WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 14, 2010

“จตุพร” ฟ้องผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คดีหมิ่น “อภิสิทธิ์”

ที่มา ประชาไท

“จตุ พร” ส่งทนายฟ้อง “ผู้พิพากษาอาวุโส” ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เหตุไม่ให้โอกาสในการอ้างพยานบุคคลเข้าสืบ คดี “อภิสิทธิ์” ฟ้องหมิ่น ศาลนัดฟังคำสั่งจะรับคดีไว้ไต่สวนหรือไม่ 22 ธ.ค.นี้

วันนี้ (13 ธ.ค.2553) เมื่อเวลา 16.20 น.ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) มอบอำนาจให้ นายคารม พลทะกลาง ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมศักดิ์ วงศ์ยืน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา เป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200
คำฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยปฏิบัติหน้าที่พิจารณาคดีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องนายจตุพร ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา รวม 3 สำนวน และคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายจตุพร กับพวกรวม 3 คน ในคดีหมายเลขดำที่ อ.177/2551 ในความผิดฐานร่วมกันดักฟังโทรศัพท์ ซึ่งคดีดังกล่าวศาลได้กำหนดวันนัดสืบพยานไว้แล้ว
คำ ฟ้องระบุด้วยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปี 2550 แต่ระหว่าง กรกฎาคม 2552-ธันวาคม 2553 จำเลยในฐานะเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้มีเจตนาพิเศษในการพิจารณาคดี โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2547 จำเลยเชิญนายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น กล่าวคำอวยพรในงานมงคลสมรสของบุตรสาวจำเลย ที่แสดงออกถึงความสนิทสนมกันระหว่างนายอภิสิทธิ์กับจำเลย อันเป็นการมีอคติและลำเอียงให้แก่นายอภิสิทธิ์ ที่เป็นคู่ความกับโจทก์ ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของจำเลย ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมตามสิทธิในกระบวนการยุติธรรมกับโจทก์ต้องเสียไป ซึ่งการพิจารณาคดีที่นายอภิสิทธิ์ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทโจทก์ จำเลยได้ตัดสิทธิไม่ให้โจทก์เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและต่อสู้คดีอย่าง เพียงพอ ไม่ให้โอกาสโจทก์ในการอ้างพยานบุคคลเข้าสืบหักล้างตามสมควรในแต่ละประเด็น ทั้งที่เป็นคดีอาญาซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทั้ง นี้ โจทก์ได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานศาลฎีกา และยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอให้เปลี่ยนผู้พิพากษาแล้ว แต่จำเลยยังคงปฏิบัติหน้าที่ผู้พิพากษาอยู่ จึงนำคดีมายื่นฟ้องต่อศาล
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า คดีดังกล่าวศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา และนัดฟังคำสั่งว่าจะรับคดีไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ วันที่ 22 ธ.ค.นี้ ส่วนคดีที่ นายจตุพร ถูกนายอภิสิทธิ์ฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทนั้น ศาลนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 17 ธ.ค.53
สำหรับคดี ที่ที่นางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภรรยานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร ฐานหมิ่นประมาท กรณีระหว่างวันที่ 23-25 ก.ค.53 นายจตุพรให้สัมภาษณ์ทำนองว่าโจทก์ใช้อำนาจของสามีเรียกรับเงินจากนักธุรกิจ คนหนึ่งจำนวน 150,000 บาท โดยรับปากว่าจะช่วยเหลือคดีที่นักธุรกิจคนดังกล่าวถูกเรียกคืนภาษีย้อนหลัง 1.7 ล้านบาท ทั้งสองฝ่ายยินยอมที่จะเข้าไกล่เกลี่ย โดยนัดเจรจาอีกครั้งในวันที่ 20 ม.ค.54
ที่มา: มติชนออนไลน์ และ สำนักข่าวไทย

ตูนGag Lasvegas:เราเห็นเขาฆ่านักข่าวญี่ปุ่น

ที่มา Thai E-News


มาม่ายังไม่รู้ตัวโดนรุมต้านคว่ำบาตรเร่งวิจัยงมหาเหตุส่วนแบ่งทรุด คู่แข่งไวไวได้อานิสงส์โตพรวด

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
14 ธันวาคม 2553

หลัง จากที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ประกาศรณรงค์บอยคอตสินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ โดยเริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภครายใหญ่ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา1เดือน"ผ่านมา 1 สัปดาห์ และคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยร่วมรณรงค์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน

ล่าสุดช่วงเดียวกันนี้มีการศึกษาวิจัยหัวข้อเรื่อง "เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าจึงมีสัดส่วนที่ลดลง"

ทั้งนี้กลุ่มผู้ทำการศึกษาวิจัยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไว้ในระบบข้อมูลlearners ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของมาม่าที่เคยสูงถึงง 60%ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลดวูบลงมาเหลือราว 50%ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” ลดลงอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

ขณะ ที่คู่แข่งรายสำคัญของมาม่า คือไวไวอ้างว่าได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น โดยนายปรีชา นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไวและควิก ผู้นำตลาดอันดับ 2 เปิดเผยว่ามีส่วนแบ่งตลาด 32% จากเดิม26%

บริษัท ยังคงตั้งเป้าการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของไวไว จากส่วนแบ่งตลาด 32% เพิ่มเป็น 34-35% หรือเพิ่มอีก 2-3%


คณะผู้วิจัยสาเหตุที่ส่วนแบ่งการตลาดมาม่าลดลง ระบุว่า

เหตุ ใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” จึงมีสัดส่วนที่ลดลงในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจาก “มาม่า” เคยเป็นผู้นำตลาดธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากถึง 60% และถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งมาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี

แต่ ในปัจจุบัน “มาม่า” ได้มีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงมาเรื่อยๆ ทำให้ “มาม่า” ต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะกลับมาครอง ส่วนแบ่งทางการตลาดให้เป็นเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมา ในขณะที่คู่แข่งก็พยายามที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้นทุกๆ ปี จึงเป็นปัญหาหนักสำหรับ “มาม่า” ในการที่จะกลับมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้เท่าเดิม

ดังนั้น ”มาม่า” จึงต้องทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใด “มาม่า”จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง และจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นได้กลับมามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้


ทั้งนี้ผู้บริหารมาม่าอ้างว่า ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดลดลงมาเหลือราว 50% ขณะที่คู่แข่งขันของมาม่าอ้างว่าเหลือราว 48% โดยผู้บริหารมาม่าอ้างว่า ตลาดบะหมี่สำเร็จรูป ณ ปัจจุบันใกล้อิ่มตัวแล้ว กับมูลค่าการตลาดราว 12,000 ล้านบาทต่อปี

ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวถือว่า สวนทางกับทั่วโลก ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเป็น 158.7 พันล้านซอง ในปี 2553

ขณะ ที่การจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศ ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้ประกอบการไทย ในปี 2553 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 11,200 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณร้อยละ 5-6 มาม่ายังมีส่วนแบ่งการตลาด เป็ นอันดับ 1 ที่ 50%

ปัจจุบันมาม่าเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50% ไวไว 25-26% และยำยำ 20%

แต่ นายปรีชา นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ให้ "กรุงเทพธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไวและควิก ผู้นำตลาดอันดับ 2 อ้างว่าบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก26%ขึ้นมาเป็น 32%

ไทย เป็นผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ซึ่งในช่วงปี 2547-2551 มีอัตราการขยายตัวของปริมาณการบริโภคเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.1 ต่อปี โดยในปี 2551 มีปริมาณการบริโภครวม 2.2 พันล้านซอง หรือคิดเป็นอัตราการบริโภคเฉลี่ยของคนไทยเท่ากับ 35.5 ซอง/คน/ปี สูงกว่าอัตราการบริโภคเฉลี่ยของโลก ซึ่งอยู่ที่ 23.7 ซอง/คน/ปี แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันคนไทยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปริมาณที่สูงกว่าอัตราการบริโภค เฉลี่ยของโลกอยู่มาก

