WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 8, 2010

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ที่มา มติชน



โดย สมผล ตระกูลรุ่ง ผู้เชี่ยวชาญตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ



หลัง จากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ในคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้คนจำนวนมากเข้าใจคำวินิจฉัยคลาดเคลื่อน ก่อให้เกิดความสับสนและไม่เข้าใจในข้อกฎหมายจากคำวินิจฉัย

การทำความ เข้าใจกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเข้าใจระบบการทำคำวินิจฉัยของศาล เสียก่อนว่า ตุลาการแต่ละท่านจะทำคำวินิจฉัยส่วนตนแล้วนำมาประชุมลงมติกันว่า ความเห็นใดเป็นเสียงข้างมาก ก็ถือว่าเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในคดี โดยจะใช้ความเห็นส่วนตนของตุลาการท่านใดท่านหนึ่ง เป็นหลักในการทำคำวินิจฉัยกลางแล้วช่วยกันปรับปรุงเพิ่มเติมเนื้อหาให้ครอบ คลุมถึงเหตุผลของแต่ละท่าน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่วินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์โดยเหตุผลทางข้อกฎหมายนั้น เสียงไม่เป็นเอกฉันท์ โดยตุลาการที่เห็นว่ากระบวนการนำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญของนายทะเบียน พรรคการเมืองถูกต้องแล้ว มี 2 ท่าน ส่วนตุลาการอีก 4 ท่าน มีความเห็นว่า กระบวนการนำคดีขึ้นสู่ศาลไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ในความเห็นเสียงข้างมาก ของตุลาการ 4 ท่าน เห็นตรงกันในส่วนของผลคือ กระบวนการไม่ชอบ แต่อธิบายโดย 2 เหตุผล ซึ่งปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยแล้ว

เหตุผลที่หนึ่งเป็นเสียง ข้าง มาก 3 เสียง ซึ่งถือเป็นเหตุผลหลัก คือ ศาลท่านเห็นว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องมีความเห็นก่อนว่า พรรคการเมืองทำความผิดแล้วจึงเสนอขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งกลั่นกรองให้รอบคอบ

เนื่อง จากมาตรา 93 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนให้นายทะเบียนโดยความความเห็นชอบจาก กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ยุบพรรค

ฉะนั้น หากนายทะเบียนเห็นว่า พรรคการเมืองไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ยังไม่ถือว่าความปรากฏต่อนายทะเบียน ไม่ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งอีก 4 ท่านจะมีความเห็นอย่างไร ก็ไม่สามารถสั่งนายทะเบียนพรรคการเมืองได้

จากข้อเท็จจริง ที่ปรากฏต่อศาลในสำนวน ศาลท่านเห็นว่านายทะเบียนยังไม่ได้มีความเห็นให้ยุบพรรค ฉะนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงไม่อาจเห็นชอบได้ และ กกต.ก็ไม่มีอำนาจสั่งให้นายทะเบียนดำเนินการได้ กระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่ชอบ

อีกความเห็นหนึ่งซึ่งมี 1 เสียง เป็นความเห็นเสริมเนื่องจากในคำวินิจฉัยกลางใช้คำว่า "อนึ่ง มีเหตุผลในการวินิจฉัยอีกว่า" ซึ่งเท่ากับเป็นเหตุผลที่สนับสนุนเหตุผลหลัก โดยให้เหตุผลว่า กกต.มีอำนาจครอบงำนายทะเบียน เมื่อ กกต.มีมติให้ดำเนินคดีเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 จึงถือว่าความปรากฏต่อนายทะเบียนในวันดังกล่าว นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องยื่นคำร้องภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อนายทะเบียนยื่นคำร้องเมื่อเดือนเมษายน 2553 จึงเกิน 15 วัน กระบวนการจึงไม่ชอบ

ทั้งสองเหตุผลในคำวินิจฉัยที่เห็นว่ากระบวนการ ยื่นคำร้องไม่ชอบนั้น ไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน และขัดกันเองด้วย เมื่อนำมาเขียนในคำวินิจฉัยฉบับเดียวกันจึงเกิดความสับสนได้ว่า

จะถือเหตุผลใดเป็นบรรทัดฐานจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว

ในทางวิชาการ ประเด็นดังกล่าวน่าจะต้องถือเอาเหตุผลตามเสียงข้างมากเป็นบรรทัดฐาน

นอกจากนี้ มีผู้ตั้งข้อสงสัยกันมากว่า ทำไมศาลจึงไม่พิจารณาเนื้อหาว่าพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินผิดจริงหรือไม่

ประเด็น นี้เป็นประเด็นเทคนิคในทางกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายที่เมื่อวินิจฉัยแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป ในทางกฎหมายอธิบายได้ว่า กฎหมายแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือกฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ ซึ่งมีความสำคัญเท่าๆ กัน เพราะมีผลกับการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน

กฎหมาย สารบัญญัติ เป็นกฎหมายที่กำหนดว่า การกระทำอย่างใดเป็นความผิด เช่น ถ้าจ่ายเช็คไม่มีเงิน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติเป็นกฎหมายที่กำหนดวิธีการเพื่อให้สามารถบังคับใช้ กฎหมายให้เป็นไปตามบัญญัติไว้ในกฎหมายสารบัญญัติ เช่น กำหนดวิธีการสอบสวนของตำรวจว่า จะต้องสอบสวนอย่างไร การวิสามัญฆาตกรรม มีหลักเกณฑ์อย่างไร

ตัวอย่างคดีของต่างประเทศ เช่น คดีของ O.J.Simpson นักบาสเกตบอลที่ฆ่าภรรยาตัวเอง การแสวงหาพยานหลักฐานของตำรวจไม่เป็นไปตามกฎหมาย อันเป็นกฎหมายในส่วนวิธีสบัญญัติจึงรับฟังไม่ได้ แม้รู้อยู่ว่าทำผิดจริง ก็ต้องยกฟ้อง หรือคดีสนามกอล์ฟของคุณเสนาะ เทียนทอง ศาลฎีกาพิพากษาว่า คดีขาดอายุความ โดยไม่ได้วินิจฉัยว่า คุณเสนาะทำผิดหรือไม่

กฎหมายวิธีสบัญญัติ จึงมีความสำคัญที่จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ถูกเจ้าหน้าที่รวบรัดสรุปสำนวน

หากไม่เคร่งครัดกฎหมายวิธีสบัญญัติ ยอมรับให้เจ้าหน้าที่ทำการสอบสวนโดยวิธีการใดก็ได้ผู้ที่จะเดือดร้อนก็คือประชาชน

คดี ยุบพรรคก็ทำนองเดียวกัน หากยอมให้นายทะเบียนพรรคการเมืองหรือ กกต.ทำอะไรได้ตามใจชอบ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายก็ได้ ก็เท่ากับนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือ กกต.อยู่เหนือกฎหมาย

การที่ศาล รัฐธรรมนูญเห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองและ กกต.ทำผิดขั้นตอนจึงยกคำร้อง ย่อมเป็นไปตามหลักกฎหมายที่ทั่วโลกเขาปฏิบัติกัน นักกฎหมายไทยก็รู้ประเด็นนี้ดี

อย่างไรก็ตาม ในคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละท่าน น่าจะวินิจฉัยไว้ทุกประเด็นเพราะตุลาการทุกท่าน ไม่ทราบว่าคดีจะยุติในข้อกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้ คำวินิจฉัยส่วนตนจะต้องพิมพ์เผยแพร่โดยทั่วไป ไม่น่าจะใช้เวลานาน จึงขอให้รอดูเหตุผลในคำวินิจฉัยส่วนตน

อีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดกันมาก คือ เมื่อจะยกคำร้องเพราะกระบวนการไม่ชอบ ทำไมไม่วินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องให้เสียเวลาสืบพยาน

ใน การยื่นคำร้องของนายทะเบียน ไม่ได้มีข้อเท็จจริงทั้งหมดที่จะวินิจฉัยได้เลย การที่จะพิจารณาข้อกฎหมายได้ว่า นายทะเบียนมีความเห็นก่อนหรือไม่ ก็ดี หรือยื่นเกินเวลาหรือไม่ก็ดี ศาลย่อมต้องฟังข้อเท็จจริงจากการสืบพยานจากการไต่สวนของทั้งสองฝ่ายเสียก่อน หากไม่ไต่สวน ข้อเท็จจริงต่างๆ ไม่ปรากฏสำนวน

นอกจากนี้ คดีนี้มีประเด็นข้อเท็จจริงที่จะต้องนำสืบพยานกัน และในระหว่างการสืบพยาน ตุลาการแต่ละท่านก็จะไม่รู้ว่าตุลาการท่านอื่นจะมีความเห็นอย่างไร จึงต้องให้มีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นเสียก่อน

คำวินิจฉัยส่วนตนของ ตุลาการแต่ละท่าน เพิ่งจะเปิดเผยในการประชุมภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงการณ์ด้วยวาจาแล้ว ก่อนหน้านั้นจึงไม่อาจทราบได้ว่าเสียงส่วนใหญ่จะเห็นอย่างไร

คำวินิจฉัยของตุลาการแต่ละท่าน มีเหตุผลอธิบายไว้ว่า ทำไมจึงวินิจฉัยเช่นนั้น ซึ่งท่านสามารถแสดงเหตุผลโต้แย้งหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้

อนิจจา!! วัฏสังขารา

ที่มา บางกอกทูเดย์

อนิจจา!!   วัฏสังขารา



ยื่นเกิน 15 วันเป็นแถว
แต่กลับถูกยุบกันเป็นเบือ!!

