสวนใดๆ ให้แน่ชัดเสียก่อนว่าคนที่ติดร่างแหมานั้น มีส่วนก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดงจริงหรือไม่

ผลคือมีผู้บริสุทธิ์หลายคนต้องติดคุก อีกทั้งไม่ได้รับการประกันตัวตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมปกติ

ไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่นานถึงครึ่งปีเลยทีเดียว

ล่าสุด นายนที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์ กิจกรรมอิสรชน ซึ่งเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพให้คนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจําทั่วประเทศกว่า 100 คน

ออกมาเผยข้อมูลศาลแขวงปทุมวัน มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา

ให้ยกฟ้องกรณี นายสมพล แวงประเสริฐ ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมเมื่อวันที่ 16 พ.ค. ตามประกาศของศอฉ.และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

เนื่องจากการไต่สวนของศาลพบว่าเป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่

การลงบันทึกจับกุมหลายประเด็นบ่งชี้ว่าเป็นการจับกุมโดยใช้อำนาจหน้าที่มิชอบและกระทำการเกินกว่าเหตุ

นายสมพล เป็นแค่คนเร่ร่อน อาชีพเก็บขยะขาย อาศัยอยู่ใต้ทางด่วนแถวๆ ปทุมวัน

ช่วงชุลมุนดันไปอยู่ผิดที่ผิดทางก็เลยตกเป็นเหยื่อกวาดจับมั่วของศอฉ.

คำถามคือยังมีผู้บริสุทธิ์ที่ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในคุกจากการกระทำอันเกินกว่าเหตุของศอฉ. ภายใต้กฎหมายเผด็จการอย่างพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

อีกจำนวนเท่าไหร่?

ที่เจ็บปวดกว่านั้นคือบางคนที่ได้รับเงื่อนไขให้ประกันตัวออกมา

ยังต้องไปรายงานตัวเพื่อขอบคุณนายกฯ ที่เป็นคนสั่งการให้จับกุมอีกต่างหาก

กับหลักความยุติธรรมกลับหัวกลับหาง

จับผู้บริสุทธิ์สิบคน ดีกว่าปล่อยคนผิดหนึ่งคน

ถ้าเปาบุ้นจิ้นยังอยู่แล้วบังเอิญผ่านมาประเทศไทยใน ยุคนี้

คงกระอักเลือดตายก่อนได้กลับศาลไคฟง

ไฟเย็น

ที่มา ไทยรัฐ

ความ ลับไม่มีในโลก หลังเว็บไซต์อื้อฉาว วิกิลีกส์ เอาความลับการเมืองระดับประเทศมาเผยแพร่ ทำเอาประเทศมหาอำนาจและประเทศที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจ หนาวๆร้อนๆไปตามกัน

ล่า สุด เว็บไซต์ดังกล่าว เผยแพร่เอกสารของ สถานทูตสหรัฐฯในสิงคโปร์ กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเนื้อหาการสนทนาระหว่างอดีต รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯกับอดีตนายกฯสิงคโปร์

อุปทูตสหรัฐฯประจำประเทศ สิงคโปร์ส่งรายงานการหารือให้ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯปัจจุบัน ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องของเกาหลีเหนือและประเทศในอาเซียน

ส่วน ความมั่นคงในภูมิภาคนี้ไม่พ้นความเคลื่อนไหวของ ประเทศจีน ที่เป็นผู้สนับสนุนทั้งพม่า กัมพูชา และลาว และอาจรวมไปถึงประเทศเวียดนามด้วย

คงจะจำกันได้ว่า ประเทศจีนมีความรู้สึกไม่ค่อยจะพอใจต่อ ท่าทีของประเทศไทย กับการแสดงบทบาททางการเมืองโดยให้

ความสำคัญกับรัฐบาลสหรัฐฯมากเป็นพิเศษ

จะ มีข้อตกลงอะไรกันเป็นพิเศษหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่ประเมิน จากการที่ไทยปฏิบัติตามคำร้องขอของรัฐบาลสหรัฐฯในทุกเรื่อง แม้บางเรื่องจะเป็นภัยต่อความมั่นคงในภูมิภาคนี้ก็ตาม อาทิเรื่องของ วิคเตอร์ บูท ซึ่งจนบัดนี้ ก็ยังไม่เคลียร์ว่า ทำไมรัฐบาลชุดนี้ถึงได้

ลุกลี้ ลุกลนที่พยายามส่งตัวบูทให้กับรัฐบาลสหรัฐฯหลายครั้งจนกระทั่งมีการส่งตัว กันอย่างเป็นทางการไปชนิดไม่ทันตั้งตัวเมื่อกลางเดือนที่แล้ว

โดย เฉพาะข้อมูลที่ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โทร.สายตรงมาล็อบบี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการส่วนตัว ยิ่งทำให้ข้อมูลความสัมพันธ์พิเศษระหว่างไทยกับสหรัฐฯก่อนหน้านี้มีน้ำหนัก มากขึ้น

เป็นเหตุผลว่าทำไม พม่า กัมพูชา และลาว ถึงได้มีความสัมพันธ์

ที่ไม่ค่อยจะราบรื่นกับรัฐบาลไทย ทั้งที่รัฐบาลก่อนหน้านี้มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะแนบแน่น ไม่ว่าจะเป็นจีน พม่า ลาว หรือกัมพูชา

คงไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติมไปมากกว่านี้

ส่วน เนื้อหาสาระในเว็บไซต์ วิกิลีกส์ มีความถูกต้องแค่ไหนหรือเป็นแค่ ข่าวโคมลอย ยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ชัดเจน เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศที่เต้นมากที่สุด ก็คือสหรัฐฯ

ถึงขนาดตำรวจสากลได้ออกประกาศ จับเจ้าของและผู้ดำเนินการเว็บไซต์วิกิลีกส์ในข้อหาผู้ก่อการร้าย จัดหนัก เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพราะขืนปล่อยให้เว็บดังกล่าวเผยแพร่ข้อมูลลับต่อไป สหรัฐฯคงสะเทือนซางไม่น้อย ถือเป็นการทำลายความมั่นคงและทำลายความน่าเชื่อถือระหว่างสหรัฐฯกับพันธมิตร

หลาย เรื่องที่มีการพาดพิงถึงรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ทำให้เกิดข้อกังขาว่าแล้ว ประเทศไทยยอมทำตามรัฐบาลสหรัฐฯตามข้ออ้างจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ยิ่งลดทอน ความเป็นผู้นำ ความสง่างามและวิสัยทัศน์ของนายกฯและรัฐบาลเป็นอย่างมาก

ข่าว ลือยังแรงไปถึงความเป็นส่วนตัวของนายกฯอภิสิทธิ์และการขอให้สหรัฐฯกดดันการ ตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรทุกวิถีทาง จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 06/12/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_131862

การ์ตูน เซีย 06/12/53

ใครลึกลับ? ใครซับซ้อน? ใครโกหก?

ที่มา บางกอกทูเดย์




ความแตก!! คดีวิคเตอร์ บูท
'วิกิลีคส์' สวน 'โอบามาร์ค'

การ ที่รัฐบาลไทยรีบเร่งส่งตัว “นายวิคเตอร์ บูท” พ่อค้าอาวุธสงคราม ไปให้ทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหา “ก่อการร้าย” ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับ “รัฐบาลรัสเซีย” ถึงกับมีการออกมาตำหนิการกระทำของรัฐบาลไทยว่า

“เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ...และรัสเซียจะมีมาตรการตอบโต้ไทยอย่างถึงที่สุด”

เรื่อง ดังกล่าวดูมี “เงื่อนงำ” และ “ความลับ” อะไรบางอย่างปิดซ่อนอยู่ และก็ถือเป็นเรื่องยากที่จะสืบเสาะเพื่อดึงเอาความลับของทางราชการระหว่าง ทั้งสองประเทศออกมาเปิดเผยตีแผ่ เพราะถือเป็นการปกป้งข้อลมูลระดับสูงสุดเกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของ ประเทศ...แต่ในช่วงเวลาที่หลายคนอยากรู้เกิดอะไรขึ้น? ก็มีอัศวินขี่ม้าขาวอย่าง “วิกิลีคส์” HYPERLINK "http://www.wikileaks.org" www.wikileaks.org เว็บไซต์จอมแฉที่ปรากฎกายออกมาในช่วงเวลาคับขันพอดิบพอดี

“วิกิ ลีคส์” ได้เผยแพร่เอกสารลับของสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ซึ่งรายงานกลับไปยังกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ จำนวน 2 ฉบับ โดยมีความเกี่ยวข้องกับคดีการส่งตัว “นายวิคเตอร์ บูท” เป็นผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นบันทึกที่เขียนขึ้นในช่วงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552 หลังจากที่นายอีริค จี จอห์น เอกอัคราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เข้าพบ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความห่วงใยว่าอาจมีอิทธิพลแทรกแซงคดี

รวมทั้งเน้นย้ำ ว่า...คดีของนายวิคเตอร์ บูทนั้น เป็นประเด็นที่สหรัฐฯให้ความสนใจอย่างยิ่ง และขอให้นายกรัฐมนตรี ช่วยตรวจสอบว่ามีความผิดปกติในคดีนี้หรือไม่? โดยในเอกสารฉบับนี้มีข้อความระบุว่า...