กลุ่มผู้วิจัยระบุว่า แต่อย่างไรก็ดี “มาม่า” กลับมีส่วนแบ่งการตลาดจะมีตัวเลขที่ลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม ทำให้ผู้จัยมีความต้องการที่จะศึกษาว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ “มาม่า” ลดลง และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวแปรให้ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกหรือไม่

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาว่า เหตุใดส่วนแบ่งการตลาดของ “มาม่า” จึงลดลง
2. เพื่อต้องการทราบว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “มาม่า” จำเป็นต้องมีการปรับขึ้นราคาหรือไม่
3. เพื่อต้องการทราบว่า การพัฒนาที่มากขึ้นของคู่แข่ง อาทิ ไวไว และยำยำ มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือไม่
4. เพื่อศึกษาว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” จะสามารถถือครองส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 55% ได้หรือไม่
5. เพื่อต้องการทราบว่ากลุ่มผู้บริโภคมีความจงรักภักดีต่อตราสินค้าหรือไม่ หากไม่มีการจัดการส่งเสริมการจัดจำหน่ายดังเช่นปัจจุบัน

ใน การดำเนินการวิจัยนี้ ต้องการศึกษาเพื่อให้ทราบว่า มีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าลดลงในแต่ละปีที่ผ่านมา โดยได้มีการดำเนินงานศึกษาวิจัยในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ซึ่งข้อมูลทั้งหมดที่ได้ทำการศึกษาวิจัยนี้ จะได้มาจากการทำแบบสอบถาม ที่ผู้ทำวิจัยจัดทำขึ้นและเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด จากการตอบแบบสอบถามของผู้บริโภค ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ

โดยสมมติฐานในการศึกษาครั้งนี้คือ

1.การใช้พรีเซนเตอร์ในการโฆษณา มีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค
2.การจัดแคมเปญของคู่แข่ง มีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค
3.การปรับขึ้นราคาของ “มาม่า” มีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค
4.การส่งเสริมการขาย มีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค
5.บรรจุภัณฑ์เดิมของ “มาม่า” มีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค
6.ความสับสนระหว่างแบรนด์ ของผู้บริโภคมีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค
7.ความไม่จงรักภักดีของผู้บริโภค มีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค
8.ลักษณะความคล้ายคลึงกันของผลิตภัณฑ์ระหว่าง “มาม่า” กับแบรนด์อื่นมีผลต่อการไม่เลือกซื้อของผู้บริโภค

มั่นใจคนไทยไม่น้อยกว่า20ล้านต้านสินค้าเผด็จการคึกคัก


เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุน ระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อ หยุดกินมาม่า เป็นเวลา 1 เดือน"เริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ปรากฎว่าเกิดกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง

ขณะที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้ตั้งเป้าหมายให้คนไทยเกินกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมแคมเปญนี้


95%ของผู้อ่านไทยอีนิวส์ตอบรับเข้าร่วมการรณรงค์

ไทยอีนิวส์ได้จัดสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง คุณคิดอย่างไรกับแคมเปญคว่ำบาตรศก.สินค้าหนุนเผด็จการ? ผู้ตอบแบบสำรวจในวันแรก มากกว่า 95%ตอบว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมการรณรงค์ครั้งนี้ โดยมีผู้แสดงความเห็นว่า เห็นด้วยที่สุด เข้าร่วมแน่ และจะชวนคนอื่นร่วมด้วย 77% แสดงความเห็นว่าเห็นด้วย และจะร่วมลงมือคว่ำบาตรด้วย 18% มีเพียง 2%ที่แสดงความเห็นว่า ทำไปทำไม คงไม่ได้ผล ทำอย่างอื่นดีกว่า

ชุมชนคนเสื้อแดงขานรับบอยคอตมาม่า และขยายผลไปยังสินค้าหนุนเผด็จการเป็นไฟลามทุ่ง

กระดานสนทนา Internet freedom กระดานสนทนาคนเสื้อแดงที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ได้นำข่าวการจัดแคมเปญนี้ไปเผยแพร่เป็นกระทู้ปักหมุด โดยได้แสดงความเห็นด้วยที่จะเข้าร่วมการรณรงค์ครั้งนี้ เช่น

กิจการ รณรงค์นี้ ถูกใจผมเป็นที่สุด เริ่มเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่สายและไม่ต้องปราณีมันหรอก คว่ำให้พินาศฉิบหายไปเลย ความคิดมันเป็นระดับอุดมการณ์เผด็จการแล้ว มันเปลี่ยนอุดมการณ์ไม่ได้หรอก อย่างมากมันก็แกล้งยอมเพื่อรักษากิจการมัน อย่าปราณีศัตรูระดับอุดมการณ์ ฆ่าได้ฆ่ามันโลด


ดีครับเอาโฟกัสเป้าแบบ ตรงๆกระชับๆไม่ต้องไปหลายตัว มันจะลดพลัง เอาง่ายๆเลิกกินมาม่า ไปกินยำยำ ไวไวแทน เลิกซื้อผงซักฟอกเปาไปใช้บรีสแทน 2ตัวนี้คือมาม่ากับเปาเป็นเสาหลักของสหพัฒน์ครับ เน้นๆไปเลย


กรณีCP รายนี้จิ้งจกครับ ใครมีอำนาจก็หนุนทางนั้นตอนทักษิณมีอำนาจก็เชียร์ เรียกว่าเอาทุกทาง แต่อย่างสหพัฒน์นี่เห็นอยู่ข้างศักดินาตลอด ตอนทักษิณมีอำนาจก็สนับสนุนพวกพันธมิตรให้ล้มทักษิณเพื่อศักดินา ผมอยากรู้จังว่าระหว่างศักดินากับชนชั้นกรรมาชีพใครอุดหนุนสินค้ามันมากกว่า กัน ประธานบริษัทคนนี้มันกลวงจริงๆสู้พ่อมันที่ตายไปแล้วไม่ได้


ขอ เข้าร่วมด้วยทั้งครอบครัว เลิกสนับสนุนสินค้าที่ให้เงินอุดหนุนฆ่าไพร่ ขณะนี้เราค่อยๆทำไปทีละอย่าง ทำพร้อมๆกันขั้นแรกงดซื้อมาม่า หันไปซื้อสินค้าตัวอื่นที่ทดแทนกันได้ (ที่ทำอยู่ขณะนี้ก็คือไม่เข้าซื้อสินค้าในร้านเซเวน และ108 พยายามหาซื้อตามร้านชำของพี่น้องเสื้อแดง ) เชิญชวนทุกคนครับ สมัยเป็นนักศึกษาเคยรณรงค์ไม่ใช้สินค้าญี่ปุ่นมาแล้ว ขอรับรองมาตรการอย่างนี้พ่อค้าจะต้องจำไปอีกนาน แต่ขอให้พี่น้องช่วยกัน นี่แหละสงคราม​ที่ต่อสู้โดยอหิงสา


ส่วนบางคนก็ขอให้ขยายผลไปยังสินค้าหนุนเผด็จการอื่นๆด้วย โดยระบุชื่อหลายกิจการ และหลายผลิตภัณฑ์

ส่วนกระดานชุมชนบ้านราชดำเนิน กระดานสนทนาคนเสื้อแดงแหล่งใหญ่อีกราย ได้มีผู้เสนอว่า นอกจากบอยคอตมาม่าแล้ว น่าจะแนะนำทางเลือกต่อผู้บริโภคไปด้วยเลยว่าให้ไปกินไวไว หรือยำยำ ที่เป็นคู่แข่งแทน หรือให้เลิกใช้ผงซักฟอกเปาของสหพัฒน์ แล้วไปใช้บรีสแทน เป็นต้น เพื่อให้ยอดขายของสหพัฒน์ตก แล้วไปเพิ่มมูลค่าการตลาดให้คู่แข่งขันแทน

ที่กระดานสนทนาไทยฟรีนิวส์ กระดาน ชุมชนคนเสื้อแดงแหล่งใหญ่อีกแห่ง ได้นำเสนอต่อแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินว่า นอกจากเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายวิธีแล้ว ควรใช้มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อฝ่ายเผด็จการด้วยจึงจะทรงพลังมีอำนาจต่อ รองสูง เช่น อาจกำหนดว่าหากยังไม่ปล่อยตัวแกนนำ หรือนักโทษการเมืองก็จะบอยคอตสินค้าของฝ่ายเผด็จการ หรือสินค้าที่ให้การสนับสนุนอย่างหนัก เป็นต้น

