WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 10, 2010

เพ็ญ ภัคตะ: รัฐธรรมนูญของใคร?

ที่มา ประชาไท

ของปวงชนโดยปวงชนเพื่อปวงชน
ว่ายเวียนวนปฏิวัติรัฐประหาร
ของปวงมารโดยพวกมารเพื่อเหล่ามาร
ฉีกตำนานรัฐธรรมนูญประเทศไทย

เขียนด้วยมือลบด้วยเท้าเป็นเถ้าผง
ชี้นิ้วลงโองการหว่านเงื่อนไข
เหยียบให้ย่ำย้ำสูเจ้าไม่เข้าใจ
ยากเกินไปต้องเบ็ดเสร็จเผด็จการ

คำก็บ่นว่าคนไทยความรู้น้อย
คำก็ด้อยการศึกษาน่าสงสาร
คำก็ด่าประชาชนทนดักดาน
คงอีกนานการเมืองก้าวสู่สากล

ใครกันแน่รู้แก่ใจไม่รู้จัก
อ้างความรักความเผื่อแผ่แท้หลอกปล้น
อ้างว่าเทิดความชอบธรรมจึ่งจำทน
ผลักดันหนทางคว่ำรัฐธรรมนูญ

ทุ่มพลังทั้งผองเพื่อป้องปัด
หวังกำจัดทักษิณพ่ายหายสาบสูญ
แก้กฎหมายย้ายกฎใหม่ให้เกื้อกูล
เพิ่มพวกพ้องอมาตย์พูนในสภา

จำฝังใจปีสอง ห้าห้าศูนย์
รัฐธรรมนูญฉบับเหยื่อริษยา
อ้างว่าปีสี่ศูนย์ไม่พัฒนา
ฆาตกรรมอำพรางฆ่ากฎหมายไท

ขี้หมูไหลจมูกจูงฝูงนักคิด
นิติรัฐวิปริตผิดวิสัย
สื่อกับนักวิชาการมารกลไก
เอ็นจีโอทาสรับใช้ ส.ส.ร.

คลอดฉบับสามานย์พันธมิตร
วาทกรรมดัดจริตลวงหลอกล่อ
เหยียดประชายากเข็ญเป็นหัวตอ
เอา! นี่หนอธรรมนูญของปวงชน

นี่น่ะหรือคือรัฐธรรมนูญ
ยังมีศูนย์อำนวยความฉ้อฉล
พ.ร.ก.ฉวยฉุกคุกคามคน
ต.ล.ก.สัปดนตะบิดตะแบง

เลิกดูถูกคนไทยไม่รู้จัก
รัฐธรรมนูญใช่หมุดหลักปักเสาแท่ง
รัฐธรรมนูญใช่พานค้ำเทพจำแลง
เลิกแยกแบ่งไพร่พรรคศักดินา

ราษฎรก้าวไกลไปลับลิบ
แค่คุณหยิบธรรมนูญวางตรงหน้า
เลิกระบอบอุบาทว์อมาตยา
นั่นแหละคือมาตราที่สมบูรณ์

บล็อกต่างประเทศสัมภาษณ์ "อริสมันต์-ชายผู้รัฐบาลต้องการตัว"

ที่มา ประชาไท

“แอนดรูว์ สปุนเนอร์” สัมภาษณ์ “อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง” แกนนำ นปช. ที่รอดจากการจับกุม ปฏิเสธแนวทางให้เสื้อแดงต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ แต่อยากเห็นทหารตำรวจที่ฝืนคำสั่งผู้บังคับบัญชาเข้าร่วมต่อสู้กับคนเสื้อ แดง


9 ธ.ค. 2553 - เว็บไซต์ Asian Correspondent บล็อก Siam Voices ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ตอนแรก โดย Andrew Spooner ในชื่อ "Interview with Thailand's most wanted - Arisman Pongruangrong" ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

(หมายเหตุจากประชาไท: คำแปลนี้ เป็นคำแปลอย่างไม่เป็นทางการ ไม่ใช่ของผู้สัมภาษณ์)

000

หลังจากที่เขาหนีออกมาจากการชุมนุมย่านราชประสงค์ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ก็กลายเป็นหนึ่งในแกนนำของเสื้อแดงที่ยากจะจับได้ เขาเป็นคนเสื้อแดงที่ไม่กลัวจะเรียกร้องให้เสื้อแดงเผชิญหน้ากับกองกำลังของ รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา แล้วในตอนนี้เขาก็กลายเป็นผู้ที่ต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง

ในตอน นี้เขากำลังหลบหนีอยู่ในประเทศที่ไม่มีใครทราบ มีข่าวลือสะพัดว่าสำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ในตอนนี้ อริสมันต์เป็นศัตรูของรัฐอันดับสองระดับรองจากทักษิณ ชินวัตร เขาจึงเป็นคนที่ถูกตามล่าอย่างเห็นได้ชัด

ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้สัมภาษณ์อริสมันต์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ รวมถึงอนาคตของประเทศไทย

ในการเผยแพร่ บทสัมภาษณ์ครั้งนี้ ผมพยายามหลีกเลี่ยงการใส่ความเห็นหรือการตัดสินลงไป ผมยากให้ผู้อ่านได้สรุปความเอาเอง และให้ความเห็นด้วยตนเอง

จากการที่บทสัมภาษณ์นี้ยาวมาก ผมขอเผยแพร่โดยแบ่งออกเป็น 2 ภาค และมีแผนจะเผยแพร่เป็นภาษาไทยในอนาคต


Andrew : สภาพชีวิตส่วนตัวของคุณเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้

อริ สมันต์ : ชีวิตโดยทั่วไปของผมสุขสบายดี มันเป็นเรื่องไม่สะดวกเท่าไหร่หากจะให้ผมไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองใด ๆ ตอนนี้เพราะว่าผมไม่ต้องการสร้างปัญหาใด ๆ ให้กับประเทศที่ผมอยู่ ผมยังทำกิจกรรมได้บางอย่างแต่มีข้อจำกัดมาก แล้วผมก็ต้องย้ายที่บ่อยมาก

Andrew : สุขภาพกายและสุขภาพจิตของคุณเป็นอย่างไรบ้าง

อริ สมันต์ : สุขภาพกายผมดีอยู่ ผมลดน้ำหนักไปได้ 5 กิโลฯ รู้สึกแข็งแรงขึ้นเพราะมีเวลาออกกำลังกายมาก แต่สุขภาพจิตก็ไม่ได้ดีเท่าเมื่อก่อน เพราะผมใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการอ่านประวัติศาสตร์การปฏิวัติจากทั่วโลก จากประเทศอย่าง ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน, อินเดีย, กัมพูชา และลาว


Andrew : คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเรื่องการปฏิวัติเหล่านี้

อริ สมันต์ : การปฏิวัติทุกแห่งสอนผมว่าถ้าหากจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยคุณต้องแก้ปัญหาที่ ใหญ่ที่สุดให้ได้ก่อน ในประเทศไทยคือสถาบันอำมาตย์ และขอบอกชัดเจนเลยว่าไม่ได้หมายถึงระบบกษัตริย์ อำมาตย์ที่ว่านี้ได้ยึดกุมอำนาจและต้องถูกนำออกไปเพื่อให้เกิดประชาธิปไตย ที่แท้จริงกลับมา พวกเราต้องการรัฐธรรมนูญที่สะท้อนความต้องการของประชาชน และระบอบที่ผู้ทีสิทธิเลือกตั้งสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีของตนได้ สิ่งนี้จะป้องกันไม่ให้มีใครมาเปลี่ยนตัวนายกฯ ถ้าหากนายกรัฐมนตรีมาจากการแต่งตั้งเช่นตอนนี้ นายกฯ ก็จะถูกเปลี่ยนได้ตลอดเวลาแม้ว่าประชาชนจะไม่ยอมรับก็ตาม

Andrew : คุณรู้สึกว่าชีวิตตกอยู่ภายใต้อันตราย จากการที่คุณตกเป็นเป้าของรัฐบาลไทยไหม

