WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 8, 2010

ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ ถูกจับกุมตัวที่กรุงลอนดอน โฆษกเว็บแถลงจะไม่หยุดแพร่ข้อมูล

ที่มา ประชาไท

ผู้ ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์ถูกจับกุมในลอนดอนตามหมายจับของสหภาพยุโรป ด้วยข้อหาล่วงละเมิดทางเพศสตรี 2 รายในสวีเดน พร้อมทั้งอาจโดนอายัดเงินฝากในธนาคารในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โฆษกเว็บดังระบุถือเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อ ยันเว็บไม่หยุดแพร่ข้อมูล

เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ รายงานโดยอ้างสำนักข่าวบีบีซีว่า นายจูเลียน แอสเซนจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์ ได้ถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยก่อนหน้านี้ นายแอสเซนจ์ ชาวออสเตรเลียวัย 39 ปี ได้เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศสตรี 2 ราย ในประเทศสวีเดน

เจ้าหน้าที่ตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ดระบุว่า นายแอสเซนจ์ถูกจับกุมตัวด้วยหมายจับของสหภาพยุโรป หลังจากได้นัดพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ สถานีตำรวจในกรุงลอนดอน เมื่อเวลา 9.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษ หรือ 16.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

โดย ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์จะต้องขึ้นให้การในศาลแขวงเขตเวสต์มินสเตอร์ ต่อไป และคาดว่าศาลอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน ในการพิจารณาว่าจะส่งตัวนายแอสเซนจ์ไปยังประเทศสวีเดนหรือไม่

ทั้ง นี้ นายแอสเซนจ์ ถูกกล่าวโทษจากทางการสวีเดนว่า เขาเคยบีบบังคับสตรีให้ร่วมเพศอย่างผิดกฎหมาย 1 ครั้ง ทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อสตรี 2 ครั้ง และทำการข่มขืนสตรีอีก 1 ครั้ง โดยการกล่าวหาทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ภายหลังจาก นายจูเลียน แอสเซนจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์ ถูกจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษ นายคริสติน ฮราฟน์สสัน โฆษกของเว็บไซต์ดังกล่าว ได้แสดงความเห็นว่า การจับกุมตัวนายแอสเซนจ์ถือเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อ แต่เว็บไซต์ของพวกตนจะไม่ยอมหยุดเผยแพร่ข้อมูลลับที่มีอยู่ในมือเป็นอันขาด

ขณะ เดียวกัน ธนาคารโพสต์ไฟแนนซ์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ประกาศผ่านเว็บไซต์ของธนาคารว่า นายแอสเซนจ์ได้แจ้งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับแหล่งพำนักของตนเองแก่ธนาคาร ในระหว่างขั้นตอนการขอเปิดบัญชี และจากกรณีดังกล่าว เว็บไซต์วิกิลีกส์ระบุว่า ทางเว็บไซต์และนายแอสเซนจ์จะสูญเสียเงินฝากจำนวน 100,000 ยูโร

ที่มา: เว็บไซต์มติชนออนไลน์

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงคิกออฟแคมเปญคว่ำบาตรเศรษฐกิจ แบนสินค้าหนุนเผด็จการเริ่มต้นที่'มาม่า'

ที่มา Thai E-News


โดย เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง
8 ธันวาคม 2553

เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุน ระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ

มี ธุรกิจที่สนับสนุนเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนต่างตอบแทนอยู่มากมาย ทำให้เผด็จการยังแข็งแกร่ง ร่วมพลังกันคว่ำบาตรเพื่อสั่นคลอนฐานรากเผด็จการ เริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ทำได้ง่ายๆเพียงแค่'หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมกันทั่วไทยทั่วโลก' นับตั้งแต่วันนี้ ไปถึงวันที่ 8 มกราคม 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒนพิบูลจะได้ตระหนักสำนึกถึงพลังของผู้บริโภคชาวไทยที่ เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ชิงชังระบอบปกครองเผด็จการ

เครือข่าย ผู้บริโภคสีแดงมีเป้าหมายที่จะรณรงค์แคมเปญนี้ขยายผลไปยังองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่ฝักใฝ่สนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือได้ประโยชน์จากระบอบปกครองเผด็จการในระยะต่อไปเมื่อสิ้นสุดแคมเปญคว่ำ บาตรต่อมาม่าในระยะเวลา 1 เดือน

เหตุที่มาม่าตกเป็นเป้าหมายการเริ่ม ต้นรณรงค์นี้ก็เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม และจะแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยได้ อย่างกว้างขวางที่สุด และทุกคนสามารถเข้าร่วมการรณรงค์ได้ทันที เพียงแต่หยุดซื้อ หยุดบริโภคพร้อมๆกันทั่วไทยและทั่วโลก


ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของสหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทั้งที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนไทยทั้งประเทศ เครือสหพัฒน์จึงต้องได้รับบทเรียนจากพลังผู้บริโภคชาวไทย หากไม่ตระหนักสำนึก ก็ต้องถูกคว่ำบาตรตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะ 1 เดือนของการรณรงค์นี้เท่านั้น

'เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงตั้งเป้าหมาย ว่าในระยะ 1 เดือน หากประชาชนชาวไทยร่วมกันอย่างจริงจังทุกคนทุกครัวเรือน น่าจะได้เห็นยอดขายของมาม่าตกลงมาอย่างชัดเจน และจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้เครือสหพัฒน์ และบรรดาองค์กรธุรกิจต่างๆที่เป็นมือไม้ให้เผด็จการต้องตระหนักสำนึกว่า พวกเขาควรวางตำแหน่งจุดยืนในทางการเมืองอย่างไรให้ถูกต้อง เราไม่ได้กดดันให้กลุ่มธุรกิจต้องมามีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย แค่ให้พวกเขาหยุดการเป็นมือไม้เป็นสปอนเซอร์ให้พวกเผด็จการอย่างออกนอกหน้า หรือประกาศความเป็นกลางทางการเมืองก็นับว่าน่าพอใจกับการรณรงค์นี้ และเราหวังว่าท้ายที่สุดอำนาจของฝ่ายเผด็จการจะไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป หากขาดการเกื้อหนุนจากธุรกิจต่างๆ"เครือข่ายฯระบุ

เมื่อสิ้นปีที่ แล้วไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่ามียอดขาย8,482ล้านบาท และปีนี้เฉพาะ9เดือนแรกมียอดขาย6,629ล้านบาท กำไรสุทธิงวด9เดือนนี้1,028ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ15.52%

มาม่ามีส่วนแบ่งการตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่ 50% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น55% รองลงไปคือผลิตภัณฑ์ไวไว 26% ยำยำ 22% และอื่นๆ 2%

เปิดจดหมายกมธ.สหรัฐฯเชิญทักษิณให้การ

ที่มา Thai E-News


แปลโดย คุณดวงจำปา
ที่มา เวบไซต์ internetfreedom

23 พฤศจิกายน 2553

ทักษิณ ชิณวัตร
ในความดูแลของ แอนดรู เจ เดอร์โควิค
สำนักงานกฎหมาย แอมสเตอร์ดัม และ เพอร์รอฟ
ตึก โฮเมอร์
601 ถนนสิบสาม, ตะวันตกเฉียงเหนือ, ชั้นที่ 11 ทางใต้
กรุงวอชิงตัน, ดีซี 20005

เรียน คุณทักษิณ:

ใน ฐานะประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (คณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ), ข้าพเจ้าได้เขียนหนังสือเชื้อเชิญคุณ เพื่อ กล่าวคำให้การในการประชุมเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและสถานการณ์ทางการเมืองใน ประเทศไทย,​ ด้วยหัวข้อ “ประชาธิปไตย, ธรรมาภิบาล, และสิทธิมนุษยชน ของประเทศไทย,” ในวันที่ 16 ธันวาคม คริสต์ศักราช 2010, เวลา 15:00 น. สถานที่การประชุมนั้นจะยืนยันให้ทราบในอีกครั้งในไม่ช้านี้.

ใน ฐานะที่เป็นพันธมิตรของความร่วมมือในภาคพื้นเอเซียกับองค์กรเกี่ยวกับความ มั่นคงและความร่วมมือในภาคพื้นยุโรป, ความคืบหน้าภายในประเทศไทย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปราบปรามผู้ประท้วงชุมนุมในกรุงเทพมหานครที่ เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้, เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อคณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ.

เมื่อไม่ นานมานี้, กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ส่งเรื่องยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ, โดยอ้างเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, มีความผิดในเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติระหว่างการปราบปราม.

ในการ ประชุมครั้งนี้, เราต้องการที่จะได้ยินมุมมองของท่านเกี่ยวกับสถานการณ์ของสิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย, รวมไปถึงอิสรภาพของสื่อมวลชนและอิสรภาพต่อการแสดงความคิดเห็น, ความพยายามของทางฝ่ายรัฐบาลไทยที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ที่ไม่สงบทางภาคใต้, และ ต้องให้ทางประเทศสหรัฐอเมริกาและนานาอารยะประเทศ, รวมไปถึงคณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป, สามารถช่วยเหลือ แก้ไขสถานการณ์ทางสิทธิมนุษยชนและให้ความมั่นใจถึงเรื่อง กระบวนการเลือกที่เป็นเสรีภาพและยุติธรรม ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร.

