WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 15, 2010

เสื้อแดงชุมนุมใหญ่ติด 1 ใน 10 ข่าวเด่นรอบโลกปี 2010 ของ Times

ที่มา ประชาไท

ข่าว การชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเมื่อเดือน มี.ค.- พ.ค. ที่ผ่านมา ติด 1 ใน 10 อันดับข่าวเด่นรอบโลกปี 2010 โดยเว็บไซต์นิตยสาร Times ซึ่งข่าวเด่นอันดับอื่น ๆ ได้แก่ แผ่นดินไหวเฮติ, WikiLeaks, คนงานเหมืองชิลี, ฟุตบอลโลกแอฟริกาใต้ ฯลฯ

เว็บไซต์ นิตยสาร Times มีการจัด 10 อันดับข่าวเด่นทั่วโลกของปี 2010 (Top 10 World News Stories) โดย ISHAAN THAROOR ซึ่งหนึ่งในข่าวเด่นติดอันดับมีเรื่องการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงอยู่ด้วย

ซึ่งการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ช่วงเดือน มี.ค. - พ.ค. ที่ผ่านมาติดอันดับที่ 10 ของข่าวเด่นทั่วโลกปี 2010 เว็บไซต์นิตยสาร Times รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงราวหลายพันคนได้ยึดพื้นที่ย่านการค้าในกรุงเทพฯ เพื่อชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าเป็นกลุ่มอำมาตย์และไม่เป็นประชาธิปไตย มีนักวิจารณ์มองการประท้วงครั้งนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหารอยร้าวที่ใหญ่กว่าในสังคมไทย คือความขัดแย้งระหว่างชนบทกับเมืองใหญ่, คนรวยกับคนจน เป็นต้น

Times รายงานอีกว่า กลุ่มเสื้อแดงทำการประท้วงเชิงสัญลักษณ์โดยการเทเลือด ซึ่งต่อมาการประท้วงก็ทำให้กรุงเทพฯ อยู่ในสภาพอัมพาต ที่รัฐบาลทนไม่ไหว จนมีการใช้กำลังบนท้องถนนทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาล ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงส่วนหนึ่งมีปืนพกและอาวุธคือบั้งไฟทำมือ การปราบปรามเสื้อแดงอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย และบาดเจ็บกว่า 1,800 ราย ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ถูกบันทึกไว้โดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เกาะติดพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

เว็บไซต์นิตยสาร Times ระบุว่า ขณะที่เหตุการณ์ดูเหมือนจะสงบลง แต่ยังคงมีอารมณ์ความรู้สึกเจ็บปวด ในช่วงเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงหลายพันคนก็ออกมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่ายังจะมีการชุมนุมประท้วงอีกในอนาคต

โดย 10 อันดับข่าวเด่นทั่วโลกปี 2010 ของนิตยสาร Times มีดังนี้

อันดับ ที่ 1 คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเฮติ เมื่อเดือน ม.ค. 2010 ทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง มีประชาชนราว 230,000 ราย เสียชีวิต และอีกนับล้านไม่มีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังเกิดเหตุวุ่นวายตามมาเช่นข่าวเรื่องกรณีการข่มขืน การระบาดของอหิวาตกโรค ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 300 ราย

อันดับที่ 2 คือ กรณี WikiLeaks องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งนำเสนอข้อมูลที่อ่อนไหวหรือเป็นความลับของรัฐบาล โดยเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาก็ได้นำเสนอข้อมูลของกองทัพสหรัฐฯ จำนวนมากเกี่ยวกับสงครามในอิรัก ในข้อมูลเหล่านั้นมีเหตุความสูญเสียและการใช้กำลังกับประชาชนที่ไม่ถูกรายงานอยู่ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา จูเลียน อัสสาจ ผู้อำนวยการของ WikiLeaks ก็ถูกจับในลอนดอนในข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ

อันดับที่ 3 คือ กรณีการช่วงเหลือคนงานเหมืองในชิลี ที่ติดอยู่ในเหมืองมาตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. Times รายงานว่าภาพชีวิตของคนงานเหมืองที่ติดอยู่ใต้ผืนโลก 2,300 ฟุต ถูกนำเสนอไปทั่วโลกด้วยความรู้สึกแบบนิยายระทึกขวัญ (Suspense Drama) ผสมกับความเป็นละครหลังข่าวและเรื่องเล่าที่ให้ความรู้สึกดี คนงานเหมืองกลายเป็นวีรบุรุษของประเทศในชั่วข้ามคืน

Times รายงานอีกว่า การช่วยเหลือคนงานเหมืองมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ให้ความรู้สึก "เหนือชั้นกว่านิยาย" ในการได้เห็นคนงานผู้กล้าขึ้นมาจากใต้ผืนโลกแล้วสวมกอดครอบครัวน้ำตานองหน้า แต่ขณะเดียวกัน คนงานเหมืองอีกหลายแห่งในโลกก็ไม่ได้พบกับปาฏิหารย์เช่นคนงานเหมืองชิลี ไม่กี่เดือนหลังคนงานเหมืองชิลีได้รับการช่วยเหลือ เหตุเหมืองถล่มในนิวซีแลนด์ก็คร่าชีวิตคนงานเหมืองไป 29 ราย

อันดับ ที่ 4 คือ เหตุอุทกภัยในปากีสถาน เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ชาวปากีสถานกว่า 20 ล้านคน ต้องอพยพ 2,000 คนเสียชีวิต และสัตว์เลี้ยงทางการเกษตรเสียหายราย 10 ล้านตัว ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ราว 43,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,290,000 ล้านบาท)

อันดับที่ 5 คือ เหตุความขัดแย้งของประเทศเกาหลีเหนือกับประเทศใกล้เคียง (Times ระบุหัวข้อนี้ว่า "ปีแห่งพฤติกรรมแย่ ๆ ของเกาหลีเหนือ") โดยเริ่มจากเหตุการจมเรือของเกาหลีใต้

อันดับที่ 6 คือ ฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดฟุตบอลโลกในทวีปแอฟริกา แม้จะมีความหวั่นเกรงถึงปัญหาการจัดงานก่อนหน้านี้หลายเรื่อง รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องเสียงรบกวนจากวูวูเซล่า แต่ Times ก็รายงานว่าฟุตบอลโลกในแอฟริกาใต้เป็น 1 ในฟุตบอลโลกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด สีสันอีกอย่างหนึ่งคือการใช้เจ้าปลาหมึกพอลจากสวนสัตว์น้ำของเยอรมนี ในการทำนายผลการแข่งขัน

อันดับที่ 7 คือ สงครามต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายในเยเมน

อันดับที่ 8 คือ มาตรการตัดงบประมาณของยุโรป จนทำให้เกิดการประท้วงในหลายประเทศ เช่น ในกรีก, ฝรั่งเศส และล่าสุดในอังกฤษก็มีการประท้วงของเหล่านักเรียนนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการตัดค่าเล่าเรียน

อันดับที่ 9 คือ สงครามกับยาเสพติดในเม็กซิโก

อันดับที่ 10 คือ การชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงในไทย (ดังรายละเอียดช่วงต้นของข่าว)

ที่มา
Times

สิทธิมนุษยชนและการจัดการความจริงกรณีการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