อริ สมันต์ : เป็นเรื่องธรรมดามนุษย์ที่จะกลัวในเรื่องนี้ และผมเชื่อว่ารัฐบาลได้ส่งคนมาตามล่าตัวผมแล้ว ในจุดนี้ ถ้าหากผมจะถูกรัฐบาลไทยลอบสังหารผมก็คงทำอะไรกับมันได้น้อยมาก แต่ผมต้องการบอกทุกคนว่าไม่ควรจะมีคนตายอีก พวกเราต้องสู้ให้ถึงที่สุด และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมักจะมีการสูญเสียตามมาเสมอ ไม่มีเคยที่ไหนในโลกที่จะได้มาซึ่งประชาธิปไตยโดยไม่มีกองกำลังคอยสู้กับพวก ที่กดทับประชาธิปไตยไว้ ด้วยเหตุนี้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงต้องมีการรวมกองกำลังกับมวลชนเข้า ด้วยกัน ตัวอย่างเช่นใน จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย ในทุกวันนี้ความกลัวไม่ได้ครอบงำชีวิตผม แม้ว่าความคิดว่าจะถูกฆ่านั้นน่ากลัว แต่สิ่งที่ผมกลัวมากกว่าคือความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของครอบครัว


Andrew : ครอบครัวคุณถูกข่มขู่คุกคามด้วยหรือไม่

อริ สมันต์ : ในช่วง 3 เดือนแรกหลังเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ รัฐบาลได้ส่งคนมากดดันครอบครัวผมให้เปิดเผยที่ซ่อนตัวของผม พวกเขาถึงขั้นส่งคนมาถามลูกชายวัย 11 ขวบของผมถึงที่โรงเรียนเพื่อถามคำถามว่าผมอยู่ที่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่ได้ข่มขู่จะใช้กำลังทางกายกับครอบครัวผมเลย เพราะที่บ้านมักจะมีคนอยู่เป็นจำนวนมาก

ในขณะที่คนของรัฐบาลพยายามมา ถามลูกชายผมที่โรงเรียน ทางฝ่ายปกครองของโรงเรียนก็ไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าพบ ลูกชายผมยังได้รับรางวัลความประพฤติดีเด่นจากโรงเรียนด้วย และในช่วงที่มีพิธีการ รัฐบาลก็ส่งคนของเขามาตะโกนด่าลูกผม โชคดีที่ลูกผมไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนอะไรจากเรื่องนี้เลย

ผมเอง โกรธมาก แม้จะรู้ว่าครอบครัวผมเข้มแข็งมากก็ตาม พวกเขาเข้าใจว่าทำไมผมถึงทำเรื่องแบบนี้และพวกเขารู้ว่าผมไม่ใช่ผู้ก่อการ ร้ายหรือฆาตกร

Andrew : แล้วตัวคุณเองเจอข่มขู่จากรัฐบาล หรือกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบ้างหรือไม่

อริ สมันต์ : เห็นชัดว่ารัฐบาลพยายามจะกำจัดเราเพราะพวกเขาเชื่อว่าเสื้อแดงกำลังเริ่มติด อาวุธ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเราไม่ได้มีอาวุธเลย พวกเราแค่มีสมาชิกที่ลงทะเบียนไว้ 670,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มพัฒนาประชาธิปไตยที่จัดตั้งโดยพรรคพลังประชาชนเท่านั้นเอง นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลเป็นห่วงเนื่องจากพวกเขากลัวว่าเราจะเรียกร้องให้ ประชาชนพวกนี้สู้เพื่อประชาธิปไตย พวกเราไม่ได้รุนแรง แต่รัฐบาลเองได้พิสูจน์แล้วว่าใช้ความรุนแรงจากการที่พวกเขาพยายามสังหารพวก เรา ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่พวกเขาพยายามจับกุมตัวผมที่โรงแรม SC Park โดยการโยนระเบิดแฟลซ (Stun Grenade) และยิงด้วยกระสุนจริง 33 นัด เข้าไปในห้องผม นี่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการจะฆ่าผมจริง ๆ ในช่วงเวลานั้นผมหนีมาได้สำเร็จ และพวกเขายังคงพยายามสังหารผมอีกสองสามครั้งด้วย ส่วนพันธมิตรฯ นั้น ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะคุกคามผมเลย มีแค่รัฐบาลเท่านั้นแหละที่ต้องการให้ผมหายไป ส่วนดีเอสไอ (เทียบได้กับเอฟบีไอสำหรับประเทศไทย-Andrew) ก็ได้ส่งตัวหน่วยพิเศษมาลอบสังหารผม ผมเห็นพวกเขาในโรงแรมที่ผมเคยเข้าพัก

Andrew : คุณมีหลักฐานที่หนักแน่นอะไรไหมที่จะสนับสนุนเรื่องที่ว่าดีเอสไอพยายามสังหารคุณ

อริสมันต์ : ผมไม่มีหลักฐานที่หนักแน่น แต่ทนายผมจำสมาชิกของดีเอสไอได้ในโรงแรมที่ผมอยู่ตอนอยู่นอกประเทศ

Andrew : ช่วงเวลาที่เสื้อแดงยังคงชุมนุมอยู่ที่ราชประสงค์ คุณเคยปราศรัยขู่จะเผาเมือง คุณเสียใจในสิ่งที่พูดไปไหม

อริ สมันต์ : เป้าหมายของการปราศรัยของผมทำไปเพื่อปรามไม่ให้ทหารโจมตีพวกเรา รวมถึงทำรัฐประหาร ถ้าหากมีรัฐประหารเกิดขึ้น ผมต้องการให้กองทัพรู้ว่าประชาชนอาจตอบโต้ด้วยเชื้อเพลิงกับกองกำลังติด อาวุธหนัก เป็นไปเพื่อบอกว่าพวกเขาจะไม่สามารถสังหารพวกเราได้ ผมไม่เสียใจที่เคยปราศรัยเช่นนั้น เพราะผมไม่ได้ยั่วยุให้คนเผาเมืองโดยไม่มีเหตุผล แต่ทำไปเพื่อเป็นการป้องกันตัวเพราะเสื้อแดงไม่มีอาวุธเลย

Andrew : แล้วการที่เผาห้างเซนทรัลเวิร์ลนั้นถือว่ามีความชอบธรรมหรือไม่

อริ สมันต์ : เสื้อแดงไม่ได้เผาเซนทรัลเวิร์ล มันเป็นการกระทำของรัฐบาลเพื่อหาความชอบธรรมให้กับการยิงเสื้อแดง ที่ส่วนใหญ่ที่เกิดเพลิงลุกไหม้นั้นเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ รัฐบาลแล้วทั้งสิ้น ไม่มีเสื้อแดงอยู่ที่นั่นเลย ทหารเป็นคนเริ่มจุดไฟ

Andrew : คุณพอจะอธิบายเรื่อง "ชายชุดดำ" กับเราได้หรือไม่

อริ สมันต์ : ผมไม่มีข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับ "ชายชุดดำ" ผมไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครหรือมาจากไหน ผมเชื่อว่า จริง ๆ ก็บอกไม่ได้ชัดเจนนัก ว่าพวกเขาอาจเป็นทหารหรือตำรวจที่สนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวก เรา ผมไม่คิดว่าทหารหรือตำรวจทุกนายจะยอมรับการกระทำของรัฐบาลที่เข้าจู่โจม ประชาชนที่ไม่มีอาวุธได้ จนถึงตอนนี้รัฐบาลก็ยังไม่สามารถจับกุมตัวชายชุดดำได้เลย จริง ๆ แล้วผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าวพกนี้เป็นใคร

Andrew : คุณคิดอย่างไรกับการเข้าร่วมของ "เสธ.แดง"

อริ สมันต์ : เขาเป็นทหารที่เสียสละตัวเองให้กับความรักในประชาธิปไตย แล้วเขาก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของเสื้อแดงมาก เขาไม่มีเจตนาจะก่อความรุนแรงใด ๆ ต่อทหารหรือตำรวจเลย แต่ก็มีนายทหารระดับสูงบางคนที่ต้องการสร้างภาพให้ เสธ.แดง และเสื้อแดง เป็นผู้ก่อการร้าย ผมต้องย้ำอีกครั้งว่าเสื้อแดงไม่ชอบใช้ความรุนแรง

Andrew : แล้วคุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยและการเมืองไทยมีความจำเป็นต้องใช้ความรุนแรงไหม

