WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 11, 2010

มาตรฐานเดียว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน

สมิงสามผลัด



ไม่ได้เหนือความคาดหมายเลย
สำหรับกรณีศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์คดีเงินบริจาคทีพีไอ 258 ล้านบาท

ก่อนหน้าที่ลุ้นกันอยู่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะแค่นัดพร้อมคู่กรณี
หรือจะมีคำพิพากษาออกมาในวันเดียวกันเลย


แต่สุดท้ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินคดีนี้ทันที

มีมติออกมา 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

ให้เหตุผลว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์
และการที่กกต.เสียงข้างมาก 4 เสียงมีมติส่งให้อัยการสูงสุด
เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์คดีเงินบริจาค 258 ล้านเป็นการข้ามขั้นตอน

ชนะฟาวล์เหมือนกับคดีกกต. 29 ล้าน!

ว่ากันตามจริง ชาวบ้านรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้ตื่นเต้นกับการตัดสินครั้งนี้เท่าไหร่นัก

อาจเป็นเพราะมีกระแสมาก่อนหน้านี้แล้วว่า
ศาลรัฐธรรมนูญจะใช้บรรทัดฐานเดียวกับคดี 29 ล้านในการชี้ขาด

ถ้าผลตัดสินออกมาว่ายุบพรรคประชาธิปัตย์ถึงจะน่าแปลกใจ!?

พรรคเพื่อไทยเองก็อาจจะลุ้นให้ "ไม่ยุบ" เสียด้วยซ้ำ

จะได้เอาประเด็น"มือที่มองไม่เห็น"
ไปขยายแผล ปลุกกระแสคนเสื้อแดงออกมาต่อต้านประชาธิปัตย์ได้อีกระลอกใหญ่


เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า!

ต้องยอมรับว่าการตัดสินคดี 258 ล้านคล้ายกับ 29 ล้านมากๆ

เหตุผลในการยกคำร้องเป็นเรื่องเทคนิคในกระบวนการยื่นฟ้องล้วนๆ

จึงไม่จำเป็นต้องไปลงในรายละเอียดว่า
พรรคประชาธิปัตย์ทำผิดพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองหรือเปล่า?


และเหมือนกันมากเข้าไปอีกในประเด็นที่ทำให้ต้องยกคำร้อง

เพราะมาจากตัวนายทะเบียนพรรคการเมืองเหมือนกัน!!

คดี 29 ล้าน นายทะเบียนพรรคการเมืองส่งคดีเกินเวลา 15 วันที่กฎหมายกำหนด

คดี 258 ล้าน นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ได้มีความเห็นให้ยุบพรรค ค้านมติกกต.เสียงข้างมากที่ให้ยุบ

ฉะนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.
ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองตกเป็นเป้าอีกครั้ง

คดีแรกก็โดนวิจารณ์ว่าเป็น "ตัวช่วย" ให้พรรคประชาธิปัตย์รอดถูกยุบ

มาคดีหลังก็ไม่วายโดนวิจารณ์ว่าเป็น "มือที่มองเห็น" อีก เพราะมีตัวตนเห็นกันจะจะ

แต่จะด้วยข้อผิดพลาดอะไรก็ตาม
ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากการถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่ 2


นายอภิชาตก็ต้องก้มหน้ารับผิดชอบไปเต็มๆ

ส่วนศาลรัฐธรรมนูญก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าไม่ 2 มาตรฐาน

ในรอบ 10 วันตัดสินไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ถึง 2 หน

มีแค่มาตรฐานเดียวเท่านั้น!?

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 11/12/53

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



สั่งปิดหู ปิดตา ประชาชน
แล้วสร้างความ สับสน จนปั่นป่วน
โลกไซเบอร์ หาเรื่องปิด คิดก่อกวน
เพื่อทิ้งทวน ความชั่วช้า สารเลว....

สั่งปิดหู ปิดตา พวกหน้าโง่
กุเรื่องโอ่ แต้มสี ที่แหลกเหลว
เพิ่มแตกแยก ชิงชัง ดั่งไฟเปลว
สุมหัวเลว ไล่ล่า อย่างบ้าบอ....

เลียรัฐบาล พล่านพร่ำ ระยำยิ่ง
ปิดความจริง ทำได้ หรือไรหนอ
มีแต่วิ่ง ชิงเอาหน้า ท่าสอพลอ
พวกสาวก ต่างเออออ แล้วจ้อเชียร์....

จะปิดทาง เหล่านักรบ โลกไซเบอร์
คำเพ้อเจ้อ แกมสำราก คนปากเสีย
เหมือนสันดาน ชั่วช้า พวกมาเฟีย
เก่งสร้างภาพ กับการเลีย เฮี่ยเหลือเกิน....

แม้สั่งปิด ความจริง สิ่งชั่วร้าย
พวกมักง่าย เร่งรัด แก้ขัดเขิน
มีแต่พวก ใจดำ ระยำเพลิน
หมดทางเดิน เมื่อไหร่ ใคร่คอยดู....

blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ต้องให้ ‘จอร์จ บุช’ แสดงแทนคนไทย วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

สัปดาห์ที่แล้ว ผมส่งต้นฉบับ
เปลี่ยน ศอฉ. เป็น ศอจ. (ศูนย์แอบดูจิ๋ม!) ไปให้เจ้าหน้าที่ เตรียมออนไลน์ล่วงหน้าสองวัน
เพราะจะติดวันหยุดยาว
แต่พอถึงวันเสาร์ที่ 7 ธ.ค.2553 ต้นฉบับขึ้นโชว์หน้าเว็บ เป็นวันเดียวกับหนังสือพิมพ์ลงข่าว ว่า
ฝ่ายพันธมารประกาศ ระงับการชุมนุมซะแล้ว โดยอ้างเหตุว่า
เนื่องจากเป็นเดือนมงคล จึงขอเลื่อน แต่ก็ยังทำปากเก่งว่า
...จะไปชุมนุมกันปีหน้า!
โง่จนไม่รูว่า เป็นเดือนมงคล...ดูมัน!
จึงเป็นเหตุให้ข้อเขียน เปลี่ยน ศอฉ. เป็น ศอจ. (ศูนย์แอบดูจิ๋ม!) ของผม เลยดูกร่อยไปหน่อย
เพราะคิดไม่ถึง เถรจำลองฯและแก๊งพันธมารจะหาทางออก ด้วยการเล่นมุกควายง่ายๆแบบนี้
อย่างไรก็ตาม

พอถึงวันอังคาร ที่ 7 ธ.ค. 2553 ราชการเปิดทำการ
พนักงานอัยการได้นัดฟังคำสั่งคดี ที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึด 'ทำเนียบ-สนามบิน'
หากอัยการมีความเห็น “สั่งฟ้อง” ก็จะต้องนำตัวตาเถรจำลองฯ แอนด์เดอะแก๊งไปศาล
แต่ทางอัยการท่านก็ใจดี เลื่อนการสั่งคดีไปอีก 1 ครั้ง
คดีดังกล่าว อัยการได้นัดฟังคำสั่งครั้งแรก ตั้งแต่ 28 พ.ค. 52
แต่มีการเลื่อนไป เป็นวันที่ 14 ก.ค.52 จากนั้นก็ติดโรคเลื่อน
และเลื่อนๆๆๆๆๆ ต่อเนื่องมาอีกถึง 7 ครั้ง 7 ครา
หนสุดท้ายคือครั้งที่ 7 เลื่อนจาก 7 ต.ค.53 มาเป็น 7 ธ.ค.53
ครั้นพอถึงวัดนัดครั้งที่ 7 ก็ประกาศเลื่อนอีกครั้ง เป็น ครั้งที่ 8
ไปโดยเลื่อนไปเป็น วันที่ 9 ก.พ. 54 โน่น
จากนัดครั้งแรก หรือครั้งที่ 1 ไปจนถึงการนัดครั้งที่ 8
ก็รวมเวลาได้ 1 ปี กับอีก 9 เดือน
คอการเมืองพากันวิพากษ์วิจารณ์กันว่า นี่เป็นทางการตอบแทน
ที่พันธมารไม่ชุมนุมเดือนมงคล เลยมีการเม้าท์เสียดสีกันเล็กๆว่า
“แม่งงงง!...ถ้าเลื่อนไปถึงชาติหน้าได้ มันคงเลื่อนให้!”
ท่านอธิบดีอัยการ กายสิทธิ์ พิศวงปราการ ก็อย่าไปถือสาหรือพิศวงงงงวยอะไรเลย
เพราะปากคนไทยที่กินน้ำพริก ก็จัดจ้านเป็นธรรมดา อย่างนี้แหละน่า!!...555

ก่อนถึงวันเฉลิมฯ ได้มีข่าวเรื่องข่าวของ วิกิลีกส์ (Wikileaks)
แพร่ออกมาเป็นข่าวนำทางสื่อทุกชนิด และกลายเป็นหัวข้อ ให้ผู้คนในบ้านเมืองของเรา
ได้สนทนาด่าทอกันลั่น โดยมีรัฐบาลทั้งสหรัฐและไทย ตกเป็นจำเลยขี้ปากของทั้งคอการเมือง
และพวกที่ไม่ใช่
ภาพลักษณ์อเมริกันชน ซึ่งเคยค่อนข้างดี
ในความคิดคนไทยมายาวนาน มาหนนี้ ได้ถึงกาลตกต่ำไปอย่างน่ากลัว
ผู้คนในบ้านนี้เมืองนี้ วิพากษ์วิจารณ์เอาเสียๆหายๆว่า
การเปิดเผยของวิกิลีกส์ครั้งนี้ ทำเอาความเชื่อถือของคนไทยที่เคยมีต่อสหรัฐ
เสื่อมทรุดลง อย่างเห็นได้ชัด!