ที่มา ประชาไท

พฤกษ์ เถาถวิล

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

เรื่อง ที่จะพูดไม่ได้เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยตรง แต่จะพูดถึง บริบทของความไร้สิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมองผ่านเรื่องการเผาศาลากลางจังหวัด
ขอกล่าวถึง ข้อเท็จจริงกรณีการเผาศาลากลางอุบลฯก่อน โดยจะเน้นไปที่ปฏิกิริยาของชนชั้นกลางชาวเมืองอุบลฯ (อุบลเป็นเมืองใหญ่ คนเหล่านี้ได้แก่ข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการค้า ส่วนใหญ่อยู่ในตัวอำเภอเมือง ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เสียงดังกว่าชาวบ้านทั่วๆไป) ต่อเหตุการณ์ครั้งนี้
หลังจากเผลิงสงบลงในเย็นวันที่ 19 พ.ค. 53 ซึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงอุบลฯมีส่วนเกี่ยวข้องกับอัคคีภัยครั้งนี้ แน่นอน ปฏิกิริยาจากชนชั้นกลางชาวเมือง คือความตื่นตระหนก ระคนกับความเสียใจ และโกรธแค้น หลังจากนั้นมีเหตุการณ์น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
-เช้า วันรุ่งขึ้นหน่วยราชการจังหวัด ทำพิธีทำบุญตักบาตร ที่หน้าสถานที่เกิดเหตุ มีข้าราชการและประชาชนมาร่วมคับคั่ง หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน มีการทำบุญสะเดาะเคราะห์และสืบชะตาเมืองครั้งใหญ่
-ใน แต่ละวัน โดยเฉพาะตอนเย็น มีประชาชนจำนวนมากแวะเวียนมาดูซากเถ้าถ่านศาลากลาง หลายคนโพสท์ท่าถ่ายรูป ณ สถานที่เกิดเหตุเป็นที่ระลึก ในขณะที่ในเวปไซต์ท้องถิ่นมีการแสดงความเห็นในกระทู้แสดงความเห็น คนส่วนใหญ่ ประณามสาปส่งผู้เผาศาลากลางอย่างสาดเสียเทเสีย
-กลุ่ม ประชาสังคมชาวอุบล จัดการเสวนาร่วมกันออกแบบศาลากลางหลังใหม่ ควรกล่าวด้วยว่า วงเสวนานี้หลีกเลี่ยงอย่างสิ้นเชิงที่จะทำความเข้าใจเบื้องหน้าเบื้องหลัง การเผาศาลากลาง
-ใน เดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากเคลียร์พื้นที่ซากศาลากลางหมดจรด จะด้วยเหตุบังเอิญหรือไม่ไม่แน่ชัด มีการใช้สถานที่ตรงนั้น จัดงานส่งมอบอาคารพิพิธภัณฑ์จังหวัด ในงานที่ต่อเนื่องกันนั้น มีการจัดงานพิธีกรรมรำลึกประจำปีถึงบรรพชนผู้ก่อตั้งเมืองอุบล ในนาม “วัน แห่งความดี” ควรกล่าวอีกด้วยว่า เรื่องศาลากลางจังหวัดถูกเผา กลายเป็นเรื่องเงียบที่ไม่มีการพูดถึง ทั้งที่ส่วนหนึ่งของสถานที่จัดงานเกิดขึ้นบนพื้นที่ตั้งของศาลากลางที่ถูก เผา
-ใน ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการเผาศาลากลางเกิดขึ้นอย่างเอาการเอางาน ตำรวจ ได้ออกหมายจับทั้งที่ระบุชื่อและใช้ภาพถ่ายแบบไม่ระบุชื่อ จำนวนกว่า 242 ราย ต่อมามีการติดตามจับกุมและมีผู้เข้ามอบตัวบางส่วน มากขึ้นเป็นลำดับ จนตัวเลขสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 42 ราย ปัญหาที่ทราบในเวลาต่อมาก็คือ ว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามหลักกระบวนการยุติธรรม เช่น บางคนไม่เกี่ยวข้องก็ถูกจับ ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาสูงเกินจริง ไม่มีโอกาสพบทนายความ จึงไม่มีโอกาสชี้แจง กระบวนการส่งฟ้องศาลเป็นไปอย่างล่าช้า มีการฝากขังไปเรื่อยๆ การประกันตัวเป็นไปได้ยาก และค่าประกันสูงลิ่ว
เหตุการณ์ ทั้งหมดหลังเผลิงพิโรธ ในสายตาของชนชั้นกลางชาวเมือง อาจดูเป็นเรื่องปกติ หรือ เรื่องที่สมควรจะต้องเกิดขึ้น แต่สิ่งที่จะต้องเตือนสติกันแบบขีดเส้นใต้ก็คือ เรื่อง การเผาศาลากลางเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างรัฐบาล (หรือกล่าวอย่างครอบคลุมคือ รัฐ) กับผู้ชุมนุม เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการตอบโต้กันระหว่างสอง ฝ่าย เราไม่อาจมองเหตุการณ์ใดๆแยกจากพัฒนาการของความขัดแย้งทางการเมืองได้
แต่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อุบลฯหลังเพลิงไหม้เมื่อรวมกันเข้า ได้สื่อความหมายว่า การเผาศาลากลาง เป็นโศกนาฏกรรมของชาวอุบลฯโดยรวม เป็นเหตุร้ายที่เกิดจากการกระทำของ พวกเผาบ้านเผาเมือง พวกมวลชนคลุ้มคลั่งผู้ไร้สติ เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ผิดอย่างไม่ต้องสงสัย และผู้ก่อเหตุก็คือผู้ที่สมควรถูกนำตัวมาลงโทษอย่างสาสม
ความ คิดและความรู้สึกที่ตลบอบอวลของชาวเมืองอุบลฯเช่นนี้ มีส่วนทำให้การตามจับคนเสื้อแดงที่อุบลเป็นไปอย่างกระตือรือร้น คือสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดง ถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่ยุติธรรมแต่ก็ไม่มีใครใยดีอย่างที่ผ่านมา และหากมองไปข้างหน้า ทั้งผู้ที่ยังอยู่ในเรือนจำและผู้ที่ประกันตัวออกมาสู้ คดี น่าจะเจอศึกหนักในการต่อสู้ให้ตัวเองพ้นผิด
จึง ขอสรุปไว้ในขั้นนี้ก่อนว่า ที่ผ่านมาในกรณีที่อุบลฯ - ซึ่งก็สามารถเทียบเคียงได้กับที่กรุงเทพ หรือจังหวัดอื่นๆ - คือ ได้เกิดกระบวนการ (ซึ่งไม่ว่าจะมีผู้กระทำด้วยความจงใจหรือไม่ก็ตาม – ดังจะกล่าวในประเด็นต่อไป) ที่พิพากษาความผิดของคนเสื้อแดงไปแล้ว สำหรับคนที่อยู่ในเรือนจำ ได้ประกันตัวออกมาแล้ว และที่จะสู้คดีในชั้นศาลต่อไป สิ่งที่พวกเขาจะต้องต่อสู้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากก็คือ การฝ่าต่อสู้ เพื่อเอาชนะพล๊อตเรื่องที่สังคมได้เขียนไว้แล้วว่าพวกเขาเป็นผู้ร้าย นี่คือ ประเด็นแรกของผม
ประเด็นที่สอง เป็นเรืองสืบเนื่องกัน พล๊อตเรื่องที่ ว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ผิดแต่ฝ่ายเดียวนั้นมาจากไหน ในระดับที่หนึ่ง เมื่อย้อนมองความขัดแย้งทางการเมืองกรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา อย่างพินิจพิเคราะห์ เราจะพบว่า มีแนวคิดสำคัญที่รัฐใช้ลดทอนความชอบธรรมของคนเสื้อแดง 2 แนวคิด แนวคิดหนึ่ง คือ การอธิบายว่าคนเสื้อแดงเป็นมวลชนที่ไร้สติไร้อุดมการณ์ ดังจะเห็นจากการอธิบายว่า เป็นพวกที่ถูกจ้างวานมา เป็นสมุนนักการเมือง อีกแนวคิดหนึ่ง ก็คือทฤษฎีสมคมคิด ดังการอธิบายว่าพวกเขาคิดการใหญ่ คิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน มีนักการเมืองใหญ่บงการอยู่ต่างประเทศ มีกองกำลังติดอาวุธคุ้มกัน แนวคิดทั้งสองถูกใช้ประกอบกัน อธิบายการกระทำของคนเสื้อแดงครั้งแล้วครั้งเล่า จนการชุมนุมตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง กลายเป็นขบวนการก่อการร้ายในสายตาของสาธารณชน
ควร กล่าวด้วยว่า กระบวนการให้ร้ายคนเสื้อแดงนี้ เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จของรัฐ ด้วยการบิดเบือนตอกย้ำข่าวสารผ่านฟรีทีวี ในขณะที่ปิดทีวีของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตั้ง ศอฉ. ทีวีของรัฐได้กลายเป็นกระบอกเสียงเพื่อการบิดเบือนความจริงอย่างชัดเจน
การ สร้างความหมายให้คนเสื้อแดงเป็นคนผิดแต่ฝ่ายเดียว อาจเห็นได้ในปฏิบัติการระดับที่สอง คือการจัดกิจกรรมและการแสดงความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางชาวเมืองอุบลฯ ผมไม่ได้กำลังบอกว่ากลุ่มคนเหล่านั้นมีเจตนาโดยตรงที่จะทำกิจกรรมเพื่อลด ทอนความน่าเชื่อถือของคนเสื้อแดง ตรงกันข้ามกิจกรรมและการแสดงความคิดเห็นต่างๆเป็นไปอย่างธรรมชาติ กล่าวอีก นัยหนึ่งเป็นไปตามจริตของพวกเขาโดยแท้จริง
แต่ บรรดากิจกรรมทั้งหลายที่อุบล หากพิจารณาอย่างวิพากษ์วิจารณ์เราจะพบ ว่า มันคือเครื่องมือในการจัดการความจริง กล่าวคือ กิจกรรมทั้งหลายกำลังทำให้เรื่องเผาศาลากลาง กลายเป็นเรื่องที่ควรถูกลืมไปเสีย “การลืม” คือวิธีการหนึ่ง ที่รัฐไทยใช้มาตลอดในการจัดการกับความจริงที่ยังไม่ลงตัว การลืมที่อุบล ไม่ได้มีความหมายว่าลืมไปให้สิ้น แต่มันมีความหมายว่าเรามาลืมเรื่องเลวร้ายที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ซึ่งมันแสดงนัยของความหมายในทางกลับกันว่า เรื่องเผาศาลากลางคือเรื่องเลวร้ายที่กระทำไปโดยผู้ก่อการร้าย มันคือการสรุป ว่าเรื่องที่ผ่านมาเลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัยและเราไม่ควรไปเสียเวลากับมัน อีก (ปล่อยให้พวกมันติดคุกให้สาสม) การสร้างความหมายต่อเหตุการณ์เผาศาลากลางแบบนี้ ไม่โจ่งแจ้ง แต่มีประสิทธิภาพสูงมากเพราะมันซึมลึกเข้าไปความรู้สึกนึกคิดของสาธารณชน อย่างไม่รู้ตัว
หากเราพิจารณาการจัดกิจกรรมต่างๆ อีกซักนิด โดยใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์มาช่วยอธิบาย เราก็จะเห็นว่า การจัดกิจกรรมต่างๆ มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด กับสำนึกความเป็นตัวตนของชาวจังหวัดอุบลฯ หรือ อัตลักษณ์จังหวัดอุบลฯ เช่นการจัดพิธีกรรมเนื่องใน “วันแห่งความดี” การบูชา บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมือง การเฉลิมฉลองการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์จังหวัด ฯลฯ เมื่อขยายขอบเขตการพิจารณาออกไปอีกเราจะพบอีกว่า สำนึกดังกล่าวนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์การสร้างรัฐ ชาติไทย ที่เป็นกระบวนการรวมหัวเมืองอีสานเข้ากับส่วนกลาง และก็จะพบว่า รัฐชาติไทย ผูกโยงอยู่กับลัทธิชาตินิยมไทย ที่มีอุดมการณ์หลักคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ภายใต้อุดมการณ์หลักของ ชาตินิยมไทย สังคมไทยจึงไม่ค่อยมีที่ว่างให้กับ ความคิดเรื่อง ความเสมอภาค ความยุติธรรม หรือสิทธิมนุษยชน เพราะอุดมการณ์ของเราเน้นไปที่ ความสงบ (ด้วยการข่มใจ) ความสามัคคี(แบบไม่ต้องตั้งคำถาม) และการมีระเบียบสังคม(ที่มีลำดับชั้นทางอำนาจ) อุดมการณ์หลักนี้เองที่เป็นแก่นแกนหลัก ที่คอยให้จังหวัดต่างๆสร้างอัตลักษณ์โดยผูกโยงตัวเองเข้ากับแก่นแก่นหลัก นั้น กิจกรรมที่อุบลโดยเฉพาะวันแห่งความดี ผูกโยงและสวมเข้ากับอุดมการณ์หลักอย่างแนบสนิท วันแห่งความดี คือความดีที่กระทำเป็นคุณประโยชน์แก่ชาติ (ตามที่ถูกนิยามไว้) การจัดกิจกรรมต่างๆโดยเฉพาะวันแห่งความดีภายใต้อุดมการณ์หลัก ได้ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี) เป็นเรื่องที่ควรถูกลืม เพราะมันรบกวนระเบียบสังคมที่ดีอยู่แล้ว
ลัทธิ ชาตินิยมที่คับแคบนี้เอง ที่เป็นกรอบกำหนดกิจกรรมและความรู้สึกนึกคิดของผู้คน กรณีที่อุบลก็คือกิจกรรมและความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางชาวเมืองที่เกิด ขึ้น และให้ความหมายกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น ในกรณีนี้ สุดท้ายแล้วลัทธิชาตินิยมคับแคบนี้เอง คือ เครื่องมือที่ซ่อนอยู่ลึกๆแต่สำคัญยิ่งในการให้ความหมายว่า กลุ่มคนเสื้อแดงคือผู้ก่อการร้ายคือผู้กระทำผิด ... ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องพูดกันละเอียดกว่านี้ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ใน เวลาจำกัดนี้ จึงขอกล่าวไว้โดยสังเขป
ดังนั้นผมจึงมาถึงประเด็นที่ 3 ซึ่งจะเป็นการสรุปที่พูดมาทั้งหมด ว่าด้วยความไร้สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงที่อุบล ทั้งๆที่ เรื่องเผาศาลากลาง สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำโต้ตอบกันระหว่างสองฝ่าย แต่มันกลับถูกสรุปว่า คนเสื้อแดงมีความผิดแต่ฝ่ายเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย
เหตุ ที่ทำให้ความไร้สิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นที่อุบลฯ ประการแรกมาจากเงื่อนไขในภาวะเฉพาะหน้าในปัจจุบัน ก็คือการคงอยู่ของรัฐบาล (รวมทั้ง ศอฉ.) ที่เป็นคู่กรณีกับอีกฝ่ายหนึ่ง ในฐานนะผู้มีส่วนได้เสีย พวกเขาก็ยังคงตอกย้ำความหมาย ในการให้ร้ายคนเสื้อแดง และทำทุกอย่างให้ตนเองเป็นฝ่ายบริสุทธิ์ ทั้งนี้ด้วยกลไกรัฐทั้งมวลที่ควบคุมอยู่
เหตุที่ทำให้ความไร้สิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นที่อุบลฯ ประการต่อมา มาจากเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง นั่นก็คือลัทธิชาตินิยมอย่างคับแคบ ที่ตีกรอบความคิดและการแสดงออกของชนชั้นกลางชาวเมืองให้หมกมุ่นอยู่กับวิถี จารีตนิยม ขณะที่มองผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าในสังคมไทยว่า เป็นฝ่ายผิดไม่คุ้มคลั่งบ้าไร้สติก็เป็นพวกคิดล้มล้างทำการใหญ่
และ ข้อย้ำไว้เป็นประโยคสุดท้ายว่า สิทธิมนุษยชน วางอยู่บนหลักการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่สังคม ที่ยังให้ความสำคัญหรือเฉลิมฉลองความไม่เท่าเทียมกันของคนอย่างเอิกเกริก ไม่มีทางมีสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้ .