เรา ขอร้องให้อธิบายรายงานของท่านเป็นเวลาประมาณ 7-10 นาที. ท่านสามารถเรียกร้องในการขอเวลามากกว่านี้ โดยการส่งเอกสาร เป็นลายลักษณ์อักษรและเนื้อหาสาระเพิ่มเติม ซึ่งท่านเห็นสมควร เพื่อการถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ.

คณะกรรมาธิการจะมีความยินดี เป็นอย่างมาก ถ้าท่านสามารถส่งเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบของเป็นไฟล์ (ทางอีเมล์) ก่อนสิ้นสุดเวลาทำงานของทางการ ในวันอังคารที่ 14 ธันวาคม, เพื่อสำเนาจะได้ถูกส่งล่วงหน้าไปยังคณะกรรมาธิการ และ สำเนาอื่นๆ นั้น จะได้จัดพิมพ์ไว้กับทางสาธารณชนได้เห็นกันในการประชุมครั้งนี้.

ข้าพเจ้า หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ยินมุมมองของคุณในเรื่องสำคัญนี้และยินดีต้อนรับการมีส่วนร่วมของคุณใน การประชุมครั้งนี้. คุณแชลี่ แฮน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ จะเป็นผู้ประสานงานเตรียมพร้อมในการประชุมครั้งนี้.

กรุณาติดต่อเธอได้ทุกเวลาที่ท่านต้องการโดยโทรศัพท์หมายเลข (202) 225-1901 begin_of_the_skype_highlighting (202) 225-1901 end_of_the_skype_highlighting begin_of_the_skype_highlighting (202) 225-1901 end_of_the_skype_highlighting หรือทางอีเมล์ ที่ Shelly.han@mail.house.gov ถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม.

ขอแสดงความนับถือ


เบนจามิน ไอ คาร์ดิน, สมาชิกวุฒิสภาประเทศสหรัฐอเมริกา
ประธานคณะกรรมาธิการ

Tuesday, December 7, 2010

"ชีวิตบัดซบ" ของ "5 อรหันต์" บทละครโดย ′สดศรี สัตยธรรม′

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ และ พนัสชัย คงศิริขันต์



เมื่อบทสรุปคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จากกรณีใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาการเมืองจำนวน 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ออกมาแบบเหนือคาด

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกคำร้องคดีดัง ด้วยเหตุผลคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บกพร่องโดยธุรการ

"ขั้วตรงข้าม" จึงออกมาขย่ม-ขย้ำทั้ง "โจทก์-จำเลย-กรรมการ" เพื่อตอกย้ำ-ต่อยอดข้อครหา "2 มาตรฐาน" ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมควานหาตัวคน "รับผิด" จากคำตัดสินที่ "ไม่ชอบ" ใจใครหลายคน

ในวันที่กระแสกดดันถั่งโถมไปที่ กกต. (อีกครั้ง) "สดศรี สัตยกรรม" กรรมการ กกต. เปิดปากเล่าถึงฉากชีวิตที่ไม่น่าพิสมัย ก่อนบันทึกเรื่องราวทั้งหมดไว้ใน "ละครสั้นส่วนตัว" ที่เธอทั้งเขียนบทและแสดงเอง

@รู้สึกกดดันหรือไม่ หลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกคำร้องคดียุบ ปชป.

ไม่ กดดัน แต่วันรุ่งขึ้นมีเสียงวิจารณ์ว่าการที่ศาลยกฟ้องเป็นความผิดของ กกต.ฝ่ายเดียว กกต.ถ่วงเรื่องไว้จนกระทั่งพ้นอายุความ ถ้าดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้จะพบว่าไม่เป็นเอกฉันท์ โดย 4 เสียงให้ยกคำร้อง อีก 2 เสียงให้ยุบ ปชป. อีกทั้งในเสียงข้างมากยังถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 3 เสียงให้ยกคำร้องด้วยเหตุผลว่านายทะเบียนยังไม่ได้ให้ความเห็นในการยุบพรรค ผู้ถูกร้อง ส่วนอีก 1 เสียงให้ยกคำร้องเพราะระยะเวลาในการยื่นคำร้องต่อศาลเกินกว่า 15 วัน นับแต่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2551 ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ของ กกต. เพราะเคยมีข้อต่อสู้ในเรื่องนี้ และเคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว

เมื่อกลับมาดูกรณียุบ ปชป. จะเห็นว่าศาลพูดถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2552 กับวันที่ 12 เมษายน 2553 แต่ในวันที่ 17 ธันวาคม 2552 นายทะเบียนไม่ได้ทำความเห็นมา กกต.จึงมีมติ 3 ต่อ 2 ให้นายทะเบียนให้ความเห็นก่อน ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องทำความเห็นภายในเมื่อไร หลังจากนั้นท่านก็ใช้อำนาจแต่งตั้งคณะทำงาน 11 คน เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยมี ม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาประธาน กกต. เป็นประธาน ผ่านไป 3 เดือน คณะทำงานกลับมารายงาน กกต. ในวันที่ 12 เมษายน 2553 เสียงข้างมากของคณะทำงาน 9 เสียง เห็นควรให้ยุบ ปชป. ส่วนอีก 3 เสียง บอกฟังไม่ได้ ในวันนั้นท่านประธานแทงเรื่องขึ้นมาว่าเนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญเห็นสมควรให้ กกต.ทั้งชุดได้พิจารณา นี่คือความเห็นของท่าน จึงถือว่าเข้าข่ายการพิจารณาของนายทะเบียนแล้ว สุดท้ายเมื่อมีการลงมติในเรื่อง 29 ล้านบาท กกต.มีมติเอกฉันท์ 5 ต่อ 0 ให้ยุบ ปชป. จึงถือได้ว่าวันที่ 12 เมษายน 2553 คือวันที่นายทะเบียนให้ความเห็น จากนั้นก็ได้ยื่นคำร้องในเวลา 14 วัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยที่เราไม่คิดว่าจะมีการตีความในเรื่องนี้

@แปลกใจหรือไม่ที่ศาลยกคำร้องโดยยกเงื่อนเวลา 15 วันเป็นเหตุผลหนึ่ง ทั้งที่ ปชป.ไม่ได้ยกขึ้นมาต่อสู้ด้วยซ้ำ

(พยัก หน้า) ค่ะ ไม่มีข้อต่อสู้ในเรื่องนี้ ด้วยความเคารพต่อศาล ถ้าวินิจฉัยเสียแต่ต้น ก็ไม่ต้องเหนื่อยกัน ไม่ต้องมานั่งนำสืบพยาน ก็จบเลยในวันนั้น เมื่อทั้งตัวผู้ถูกร้องและและผู้ร้องเอง ไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องระยะเวลาเหล่านี้ และเชื่อด้วยความสุจริตว่า นายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย และยื่นภายใน 15 วัน อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลพิจารณาว่าระยะเวลามันเกิน แม้เป็นเพียง 1 เสียง เราก็ต้องเคารพ แต่การบอกว่าเมื่อศาลพิพากษาเช่นว่านี้ เป็นความผิดของ กกต.ที่ละเลย ก็ต้องพูดว่าเราไม่ได้ละเลย แต่การตีความอาจแตกต่างกัน

@ถือเป็นความบกพร่องโดยธุรการของ กกต.ได้หรือเปล่า

(ตอบ ทันควัน) เรื่องง่ายๆ อย่างนี้ กกต.ไม่ได้บกพร่อง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เคยสู้กันมาแล้ว ศาลเองก็เคยวินิจฉัยในประเด็นนี้มาแล้ว

@ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องให้ กกต.แสดงความรับผิดชอบ คิดว่าจำเป็นต้องแสดงอะไรหรือไม่

ก็ ต้องย้อนถามว่าความรับผิดชอบคืออะไร ความรับผิดชอบในที่นี้หมายถึงคุณทำอะไรผิดไว้ใช่ไหม ถ้าเขากล่าวหาว่าเราขโมยของแล้วเราทำจริง สมควรไหมที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกแล้วไปต่อสู้คดี แต่กรณีนี้ กกต.ผิดหรือเปล่า เรามีข้อโต้แย้งได้ว่า 1.เรื่องระยะเวลา 15 วัน ก็มีคำวินิจฉัยของศาลที่วางหลักไว้แล้ว 2.เรื่องนายทะเบียนยังไม่ได้ให้ความเห็น ในความคิดของ กกต. ถือว่าท่านอภิชาตให้ความเห็นแล้ว อย่างนี้ใครผิดใครถูก การที่ศาลมีอยู่ 3 ศาล หากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง แต่ศาลฎีกาบอกว่ายกไม่ได้ ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของทั้ง 2 ศาล สั่งลงโทษจำเลย ถามว่าศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ต้องรับผิดชอบต่อคำวินิจฉัยที่โดนกลับโดยศาล ฎีกาไหม ท่านต้องลาออกไหม ก็ไม่มี เพราะถือว่าท่านพิพากษาโดยชอบ โดยดุลพินิจของท่านเอง