สหรัฐอเมริกานั้น เป็นชาติใหญ่ที่แทบจะไม่เคยมีเรื่อง
ด้านการสร้างความขุ่นเคืองให้กับคนไทย แถมอเมริกันชน
และรัฐบาลของพวกเขา
ยังเคยมีบทบาทในการช่วยเหลือเมืองไทย มากกว่าชาติอื่นๆด้วยซ้ำไป เช่น
ในเรื่องด้านการศึกษาของไทยนั้น
คณะมิชชันนารีอเมริกัน ได้เข้ามาวางรากฐานให้กับเมืองไทย
โดยเฉพาะการศึกษาของผู้หญิง
ด้วยการตั้งโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง จนกลายมาเป็นโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยในปัจจุบัน
ผู้สำเร็จจากโรงเรียนนี้ในระยะต้น ได้กลายเป็นกำลังสำคัญ
ในการวางรากฐาน ให้กับโรงเรียนสตรีอื่นๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคด้วย
นอกจากนั้น การเผยแพร่คริสต์ศาสนาทางภาคเหนือของไทย
ก็ทำให้เกิดสถานศึกษาที่สำคัญ และพัฒนารุ่งเรืองมา จนกระทั่งทุกวันนี้ นั่นคือ
มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่

การศึกษาอย่างภาษาอังกฤษนั้น
คนอเมริกันก็มีส่วนอย่างสำคัญ มากกว่าชาวอังกฤษเจ้าของภาษาด้วยซ้ำ
แม้แต่พจนานุกรมของไทย คุณหมอปลัดเล และ มิสเตอร์แมคฟาแลนด์
ก็ทำให้ชาวเรามาก่อนคนไทยจะคิดทำ นานถึงครึ่งค่อนศตวรรษ
เพราะกว่า คุณ ส.เสถบุตร จะพิมพ์พจนานุกรมไทย- อังกฤษ
ซึ่งเป็นที่รู้จักก็ปี พ.ศ.2480 เข้าไปแล้ว
ที่ถือว่าสหรัฐอเมริกา มีบุญคุณต่อเมืองไทยอยู่มาก และไม่อาจลืมได้เลย นั่นคือ
การสนับสนุนไทย ไม่ต้องกลายเป็น “ผู้แพ้” ตามญี่ปุ่น “มหามิตร” ในสงครามโลกครั้งที่ 2
เรื่องนี้...ใหญ่หลวงนัก!
ทางการไทยก็ซาบซึ้งในเรื่องดังกล่าว และตอบแทนด้วยการยกที่ดิน
ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของเอกอัครราชทูตสหรัฐปัจจุบันให้ เป็นการสำนึกในบุญคุณชาวอเมริกัน
แม้จะทดแทนกันได้ไม่หมดก็ตาม

ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้ผมแปลกใจมาก ก็คือ
เมื่อ “ไอ้บัง กบฏ” กับพวก มันกระทำการละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์เจ้าชาวสยาม
ด้วยการเข้ายึดอำนาจของปวงชนชาวไทย
เมื่อ 19 ก.ย.2549 นำความฉิบหายใหญ่หลวง มาสู่บ้านเมืองของเรา
จนยับเยินมากระทั่งถึงปัจจุบัน นั้น
รัฐบาลอเมริกันหรือสถานทูตของเขา
ในฐานะที่เป็นผู้นำของโลกประชาธิปไตย กลับนิ่งเงียบ ไม่เคลื่อนไหว ออกมาประณาม
หรือแสดงทีท่าไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารครั้งชั่วร้ายนั้น แต่อย่างใดเลย!
ผิดวิสัยผู้นำชาติ ในโลกเสรียิ่งนัก!!
นอกจากนั้น รัฐบาลลุงแซมยังทำให้คนรักในระบอบประชาธิปไตย
ต้องขุ่นเคืองใจ ที่ดันไปออกวีซ่าให้ “ไอ้บัง กบฏ”
มันเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกา ไปลอยหน้าลอยตา
สาธยายเรื่องการทำรัฐประหารของมัน ให้คนไทยในสหรัฐฟังเสียอีก
รัฐบาลอเมริกันเลยถูกมองว่า ไม่ยึดหลักการในการเป็นชาติพี่เบิ้มของโลกเสรี
แต่ดันกลับข้างไปสนับสนุน ผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
ซึ่งทางอเมริกันก็ทราบดีแก่ใจดีว่า
รัฐประหารในครั้งนั้น ทำให้เมืองไทยถอยหลัง บ้านเมืองทรุดโทรม
ผู้คนในชาติแตกแยกกันล้ำลึก แต่ไอ้พวกระยำที่ร่วมกันก่อการเลวในครั้งนั้น
กลายเป็น ‘ผู้มั่งคั่ง’ ...ร่ำรวยกันไปถ้วนทั่ว!!!

สิ่งที่รัฐบาลอเมริกันทำไป ให้ประชาชนคนไทยได้เห็นในตอนรัฐประหารเลวร้ายครั้งนั้น
ก็เพียงแค่ปฏิบัติตามกฎของตน ในการไม่ขายอาวุธให้รัฐบาลไทย
ที่มาจากการรัฐประหาร แต่กลับเป็นการเปิดโอกาส ให้กองทัพไทยสามารถไปชอปปิ้ง
ซื้อหาอาวุธยุทโธปกรณ์ จากชาติอื่นด้วยความสนุกสนาน เช่น
ไปเครื่องบินรบจากสวีเดน ในราคาที่แพงลิบลิ่ว!
นายมาร์ค มกควาย ในฐานะผู้นำรัฐบาล “โคตรคอรัปฯ” ทนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ไหว
ต้องทำทีเป็นสั่งตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนฝ่ายทหารแบบเกรงๆ กลัวๆ
ทั้งนี้ ก็เพราะ...
รัฐบาลของตัวเอง ก็มีเรื่องทุจริตมากมายนับกันไม่หวาดไม่ไหว
ที่ฝ่ายทหารสามารถนำไปอ้าง เป็นสาเหตุแห่งการปฏิวัติ ได้ง่ายดายมากกว่า
ที่คณะรัฐประหารต่างๆ เคยใช้เป็นข้ออ้างมาแล้วในอดีตด้วยซ้ำไป เพราะ...
รัฐบาลโลซกชุดนี้ มีสาเหตุอัปรีย์ดังกล่าว ปรากฏต่อสาธารณชน...เพียยยยยบ!

ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนกระทั่งถึงวันนี้ คนไทยยังถกกันให้อื้ออึง ถึงเรื่องวิกิลีกส์
ที่จงใจ Leak หรือทำให้ “รั่ว” ออกมาซึ่งข่าวสาร ที่เกี่ยวกับรัฐบาลไทยและอเมริกัน ในทำนองว่า
ฝ่ายอเมริกันนั้น ใช้อิทธิพลเข้ามา กดดันรัฐบาลไทยมากเกินเหตุ!
เรื่องที่แย่มากสุดก็คือ กรณีของมิสเตอร์ วิคเตอร์ บูธ
ซึ่งทำให้ศาลไทยมัวหมองไปด้วย
เพราะนายอภิแสบฯถูกนินทาว่า ใช้อิทธิพลเข้ากดดันศาล ตามคำเรียกร้องของสหรัฐอเมริกา
นี่เอง...ยิ่งทำให้คนไทย อารมณ์เสียเพิ่มขึ้นอีกเป็นอันมาก เลยด่ายับเยินไปเลย
ทั้งรัฐบาลอเมริกา และรัฐบาลโลซกของไทย
ปัญหาต่อไป ก็มีอยู่ว่า
จะมีเรื่องเลวร้ายอะไรมากไหม ที่จะหลั่งไหลออกจากวิกิลีกส์ มาสู่สาธารณชนอีก?
คนไทยทั้งหลาย ตั้งตาคอยอยู่ อย่างกระหายใคร่รู้ เพราะดูเหมือนว่า
ความเลวร้ายต่างๆ ตั้งแต่ “ไอ้บัง กบฏ” ได้ปฏิบัติการกาลีทำลายบ้านเมืองไทยของเราแล้ว
ความระยำตำบอนต่างๆ ทั้งบุคคล หน่วยงาน องค์การ สถาบันต่างๆ
ก็ได้ถูกตีแผ่ออกมาทางสื่อสาธารณะ ทั้งลับและแจ้ง จนดูเหมือนว่า
เมืองไทยของเรานั้น จะหา ‘คนดี’ ได้ยากเต็มทีแล้ว!

สำหรับผมนั้น มีความเห็น ว่า
กรณีวิกิลีกส์ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยครั้งนี้ รัฐบาลอเมริกันน่าจะสำเหนียกว่า
ในภูมิภาคนี้ มีแต่ประเทศไทยและคนไทยเท่านั้น ที่ยังแสดงความเป็นมิตร
และจริงใจกับอเมริกันชน มากกว่าคนชาติอื่น
ลาว เขมร และเวียตนาม นั้น
สหรัฐอเมริกาก็ได้สร้างความพินาศฉิบหาย ให้กับบ้านเมืองของพวกเขา
อย่างมากมายพันลึก ผู้คนในถิ่นอินโดจีนต้องบาดเจ็บ ล้มตาย และพิการ เพราะ...
ฝีมืออเมริกัน...นับล้านๆคน!
ส่วนประเทศพม่า นั้นหรือ ไม่ต้องพูดถึง พวกเขาเกลียดชังอเมริกัน...เข้าไส้!!
สำหรับมาเลเซีย เป็นชาติมุสลิม ดังนั้น ไอ้เรื่องจะให้ไว้วางใจอเมริกันนั้น...ไม่มีเสียละ!!
เหลือที่ยืนหยัดโด่เด่ เป็นมิตรกับอเมริกัน ก็ไทยแลนด์ ‘แดนสยอง’ นี่แหละ!!!