น่า สังเกตุอย่างยิ่งว่า หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 4 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานความผิดกรณีใช้เงินกองทุนการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์

หน่วยงานที่มีปฏิกริยามากที่สุด กลับไม่ใช่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นผู้ร้องคดีนี้ เพราะดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะเข้าใจเกมช่วงชิงอำนาจการเมือง ที่มี”ขั้วอำนาจพิเศษหนุนหลัง” ถ่องแท้มากขึ้นแล้ว

รวมทั้งไม่ใช่ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่เรียกร้องประชาธิปไตยและความเสมอภาคที่แท้จริง เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงก็ถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีบทเรียนที่เจ็บปวดจากการ สลายการชุมนุม จนมีการสูญเสียชีวิต 91 ศพ และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน

จน รู้แล้วว่าควรจะเลิกหวังลมๆแล้งๆได้แล้ว ตราบใดที่ยังคงมีการใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ มีการคงไว้ซึ่งหน่วยงานอำนาจพิเศษอย่างเช่น ศอฉ. ซึ่งสามารถที่จะเข้าไปดูแลได้ในทุกองค์กร

แต่กลายเป็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นั่นแหละที่เป็นหน่วยงานที่มีปฏิกริยามากที่สุด

เนื่อง จากว่าเหตุผลที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการยกคำร้อง ก็เพราะการยื่นฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยพิจารณาว่าไม่ได้เป็นการยื่นภายในกำหนด 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด

หรือพูดง่ายๆก็คือ กกต. เป็นต้นเหตุที่ทำให้คดีนี้ถูกยกคำร้องนั่นเอง

งานเข้าเต็มๆ รับเผือกร้อนไปเต็มมือจนพุพองไปหมด

เพราะ แน่นอนว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงเรียกร้องการแสดงความรับผิดชอบกระหน่ำเข้าใส่ กกต. เต็มๆ จนเชื่อว่า 5 เสือ กกต. คงรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนหูดับไปแล้ว

ซึ่งจะโทษว่า ประชาชนก็คงไม่ได้ เพราะคดีนี้ประชาชนจับตามองและรอคอยมานานว่า กรณีนี้พรรคประชาธิปัตย์จะผิดหรือไม่ผิด จะถูกยุบพรรคหรือไม่ถูกยุบพรรค

แต่แล้วจู่ๆ วันที่คาดหวังว่าจะได้รับฟังในสิ่งที่อยากรู้ กลับกลายเป็นว่า ไม่ได้รับรู้

เพราะ คดีมาถูกยกคำร้องเสียตั้งแต่แค่ประเด็นที่ 2 ในเรื่องที่ว่าเป็นการยื่นคำร้องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ปรากฏว่าประชาธิปัตย์มาชนะฟาวล์ตั้งแต่ตรงนี้ ทำให้ไม่มีการวินิจฉัยประเด็นที่ 3 ประเด็นที่ 4 และประเด็นที่ 5 ซึ่งถือเป็นไคลแมกซ์ที่คนอยากรู้มากที่สุดว่าตกลงแล้วผิดหรือไม่ผิด

เมื่อจู่ๆทุกอย่างค้างเติ่ง อารมณ์ค้างก็เลยบังเกิดกลายเป็นอารมณ์หงุดหงิด

กก ต. ก็เลยซวยไปเต็มๆมากกว่าคนอื่น เพราะปรากฏว่าทั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์พากันชิ่งเอาตัวรอดอุตลุด ปล่อยโดดเดี่ยว กกต. ให้ตายเดี่ยวเพียงลำพัง

และการที่ กกต. เป็นเหมือนลูกโป่งที่ถูกบีบจากทุกด้านนี่เอง ที่พลอยทำให้ภายในของ กกต.เองก็สะเทือนไปด้วย เพราะ กกต.หลายคนอดที่จะรู้สึกไม่ได้ว่า ตราบาปครั้งนี้ความจริงไม่ควรที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากเพียงแค่ ประธาน กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง จะตัดสินใจให้เด็ดขาดไปเสียตั้งแต่ต้น

เพราะ จริงๆแล้วอำนาจนายทะเบียนพรรคการเมือง บวกกับอำนาจประธาน กกต. ซึ่งมีอยู่ในตัวคนๆเดียว คือ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ สามารถทำอะไรให้ชัดเจนได้เหลือเฟืออยู่แล้ว

แค่วันนั้นนายอภิชาติ ใช้อำนาจที่มีฟันธงลงไปเลย ว่ายุบหรือไม่ยุบเสียตั้งแต่วันนั้น บรรดา 5 เสือ กกต. ก็คงไม่ต้องเจ็บหนักเท่าวันนี้แน่

เพราะกรณียุบ ปชป. จะเห็นว่าศาลพูดถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2552 กับวันที่ 12 เมษายน 2553 แต่ในวันที่ 17 ธันวาคม 2552 นายทะเบียนไม่ได้ทำความเห็นมา กกต.จึงมีมติ 3 ต่อ 2 ให้นายทะเบียนให้ความเห็นก่อน ซึ่งกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องทำความเห็นภายในเมื่อไร

หลังจากนั้น นายอภิชาตก็ได้ใช้อำนาจแต่งตั้งคณะทำงาน 11 คน เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม โดยมี ม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาประธาน กกต. เป็นประธาน ผ่านไป 3 เดือน คณะทำงานกลับมารายงาน กกต. ในวันที่ 12 เมษายน 2553

เสียงข้างมากของคณะทำงาน 9 เสียง เห็นควรให้ยุบ ปชป.

ส่วนอีก 3 เสียง บอกฟังไม่ได้

ใน วันนั้นประธาน กกต. แทงเรื่องขึ้นมาว่า เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญเห็นสมควรให้ กกต.ทั้งชุดได้พิจารณา นี่คือความเห็นของท่าน จึงถือว่าเข้าข่ายการพิจารณาของนายทะเบียนแล้ว

สุดท้ายเมื่อมีการลงมติในเรื่อง 29 ล้านบาท กกต.มีมติเอกฉันท์ 5 ต่อ 0 ให้ยุบ ปชป.

ฉะนั้นจึงถือได้ว่าวันที่ 12 เมษายน 2553 คือวันที่นายทะเบียนให้ความเห็น

จากนั้นก็ได้ยื่นคำร้องในเวลา 14 วัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยที่ไม่เคยมีใครคิดว่าจะมีการตีความในเรื่องนี้

ดังนั้นเรื่องของเงื่อนเวลา จึงเป็นเรื่องงที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงที่สุด หลังจากที่มีมติให้ยกคำร้องคดีนี้

เนื่องจากว่าถ้าดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้จะพบว่า ก็ไม่เป็นเอกฉันท์

4 เสียงให้ยกคำร้อง อีก 2 เสียงให้ยุบ ปชป.

ที่สำคัญในเสียงข้างมากยังถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก 3 เสียงให้ยกคำร้องด้วยเหตุผลว่านายทะเบียนยังไม่ได้ให้ความเห็นในการยุบพรรคผู้ถูกร้อง

ส่วน อีก 1 เสียงให้ยกคำร้องเพราะระยะเวลาในการยื่นคำร้องต่อศาลเกินกว่า 15 วัน นับแต่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง ตามมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2551

ซึ่งเรื่องนี้จริงๆแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ของ กกต. เพราะเคยมีข้อต่อสู้ในเรื่องนี้ และเคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว

ซึ่ง จากการย้อนตรวจค้นคดียุบพรรคการเมืองที่ผ่านมา จะพบว่า คดีที่ กกต.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณษยุบพรรคการเมืองนั้น เกินกำหนดเวลา 15 วันตามกฎหมายกำหนดแทบทั้งนั้น

อย่างน้อยที่สุดก็คือ 3 คดี ที่เห็นได้ชัดเจน!!!