กระบวนการส่งตัวดำเนินไปตาม ทิศทางที่สหรัฐต้องการ แม้จะล่าช้ามาก แต่ระยะหลังเริ่มมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ผู้ที่สนับสนุนชาวรัสเซีย ใช้เงินติดสินบนเพื่อแทรกแซงคดีส่งตัว “นายวิคเตอร์ บูท”

ส่วน เอกสารลับอีกฉบับ “เว็บไซต์วิกิลีคส์” ระบุว่า...สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ซึ่งเป็นการแสดงถึงความกังวล และผิดหวังที่เพิ่มมากขึ้นของสหรัฐ หลังศาลชั้นต้น ยกคำร้องของส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของสหรัฐ ในการใช้ช่องทางทางการทูตเพื่อกดดัน

ทั้งการที่เอกอัครราชทูต โทรศัพท์พูดคุยกับ “นายกษิต ภิรมย์” รัฐมนตรีต่างประเทศ เพื่อแสดงความผิดหวังต่อผลการตัดสิน รวมทั้งมีข้อเสนอแนะให้ประธานาธิบดี “บารัค โอบาม่า” โทรศัพท์สายตรงถึงนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับคดีนี้

นอกจากนั้น เอกสารฉบับนี้ยังมีข้อความระบุว่า ทางสหรัฐต้องการเน้นให้เห็นว่าท่าทีของผู้บริหารของทางการไทยที่มีต่อคดีนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐ ขณะที่ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี รับว่าเอกอัครราชทูตสหรัฐได้เข้าพบจริงเมื่อปีที่แล้ว แต่ปฏิเสธเรื่องการโทรศัพท์สายตรงคุยกับผู้นำสหรัฐ

“นายวิคเตอร์ บูท” ถูกทางการไทยจับกุมและตัดสินจำคุก ในข้อหาร่วมคิดวางแผนค้าอาวุธแก่กลุ่มก่อการร้าย เมื่อเดือน มี.ค.2551 และขึ้นศาลสู้คดีเป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่งก่อนถูกส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปดำเนินคดีที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่แล้ว

นี่คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยการ เปิดเผยของ “เว็บไซต์วิกิลีคส์” โดยสื่อต่างประเทศกำลังประโคมข่าวว่ารัฐบาลไทยกับสหรัฐฯ กำลังจับมือ “สมรู้ร่วมคิด” โดยมีเบื้องหน้าคือการให้ความร่วมมือส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน...แต่เบื้องหลัง ที่ไม่มีใครรู้ นั่นคือ การให้คำมั่นสัญญาเพื่อให้เกิดการ “สมประโยชน์” ระหว่างสองฝ่าย

ฝ่ายสหรัฐฯ คือ ผลสำเร็จของการ “หักเหลี่ยม” ประเทศรัสเซียในทางดุลอำนาจของโลก...ส่วนรัฐบาลไทยกำลังมีหนามยอกอกคือการ ออกคำสั่งให้มีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. 53 จนมีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต และหลายคดีกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมใน “ศาลระหว่างประเทศ”

ดังนั้นรัฐบาลไทยจำเป็นต้องหาตัวช่วย!

หลาย คนสงสัยว่าทำไม “เว็บไซต์วิกิลีคส์” จึงกล้านำข้อมูลสำคัญ ซึ่งอาจเป็นฉนวนและอาจกลายเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศออกมา เปิดเผยตีแผ่...พวกเขาไม่กลัว “อำนาจมืด” เข้ามาข่มขู่คุกคามเลยหรือ? โดยเฉพาะคนเป็นโรค “ขี้กลัว” หรือ “หวาดระแวง” มองว่า...การที่ “วิกีลีคส์” นำข้อมูลออกมาแฉเพื่อให้ “สหรัฐฯ” กับ “รัสเซีย” มีอารมณ์โกรธเดือดดาลกันมากขึ้น...อาจนำไปสู่ “สงครามข้ามทวีป” ก็เป็นได้

หาก ใครที่ยังไม่รู้จัก “วิกิลีคส์” คงต้องบอกว่า...นี่คือ “งานถนัด” ของพวกเขา...โดยเฉพาะงานที่เสี่ยงกับอันตราย เพระเป็นเวปไซต์ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่ว่ากันว่าเป็น “ความลับ” ทั้งจากภาครัฐและเอกชนทั่วโลก โดยรับประกันเรื่องความปลอดภัยและการรักษาความลับของแหล่งข้อมูล

หรือ พูดง่ายๆ คือเมื่อก่อนหากเรามีข้อมูลหรือเอกสารที่เป็นความลับอยู่ในมือ 1-2 ฉบับ เราไม่รู้จะนำออกเผยแพร่ที่ไหน เพราะห่วงเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งอาจโดนตามเก็บ ตามอุ้ม ได้ไม่ยาก

แต่ในปัจจุบัน หากเรามีเอกสารหลักฐานที่เป็นความลับ เกี่ยวกับการทหาร นักการเมือง เราก็สามารถส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยัง “วิกิลีคส์” เพื่อทำการอัพโหลดขึ้นระบบ โดยที่รัฐบาลหรือนักการเมืองตัวโกงเหล่านั้น ไม่สามารถติดตามได้แม้แต่เงาว่า...เอกสารต่างๆเหล่านี้ มีแหล่งที่มาจากใคร?

ซึ่ง ต้องบอกว่าเป็นวิธีการที่ “แยบยล” และ “แยบคาย” ในการเปิดโปงข้อมูลความชั่วร้ายของผู้ปกครองหรือรัฐบาล หรือมาเฟียในทุกประเทศทั่วโลก ที่สื่อปกติไม่กล้าลง หรือลงไม่ได้ ถ้าลงคอขาดทันที ก็ให้ส่งมาลงที่เว็บไซต์แห่งนี้ โดยไม่มีเซ็นเซอร์...โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “ลับ ลวง พราง” ในโลกนี้มันมีเยอะแยะมากมาย

ดังนั้น...การที่ “วิกิลีคส์” ออกมาแฉเรื่องการส่งตัว “นายวิคเตอร์ บูท” โดยมีนายกรัฐมนตรีของไทย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เข้าไปมีส่วนร่วม...เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องใส่ใจและพิจารณาเหตุผลที่มาที่ ไปว่าสามารถเชื่อถือได้หรือไม่?