กองเชียร์เผด็จการว่าทำไปไร้ผลเพราะคนรากหญ้ากินฟาง

อย่างไรก็ตามมีเสียงเสียดสีเยาะเย้ยจาก เวบบล็อกในเครือNATION ว่าแคมเปญนี้คงไม่ได้ผล เช่น

คนที่กินมาม่ามากกว่าใคร น่าจะเป็นกลุ่มพวกเด็กหอ พนักงานบริษัท จนท.โรงพยาบาล บอยคอดคงไม่ได้ผลหรอกกับคนที่กินหญ้า ฟางเป็นหลัก


เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดงได้คิกออฟ เริ่มแคมเปญนี้เป็นวันแรกเมื่อวานนี้ โดยให้เหตุผลว่า เหตุที่ต้องเริ่มต้นด้วยการบอยคอต"มาม่า"ก็เพื่อจะได้โฟกัสอย่างชัดเจน และทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ในทันที

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศ เป้าหมายว่า น่าจะมีคนเข้าร่วมโครงการรณรงค์ครั้งนี้เกินกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ โดยอิงบนพื้นฐานคนไทยที่เลือกพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีมากกว่า 19ล้านเสียง หากนับรวมคนในครอบครัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเหล่านี้ก็ควรมีคนเข้าร่วมแคม เปญนี้เกินกว่า 20 ล้านคนแน่ เนื่องจากคนเหล่านี้ถูกปล้นสิทธิ์ปล้นเสียงจากอำนาจเผด็จการ และผู้สนับสนุนอย่างสินค้าหนุนเผด็จการทั้งหลาย

อย่างไรก็ตามปัจจัย ความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางที่สุด โดยหวังว่าจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กันแบบปากต่อปากให้กระจายเป็นไฟไหม้ ลามทุ่งออกไปในระยะ 1 เดือนแรกของโครงการนี้

มีธุรกิจที่สนับสนุน เผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนต่างตอบแทนอยู่มากมาย ทำให้เผด็จการยังแข็งแกร่ง ร่วมพลังกันคว่ำบาตรเพื่อสั่นคลอนฐานรากเผด็จการ เริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ทำได้ง่ายๆเพียงแค่'หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมกันทั่วไทยทั่วโลก' นับตั้งแต่วันนี้ ไปถึงวันที่ 8 มกราคม 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒนพิบูลจะได้ตระหนักสำนึกถึงพลังของผู้บริโภคชาวไทยที่ เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ชิงชังระบอบปกครองเผด็จการ

เครือข่าย ผู้บริโภคสีแดงมีเป้าหมายที่จะรณรงค์แคมเปญนี้ขยายผลไปยังองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่ฝักใฝ่สนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือได้ประโยชน์จากระบอบปกครองเผด็จการในระยะต่อไปเมื่อสิ้นสุดแคมเปญคว่ำ บาตรต่อมาม่าในระยะเวลา 1 เดือน

เหตุที่มาม่าตกเป็นเป้าหมายการเริ่ม ต้นรณรงค์นี้ก็เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม และจะแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยได้ อย่างกว้างขวางที่สุด และทุกคนสามารถเข้าร่วมการรณรงค์ได้ทันที เพียงแต่หยุดซื้อ หยุดบริโภคพร้อมๆกันทั่วไทยและทั่วโลก


ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของสหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทั้งที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนไทยทั้งประเทศ เครือสหพัฒน์จึงต้องได้รับบทเรียนจากพลังผู้บริโภคชาวไทย หากไม่ตระหนักสำนึก ก็ต้องถูกคว่ำบาตรตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะ 1 เดือนของการรณรงค์นี้เท่านั้น

'เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงตั้งเป้าหมาย ว่าในระยะ 1 เดือน หากประชาชนชาวไทยร่วมกันอย่างจริงจังทุกคนทุกครัวเรือน น่าจะได้เห็นยอดขายของมาม่าตกลงมาอย่างชัดเจน และจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้เครือสหพัฒน์ และบรรดาองค์กรธุรกิจต่างๆที่เป็นมือไม้ให้เผด็จการต้องตระหนักสำนึกว่า พวกเขาควรวางตำแหน่งจุดยืนในทางการเมืองอย่างไรให้ถูกต้อง เราไม่ได้กดดันให้กลุ่มธุรกิจต้องมามีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย แค่ให้พวกเขาหยุดการเป็นมือไม้เป็นสปอนเซอร์ให้พวกเผด็จการอย่างออกนอกหน้า หรือประกาศความเป็นกลางทางการเมืองก็นับว่าน่าพอใจกับการรณรงค์นี้ และเราหวังว่าท้ายที่สุดอำนาจของฝ่ายเผด็จการจะไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป หากขาดการเกื้อหนุนจากธุรกิจต่างๆ"เครือข่ายฯระบุ

เมื่อสิ้นปีที่ แล้วไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่ามียอดขาย8,482ล้านบาท และปีนี้เฉพาะ9เดือนแรกมียอดขาย6,629ล้านบาท กำไรสุทธิงวด9เดือนนี้1,028ล้านบาท

Saturday, December 11, 2010

อย่าเสพข่าวอย่าง"ชูชก"

ที่มา บางกอกทูเดย์




ผม เป็นคนหนึ่งที่เห็นว่า”การบริโภคข่าวสาร” โดยไม่มีการตั้งสติ ไม่คิดถึงความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องที่น่าห่วง เพราะมันอาจทำให้สมองของคนดีๆที่เคยคิดดีมากลายเป็นคนที่คิดแต่เรื่องไร้ สาระ!!

หูเบา!! – ขี้ตื่นเต้น!! และรู้ไม่จริง!!

ตอนนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “วิกิลีคส์ เว็บไซต์จอมแฉ” ที่กล้าออกมาเปิดศึกกับยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา แต่หลายคนที่ติดตามข่าวนี้อาจจะอ่านข่าวแบบรวกๆ จนลืมคิดไปว่า ข่าวที่ออกมาแต่ละวันมันมีรายละเอียดว่าอย่างไร??

อย่างกรณี นาย จูเลียน แอสแซนจ์ บก.วิกิลีคส์ ชาวออสเตรเลียวัย 39 ปี ถูกจับเข้าคุกอังกฤษ39 ปี ถูกจับเข้าคุกอังกฤษไปเรียบร้อยแล้ว??

ทำ ให้มองกันว่า...สหรัฐอเมริกานี่แน่จริง!! ขนาดอังกฤษที่เป็นประเทศใหญ่ติด”ท็อปทรีของโลก” ยังให้ความร่วมมือหรือเอาใจสหรัฐจนออกนอกหน้า!! ช่วยจับคนที่อเมริกาไม่ชอบขี้หน้าได้ทันทีทันควัน

มันไม่ใช่!! จูเลียน แอสแซนจ์ บก.วิกิลีคส์ ชาวออสเตรเลียวัย 39 ปี ถูกจับเข้าคุกอังกฤษ ด้วยข้อหาล่วงละเมิดทางเพศและข่มขืนผู้หญิงในสวีเดนต่างหาก!!

ผมมี เรื่องอยากเตือนสติว่า....ในบางข่าวที่ถูกนำเสนอโดยข่าวนั้น อ่านแล้วต้องตรอง เพราะเมื่อความเจริญของโลกมันก้าวหน้าในการเสนอข้อมูลข่าวสารมากขึ้น สิ่งตรงข้ามกับมันคือการเสนอข่าวสีดำ แทนข่าวสีขาว หรือข่าวที่เป็นจริงก็แฝงตัวเข้ามา.....

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ วิกิลีคส์เผยบันทึกลับที่ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐสงสัยมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2547 แล้วว่า พม่ามีโครงการนิวเคลียร์ลับ ที่ได้รับการสนับสนุนจากเกาหลีเหนือ โดยเอกสารจากสถานทูตสหรัฐประจำกรุงย่างกุ้งของพม่าที่ลงบันทึกเมื่อเดือน สิงหาคม. ในปี 2547

คำถามมีว่า.....ทำไมพม่าจะต้องไปสนใจกับโครงการนิวเคลียร์?? พม่าจะเปิดศึกทำสงครามกับใคร?? กับสหรัฐ หรือกับมหาอำนาจชาติใหน??

