WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 9, 2010

รายงานเสวนา: “ถอดรหัสฟ้า ตามหาเสรีภาพในโลกออนไลน์”

ที่มา ประชาไท

8 ธ.ค. 53 - โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โครงการวิจัยผลกระทบจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และนโยบายของรัฐกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร่วมกับมูลนิธิไฮริช เบิลล์ จัดเสวนาหัวข้อ “ถอดรหัสฟ้า ตามหาเสรีภาพในโลกออนไลน์” ที่ห้องจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย อ.ธีระ สุธีวรางกูร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ, จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน, ดร.เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการอิสระ และ พ.ต.ท.ดร.ศิริพล โกศลศิลป์วุฒิ รองผู้กำกับการ ส่วนตรวจสอบคดีอุทธรณ์และฎีกา สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการอภิปรายโดย อ.สาวตรี สุขศรี กลุ่มนิติราษฎร์

ธีระ สุธีวรางกูร: หัวข้อการเสวนานี้เป็นหัวข้อที่ไม่น่าพูดโดยเฉพาะในประเทศที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกจับตามอง

เสรีภาพของโลกออนไลน์ คือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 45 และตามหลักกฎหมายแล้ว กรอบในการจำกัดเสรีภาพต้องเป็นไปอย่างได้สัดส่วน สมควรแก่เหตุ เสรีภาพในโลกออนไลน์ก็เป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และกฎหมายที่เป็นข้อจำกัดเสรีภาพที่สำคัญคือ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่ได้บัญญัติออกมาในช่วงที่ประเทศอยู่ในสถานการณ์ปกติ แต่เป็น พ.ร.บ. ที่สภานิติบัญญัติตราขึ้นในปีพ.ศ. 2550 เป็นการตรากฎหมายขณะที่คณะรัฐประหารยังมีอำนาจผ่านสภานิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร

ฉะนั้น ข้อสังเกตที่ควรตั้งเป็นเบื้องต้น อาจจะเป็นเรื่องที่ว่า แม้จะสมควรที่จะมีกฎหมายนี้ แต่บริบทของการกำเนิดไม่ใช่บริบทปกติ แต่เป็นบริบทที่รัฐต้องการใช้กฎหมายฉบับนี้จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิด เห็นของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และเป็นเครื่องมือจำกัดการแสดงความเห็นเรื่อยมา

ดัง นั้นแม้รัฐธรรมนูญ จะรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ก็ถูกจำกัดได้ด้วย พ.ร.บ. คอมฯ และสามปีที่ผ่านมาหลัง พ.ร.บ. คอมฯ ประกาศใช้คือการที่รัฐบอกว่ามีการละเมิดกฎหมายฉบับนี้ แต่การกระทำผิดจำนวนไม่น้อยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งถูกนำมาบังคับใช้ผ่านทาง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ในมาตรา 14 อนุ 3 คำถามก็คือ ทำไม ? การกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทสถาบันจึงปรากฏขึ้นอย่างมี นัยยะที่สำคัญไม่น้อย ซึ่งหากนำไปวิเคราะห์กับบริบททางการเมืองหลังการรัฐประหาร ทำไมเรื่องนี้จึงมีอยู่และไม่ลดจำนวนลง

คำ ถามในทางกฎหมายคือ สิ่งที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบัน ผิดถูกเป็นเรื่องทางกฎหมาย แต่คำถามสำคัญทางการเมืองที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสมควรต้องหาคำตอบให้ดี เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องหาคำตอบ หากตั้งโจทย์ผิดก็ได้คำตอบที่ไม่ถูก เจ้าหน้าที่รัฐที่ติดตามการเสวนานี้ต้องคิดให้หนัก ถ้าท่านสนใจใคร่รู้จริงๆ ต้องหาคำตอบจากแท็กซี่ จากประชาชนในซอยบางซอย บางจังหวัด หรือบางภูมิภาค ซึ่งจะให้คำตอบได้ว่าทำไมวันนี้การละเมิดสถาบันยังปรากฏอยู่ไม่หาย

วันนี้ สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อนำมาวิเคราะห์กับสถานการณ์การเมืองซึ่งกำลังวิกฤตและอยู่ในช่วง เปลี่ยนผ่าน การใช้สื่อออนไลน์เป็นเครื่องมือในการแสดงความเห็นจะถูกนำมาใช้อย่างไม่หยุด หย่อน คนที่แสดงความเห็นก็แสดงไป คนที่ทำหน้าที่จับกุมก็จับกุมไป แต่ไม่หยุด สุดท้ายความผิดเรื่องการหมิ่นสถาบันจะหยุดเมื่อไหร่ ก็คงต้องตอบแบบผู้นับถือศาสนาคริสต์ว่า พระเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ

ดร.เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการอิสระ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์เพิ่งถูกใช้มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลัง โดยใช้ควบคู่ไปกับมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

กฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งต่างจากกฎหมายหมิ่นประมาทตามปกติที่อาจยกเว้น กรณีที่ผู้ถูกวิจารณ์เป็นบุคคลสาธารณะ ในทางหนึ่ง กฎหมายนี้ในตัวบทบัญญัติเองแล้วเป็นปัญหา และการบังคับใช้ก็เป็นเป็นปัญหาอย่างยิ่งเช่นกัน

เรา ไม่มีการพิสูจน์ว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหมิ่นสูงกว่ากัน แนวโน้มคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้จะส่งต่อเรื่องไปเรื่อยๆ เช่นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งต่อคดีให้อัยการ และอัยการส่งต่อไปให้ศาล และศาลเองก็ตัดสินต่อไป ถึงขั้นศาลสูง

กฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แม้ว่าจะมีลักษณะเฉพาะมาก แต่ก็ควรมองในกรอบของหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย จากข้อมูลที่ติดตามมาตั้งแต่ ค.ศ. 1996 ถึงปัจจุบันมีพบว่าตัวเลขการละเมิดกฎหมายนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ตัวกฎหมายเองดูเหมือนเป็นกฎหมายที่เก่ามาก

เมื่อ ห้าปีที่แล้วกฎหมายหมิ่นประมาทเองก็ถูกใช้โดยทักษิณ ชินวัตร ซึ่งทักษิณมีความสามารถในการใช้กฎหมายนี้กับศัตรูทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง แต่หลังจากนั้นก็เกิดรัฐประหาร แล้วเราก็คงทราบพระราชดำรัสของในหลวงว่ากฎหมายนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ สถาบันเสมอไป แต่อย่างไรก็ตาม จำนวนคดีก็เพิ่มขึ้นหลังรัฐประหาร ในปีพ.ศ. 2550 อาจจะยังไม่มีปริมาณคดีเหล่านี้มาก เพราะคนเสื้อแดงยังไม่เกิดด้วยซ้ำในตอนนั้น แต่เท่าที่ทราบ ในปี 2550 มีกรณีที่ถูกฟ้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากกว่า 160 คดี แล้วปี 2551 ก็ลดลงมาเหลือ 80 คดี หลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้นมาในตอนหลังก็ปวารณาตัวว่าจะควบคุมไม่ให้ใช้กฎหมาย ในทางที่ผิด มีการตั้งคณะกรรมการจากกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้เหตุผลว่าตัวบทบัญญัติของกฎหมายนี้ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาคือการใช้กฎหมายในทางที่ผิด

ในปีที่ผ่านมา มีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จำนวน 164 คดี และหลายคดีก็สู้กันถึงศาลฎีกา ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเราจะรอดูคำสั่งของศาลฎีกา

ข้อ สังเกตคือสภาทนายความก็สนับสนุนกฎหมายนี้ ขณะที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้รับข้อเรียกร้องในคดีเหล่านี้แต่ ไม่เห็นแสดงจุดยืนอะไรออกมา ไม่มีการแยกแยะระหว่างผู้ออกมาเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายหรือสถาบันกษัตริย์ กับผู้ที่ต้องการโค่นล้มสถาบัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินของศาลพบว่ามีกรณีที่ตัดสินว่าผิดตามข้อกล่าวหาถึง 94 เปอร์เซ็นต์

อาจ จะดูเหมือนว่ากฎหมายนี้ชัดเจนว่าการปกป้องการกระทำที่ดูหมิ่นหรือการหมิ่น ประมาทกษัตริย์ ราชินี และรัชทายาท แต่ว่ากฎหมายนี้ก็ถูกใช้โดยอ้างเรื่องความมั่นคงด้วย คำถามคือจริงๆ แล้วกฎหมายปกป้องอะไรกันแน่

ท้ายที่สุด ขณะนี้มันเป็นเหมือนช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ของไทย นี่เป็นมากกว่าประเด็นทางกฎหมาย ไทย ที่สามารถจะอนุญาตให้กับการแสดงความเห็นทางการเมือง นี่เป็นการท้าท้ายที่สำคัญ เมื่อพูดถึงสถาบันกษัตริย์ ในหลายๆ ประเทศสถาบันกษัตริย์เข้มแข็งขึ้นในระบอบประชาธิปไตย เพราะการเปิดตัวให้เข้ากับสังคม มากกว่าการที่จะวางตัวบทกฎหมาย

จอน อึ๊งภากรณ์ ผม ฟังงานวิจัยวันนี้เกิดคำถามหลายคำถาม เช่น ประเทศไทยเองปิดกั้นเสรีภาพมากกว่าประเทศอื่นไหม อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ทางการสามารถเข้าไปดูได้ว่าแต่ละคนใช้เว็บอะไรบ้าง นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก หรือในกรณีของประเทศเยอรมัน คุณจะแสดงความคิดเห็นซ้ายเกินไปก็ไม่ได้ ขวาเกินไปก็ไม่ได้ ผมยอมรับได้เรื่องการปิดกั้นการละเมิดหรืออนาจารเด็ก แต่ผมสรุปว่าอำนาจรัฐทั่วโลกเหมือนกันหมด คืออำนาจรัฐต้องการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยอ้างเรื่องความมั่นคง หรือศีลธรรมอันดีงาม หรือการต่อสู้กับสงครามก่อการร้าย และเมื่อดูพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ผมก็นึกถึง พ.ร.บ. ทางหลวงในสมัยทักษิณ ซึ่งเหมือนเป็นการบริหารพื้นที่ทางหลวง แต่ก็มีการสอดไส้ว่าห้ามชุมนุมบนทางหลวง ผมก็สู้เรื่องนี้ในสภา เขาก็บอกให้ไปชุมนุมในสวนสาธารณะ ผมก็ส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ เรื่อง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ก็ถูกสอดไส้เช่นกัน

ประเด็น ของคุณเดวิด ผมว่าสำคัญ การจำกัดเสรีภาพมีหลายรูปแบบ ไม่ได้มีเฉพาะพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ แต่มีกฎหมายหมิ่นประมาท โดยเฉพาะนักการเมืองก็ใช้กฎหมายนี้บ่อย

มี อีกคำถามหนึ่งคือ ประเทศไทยค่อนข้างมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นตราบใดที่ไม่พูดถึงสถาบัน กษัตริย์ใช่หรือไม่ ผมคิดว่าจริงในทางปฏิบัติ แต่ไม่จริงในทางทฤษฎี ความน่ากลัวของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินและ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ รวม ถึงกฎอัยการศึกและพ.ร.บ. ความมั่นคง เปิดโอกาสการเซ็นเซอร์การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้ว คนที่ทำลายสถาบันกษัตริย์ก็คือคนที่แสดงตัวว่าปกป้องสถาบันกษัตริย์ เป็นการปิดปากประชาชน เมื่อปิดปากประชาชน เขาก็ไปคุยกันที่บ้าน แต่ไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้เลย และกฎหมายที่ทำลายสถาบันกษัตริย์ คือกฎหมายที่ปิดปากการแสดงความคิดเห็น หลัง 2549 คนอยากพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ ก็เพราะคนอยากรู้และมีคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ การปิดกั้นการแสดงความเห็นทำให้เรามีสิ่งที่เรียกว่าเรามีระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่สถาบันกษัตริย์ที่ปกติสังคมจะให้ความเคารพโดยธรรมชาติไม่ต้องมีใครมาบอก ให้ใครเคารพ ในอังกฤษมี ส.ส. ที่ชอบตั้งคำถามเรื่องงบประมาณของสำนักพระราชวัง หรือเสนอให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แต่ไม่มีใครสนใจ คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดอยากจะเลิก ฉะนั้นในระบบประชาธิปไตยที่เป็นปกติ ไม่ได้ปิดกั้นรุนแรงแบบประเทศไทย ใครอยากจะพูดก็พูดไป อยากจะตั้งคำถามก็ตั้งไป จะล้อเลียนก็ได้ ผมเองเห็นว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตราทั้งหลายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพต้องยกเลิกให้ได้ และยกเลิกโดยพลังของประชาชน ไม่ใช่ยกเลิก พ.ร.บ.ทั้งหมด แต่ต้องยกเลิกเนื้อหาที่จำกัดเสรีภาพ

กฎหมายอาญามาตรา 112 ควรจะต้องมีดีเบตว่าจะจัดการอย่างไรดี ผมเองไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกมาตรา 112 โดยสิ้นเชิง ผมคิดว่าคนที่เป็นสถาบันต้องมีโอกาสที่จะปกป้องตัวเองจากการดูหมิ่นในระดับ เดียวกับบุคคลทั่วไป แต่ต้องไม่มีโทษแบบปัจจุบันซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ ปัจจุบันเราจะเห็นสภาพแปลกคือทุกฝ่ายสามารถถูกคดีหมิ่นได้หมด และใครก็ได้สามารถไปกล่าวหาที่สถานีตำรวจที่ไหนในประเทศไทยก็ได้

อีก ประเด็นคือ เรื่องการปิดเว็บไซต์โดย พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะเว็บไซต์มันไม่มีภูมิศาสตร์ แต่ พ.ร.ก. ฉุกเฉินมีภูมิศาสตร์ เช่นการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่อยุธยา คุณจะปิดกั้นเว็บไซต์อย่างไร คุณจะบังคับใช้กฎหมายอย่างไร

พ.ต.ท.ดร.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ: กฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นสิ่งที่ถูกทุกคนใช้เป็นเครื่องมือ กฎหมายอาญามาตราดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป และกรณีนี้ก็เคยเป็นเรื่องที่ถูกถามมายังประเทศไทยด้วย ผมเชื่อว่านักกฎหมายไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล ต้องตีความ คือหลักกฎหมายอาญาจะตีความโดยการใช้ขนบธรรมเนียมขยายตัวบทไม่ได้ ถ้าทุกคนยึดมั่นในหลักวิชาชีพเมื่อไหร่ ผมเชื่อว่าคดี 112 จะน้อยมาก