เพราะ “วิกิลีคส์” ไม่ได้เน้นแฉเรื่องดารา แต่มุ่งเปิดโปงความชั่วร้ายของนักการเมือง ความอยุติธรรม การละเมิดศีลธรรมและความลับทางการทหาร ไม่เว้นแม้กระทั่งความลับขององค์กรทางศาสนา โดยเปิดตัวตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 และได้เผยแพร่บทความเปิดโปงความลับ และเรื่องอื้อฉาวต่างๆ จนกล่าวขวัญกันไปทั่วโลก แน่นอนว่า...ย่อมถูกรัฐบาลหลายประเทศเพ่งเล็ง เพราะเว็บไซต์นี้เปิดรับข้อมูลจากทั่วโลก

“วิกิลีคส์” ตั้งเซิร์ฟเวอร์อยู่ในสภาวะใต้ดินลึก 30 เมตร มีประตูเหล็กหนาครึ่งเมตร และมีระบบปั่นไฟสำรองที่นำมาจากเรือดำน้ำของเยอรมันอยู่ในสวีเดนอย่างไม่ เป็นทางการ โดยใช้ประโยชน์จากกฎหมายสวีเดนที่มีบทบัญญัติคุ้มครองผู้ให้เบาะแส คอร์รัปชั่นและพิทักษ์ตัวตนที่แท้จริงของแหล่งข่าว

ผู้ให้บริการของ “วิกิลีคส์” คือไอเอสพีสวีเดนชื่อ “พีอาร์คิว” ซึ่งเนื้อหาที่คนส่งมาให้วิกิลีคส์ ก่อนอื่นจะต้องผ่านพีอาร์คิว แล้วค่อยส่งต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ในเบลเยียม ทำไมต้องเบลเยียม? เพราะเบลเยียมมีกฎหมายที่เข้มเป็นอันดับสองของโลกในแง่ของการปกป้องแหล่ง ข่าว

ว่ากันว่า...ด้วยความร้อนแรงของ “วิกิลีคส์” ส่งผลให้ ศอฉ. ที่น่าจะได้รับรางวัล “สื่ออวอร์ด” ประจำปี (เพราะเห็นออกข่าวบ่อยเหลือเกิน) แห่งไทยแลนด์แดนสยามถึงกับเต้นผางทำการบล็อคเวปไซต์ของ “วิกิลีคส์” เนื่องจากพบว่าในเวปไซต์นั้นมีเอกสารและข้อมูลที่ว่ากันว่า “ลับ ลวง พราง” ที่ทางรัฐบาลไทยอยากให้เป็น “ความลับ” ตลอดกาลรวมอยู่ด้วย!

โดยพลัง ที่แท้จริงของ “วิกิลีคส์” (Wikileaks) ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ “ความไว้วางใจ” ของผู้อ่านว่าสิ่งที่พวกเขาอ่านนั้นเป็นของแท้และสามารถเชื่อถือได้...เพราะ ผู้อ่านเชื่อว่าทีมงานวิกิลีคส์รับรองความถูกต้องของเนื้อก่อนเข้าสู่ขั้น ตอนการเผยแพร่

เมื่อลองเปรียบเทียบกับ “ยูทูบ” (Youtube) ซึ่งมีวีดีโอหลายร้อยคลิปจากประเทศอิรักและอัฟกานิสถานที่แสดงทหารจากกอง กำลังผสมกระทำการไม่เหมาะสมและบางกรณีก็ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน...แต่แล้วก็ ไม่มีคลิปวีดีโอบนยูทูบคลิปไหนที่สร้างผลกระทบสูงเท่ากับคลิปวีดีโอคลิ ปเดียวบนวิกิลีคส์

โดยเฉพาะการแสดงภาพพลเรือนหลายสิบคน (รวมนักข่าวรอยเตอร์สองคน) ถูกกราดยิงด้วยปืนแรงสูงจากเครื่องบินรบแถบชานเมืองของกรุงแบกแดด...เห็นได้ ว่า “วิกิลีคส์” มีโครงสร้างการกลั่นกรองแบบองค์กรที่ทวิตเตอร์ เฟซบุค ยูทูบ และบล็อกอื่นๆ ไม่มี (ด้วยเหตุผลที่ชัดเจน) ในเมื่อโซเชียลมีเดียไม่เท่าเทียมกัน พลังของมันจึงไม่เท่าเทียมกันด้วย

ย้อน มาถึงพลังที่แท้จริงของ “โอบามาร์ค” หรือ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับบุคลลิกภาพและศิลปะการพูดอันเป็นเลิศ...ซึ่งต้องถามประชาชนกลับไปว่า กรณีการส่งตัว “นายวิคเตอร์ บูท” ไปให้ทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหาผู้ก่อการร้าย...สิ่งที่ “วิกิลีคส์” นำข้อมูลความลับมาแฉกับการที่ “โอบามาร์ค” ออกมาตอบโต้ว่า “วิกิลีคส์” ทำตัวเป็น “ส.ใส่เกือก” ยุ่งเรื่องชาวบ้าน

หากมองกันตามทฤษฎี “สมรู้ร่วมคิด” หรือ Conspiracy Theory ซึ่งเกิดขึ้นจากการวางแผน ชักใย หรือสมคบคิดกันของผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง โดยมีลักษณะเป็นกลลวงและมีความลึกลับซับซ้อน...พวกท่านจะเชื่อใครระหว่าง “วิกิลีคส์” กับ “โอบามาร์ค”??

เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้าน “จิตวิทยา” แนะนำว่าจับผิดไม่ยาก...คนโกหก คือ คนที่มักจำคำพูดตัวเองไม่ได้!

105 นโยบายของนายกทักษิณ พร้อมรูปสวยๆ

ที่มา thaifreenews

โดย kajokkub





นโยบายพรรคไทยรักไทยจากปี2544ถึง2549

1.จัดระเบียบสังคม สถานบริการ
2.จัดระเบียบจราจร-หักคะแนน ยกเลิกใบอนุญาตตลอดชีพ
3.จัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
4.จัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ขึ้นทะเบียนแรงงานเถื่อนให้ถูกกฏหมาย
5.โครงการ ประดับธงชาติไทย แต่งเพลงชาติใหม่
6.ต่อยอดการพัฒนา มาตรฐาน Thailand Brand (สานต่อนโยบายรัฐบาลก่อน)
7.ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มาเฟีย
8.สงครามยาเสพติด9.ยกเลิกหนี้ IMF
10.พักชำระหนี้เกษตรกร

11.กองทุนหมู่บ้าน
12.SML / SME
13.หน่วยราชการ one stop service
14.ผู้ว่า CEO
15.ฑูต CEO
16.โครงการ National Museum (ต้นแบบคือ Smithsonian)
17.สำนักงานศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
18.อุทยานการเรียนรู้ TK PARK
19.กรุงเทพเมืองแฟชั่น
20.ครัวไทยสู่ครัวโลก

21.ศูนย์กลางสุขภาพของโลก
22.แปลงสินทรัพย์เป็นทุน (แนวคิด เดอ โซโต้ )
23.หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP
24.กองทุนวายุภักดิ์
25.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 30 บาท รักษาทุกโรค26.Event-ลดราคารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสาย
27.Event-เชิญนักคิด ปาฏกฐาThailand's Competitivenessโดย Michael E. Porter 4พค46
28.Event-โครงการอบรมข้าราชการระดับสูง เชิญนักวิชาการต่างประเทศมาสอน
29.Event-ความร่วมมืออุตสาหกรรมไอที รัฐบาลไทยกับไมโครซอฟท์ ปาฐกฐาโดย Bill Gates มิย.48
30.โครงการ นายกทักษิณแนะนำ หนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน

31.แผนศึกษา รถไฟฟ้ากรุงเทพและปริมณฑล 10 สาย 370 กิโลเมตร
32.โครงการก่อสร้างสนามบินแห่งชาติ สุวรรณภูมิ ศูนย์กลางการบินอาเซียน
33.โครงการก่อสร้างทางรถไฟ/รถไฟฟ้า Airport Link
34.โครงการสุวรรณภูมิมหานคร
35.โครงการทางยกระดับแหลมผักเบี้ย
36.โครงการเสนอจัดเอเชี่ยนเกมส์
37.โครงการไนท์ซาฟารี
38.โครงการกระเช้าลอยฟ้า ดอยหลวงเชียงดาว
39.จัดระเบียบเกมส์ออนไลน์
40.บ้านเอื้ออาทร

41.นักบินเอื้ออาทร
42.คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร
43.แท๊กซี่เอื้ออาทร
44.ประกันชีวิตเอื้ออาทร
45.จักรยานเอื้ออาทร
46.นโยบายปรับปรุงโครงสร้างภาษี ปรับฐานภาษีเงินได้ +ลดภาษีลูกกตัญญู
47.แนวคิดการพัฒนาตลาดพันธบัตรร่วมเอเชีย Asian Bond
48.โครงการ Detroit of Asia ศูนย์กลางผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เอเซีย
49.โครงการอุทยานซอฟท์แวร์
50.ผลักดัน ให้เกิด ASEAN+3 อาเซียน+จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น