คนมีอายุมากอย่างผม ก็ได้แต่คิดว่า
ถ้าหากคนไทยเราเกิดชิงชังอเมริกัน ตามชาติเพื่อนบ้านเขาไปด้วย
(ซึ่งปัจจุบันกำลังทวีจำนวนมากขึ้น ในบ้านเมืองของเรา)
การไปมาในภูมิภาคนี้ ของอเมริกันชนคงจะหาความสบายใจ และความปลอดภัย ค่อนข้างยาก
คนอเมริกันก็อาจไม่อยากมา
หรือลดจำนวนไปจากภูมิภาคนี้ หรือหากจะหลงเหลือติด ก็คงน้อยลงเต็มที!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนในฐานะ “มือข่าว” เก่า มีโอกาสทั้งได้ยินได้ฟัง
และได้เห็นหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นวีดีโอ ภาพนิ่ง และคลิปเสียงฯลฯ ต่างๆมากมาย
ซึ่งมีมาถึงผม จากหลากหลายช่องทาง
ล้วนแล้วแต่ทำให้บุคคล องค์การ สถาบันต่างๆในประเทศของเราต้องเสื่อมเสียร้ายแรง
จนทำให้จิตใจของผม
หดหู่เอามากๆ!
ไม่นึกเลยว่า บ้านเมืองของเรา จะตกต่ำไปในวังวนแห่งความชั่วร้าย ได้มากมายถึงเพียงนี้
บอกตรงๆว่า
ศรัทธาและความเชื่อมั่น ที่เคยมีให้ประเทศของเราอย่างเต็มเปี่ยมนั้น
ได้ถูกบั่นทอน ให้ลดน้อยถดถอยลงเป็นอันมาก จนต้องมานั่งนึกว่า
บ้านเมืองของเรา ตกต่ำมาถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน? จนถึงขั้นสื่อต่างชาติบอกว่า
เมืองไทยเรานั้น ได้กลายเป็น “ดินแดนอันตราย” ไปเสียแล้ว
ผมต้องขอทิ้งให้ท่านผู้อ่าน หนุ่มสาว อยู่ในวัยทำงานและแข็งแรง ได้โปรดช่วยกันคิด
และหาทางออกให้กับชาติของเราด้วย

อยากจะบอก กับท่านผู้อ่านว่า
เราอย่าไปคาดหวัง หรือฝากอนาคตของบ้านเมือง ไว้กับ
รัฐบาลโลซกของ นายมาร์ค มุกควาย ที่ผมวิจารณ์กระหน่ำแหลกลาญนมนานมาแล้ว
เพราะรู้สันดานพรรคนี้ดี ตั้งแต่ไอ้คนพวกนี้ ยังไม่ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำไป
ลองเปิดคอลัมน์เก่าของ “วาทตะวัน” ย้อนอ่านดู ท่านก็จะพบความจริง
ผมเห็นว่า...
ไอ้แก๊งดักดานนี้ มันทำแต่เรื่องไม่ชอบมาพากล
พอมีโอกาสบริหารบ้านเมืองคราใด ก็ทุจริตเหลือกำลังลากครานั้น
แต่ข่าวที่ leak เล็ดลอดจากวิกิลีกส์ในครั้งนี้
ทำให้คนไทยมีรื่องต้องด่ารัฐบาล ‘อัปลักษณ์-ร้อยศพ’ ชุดนี้เพิ่มเติม
โดยเฉพาะเรื่องการรั่วไหลข่าวสารจากวีกิลีกส์
นายมาร์ค มุกควาย ตอหลดในครั้งแรก ว่า
คุณโอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐไม่เคยโทรมาหา ตามรายงานที่ปรากฏในวิกิลีกส์
แต่ตอนหลังกลับบอกว่า คุณโอบามาโทรมาคุยเรื่อง Ipad เท่านั้น
พูดเหมือนคนไทย เอาแกลบและรำ หุงแทนข้าว!
ก็แล้วอย่างนี้ จะไม่ถูกด่าได้อย่างไรกัน!!?
สำหรับรัฐบาลอเมริกันและสถานทูต
และตัวเอกอัครราชทูต ที่ออกมาตีสองหน้า แถลงแถด้วยภาษาการทูตวกๆวนๆ
ก็สมควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ และโดนด่าร่วมกับนายมาร์ค มุกควาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

ผู้เขียนไม่ขอด่า หรือตำหนิ ฝ่ายอเมริกันด้วยตัวเอง
เพราะจะโดนเก็บเอาไปนินทาว่า เป็นคน ‘ปากร้าย’
เลยต้องให้อดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช ช่วยแสดงออกถึงความไม่พอใจ รัฐบาลสหรัฐ
และสถานทูตอเมริกัน ในกรณีวิกิลีกส์ แทนพวกเราคนไทยทั้งประเทศด้วย...



คุณบุชไม่ได้ใช้คำพูด ต่อว่าต่อขานรัฐบาลและสถานทูตอเมริกันโดยตรง
แต่ก็ได้แสดงออกถึงทีท่าไม่พอใจอย่างขึงขังและเข้มแข็ง แทนพวกเราคนไทยไปแล้ว...

อย่างที่ท่านเห็นในภาพ...นั่นแหละครับ!!

..........................

***หมายเหตุ ยังไม่ได้บอกท่านอดีตประธานาธิบดี
ให้ช่วยแสดงท่าที กับรัฐบาลโลซกของ นายมาร์ค มุกควาย แทนพวกเราคนไทยด้วย
ทั้งนี้ ก็เพราะเป็นห่วงว่า...
คุณบุชจะชูนิ้ว ค้างหราไว้...ไม่ยอมเอาลง!!!

(บทความตอน ต้องให้ ‘จอร์จ บุช’ แสดงแทนคนไทย ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 11 ธันวาคม 2553)


http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=266

hilight mix by voicety "รำลึกวันรฐน.และรำลึก8เดือนเผด็จการฆ่าปชช..."

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut



รำลึก 8 เดือน สลายชุมนุมแยกคอกวัว
คนเสื้อแดงแน่นกิจกรรมรำลึก 8 เดือน เหตุขอคืนพื้นที่สี่แยกคอกวัว ตำรวจกว่า 1,000 คุมเข้มในพื้นที่ ไร้เหตุวุ่นวาย
รายการข่าว VoiceNews (19.00น.) ประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2553
-รำลึก 8 เดือน สลายชุมนุมแยกคอกวัว
-นิติราษฎร์ ถก กษัตริย์ กับรัฐธรรมนูญ
-ไว้อาลัยห้ามฉายหนังถูกแบบในเวทีวิชาการ
-รัฐธรรมนูญเก่าแก่ที่สุดในโลก

รำลึก 8 เดือน สลายชุมนุมแยกคอกวัว
คนเสื้อแดงแน่นกิจกรรมรำลึก 8 เดือน เหตุขอคืนพื้นที่สี่แยกคอกวัว ตำรวจกว่า 1,000 คุมเข้มในพื้นที่ ไร้เหตุวุ่นวาย

นิติราษฎร์ ถก กษัตริย์ กับรัฐธรรมนูญ
กลุ่ม นิติราษฎรเสวนา กษัตริย์ - รัฐธรรมนูญ - ประชาธิปไตย ในโอกาสครบรอบ 78 ปีรัฐธรรมนูญ ยืนยันไม่ใช่เวทีล้มสถาบัน แต่เป็นการชำระรัฐธรรมนูญให้ตรงหลักการประชาธิปไตย

ไว้อาลัยห้ามฉายหนังถูกแบนในเวทีวิชาการ
ผู้ จัดงานเสวนา " พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์กับรัฐธรรมนูญไทย " แต่งดำไว้อาลัยคำสั่งกระทรวงวัฒนธรรม สั่งห้ามฉายหนังถูกแบนแห่งปี ในเวทีวิชาการ

รัฐธรรมนูญเก่าแก่ที่สุดในโลก
ศึกษารัฐธรรมนูญเก่า แก่ที่สุดในโลก อายุ 410 ปี ของประเทศ ซาน มาริโน่ ในยุโรปตอนใต้ มีบันทึก 6 ฉบับกำหนดแนวทางของพลเมืองและการบริหารประเทศ

สู้กันให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย ดูซิเผด็จการอำมาตย์ กับ ประชาธิปไตย ใครจะชนะ ถ้าไม่ชนะก็ไม่เลิกรา