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาประกอบการอภิปราย
หัวข้อการเสวนา สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย และสิทธิมนุษยชนอีสาน 10 ธ.ค. 53
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

งานเสวนาวิชาการ "สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย"โดย กลุ่มนิติราษฎร์

ที่มา Thai E-News



ตอนที่ 1 อ.ณัฐพล ใจจริง



ตอนที่ 2 อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ



ตอนที่ 3 อ.สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล



ตอนที่ 4 อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์



ตอนที่ 5 ถาม-ตอบ

Tuesday, December 14, 2010

ข่าวรั่วในโลกปัจจุบัน

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



สิ่ง ที่ทำให้ผมงงและไม่งงไปพร้อมกันก็คือปฏิกิริยาของคนหลายกลุ่ม ที่เกิดจากการเผยแพร่ข้อมูลลับของ WikiLeaks เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มดังกล่าวนั้น มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับสูงของสหรัฐเอง, ประเทศพันธมิตร และที่งงหนักขึ้นไปอีกคือองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนบางแห่ง

เอกสาร ที่ถูกปล่อยออกมาครั้งนี้คือสำเนาโทรเลขของสถานทูตสหรัฐในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งกลับไปรายงานกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ นับตั้งแต่ พ.ศ.2509 จนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วยเอกสาร 251,287 ฉบับ แต่ที่เพิ่งเผยแพร่ผ่านเว็บนั้นมีเพียง 291 ฉบับเท่านั้น ยังมีอีกบางส่วนที่อาจเผยแพร่หรือ "แพลม" ผ่านข่าวและบทวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลกตะวันตก เช่น The Guardian, The New York Times, Le Monde, Der Spiegel เป็นต้น

ใน จำนวนเอกสารจำนวนมหึมานี้ ที่น่าสนใจแก่คนไทยเป็นพิเศษก็คือ มีเอกสารที่ส่งไปจากสถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ ถึง 3,516 ฉบับ นับตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา (ก่อนรัฐประหาร 2549) แต่มีเพียงส่วนเดียวที่ถูกเผยแพร่ทั่วไป คือที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาและแผนของสหรัฐในเรื่องของนายวิคเตอร์ บูท หลังจากที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยว่าไม่ต้องส่งตัวเขาเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไป ยังสหรัฐ

ที่ทำให้ผมงงก็คือ หลายคน หลายองค์กร โดยเฉพาะในประเทศไทย ที่พูดถึงกรณีข่าวรั่วครั้งนี้ตามผู้นำอเมริกันว่า ได้เกิด "ความเสียหาย" ที่ร้ายแรงขึ้นแล้ว เพราะนับจากนี้ไป การบริหารรัฐจะไม่มีความลับอีกต่อไป