51.ความร่วมมือแห่งเอเซีย Asia Cooperation Dialogue (ACD)
52.Event ใหญ่ ประชุม APEC 2003
53.โครงการร่วมมือ พันธมิตรท่องเที่ยวภูมิภาคอาเซียน
54.Unseen Thailand
55.ปฏิรูประบบสอบวัดผลความรู้เข้ามหาวิทยาลัย ONET-ANET
56.]โครงการเงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
57.นโยบายรับนักศึกษา หารายได้พิเศษ ปิดเทอม --- บริษัทต้องรับนักศึกษาฝึกงาน
58.โครงการพัฒนาส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทย์+เทคโนฯ (พสวท.)
59.หนึ่งโรงเรียน หนึ่งทุน ODOS (ทุนหวย)
60.หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม

61.โครงการบูรณาการการศึกษา แนวคิด Child Center
62.โครงการพัฒนานักออกแบบ และันักอนิเมชั่นไทย
63.โครงการ สินค้าเกษตรแลกเปลี่ยนรัฐต่อรัฐ64.FTA จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย
65.โคล้านตัว66.กล้ายางล้านต้น67.ปล่อยเงินกู้รัฐบาลพม่า 4000 ล้าน
68.ส่งทหารไทยไปรักษาสันติภาพที่ประเทศอิรัก
69.โครงการ ทำระบบสื่อสาร CDMA
70.Privatization แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปตท ทอท กสท องค์การโทรศัพท์

71.ตลาดหลักทรัพย์ MAI
72.ตลาดสินค้าเกษตร AFET
73.ตลาดตราสารอนุพันธ์ TFEX
74.คณะกรรมการบรรษัทภิบาลแห่งชาติ
75.ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์
76.สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
77.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
78.อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ทุกตำบล
79.หนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน http://www.labschools.net
80.ศูนย์ส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษแห่งชาติ NGT http://www.ngt.go.th

81จัดระเบียบระบบราชการ ปฏิรูปกระทรวงทบวงกรม ตั้ง ก.พลังงาน ICT วัฒนธรรม ท่องเที่ยวกีฬา พัฒนาสังคมฯลฯ
82.โครงการเชื่อมฐานข้อมูลระบบราชการ E-government
83.โครงการปฏิรูปสถาบันการเงิน ควบรวมธนาคาร
84.แนวคิดสลาก หวยหุ้น Liverpool
85.หวยบนดิน 2-3 ตัว
86.โครงการหวยออนไลน์ (ตู้จำหน่ายสลาก)
87.ศึกษา Entertainment Complex คาสิโน เกาะช้าง
88.กองทุนน้ำมัน 89.โครงการเอทานอล พลังงานทดแทน
90.อีลีท การ์ด บัตรท่องเที่ยววีไอพี ใบละล้านบาท

91.โครงการสมาร์ทการ์ด ID card บัตรประชาชนใบเดียวรวมข้อมูลทุกอย่าง
92.EVENT- ปิดถนนคนเดิน (กระตุ้นท่องเที่ยวช่วงเทศกาล)93โครงการโรงรับจำนำข้าวเปลือก
94.แปรสัญญาโทรคมนาคม เตรียม กทช.เพื่อตั้ง กสช.
95.ส่งเสริม RMF LTF กองทุนรวมลดหย่อนภาษี
96.Event- รณรงค์ไทยช่วยไทย กินไก่+ไข่ไก่ปรุงสุข ป้องกันไข้หวัดนก ท้องสนามหลวง
97.โครงการเขตปลอดภาษี เมืองท่องเที่ยว
98.โครงการ ขยับกายสบายชีวี ออกกำลังกาย (สาธารณสุข)+Event แอโรบิคกินเนสบุ๊ค
99.โครงการฝากบ้านกับตำรวจ (เริ่ม 2546) ต่อยอด โครงการโรงพักเพื่อประชาชน
100.ธนาคารอิสลาม


101.โครงการธนาคารประชาชน
102.โครงการ ศูนย์แสดงสินค้า ไทยแลนด์ พลาซ่า นิวยอร์ค
103.ระบบประมูลงานราชการ E-Auction
104.Event - งาน พระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
105.Event - งานพืชสวนโลก ราชพฤกษ์ 2006-2007

วิกิลีกส์ ศรัทธาลีกส์ (๑) คอลัมม์ เปิดฟ้าส่องโลกของ นิติภูมิ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



อังคารวันพรุ่งนี้ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๓
สนง. คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI
เชิญ Mr. G. Zandanshatar ฯพณฯ รมว.กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม
+ นักธุรกิจสำคัญของมองโกเลียอีก ๙ คน มาจับคู่ธุรกิจ
และพูดจาที่ศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน หรือ OSOS
ชั้น ๑๘ อาคารจัตุรัสจามจุรี ปทุมวัน กทม. ตั้งแต่ ๑๓.๐๐ - ๑๗.๐๐ น.
งานนี้บีโอไอบริการฟรี
ท่านใดสนใจกรุณาโทรศัพท์ไปจองที่นั่งที่ ๐๒ ๕๕๓ ๘๑๑๑ ต่อ ๘๒๘๐ และ ๘๓๗๒



ผู้อ่านท่านคงจะทราบแล้วนะครับ ว่า
ขณะนี้เว็บไซต์วิกิลีกส์กำลังเผยแพร่เอกสารของกระทรวง
การต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาถึง ๒๕๑,๒๘๗ ฉบับ
ในจำนวนนั้น ๑๕,๖๕๒ ฉบับ เป็นเอกสารลับ
ที่ส่งจากสถานทูตสหรัฐประจำสถานที่ต่างๆ ๒๗๔ แห่งทั่วโลก
มีเอกสารบางชิ้นที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับประเทศไทย
เอกสารลับที่เกี่ยวกับประเทศไทยพวกนี้
ทำให้เราตาสว่างและได้ทราบความลับมากมายหลายอย่างที่
ประชาชนคนเสียภาษีอย่างเราไม่รู้มาก่อน



ที่นิติภูมิสนใจคือ
โทรเลขลับ ๒ ฉบับ ซึ่งในนั้น เอกอัครราชทูตอเมริกันประจำไทยบอกว่า
อเมริกาไม่พอใจคำพิพากษาศาลชั้นต้นเรื่องวิกเตอร์ บุท
“รัฐบาลไทยจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ภายนอกเข้าใจว่า
รัฐบาลไทยไม่หนุนคำพิพากษานั้น
และให้แยกระหว่างรัฐบาลไทยกับคำพิพากษาของศาล”
ผู้อ่านท่านครับ
โทรเลขฉบับนั้นเป็นไอเดียของทูตอิริค จี จอห์น ที่เสนอต่อกระทรวงต่างประเทศอเมริกัน
ซึ่งบั้นปลายท้ายต่อมา จะเป็นนโยบายของรัฐบาลอเมริกันหรือเปล่า ไม่มีใครทราบ
เพราะข้อความในโทรเลขเป็นแค่คำแนะนำจากทูตอเมริกันในไทยเท่านั้น



ย้อนกลับไปในห้วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมา นิติภูมิทั้งเขียนทั้งพูด ว่า
อเมริกากดดันรัฐบาลไทยในกรณีของวิกเตอร์ บูท ทำไปเพียงเท่านี้
ก็มีความพยายามจากไอ้ปื๊ดอีเปี๊ยกโจมตีว่าผมทะลึ่งคิดไปเอง
นิติภูมิก็ไม่ได้ไปโต้ตอบอะไรไอ้ปื๊ดอีเปี๊ยกพวกนั้นกลับเลยครับ
วันดีคืนดี ก็มีสิ่งที่เรียกว่า the tide turns สถานการณ์พลิกผัน
มีการพลิกความเห็นของผู้คน
เมื่อเว็บไซต์วิกิลีกส์เปิดเผยข้อเท็จจริงออกมา
หน้ากากของไอ้พวกผู้ลากมากดีทั้งหลายก็หลุดกันออกมาเอง
โดยไม่ต้องมีใครไปกระชากลากถู อ่านข้อความในโทรเลขลับฉบับนั้น
ก็รู้เลยว่าอเมริกากดดันไทยอย่างหนัก
ถึงขนาดทูตอเมริกันรายงานกลับไปกระทรวงของตนเองว่าศาลตัดสินผิด
แถมยังเขียนชัดๆ เลยว่า อเมริกาจะต้องใช้มากมายหลายวิธี
ที่จะทำให้ศาลตัดสินไปในทางบวกให้อเมริกา