ถ้าเทียบอย่างนั้น กกต.ก็เหมือนกัน เรามีหน้าที่กึ่งตุลาการ ในเมื่อ กกต.พิจารณาตามกฎหมาย ใช้ดุลพินิจโดยสุจริต โดยชอบ ก็ได้ยื่นฟ้องไป พอศาลกลับคำวินิจฉัย กกต.ต้องลาออกไหม ความจริงมันมีคดีตั้งเยอะแยะที่ กกต.ยื่นไปแล้วโดนกลับ อย่างใบเหลืองใบแดงเนี่ย 70 เปอร์เซ็นต์ที่ กกต.โดนกลับ เนื่องจากพยานหนี ไม่มาให้การต่อศาล เมื่อไม่มีพยาน ศาลก็ต้องยก ถ้าอย่างนี้จะมี กกต.เข้ามาไม่รู้เท่าไร พอศาลกลับเรื่องหนึ่งให้ กกต.ลาออกหมด กลับอีกเรื่อง อ้าว! ลาออก พอชุดใหม่เข้ามา อ้าว! กลับอีก ถามว่านี่มันคืออะไร (เสียงสูง) บ้านเมืองนี้คืออะไรกัน ถ้าศาลมีอำนาจเหนือ กกต. ที่จะบังคับ ท่านสามารถเปลี่ยนตัว กกต.ได้ตลอดหากกลับคำวินิจฉัย อย่างนี้ต้องใช้ กกต.ไม่รู้กี่สิบชุด อาจเป็นร้อยๆ ชุดในปีเดียว ดังนั้น เมื่อเราได้ใช้ดุลพินิจโดยชอบแล้ว คงไม่มีเหตุที่เราต้องแสดงสปิริตหรืออะไร เว้นแต่วันข้างหน้าจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าถ้าศาลกลับคำวินิจฉัยของ กกต. ให้ กกต.ลาออก ก็จบกัน มีแค่นั้น และจะไม่มีใครมาเป็น กกต.

@หาก ดูข้อกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติ กกต.อาจไม่จำเป็นต้องลาออก แต่ถ้าวัดกระแสสังคมคิดว่า กกต.จะอยู่ได้หรือไม่ หากไม่แสดงสปิริตใดๆ เลย

ใคร ก็ตามที่เข้าไปแตะการเมืองต้องโดน กกต.นี่แตะการเมืองเต็มตัวเลย เพราะมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ และรุนแรงยิ่งกว่าคดีธรรมดา คดีการเมืองน่ากลัวกว่าคดีฆ่ากันตาย คดีลักทรัพย์ คดีอะไรต่ออะไร (หัวเราะเบาๆ) เพราะถือว่าแพ้ไม่ได้ จุดนี้เป็นจุดสำคัญ เมื่อ กกต.เข้าไปแตะการเมืองก็เปื้อนหมด ฝ่ายเสียประโยชน์ก็ต้องฟ้อง ต้องวิจารณ์ ต้องกดดันให้ออก ถ้าได้ประโยชน์ก็บอกโอ้ย...ดีมาก ยุติธรรมมาก ศาลยุติธรรมก็เหมือนกัน แต่คู่ความไม่สามารถแตะศาลได้ เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันว่าทำในพระปรมาภิไธย แต่ กกต.ไม่มี เราทำในฐานะองค์กรอิสระอันหนึ่ง เป็นเหมือนบุคคลสาธารณะ วิจารณ์ได้ ด่าได้ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะทนไหวไหม (พูดช้าลงเพื่อเน้นเสียงให้ชัดเจนขึ้น) กับความกดดันอันนี้

เอ่อ...เชื่อได้ว่า กกต.ไม่ได้มีความสุขอะไรกับการทำงานลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น กกต.ชุดไหน ถ้าการเมืองแตกแยก มีลักษณะฉันแพ้ไม่ได้ ต้องชนะ คนที่เข้าไปเป็นกรรมการตัดสินอยู่ลำบากมาก เมื่ออยู่ลำบาก ทนไหวไหม นี่เป็นจุดที่คนที่คิดจะมาเป็น กกต.ชุดใหม่ในอีก 2 ปีข้างหน้าต้องคิด ทนได้ไหม กล้ำกลืนน้ำตา กลืนเลือดอยู่ในใจ (เอานิ้วชี้ที่หน้าอก) นี่คือเรื่องเศร้ามาก เหมือนกับว่า...(น้ำเสียงสั่นเครือ) เราอยู่ในผู้พิพากษามาก่อน พอมาเป็น กกต. ก็รู้สึกว่าสภาพเรามันต่ำมาก ต่ำๆๆ จนกระทั่งมันศูนย์น่ะ (น้ำตาเริ่มคลอเบ้า) จากการเป็นผู้พิพากษา ไม่มีใครเขาด่าเราได้ กับการมาเป็นบุคคลสาธารณะเนี่ย โอ้โห! เทียบกันไม่ได้ ขาข้างหนึ่งอยู่ในตะรางเพราะเขาจะฟ้อง ถ้าเขาไม่พอใจ เขาก็ด่าทอ เอาโรงศพมาวาง เอาชื่อใส่ลงไป มันอะไรของมัน กกต.เป็นอาชญากรเลวร้ายขนาดนั้นเลยหรือ ทั้งๆ ที่เราทำหน้าที่โดยชอบเรา แต่นี่กลายเป็นว่า ถ้าศาลยก กกต.ตาย ต่อไปถ้าจะเอาอย่างนี้ก็เขียนไปเลย ถ้าศาลยก ให้ กกต.ลาออก ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็ยุบองค์กรนี้ไปเลย สมควรไหมที่การเลือกตั้ง การพิจารณาอะไรต่างๆ จะกลับไปอยู่กระทรวงมหาดไทย แต่ถ้ากระทรวงมหาดไทยตัดสินอะไรแล้วศาลยกฟ้อง ต้องเขียนด้วยว่าให้ รมว.มหาดไทยลาออก เพราะแตะการเมือง ก็ต้องเสียหาย

วันนี้ถ้าบอกว่า หันซ้ายก็ผิด หันขวาก็ผิด อาชีพนี้คงเป็นอาชีพที่น่ารังเกียจที่สุด และไม่ควรมีใครมาอยู่ตรงนี้เลย พอผลออกมาอย่างนี้ อีกฝ่ายก็บอกว่า กกต.เข้าข้าง ปชป. มันจะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าเข้าข้างฝ่ายผู้ถูกร้องง่ายนิดเดียว ยกคำร้องตั้งแต่ต้น อีกหน่อยถ้าคดีมาอย่างนี้ เป็นคดีของพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย กกต.ไม่ต้องยกให้หมดหรือเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เพราะถ้ายื่นฟ้องไปแล้วศาลยก ก็ถูกไล่อยู่ดี

@ฝ่ายตรงข้ามวิเคราะห์ว่าที่คำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ เพราะ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และ ปชป. มาจากท่ออำนาจเดียวกัน

ก็นี่ไง ก็ถามว่าจำเป็นด้วยหรือ ถ้าจะช่วย ทำไมต้องเอาเรื่องขึ้นศาลล่ะ ไม่จำเป็นต้องปัดให้ศาลหรอก จบที่ กกต.ก็พอแล้ว

@มีการกล่าวหาแรงว่าเป็นการแสดงละครร่วมกัน

ไม่ จำเป็นต้องแสดงละคร เอาง่ายๆ ยกตั้งแต่ชั้น กกต.เลย ถามว่าคุณทำอะไรเราได้ แต่การที่เรายื่นฟ้องแล้วบอกว่ารวมหัวกันเล่นละครเพื่อให้ศาลยก คิดได้ยังไง มันไม่มีเหตุผลที่เราจะเหนื่อยใจเหนื่อยกายแล้วโดนหาว่าร่วมมือกับฝ่ายผู้ ถูกร้อง โดยที่ฝ่ายผู้ถูกร้องก็ก่นด่า กกต.อยู่ตลอดเวลา แม้แต่คำแถลงปิดคดีก็เห็นได้ชัดว่าท่านชมเชย กกต.ไหม ตอนนั่งฟังอยู่ยังบอกนักข่าวบางคนเลยว่า ถ้าพี่เป็นคนเดียว พี่กระโดดน้ำตายไปแล้ว ด่ากันขนาดนี้ มันไม่มีเหตุผลที่ต้องด่าเราขนาดนี้ แต่ทีนี้ถ้ากระโดดน้ำตายต้องกระโดด 5 คน เพราะท่านด่าหมด ถ้าเราเข้าข้าง ปชป. ท่านจะมาด่าเราทำไม คงชื่นชมไปแล้วว่า กกต.ซื้อไม่ได้

@คำ ไหนของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา ปชป. ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดียุบพรรค ที่แถลงปิดคดี ฟังแล้วรับไม่ได้ ถึงขั้นอยากไปกระโดดน้ำตาย