อริ สมันต์ : ในทุกวันนี้รัฐบาลก็ใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ดังนั้น แน่นอนว่าสักวันหนึ่งประชาชนจะทนไม่ไหวและจะใช้ความรุนแรงต่อรัฐบาลบ้าง ผมเชื่อในทฤษฎีที่ว่าไม่มีที่ไหนที่จะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยสันติวิธีแบบหมดจด มันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนบนโลกใบนี้เลย มันไม่มีอยู่จริง ถ้าเราไม่มีอาวุธบ้างพวกเราก็จะแพ้เพราะเราตอบโต้ไม่ได้ จริง ๆ แล้วเสื้อแดงไม่ได้อยากทำร้ายใคร พวกเราแค่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่และแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยกระบวนการ รัฐสภา พวกเราแค่ต้องการให้มีการเคารพเสียงโหวตของประชาชน

Andrew : คุณกำลังเสนอให้เสื้อแดงใช้แนวทางต่อสู้ด้วยอาวุธหรือเปล่า

อริ สมันต์ : ผมอยากให้ตำรวจและทหารที่รักในประชาธิปไตยเข้าร่วมการต่อสู้กับพวกเรา มากกว่า แม้ว่าพวกเราจะมีมวลชนเป็นเบื้องหลัง พวกเราก็ไม่จัดตั้งกลุ่มติดอาวุธเพื่อสู้กับทหาร พวกเราไม่เคยมีมาก่อน และแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมี ในมุมมองของผมนะ จริงๆ มันจะดีมาก ในการมีกลุ่มติดอาวุธ แต่ผมก็มองไม่เห็นหนทางเพราะเราไม่มีเงินทุนจัดหาอาวุธและฝึกผู้คน ความหวังหลักๆ ของเราจึงเป็นการต่อสู้ร่วมกับทหารและตำรวจที่ฝ่าฝืนคำสั่ง

Andrew : คุณรู้จักผู้นำกองทัพระดับสูงที่มีจิตใจให้กับเสื้อแดงบ้างหรือไม่

อริ สมันต์ : ผมไม่รู้และไม่มีข้อพิสูจน์ใด ๆ เลยบ่งชี้ว่ามีนายทหารระดับสูงที่มีจิตใจให้กับเสื้อแดง มันยากมากที่จะหานายพลที่ยอมเสียสละตนเองให้กับประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามีอยู่ร้อยละ 60-70 ของนายทหารระดับธรรมดาที่อยากร่วมกับพวกเรา พวกเขาแค่รอให้มีนายพลผู้กล้าหาญมาสั่งการเขาเท่านั้นเอง

ที่มา
Interview with Thailand's most wanted - Arisman Pongruangrong, 09-12-2010, Andrew Spooner, Asian Correspondent

กท.วัฒนธรรมเบรกหัวทิ่ม บอกแล้วว่าอย่าฉาย Insects in the Backyard!

ที่มา ประชาไท

กรม ส่งเสริมวัฒนธรรมสั่งเบรก ย้ำห้ามฉาย Insects in the Backyard ในงานเสวนาวิชาการกฎหมายภาพยนตร์กับรัฐธรรมนูญ ด้านผู้จัดงานปรับแผน เตรียมจัดฉายหนังสะท้อนประวัติศาสตร์การเมืองไทยแทน

สืบเนื่องจาก กิจกรรมที่มูลนิธิหนังไทย โครงการสถาบันหนังไทยของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์แห่งประเทศไทย เครือข่ายคนดูหนังแห่งประเทศไทย บริษัทป็อบ พิกเจอร์ และนิตยสารไบโอสโคป จะจัดเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์กับรัฐธรรมนูญไทย ในวันศุกร์ที่ 10 ธ.ค. นี้ เวลา 12.30 - 17.00 น. ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ โดยในงานนี้จะฉายภาพยนตร์เรื่อง Insect in the bakyard ด้วยนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ก่อนการจัดงานหนึ่งวัน กรมส่งเสริมภาพยนตร์ส่งหนังสือแจ้งมาทางผู้จัดงานว่า ห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะเรื่อง Insects in the Backyard เป็นภาพยนตร์ที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ตัดสินแล้วว่า มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยมีคำสั่งห้ามฉายไปเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 53 ตามมาตรา 29 ของพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์





ตัวอย่างภาพยนตร์ Insects in the Backyard

นาง วิไล วิทยานารถไพศาล รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ตอบจดหมายที่ทางคณะผู้จัดงานเชิญให้ส่งตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า การนำภาพยนตร์ที่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฉาย ไปฉายในงานเสวนาวิชาการดังกล่าว เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย จะมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ภาพยนตร์ที่จะฉายในราชอาณาจักรทุกเรื่อง จะต้องผ่านคณะกรรมการฯ เสียก่อน

นายสัณห์ชัย โชติรสเศรณี จากมูลนิธิหนังไทยกล่าวว่า หลังได้รับจดหมายจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะผู้จัดงานจึงตัดสินใจว่า จะนำภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มาฉายแทน ซึ่งเป็นภาพยนตร์หาดูยากที่ล้วนมีนัยยะสำคัญต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทย หนึ่งในนั้นเป็นสารคดีงานแห่รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2476 และภาพยนตร์อื่นๆ ที่คณะทำงานยังขอปิดเป็นความลับ

นอกจากนี้ คณะผู้จัดงานยังไ้ด้เชิญชวนให้ผู้ที่จะเข้าร่วมงานแต่งชุดดำเพื่อไว้อาลัยให้กับภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyardด้วย

ทั้ง นี้ ในท้ายจดหมายดังกล่าว กรมส่งเสริมภาพยนตร์ตอบผู้จัดงานว่า ไม่สามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมเป็นวิทยากรในงานครั้งนี้ได้ อีกทั้งยังแสดงความเห็นในจดหมายฉบับดังกล่าวด้วยว่า หากผู้จัดงานประสงค์จะเสวนาวิชาการเกี่ยวกับเนื้อหาในภาพยนตร์นี้ อาจให้วิธีการสรุปเรื่องย่อภาพยนตร์เป็นสื่อประกอบการเสวนาแทน

สำหรับรายละเอียดกิจกรรมในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ ปรับขึ้นใหม่โดยเปลี่ยนเป็น

12.30 น. ฉายภาพยนตร์ประมาณ 3 เรื่องซึ่งมีนัยยสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย เช่น สารคดี แห่รัฐธรรมนูญ 2476
14.30 น. ฌาปนกิจศพภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard
15.00 น. เสวนาวิชาการ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์กับรัฐธรรมนูญไทย โดยคุณเจษฎา อนุจารี อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงาน สภาทนายความ, อ.สาวตรี สุขศรี กลุ่มนิติราษฎร์ และคุณสุภิญญา กลางณรงค์ นักเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพสื่อ ดำเนินรายการโดย ก้อง ฤทธิ์ดี

ที่มา: http://ilaw.or.th/node/633

เว็บผู้ให้บริการบัตรเครดิต เจอแฮกเกอร์ถล่มหลังถอนตัวจาก WikiLeaks

ที่มา ประชาไท

9 ธ.ค. 2553 - มติชนออนไลน์ รายงานว่า นักขโมยข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ (แฮ็คเกอร์) ได้โจมตีเว็บไซต์ของบริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตชั้นนำ อาทิ มาสเตอร์การ์ด และวีซ่าแล้ว หลังจากกลุ่มแฮ็คเกอร์ที่ไม่สามารถระบุตัวได้ ยืนยันที่จะติดตามสองบริษัทดังกล่าวอย่างไม่ลดละ หลังจากที่ทั้งคู่ถอนการให้บริการการชำระเงินจากวิกิลีกส์

ระบบการ ชำระเงินของมาสเตอร์การ์ดถูกรบกวนอย่างหนัก แต่บริษัทกล่าวว่า การกระทำครั้งนี้ไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้บัตรดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วนวีซ่า กล่าวว่าตนประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน

โดย "บุคคลไร้นาม" ซึ่งทำการ "ปฏิบัติการตอบโต้" (Operation Payback) ได้กล่าวในทวิตเตอร์ของตนว่า เว็บไซต์ของวีซ่า "ล่ม" แล้ว