โทรเลขฉบับนี้เป็นของเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒



พอถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๒ ก็มีเครื่องบินอิลลูชิน ๗๖
ซึ่งเพิ่งได้รับเลขทะเบียนของจอร์เจีย
ที่เป็นประเทศลูกน้องอเมริกันเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ นี่เอง
บินเซะซะมาให้รัฐบาลไทยจับในข้อหาว่าขนอาวุธเถื่อน
ผู้อ่านท่านครับ นิติภูมิใช่ว่าจะไร้เดียงสาเป็นเด็กอมมือ
ผมผ่านสถาบันการศึกษามาจาก
ทั้งวิทยาลัยการทัพบก วิทยาลัยการตำรวจ วิทยาลัยการยุติธรรม
แถมยังผ่านการรับราชการมาแล้วถึง ๒ กระทรวง


ผ่านโลกมาจนจบครบทุกทวีป
ผมไม่เคยได้ยินเรื่องเครื่องบินจะขนสินค้าอะไรจากเกาหลีเหนือ
โดยบินผ่านเมืองไทยมาก่อนเลย



นิติภูมิเป็นคนแรกและคนเดียวในโลกที่โพนทะนาสาธยายว่า
เรื่องเครื่องบินจอร์เจียจากเกาหลีเหนือบินมาให้เราจับอาวุธที่เมืองไทยนี่
น่าจะเป็นการสร้างเรื่องกันขึ้นมา
โอย ตอนนั้นจะเป็นจะตายกันให้ได้ ผู้ใหญ่หลายท่านโทรศัพท์มาหา
และตั้งข้อสงสัยว่า อ้า นิติภูมิเอ็งกินยาผิดหรือเปล่า?
เครื่องบินถูกเราจับอาวุธได้จะๆ ยังจะมาสงสัยว่าเป็นการสร้างเรื่องเล่นละคร



คนที่คิดแผนเรื่องให้เครื่องบินจอร์เจียจากเกาหลีเหนือบินมาถูกจับในประเทศไทยนี่
ผมขอชมว่าคุณฉลาดมากครับ
แต่เลว คุณคิดแผนให้มีการจับเครื่องบินที่มีลูกเรือเป็นสัญชาติรัสเซีย
หรือเป็นคนชาติใดชาติหนึ่งซึ่งเคยร่วมอยู่เป็นสหภาพโซเวียต
เมื่อถูกจับแล้ว ก็ให้นำลูกเรือไปติดคุกที่เดียวกันกับนายวิกเตอร์ บูท
แถมยังอนุญาตให้มีการพูดคุยกันได้ทุกวัน
ต่อมาก็กำหนดให้มีผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีเข้าไปสนทนากับวิกเตอร์ บูท ในเรือนจำ
เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ โดยนายคนนี้มีธงอยู่ในใจแล้วว่า
จะปลักปลำอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร
สมคบกับพวกเกาหลีเหนือนำอาวุธเข้ามาเมืองไทยโดยใช้เครื่องบินของจอร์เจียลำที่ถูกจับ



ถ้าเป็นสังคมของชาติที่ผู้คนทั่วไปใช้เหตุผลชั้นสูง
ละครเรื่องคุณทักษิณขนอาวุธเข้ามาประเทศไทย ก็จะไม่มีใครเชื่อละครับ
เพราะตอนที่เครื่องบินจอร์เจียถูกจับ นายบูทติดคุกไทยได้ปีครึ่งแล้ว
แกจะมีปัญญาบริหารให้เครื่องบิน
บินจากจอร์เจีย จากอูเครน ไปเกาหลีเหนือ แล้วก็มาลงเมืองไทยได้ยังไง
ข้อเท็จจริงอีกอย่างก็คือ
นายบูทไม่เคยเจอนายกฯ ทักษิณมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แต่ไอ้คนที่วางแผนต้องการให้สังคมไทยโยงคุณทักษิณกับการขนอาวุธเข้ามาให้ได้



นักการเมืองไทยโง่ๆ บางคนอาจจะได้รับข้อมูลปลอม
เรื่องคุณทักษิณกับอาวุธเถื่อน ก็จึงเข้าไปสืบสวนหาข่าวในเรือนจำ
อเมริกันชนคนที่วางแผนนี้รู้ว่า
มีผู้คนบางกลุ่มในประเทศไทยกลัวความจริงที่ว่า
ทักษิณ ชินวัตร ยังได้รับความนิยมจากประชาชนสูงมาก แม้แต่ตอนนอน
คนพวกนี้ก็ฝันเห็นแต่ภาพหลอนของทักษิณ ชินวัตร จะนั่ง จะเดิน จะกิน
ก็ได้ยินแต่เสียงแว่วๆ ของทักษิณ ชินวัตร
กลัวกันถึงขนาดทำหนังสือจับทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้ร้ายข้ามแดนเกินร้อยฉบับ
และส่งไปได้แล้วกว่า ๘๐ ฉบับ กว่า ๘๐ ประเทศในโลก
ส่งตรงจากหน่วยที่มีตัวย่อว่า ออ ฉอ ออ ฉอ อะไร ผมก็ลืมไปแล้ว
แต่อินเตอร์โปลไม่เอาชื่อคุณทักษิณลงเป็นผู้ร้ายระหว่างประเทศให้
เพราะพวกนี้คิดว่า
คุณทักษิณโดนเล่นงานด้วยการเมือง อินเตอร์โปลหรือตำรวจสากลจึงไม่เล่น



ผู้อ่านท่านที่เคารพ เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป
นิติภูมิขอกลับมารับใช้ท่านกันต่อในวันพรุ่งนี้ครับ
สำหรับคืนนี้ นิทราราตรีสวัสดิ์ นอนหลับฝันดี
ไม่ต้องหลับฝันเห็นกันแต่ภาพของทักษิณ ชินวัตร นะครับ
ลาไปก่อนครับ ลาไปแล้วนะครับ.



http://www.nitipoom.com/th/article1.asp?idOpenSky=3662&ipagenum=

ในหลวงทรงย้ำให้ทุกคนเที่ยงตรงต่อหน้าที่ มีสติ เพื่อประโยชน์สุขของชาติ

ที่มา ประชาไท

5 ธ.ค.53 เวลาประมาณ 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินโดยรถไฟฟ้าพระที่นั่งลงจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์เพื่อทรงออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมหาราชวัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากโรงพยาบาลศิริราช ข้ามสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน ซึ่งพสกนิกรต่างสวมเสื้อสีชมพูมาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างเนืองแน่น และเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องตลอดเส้นทางเสด็จฯ โดยทั้งสองพระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชนที่เฝ้าฯ รับเสด็จ ตลอดเส้นทางจนถึงประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวั

พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ประทับเหนือพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์บนพระราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหา เศวตฉัตร มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านไขพระวิสูตร เจ้าพนักงานชูพุ่มดอกไม้ทองให้สัญญาณ ชาวพนักงานกระทั่งแตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ แตรวงบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ขณะนั้น ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่เฉลิมพระเกียรติ ฝ่ายละ 21 นัด สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทครั้นสุดเสียงประโคม แล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคลตามลำดับ

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล พร้อมด้วยทหารทุกเหล่าทัพถวายคำสัตย์ปฏิญาณ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบ ความว่า

"ขอ ขอบพระทัยและขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญาด้วยประการต่าง ๆ ข้าพเจ้าขอสนองพรและไมตรีจิตทั้งนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน

บ้านเมืองของ เราเป็นปึกแผ่น มั่นคง และร่มเย็นเป็นปกติสุขมาช้านาน เพราะเรามีความยึดมั่นในชาติ และต่างร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญกรณียกิจต่าง ๆ ตามหน้าที่ โดยถือประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นเป้าหมายสำคัญสุด ท่านทั้งหลายในสมาคมนี้ ตลอดจนคนไทยทุกหมู่เหล่า จึงควรจะได้ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนไว้ให้กระจ่างแล้วตั้งใจปฏิบัติ หน้าที่ของตนให้ดีที่สุด มีความไม่ประมาทและด้วยความมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ เพราะการกระทำโดยประมาท ขาดความรอบคอบ เป็นเหตุให้เกิดความผิดพลาด เสียหายในหน้าที่และการกระทำโดยขาดสติยั้งคิด ขาดเหตุผล ความรู้จักถูกผิดนั้น เป็นเหตุให้เกิดความหลง ความลืมตัว ทำให้กระทำสิ่งที่มิใช่หน้าที่โดยชอบได้ ซึ่งเป็นอันตรายมาก อาจจะนำความเสีย เสื่อมสลายมาสู่ตนเองตลอดทั้งประเทศชาติได้ จึงขอให้ทุกคนได้สังวรณ์ระวังให้มาก และประคับประคองกาย ใจ ให้เที่ยงตรง หนักแน่น ในอันที่จะปฏิบัติภารกิจตามเหตุผลของตนให้ถูกต้องตามหน้าที่ เพื่อความมั่นคงและเพื่อสามารถประโยชน์สุขให้ยั่งยืนของชาติบ้านเมืองของเรา ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองรักษาท่านให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย และอำนวยสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลให้สำเร็จผลแก่ท่านทั่วหน้ากัน"

เวลา 11.20 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลงจากพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ประทับรถไฟฟ้าพระที่นั่ง ออกจากพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย แล้วเสด็จฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่งพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินกลับยังโรงพยาบาลศิริราช

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: ‘สาร’ (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึงในหลวง เมื่อปี 2516

