WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 9, 2010

สารเลว ตอน พรรคเปรต

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



หกสิบปีที่ไร้.....คุณธรรม
มีแต่ความระยำ......ทั่วหน้า
เลวทรามชั่วใจดำ.....เหมือนดั่ง คนพาล
โสมมเลวชั่วช้า.......ต่ำชั้นเกินคน

เหมือนเปรตคอยร่ำร้อง.......ขอบุญ
ครวญคร่ำดั่งการรุณ........โอบเอื้อ
ที่แท้แย่เป็นทุน.......ปางก่อน นานมา
หยิกเล็บเจ็บถึงเนื้อ.......พรรคชั่วสามานย์

เดือนปียังผ่านพ้น........เป็นใจ
สุดยอดพรรคจัญไร.....แต่งแต้ม
ตุกติกเล่ห์กลไก.......เห็นอยู่ เต็มตา
เลวชั่วคอยเปิดแย้ม......เปรตแท้พรรคมาร

หลุดรอดสักกี่ครั้ง.....ช่างมัน
เป็นสิ่งคอยยืนยัน.....ต่ำช้า
หากพลาดก็ถึงวัน.....ตอนจบ
รอได้แม้อ่อนล้า......ต่อสู้ดวงตะวัน

ขออภัย สำหรับโคลงสี่สุภาพที่มีคำไม่สุภาพ

๓ บลา / ๙ ธ.ค.๕๓


บันทึกการเข้า

กำลังใจหาซื้อไม่ได้ แต่ให้กันได้

ณัฐวุฒิ ร้องเพลง ผู้ชนะ๑๐ทิศ,๑มิตรเคยชิดใกล้ รักปอนๆ แก้ไขOK

ที่มา thaifreenews





คว้ารางวัล - ภาพถ่ายวันสลายม็อบนปช

ที่มา ข่าวสด


คว้ารางวัล - ภาพถ่ายวันสลายม็อบนปช.
ฝีมือ "พอลลา บรอนสตีน" ช่างภาพหญิงของเก็ตตี้ อิมเมจ
ซึ่งได้รางวัลช่างภาพยอดเยี่ยมปี 2553
จากสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT)



ภาพสำคัญ - ภาพถ่ายวันสลายม็อบนปช.
ฝีมือ "พอลลา บรอนสตีน" ช่างภาพหญิงของเก็ตตี้ อิมเมจ
ซึ่งได้รางวัลช่างภาพยอดเยี่ยมปี 2553
จากสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) และออนเอเชีย

'ชัยสิทธิ์'เตือนแม้ว อย่าไปสหรัฐฯ เสี่ยงถูกส่งตัวกลับ

ที่มา ไทยรัฐ



"ชัยสิทธิ์ ชินวัตร" เตือน "ทักษิณ" อย่าไปสหรัฐฯระบุเป็นการเสี่ยงที่จะถูกจับได้
เพราะไทยกับมะกันมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
เผยหากเป็นตนเองจะไม่เดินทางไป ท้ายสุดจะเดินทางไปหรือไม่นั้นไม่รู้ เป็นหน้าที่ของคณะทำงาน-นพดล...

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 9 ธ.ค. พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด
และญาติผู้พี่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์อ้างว่า
ไม่ทราบว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ขณะนี้อยู่ที่ประเทศใดเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่กับที่เดินทางตลอดเวลา
และตนเองก็ไม่ได้ติดต่อกับ พ.ต.ท. ทักษิณมานานมากแล้ว

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา
เพื่อให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคง และความร่วมมือในยุโรป (CSCE)
กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ หรือไม่ เป็นหน้าที่ของคณะทำงาน
และนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นผู้ประเมินสถานการณ์ว่า
ควรที่จะเดินทางไปหรือไม่ หรือจะใช้วิธีการประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งตนไม่ทราบ

ทั้งนี้ ความคิดเห็นส่วนตัวถ้าเป็นตัวเอง จะตัดสินใจไม่เดินทางไปให้ข้อมูลตามคำเชิญ
เพราะยอมรับว่าเสี่ยงเกินไป
เนื่องจากประเทศไทย และสหรัฐฯ มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกันอยู่
เกรงว่าจะถูกจับส่งกลับมายังประเทศไทย.

ปลุกรัฐหันมอง "กองทุนสื่อสร้างสรรค์" ฝันอันยาวนานของเด็กไทย

ที่มา ประชาไท

“สื่อ” เป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเราและมีอิทธิพลต่อคนในสังคม โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนซึ่งมีแนวโน้มที่จะใช้เวลาอยู่กับสื่อต่างๆเป็น เวลานาน แต่สิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้คือพื้นที่ “สื่อ” เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนนั้นมีน้อยเกินไป หันไปทางไหนก็มีแต่การโฆษณาทั้งทางตรงและแอบแฝง และที่สำคัญสื่อต่างๆนั้นถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือที่ให้ความบันเทิง มากกว่าจะเป็นช่องทางในการเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณที่ดีจากผู้ผลิตสื่อบางส่วน ซึ่งเป็นผลมาจากความร่วมมือกันของเครือข่ายกว่า 37 องค์กร ทั้งภาควิชาการ ภาคประชาชน เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเด็ก สภาเด็กและเยาวชน และภาคส่วนอื่น ๆ ที่ตระหนักถึงความสำคัญของ “สื่อ” และอยากเห็นอนาคตของชาติมีสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือหนุนเสริมให้เติบโต อย่างมีคุณภาพ จึงร่วมกันผลักดันให้เกิด “พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ....” ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของคณะกฤษฎีกาแล้ว

อย่างไรก็ตาม หาก “พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ผ่านการพิจารณาและออกประกาศใช้ได้ในที่สุด จะทำให้ผู้ผลิตสื่อที่ต้องการสร้างสื่อดี ๆ ได้มีโอกาสทำได้จริงมากขึ้น ทำให้ภาคประชาชนผู้บริโภคสื่อมีทางเลือกในการรับสื่อมากขึ้น รวมทั้งได้มีส่วนรวม แสดงความคิดเห็น แสดงพลังในการที่จะเปลี่ยนแปลงวงการสื่อซึ่งแต่เดิมถูกกำหนดแนวทางจากคนไม่ กี่กลุ่ม และที่สำคัญคือเด็กและเยาวชนกว่า 26 ล้านคนทั่วประเทศที่จะได้มีสื่อที่ดี มีคุณภาพ ปลอดภัยและสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้พวกเขาได้เติบโตมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของชาติ

