ที่มา ข่าวสด
นัดยื่นหลักฐานสถานทูตญี่ปุ่น เทปบันทึกภาพวันตาย'ฮิโรยูกิ' ชงเลิกฉุกเฉิน-ใช้'พรบ.มั่นคง'
นปช.ถือ ฤกษ์วันรัฐธรรมนูญ นัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงวันนี้ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยรำลึกครบ 8 เดือนเหตุสลายม็อบ 10 เม.ย. แกนนำคาดแนวร่วมแห่แสดงพลังถึง 30,000 คน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย รวมทั้งทวงความยุติธรรมให้ผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และถูกคุมขัง สั่งจับตาพวกแปลกปลอมชูป้ายเขียนข้อ ความไม่บังควร ผบช.น.จัดกำลังตำรวจ 4 กองร้อยปฏิบัติงานร่วมกับทหารคอยคุมเข้มรักษาความสงบ 'ไก่อู' แถลงศอฉ.เตรียมชงเรื่องให้ครม. ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน 14 ธ.ค.นี้ แต่เปลี่ยนไปใช้ 'พ.ร.บ.ความมั่นคง' มอบดาบให้กอ.รมน. แทน ด้านจตุพร พรหมพันธุ์ เตรียมส่งสำนวนของดีเอสไอที่ชี้ว่ามีเจ้าหน้าที่ยิงเข้าไปในวัดปทุมฯ ให้เลขาฯ ยูเอ็น และนำคดียิงนักข่าวญี่ปุ่นไปมอบให้สถานทูต นพดลเผย 'ทักษิณ' จะตัดสินใจอีกครั้งว่าจะไปสหรัฐหรือไม่หลังจากได้วีซ่าแล้ว ส่วนพ่อเหยื่อสไนเปอร์แยกคอกวัวบุกทวงค่าชดเชยจากรัฐ
จากกรณีนาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงระดมคนเสื้อแดงจัดชุมนุมใหญ่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนิน กทม. ช่วงเย็นวันที่ 10 ธันวาคม 2553 เนื่องในวาระครบรอบ 8 เดือนกรณีคนเสื้อแดงเสียชีวิตจากเหตุรัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่เข้าสลายผู้ชุมนุม ทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
นปช.แถลงชุมนุมใหญ่10ธ.ค.
ความ คืบหน้า เมื่อเวลา 13.15 น. วันที่ 9 ธ.ค. ที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาด พร้าว แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เปิดแถลงข่าวถึงการเคลื่อนไหววันที่ 10 ธ.ค. อาทิ นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช. นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ รักษาการโฆษกนปช. และนายประแสง มงคลศิริ รักษาการเลขาธิการนปช.
นายวรวุฒิ เริ่มต้นแถลงว่า ที่ผ่านมากลุ่มนปช. ชุมนุมเชิงสัญลักษณ์มากว่า 2 ปี ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี เราได้แสดงสัญลักษณ์แสดงความไม่พอใจ เพราะนายอภิสิทธิ์มีที่มาจากค่ายทหาร ตรงกันข้ามรัฐบาลชุดนี้กลับไม่นำข้อเรียกร้องของเรานำไปปรับปรุงแก้ไข เพื่อคืนประชาธิปไตยและความยุติธรรมแม้แต่นิดเดียว หนำซ้ำกลับสร้างสถานการณ์ใส่ห่ากระสุน ขังคุกคนเสื้อแดง แกนนำ และยัดเยียดข้อหาให้กับเรา ฉะนั้นในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค.นี้ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เราคงยืนยันชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.00-20.00 น. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำ รวมถึงคนเสื้อแดง
"หมายกำหนดการเวลา 18.00 น. จะมีพิธีปล่อยนกพิราบ จากนั้น 19.00 น. เป็นพิธีจุดเทียนสดุดีวีรชน เวลา 19.30 น. เป็นพิธีปล่อยโคมไฟสีแดง และในเวลา 20.00 น. แยกย้ายกันกลับบ้าน ขอยืนยันว่าการชุมนุมครั้งนี้ เราจะไม่ใช้เครื่องเปล่งเสียงหรือรถเวทีเคลื่อนที่เหมือนกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่จะมากันตัวเปล่า โดยจะใช้การตะโกนและร้องเพลงร่วมกันแทน แต่ถ้ารัฐบาลยังไม่คิดเปลี่ยนแปลงตามข้อเรียกร้อง เราอาจจะอยู่ 3 วัน 5 วัน หรือ 7 วันก็ได้ เราไม่ได้ข่มขู่หรือหาเรื่อง แต่เราจะสร้างสัญลักษณ์จนกว่าประเทศกลับคืนสู่ประชาธิปไตย และคืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ" นายวรวุฒิ กล่าว
มั่นใจ'แดง'พรึ่บ3หมื่นคน
นายวรวุฒิ รักษาการโฆษกนปช. แถลงต่อไปว่า การปรองดองในประเทศจะเกิดขึ้นได้ รัฐบาลต้องปล่อยตัวแกนนำและคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง และในวันที่ 10 ธ.ค.ขอให้คนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องด้วยกัน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจ นครบาล 1 มาพูดคุยกับตนเกี่ยวกับการชุมนุม ซึ่งทางเรายืนยันไปว่า เราชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ส่วนคำขอจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ ไม่ให้ปิดถนน กีดขวางการจราจร ถ้าหากประชาชนมากันเป็นแสน เราช่วยไม่ได้ แต่เบื้องต้นตนรายงานไปยังพล.ต.ต.วิชัย ว่า ประชาชนคนเสื้อแดงจะมาในครั้งนี้มีประมาณ 30,000 คน และขอให้พี่น้องผู้ชุมนุมช่วยกันสอดส่องดูแลว่า มีใครมาแปลกปลอม หรือมาชูป้ายใส่ร้ายป้ายสีหรือไม่ โดยเฉพาะป้ายที่เขียนข้อความไม่แสดงความจงรักภักดี
ด้านนายประแสง กล่าวเสริมว่า บริเวณการจัดงานคาดว่า อาจขยายไปยังฝั่งถนนบริเวณ 4 แยกคอกวัว สะพานผ่านฟ้า ถนนดินสอ โดยมีศูนย์กลางที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนนางธิดา ระบุว่า รูปแบบการชุมนุมในวันที่ 10 ธ.ค. เราจะไม่ใช้เครื่องเปล่งเสียงใดๆ เบื้องต้นจะให้นายวรวุฒิตะโกนนำ และให้กลุ่มผู้ชุมนุมตะโกนตาม ยกตัวอย่างคำว่า ปล่อยเสื้อแดง ปล่อยแกนนำ เอาความยุติธรรมคืนมา
"ขอเรียกร้องให้พี่น้องที่มาชุมนุมทำป้ายเรียก ร้องกันมาเยอะๆ โดยเนื้อหาให้จำกัดขอบเขตเพียงคำว่า ปล่อยเสื้อแดง ปล่อยแกนนำ เอาความยุติธรรมคืนมา เท่านั้น รวมถึงเราจะร้องเพลงร่วมกันก่อนกลับด้วย จึงขอให้มากันมากๆ" นางธิดา กล่าว
'ตู่'เตรียมร้องเลขาฯยูเอ็น
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่นายวรวุฒิแถลงข่าว ปรากฏว่านายจตุพรโทรศัพท์โฟนอินมายังห้องแถลงข่าวเป็นเวลากว่า 5 นาที โดยนายจตุพร ระบุว่า วันนี้อยากบอกกับพี่น้องว่าคดีที่เป็นสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ที่ส่งมาจากตำรวจ ซึ่งได้แถลงไปแล้วถึงฆาตกรที่ลั่นกระสุนใส่พี่น้องที่วัดปทุมวนา ราม ย่านราชประสงค์ เป็นทหาร 5 นายทั้งชั้นประทวนและสัญญาบัตร ไปจนถึงการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่องค์การสวนสัตว์ พลทหารที่ถูกยิงที่อนุสรณ์สถาน และผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น ซึ่งนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ยอมรับว่าเป็นข้อมูลทั้งหมดในสำนวนของดีเอสไอ และกองทัพไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อจำเลยให้การสารภาพก็ต้องดำเนินคดีต่อไป
ค่าชีวิต - ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ขอพื้นที่คืนบริเวณแยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. เข้าพบเจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อติดตามเรื่องเงินช่วยเหลือ เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.