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม :
"สาร" (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึง ในหลวงภูมิพล เมื่อปี 2516: "พระราชปิตุลาทรงให้สัตยาธิษฐานไว้แล้วว่า พระราชปิตุลาและพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีองค์ต่อๆไปทุกพระองค์ จะต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และไม่ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากการยึดอำนาจที่ขัดกับรัฐ ธรรมนูญ"
คำชี้แจง
ผมต้องขอชี้แจงอะไรเล็กน้อย เกี่ยวกับข้อเขียนนี้ ซึ่งผมใช้เวลา 10 ปีพอดีกว่าจะลงมือเขียน ในข้อเขียนข้างล่างนี้ ผมจะได้หยิบเอาข้อความบางส่วนของบทความเรื่อง "จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีระชน 14 ตุลาคม" ของปรีดี พนมยงค์ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ เพียง 3 เดือนหลังกรณี 14 ตุลา (2516) มาเล่าให้เห็นว่า ในข้อความดังกล่าว มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง ที่ปรีดี พนมยงค์ ต้องการจะส่ง "สาร" (message) กราบบังคมทูลแนะนำอย่างเป็นนัย (oblique advice) ต่อในหลวงองค์ปัจจุบัน เกี่ยวกับบทบาทและพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
ผม "อ่าน" พบ "สาร" ดังกล่าวมาตั้งแต่ 10 ปีก่อน ดังจะเล่าให้ฟังข้างล่าง แต่หลายปีมานี้ ลังเลที่จะเขียนถึง ด้วยความที่ไม่แน่ใจว่า การเขียนเฉพาะบางประเด็นหรือบางข้อความในบทความดังกล่าวของปรีดี พนมยงค์ อาจจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดได้ ในการประเมินหรือการมองของผมต่อบทความนั้นทั้งชิ้น ซึ่งผมเห็นว่า มองโดยรวมแล้วมีปัญหาที่สำคัญบางอย่าง (ในงาน "ปาฐกถา 6 ตุลา" ของ ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ที่ธรรมศาสตร์เมื่อปีที่แล้ว ดร.ฐาปนันท์ ได้ใช้บทความนี้ของปรีดี เป็นแกนกลางของปาฐกถา ผมได้แสดงความเห็นวิจารณ์ไว้ในที่ประชุมด้วย ดูรายงานของประชาไทเกี่ยวกับความเห็นวิจารณ์ของผมในที่ประชุมนั้นได้ที่นี่ ผมเองได้ถือโอกาสเอาการแสดงความเห็นครั้งนั้น "ยกระดับ" การอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ของผมเองด้วย รายงานประชาไทไม่ได้สรุปส่วนที่ผมกล่าวประเมินบทความปรีดีนี้ไว้ ขอให้ดูตอนท้ายของข้อเขียนข้างล่างนี้)
ยิ่งกว่านั้น ผู้อ่านยังอาจจะเข้าใจผิดได้ว่า ผมเห็นด้วยกับ stategy การเขียนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ปรีดีใช้ในบทความนั้น (รวมถึงที่แสดงออกในข้อความที่ผมกำลังจะเล่าข้างล่างนี้) อันที่จริง ผมไม่เห็นด้วยเลยกับ strategy การเขียนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของปรีดี ทั้งในบทความดังกล่าวและในบทความอื่นๆของปรีดี เช่นเรื่อง "มหาราชและรัตนโกสินทร์" (ปัญหา strategy การเขียนเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ - ปัญหาว่าเราควรอภิปรายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ด้วยท่าทีอย่างไร จึงจะสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยมากที่สุด - เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ผมตั้งใจจะเขียนเล่าใน "อภิปรายสถาบันกษัตริย์: ประสบการณ์ส่วนตัว" ที่เขียนค้างไว้ ที่ facebook ของผม)
แม้ จะมีความลังเล เช่นนี้ แต่อีกใจหนึ่ง ก็คิดมาตลอดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าจะเล่า เพราะมีความน่าสนใจในแง่ประวัติศาสตร์อยู่ โดยเฉพาะในการศึกษาความคิดของปรีดี ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและสังคมของประเทศไทย
ดัง นั้น ที่เขียนเล่าต่อไปนี้ ขอให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ไม่ใช่เพราะผมเห็นด้วยกับปรีดีในเรื่องการประเมินสถานะและบทบาทสถาบัน กษัตริย์ที่เป็นอยู่หรือควรจะเป็น (ความจริงคือผมเห็นว่าปรีดีประเมินผิดพลาดอย่างมหันต์ในปี 2516 ดูตอนท้ายข้อเขียนข้างล่าง) หรือท่าทีในการอภิปรายสถาบันกษัตริย์ แต่เพราะเห็นว่า เป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจในแง่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
5 ธันวาคม 2553
...............................
1.
ในปี 2543 "สำนักพิมพ์สายธาร" ได้นำบทความเรื่อง "จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม" มาตีพิมพ์ซ้ำเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ โดยให้ เกษียร เตชะพีระ เขียน "คำนำเสนอ"
ใน "คำนำเสนอ" เกษียร ได้สรุปเนื้อหาสำคัญๆของบทความของปรีดีไว้ หลังจากผมได้อ่านการสรุปเนื้อหาบทความปรีดีของเกษียรแล้ว ผมก็สะดุดใจมากๆในเนื้อหาบางส่วนของบทความของปรีดี (ตามที่เกษียรสรุป) ซึ่งก่อนหน้านั้น เมื่อผมอ่านบทความปรีดีดังกล่าวเอง เมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น ผมไม่เคยมองเห็นมาก่อน
(ดาวน์โหลดในรูปไฟล์ pdf บทความเรื่อง "จงพิทักษณ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม" พร้อม "คำนำเสนอ" ของเกษียร ที่สำนักพิมพ์สายธารพิมพ์ พิมพ์เป็นเล่มในปี 2543 ได้ที่นี่ "คำนำเสนอ" ของเกษียร ชื่อ "ปรีดี กับ 14 ตุลาฯ" อยู่ที่หน้า 7-17)
กล่าวคือ ผมเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า ในบทความปรีดีนั้นที่ตีพิมพ์ไม่กี่เดือนหลังการล้มเผด็จการถนอม-ประภาส ในเหตุการณ์ 14 ตุลา, ปรีดีกำลังพยายามจะส่ง "สาร" (message) บางอย่าง กราบบังคมทูลต่อในหลวงรัชกาลปัจจุบันว่า พระมหากษัตริย์ในระบอบรัฐธรรมนูญของประเทศไทยทุกพระองค์ หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีพระราชภาระสำคัญอย่างหนึ่งคือ จะต้องทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย และหากมีผู้ทำการล้มล้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยอย่างไม่ชอบ จะต้องไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองรัฐธรรมนูญใหม่ที่คณะผู้ล้มล้าง ประชาธิปไตยนั้นจัดทำขึ้น ทั้งนี้ เป็น"ข้อตกลง" หรือกล่าวให้ชัดคือเป็น "พระราชสัตยาธิษฐาน" (คำให้สัตย์ปฏิณาณ) ที่พระราชปิตุลา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้ทรงทำขึ้นกับคณะราษฎร ซึ่งมีผลในลักษณะเป็นพระบรมราชโองการต่อเจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่จะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ต่อจากพระราชปิตุลาด้วย
ผม เขียนอีเมล์ถึง เกษียร เล่าเรื่องไอเดียที่ผุดขึ้นมาหลังอ่าน "คำนำเสนอ" ของเขาดังกล่าว เกษียรได้เขียนตอบมา แต่ผมไม่ขอเล่าในที่นี้ และขอย้ำว่า ที่ผมเล่าว่า ผมได้ "ไอเดีย" การ "อ่าน" หรือ "ตีความ" บทความปรีดีว่ามี "สาร" ที่พยายามกราบบังคมทูลในหลวงองค์ปัจจุบัน จากการอ่าน "คำนำเสนอ" ของเกษียรนี้ ก็เพียงเพื่อจะ acknowledge (กิตติกรรมประกาศ) ว่า ผมไม่ได้จู่ๆคิดขึ้นมาเอง แต่เป็นแรงกระตุ้นจากการอ่าน "คำนำเสนอ" ของเกษียร แต่การตีความนี้ย่อมเป็นความรับผิดชอบของผม เกษียรไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
ข้อความที่ปรีดีเขียน ที่ผมตีความว่า เป็นความพยายามจะส่ง "สาร" (message) กราบบังคมทูลในหลวงภูมิพล มีดังนี้ (ขอให้สนใจเป็นพิเศษข้อความที่ผมทำเป็นสีแดงไว้)
ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. มีปัญหาว่า จะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา มีพระราชกระแสรับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่ประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นได้เขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับ หน้าที่ว่า จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้ ส่วนสยามนั้นรับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้วก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก ข้าพเจ้ากราบทูลว่า เมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป ให้มีความใดเติมไว้ในพระราชสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง รับสั่งว่า มี ความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไป ก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ
ครั้นแล้ว ได้รับสั่งให้มหาดเล็กนำราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ พ.ศ. 2468 มาพระราชทานให้ข้าพเจ้าอ่านดูความตอนพระราชสัตยาธิษฐานดั่งต่อไปนี้
"แล้วจึ่งมีพระบรมราชโองการเป็นคำไทย ตามความภาษามคธ ดั่งนี้"
"ดูกร พราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติเป็นที่พึ่ง จัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ"
พระราชครูรับพระบรมราชโองการเป็นปฐมว่า
"ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการพระบัณฑูรสุรสิงหนาทปฐมธรรมิกราชวาจา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
"เสร็จแล้ว.....
"ทรงตั้งสัตยาธิษฐานตั้งพระราชหฤทัยดำรงทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัตรจรรยาและอื่นๆตามพระบรมราชประสงค์"
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงอธิบายว่า พระราชประสงค์ตอนท้ายนี้ก็ชัดอยู่แล้ว คือพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปต้องรักษารัฐธรรมนูญ
ต่อมาพระราชพิธีราชาภิเษกนี้ได้มีขึ้นอีกในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน
พระราชปรารภแห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 มีความตอนท้ายว่า
"ขอ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งทหารพลเรือนทวยอาณาประชาราษฎร จงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ในอันจะรักษาปฏิบัติรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรสยามนี้ ให้ยืนยงอยู่คู่กับสยามรัฐราชสีมา ตราบเท่ากัลปาวสาน สมดั่งพระบรมราชประณิธานทุกประการเทอญ"
พระยา พหลฯกราบบังคมทูลว่า การทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น จะทรงทำอย่างไร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ พระยาพหลฯกราบทูลต่อไปว่า คณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไปจะคิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมา แล้วทูลเกล้าถวายรัฐธรรมนูญใหม่ของเขาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร รับสั่งว่า พระองค์จะถือว่า พวกนั้นเป็นกบฏและในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่านั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชย์สมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายองค์อื่นลงพระปรมาภิไธยให้ . . .
2.
หลังจากข้อความที่เพิ่งคัดมาข้างต้นนี้ ปรีดี ได้เขียนต่อทันทีว่า ไม่ควรลดอำนาจ ของพระมหากษัตริย์จากความเป็นประมุขและที่สำคัญคือจากความเป็น "จอมทัพ" โดยปรีดีเสนอว่า ในฐานะจอมทัพที่มีอำนาจสั่งการเหนือทหารทั้งปวง รวมทั้งเหนือผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย พระมหากษัตริย์สามารถหยุดยั้งหรือป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการทหารได้ ปรีดี ถึงกับเขียนว่า
ประวัติ ศาสตร์และปรากฏการณ์ปัจจุบันของหลายประเทศที่สถาปนาประมุขรัฐเพียงเสมือน เป็นรูปเทพารักษ์ที่ประดิษฐานไว้ในศาลพระภูมิ หรือศาลเจ้านั้น ก็เพื่อบุคคลอื่นมีอำนาจเผด็จการ
ปรีดี ยังได้ยก ตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในบางประเทศเช่น ญี่ปุ่น อิตาลี มาเพื่อสนับสนุนว่า ต้องให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจแท้จริง (ไม่ใช่เป็นเพียง "รูปเทพารักษ์") โดยเฉพาะอำนาจแท้จริงในการ "สั่งทหารทั้งปวงได้" ตัวอย่างที่ยกมา ความจริง ออกจะ dubious (น่าสงสัย) อยู่ (เช่นเดียวกับการให้เหตุผลหรือ argument ทั้งหมดของเขา) ในความเห็นของผม ปรีดีผิดพลาดอย่างมหันต์ ที่ถึงขั้น ยกเอาเรื่องรัฐธรรมนูญของระบอบสฤษดิ์และถนอม หลัง 2500 มาเปรียบเทียบกับกรณีที่เขากล่าวว่าเกิดขึ้นในภูฐาน ในฐานะตัวอย่างของการกระทำผิดของผู้เผด็จการที่ "เทิด" กษัตริย์เป็นเพียง "ธรรมราชา" ที่ไม่มีอำนาจสั่งการทหาร (ปรีดีใช้คำว่าเป็นเพียง "พระราชลัญจกร" ถ้าใช้ภาษาสมัยใหม่แบบที่ ผู้จัดการ เคยใช้คือ "ตรายาง" นั่นเอง) เพื่อตัวผู้เผด็จการทหารนั้นเองจะได้เป็นใหญ่ เขาเขียนว่า
ประเทศภูฐาน (Bhutan) เมื่อก่อน ค.ศ. 1907 นั้น พระประมุขถูกเทิดขึ้นเป็น "ธรรมราชา" มีหน้าที่เพียงประกอบพิธีทางศาสนา และเป็นเสมือนพระราชลัญจกร อำนาจปกครองแผ่นดินตกอยู่ในมือของผู้เผด็จการ ซึ่งดำรงตำแหน่ง "เทพราชา" ชะรอยผู้ให้คำปรึกษาจอมพลสฤษดิ์ ในการร่างธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรฉบับ 2502 ซึ่งเป็นแบบของฉบับ 2515 นั้นด้วย จะได้กระเส็นกระสายจากซากของราชอาณาจักรฮินดูบริเวณภูเขาหิมาลัยมาบ้าง จึงกระทำทำนองเดียวกัน หากแต่ว่าผู้เผด็จการเหล่านั้นของไทยไม่เรียกตัวเองว่า "เทพราชา" แต่ในการปฏิบัติก็เปรียบเสมือนเป็น "เทพราชา" ของภูฐานก่อน ค.ศ. 1907 นั่นเอง
ผมมองว่า ทัศนะที่ปรีดีแสดงออกนี้ เป็นการยืนยันว่า ในช่วงก่อนและหลัง 14 ตุลา ไม่นาน ปรีดี เช่นเดียวกับขบวนการนักศึกษาขณะนั้น มี illusion (มายา) เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ผิดพลาดอย่างแรง ("สถาบันกษัตริย์ในฐานะอำนาจต่อต้านเผด็จการทหาร") ความจริงที่จะเกิดขึ้นตามมาในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ที่นำไปสู่กรณีนองเลือด 6 ตุลา ไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์ทางการเมืองหลังจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์โดยรวม หรือความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับทหารโดยเฉพาะ จะได้พิสูจน์ให้เห็นความเป็นมายาของทัศนะเช่นนี้
ในส่วนของขบวนการนักศึกษานั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องพอเข้าใจได้ทีมี illusion ดังกล่าว แต่กรณีปรีดีผู้ผ่านเหตุการณ์ช่วงรัฐประหารของสฤษดิ์ในปี 2500 (แม้เขาจะอยู่ต่างประเทศ) การมีมายาเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายสักหน่อย