คดี ที่หนึ่ง คือ คดียุบพรรคไทยรักไทย ซึ่ง กกต.มีมติยุบเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2549 อัยการส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 คิดเป็นระยะเวลา 17 วัน เกินกำหนดไป 2 วัน

ทำไมพรรคไทยรักไทยไม่รอด เหมือน ประชาธิปัตย์บ้าง???

คดี ที่ 2 คดียุบพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า กกต.ลงมติให้ยุบพรรค วันที่ 12 เมษายน 2549 อัยการส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 6 กรกฎาคม 2549 เกินกำหนดระยะเวลา 15 วัน ไปมากมาย นานถึงกว่า 3 เดือน

แต่ขนาดเกินเวลากำหนดตั้ง 3 เดือน ก็ไม่ทำให้พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าโชคดี

เช่นกันกับคดีที่ 3 คดียุบพรรคพลังประชาชน กกต.ลงมติให้ยุบพรรค วันที่ 2 กันยายน 2551

อัยการส่งเรื่องถึงศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 10 ตุลาคม 2551 เกินกำหนดระยะเวลา 15 วัน ไปเดือนเศษ

แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุที่ช่วยทำให้พรรคพลังประชาชนรอดแต่อย่างใด

ที่ สำคัญหากประชาธิปัตย์รอด เพราะหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาต่อสู้ ก็ยังพอจะยอมรับได้ว่า ทีมกฎหมายของประชาธิปัตย์เจ๋งจริง ที่หาช่องโหว่มาพลิกเกมทำให้คดีนี้ตายน้ำตื้นได้

แต่ในความเป็นจริงที่ปรากฏ การยกคำร้องโดยยกเงื่อนเวลา 15 วันมาเป็นเหตุผล ทั้งที่ ปชป.ไม่ได้ยกขึ้นมาต่อสู้ด้วยซ้ำ

ถือเป็นความโชคดีของพรรคประชาธิปัตย์ชนิดที่ไม่รู้จะพูดว่าอะไรจริงๆ

และถือว่าเป็นความโชคร้ายของ กกต. ชุดนี้อย่างน่าเห็นใจที่สุดเช่นกัน

เพราะ ยังไม่รู้ว่า ความพยายามในการเอาผิดกับ กกต. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา กรณีปล่อยให้คดียุบ ปชป. ขาดอายุความ

สุดท้ายแล้วจะจบลงอย่างไร???

และสุดท้ายแล้วระบบยุติธรรมของไทยในสายตาของสังคม จะหลุดการปนเปื้อนการเมืองได้เมื่อไร???

อนิจจา... อนิจจัง!!!

ปรัชญา...จากพายุ

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

ปรัชญา...จากพายุ

ฝนตกหนักน่ากลัวรัวกระหน่ำ
พายุซ้ำกระหน่ำซัดสะบัดโหม
ลมพัดแรงครืนคร่ำกระหน่ำโครม
เข้าจู่โจมต้นไม้เอนไปมา

บ้างต้นหักกิ่งห้อยลงย่อยยับ
บ้างกิ่งพับยับลงอยู่ตรงหน้า
พายุแรงเร่งโหมจู่โจมมา
โอ้อุราหวาดกลัวระรัวไป

ให้หวนคิดชีวิตเราก็เท่านี้
ร้ายกับดีมีกำหนดเป็นกฎไข
ต้องมีอยู่คู่กันทุกวันไป
เกิดมาให้พานพบประสพเจอ

ถึงยามดีเปรียบเป็นเช่นฟ้าใส
แสงอำไพสีทองส่องเสนอ
ดูงดงามพริ้งเพริศสุดเลิศเลอ
ได้พบเจอสิ่งดีมีค่าควร

ถึงยามร้ายเปรียบมีที่พายุ
พัดแรงดุคุโครมเข้าโหมหวน
ต้องหลบซ่อนผ่อนพักรู้หลักควร
เพื่อสงวนให้รอดปลอดภัยพาล

ถ้าแข็งขืนยืนต้านทานพายุ
ที่พัดดุคุกร้าวอย่างห้าวหาญ
คงเหมือนไม้หักลงคงแหลกลาน
เพราะภัยพาลหาญหักจักทำลาย

ต้องรู้ทันโอนอ่อนรู้ผ่อนหนัก
รู้ผ่อนพักหนักเบาเราทั้งหลาย
รู้รักษาตัวรอดอย่าวอดวาย
รู้ดีร้ายที่กรายกล้ำกระหน่ำมี

กิจกรรมทำล้วนควรกำหนด
ไม่ละลดห่างลาพากันหนี
ต้องรู้หลักรู้หลบพบวิธี
รอดคดี ศอฉ.ที่ก่อกวน

ถึงยามรุกบุกกระแทกให้แตกหัก
ถึงยามพักก็ต้องลาอย่าพาหวน
เหมือนพายุโหมกระหน่ำไม่คร่ำครวญ
แต่รุนแรงทำลายล้วนให้ราบลง

ต้องถอนรากถอนโคนโค่นอำมาตย์
พวกเลวชาติมารทมิฬให้สิ้นส่ง
ถึงยามแรงก็ต้องร้ายไม่คลายลง
เป็นพายุพัดพุ่งตรงเข้าทำลาย

ยามมันแรงก็ต้องอ่อนเพื่อผ่อนพัก
ถ้าต้านหนักเราจะหักจนเสียหาย
ต้องอ่อนลู่ใช้เล่ห์เพทุบาย
จนมารร้ายเสียหลักต้องหักพัง

วินิตยา
08/12/53

คลิปใหม่ ยื่นเพิ่มร้องบุญจง

ที่มา ข่าวสด

ขยายภาพ-เสียง เลี้ยงหัวคะแนน 'มาร์ค'ยื้อ-บี้'จิ้น' ให้แจงแจกอบต. ต่อครม.ครั้งหน้า



'มา ร์ค'ยื้อแจกเงินอบต. สั่งในครม.ให้มท.จิ้นทำรายละเอียดมาแจกแจงในครม.อังคารหน้า เชื่อยังทบทวนได้ ขณะที่ปู่จิ้นไม่มีปัญหาแจงก็แจง แต่ประกาศในราชกิจจาฯเมื่อไหร่มีผล 1 ม.ค.54 ทันที นายกฯใช้วิธีโหวตในครม.ให้มหาดไทยแก้กฎกระทรวงไอซีทีหาทางออกสมาร์ทการ์ด อ้างไม่เสียหายแต่ประชาชนได้บัตรประชาชนเร็วขึ้น ผู้สมัครเพื่อไทยโคราชยื่นซีดีชุดใหม่หลักฐานร้อง'บุญจง' เป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงวันเลี้ยงหัวคะแนนที่ระยอง คมชัดกว่าซีดีชุดแรกที่กกต. โคราชอ้างภาพไม่ชัด ไม่รู้ใครเป็นใคร

กกต.ระบุใช้สิทธิ์ล่วงหน้าน้อย

เมื่อ วันที่ 7 ธ.ค.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต. ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงภาพรวมการเลือกตั้งล่วงหน้าส.ส. 5 เขต 5 จังหวัด เมื่อวันที่ 4-5 ธ.ค.ว่า กทม.เขต 2 มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า 4,124 คน จ.ขอนแก่น เขต 2 จำนวน 4,101 คน จ.นครราชสีมา เขต 6 จำนวน 11,767 คน จ.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 5,624 คน และจ.สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 17,830 รวมทั้ง 5 เขตมีผู้มาใช้สิทธิ์ 43,446 คน ภาพรวมถือว่าน่าพอใจ แต่ยังเทียบไม่ได้กับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 เพราะครั้งนั้นมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากกว่า ทั้งนี้ในจ.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จ.ขอนแก่น เขต 2 และกทม.เขต 2 ถือว่ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ไม่มากเท่าที่ควร ส่วนจ.นครราชสีมา เขต 6 มีจำนวนใกล้เคียงกับครั้งที่ผ่านมา จ.สุรินทร์ เขต 3 มีผู้ใช้สิทธิ์ล่วงหน้ามากที่สุด ซึ่งกกต.สุรินทร์ส่งเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นาย ประพันธ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีร้องเรียนเข้ามาเพียง 1 เรื่อง ที่จ.นครราชสีมา เขต 6 เกี่ยวกับการจัดเลี้ยง สัญญาว่าจะให้ และเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ส่วนที่กังวลว่าจะขนคนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั้น ตอนนี้ยังไม่มีรายงานเข้ามา หากประชาชนพบข้อมูล ขอให้แจ้งมาที่กกต.จังหวัด นอกจากนี้กกต.ยังกังวลเรื่องวันเลือกตั้งจริงวันที่ 12 ธ.ค.นี้ ที่ตรงกับวันหยุดยาว อาจทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิไม่มากเท่าที่ควร ได้กำชับกกต.จังหวัดเร่งประชาสัมพันธ์มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องร้องเรียนที่จ.นครราชสีมา กกต.จะมีคำวินิจฉัยออกมาก่อนหรือไม่ นายประพันธ์กล่าวว่า อยู่ที่กกต.นครราชสีมาว่า จะส่งเรื่องมาเร็วแค่ไหน การวินิจฉัยต้องสอบสวนพยานให้ครบถ้วนก่อน ถ้าส่งเรื่องมาทันเวลา กกต.กลางสามารถพิจารณาได้ ซึ่งเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ตามรายงานไม่ได้ระบุว่ามีผู้สมัครลงไปในพื้นที่ด้วยตัวเอง แต่ร้องเรียนมาในลักษณะจัดงานเลี้ยง และพาดพิงถึงผู้สมัคร