ผมงงก็เพราะว่า หากการบริหารรัฐไม่อาจทำเป็นความลับได้ จะเกิด "ความเสียหาย" แก่ใครเล่าครับ? ผมแน่ใจว่าไม่เกิดแก่ประชาชนอย่างแน่นอน

แต่ ความวิตกกังวลเหล่านี้กลับเป็นส่วนที่ผมไม่งง เพราะเป็นข้อสรุปที่ไม่ต้องพิสูจน์มานานแล้วว่าการบริหารบ้านเมืองย่อม ประกอบด้วยการสงวนบางเรื่องไว้ไม่ให้ประชาชนล่วงรู้ และการเปิดเผยสิ่งที่ไม่จริง หรือจริงไม่หมดเปลือกให้เป็นความรู้ของสาธารณชน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือการบริหารรัฐย่อมต้องใช้การปิดบังและการโกหกเป็น เครื่องมือที่ขาดไม่ได้

ทั้งนี้ กระทำกันทุกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐเล็กๆ หรือรัฐใหญ่ๆ ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย หรือผูกขาดอำนาจโดยพรรคเดียว ไม่ว่าจะเป็นรัฐพลเรือนหรือรัฐทหาร

โดย เฉพาะในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียว ยังใช้กับเรื่องอื่นๆ ที่กระทบไปถึงสิทธิเสรีภาพของพลเมืองอย่างไม่จำกัด อันที่จริงในรัฐปัจจุบัน สองเรื่องนี้แยกออกจากกันไม่ได้ การดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างปิดลับนั้น อาจเป็นผลให้ท้ายที่สุดก็นำประเทศเข้าสู่สงคราม (รูปแบบต่างๆ - เช่นโดนถล่มตึกสูงด้วยเครื่องบิน) ที่กระทบถึงพลเมือง โดยไม่มีส่วนในการตัดสินใจเลย ทั้งๆ ที่สงครามเป็นเรื่องคอขาดบาดตายซึ่งหากให้พลเมืองเลือก คงเลือกทางที่จะหลีกเลี่ยงมากกว่า

ทั้งนี้ ผมไม่ได้หมายถึงมาตรการปิดลับชั่วคราวบางเรื่อง ซึ่งในเวลาไม่นานก็ต้องประกาศอย่างเปิดเผยให้รู้ทั่วกัน เช่น การปรับเปลี่ยนพิกัดภาษีศุลกากร หรือการปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ย่อมจำเป็นต้องปิดไว้จนกว่าประกาศเป็นทางการ (แต่เรื่องอย่างนี้เสียอีกที่ผู้บริหารบางรัฐกลับแอบ "แพลม" ให้บางคนที่เป็นพรรคพวกได้รู้ก่อน)

และในนามของความจำเป็นที่จะต้อง ปิดลับในการบริหารบ้านเมืองนี้เอง ที่ทำให้รัฐมีอำนาจเหนือพลเมือง โดยปราศจากการถ่วงดุลอำนาจจากสถาบันอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นตุลาการ, นิติบัญญัติ, สื่อ หรือภาคประชาสังคม ก็ไม่มีข้อมูลที่จะใช้ตรวจสอบถ่วงดุลได้เลย อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายจึงเป็นเพียงน้ำหมึกบนกระดาษเท่านั้น ขนาดจับผู้คนไปกักขังทรมานได้เป็นปีๆ เพียงเพราะสร้างคุกขึ้นในพื้นที่นอกเขตอำนาจศาล ทั้งในดินแดนอันอยู่ใต้อารักขาของตน หรือในประเทศพันธมิตร ที่อ้างกันถึงหลัก Check and Balance ในสหรัฐ จึงไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ เพราะการบริหารบ้านเมืองต้องเป็นความลับนี่แหละ

ความจำเป็นที่มักใช้ อ้างกันเสมอคือ "ความมั่นคง" ของรัฐ คำนี้ไม่ได้หมายเพียงเผชิญสงครามรุกรานอย่างเปิดเผยจากปัจจามิตรเท่านั้น เพราะอ้างกันว่าสงครามในโลกยุคปัจจุบันทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการค้าระหว่างประเทศ การกระจายของวัฒนธรรมต่างชาติ ความเชื่อทางศาสนา หรือแม้แต่การเผยบางส่วนของร่างกายสตรีที่ฝ่ายอำนาจไม่ชอบก็อาจกระทบถึงความ มั่นคงแห่งรัฐได้ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ "ความมั่นคง" ให้ความชอบธรรมแก่ฝ่ายบริหารที่จะเข้ามากำกับชีวิตของพลเมืองในทุกด้าน รวมถึงการรับรู้ด้วย เพราะมีความรู้บางอย่างที่พลเมืองไม่ควรรู้ เพราะจะบ่อนทำลาย "ความมั่นคง"

นอกจากอะไรกระทบต่อความมั่นคงบ้าง เป็นสิ่งที่รัฐกำหนดเอาเองแล้ว แม้แต่ใครคือศัตรูของรัฐ ก็ยังกำหนดเอาตามใจชอบอีกด้วย และหามาตรฐานอะไรไม่ได้เลย บางครั้งรัฐที่เป็นมิตรและร่วมเป็นภาคีขององค์กรระหว่างประเทศเดียวกัน เช่น สิงคโปร์ หรือเวียดนาม ก็อาจถูกมองว่าเป็นศัตรูได้ในบางครั้งบางเรื่องโดยเฉพาะด้านธุรกิจ กัมพูชากลายเป็นศัตรูทันทีที่แต่งตั้งทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ

ในนามของ "ความมั่นคง" แห่งรัฐนี้เอง ประชาธิปไตยของหลายประเทศในโลกนี้จึงกลายเป็นประชาธิปไตยเบ็ดเสร็จ

โดย อาศัยความลับเพื่อความมั่นคงนี่แหละ รัฐทั้งหลายในปัจจุบันจึงทำงานเหมือนกองทัพที่กำลังเข้าสงคราม โดยมีหน่วยงานเพื่อความมั่นคงนานาชนิด คอยกำกับควบคุมพลเมือง อาจจับกุมคุมขังหรือสั่งฆ่าทั้งในที่ลับและที่แจ้งได้ โดยกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง (หรือไม่กล้าเอื้อมเข้าไปให้ถึง) หน่วยงานเหล่านี้อาจรวมกันเป็น "กระทรวงสันติภาพ" ซึ่งมีหน้าที่ทำสงคราม ของยอร์ช ออร์เวิล ได้เลย (และอย่าลืมว่าสงครามใหญ่ของ "พี่เบิ้ม" ไม่ได้ทำกับรัฐอื่น แต่ทำกับประชาชนของตนเอง)

สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญประกันไว้ให้พลเมืองไร้ความหมายไปสิ้น เบื้องหน้าซีไอเอ, ศอฉ., หรือสภาความมั่นคง

อย่าง ไรก็ตาม กรณีการรั่วไหลของเอกสารกระทรวงต่างประเทศสหรัฐครั้งนี้นับว่าน่าสนใจเป็น พิเศษ นับเป็นการรั่วไหลที่ใหญ่สุดหลังกรณี The Pentagon Papers สมัยสงครามเวียดนาม แต่ครั้งนั้นผู้เผยแพร่เป็นผู้นำเอกสารออกมาเอง เพราะต่อต้านสงครามเวียดนาม ในครั้งนี้ WikiLeaks ได้เอกสารมาอย่างไรไม่ทราบได้ แต่ไม่น่าจะมาจากการ "ซื้อ" เพราะ WikiLeaks ไม่มีประโยชน์ทางธุรกิจมากพอจะซื้อได้ เอกสารทั้งหมดไม่ได้เจาะเฉพาะกรณีสงครามในอิรักและอัฟกานิสถาน อันเป็นสงครามที่มีผู้ต่อต้านในอเมริกาพอสมควร ความเป็นไปได้จึงอยู่ที่การเจาะ (hack) ข้อมูลในระบบดิจิตอล

ข้อมูล ทั้งหลายจะถูกเก็บในระบบดิจิตอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว และรัฐบาลอเมริกันย่อมทราบดีว่าระบบนี้ถูกทะลวงจากภายนอกได้ แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลได้ในระดับที่ต่างกัน แล้วแต่ตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น สหรัฐย่อมต้องสร้างระบบที่ป้องกันการทะลวงอย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้กระนั้นในที่สุดก็ยังถูกทะลวงเข้าไปจนได้