ประวิตร โรจนพฤกษ์: สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม

ที่มา ประชาไท

1. สังคมที่ทุกคนต้องคิดและพูดเหมือนกัน มิใช่สังคม มันคือคุก
2. รัฐเซ็นเซอร์หลายสิ่งหลายอย่างเพราะกลัว
กลัวว่าประชาชนจะมีวุฒิภาวะมากกว่าผู้ปกครองที่มองพลเมืองเป็นเพียงเด็ก
เป็นลูกที่ไม่มีวันโต และไม่จำเป็นต้องโต
หรือมิเช่นนั้นก็มองเป็นผู้ต้องถูกเอาเปรียบที่อาจลุกฮือ
หากเข้าใจความจริงบางอย่าง และตาสว่างขึ้นมา
3. ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่มีกี่คนต้องติดคุกเพราะความจริง
4. คนไทยเป็นไทเพียงแค่ชื่อ ตราบใดที่ยังไม่เข้าใจว่า ความเป็น "ไท" คืออะไร
5. บางคนเซ็นเซอร์ผู้อื่น เพราะรู้สึกไม่มั่นคง เพราะไม่แน่ใจว่า
สิ่งที่ครอบงำประชาชน จะยังคงมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่
6. ถึงคราบางคน "ปลดรูป"
บางคนบอกไม่เคย "แขวนรูป"
รูปที่ไม่เคยแขวน บูชา ไม่จำเป็นต้องปลดลงมา
วิถีประชาธิปไตยไม่ควรบูชาใคร ไม่ว่ารูปทักษิณ หรือรูปผู้พิสดารใด
7. จะบูชาใคร ไปใยทำไมกัน ในเมื่อทุกคนก็คนเหมือนกัน
8. นี้หรือสังคมไทย สังคมที่อวดอ้าง ว่าเป็นดีเสรีหนักหนา
ดีจนความจริงหลายประการ ถูกทำให้เป็นสิ่งที่พูดเขียนไม่ได้ เป็นอาชญากรรม
ต้องโทษร้าย ยิ่งกว่าฆ่าคนตาย
9. คุณกล่าวหาว่าเขาไม่เป็น "ไทย"
คุณทำอย่างกับว่า ความเป็นไทยเป็นของพวกคุณเพียงกลุ่มเดียวในสังคม
10. ยิ่งคุณเซ็นเซอร์เขา เขาก็ยิ่งเกลียดคุณ
11. การเซ็นเซอร์ย่อมไม่ระงับด้วยการเซ็นเซอร์
12. การยัดเยียดข้อมูลเพียงด้านเดียว ย่อมนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมและอ่อนแอแก่สังคม
13. เขียนจดหมายถึงฟ้า มันก็หาว่าจาบจ้วง
พอจะจัดทอล์กโชว์ มันก็บอกว่าวันนี้ไม่เหมาะ
พอนายพลใหญ่บอกใครวิพากษ์กษัตริย์ต้องถูกจับ พวกมันกลับแซ่ซ้องสรรเสริญ
เขียนระบายในส้วมปั้มน้ำมันก็อาจทำให้เจ้าของต้องติดคุกได้
ระบายลงเน็ตก็ยังถูกไล่ล่าดั่งแม่มด
หรือพวกคุณจะให้ผมคิดว่า นี้คือสังคมในอุดมคติ
สังคมที่ผู้คนต่างต้องคิด เขียน และพูดเหมือนกันไปหมด พร้อมตะโกนโห่ร้องว่า
"ทรงพระเจริญ!"
"ทรงพระเจริญ!"
"ทรงพระเจริญ!"
14. คนไทยจำนวนหนึ่งต้องติดคุกเพราะวิพากษ์สถาบัน
วันที่ 5 ธันวา วันที่คนจำนวนมากเฉลิมฉลองเทิดทูนกษัตริย์
ว่าพร้อมซึ่งทศพิธราชธรรม
ผมกลับนึกถึงคนที่ต้องติดอยู่ในคุกเหล่านั้น
ทั้งๆ ที่ผมไม่เคยรู้จักพวกเขาด้วยซ้ำไป

ภาพข่าว:ในวันที่ไม่มีพ่อ

ที่มา ประชาไท

ประชา ไทถ่ายทอดภาพชีวิตของครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร ในวันที่พวกเขาขาดเสรีภาพ ในวันที่ครอบครัวไร้ผู้นำและในวันที่ลูกขาด"พ่อ"

ครอบครัวของทวีศักดิ์สามชีวิต

เมีย ลูก หลาน และแมว ขาดก็แต่พ่อ...นายทองดี

ย่า..หลาน ประคับประคองกันไป ไม่มีพ่อชื่อณัฐวุฒิ

พ่อของพระนมวัย 70 กว่า เป็นโรคหัวใจและหอบหืด ออกวิ่งสามล้อรับจ้างเลี้ยงตัวเอง


ครอบครัวที่ไร้พ่อ...นายแก่น หนองพุดสา

สองแม่ลูก(ในท้อง) ตะลอนไปขายลูกชิ้น เตรียมพร้อมวันลูกลืมตา แม้ไม่มีพ่อ(นายพระนม กันนอก)

เขียนโปสต์การ์ดส่งกำลังใจให้พ่อ...สู้เพื่อประชาธิปไตย

โอบอุ้มกันไว้

ไม้ใกล้ฝั่ง หากยังรอ ลูกพ่อกลับมา

ขนข้าว... หยุดเรียนมาช่วยกัน...สองพี่น้อง

มัดข้าว


ในวันที่ไม่มีพ่อ ไก่ต้องรับงานมาทำหารายได้เลี้ยงครอบครัว

อ้างว้างเหลือใจ บ้านที่ไร้พ่อ(ครอบครัวของนายนพชัย)

พ่อครับ ผมรอพ่ออยู่(ลูกของนายจันที)

พ่อของสมคิดวัย 60 ยังต้องออกไปดูแลนาด้วยตัวเอง


พ่อของไมตรี กับหนังสะติ๊กที่รอเจ้าของ


พ่อของจันทีที่ป่วยเป็นหอบหืดและแม่วัย 70กว่าที่ยังต้องหาของป่าไปขาย

ภรรยาและลูกสาววัย 3 ขวบของณัฐพลเฝ้ามองพ่ออยู่นอกห้องขัง

ทองมากป่วย เมียก็ป่วย ลูกก็ป่วย แต่ก็ยังไม่ได้อยู่พร้อมหน้า

นานเท่าไหร่??? ที่พ่อจะกลับมา.