นาย จตุพร กล่าวด้วยว่า ได้หารือกับทีมกฎหมายเอาไว้แล้วว่าหากตนไม่มีโอกาสอยู่ข้างนอก จะมีตัวแทนนำสำนวนไปยื่นให้กับเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในประเทศสหรัฐอเมริกา และนำคดีของผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นไปยื่นให้สถานทูตญี่ปุ่น พร้อมกับยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ต่อไป
'แดง'บุกยื่นหนังสือ'มาร์ค'
ก่อน หน้านี้ เมื่อเวลา 11.15 น. ที่หน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นายพฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ ผู้ประสานงานแนวร่วมพลเมืองไท นำคนเสื้อแดงประมาณ 30 คนมายื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอให้สร้างแนวทางให้เกิดความสงบสุขแก่ประเทศไทย โดยยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย
นอก จากนั้น กลุ่มของนายพฤกษ์ยังเรียกร้องให้ นายกฯ ประกาศกำหนดการยุบสภาอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมาดำรงตำแหน่งได้ไม่สง่างาม และควรปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมแค่มาตรฐานเดียว อย่าเห็นว่าคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยเป็นพลเมืองชั้นสอง หยุดไล่ล่า ใส่ร้ายป้ายสีกับคนเสื้อแดง ความสงบสุขของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ ถ้าทำได้พวกเราพร้อมที่จะหยุดเคลื่อนไหวทันที และพร้อมต้อนรับนายกฯ สู่จังหวัดเชียงใหม่และทุกเขตที่เรามีแนวร่วม และเราจะเดินเป็นเพื่อน คอยปกป้องโดยที่นายกฯ ไม่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่รปภ.ครั้งละพันคน
ตร.-ทหารจัดกำลังคุมเข้ม
วัน เดียวกัน พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ให้สัม ภาษณ์กรณีกลุ่มนปช. นัดชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยวันที่ 10 ธ.ค. ว่า ตำรวจนครบาลเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้ว โดยใช้กำลัง 4 กองร้อย พล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รองผบช.น. เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติ และผบก.ในแต่ละพื้นที่เป็นผบ.เหตุการณ์ ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าจะตั้งอยู่ด้านหลังร้านอาหารศรแดง ขณะนี้มอบหมายให้พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ไปเจรจากับแกนนำนปช. สำหรับเวลาการชุมนุมเบื้องต้นคาดว่าจะเลิกประมาณ 23.00 น. ซึ่งเจ้าหน้าจะเข้าประจำพื้นที่ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป
ที่วัดเบญจม บพิตรฯ พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ว่า ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสั่งให้ติดตามความเคลื่อนไหวเหมือนกับการชุมนุมทุก ครั้งที่ผ่านมา คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 ได้รับมอบให้ติดตามสถานการณ์ร่วมกับตำรวจ
เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่ จะยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หรือไม่ พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 ได้รายงานวิเคราะห์รายละเอียดการเคลื่อนไหวต่างๆ รวมถึงความเหมาะสมที่จะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินไปแล้ว ซึ่งมีความเป็นไปได้ แล้วแต่ผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลจะเห็นเหมาะสม แต่การคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเอาไว้ต้องยอมรับว่าทำให้ทหารและฝ่ายรัฐบาลที่ทำงาน ด้านความมั่นคงทำงานสะดวกมากยิ่งขึ้น
"การยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินต้อง เป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาชั้นสูงจะพิจารณา ว่าทำให้สถาน การณ์ดีขึ้นอย่างไรก็สามารถทำได้ เพราะเรามีกฎหมายอื่นด้านความมั่นคงรองรับอยู่แล้ว" พล.ท.อุดมเดช กล่าว
'ศอฉ.'เสนอเลิกพรก.ฉุกเฉิน
เวลา 13.00 น. ที่บก.ทบ. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นประธานประชุมศอฉ. โดยมีพล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
จากนั้นเวลา 15.00 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. แถลงว่า วันนี้ที่ประชุมหารือ 2 เรื่องสำคัญ คือ เรื่องที่กลุ่มการเมืองนำความไปชี้แจงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมว่า มีทหารเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุมช่วงเดือนเม.ย. 2553 และเรื่องที่ 2 มติศอฉ.ที่จะนำเสนอรัฐบาลถึงแนวโน้มของสถานการณ์และแนวคิดยกเลิกพ.ร.ก.ฉุก เฉิน ซึ่งจากการติดตามของศอฉ.เห็นว่าสถานการณ์โดยรวมมีทิศทางคลี่คลายในทางที่ดี ขึ้นเรื่อยๆ ศอฉ.จึงมีมติจะนำเสนอรัฐบาลในสัปดาห์หน้าว่าควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้ง 4 จังหวัด คือ กทม. ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ ส่วนจะเลิกหรือไม่เลิกเมื่อไหร่นั้น เป็นดุลพินิจของนายกฯ โดยจะให้เลขาธิการสมช. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 14 ธ.ค.
ใช้'พรบ.ความมั่นคง'แทน
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า หากยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน เราจะบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในหมวดที่ 1 ซึ่งเป็นกฎหมายภาคปกติ เพียงแต่จะตั้งคณะกรรมการทำงานเพื่อติดตามสถานการณ์ หากเกิดเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มมีความรุนแรง เจ้าหน้าที่จะได้บูรณาการร่วมกันทำงานได้สะดวกขึ้น โดยเราจะใช้แผนรักษาความสงบเรียบร้อยของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ตามมาตรา 7 วงเล็บ 2 มารองรับดูแลความสงบเรียบร้อย โดยยึดโครงสร้างการทำงานของกอ.รมน. ทหารจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ส่วนตำรวจจะเป็นผู้ปฏิบัติหลัก แต่หากสถานการณ์แนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นก็นำพ.ร.บ.ความมั่นคงในหมวดที่ 2 มาบังคับใช้ นำเรื่องเสนอเข้าครม. เพื่อประกาศพื้นที่ที่เห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรงกำหนดเป็นพื้นที่ พ.ร.บ.มั่นคง โดยกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือเทศกิจจำนวนหนึ่งจะถูกบรรจุเป็นเจ้าพนักงาน รวมถึงการตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า มาตรการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงปีใหม่ ตำรวจได้รายงานเรื่องการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นถึงความพร้อมในการดูแล และติดต่อประสานงานหากมีการขอกำลังสนับสนุน ทางหน่วยงานยินดีสนับสนุน ส่วนทหารขั้นต้นจะเตรียมกำลังไว้ส่วนหนึ่งหากมีการร้องขอจากตำรวจ ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงวันที่ 10 ธ.ค.ไม่มีอะไรน่าวิตก ที่ผ่านมาพล.ต.ต.กรีรินทร์ อินทร์แก้ว รองผบช.น. และกองบังคับการตำรวจ นครบาล 6 (บก.น.6) พูดคุยกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมถึงขอบเขตการชุมนุมแล้วว่า ห้ามใช้เครื่องกระจายเสียงขนาดใหญ่ ห้ามกีดขวางการจราจรและห้ามค้างคืน ตลอดจนแกนนำต้องรับผิดชอบหากการชุมนุมพาดพิงถึงสถาบัน
ทั้งนี้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หมวดที่ 1 มาตรา 7 ระบุว่า ให้กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรและรายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการต่อไป และกอ.รมน.ยังมีอำนาจหน้าที่เสนอแผนและแนวทางปฏิบัติงานต่อครม. ด้วย
'ธาริต'โต้ตู่แฉสำนวนดีเอสไอ
ด้าน นายธาริต อธิบดีดีเอสไอ แถลงว่า เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยนำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง นำเอกสารบางอย่างมาแถลง บอกว่าเป็นสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอ จากการตรวจสอบจากข่าวยืนยันว่าข้อเท็จจริงต่างๆ ที่นายจตุพรนำมาแสดงไม่ตรงตามข้อเท็จจริงที่ดีเอสไอดำเนินการตามสำนวนการสอบ สวน นอกจากนี้ การที่ส่งสำนวนชันสูตรพลิกศพบางสำนวนคืนไปยังตำรวจ นครบาลก็เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ สาระสำคัญหลักคือแต่เดิมตำรวจนครบาลในท้องที่เกิดเหตุเป็นผู้มีอำนาจทำสำนวน ชันสูตรพลิกศพ แล้วส่งมอบให้ดีเอสไอในฐานะผู้รับผิดชอบคดีอาญา ทางดีเอสไอได้ตั้งคณะทำงานดูแลเรื่องนี้ และพบว่าสำนวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ถึงความชัดเจนของการตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยการส่งสำนวนคืนไปยังตำรวจนครบาล เพื่อให้ตำรวจท้องที่ไปดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้สำนวนสมบูรณ์เรียบร้อย และส่งคืนกลับมาทางดีเอสไอเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป
นายธาริต กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นขั้นตอนปกติในกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้มีขั้นตอนอะไรเป็นพิเศษ และการที่สองหน่วยงานทำงานควบคู่กันเป็นเรื่องดี เพราะจะตรวจสอบซึ่งกันและกัน ที่สำคัญตนไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือพูดที่ใดว่าทหารเกี่ยวข้องกับการทำร้าย ประชาชน หรือพูดในทำนองว่าดีเอสไอดำเนินการโดยไม่สนใจว่าทหารโกรธเคือง ซึ่งทุกอย่างไม่มี ดังนั้น การที่มีข่าวในลักษณะนี้จะทำให้เกิดความเข้าใจที่สับสน ดังนั้นต้องเห็นใจผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่าย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่ช่วยทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบเรียบร้อย ยืนยันว่าขั้นตอนทุกอย่างที่ดำเนินการอยู่นี้เป็นขั้นตอนตามกฎหมายทุกประการ ขณะนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดหรือชี้ขาดใดๆ ว่าที่บ่งชี้ว่าทหารทำร้ายประชาชน ส่วนจะฟ้องนายจตุพรกลับหรือไม่นั้น ตนไม่อยากตอบ เพราะเกรงจะเป็นการพูดท้าทายกันไปมา
'แม้ว'ยังรอวีซ่าเข้าสหรัฐ
นาย นพดล ปัมทะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ของพ.ต.ท. ทักษิณ ตามคำเชิญคณะกรรมาธิการความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) ว่า ล่าสุดทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์และรอคำตอบรับขอวีซ่าเข้าสหรัฐ หากได้รับวีซ่าแล้วต้องประเมินอีกครั้งก่อนตัดสินใจว่าจะไปหรือไม่ ส่วนที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แสดงความมั่นใจว่าพ.ต.ท. ทักษิณจะไม่ได้วีซ่านั้น ถามว่านายกษิตไปได้ข้อมูลอะไรมา หรือดำเนินการอะไรที่ทำให้สหรัฐไม่ให้วีซ่าแก่พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ หรือรัฐบาลกลัวจะถูกเผยข้อเท็จจริง