มาเล่าภารกิจให้ฟัง

ที่มา thaifreenews

โดย หงส์ศาลาแดง

ผมหายไปเกือบครึ่งเดือน
มีเพื่อนที่โคราชชวนไปช่วยกันหาเสียงให้
เพื่อล้มไอ้กระจงหลงทาง
ตอนแรกมีปัญหากับทางผู้สมัครของเรานิดหน่อย
พอดีทางคุณวรวุธ วิชัยดิษฐ์และรังสี เสรีชัย
ติดต่อมาที่เพื่อนผม ให้ช่วยพาไปหาพี่น้องเสื้อแดง
ตามหมู่บ้านต่างๆ ก็เลยงานเข้า
เหนื่อยๆๆสุดๆกับสภาพถนนหนทางในชนบท
ขาดการดูแลเอาใจใส่ทั้งๆที่ไอ้กระจงเป็นรัฐมนตรี
ยังมีหน้าเขียนที่ป้ายหาเสียงว่า ถนนปลอดฝุ่น
การตอบรับดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
พี่น้องเสื้อแดงดีใจ บางคนมากอดร้องให้
บางที่เตรียมอาหารไว้ต้อนรับ
ปราศรัยวันหนึ่งก็ 2-3 จุด
จุดละประมาณ ร้อย-สองสามร้อยคน
ไปสายๆ กลับนอนเกือบเที่ยงคืนทุกวัน
มีอยู่วันหนึ่งช่วงบ่าย ว่างๆเลยแวะไปไหว้พระพุทธรูปแถวๆหินดาษ
มีพี่ผู้ชายอายุเกือบ 50 คนหนึ่งขี่จักรยานผ่านไป
สักพักจูงจักรยานมาเมียงๆมองๆ
พอเห็็นว่าเป็นวรวุธ ก็เข่ามากอด แล้วร้องไห้
พวกเราเห็นแล้วต้องเดินหนี กลัวจะร้องไห้ตาม
ผมมาคิดเล่นๆว่า
ถ้าแกนนำเราออกมาแล้ว
เดินไปหาเสื้อแดงตามหมู่บ้านแบบนี้
ไม่เกินปี มีพลังมหาศาลแน่ๆ
ไปละครับ รอลุ้นคะแนน วันที่ 12 กัน

ประชาชนกับมาตรฐานมโนสำนึก

ที่มา ประชาไท

สัปดาห์ที่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (“คดีเงิน ๒๙ ล้านบาท”) ผมมิได้ติดใจกับผลที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ แต่ ด้วยความอัศจรรย์ใจในการให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย กอปรกับความความเคารพอย่างแท้จริงต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมได้ทำความเห็นทางกฎหมายเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญกับมาตรฐานมโนสำนึก ซึ่งประชาไทได้กรุณาเผยแพร่ต่อประชาชนไปแล้ว สรุปโดยย่อว่า ตุลาการเสียงข้างมากทั้ง ๔ แม้ให้ยกคำร้องเหมือนกัน แต่สาระแห่งเหตุผลขัดแย้งและหักล้างกันเองโดยสิ้นเชิง หาก ๓ เสียงให้เลี้ยวซ้ายก็ได้ อีก ๑ เสียงให้เลี้ยวขวาก็ได้ เพราะอย่างไรก็ทางเดียวกัน ผมคงไม่ติดใจ แต่คดีนี้กลับเป็นฝ่ายหนึ่งห้ามเลี้ยวซ้าย อีกฝ่ายห้ามเลี้ยวขวา ไฉนกลับมาเรียกเป็นทางเดียวกัน ความชอบธรรมของเสียงข้างมากจึงเป็นที่น่ากังขา อีกทั้งเหตุผลยังอธิบายไม่ชัด กฎหมายถูกตีความเกินไปกว่าที่ผู้แทนปวงชนเห็นชอบ กระทบไปถึงการทำงานภายในขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซ้ำร้ายยังขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญที่มุ่งให้พรรคการเมืองโปร่งใสตรวจสอบ ได้ สุดท้ายการค้นหาความยุติธรรมกลับชะงักงันทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เองก็มั่นใจว่าสามารถพิสูจน์ความสุจริตของตน

ที่ สำคัญ ผมตั้งคำถามว่า นักกฎหมายที่ประชาชนให้ความไว้วางใจทำหน้าที่สำคัญสำหรับชาติบ้านเมือง ไม่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองก็ดี กรรมการการเลือกตั้งก็ดี หรือแม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี สมควรมีมโนสำนึกที่มั่นคงเพื่อวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ เพราะศาลตีความประหนึ่งว่า นายอภิชาต สุขัคคานนท์ (ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง) สามารถมีมาตรฐานมโนสำนึกต่างไปจากนายอภิชาตคนเดียวกัน (ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง) ที่พิจารณาเรื่องเดียวกันในวันเดียวกันได้ ทั้งนี้ ศาลได้กล่าวไว้ในหน้า ๓๔ ของคำวินิจฉัยว่า ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งได้เรียกประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยนายอภิชาตลงมติให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์และมีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่า ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน... (กรณีเงิน ๒๙ ล้านบาท)
ต่อมาในหน้า ๓๖-๓๗ ของคำวินิจฉัย ศาลกล่าวว่า ...ความเห็นของนาย อภิชาต สุขัคคานนท์ ในการลงมติในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ จึงไม่อาจถือได้ว่า เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง...
กล่าวให้ง่ายก็คือ แม้ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิชาต (ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง) จะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำผิดกรณีเงิน ๒๙ ล้านบาท แต่ศาลถือว่านายอภิชาต คนเดียวกัน วันเดียวกัน เรื่องเดียวกัน (แต่ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง) ยังไม่เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิด!
มาสัปดาห์นี้ เพียงหนึ่งวันก่อนวันรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่คำวินิจฉัย (ฉบับไม่เป็นทางการ) เรื่องอัยการสูงสุดขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (“คดีเงิน ๒๕๘ ล้านบาท”) ผ่านเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ มีทั้งสิ้น ๗ หน้า แม้ประเด็นวินิจฉัยจะอาศัยกฎหมายคนละมาตรา แต่ก็มีประเด็นสำคัญลักษณะเดียวกัน ซึ่งในหน้า ๖ บรรทัดที่ ๑๖-๒๐ ศาลอธิบายว่า
เมื่อ พิจารณาความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ซึ่งได้มีความเห็นว่า ให้ยกคำร้อง เพราะพยานหลักฐานไม่พอฟังว่า พรรคประชาธิปัตย์รับบริจาคเงินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) โดยหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงิน แม้จะไม่ถือว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ก็แสดงให้เห็นได้ว่า นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ยังมิได้มีความเห็นว่าผู้ถูกร้องกระทำการอันจะเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคแต่อย่างใด
กล่าวให้ง่ายก็คือ เมื่อนายอภิชาต (ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง) บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำผิดกรณีเงิน ๒๕๘ ล้านบาท แล้วจะมาบอกว่านายอภิชาต คนเดียวกัน วันเดียวกัน เรื่องเดียวกัน (แต่ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง) เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำผิดได้อย่างไร!?
เพื่อบรรยากาศอันเป็นมงคลในวันรัฐธรรมนูญ ผมขอไม่ถามถึงมาตรฐาน มโนสำนึกของนักกฎหมายอีก ขอเพียงตั้งจิตอธิษฐานให้เรา ประชาชน ร่วมกันรักษามาตรฐานมโนสำนึกของเราให้คงมั่น หมั่นเป็นตัวอย่างและกำลังใจแด่บรรดาผู้กุมชะตาประเทศชาติของเรา ให้คิดถึงพวกเราบ้างด้วยเทอญ.
ความเห็นเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญกับมาตรฐานมโนสำนึก อ่านได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat

เสื้อแดงชุมนุมวันรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

คน เสื้อแดงชุมนุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ "จตุพร" เผยเตรียมยื่นหลักฐานการเสียชีวิตของ "ฮิโรยูกิ มุราโมโตะ" ที่สถานทูตญี่ปุ่นวันที่ 13 ธ.ค.ด้าน "รอยเตอร์" เผยแพร่ เอกสารฟากรัฐบาลที่รั่วมาถึงมือ ซึ่งระบุเบื้องต้นว่าทหารไทยมีส่วนทำให้พลเรือนเสียชีวิต
































(หมายเหตุ: ชมภาพทั้งหมดได้ที่นี่)

ช่วง บ่ายวันนี้ (10 ธ.ค.) ผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้นัดหมายชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีการนำผ้าแดงไปผูกรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมกันนั้นมีผู้นำผ้าสีดำมาพันรอบอนุสาวรีย์ด้วย เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำ และเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาบังคับใช้

ทั้งนี้ผู้ ชุมนุมมีจำนวนมาก ทำให้ต้องลงมาชุมนุมบริเวณรอบผิวถนนราชดำเนินรอบฐานอนุสาวรีย์ ทั้งนี้ แกนนำคนเสื้อแดง อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธานกลุ่ม นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเดินทางมาถึงในเวลา 17.30 น. เพื่อดำเนินกิจกรรมการชุมนุมภายใต้ชื่อว่า “8 เดือนผ่านฟ้า 78 ปีรัฐธรรมนูญ”

โดยนายจตุพรได้ขึ้นรถขยายเสียงของทางเจ้าหน้าที่ ประกาศกับผู้ชุมนุม และยืนยันว่าในเวลา 20.00 น.จะยุติการชุมนุมและแยกย้ายกันกลับบ้าน และนัดพบกันวันที่ 19 ธันวาคมที่แยกราชประสงค์ ทั้งนี้นายจตุพรประกาศว่าทุกวันที่ 10 ของทุกเดือนขอให้คนเสื้อแดงมารวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจนกว่าจะจับ กุมคนที่ทำให้คนเสื้อแดงเสียชีวิตได้ และนายจตุพร ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับกำหนดการจุดโคมลอยในช่วงค่ำวันนี้นั้น จากการประสานงานกับตำรวจได้ข้อสรุปว่าจะงดไปก่อน เพราะเกรงว่าทิศทางลมจะพัดโคมไปทางโรงพยาบาลศิริราช ดังนั้น เพื่อความสบายใจ จะเปลี่ยนไปจุดโคมลอยที่แยกราชประสงค์ในวันที่ 19 ธ.ค.แทน