ถ้าระบบอันดีเลิศของ สหรัฐยังมีช่องโหว่ จะมีข้อมูลของประเทศใดเหลือรอดจากการทะลวงของนักเจาะอิสระได้ล่ะครับ (ยกเว้นก็แต่ประเทศที่ไม่อยู่ในวัฒนธรรมใช้ตัวหนังสือเต็มที่ จึงบริหารประเทศกันด้วยลมปากเป็นส่วนใหญ่) ฉะนั้น การบริหารรัฐในมุมมืด ซึ่งทำกันมานานแล้วกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ในเวลาไม่นาน สิ่งที่ซุกอยู่ในมุมมืดก็จะถูกแสงสว่างส่องไปถึง โดยไม่ต้องรอถึง 50 ปีให้กลายเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์เสียก่อน อำนาจรัฐจะตั้งอยู่บนความลับได้น้อยลง ในขณะที่อำนาจของประชาชนจะเพิ่มขึ้น เพราะสามารถตรวจสอบและกำกับรัฐได้ใกล้ชิดมากขึ้น

สภาพที่โปร่งใสมาก ขึ้นอย่างนี้ ทำให้นักการเมืองและนักบริหารที่มีอยู่ขณะนี้ตกยุคหมด ความกะล่อนและหน้าไหว้หลังหลอกและหน้าด้าน จะไม่เป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้ของบุคคลสาธารณะต่อไป อย่างไรก็ตาม สถาบันทางการเมืองต่างๆ แม้แต่ชาติจะอยู่ได้อย่างมั่นคง หากสามารถรับมือกับความโปร่งใสนี้ได้อย่างสุจริตใจ

อย่างไรก็ตาม ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ เราจะเห็นการใช้ความรุนแรงเพื่อเก็บอำนาจไว้ในที่มืดต่อไปให้ได้ แม้แต่สหรัฐ ก็ใช้อำนาจปิดกั้นการเข้าถึง WikiLeaks อย่างเดียวกับที่รัฐบาลจีนทำมานานแล้ว ในประเทศไทยเราเห็นการใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตของหน่วย "ความมั่นคง" แทรกลงไปถึงรองเท้าแตะและสีเสื้อของผู้คน มีกฎหมายซึ่งมีโทษรุนแรง ปิดกั้นข้อมูลและความเห็นที่มีต่อบางเรื่องอย่างเด็ดขาด

แสงสว่างที่ ค่อยๆ สาดลงมาขับไล่นักการเมืองและผู้บริหารรัฐถอยร่นไปติดมุมมืด ซึ่งแสงยังส่องไปไม่ถึงชั่วขณะ แต่ในที่สุดก็จะไม่มีมุมใดที่แสงส่องไปไม่ถึงเหลืออยู่

ในกรณีประเทศไทย นอกจาก WikiLeaks จะชี้ให้เห็นแรงกดดันอย่างหนักของสหรัฐในกรณีนายวิคเตอร์ บูท แล้ว ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งยังไม่เผยแพร่จากเอกสารอีกมาก โดยเฉพาะเมืองไทยปลายสมัยทักษิณ การชุมนุมทางการเมือง, การรัฐประหาร และความแตกร้าวอย่างหนักในการเมืองไทยหลังรัฐประหาร (และนี่คือเหตุผลที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งปิดเว็บ WikiLeaks)

แม้ เป็นข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมและประเมินของสถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่จากกรณีตัวอย่างที่ได้รับรู้กันแล้ว รายงานของสถานทูตสหรัฐ (และอีกหลายประเทศ) เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ไม่เคยรู้กันมาก่อนได้มาก หรืออย่างน้อยก็อาจมอง "ข้อเท็จจริง" ที่ถูกปั้นแต่งขึ้นจากอีกมุมหนึ่งได้

ผมหวังว่า สื่อในเมืองไทยจะขยับหลังของตนไปรวบรวมเอกสารเหล่านี้มาเผยแพร่ให้สาธารณชน ไทยได้รับรู้ ถึงสื่อไทยไม่ทำ ก็จะมีสื่อต่างประเทศทำอย่างแน่นอน ฉะนั้น ใครทำอะไรไว้ก็เตรียมตัวกะล่อนได้แต่บัดนี้

อัปลักษณะของพ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ 2551 : กรณี Insects in the backyard

ที่มา มติชน



โดย สาวตรี สุขศรี

หมายเหตุ บทความชิ้นนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์ "นิติราษฎร์" (http://www.enlightened-jurists.com/) มติชนออนไล์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ ดังนี้


วันที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมาในเวลาเดียวกันกับงานสัมมนา "สถาบันกษัตริย์ รัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย" ที่จัดโดยนิติราษฎร์ คนในแวดวงภาพยตร์ก็จัดงานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง "พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์กับรัฐธรรมนูญไทย" ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา โดยมีปฐมเหตุมาจากภาพยนตร์เรื่อง Insects in the backyard ของ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ถูกคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ของกระทรวงวัฒนธรรม สั่งห้ามฉายในราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุผล “มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน” จนเกิดกระแสประท้วงคัดค้าน โปรแกรมเดิมของงาน คือ การฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวแก่ผู้เข้าร่วมเสวนา ในฐานะ "วัตถุแห่งการศึกษา" เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาและแสดงความคิดเห็นว่า การใช้ดุลพินิจโดยคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ มีเหตุผลและความชอบธรรมเพียงพอหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ก่อนงานเพียงวันเดียว กรมส่งเสริมวัฒนธรรม มีหนังสือประทับตรา "ด่วนที่สุด" ถึงผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ เพื่อเตือนว่าหากฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในงานเสวนาจะถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฯ มีโทษตามกฎหมาย สุดท้ายแล้ว การเสวนาจึงต้องดำเนินไปโดยปราศจาก "วัตถุแห่งการศึกษา" ...

ก่อน เริ่มเสวนาผู้จัดจึงจัดการฌาปนกิจศพให้ Insects in the backyard เสียเลย เพราะคำสั่งห้ามฉายภาพยนตร์ นั้นมีผลเสมือนหนึ่งคนที่ถูกลงโทษประหารชีวิต

อัน ที่จริงแล้ว กิจกรรมนี้ต้องถือว่ายังทำไม่ครบถ้วน เพราะควรจัดงานญาปนกิจให้ประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ รวมทั้งรัฐธรรมนูญไปเสียในคราวเดียวกัน ซึ่งวันที่ 10 ธันวาคม อันเป็นวันที่คนไทยถูกทำให้ลืมวันที่ 27 มิถุนายน วันแรกของการมีรัฐธรรมนูญของประชาชนโดยแท้จริง น่าจะเหมาะสมที่สุดต่อกิจกรรมเช่นว่า หลายต่อหลายเหตุการณ์ในบ้านเมืองที่ผ่านมาได้แสดงให้ประจักษ์แจ้งแล้วว่าการ อวดโชว์ว่ามี "รัฐธรรมนูญ" ในการปกครอง ไม่ใช่เครื่องยืนยันว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย และใช้กฎหมายเป็นใหญ่ เพราะสุดท้าย "ใครต่อใคร" ก็มักเป็นใหญ่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้เสมอ ๆ "ใคร" ในที่นี้ไม่ว่าจะเป็น "ใคร" ในหัวข้อของวงเสวนาที่ธรรมศาสตร์หรือว่าศาลายา


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนไทยไว้ 2 ประเภท คือ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งควรต้องทราบด้วยว่าสิทธิสองประเภทนี้จำเป็นต้องมาด้วยกันเสมอ เพราะหากรัฐยอมให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารได้ แต่ไม่ให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนั้น การรับรู้นั้นย่อมเป็นอันไร้ความหมาย "ผู้ส่งสาร" จะกลายเป็นผู้มีอำนาจเหนือและทรงอิทธิพลทันที เพราะเมื่อสารถูกส่งออกไปแล้วประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ หากจะฝืนวิพากษ์วิจารณ์ก็อาจได้รับผลร้ายบางประการ หรือมิเช่นนั้นก็เกิดการโมเมเหมารวมโดยรัฐว่าประชาชนทุกคนเชื่อถือหรือจงรัก ศรัทธาใน "สิ่งนั้น สิ่งนี้" เหมือน ๆ กันไปหมด ทำนองเดียวกัน หากรัฐรับรองให้แสดงความคิดเห็นได้ แต่ปิดกั้นไม่ให้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะประชาชนขาดข้อมูลหรือกระทั่งไม่รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นต่อ "อะไร" ฉะนั้น ประเทศใดในโลกนี้ที่รับรองสิทธิไว้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ อ้างใช้ตามสถานกาณณ์และความสะดวกของพวกพ้อง จึงไม่ควรบอกว่าตนเป็นประชาธิปไตย เหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับงานเสวนาภาพยนตร์นี้ที่จัดงานเสวนาเพื่อแสดง ความคิดเห็นได้ แต่ห้ามไม่ให้รับรู้ตัววัตถุแห่งการแสดงความคิดเห็น การแสดงความคิดเห็นย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง หรืออย่างมีประสิทธิภาพ