นาย ประพันธ์กล่าวอีกว่า ส่วนการเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้ากทม.เก็บไว้ที่สำนักงาน เขต ส่วนต่างจังหวัดเก็บไว้ที่สถานีตำรวจ มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอด 24 ช.ม. และมีกล้องวงจรปิด ถ้าเกิดผู้สมัครคนใดประสงค์จะส่งตัวแทนไปสังเกตการณ์ ขอให้ประสานกกต.จังหวัด

ยื่นเพิ่มคลิปร้องเรียน'บุญจง'

เมื่อ เวลา 12.30 น.ที่สำนักงานกกต.นครราช สีมา พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายอภิชา เลิศพชรกมล ผู้สมัคร ส.ส. เขต 6 นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ยื่นพยานหลักฐานประกอบสำนวนการพิจารณาโทษเพิ่มเติม โดยกล่าวหานายบุญจง วงศ์ไตร รัตน์ ผู้สมัครส.ส. พรรคภูมิใจไทย กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 53 (4) ห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใด กระทำการจัดเลี้ยงในระหว่างจัดการเลือกตั้ง โดยมีนายกนก สิริเพ็ญโสภา หัวหน้างานสืบสวนสอบสวน กกต.จังหวัด เป็นผู้ลงรับเรื่อง

นายกนกกล่าวว่า จะเร่งนำพยานหลักฐานที่รวบรวมเพิ่มเติม นำเข้าสู่การประชุมกกต.จังหวัด เพื่อขอมติดำเนินการต่อไป

ขยายภาพ-เสียงชัดกว่าชุดแรก

นาย อภิชาเปิดเผยว่า มั่นใจพยานหลักฐานที่นำมามอบให้ โดยเป็นคลิปภาพ เสียง เคลื่อน ไหว รวมความยาว 2 ช.ม. บันทึกไว้ช่วงเย็นจนถึงดึกวันที่ 19 พ.ย. รายละเอียดขยายความต่อจากซีดีชุดแรก ที่มีการจัดเลี้ยงสัมมนา"พัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนอ.จักราช นครราชสีมา" สถานที่อ.แกลง ระยอง โดยซีดีชุดแรกกกต.ระบุว่าพบอุปสรรคการซูมตรวจสอบใบหน้าบุคคลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสิ่งแวดล้อมค่อนข้างมืด จึงได้แต่เปิดดูอย่างเดียว ไม่ยอมเรียกบุคคลในคลิปมาสอบ แต่ซีดีหลักฐานชุดนี้สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ทันที เนื่องจากเห็นใบหน้าบุคคลต่างๆ ในระยะใกล้ที่มีพฤติการณ์กระทำผิดหลายคน ต่างกรรม ต่างวาระ ตนหวังว่าเมื่อกกต.ดูซีดีชุดนี้แล้วจะมีคำตอบที่ชัดเจนกับสังคมในการพิจาร ณาโทษ

ด้านพ.ต.ท.สมชายกล่าวว่า ขอฝากถึงนายกฯไม่ควรให้กกต.ปฏิบัติงานเพียงลำพัง สภาพที่เกิดขึ้นในเขต 6 ขณะนี้ กกต.ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ นายกฯต้องรีบออกมาต่อต้านทุจริต โดยป้องปรามข้าราชการที่ออกนอกลู่นอกทาง

ส่วนนายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ผู้สมัครส.ส. พรรคภูมิใจไทย อดีตรมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ว่า บ้านเมืองมีกฎกติกา ตนยังหาเสียงอยู่ในขอบเขตและใช้สิทธิตามกฎหมาย ข้าราชการมีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติ ซึ่งเป็นธรรมดาที่พยายาม สรรหาประเด็นมาโจมตี ตนยังมั่นใจกับผลงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ไม่สนใจเรื่องคลิป

เชียร์กกต.-ยื่นถอดเปารธน.

ที่สำนักงานกก ต. นายเศวต ทินกูล อดีต ส.ส.ร.ปี 2550 พร้อมด้วยเครือข่ายนักกิจกรรมเก่ารามคำแหงอิสาน กลุ่มนักศึกษา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อประชาธิปไตย เครือข่ายต้านทุจริตและคอร์รัปชั่น สมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือและมอบดอกไม้ให้กำลังใจกกต. กรณีถูกกดดันให้ลาออก ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์

นายเศวตกล่าวว่า กกต.ต้องปฏิบัติภายใต้ กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ถูกผลักภาระ

จาก นั้นนายเศวตและเครือข่ายเดินทางไปสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ครม. และสมาชิกรัฐสภา โดยนายเศวตกล่าวว่า การพิจาร ณาของศาลรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนมาตรา 216 ประ กอบมาตรา 300 ของรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้พิจารณาตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อยังมิได้ตราพ.ร.บ.ดังกล่าว ก็มีบทเฉพาะกาลให้อำนาศาลรัฐธรรมนูญออกข้อกำหนดวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ไปพลางก่อน แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่จนบัดนี้ยังมิได้ตราพ.ร.บ.ดังกล่าว ดังนั้นการพิจารณา ใดๆ ของศาลรัฐธรรมนูญหลังประกาศใช้รัฐ ธรรมนูญเกิน 1 ปี จึงเป็นโมฆะ นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงครม.และสมาชิกรัฐสภาที่กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญเช่น กัน เนื่องจากมิได้ตรา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับให้ทันตามเงื่อนเวลาที่กำหนด

'ชวน'เรียกถกทีมสู้คดี 258 ล.

เมื่อ เวลา 10.30 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรค ประชุมทีมกฎหมายกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดพร้อมคู่ความคดีที่อัยการสูงสุดร้องให้ ยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีรับเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัททีพีไอ โพลีน ผ่านบริษัทเมซไซอะฯ ลักษณะทำนิติกรรมอำพราง ในวันที่ 9 ธ.ค.นี้

จาก นั้นนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน ทีมกฎหมาย แถลงว่า ทีมกฎหมายยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 2 ธ.ค.เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย เนื่องจากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง คดี 29 ล้านบาท ที่ศาลยกคำร้องไปแล้วนั้นกับคดี 258 ล้านบาท ที่จะพิจารณาวันที่ 9 ธ.ค. เป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกือบจะเหมือนกัน ทางพรรคจึงขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย โดยให้วินิจฉัยยกคำร้องของผู้ร้อง

ยอมรับไม่หนักใจเท่าคดี 29 ล.

นาย สุทัศน์กล่าวอีกว่า พรรคได้สรุปประเด็นยื่นคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยเห็นว่าเมื่อนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ยังไม่มีความเห็นในฐานะนายทะเบียนว่าให้ยุบหรือไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนเสนอเรื่องให้อนุกรรมการเลือกตั้งพิจารณากลั่นกรองใช้ดุลพินิจของนาย ทะเบียนอีกครั้ง ตามขั้นตอนที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 95 บัญญัตไว้ว่า การให้ความเห็นชอบของกกต. เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2553 และวันที่ 21 เม.ย. 2553 มีการกระทำผิดขั้นตอนในสาระสำคัญของกฎหมาย ย่อมไม่มีผลตามกฎหมายที่จะให้อัยการสูงสุดมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐ ธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยในคดี 29 ล้านบาทมีผลผูกพันทุกองค์กรทั้งศาลรัฐธรรม นูญ และอัยการฝ่ายผู้ร้อง ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรม นูญ มาตรา 216 วรรค 5