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกษิตระบุว่า ตัวพ.ต.ท. ทักษิณยังมีปมปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย อาทิ เหตุการณ์ตากใบและมัสยิดกรือเซะค้างอยู่ แล้วจะไปให้ข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนกับซีเอสซีอีได้อย่างไร นายนพดล ตอบว่า ทำไมนายกษิตไม่ใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อเท็จจริงต่อซีเอสซีอีพร้อมกับพ.ต.ท. ทักษิณเลย เพราะซีเอสซีอีจะสืบสวนสอบสวนเรื่องภาคใต้อยู่แล้ว กรณีนี้จึงถือเป็นโอกาสทองของนายกษิตที่จะไปชี้แจงว่ากรณีดังกล่าวมา จากนโยบายของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือเป็นเพราะความผิดพลาดบกพร่องของคนปฏิบัติ ดังนั้นนายกษิตควรเอาความจริงมาเปิดเผย อย่ากล่าวหากันไปมา
เมื่อถาม ว่าเหตุใดการขอวีซ่าของ พ.ต.ท. ทักษิณถึงใช้เวลานาน นายนพดล กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในและดุลพินิจของสหรัฐ ซึ่งไม่สามารถไปกำหนดได้ บางคนต้องใช้เวลารออนุมัติถึง 2 เดือน ส่วนความชัดเจนว่าพ.ต.ท. ทักษิณจะเดินทางไปสหรัฐร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ คงฟันธงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวันที่ 16 ธ.ค. นี้
แดงปั่นจักรยานตามรอย'เจ้าตาก'
สำหรับ ความเคลื่อนไหวทำกิจกรรมการ เมืองของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงและแนวร่วมต่างๆ นายนที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์อิสรชนและแกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง เปิดเผยว่า วันนี้เชิญสมาชิกเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ มาประชุมหารือกันเพื่อวางแผนจัดกิจกรรมปั่นจักรยานตามเส้นทางสีแดง ระยะทาง 500 ก.ม. จากวงเวียนใหญ่ถึงอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสินมหาราช จ.จันทบุรี ผลการหารือสรุปว่าจะจัดกิจกรรมดังกล่าวระหว่างวันที่ 7-14 ม.ค. 2554 ใช้ชื่อว่า "สองขาประชาธิปไตย ตามรอยเดินทัพสมเด็จพระเจ้าตากสินมาราช" วัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจมวลชนเสื้อแดงภาคตะวันออก โดยจะผ่าน จ.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สิ้นสุดที่จ.จันทบุรี รวมระยะทางราว 500 ก.ม. เท่ากับจำนวนทหารที่ฝ่าวงล้อมออกมาจากกรุงศรีอยุธยาพร้อมพระยาตาก อย่างไรก็ตาม จะแถลงรายละเอียดอีกครั้งวันเสาร์ 25 ธ.ค.นี้ เวลา 13.00 น. ที่ชั้น 6 ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว
นายนที กล่าวอีกว่า วันพรุ่งนี้ 10 ธ.ค. เวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ กลุ่มของตนจะจัดกิจกรรมการเมืองเล็กๆ ช่วงเช้าภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จากนั้นเวลา 12.00 น. นั่งกินข้าวแดงร่วมกับสมาชิกกลุ่มคนรักอุดรฯ บริเวณท้องสนามหลวง ช่วงเย็น ไปร่วมงานกับมวลชนเสื้อแดงที่อนุสาวรีย์ประ ชาธิปไตย
ทวงค่าชดเชยเหยื่อสไนเปอร์
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม มีกลุ่มญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุม 10 เม.ย. 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว กว่า 10 คน นำโดยนายสำราญ วางาม อายุ 45 ปี บิดานายสวาท วางาม อายุ 28 ปี ซึ่งเสียชีวิตจากกระสุนปืนสไนเปอร์เป็นคนแรกบริเวณดังกล่าว เดินทางมาติดตามความคืบหน้าผลประชุมหารือของคณะกรรมการพิจารณาจ่ายเงินค่า ตอบแทนและค่าชดเชยให้กับผู้เสียหายในคดีอาญา หลังจากยื่นเรื่องมานานกว่า 7 เดือน แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ
นายสำราญ กล่าวว่า ตนและญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เม.ย. มาฟังผลการประชุมของคณะกรรมการหลังจากยื่นเรื่องไว้นานกว่า 7 เดือน ในส่วนของเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ตนและลูกชายอีก 2 คนไปร่วมชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัวตั้งแต่เช้า เมื่อไปถึงมีทหารจำนวนมากพร้อมอาวุธหนักเข้าตรึงกำลังโดยรอบ ตกบ่ายทหารเริ่มโยนแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ใส่ผู้ชุมนุม และมีเสียงปืนดังขึ้นตลอดเวลา ตนเห็นลูกชายล้มลงกับพื้นเลือดไหลออกมาบริเวณศีรษะ จึงรีบหาทางนำส่งร.พ.แต่ไม่ทัน ลูกชายเสียชีวิตแล้ว ทราบภายหลังว่าถูกสไนเปอร์ยิงเข้าศีรษะ ล่าสุด เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะติดต่อเรียกตัวให้มารับเงินช่วยเหลือภายในเดือนธ.ค.นี้ เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณา
แดงยื่นหลักฐานสถานทูตญี่ปุ่น
เวลา 18.00 น. ที่ลานอเนกประสงค์ ข้างสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสะพานตากสิน กทม. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ร่วมปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. และกล่าวตอนหนึ่งว่า จากกรณีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการบันทึกภาพของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ตนได้เห็นภาพจากกล้องที่ช่างภาพชาวญี่ปุ่นคนนี้บันทึกไว้ มีความยาวประมาณ 3 นาที โดยเป็นภาพที่ถ่ายและเห็นกลุ่มทหารในช่วงสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา จึงตั้งข้อสังเกตว่าช่างภาพชาวญี่ปุ่นคงจะยืนอยู่ฝั่งประชาชน ทำให้เห็นภาพออกมาเป็นเช่นนี้หรือไม่ ซึ่งตนจะนำข้อมูลและหลักฐานที่ได้พบเห็นจากภาพดังกล่าวไปส่งมอบให้กับสถาน ทูตญี่ปุ่นต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายจตุพรปรา ศรัยอยู่นั้น ตัวแทนกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ประชา ธิปไตยของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้เดินแจกใบปลิวกำหนดการจัดกิจกรรมของทางกลุ่ม ระบุว่าวันที่ 13 ธ.ค. 53 เวลา 09.00 น. จะเดินทางไปสถานทูตญี่ปุ่นเพื่อนำข้อมูลและหลักฐานที่ทางกลุ่มมีอยู่ไปมอบ ให้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ เป็นช่างภาพโทรทัศน์สำนักข่าวรอยเตอร์ และเสียชีวิตขณะบันทึกภาพทำข่าวทหารปะทะกับคนเสื้อแดงบริเวณถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 และถูกกระสุนปืนยิงทะลุเข้าหน้าอกเสียชีวิตในวันดังกล่าว
'มาร์ค'ย้ำพร้อมเลิกพรก.ฉุกเฉิน
ช่วง ค่ำวันเดียวกัน ที่สาธารณรัฐประชาธิป ไตยประชาชนลาว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีกลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุมในวันที่ 10 ธ.ค. ว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ชุมนุมจะประสานกัน ตนเชื่อว่าการชุมนุมจะผ่านไปด้วยความเรียบร้อย อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาบรรยากาศทางการเมือง เพราะศอฉ.ยืนยันแล้วว่าจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนปีใหม่ โดยอาจจะเสนอครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า ดังนั้นถ้าต้องการเห็นการยุบสภาก็ไม่ควรเคลื่อนไหวจนเกิดปัญหา และหันกลับมาร่วมมือกันเพื่อให้ยุบสภาโดยเร็ว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, December 10, 2010
'แดง'ชุมนุม-วันรธน. คาด3หมื่น!
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 10/12/53
ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
จะปกปิด อย่างไร ก็ไม่พ้น
ในเมื่อคน ถูกฆ่าจริง ตามสิ่งเห็น
ยุติธรรม หาลำบาก สุดยากเย็น
แถมเบี่ยงเบน กลลวง จากบ่วงมาร....
คนตายจริง มากมาย ตั้งหลายศพ
ทำเลี่ยงหลบ ยืดยาด อย่างอาจหาญ
ทั้งซ่อนเงื่อน เลื่อนลอย ต้องคอยนาน
สุดร้าวราน คนเจ็บตาย เงียบหายเลย....
หวังเปิดโปง ฆาตกร กระฉ่อนโลก
หยาดน้ำตา พาวิปโยค โอ้อกเอ๋ย
คนใกล้ตัว ชั่วทราม หยามเหมือนเคย
หากนิ่งเฉย คงเงียบ เหยียบติดดิน....
เสียงกู่ก้อง ร้องหา ประชาราษฎร์
ด้วยอำนาจ สัปดน คนเห็นสิ้น
ความเคลือบแคลง แฝงเร้น เป็นอาจิณ
ต่างได้ยิน ทั่วโลก วิปโยคใจ....
เมื่อส่งเสียง ในบ้านนี้ ไม่มีค่า
จึงข้ามฟ้า ตะโกนก้อง ป่าวร้องไว้
เพียงบอกว่า ใครกันหนา ฆ่าคนไทย
กลัวหรือไร กับความจริง สิ่งตนทำ....
blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันศุกร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2553
เมื่อธาริตยืนยัน
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
หมู่นี้เขียนถึงอธิบดีดีเอสไอ ธาริต เพ็งดิษฐ์ บ่อยหน่อย เขียนมาหลายวันแล้ว
และวันนี้หนีไม่พ้นต้องเขียนถึงอีกสักวัน
เพราะอธิบดีธาริตออกมาให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า
ข้อมูลที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ คู่รักคู่แค้นคนสำคัญ เอามาเปิดเผย
เกี่ยวกับผลสอบสวนคดีพ.ค.เลือดนั้น
เป็นข้อมูลที่อยู่ในสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษจริง
เท่ากับยอมรับว่า ที่นายจตุพรเอามาแฉนั้น ดีเอสไอได้สอบสวนเอาไว้ตามนั้น!
อย่างน้อยเรื่องนี้นายธาริตพูดอย่างยอมรับความจริง
ความจริงที่ว่า
พนักงานสอบสวนของดีเอสไอ ได้เข้าดำเนินการหาพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง
เพื่อหาความจริงในความตายของผู้คน 91 ศพ ไปอย่างมากมายพอสมควร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 6 ศพที่วัดปทุมฯ
ก่อนหน้านี้เราได้เห็นทีมดีเอสไอบุกขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯ
เพื่อตรวจสอบหาพยานหลัก ฐาน
พบปลอกกระสุน รวมทั้งพยานวัตถุอีกจำนวนไม่น้อย
ซึ่งสามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ยืนถือปืนอยู่บนนั้นได้
ไม่เท่านั้น ยังตรวจพิสูจน์วิถีกระสุน แนวยิง
จนชี้ได้ว่า มีแต่การยิงจากข้างบนลงไปข้างล่าง ไม่มีร่องรอยว่าข้างล่างยิงต่อสู้ขึ้นมาเลย
การสอบสวนของดีเอสไอยังรุกคืบไปถึงขั้นหาหน่วยที่เข้ามาปฏิบัติการในจุดนั้นในวันนั้น
พบว่ามาจาก 2 หน่วย รวมทั้งชุดปฏิบัติการที่ยืนส่องปืนเข้าไปในวัด!!
รู้ชื่อชั้นยศและได้สอบปากคำแล้วด้วย รู้ถึงกระสุนหัวเขียว ที่ตรงกับในศพ
เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 นายที่ปฏิบัติการอยู่บนรางรถไฟ ฟ้าหน้าวัดปทุม ยืนยันว่า
ปฏิบัติไปตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
ทุกคนล้วนได้รับคำสั่งตามขั้นตอน และปฏิบัติหน้าที่ไปตามนโยบายจากรัฐบาลและศอฉ.
แต่แน่นอนว่า มีความผิดพลาด มีคนตายจำนวนมากมาย
คำสั่งที่ได้รับมาให้ไปต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายในม็อบ
ถึงบัดนี้แทบไม่มีพยานหลักฐานบ่งชี้เลยว่า มีผู้ก่อการร้าย
แต่เจ้าหน้าที่ทุกคน สามารถยืนยันได้ว่าปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง
สุดท้ายคนสั่งการสูงสุดคือใคร!?