แต่ ภายหลังบริษัทวีซ่าได้กู้ข้อมูลของตนเองกลับมาอีกครั้ง และนายเท็ด คาร์ โฆษกของวีซ่ากล่าวว่า ระบบการปฏิบัติการซึ่งดูแลด้านการทำธุรกรรมของผู้ถือบัตรกลับมาดำเนินการตาม ปกติแล้ว และหน้าทวิตเตอร์ดังกล่าวได้หายไป โดยปรากฏข้อความจากทวิตเตอร์ที่ว่า บัญชีผู้ใช้ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกชั่วคราว

ทวิตเตอร์กล่าวว่า ตนจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อ "การกระทำต่อบัญชีผู้ใช้เฉพาะราย" อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกล่าวว่า ข้อมูลที่ "บุคคลไร้นาม" เผยแพร่ออกมาเป็นครั้งสุดท้ายก็คือลิงค์เพื่อเชื่อมต่อไปยังแฟ้มข้อมูลของ ผู้ถือบัตรเครดิต

นายพอล มัตตอน จากเน็ตคราฟท์ ซึ่งคอยจับตาดูการโจมตีครั้งนี้ กล่าวว่า บริษัทวีซ่าได้เริ่มจับตากลุ่มแฮ็คเกอร์ที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการส่งข้อความ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองไปยังบุคคลอื่นๆ (hacktivist) ซึ่งเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่า 2,000 รายแล้ว เมื่อเทียบกับบริษัทมาสเตอร์การ์ด ซึ่งมีเพียง 400 ราย

มาสเตอร์ การ์ดยอมรับว่า "มีความขัดข้องในการให้บริการ" จริง ซี่งเกี่ยวข้องกับระบบ "SecureCode" (รหัสรักษาความปลอดภัย) และกล่าวเสริมว่า "เราจะไม่ยอมให้สมรรถนะในระบบปฏิบัติการหลักของเราอ่อนแอลง และข้อมูลทั้งหมดของผู้ถือบัตรจะไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงเด็ดขาด และยังคงใช้บัตรในการทำธุรกรรมต่างๆได้ตามปกติทั่วโลก

ในขณะที่ "เพย์พัล" (PayPal) ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการเพื่อเป็นช่องทางในการบริจาคเงินให้กับวิกิลีกส์ ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีเช่นกัน โดยกล่าวว่าบัญชีผู้ใช้ของวิกิลีกส์ "ละเมิดข้อตกลงด้านการให้บริการ"

"วันที่ 27 พย.ที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศ และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายไปยังวิกิลีกส์ เพื่อแจ้งว่ากิจกรรมของวิกิลีกส์เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายของสหรัฐฯ" นายโอซามา เบดิเยร์ ผู้บริหารของเพย์พัล กล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่ประเทศฝรั่งเศส

"เราตัดสินใจที่จะยกเลิกการให้บริการแก่วิกิลีกส์ และมันเป็นไปตามความคิดเห็นอย่างสัตย์จริง ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทั้งสิ้น"

นอก จากนั้น ยังมีบริษัทที่ "ตีตัวออกห่าง"วิกิลีกส์ และถูกโจมตีโดยแฮ็คเกอร์แล้ว รวมถึง ธนาคารสวิสแบงค์ และ ธนาคารโพสต์ไฟแนนซ์ ซึ่งยกเลิกบัญชีเงินฝากของนายจูเลียน แอสเซนจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์

"บุคคลไร้นาม" ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ปฏิบัติการดังกล่าว ถูกจัดตั้งขึ้นอย่างหลวมๆโดยกลุ่มนักแฮ็คเกอร์ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบอร์ดแสดงความเห็นที่อื้อฉาวอย่าง "4chan" และกล่าวว่าตนได้พุ่งเป้าโจมตีไปยังหลายเป้าหมาย โดยกล่าวต่อสำนักข่าวเอพีว่า กลุ่มจะยังคงแสดงการต่อต้านต่อบุคคลใดก็ตาม "ที่ต่อต้านวิกิลีกส์"

ก่อนหน้าการโจมตีมาสเตอร์การ์ด กลุ่ม"บุคคลไร้นาม" ซึ่งเรียกตนเองว่ากลุ่ม "เลือดเย็น" กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า ตนได้กระทำการ "หลายสิ่งหลายอย่าง" โดยพุ่งเป้าไปยังบริษัทและหน่วยงานต่างๆ ที่ยกเลิกการติดต่อกับวิกิลีกส์ หรือที่พยายามโจมตีเว็บไซต์ดังกล่าว

"เว็บไซต์ที่ยอมก้มหัวให้กับแรง กดดันจากรัฐบาลจะต้องตกเป็นเป้าหมายทั้ง สิ้น ในฐานะองค์กรที่ทำงานเพื่อการแสดงออกอย่างมีเสรีภาพบนอินเตอร์เน็ต เรา รู้สึกว่าวิกิลีกส์เป็นมากกว่าแค่การเปิดเผยข้อมูลลับ แต่กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิรบระหว่างประชาชนและรัฐบาล" สมาชิกกลุ่มรายหนึ่งกล่าว

กลุ่ม "เลือดเย็น" ยอมรับว่า การโจมตีเช่นนี้อาจกระทบต่อประชาชนที่พยายามเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกโจมตี แต่กล่าวเพิ่มเติมว่า "มันอาจกระทบต่อสิ่งที่คนเหล่านั้นต้องการจะบอกบริษัทเหล่านั้นว่า "เรา" ผู้เป็นประชาชน รู้สึก "ไม่พอใจ"

ที่มา - มติชนออนไลน์

ชงยกเลิกฉุกเฉิน 4 จังหวัด-ยุบ ศอฉ.ใช้ พ.ร.บ.มั่นคง แทน

ที่มา ประชาไท

ศอ ฉ.มีมติยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ยังใช้อยู่ใน 4 จังหวัดสุดท้าย รวมกรุงเทพฯ เตรียมยุบศอฉ. แต่ให้สภาความมั่นคงชงแผนรองรับสถานการณ์ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง

ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีมติยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่เหลืออีก 4 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ หลังประกาศใช้มาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 โดยเตรียมเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงภายหลังการประชุม ศอฉ. ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศอฉ.เป็นประธานการประชุม ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมว่า จากการติดตามสถานการณ์โดยรวมของ ศอฉ.พิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์โดยรวมมีทิศทางที่คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น เรื่อยๆ ทาง ศอฉ.จึงมีมตินำเสนอรัฐบาลว่าควรจะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เหลือใน 4 จังหวัด ส่วนจะมีความเห็นอย่างไร ยกเลิกเมื่อไหร่นั้น เป็นดุลพินิจของนายกรัฐมนตรี
พ.อ.สรรเสริญกล่าวต่อว่า หลังจากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็จะมีแผนรักษาความสงบเรียบร้อยของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) มารองรับในเรื่องดูแลความสงบ หากนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้ประชาชนรู้สึกสบายใจว่าสถานการณ์และทิศทางของบ้านเมืองดีขึ้น นอกจากนั้นยังได้มีมติให้ทางเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอแผนต่อ ครม.สัปดาห์หน้า รวมถึงห้วงเวลาในการยกเลิกและแผนรองรับสถานการณ์ ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงเพื่อรักษาความปลอดภัย ที่รองรับอยู่ในขั้นตอนปกติ เป็นการติดตามสถานการณ์และอาจมีการตั้งคณะกรรมการมาติดตามสถานการณ์ ทั้งนี้ ทาง ศอฉ.จะปิดตัวลงหากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

"หาก ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็จะมีการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน หมวดที่ 1 โดยมีแผนอำนวยการรักษาความสงบ ตามมาตรา 7 (2) คือการนำกฎหมายปกติมาบังคับใช้ เพียงแต่จะติดตามสถานการณ์หรือบูรณาการ หากการชุมนุมยกระดับสู่ความรุนแรง สามารถนำ พ.ร.บ.ความมั่นคงในหมวดที่ 2 มาบังคับใช้ได้ คือการเสนอเรื่องต่อ ครม.เพื่อประกาศพื้นที่ที่เห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรง เป็นพื้นที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง และกำหนดห้วงเวลาที่แน่นอน เจ้าหน้าที่ทหาร เทศกิจ หรือส่วนอื่นๆ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจะถูกบรรจุ เป็นเจ้าพนักงาน"
เมื่อ ถามว่า จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามสถานการณ์ หลังจากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า น่าจะเป็นในลักษณะนั้นหาก ศอฉ.ปิดตัวลง คงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาให้สอดคล้องกับการประสานงาน จุดประสงค์หลักคือการอำนวยความสะดวกให้เกิดความสงบเรียบร้อย แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าจะใช้ชื่ออะไร
ที่มา: มติชนออนไลน์