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤตของสังคมไทย เรามักจะพูดกันเสมอว่าสื่อเป็นผู้ที่มีส่วนอย่างมีนัยสำคัญ ทุกครั้งที่มีปัญหาในสังคมบ่อยครั้งมักได้ยินการโทษสื่อและพยายามจะหาวิธี จัดการกับสื่อ แต่ยิ่งพยายามหาวิธีแก้ปัญหาก็ดูเหมือนปัญหากลับเพิ่มขึ้น ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมาแสดงเรายังแก้ปัญหาด้านสื่อในเชิงสร้างสรรค์กันไม่ สำเร็จ ในอนาคตอันใกล้หากเราจะมีกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ขึ้นมาและอยากกอง ทุนนี้ควรจะมีลักษณะเป็นองค์กรอิสระที่มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการสูง องค์กรอิสระนั้นหมายความว่าเป็นองค์กรที่ปลอดจากการแทรกแซงของอำนาจรัฐปลอด จากการแทรกแซงของอำนาจทุนหรือกลุ่มผลประโยชน์

“ทำอย่างไรเราจะให้คน ทำสื่อมืออาชีพได้ทำสื่อน้ำดีให้คนเห็นมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสื่อแยกออกว่าทำงานแบบมืออาชีพหรือทำงานแบบมักง่าย มันเป็นเช่นนั้น ถ้าคนไทยได้บริโภคสื่อดีๆ วันหนึ่งเด็กจะเลือกเป็นว่าสื่อที่ดีและมีมาตรฐานที่จะสร้างสรรค์พัฒนาสังคม นั้นเป็นอย่างไร หรือสื่อที่ไม่รับผิดชอบ สื่อที่ทำกันอย่างมักง่ายก็จะลดน้อยลงโดยอัตโนมัติ ควรจะช่วยกันส่งเสริมให้มีกองทุนสื่อในเชิงสร้างสรรค์เช่นนี้เกิดขึ้นให้ได้ และเราทั้งหลายผู้ใช้สื่อในชีวิตประจำวันนี่แหละจะช่วยกันลุกขึ้นมาก่อตั้ง กองทุนสื่อดีๆ เพื่อขจัดสภาพแวดล้อมให้บ้านเมืองของเรามีสื่อน้ำดีเป็นปากเป็นเสียง และขณะเดียวกันก็เป็นเสมือนเข็มทิศทางสติปัญญา เป็นขุมคลังทางปัญญาของคนทั้งประเทศ และอย่างน้อยที่สุดท่ามกลางความมืดมิดเราก็มีสื่อดีๆไว้เป็นที่ฝากความหวัง ด้วยอีกทางหนึ่ง”

ด้านนายเชษฐา มั่นคง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับเครือข่ายสื่อเพื่อเด็กที่ผ่านมาผลักดันให้เกิดกองทุน สื่อสร้างสรรค์ตั้งแต่ปี 2546 เพื่อให้มีช่วงเวลาของสื่อที่ดีสำหรับเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะช่วงเวลาเย็น หลังเด็กเลิกเรียน

“เราได้ร่วมกันผลักดันยื่นข้อเสนอให้กับรัฐบาล และสังคมไทย โดยเฉพาะสื่อมีความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาเด็ก ซึ่งจะเห็นว่าสื่อปัจจุบันโดยเฉพาะสื่อทีวีเข้ามามีอิทธิพลกับเด็กค่อนข้าง มาก หลายบ้านมีสื่อทีวีทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือมีอินเทอร์เน็ต ฯลฯ หากเกิดกองทุนสื่อสร้างสรรค์จะสามารถมาช่วยสนับสนุนสื่อดีๆ สำหรับเด็กทั้งในเรื่องของงานวิจัย การผลิตสื่อสร้างสรรค์ การพัฒนาเครือข่ายเพื่อให้มีการเฝ้าระวังสำหรับเด็ก เป็นต้น”

หลัง จากเครือข่ายสื่อเพื่อเด็กร่วมกับเครือข่าย 30-40 กว่าองค์กรและใช้เวลากว่า 7 ปีแล้วแต่ยังไม่เกิดกองทุนนี้ จึงอยากให้ช่วยกันจับตาดูว่า พรบ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จะเกิดขึ้นได้หรือไม่และ เกิดคุณค่าแก่เด็ก เยาวชนอย่างไร อยากให้ทุกคนภาคพลเมืองช่วยจับตามอง ช่วยกันผลักดันให้เกิดกองทุนสื่อดี สำหรับเด็กซึ่งหมายถึงลูกหลานของตัวเองในอนาคตด้วย

นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขณะนี้สื่อของประเทศไทย มักจะอยู่ภายใต้แรงจูงใจทางด้านทุนกับแรงจูงใจของฝ่ายรัฐ กล่าวคือ รัฐและทุนพยายามจะใช้สื่อเพื่อเป็นประโยชน์หลักของตนเอง บางทีมากกว่าที่จะคำนึงถึงประโยชน์ของผู้บริโภคสื่อ

“การทำสื่อที่มีคุณภาพเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อที่เป็นประโยชน์กับเด็กและเป็นพื้นที่ที่จะให้เด็กได้ เรียนรู้ทั้งในด้านความคิด อารมณ์ ความเฉลียวฉลาด และความอยากรู้อยากเห็น เมื่อขาดสิ่งนี้จะไปขอพึ่งรัฐให้จัดสรรงบประมาณรัฐก็ทำได้ไม่ถนัด จะไปพึ่งทุน ทุนก็จะเกี่ยงว่าไม่มีการให้ทุนใช้จ่ายในส่วนนี้ หรือทุนก็เอาใจผู้บริโภคมากจนเกินไป คือ ทำสื่อไปตามกระแสโดยไม่เน้นเรื่องคุณภาพเท่าที่ควร”

สำหรับบางประเทศ เห็นความสำคัญการพัฒนาการเด็กให้เป็นไปตามวัยและพยายาม สนับสนุนการผลิตสื่อสร้างสรรค์ การทำพื้นที่ให้เด็กมาใช้ เข้าใจและรู้เท่าทันสื่อให้มากกว่าจะปล่อยไปเป็นกระแสของราชการก็ดีหรือของ ทุนก็ดี ดังนั้นจึงขอสนับสนุนแนวคิดที่จะให้มีกองทุนสื่อสร้างสรรค์