ถ้า เราย้อนกลับไปที่สามก๊ก ยุคล่มสลายก็คือขันทีทั้งสิบแอบอ้างฮ่องเต้ รอยัลลิสต์คือตัวทำลายสถาบันโดยแท้ ถ้าท่านซื่อสัตย์ในหลักวิชาชีพ จะต้องดูองค์ประกอบ ซึ่งกฎหมายมาตรา 112 กำหนดองค์ประกอบไว้ 3 ประการคือ การดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย ไม่รวมการวิพากษ์วิจารณ์ นี่คือหลักการตีความตามวิชาชีพนักกฎหมาย แต่ตอนนี้มีปัญหามาก สาธารณชนอาจถามว่ายังมีเหลืออยู่หรือนักกฎหมายตามวิชาชีพ ผมก็คิดว่าไม่เหลือแล้ว ต้องเผาตำราหลักวิชาชีพทิ้ง และตีความอย่างกว้าง ปัจจุบันนี้เจ้าหน้าที่รัฐสร้างมาตรฐานที่ผิด ทำให้ถูกตั้งคำถามว่าสมควรจะมีองค์กรเหล่านี้อยู่ต่อไปหรือเปล่า ไม่ว่าจะเป็นองค์กรตำรวจ อัยการ หรือองค์กรสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมไม่ถือว่ามีองค์กรสิทธิมนุษยชนอยู่เพราะถ้ามีอยู่เขาต้องออกมาแล้ว ตั้งแต่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ในทางปฏิบัติ เมื่อมีการฟ้องร้องคดี 112 ผู้ทำหน้าที่จะดูในพฤติการณ์ผู้กระทำ เช่น ย้อนไปว่า 10 ปีที่แล้ว หรือตีความ เช่น รูปการโพสต์ตู้กดเอทีเอ็ม ก็จะตีความไปเรื่อยๆ ว่าโพสต์เพื่อให้เกิดการด่าทอหรือไม่ จนกระทั่งผู้กระทำเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในที่สุด หรือกรณีการไม่ยืนในโรงภาพยนตร์ก็จะตีความไปจนกลายเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ ซึ่งในทางปฏิบัติไม่มีใครกล้าตีความตามหลักวิชาชีพ และผลักภาระโดยการฟ้องไปก่อน แม้ตำรวจจะมีคณะกรรมการกลั่นกรอง แต่ท้ายที่สุดทุกคนก็ผลักภาระไปยังผู้ถูกกล่าวหา ต่างคนต่างเอาตัวรอด

อีก ตัวอย่างคือ เคยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเรียกผมไปถาม เพราะมีคอลัมนิสต์ภาษาอังกฤษเขียนว่าการเดินทางกลับประเทศลำบากมากในช่วงที่ พันธมิตรยึดสนามบิน และเขียนว่าแม้กระทั่งพระเจ้าอยู่หัวก็ต้องเป็นกลางอย่างยิ่งไม่สามารถออกมา จัดการปัญหาได้ ผมบอกว่ากรณีนี้ไม่ผิด เพราะคอลัมนิสต์ระบุว่าทรงเป็นกลางทางการเมือง

พระ มหากษัตริย์ไทยทรงเป็นเอนกนิกรสโมสรสมมติ นั่นแปลว่าทรงฟังเสียงประชาชน กระทั่งมาถึงสมัยรัชกาลที่เจ็ด ทรงยอมรับว่าพระมหากษัตริย์ไทยต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และจะทรงกระทำการใดๆ ได้ต้องผ่านองค์กรหลัก ในฐานะนี้จะทรงอยู่เหนือการติชม เพราะการทำอะไรต้องทำผ่านองค์กร

สำหรับ สถาบันตำรวจเองก็ต้องเคารพในอำนาจอธิปไตยของประชาชน คนที่ทำลายสถาบันคือคนที่อ้างว่ารักสถาบันและฉวยโอกาสจากสถาบัน ที่สังคมไทยเป็นเช่นนี้ เพราะปัญหาหลักนอกจากตัวบทไม่ชัดเจนแล้ว ก็คือไม่มีความเป็นมืออาชีพ

รปภ.ห้างเปิดปาก19พ.ค.เสื้อแดงบริสุทธิ์ แฉทหารยึดก่อนเผา-6ศพวัดปทุม5นายสิบจำนนสารภาพยิง

ที่มา Thai E-News


มี ทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้น ไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้ ออกจากห้างได้ในเวลา17.00 วันที่ 19 พฤษภาคม-นายเวียน อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด

หมายเหตุไทยอีนิวส์:หลังจากมีผู้นำภาพเหตุการณ์ชุดทหารปิดล้อม ไล่ยิงคนออกจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วมีการเผาห้างตามมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทางface book ล่าสุดหนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้ไปทำข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในวันนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นแน่..

- รปภ.เซ็นทรัลเวิลด์แฉวันเผา

ผู้ สื่อข่าวได้ไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ภายหลังจากมีภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แพร่ในเฟซบุ๊ก ช่วงที่มีศอฉ.เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนเกิดไฟไหม้ขึ้น ทั้งที่ศอฉ. เข้าไปในพื้นที่แล้ว เพื่อติดตามสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

นาย เอ (นามสมมติ) กล่าวว่าตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้า สังกัดบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ซึ่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์จะจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสองแห่ง ดูแลพื้นที่ โดยมีบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ดูแลพื้นที่ด้านนอก ลานจอดรถ และรอบห้างทั้งหมด ส่วนบริษัท จีโฟร์เอส การ์ด จำกัด ดูแลเฉพาะส่วนภายในอาคารทั้งหมด

ในเวลาดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเช้าก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร แต่หลังจากเวลา 13.00 น. ได้ทราบข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่นำกำลังมาบริเวณถึงหน้าถนน บริเวณสยามพารากอน จากนั้นก็มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ตนจึงให้รปภ.รอบบริเวณห้างลงไปอยู่ด้านล่างเพื่อความปลอดภัย โดยปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้างทั้งหมด จนกระทั่ง เวลา 16.30 น. ได้มีกลุ่มทหารพร้อมอาวุธปืนบุกเข้ามาเคลียร์ในพื้นที่ห้างสั่งให้นอนหมอบ กับพื้นและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร ก่อนปล่อยตัวออกไปจากพื้นที่ ซึ่งมีรปภ.บางคนไม่มีบัตรก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ถูกควบคุมตัวแยกไว้

- ถูกทหารคุมตัวออกจากห้าง

นาย เวียน (นามสมมติ) กล่าวว่า อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด ช่วงเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ตนอยู่ประตูทางเข้าออกห้างช่วงเช้าไม่มีเหตุการณ์อะไร จนมาช่วงบ่ายสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงได้วิ่งแตกฮือกระจัดกระจายหนี เนื่องจากช่วงนั้นเริ่มมีเสียงระเบิดและปืนดังขึ้น ตนได้รับแจ้งทางวิทยุจากหัวหน้าให้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง และให้หลบลงมาอยู่ด้านล่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กล้าออกมาดูด้านบนว่ามีเหุตการณ์อะไรเกิดขึ้น

จนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้ โดยมีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้นไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้

ส่วน นายเทียน (นามสมมติ) รปภ.จีไฟร์เอส การ์ด กล่าวว่าช่วงเช้าตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้น 6 ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมองออกทางกระจกหน้าห้างสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งหนีกันอลหม่าน และมีเสียงปืน เสียงระบิดดัง และได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเช่นกันแจ้งให้ลงมาอยู่ข้างล่างจนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้

และนายพง(นามสมมติ) รปภ.บริษัทจีไฟร์เอสการ์ด กล่าวเช่นกันว่าตนอยู่ชั้น 1 ก็ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแจ้งให้ปิดประตูห้าง จากนั้นได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังถี่ขึ้นตลอด และต้องหลบลงมาอยู่ชั้นใต้ดินจนเวลา 16.00 น.ถึงออกจากพื้นที่เช่นกัน


-กรณี6ศพวัดปทุมฯจนท.รับยิงเข้าไปในวัดจริง

นาย จตุพร พรหมพันธ์ แถลงข่าว อ้างว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้อาวุธปืน M16A2 (กระสุนปืนขนาด 5.56 ม.ม. เป็นชนิดเอ็ม 855 (M855) หัวกระสุนจะเป็นหัว "สีเขียว" มีรายชื่อดังนี้ 1.จ.ส.อ.ชื่อย่อ ส. รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการ 2.ส.อ.ชื่อย่อ ภ. 3.ส.อ.ชื่อย่อ ก. 4.ส.อ.ชื่อย่อ ช. และ 5.ส.อ.ชื่อย่อ ว.

ทั้งห้านายรับว่าได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าไปในวัดปทุมวนารามจริง และรับว่าอาวุธประจำกายของตนที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้ บังคับบัญชา มีการขออนุมัติเบิกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน จากหน่วยรบแห่งหนึ่ง ซึ่งได้แก่ เอ็ม16เอ2 (M16A2) ใช้กระสุนขนาด .223 (5.56 ม.ม.) เป็นกระสุนปืนเอ็ม 855 (M855)

ประมวลเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนยิงประชาชนในวัดปทุมฯ

1.สถาน ที่ยิงเป็นเขตอภัยทาน พยานบุคคลจากการสอบสวนมีพยานหลายสิบปากที่เห็นเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิง เข้ามาในบริเวณวัด แม้กระทั่งยิงเข้าไปในเต็นท์ พยาบาลขณะที่มีการยุติการชุมนุมแล้ว บริเวณวัดปทุมวนารามถือเป็น "เขตอภัยทาน" ที่มีการร้องขอต่อเจ้าอาวาส เพื่ออาศัยวัดเป็นที่คุ้มครองชีวิต เพราะไม่คิดว่าใครจะมาฆ่ากันในวัด ซึ่งมีหลักฐานหนังสือการขอชีวิตโดยขอความอนุ เคราะห์ต่อท่านเจ้าอาวาสเพื่ออาศัยวัดเป็นบริเวณที่หลบภัย

2.มีหลัก ฐานจากพยานบุคคลหลายปากยืนยันว่า เวลา 17.00 น.เศษ มีเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัดมาจากสถานีรถไฟฟ้าสยาม อันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานหนึ่งในกทม.มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มีผู้ถ่ายภาพไว้ มีการเข้าช่วยเหลือบุคคลที่บาดเจ็บได้แก่ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ได้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา มีผู้ถ่ายภาพไว้เวลา 17.50 น.วันที่ 19 พ.ค. 53

ขณะที่อาสาพยาบาลช่วยเหลือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ก็ได้มีการถ่ายภาพไว้ซึ่งในภาพมีนายมงคล เข็มทอง อาสาป่อเต็กตึ๊ง ได้เข้ามาช่วยเหลือนายอัฐชัย แต่ช่วยเหลือได้ไม่นาน นายมงคล เข็มทอง ก็ถูกยิงตายในขณะที่กำลังช่วยเหลือนายอัฐชัย และต่อมา น.ส.กมนเกด อัคฮาด ก็ได้ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายในเต็นท์พยาบาล ขณะที่ น.ส.กมนเกด ถูกกระสุน นายอัครเดช ขันแก้ว อาสาพยาบาลอีกคน ก็ได้เข้าไปช่วยก็ได้ถูกยิงตายในเต็นท์พยาบาลเช่นเดียวกัน

******
ภาพชุดที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค
รูปที่ 1 วันที่ 19 พ.ค. 53 หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุมราชประสงค์ ทหารคุมพื้นที่ได้หมด ในเวลา 14.26 มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ (เป็นเจ้าของร้านค้าในเวิร์ลเทรด มาดูร้าน)

รูปที่ 2 คนที่เดินเข้ามาโดนยิงสกัดที่ขา

รูปที่ 3 มีเพื่อนเข้ามาช่วยคนโดนยิงเจ็บออกไป

รูปที่4 ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่


รูปที่5 อยู่ข้างในไม่ได้ โดนยิงไล่ ต้องรีบออกมา


รูปที่ 6 โดนยิงด้วยลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง


รูปที่7-8 ส่วนข้างนอกก็มีการยิงสกัด เพื่อไม่ให้รปภ.เข้าไปรักษาความปลอดภัยในห้างได้


รูปที่ 8เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้างฯ

รูปที่ 9-ในที่สุดรปภ.และพนักงานต้องเดินทางออกอย่างเดียว

จะสังเกตเห็นว่ามีทหารศอฉ.ปะปนอยู่กับพนักงานห้าง(เหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง)


รูปที่10-มียิงออกมาข้างนอก


รูปที่11 -เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้

รูป12 -เมื่อเคลียร์หมด คนในให้ออก คนนอกห้ามเข้าแล้วก็ เผา!