และ ทำไม? พม่าจะต้องขอความร่วมมือจากประเทศเกาหลีเหนือ ที่ยากจนค่นแค้นเหมือนกับพม่า จนประชาชนของตัวเองก็กำลังจะอดอยาก ทั้งสองประเทศนี้จะทำอย่างนั้นกันเพื่ออะไร??

วิกิลีคส์เผยบันทึกลับ มีคนเห็นชาวเกาหลีเหนือราว 300 คนกำลังทำงาน ณ สถานที่ใต้ดินแห่งหนึ่ง ซึ่งกลุ่มชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้ มีชาวพม่าเป็นผู้ช่วย กำลังสร้างโรงงานใต้ดินเสริมคอนกรีตในระดับความลึก 500 ฟุตที่บริเวณเนินเขาลูกหนึ่งในประเทศ

กลุ่มชาวเกาหลีเหนือเหล่านี้ มีชาวพม่าเป็นผู้ช่วย กำลังสร้างโรงงานใต้ดินเสริมคอนกรีตในระดับความลึก 500 ฟุตที่บริเวณเนินเขาลูกหนึ่งในประเทศ

ฟังแล้ว น่าตื่นเต้นเหมือนหนังไทยยุคต้นๆ ที่เจอหน้าก็ยิงกันเป็นหมื่นนัด?? ในในที่สุดพระเอกคนเดียวก็ใช้ปืนพกกระบอกเดียว”ฆ่าผู้ร่ายนับร้อย” ตายระเนระนาดอย่าไม่มีใครรอดชีวีวิตไปได้สักคน

มันน้ำเน่าแบบน่าสังเวชที่สุด!!

ใน ยุคข้อมูลข่าวสารอย่างวันนี้ ผู้คนมากมายตกเป็นเหยื่ออันโอชะของการ”ปล่อยข่าวทางอินเตอร์เน็ต” ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และลงทุนน้อยที่สุด ได้ผลมากที่สุด

อย่าง กรณีนี้....มีรายงานอีกฉบับในปีเดียวกันรายงานอ้างคำกล่าวจากนัก ธุรกิจต่างชาติที่เปิดเผยว่า เขาได้ยินข่าวลือว่า (มันก็เป็นแค่ข่าวลือ?) มีการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใกล้เมืองมินบ อย่างไรก็ตาม ไม่พบหลักฐานความร่วมมือโดยตรงระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับเกาหลีเหนือ

นาง ฮิลลารี คลินตัน รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ก็พลอยแห่กับเขาด้วย ด้วยการออกเตือนไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2552 ว่า มีความเป็นไปได้ที่พม่ากับเกาหลีเหนือ จะมีความเกี่ยวข้องทางนิวเคลียร์

บท เรียนที่เคยมีมาแล้วแต่ไม่มีคนจำ....คือ....คนสองคน อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บู๊ช –ซัดดัม ฮุสเซ็น ผู้นำแห่งอิรัก กับข่าวช็อคโลกอาวุธเคมี อาวุธเชื้อโรค หรือแม้กระทั่งอาวุธนิวเคลียร์ คือ”ละครบทเศร้า” ที่เกิดขึ้นแล้วในโลก

ใครผิด? ใครถูก? ไม่มีใครตอบ แต่”ซัดดัม” ถูกประหารชีวิตไปเรียบร้อย?? และมันจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ตราบใดที่มนุษยชาติในปัจจุบัน ยังตกเป็นเหยื่อของข้อมูลและข่าวสารที่มีทั้งจริงและแหกตา!!

อย่าง ที่เมืองไทย....อย่าเชื่อกันจนหมดหัวใจว่า...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน!! หรือจะยุบสภาต้นปีเพื่อมีการเลือกตั้งกันใหม่ อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้ และเกิดมาแล้วจนประเทศไทยกำลังกลายเป็นประเทศที่ห่างไกล”ประชาธิปไตย”มากที่ สุดประเทศหนึ่งของโลก

พลาดท่าเขาเอง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้า ทักษิณ ชินวัตร บินเข้าสหรัฐอเมริกา และสามารถบินออกมาได้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะตกอยู่ในสภาพไหนในประเทศไทยและจะเป็นอย่างไรต่อไปในโลก

แน่ นอนว่า...ฝ่าย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องเสียหน้าอย่างหนัก เพราะการบินเข้าบินออกจากสหรัฐอเมริกาของ ทักษิณ ชินวัตร นั้น มันสวนทางกับการตั้งข้อหาและฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

แน่นอนว่า...เมื่อสหรัฐอเมริกาไม่ตอบรับว่า ทักษิณชินวัตร คืออาชญากรข้ามชาติ ทุกๆ ประเทศในโลกก็คงจะต้องทำแบบเดียวกัน

รัฐ บาลไทยจะอยู่กัน อย่างไร ในสถานะที่กูกเยาะเย้ยถากถาง ทั้งจากในประเทศและนอกประเทศ

เพราะ เราไปตั้งข้อหาว่า ทักษิณ เป็นผู้ก่อการร้าย...รัฐสภาสหรัฐฯ และสมาชิกสภาในกรรมาธิการจึงต้องแสวงหาความจริงว่า...เขาเป็นผู้ก่อการร้าย จริงหรือไม่

กลายเป็นว่า...รัฐบาลไทยปัจจุบันนี้ต่างหากที่ทำวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกาให้กับทักษิณ

และ หากว่า...กรรมาธิการเขาฟังแล้วมีความเห็นว่า...ข้อหาดังกล่าวไม่เข้า ข่ายเป็นผู้ก่อการร้าย เขาก็จะได้รับการคุ้มครองในฐานะผู้ถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง เป็นผู้ที่ยูเอ็นจะให้การรับรองดูแลอย่างที่ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง เคยได้รับการดูแล

ต้องไม่ลืมว่า...ก่อนเป็นผู้ถูกกล่าวหาและต้องคำ พิพากษานั้น เขาคือผู้รักษาการณ์ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยและได้อำนาจมาจากการ เลือกตั้งอย่างถล่มทลาย

ประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลกเขายินดีและยอมรับกับสิ่งนี้ และเขาปฏิเสธอำนาจที่มาจากการใช้อาวุธและเป็นเผด็จการ

และ ที่สำคัญศาลที่พิพากษากล่าวโทษเขาก็รับคำฟ้องจากคณะกรรมการที่ฝ่าย ทหารตั้งขึ้น มันจึงเป็นเรื่องง่ายที่มือกฎหมายระดับโลกอย่าง อัมสเตอร์ดัม ทนายความของทักษิณจะยกมาเป็นข้อต่อสู้และเอาชนะ

จะเห็นได้ว่า...ใน ช่วงเวลา 2 ปีของการต่อสู้กันระหว่างนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร นั้น อภิสิทธิ์ เป็นฝ่ายตั้งรับอย่างเดียวและกลายเป็นว่าถูกกล่าวหาในข้อหาที่ร้ายแรงอย่าง ยิ่งคือการเข่นฆ่าประชาชน

และมีตัวอย่างผู้นำประเทศที่ต้องคดีและติดคุกอยู่ บางท่านก็ตายอย่างมีปริศนาในระหว่างถูกจองจำ

วิธี การที่ดีที่สุดก็คือ....รัฐบาลขอให้อดีตนายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไป สหรัฐอเมริกา แต่ ทักษิณจะยอมสูญเสียโอกาสที่จะฟอกตัวในเวทีโลกกระนั้นหรือ

สำหรับ พวกเราคนไทยทั้งหลาย...ก็ได้แต่นั่งรอดูอยู่ในชั้นริงไซด์...ดูเขา ทั้งหลายต่อสู้เข่นฆ่ากัน...เพราะใครเป็นใคร ใครมีสถานะแห่งจิตใจเป็นเช่นไร...สะอาดและสกปรกโสโครกขนาดไหน ก็จะได้เห็นกัน เห็นกันแบบ จะจะ

สัตว์การเมืองทั้งหลายกำลังลอกคราบเปลือยร่างกันอยู่

ถึงเวลา อย่าเบี้ยว!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถึงเวลา อย่าเบี้ยว!!