(นึกพักหนึ่งก่อนตอบ) คำว่าวงจรอุบาทว์ แล้วก็...ไม่เฉพาะคุณชวนล่ะนะ นักกฎหมายของพรรคคนอื่นก็ด่า ล่าสุดมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งออกรายการทีวี พอพิธีกรถามว่าจะทิ้งท้ายอะไรไหม ท่านพูดว่าขอเตือน กกต.แล้วกัน ขอเตือนหน่อย (เน้นเสียงเข้ม) ไม่ใช่กลับไปกลับมาแบบนี้ อีกหน่อยองค์กรจะเสื่อมมาก ความเห็นกลับไปกลับมา แต่ท่านไม่ได้พูดว่านายทะเบียนนะ ท่านพูดรวมๆ ไอ้เราก็นั่งคิดว่าเราไปกลับอะไรนะ เพราะเป็นคนที่คิดอย่างไรก็ตรงไปเรื่อย ไม่มีทางกลับ เว้นแต่ได้หลักฐานเพิ่มเติม แต่นี่เหมาหมด ก็เข้าใจนะว่า ปชป.พรรคเก่าแก่ แต่พรรคอื่นๆ ที่ถูกยุบก็เก่าแก่ อย่างพรรคชาติไทย พอถูกยุบก็บอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม คือ...กกต.เหมือนเป็นศัตรูกับนักการเมืองตลอด พรรคไหนได้เป็นรัฐบาลก็เตรียมเลย ปลดไอ้พวกนี้ออกให้หมด

@เป็นภารกิจแรกของทุกรัฐบาล

(หัวเราะ) ก็รู้สึกว่าเอ๊ะ! อะไรกัน ทำไมเราต้องเป็นศัตรูกับพรรคการเมือง ทำไมเราต้องโดนชะตากรรมที่โหดร้ายอย่างนี้ ถ้าหมดวาระหรือโดนปลดออก ก็ตั้งใจจะเขียนละครขึ้นมาเรื่องหนึ่ง โดยพูดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา เพราะคนไม่เคยเป็น กกต. คงไม่รู้ว่าชีวิตมันตกต่ำมาก

@จะใช้ชื่อเรื่องว่าอะไร

เอ่อ...ชีวิตบัดซบของ กกต. ดีไหม (ระเบิดหัวเราะ) แต่เดี๋ยวขอดูข้อสรุปก่อนนะว่าเราจะมีชะตากรรมสุดท้ายอย่างไร

@ถึงวันนี้ท่านและกรรมการ กกต.คนอื่นๆ เคยนึกโทษนายอภิชาตหรือไม่ว่าหากแสดงจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ต้น คงไม่เกิดปัญหาขึ้น

(ตอบ ทันควัน) ใช่ค่ะ มีความคิดอย่างนั้น ถ้าท่านทำเสียแต่วันแรก จะเอาอย่างไรก็เอากัน ถ้าท่านบอกไม่ฟ้อง เราจะได้จบ ไม่ต้องลงมติ แต่ท่านบอกว่าฟ้อง นี่จะเป็นภาระหนักว่าจะลงมติอะไร แต่ทุกท่านก็มีความคิดในใจว่าจะลงมติอะไร ถ้านายทะเบียนทำให้เรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 ทุกอย่างก็คงไม่มีปัญหา อำนาจของนายทะเบียนเนี่ยมีมาก สมัย กกต.ชุดที่ 2 (พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน) ท่านไม่ให้คนอื่นมายุ่งเลย ท่านยื่นฟ้องของท่านเอง จริงๆ การเป็นประธานหรือนายทะเบียนดีไหม แน่นอน คนรู้จักเยอะ และก็มีอำนาจมาก แต่การมีอำนาจมันมีทั้งดีและเสีย อำนาจมาพร้อมกับความรับผิด เหมือนเศรษฐีมีเงินมากก็อาจต้องใช้จ่ายมากกว่าคนอยู่สลัม เมื่ออำนาจมีมากก็ต้องเสียค่าโสหุ้ยมากหน่อย แต่จะไปโทษท่านคนเดียวคงไม่ได้ เพราะเรามาด้วยกัน เวลาเขาพูดก็พูดรวมๆ หลายครั้งเคยบอกว่าเราเหมือนฝาแฝดที่ผูกติดกัน 5 คน ไปไหนไปด้วยกัน เคยมี กกต.บางท่านบอกว่าผมไม่ตายเดี่ยวหรอก ผมจะตายหมู่ ดังนั้น คำว่าตายเดี่ยวและตายหมู่ก็ชัดเจนว่าถ้ารอดก็รอดด้วยกัน ถ้าตายก็ตายด้วยกัน

@เป็นไปได้หรือไม่ที่รายการนี้จะมีคนยอมตายเดี่ยว รักษาชีวิตอีก 4 คนไว้เพื่อรักษาองค์กร

(เงียบ พักหนึ่ง) คือ...มันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละบุคคลนะ แต่ละบุคคลรู้ศักยภาพของตัวเองดี สมมุติเขาจะสร้างละครเรื่องหนึ่ง ถ้ามาให้ดิฉันเป็นนางเอกเนี่ย ดิฉันสมควรเป็นไหม แก่ขนาดนี้ ก็ต้องเป็นแม่ จะขอเป็นนางเอกมันเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องรู้ว่าเรามีความสามารถแค่ไหน อย่างไร มีศักยภาพที่จะเป็นนางเอกไหม หรือเป็นแค่แม่ เป็นแค่คนใช้ แต่ละคนต้องรู้ตัวเอง หน้าตาน่าเกลียด แต่มาขอเป็นคนงามมันไม่ได้ เรารู้ว่าเราควรทำอะไร ควรเป็นอะไร ไม่ต้องให้คนอื่นมาบอกว่า เฮ้ย! ลงจากเวทีประกวดได้แล้ว ยังไงคุณก็แพ้ หน้าตาดูไม่ได้เลย

@เท่าที่ฟังเสียงคนดูและนักวิจารณ์ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงเวลาต้องเปลี่ยนตัวพระเอกหรือยัง

เอ่อ...เรื่องพระเอกจะเปลี่ยนตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนที่เป็นพระเอก คงไม่มีใครเข้าไปบอกว่าคุณแก่แล้วนะ อย่าเป็นเลย

@หากยังดึงดันอยู่ต่อ พระเอกมีสิทธิกลายเป็นผู้ร้ายหรือไม่

ถ้า อยู่ต่อเป็นผู้ร้ายหรือไม่ แล้วแต่พฤติการณ์ แล้วแต่สิ่งแวดล้อมข้างหน้า วันนี้เป็นอย่างนี้ ข้างหน้ามันอาจจะแรงกว่านี้ก็ได้ ไม่มีใครเดาได้ เราไม่รู้ วันนี้เรามีชีวิตอยู่ พรุ่งนี้เราอาจจะตายก็ได้ ไม่รู้นะ บางครั้งเราก็คิดว่าการอยู่ในสถานภาพบางอย่าง ก็ต้องตระหนักเหมือนกันว่าจะเป็นผลดีต่อองค์กรหรือไม่

@มีข่าวว่านายอภิชาตรู้สึกกดดันมาก ถึงขั้นชวน กกต.ให้ลาออกยกคณะ

วัน นั้น เอ่อ...ท่านอ่านข่าวที่นักการเมืองคนหนึ่งพูดว่า กกต.ต้องรับผิดชอบ ต้องออกเสียให้หมด ท่านก็พูดว่า อ้าว! งั้นพวกเราลาออกเลยดีไหม ท่านอาจจะพูดเล่นนะ แต่ทุกคนไม่ได้สนใจอะไร เพราะมองว่าเราผิดอะไร เราถ่วงคดีตรงไหน เราทำอะไร

@หากเปรียบเทียบระหว่างแรงกดดันภายในกับแรงกดดันภายนอก อย่างไหนจะเป็นเหตุให้นายอภิชาตต้องตัดสินใจมากกว่ากัน

แรงกดดันภายใน เราเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้น ไม่มีใครไปกดดันท่าน

@ทั้งทางตรงและทางอ้อม

(พยัก หน้า) ไม่ค่ะ ไม่มีใคร เราถือว่าเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่มีใครกดดันท่าน ส่วนแรงกดดันภายนอกยังประเมินไม่ได้ว่าเขาเข้าใจแค่ไหน เพียงไร ถ้าอธิบายให้ฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจเหตุผล ก็ทำอะไรไม่ได้

@ถึงนาทีนี้ กกต.ทุกคนยังยืนยันกอดคอกันอยู่ต่อไป

ค่ะ คือ...คงจะต้องอยู่ต่อไป เว้นแต่จะมีคำพิพากษาให้จำคุก จบ ไม่มีอะไรมาก (หัวเราะ)

@หากกลุ่มไม่พอใจคำตัดสินคดียุบ ปชป. จะหาแพะบูชายัญสักตัว กกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญมีโอกาสถูกสังเวยมากกว่า

กก ต.ไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่เหมือนศาล เราเป็นองค์กรอิสระเล็กๆ องค์กรหนึ่ง ซึ่งบังอาจไปแตะการเมืองเข้า ก็แล้วแต่อนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร

@หลายฝ่ายมองว่าภูมิคุ้มกันขององค์กรอิสระคือความศรัทธาจากประชาชน คิดว่าประชาชนยังศรัทธาใน กกต.แค่ไหน

ถ้า ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ความศรัทธาก็ขึ้นอยู่กับว่าสมประโยชน์ฝ่ายไหน เราคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าเรากลัวต้องติดคุกติดตะรางก็อย่ามาอยู่ที่นี่ ถ้ามีเวรกรรมต้องผจญต่อไป ก็ถือเป็นกรรมเก่าของพวกเราเท่านั้นเอง

----------

′5 เสือ′ ซ้ำรอย ′3 หนา′ ?

ภาพคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี "อภิชาต สุขัคคานนท์" เป็นประธาน ถูก "ม็อบเสื้อแดง" ต่อต้าน-ตะเพิดพ้นเก้าอี้ หลังแพ้ฟาวล์คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ณ วันนี้

ทำให้หลายคนย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในวันวานที่ กกต. ชุด "พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ" ถูก "ม็อบเสื้อเหลือง" รุกไล่ หลังมีพฤติกรรมฝักใฝ่พรรคไทยรักไทย (ทรท.)

สุดท้าย กกต. ชุด "3 หนา" ต้องจบชีวิต "เสือเลี้ยง" ของ "ผู้มีอำนาจ" ด้วยการเข้าไปนอนกรง เมื่อศาลอาญาพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 ให้จำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญา พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ฐานกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 กรณีร่วมกันจัดการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขตรอบใหม่ในวันที่ 23 และ 29 เมษายน 2549 โดยไม่มีอำนาจ และออกหนังสือเวียนถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งเขต โดยเปิดทางให้มีการ "เวียนเทียน" ผู้สมัครหน้าเดิมได้เพื่อช่วยผู้สมัคร ทรท. ให้พ้นเกณฑ์ต้องได้รับเลือกด้วยคะแนนเกินร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นๆ หลังฝ่ายค้านบอยคอตการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549

คดีนี้มี "ถาวร เสนเนียม" รองเลขาธิการ ปชป. (ในขณะนั้น) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง

มาครั้งนี้ "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศว่าจะเข้าแจ้งความต่อกองปราบปรามเพื่อเอาผิดกับ กกต. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา กรณีปล่อยให้คดียุบ ปชป. ขาดอายุความ

ทำให้หลายฝ่ายเก็งกันว่าชะตากรรม "5 เสือ" ชุด "อภิชาต" จะซ้ำรอย "3 เสือรุ่นพี่" หรือไม่?

ทว่า "สดศรี สัตยธรร" กกต. ในฐานะ "ว่าที่จำเลย" กลับไม่ยี่หระ โดยบอกว่าใครอยากยื่นฟ้องก็ยื่นไป ที่ผ่านมา กกต.ก็ถูกฟ้องมาหลายคดีแล้ว ทั้งการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ ฯลฯ แต่ยอมรับรู้สึกเห็นใจ กกต. ชุด พล.ต.อ.วาสนา

"ตอนนั้นท่านเหลือ เวลาอีกปีเศษจะครบวาระ ก็น่าเห็นใจท่านที่การเมืองอาจทำให้เกิดปัญหา ถูกฟ้องร้องขึ้นมา วันนี้ต้องยอมรับตรงๆ เลย แม้ดิฉันจะเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน แต่ตอนนี้กลัวศาลมาก แม้แต่เด็กรุ่นลูกยังต้องยกมือไหว้ท่านเลย ยังดีที่ไม่ได้ไหว้ลูกสาว" สดศรีกล่าวเสียงเย้ยตัวเอง

เมื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติมถึงเหตุที่ทำให้กลัวศาล เธอตอบว่า "ทุกอย่างอยู่ในมือของผู้พิพากษา ก็เป็นเรื่องที่ท่านอาจจะมองว่าเราผิดก็ได้ อะไรก็ได้ เราไม่ทราบ เพราะการตีความมันทำได้หลายอย่าง"

ถึงวันนี้ยังไม่รู้ว่าจุดจบของ "5 เสือ" จะเป็นเช่นไร แต่ทุกแรงกดดันที่พุ่งเข้าใส่ กกต. อาจทำให้เสือคำรามไม่ออก!!!

"มาร์ค" รับคุย "โอบามา" ปัดหารือแลกตัว "วิคเตอร์ บูท" กับ "แม้ว" ฐานผู้ร้ายข้ามแดน

ที่มา มติชน

เมื่อ เวลา 09.00 น. วันที่ 7 ธันวาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินเข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีที่วิกิลีกส์ระบุตอนหนึ่งว่า หากไทยไม่ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท นักค้าอาวุธข้ามชาติ จะส่งผลต่อการตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะเดินทางไปสหรัฐ ว่า "ไม่เห็นเลยครับ"


เมื่อ ถามถึงเรื่องที่นายกฯ ได้คุยกับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คุยกันแค่เรื่องไอแพด ซึ่งไม่มีเรื่องการแลกเปลี่ยนตัวประกันระหว่างนายวิคเตอร์ บูทกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศยังไม่ได้รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไปสหรัฐ เมื่อถามว่า กระทรวงต่างประเทศรายงานมาว่า สหรัฐเชิญพ.ต.ท.ทักษิณไปแล้ว นายกฯหันมายิ้ม แต่ไม่ตอบคำถาม


เมื่อ ถามว่า ไทยจะถามสหรัฐหรือไม่ว่าเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ จริงหรือไม่ นายกฯย้อนถามกลับว่า คุณถามใคร ซึ่งขณะนั้นนายกฯได้เดินคู่มากับนายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกฯจึงถามว่า "คุณถามใคร ถามผมแต่ทำไมมองอาจารย์ปณิธาน"


เมื่อถามว่า จะส่งทูตไทยไปชี้แจงด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวเพียงว่า เดี๋ยววันนี้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะมาร่วมประชุม ครม.เมื่อถามว่า มีปัจจัยอะไรที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้าสหรัฐไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า "คุณทักษิณ มีปัจจัยเยอะไม่ใช่เหรอ" จากนั้นนายกฯจึงเดินเข้าประชุม ครม.ทันที


ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปให้ข้อมูลเหตุการณ์กระชับพื้นที่การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่ บริเวณแยกราชประสงค์เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ต่อคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ ว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเข้าไปสหรัฐนั้น ทางกระทรวงการต่างประเทศก็จับตาดูอยู่ เพราะเป็นบุคคลที่มีหมายจับ ซึ่งทางฝ่ายไทยได้แจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามความเหมาะสม และตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางเข้าสหรัฐนั้น ถือเป็นดุลพินิจของสหรัฐ และไม่ถือว่าเป็นการก้าวก่ายกิจการภายในประเทศของไทย เพราะหน่วยงานดังกล่าวเป็นองค์กรอิสระที่ตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษย ชน อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายไทยมีข้อมูลเเละหลักฐานที่จะดำเนินการกับ พ.ต.ท.ทักษิณได้

ทวงคืน29ล้าน

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ถึงแม้จะล่วงเลยมาหลายวันแล้ว แต่คำวินิจฉัยยกคำร้องคดี 29 ล้านเงินกกต.ยังไม่จางหายไปจากสังคม

ชาวบ้านยังสงสัยกันว่าความจริงแล้ว พรรคประชาธิปัตย์นำเงิน 29 ล้านบาทไปใช้ถูกต้องตามระเบียบหรือไม่

เงินภาษีก้อนนี้นำไปใช้ในการพัฒนาพรรคการเมืองตามจุดประสงค์จริงหรือเปล่า !?

เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่มีการวินิจฉัยในประเด็นนี้

ฉะนั้น การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีหวังกลบกระแสสังคมด้วยการสั่งให้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมเผยแพร่ต่อสาธารณชน

ไม่ได้ช่วยทำให้ข้อสงสัยลดลงแม้แต่น้อย

กลับกันยิ่งตอกย้ำ ยิ่งขยาย 4 ประเด็นที่ไม่มีการวินิจฉัยเข้าไปอีก

อีกทั้งมติ 4:2 ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ยืนยันในตัวเองชัดเจนว่ายังมีตุลาการอีกขั้วไม่เห็นด้วยกับการยกคำร้อง

ทำให้ความสงสัยและกังขายังมีแรงกระเพื่อมอยู่

แม้ว่าคนเสื้อแดงจะแถลงชัดเจนว่าจะไม่มีการชุมนุมต่อต้านคำตัดสินคดี 29 ล้าน

อาจเป็นเพราะมีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะออกมาในรูปนี้ !?

แต่ก็ยังมีการเคลื่อนไหวเฉพาะในประเด็นเงิน 29 ล้านบาทอยู่

วันก่อน แกนนำนปช.เชียงรายยื่นหนังสือถึงกกต.จังหวัด เพื่อให้ส่งต่อถึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง

ขอให้เรียกคืนเงิน 29 ล้านบาทจากพรรคประชาธิปัตย์

เพราะกกต.ในฐานะผู้ร้อง เคยมีมติชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดระเบียบ ไม่ได้ใช้เงินก้อนนี้ไปตามเจตนารมณ์

กกต.จึงมีความชอบธรรมที่จะเรียกคืน"เงินหลวง"ก้อนนี้

กับอีกส่วนที่เป็นการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

แกนนำเพื่อไทยประกาศเตรียมล่ารายชื่อประชาชน 2 หมื่นคน ยื่นถอดถอนนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.