Thursday, December 9, 2010

มโนทัศน์ชนชั้นของคาร์ล มาร์กซ์ และ แมกซ์ เวเบอร์ : มโนทัศน์ชนชั้นของสังคมไทย

ที่มา มติชน



โดย ศิวนันท์ คีรีเพ็ชร์

(หมายเหตุ ผู้เขียนเป็นอาจารย์ประจำสาขาภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ปฏิบัติงานสหกิจสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

มโนทัศน์ชนชั้นของ คาร์ล มาร์กซ์ (Kari Marx) ผ่านมาพร้อมกับประวัติศาสตร์การแบ่งมนุษย์เป็นชนชั้นในทุกสภาพสังคม เพื่อต้องการแสวงหาผลประโยชน์ให้ชนชั้นด้วยตัวเองเป็นหลัก เช่น ในสภาพของลัทธินายทุน ซึ่งมีระหว่างชนชั้นผู้กดขี่และผู้ถูกกดขี่ รวมถึงผู้ซื้อและผู้ขายแรงงาน โดยมีลักษณะร่วมกันทางหน้าที่เท่านั้น เพื่อแสดงอำนาจที่อยู่เหนือกว่าในนัยยะของชนชั้นทางสังคม

แต่อีก ประเด็นซึ่งขัดกับการแสดงอำนาจที่เหนือกว่าของผู้กดขี่ นั่นคือ การที่บุคคลอยู่ในสภาพเฉพาะที่ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละบุคคลไม่รู้จักกัน แต่สามารถแสดงพลังร่วมกันต่อต้านผู้ว่าจ้างได้อย่างมีพลังอำนาจ โดยพวกเขาเริ่มคิดในโชคชะตาร่วมกัน เริ่มก่อตัวเป็นชนชั้นที่สามัคคีและมีผลประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนมโนทัศน์ชนชั้นของ แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) อธิบายลักษณะทางชนชั้นซึ่งแบ่งกลุ่มตามสถานภาพที่ขึ้นกับแบบแผนการบริโภคของ บุคคลมากกว่าขึ้นอยู่กับตำแหน่งในตลาดหรือกระบวนการผลิต โดยสถานภาพที่ขึ้นกับแบบแผนการบริโภคของบุคคลมากกว่าขึ้นอยู่กับตำแหน่งใน ตลาดหรือกระบวนการผลิต โดยสถานภาพนั้นต่างจากชนชั้น มีลักษณะที่เป็นการรวมกลุ่มแบบชุมชน มีแนวคิดกับวิถีชีวิตที่เหมาะสม และต้องการได้รับการชื่นชม ยกย่องจากสังคมอื่น รวมถึงการกีดกันจากสังคมที่ไม่อยู่แวดวงเดียวกัน จากความห่างเหินทางสังคมก่อให้เกิดลักษณะที่แบ่งแยกระหว่าง "พวกเขา" กับ "พวกเรา"

ใน ประเด็นอำนาจทางเศรษฐกิจ แมกซ์ เวเบอร์ (Max Weber) อธิบายว่า บ่อยครั้งที่อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นรูปแบบหลักของอำนาจ โดยเฉพาะโลกทุนนิยมสมัยใหม่ โดยเวเบอร์กล่าวว่า การเกิดขึ้นซึ่งอำนาจทางเศรษฐกิจ อาจเป็นผลมาจากการมีอำนาจซึ่งเกิดขึ้นมาบนรากฐานอื่น เช่น ผู้ที่สามารถบริหารองค์กรอาจมีอำนาจทางเศรษฐกิจมาก แต่กลับเป็นพียงลูกจ้างที่กินเงินเดือนเท่านั้น

จะเห็นได้ว่าสองแนว ความคิดมีลักษณะที่แตกต่างออกไป โดยที่มาร์กซ์ให้ความสำคัญกับชนชั้นในส่วนของการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เวเบอร์มองถึงการแบ่งชนชั้นโดยทางสถานภาพ ซึ่งมีลักษณะของความขัดแย้ง แต่สมาชิกเองจะยอมรับในสภาพของการจัดลำดับสูงต่ำ

นอกจากนี้ มาร์กซ์เชื่อว่าอำนาจตั้งอยู่บนรากฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แต่เวเบอร์เชื่อว่าการเกิดขึ้นของอำนาจทางเศรษฐกิจอาจมีผลมาจากอำนาจที่เกิด ขึ้นบนรากฐานอื่น ซึ่งเป็นความแตกต่างกันของสองแนวคิด

หาก มองลักษณะชนชั้นในสังคมไทย เราสามารถนึกสภาพในระบบสถาบันกษัตริย์และระบบชนชั้นที่เรียงรายลงมาตามรูป แบบการปกครองของผู้ที่มีอำนาจเหนือประชาชนทั้งหลาย และการใช้ระบบของอำนาจปกครอง มีการแบ่งชนชั้นโดยสถาบันกษัตริย์อยู่เป็นชนชั้นเหนือสุด ต่อมากลุ่มชนชั้นล่าง นั่นคือประชาชนทั่วไป มีระบบศักดินา อย่างที่ จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนไว้ในโฉมหน้าศักดินาไทย กล่าวถึงระบบการปกครองที่ใช้อำนาจกดขี่ ขูดรีด กับประชาชนอย่างทารุณ และยังต้องเทิดทูนกลุ่มศักดินาเหล่านี้ให้อยู่จนถึงปัจจุบัน ก่อเป็นระบบชนชั้นอย่างเห็นได้ชัด

งานเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ ใช้แนวคิดของมาร์กซ์ในการวิจารณ์สภาพสังคมไทย การพยายามแสวงหาผลผลิตและกำไรจากชนชั้นที่ต่ำกว่านั้น น่าจะใช้ได้กับยุคสมัยการส่งส่วยเนื่องจากชนชั้นล่างเองก็ยอมรับยินดีในชะตา กรรม และพร้อมที่จะเชื่อฟังและปฏิบัติ

แต่สมัยปัจจุบัน เมื่อสังคมไทยเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุข นั่นหมายความว่าอำนาจการปกครองแท้จริงอยู่ที่ภาคประชาชน การมีระบบการเลือกตั้งที่ให้ตำแหน่งนักการเมืองเป็นตัวแทนประชาชนทั้งประเทศ หมายความว่าถ้าประชาชนไม่พอใจการทำงานของนักการเมือง ซึ่งเปรียบเสมือนตัวแทนของพวกเขาสิ่งนี้ใช่หรือไม่ที่ภาคประชาชนคิดว่า นี่คือสิทธิอันชอบธรรมของตนเองในการมีส่วนร่วมปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอัน มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ถ้ามองในแง่การเมืองปัจจุบัน ที่ มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างหลายฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกัน โดยมีจุดยืนและวัตถุประสงค์ในการแสดงพลังเดียวกัน เปรียบเสมือนนักการเมืองหรืออำนาจรัฐเป็นนายทุนที่คอยกดขี่ ขูดรีด ทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ภาวะที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ สู่ปัญหาความยากจน กระทั่งกลุ่มชนชั้นล่างที่เสียเปรียบกลับต้องลุกขึ้นสู้เพื่อปากท้อง เพราะสภาวะทางเศรษฐกิจบีบบังคับ

หากเปรียบเทียบกลุ่มคนชั้น ล่างหรือกลุ่มเกษตรกรที่เรียกร้องความเสมอภาคในด้านความคิดและสิทธิที่พึง ได้รับนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ถูกหลักในแนวทางประชาธิปไตย ซึ่งปรากฏให้เห็นโดยตลอดมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แต่ด้วยสาเหตุใดหรือที่ส่งผลให้กลุ่มพวกเขาต้องกลายเป็นกลุ่มสังคมที่โดนกีด กันโดยตลอดมาเช่นกัน เนื่องจากมีแนวคิดต่างกันกับรัฐเพียงเท่านั้นหรือ ซึ่งโครงสร้างลักษณะเช่นนี้เป็นอำนาจการเมืองของสังคมไทยที่สัมพันธ์กับระบบ ชนชั้น แนวคิดของมาร์กซ์จึงสามารถอธิบายและเปรียบเทียบได้กับชนชั้นบนกับล่างที่ ถูกกระทำและพยายามกดดัน บีบบังคับให้ปฏิบัติตามหลักแนวทางที่เป็นธรรม