ระวัง! “มาร์ค” สับขาหลอก!!
เลิก พ.ร.ก.-ยุบสภา ง่ายเกินเหตุ?
ในยามสบายใจ ในยามที่ได้อย่างใจแล้ว คนเรามักจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ บางเรื่องที่น่าจะพูดยาก ก็กลับกลายเป็นเรื่องที่พูดง่าย

ก็ ดูอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากสบายอกสบายใจ จากการที่พรรคประชาธิปัตย์ สามารถรอดพ้นจากคดียุบพรรคได้ฉลุย 2 คดีรวด

จะไม่ให้อารมณ์ดีได้อย่างไร

ดัง นั้นแม้ว่าในวันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็น”วันรัฐธรรมนูญ”บรรดาพี่น้องกลุ่มเสื้อแดง จะมีการแสดงพลัง มีการแสดงออกถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง

ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ รู้สึกเฉยๆ

เสื้อ แดงจะปล่อยนกพิราบ จะจุดเทียนสดุดีวีรชน จะมีพิธีปล่อยโคมไฟสีแดง จะนำเชือกสีดำขึงพานรัฐธรรมนูญ และผูกนกกระดาษสีแดงไว้รอบๆ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

รวมทั้งแม้ว่าประชาชนคนเสื้อแดงจะมาร่วมกิจกรรมเป็นหลักหมื่น จะพากันตะโกนให้ปล่อยเสื้อแดง ปล่อยแกนนำ เอาความยุติธรรมคืนมา

รวม ทั้งเรื่องคดีที่เป็นสำนวนของ”กรมสอบสวนคดีพิเศษ” หรือ ดีเอสไอ ที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ นำมาเปิดเผยว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ทหาร และก็นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ยอมรับว่าเป็นข้อมูลในสำนวนของดีเอสไอจริง และกองทัพก็ไม่ได้ปฏิเสธนั้น ขนาดว่าจะให้มีการนำสำนวนไปยื่นให้กับเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในประเทศสหรัฐอเมริกา

และนำคดีของผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นไปยื่นให้สถานทูตญี่ปุ่น พร้อมกับยื่นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ด้วย... มาร์คก็ยังเฉยๆ

จะเห็นว่า การยกคำร้อง 2 คดีรวดของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นยาแก้เครียด และทำให้อารมณ์ของนายอภิสิทธิ์ ดีจริงๆ

ดัง นั้นเมื่อนายพฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ ผู้ประสานงานแนวร่วมพลเมืองไท นำคนเสื้อแดงประมาณ 30 คนมายื่นหนังสือถึงนายกฯ ขอให้สร้างแนวทางให้เกิดความสงบสุขแก่ประเทศไทย โดยยกเลิกประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย

รวม ทั้งยังเรียกร้องให้ นายกฯ ประกาศกำหนดการยุบสภาอย่างชัดเจน เพราะที่ผ่านมาดำรงตำแหน่งได้ไม่สง่างาม และควรปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมแค่มาตรฐานเดียว

อย่าเห็นว่าคน เสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยเป็น”พลเมืองชั้นสอ” หยุดไล่ล่า ใส่ร้ายป้ายสีกับคนเสื้อแดง ความสงบสุขของประเทศไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ ถ้าทำได้พวกเราพร้อมที่จะหยุดเคลื่อนไหวทันที

และพร้อมต้อนรับนายกฯ สู่จังหวัดเชียงใหม่และทุกเขตที่เรามีแนวร่วม และเราจะเดินเป็นเพื่อน คอยปกป้องโดยที่นายกฯ ไม่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่รปภ.ครั้งละพันคน

ซึ่งหากเป็นนายอภิสิทธิ์ ช่วงก่อนตัดสินคดียุบพรรค ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการฟังผ่านๆ ฟังเฉยๆ

แต่ ว่าเที่ยวนี้ นายอภิสิทธิ์ กลับยอมรับว่า กำลังเตรียมยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เท่ากับสถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น แต่การยุบสภาเป็นอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งต้องติดตามว่าภายหลังเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไปใช้กฎหมายปกติแล้ว สถานการณ์เป็นอย่างไร เพราะไม่อยากให้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินระหว่างเลือกตั้ง

จน ถึงวันนี้เงื่อนไขยุบสภาทั้ง 3 ข้อของตน ถือว่าใกล้เคียงมากแล้ว เหลือเพียงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเปิดประชุมสภาสมัยหน้า ถ้าผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ก็ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม

ส่วน ว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญเสร็จ จะนับถอยหลังไปสู่การเลือกตั้งได้เลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถือว่าบ้านเมืองพร้อมอีกขั้นหนึ่ง หากดูปฏิทินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าคณะกรรมาธิการร่วมชุดที่มีนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นประธาน ทำงานเสร็จในช่วงปิดสมัยประชุม เมื่อเปิดมาก็นำเข้าสู่การพิจารณาในวาระสอง ก่อนเว้นวรรค 15 วัน และเข้าพิจารณาในวาระสามได้ทันที

ซึ่งเมื่อถูกถามว่า แบบนี้การยุบสภาก็ไม่น่าเกินมีนาคมหรือเมษายนปีหน้าใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบทันทีว่า “ก็เป็นไปได้”

สอด คล้องกับที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นประธานประชุมศอฉ. โดยมีพล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พล.ร.อ. กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. แถลงว่า ได้มีการประชุมหารือ 2 เรื่องสำคัญ คือ เรื่องที่กลุ่มการเมืองนำความไปชี้แจงทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมว่า มีทหารเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุมช่วงเดือนเม.ย. 2553

และเรื่องที่ 2 มติศอฉ.ที่จะนำเสนอรัฐบาลถึงแนวโน้มของสถานการณ์และแนวคิดยกเลิกพ.ร.ก.ฉุก เฉิน ซึ่งจากการติดตามของศอฉ.เห็นว่าสถานการณ์โดยรวมมีทิศทางคลี่คลายในทางที่ดี ขึ้นเรื่อยๆ ศอฉ.จึงมีมติจะนำเสนอรัฐบาลในสัปดาห์หน้าว่าควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้ง 4 จังหวัด คือ กทม. ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ

ส่วนจะเลิกหรือไม่เลิกเมื่อไหร่นั้น เป็นดุลพินิจของนายกฯ โดยจะให้เลขาธิการสมช. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 14 ธ.ค.

ซึ่ง หากยกเลิกพ.ร.ก. ฉุกเฉิน ก็จะบังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงในหมวดที่ 1 ซึ่งเป็นกฎหมายภาคปกติ เพียงแต่จะตั้งคณะกรรมการทำงานเพื่อติดตามสถานการณ์ หากเกิดเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มมีความรุนแรง เจ้าหน้าที่จะได้บูรณาการร่วมกันทำงานได้สะดวกขึ้น โดยจะใช้แผนรักษาความสงบเรียบร้อยของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ตามมาตรา 7 วงเล็บ 2 มารองรับดูแลความสงบเรียบร้อย

โดยยึดโครงสร้างการทำงานของกอ.รมน. ทหารจะเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ส่วนตำรวจจะเป็นผู้ปฏิบัติหลัก

แต่ หากสถานการณ์แนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นก็นำพ.ร.บ.ความมั่นคงในหมวดที่ 2 มาบังคับใช้ นำเรื่องเสนอเข้าครม. เพื่อประกาศพื้นที่ที่เห็นว่าสถานการณ์มีความรุนแรงกำหนดเป็นพื้นที่ พ.ร.บ.มั่นคง โดยกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือเทศกิจจำนวนหนึ่งจะถูกบรรจุเป็นเจ้าพนักงาน รวมถึงการตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หมวดที่ 1 มาตรา 7 ระบุว่า ให้กอ.รมน. มีอำนาจหน้าที่ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรและรายงานคณะรัฐมนตรี ดำเนินการต่อไป