"ส่วนศาลจะวินิจฉัยให้ ไต่สวนหรือสืบพยานต่อ พรรคก็จะต่อสู้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย พร้อมทั้งพยานบุคคลที่มีอยู่แล้ว ซึ่งทีมกฎหมายยอมรับว่าการสู้คดี 258 ล้านบาทไม่หนักใจเท่ากับการสู้คดี 29 ล้านบาท และมั่นใจว่าเราจะชนะคดีนี้แน่ หากศาลจะวินิจฉัยคำร้องของพรรคเลย เพราะมีการสอบพยานและหลักฐานทั้งหมดมาแล้ว ถือเป็นอำนาจของศาล ซึ่งพรรคพร้อมน้อมรับคำตัดสิน" นายสุทัศน์กล่าว

ชมศาลรธน.-คุยสู้ด้วยสาระ

นาย วิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา ทีมกฎหมาย กล่าวว่า ขอชื่นชมศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ยอมจำนนต่อม็อบและคลิป แต่ห่วงใยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคนพวกนี้ยังกดดันศาลต่อไปทุกรูปแบบ วางแผนเตรียมการเป็นระยะ ทั้งนี้ยืนยันว่าพรรคจะยืนหยัดสู้ด้วยเหตุผลและความจริง โดยเอกสารคำฟ้องและการชี้แจงคดี 29 ล้านบาท และ 258 ล้านบาท เหมือนกันเกือบ 99.99 % แต่ข้อเท็จจริงของคดี 258 ล้านบาท ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค เพราะเป็นการทำธุรกิจของเอกชนที่ว่าจ้างทำโฆษณาส่งเสริมการขายเท่านั้น และนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ผู้บริหารทีพีไอ ปฏิเสธแล้วว่าไม่เคยบริจาคเงินให้ประชาธิปัตย์ อีกทั้ง นายประจวบ สังข์ขาว ผู้บริหารเมซไซอะฯ ยืนยันว่ารับงานจากพรรค และรับเงินจากพรรค ซึ่งสั่งจ่ายตามบัญชีเพื่อการเลือกตั้งทุกประการ โดยไม่เคยรับเงินจากทีพีไอฯเลย นอกจากนี้ยังปั้นเรื่องปั้นพยาน ใส่ร้ายพรรค เรื่องเหล่านี้เป็นสาระในคดี 258 ล้านบาท

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ ทีมกฎหมาย กล่าวว่า ทีมกฎหมายเฝ้าติดตามท่าทีของอัยการว่าจะดำเนินการอย่างไร หลังจากพรรคยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 2 ธ.ค. แต่จนบัดนี้ ยังไม่คืบหน้า โดยเชื่อว่าอัยการน่าจะยื่นคำร้องประกบคำร้องของพรรคมาแน่นอน ซึ่งนายชวนจะเรียกประชุมทีมกฎหมายเพื่อติดตามเรื่องนี้อีกครั้งวันที่ 8 ธ.ค. และถือเป็นวันสุกดิบก่อนไปตามนัดศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 9 ธ.ค. ส่วนที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต. พยายามโยนภาระความรับผิดชอบให้กับนายทะเบียนนั้น ถือเป็นอาการไม่ค่อยดี จึงห่วงว่าหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ถ้านางสดศรียังเป็นกกต.อยู่ จะให้ความเป็นธรรมกับพรรคการเมืองได้ยาก เนื่องจากใช้อารมณ์มากกว่าสติสัมปชัญญะ ซึ่งน่าหนักใจ และไม่น่าเชื่อว่าคนเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อนจะไม่เข้าใจกระบวนการพิจารณาของ ศาล

ลุ้นศาลวินิจฉัย 9 ธ.ค.จบไปเลย

รายงานข่าวจากทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ แจ้งว่า เมื่อเวลา 11.00 น.วันนี้ อัยการสูงสุดยื่นคำร้องประกบคำร้องของพรรคที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองและกกต.เมื่อ วันที่ 2 ธ.ค. ดังนั้นนายชวนจึงเรียกประชุมทีมกฎหมายในวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 12.00 น. เพื่อพิจารณาคำร้องของอัยการ

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า แนวทางที่ศาลรัฐธรรม นูญนัดพร้อมคู่ความวันที่ 9 ธ.ค.นี้ อาจเป็นไปได้ว่า ศาลนัดพร้อมในตอนเช้า แล้วจะนัดฟังคำวินิจฉัยในตอนบ่ายวันเดียวกัน เพราะข้อเท็จจริงได้ปรากฏชัดแล้ว โดยเฉพาะกรณีนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนให้การต่อคณะกรรมการร่วม ระหว่างตัวแทนอัยการสูงสุดกับตัวแทนกกต. ว่ายังไม่ได้สรุปความเห็นว่าควรยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ และคดี 29 ล้านบาท มีคำวินิจฉัยของศาลปรากฏชัดเกี่ยวกับอำนาจนายทะเบียน ซึ่งผลการวินิจฉัยของศาลถือว่าผูกพันอยู่แล้ว หรือศาลอาจนัดสืบพยานต่อเหมือนกับคดี 29 ล้านบาทก็ได้ หากเป็นกรณีหลัง พรรคได้ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นเอกสารต่อศาลรัฐธรรนูญไปนานแล้ว และยื่นบัญชีรายชื่อพยานบุคคลและพยานเอกสารชุดเดียวกับคดี 29 ล้านบาท โดยพยานบุคคลได้ยื่นรายชื่อไป 53-55 ปาก

'สดศรี'ปล่อยอสส.ทำหน้าที่

นาง สดศรี สัตยธรรม กกต. ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมาย โดยขอให้ศาลยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จากข้อกล่าวหารับเงินบริจาค 258 ล้านบาท เนื่องจากนายทะเบียนยังไม่ทำความเห็น ก่อนเสนอเข้ากกต.จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาคดีนี้ต่อว่า หากเทียบกับคดีเงิน 29 ล้านบาทนั้น กกต.โดยนายทะเบียนได้เคยยื่นคำร้อง เพื่อคัดค้านการวินิจฉัยปัญหาในข้อกฎ หมายคดีดังกล่าวด้วย แต่คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทนั้น อัยการสูงสุดเป็นผู้ร้องและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัต ย์ ดังนั้นอัยการสูงสุดจะเป็นผู้โต้แย้งหรือยื่นคำร้องคัดค้านพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่หน้าที่กกต.จะดำเนินการในชั้นศาล

พท.แนะกกต.ฟ้องเอา 29 ล.คืน

ที่ พรรคเพื่อไทย นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายของพรรค แถลงภายหลังประชุมว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดพร้อมฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องในคดียุบพรรคประชา ธิปัตย์ข้อหารับเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากทีพีไอ วันที่ 9 ธ.ค.นี้ มีประชาชนจำนวนมากเป็นห่วงเกรงว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดบัญชีพยานทั้งสองฝ่าย แล้วพิจารณาตามเอกสาร ซึ่งอยากให้สบายใจเพราะทำได้ไม่ง่าย เนื่องจากคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาทซับซ้อนพอสมควร รวมถึงประเด็นเส้นทางเงิน ที่ดีเอสไอไม่เสนอในสำนวนเพื่อส่งฟ้อง ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องไต่สวนอย่างละเอียดว่าทำนิติกรรมอำพรางหรือไม่ คงตัดออกไม่ได้ รวมถึงกรณีนำเงินทีพีไอ 258 ล้านบาทออกจากตลาดหลักทรัพย์โดยมิชอบด้วย

นายประเกียรติกล่าวว่า สำหรับคดี 29 ล้านบาท ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องนั้น ยังเป็นหนังเรื่องยาวเพราะตามข้อบังคับที่ 50 ของศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้วินิจฉัยทุกประเด็นที่มีคำร้องก่อนลงมติ ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณา 4 ประเด็นที่เหลือ ไม่เช่นนั้นถือว่าทำผิดข้อบังคับ นอกจากนี้คำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการไม่มีผลผูกพันกับองค์กรอื่น และศาลรัฐ ธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดหรือไม่ ดังนั้นขอเรียกร้องกกต.ฟ้องร้องอาญากับผู้กระทำความผิดเอาเงินหลวงไปใช้ อย่างไม่ถูกต้อง และฟ้องเอาเงิน 29 ล้านบาทกลับคืนมา

มาร์ค-จิ้นยังขบเหลี่ยมแจกอบต.