มาตรา 45 แห่งรัฐธรรมนูญนี้ มีข้อยกเว้นสิทธิเสรีภาพไว้เช่นกัน ซึ่งแม้ในประเทศประชาธิปไตยเอง ก็อาจยอมรับได้หากข้อจำกัดดังกล่าววางอยู่บนหลักการที่ว่า การใช้สิทธิเสรีภาพต้องทำอย่างมีขอบเขต อย่างน้อย ๆ คือไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ซึ่งประกอบด้วยเหตุ 1. เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ 2. เพื่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน 3. เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น และ 4. เพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน แต่การจำกัดโดยเหตุผลต่าง ๆ นี้รัฐจะทำลอย ๆ ไม่ได้ ต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจชัดเจนเพียงเท่าที่จำเป็นและไม่กระทบกับสาระ สำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพในเรื่องนั้น (มาตรา 29 รัฐธรรมนูญ) ที่สำคัญก็คือ กฎหมายไม่ควรใช้ถ้อยคำกว้างอย่างเดียวกันกับที่กำหนดในรัฐธรรมนูญเอง เพราะโดยเป้าหมายของรัฐธรรมนูญกับกฎหมายอื่น ๆ แตกต่างกัน รัฐธรรมนูญเป็นธรรมนูญในการปกครองประเทศ มีไว้เพื่อวางกรอบการปกครอง กำหนดอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ของประเทศโดยรวม จึงคงบัญญัติได้แต่เพียงหลักการกว้าง ๆ เท่านั้น ในขณะที่รายละเอียดของการปกครอง ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกฎหมายเฉพาะเรื่อง ฉะนั้น จึงควรถือเป็นหน้าที่โดยปริยายว่า กฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีโทษลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ต้องบัญญัติให้ชัดเจน


ปัจจุบัน มีกฎหมายหลายฉบับที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการควบคุมเนื้อหาในสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ฯ พ.ร.บ. ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฯ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ฯ รวมทั้งประมวลกฎหมายแพ่ง หรือประมวลกฎหมายอาญา ที่ว่าด้วยการหมิ่นประมาทบุคคลอื่น แต่ประเด็นสำคัญ ก็คือ ทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย และผู้ถูกกฎหมายใช้บังคับ ต้องแยกแยะระหว่างโทษของผู้กระทำ กับการใช้มาตรการจำกัดเสรีภาพโดยรัฐออกจากกันให้ดี ๆ ทั้งนี้เพราะหากในที่สุดแล้ว เนื้อหาที่เผยแพร่เหล่านั้นเป็นความผิด ผู้เผยแพร่หรือผลิตย่อมต้องเกิดความรับผิดตามกฎหมาย แต่รัฐจะยังไม่สามารถปิดกั้นเนื้อหาใด ๆ ได้โดยอัตโนมัติ เว้นแต่มีกฎหมายเขียนระบุมาตรการนี้ไว้ด้วย ซึ่ง ณ วันนี้ในกรณีที่ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ปกติคงมีเพียง พระราชบัญญัติว่าด้วยกการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551 เท่านั้น ที่เขียนให้อำนาจรัฐในการปิดกั้น หรือห้ามเผยแพร่เนื้อหาบางประเภท ได้ทันทีโดยที่ยังไม่ต้องดำเนินคดีกับบุคคลใดก่อน


อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างที่น่าสนใจระหว่างกฎหมายสองฉบับก็คือ การเซ็นเซอร์สื่อออนไลน์ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ (มาตรา 20) เป็นการ "เซ็นเซอร์ภายหลัง" (การเผยแพร่แล้ว) ในขณะที่การเซ็นเซอร์ตามพ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ เป็นการ "เซ็นเซอร์ก่อน" (การเผยแพร่) ซึ่งในทางกฎหมายแล้วให้ผลรุนแรงกว่า และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ แม้วัตถุประสงค์แรกเริ่มในการแก้ไข พ.ร.บ. ภาพยนตร์ 2473 คือ ความพยายามของคนในแวดวงภาพยนตร์ที่จะทำให้กฎหมายสอดคล้องกับยุคสมัย ด้วยการเสนอให้รัฐนำ "ระบบการจัดระดับความเหมาะสม" (Rating) มาใช้กับภาพยนตร์แทนระบบเซ็นเซอร์ที่ใช้อยู่เดิม ในขณะที่ฝ่ายรัฐเองก็โหมประชาสัมพันธ์ว่าเราทันสมัยใช้ระบบจัดเรตภาพยนตร์ แล้ว แต่ในความเป็นจริงกลับปรากฏว่า ระบบเซ็นเซอร์ยังคงเป็นระบบหลักที่ใช้กับภาพยนตร์อยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปโฉมโนมพรรณให้ออกมา "เนียน" กว่าเก่าในนามเรต "ภาพยนตร์ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร" (มาตรา 26 (7) พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์) เท่านั้น ทั้งนี้มีเหตุควรเชื่อได้ว่า ถ้าคิดกันเฉพาะประเทศที่อ้างว่าตนใช้ระบบให้เรตภาพยนตร์แทนการเซ็นเซอร์แล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีเรต "ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร" เหตุผลของการไม่อนุญาตให้ฉาย ก็คือ มีเนื้อหาที่บ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐ และเกียรติภูมิของประเทศไทย ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 29 พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์


สำหรับกรณีของการห้ามฉาย Insects in the backyard นั้นมีเรื่องที่สมควรพิจารณา 2 ประเด็น คือ


1) ถ้าคนไทยยอมรับว่าการจัดเรตตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ 2551 เป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสมแล้ว เท่ากับคนไทยยอมรับว่า หากภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งมีเนื้อหาที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน (ซึ่งเป็นเหตุผลของการห้ามฉาย Insects in the backyard) คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ฯ ย่อมสามารถห้ามฉายในราชอาณาจักรได้


ปัญหา ที่ต้องพิจารณาในข้อนี้ ก็คือ ถ้าเช่นนั้น Insects in the backyard เป็นภาพยนตร์ที่ "ขัดต่อศีลธรรม" จริงหรือไม่ ? (น่าเสียดาย ที่ท้ายที่สุดมีคนไทยเพียงไม่กี่คนที่ได้ดู และสามารถแสดงความคิดเห็นต่อปัญหานี้ได้) เนื่องจากผู้เขียนมีโอกาสได้ดู พบว่า Insects in the backyard เกือบทั้งเรื่อง นำเสนอฉาก และเรื่องราวที่อาจมิได้สอดคล้องกับศีลธรรมอันดี (ในสายตาของรัฐหรือของคณะกรรมการฯ) ไม่ว่าจะเป็นฉากนักเรียนกินเหล้า สูบบุหรี่ ฉากการร่วมเพศของต่างเพศและเพศเดียวกัน การขายบริการทางเพศ ฯลฯ แต่คำถามก็คือ การนำเสนอฉากเหล่านี้ในลักษณะจำลองภาพ หรือสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างตรงไปตรงมาถือว่า "ขัดต่อศีลธรรม" ได้กระนั้นหรือ ?