คือนักการเมือง
คนนี้แหละที่ต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง!
โลกประณาม
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
คดีสลายม็อบแดง 91 ศพคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วที่จะนำขึ้นสู่เวทีโลก
ล่า สุดคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนชั้นนำของสหรัฐ ได้เชิญพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไปพูดถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย
โดยเฉพาะการสลายม็อบแดงในเดือนเม.ย.และพ.ค.
ก่อนหน้านี้ก็มีการเคลื่อนไหวจากองค์กรนานาชาติหลายแห่ง
องค์กรนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องให้รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดเผยผลการสอบสวนให้โปร่งใส
ยูเอ็นก็พยายามส่งเจ้าหน้าที่มาร่วมตรวจสอบ
ยังมี นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความดัง ทำราย งานเสนอศาลอาญาโลกให้สอบสวนเอาผิดนายอภิสิทธิ์ในข้อหาอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ฉะนั้นการเข้าไปให้ข้อมูลต่อซีเอสซีอีของพ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นการตอกย้ำการละเมิดสิทธิเสรีภาพในไทย
จึงเป็นธรรมดาที่รัฐบาลต้องต่อต้าน ทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้พ.ต.ท.ทักษิณไปปรากฏตัวที่กรุงวอชิงตันในวันที่ 16 ธ.ค.
งัดออกมาหมดสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน ข้อตกลงการเจรจาลับ
หวังให้สหรัฐล็อกตัวส่งกลับไทย รับโทษคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ
แต่ยิ่งนายอภิสิทธิ์กระเสือกกระสนต่อต้านเท่าไหร่ก็ยิ่งถูกชาวโลกจับจ้องมากขึ้น
การที่พ.ต.ท.ทักษิณหนีคดีทุจริตจากเมืองไทยก็เป็นเรื่องหนึ่ง
การไปเปิดเผยข้อมูลการปราบประชาชนมีคนล้มตายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
จะเอามารวมกันไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ต้องไม่ลืมว่าทุกวันนี้กระบวนการสอบสวนคดี 91 ศพของไทยไร้หวังแล้ว
ล่วงเลยมา 7 เดือน 91 ศพก็ยังตายฟรี
มีผู้บริสุทธิ์ยังถูกขังฟรีอีกนับร้อย
อย่าว่าแต่คนไทยเลย นักข่าวต่างชาติที่เสียชีวิต รัฐบาลก็ยังตอบญาติพี่น้องคนเหล่านั้นไม่ได้
พี่สาวของนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่ถูกยิงตาย แถลงตบหน้ารัฐบาลไทยฉาดใหญ่
ระบุว่ายัดเยียดเงินหวังปิดปาก ไม่เคยตระหนักถึงความร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ
เช่นเดียวกับคดีนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ ที่ถูกฆ่า
รัฐบาลญี่ปุ่นจี้คดีหลายหน แต่ทางการไทยก็ไม่ได้ให้คำตอบอะไร
นายอภิสิทธิ์อาจเอาตัวรอดไปวันๆได้ในเมืองไทย
โยนคดีกันไปมา เยื้อเวลา รักษาอำนาจ
แต่เมื่อไหร่ที่คดี 91 ศพขึ้นสู่เวทีโลก มันคนละเรื่อง กันแน่
นานาชาติให้ความสำคัญต่อการละเมิดสิทธิ์
พอถึงวันนั้น มันอาจสายเกินไปแล้วสำหรับนายอภิสิทธิ์
วิจัยIQเด็กไทย ต่ำสุดเอเชีย แนะกระตุ้นคิด
ที่มา ไทยรัฐ
“สำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา เด็กไทยปี 2554”
ซึ่งกรมสุขภาพจิตร่วมกับกรมพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ดำเนินการสำรวจระดับสติปัญญาเด็กไทยจำนวนประมาณ 100,000 คนทั่วประเทศ ว่า
ข้อมูลจากหนังสือของ Lynn ปี 2006 ได้ทำการสำรวจ IQ ของเด็กทั่วโลก พบว่า
IQ ของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 91 จัดอยู่ในระดับที่ 53 จาก 192 ประเทศทั่วโลก
ซึ่งต่ำกว่าระดับ IQ ของเด็กในประเทศอื่นๆในเอเชีย เช่น
เด็กในประเทศจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม รวมทั้งมาเลเซีย
นอกจากนี้ยังพบว่า ตั้งแต่ปี 2002-2006 อันดับ IQ ของเด็กไทยแทบจะไม่มีพัฒนาการที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ระดับ IQ ของเด็กเพิ่มจาก 103 ในปี ค.ศ.2002 เป็น 108 ในปี ค.ศ. 2006
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อนำระดับ IQ แสดงผลเป็นกราฟรูประฆังคว่ำ
พบว่า IQ ที่ระดับ 91 ของเด็กไทย มีแนวโน้มที่จะเอียงไปทางซ้ายของกราฟ
ซึ่งเป็นด้านที่ตรงข้ามกับระดับการแปรผลที่ฉลาดกว่า
รายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย " ไทยคือรัฐทหาร "
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
รายงานประจำปี 2010 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
Asian Human Rights Commission (AHRC)
“ประเทศไทยรื้อฟื้น รัฐทหาร”
เนื่องจาก วันที่ 10 ธันวาคม คือ วันสิทธิมนุษยชนสากล
รายงานที่ออกมาจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเอเชีย
ที่มีสำนักงานใหญ่ที่ฮ่องกง เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ในส่วนของประเทศไทยรายงานจะประกอบไปด้วย 20 หน้า
เราจะไม่แปลทั้งหมดเพราะไม่มีเวลาแต่สรุปสาระสำคัญๆ ออกมา
รายงานนี้เริ่มด้วยการเสนอว่า
ในไทยมีการรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ซึ่งเน้นความมั่นคงภายใน หลังรัฐประหาร 19 กันยาเรื่อยมา
มีการเพิ่มอำนาจให้กับพวกที่ต่อต้านสิทธิมนุษยชนในหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ
และแม้แต่ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย AHRC มีการเรียกร้องให้
สหประชาชาติยกเลิกความสัมพันธ์กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ของไทย พร้อมกันนั้น
AHRC วิจารณ์การเพิกเฉยของกรรมการสิทธิฯ ขององค์กรสหประชาชาติเอง
โดยสาเหตุมาจากการที่ประธานคณะกรรมการนี้เป็นคนของรัฐบาลไทย
AHRC อธิบายว่า
ในรัฐทหาร มีการจงใจผูกพันสถาบันกษัตริย์ กับนิยามของ “ความมั่นคงภายใน”
ทั้งๆ ที่บทบาทสถาบันกษัตริย์เป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรงภายในสังคมไทยปัจจุบัน
รายงานของ AHRC กล่าวถึง ดา ตอร์ปิโด ที่ถูกจำคุก 18 ปีในข้อหาหมิ่นกษัตริย์
จิรนุช เปรมชัยพร ผู้บริหารประชาไท ที่โดนข้อกล่าวหามากมาย
สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) ที่โดนกลั่นแกล้งจากการที่เขาเป็นนักเคลื่อนไหวสันติ และ
กรณีการอุ้มฆ่าทนาย สมชาย และ อิหม่ามในภาคใต้ ฯลฯ
ในกรณีภาคใต้ผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวลอยู่
ในกรณี ผ่านฟ้า และ ราชประสงค์ปีนี้ AHRC ฟันธงว่า
รัฐบาลไทยจงใจเลือกสังหารพลเมืองเสื้อแดงที่ออกมาประท้วง
โดยที่รัฐบาลใช้อาวุธสงครามรุนแรงและสไนเปอร์
เมื่อพิจารณาการประท้วงของคนเสื้อแดงครั้งนี้ มันอาจจะเป็นภัยต่อการคงอยู่ของรัฐบาล
แต่ไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้นที่บ่งบอกว่าเป็นภัยต่อประเทศชาติ
ดังนั้นการเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์ไม่มีความชอบธรรมตามหลักการสิทธิ มนุษยชนสากล
และแม้แต่ในกรอบของ พรก.ฉุกเฉินเองก็ไม่มีความชอบธรรม
รายงานนี้มีการพูดถึง การทรมานคนเสื้อแดงโดยทหาร เช่น
การเอาน้ำมันราดและข่มขู่ว่าจะเผาทั้งเป็น
การที่ ศอฉ. ใช้อำนาจเผด็จการในการเรียกนักเคลื่อนไหวเข้าพบ รวมถึงนักศึกษา
โดยที่ไม่ให้ทนายเข้าไปด้วย และ
การที่ พรก.ฉุกเฉินฟอกตัวเจ้าหน้าที่รัฐล่วงหน้า
เพราะระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรก็ได้ภายใต้ พรก.นี้ โดยที่ไม่มีความผิด
การเผยแพร่แผนผัง “แนวร่วมล้มเจ้า” ของ ศอฉ.
และรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นการกล่าวหาและข่มขู่
พลเมืองโดยไม่มีหลักฐานอะไรทั้งสิ้น
ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงโดยรัฐบาลไทย
AHRC เปิดโปงระบบสองมาตรฐานในระบบยุติธรรม เช่น
เรื่องของการจับกุมแม่ค้าเสื้อแดงที่ขายรองเท้าแตะ
ทั้งๆที่ในสมัยพันธมิตรฯเคลื่อนไหวก็มีการขายรองเท้าแตะที่มีใบหน้าของอดีต นายกรัฐมนตรีทักษิณ
โดยที่ไม่มีข้อกล่าวหาและการจับกุมแต่อย่างใด
ในกรณีรองเท้าแตะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย
ได้ทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนกลายเป็น “เรื่องไร้สาระ”
โดยการพูดว่าการนำภาพนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปไว้บนรองเท้าเป็นการละเมิด สิทธิของนายอภิสิทธิ์
ผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย คือ
ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยา
และจนถึงทุกวันนี้ไม่มีใครถูกลงโทษ
เพราะระบบศาลล้มเหลวในการปกป้องสิทธิ มนุษยชน
ไม่ว่าจะเป็นกรณีความขัดแย้งในภาคใต้
หรือ สงครามปราบยาเสพติด
หรือความขัดแย้งปัจจุบันระหว่างคนเสื้อแดง กับรัฐบาลอภิสิทธิ์
ท่ามกลางการปกป้อง “รัฐทหาร” นอกจากจะมีการจัดการกับผู้ที่เป็น ปรปักษ์ ต่อรัฐทหารนี้แล้ว
ยังมีการข่มขู่คนที่ไม่เลือกข้างจนพื้นที่เสรีภาพในสังคมหายไป
และมีการเซนเซอร์สื่ออย่างรุนแรง การรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ในประเทศไทยครั้งนี้
มีลักษณะคล้ายคลึงกับรัฐเผด็จการเก่าในยุคเผด็จการทหาร
แต่มีการพัฒนาความสามารถของรัฐในการโฆษณาชวนเชื่อ
และการใช้เทคโนโลจีเพื่อปราบปรามฝ่ายตรงข้าม
ทุกวันนี้ ในการรื้อฟื้น “รัฐทหาร” ที่เน้นความมั่นคงภายใน
ผู้ที่ประท้วงอย่างสันติ หรือแสดงออกด้วยวาจากับข้อเขียน เสี่ยงกับการติดคุกหลายสิบปี
แต่การอุ้มฆ่าทนายสิทธิมนุษยชน การประทุษร้าย การทรมาน
และจงใจฆ่า ผู้ประท้วงเสื้อแดง
ที่มีแต่หนังสติ๊ก ดอกไม้ไฟ ไม้ไผ่ และ ปลาร้า
ได้รับคำชมและทหารผู้กระทำความผิดได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นรางวัล นี่คือประเทศไทย
อ่านฉบับเต็มภาษาอังกฤษที่
http://www.humanrights.asia/resources/hrreport/2010/AHRC-SPR-011-2010.pdf
แปลโดย Giles Ji Ungpakorn
http://www.go6tv.com/2010/12/blog-post_10.html
ขออนุญาติเอาบทความคุณอ่างขางมาลงคะ
ที่มา thaifreenews
โดย ป้าพลอย
อ่างขาง Online
ไม่นานเกินรอ “อสูรธิราช”สิ้นแน่
เกิดเป็นคนไทยในพ.ศ.นี้มันอาภัพหนักหนา
มัน น้อยเนื้อต่ำใจ มันเครียด มันแน่นในอก มันเหมือนมีอะไรมานั่งทับอยู่บนศีรษะ พูดไม่ออก บอกไม่ได้ แม้ระบายออกมาเป็นตัวอักษรยังไม่พ้นที่จะต้องโดนอาญา ก้มหน้ารับผลกรรมที่ประชาชนไม่ได้ก่อ คนที่ก่อกลับได้ดี
มันคล้ายย้อน หลังไปอยู่เมื่อ100-200ปีที่ผ่านมา ที่บ้านเมืองนี้ยังคงมีทาสอยู่ ทาสแม้ไม่ได้ทำก็ต้องผิด แม้ไม่ได้คิดก็โดนลงโทษ “ตัวกูคือความยุติธรรม”
ทาสเป็นได้แค่ที่ดับอารมณ์ความใคร่ของผู้ปกครอง เป็นผู้สนองตอบเมื่อผู้เป็นนายพึงประสงค์
ครั้งหนึ่งที่เราเติบโตขึ้นมา เราเคยคิดว่าจริงแต่ปัจจุบันมันก็ไม่จริง
ครั้งหนึ่งเราคิดว่าใช่ แต่ ปัจจุบันมันก็ไม่ใช่
ครั้งหนึ่งที่เราเคยกราบไหว้บูชา มันก็แปรเปลี่ยนไปเป็นกราบไม่ลงซะแล้ว
ครั้ง หนึ่งที่เราคิดว่าเป็นเทพเจ้า แต่ มันก็กลายร่างเป็น อสูรแทนจากอสูรเมื่อยิ่งมากบารมี รังสีอำมหิตก็เปล่งรัศมีแผ่ออกมาจนกลายเป็น “อสูรธิราช”
สดสดร้อนๆ ยิ่งกว่า มหากาพย์ฉ้อฉล
ศาลรัฐธรรมนูญ ยกคำร้องจากอัยการ ที่ยื่นฟ้องกรณีพรรคประชาธิปัตย์รับเงิน 258 ล้านบาท จาก
ทีพีไอ โดยมิได้แจ้งบัญชียื่น พร้อมยอกย้อนซ่อนปมเงื่อนงำของเส้นทางการเดินเงินอย่างมืออาชีพ
“อสูรธิราช” ประสงค์จะปล่อยซะอย่างเมื่อมันคิดว่าอำนาจ อยู่ที่มัน ไม่ต้องอายใครไม่ต้องใช้เหตุผลมากมายมากล่าวอ้าง
เหตุผล แบบง่ายๆ เอามาประกาศแก้ตัว “ข้ามขั้นตอน จาก กกต.” คณะกรรมการกกต.ไม่ใช่นายทะเบียนพรรคการเมือง มันสวมหมวกคนละใบ แม้จะเป็นคนเดียวกันก็ตามที
และเมื่อเร็วๆนี้ก็ยกคำร้องกันมาแล้ว ในจำเลยคนเดียวกันนี้ ในข้อกล่าวหาใช้เงินกองทุน29ล้านโดยมิชอบ เหตุผลเพราะ กกต. ยื่นฟ้องเลยเวลาที่กำหนด
ไม่อยากจะเปรียบเทียบกับพรรคไทยรัก ไทย พรรคพลังประชาชน และ อีกหลายๆพรรคที่โดนยุบไปอย่างเร่งด่วน ที่ไม่เคยเอาเรื่องระยะเวลามาเป็นประเด็นในการพิจารณาคดีเลย
ไม่อยากจะถามเรื่องจริยธรรมที่ไปเอากฎหมายหลังยึดอำนาจมาเป็น คำสั่งลงโทษย้อนหลังกับพรรค ไทยรักไทย
ไม่อยากถามเรื่อง ท่านสมัคร สุนทรเวช ท่านต้องผิด เพราะเหตุ เปิดพจนานุกรมเอามาอ้างอิงในคำพิพากษา
มันใคร่จะทำอะไรมันก็ทำ ว่ากันตามสะดวก
ฝุ่นกลับมาตลบกันอีกครั้งด้วยเรื่องใหญ่ๆ 3 เรื่อง จากเดือน พย.ถึงเดือนธค.ปี53นี้
1. หลักฐาน การสังหารโหด ในทุ่งสังหารแยกราชประสงค์ มีทั้งภาพและเอกสารประกอบ มากมายแบบลับสุดๆพร้อมลายชื่อพยาน ถูกนำออกมาเปิดเผยโดยคุณจุพร พรหมพันธุ์
2.อดีต นายกฯที่ชื่อ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถูกเชิญจากองค์กรสิทธิ์มนุษย์ชนที่สหรัฐอเมริกาไปให้รายละเอียดในการสังหาร โหดประชาชนที่แยกราชประสงค์ .. และ
3.แถมด้วยก่อนหน้านั้นยังมีเรื่อง นายวิกเตอร์ บูธ ได้ถูกส่งตัวไปยังสหรัฐอเมริกา ในการที่ประเทศสหรัฐอเมริกาแอบติดต่อเป็นการภายในกลับมา ที่จะแลกตัวกับการมิให้ความช่วยเหลือกับอดีตนายกฯที่ชื่อทักษิณ
เวร กรรมที่มันก่อ มันคิดว่ามันสามารถหลบหลีกสายตาของคนทั้งโลกได้ แม้นว่า ยอมมอบอธิปไตยของประเทศให้กับ นักล่าอาณานิคมยุคใหม่ อย่างสหรัฐอเมริกา
มันไม่เคยมองข้ามชายที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ไปได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งๆที่ปากมันก็พร่ำเพ้อออกมาตลอด ทักษิณไม่ได้อยู่ในสายตา
ภาษี ของประชาชนมีเท่าไรลงมาละเลงกันไม่สิ้นสุด กับการไล่ล่าไล่ทำลายล้างศัตรูที่บังอาจมี ทั้งๆ ที่ประชาชนในประเทศไทยเคยลงคะแนนเสียงให้เขาคนนั้นกว่า 19 ล้านเสียง
หลัง จากเสร็จสิ้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปแล้ว ณ.ทุ่งสังหารแยกราชประสงค์ มีคนตายเกือบ100คน บาดเจ็บด้วยอาวุธปืนกว่า2000คน จับตัวไปกักขังแบบไร้ข้อหากว่า400คน แอบลอบสังหารอย่างต่อเนื่องอีกนับไม่ถ้วน
มันก็ยังเดินเรื่องต่อแบบให้สิ้นกระบวนความ ตอแหลต่อสายตาโลก มองให้เหมือนว่า ตนเองนั้นดีเลิศประเสริฐศรีซะเหลือเกิน
บาปกรรมมีจริงๆในโลกใบนี้และผลกรรมก็จะตามมาทันจริงๆในขณะยังมีชีวิตอยู่นี่เอง
เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น คนภายในกันเองจึงได้นำเอามาเปิดโปงกันให้เห็นๆ ...นี่หรือเปล่าทีเขา
เรียกว่ากรรมติดจรวด ทุกวันนี้มีความสุขหรือไม่ “สวรรค์ในอก นรกในใจ”
อะไรจะเกิดต่อจากนี้ไป โปรดจับตาดูให้ดี
แก้เกมกันแค่..หวังจะจับทักษิณเช่นนั้นเหรอ
หวังจะปิดปากทักษิณเพื่อไม่ให้เปิดเผยข้อมูลเช่นนั้นเหรอ
คิดกันได้แค่นั้น คิดว่าไม่มีทักษิณคนอื่นเขาคงจะไม่กล้า
ลืม อะไรไปหรือเปล่า ทักษิณไม่เคยอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจะรู้อะไรมากมาย คนที่รู้จริงยังมีชีวิตอยู่อีก ทหารที่ยิงประชาชนส่วนใหญ่ก็เป็นลูกชาวบ้านทั้งนั้น พี่น้องเขาถูกฆ่าตาย เขาจะคงปิดปากเงียบอย่างนั้นใช่ไหม
มันคิดว่าคนทั้งโลกจะเชื่อมัน
มันคิดว่าคนทั้งโลก พวกมันจะหลอกได้
มันคิดว่ามันฉลาดล้ำลึก
มันคิดว่ามันมีอำนาจเหนือใครในแผ่นดิน
มันหลงระเริง มันสร้างแต่สิ่งที่เป็นการเสื่อมเสียให้ตนเองไม่สิ้นสุด
หายนะมันเดินทางมาถึงปากบ่อแล้ว
ทำอะไรก็ผิดไปหมดเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นขุมนรกเป็นสระว่ายน้ำ
กองไฟจากประชาชนที่พร้อมจะลุกฮือมีทุกหย่อมหญ้า
สื่อหลายสื่อกลับมาเล่นเรื่องจริงกันมากขึ้นแล้ว
องค์กรอิสระต่างประเทศเริ่มแสดงความสนใจให้เห็นกันแล้ว
วันหนึ่งในข้างหน้าไม่รู้วันไหนแน่ สงครามฆ่าประชาชนครั้งที่สามมันต้องเกิดขึ้นอีกเป็นแน่แท้
แล้ววันนั้น “อสูรธิราช”จะแสดงบทไหน
ชีวิต ที่ไม่เคยเป็นมนุษย์ธรรมดา เลยไม่รู้จักคำว่าหิวโหย ไม่รู้จักคำว่าเจ็บปวด ไม่รู้จักคำว่าสูญเสียไม่เคยโดนกลั่นแกล้งจึงไม่รู้จักคำว่าเจ็บใจ ไม่มีใครทำร้ายตนเองได้จึงไม่รู้จักคำว่าอาฆาตแค้น
ทั้งหมดนี้ประชาชนใน ประเทศนี้โดนมาครบถ้วนแล้วทั้งนั้น ช่วงระยะเวลา4ปีมานี้ ทั้ง หิวโหย ทั้งเจ็บปวด ทั้งเจ็บใจ ทั้งสูญเสีย ทั้งสิ้นหวัง ทั้งอาฆาตแค้นและชิงชัง เพราะการกระทำที่ผู้ปกครอง ที่เป็นเจ้าของระบอบ มอบให้
สุดจะทนกันหมดแล้ว
ถ้าวันนั้น มีประชาชนบ้าดีเดือดขึ้นมา
กว่าแสนคนออกมาอีกครั้งแบบตรงไปตรงมา “กูไม่เอามรึง”มาแบบตายเป็นตายพร้อมสละชีพ
จะทำอย่างไรกัน
จะฆ่าพวกเขาอีกหรือ ?