รูป13-ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด ในระหว่างนั้น


รูปที่ 14-หลัง เหตุการณ์เพลิงไหม้ห้าง ทหารตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 21 พ.ค.(ข้อสังเกตคือพวกเหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง แบบเดียวกับตอนไล่คนออกจากห้างก่อนเผา)



รูปที่15-พบศพสุดท้าย ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

รูปที่ 16เป็นนักศึกษาจากราษีไศล ศรีสะเกษ


******ข่าวเกี่ยวเนื่อง****



เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

เซ็นทรัล เวิลด์ส่อแววแห้วเคลมประกัน 3 หมื่นล้าน "เทเวศประกันภัย"บริษัทที่รับทำประกันชี้ฝรั่งที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่อ อ้างเข้าข่ายก่อการร้าย แนะหากอยากได้ให้ฟ้องร้องศาลตัดสิน กินเวลานาน5-7ปี แต่ยินดีจ่ายในส่วนประกันภัยก่อการร้าย3.3พันล้าน แต่เสียหายจริงอ้างไม่เกิน2พันล้านจะจ่ายปีหน้า

มติชนออนไลน์ รายงาน ว่า กรณีการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) ให้กับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทุนประกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นเวิลด์ทุนประกัน 1.3 หมื่นล้านบาท และรับประกันก่อการร้ายกับห้างสรรพสินค้าเซนมูลค่า 3.3 พันล้านบาท

ขณะที่บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยก่อการร้าย ทุนประกัน 3.5 พันล้านบาท

นาย อนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ เทเวศประกันภัย กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ (รีอินชัวเรอส์) มีจุดยืนว่า ความเสียหายของเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดจากภัยก่อการร้าย ดังนั้น เซ็นทรัลอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยความเสี่ยงภัย ทรัพย์สิน เนื่องจากกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองภัยที่เกิดจากการโจรกรรม หรือจลาจล และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินผู้เอาประกันภัย รวมถึงความสูญเสียจากการหยุดชะงักของธุรกิจ (Business Interruption) จนทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้ แต่ไม่รวมภัยจากการก่อการร้าย ซึ่งมีความรุนแรงในระดับที่สูงกว่า

"ที่ บริษัทคาดว่าจะไม่คุ้มครอง เพราะรีอินชัวเรอส์เข้ามาพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้วพบว่าเข้าข่ายก่อการร้ายจริงๆ โดยดูจากบริบทรอบข้าง ไม่ได้ยึดคำประกาศของรัฐบาลเป็นหลัก นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขของประกัน IAR จะมีหมายเหตุว่า ไม่คุ้มครองภัยที่เกิดจากการก่อการร้าย เพราะเป็นภัยเฉพาะเจาะจง โดยยึดจากตัวอย่างเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้นมา และเหตุการณ์นี้เขาก็สรุปว่ารุนเเรงกว่าจลาจล"นายอนันต์กล่าว

นาย อนันต์กล่าวว่า หากเซ็นทรัลพัฒนาเห็นว่า น่าจะมีข้อสรุปที่ดีกว่า และยังรู้สึกสงสัยกับจุดยืนของรีอินชัวเรอส์ ประกอบกับเห็นว่าค่าเสียหายที่จะได้รับจากการประกันก่อการร้ายต่ำกว่าค่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 5-6 พันล้านบาท เซ็นทรัลก็อาจนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลได้ โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีความ ซึ่งอาจใช้เวลา 5-7 ปี ทั้งนี้ เห็นว่าทางรีอินชัวเรอส์น่าจะพร้อมชี้แจงกับผลสรุปดังกล่าว

นาย อนันต์กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซนที่ทำประกันก่อการร้ายมูลค่า 3.3 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการประเมินความเสียหายคืบหน้าไปกว่า 95% ในเบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่เกินทุนประกัน โดยบริษัทจะรอข้อสรุปที่เหลือก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายได้ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า

เวบไซต์ของเทเวศประกันภัยเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ถือหุ้น ของบริษัทประกอบด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 27,600 หุ้น คิดเป็น 0.23%
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 11,787,261 หุ้น คิดเป็น 98.227%
ผู้ถือหุ้นอื่นๆ 185,139 หุ้น คิดเป็น 1.543%

รวม 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 100.00%


เทเวศประกันภัยระบุไว้ในเวบไซต์ว่า เป็นบริษัทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ฯ

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย เวบไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า ประกอบด้วย

1. บริษัท สยามแร่และน้ำมัน จำกัด 8,906,660 หุ้น 28.69 %

2. นางนงลักษณ์ วิสุทธิผล 2,729,675 หุ้น 8.79 %

3. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย 2,212,750 หุ้น 7.13 %

4. บริษัท สุทโทเทศ จำกัด 1,661,358 หุ้น 5.35 %

5. บริษัท ศรีสตรี จำกัด 1,559,280 หุ้น 5.02 %

สังคมข่าวฯ:เสียดายคนตายไม่ได้เคาต์ดาวน์ที่CTW

ที่มา Thai E-News


เสียดายคนตายไม่ได้เคาต์ดาวน์ปีใหม่ -ผู้บริหารบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ยืนยันจะมีการจัดงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ 2554 ที่ลานบริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา ความสุขของคนไทยและคนกรุงเทพฯ..คืนกลับมาแล้ว
**********
จากณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถึงชนชั้นกลางชาวกรุง

ชนชั้นกลางชาวกรุง
ฟังชั้นล่างชาวทุ่งสักหน่อยไหม
เราเพียงต้องการประชาธิปไตย
แค่อยากให้คนไทยเท่าเทียมกัน

ที่ต่อสู้เพราะรู้ทันว่ากดขี่
แต่ที่ตายนี่ไม่คิดไม่คาดฝัน
ว่าทหารลูกหลานไทยไพร่เหมือนกัน
สไนเปอร์ประจัญบานจะไล่ยิง

แล้วชี้หน้าว่าไอ้ผู้ก่อการร้าย
นอนตายมือเปล่าทั้งชายหญิง
หรือหากใครผิดแนวทางอย่างว่าจริง
ต้องหลักฐานชัดทุกสิ่งหรือยิงเลย?

ว่าเผาบ้านเผาเมืองเป็นถ่านเถ้า
ข้อเท็จจริงชัดหรือเปล่าช่วยเฉลย
ที่จับชัวร์หรือมั่วอย่างเคย
จะอ้างเอ่ยยุติธรรมด้ามหอกอะไร

ว่าชั้นต่ำ รับจ๊อบม๊อบรับจ้าง
ข้าห่อข้าวแล้วเดินทางเอ็งรู้ไหม
หยุดงานหนักพักงานนามาด้วยใจ
จ้างเท่าไร?ถึงตายไม่เลิกรา

มาเรียกร้องประชาธิปไตยให้ดูถูก
แค่คนจนรักสนุกไร้การศึกษา
แล้วเอ็งเล่าเขาสอนอะไรมา
เพื่อปลูกสร้างปัญญาหรือครอบงำ

รู้จักไหมปรีดี,พระยาพหลฯ
อภิวัฒน์เพื่อผองชนชาวสยาม
จิตร,กุหลาบ,เปลื้อง,นายผีช่วยตีความ
รู้ไหมนามคณะราษฎร์,เสรีไทย

หรือให้เอ็งซาบซึ้งถึงรัฐชาติ
ที่เขาวาดให้กราบตามถามไม่ได้
เอ็งเย่อหยิ่งปริญญาก็ว่าไป
ข้าจะสร้างรัฐไทยใหม่ให้รู้ทัน

เอ็งมีคนบ้านนอกไว้ดูเล่น
เขาเก้อเขินเปิ่นให้เห็นเป็นน่าขัน
ชนบทไว้พักผ่อนตอนว่างงาน
ไปเที่ยววันสองวันเพื่อชาร์จไฟ

ได้หยิบยื่นอะไรให้นิดหน่อย
ก็ตัวลอยไปเล่าใครต่อใครได้
ว่าความสุขจากแบ่งปันนั้นปานใด
สร้างอนุสาวรีย์ใหญ่ให้ตัวเอง

แต่ไม่เคยมองเห็นความเป็นเขา
ไม่เคยเข้าใจอกขมถูกข่มเหง
พอเข้ากรุงสู้เยี่ยงไพร่ใจนักเลง
ก็ถูกเอ็งไล่ซ้ำเพราะรำคาญ

ไปบ้านทุ่งลื่นคันนาเหยียบกล้าหัก
เอ็งก็มักพูดนิ่มๆยิ้มหวานๆ
ข้ามากรุงปิดแยกอยู่เพราะสู้นาน
เอ็งไม่แคร์แม้ทหารจะฆ่าเรา

แล้วสละเวลามาล้างถนน
ชีวิตคนมองข้ามไม่ถามข่าว
พูดจนเฝือเหลือขนาดว่าชาติเรา
มารักกันอย่างเก่าก็แล้วกัน

ต้องเข้าใจเรื่องราวให้เข้าจุด
เรื่องใหญ่สุดยุติธรรมไร้มาตรฐาน
ประชาธิปไตยที่บอกเขาหลอกมานาน
เห็นชาวบ้านเป็นควายปลักต้องลากเดิน

เชื่อเถอะคนไทยไม่เกลียดกัน
แต่อย่าแบ่งชนชั้นให้ห่างเหิน
ถึงสูงต่ำก็ต้องย่ำผืนดินเดิน
ถ้าก้าวเกินศักดิ์ศรีมนุษย์ก็สุดทาง

เขียนมาหาใช่ต่อว่าให้โกรธขึ้ง
ใช่จะดึงสองฝ่ายให้บาดหมาง
แค่อยากให้เข้าใจในแนวทาง
ฟังเราบ้างดูให้ชัดแล้วตัดสินใจ

จะประณาม หยามเหยียด และเหยียบย่ำ
หรือก้าวข้ามจารีตมาอยู่ใกล้
จะร่วมสู้ ร่วมสร้าง ประชาธิปไตย
หรือซาบซึ้ง ตื้นตันใจ โอ้ว...ไทยแลนด์


ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เรือนจำคลองเปรม แดน 4 ห้อง 11,วันที่ 30 พ.ย. 53
************


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
9-12 ธันวาคม 2553




***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันที่ 9-12 ธันวาคม 2553 นำเสนอกิจกรรม ข่าวคราวแวดวงคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่ตอหลดตอแหลสะดีดสะดิ้นกันตามเคย ..หากมีข่าวคราวใดๆก็ช่วยกันส่งมาเผยแพร่ และหากมีข่าวกิจกรรมอะไรที่เราไม่ได้เสนอ ไม่ได้แปลว่าไทยอีนิวส์เลือกที่รักมักที่ชัง แต่เพราะเรา"ตกข่าว" (นี่ว่ากันตรงๆไม่ต้องมีฟอร์ม เพราะพวกเรามันคนกันเองทั้งนั้น)

หากเห็นว่าไทยอีนิวส์ตกข่าว ก็รบกวนส่งมาซ่อมได้ ไม่มีปัญหา ทางอีเมล์เดิมๆ thaienews99@googlegroups.com ไม่คิดค่าลงข่าว แต่ขอแรงหน่อย ช่วยกันกระจายต่อไป เผื่อใครเขาตกข่าว จะได้มีเพื่อนร่วมแดงกันเยอะๆ ***

***กลุ่มเรารักเบอร์เกอร์คิง พากันนัดหมายใส่เสื้อดำไปกินอาหารที่ร้าน BURKER KING กันเมื่อวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ หลังจากผิดหวังไม่ได้ดูทอล์กโชว์วอนนอนคุกในวันที่ 5 ธันวาฯ เพราะมีเหตุจำเป็นต้องงด


รายงานข่าวแจ้งว่า งานนี้รักBURKER KINGจริงๆไม่ได้อิงกระแส แถมยังไม่แคร์สื่ออีกด้วย (ชมภาพชุดของทางชมรมเรารักBURKER KING)***

***โครงการแต่งดำทั้งเดือนต่อต้านเผด็จการ-สมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนาฯขอเชิญผู้รักประชาธิปไตย แต่งดำทั้งเดือนธันวาคม

เตือนความจำ “ที่นี่มีคนตาย"
แต่งดำทั้งเดือนเพราะ “เพื่อนยังติดคุก”
แต่งดำทั้งเดือนไว้อาลัย “ตุลาการรับใช้เผด็จการ”
แต่งดำทั้งเดือนแด่ “ปีอัปมงคล”


ขอ เชิญผู้รักประชาธิปไตย และความเป็นธรรม ร่วมต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ด้วยการแต่งชุดดำทั่วประเทศ ในการใช้ชีวิตประจำวันและทำกิจกรรมต่างๆ ในที่สาธารณะ ตลอดเดือนธันวาคม 2553 เพื่อแสดงออกถึงการไม่ยอมรับอำนาจเผด็จการทุกรูปแบบ ต่อต้านระบบสองมาตรฐานจากกรณีการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ เตือนความจำสังคมกรณีสังหารหมู่คนเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าและสี่แยกราช ประสงค์ (ที่คนสั่งยังลอยหน้า คนฆ่ายังลอยนวล) เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง ฯลฯ***

***แนวร่วมพลเมืองไทยนัดเจอกันหน้าทำเนียบรัฐบาลวันนี้(9ธ.ค.)10.00หน้าวัดเญจมบพิตร เพื่อยื่นหนังสือถึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีข้อเสนอดังนี้

๑. ประกาศยกเลิก.พรก โดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

๒. ขอให้ประกาศกำหนดการของการยุบสภา ว่าเมื่อไหร่ เพราะการดำรงตำแหน่ง ของท่านที่ผ่านมายังไม่สง่างามพอ เนื่องจากกระบวนการทางการเมือง เป็นการหักหลังประชาชนผู้ใช้สิทธ์ในการเลือกตั้ง

๓. การปฎิบัติในกระบวนการยุติธรรม ต้องมีแค่มาตรฐานเดียว

๔. หยุดการไล่ล่า การใส่ร้ายป้ายสี กับคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยในทันที

๕. ในกระบวนการปรองดอง ของฝ่ายการเมือง เราในฐานะประชาชนไม่ขอข้องเกี่ยว แต่ในการนิรโทษกรรม เราไม่รับคนที่กระทำความผิดจะต้องถูกนำตัวมาลงโทษ


รายละเอียดของหนังสือนี้***

***เครือข่ายพลเมืองเน็ตงานจัดแถลงข่าวสรุปสถานการณ์เสรีภาพอินเทอร์เน็ตประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2553 และการอภิปรายสถานการณ์สากลกรณีวิกิลีคส์

วันที่ 9 ธันวาคม 13.00 – 16.30 น. ห้องดวงกมล โรงแรมสยามซิตี้ ถ.ศรีอยุธยา

13.15 น. นำเสนอรายงาน เสรีภาพอินเทอร์เน็ตประเทศไทย ปี 2553โดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และ สุภิญญา กลางณรงค์

14.00 น. แถลงข่าวจุดยืนเครือข่ายพลเมืองเน็ตต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองเน็ตและแนวโน้มปี 2554 โดย สฤณี อาชวานันทกุล และ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล กรรมการเครือข่ายพลเมืองเน็ต

1ภ.30 น. อภิปราย “ความมั่นคงของรัฐ VS. อิสรภาพโลกออนไลน์ : จากวิกิลีคส์ ถึงเมืองไทย” นำโดย สุณัย ผาสุก Human Rights Watch (HRW),รศ.ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ, ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์,ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย,อรชพร นิมิตกุลพร รักษาการผู้อำนวยการ คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ,พ.อ. ดร. ธีรนันท์ นันทขว้าง รองผู้อำนวยการกองการเมือง วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร,กานต์ ยืนยง Siam Intelligence Unit (SIU)
และผู้แทนจาก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณรงค์***

***แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.แดงทั้งแผ่นดิน)ชุดใหม่ที่มีอาจารย์ธิดา โตจิราการ เป็นรักษาการประธาน จัดกิจกรรมนัดแรกในวันที่ 10 ธันวาคม ที่อนุเสารีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน ภายใต้คอนเซ็ปต์งาน “8 เดือนผ่านฟ้า 78 ปีรัฐธรรมนูญ”

ที่ บังเอิญครบรอบ 8 เดือน เหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ที่เชิงสะพานผ่านฟ้า ไปตรงกับวันครบรอบ 78 ปี ที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกิจกรรมของ นปช. จะเริ่มตั้งแต่ 17.00 -20.00 น. โดยจะมีการปล่อยนกและจุดเทียนไข จากนั้นเวลา 19.00น. ก็จะได้สดุดีวีรชนที่เสียชีวิตในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

ซึ่ง ครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมครั้งแรกของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน หลังจากเหตุการณ์กระชับวงล้อม 19 พฤษภาคม 2553 โดยจะดำเนินกิจกรรมภายใต้กฎหมายและ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตามที่รัฐบาลบังคับใช้ และจะแยกย้ายกันกลับโดยไม่สร้างปัญหา เพราะเราต้องการไปแสดงสัญลักษณ์เท่านั้น***


***ชมรมประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ขอเชิญนิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทุกท่าน เข้าฟังและแลกเปลี่ยนอย่างมีสาระ ในงานเสวนา หัวข้อ "10 ธันวา วัน'พระราชทาน'รัฐธรรมนูญ" โดยมีวิทยากร


- อ. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
- อ. ชาตรี ประกิตนนทการ ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ
- อ. พิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ


ใน วันพฤหัสที่ 9 ธันวาคม เวลา 16.30-18.30 ห้อง 304 ตึกบรมราชกุมารี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที ่ 083 994 6012

เฟซบุคอีเวนท์ http://www.facebook.com/event.php?eid=174339275918524***

***กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ และกลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน ขอ เชิญสำหรับนิสิตนักศึกษาทุกสถาบันที่สนใจ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนิสิตนักศึกษาในปัจจุบัน และประชาชนทั่วไปที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยและหลักสิทธิมนุษยชน ร่วมกิจกรรมรำลึก ครบรอบ 8 เดือน เหตุการณ์สลายการชุมนุมสี่แยกคอกวัว ในวันรัฐธรรมนูญ และวันสิทธิมนุษยชนโลก ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในวันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม 2553 เวลา 16.00-18.00 น.