ใน ขณะที่แนวคิดของเวเบอร์นั้น ถ้ามองให้สอดคล้องกับระบบชนชั้นสังคมไทยแล้วนั้นคือการแบ่งแยกกลุ่ม สี หรือสภาพสังคมที่ต่างกัน อย่างกรณีภาคเหนือ กลาง อีสาน และภาคใต้นั้น ที่มีกรอบความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน ท้ายที่สุดแล้วกลับมองว่าไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน และจะไม่มีทางยอมรับถ้าไร้จุดมุ่งหมายด้านการเมืองที่เหมือนกัน แสดงให้เห็นถึงการสร้างผลประโยชน์ต่อรองระหว่างกัน

จากสถานการณ์การ เมืองของสังคมไทยที่หมักหมมปัญหามาช้านาน ซึ่งมาจากการถือครองอำนาจของหลายกลุ่มและฝ่ายที่ไม่ได้มาจากตัวแทนประชาชน อย่างแท้จริง รวมทั้งระบบศักดินาแบบชนชั้นและกลุ่มพวกพ้องที่ยังคงเกี่ยวข้องเชื่อมโยงการ เมืองไทยมาโดยตลอด นี่คงจะเป็นระบบอำนาจแบบชนชั้นที่มาร์กซ์และเวเบอร์ได้อธิบายไว้ ซึ่งมันมีความสอดคล้องกับรูปแบบการปกครองของไทยอย่างไม่สามารถแยกออกกันได้ และกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้โดยตลอดมา

ที่สำคัญกลุ่มคนระดับล่างมักตกเป็นเหยื่อการต่อรองอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของกลุ่มหรือฝ่ายที่กุมอำนาจอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน

อสส.เผยเคยติง"นายทะเบียน"ยังไม่ทำความเห็นยุบปชป. ประชาธิปัตย์เฮ รอบสอง!ศาลรธน.ยกคำร้อง4-3

ที่มา มติชน

"อสส."เผยเคยติง"นายทะเบียน"ยังไม่ทำความเห็นยุบปชป.

เมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กล่าวภายหลังฟังคำวินิจฉัยว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยกคำร้องในคดีดังกล่าว เราก็น้อมรับคำตัดสินของศาล ซึ่งในส่วนของ อสส.ถือว่าได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว และไม่รู้สึกติดใจในคำวินิจฉัยของศาล


ผู้ สื่อข่าวถามว่า ก่อนที่ อสส.จะยื่นคำร้องได้มีการตรวจสอบสำนวนของ กกต.ก่อนหรือไม่ว่า นายทะเบียนมีความเห็นเสนอให้ยุบพรรคแล้วหรือไม่ นายธนพิชญ์กล่าวว่า ตอนแรกที่นายทะเบียนเสนอเรื่องมาให้ อสส. ก็เห็นว่าตรงนี้มีปัญหา เพราะไม่แน่ใจว่าการที่นายทะเบียนมีความเห็นท้ายหนังสือของคณะทำงานตรวจสอบ ของนายทะเบียนเสนอเข้าที่ประชุม กกต.ว่า "อาจมีการกระทำความผิดตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550 ถือเป็นเรื่องสำคัญให้ที่ประชุม กกต.พิจารณานั้น" ถ้อยคำนี้ถือว่านายทะเบียนมีความเห็นเสนอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์แล้วหรือยัง จึงทำให้ อสส.ในขณะนั้นมีความเห็นไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมานายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้มีหนังสือในฐานะประธาน กกต.และนายทะเบียน ถึง อสส.ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 ระบุว่า ขอให้ อสส.ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อยุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่ง อสส.ก็เห็นว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการยืนยันวัตถุประสงค์ของนายทะเบียนที่ เห็นแล้วว่า พรรค ปชป.ทำความผิด จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง อสส.และนายทะเบียน


"ในชั้นของคณะทำงานร่วมได้มีการพูดคุยกับ นายอภิชาตในฐานะนายเทียนอีก ครั้งหนึ่งว่า ตกลงแล้วท่านมีความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดตามมาตรา 94 แล้วใช่หรือไม่ ปรากฏว่านายอภิชาตก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนอะไร แต่ทาง อสส.ก็ถือว่าการที่นายอภิชาตมีหนังสือฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 นายอภิชาต ในฐานะนายทะเบียนมีการกระทำผิดจนเป็นเหตุให้เสนอยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้แล้ว ทาง อสส.จึงมีการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ" โฆษก อสส.กล่าว

ปชป.เฮ! รอบสอง ศาล รธน.ยกคำร้องคดี 258 ล้าน

เมื่อ วันที่ 9 ธันวาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 3ให้ยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในคดีที่อัยการสูงสุด (อสส.) ในฐานะผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในข้อกล่าวหาได้รับบริจาคเงินจำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 อาจเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยศาลวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องข้ามขั้นตอน เนื่องจากประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่มีความเห็นในคดีก่อนนำเข้าสู่ที่ประชุม กกต.

"ชวน" ปัดไม่ทราบ ปชป.หารือเรื่องยื่นยุบเพื่อไทย


เมื่อ เวลา 12.40 น. วันที่ 9 ธันวาคม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมายคดียุบพรรค กล่าวกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นเรื่องเพื่อยุบพรรคเพื่อไทย ว่าขณะนี้หมดภารกิจของตนไปอย่างหนึ่งแล้ว ต่อไปก็เป็นภาระกิจของพรรคเป็นเรื่องของทีมกฎหมายพรรค แต่ที่ผ่านทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรคไม่เคยพูดถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งไม่ทราบว่าในพรรคได้มีการหารือเรื่องที่จะยื่นยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ด้าน บรรยากาศที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเงียเหงา โดยไม่มีบรรดากองเชียร์หรือ ส.ส.เข้ามารอลุ้นผลคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีการรับเงินบริจาค 258 ล้านบาท จนกระทั่งเมื่อเวลา 12.30 น. ภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยกคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ บรรดาทีมกฎหมายพรรค นำโดยนายชวน ได้เดินทางเข้าพรรค ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใส ขณะที่นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความต่อสู้คดียุบพรรค กล่าวกับสื่อมวลชนที่ประจำพรรคว่า "บอกแล้ว ว่าต้องเป็นเช่นนี้"

นาธานทำเนียบ ยังปากแข็ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

'นาธาน โอมาน'รับ-กุเรื่องทั้งเพ
12 ธันวาออก 'ช่อง9'สารภาพ

จริงแล้ว ข้อสงสัย และความไม่เชื่อถือข้อมูลและคำพูดของ นาธาน โอมาน นั้นมีมานานระยะหนึ่งแล้ว

เพียงแต่ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐานเจ๋งๆมัดตัว หรือตราบใดที่ยังไม่มีการสารภาพออกมาจากปากของนาธานเอง

สิ่ง ที่ทำได้ก็คือ พยายามหาเหตุการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆ ออกมาแสดงให้เห็นถึงพิรุธแห่งคำพูดของนาธานเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็นลูกครึ่ง เรื่องปัญหาที่มีกับอดีตแม่บ้าน

และที่สำคัญเรื่องของการโกอินเตอร์ไปเล่นหนังฮอลีวูด

แต่นาธานก็ปากแข็งมาตลอด อ้างแต่ว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

จน กระทั่งมาเกิดเรื่องราวซ้ำซากขึ้นอีก กรณีของนางพิศมัย ศรีกะบุตร หรือ “ครูแหม่ม” แม่บุญธรรมของนาธาน ซึ่งเคยปกป้องมาตลอดในเรื่องข้อกล่าวหา หรือคดีความต่างๆของนาธาน แต่กลับกลายเป็นว่าออกมาแฉเสียเอง ว่าถูกนาธานโกงเงิน จนต้องมีการแจ้งความกัน ซึ่งทำให้ประเด็น นาธาน กลายเป็นข่าวกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้ง