วัน เดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย และโฆษกพรรคภูมิ ใจไทย แถลงผลประชุมครม.ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ปรารภกรณีกระทรวงมหาด ไทยเสนอขอขึ้นค่าตอบแทนอบต. ซึ่งนายกฯมอบหมายรมว.มหาดไทย นำรายละเอียดอัตราค่าตอบ แทนของอบต.ที่ได้ลงนามในคำสั่ง มาเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของบุคลากรภาครัฐ หรือหน่วยงานท้องถิ่นอื่น เช่น เทศบาล ส.ก. ส.ข. และค่าแรงงานขั้นต่ำ นำมาเสนอต่อครม. สัป ดาห์หน้า เพื่อเปรียบเทียบหรือยึดโยงกับหน่วยงานอื่นอย่างไร และมีความเหมาะสมอย่างไร

จาก นั้นนายศุภชัย ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การขอขึ้นค่าตอบแทนครั้งนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน จึงไม่มีผลกระทบต่องบประมาณ แต่ในการประชุมครม.สัปดาห์หน้า นายชวรัตน์จะดำเนินการตามที่นายกฯสั่งการ เมื่อถามว่าการขึ้นค่าตอบแทนครั้งนี้ยังไม่ผ่านความเห็นชอบใช่หรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า อำนาจเรื่องค่าตอบแทนอบต.เป็นของรมว.มหาด ไทย ที่มีอำนาจประกาศได้ตามกฎหมาย จะมีผลในวันที่ 1 ม.ค.2554

มท.1รอประกาศราชกิจจาฯ

เมื่อ ถามว่ากระทรวงมหาดไทยติดใจการทัก ท้วงของนายกฯหรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า สิ่งที่มหาดไทยดำเนินการยึดหลักที่อบต.ทำงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อเทียบกับเทศ บาลแล้วลักษณะงานไม่ต่างกัน แต่ค่าตอบแทนต่างกัน เชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบ ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยพิจารณาโดยเปรียบเทียบกับเทศบาล และในครม. รมว.มหาดไทยอ่านอัตราค่าตอบแทนให้ที่ประชุมครม.ทราบด้วย

ด้านนาย ชวรัตน์ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ทำความเข้าใจกับนายกฯแล้ว นายกฯต้องการทราบว่าการขึ้นเงินดังกล่าวเหลื่อมล้ำกันหรือไม่ ชี้แจงไปว่าในส่วนสมาชิกสภาเขตเป็นการใช้กฎหมายคนละฉบับ กระทรวงมหาดไทยพิจารณา เป็นไปตามครรลองของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบ แทนนายกอบต. รองนายกอบต. ประธานสภาอบต. รองประธานสภาอบต. สมาชิกสภาอบต. เลขานุการนายกอบต. และเลขานุการสภาอบต. (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 จะมีผลสมบูรณ์ เมื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้กระทรวงส่งเรื่องไปแล้ว

นายกฯทักท้วงในครม.

รายงาน ข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ก่อนเข้าสู่วาระการประชุมครม. นายอภิสิทธิ์ นายกฯ หยิบยกกรณีที่นายชวรัตน์ รมว.มหาดไทย ลงนามในระเบียบกระทรวงมหาดไทย เรื่องเพิ่มค่าตอบแทนให้นายกอบต. และบุคลากรของอบต. มาหารือ โดยขอให้นายชวรัตน์ไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้งว่าการขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าว ต้องยึดโยงกับกลุ่มอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ซึ่งนายชวรัตน์ชี้แจงรายละเอียดตัวเลขต่างๆ ให้ทราบ และยืนยันว่าการขึ้นค่าตอบแทนครั้งนี้ ไม่ได้ใช้งบประ มาณรัฐบาล แต่ใช้งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าเปรียบเทียบกับเทศมนตรีถือว่าค่าตอบแทนอบต.ถูกกว่า อย่างไรก็ตาม นายกฯย้ำว่าอยากให้มหาดไทยดูรายละเอียดและทำรายงานมาให้ทราบอีกครั้ง และเสนอเข้าครม.สัปดาห์ถัดไป เพราะที่ผ่านมามีส.ก.และส.ข. ขอขึ้นค่าตอบแทนมาเช่นกัน แต่ไม่อนุมัติ จึงเกรงว่าหากอนุมัติให้กับอบต. ส่วนอื่นๆ จะขอขึ้นค่าตอบ แทนด้วย

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า นายชวรัตน์บอกว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้งบส่วนกลาง และเป็นอำนาจของมหาดไทย แต่ตนให้ข้อสังเกตว่าต้องดูว่าการขึ้นค่าตอบแทนกระทบกับกลุ่มอื่นๆหรือไม่ จึงขอให้นำตัวเลขต่างๆ มาเสนอต่อครม.สัป ดาห์หน้า เพราะเรื่องนี้จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2554 จึงต้องขอดูอีกครั้ง

ผู้ สื่อข่าวถามว่าโดยมารยาทการขึ้นเงินเดือนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น เรื่องที่มหาดไทยควรตัดสินใจได้เอง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า มหาด ไทยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย แต่วันนี้ตนขอให้นำเข้ามาดูเพราะมันยึดโยงกันและกระทบกับภาพรวม เมื่อถามว่าเมื่อดูแล้วจะทบทวนอะไรได้อีก นายกฯกล่าวว่า เป็นสิ่งที่ยังไม่มีผลบังคับ และยังทบทวนได้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 08/12/53

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ตกอยู่ใต้ อุ้งตีน สิ้นสภาพ
ศิโรราบ มานานเนิ่น จนเกินโง่
ทำวางกล้าม โฉงเฉง นักเลงโต
ที่แท้โอ่ เสแสร้ง แสดงละคร....

เห็นสั่งง่าย ใช้คล่อง สนองตอบ
แม้สั่งหมอบ สั่งนั่ง ไม่สังหรณ์
แค่ปลายนิ้ว ชี้มา เอื้ออาทร
ก็รีบร้อน จัดไป ให้ทันที....

ดั่งโคตรเหง้า เหล่ากอ พ่อทูนหัว
ละเลงชั่ว ชี้ชัด เรื่องบัดสี
ยามคนเลว ครองเมือง เรื่องอัปรีย์
ไม่รับรู้ เรื่องชั่วดี ที่ตนทำ....

รอยฝังลึก ตราบาป ถูกสาปส่ง
ยังทรนง ว่าตน คนดีล้ำ
อำมหิต โสมม สมระยำ
จึงเพลี่ยงพล้ำ ตกหลุมพราง อย่างเลือดเย็น....

ยังกล่าวหา ประชาชน ว่าคนโง่
ทำอวดโอ้ วาจา พาให้เห็น
เชือกที่ตึง ขึงพาด ขาดกระเด็น
ยังซ่อนเร้น แอบแฝง แห่งมายา....

คนเบื้องหลัง สั่งการ สามานย์นัก
ประเทศชาติ ร้าวหนัก ไม่รักษา
จึงก่อเกิด รอยบาป คราบน้ำตา
แถมปกปิด เรื่องชั่วช้า มาแสนนาน....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มาตรฐานธาริต

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด




การทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นตัววัดมาตรฐานของรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุด

ดีเอสไอยุคนี้ทำงานสนองรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ยิ่งการทำหน้าที่ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ในสไตล์ใช่ครับพี่ ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน

ยิ่งเข้าหูเข้าตานายกฯมาร์คเข้าไปใหญ่

ย้อนกลับไปดูผลงานนายธาริต นับตั้งแต่เหตุการณ์สลายม็อบราชประสงค์

นโยบายหลักก็คือการไล่เช็กบิลคนเสื้อแดง

คดีความ 91 ศพไม่ต้องพูดถึง พี่น้องผู้เสียชีวิตหมดหวังไปแล้ว

ยิ่งล่าสุดนายธาริตประกาศจะยื่นศาลให้ถอนประกันนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย

อ้างเหตุผลว่าข่มขู่นายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตดาราเสื้อแดงที่แปรพักตร์ไปซบอกนายธาริต กลายเป็นพยานปากคำสำคัญเล่นงานแกนนำนปช.