กิจกรรม ประกอบ ด้วยการร่วมรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุม ผ่านกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนมีส่วนร่วม การแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีที่มาไม่ชอบธรรม และร่วมเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพสิทธิมนุษยชนโดยการปล่อยตัวนักโทษการเมือง และยกเลิกการพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

กิจกรรม รำลึกในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้เพื่อนนิสิตนักศึกษา ได้ร่วมพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ร่วมเคลื่อน ไหวทางการเมือง และประชาชนผู้มีใจรักในระบอบประชาธิปไตย และยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับประชาชนในการแสดงจุดยืน ในภาวะที่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกลิดรอนในปัจจุบัน***

***วิทยุออนไลน์เสรีชน www.serichon.com ขอ เรียนเชิญ ชาวเสรีชนและผู้สนใจ ทุกท่าน..ร่วมงาน สัมมนาให้ความรู้ประชาชน นอกโลกไซเบอร์ ครั้งที่ 2 เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ และในโอกาส ครบรอบ 4 ปีวิทยุออนไลน์ เสรีชน

ต้มยำการเมือง
เรื่อง...ประชาธิปไตย


พบ กับ หัวข้อสัมมนาทางการเมืองหลากหลายที่จะช่วยไขปัญหา คาอกคาใจ ใน ยุคที่ประชาธิปไตย ถอยหลังลงคลอง จากวิทยากร คุณภาพและมากด้วยประสบการณ์ อาทิ เช่น

ดร. พระมหาโช ทัศนีโย :: พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช:
:: อ. คณิน บุญสุวรรณ ::คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล
:: ดร. พิชิต ลิขิตจิตสมบูรณ์ :: ดร.วรพล หรหมมิกบุตร :: จตุ
พร พรหมพันธุ์
คุณจาตุรนต์ ฉายแสง (รอการยืนยันกลับ)
และ นักเขียนการ์ตูนการเมือง เซีย ไทยรัฐ ฯลฯ


- ดร พระมหาโช ทัศนีโย เรื่อง จะปกครอง ต้องครองธรรม จะเป็นผู้นำ ต้องรู้จักธรรมของผู้ปกครอง
- พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช. เรื่อง วิกฤตอำนาจ กับ วงการตำรวจไทย
- อาจารย์ คณิน บุญสุวรรณ 79 ปี รัฐธรรมนูญไทย
- คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขาธิการบ้าน 111 ไทยรักไท ห้วข้อ วิกฤตตุลาการ ความเชื่อมั่นต่อระบบความยุติธรรมไทย จะเดินหน้า ต่อไปอย่างไรภายใต้ความเสื่อมศรัทธา จากประชาชน
- ดร พิชิต ลิขิตจิตสมบูรณ์ เรื่อง เศรษฐกิจการเมิองเรื่องต้องรู้
- คุณจาตุรนต์ ฉายแสง เรื่อง ฝ่าวิกฤตการเมือง ด้วยการบริหารประเทศ ภายใต้รัฐบาลคราบเงาทหาร ?
- คุณจตุพร พรหมพันธ์ หากไม่ติดเรื่องการได้ประกันตัว จะมาแน่นอน

ณ. มูลนิธิ บ้านเลขที่ 111 ถ.นครสวรรค์ เขตดุสิต กรุงเทพฯ วันศุกร์ที่ 10 ธ.ค. 53 เวลา 10.00-18.00 น. เริ่มลงทะเบียน 9.00 น. สนใจ ติดต่อสอบถาม รายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ โทร.087-057-0640
หรือส่งอีเมล์มาที่ serichonteam@yahoo.com

· ฟรีตลอดงาน มีบริการอาหารกลางวัน อาหารว่าง กาแฟ น้ำดื่ม*
· สำหรับ 300 ท่านแรกเท่านั้น***

***เวบไซต์นิติราษฏร์(นิติศาสตร์เพื่อราษฏร) จัดอภิปรายเรื่อง “สถาบันกษัตริย์ – รัฐธรรมนูญ – ประชาธิปไตย” วันศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๐๐ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ห้อง แอลที ๑

วิทยากรผู้เข้าร่วมอภิปราย
...
๑. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

๒. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

๓. ณัฐพล ใจจริง

๔. วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ดำเนินการอภิปรายโดย ธีระ สุธีวรางกูร


จึงขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่าน ร่วมอภิปราย แลกเปลี่ยนทัศนะในวันและเวลาดังกล่าว***
มุ่งสู่เมืองกาญจนบุรี “ แถลงจุดยืนทวงคืนรัฐธรรมนูญ 2540 “

***แรลลี่+ล่องแพเมืองกาญจน์-วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม 2553 กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ขอเชิญร่วมงานแรลลี่ประชาธิปไตย ระดมพลคาราวานรถยนต์กว่า 300 คัน เชิญชวนรวมตัวกันที่อิมพีเรียลลาดพร้าวเวลา 7 .00 น. ออกขบวนรถมุ่งสู่จังหวัดกาญจนบุรี ลงทะเบียนได้ที่ สำนักงาน Red Power ชั้น 5 ห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว

เสื้อแดงกาญจนบุรี,ภาคตะวันตก,ภาค กลาง และภาคอื่นๆ นัดรวมพล ณ สามแยกไฟแดงวัดท่าล้อ เวลา 15.00น. สักการะ พระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎร ก่อนเดินขบวนเข้าสู่ สนามสวนสมเด็จพระสังฆราช

เปิดเวทีปราศรัย พบกับ จตุพร พรหมพันธ์ สส.ดร.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สส.พลโทมะ โพธิ์งาม สส.พลตรีศรชัย มนตรีวัต สส.ดร.สุนัย จุลพงศธร สส.สุชาติ ลายน้ำเงิน สส.วิเชียร ขาวขำ

ชม ละครการเมืองโดยกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และพบกับศิลปินเสื้อแดง แป๊ะบางสนาน ร่วมกันทวงคืนประชาธิปไตย เดินขบวนไปที่สวนสมเด็จพระสังฆราช วัดเหนือ อ.เมือง จังหวัดกาญจนบุรี

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม 2553 เวลา 15.00-23.00น. ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 086-169-4051***


***ข่าวกิจกรรมเส้นทางสีแดง (Red Path Project) ราชประสงค์-หนองคาย 1700 กม.ได้เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจคนเสื้อแดงหลายหมื่นคน ได้ใช้เงินกว่าแสนบาทที่ได้รับจากการบริจาคเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการ ชุมนุม ทั้งที่ถูกคุมขัง ครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บพิการรวมกว่าร้อยราย

กิจกรรมเส้นทางสีแดงจะเดินทางไปพบปะ กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศ ในเดือนม.ค.2554นี้ จะเริ่มเดินทางไปภาคตะวันออก ต่อด้วยภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ


สำหรับเดือนธ.ค.นี้ ในวันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม กลุ่มเส้นทางสีแดงมีกำหนดทำกิจกรรมเส้นทางสีแดงในกรุงเทพฯ ในกิจกรรมรำลึกเสธ.แดง

13.00 น.-17.30 น. ตั้งขบวนที่ราชประสงค์ ร่วมปั่นจักรยาน รถมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ รถฮาเลย์ ฯลฯ ตระเวณทั่วกรุงเทพฯเพื่อเยี่ยมเยียนคนเสื้อแดง มอบดอกไม้แดงให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกโรงพัก สิ้นสุดขบวนที่อนุสาวรีย์ ร.6

18.00-19.00 น. เริ่มกิจกรรมรำลึกเสธแดง ชูป้าย ผูกผ้าแดง วางดอกไม้แดง จุดเทียนไว้อาลัย ร้องเพลงนักสู้ธุลีดิน ทวงความยุติธรรมให้เสธแดงและวีรชนทั้ง 91 ชีวิต

กดดูตามภาพข่าวที่แนบมาด้านบนนี้***

***งานเสวนาที่เชียงใหม่ 12 ธันวาคมนี้ กดดูที่โปสเตอร์ด้านล่างนี้

งานนี้หาทุนจัดตั้งสถานีวิทยุสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่ พี่น้องเชียงใหม่ และใกล้เคียง อย่าพลาด***

***เชิญชมนิทรรศการและไว้อาลัย ความยุติธรรมตายแล้ว ดร.วรพล พรหมิกบุตรและคณะ ขอเรียนเชิญผู้รักประชาธิปไตยทุกท่าน ชมและฟังงานนิทรรศการด้วยความจุใจ 2 อาทิตย์ 13 - 26 ธันวาคม 2553

ร่วม ไว้อาลัยการจากไปของ ความยุติธรรม ณ ศาลรัฐธรรมนูญไทย พบศิลป วัฒนธรรม และวิชาการ ทุกวัน เวลา 12.00 - 20.00 น. ณ.ห้องประชุมใหญ่ วัดกลาง บางซื่อ นนทบุรี (ใกล้ๆกับวัดแจ้งศิริสัมพันธฺ)

คลิปแถลงข่าวของงาน ห้วชื่อเรื่องงาน ความยุติธรรมตายแล้ว ftp://baygon1.no-ip.org/savefiles/13-26worapool.wmv***

***งานฅนเสื้อแดง"สระบุรี" เสาร์ที่ 18 ธันวาคม 2553 ณ สนามริมทางรถไฟ อ.แก่งคอย เวลา 14.00-24.00 น.รายได้นำไปช่วยมูลนิธิ "เพื่อนถึงเพื่อน" และผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม

นำ ทีมโดย คุณจตุพร พรหมพันธ์,ดร.อภิวันท์,คุณวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์,คุณวรชัย เหมมะ,คุณสมหวัง อัสราษี,คุณสุนัย จุลพงศธร,คุณสุนีย์ฯลฯ ศิลปินมีแป๊ะทบางสนาน,อีส้มโป๊ะ,อเล็กซ์,ชาย อิสระ,นุช พจมานฯลฯ

ขอเชิญบริจาคสมทบได้ที่ ธ.ไทย พาณิชย์ บ/ชเลขที่ 942-208177-5 สาขา เทสโก้โลตัส แก่งคอย สระบุรี ชื่อบัญชี นางนงนุช สอนราช นายปรีชา สมุทรโคดม นางสัจจะ กล้าศึก***

***คริสมาสต์นี้ คุณจะไม่มีวันแดงอย่างเดียวดาย 25 ธันวาคม 2553


***โบว์ลิ่ง แดงสไตร์ค น้ำใจสู่เรือนจำ (ครั้งที่ 2)

สถาน ที่ Major Bowl อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 6 วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม 2553 เวลา 11.00 – 15.00 น.แบ่งเป็นทีมๆ ละ 1,400 บาท (4 ท่าน 2 เกมส์)ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2554 มีของขบเขี้ยว + เครื่องดื่ม ฟรี ตลอดงาน ติดต่อโทร. 089-5023729, 089-8237143,085-1461661 โดยทีมงาน Red Cam frog, Red Cyber Tammpa (แต้ม), Mivakoe, TAN007 รายได้ทั้งหมดหักค่าใช้จ่ายเหลือ นำไปช่วยพี่น้องเสื้อแดงที่ติดอยู่ในเรือนจำ

http://www.internetfreedom.us/thread-3147.html ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2554

http://www.mediafire.com/%3Fx8ys5otet65aldh สรุปรายได้ หัก ค่าใช้จ่าย เหลือนำเงินไปช่วยพี่น้องในเรือนจำ ครั้งแรก โหลดดูได้คะ
- ภาพกิจกรรมงานโบว์ลิ่ง เมื่อวันที่ 2 ตค.2553***

***แดงยุโรปสัญจรหอไอเฟล ฝรั่งเศส-ด่วน !! นปช.แดงไทยในฝรั่งเศส พร้อมทัวร์นกขมิ้นแดงแจ๊ดสัญจร เรามีนัดกัน 19 ธันวาคม ที่เก่าเมโทรสาย 2 alxandre dumas 177 rue charonne
เวลาบ่ายโมงถึงบ่าย5โมงที่หน้าหอไอเฟล กรุงปารีส


ครบ รอบ 7เดือนราชประสงค์ ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยเพื่อประเทศชาติประชาชนไทย ร่วมแลกเปลี่ยนข่าวสารยกระดับการเคลื่อนไหวตามสิทธิประชาชนผู้ต้องการ ประชาธิปไตย ท่านผู้สนใจร่วมกิจกรรม สอบถามรายละเอียดในฝรั่งเศสได้ที่ 0611 902 708 โทรจากจากนอกประเทศฝรั่งเศส 0033 611 902 708 begin_of_the_skype_highlighting 0033 611 902 708 end_of_the_skype_highlighting begin_of_the_skype_highlighting 0033 611 902 708 end_of_the_skype_highlighting ***

***พร้อม กันนี้เสื้อแดงยุโรป ขอเชิญชวนพี่น้องในโลกไซเบอร์ร่วมประกวดออกแบบโลโก้ " RED EU " เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มเรา"แดงยุโรป" ผู้ที่ได้รับการพิจารณาเป็นผู้ชนะจะได้รับรางวัล เงินสด 5,000บาท จาก www.thairedgermany.net ส่งผลงานออกแบบของท่านมาได้ที่อีเมล์ bktl2009@hotmail.com หมดเขต 24 ธ.ค. 2553 ค่ะ***


*** เชิญเสื้อแดงในประเทศอังกฤษทุกท่านร่วมงานที่ลอนดอน.....“Lunch Talk”7 เดือนหลังราชประสงค์อนาคตของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม 11.00-15.00น. ร้าน Thai Room รายละเอียดและซื้อตั๋วค่าอาหารล่วงหน้าได้ที่ ji.ungpakorn@gmail.com***

*** redplus.tv จัดกิจกรรมงาน งาน 4ส. ณ วัดแจ้งสิริสัมพันธ์ นนทบุรี วันที่ 29/12/53 16.00น. ทางเวปจะทำขนมจีนไปแจกให้ชาวเสื้อแดงที่มาร่วมงาน รับรอง ตักแจกๆ อร่อยและ สนุกมาก ไปร่วมงานกันเยอะนะครับ

ฟังคำปราศัยจาก 4ส.