สงครามมันไม่มีวันจบแน่ ครั้งที่4ครั้งที่5จะตามมาอีกอย่างต่อเนื่องและแน่นอน
ไม่ต้องวิเคราะห์ไม่ต้องเดา “ไม่นานเกินรอ อสูรธิราชสิ้นแน่” ในเร็ววันนี้จากน้ำมือใครบ้างไล่เลียงดูเอาเอง
เขียนมาให้อ่านแค่ แสบๆ! คันๆ! ครับ
กกต.ชี้คดี258ล.ปรับสำนวนยื่นฟ้องใหม่ได้ โยนอภิชาตเป็นผู้ตัดสินใจ
ที่มา ข่าวสด "ตาม หลักวิธีพิจารณากฎหมายทั่วไป ก็เหมือนกับคดีแพ่ง เมื่อทางฝ่ายผู้ร้องพบว่าเนื้อหาสำนวนที่ยื่นไปครั้งแรกมีความบกพร่อง ก็สามารถนำมาปรับปรุงเพื่อยื่นกลับไปใหม่ อีกทั้งในคดีนี้ศาลเองก็ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในข้อเท็จจริงออกมา ดังนั้นก็อยู่ที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะตัดสินใจ” นายประพันธ์กล่าว เมื่อ ถามถึงการยื่นคำร้องคดี 29 ล้านบาทใหม่ นายประพันธ์กล่าวว่า ในคดี 29 ล้านบาทโดยหลักแล้วสามารถยื่นคำร้องกลับไปใหม่ได้ เพราะมติ กกต.เสียงข้างมาก 3 เสียง ให้นายทะเบียนกลับไปทำความเห็นมา ก่อนจะเสนอเข้าที่ประชุม กกต.กระบวนการก็จะสมบูรณ์ก็สามารถยื่นคำร้องใหม่ได้ แต่เมื่อศึกษาคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 4 คนในคดี 29 ล้านบาท ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้หมดแล้ว ว่าผู้ถูกร้องไม่มีความผิด การจะยื่นกลับไปใหม่คงทำไม่ได้ง่ายๆแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นกกต.ทำเต็มที่แล้ว คำตัดสินที่ออกมาเป็นความเห็นทางกฎหมายก็ต้องยอมรับ “หลังแพ้คดี กกต.ทั้ง 2 คดี กกต.สมควรต้องปรับปรุงโครงสร้างกระบวนการใหม่แน่นอน เพื่อให้การทำงานของ กกต.มีความรอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น ยืนยันว่า กกต.ทั้ง 5 คนยังสามัคคีไม่ได้มีปัญหาอะไรต่อกัน จะทำงานร่วมกันต่อไป”นายประพันธ์กล่าว
เมื่อ วันที่ 9 ธ.ค. นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงท่าทีของกกต.หลังจากนี้ว่า ผู้ยื่นคดีนี้คืออัยการสูงสุดซึ่งอัยการได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ว่าขั้นตอนมีความถูกต้อง การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแบบนี้ ตามหลักการพิจารณาคดีทั่วไป ฝ่ายผู้ร้องยังสามารถปรับปรุงสำนวนและยื่นเรื่องกลับไปเพื่อให้ศาลดำเนินการ ใหม่ได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่จะตัดสินใจว่าเมื่อเห็นว่าขั้นตอนการยื่นในครั้งแรกไม่ถูกต้อง และจะยื่นกลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยใหม่หรือไม่ ดังนั้นนายอภิชาตต้องพิจาณาเอง เพราะกกต.อีก 4 คนไม่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากกรรมการคนอื่นมีหน้าที่เพียงแค่รับรองความเห็นนายทะเบียนในการยื่น ยุบพรรคเท่านั้น
"วิกีลีกส์" จุดประกาย "อำนาจใหม่" ในมือประชาชนอาวุธต่อสู้กับ "ชนชั้นนำ" ผ่าน "อินเตอร์เน็ต"
ที่มา มติชน
เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ที่ห้องดวงกมล โรงแรมสยามซิตี้ ถ.ศรีอยุธยา เครือข่ายพลเมืองเน็ตมีการแถลงข่าวสรุปสถานการณ์เสรีภาพอินเตอร์เน็ตประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2553 และอภิปรายสถานการณ์สากลกรณีวิกิลีกส์ มีการนำเสนอรายงานเสรีภาพอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ปี 2553 เรื่อง "ความมั่นคงของรัฐ VS อิสรภาพโลกออนไลน์ : จากวิกิลีกส์ ถึงเมืองไทย" โดย นพ. นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายโสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง รองผู้อำนวยการกองการเมือง วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร และนายกานต์ ยืนยง Saim Intelligence Unit (SIU)
นพ.นิรันดร์ กล่าวว่า ตนเป็นพลเมืองหัวโบราณ ประเด็นที่พูดอาจจะไม่ทันสมัย แต่มีสองประเด็นที่มองจาก วิกิลีกส์ คือเรื่อง ความ มั่นคงของรัฐกลายเป็นข้อมูลที่ปล่อยออกมานั้น ไม่ใช่เรื่องจริงแต่เป็นสิ่งหลอกหลวง เพราะแท้จริงข้อมูลดังกล่าวเป็นความมั่นคงของผู้นำ ชนชั้นปกครอง กลุ่มอำนาจผู้มีผลประโยชน์ และ ข้อมูลการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามมากกว่า จากเดิมที่เรามองว่า ความรู้ คือ อำนาจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ "ข้อมูลข่าวสาร" คือ อำนาจในการล้มล้าง ดัง นั้น จึงจำเป็นต้องออกกฎหมายที่เกิดจากอำนาจนิยมไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อ อ้างกฎหมายเพื่อปิดเว็บไซต์ ซึ่งสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นโครงสร้างการต่อสู้ ที่ประชาชนจะใช้ต่อสู้กับชนชั้นนำและชนชั้นปกครอง
"ข้อมูล ข่าวสาร คือ อำนาจ คนที่พยายามใช้ความมั่นคงของรัฐเป็นข้ออ้างเพื่อเข้าไปปิดกั้นสื่อเหมือนกับ การเข้าไปครอบงำหรือแทรกแซงการเติบโตของพลเมืองหรือเปล่า" นพ.นิรันดร์ตั้งคำถาม
กรรมการสิทธิฯ ยังกล่าวถึง หลักการทำหน้าที่ของสื่อ ว่า สื่อ ต้องมีหน้าที่ในการบอกความจริงให้สังคมรับรู้เพื่อกระตุ้นสิทธิเสรีภาพการ แสดงออกภาคประชาชนให้เกิดการมีส่วนร่วม เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะจนเกิดปรากฏการณ์ที่เข้มข้นทำให้คนกล้าคิด กล้าทำ แม้แต่รัฐเองก็ไม่อาจโต้แย้งได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้นแต่ต้องเป็นธรรมและต้องเปิดเผย ส่วนรัฐที่อ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐนั้นโกหกทั้งเพ ถ้าปกปิดสื่อจะมาอ้างความมั่นคงของรัฐไม่ได้ ต้องยอมเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ส่วนการนำเสนอของสื่อต้องเป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ไปแบล็คเมล์หรือหาผลประโยชน์ เข้าธุรกิจ ถ้าสื่อยึดหลักเรื่องสิทธิและความถูกต้องอันเป็นประโยชน์ต่อส่วน รวมแล้วเท่ากับว่าเป็นการส่งเสริมการเมืองในระบอบประชาธิปไตยมากกว่าการ ทำลาย
"แต่กรณี วิกิลีกส์ไม่ใช่โอกาสแต่เป็นการตอก ย้ำให้เห็นว่าข้อมูลข่าวสารมีอำนาจในการต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเพื่อสร้าง พื้นที่สาธารณะอย่างเปิดเผย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล หลังจากได้ลงไปดูกรณีการจับกุมผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท พบว่า เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อเพราะรัฐไม่มีอำนาจในการปิดกั้น การใช้กฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้าไปปิดกั้น ถือเป็นการละเมิดโดยใช้กฎหมายมิชอบ แต่กรรมการสิทธิฯทำได้เพียงแค่ตรวจสอบ ทั้งหมดขึ้นอยู่ที่รัฐว่าจะเชื่อฟังหรือแสดงความรับผิดชอบหรือยอมรับหรือไม่ ที่ผ่านมา 90 % รัฐไม่เคยทำตามที่กรรมการสิทธิฯเสนอเลย ดังนั้นทุกคนต้องมาร่วมตรวจสอบเพราะ ลำพังกรรมการสิทธฯเพียงคนเดียวคงไม่เพียงพอ" นพ.นิรันดร์กล่าวทิ้งท้าย
ทางด้านนายโสรัจจ์ มองสถานการณ์ของเว็บไซต์ "วิกิลีกส์" โดยให้ความเห็นว่า เกี่ยวกับความมั่นคงแน่นอน แต่จะทำลายความมั่นคงโดยตรงคงไม่ใช่ แต่จะว่าไม่เกี่ยวโดยตรงก็ไม่ใช่อีก แรกๆ วิกิลีกส์ มีคนแค่ไม่กี่คน ผู้ก่อตั้ง คือ นายจูเลียน แอสแซนจ์ นำเว็บไซต์วิกิลีกส์มาใช้แพร่เอกสารลับของสหรัฐฯจนเป็นข่าวใหญ่โต คงมีอุดมการณ์ในใจอยากให้โลกดีขึ้น จึงแฮ็คข้อมูลนำมาเผยแพร่ การตัดสินว่ากระทบความมั่นคงหรือไม่ จึงไม่ได้เกิดทุกกรณีแต่ขึ้นอยู่กับประเภทที่นำมาแฉ
"ถ้า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างถูกต้องไม่มีอะไรต้อง กลัว หากการกระทำของรัฐบาลโปร่งใส ไม่จำเป็นตัวกลัวเว็บแบบวีกีลีกส์ ไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามปิดกั้นเว็บไซต์ไม่ให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร และอยากถามว่า ในกรณีของประเทศไทย หากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้ว จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างกับเว็บที่ถูกปิดอยู่ในขณะนี้ เพราะความเป็นอิสระของสื่อ ขึ้นอยู่กับประชาชน แม้ว่าสื่อนั้นจะเอนเอียงไปทางพรรคใด การเมืองไหนก็เป็นเสรีภาพในการเข้าไปเกาะเกี่ยวพรรคการเมืองนั้น แต่อย่าไปปิดกั้นกระบอกเสียงพรรคอื่น ปิดกั้นไม่ให้สื่อได้นำเสนอข่าวให้ประชาชนได้รับรู้" นายโสรัจจ์ กล่าว