อีกเหตุผลคือนายจตุพรยังไม่เลิกปลุกระดมม็อบเสื้อแดง

ยังไม่เลิกด่ารัฐบาล ไม่เลิกด่านายกฯมาร์ค

ที่เป็นงงก็เพราะการถอนประกันตัวครั้งนี้ นายธาริตประกาศจะยื่นต่อศาลเอง

หลัง เคยยื่นอัยการไปแล้ว แต่อัยการเห็นว่าไม่จำเป็นต้องถอนประกันนายจตุพร เพราะไม่มีหลักฐานว่าไปข่มขู่พยาน หรือไปยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย

นายธาริตก็ต้องเดินหน้าร้องศาลเอง เพื่อเอาอกเอาใจรัฐบาล

ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่าคนเสื้อแดงยังเป็นศัตรูตัวฉกาจในสายตารัฐบาล

การกระทำของนายธาริตสะท้อนได้ชัดเจนที่สุด

เมื่อเทียบเคียงกับคดีก่อการร้ายที่ม็อบเหลืองตกเป็นผู้ต้องหา กว่าจะมีการออกหมายจับแกนนำที่บุกยึดสนามบินสองแห่งก็ปาเข้าไปเกือบ 3 ปี

หมายจับแกนนำพธม.โดนเบรกก่อนจะไปยื่นศาลหลายครั้ง

ทำเอาตำรวจปวดเศียรเวียนเกล้าไปตามๆ กัน

ออกหมายจับแล้ว แกนนำทั้งหมดก็ได้ประกันตัว ไม่ต้องเข้าเรือนจำเลยสักคนเดียว

ทั้งที่เป็นคดีก่อการร้ายเหมือนกับที่คนเสื้อแดงโดน

ถามถึงเหตุผลที่นายธาริตบี้ถอนประกันแกนนำมอบแดง ก็คือข่มขู่พยาน ยังไม่เลิกปลุกระดมม็อบ

แล้วที่แกนนำพธม.ทำทุกวันนี้ มันต่างกันตรงไหน

ศาสดาม็อบเหลืองไม่ได้แค่ข่มขู่พยาน แต่ข่มขู่ไปถึงพนักงานสอบสวน

ซ้ำร้ายกว่านั้นด่านายกฯว่าเนรคุณ

วันก่อนก็ขนม็อบที่มีอยู่หร็อมแหร็มไปประท้วงหน้ารัฐสภา

ก่อนประกาศจะชุมนุมใหญ่ช่วงเดือนม.ค.นี้

เข้าข่ายเดียวกันกับข้อกล่าวหานายจตุพร แต่นายธาริตไม่ยักจะไปยื่นศาลให้ถอนการประกันตัวเลย

นี่แหละคือมาตรฐานนายธาริต

ขุนพลเอกในยุครัฐบาล 2 มาตรฐาน

คลิป...จตุพรแถลงข่าว 07/12/2010 อิมพิเรียลลาดพร้าว

ที่มา thaifreenews

โดย Nitikon_P

อัยการเลื่อนสั่งคดีพันธมิตรยึด 'ทำเนียบ-สนามบิน' ไปต้นปีหน้า

ที่มา ประชาไท

อัยการ เลื่อนนัดฟังการสั่งคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึด 'ทำเนียบ-สนามบิน' ไปเป็นต้นปีหน้า หลังพนักงานสอบสวนยังสอบปากคำพยานที่สั่งให้ไปสอบเพิ่มเติมไม่เสร็จสิ้น

7 ธ.ค. 53 - สำนักข่าวไทยรายงานว่านายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่าวันนี้พนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 5 ได้เลื่อนการสั่งคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551 ที่พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ยื่นฟ้อง ไปเป็นวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 เนื่องจากสำนวนการสอบสวนยังไม่เรียบร้อย หลังพนักงานอัยการมีความเห็น ให้สอบพยานเพิ่ม แต่พนักงานสอบสวนยังสอบปากคำพยานไม่เสร็จสิ้น

ก่อน หน้านี้ศาลแพ่งนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ บมจ. ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กับพวกรวม 13 คน ในข้อหาละเมิด กรณีนำกลุ่มผู้ชุมนุมบุกสนามบินทั้งสองแห่ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 โดยเรียกค่าเสียหายกว่า 250 ล้านบาท ในวันที่ 25 มีนาคม 2554

ด้านสำนักข่าวอินโฟเควสท์รายงานว่าอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 5 เลื่อนนัดฟังคำสั่งคดีแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับพวกรวม 9 คน เป็นผู้ต้องหาในคดีมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง กรณีบุกรุกเข้าไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาถึง 193 วัน เมื่อปี 51 ออกไปอีกครั้งเป็นวันที่ 9 ก.พ.54 เนื่องจากพนักงานสอบสวนยังสอบปากคำพยานที่สั่งให้ไปสอบเพิ่มเติมไม่เสร็จ สิ้น ด้วยเช่นกัน

ที่มาข่าว:

อัยการเลื่อนสั่งคดีพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินไปต้นปีหน้า (สำนักข่าวไทย, 7-12-2553)
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/139342.html

อัยการเลื่อนนัดสั่งคดีกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบปี 51 เป็น 9 ก.พ.54 (อินโฟเควสท์, 7-12-2553)
http://www.ryt9.com/s/iq02/1043533