“เสนอ ว่า ถ้ามีกองทุนนี้ออกมาให้ได้ผลจริงจังตามเจตนารมณ์ก็จะมีอยู่ 2 ข้อที่จะฝากไว้เป็นความห่วงใย คือ อยากเห็นกองทุนนี้เป็นการบริหารจัดการที่ไม่ใช่ต้องฟังคำสั่งจากรัฐมนตรี หรือจากปลัดกระทรวง มีการบริหารจัดการเปิดกว้างในแง่ของการดูแลของสังคมต่อกองทุนไม่ใช่การดูแล ของระบบราชการ

รวมทั้งอยากฝากภาครัฐที่มักจะมีแนวโน้มวางกฎเกณฑ์ กำกับว่าสื่อไหนเป็นสื่อดี สื่อไหนเป็นสื่อไม่ดี และจะพยายามไปควบคุมเรื่องสื่อไม่ดี แนวโน้มที่จะเซ็นเซอร์ต่างๆ จึงอยากจะเห็นกองทุนนี้เป็นกองทุนในลักษณะเชิงบวกในลักษณะการส่งเสริม ส่วนเรื่องที่จะไปควบคุมตรวจสอบดูแลสื่อก็น่าที่จะเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐโดย ตรง ไม่เกี่ยวกับกองทุนนี้ และอยากให้กองทุนนี้มีการบริหารจัดการโดยภาคสังคมและเน้นการส่งเสริมสื่อที่ เป็นประโยชน์แก่เด็กมากที่สุด”

หลากหลายเสียงของผู้ใหญ่ที่ห่วงลูก หลาน ฝากถึงผู้มีอำนาจพิจารณาเพื่อให้เกิด “กองทุนสื่อสร้างสรรค์” ออกมาเป็นเครื่องมือหนุนอนาคตของชาติอย่างแท้จริง และในวันพุธที่ 22 ธันวาคม 2553 นี้ โครงการจับตากองทุนสื่อฯภายใต้การสนับสนุนโดยแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน (สสย.) จะจัดเวทีสาธารณะ “จับตากองทุนสื่อ เครื่องมือหนุนอนาคตชาติ” ขึ้น ที่โรงแรมเอเชีย (ติดสถานีรถไฟฟ้าราชเทวี) เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสร้างสื่อสร้างสรรค์เพื่อ เยาวชนและสังคมแท้จริง.

ศาลรธน. ยกคำร้องคดี 258 ล้าน ระบุ นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ได้ทำความเห็น

ที่มา ประชาไท

9 ธ.ค. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 3 ยกคำร้องคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในข้อกล่าวหาได้รับบริจาคเงินจำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยศาลวินิจฉัยว่า ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่มีความเห็นในคดีก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ถือว่าเป็นการกระทำข้ามขั้นตอน

สถานีทีวีไทยรายงานการให้สัมภาษณ์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่ามติเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ผิด และกล่าวถึงคำวินิจฉัยของตุลาการเสียงส่วนน้อย ที่ระบุว่าพรรคมีความผิดว่า เป็นห่วงว่าจะมีการนำเอาคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการเสียงข้างน้อย มาใช้เป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหว แต่ว่าอย่างไรก็ตามตุลาการเสียงส่วนใหญ่วินิจฉัยแล้วว่าพรรคไม่ผิด ก็ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่

มั่นใจเกิน20ล้านคนรวมพลังบอยคอตสินค้ามือตีนเผด็จการ หลังคิกออฟแคมเปญหยุดซื้อหยุดกินมาม่า

ที่มา Thai E-News


โดย เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง
9 ธันวาคม 2553


หลัง จากที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุน ระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อ หยุดกินมาม่า เป็นเวลา 1 เดือน"เริ่มต้นเมื่อวานนี้ ปรากฎว่าเกิดกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง

ขณะที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้ตั้งเป้าหมายให้คนไทยเกินกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมแคมเปญนี้

95%ของผู้อ่านไทยอีนิวส์ตอบรับเข้าร่วมการรณรงค์

ไทยอีนิวส์ได้จัดสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง คุณคิดอย่างไรกับแคมเปญคว่ำบาตรศก.สินค้าหนุนเผด็จการ? ผู้ตอบแบบสำรวจในวันแรก มากกว่า 95%ตอบว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมการรณรงค์ครั้งนี้ โดยมีผู้แสดงความเห็นว่า เห็นด้วยที่สุด เข้าร่วมแน่ และจะชวนคนอื่นร่วมด้วย 77% แสดงความเห็นว่าเห็นด้วย และจะร่วมลงมือคว่ำบาตรด้วย 18% มีเพียง 2%ที่แสดงความเห็นว่า ทำไปทำไม คงไม่ได้ผล ทำอย่างอื่นดีกว่า

ชุมชนคนเสื้อแดงขานรับบอยคอตมาม่า และขยายผลไปยังสินค้าหนุนเผด็จการเป็นไฟลามทุ่ง

กระดานสนทนา Internet freedom กระดานสนทนาคนเสื้อแดงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ได้นำข่าวการจัดแคมเปญนี้ไปเผยแพร่เป็นกระทู้ปักหมุด โดยได้แสดงความเห็นด้วยที่จะเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้ เช่น

กิจการ รณรงค์นี้ ถูกใจผมเป็นที่สุด เริ่มเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่สายและไม่ต้องปราณีมันหรอก คว่ำให้พินาศฉิบหายไปเลย ความคิดมันเป็นระดับอุดมการณ์เผด็จการแล้ว มันเปลี่ยนอุดมการณ์ไม่ได้หรอก อย่างมากมันก็แกล้งยอมเพื่อรักษากิจการมัน อย่าปราณีศัตรูระดับอุดมการณ์ ฆ่าได้ฆ่ามันโลด


ดีครับเอาโฟกัสเป้าแบบ ตรงๆกระชับๆไม่ต้องไปหลายตัว มันจะลดพลัง เอาง่ายๆเลิกกินมาม่า ไปกินยำยำ ไวไวแทน เลิกซื้อผงซักฟอกเปาไปใช้บรีสแทน 2ตัวนี้คือมาม่ากับเปาเป็นเสาหลักของสหพัฒน์ครับ เน้นๆไปเลย