เพราะมองว่าเป็น"ต้นเหตุ"ของคำตัดสินยกคำร้อง

ทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนเวลา 17 ธ.ค.2552 กับ 12 เม.ย.2553 เป็นการจงใจหรือเปล่า

ว่าไปแล้ว นายอภิชาตไม่ได้โดนกดดันจากสังคม หรือจากพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

กกต.ด้วยกันเองก็ยังเห็นว่านายอภิชาตควรลาออกไปคนเดียว !

เพื่อรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ถึงเวลานี้ พรรคประชาธิปัตย์อาจรอดพ้นจากการยุบพรรคในแง่ของตัวบทกฎหมาย

ไม่ต้องเปลี่ยนชื่อพรรคใหม่

นายกฯมาร์คไม่ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกฯ ไม่ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี

แต่ในแง่สังคม พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นปัญหาอยู่

ยังไขความกระจ่างคดี 29 ล้านไม่ได้

ข้อกล่าวหา"มือที่มองไม่เห็น"ก็ยังกังขาอยู่ต่อไป !?

ธิดาถาวรเศรษฐ ชูธงสันตินำทัพแดง

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ




การก้าวขึ้นเป็นแกนนำรุ่นใหม่ของทัพเสื้อแดง ทำให้ นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานา

แต่เสียงสะท้อนส่วนใหญ่เป็นไปทางบวก ในแง่ความเป็นผู้หญิงทำให้ภาพลดความแข็งกร้าวลงได้มาก

นางธิดา ซึ่งมีสถานะเป็นภรรยา หมอเหวง โตจิราการ อดีตแกนนำนปช. ที่ยังถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำ

รักษาการประธานนปช.คนใหม่ มีจุดยืน รูปแบบ และแนวทางแบบไหน อย่างไร

เหตุใดรับตำแหน่งประธานนปช.

มันมีอยู่ 2 ทำไม คือ ทำไมต้องเป็นธิดา แล้วทำไมต้องมีองค์กรนำ

สาเหตุ ของการมีองค์กรนำ เพราะระยะเวลาที่ผ่านมา 7-8 เดือน หลังการสูญเสียครั้งใหญ่ของประชาชน สภาพการนำของนปช.ไม่มี เพราะแกนนำถูกจับกุมคุมขัง มวลชนอยู่ในสภาพที่พยายามนำกันเอง

เราจึง เห็นควรตั้งองค์กรนำขึ้นมาใหม่เพื่อกำหนดทิศทางไปในทางเดียวกัน ยกระดับการเคลื่อนไหวของมวลชนเป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ ป้องกันไม่ให้ใครฉวยโอกาส นำมวลชนไปใช้ประโยชน์ในแนวทางที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายมาก

อีกข้อคือ แล้วทำไมต้องเป็นตัวดิฉัน ต้องบอกว่าเป็นความเห็นโดยเอกฉันท์จากแกนนำทั้งหมด หากจะมีคนไม่เห็นด้วยก็คงเป็นหมอเหวง คนเดียว (หัวเราะ)

แต่ทั้งหมด เห็นร่วมกันแล้วว่าดิฉันเหมาะสม เราต่อสู้ร่วมกันมา 4-5 ปี แม้ไม่ได้ขึ้นเวทีปราศรัย แต่แสดงความคิดเห็นผ่านรายการโทรทัศน์ ให้ความรู้ในโรงเรียนนปช. มาตลอด

ประกอบกับตอนนี้เรามาร่วมกัน ต่อสู้ในทางการเมือง ไม่ใช่ขบวนการใต้ดิน ไม่ได้ต่อสู้ทางการทหาร จึงต้องเปิดเผยแนวทางให้ชัดเจนต่อสังคม และสาธารณะ เก็บชัยชนะ ไปเรื่อยๆ

ส่วนใครจะชนะทางการทหาร รู้สึกชอบใจที่ได้เอาปืนมาไล่ยิงหัวประชาชนก็เรื่องของเขา แต่เราจะต่อสู้ทางการเมือง

แนวทางการต่อสู้ของนปช.หลังจากนี้

คน พูดกันเยอะว่าแกนนำนปช.รุ่นที่แล้วใช้ความรู้สึกมากเกินไป ต่อสู้แบบนักเลง มันก็มีส่วนอยู่เพราะเราใช้ความรู้สึก ความไม่ทิ้งกัน ต่อสู้ร่วมกันมา อย่างคุณวีระ(มุสิกพงศ์) ณัฐวุฒิ (ใสยเกื้อ) จตุพร (พรหมพันธุ์) ที่เป็นแกนนำก็ชัดเจนว่าเราไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว

แต่เมื่อสถานการณ์ เปลี่ยน การต่อสู้ต้องปรับเปลี่ยนตาม การเอาดิฉันมายิ่งแสดงถึงการยึดมั่นแนวทางสันติวิธี ดิฉันต่อสู้มายาวนานตั้งแต่ 14 ตุลา 16 วันนี้ก็มีบางคนบอกว่าเป็นพวกซ้ายเก่า แต่ไม่เป็นไร แนวทางเหล่านี้หล่อหลอมมาให้เห็นชัดเจนว่าเราต่อสู้ทางอุดมการณ์และการ เมืองอย่างจริงจัง

ที่สำคัญดิฉันเป็นผู้หญิง คนต้องคิดแล้วว่าไม่ไปรบกับใครแน่นอน

จาก นี้ไปเราต้องปรับเรื่องความรู้ ทำความเข้าใจกับมวลชนให้ยึดมั่นแนวทางอุดมการณ์ ไม่ให้ใครทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม เช่น มีคนพยายามหาว่าเราล้มเจ้า ไม่จงรักภักดี ซึ่งไม่ใช่

จึงต้องย้ำให้ชัดว่าเรายึดมั่นแนวทางประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอย่างแท้จริง

สร้างองค์ความรู้เพื่อให้เข้าใจสภาพสังคม รับทราบในความแตกต่าง และต่อสู้ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคม

ต้องปรับระบบความคิดให้ใช้เหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ คนที่จะขึ้นมาเป็นแกนนำต้องมีความรู้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะนำกันอย่างสะเปะสะปะ

การเคลื่อนไหวครั้งต่อไป

นัด ชุมนุมอีกครั้งวันที่ 10 ธ.ค. วันรัฐธรรมนูญ แสดง ให้สังคมรับรู้ว่าระยะเวลาที่ผ่านมา 7-8 เดือน หลังสลายการชุมนุมเดือนพ.ค. ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบกับผู้ เสียชีวิต

ครั้งนี้เป็นการ ให้ โอกาสประเทศได้แก้ไขปัญหาด้วยความถูกต้อง การเคลื่อนไหวจะจุดประกายให้องค์กรต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว โดยเฉพาะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ไม่เคยออกมา จะถูกกดดันจากองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศ หรือ ฮิวแมนไรต์วอตช์



ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวจะอยู่ในขอบเขต ไม่สร้างบาด แผลให้ร้าวลึก

คนเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม การเคลื่อนไหวอาจไม่มีเอกภาพ

ไม่ กังวลเลย คนเสื้อแดงมีเยอะมาก บางคนก็เข้ามาร่วมกับนปช. หรือบางกลุ่มคิดว่าแนวทางของเขาดีกว่าก็ตั้งกลุ่มกัน เช่น กลุ่ม 24 มิถุนา กลุ่มแดงสยาม หรือกลุ่มของเสธ.แดง ต่างเคลื่อนไหวในแนวทางของตัวเอง ห้ามเขาไม่ได้

ต้องยอมรับในความคิดเสรีประชาธิปไตย ต่างคนต่างกลุ่มสามารถทำกิจกรรมของตัวเองได้

หากเขามีมวลชน มีศรัทธาก็ทำได้ แต่ละคนก็มีคนละทิศทางกัน

คนอย่างหมอเหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง หรือนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ มีทิศทางแตกต่างกัน เราต้องใจกว้าง

แต่ใครที่เข้ามาร่วมกับนปช.แล้วต้องมีทิศทางและอุดมการณ์เดียวกัน

เรื่อง ที่หนักใจและกังวลมากสุด คือ การที่แต่ละกลุ่มดำเนินกิจกรรมกันไป อาจมีทิศทางที่ไม่ตรงกับนปช. แล้วถูกเหมารวมว่าเป็นการกระทำของนปช. ทำให้ถูกมองอะไรหลายๆ อย่าง เช่น เรื่องล้มเจ้า การเผาบ้านเผาเมือง

หนักใจหรือไม่ที่คนมองว่าเป็นซ้ายเก่า

ไม่ เลย มองอีกมุมการเป็นซ้ายเก่าทำให้เขาเห็นว่าเรามีรากฐานการต่อสู้ยาวนาน มีอุดมการณ์ความคิดที่ชัดเจน เป็นเครื่องการันตีเราอีกทางด้วย

จริงๆ แล้วคนเป็นซ้ายเก่าก็มีอยู่ในทุกพรรคการเมือง เป็นรัฐมนตรี หรืออะไรตั้งเยอะแยะ