อ.สุรชัย แซ่ด่าน
สมบัติ บุญงามอนงค์
สส.สุนัย จุลพงศธร
สมยศ พฤกษาเกษมสุข


ส่วนศอฉ.ไม่ต้องมาเป็นส.ที่5 พูดง่ายๆอย่ามา"เสือก"!***

***มุมเวบไซต์ประชาธิปไตย***


http://www.redplus.tv/ เวปมาใหม่เน้นการถ่ายทอดสด และนำเทปดีๆที่หาฟังยากเหมาะแก่คนที่อยากตาสว่างจนแจ้งจางปาง เชิญชม

และthairedplus.tv ขอเชิญเปิดบ้านฉลองปีใหม่ วันที่ 25 ธันวาคม 2553 งานเริ่ม 17.00 น. ณ เซฟเฮาส์จรัญสนิทวงศ์ 85 กิจกรรมต่างๆในงาน จัดประกวด คำขวัญเรดพลัส ชิงรางวัล ชนะเลิศได้รูปหลวงพ่อสดใส่กรอบ จากท่าน มดแดง เป็นรางวัล และ
กิจกรรมสนุกๆ ร้องเพลงคาราโอเกะ พบปะสังสรร พูดคุยกับเพื่อนๆเสื้อแดง รายละเอียดตามไปดูในเวบ


แพลนเน็ต - สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน

ของคุณนที อิสสรชน สรวารี เขาบอกไว้ว่า เฉลี่ย ผมใช้เงินทำงานปีละ 6 แสน ถึง 8 แสนบาทเศษ ไม่เคยถึงล้านบาท แต่ ทำงานฟื้นฟูคนข้างถนน ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ได้ ปีนึง กว่า 300 ครอบครัว ทำศพปีละ 2-5 ศพ ส่งกลับครอบครัวปีละ20-30 คน คุณอยากจะสนับสนุนงานที่ผมทำมั้ย www.issarachon.com
***

มุมหนังสือ

โหลดฟรีหนังสือต้องห้าม โฉมหน้าศักดินาไทย และThe King Never Smile

หากในปัจจุบันมีหนังสือต้องห้ามอันลือลั่นคือThe King Never Smile (ไม่ควรอ่านเนื่องจากทางการไทยถือเป็นหนังสือต้องห้าม บิดเบือน เว้นแต่กรณีเพื่อการศึกษา และทำความเข้าใจผิดๆเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องของชาวต่างชาติ คนไทยต้องร่วมมือกันปกป้องเทิดทูนสถาบันสูงสุด อันเป็นหน้าที่ และสามัญสำนึกที่คนไทยพึงกระทำ สามารถดาวน์โหลดเพื่อศึกษาที่นี่ )

ในอดีตที่ผ่านมากว่า 50 ปีก็มีหนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย เคยสร้างปรากฎการณ์เป็นหนังสือต้องห้ามทำนองเดียวกันมาแล้ว ทว่าปัจจุบันได้กลายเป็นหนังสือ"แนะนำให้คนไทยต้องอ่าน1ใน100เล่มแรก"

ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้

หรือ

ดาวน์โหลดหนังสือ โฉมหน้าศักดินาไทย คลิ้กตรงนี้ (4shared)


หรือดาวน์โหลดหนังสือThe King Never Smile( โปรด อ่านเพื่อศึกษา และชี้แจงให้ต่างชาติที่เข้าใจผิดๆตามหนังสือเล่มนี้ ซึ่งเขียนโดยคนต่างชาติ ขาดความเข้าใจต่อสถาบันสูงสุดที่คนไทยต้องปกป้องเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใด)



หนังสือ “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร” เขียนโดย ใจ อึ๊งภากรณ์ เสื้อแดงสังคมนิยม ดูสารบัญหนังสือก็รู้ว่า"แรง"

บทที่ 1 วิกฤติการเมืองประชาธิปไตย และอาชญากรรมของอำมาตย์
บทที่ 2 บทบาทแท้ของนาย... และ.. นิยายและความจริง
บทที่ 3 ซากศพของขบวนการภาคประชาชนเก่า และพันธมิตรฯ “ฟาสซิสต์”
บทที่ 4 สงครามกลางเมืองในภาคใต้ ทางออกสู่สันติภาพคืออะไร?
บทที่ 5 อนาคตของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
บทที่ 6 ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะมีรัฐสวัสดิการ
บทที่ 7 เรื่องส่วนตัว


พิมพ์ โดยสำนักพิมพ์ WD Press, อังกฤษ ปี ๒๕๕๓ อาจารย์ใจบอกว่า ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านมีสิทธิเผยแพร่อย่างเสรี หนังสือ Electronic “E-Book” ISBN 978-0-9565145-1-6

เล่มนี้โหลดฟรี คลิ้กตรงนี้ หรือตามไปดูที่

http://siamrd.blog.co.uk/
http://wdpress.blog.co.uk/
http://redsiam.wordpress.com/
see YOUTUBE videos by Giles53



คน เขียนบอกว่า หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่พยายามวิเคราะห์วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย ที่ระเบิดขึ้นเมื่อมีการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา โดยวิเคราะห์องค์ประกอบทุกส่วนของอำมาตย์ สาเหตุของความขัดแย้งทางการเมือง และการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ในตอนท้ายมีการเสนอแนวทางในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และความจำเป็นที่จะมีรัฐสวัสดิการ

บทสุดท้ายเป็นบทที่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้เขียน ท่านผู้อ่านจะได้ทราบประวัติที่มาที่ไปของผู้เขียน แต่จะขอเกริ่นนำในบางประเด็นก่อนคือ ผู้เขียนมีสัญชาติไทย เกิดที่ซอยอารี กรุงเทพฯ ในปี ๒๔๙๖ เรียนหนังสือที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ จาก “ป.๓” ถึง “ม.ศ.๔” มีพ่อเป็นคนไทยเชื้อสายจีน แม่เป็นคนอังกฤษ และระหว่าง ๒๕๓๙ กับ ๒๕๕๒ ผู้เขียนเคยดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยที่ตำแหน่งล่าสุดคือรองศาสตราจารย์ในภาคปกครอง

ทั้งๆ ที่ผู้เขียนมีหนังสือและผลงานตีพิมพ์เป็นภาษาไทยมากพอสมควร แต่หนังสือ “วิกฤตการเมืองประชาธิปไตย เราจะโค่นอำมาตย์อย่างไร” เป็นเล่มแรกที่สามารถเขียนอย่างตรงไปตรงมาได้ โดยไม่ต้องระวังกฎหมายหมิ่นฯ เนื้อหาในเล่มนี้คล้ายๆ หนังสือภาษาอังกฤษของผู้เขียนสองเล่มคือ A Coup for the Rich (2007) และ Thailand’s Crisis and the Fight for Democracy (2010) แต่กลุ่มเป้าหมายที่ผู้เขียนเล็งไว้ในใจ ในการเขียนหนังสือภาษาไทยกับภาษาอังกฤษจะต่างกัน ดังนั้นเนื้อหาจะต่างกันบ้าง

เล่มนี้และเล่มอื่นๆ ของผู้เขียน เขียนจากจุดยืนนักสังคมนิยมมาร์คซิสต์ ที่รักประชาธิปไตย และชื่นชมในระบบสาธารณรัฐ...อย่างไรก็ตามไทยอีนิวส์ขอให้ท่านผู้อ่านพึงใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ เพราะเนื้อหาบางตอนอาจอ่อนไหวต่อกฎหมายของไทยบางมาตรา***

รวมบทความชิ้นโบว์แดงของ “จิตร พลจันทร์” จากนิตยสาร “Voice of Taksin & Red Power” รับประกันสุดยอดความมันส์

ราคาเล่มละ 80.- หาซื้อได้ที่ห้างอิมพีเรียลเวิล์ด ลาดพร้าว ชั้น 5 (หน้าลิฟต์)

ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ขอเพิ่มค่าส่ง 20.-
รับไปขายต่อ, ซื้อจำนวนมาก ราคาพิเศษ
สอบถามรายละเอียด,สั่งซื้อได้ที่ โทร. 084-456 6794-5
ขอบอก-คนเสื้อแดงไม่ควรพลาด

***เนื้อหาในเล่ม***

1. ใครฆ่าสนธิลิ้ม
2. วันเกิดคุณทองเปรม
3. ความจริงเรื่องคลิป
4. ทวิลักษณ์ของอำนาจ
5. ยี่ห้อจิ๋ว
6. กรรมของพี่เทพ
7. ใผเป็นใผในองคมนตรี
8. งูเห่าคืนรัง?
9. ไอ้โม่งเบื้องหลัง “ศิวรักษ์ ชุติพงษ์”
10. กึ๋นของนายคำรบ
11. ยงยุทธ ติยะไพรัช...กับบทบาทเชิงลึก
12. องคมนตรีกับสตรีชั่ว
13. แผนนองเลือด
14. “๖ ตุลา” แห่งพ.ศ. ๒๕๕๓
15. แผนฮุบเสื้อแดง
16. เรื่องหมาๆ
17. เทือกท้ายครัว-มั่วท้ายวัง
18. ใกล้ร่วง
19. นาย-ไพร่...ใครถึงก่อน?
20. ซุ่มเสื่อม
21. แผนอุบาทว์ก่อนชาติล่ม
22. รัฐประหารผลาญเสื้อแดง
23. ปรองด๊อก***


"นิราศรัฐ ก.ไก่: 2542 - 2552"

หนังสือผลงานของ กานต์ ณ กานท์: เขียน
รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล: คำนำเสนอ

อย่า ลืมอุดหนุนกวีที่มีจุดยืนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นคนนี้ หากหาซื้อยาก ติดต่อสอบถามไปยังผู้เขียนทางอีเมล์ karnt19@gmail.com***

เหล้ายา ข้าวปลา อาหาร กินไปไม่นานเป็นขี้ ซื้อเหอะหนังสือดีดี พรุ่งนี้ได้อ่านนานนาน

Wednesday, December 8, 2010

อ่านเต็มๆ คำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของ "ตลก." กรณีไม่ยุบ "ประชาธิปัตย์"

ที่มา ประชาไท

8 ธ.ค. 53 - เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ (www.constitutionalcourt.or.th) ได้นำคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการฯ กรณีนายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเผยแพร่ดังนี้

คำวินิจฉัยกลาง เข้าไปดูที่ >> http://www.constitutionalcourt.or.th/index.php?option=com_docman&task=cat_view&gid=167&Itemid=210&lang=th

คำวินิจฉัยส่วนตน เข้าไปดูที่ >> http://www.constitutionalcourt.or.th/index.php?option=com_docman&task=cat_view&gid=228&Itemid=175&lang=th

"อุดมศักดิ์" หนึ่งในสี่ "ตลก." ข้างมากแถลงยันวินิจฉัยสุจริตและเป็นกลาง

ที่มา ประชาไท

“อุดม ศักดิ์ นิติมนตรี” 1 ใน 4 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก แถลงชี้แจงการยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันสุจริตและเป็นกลาง

8 ธ.ค. 53 - สำนักข่าวไทยรายงาน ว่านายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจกความเห็นในการวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเห็นส่วนตนของนายอุดมศักดิ์ 1 ใน 4 ตุลาการเสียงข้างมากที่วินิจฉัยให้ยกคำร้อง พร้อมกับออกแถลงการณ์ว่า เพื่อชี้แจงคำวินิจฉัยส่วนตน โดยมีใจความว่า ในเรื่องระยะเวลา 15 วัน ที่เห็นว่าแม้ไม่ใช่กำหนดเวลาเร่งรัด และไม่ใช่อายุความแพ่งที่คู่กรณียกขึ้นต่อสู้ แต่ศาลสามารถหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยได้เอง โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่า รายงานการจ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองต้องทำทุกปี แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดระยะเวลา แต่เมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นและยุติในเวลาที่กฎหมายกำหนด

นายอุดม ศักดิ์ ยังระบุการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า กฎหมายเก่าและใหม่แตกต่างกัน กฎหมายเก่าไม่ต้องขอความเห็นชอบจาก กกต. แต่กฎหมายใหม่หรือกฎหมายปัจจุบันต้องขอความเห็นชอบจาก กกต.ในทุกกรณี ซึ่งในการประชุมของ กกต. เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2552 ไม่ว่านายทะเบียนจะมีความเห็นยุบหรือไม่ยุบ แต่ให้ถือว่าในวันดังกล่าวความได้ปรากฏต่อนายทะเบียนและ กกต.แล้ว ต้องเริ่มนับวันที่ต้องยื่นคำร้องตั้งแต่วันดังกล่าว

ในท้ายคำ แถลงการณ์ นายอุดมศักดิ์ ยังระบุด้วยว่า คำวินิจฉัยส่วนตน ได้วินิจฉัยทั้งประเด็นปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงครบถ้วนทุกประเด็น และมีความเห็นที่แตกต่างและขัดกับความเห็นของเสียงข้างมาก 3 ใน 4 เสียงอยู่บ้างบางประการ และขอชี้แจงเหตุผลตามความเห็นส่วนตัว ที่ได้พิจารณาไปด้วยความสุจริตใน เป็นอิสระ เป็นกลาง ไม่มีผู้ใดก้าวก่ายแทรกแซงแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นการพิจารณาโดยยึดตัวบทกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลักในการวินิจฉัย อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ตนพร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และขอยืนยันว่า ไม่ได้กระทำการใดไป โดยมีเจตนาคดโกง และขอความกรุณาให้เกียรติในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง

ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่า บรรยากาศโดยทั่วไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีผู้สื่อข่าวไปเฝ้ารอ เพราะคาดว่าจะมีการแจกคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนขององค์คณะในคดีดัง กล่าวทั้งหมด ซึ่งการรักษาความปลอดภัยภายในศาลเป็นไปโดยปกติ ไม่ได้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกรณี พิเศษ แม้ในวันพรุ่งนี้ ( 8 ธ.ค.) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะนัดพร้อมคู่กรณี คือ อัยการสูงสุดกับพรรคประชาธิปัตย์ ในคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท เวลา 10.00 น.ก็ตาม

ที่มาข่าว:

“อุดมศักดิ์” ออกแถลงการณ์ยืนยันวินิจฉัยคดีด้วยความสุจริตและเป็นกลาง (สำนักข่าวไทย, 8-12-2553)
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/140041.html

ทักษิณไม่เดินทางเข้าสหรัฐ ผมคิดว่าทำให้อเมริกาเสียชื่อและเกียรติภูมิมากกว่า

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



การ ได้รับคำเชิญจาก คณะกรรมาธิการว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป ที่เรียกกันในสหรัฐว่า "คณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ" ซึ่งทำหน้าที่ในด้านการควบคุมอาวุธ สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพในการพูด

คณะ กรรมาธิการชุดนี้ เป็นกรรมาธิการร่วมของวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐอเมริกา มีสมาชิกจากแต่ละสภา 8 คน และจากกระทรวงกลาโหม และกระทรวงพาณิชย์อย่างละคน (รวม 18 คน) ถือว่าเป็นองค์กรอิสระของสหรัฐเมริกา และเป็นองค์กรชั้นนำ (คล้ายๆ กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทย แต่สมาชิกมาจากรัฐสภา ซึ่งมาจากประชาชนโดยตรง จึงมีเกียรติภูมิมากกว่าไทยมาก)

หากองค์กร ระดับนี้ยังไม่สามารถค้ำประกัน หรือสร้างความมั่นใจให้กับแขกที่ได้รับเชิญได้ ผมก็คิดว่าชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาคงเสียห่ายยับเยิน

ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่จบอย่างแน่นอน คาดว่าสหรัฐเมริกาคงต้องยืนยันความปลอดภัยต่างๆ และอาจ "ปรามรัฐบาลไทยให้เงียบเสียงลง"

เพราะฝ่ายบริหารของสหรัฐอเมริกา คงไปควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้

หากยกเลิกคำเชิญก็เสียเกียรติ เพราะออกหนังสือมาแล้ว

มีทางเดียวคือ "ตบปากรัฐบาลไทย" เพราะเรืองนี้กระทบต่อเกียรติภูมิของสหรัฐอเมริกาโดยตรง

‘ทักษิณ’งดเข้าสหรัฐถูกบี้หนักหันใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงสลายเสื้อแดง

ที่มา โลกวันนี้

เรื่องจากปก
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 12 ฉบับที่ 2945 ประจำวัน พุธ ที่ 8 ธันวาคม 2010
โดย -


“ทักษิณ” เริ่มไม่ชัวร์บินเข้าสหรัฐชี้แจงสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงตามคำเชิญของซีเอส ซีอี หลังถูกฝ่ายคุมอำนาจตามไล่บี้กดดันอย่างหนัก อาจเปลี่ยนใจใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงแทน “อภิสิทธิ์” ยอมรับคุยโทรศัพท์กับ “โอบามา” อ้างแค่สอบถามเรื่องไอแพด ไม่ได้ทวงเรื่องแลกเปลี่ยนตัวอดีตนายกฯกับ “วิคเตอร์ บูท” ส.ส.สมุทรปราการระบุการให้ข้อมูลที่แตกต่างจากรัฐบาลไม่ถือเป็นการทำลาย ประเทศ แต่เป็นการให้สังคมโลกรับรู้ข้อเท็จจริง แย้มชี้แจง 3 ประเด็นคือ การใช้อำนาจหลังการรัฐประหาร คดีความที่ถูกกล่าวหา และใช้อาวุธสงครามสลายการชุมนุมของประชาชน ผบ.ตร. สั่งเช็กตารางเข้า-ออกสหรัฐเพื่อทำเรื่องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

หลัง ออกมาเปิดเผยถึงกำหนดการเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาในวันที่ 16 ธ.ค. นี้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเดินทางไปตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วม มือในยุโรป (ซีเอสซีอี) ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรอิสระ มีสมาชิกประกอบด้วย ส.ส. 9 คน ส.ว. 9 คน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ และผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ แห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินที่มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. ที่ผ่านมา

“ทักษิณ” อาจใช้วิดีโอลิ้งค์ชี้แจงแทน

ล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งเข้ามาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้ตัดสินใจไม่เดินทางไปสหรัฐตามคำเชิญแล้ว แม้จะได้รับคำยืนยันเรื่องการออกวีซ่าเข้าประเทศได้ ทั้งนี้ เพราะตั้งแต่ข่าวการเดินทางถูกเผยแพร่ออกไปได้เกิดแรงกดดันขึ้นอย่างมาก โดยเป็นแรงกดดันที่พุ่งตรงมาที่ครอบครัวที่ยังอยู่ในประเทศไทยที่ได้รับคำ เตือนว่ามีบางคนทนไม่ได้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะไปพูดเรื่องการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในสหรัฐ เพราะจะทำให้ภาพพจน์ของฝ่ายคุมอำนาจเสียหาย ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องใช้วิธีวิดีโอลิ้งค์เข้าไปพูดในเวทีสัมมนาของซีเอสซีอีแทน ทั้งนี้ ยืนยันว่าการไม่เดินทางไปสหรัฐไม่ได้เป็นเพราะเกรงว่าจะถูกจับตัวส่งกลับไทย ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ยังไม่รู้เวทีชี้แจงเป็นแบบไหน

นายนพ ดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่ทราบลักษณะงานที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณชี้แจงว่าจะเป็นการชี้แจงต่อสภาสหรัฐหรือว่าชี้แจงบนเวทีที่จัด ในโรงแรม สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่สถานที่แต่อยู่ที่เนื้อหาและตัวบุคคลที่รับฟัง เพราะสมาชิกของซีเอสซีอีประกอบด้วยบุคคลชั้นนำของสหรัฐ

หัวข้อถูกกำหนดไว้กว้างๆ

“ซี เอสซีอีไม่ใช่เอ็นจีโอหรือว่ากลุ่มนักวิชาการ แต่เป็นองค์กรระดับแนวหน้าของสหรัฐ ตามหนังสือเชิญไม่ได้กำหนดหัวข้อชัดเจน เพียงแต่ระบุกว้างๆว่าให้ไปให้ข้อมูลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ ไทย ทั้งจากการชุมนุมทางการเมืองและใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรีอาจพูดถึงแผนสร้างความปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ด้วยว่ามีความเป็นไปได้จริงหรือไม่” นายนพดลกล่าวพร้อมยืนยันว่า ไม่มีการล็อบบี้ซีเอสซีอีเพื่อขอเข้าชี้แจง เพราะหากทำได้เช่นนั้นจริงองค์กรเขาจะเสื่อมเสียมาก

ไม่มีปัญหาเรื่องวีซ่าเข้าสหรัฐ

นายนพดลยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐแล้ว โดยจะเดินทางไปถึงก่อนวันที่ 16 ธ.ค. เพราะต้องเข้าชี้แจงในวันที่ 16 ธ.ค.

นาย ประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า เป็นเรื่องแปลกที่รัฐบาลตื่นเต้นกับการเดินทางเข้าสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณมาก และพยายามดิ้นรนที่จะให้สหรัฐจับตัวส่งกลับประเทศไทยทั้งที่ไม่เข้าข่ายสนธิ สัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน เพราะว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้หลบหนีไปอาศัยในสหรัฐ แต่เป็นการเดินทางไปตามคำเชิญ ซึ่งการได้รับคำเชิญครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐสนใจปัญหาการละเมิดสิทธิ มนุษยชนในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เอาอาวุธสงครามมาสลายการชุมนุมของประชาชน

ให้ข้อมูลอีกด้านไม่ได้ทำร้ายประเทศ

“อดีต นายกฯไปให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่รัฐบาลปกปิดไว้ ไม่ใช่การไปทำลายประเทศอย่างที่พูดกัน” นายประชากล่าวพร้อมแสดงความเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปตามคำเชิญแน่นอน เพราะการไปในลักษณะนี้น่าจะได้รับความคุ้มครอง หากเป็นการหลอกไปจับตัวเพื่อส่งให้ไทยสังคมโลกจะตั้งคำถามกับสหรัฐและไทย

รายงาน ข่าวระบุว่า ประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะพูดต่อซีเอสซีอีประกอบด้วย 1.การใช้อำนาจของรัฐบาลหลังเกิดการรัฐประหาร 2.คดีความ พ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกกล่าวหา และ 3.ข้อมูลการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง

“มาร์ค” คุย “โอบามา” เรื่องไอแพด

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า ได้มีการพูดคุยกับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ก่อนหน้านี้ แต่เป็นการสอบถามเรื่องไอแพด ไม่ได้คุยกันเรื่องการแลกเปลี่ยนตัวนายวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธสงครามชาวรัสเซีย กับ พ.ต.ท.ทักษิณ

นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรอคำยืนยันอย่างเป็นทางการอยู่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับคำเชิญจริงหรือไม่ หากได้รับคำเชิญจริงก็เป็นเรื่องปรกติและเป็นสิทธิของสหรัฐ ไม่ถือว่าก้าวก่าย แทรกแซง หรือว่าตบหน้ารัฐบาลไทย ในส่วนของรัฐบาลกำลังพิจารณาว่าจำเป็นต้องส่งคนหรือทำเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็รายงานสถานการณ์ให้สหรัฐรับทราบเป็นระยะอยู่แล้ว

รัฐบาลเฝ้าดูสถานการณ์

“กรณีนี้คงได้แต่เฝ้าดูเหตุการณ์ ทำอะไรไม่ได้ ส่วนเรื่องการขอตัวกลับไทยก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน” นายปณิธานกล่าว

พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า กำลังตรวจสอบความชัดเจนเรื่องวีซ่าเข้าและออกจากสหรัฐของ พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะเข้าไปเมื่อไรและกลับออกมาเมื่อไร หากมีความชัดเจนจะประสานไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้าย ข้ามแดนต่อไป

นายศิริศักดิ์ ติยะพันธ์ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวว่า ตามขั้นตอนขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กระทรวงการต่างประเทศต้องรู้ที่อยู่ที่ชัดเจนของ พ.ต.ท.ทักษิณก่อนประสานมายังอัยการเพื่อทำเรื่องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

เบื้องหลังปูนใหญ่ขายทิ้งPTTCHโกย33,000ล้าน งานนี้มีแต่ได้กับได้ หลังยื้อหุ้นส่วนใหญ่ปตท.มานาน

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 ธันวาคม 2553

ปูน ซิเมนต์ไทยขายหุ้นPTTCHให้ไทย-ต่างชาติ โกยเงิน33,000ล้านบาท กำไรหลังหักภาษี8,800ล้านบาท วงการหุ้นคาดเบื้องหลังมาจากSCCแตกหักกับปตท.ที่ต้องการให้บริษัทลูกควบรวม กิจการกัน ซึ่งจะทำให้ปูนใหญ่เสียผลประโยชน์จากการถูกลดสัดส่วนถือครองหุ้นลงมา ส่งผลให้ดีลเมิร์ซกิจการล่าช้ามานาน2ปี และการเทขายช่วงนี้ก็ถือว่ากำไรงาม อาจนำเงินไปลงทุนในบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจคล้ายกันกับPTTCHแต่ไม่โดนหุ้นส่วน ใหญ่รายอื่นมาเป็นก้าง

สำนักข่าวBloomberg สำนักข่าวชั้นนำด้านการเงินการลงทุนของโลก รายงานว่า บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นเจ้าของโดยผู้จัดการทรัพย์สินของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช ได้ ขายหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท ปตท.เคมิคอล(PTTCH)ออกมาวันนี้ 236 ล้านหุ้น หุ้นละ 140 บาท รวมเป็นเงิน 33,000 ล้านบาท และบันทึกเป็นกำไรสุทธิหลักหักภาษี 8,800 ล้านบาท

ส่วนสำนักข่าวCNBC ซึ่งเป็นสำนักข่าวชั้นนำด้านการเงินการลงทุนชั้นนำของโลกอีกราย ได้รายงานว่า ปูนซิเมนต์ไทยซึ่งมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือหุ้นใหญ่อยู่ ราว30% ได้ขายหุ้นในPCCHTให้ทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศในการนี้

นาย กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCC) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า วันนี้ SCC ได้ทำการเสนอขายหุ้นสามัญเดิมที่ SCC ถืออยู่ในบริษัท ปตท. เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTCH) เป็นจำนวน 236,000,000 หุ้น หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 15.59 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ที่ราคา 140 บาทต่อหุ้นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในวงจำกัดแบบข้ามคืนผ่านตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Overnight Placement Transaction)

การทำ รายการดังกล่าวมีมูลค่ารายการรวมประมาณ 33,000 ล้านบาท โดย SCC จะมีกำไรสุทธิที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำหลังภาษีจากรายการดังกล่าวประมาณ 8,800 ล้านบาท และจะทำการบันทึกกำไรจากการขายดังกล่าวในไตรมาส 4 ของปี 2553 ทั้งนี้ SCC มีแผนที่จะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการลงทุนต่างๆ ที่เป็นธุรกิจหลักของ SCC ทั้งในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

สำหรับผู้ เข้าซื้อหุ้นจากSCCประกอบด้วย 1.บริษัทหลักทรัพย์ ภัทรธนกิจ จำกัด (มหาชน) 2.Merrill Lynch Far East Limited 3.UBS AG,Hong Kong Branch 4.Credit Suisse (Singapore) Limited

SCC ได้เข้าถือหุ้นในบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ (จำกัด) มหาชน (NPC) และบริษัทไทยโอเลฟินส์ จำกัด (มหาชน)
(TOC) ในปี 2527 และปี 2532 ตามลำดับ ซึ่งต่อมาทั้งสองบริษัทได้จดทะเบียนควบรวมกิจการเป็น PTTCH
ในปลายปี 2548

SCC ประกอบธุรกิจหลัก 5 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจเคมิคอลส์ ธุรกิจกระดาษ ธุรกิจซีเมนต์ ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และธุรกิจจัดจำหน่าย ปัจจุบัน SCC มีนโยบายการจ่ายปันผลที่อัตราร้อยละ 40 - 50 จากกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติของงบการเงินรวมประจำปี

ภายหลัง การขายหุ้นครั้งนี้ SCC ยังคงถือหุ้น PTTCH อยู่จำนวน 66,999,927 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 4.42 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ PTTCH