กรณีCP รายนี้จิ้งจกครับ ใครมีอำนาจก็หนุนทางนั้นตอนทักษิณมีอำนาจก็เชียร์ เรียกว่าเอาทุกทาง แต่อย่างสหพัฒน์นี่เห็นอยู่ข้างศักดินาตลอด ตอนทักษิณมีอำนาจก็สนับสนุนพวกพันธมิตรให้ล้มทักษิณเพื่อศักดินา ผมอยากรู้จังว่าระหว่างศักดินากับชนชั้นกรรมาชีพใครอุดหนุนสินค้ามันมากกว่า กัน ประธานบริษัทคนนี้มันกลวงจริงๆสู้พ่อมันที่ตายไปแล้วไม่ได้


ขอ เข้าร่วมด้วยทั้งครอบครัว เลิกสนับสนุนสินค้าที่ให้เงินอุดหนุนฆ่าไพร่ ขณะนี้เราค่อยๆทำไปทีละอย่าง ทำพร้อมๆกันขั้นแรกงดซื้อมาม่า หันไปซื้อสินค้าตัวอื่นที่ทดแทนกันได้ (ที่ทำอยู่ขณะนี้ก็คือไม่เข้าซื้อสินค้าในร้านเซเวน และ108 พยายามหาซื้อตามร้านชำของพี่น้องเสื้อแดง ) เชิญชวนทุกคนครับ สมัยเป็นนักศึกษาเคยรณรงค์ไม่ใช้สินค้าญี่ปุ่นมาแล้ว ขอรับรองมาตรการอย่างนี้พ่อค้าจะต้องจำไปอีกนาน แต่ขอให้พี่น้องช่วยกัน นี่แหละสงคราม​ที่ต่อสู้โดยอหิงสา


ส่วนบางคนก็ขอให้ขยายผลไปยังสินค้าหนุนเผด็จการอื่นๆด้วย โดยระบุชื่อหลายกิจการ และหลายผลิตภัณฑ์

ส่วนกระดานชุมชนบ้านราชดำเนิน กระดานสนทนาคนเสื้อแดงแหล่งใหญ่อีกราย ได้มีผู้เสนอว่า นอกจากบอยคอตมาม่าแล้ว น่าจะแนะนำทางเลือกต่อผู้บริโภคไปด้วยเลยว่าให้ไปกินไวไว หรือยำยำ ที่เป็นคู่แข่งแทน หรือให้เลิกใช้ผงซักฟอกเปาของสหพัฒน์ แล้วไปใช้บรีสแทน เป็นต้น เพื่อให้ยอดขายของสหพัฒน์ตก แล้วไปเพิ่มมูลค่าการตลาดให้คู่แข่งขันแทน

ที่กระดานสนทนาไทยฟรีนิวส์ กระดาน ชุมชนคนเสื้อแดงแหล่งใหญ่อีกแห่ง ได้นำเสนอต่อแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินว่า นอกจากเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายวิธีแล้ว ควรใช้มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อฝ่ายเผด็จการด้วยจึงจะทรงพลังมีอำนาจต่อ รองสูง เช่น อาจกำหนดว่าหากยังไม่ปล่อยตัวแกนนำ หรือนักโทษการเมืองก็จะบอยคอตสินค้าของฝ่ายเผด็จการ หรือสินค้าที่ให้การสนับสนุนอย่างหนัก เป็นต้น

กองเชียร์เผด็จการว่าทำไปไร้ผลเพราะคนรากหญ้ากินฟาง

อย่างไรก็ตามมีเสียงเสียดสีเยาะเย้ยจาก เวบบล็อกในเครือNATION ว่าแคมเปญนี้คงไม่ได้ผล เช่น

คนที่กินมาม่ามากกว่าใคร น่าจะเป็นกลุ่มพวกเด็กหอ พนักงานบริษัท จนท.โรงพยาบาล บอยคอดคงไม่ได้ผลหรอกกับคนที่กินหญ้า ฟางเป็นหลัก



เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดงได้คิกออฟ เริ่มแคมเปญนี้เป็นวันแรกเมื่อวานนี้ โดยให้เหตุผลว่า เหตุที่ต้องเริ่มต้นด้วยการบอยคอต"มาม่า"ก็เพื่อจะได้โฟกัสอย่างชัดเจน และทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ในทันที

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศ เป้าหมายว่า น่าจะมีคนเข้าร่วมโครงการรณรงค์ครั้งนี้เกินกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ โดยอิงบนพื้นฐานคนไทยที่เลือกพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีมากกว่า 19ล้านเสียง หากนับรวมคนในครอบครัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเหล่านี้ก็ควรมีคนเข้าร่วมแคม เปญนี้เกินกว่า 20 ล้านคนแน่ เนื่องจากคนเหล่านี้ถูกปล้นสิทธิ์ปล้นเสียงจากอำนาจเผด็จการ และผู้สนับสนุนอย่างสินค้าหนุนเผด็จการทั้งหลาย

อย่างไรก็ตามปัจจัย ความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางที่สุด โดยหวังว่าจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กันแบบปากต่อปากให้กระจายเป็นไฟไหม้ ลามทุ่งออกไปในระยะ 1 เดือนแรกของโครงการนี้

มีธุรกิจที่สนับสนุน เผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนต่างตอบแทนอยู่มากมาย ทำให้เผด็จการยังแข็งแกร่ง ร่วมพลังกันคว่ำบาตรเพื่อสั่นคลอนฐานรากเผด็จการ เริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ทำได้ง่ายๆเพียงแค่'หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมกันทั่วไทยทั่วโลก' นับตั้งแต่วันนี้ ไปถึงวันที่ 8 มกราคม 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒนพิบูลจะได้ตระหนักสำนึกถึงพลังของผู้บริโภคชาวไทยที่ เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ชิงชังระบอบปกครองเผด็จการ

เครือข่าย ผู้บริโภคสีแดงมีเป้าหมายที่จะรณรงค์แคมเปญนี้ขยายผลไปยังองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่ฝักใฝ่สนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือได้ประโยชน์จากระบอบปกครองเผด็จการในระยะต่อไปเมื่อสิ้นสุดแคมเปญคว่ำ บาตรต่อมาม่าในระยะเวลา 1 เดือน