นาย จตุพร กล่าวด้วยว่า ในวันจันทร์ที่ 13 ธ.ค. คนเสื้อแดงจะเดินทางไปยังสถานทูตเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อยื่นหลักฐานเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น และจะนำหลักฐานดังกล่าวไปยื่นต่อคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อ แนวทางปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน รวมทั้งยื่นต่อสหประชาชาติต่อไป โดยหลักฐานทั้งหมดเป็นสำนวนการสืบสวนใหม่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และได้มาจากตำรวจ

แดงเชียงใหม่เผาศาลจำลองอ้างไม่ยุติธรรม วอนขอ 'ทักษิณ' กลับประเทศ

เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่าเวลา 19.30 น. วันที่ 10 ธ.ค. กลุ่ม นปช.แดงเชียงใหม่ และกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 200 คน ได้รวมตัวกันที่บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ โดยไม่มีแกนนำมาร่วม มีการตั้งศาลจำลอง โดยระบุว่าไม่ได้เป็นศาลยุติธรรม มีการนำพานใส่รองเท้าบูททหาร และตาชั่งที่เอียงมาวางไว้ด้วย

จากนั้น มีการปราศรัยเรียกร้องประชาธิปไตย และขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กลับคืนสู่ประเทศไทย รวมถึงการเชิญชวนเข้าร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 19 ธ.ค.2553 นี้ และในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อีกทั้งการเชิญชวนกันไปแจกผ้าห่มแก่ชาวบ้านที่ยากจน และประสบภัยหนาวเย็นที่บนดอย ของ อ.แม่แจ่

หลังการเปิดเวทีได้มีการ แสดงละครล้อเลียนโดยนำศาลจำลองมาวางบนร่างของคน เสื้อแดงที่ล้มตายจำนวนมาก แต่ผู้กระทำกับไม่มีความผิดใด และยังลอยนวลได้อยู่ จากนั้นก็ได้มีการร่วมกันจุดเทียนสีแดงและนำเทียนเหล่านี้มาทำการเผาศาล จำลองที่ทำด้วยกล่องกระดาษ พร้อมทั้งร่วมกันปล่อยโคมลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนแยกย้ายกันกลับเวลา 21.00 น.

แดงพะเยาขานรับนโยบาย 4 ข้อขับเคลื่อนของกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งประเทศ

เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงาน ว่านาย ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) พะเยา กล่าวว่า จากการที่อาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธาน นปช.ได้มีนโยบายการขับเคลื่อนของคนเสื้อแดงทั้งประเทศ โดยยึดวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ 1.การรณรงค์เพื่อให้ปล่อยตัวแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบให้ได้รับอิสรภาพการประกันตัวเพื่อดำเนินคดี อย่างมีนิติรัฐนิติธรรม2.ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัวตลอดจนการ ประกันตัวและต่อสู้คดี 3.เรียกร้องความยุติธรรมและการใช้กฎหมายมาตรฐานเดียวกันและคำนึงถึงสิทธิ มนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ 4.ยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้

เสื้อแดง พะเยาขานรับนโยบายและวัตถุประสงค์การขับเคลื่อนภาคประชาชนตาม หลักทั้ง 4 ประการอย่างเต็มที่ เพราะมีความเป็นเหตุผลที่เหมาะสมในแต่ละข้อโดยเฉพาะเรื่องของการยกระดับการ ต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้ซึ่งมั่นใจว่าการเรียกร้องหรือ ต่อสู้เรื่องใดๆก็ตาม หากกลุ่มผู้ที่ขับเคลื่อนมีองค์ความรู้สามารถถกเถียงกับกลุ่มอื่นได้ด้วย เหตุและผล ย่อมทำให้เกิดความสร้างสรรค์ในการต่อสู้ประชาชนจะได้รับความรู้จาก ประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมการต่อสู้ด้วยความรู้จะทำให้เกิดความสูญเสีย ได้น้อยที่สุดเพราะเป็นการต่อสู้ของการใช้ปัญญา

"ผมคิดว่าแนวการ ต่อสู้ดังกล่าวจะทำให้แนวร่วมเสื้อแดงมีพลังในการต่อสู้ และขับเคลื่อนได้ต่อไปอย่างยั่งยืนเพราะ ณ เวลานี้คนเสื้อแดงต่างได้ก้าวข้ามเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว พวกเรามองถึงเรื่องความเป็นธรรม ความยุติธรรมการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมไม่มีสองมาตรฐาน ไม่มีเลือกปฏิบัติความเสมอภาคจะต้องเกิดขึ้นกับคนทุกระดับชั้นตั้งแต่ระดับ รากหญ้าจนถึงชนชั้นปัญญาชน ประชาธิปไตยจึงจะเกิดขึ้นจริง" นายศิริวัฒน์ กล่าว

เสื้อแดงลำปางเคลื่อนไหวทำกิจกรรมวันรัฐธรรมนูญ

สำนักข่าวไทย รายงานว่าเมื่อเวลา 09.40 น. วันนี้ (10 ธ.ค.) คนเสื้อแดงในจังหวัดลำปาง นำโดย พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว รวมตัวกันเคลื่อนไหวเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม โดยออกเดินจากบริเวณสามแยกเพ็ญทรัพย์ไปตามถนนบุญวาทย์ สู่จุดหมายที่สนามศาลากลางหลังเก่า พร้อมถือป้ายข้อความเรียกร้องประชาธิปไตย และการทำหน้าที่ของ กกต. กรณีคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ในคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท และเมื่อวานนี้ (9 ธ.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 3 ยกคำร้องเรื่องดังกล่าว

จาก นั้นกลุ่มเสื้อแดงได้ปล่อยลูกโป่งสีแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของการทำ กิจกรรม ครั้งนี้ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความเรียบร้อยการสัญจรไปตลอดเส้นทาง ทั้งนี้ พ.ต.ท.กานต์ ระบุว่า บทบาทต่อไปของกลุ่มเสื้อแดงลำปางจะทำงานเพื่อสังคม และจะดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบของกฎหมาย

รอยเตอร์แพร่เอกสารผลสอบเบื้องต้นฟากรัฐบาล

ขณะเดียวกันในวันนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์ ได้เผยแพร่ข่าวที่ระบุว่่าได้รับรายงานจากรัฐบาลที่รั่วมาถึงผู้สื่อข่าว โดยระบุว่าเป็นรายงานผลสรุปชั้นต้นโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยในรายงานดังกล่าวระบุว่า จากผลการสอบสวนในกรณีวัดปทุมวนาราม ผู้เสียชีวิตจากสามในหกรายน่าจะถูกสังหารโดยทหาร แต่อีกสามรายไม่สามารถสรุปได้ว่าใครต้องรับผิดชอบกับสาเหตุการเสียชีวิต แต่ผู้เสียชีวิตทั้งหมดหกร้ายสามารถระบุได้ว่าถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง

ส่วน กรณีของนายฮิโรยูกิ มุราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ในรายงานได้อ้างคำพูดของพยานซึ่งระบุว่าช่างภาพผู้นี้ล้มลงขณะที่มีแสงจาก การยิงปืนมาจากทิศทางของทหาร ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังไม่เผยแพร่ผลสอบนี้อย่างเป็นทางการ ขณะที่มีการกดดันทางการทูตมาจากรัฐบาลญี่ปุ่น

บรรณาธิการรอยเตอร์เด วิด ชเลซิงเกอร์ ออกแถลงการณ์ มีเนื้อหาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเผยแพร่รายงานฉบับเต็มต่อสาธารณชนทันที "เจ้าหน้าที่ไทยมีหน้าที่ต่อครอบครัวของ 'ฮิโระ' ในการเปิดเผยว่าโศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบ" ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุ

สำหรับรายละเอียดการรายงานของรอยเตอร์สามารถติดตามได้จาก ลิ้งนี้

รายงานเอ็กซ์คลูซีฟจากรอยเตอร์: หลักฐานบ่งชี้ว่าทหารไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในความตายของพลเรือน

ที่มา ประชาไท

กรุงเทพฯ (รอยเตอร์) รอยเตอร์ได้เห็นเอกสารทางการไทยที่รั่วไหลออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นว่า กองทัพไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในการสังหารชีวิตพลเรือนระหว่างเกิดความไม่สงบทาง การเมืองในกรุงเทพฯ เมื่อกลางปีนี้ ถึงแม้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐไทยไม่ยอมรับก็ตาม

การ สอบสวนเบื้องต้นของรัฐต่อความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน และพฤษภาคม ได้ข้อสรุปว่า กองกำลังพิเศษของไทย ซึ่งวางกำลังอยู่บนรางรถไฟฟ้ายกระดับ ได้ยิงลงไปในบริเวณวัดที่มีผู้ประท้วงหลายพันคนเข้าไปหลบภัยในวันที่ 19 พฤษภาคม

การ สอบสวนนี้พบว่า ประชาชน 3 ใน 6 คนที่ถูกยิงตายในวัดน่าจะเสียชีวิตจากกระสุนของกองทหาร ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับแถลงการณ์ของกองทัพไทย ซึ่งออกมาปฏิเสธว่าทหารไม่มีส่วนรับผิดชอบในการสังหารที่วัด