เหตุผลเบื้องหลังที่ปูนใหญ่ขายทิ้ง

ปูน ซิเมนต์ไทยให้เหตุผลในการขายหุ้นครั้งนี้ว่า เนื่องจากบริษัทSCCเป็นผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจในการมีส่วนร่วมตัดสินใจ เกี่ยวกับ และนโยบาย และการบริหารงานในPTTC ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของSCC

ทั้งนี้SCCถือหุ้นในPTTCH ราว20% ขณะที่บริษัท ปตท. จำกัดมหาชน-PTTถือหุ้นใหญ่ราว49% ที่ผ่านมาPTTต้องการให้PTTCHควบรวมกิจการกับบริษัทPTTAR ที่เป็นบริษัทในเครืออีกราย แต่แผนการได้ล่าช้ามานานกว่า 2 ปี เนื่องจากSCCไม่เห็นด้วย

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน)วิเคราะห์ว่าที่SCCต้องขายPTTCHก็เพราะไม่เห็นด้วยกับแผนการควบรวม กิจการดังกล่าว และอาจไม่มีความใจเป็นในการซื้อเอทธิลีนจากPTTCHแล้ว หลังจากโรงงานใหม่ของเครือSCCที่ผลิตเอทธิลีนเช่นกันเดินเครื่องแล้ว

"แต่ เรายังสงสัยว่าSCCจะทำอย่างไรกับเงินสดส่วนเกินตั้ง50,000ล้านบาท หลังจากที่ได้เงินเพิ่มจากการขายหุ้นครั้งนี้"ฝ่ายวิจัยบัวหลวงกล่าว

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน จำกัด (มหาชน)วิเคราะห์ว่า สาเหตุการขายครั้งนี้อาจเป็นเพราะ

1) ราคาหุ้นปัจจุบันของ PTTCH ถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้นได้ราคาค่อนข้างดี

2) อาจขายเพื่อนำเงินไปขยายการลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีในเวียดนามหรืออาจซื้อหุ้นเพิ่มใน TPC

3) เพื่อไม่ให้ตัวเองถูกลดสัดส่วนการถือหุ้น หาก PTTCH และ PTTAR ควบรวมกิจการกันจริง

**********

ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ฝรั่งสรรเสริญพระบารมี:กษัตริย์ไทยครองแชมป์อันดับ1ในตลาดหุ้นไทย

"ธิดา ถาวรเศรษฐ์" แม่ทัพหญิง นปช.คนใหม่ เปี่ยมด้วยอุดมการณ์แรงกล้า เผยฉากชีวิตรักกับ"หมอเหวง"ในป่า

ที่มา มติชน


"ธิดา ถาวรเศรษฐ์"









"บางคนพูดเพื่อให้ดูดี บางคนพูดเพื่อให้ตัวเองเป็นคนสำคัญมีฐานะนำ" แต่ไม่ใช่ "ธิดา ถาวรเศรษฐ์" รักษาการประธานแนวร่วมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ภรรยา นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำในข้อหาก่อการร้าย ซึ่งเป็นผู้ถูกเลือกโดยมีมติจากแกนนำในคุกส่งสัญญาณให้เธอเป็นผู้นำทัพ ทำให้เธอต้องออกมารับหน้าที่แม่ทัพใหญ่คุมมวลชนคนเสื้อแดงในยามที่ขาดหัว พร้อมกับเน้นย้ำว่า

"เรา จะพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติและประชาชน ถ้าเราพูดอะไรแล้วมันให้โทษกับประชาชน หรือไปเข้าทางคนที่เป็นอุปสรรคขัดขวางประชาชนจะไม่พูด ไม่ต้องการพูดเพื่อสำแดงโวหาร ว่า เราเป็นคนเก่งหรือก้าวหน้า คำพูดของเราจึงต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์เท่านั้น" คำกล่าวของ ธิดา ประธาน นปช.คนใหม่ กับทิศทางใหม่พูดเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สมกับเป็นแกนนำไม่ใช่โฆษก ซึ่งมีเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจมากเริ่มจากการเป็น อาจารย์สอนวิทยาศาสตร์การแพทย์ หลังจากเรียนจบปริญญาโททางด้าน Microbiology หรือ จุลชีววิทยา สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมกับทำวิจัยไปด้วย และมาสอนที่มหาวิทยาลัยมหิดล สอนคณะเภสัชเพราะปริญญาตรีอาจารย์จบ"เภสัช"

ถึงแม้จะเป็นนักวิทยาศาสตร์แต่ธิดา ยังมีความชื่นชอบในงานศิลปะ ถ่ายรูป โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และชอบท่องเที่ยว เวลาที่สบายที่สุด คือ เวลาที่ได้อ่านประวัติศาสตร์ รู้สึกว่าชีวิตได้พักผ่อน เพื่อเป็นการยืนยันคำพูดเธอท้าให้ไปดูตู้หนังสือที่บ้านเรียกว่าอัดแน่นไป ด้วยหนังสือประวัติศาสตร์แทบทุกซอกทุกมุมในบ้าน

ส่วนเหตุผลที่ธิดาชื่นชอบประวัติศาสตร์เกิดจากการได้เห็นว่ามีการเรียนการสอน "ประวัติศาสตร์แพทย์" ส่วนต่างๆ จึงเกิดความรู้สึกว่าตำราแพทย์แผนไทย ตำรายา ควรมีการจัดเก็บเป็นระบบ จึงต้องหาแหล่งอ้างอิงว่า ความรู้เรื่องแพทย์แผนไทย ความรู้เรื่องเภสัชกรรม มันมาจากไหนกันแน่ จึงลงไปศึกษาประวัติศาสตร์มาอ้างอิง

"ปราก ฎว่าพอไปเปิดดูแล้วพบว่าประวัติ ศาสตร์ไทยเลอะเทอะมาก อ้างอิงอะไรไม่ได้เลย จึงต้องกลับมาศึกษาประวัติศาสตร์ใหม่ เรามองในแง่ว่าการแพทย์มาจากไหน ตอนแรกคิดว่ามันง่ายๆ จะเขียนประวัติศาสตร์การแพทย์ไทยไว้สอนนักเรียน เพราะมีหลักสูตรอันนี้ แต่ไม่ง่ายเลย แค่ที่มาก็แตกต่างกันมาก ทำให้ลงมาศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง"

จาก การเสาะแสวงหาความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของธิดาจากตำรา รวมทั้งการเเดินทางท่องเที่ยวและค้นหาโบราณวัตถุในทุกยุค ไล่ตั้งแต่บ้านเชียง จ.อุดรไปจนถึงเมืองกาญจน์ จนเรียกได้ว่าเป็น "นักโบราณคดีสัญจร" แม้กระทั่งปัจจุบันหากได้ยินข่าวว่าใครขุดพออะไรที่ไหนก็ยัง "หูผึ่ง" อยากตามไปดู จนกลายเป็นที่มาของการค้นพบตัวเองว่าที่แท้ชอบ "ประวัติศาสตร์ โบราณคดี" เพราะมีความสุขสนุกที่ได้ศึกษา

ดัง นั้นองค์ความรู้ที่ธิดามีในฐานะ นักวิทยาศาสตร์ทั้งเรียนและสอนมาโดยตรง เรียกว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ(จุลชีวะ) เมื่อมาสู่สังคมจึงกลายเป็นวิทยาศาสตร์สังคม จากนัก "วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ" มาสู่ "วิทยาศาสตร์สังคม"

เรื่องนี้ธิดา อธิบายความให้ฟังว่า ตนเองเป็นนักวิทยาศาตร์มีวิธีคิดแบบ "นักวิทยาศาสตร์" มีเหตุมีผลเริ่มต้นจากความเป็นจริงและย้ำว่า "ต้องมีข้อมูล" ไม่ใช่ใครพูดอะไรแล้วเชื่อทันที ต้องผ่านการทดลอง จึงนำมาสู่การพิจารณาสังคมอย่างเป็นวิทยาศาตร์ ที่เรียกว่า ศึกษากระบวนการต่อสู้เปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า "วิทยาศาสตร์สังคม"

ความ รู้ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ คือ การต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตอยู่ควบคู่กับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อพัฒนา เครื่องมือให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่และการทำงานให้ ดีขึ้น

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สังคม คือ ความรู้ในการแก้ปัญหาในสังคมที่มนุษย์อยู่รวมกันเป็นสังคม

ทั้ง หมดอยู่ที่วิธีคิดถ้าคิดแก้ปัญหาสังคมเป็นวิทยาศาสตร์มันคือ "วิทยาศาสตร์สังคม" หากคิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์ คือ การคิดแบบหยุดนิ่ง มันก็ไม่ใช่วิทยาศาสตร์สังคม กลายเป็นสังคมที่หยุดนิ่งแบบนั้น

จาก การก้าวเข้าสู่สังคมของธิดามีต้นทุน ทางวิทยาศาสตร์ ต้องมีเหตุมีผล มีข้อมูล ข้อเท็จจริง มองทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องมีการพัฒนาไป ถ้านักวิทยาศาสตร์คิดเป็นแล้ว เอาสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาปัญหาอย่างนี้จะเป็นการมองอย่างเป็นสังคมแบบวิทยา ศาสตร์

เมื่อมองสังคมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แล้วเรา จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ นอกจากจะมีเหตุมีผลมีองค์ความรู้ มีสถิติ มีตัวเลข ซึ่งนิสัยที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จึงมีอยู่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่ได้มองอะไรด้านเดียวหรือเป็นไฟฉายดวงเดียวและความสนใจ ส่วนตัวเหล่านี้เป็นส่วนที่มาแต่งเติมให้มุมมองสมบูรณ์และกว้างขึ้น แนวคิดดังกล่าวธิดาบอกว่า เก็บรวบรวมจากประสบการณ์ความรู้ การท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยตนเองจนตกผลึก

หากย้อนไปดูในวัยเด็กของธิดา พื้นเพเป็นคนใต้อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นพี่คนโต มีน้อง 5 คนเรียกว่า พื้นฐานครอบครัว "แตกเป็นเสี่ยง" แต่เป็นเสี่ยงทางความคิดที่แตกต่างกัน สิ่งที่เห็นชัด คือ แบ่งเป็นซ้ายกับขวา โดยพ่อ เรียนจบบัญชี ม.ธรรมศาสตร์จะขวาจัดมาก มีความคิดแบบคนโบราณไปอยู่ที่สถานีวิทยุกระจายเสียงยานเกราะ ในสมัยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลูกๆไปอยู่ที่ ม.ธรรมศาสตร์แต่ครอบครัวของเรามีวิธีจัดการกับความคิดเห็นแตกแยก โดยแม่ที่เป็นครูสอนภาษาและจะคอยบอกกับทุกคนว่า "ความคิดที่แตกต่างกันต้องอยู่ในบ้านได้" โดยไม่ไปบังคับคนอื่น ไม่ห้ามความคิดทางการเมืองของลูกๆ

ยก ตัวอย่างน้องสาวของธิดาเป็นแฟนพรรคประชาธิปัตย์อย่างตอนแรกก็ไป ช่วยเหลือพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยสนิทกับคนประชาธิปัตย์ และยังมีน้องเป็นทหารอีก แต่พวกเราก็อยู่กันได้ไม่ได้ขัดแย้งอะไร

ดัง นั้นสิ่งหนึ่งที่เราได้รับจากครอบครัว ขณะที่พ่อเป็นขวาลูกๆเอียงๆมาทางสายนักศึกษา เหตุการณ์ 6 ตุลาทำให้ปัญญาชนหันมาทางนี้หมดเลย หลาย คน ที่ร่วมต่อสู้ในสมัยนั้นจะรู้จักกันดี ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเป็นสีเดียวกันใครจะเป็นสีอะไรก็ได้ ไม่เป็นต้องคิดเหมือนกัน เพียงแต่เคารพความคิดของแต่ละคน ให้เกียรติว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี ต้องรู้จักเกรงใจไม่ไปก้าวล่วง อาจจะมีวิธีการ หรือเล่ห์กลในการป้อนข้อมูล แต่อย่างไรก็ตามต้อง "อยู่กันให้ได้"

หลังจากเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย กิจกรรมที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ สนใจ คือ กิจกรรมค่ายอาสาแต่สมัยนั้นเป็นยุคแรกๆที่เริ่มมีค่าย พอเรียนจบได้มาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยจึงได้เป็น "อาจารย์ค่ายอาสา" มีคนดีดีที่ร่วมค่ายมากมาย และมีพวกซ้ายจัด ที่ชอบว่าชาวค่ายชอบสร้างแต่วัตถุ ซึ่งความคิดของธิดามองว่า "มัน ต้องไปด้วยกันเพราะถ้าเข้าไปแล้ว ไปคุยกับชาวบ้านทำให้เขาเสียเวลา โดยที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากพวกเราเลยก็ไม่คงจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากกัน เลย"

ด้วยเหตุผลที่ว่าธิดา มีส่วนเข้าไปข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญๆในประวัติศาสตร์ในหลายช่วง ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเป็นจุดพลิกผันปลุกอุดมการณ์ที่ สั่งสมอยู่ในตัวของธิดาให้ลุกขึ้นมาร่วมยืนอยู่ข้างประชาชน ภาพจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งยังคงติดตามาจนถึงทุกวันนี้หลังจากทนไม่ไหวจึงขับรถไปดูเหตุการณ์ได้ เห็นภาพทหารยิงเยาวชนซึ่งเป็นนักเรียนอาชีวะล้มลงบริเวณทางขึ้นสะพานพระปิ่น เกล้า เป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ต้องหันมาสนใจการเมืองเพราะ "เห็นคนตาย"

"การที่เราเห็นคนถูกยิงตายต่อหน้า ช็อค!! ก่อนหน้านั้นอาจารย์เป็นคนธรรมดา ชอบเที่ยวเตร่และกำลังจะไปทำปริญญาเอก พอเจอเหตุการณ์ 14 ตุลา ทำให้เราดูหนังไม่ได้ ฟังเพลงไม่ได้ เกือบปี เหมือนโลกมันหมุนตาลปัตรเขาเป็นเด็กเขายังกล้าเสียสละ เราห้ามเขาไม่ให้ไปเราดึงแขนเขาไว้แล้วเขาก็สะบัดพร้อมกับบอกว่า "ถ้ามันไม่มีการเสียสละมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง" เป็นวลีที่ต้องจดจำมาจนถึงตอนนี้"

หลัง จากนั้นจึงเข้ามาสู่กระบวนการ ต่อสู้ภาคประชาชน เริ่มจากขบวนการเผยแพร่ประชาธิปไตย ซึ่งตอนนั้นอยู่ส่วนกลางยังไม่ได้ออกไปไหน และได้มาช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านขณะที่ลงพื้นที่กับอาจารย์เด็กๆ เพิ่งจบใหม่ไปตามต่างจังหวัดอาศัยนอนในศาลาวัดเพื่อดูปัญหาชาวบ้านและใน ครั้งนั้นเจอเหตุการณ์ที่ทำให้ช็อคครั้งที่ 2 !!