เหตุที่มาม่าตกเป็นเป้าหมายการเริ่ม ต้นรณรงค์นี้ก็เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม และจะแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยได้ อย่างกว้างขวางที่สุด และทุกคนสามารถเข้าร่วมการรณรงค์ได้ทันที เพียงแต่หยุดซื้อ หยุดบริโภคพร้อมๆกันทั่วไทยและทั่วโลก


ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของสหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทั้งที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนไทยทั้งประเทศ เครือสหพัฒน์จึงต้องได้รับบทเรียนจากพลังผู้บริโภคชาวไทย หากไม่ตระหนักสำนึก ก็ต้องถูกคว่ำบาตรตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะ 1 เดือนของการรณรงค์นี้เท่านั้น

'เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงตั้งเป้าหมาย ว่าในระยะ 1 เดือน หากประชาชนชาวไทยร่วมกันอย่างจริงจังทุกคนทุกครัวเรือน น่าจะได้เห็นยอดขายของมาม่าตกลงมาอย่างชัดเจน และจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้เครือสหพัฒน์ และบรรดาองค์กรธุรกิจต่างๆที่เป็นมือไม้ให้เผด็จการต้องตระหนักสำนึกว่า พวกเขาควรวางตำแหน่งจุดยืนในทางการเมืองอย่างไรให้ถูกต้อง เราไม่ได้กดดันให้กลุ่มธุรกิจต้องมามีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย แค่ให้พวกเขาหยุดการเป็นมือไม้เป็นสปอนเซอร์ให้พวกเผด็จการอย่างออกนอกหน้า หรือประกาศความเป็นกลางทางการเมืองก็นับว่าน่าพอใจกับการรณรงค์นี้ และเราหวังว่าท้ายที่สุดอำนาจของฝ่ายเผด็จการจะไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป หากขาดการเกื้อหนุนจากธุรกิจต่างๆ"เครือข่ายฯระบุ

เมื่อสิ้นปีที่ แล้วไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่ามียอดขาย8,482ล้านบาท และปีนี้เฉพาะ9เดือนแรกมียอดขาย6,629ล้านบาท กำไรสุทธิงวด9เดือนนี้1,028ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ15.52%

มาม่ามีส่วนแบ่งการตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่ 50% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น55% รองลงไปคือผลิตภัณฑ์ไวไว 26% ยำยำ 22% และอื่นๆ 2%

การแข่งขัน .. แบบไทยๆ

ที่มา มติชน



โดย รุจ ธนรักษ์

หมายเหตุ "รุจ ธนรักษ์" ได้เขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม และเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ http://www.roodthanarak.com ของเขา มติชนออนไลน์เห็นว่าบทความดังกล่าวมีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้


วันนี้ผมอยากคุยเรื่องการแข่งขัน … จากในแง่มุมของสังคมไทย


ผมอยากตั้งข้อสังเกตจากมุมมองส่วนตัวว่า สังคมไทยดูจะมีมุมมองและท่าทีที่ “เฉพาะตัว”​ มากๆ ต่อคำว่า “การแข่งขัน”


ลองหลับตานึกถึง “การแข่งขัน”


แข่งขัน ก. ชิงเอาชนะเพื่อรางวัล, ขันสู้เอาชนะกัน
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒


ภาพ ที่มักจะผุดขึ้นในหัวคือภาพผู้ชายนับร้อย ใส่สูทผูกไทค์หรูเนี้ยบ เดินกันขวักไขว่บนถนนกลางเมืองใหญ่ที่ไหนสักแห่ง แก่งแย่ง ต่อสู้กัน เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติ


หรือลองสังเกตดูดีๆจะพบว่า กลุ่มคำในภาษาไทยที่เรามักพบร่วมกับคำว่า “แข่งขัน” คือกลุ่มคำประเภท ต่อสู้ แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ขัดแย้ง ช่วงชิง และบางครั้งเลยเถิดไปถึงคำพวก ทะเยอทะยาน ละโมภ ไม่รู้จักพอ


ทั้งหมดล้วนมีความหมายไปในทางลบ และสะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงกับ “กิเลส” ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรลด ละ เลิก ในความเชื่อแบบพุทธ


เรามักรู้สึก (ไปเอง) ว่าแข่งขัน เหมือนๆกับ ต่อสู้ หรือ แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ทั้งที่จริงแล้วมันไม่เหมือนกันเลย


นอก จากนั้น เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า มุมมองต่อการแข่งขันแบบไทยๆมักวนเวียนอยู่แค่กรอบของ “ตัวบุคคล” ไม่ค่อยมีมุมมองในกรอบขององค์กร หน่วยงาน ทีม หรือกระทั่งระดับประเทศ


เรา จึงมักมีภาพจางๆของสังคมที่แข่งขันสูงว่าเป็นสังคมที่ไม่ สงบ ทุกข์ร้อน ผู้คนในสังคมต่างจำเป็นต้องแย่งชิงสิ่งต่าง ชิงดีชิงเด่นระหว่างกัน อิจฉาริษยา มีชีวิตที่เร่งรีบ ไม่รู้จักคำว่าความสุข ไม่เคยเห็นความงามของโลกมนุษย์​ฯลฯ


ทั้งที่ความจริงแล้วมัน “ไม่ใช่” และไม่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนั้น


มุม มองต่อการแข่งขันในสังคมไทย ล้วนเกิดจากการ​“เชื่อมโยง” เอาเองตามความรู้สึกของคนไทย ที่มองออกไปนอกบ้านอย่างผิวเผิน ซึ่งมุมมองและท่าทีเช่นนี้จำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยน หากสังคมไทยยังอยากจะเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง


เพราะ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ โลกทุกวันนี้มันหมุนไปด้วยการแข่งขัน (ขออภัยที่ต้องพูดความจริงที่อาจตรงเกินไป) ไม่ว่าจะในระบบประเทศ ในระดับองค์กร ในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม กีฬา การศึกษา หรือกระทั่งชีวิตประจำวันของผู้คน


ลองคิดถึงตัวอย่าง “ภาพฝัน”​ ของคนไทยแบบง่ายๆ


มี บ้านหลังเล็กๆอยู่กลางขุนเขา ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เอาขี้ไก่ไปเลี้ยงปลา อยู่ง่าย กินง่าย ไปวันๆ (นี่คือภาพแบบไทยๆ ที่อยู่ตรงข้ามคำว่าการแข่งขันเสมอ)


ถามว่าเราอยู่ได้ดี โดยไม่ต้องมีการแข่งขัน … จริงหรือ ?