ทางด้านนายอัศวิน กล่าวว่า เมื่อ ถึงยุค ข้อมูลข่าวสารสารสนเทศสื่ออินเตอร์เน็ตเป็นปรากฎการณ์ที่สั่นสะเทือนการรับ รู้ของสังคม กรณีวิกิลีกส์เข้ามาอยู่ในโจทย์ขณะนี้ได้อย่างเหมาะเจาะ หากมองในแง่ประชาชน แน่นอนว่า เป็นโอกาสและพัฒนาการของมนุษยชาติในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีในการออกมา แสดงความคิดความเห็นแล้วเปิดออกไปสู่อินเตอร์เน็ตได้
"ผม เชื่อว่าสังคมจะได้รับประโยชน์จากการเปิดกว้างเสรีภาพ อยู่แล้ว แต่ประเด็นการปกปิด คุ้มกันความเป็นส่วนตัว ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน แต่ประเด็นวิกิลีกส์เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวก็มีอยู่บ้าง แต่กรณีที่วิกิลีกส์แฉสหรัฐฯสั่นสะเทือนข้อมูลกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ นั้นเป็นประโยชน์สาธารณะเพราะข้อมูลบางอย่างมันถูกปิดบังและไม่ได้ถูกเปิด เผย ซึ่งเกี่ยวกับข้องกับมนุษยชนโดยตรง เขาควรมีสิทธิได้รับรู้ข้อมูลตรงนี้ แต่ถ้าให้เลือกผมคิดว่ามันเป็น "โอกาส" มากกว่าความคุกคาม" นายอัศวิน กล่าว
นาย อัศวิน กล่าวต่อว่า ถึงตอนนี้ไม่มีวิกิลีกส์อันแรกก็ต้องมีอันที่สองอีก หากมีความพยายามที่จะเข้าไปควบคุมข้อมูลข่าวสาร กรณีวิกิลีกส์คล้ายคลึงกับการเกิดทีวีดาวเทียมของ อัลจาซีร่า ซึ่งเปรียบเทียบให้เห็นว่าแต่เดิมมีสื่อเดียวที่ผูกขาดความจริงเผยแพร่ต่อ สาธารณะ เมื่อเกิดวิกิลีกส์และอัลจาซีร่า เท่ากับว่าเปิดพื้นที่อื่นๆให้กว้างขึ้น ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องกลับมาเรียนรู้ใหม่ว่าจะจัดการอย่างไรกับชั้นความลับที่มีอยู่ เพราะถ้ายังแก้รูรั่วไม่ได้ก็จะถูกแฉไปทั้งโลก ครั้นจะไปหยุดก็ไม่ได้แล้ว
"สื่อใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดนักข่าวพลเมือง รับและส่งข้อมูลข่าวสารแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ดังนั้นประโยชน์สาธารณะจึงเกิดจากตรงนี้ เมื่อมีสื่อสาธารณะนำไปเผยแพร่ต่อ ยกตัวอย่าง "ไทม์ แมกาซีน" นำข่าววิกิลิกส์มาขึ้นปก เพราะถ้ามุมมองของรัฐบาลเห็นว่าควรปกปิดข้อมูลให้เป็นความลับต่อไป แต่ในโลกนี้มีผู้มีขีดความสามารถเข้าถึงสื่อใหม่อยู่ทั่วโลก หากนโยบายเรื่องต่างๆที่จะเกิดขึ้นมันกระทบกับพวกเขา คนเหล่านั้นก็ย่อมมีสิทธิในฐานะพลเมืองเข้าไปมีเอี่ยวด้วย เพราะมันคือ ประเด็นส่วนรวม ดังนั้นจึงอยากให้มาดูในเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารต่างๆ กันดีกว่า เนื่องจาก "ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย" ไม่ว่าจะลับรั่วชั่วแฉ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย"
พ.อ.ดร. ธีรนันท์ ในฐานะหน่วยงานความมั่นคง ใช้ชีวิตในอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ยุคแรกของในเว็บพันทิป จากนั้นมีการพัฒนาเว็บไซต์ส่วนตัว มองว่า วิ กิลีกส์เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากเรื่องความมั่นคงมาสู่ความมั่น คงของมนุษย์ นับตั้งแต่วันนี้ไปจะเกิดการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงระหว่างความ มั่นคงของมนุษย์และความมั่นคงของรัฐ จะต้องมีการถกเถียงกันต่อไปอีกในอนาคต
"สังคม ไทยในยุคเปลี่ยนผ่านก็ต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ไปก่อน ซึ่งวิ กิลีกส์อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ฉายให้เห็นภาพใต้น้ำได้ ซึ่งทุกคนต้องหันไปมอง" นายทหารผู้นี้กล่าว
นายกานต์ กล่าวว่า ในการบริหารงานของประเทศนั้น ภาครัฐจะเป็นคนกำหนดวาระนโยบายเป็นส่วนใหญ่ แต่ระยะหลังความเห็นภาคประชาชนจะมีเพิ่มมากขึ้น ภาครัฐจึงต้องปกปิดความลับ ปกป้องตนเอง หรืออาจจะเรียกว่าปกป้องผลประโยชน์ของตนเองก็ได้ ส่งผลให้ภาครัฐมีความแข็งตัวสูง ตอบสนองต่อประชาชนได้ยาก
"สำหรับ คนไทยเมื่อเกิดปัญหาการเมือง รัฐไทยไม่อนุญาตให้ประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน มันเป็นปมปัญหาของแต่ละประเทศที่จะแก้กันไป ดังนั้นสื่ออินเตอร์เน็ตอาจจะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ในการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จ จริง" นายกานต์ กล่าว
สุด ท้าย น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ดำเนินการอภิปราย กล่าวสรุปว่า อย่างไรก็ตาม กรณีวิกิลีกศ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีการห้ามเพียงแค่เรื่องการนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง แต่ในส่วนของประเทศไทย เรายังก้าวข้ามการปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็นไม่ได้เลย ดังนั้น จึงควรช่วยกันทำให้ผู้คนมีพื้นที่ในการต่อสู้อย่างเปิดเผยมากขึ้น
ใบตองแห้งออนไลน์: สินจรัญเชิญแขก
ที่มา ประชาไท
ใบตองแห้ง
ปชป.ชนะ ฟาวล์อีกแล้ว แต่คราวนี้แม้จะมีลูกขลุกขลิก ภาพลวงตา แฟนบอลก็เห็นกันทั้งสนาม ยกเว้นกองเชียร์ทีมเจ้าบ้านที่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
ปชป.ชนะคดีที่ อัยการสูงสุดขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค จากกรณีรับเงินบริจาคบริษัททีพีไอโพลีน 258 ล้านบาทเป็นนิติกรรมอำพรางผ่านบริษัทเมสไซอะ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่านายอภิชาติ สุขัคคานนท์ นายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรค การที่ กกต.มีมติด้วยเสียงข้างมาก 4 เสียงให้ยุบพรรค จึงข้ามขั้นตอนของกฎหมายและไม่มีอำนาจ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องให้ยุบพรรคโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฉะนั้น ตุลาการจึงไม่วินิจฉัยต่อว่า เงินบริจาค “เด็กอนุบาล” เป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่
ตุลาการเสียงข้างมาก 4 เสียง ได้แก่ นายจรัญ ภักดีธนากุล นายจรูญ อินทจาร นายนุรักษ์ มาประณีต และนายสุพจน์ ไข่มุกด์
ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 3 เสียงได้แก่ นายชัช ชลวร นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี
ท่าน อุดมศักดิ์ นิติมนตรี รายเดียวกับที่ออกคำแถลงการณ์ยืนยันว่าท่านวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้าน ด้วยความสุจริตและเป็นกลางนั่นแหละครับ
ในคดีนั้น ท่านอยู่ในเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ที่ให้ยกคำร้อง โดยท่านนี่แหละ เป็นผู้ให้ความเห็นเรื่อง “นับวัน” อันเลื่องลือว่า ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 แล้ว การยื่นคำร้องจึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนด
ฟังแล้วอย่า งงว่าทำไมคดีนั้นท่านเป็นเสียงข้างมาก คดีนี้ท่านเป็นเสียงข้างน้อย ความจริงแล้วท่านไม่ได้กลับไปกลับมา ท่านวินิจฉัยตามหลักของท่าน เหมือนกันทั้งสองคดี แต่ปัญหามันไปอยู่ที่การนับคะแนนเสียงต่างหาก
คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ ทั้งสร้างเซอร์ไพรส์และให้ความกระจ่างหลายๆ อย่าง
อภิสิทธิ์ บิดตะกูด อ้างว่าคำวินิจฉัยส่วนตนทำให้ประชาชนได้เห็น ตุลาการเสียงข้างมากชี้ว่า ปชป.ไม่ผิด ก็เมริงบิดประเด็นสำคัญกันนี่หว่า สื่อทั้งหลายถ้าตามไม่ทัน ก็แกล้งโง่ นำเสนอข่าวอยู่ 2 ประเด็นคือ หนึ่ง ชัช ชลวร กับบุญส่ง กุลบุปผา ให้ยุบพรรค สอง ตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่า ปชป.ไม่ผิด (ไทยโพสต์สละหน้า 4 ให้ทั้งหน้าเพื่อเปรียบเทียบความเห็นประเด็นนี้)
ไม่มีใครนำเสนอ ประเด็นที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 ต่อ 2 ยกคำร้อง โดยเห็นว่ากระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นมาอย่างน่าประหลาดใจ และน่าต๊กกะใจ ว่าไหงสิเป็นจังซี้
ยังจำได้ไหมครับ วันที่ 29 พ.ย. ศาลอ่านคำวินิจฉัยยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ คดี 29 ล้าน โดยท่านให้เหตุผลว่า