"เมื่อ ครั้งไปที่ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ขณะนั้นประชาชนลำบากมากเราไม่มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) เหมือนทุกวันนี้ ทำให้หนี้นอกระบบเยอะมาก มีนายทุนปล่อยเงินกู้ให้ชาวนา 3 พันบาทแลกกับการแปะโป้งพร้อมยื่นโฉนดที่ดิน จึงพบความจริงที่ว่า จาก 3 พัน กลายเป็น 3 หมื่นบาท ถ้า ไม่มีเงินมาคืนก็ต้องยึดที่นา ถ้ามีแค่คนสองคนไม่เป็นไร แต่นี่เยอะมาก ชาวนาต้องการทวงที่ดินคืน นักศึกษาก็ไปตั้งโต๊ะช่วยเหลือชาวนา เมื่อได้เห็นสัญญาตกใจมาก "มนุษย์ทำกับมนุษย์อย่างนี้ได้อย่างไร นึกไม่ถึงว่าคนจะทำกับคนได้ขนาดนี้" เขามากู้ดอกก็สูงโดยนายทุนไม่รู้สึกผิดด้วยซ้ำ และที่ทำให้เสียใจมาก คือ ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพราะสื่อลงข่าวว่าพวกเราซุกระเบิดไว้ในย่ามจะเผาบ้านเผาเมือง เพื่อ จะทำให้กระแสสังคมโกรธ ตอนนั้นไม่พอใจตัวเองว่าทำไมปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น โทรมาแก้ข่าวไม่มีใครยอมแก้ข่าวให้ เพราะว่าผู้สื่อข่าวในพื้นที่คงมีส่วนได้ส่วนเสียกับนายทุนในพื้นที่ด้วย"

หลังผ่านเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอกับตัวเองมาถึง 2 ครั้ง 2 คราว ทำให้เห็นว่า คนเราสละชีวิตได้เพื่อทำประโยชน์ให้สังคมและทำไมคนเลวได้ขนาดนี้ สองสิ่งนี้ คือ ตัวกระตุ้นที่ทำให้คนธรรมดาอย่างธิดาต้องหันมาสนใจทางด้านนี้ เหตุการณ์14 ตุลา กับ 6 ตุลา ที่มีปัญญาชนเป็นกองหน้า พวกเขาที่ไม่ได้เพียงแต่เรียนแต่เขาทำงานเพื่อสังคม ทำให้เราย้อนกลับไปคิดว่าเราจะเดินหน้าเรียนปริญญาเอกหรือหยุดไว้ ในขณะที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เขา สละชีวิตได้ ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบขนาดนี้ จึงทำให้เข็มชีวิตเปลี่ยนทันทีว่า การเข้ามาร่วมทำให้บ้านเมืองดีขึ้นควรเป็นสิ่งต้องทำ

"แม้ ว่าเราจะเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง คิดว่าการจะทะเยอทะยานเพื่อส่วนตัวไม่น่าจะดี เพราะตามโมเดลต้องเรียนปริญญาเอกแล้วกลับมาสอน แต่พอเจอแบบนี้ปริญญาเอกจึงต้องจบไว้แค่นั้น เพราะอุดมการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นธรรมชาติไม่ได้มีใครมาชักจูง แค่เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาจนถึงที่ สี่แยกราชประสงค์ ทำให้รู้ว่าในความพ่ายแพ้มีชัยชนะ ในชัยชนะมีความพ่ายแพ้ จึงบอกคนเสื้อแดงว่าเราไม่ได้ไปรบกับเขาที่มีปืน สไนเปอร์ อยากจะบอกว่าคุณแน่มากเอาไปเลยเกียรติยศผู้ชนะยิงหัวประชาชนด้วยอาวุธ มันมีเกียรติตรงไหนทหารไทย แต่คุณพ่ายแพ้ทางการเมืองเพราะเรามาต่อสู้ทางการเมือง"

เนื่อง ด้วยเหตุการณ์ที่พลิกผันที่เกิดขึ้นจึงถือได้ว่าเส้นทางการเมืองของธิดา เริ่มต้นจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีการเอารัดเอาเปรียบประชาชนเห็น ภาพเยาวชนถูกฆ่า แม้จะก้าวเข้ามาการเมืองโดยไม่ได้ตั้งใจไม่ได้มีพื้นฐานจากใครมาบ่มเพาะแต่ เริ่มจากสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคนั้นหล่อหลอมจนเกิดเป็นอุดมการณ์

ธิดา ยังเล่าถึงการเข้าร่วมต่อสู้เหตุการณ์ 6 ตุลา และ 14 ตุลา ในฐานะที่ตนเองเข้าไปสังเกตการณ์ยังไม่ได้เข้าใจอะไรลึกซึ้งมากนัก เหมือนกับคนที่เพิ่งเข้ามาเรียนรู้ปัญหาสังคมไทย ยังขาดประสบการณ์ เหมือนกับการไต่ขึ้นบันไดที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากถูกปราบนักศึกษาก็ทยอยหนีเข้าป่า เริ่มเรียนรู้มากขึ้นจากปรากฏการณ์ไปสู่เหตุผล แต่ยังไม่ใช่องค์ความรู้ จนกว่าเราจะร้อยเรียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดคิดอย่างมีเหตุและผล ซึ่งทำให้เกิดหลักทฤษฎีที่มันมาทีหลัง

"เหตุผลที่อาจารย์เข้าป่า เพราะสงสารเด็กอยากจะไปดูว่าอยู่กันอย่างไร ในป่าเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ตอนนั้นมาเป็นอาจารย์ใหม่ๆและเรารักเยาวชนเพราะทิศทางของพวกเขาดีมาก มีเพื่อนที่เป็นหมอลากเข้าป่าด้วยก็ตามไปเพราะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงสำหรับ ครอบครัว และคิดว่าบ้าน เมืองเป็นขนาดนี้ แล้วเราจะไม่เสียสละอะไรเลยเหรอ เขาสละได้กระทั่งชีวิตจะมาคิดอะไรให้มาก ตอนนั้นไม่ได้เด่นดังเพราะทำอะไรไปไม่ได้อยากมีชื่อเสียงหรือแสดงตัวในแถว ให้ปรากฏ การก้าวเข้ามารับตำแหน่งรักษาการประธาน นปช. เพราะในชีวิตเราเชื่อว่า เราทำสิ่งที่ถูกก็ทำ ก็ไม่ค่อยมีใครรู้จัก แต่อย่างหนึ่งที่เขายอมรับได้ คือ เราเป็นคนมีอุดมการณ์อะไรที่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเราไม่ทำ"

"เพราะ แต่ไหนแต่ไรมา อยากใช้ชีวิตที่มีประโยชน์ต่อสังคม เริ่มต้นจากการเป็นครูที่ดี ช่วยนักศึกษาช่วยคนที่เรียนไม่เก่ง เดิมอยากเป็นอาจารย์มัธยมด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่าครูที่เก่งๆจะสร้างคนได้เยอะ พอไม่ได้เป็นครูมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยพูดอะไรได้นิดหน่อยแต่โชคดีที่ยุค นั้นนักศึกษามีอุดมการณ์ทำให้นักศึกษามีบทบาท และได้กลับไปสอนนักศึกษาใหม่ก็รู้สึกว่าคนยุคทุนนิยมเราไม่อยากจะสอนแล้ว เพราะเยาวชนเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่เยาวชนที่มีอุดมการณ์ แต่พวกเขาไม่ผิดเพราะทุกคนต้องต่อสู้แก่งแย่งกันเพื่อเอาตัวรอดให้ทันยุค สมัย สอนได้ 5-6 ปีก็ลาออกไปอยู่ภาคเอกชนดีกว่า"

ในฉากชีวิตรักของธิดากับหมอเหวงแม้จะไม่โรแมนติก ด้วยบุคลิกของฝ่ายหญิงที่ออกจะแข็งๆ ซึ่งธิดา บอกเองว่า มี บุคลิกที่แข็งไปสักหน่อยเหมาะกับการอยู่คนเดียวมากกว่า แต่ทนการตื้อของหมอเหวงไม่ไหวจึงยอมแต่งงานด้วยประกอบกับอยู่ในช่วงนั้นเป็น ช่วงหนีไปอยู่ป่าและคิดว่าคงไม่ได้ออกมาอีกแล้วจึงตกลงปลงใจ เพราะ ถ้าไม่ได้เจอกันในป่าก็คงไม่แต่งงานกับหมอเหวง ตอนแรกไม่ได้ชอบหมอเหวงแต่ดูแล้วท่าทางเขาจะชอบเรามาก เห็นความมานะพยายามมากและอีกอย่าง คือ คนเราไม่สามารถเลือกคนที่พอใจได้ 100 % สัก 70 % ก็ยังดี

"อาจารย์ตั้งเป้าไว้เลยคู่ ครองจะต้องมีคุณสมบัติ 1. ต้องเป็นคนมีอุดมการณ์ถ้าชีวิตนี้ไม่คิดจะทำอะไรให้คนอื่นเลิกคิดไปเลยอัน นี้เป็นเสาหลักที่ต้องมีอุดมการณ์ 2.ต้องมีพื้นฐานเรื่องการศึกษาหรือบางคนที่ดีแต่พูดแต่ไม่ศึกษาไม่ปฏิบัติ ไม่เอาเหมือนกัน 3. หมอเหวงเป็นคนสนใจธรรมะสนใจศาสนาเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาสภิกขุ ทุกวันนี้ยังคุยเรื่องธรรมะกันผ่านห้องขัง และเตรียใหนังสือ "เว่ยหลาง"ไปฝากในเรือนจำด้วย"

มาถึงวิธีการเลี้ยงลูกชายกับลูกสาว คนโต ชื่อ น.ส.มัชฌิมา โตจิราการ และคนเล็ก ชื่อ นายสลักธรรม โตจิราการ ธิดามีความเชื่อว่ามนุษย์สร้างได้ สร้างให้เป็นอัจฉริยะได้ด้วย สามารถทดลองกับลูกได้ด้วย การเลี้ยงลูกของตนเองมันสนุกเหมือนดูต้นไม้ กึ่งวิทยาศาสตร์

ฉาก ชีวิตของธิดา ดูเหมือนจะลงตัวเป็นคนเรียบง่าย ทำงานอยู่เบื้องหลังมาตลอด แม้ในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มนปช. ธิดาถือว่าเป็นกุนซือคนสำคัญในการให้คำปรึกษาด้านวิชาการ ผลิตผลงานวิชาการป้อนเวทีคนเสื้อแดงและมีขึ้นเวทีบ้างเป็นบางครั้งบางคราว โดยธิดาย้ำว่าทำงานให้กับประชาชน ซึ่งระดับแกนนำจะรู้จักเธอเป็นอย่างดี

ส่วนเหตุผลที่ธิดากระโดดลงมาเป็นประธานนปช. กลายแม่แม่ทัพสตรีมายืนแถวหน้าคุมหางที่ยาวเหยียด ก็คือ "ไม่ชอบการเมืองแต่ที่ทำเพราะมีอุดมการณ์ ไม่มีคำว่าชอบหรือไม่ชอบ มีแต่คำว่าเราจะทำอะไรได้บ้างในแต่ละเวลา มันไม่ใช่ของเล่น มันเป็นของที่ต้องสละทั้งชีวิต และที่มาทำตรงนี้เพราะความจำเป็นต้องทำ เพราะเราไม่สามารถที่จะทำเพื่อตัวเอง มี 2 ทางเลือกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวกับส่วนรวมเราต้องเลือกส่วนรวมแม้จะลำบาก ก็ตาม "

"มีคนไม่น้อยที่คิดว่าธิดาได้รับตำแหน่งรักษาการ ประธาน นปช. เพราะว่าเป็นภรรยาหมอเหวง คิดว่า สามีติดคุกภรรยาก็ต้องออกมาแต่มันไม่ใช่เหตุผลที่จะเลือกใครมานำ ถ้าเป็นเหตุผลนั้นไปเลือกสาวๆหน้าตาสวยๆไม่ดีกว่าเหรอ (หัวเราะ) แต่ในฐานะที่ทำงานกับพวกเขามาตลอดและต้องมาทำงานกับพวกนี้ยิ่งกว่าจับปูใน กระด้งอีก คิดดูว่ามันปวดหัวแค่ไหน แต่เราก็อดทนกับสิ่งที่แตกต่างกันในทุกสถานการณ์ เขาเห็นในความรักจิตใจที่รักและไม่ทอดทิ้ง แม้เราจะรู้สึกว่าเขาทำไม่ถูกแต่ไม่ทิ้งเขา แม้การไม่ทิ้งเขาจะเป็นความลำบากของเรา ก็ต้องมองว่ามวลชนคนเสื้อแดงตั้งเยอะแยะจะทำให้การนำแตกแยกไม่ได้ เลอะเทอะไม่ได้ เพราะยังมีคนเสื้อแดงเป็นล้าน คิดว่าถ้าจะทำงานต้องเสียสละ ไม่ต้องคิดเลยว่าใครจะคิดอย่างไรกับเรา" ประธาน นปช.หญิง กล่าวถึงเสียงสะท้อนที่พอจะรู้ว่าสังคมภายนอกมองอย่างไร

"คนที่คิดจะมาเป็นแกนนำชีวิตต้องมี 2 ด้านไม่ใช่ด้านโก้ที่อยู่บนเวทีแล้วคนเฮ คุณต้องพร้อมจะตายหรือติดคุกแล้วก็เจอของจริง"

----------------------------------------------------------------------------

ภารกิจ 4 ข้อของประธาน นปช.หญิงคนใหม่

เหตุผล การที่มารับหน้าที่รักษาการประธาน นปช. นั้นถือเป็นหน้าที่และความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ที่ต้องปรับบทบาททางวิชาการมานำมวลชน แล้วก็เป็นการส่งสัญญาณครั้งใหญ่จากแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ใน เรือนจำว่าหลังจากนี้คนเสื้อแดงจะต่อสู้ด้วยภูมิความรู้และสติปัญญา โดยมีภาระหน้าที่สำคัญคือ 1.การรณรงค์เพื่อให้ปล่อยตัวแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบให้ได้รับอิสรภาพ การประกันตัวเพื่อดำเนินคดีอย่างมีนิติรัฐนิติธรรม 2.ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัวตลอดจนการประกันตัวและต่อสู้คดี 3.เรียกร้องความยุติธรรมและการใช้กฎหมาย มาตรฐานเดียวกันและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ 4.ยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นอ้วยองค์ความรู้