รายงาน นี้กล่าวว่า ยังไม่มีหลักฐานมากเพียงพอที่จะสรุปว่า ใครคือผู้รับผิดชอบต่อความตายของประชาชนอีกสามคนในวัดนั้น แต่รายงานระบุว่า เหยื่อทั้งหกรายถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูง

มี ข้อเท็จจริง หลักฐานและปากคำพยานมากเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่า การเสียชีวิต (ทั้งสามราย) เป็นผลมาจากปฏิบัติการของกองกำลังด้านความมั่นคงที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ผู้สอบสวนระบุไว้เช่นนี้ โดยแนะนำให้ตำรวจสืบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิตต่อไป

เมื่อ รอยเตอร์ตั้งคำถามเกี่ยวกับเอกสารที่รั่วไหลออกมานี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ได้ปฏิเสธว่าเอกสารนี้ไม่ใช่เอกสารจริง แต่กล่าวว่า การสอบสวนยังไม่สมบูรณ์และกำลังพยายามเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น

ขั้นตอนต่อไปจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางศาล ดังนั้น เราจึงไม่ควรตื่นตูมไปกับข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์ เขากล่าว

ผลการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษของไทย (ดีเอสไอ) น่าจะยิ่งกระตุ้นขบวนประท้วงต่อต้านรัฐบาลของ คนเสื้อแดง ที่ท้าทายความชอบธรรมของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งออกมากล่าวโทษเมื่อเดือนมิถุนายนว่า การเสียชีวิตในวัดเกิดจากกลุ่มคนติดอาวุธในหมู่ผู้ประท้วงด้วยกันเอง

วัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นวัดพุทธศาสนา ถูกประกาศให้เป็น เขตอภัยทาน สำหรับผู้หญิง เด็ก คนชราและผู้พิการ ประชาชนหลายพันคนหนีเข้าไปหลบในวัดในวันที่ 19 พฤษภาคม เมื่อกองทัพใช้กำลังเข้าสลายผู้ประท้วงที่ยึดพื้นที่ในย่านการค้าใกล้เคียง

จากการสอบสวนของดีเอสไอ พยานหลายคนรายงานถึงสภาพปั่นป่วนนอกวัด เมื่อเสียงปืนดังรัวขึ้นและพลเรือนพากันหนีออกจากย่านช้อปปิ้ง

พยาน คนหนึ่งกล่าวว่า เขาเห็นทหารยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าด้านบน และยิงลงไปในเต๊นท์พยาบาลภายในบริเวณวัด ซึ่งพยาบาลอาสากำลังดูแลพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บ มีพยาบาลอาสาสองคนเสียชีวิต

มี ประชาชนถูกฆ่าตาย 91 ราย และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1,800 ราย ระหว่างเกิดความไม่สงบในเดือนเมษายนและพฤษภาคม อาคารกว่า 30 แห่งถูกไฟไหม้ นี่เป็นความรุนแรงทางการเมืองที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า ช่างภาพของรอยเตอร์น่าจะถูกทหารยิงเสียชีวิต

ดี เอสไอกำลังสอบสวนการตายทั้งหมด 89 รายที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลไทยยังไม่ยอมเปิดเผยผลการสอบสวนใด ๆ ต่อสาธารณะ แม้จะมีแรงกดดันจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็ตาม

ผล การสอบสวนที่ตกมาถึงรอยเตอร์มีอยู่ในรายงานสองฉบับของดีเอสไอ ฉบับหนึ่งเกี่ยวกับการยิงที่วัดและอีกฉบับเกี่ยวกับการตายของช่างภาพรอย เตอร์ นายฮิโระ มุราโมโตะ ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน

มุ ราโมโตะ ชาวญี่ปุ่นวัย 43 ปีผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในโตเกียว ถูกสังหารด้วยกระสุนความเร็วสูงยิงเข้าที่หน้าอก ขณะกำลังทำข่าวการประท้วงในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ

รายงาน อ้างพยานคนหนึ่งซึ่งกล่าวว่า มุราโมโตะล้มลงพร้อมกับกระสุนที่ยิงมาจากทิศทางของทหาร รัฐบาลไทยยังไม่ยอมเปิดเผยรายงานเกี่ยวกับการตายของเขาต่อสาธารณะ ถึงแม้มีแรงกดดันทางการทูตจากญี่ปุ่นอย่างมาก

หัวหน้าบรรณาธิการของรอยเตอร์ นายเดวิด ชเลซิงเงอร์ เรียกร้องให้เผยแพร่รายงานฉบับเต็มต่อสาธารณะทันที

รัฐบาล ไทยยังติดค้างครอบครัวของฮิโระ รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างไรและใครคือผู้รับผิดชอบ ชเลซิงเงอร์กล่าวในแถลงการณ์

ราย ละเอียดของเหตุการณ์ที่ทหารยิงใส่พลเรือนอาจกระพือความโกรธแค้นของประชาชน และกระตุ้นกลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยได้รับเลือกตั้งถึงสองครั้งและปัจจุบันต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ ทักษิณ ชินวัตรเรียกร้องให้นานาชาติเข้าไปสอบสวนความรุนแรงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม รวมทั้งความตายอันน่ากังขาในวัดด้วย

พยาน คนหนึ่ง ซึ่งซ่อนอยู่ใต้รถยนต์ที่วัด ให้การว่า เขาถูกระดมยิงถึง 4 หรือ 5 ครั้งจากกลุ่มชายในชุดลายพราง ซึ่งยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้ายกระดับ

เขา ถูกยิงนัดหนึ่งและได้รับความช่วยเหลือจากพระสงฆ์รูปหนึ่ง การชันสูตรพลิกศพพบว่า กระสุนที่พบในศพ 4 รายจาก 6 รายในวัด เป็นลูกกระสุนชนิดเดียวกับที่ทหารบนรางรถไฟฟ้าให้การว่าใช้เป็นอาวุธ มีประชาชนได้รับบาดเจ็บที่วัดเป็นจำนวนที่ไม่ทราบแน่นอน

ความลับของทางการ

คำ ให้การของทหารที่อ้างในรายงานของดีเอสไอระบุว่า พวกเขายิงเตือนไปที่วัดและถูกยิงตอบโต้จากกลุ่มชายชุดดำที่อยู่ข้างล่างและ จากผู้มีอาวุธปืนอีกคนหนึ่งในวัด ทหารกล่าวว่า พวกเขายิงคุ้มกันให้กองทหารบนพื้นดิน ซึ่งร้องขอกำลังสนับสนุน

นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ดีเอสไอได้สรุปผลการสอบสวนเบื้องต้นและส่งต่อผลการสอบสวนนี้ให้กรมตำรวจ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาต่อสาธารณชน

รายงานการสอบสวนนี้เป็นประเด็นที่อ่อนไหวต่อการถกเถียงหรือการยืนยันความถูกต้อง เขากล่าว มันเป็นความลับของทางการ การยืนยันความถูกต้องของรายงานที่ส่งไปถึงกรมตำรวจอาจมีผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนที่มีรายชื่ออยู่ในนั้น

เขา ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารสองฉบับที่ตกมาถึงรอยเตอร์ แต่กล่าวว่า จากนี้ตำรวจจะสอบสวนคดีของประชาชนสามรายที่เชื่อว่าถูกทหารฆ่าตายในวัด รวมทั้งประชาชนคนอื่นอีกสามรายที่มีความเป็นไปได้ว่าถูกทหารยิงเสียชีวิต ซึ่งรวมถึงนายมุราโมโตะด้วย

ผลการสอบสวนของกรมตำรวจจะถูกส่งไปให้ดีเอสไอและสำนักงานอัยการ

ถ้า การสอบสวนพบว่าทหารมีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของพลเรือน ครอบครัวของผู้เสียชีวิตสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ แต่รัฐบาลก็สามารถอ้างได้ว่า การยิงนั้นเกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

(รายงานข่าวเพิ่มเติมโดย Andrew Marshall จากสิงคโปร์; บรรณาธิกรณ์โดย Andrew Marshall และ John Chalmers)

หมายเหตุผู้แปล: ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ในเฟซบุ๊กที่แนะนำข่าวนี้

iLaw: สรุปสถานการณ์การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ พ.ศ.2550 - 2553

ที่มา ประชาไท

นับ แต่ประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2550 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 พบว่า มีการดำเนินคดีตามกฎหมายนี้แล้วทั้งสิ้น 185 คดี และ มีคำสั่งศาลให้ปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ 117 ฉบับ เพื่อปิดกั้นการเข้าถึง 74,686 ยูอาร์แอล

สถิติการดำเนินคดี
จากคดี ความทั้งหมด 185 คดี พบว่าส่วนใหญ่เป็นการฟ้องร้องจาก "เนื้อหา" ในอินเทอร์เน็ต เช่น การด่าทอ การหลอกลวง การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯลฯ ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 14 - 16 มีจำนวนทั้งสิ้น 128 คดี ขณะที่คดีอันเกี่ยวกับ "ระบบ" เช่น การเข้าสู่ระบบโดยมิชอบ การฉ้อโกงโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ การเผยแพร่โปรแกรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 5-13 มีจำนวนทั้งสิ้น 45 คดี และไม่ทราบข้อมูลจำนวน 12 คดี

หากลองจัดหมวดหมู่ความผิด สามารถเรียงลำดับจากมากไปน้อยได้ดังนี้ หนึ่ง การหมิ่นประมาทบุคคล 54 คดี สอง การฉ้อโกง 38 คดี สาม การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ 31 คดี สี่ การเผยแพร่สิ่งลามก 12 คดี ห้า การขายโปรแกรมที่ผิดกฎหมาย 10 คดี หก ความผิดในแง่ตัวระบบคอมพิวเตอร์โดยตรง 8 คดี เจ็ด เนื้อหาเกี่ยวกับความมั่นคง 6 คดี และแปด เรื่องอื่นๆ และเรื่องที่ไม่สามารถระบุได้อีก 26 คดี