ที่จริงแล้วในพันธมิตรมีเยอะที่สุดเลยด้วยซ้ำ แต่เราก็มีความชัดเจน ไม่เคยสังกัดพรรคการเมืองไหน ยึดมั่นแนวทาง ประชาธิปไตย

ไม่เคยไปรับเงินใครมาเคลื่อนไหว

จริงๆ แล้วก็เป็นข้อดีในการต่อสู้





จาตุรนต์ ฉายแสง

อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

"การเคลื่อนไหวต่อจากนี้คือการสะสมชัยชนะ"

แนว ทางสันติเป็นสิ่งที่อดีตแกนนำนปช.หลายคนยึดถือเป็นหลักการต่อสู้อยู่แล้ว ผมยังไม่มีโอกาสพูดคุยกับแกนนำรุ่นใหม่ แต่เชื่อว่าแนวทางการทำงานไม่น่าจะแตกต่างกัน

หลังการชุมนุมครั้ง ก่อนยังคงมีปัญหาตามมา แกนนำส่วนใหญ่ถูกจับกุมในคุก บางคนต้องหนี มีแค่บางคนที่มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ความคิดทางการเมืองจึงไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน การทำงานจึงแตกเป็นกลุ่มย่อยๆ

ฉะนั้น การตั้งแกนนำชุดใหม่จึงเป็นสิ่งจำเป็น

แกนนำ ใหม่มีบทเรียนจากการชุมนุมครั้งที่ผ่านมา น่าจะเข้าใจสถานการณ์และปัญหาได้ดี แม้อาจไม่เป็นที่คุ้นเคยหรือได้รับการยอมรับมากเท่าแกนนำชุดเดิม แต่เชื่อว่าแนวทาง ต่อสู้ไม่ต่างกัน

คือต่อสู้ด้วยสันติวิธีตามแนวทางประชาธิปไตย

แกนนำชุดนี้น่าจะเข้าใจว่าวิธีแบบเดิมที่ระดมพลเพื่อเอาชนะภายในครั้งเดียว 7 วัน หรือ 1-2 เดือน แล้วชนะเลยคงเป็นไปไม่ได้

ดังนั้น การเคลื่อนไหวต่อจากนี้จะเป็นการสะสมชัยชนะ คือการเคลื่อนไหวเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม

ต้องใช้ระยะเวลาการต่อสู้ยาวนานขึ้นกว่าเดิม อาจยืดเยื้อ 2-3 ปี เพื่อทำความเข้าใจและสร้างจุดร่วมให้คนในสังคมมาก กว่าเดิม

แกนนำเป็นผู้หญิงถือเป็นจุดดี อีกทั้งแกนนำรุ่นใหม่หลายคนก็มีประสบการณ์มากพอที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองได้

การระดมคนเสื้อแดงให้มีจำนวนมากทำได้ไม่ยาก แต่การจะทำให้สังคมยอมรับ และไม่พอใจน้อยลงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำต่อจากนี้

เชื่อ ว่าจะมีการปรับตัวในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น เคลื่อนไหวด้วยแนวทางที่สุขุมมากขึ้น จะทำให้ฝ่ายความมั่นคงหาเหตุให้คนเกลียดชังได้น้อยลง แต่ไม่ควรประมาท เพราะรัฐบาลสามารถใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปราบปรามประชาชนได้โดยไม่มีใครผิด

หากมีการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งมากขึ้น อาจหาเหตุเข้าปราบปรามก็เป็นได้

ใส่ตะกร้า ล้างน้ำ!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

111



คดีดับเพลิงอัปยศ
ชนักปักหลัง”อภิรักษ์”
12 ธันวาคมที่จะถึงนี้ จะมีการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. แทน ส.ส.ที่ถูกวินิจฉัยให้สิ้นสุดสมาชิกภาพ จากกรณีการถือครองหุ้นที่อยู่ในสัมปทานของรัฐ ลักษณะผูกขากตัดตอน และหุ้นสื่อสารมวลชน
ซึ่งแม้ว่าความสนใจส่วนใหญ่จะพุ่งไปที่ศึกชนช้างชิง เก้าอี้ที่นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร กับนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ถูกสอยร่วงจากการเป็น ส.ส. แล้วยังถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทวงถามจริยธรรมทางการเมือง จนต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการด้วยกันทั้งคู่
ทำให้ที่อยุธยา เขตเลือกตั้งที่ 1 นายองอาจ วชิรพงศ์ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย เป็นคนลงชนกับนายเกื้อกูล และมีนางกาญจน์มณี ทรัพย์พันธ์ พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย มาเพิ่มสีสัน

และที่นครราชสีมา เขตเลือกตั้งที่ 6 นายอภิชา เลิศพชรกมล ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคเพื่อไทย ปะทะตรงๆกับนายบุญจง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งในอดีตนายอภิชา เคยชนะนายบุญจงมาแล้ว
ทั้ง 2 เขตจึงถูกจับตาเป็นอย่างมาก เพราะทั้งนายเกื้อกูลและนายบุญจง หลังพิงฝาตกอยู่ในสถานะที่แพ้ไม่ได้ ชนิดต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้แพ้ เพราะหากแพ้นอกจากพรรคจะเสียเก้าอี้ ส.ส.ให้กับพรรคฝ่ายค้านแล้ว
ยังจะชวดเก้าอี้รัฐมนตรี อดรีเทิร์นกลับมาแน่
แต่ ไม่ใช่ว่าจะแค่เฉพาะอยุธยากับโคราชเท่านั้นที่จะดุเดือด พื้นที่เลือกตั้งในกรุงเทพฯ เขตเลือกตั้งที่ 2 ก็ดุเดือดเช่นกัน โดยนายพงษ์พิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย จะต้องลงพิสูจน์ฝีมือกับนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่า กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์

แน่นอนว่าด้วยดีกรีอดีตผู้ว่า กทม. แถมยังเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี แต้มต่อในการได้เปรียบจึงมีสูงมาก เพียงแต่สิ่งที่ทำให้สนามเลือกตั้งเขต 2 กทม. มีความคึกคัก และท้าทายความรู้สึกนึกคิดของคนกรุงเทพก็เพราะ การตัดสินใจส่งนายอภิรักษ์ลงเลือกตั้งในครั้งนี้ ของนายอภิสิทธิ์ และนายอภิรักษ์ในครั้งนี้
เป็นการส่งทั้งๆที่นายอภิรักษณ์ยังมีคดีรถดับ เพลิงฉาว เป็นชนักปักคาหลังอยู่ในปัจจุบัน ประเด็นนี้สิน่าคิดว่า นายอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์เดินแต้มนี้เพื่อหวังอะไร

เพราะต้องไม่ลืมว่าคดีนี้ยังอยู่ในระหว่างกระบวนการดำเนินการ คดียังไม่จบ
ที่ สำคัญการทุจริตจัดซื้อรถยนตร์และเรือดับเพลิงของ กทม. มีมูลค่าความเสียหาย มากกว่า 6,800 ล้านบาท เป็นการสูญงบประมาณไปเปล่าๆ โดย กทม.ไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนคืนมาแม้แต่น้อย
ทุกวันนี้รถดับเพลิงก็จอด ทิ้งอยู่ที่ท่าเรือ เป็นเวลาหลายปีๆจนสนิมกินแดงไปหมด เป็นการทำลายงบประมาณของ กทม.และของชาติลงไป อย่างน่าเสียดายยิ่ง

และ เรื่องนี้แหละที่เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้นายอภิรักษ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ทั้งๆที่เพิ่งได้รับเลือกกลับเข้าไปหมาดๆ เพราะถูกชี้มูลความผิดในคดีอาญา จะขัดขืนอยู่ในตำแหน่งต่อ ก็ไม่อาจต้านแรงกดดัน ที่กระหน่ำมาจากรอบทิศไม่ไหว
จำใจต้องลาออกไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และเตรียมการไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาลต่อไป

เพราะ กรณีนี้ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติ 9 ต่อ 0 ชี้มูลความผิดนายอภิรักษ์ ในคดีทุจริตโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิง และอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานคร มูลค่า 6,800 ล้านบาท

เป็นมติ 9 ต่อ 0 โดยที่ไม่มีกรรมการคนใดเห็นเป็นอย่างอื่นเลย โดยใช้เวลาในการพิจารณาชี้มูลเกือบ 10 ชั่วโมง
ซึ่ง ในวันนั้น ทั้งนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษก ป.ป.ช. และนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมกันแถลงการชี้มูลการทุจริตโครงการจัดซื้อรถ-เรือดับเพลิงของ กทม. ด้วยตัวเอง

โดยนายกล้านรงค์ระบุว่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. หลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 ก.ย.2547 ได้ทราบข้อมูลว่า มีการทุจริตโครงการดังกล่าว และมีการร้องเรียนเรื่องมาที่สำนักงาน ป.ป.ช. รวมทั้งมีการหารือในพรรคประชาธิปัตย์