และกอ.รมน.ยังมีอำนาจหน้าที่เสนอแผนและแนวทางปฏิบัติงานต่อครม. ด้วย

ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำว่าอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันรักษาบรรยากาศทางการเมือง เพราะศอฉ.ยืนยันแล้วว่าจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินก่อนปีใหม่ โดยอาจจะเสนอครม.พิจารณาในสัปดาห์หน้า ดังนั้นถ้าต้องการเห็นการยุบสภาก็ไม่ควรเคลื่อนไหวจนเกิดปัญหา และหันกลับมาร่วมมือกันเพื่อให้ยุบสภาโดยเร็ว

อนึ่ง ที่ห้องประชุมจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย” โดยมีนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายณัฐพล ใจจริง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา นายสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากร

โดยนายสุธาชัยกล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะประเทศไทยมีพวกเนติบริกรที่มีหน้าที่ในการร่างรัฐ ธรรมนูญมาตั้งแต่ปี 2521 ส่วนใหญ่เป็นคนหน้าเดิม โดยชนชั้นนำไทยมักจะแสร้งพูดว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ในทางความจริงแล้วถูกปฏิบัติให้ต่ำที่สุด ถูกฉีกได้ง่ายที่สุด

นาย ณัฐพล กล่าวว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ระบอบการปกครองของมีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เปรียบได้กับนิทานเรื่องแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์ เพราะยักษ์ถูกจับใส่กล่องไม่ให้มีกระบอง แต่หลังปี 2490 เป็นต้นมา ได้มีกลุ่มอำนาจเดิมเปิดกล่องแพนโดร่าให้ยักษ์ออกจากกล่อง ทำให้อำนาจของประชาชนถูกบิดพลิ้วจนกลายเป็นการปกครองที่แปลกประหลาด

ด้าน นายสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับไทยส่วนหนึ่งเกิดจากชนชั้นนำประเมินประชาชนต่ำไป ด้วยการใช้ 2 มาตรฐานซ้อน 2 สองมาตรฐาน เห็นได้จากคดีไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะใช่โอกาสนี้สร้างเครดิตให้กับตัวเองด้วยการยุบ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีความเป็นกลาง ลักษณะแบบนี้สะท้อนว่าชนชั้นนำต้องการรักษาอำนาจลูกเดียว

เชื่อว่าการทำแบบนี้วันหนึ่งแรงเหวี่ยงจะสะท้อนกลับมา

ทั้ง นี้บรรยากาศการจัดงานดังกล่าวได้รับการตอบรับจากคนเสื้อแดงมาร่วมงาน จำนวนมากจนล้นห้องประชุม ทำให้ผู้จัดต้องเปิดห้องประชุมอีกห้องเพื่อรองรับที่ชั้น 3 ของตึกคณะนิติศาสตร์ โดยมีการยิงสัญญาณผ่านระบบอินเตอร์เน็ต แต่ก็ประสบปัญหามีภาพแต่ไม่มีเสียงเป็นระยะๆ ทำให้คนเสื้อแดงส่งเสียงโห่ร้องไม่พอใจ โดยระบุว่ามีการตัดสัญญาณหรือก่อกวนสัญญาณอินเตอร์เน็ต ซึ่งทำให้คนเสื้อแดงต้องลงมารวมตัวฟังกันด้านล่างหน้าลานคณะนิติศาสตร์ โดยมีการเปิดเสียงผ่านลำโพง

′ไททานิค′ ที่กำลังล่ม

ที่มา มติชน

โดย เกษียร เตชะพีระ





ใบไม้เหลืองทองอร่ามก่อนร่วงหล่นกลางมหาวิทยาลัยโตเกียว & ไททานิคกำลังล่ม

ศาสตราจารย์อากิรา สุเอฮีโร แห่งสถาบันสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว คนเดียวกับที่แต่ง Capital Accumulation in Thailand, 1855-1985 (ค.ศ.1989) ออกมาเป็นตำราหลักเกี่ยวกับประวัติการก่อตัวของทุนนิยมในไทยและเพิ่งเขียน หนังสือเกี่ยวกับการคลี่คลายของเศรษฐกิจการเมืองไทยจนถึงความขัดแย้งระหว่าง เสื้อเหลือง-เสื้อแดงเป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อกลางปีนี้ ชี้ชวนให้ผมชมแถวต้นไม้ใบไม้เหลืองทองอร่ามทอดยาวอยู่กลางมหาวิทยาลัย โตเกียวรับฤดูใบไม้ร่วงเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนศกนี้

มีคนแก่คนเฒ่า และหนุ่มสาวชูมือถือหรือตั้งขากล้องเตรียมถ่ายภาพวิวแนวไม้อยู่ดาษดื่น ครูสาวๆ พาเด็กอนุบาลนั่งรถเข็นบ้าง จูงมือเดินต่อกันเป็นแถวบ้างเดินชมความงามสูดอากาศเย็นเยือกหัวร่อสดใสพลุก พล่านกลางมหาวิทยาลัย

จะว่าไปก็คล้ายภาพที่ผมเคยเห็นเมื่อ 5 ปีก่อนริมแม่น้ำกาโม่ข้างมหาวิทยาลัยเกียวโต หรือเมื่อ 11 ปีก่อนในอุทยานอูเอโนะกลางโตเกียว ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงแตกต่างมากนัก รวมทั้งราคาข้าวของด้วย

กาแฟกระป๋องละ 120 เยนเหมือนเดิม, ข้าวกล่องเบนโตะร้านสะดวกซื้อแพคละ 300-500 เยนเหมือนเดิม, บะหมี่สำเร็จรูปชงน้ำร้อนกล่องละ 200 กว่าเยนเหมือนเดิม, แซนด์วิชขนาดพออิ่ม 230 เยนเหมือนเดิม, กล้วยหอมใบละ 60 เยนเท่าเดิม, ขนมถั่วลิสงผสมข้าวคั่วกรุบกรอบซองละ 100 เยนเหมือนเดิม ชาเขียวธรรมดา 250 กรัมซองละ 500- 1,000 เยนเช่นเดิม, ค่าเช่าห้องพักเดี่ยวในโรงแรมสอง-สามดาวคืนละ 9,500 เยนพอๆ กับเดิม, ค่าแท็กซี่แรกขึ้น 710 เยนที่เหลือคิดตามระยะทางเท่าๆ เดิม, ค่ารถไฟสายปกติขาเข้าเมืองจากสนามบินนาริตะถึงสถานีอูเอโนะปลายทางกลางกรุง โตเกียวนั่งนานเกือบชั่วโมง 1,400 กว่าเยน ไม่รู้สึกว่าแพงผิดปกติจากก่อนแต่อย่างไร และค่าเช่าบ้านกับราคาอสังหาริมทรัพย์ กระทั่งยังถูกลงกว่าเก่าด้วยซ้ำไป ฯลฯลฯลฯ (อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน 1 บาท = 2.78 เยน)

ศาสตราจารย์หญิงมาริ โอซาวา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพศสภาพกับการพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวอธิบายว่า ที่ราคาของไม่เปลี่ยนก็เพราะเงินฝืดหรือค่าเงินแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับข้าว ของในตลาดเฉลี่ยราวปีละ 2% ต่อกันมานับสิบปีแล้วคิดหยาบๆ เบ็ดเสร็จเงินเยนในตลาดญี่ปุ่นก็แข็งค่าขึ้นราว 20%!