แน่นอนว่า ทันทีที่ตกเป็นข่าว นาธานก็ออกมาแก้ต่าง ปฏิเสธในทันทีทุกข้อกล่าวหา

แต่ สุดท้ายด้วยความรวดเร็วและด้วยความสามารถเฉพาะตัวของ วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ซึ่งถือว่าเป็นพิธีกรที่โดดเด่นในเรื่องของการสัมภาษณ์ในยุคนี้ ชนิดที่พิธีกรใหญ่คนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น วีที วิทวัส สุนทรวิเนตร์ แห่งรายการตีสิบ หรือ ต๋อย ไตรภพ ลิมปพัทธ์ รายการทูไนท์โชว์ ต้องอึ้งไปตามๆกัน กับพัฒนาการรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

ที่ทำให้รายการตีสิบ และรายการทูไนท์โชว์ดูหมองไปเลย โดยเฉพาะรายการตีสิบ ที่เหลือจุดขายเพียงแค่ช่วงดันคาราเท่านั้น

ล่า สุดความเหนือชั้นของรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ก้คือ สามารถทำให้ นาธาน โอมาน ออกมาสารภาพกลางจอ ว่าสิ่งที่เคยประกาศว่าเป็นลูกครึ่งเนปาล พูดได้ 5 ภาษา หรือเคยโกอินเตอร์ไปเล่นหนังฮอลลีวู้ดเรื่อง พรินซ์ออฟเรดชูส์ ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งสิ้น

“ที่ผ่านมาเป็นคนโกหกลวงโลก ตั้งแต่เข้าวงการมาชีวิตได้จัดวางไว้หมดแล้วโดยผู้มีพระคุณว่าต้องเป็นลูก ครึ่งต้องพูดได้ 5 ภาษา ซึ่งมันไม่ใช่ความจริงเลยในตัวของนาธาน นาธานเป็นคนที่ต้องการความรักต้องการความอบอุ่น กลัวว่าคนจะไม่รัก ก็เลยต้องจำใจโกหกตามที่ผู้มีพระคุณได้วางไว้ เพื่อให้คนรักและหันมาสนใจเรา

แล้วนาธานก็เข้าใจว่าคนทั่วไปก็ชอบเรื่องโกหก เวลาที่พูดความจริงไม่เคยเชื่อ แต่พอเราโกหกเห็นเชื่อกันทุกคน มันก็เลยใหญ่โตเป็นเรื่องเป็นราวจนทุกวันนี้ แต่ตอนนี้นาธานไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ไม่มีภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาเพื่อผู้มีพระคุณหรือใคร ก็ขอเป็นตัวของตัวเอง

ภาษา 5 ภาษานาธานก็พูดไม่เป็น ไม่เคยเล่นหนัง ก่อนหน้านี้ยอมรับว่ามีกุนซืออยู่ 5-6 คนที่คอยบอกให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ ตอนนี้ไม่แล้ว จะพูดความจริงทุกอย่าง จะทำทุกอย่างในแบบตัวตนของนาธานจริงๆ จะกินเหล้าจะสูบบุหรี่ จะทำอย่างที่ใจอยากเป็น

ต่อไปนี้ทุกคนจะได้ เห็นนาธานตัวจริง จะดีหรือจะเลวยังไงก็ให้มันเป็นไป” นี่คือคำพูดล่าสุดจากปาก นาธานที่กลายเป็นหมูที่ไม่กลัวน้ำร้อนไปเรียบร้อยแล้

ซึ่งรายการตอนนี้จะแพร่ภาพออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ โมเดิร์นไนน์ทีวี เวลา 22.30 น.-23.30 น. วันอาทิตย์ที่ 12 ธ.ค. นี้

อย่าง ไรก็ตาม ด้วยความที่ นาธาน โกหกมาตลอด จึงทำให้แม้กระทั่งการสารภาพในครั้งนี้ของนาธาน ก็ยังถูกมองด้วยความไม่เชื่อถือว่า กำลังเป็นเกมภายพลังจากที่ถูกแฉจากอดีตแม่บุญธรรมหรือไม่ เพราะสุดท้ายกรณีปริศนาผู้มีพระคุณอาจจะเป็นการเหวี่ยงกลับก็เป็นได้

หรือ อาจจะเป็นการถูกบีบให้จนแต้มจริงๆก็ได้ เพราะมีรายงานข่าวว่าในต่างประเทศได้มีการวางขายหนังเรื่”พรินซ์ออฟเรดชูส์” แล้ว ซึ่งก็ปรากฏว่า ไม่ได้มีนาธานอยู่ในหนังดังกล่าวเลย

ทำให้มี การมองกันว่า ในเมื่อรู้ว่าข้อโกหกต่างๆที่ผ่านมา ไม่อาจจะหลอกใครได้อีกต่อไป ก็เลยเลือกที่จะสารภาพ เพื่อขอความเห็นใจจากสังคมว่าทำเพราะถูกเขียนบทมาตลอด หากสังคมเห็นใจจะได้เหลือทางถอยให้กับตนเองได้บ้าง... ก็เป็นอีกมุมที่มองได้เช่นกัน

ส่วนสุดท้ายเมื่อรู้ชัดเช่นนี้ว่าตลอด มาเป็นเรื่องกุ เรื่องหลอกลวงมาโดยตลอด สังคมจะให้โอกาสนาธานอีกหรือไม่ ก็คงต้องดูกันต่อไป เพราะเรื่องการโกหกประชาชนนั้น เคยดับดาวบันเทิงมาแล้วไม่น้อย

ซึ่งวันนี้ไม่ว่าอย่างไร นาธานแห่งวงการบันเทิง ก็เริ่มเปิดปากสารภาพแล้ว

ทำให้เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า แล้ว “นาธานในวงการการเมือง” ล่ะ จะมีการสำนึกบาป และสารภาพออกมาเองบ้างหรือไม่???

เพราะ เท่าที่เห็นอยู่ในขณะนี้ ยังคงมีความพยายามที่จะตะแบงความเป็นจริง พยายามพลิกพลิ้วไปเรื่อย เพื่อที่จะรักษาขั้วอำนาจทางการเมืองที่มีอยู่ในมือเอาไว้ให้นานที่สุด

ปัญหา ก็คือว่า จะสามารถทำได้นานแค่ไหน “ตั๋วพิเศษ” และอำนาจหนุนหลังต่างๆ ที่ได้รับเพื่อให้พลิกขั้วมาเป็นฝ่ายกุมอำนาจทางการเมืองได้ในเวลานี้ จะสามารถปิดบังความเป็นจริงไปได้อีกนานแค่ไหน

โดยเฉพาะกับกรณีที่มี การตั้งคำถามไปทั่วโลกแล้วในเวลานี้ ในเรื่องของการตาย 91 ศพจากการสลายการชุมนุม เหตุการณ์พฤษภาอำมะหิต 53 เรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เรื่องการยิงคนในวัดปทุมวนาราม ลงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 6 ศพ

ซึ่ง ภาพถ่าย คลิปต่างๆ ได้ออกมาว่อนในโลกไซเบอร์อย่างมากมาย ซึ่งแน่นอนว่า ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) จำเป็นต้องมีการปฏิเสธเหมือนเช่นตลอดมา ปัญหาเพียงแค่ว่า จะสามารถสร้างการยอมรับหรือความเชื่อถือจากสังคมได้แค่ไหนเท่านั้นเอง

อย่าง ไรก็ตาม แม้ว่า พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. จะเชื่อมั่นว่าภาพที่ปรากฏผ่านทางเว็บไซต์จะไม่ส่งผล กระทบต่อเจ้าหน้าที่ศอฉ. และเรื่องนี้ไม่ต้องชี้แจงอะไรอีก เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการนำเสนอภาพลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว ซึ่งทาง ศอฉ.เคยชี้แจงการทำงานเจ้าหน้าที่ไปแล้วว่า เจ้าหน้าที่ทำอะไร อยู่ที่ไหน ใช้อาวุธในลักษณะอย่างไร จากนี้คงไม่ต้องตรวจสอบอะไร

ระหว่างข้อกล่าวหากับคำชี้แจง อะไรจะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่ากัน ก็คงต้องให้ระยะเวลาและความเป็นจริงนั่นแหละเป็นข้อพิสูจน์

แต่จะว่าไปเที่ยวนี้ต้องชมว่า เสธ.ไก่อู นิ่งกว่ารัฐบาลเสียอีก!!