ถ้าไม่มีการแข่งขัน เมล็ดพันธุ์ผักของเราจะเอาจากไหน ราคาแพงแค่ไหนเราก็จะซื้อมางั้นหรือ ?


แล้วอาหารไก่ล่ะ จะเอาจากไหน ?


ไก่ออกไข่ เราจะเอาไปขาย มีพ่อค้ามารับซื้อคนเดียว ให้ราคาฟองละ 50 สตางค์ เราจะมีความสุขไหม ?


จับปลามาทอดกิน แก๊สราคาแพง จะกลับไปใช้เตาถ่านกันไหม ?


ผมจึงเชื่อของผมเองว่า เราอยู่ในโลกที่หนีการแข่งขันไม่พ้นเสียแล้ว ไม่ว่าเราจะชอบความจริงข้อนี้หรือไม่

ที นี้ถามว่า ถ้าเราสมาทานลัทธิการแข่งขันนิยมเข้ามาอย่างเต็มตัว แปลว่าคนในสังคมเราจะพากันไปฆ่าตัวตายหมู่อย่างในญี่ปุ่น หรือจะต้องเป็นมนุษย์บ้าเงินตราเหมือนคนอเมริกันแถววอลสตรีทกันไปหมดหรือ เปล่า


คำตอบคือไม่จำเป็น


ใครที่ชอบคิดว่า สังคมอเมริกันแข่งขันสูง บ้างาน บ้าเงิน ชีวิตไม่มีความสุข หวาดระแวง แทงข้างหลัง หักโหม ฯลฯ ขอให้ลองถามเพื่อนรอบข้างที่เคยไปทำงาน หรือไปเรียนดู แล้วจะรู้ว่ามันตรงข้ามกับความเข้าใจเราอย่างสิ้นเชิง


คน อเมริกัน (ชั้นกลาง ส่วนมาก) มีบ้านหลังใหญ่ ไม่ต้องทำงานในวันหยุดยาว ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเบียดขึ้นรถตู้ นอนในรถ กินข้างถนน พวกเขาตื่นตีห้าออกมาจ๊อกกิ้งท่ามกลางต้นไม้นับร้อยทุกวัน กินอาหารเช้าพร้อมหน้าทั้งครอบครัว ขับรถเข้าที่ทำงานแล้วเดินไปซื้อสตาร์บักส์กิน จึงค่อยเริ่มงานตอนเช้า พวกเขามีเวลาดูทีวี อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ออกกำลังกาย มีเวลาสนใจเรื่องราวรอบตัว มากกว่าชีวิตคนชั้นกลางแบบไทยๆ แน่นอน


ถาม ว่าทำไมเขาจึงใช้ชีวิตเช่นนั้นได้ คำตอบแบบง่ายๆคือการหันไปถามตัวเองว่าเราต้องขายข้าวกี่กระสอบ ขายน้ำแข็งยูนิตกี่ถุง ขายชาเขียวกี่ขวด จึงจะได้มูลค่าเท่ากับซอฟแวร์วินโดว์สหนึ่งแผ่น หรือกาแฟสตาร์บักส์หนึ่งแก้ว ?


ดังนั้นจะแปลกอะไรถ้าอเมริกันจะทำงานและเหนื่อยน้อยกว่าเรามาก ในเมื่อเขาทำงานหนึ่งชิ้น มีมูลค่าเท่ากับเราทำสิบชิ้น


ถามต่อว่าทำไมเขาจึงทำได้เช่นนั้น เพราะเขาฉลาดกว่า ? เพราะเขามีความรู้มากกว่า ? เพราะเขามีผมสีทอง ?


คำ ตอบมีหลายสาเหตุ แต่สิ่งสำคัญอันหนึ่งคือสังคมเขามีรากฐานเชื่อมั่นใน “การแข่งขัน” ซึ่งอันที่จริงควรพูดด้วยว่าสังคมในโลกสมัยใหม่แทบทุกแห่ง ล้วนให้คุณค่ากับการแข่งขันกันทั้งนั้น (จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย เวียดนาม ฯลฯ)


เอาเฉพาะสังคมอเมริกัน พวกเขาแข่งกัน “ผลิต” อะไรสักอย่างให้มันดีที่สุด เจ๋งที่สุด สุดยอดที่สุด ด้วยความเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นจะทำกำไรได้มากที่สุดในตลาด ซึ่งจะทำให้เขาได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเหนื่อย


และด้วยปรัชญาเช่นนี้เอง จึงทำให้พวกเขามุ่งมั่นคิดค้น “ความเป็นที่สุด” ในหลายๆด้าน ตั้งแต่กาแฟ​(ซึ่งเอามาจากอิตาลี) ไปจนถึงไอแพด


หลัง จากสงครามครั้งใหญ่ ทั้งญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ รู้ตัวดีว่าหากไม่มุ่งมั่นผลิตอะไรสักอย่างที่ “เจ๋ง” ออกมาขาย “แข่ง” กับคนอื่น ประเทศคงล่มจม อดตายกันทั้งเมืองแน่ๆ


ส่วนสิงคโปร์ไม่ต้องพูดถึง ประเทศที่ต้องซื้อน้ำจืดจากเพื่อนบ้านทุกวัน หากไม่ “แข่งกันหาเงิน” แล้วจะเอาชีวิตรอดกันอย่างไร


กลับมาดูเมืองไทย


จากประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจที่ผมได้สัมผัส ผมพบว่าธุรกิจไทยแข่งกันแบบ “ไทยๆ” ซึ่งไม่ค่อยเหมือนใครในโลก (เช่นเคย)


ธุรกิจไทยมักไม่ค่อยมีแนวคิดแข่งขันกันผลิตสิ่งที่ “เจ๋ง” และให้รางวัลกับคนที่ทำได้ “เจ๋งที่สุด”


ใน ทางกลับกัน เรามักเน้นหนักไปทางด้านการประนีประนอมกับคู่แข่ง ประนีประนอมกับลูกค้า และเน้นที่สุดในด้านภาพลักษณ์ ต้องดูดี ต้องสง่า ต้องดูเป็นธุรกิจที่ดีน่าเคารพนับถือ ทุกสิ่งรอบตัวเราไกล่เกลี่ยได้ แบ่งๆ กันบ้าง ไม่ก็ช่วยๆ กันไป


ใครที่ “แข่ง” กับเรามากๆ เรามักมองว่า “แม่งบ้า” หรือ “จะจริงจังไปมั้ย” หรือหลายครั้งพาลมองเป็น “ศัตรู” ไปเสียเลย ทั้งที่จริงแล้วคู่แข่งขันของเรา ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับเราเลยด้วยซ้ำ (โรเจอร์ เฟดเดอเรอ กับ ราฟาเอล นาดาล ??)