ภาพยนตร์ ถือเป็น สื่อ ประเภทหนึ่ง ดังนั้นย่อมได้รับความคุ้มครอง หรือถูกจำกัดการนำเสนอได้ตามมาตรา 45 รัฐธรรมนูญอย่างมิต้องสงสัย แต่ต้องไม่ลืมว่า ภาพยนตร์ (รวมทั้งศิลปะแขนงอื่น) มีความแตกต่างจากการสื่อสารมวลชน อย่างสำคัญข้อหนึ่ง คือ ในขณะที่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของสื่อสารมวลชน คือการนำเสนอข่าวสารข้อเท็จจริง หรือความคิดเห็นต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามลักษณะวิชาชีพ การบิดเบือนหรือกระทั่งทำให้มีการตีความได้จนเกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น หรือต่อสังคมโดยรวม จึงไม่ควรเกิดขึ้นได้ในความคาดหวังของผู้รับสื่อ แต่ภาพยนตร์หรือศิลปะแขนงอื่นจะเป็นการนำเสนอจินตนาการเพื่อให้ผู้ชมตีความ ได้เองมากกว่า สื่อภาพยนตร์ ไม่ได้หรือไม่จำเป็นต้องถูกคาดหมายจากคนดูหรือสังคมโดยรวมว่าต้องนำเสนอ เรื่องจริงเท่านั้น ส่วนใหญ่จึงมักฉายภาพต่าง ๆ ด้วยวิธีการ มุมมอง และอารมณ์ความรู้สึกของตัวผู้สร้างเอง นอกจากนี้ ยังไม่เคยหรือไม่ควรมีกฎเกณฑ์ใด ๆ ที่กำหนดว่า ภาพยนตร์ต้องเสนอสิ่งที่ทำให้ผู้ชมเกิดความเพลิดเพลิน จำเริญใจ สุขสม หรือส่งเสริมคุณธรรมเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเสนอแง่มุมที่โหดร้ายของสังคม ตีแผ่ความจริง หรือเรื่องราวที่หลากหลายมีทั้งดีและไม่ดี มันจึงเป็นสื่อที่ทำได้หลากหลายหน้าที่ อนึ่ง แม้ศีลธรรมจริยธรรมจะยังเป็นเรื่องจำเป็น และถือเป็นอุดมคติในทุก ๆ สังคม แต่ ทุก ๆ สังคมนั้น ก็ควรต้องยอมรับด้วยว่า การอบรม บ่มนิสัย หรือขัดเกลาคนให้เป็นคนดีมีจริยธรรมศีลธรรมไม่ใช่ภาระหน้าที่ของ "ภาพยนตร์" แต่เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ที่จะให้คำแนะนำกับผู้อยู่ในการปกครอง หรือบุตรผู้เยาว์ ต่างหาก แน่นอนที่ว่า ภาพยนตร์เรื่องใดมีลักษณะเชิญชวนให้คนทำสิ่งผิดกฎหมาย ทำลายจารีตของสังคม ภาพยนตร์นั้นอาจเข้าข่ายมีปัญหา แต่หากภาพยนตร์นั้นเพียงชี้หรือแสดงให้เห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ ในสังคมหนึ่ง ๆ (ดีหรือไม่ดีนั่นอีกเรื่อง แล้วแต่คนดูจะตัดสิน) อย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำไปสู่การ "มองเห็น" ปัญหาแล้วหันหน้ามาช่วยกันแก้ไขปัญหา ภาพยนตร์ลักษณะนี้จะ "ขัดต่อศีลธรรม" ได้อย่างไร ? คนดู Insects in the backyard ไม่อาจรู้ได้ด้วยตัวเองหรือว่า ตัวเอกสามตัวล้วนมีปัญหากับชีวิตบางอย่าง มีทุกข์ มีสุข กับสิ่งที่เขาเลือกทำ ผู้สร้างอาจไม่ได้ทำหนังออกมาในเชิงตำหนิติเตียนพฤติกรรมเหล่านั้นอย่าง ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ทำออกมาเพื่อบอกกล่าวคนดูว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งดี หรือควรทำ


เป็นเรื่องถูกต้องหากจะกล่าวว่า ความสามารถในการรับสาร ความสามารถในการตีความศิลปะ ไม่ได้มีเท่ากันทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย แต่ขึ้นอยู่กับระดับประสบการณ์ และวุฒิภาวะ ฉะนั้น รัฐจึงจำเป็นต้องช่วยกำกับดูแลภาพยนตร์บางเรื่องเพื่อ "คุ้มครอง" คนในวัยที่ควรได้รับความคุ้มครองเพราะเหตุ "หย่อนความสามารถ" บางอย่าง เช่น เด็กและเยาวชน ซึ่งยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือมีปัจจัยบางอย่างที่เขายังไม่มีสามารถแยกแยะเรื่องที่ควรทำกับไม่ควรทำ ออกจากกันได้ และนี่เองที่นำไปสู่ระบบการจัดเรตภาพยนตร์ ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว เป็นระบบ "ให้คำแนะนำกับผู้ปกครอง" เพื่อใช้ในการตัดสินใจว่าจะยอมให้บุตรหลานของตนดูภาพยนตร์ได้หรือไม่ ไม่ใช่ระบบบังคับควบคุมแบบเหมารวม


อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนฝ่ายรัฐผู้ใช้อำนาจในเรื่องนี้ในประเทศไทยนี้ยัง "หย่อนความสามารถ" หรือขาด "วุฒิภาวะ" อยู่มาก จึงไม่สามารถหรือไม่กล้าพอที่จะนำระบบที่ว่านี้มาใช้อย่างแท้จริง และควรต้องสังเกตด้วยว่า รัฐกลับมีความสามารถพิเศษอย่างยิ่งยวดและสม่ำเสมอในการดูถูกวิจารณญาณ และวุฒิภาวะของประชาชนทั้งมวล


2) ถ้าคนไทยไม่ (หรือไม่ควร) ยอมรับว่า วิธีการกำหนดเรตตามพ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ เป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม นั่นย่อมแสดงว่า ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเรื่องใด แม้มีฉากหรือเรื่องราวที่ไม่สอดคล้องกับศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ภาพยนตร์เรื่องนั้น ก็ไม่อาจถูกห้ามฉายในราชอาณาจักรได้เลย กล่าวให้ง่ายก็คือ หากยึดถือหลักการของระบบการให้เรตติ้งอย่างจริงจังแล้ว การแบนหนัง หรือการไม่อนุญาตให้ฉายทั้งเรื่องไม่ควรเกิดขึ้นได้


การปรากฎตัวของ "ระดับความเหมาะสม" (Rating) ประเภท "ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร" ตามมาตรา 26 (7) พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ควรถือเป็นสิ่งแปลกปลอมและพิลึกพิลั่นที่สุดในระบบของการจัดเรตติ้ง และการแบน Insects in the backyard ไม่ได้ให้คำตอบอะไรกับสังคมไทยมากไปกว่ายืนยันว่าแท้จริงแล้ว พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ 2551 ที่อ้างว่าปรับปรุงแก้ไขแล้ว ยังคงใช้การ "เซ็นเซอร์" โดยปล่อยให้เป็นอำนาจของคนเพียงไม่กี่คนอยู่เช่นเดิม ซึ่งหากคนไทยมองเห็นปัญหาร่วมกัน และคิดได้แบบนี้ สิ่งที่ต้องช่วยกันหาคำตอบในวงเสวนา พ.ร.บ.ภาพยนตร์กับรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา จึงไม่ใช่ปัญหาว่า Insects in the backyard "ขัดศีลธรรม" หรือไม่ ? หรือการตัดสินใจของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ฯ ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ? แต่คือปัญหาว่า พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ 2551 ควรถูกแก้ไขอย่างไร ? ในที่สุดแล้วเรตห้ามฉายควรมีอยู่ในกฎหมายต่อไปหรือไม่ ? กระทั่งปัญหาที่ว่า เอาเข้าจริงแล้วกฎหมายฉบับนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ? เพราะต่อให้ Insects in the backyard มีฉากหนึ่งฉากใด หรือทั้งเรื่องมีฉากโป๊ะเปลือย การร่วมเพศ ใช้ยาเสพติด ความรุนแรง ฯลฯ หนังเรื่องนี้ก็ยังต้อง "ได้เผยแพร่" หรือฉายในราชอาณาจักรอยู่ดี เพียงแต่ถูกจัดให้อยู่ในเรตที่คนอายุที่เหมาะสมเท่านั้นที่ดูได้


หลัง ดูหนังเรื่องนี้แล้ว เมื่อนำมาประกอบเข้ากับอัปลักษณะของ พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ฯ ประสานกับข้อมูลแนวโน้มของการพิจารณาภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านมาภายใต้พระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมักอ่อนไหวมากกับประเด็น "เพศที่สาม" ได้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า หากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม หรือหน่วยงานผู้เกี่ยวข้องอื่นใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายนิติบัญญัติ มองว่า การนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับคนเพศที่สาม คือ ปัญหาที่ขัดต่อศีลธรรม หรือมองว่าคนที่มีลักษณะ "สับสนทางเพศ" เป็นปัญหาหรือนำปัญหาต่าง ๆ มาสู่สังคมไทย คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ฯ ก็ควรต้องทราบด้วยว่า ถ้าเราสามารถสมมติ "เพศ" ให้กับสิ่งของได้ พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ คือ ตัวอย่างที่ดีที่สุดของ "ปัญหาสังคม" ที่คณะกรรมการฯคิดและเข้าใจ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีความ "สับสนทางเพศ" มากที่สุด เนื่องจากไม่มีความชัดเจนเลยว่า ตกลงแล้วจะใช้ระบบเรตติ้งหรือเซ็นเซอร์กันแน่ แต่ที่แย่ยิ่งกว่ากรณีของคนเพศที่สาม ก็คือ มันดันมีบทลงโทษทางอาญาที่สามารถคุกคามหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนคน อื่น ๆ ได้ด้วย