เพราะ ทันทีที่ซีกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่อยมากระทั่งนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่างก็วุ่นไปหมด กับกรณีที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป หรือคณะกรรมาธิการเฮลซิงกิ (ซีเอสซีอี) ได้ทำการเชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปสหรัฐอเมริกาเพื่อให้ข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปราบปรามผู้ชุมนุมทาง การเมืองในประเทศไทย

งานนี้พอปรากฏข่าวออกมาเท่านั้น ก็มีอาการพล่านกันเหมือน”มดแตกรัง” ทันที จนสังคมหลายภาคส่วนอดที่จะเกิดคำถามไม่ได้ว่า รัฐบาลกลัวอะไรหนักหนาหรือ???

หรือว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีหลักฐานเด็ดอะไรที่จะสร้างความกระทบกระเทือนให้กับรัฐบาลไทยได้อย่าง นั้นหรือ ทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยจึงได้ออกการการวุ่นวายไปหมดเช่นที่กำลังเกิด ขึ้น

ซึ่งมีกระแสข่าวออกมาในทำนองที่ว่า รัฐบาลได้มีการมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับ สถานการณ์ของประเทศ ส่วนอัยการสูงสุดจะเป็นผู้พิจารณาเกี่ยวกับข้อตกลงสนธิสัญญาการส่งพ.ต.ท. ทักษิณกลับประเทศไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ถ้าเป็นเรื่องจริง เหตุผลที่น่าจะสรุปได้เพียงประเด็นเดียวก็คือ ไม่ต้องการที่จะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปพูดอะไรให้ ซีเอสซีอี ฟัง

เพราะ ประเด็นอื่นนั้น ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่ต้องกังวล จนถูกมองว่ามีความพยายามที่จะไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศสหรัฐฯได้ง่ายๆ แม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะอ้างว่า จริงๆแล้วกระทรวงการต่างประเทศก็แค่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น

อย่าง ไรก็ตาม คงต้องรอดูว่าภายใต้การมีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน สุดท้ายแล้วทางซีเอสซีอีจะช่วยเหลือให้การเดินทางเข้าสหรัฐของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีปัญหาได้หรือไม่???

มุมมองที่ว่า กฎหมายของสหรัฐ ได้ให้ความคุ้มครองกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งจะครอบคลุมถึงภารกิจของกรรมาธิการด้วย ดังนั้น กรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นแขกตามคำเชิญย่อมที่จะได้รับความคุ้มครองด้วย สนธิสัญญาการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจึงไม่สามารถใช้ได้ในกรณีนี้ ... จะเป็นจขริงหรือไม่

หรือจะเป็นไปตามมุมมองของทั้ง กระทรวงการต่างประเทศ และ ศอฉ. ที่ยังเชื่อมั่นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางเข้าสหรัฐไม่ได้ โดยสหรัฐคงไม่ยอมให้เข้าประเทศ เนื่องจากไทยกับสหรัฐมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในฐานะผู้ต้องหาคดีที่ทางการไทยต้องการตัวอยู่ จะไปปรากฏตัวที่สหรัฐ เพื่อชี้แจงการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงได้อย่างไร

ดังนั้นสุดท้ายคงต้องรอดูว่า วันที่ 16 ธ.ค.นี้ ผลจะออกมาอย่างไร???

แต่ ที่แน่ๆ อย่างน้อยกรณ๊นี้ ก็ทำให้เห็นแล้วว่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมานั้น ยังคงมีมุมมืดที่มองยัไม่เห็น และยังมีบางคนในขั้วอำนาจไม่ต้องการให้พูดถึง

ก็ไม่รู้ว่า เมื่อไหร่ “นาธานทางการเมือง” จะยอมสารภาพเสียที ประเทศไทยจะได้เดินหน้าได้

คุณทำได้ไหม?..ไม่ซื้อ ไม่ใช้ สินค้า "บอยคอต" 10 วันเห็นผล...

ที่มา thaifreenews

โดย siravichya

เรียน พ่อแม่พี่น้อง"มหามวลชนคนเสื้อแดง"ที่เคารพ

. . .อยากทราบว่าพี่น้อง"มหามวลชนคนเสื้อแดงของเราจะ"ทำได้ไหม?" ถ้าเราจะไม่ซื้อ ไม่กิน ไม่ใช้ สินค้าที่ถูกพวกเรา "บอยคอต" อยู่ สินค้ายี่ห้อต่างๆ หรือบริษัทผู้ผลิต ซึ่งพวกเราก็รู้ๆอยู่แล้ว ซึ่งหลายๆกระทู้นำมาตั้งในระยะนี้ พวกเราก็คงพอจะทราบกันบ้าง...

. . .ผมเชื่อเหลือเกินว่าพี่น้องเราต้องทำได้ ใช้ระยะเวลาเพียง 10 วันเท่านั้น ที่เราไม่แตะต้องสินค้าหรือเข้าไปห้างร้านที่เป็นศัตรูกับเราอยู่ โดยเราหันมาอุดหนุนสินค้าของพวกเราแทน ไม่ต้องไปสนใจห้างใหญ่โต หันกลับมาอุดหนุนร้านโชห่วยด้วยกัน เพราะราคาไม่ได้ผิดอะไรกันมากนัก ถ้าเป็นราคาค้าปลีก... ยกตัวอย่าง... เนื้อสัตว์หรือผักผลไม้ตามห้าง ราคาสูงกว่าตลาดสดซ๊ะด้วยซ้ำ ถ้าเป็น"คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน"จริงๆ ผมขอวิงวอนให้พี่น้อง"เสื้อแดง"ลองปฏิบัติดูครับ ซัก 10 วันเท่านั้นแหละครับรับรอง 10 วันเท่านั้นสินค้าหรือห้างร้านที่เป็นศัตรูกับพวกเรา ถึงกับทรุดแน่นอน ระบบการเงินขาดสภาพคล่องอย่างเห็นได้ชัด คุณเชื่อไหม? ถ้าเราพร้อมใจกันทั่วประเทศ...เพราะคนเสื้อแดงทั่วประเทศมีหลายสิบล้านคน.." หากเสื้อแดงไม่ช่วยเสื้อแดง แล้วใครจะช่วยเสื้อแดง" จริงไหม?....แดงทำ แดงใช้ แดงขาย แดงเจริญ.."คนเสื้อแดงไม่ทิ้งกัน"

ปล..ช่วยกันกระจายข่าวให้พี่น้องเราทราบโดยทั่วกันน๊ะครับ รับรองเห็นผล...

จตุพร รอดคุก ศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว

ที่มา thaifreenews

โดย คำปัน

จตุพร รอดคุก ศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลอาญาได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับ และเพิกถอนคำสั่งประกันตัว นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำคนเสื้อแดง ในฐานได้นัดสืบพยานจำเลยปากแรก ในคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขึ้นเบิกความต่อศาลในฐานะพยานโจทก์ที่ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

กรณี ที่กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีสั่งทหารฆ่าประชาชน และใส่ร้ายว่าเป็นความผิดของคนเสื้อแดง ซึ่งตามนัดเดิมทนายความจำเลยได้เตรียมนำ นายจตุพร ขึ้นเบิกความ

แต่ ใน ช่วงเช้านายจตุพรไม่ได้เดินทางมาศาล โดยได้มอบให้ทนายความแถลงต่อศาลว่า ขอเลื่อนนัดพิจารณาคดีไปก่อน เพื่อรอฟังคำสั่ง กรณีที่นายจตุพร ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานศาลฎีกา เพื่อขอเปลี่ยนตัวองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ เนื่องจากอ้างว่ามีความใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี

จากนั้นนายจตุพร จึงได้รีบเดินทางมาที่ศาลโดยทั้งนี้ นายจตุพรและทนายความได้ร่างคำร้องชี้แจงกรณีไม่มาศาลตามกำหนดนัดในวันนี้

โดย ศาลได้ใช้เวลาวินิจฉัยเกือบทั้งวัน ต่อมาศาลได้พิเคราะห์แล้ว จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ประกัน แต่หากจำเลยผิดสัญญาประกัน จะต้องถูกปรับเงิน 5 หมื่นบาท