นอกจากนั้น ที่น่าสนใจที่สุดคือ เรายังเน้นการทำธุรกิจเชิง “อุปถัมภ์”


หมาย ความว่าหากเราเลือกได้ เราไม่อยากแข่งหรอก แต่ถ้าจะต้องแข่ง เราก็จะแข่งเพื่อเอาชนะใจใครบางคน เพื่อให้ได้รับการ “อุปถัมภ์” จากคนผู้นั้น (ส่วนคนผู้นั้นเกิดมามีบุญ จึงได้เป็นผู้อุปถัมภ์ ไม่ต้องแข่งกับใครเขาให้เหนื่อย)


ส่วนรางวัลที่ได้จาก การแข่งขัน ก็มักถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “การอุปถัมภ์” ทั้งที่จริงแล้วผู้ชนะการแข่งขันก็สมควรได้รับรางวัลตอบแทนตามกติกาปกติ มิใช่เรื่องของการอุปถัมภ์แต่อย่างใด


ด้วยเหตุนี้ ในแวดวงธุรกิจจึงพบได้เสมอว่าต่างคนต่างแข่งกันเอาใจ “ผู้ใหญ่” แทนที่จะเอาเรี่ยวแรงกำลังไปแข่งกัน “ผลิตสิ่งที่เจ๋งที่สุด”


ปัญหาจึงเกิดได้ง่าย เพราะ “ใจผู้ใหญ่” อาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรืออาจไม่เป็นไปอย่างที่ถูกที่ควร


เราจึงพบได้บ่อยๆว่า ธุรกิจอเมริกันจะตั้งเป้าไว้ที่ “กำไรสูงสุด” เสมอ ซึ่งทำให้วัดผลง่าย ชัดเจน เป็นธรรม


แต่ธุรกิจไทยอาจตั้งเป้าไว้ที่การ “สนองนโยบาย” ของผู้ใหญ่


ด้วย เหตุนี้ เราจึงยินดี “ประนีประนอม” กับคู่แข่งของเรา หากมันคือสิ่งที่จะทำให้ผู้ใหญ่พึงพอใจ เพราะเรามองว่าเป้าหมายในสนามไม่ใช่การชนะการแข่งขัน

แต่คือการชนะใจผู้ใหญ่ (ดูตัวอย่างได้จากหลายวงการ … ที่ไม่อาจเอ่ยนาม)


นอกจากนั้น เรายังชอบมองว่าลูกค้ามี “บุญคุณ” มากเกินจริง ที่ต้องนอบน้อมตอบแทนกันไม่จบสิ้น


และในทางกลับกันเมื่อเราเป็นลูกค้า เราก็ชอบ “เบ่ง” เกินตัว


เพราะเราเชื่อว่าการ “ให้รางวัล” จากการแข่งขัน คือการ “อุปถัมภ์” อย่างหนึ่ง


และ ด้วยแนวคิดระบบอุปถัมภ์เช่นนี้ ทำให้คนไทยไม่ค่อยเชื่อในเรื่อง “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” เพราะเราเชื่อกันลึกๆว่าโลกนี้มันมีของฟรี (สิวะ) เพียงแต่ต้อง “ขอ” ให้ถูกคน


ทั้งที่จริงๆแล้ว “โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” หรอก


เพียงแต่ของฟรีที่เราได้นั้น เขาคิดรายจ่ายพร้อมกำไรไปแล้วในแง่มุมอื่น


ทีนี้หลายคนอาจสงสัยว่า … เราจะแข่งกันไปทำไม ไม่เหนื่อยหรือ ?


เป็นความจริงที่การแข่งขันทำให้คนในสนามเหนื่อย คนทำงานเหนื่อย


แต่เราต้องไม่ลืมว่ายังมีอีกด้านหนึ่งของเหรียญ มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้ประโยชน์จากการแข่งขัน


นั่นคือ “ผู้บริโภค”


การแข่งขัน ทำให้เราเหนื่อยเวลาทำงาน


แต่เลิกงานแล้วก็จะได้ “สิ่งดีๆ” ที่อยู่รอบตัว ซึ่งคนอื่นก็แข่งกันผลิตของดีๆมาให้เราใช้เช่นกัน


ฟุตบอลยุโรปที่คนไทยชื่นชอบเพราะมันดูสนุกนั้น ก็เป็นเพราะการแข่งขันกันเป็น “ที่หนึ่ง” อย่างรุนแรง

สิ่ง ที่ทำให้นักฟุตบอลระดับโลกเหล่านั้นมีฝีเท้าระดับเทพ ไม่ใช่เพราะพวกเขาทำบุญมาดีแล้วเกิดมาเป็นเทวดา แต่เป็นเพราะการแข่งขันในสังคมของเขาสูงมาก และเดิมพันรางวัลก็สูงมากพอ (โดยไม่ต้องคิดว่าใครจะมาอุปถัมภ์) ที่จะทำให้พวกเขาทุ่มเทชีวิตเล่นฟุตบอลให้ดีที่สุด


นักดนตรีระดับโลก
เชฟทำอาหารระดับโลก
นักวิจัยระดับโลก
ดารานักแสดงระดับโลก
หรือกระทั่ง .. นักการเมืองระดับโลก


ไป ดูเถิดครับ สิ่งที่เป็น “ระดับโลก” ทั้งหลายนั้น เกิดขึ้นได้เพราะปรัชญาการแข่งขันเพื่อสร้าง “สิ่งที่ดีที่สุด” ทั้งนั้น (ส่วนเราจะนิยามคำว่า ดีที่สุด อย่างไร ก็ค่อยมาถกเถียงกันต่อไป)


และด้วยเพราะสังคมไทยยังไม่เชื่อในพลังของการแข่งขัน เราจึงยังไม่มีสำนึกถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภค


เรายินดีจะทำงานเฉื่อยๆ เพื่อกลับบ้านไปแบบมึนๆ


เสพสิ่งรอบตัวแบบไทยๆ ชีวิตไม่ต้องเจ๋งไปเสียหมดหรอก หนักนิด เบาหน่อย ก็ปล่อยๆ กันไป