มีข้อสังเกตว่า คดีส่วนใหญ่เป็นความผิดเช่นเดียวกับความผิดทั่วไป แต่เมื่อมีระบบคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้องก็อาจเป็นอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ได้ เช่น มาตรา 14 (1) กล่าวถึงความผิดอันเกิดจากการปลอมแปลงหรือนำเข้าสู่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อัน เป็นเท็จ ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ได้ตั้งใจให้ใช้กับการหมิ่นประมาท แต่พบว่ามีคดีหมิ่นประมาทที่ฟ้องด้วยพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์สูงมาก ทั้งที่ความผิดฐานหมิ่นประมาทก็มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 กับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 บังคับใช้อยู่แล้ว และการตั้งข้อหาตามมาตรา 14 (1) นี้ยังถูกนำมาใช้กับกรณีการหลอกลวงกันตามเว็บบอร์ดสนทนา ทั้งที่ก็มีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 เรื่องการฉ้อโกง

ในทางปฏิบัติ การฟ้องคดีตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มักตั้งข้อหาควบคู่กับกฎหมายอื่นๆ การตีความอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่า เนื้อหาของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เปิดโอกาสให้สามารถตีความได้ และผู้บังคับใช้กฎหมายก็มักนำพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาใช้อย่างสับสน จนกระทบกระเทือนต่อการสื่อสารบนโลกออนไลน์

ความผิดที่เนื้อหากระทบ ต่อ ความมั่นคงซึ่งกำหนดไว้ทั้งในมาตรา 14(2) อันว่าด้วยการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อความ มั่นคง และมาตรา 14 (3) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย น่าสงสัยว่าในเมื่อมี (3) ซึ่งฐานความผิดเชื่อมโยงไปยังประมวลกฎหมายอาญาที่เขียนไว้ชัดเจนแน่นอนอยู่ แล้ว เหตุใดจึงต้องมี (2) ซึ่งใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือไว้อีกด้วย มาตรา 14 (2) และ (3) จึงอาจเปิดช่องให้มาตรานี้ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความขัดแย้ง จำนวนคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกมาก

ทั้ง นี้ คดีความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ มักจะถูกตั้งข้อหาตามมาตรา 14(2) และ (3) และมีถึง 25 จาก 31 คดี ที่ถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลทุกชุดให้ความสำคัญเป็นนโยบายเร่งเอาผิด เมื่อประกอบกับตัวบทกฎหมายที่กล่าวมานี้ซึ่งยังมีปัญหาความคลุมเครือของถ้อย คำอยู่มาก จึงมีคดีจำนวนไม่น้อยที่อาจกล่าวได้ว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

สำหรับ ความผิดฐานเผยแพร่ภาพลามก เป็นความผิดทั้งตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) และตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 ซึ่งสองมาตรานี้น่าจะมีลักษณะเป็นกฎหมายเฉพาะกับกฎหมายทั่วไป เพราะฉะนั้นหากเป็นการเผยแพร่ในโลกออนไลน์จึงต้องใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับเดียวเท่านั้น ในฐานะที่เป็นกฎหมายเฉพาะยกเว้นกฎหมายทั่วไป แต่ในทางปฏิบัติพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการ ตั้งข้อหาควบคู่กันไปทั้งสองมาตรา จนอาจมีคำถามว่าถูกต้องหรือไม่

สถิติการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์
สิทธิ ของ ประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตามกรอบที่ปรากฏในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น เขียนขึ้นบนความคาดหวังของสังคมที่หวังให้สถาบันศาลมีบทบาทช่วยกลั่นกรองการ ใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ โดยมาตรา 20 ให้อำนาจไว้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อขอให้มีคำ สั่งระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ แทนที่การปฏิบัติแบบเดิมๆ ที่เจ้าหน้าที่อาจใช้อำนาจสั่งปิดเว็บต่างๆ ได้ทันที

จากสถิติพบว่า ในปี 2550 มีคำสั่งศาล 1 ฉบับ เพื่อระงับการเข้าถึง 2 ยูอาร์แอล ปี 2551 จำนวน 13 ฉบับ เพื่อระงับการเข้าถึง 2,071 ยูอาร์แอล ปี 2552 จำนวน 64 ฉบับ เพื่อระงับการเข้าถึง 28,705 ยูอาร์แอล ปี 2553 จำนวน 39 ฉบับ เพื่อระงับการเข้าถึง 43,908 ยูอาร์แอล รวมทั้งสิ้น สามปีนับแต่ประกาศใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีหมายศาลออกมาแล้วทั้งสิ้น 117 ฉบับ เพื่อระงับการเข้าถึง 74,686 ยูอาร์แอล

เหตุผลของคำสั่งปิดกั้น ที่สูงเป็นอันดับหนึ่งคือ มีเนื้อหาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จำนวน 57,330 ยูอาร์แอล อันดับสองคือ มีเนื้อหาและภาพลามก 16,740 ยูอาร์แอล อันดับสามคือ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทำแท้ง 357 ยูอาร์แอล อันดับสี่คือ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเล่นการพนัน 246 ยูอาร์แอล และอันดับห้า เป็นเรื่องอื่นๆ อีกเล็กน้อย เช่น การดูหมิ่นศาสนา การทำ Phishing/Pharming (การทำหน้าเว็บปลอมลอกเลียนแบบ) กระทั่งเคยมีหมายศาลให้ระงับการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่อาจทำให้เข้า ใจรัฐบาลผิดเกี่ยวกับเหตุการณ์การควบคุมการชุมนุมจนอาจก่อให้เกิดความปั่น ป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน

นอกจากการปิดกั้นโดยคำสั่ง ศาล ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์แล้ว ทีมวิจัยยังพบอีกว่า เจ้าหน้าที่รัฐปิดกั้นด้วยวิธีการอื่นด้วย เช่น การส่งหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการ และที่สำคัญคือ การใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งแหล่งข้อมูลบอกว่า เว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นตามคำสั่งศอฉ.นั้น เป็นตัวเลขหลักหลายหมื่น ในจำนวนนี้มีไม่น้อยที่ศอฉ. มีคำสั่งปิดกั้นโดยใช้วิธีระบุเป็น “ช่วงตัวเลข” ของหมายเลขไอพี ลักษณะนี้ย่อมกระทบต่อเว็บไซต์จำนวนมากซึ่งอาจเป็นเว็บไซต์ทั่วไปทั้งที่ผิด และไม่ผิดกฎหมายแต่มีที่อยู่อยู่ในช่วงหมายเลขไอพีดังกล่าวเท่านั้น

มี ข้อสังเกตว่า ศาลใช้เวลารวดเร็วพิจารณาคำร้องวันต่อวันก่อนสั่งปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ จากคำสั่งศาล 117 ฉบับ มีถึง 104 ฉบับที่ศาลมีคำสั่งในวันเดียวกับที่ยื่นคำขอ ซึ่งมีผลปิดกั้นเว็บไซต์ทั้งหมด 71,765 ยูอาร์แอล เฉลี่ยแล้วเท่ากับสั่งปิดกั้นวันละ 690 ยูอาร์แอล นอกจากนี้ยังพบว่า จำนวนเว็บไซต์ที่ถูกสั่งปิดกั้นจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณในช่วงที่มีการชุมนุม เรียกร้องทางการเมือง

นอกจากแนวนโยบายเร่งปิดกั้นเว็บไซต์ ดำเนินคดีกับผู้ใช้และผู้ให้บริการแล้ว รัฐบาลยังมีจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยอินเทอร์เน็ต (ลูกเสือไซเบอร์) มีการเซ็นสัญญาความร่วมมือ (MOU) 3 กระทรวง คือ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อช่วยตรวจสอบอินเทอร์เน็ต แจ้งเตือนเนื้อหาไม่เหมาะสม ด้านหน่วยทหารก็มีหน่วยงานสร้างสื่อของรัฐในเชิงตอบโต้ เช่น เครือข่ายกรมพลาธิการทหารเรือเพื่อส่งเสริมและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์บน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

เปรียบเทียบสถานการณ์ กฎหมายกับสื่อออนไลน์ในต่างประเทศ
เมื่อเปรียบเทียบการใช้กฎหมายและนโยบายในต่างประเทศที่มีต่อการแสดงความคิดเห็นและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในอินเทอร์เน็ต พบว่า ประเทศมาเลเซีย แม้ไม่มีกฎหมายที่กล่าวถึงสื่อออนไลน์โดยตรง แต่พบว่ารัฐบาลสามารถใช้วิธีตีความกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ให้กว้างออก เช่น ระหว่างที่รัฐตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ฝ่ายบริหารมีอำนาจออกกฎหมายได้ เช่น ห้ามแลกเปลี่ยนกันเรื่องความเป็นพลเมือง อำนาจอธิปไตย ยังมีกฎหมายเรื่องความลับของราชการ มีกฎหมายความมั่นคงภายใน และกฎหมายว่าด้วยการจลาจล