ที่สำคัญยังพบว่าเอโอยูไม่ได้ ส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้อง แต่นายอภิรักษ์กลับไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อยกเลิกหรือระงับการดำเนินการตามสัญญา
นายอภิรักษ์เพียงแค่แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดการจัดซื้อเท่านั้น

อีก ทั้งการที่นายอภิรักษ์ขอให้กระทรวงมหาดไทย พิจารณาทบทวนการจัดซื้อตามโครงการนี้ตลอดมา ย่อมแสดงให้เห็นว่า นายอภิรักษ์ทราบข้อเท็จจริงว่า มีข้อบกพร่อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับอ้างว่า ไม่มีอำนาจในการดำเนินการ และเป็นอำนาจของนายโภคิน พลกุล อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
รวมถึงมีการอ้างว่า ถูกเร่งรัดให้เปิดแอลซีแก่บริษัท สไตเออร์ ซึ่งคำกล่าวอ้างทั้งหมดไม่สามารถฟังได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงแล้ว อำนาจการบริหารงบประมาณทั้งหมด อยู่ที่ ผู้ว่าฯ กทม. ไม่ใช่ของกระทรวงมหาดไทย

และการที่นายอภิรักษ์เปิดแอลซี เป็นเหตุให้ข้อตกลงซื้อขายที่นายสมัคร ลงนามไว้ มีผลผูกพันและบังคับใช้ระหว่างคู่สัญญาต่อไป
ที่ ประชุม ป.ป.ช.จึงมีมติเอกฉันท์ ว่าการกระทำของนายอภิรักษ์มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ กทม. และฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
และ หลังจากที่ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ เองนั้นแหละที่เป็นผู้ไปหารือกับนายอภิรักษ์ ที่คอนโดมิเนียมของนายอภิรักษ์ ในซอยสุขุมวิท 24 เพื่อล็อบบี้นายอภิรักษ์ให้ลาออกจากตำแหน่ง

เพื่อแสดงความรับผิดชอบ หลัง ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ในคดีทุจริตจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม.
ซึ่ง นายอภิสิทธิ์คงน่าจะยังจำได้ดีว่าการหารือเป็นไปอย่างเคร่งเครียด เพราะแม้นายอภิสิทธิ์จะพยายามพูดจาหว่านล้อมให้นายอภิรักษ์ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงสปิริต แต่กลับถูกนายอภิรักษ์ปฏิเสธ โดยอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรผิดอย่างที่ ป.ป.ช.ตัดสิน จึงไม่ยอมลาออก

แถมอ้างกับนายอภิสิทธิด้วยว่า ได้ปรึกษากับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคในขณะนั้นแล้ว
เล่นเอานายอภิสิทธิ์ถึงกับบ่นว่าเหนื่อย ถ้านายอภิรักษ์จะทำอย่างนั้น
แต่ สุดท้ายด้วยแรงบีบจากสังคม และการทวงถามจริยธรรมทางการเมือง เนื่องจาก เมื่อป.ป.ช.มีมติชี้มูลว่ามีความผิดจริง นายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว จนกว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะมีคำพิพากษาออกมา

ซึ่ง แน่นอนว่าหากยังเกาะเก้าอี้ต่อไป ไม่ยอมลาออก ก็จะกระทบต่อการบริหารงานของ กทม. เพราะนายอภิรักษ์จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าคดีนี้เมื่อเข้าสู่ชั้นศาลจะใช้เวลาเท่าไหร่

เจอประเด็นนี้เข้าสุดท้ายนายอภิรักษ์จึงยอมลาออกจากตำแหน่ง
ทำ ให้ต้องมีการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ชนิดติดๆกัน เพราะนายอภิรักษ์ต้องลาออก หลังจากที่ กกต.เพิ่งจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ไปได้ไม่นาน

ซึ่ง เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของชาติโดยใช่เหตุ หากวันนั้นนายอภิสิทธิ์ ไม่ดื้อรั้นส่งนายอภิรักษ์ ลงชิงตำแหน่งผู้ว่า กทม. สมัยที่ 2 ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่า นายอภิรักษ์มีคดีรถดับเพลิงฉาวคาราคาซังอยู่

ดัง นั้นในรอบนี้การที่ นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจส่งนายอภิรักษ์ลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 อีกครั้ง ทั้งๆที่เรื่องคดีต่างๆยังไม่จบนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาอีกเช่นกัน และแน่นอนว่าเสียงสำท้อนจากสังคมนั้นมีแต่ลบอย่างเดียว

คอลัมน์สำนักข่าวหัวเขียว ของไทยรัฐ เมื่อจันทร์ ที่ 22 พ.ย.2553 “แม่ลูกจันทร์” เขียนเอาไว้ ว่า
...แม่ลูกจันทร์ไม่รู้ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ คิดอย่างไรถึงได้จับอภิรักษ์ใส่ตะกร้าล้างน้ำกลับมาลง ส.ส.กทม.เขต 2...
...ตัวเลือกอื่นๆมีให้เลือกเยอะแยะ แต่พระคุณท่านไม่เอา กลับเอาสินค้ามีตำหนิ มาขายคนกรุงเทพอีกแล้วโยม...

ดังนั้นนี่คือปรากฏการณ์ที่ท้าทายคนกรุงเทพฯเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นอย่างมาก
เพราะ ลำพังมีคดีปักหลังอย่างเดียวก็แย่มากๆแล้ว แต่นี่ยังพัวพันความเสียหายของประเทศชาติอีกมากมาย เพราะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่า กทม. คนปัจจุบัน ยอมรับเองว่าคดีรถ เรือดับเพลิงฉาว ได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 26 ต.ค.2553 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ซึ่งงานนี้ทางกทม.ได้ว่าจ้างทนายความชาวสวิตเซอร์แลนด์ และที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายระดับโลกให้ต่อสู้คดีรถดับเพลิงในชั้นอนุญาโตตุลาการ
แต่ ก็ยอมรับว่าทีมของคู่กรณี คือ บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ พุค สเปเชียล ฟาห์รซอยก์ จำกัด ประเทศออสเตรีย ซึ่งใช้ทีมทนายความของบริษัท เจเนอรัล ไดนามิกส์ (สหรัฐอเมริกา) บริษัทแม่ของบริษัท สไตเออร์ฯ ซึ่งเป็นทีมทนายจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา ก็มีประสบการณ์ในคดีระดับโลกไม่แพ้กับฝ่ายไทยใช้เลย

แน่นอนว่าการใช้ ทนายความระดับโลก ค่าใช้จ่ายก็ย่อมเป็นมาตรฐานทนายระดับโลกด้วยเช่นกัน ถามว่ากี่สิบกี่ร้อยล้านบาทที่เป็นเงินงบประมาณของประเทศชาติ ซึ่งก็เป็นภาษีจากประชาชนนั่นเอง ที่ต้องสูญเสียไป
ดังนั้นเมื่อคดียัง ไม่สิ้นสุด แล้วนายอภิสิทธิ์ กลับดันทุรังส่งนายอภิรักษ์ลงมาเลือกตั้งซ่อม ซ้ำรอยเดียวกันเป๊ะกับการเลือกตั้งผู้ว่า กทม.สมัยที่ 2 ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเสียเงินงบประมาณเสียเวลามาเลือกตั้งซ่อมกันใหม่

นายอภิสิทธิ์ ไม่เคยจำบทเรียน และไม่เคยนึกถึงความสูญเสียของประเทศชาติเลยหรือ
หรือว่าจริงๆแล้ว ดีดลูกคิดแล้วว่า จะใช้คะแนนเสียงที่นายอภิรักษ์จะได้รับนั้น มาเป็นการเรียกคะแนนเห็นใจจากระบบยุติธรรม!!!
ถามจริงๆทำแบบนี้ เป็นการ “ดูถูกคนกรุงเทพฯ หรือเปล่า!!?”
ทำไมจึงต้องเจาะจงเอาคนที่มีชนักปักหลังมาลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯด้วย

‘จตุพร’ร้องศาลฏีกา-‘ธาริต’ยื่นถอนประกัน

ที่มา ข่าวสด





เมื่อ วันที่ 7 ธ.ค.นาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง และสส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฏีกา เพื่อขอความเป็นธรรม กรณี นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ยื่นศาลอาญาถอนประกันตัว โดยนายจตุพร ยืนยันว่าไม่ได้กระทำการที่เข้าข่ายข่มขู่พยานจนเป็นเหตุให้ดีเอสไอยื่นถอน ตัว นอกจากนี้ นาย จตุพร ยังยื่นให้ถอนตัว ผู้พิพากษาในคดีที่ถูก นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ฟ้องหมิ่นประมาท เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนายกฯ

ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ยื่นเรื่องต่อศาลฏีกาเพื่อถอนประกัน นาย จตุพร แล้วเนื่องจากมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน ของดีเอสไอ คือ นายเมธี อมรวุฒิกุล ขณะที่ศาลอาญานัดฟังคำสั่งบ่ายวันนี้(7ธ.ค.)

โมเดลแบบเดียวกันเลย ทำกับเขาแบบนี้ ช่างป่าเถื่อนนัก

ที่มา thaifreenews

โดย หมูแดง

ความจริงที่ตากใบ




ความจริงที่วัดปทุม