ค่าเงินแข็ง ขึ้น/เงินฝืดใช่ว่าจะดีทางเศรษฐกิจก็หาไม่ มันส่งผลให้ผู้คนพากันอดออมมัธยัสถ์เพราะเก็งว่าราคาข้าวของจะยิ่งถูกลงและ เงินจะยิ่งแข็งขึ้นอีกถ้าอดใจรอ -> "อุปสงค์ (demand) ในตลาดจึงไม่ขยายตัว -> บริษัทห้างร้านชะลอการลงทุนใหม่ๆ ไม่กล้าผลิตสินค้าเพิ่มอุปทาน (supply) ในตลาด -> ตลาดจ้างงานไม่โต คนตกงานเรื้อรังเพิ่ม ผู้หญิงต้องออกหางานทำและแม่บ้านรับงานพาร์ตไทม์มากขึ้น เช่น รับจ๊อบเป็นล่ามแปลสดอังกฤษ-ญี่ปุ่น ในงานประชุมสัมมนา เป็นต้น

จึง มีข่าวโตชิบาและบริษัทอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จะพากันผละตลาดญี่ปุ่น หันไปทุ่มผลิตทีวีจอแบนราคาถูกเครื่องละราว 190 ดอลลาร์สหรัฐหรือไม่ถึง 6,000 บาท จากโรงงานในจาการ์ตา เพื่อเทขายในตลาดเอเชียอาคเนย์รวมทั้งไทยปลายปีนี้ต้นปีหน้า เพราะไม่เห็นลู่ทางขยับขยายในตลาดญี่ปุ่นอีก

ชาวญี่ปุ่นทั่วไปพากันออมเงินไว้เพื่อความมั่นคงมั่นใจ โดยเฉพาะคนอายุ 40 ปีขึ้นไป

ภาวะ เช่นนี้ส่งผลพิลึกพิลั่นให้กลุ่มคนญี่ปุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไปซึ่งมักมีเงินออมและสินทรัพย์สภาพคล่องสุทธิมากกว่าหนี้ ได้ประโยชน์จากเงินฝืด เพราะเงินออมและสินทรัพย์ของตนเพิ่มมูลค่าขึ้น

ส่วน คนญี่ปุ่นอายุต่ำ 40 ลงมาซึ่งมักมีหนี้สินสุทธิมากกว่าเงินออมและสินทรัพย์สภาพคล่อง กลับเสียประโยชน์จากเงินฝืด เพราะหนี้สินที่ตัวติดค้างอยู่กลับนับวันมีมูลค่าสูงขึ้น

กลายเป็นว่าเงินฝืดทำให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งจากคนญี่ปุ่นวัยหนุ่มสาว ไปให้คนญี่ปุ่นวัยชราโดยปริยาย!

หนุ่ม สาวญี่ปุ่นจึงค่อนข้างรับกรรมทนทุกข์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เรียนจบหางานยากหรือหาไม่ได้ดีดังคาด ไม่ค่อยมีหวัง พากันชะลอการแต่งงานตั้งครัวเรือนมีลูกเต้า หรือกระทั่งขยับโยกย้ายไปทำงานต่างแดนเพิ่มขึ้น

เหล่านี้เมื่อประกอบ กับลักษณะชายเป็นใหญ่-เอาเปรียบทางเพศที่แฝงฝังในวัฒนธรรมญี่ปุ่นมานานทำให้ อัตราเจริญพันธุ์เฉลี่ยของสังคมญี่ปุ่นต่ำราว 1.2-1.3%

นั่นเป็น อัตราที่ไม่พอผลิตซ้ำคนรุ่นใหม่มาแทนที่รุ่นปัจจุบัน (อย่างต่ำต้อง 2.1% โดยไม่คิดคนอพยพเข้า/ออก) ทำให้ประชากรญี่ปุ่นทั้งประเทศราว 127 ล้านคน เริ่มลดน้อยถอยลงไปนับแต่ปี ค.ศ.2005 เป็นต้นมา คาดว่าถึงปี ค.ศ.2050 ญี่ปุ่นจะสูญเสียประชากรไปราว 37 ล้านคน หากคิดเลยเถิดเตลิดเปิดเปิงตามตรรกะทางสถิติไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าชาวญี่ปุ่นคนสุดท้ายในโลกจะเกิดในอีก 800-1,200 ปีข้างหน้า (ราว ค.ศ.2800-3200) หลังจากนั้นซามูไรนิปปอนก็อาจมีอันสูญพันธุ์!

ขณะที่ การเมืองญี่ปุ่นรอบ 20 ปีที่ผ่านมาก็สั่นคลอนวุ่นวายไร้เสถียรภาพ เปลี่ยนนายกฯเปลี่ยนพรรคบ่อยเป็นว่าเล่น ทว่าก็แก้ปัญหาใหญ่ๆ ของบ้านเมืองไม่ตก

สรุปทรรศนะเพื่อนนักวิชาการนานาชาติในวงสัมมนาก็ คือปัญหาของสังคมเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นพอรู้พอเห็นกันอยู่แต่ไม่มีเจตจำนงตั้ง มั่นและพลังการเมือง (political will & force) ใดในญี่ปุ่นเข้มแข็งพอจะไปจัดการแก้ไขมัน จึงได้แต่ยืนดูตาปริบๆ เหมือนผู้โดยสารบนเรือไททานิคมองดูน้ำรั่วไหลทะลักเข้าเรือมาเรื่อยๆ ก่อนจมทะเล

"แล้วรัฐนาวาไทยทานิคของยูล่ะ? เพื่อนนักวิชาการญี่ปุ่นถาม

แหะๆ แหะๆ

"จตุพร"ตระเวนยื่นผลสอบสลายแดง พร้อมนัดชุมนุม 2 ครั้งต่อเดือน

ที่มา มติชน

เมื่อ เวลา 13.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดกิจกรรมชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ภายใต้หัวข้อ "8 เดือนผ่านฟ้า 78 ปี รัฐธรรมนูญ" โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมกว่า 2,000 คน เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ พร้อมทั้งเรียกร้องผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยตั้งโต๊ะหมู่บูชาพร้อมกับรูปภาพของผู้เสียชีวิตและตั้งกล่องรับบริจาค ช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมได้พับกระดาษเป็นรูปนกสีแดงเพื่อนำมาแขวนไว้บริเวณ รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พร้อมทั้งเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งทหาร ส.ส. และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสั่งให้มีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายนด้วย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลประมาณ 500 นายมารักษาความปลอดภัย

ต่อมาเวลา 14.30 น. กลุ่มนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในนาม "กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ และกลุ่มประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน" จำนวนกว่า 10 คนได้นำผืนผ้าสีดำและสีขาว โดยมีข้อความว่า "ปล่อยนักโทษการเมือง คุมขังผู้บริสุทธิ์ ไม่ยุติธรรม หยุดอำนาจนอกระบบ" มาขึงไว้บริเวณฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากนั้นได้อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขึ้นมาใหม่ โดยมีเนื้อหาอยู่บนบรรทัดฐานแห่งระบอบประชาธิปไตยที่มาจากประชาชน พร้อมกับให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนจาก เหตุการณ์สลายการชุมนุม โดยเร่งดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด และเปิดให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วม

เมื่อเวลา 17.20 น. แกนนำ นปช. นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ ร่วมกันเดินทางมาร่วมงานรำลึกวีรชนที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมื่อ เดือนเมษายน จากนั้นนายจตุพรได้ขึ้นรถ 6 ล้อที่ติดเครื่องขยายเสียงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมกล่าวกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ทุกอย่างของประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง แต่การสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บยังเหมือนเดิม ขณะที่กลุ่ม นปช.ที่ถูกคุมขังยังไม่สามารถจะยื่นประกันตัวได้ การชุมนุมในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างสงบสันติ พร้อมทั้งต้องการบอกกับชาวโลกว่าเราชุมนุมโดยสงบ เราเป็นอารยชน และจะแยกย้ายกันกลับในเวลา 20.00 น. แต่ขอให้กลับมาพบกันอีกครั้งในวันที่ 19 ธันวาคม ที่สี่แยกราชประสงค์

นายจตุพร ให้สัมภาษณ์ต่อว่า กรณีการยื่นข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อเดือนเมษายน ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ ทางกลุ่ม นปช.จะยื่นหลักฐานไปยังสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ส่วนวันเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ทั้งนี้หลักฐานใหม่ดังกล่าวเป็นสำนวนการสอบสวนของกรมสอบคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ตำรวจมะเขือเทศได้ส่งมาให้ เบื้องต้นเป็นทหารชั้นประทวนจำนวน 5 นาย ลั่นกระสุนใส่ประชาชน ซึ่งสถานทูตญี่ปุ่นต้องรู้ข้อเท็จจริงตรงนี้ด้วย หลังจากนั้นจะยื่นหลักฐานไปยังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน และจะไปยื่นต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ต่อไป