“....เป็นกรณีที่ต้องยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันนับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเสียงข้างมาก ในการพิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนชุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติแต่งตั้งนายอิศระ หลิมศิริวงษ์ เป็นประธานในครั้งแรก และถือเป็นวันที่ความปรากฏต่อผู้ร้องในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นอีกต่อไป
ศาล รัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยด้วย เสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป”
นี่ผมคัดมาจากคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) ที่อยู่ในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นฉบับที่ท่านอ่านในศาล
แต่เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญก็เผยแพร่คำวินิจฉัย ฉบับทางการ ซึ่งให้เหตุผลในการยกคำร้องว่า
“ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียง ข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป โดยฝ่ายข้างมาก 1 ใน 4 เสียงให้เหตุผลว่า คดีนี้ถือว่าความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ให้ความเห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 แล้ว การยื่นคำร้องตามข้อกล่าวหานี้จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วน ฝ่ายข้างมาก 3 เสียงใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่า ความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย อันจะเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคผู้ถูกร้อง และนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นว่ามีเหตุให้ต้องยุบพรรคผู้ถูก ร้องตามมาตรา 93 วรรคสอง ทั้งนายทะเบียนพรรคการเมืองก็ยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการ เลือกตั้งแต่อย่างใด สำหรับความเห็นของประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการประชุมคณะกรรมการการ เลือกตั้งในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 มิใช่การทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
อ้าว เฮ้ย! ไหงสิเป็นจังซี้ คนละเรื่องเดียวกันเลยครับ สรุปว่าเหตุผลที่อ้างเรื่อง 15 วันให้เถียงกันเป็นวรรคเป็นเวรนั่นน่ะ เป็นแค่ความเห็นของท่านอุดมศักดิ์คนเดียว ส่วนอีก 3 ท่านคือ ท่านจรัญ ท่านนุรักษ์ ท่านสุพจน์ เห็นว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้มีความเห็น
ซึ่งทั้ง 3 ท่านก็ยืนความเห็นต่อมาในคดี 258 ล้าน โดยบวกท่านจรูญ อินทจาร เข้ามาอีกราย ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้มีความเห็น
ขณะ ที่ท่านอุดมศักดิ์ท่านก็ยืนยันความเห็นของท่านว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้ว ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว เพียงแต่คดี 258 ล้านนี้ไม่มีบทบัญญัติเรื่องระยะเวลาสิบห้าวันเข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านจึงเห็นว่าการยื่นคำร้องชอบด้วยกฎหมาย เช่นเดียวกับท่านชัชและท่านบุญส่ง
นี่ถ้าท่านจรูญยังถอนตัว ไม่กลับเข้ามาทำหน้าที่ ก็จะกลายเป็นคะแนนเสียง 3 ต่อ 3 กลายเป็นปัญหาโลกแตกว่าแล้วจะวินิจฉัยกันต่อไปอย่างไร
แต่ถ้าเอามุม มองนี้มองกลับไปในคดี 29 ล้าน เราจะเห็นว่ามีคะแนนเสียง 3 ต่อ 3 อยู่โดยที่ศาลไม่ได้สรุป นั่นคือประเด็นที่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นแล้วหรือไม่ ท่านจรัญ ท่านนุรักษ์ ท่านสุพจน์ เห็นว่ายังไม่มีความเห็น ท่านอุดมศักดิ์ ท่านชัช ท่านบุญส่ง เห็นว่ามีความเห็นแล้ว แต่ ปชป.ลอดช่องแมวไปเพราะท่านอุดมศักดิ์ยกเรื่องสิบห้าวันขึ้นมาแต่ผู้เดียว
ถ้าเราลองลำดับการลงความเห็นใหม่ในคดี 29 ล้านนะครับ
นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นให้ยุบพรรคแล้วหรือไม่ 3 ต่อ 3 เสมอกัน
ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้วหรือไม่ 3 ต่อ 3 เสมอกันอีก
ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองในวันที่ 17 ธันวาคม 2552 หรือไม่ 5 ต่อ 1 ยังไม่ปรากฏ
แต่ ปชป.รอดไปได้เพราะท่านกลับไปนับรวม 3 กับ 1 เป็นความเห็นว่ากระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่ให้เหตุผลต่างกันสิ้นเชิง และบางประเด็นก็สวนทางกันด้วย
นี่คือสิ่งที่คุณวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ เขียนไว้ว่าเป็นการกำหนดวิธีลงมติที่น่ากังขา (และเป็นที่กังขามาตั้งแต่คดีทักษิณซุกหุ้น)
ที่ น่ากังขายิ่งกว่านั้นคือ เหตุใดคำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ กับคำวินิจฉัยที่เป็นทางการ จึงให้เหตุผลต่างกัน เห็นคาตาอยู่ในเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ จนผมต้องแหกเนตรขยี้เนตรดูมาตรฐานของท่านด้วยความไม่เชื่อสายตาตัวเอง
คำ วินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ ที่ท่านอ่านให้ประชาชนทั้งประเทศฟัง ทำไมจึงไม่มีเหตุผลของตุลาการเสียงข้างครึ่ง (3 เสียง) ที่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรค แต่ท่านกลับเอาเหตุผลของตุลาการเสียงข้างน้อย (1 ต่อ 5) มาเขียนในคำวินิจฉัยกลาง อ้างระยะเวลาสิบห้าวัน ให้ชาวบ้านฟังแล้วมึน โต้เถียงกันให้วุ่น
ถ้าท่านว่าไม่ประหลาด ผมก็คงวิปลาส
นี่ หรือคือมาตรฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีผลผูกพันทุกองค์กร คำวินิจฉัยที่อ่านให้ชาวบ้านฟัง กับคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการที่ออกมา 10 วันให้หลัง ไม่เหมือนกัน ให้เหตุผลต่างกัน มันเป็นไปได้ไง ในเมื่อการลงมติของศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการแต่ละท่านจะต้องเตรียมความเห็นของตนในแต่ละประเด็นมาแล้ว ไม่ใช่ลงมติไปก่อนแล้วค่อยทำความเห็นภายหลัง
ที่ถูก ท่านยังต้องทำคำวินิจฉัยส่วนตนมาให้เรียบร้อย และต้องเผยแพร่พร้อมคำวินิจฉัยกลางที่อ่านในวันนั้น อย่างมากก็ให้เวลา 1-2 วันเพื่อให้เจ้าหน้าที่พิมพ์และตรวจทาน ไม่ใช่อ่านคำวินิจฉัยไปแล้วเป็นสิบวัน คำวินิจฉัยส่วนตนเพิ่งเสร็จ
แล้ว ก็ไม่เคยมีนะครับ ที่ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่คำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) ผมก็เพิ่งเคยเห็นคดีนี้ ที่ผ่านมา คำวินิจฉัยที่อ่านในวันนั้นแหละ คือคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ
นี่คือคำถามที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตอบ นี่คือลูกขลุกขลิกที่ถูกบังตา ท่านจรัญ ท่านนุรักษ์ ท่านสุพจน์ ต้องตอบว่า ใครบ้างเอาลูกมาเป็นเลขาฯ –เอ๊ย ไม่ใช่ ต้องตอบว่า เหตุใดคำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ ที่อ่านอย่างเป็นทางการ จึงไม่ระบุเหตุผลของพวกท่าน แต่กลับไปอ้างเหตุผลท่านอุดมศักดิ์
เพราะ ถ้าอ้างเหตุผลของพวกท่านที่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความ เห็น ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ไม่ต้องเถียงกันเป็นวรรคเป็นเวร เนื่องจากท่านคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการ (ที่ “น้องปอย” พสิษฐ์ บอกให้ ปชป.หามาเยอะๆ) เคยอรรถาธิบายไว้แล้ว
คำถามต่อไปคือ ถ้าเหตุผลในการยกคำร้องของตุลาการเสียงข้างกึ่ง ไม่ใช่เรื่องระยะเวลาสิบห้าวัน แต่เป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ลงความเห็น ก็แปลว่า คดี 29 ล้านฟ้องใหม่ได้ใช่หรือไม่ ไม่ใช่ “หมดอายุความ” อย่างที่เข้าใจกันตั้งแต่ต้น
เช่นเดียวกับคดีเงินบริจาค 258 ล้าน ก็ยังฟ้องใหม่ได้ ถ้ามีใครไล่ประธาน กกต.เปลี่ยนนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองลงความเห็นให้ชัดเจน (อาจจะแถมไล่อัยการด้วย โทษฐานสั่งไม่ฟ้องลูกชนชั้นนำเพื่อชีวิต แอ๊ด คาราบาว ฉลองประกาศราชกิจจาฯ อัยการเป็นองค์กรอิสระ)
ตุลาการบางท่านอาจจะลงความเห็นในคำวินิจฉัย ส่วนตนคดี 29 ล้านไปแล้ว ว่า ปชป.ไม่ผิด แต่ยังไม่มีผลผูกพัน ถ้าท่านถูกไล่ ตาย ลาออก หรือพ้นตำแหน่งไปด้วยอากัปกิริยาใดๆ ปชป.ก็คงยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี
อย่างน้อย ที่คนเสื้อแดงจะม็อบวันนี้ ผมก็ได้ยินเสียงจตุพรหัวร่อครึกครื้น “สินจรัญ” ช่วยเชิญแขก สร้างบรรยากาศให้ดีจริงๆ
ใบตองแห้ง
10 ธันวาคม 53