โสภณ พรโชคชัย: สวัสดิการที่ดีเกินไปคือคอร์รัปชั่น ขาด CSR

ที่มา ประชาไท

บางท่านอาจจะงงว่าสวัสดิการที่ดีเกินไปเกี่ยวอะไรกับ CSR (Corporate Social Responsibility หรือความรับผิดชอบต่อสังคมของวิสาหกิจ) เพราะนึกว่า CSR คือการอาสาทำดีกับสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริง ประเด็นหลักของ CSR ก็คือ การมีวินัยไม่ข้องแวะกับการคอร์รัปชั่นหรือการโกงกิน
สวัสดิการ ที่ดีเกินไปย่อมเป็นต้นทุนที่สูง ส่งผลเสียโดยตรงต่อผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ถือหุ้นทั้งหลายโดยเฉพาะผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยในกรณีบริษัทมหาชน ตลอดจนผู้บริโภคเพราะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นนั่นเอง
เราคงเคยได้ยินว่าสายการบินบางประเทศ ให้สิทธิอดีตแอร์โฮสเตสที่ลาออกไปแล้ว ขึ้นเครื่องบินข้ามทวีปเกือบ 20 ชั่วโมงโดยเสียค่าธรรมเนียมเพียง 500 บาท จากค่าโดยสารที่เก็บตามอัตราปกติราว 50,000 บาท โดยแจ้งล่วงหน้าเพียงวันเดียวก็ได้ที่นั่งแล้ว ถ้าหากเป็นอดีตกัปตันที่ลาออกแล้ว ก็เสียค่าธรรมเนียมไม่เกิน 1,000 บาท แถมได้นั่งชั้นธุรกิจราคา 130,000 บาท
กรณี อย่างนี้ เมื่อมีผู้ไปใช้ (อภิ) สิทธิ์กันมาก ๆ รวมทั้งสมาชิกครอบครัวอีกต่างหาก อาจคิดเป็นเงินไม่รู้กี่สิบล้านบาทที่สูญเสียไปในแต่ละปี เงิน เหล่านี้ควรเอามาแบ่งให้ผู้ถือหุ้นเป็นเงินปันผล แบ่งให้พนักงานทั่วไปเป็นโบนัส แบ่งให้ผู้บริโภคเป็นส่วนลด หรือแบ่งให้สังคมเป็นการคืนกำไร จะดีกว่าไม่น้อย
นอก จากนี้เรายังคงเคยได้ยินวิสาหกิจขนาดใหญ่ในบางประเทศให้พนักงานใช้ สาธารณูปโภคที่ตนเองเป็นผู้ผลิตขึ้นในราคาถูกหรือฟรีกันแทบไม่ต้องยั้ง อย่างนี้ผู้ถือหุ้น และผู้บริโภคเดือดร้อน เพราะต้องแบกรับภาระมากมาย สุดท้ายพนักงานเหล่านี้กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนที่กีดขวางการพัฒนาประเทศ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น แต่ตนเองขาดอภิสิทธิ์
จะสังเกตได้ว่าวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีกำไรงาม ๆ ในบางประเทศ มักจะแบ่งผลประโยชน์มาให้พนักงานได้ เสพสุขกันอย่างเต็มอิ่ม ในแง่หนึ่งเป็นการ ปิดปากไม่ให้พนักงานก่อหวอดในเรื่องที่กระทบต่อการโกงกินในระดับสูง ถือเป็นการโกงกินแบบ บุปเฟต์หรือแบบทั่วถึง ตามลำดับขั้น
วิสาหกิจขนาดใหญ่ในบางประเทศ อาจสร้างที่จอดรถใหญ่โตไว้ให้พนักงานจอดรถ คงกลัวสีรถพนักงานเสียหาย แต่สำหรับลูกค้าผู้มีอุปการคุณกลับให้จอดกลางแดด สู้เทสโก้โลตัสไม่ได้ที่เขาทำที่จอดรถให้ลูกค้าอย่างเพียงพอและยังทำตะแกรงหลังคาให้ลูกค้าอีกด้วย นอกจากนี้วิสาหกิจขนาดใหญ่หลายต่อหลายแห่งยังปรนเปรอผู้บริหารระดับสูงด้วยงบประมาณเลี้ยงดูปูเสื้อกันอย่าง อิ่มหมีพีมัน แม้แต่เงินติดกันเทศน์ยังมีงบประมาณจัดหาให้หรือเบิกได้!
การโกงกันจนเป็นปกติวิสัยก็เห็นได้จากการที่ข้าราชการระดับสูงในบางประเทศ ได้รับสิทธิ์ไปนั่งในคณะกรรมการของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ บางคนถ่างนั่งหลายเก้าอี้ ซึ่งแค่นั้นก็ไม่รู้จะ อู้ฟู่จากเบี้ยประชุมและอภิสิทธิ์อื่น ๆ กันขนาดไหนแล้ว รัฐวิสาหกิจบางแห่งกำหนดกรรมการได้ใช้บริการของรัฐวิสาหกิจไปตลอดชั่วชีวิตแม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้วก็ตาม
อีก ตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องรถประจำตำแหน่ง จะเห็นได้ว่า กรรมการและผู้บริหารของหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทมหาชนใหญ่โตบางประเทศ ได้งบซื้อรถประจำตำแหน่งราคาหลายล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมค่าซ่อม ค่าน้ำมันที่ ซดกันมหาศาลต่างน้ำ
นอกจากนี้ในเวลาเดินทาง บิ๊ก ๆ ทั้งหลายยังได้ตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจ และโรงแรมชั้นหนึ่ง กลายเป็นอภิสิทธิ์ชน จะสังเกตได้ว่าผู้บริหารรัฐวิสาหกิจบางประเทศ บินไปไหนต่อไหนบ่อยจนเสมือนการทำงานที่รัฐวิสาหกิจนั้นเป็นงานอดิเรก ทุกวันนี้คงหาใครได้ยากที่จะใจแข็งถอนตัวจากอภิสิทธิ์มหาศาลเหล่านี้ เพราะต่างถือหลัก น้ำขึ้นให้รีบตักหรือ ‘T Who T It’ (ทีใครทีมัน)
บางท่านอาจสงสัยว่า ทำไมวิสาหกิจขนาดใหญ่จึง ปรนเปรอพนักงานได้อย่างน่าอิจฉา ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ โบนัสและอื่น ๆ ที่สูงกว่าวิสาหกิจทั่วไป เรื่องนี้คงไม่ใช่เพราะผู้บริหารของวิสาหกิจเหล่านั้นมีความเก่งกล้าสามารถเหนือมนุษย์ที่ตรงไหน แต่ เป็นเพราะวิสาหกิจเหล่านั้นเป็นวิสาหกิจ (กึ่ง) ผูกขาด เช่น สาธารณูปโภค สถาบันการเงิน หรือเป็นวิสาหกิจที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ เป็นต้น
วิสาหกิจเหล่านี้อาศัยต้นทุนที่ต่ำจากสถานะ (กึ่ง) ผูกขาดหรือจากการขุดทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ ทำให้ได้กำไรงาม จึงโยน ผลประโยชน์มาให้พนักงาน อย่างไรก็ตามจะสังเกตได้ว่าพนักงานของวิสาหกิจเหล่านี้ไม่ใช่ปัจจัยการผลิตหลักเลย ปัจจัยการผลิตหลักกลับเป็นอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักร หรือกระทั่งใบอนุญาตหรือสัมปทานต่างหาก พนักงานอภิสิทธิ์ชนเหล่านี้จึงเป็นแค่ เบี้ย เท่านั้น
อาจสรุปได้ว่าการกระทำในทำนองโกงเช่นนี้ นอกจากไม่อาจสร้างแบรนด์ให้กับวิสาหกิจแล้ว ยังเป็นการกัดกร่อนทำลายแบรนด์ของตนเอง สังคมสูญเสียความเชื่อมั่น ทำ ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับความเสียหาย เงินปันผลก็อาจไม่ได้รับ หรือได้รับไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่สำคัญผู้บริโภคก็ต้องแบกรับภาระมากขึ้น เป็นต้น
ดังนั้นต่อให้วิสาหกิจเหล่านี้ทำกิจกรรม CSR ประเภทอาสาทำดี ช่วยเหลือสังคม ปลูกป่า บริจาคกันเป็นบ้าเป็นหลังอย่างไร ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากเป็นเพียงการแก้ผ้าเอาหน้ารอด ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือกระทั่ง ลูบหน้าปะจมูก หรือกลายเป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้บริหารวิสาหกิจนั้น ๆ ได้สร้างชื่อเสียงเพื่อปูทางสู่การเมือง หรือสู่การมีสถานะชั้นสูงในสังคม
วิสาหกิจทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในทุกประเทศที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนและมี CSR จึงต้องแก้ไขปัญหาการโกงในมิติของการให้สวัสดิการที่เกินพอดีนั่นเอง
เกี่ยวกับผู้เขียน ดร.โสภณ พรโชคชัย
เป็นผู้แทน United Nations Global Compact ซึ่งรณรงค์ด้าน CSR ประจำประเทศไทย กรรมการหอการค้าไทย สาขา CSR กรรมการสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการบริหาร บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น รางวัลเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นสมาชิก UN Global Compact Email: sopon@area.co.th หรือ www.facebook.com/pornchokchai

ศอฉ.ปัดทหารเผาห้าง แจงภาพเก่าว่อนเว็บ

ที่มา ประชาไท

"สรรเสริญ แก้วกำเนิด" แจงรูปคนคล้้ายทหารในห้างเซ็นทรัลฯ ไม่ใช่รูปใหม่ แต่เป็นภาพถ่ายจากมุมหนึ่ง ที่ผ่านมาเคยชี้แจงแล้วว่าเจ้าหน้าที่อยู่ตรงไหน จะไม่ไปตรวจสอบอะไร ยันการโพสต์รูปดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย แจงไม่มีภาพไหนแสดงว่าเจ้าหน้าที่ไล่ยิงคนในห้าง แต่รับทหารถือปืนระหว่างปฏิบัติภารกิจ

7 ธ.ค.53 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ทางเว็บไซต์มีการเผยแพร่ภาพบุคคลคล้ายเจ้าหน้าที่ทหาร อยู่ในเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุเผาห้างเซ็นทรัล เวิร์ลดฺ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า คงไม่ต้องชี้แจงอะไร เพราะรูปที่ปรากฏในเว็บไซต์ไม่ใช่รูปใหม่ แต่อาจมีการนำเสนอภาพที่ถ่ายจากอีกมุมหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมามีการนำเสนอภาพลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว และศอฉ.เคยมีการชี้แจงการทำงานเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่า เจ้าหน้าที่ทำอะไร อยู่ที่ไหน ใช้อาวุธในลักษณะอย่างไร ซึ่งจากนี้คงไม่ต้องตรวจสอบอะไร และการโพสต์รูปดังกล่าวคงไม่ถือว่า เป็นการผิดกฎหมายแต่อย่างใด ทั้งนี้เชื่อว่าภาพที่ปรากฏผ่านทางเว็บไซต์จะไม่ส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ศอ ฉ. ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า มีภาพเจ้าหน้าที่ศอฉ.ไล่ยิงคนภายในห้างจนบาดเจ็บนั้น เท่าที่ตนดูจากภาพไม่พบว่า ภาพไหนชี้ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่มีการไล่ยิงคนภายในห้างอย่างที่เป็นข่าว มีเพียงเจ้าหน้าที่ยืนถือปืนเท่านั้น ส่วนภาพที่ปรากฎเจ้าหน้าที่ถืออาวุธนั้น ทางศอฉ.ไม่ปฏิเสธ เพราะในการปฏิบัติงานในช่วงนั้น ทหารมีการถือปืนเพื่อปฏิบัติภารกิจอยู่แล้ว

เมื่อ ถามถึงความเหมาะสมกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงวันอาทิตย์ของนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด เตรียมจัดกิจกรรมติดนกแดงบริเวณถนนราชดำเนินในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ว่า เหมาะสมหรือไม่ แต่ขอให้จัดกิจกรรมอยู่ในกรอบกฎหมาย เนื่องจากในพื้นที่ยังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ ทั้งนี้กลุ่มใดก็ตามที่มีความเคลื่อนไหว เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ที่จะประสานคุยแกนนำเพื่อทำความเข้าใจว่า สิ่งไหนทำได้หรือไม่ได้ ส่วนจะมีการหารือเพื่อให้ยกเลิกการจัดกิจกรรมดังกล่าวหรือไม่นั้น คงเป็นหน้าที่ของบชน.ประสานหารือกับแกนนำผู้ชุมนุม ซึ่งหากชุมนุมเคลื่อนไหว โดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญคงไปห้ามไม่ได้ แต่ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก

เมื่อ ถามถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า อาจมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนปีใหม่นั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุม ศอฉ.ยังไม่ได้หารือกัน แต่จะยกเลิกหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจและการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี เพราะศอฉ.เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูลและเสนอขึ้นไปว่า สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร ควรจะมีหรือไม่มีพ.ร.ก.ต่อไป เพื่อนำเสนอเป็นมติศอฉ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาต่อไป

ที่มา: เรียบเรียงจาก เว็บไซต์คมชัดลึก