เละบ้าง มั่วบ้าง ห่วยบ้าง อย่าไปเครียด


(แต่เราชอบ iPhone 4 มาก และอยากให้แม่น้ำลำคลองใสสะอาดเหมือนในเกียวโต)


ยิ่งกว่านั้น หลายครั้งเราลืมไปด้วยซ้ำว่าหลายปัญหาในโลกนี้ สามารถแก้ได้ง่ายๆด้วยการเพิ่ม “ระดับการแข่งขัน” ให้สูงขึ้น


ตัวอย่างเช่น


ถ้าเรารู้สึกว่าค่าไฟที่จ่ายทุกวันนี้แพงเกินไป เราควรส่งเสริมให้มีผู้ผลิตไฟฟ้าขายในประเทศเพิ่มมากขึ้น


หรือ ถ้าเราคิดว่าราคาข้าวมันต่ำเกินไป เราควรทำให้ “คนซื้อข้าว” มีจำนวนมากขึ้น (เช่น ลดจำนวนผู้ซื้อรายใหญ่ เพิ่มทางเลือกในการขนส่ง สร้างโอกาสให้ผู้ขายได้สต๊อกสินค้าเอาเอง ฯลฯ)


ด้วยความที่เรา ไม่เคยมองประโยชน์ของการแข่งขัน ทำให้เรายังต้องนั่งรถเมล์เก่าๆ คนขับแย่ๆ รถตู้ป้ายดำ รถไฟที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายสิบปี จ่ายค่าไฟแบบไม่ต้องตั้งคำถาม และสวดภาวนาขอให้เทวดาประทาน 3G ลงมาจากสวรรค์


ด้วยเหตุนี้


ผมจึงได้แต่หวังให้สังคมไทยเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “การแข่งขัน” เสียใหม่บ้าง เพื่อให้เรามีท่าทีต่อมันให้เหมาะสมกว่านี้


เปล่า – ผมไม่ได้บอกให้เราเฮโล พากันไปวิ่งแข่งอย่างไม่ลืมหูลืมตา ขอทุกคนจงเป็นมนุษย์บ้างาน ทำงานกันให้คลุ้มคลั่ง


เราสามารถแข่งกันคิดเลขได้ เลิกแข่งแล้วก็ไปกินเบียร์กัน


เราสามารถแข่งกันทำอาหารสุดอร่อยได้ เลิกแข่งแล้วก็ไปเที่ยวทะเล


เราสามารถแข่งกันผลิตปูนซีเมนต์ แสดงหนัง ทำวิจัยทางทะเล ถ่ายภาพโฆษณา หรือกระทั่งกวาดถนน


เราแข่งกันเป็น “ที่สุด” ได้เสมอ โดยไม่เกี่ยวอะไรกับการมีชีวิตแย่ๆ


เพราะ แก่นของ “การแข่งขัน” มันน่าจะอยู่ที่การเชื่อมั่นใน “การทำอะไรด้วยตัวเอง” และตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่าง “เอาจริงเอาจัง” ให้มากที่สุด


แทนที่เราจะเห็นภาพ “การแข่งขัน” เป็นคนใส่สูทผูกไทค์ พูดจาตลบแตลง ปัดขา หักหลัง เพื่อแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง


ผม คิดว่าภาพของชายชาวญี่ปุ่นหนึ่งคน นั่งเงียบๆอยู่คนเดียวเป็นแรมเดือน เฝ้าเพียร “ตีดาบซามูไร” ให้คมกริบ จนกลายเป็นอาวุธที่ยอมรับกันว่าดีที่สุดในโลก น่าจะเป็นภาพแทนการ “แข่งขัน” ได้เป็นอย่างดี


เพราะมันคือการเพียรพยายามทำอะไรสักอย่างให้ “ดีที่สุด”


และยังนับได้ว่าเป็นการแข่งกับตัวเอง … เงียบๆ คนเดียว

แจ้งจุดประสานงาน และที่ตั้งหน่วยพยาบาลเสื้อแดงงานชุมนุมพรุ่งนี้

ที่มา thaifreenews

โดย TAN007

พรุ่ง นี้แล้ว วันที่ 10 ธค. 53 กับการนัดหมายของพี่น้องเสื้อแดงที่จะรำลึกเหตุการณ์ชุมนุมและวันครบรอบรัฐ ธรรมนูญ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เบื้องต้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุม
หน่วยอาสาพยาบาลเสื้อแดง WHG จะไปจอดรถพร้อมหน่วยอาสาพยาบาลคอยอำนวยความสะดวกให้พี่น้องเสื้อแดง พร้อมทั้งแจกยาลม ยาอม ยาหม่อง และให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
แก่พี่น้อง ที่เป็นลม หรือมีอาการไม่สบาย หรือมีเหตุฉุกเฉิน(คิดว่าคนคงแน่นมากๆ) รถเซ็นเตอร์โมบายจอดอยู่ปากซอยโรงเรียนสตรีวิทย์ ถนนดินสอ จุดประทะเมือวันที่ 10 เมษานั้นละ ทีมงานทั้งอาสาพยาบาล ทั้งกองอำนวยการขนาดย่อมๆ อาสาจราจร สตาฟต่างๆ คอบบริการพี่น้องตั้งแต่ 9 โมงเช้าเป็นต้นไป จึงแจ้งมาเพื่อทราบ




ปล.เบื้องต้น ห้องน้ำห้องส้วม สามารถเข้าใช้บริการที่ร้านแมคโดแนล ร้านสกายวอล์คได้ตลอด
เขายินดีเพราะเขาได้ขายของเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่าตัวจากวันปกติ (ทุกครั้งก็เป็นแบบนี้)

สำนวนเจ้าหน้าที่รัฐแดงเหลือง โดยแดงคนรักอายูมิ ฮามาซากิ

ที่มา thaifreenews

โดย อามูโระ

ทหาร

แดง-ทหารแตงโม

เหลือง-ทหารสับปะรด

................................................................

ตำรวจ

แดง-ตำรวจมะเขือเทศ

เหลือง-ตำรวจฟักทอง

................................................................

DSI

แดง-DSI เชอร์รี่

เหลือง-DSI กล้วยหอม

Angry

นำไปเผยแพร่ได้ โดยไม่สงวนลิขสิทธ์