จากนั้น นายจตุพรได้ขึ้นรถขยายเสียงอีกครั้ง โดยกล่าวกับผู้ชุมนุมว่า ในทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน จะมีการมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และทุกวันที่ 19 ของทุกเดือนจะชุมนุมกันที่สี่แยกราชประสงค์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในช่วงเย็นกลุ่มคนเสื้อแดงต่างทยอยมาร่วมชุมนุมกันอย่างคึกคักกว่า 20,000 คน ส่งผลให้การจราจรติดขัด โดยเฉพาะถนนวงเวียนรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเหลือพื้นที่การจราจรเพียง 2 เลน

"รอยเตอร์ส" อ้างได้รับรายงานสอบสวนสาเหตุการตายในวันปทุมฯ-ช่างภาพญี่ปุ่น ชี้เจ้าหน้าที่อาจมีส่วน

ที่มา มติชน



สำนักข่าวรอยเตอร์สได้เผยแพร่รายงานข่าวพิเศษที่ระบุว่า รายงาน การสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของพลเรือนระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยทางการไทย พบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไทยอาจมีส่วนกับการเสียชีวิตดังกล่าวของพลเรือนบาง ส่วน

โดยรอยเตอร์สอ้างว่าตนเองได้รับเอกสารการสอบสวนเบื้องต้นที่รั่วไหลออกมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่ง ทำให้เห็นว่าทหารไทยอาจมีบทบาทสำคัญต่อเหตุเสียชีวิตของพลเรือนในช่วง สถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวมากกว่าที่เจ้าหน้าที่เคยกล่าวยอมรับไว้

รายงาน การสอบสวนชิ้นนี้สรุปว่ามีกองกำลังพิเศษอยู่บนรางรถไฟฟ้าและทำ การยิงปืนไปที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นที่หลบภัยของผู้ชุมนุมประท้วงหลายพันคนเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม จริง

รายงาน ดังกล่าวระบุผลการสอบสวนเบื้องต้นว่า 3 จาก 6 ผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนารามนั้น อาจจะถูกสังหารโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งขัดแย้งกับคำแถลงการณ์ของกองทัพไทยที่ปฏิเสธว่าทหารไม่มีส่วนรับผิดชอบ กับการสังหารผู้คนในวัดแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม รายงาน ชิ้นนี้ระบุว่าไม่มีหลัก ฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการตายของผู้เสีย ชีวิตอีก 3 ราย ในวัดปทุมวนาราม เพียงแต่กล่าวว่า ทั้งหมดล้วนถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่มีอัตราความเร็วสูง

"มี ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ ทั้งจากหลักฐานและประจักษ์พยาน ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่า ผู้ตายสามรายเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง" ผู้สอบสวนระบุและแนะนำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนถึงกรณีการเสียชีวิตดังกล่าวเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน รายงานสอบสวนเบื้องต้นชิ้นนี้ได้ระบุว่า จาก ผลการชันสูตรศพพบว่าผู้เสียชีวิต 4 จาก 6 ราย ในวัดปทุมวนาราม เสียชีวิตจากกระสุนปืนชนิดเดียวกับที่เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งประจำการบนราง รถไฟฟ้าระบุว่าตนเองใช้ในช่วงเวลาดังกล่าว

โดยทหารซึ่งประจำการอยู่บนรางรถไฟฟ้าบริเวณวัดปทุมวนารามได้ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่า พวกเขาได้ทำหน้าที่ "ยิงเตือน" รวมทั้ง "ยิงคุ้มกัน" เจ้าหน้าที่ทหารบนพื้นด้านล่าง นอกจากนั้น พวกเขายังถูกยิงใส่โดยมือปืนชุดดำด้านล่างรางรถไฟฟ้า ตลอดจนมือปืนรายอื่นๆ ในวัด

นอกจากนั้น รอยเตอร์สยังได้รับเอกสารอีกชุดหนึ่งที่ทำการสอบสวนเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตบริเวณถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เมษายน ของนายฮิโร มุราโมโตะ นักช่างรอยเตอร์สชาวญี่ปุ่น

โดยรายงานดังกล่าวได้อ้างอิงคำพูดของพยานรายหนึ่งที่ระบุว่าร่างของนายมุราโมโตะล้มลงเมื่อถูกกระสุนปืนซึ่งยิงมาจากทิศทางของเจ้าหน้าที่ทหาร

รอยเตอร์สระบุว่า รัฐบาล ไทยยังไม่ยอมเผยแพร่ รายงานที่สอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของช่างภาพชาวญี่ปุ่นออกสู่สาธารณะ แม้ว่าจะได้รับการกดดันในทางการทูตอย่างเข้มข้นจากรัฐบาลญี่ปุ่นก็ตาม

ขณะที่นายเดวิด ชเลซิงเจอร์ บรรณาธิการรอยเตอร์สได้ออกมาเรียกร้องให้ทางการไทยเผยแพร่เอกสารฉบับเต็มของรายงานดังกล่าวออกสู่สาธารณะโดยด่วนที่สุด

"รัฐไทยตกเป็นหนี้ของครอบครัวมุราโมโตะ ในการเปิดเผยความจริงที่ว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" บก.รอยเตอร์ส กล่าวในแถลงการณ์ของตนเอง

ส่วนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่า ดีเอสไอได้สรุปผลการสอบสวนเบื้องต้นและส่งรายงานดังกล่าวไปยังเจ้าหน้าที่ ตำรวจ แต่ยังไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาของผลการสอบสวนเหล่านั้นต่อสาธารณะ

"รายงานการสอบสวนถือเป็นประเด็นอ่อนไหวที่จะพูดถึงหรือยืนยันว่ารายงานชิ้นนั้นมีความถูกต้องจริงหรือไม่" นายธาริตกล่าวและว่า "นี่ เป็นความลับทางราชการ ดังนั้น การยืนยันว่ารายงานที่ถูกจัดส่งไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสิ่งถูกต้อง จึงอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคล ซึ่งมีรายชื่อปรากฏอยู่ในรายงานดังกล่าว"

อธิบดี ดีเอสไอไม่ได้ปฏิเสธว่ารายงานการสอบสวนสองชิ้นที่รอยเตอร์สได้ รับมาเป็นรายงานเท็จ แต่ก็ไม่ได้ยืนยันถึงความถูกต้องของรายงานชุดนี้ อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสอบสวนกรณีผู้เสียชีวิตสามรายในวัดปทุมวนา ราม ซึ่งถูกเชื่อว่าอาจเสียชีวิตจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงกรณีของผู้เสียชีวิตอีกสามรายในวัดและกรณีการเสียชีวิตของช่างภาพรอย เตอร์ส

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องส่งผลการสอบสวนของตนเองมาที่ดีเอสไอและอัยการต่อไป

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามรอยเตอร์สเกี่ยวกับเอกสารที่รั่วไหลออกมาดังกล่าว โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าเอกสารเหล่านี้ไม่ใช่เอกสารจริง แต่กล่าวว่า การสอบสวนยังไม่สมบูรณ์และกำลังพยายามเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้น

"ขั้น ตอนต่อไปจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางด้านศาลยุติธรรม ดังนั้น เราจึงไม่สามารถมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับข้อมูลที่ยังไม่สมบูรณ์" นายกรัฐมนตรีกล่าว

CNN iReport - RedShirt Rally Kicks off in Bangkok

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak

CNN iReport - RedShirt Rally Kicks off in Bangkok
http://ireport.cnn.com/docs/DOC-527630





Members of Thailand's anti- government "Red-shirts" group on Friday morning started to gather at Khok Woa intersection on Bangkok's Ratchadamneon Avenue.

They will hold activities in remembrance of the passing of eight months since their rally against the government at Phan Fa Bridge and to mark the 78th year of the constitution.

The rally organisers are calling for the government to release leaders of the United front for Democracy against Dictatorship ( UDD) and other red-shirts being detained in various prisons on charges of terrorism and of violating the emergency decree.

Four companies of police were deployed in areas near the intersection to maintain peace and order. There was no problem of traffic congestion in the area as Friday is the Constitution Day, a public holiday, according to Bangkok Police Deputy Commissioner Pol Maj Gen Kririn Inkaew.

Kririn Inkaew said police expected that about 9,000 people would take part in the rally in the evening.

Police expected that the protesters would disperse peacefully without any untoward incident.

for more http://www.go6tv.com/2010/12/redshirt-rally-kicks-off-in-bangkok.html