ด้านประเทศจีน เพื่อความมั่นคงของรัฐบาลจีนและพรรคคอมมิวนิสต์ ประชาชนแทบจะไม่สามารถแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ มีทั้งนโยบายและกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและควบคุม สื่ออย่างเป็นระบบ โดยผูกขาดการให้บริการโทรคมนาคม กำหนดให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและผู้สร้างเว็บไซต์มีหน้าที่ตรวจสอบ เนื้อหา และยังมีซอฟต์แวร์ที่ปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์

ขณะที่สหพันธรัฐเยอรมนี นอกจากการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อลามกแล้ว การเผยแพร่ลัทธิฝ่ายขวาหรือฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง การพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่เนื้อหาเหล่านี้ กฎหมายกำหนดองค์ประกอบไว้ชัดเจนไม่คลุมเครือ สามารถขอให้ศาลตรวจสอบได้

ด้านสหรัฐอเมริกา ถือว่ามีเสรีภาพในสื่อออนไลน์ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความคิดเห็นทางการเมือง แต่มีข้อจำกัดสองประการ คือ การคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากสื่อลามกและความหวาดกลัวต่อภัยก่อการร้าย ซึ่งทำให้รัฐบาลมีมาตรการสอดส่องเฝ้าระวังข้อมูลออนไลน์ได้ โดยมีกฎหมายเฉพาะที่นำไปสู่การปิดกั้นเว็บไซต์และจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวน มาก

รายงานสถานการณ์การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ด้วยการอ้างกฎหมายและแนวนโยบายแห่งรัฐไทย



รายงานสถานการณ์การควบคุมและปิดกั้นสื่อออนไลน์ด้วยการอ้างกฎหมายและแนวนโยบายแห่งรัฐไทย

อริสมันต์ตั้งองค์กรพัฒนาประชาธิปไตยและความยุติธรรมในประเทศไทย ดึงเสื้อแดงทั่วโลกเป็นสมาชิก

ที่มา Thai E-News


โดย อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

พี่น้องเสื้อแดงทั่วโลก

ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ของพี่น้องทุกคน ที่ให้ความรัก ความเมตตา ความห่วงใย ความหวังดี

ผม สำนึกตลอดเวลา หากจะต้องตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติก็ไม่อาจทดแทนบุญคุณน้ำใจของพี่น้องได้ หมด เรามีหัวใจดวงเดียวกันมีความต้องการเหมือนกัน คือ ประชาธิปไตย ความยุติธรรม และนายกฯในดวงใจของเราคือ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ทุกคนต่างหลั่งไหลมาร่วมอุดมการณ์เดียวกันโดยไม่ต้องเกณฑ์ ไม่มีอามิสสินจ้างแต่อย่างใด

หัวใจ ของผมขอยกย่องสรรเสริญให้เกียรติ ชื่นชมในความกล้าหาญ ความเสียสละ ทุ่มเท ความมีน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ เคารพในความคิดเห็นของผู้อื่น ให้ความชื่อถือเชื่อมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยความยุติธรรม ให้ความเป็นกันเองดั่งเป็นพี่เป็นน้อง มีความเข้าใจที่ดีต่อกันเสมอ

ตลอด เวลาที่ผมได้สัญญาจะอยู่เคียงข้างประชาชนเราจะสู้ด้วยกัน และเราจะไม่ยอมจำนนต่อรัฐบาลฆาตกรทรราชเป็นอันขาด ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่

ผม อยากเห็นทุกคนรักกันรวมพลังสามัคคี แม้ว่าเราจะมาจากกลุ่มต่างๆ หลายร้อยหลายพันกลุ่ม เราก็รวมกันเป็นกลุ่มเดียวที่ยิ่งใหญ่ เป้าหมายเดียวกัน อาวุธที่มีอยู่ตอนนี้คือ “สมอง สองมือ และหนึ่งปาก” เราต้องใช้ทั้งสามสิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

คน เสื้อแดงทุกคนทุกกลุ่มต้องทบทวนที่ผ่านมาเราเป็นอย่างนี้หรือไม่ ชอบนินทาให้ร้ายพวกเดียวกันเอง ไม่รักกัน ไม่สามัคคี ไม่ให้เกียรติกัน ไม่เชื่อใจกัน ไม่เป็นมิตรที่ดีต่อกัน อิจฉากัน ดูถูกกัน ขัดแย้งกัน ไม่เคารพในความคิดเห็นพวกเดียวกัน

ถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้ “ชนะแน่นอน” เราจะสำเร็จได้ต้องปรับปรุงแก้ไขที่ตัวเองก่อน ”สร้างมิตรให้เป็นมหามิตร อย่าผลักใสมิตรให้กลายเป็นศัตรู” องค์กรต้องมีกฎระเบียบ มีธรรมนูญ มีความรักความสามัคคี มีความร่วมมือ มีความเสียสละ มีความกล้าหาญ

มีประชาธิปไตยและความยุติธรรม

โครงการก่อตั้งองค์การพัฒนาประชาธิปไตยและความยุติธรรมในประเทศไทย

ตอน นี้ประชาชนเสื้อแดง กำลังถูกรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงทำลายโดยสร้างความแตกแยก จนกระทั่งเราขัดแย้งกันเอง เกิดการหวาดระแวงใส่ร้ายในกลุ่มต่างๆ ทุกพื้นที่ทุกจังหวัด

พวกอำมาตย์กำลังรุกต่อไปในกลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ต่างประเท ศแต่ยังไม่สำเร็จและดูทีท่าว่าจะสำเร็จยาก

จาก การวิเคราะห์อุปสรรคที่สำคัญคือคนเสื้อแดงมีมากและมีหลายกลุ่มเกินไป ขาดความสามัคคี มีความขัดแย้งสูงมาก ขาดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ไม่มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีความเป็นเอกภาพ

เหล่านี้ คือ จุดอ่อนที่ศัตรูเห็นชัดเจนที่สุด เราจำเป็นต้องรีบปิดจุดอ่อนนี้ให้ได้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีการแทรกแซงซึมเข้ามาในทำลายขบวนการของเรา

ก่อนที่จะถูกสลายให้ย่อยมากไปกว่านี้ ถ้าเราต่างคนต่างทำ กลุ่มใครกลุ่มมันขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ เราจะไม่มีทางชนะได้เลย

เรา ควรต้องจัดการองค์กรให้มีความพร้อมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความมั่นคงแข็งแกร่ง ประเมินองค์กรในทุกด้าน ก่อนที่จะไปสู้กับศัตรูที่ดุร้ายมีพร้อมทุกอย่างเหนือกว่าเราในทุกด้าน

อะไร ที่จะสู้กับพวกอำมาตย์ได้ ต้องใช้โลกเป็นตัวบีบ ใช้ความยุติธรรมของโลก เป็นตัวจัดการ เราจะได้ผู้สนับสนุนที่จะมาร่วมกับเราอย่างเปิดเผย

องค์กร พัฒนาประชาธิปไตยต้องทบทวนว่า เราจะมีหนทางชนะอย่างไร โดยเก็บอดีตเป็นบทเรียนที่สำคัญ องค์กรนี้จะผนึกกำลังกับทุกกลุ่มทุกองค์กรทั่วโลกที่มีอุดมการณ์ มีความเสียสละ มีความกล้าหาญ รักประชาธิปไตยที่แท้จริง รักความยุติธรรมที่เท่าเทียมเสมอภาคกัน

องค์กรพัฒนาประชาธิปไตยและความยุติธรรมในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์ตามชื่อขององค์กรทุกประการ และมีความมุ่งหวังที่จะให้เกิดสิ่งเหล่านี้บนแผ่นดินประเทศไทยของเราทุกคน

คุณมีความคิดเห็นอย่างไร?

๑. การตั้งองค์กรพัฒนาประชาธิปไตยและความยุติธรรมในประเทศไทย
๒. การกระจายองค์กรนี้ไปยังทุกมุมโลกที่มีคนไทยอยู่ให้มากที่สุด
๓. องค์กรนี้มีวัตถุประสงค์ สองข้อ อย่างชัดเจนตามชื่อขององค์กร
๔. มีหน้าที่ สนับสนุน ส่งเสริม การพัฒนาประชาธิปไตย และความยุติธรรม
๕. มีเลขาธิการ และสมาชิก ทำหน้าที่ประสานงานในแต่ละกลุ่ม
๖. เป็นผู้ประสานงานขอความช่วยเหลือจากองค์กรอื่น ๆ ในต่างประเทศ
๗. เป็นผู้เผยแพร่ข่าวสารให้กับสมาชิกและประชาชนได้ทราบ
๘. เป็นผู้เผยแพร่ข่าวสารให้กับองค์กรต่างๆ ณ ประเทศที่ตนพำนักได้ทราบ
๙. เป็นผู้หาสมาชิกเข้าองค์กรให้มากที่สุด กรรมการ ๑ คนต่อสมาชิก ๑๐ คน
๑๐ องค์กรนี้จะเป็นมิตรกับทุกองค์กร ทุกกลุ่ม ทุกคนทั่วโลก
๑๑ องค์กรนี้จะประสานให้เกิดความสามัคคีในทุกกลุ่มทุกองค์กร
๑๒ องค์กรนี้จะมีธรรมนูญเป็นขององค์กรที่ทุกคนร่วมกันคิดร่วมบัญญัติขึ้น
๑๓ องค์กรของเราจะมีกฎระเบียบขององค์กรที่ทุกคนบัญญัติขึ้นร่วมกัน
๑๔ สมาชิกองค์กรทุกคนมีข้อสัญญา ความรัก สามัคคี และปกป้องรักษาองค์กร
๑๕ ข้อสุดท้ายท่านคือผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรนี้ พร้อมด้วยคนไทยทั่วโลก