บทสรุปต่อกรณีนี้


อาจ มีประชาชนบางหมู่เหล่าชี้หน้านักวิชาการ คนดูหนัง หรือแวดวงศิลปะที่ประท้วงการแบนภาพยนตร์ว่า เป็นพวกเสรีนิยมจ๋า เรียกร้องเสรีภาพโดยไม่สนใจหน้าที่ แต่หากพิจารณาให้ดี คำกล่าวหาเหล่านี้มักตั้งอยู่บน อคติ ออกจะเลื่อนลอย และหลายมาตรฐาน สาเหตุมาจากหลากหลายประการ อาทิ ประการแรก อาจเป็นเพราะคนเหล่านี้มิใช่ผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของรัฐเสียเอง จึงมิได้รู้สึกร้อนหนาวกับการจำกัดเสรีภาพที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มอื่น ทำนองเดียวกับการไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับเหตุการณ์ละเมิดสิทธิเสรีภาพต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ในช่วงปีที่ผ่านมา ประการที่สอง คนเหล่านี้มักไม่ทราบว่า มีภาพยนตร์ที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาโดยคณะกรรมการพิจารณา ฯ จำนวนไม่น้อย ที่ได้รับอนุญาตให้ฉายได้ด้วยเรต ที่สมควรถูกตั้งคำถาม ทั้งที่มีฉากและภาพความรุนแรงไม่ยิ่งหย่อน หรือเผลอ ๆ อาจมากกว่า Insects in the backyard ที่ถูกแบน นี่ยังไม่ได้กล่าวถึง การที่คนกลุ่มนี้อีกเหมือนกันที่ไม่เคยอินังขังขอบกับ "ละครหลังข่าว" จำนวนมากที่โลดแล่นนำเสนอฉากตบตีระหว่างหญิงสาวเพื่อแย่งชิงชายหนุ่มสู่สาย ตาเด็กและเยาวชนอย่างหน้าตาเฉย ประการที่สาม คนเหล่านี้ชอบทำหูทวนลมว่า กลุ่มผู้เรียกร้องสิทธิเสรีภาพส่วนใหญ่ ก็ยังตระหนักทราบในหน้าที่เช่นเดียวกัน อย่างน้อย ๆ คือการใช้สิทธิเสรีภาพของตนเองโดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ดังกล่าวไปแล้วว่า ตามมาตรา 45 รัฐธรรมนูญ สิทธิเสรีภาพในเรื่องเหล่านี้อาจถูกจำกัดลงได้ด้วยกรอบต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ แต่ปัญหาที่คนไทยต้องสังเกตและหมั่นพูดถึง ก็คือ กฎหมายลูกฉบับใด ๆ ในที่นี้คือ พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ที่รัฐบัญญัติขึ้นเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ ใช้วิธีการบัญญัติด้วยการล้อเอาถ้อยคำซึ่งเป็นเพียง "กรอบกว้างๆ" มาจากรัฐธรรมนูญ จึงก่อให้เกิดความ "คลุมเคลือ" ไม่ชัดเจนของกฎหมาย ยังผลให้อำนาจในการพิจารณาตัดสินใจชี้ถูกผิดตกอยู่ที่คนเพียงกลุ่มเดียว และเหตุผลที่ตัดสินล้วนเป็น "อัตวิสัย" ส่วนบุคคลทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ข้อหาเป็นภัยต่อรัฐ หรือขัดต่อศีลธรรม (การใช้อัตวิสัยเป็นปัญหาอย่างไร อ่านบทความ "ศิลปะ เสรีภาพและประชาธิปไตย" ของ วันรัก สุวรรณวัฒนา) และประการสุดท้ายคือ คนเหล่านั้นเคยทราบหรือไม่ว่า แม้สิทธิเสรีภาพของประชาชนอาจถูกจำกัดได้โดยกฎหมาย แต่กฎหมายที่ออกมาจะต้องเป็นไปเพียง "เท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้" ตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 29 รัฐธรรมนูญ เท่านั้น คนเหล่านั้นเคยตั้งคำถามหรือฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่า การห้ามเผยแพร่ภาพยนตร์ทั้งเรื่อง โดยอ้างอำนาจตาม มาตรา 29 พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ทั้งที่ในความเป็นจริง (1) ภาพยนตร์ไม่ใช่สื่อที่เผยแพร่เป็นการทั่วไป หรือทุกคนเข้าถึงได้ทุกเมื่อ กล่าวคือ ประชาชนสามารถเลือกที่จะดูหรือไม่ดูภาพยนตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ด้วยตัว เอง ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลข่าวสารในลักษณะอื่น ๆ กับ (2) มีกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐจำแนก หรือกำหนดให้ภาพยนตร์ในลักษณะใด ช่วงวัยใดสามารถดูได้ หรือดูไม่ได้ อันเป็นการ "จำกัด" เสรีภาพลงเท่าที่จำเป็น เอาไว้แล้ว แต่รัฐก็ยังเลือกที่จะออกกฎหมายเปิดช่อง หรือกระทั่งเลือกใช้วิธีการ "ห้ามฉาย" ซึ่งเป็นการ "กำจัด" สิทธิของประชาชนทุกคนโดยเด็ดขาด อยู่ดี ซึ่งลักษณะการใช้อำนาจแบบนี้ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 แล้ว เพราะกระทบต่อสาระสำคัญของตัวสิทธิเสรีภาพอย่างชัดเจน

สุด ท้าย พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในยุครัฐบาลคมช. หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่ควรถูกสังคายนาใหม่อีกครั้ง และเรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องผลักดันให้ระบบการให้เรตภาพยนตร์ที่แท้จริงใช้ได้ในประเทศไทยเสียที ไม่มีการ "สอดไส้" บทห้ามฉายไว้ได้อีก อย่างไรก็ตาม หากสังคมไทยต้องการเล่นบทประนีประนอม และเห็นว่าควรมีมาตรการดังกล่าวไว้บ้างเพื่อใช้กำกับภาพยนตร์ที่มี "เนื้อหา" เป็นความผิดจริง ๆ หน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติไทย ก็คือ ต้องพยายามกำหนดไว้ในตัวกฎหมาย (ไม่ใช่ในคู่มือการพิจารณาภาพยนตร์) ให้ชัดเจนว่า เนื้อหาหรือฉากในลักษณะใดบ้างที่เมื่อมีแล้วผู้สร้างต้องตัดออก หรือดำเนินการแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ดำเนินการก็ไม่สามารถให้ฉายได้ อาทิ ภาพลามกอนาจารเด็กและเยาวชน ฉากมนุษย์ร่วมเพศกับสัตว์ ฉากสอนการทำระเบิดหรือวิธีการทำผิดกฎหมาย ฯลฯ เป็นต้น มิใช่ใช้ถ้อยคำกว้างขวาง คลุมเครือ ปล่อยให้เป็นดุลพินิจของฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมาย อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นจุดอัปลักษณ์ที่สุดของกฎหมายฉบับนี้.


--------------------------------------------------------


มาตรา 45 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550


"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น


การ จำกัด เสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน


การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้


การ ห้าม หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็น ทั้งหมด หรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง


การ ให้นำข่าว หรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้น ตามวรรคสอง


เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย


การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้"


มาตรา 29 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550


"การ จำกัด สิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้


กฎหมาย ตามวรรค หนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็น การเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย


บทบัญญัติในวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม"


มาตรา 26 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551


"ใน การตรวจ พิจารณาภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ให้คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์กำหนดด้วยว่าภาพยนตร์ดังกล่าวจัด อยู่ในภาพยนตร์ประเภทใด ดังต่อไปนี้


(1) ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
(2) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
(3) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบสามปีขึ้นไป
(4) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป
(5) ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไป
(6) ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีดู
(7) ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร


ความใน (6) มิให้ใช้บังคับแก่ผู้ดูซึ่งบรรลุนิติภาวะโดยการสมรส


หลักเกณฑ์ในการกำหนดว่าภาพยนตร์ลักษณะใดควรจัดอยู่ใน ภาพยนตร์ประเภทใดให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"


มาตรา 29 พระราชบัญญัติภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551


"ใน การพิจารณา อนุญาตภาพยนตร์ตามมาตรา 25 ถ้าคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เห็นว่าภาพ ยนตร์ใดมีเนื้อหาที่เป็นการบ่อนทำลาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรืออาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐและเกียรติภูมิของประเทศไทยให้คณะ กรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิ ทัศน์มีอำนาจสั่งให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขหรือตัดทอนก่อนอ นุญาต หรือจะไม่อนุญาตก็ได้


ภาพยนตร์ที่ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับอนุญาตตามมาต รา ๒๕ มิให้ถือว่าภาพยนตร์นั้นมีลักษณะที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง"

ไม่ลดก็บุญแล้ว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




เพิ่งสิ้นเสียงนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันศุกร์ว่า

รัฐบาลกำลังหาช่องปรับขึ้นเงินเดือนให้นักการเมือง

ปรากฏ ว่าวันอาทิตย์ก็มีข่าวคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ หรือ กงช. เตรียมเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาจำนวน 9 ฉบับ ปรับขึ้นเงินเดือนทั้งระบบ

ครอบคลุมข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ครู ตุลาการ อัยการ องค์กรอิสระ

รวมถึงนักการเมืองตั้งแต่ประธาน-รองประธานสภาผู้แทนฯ ประธาน-รองประธานวุฒิสภา ไปจนถึงส.ส. ส.ว. และกรรมาธิการ

ให้ครม.พิจารณาเห็นชอบวันอังคารนี้

ข่าวยังระบุในส่วนข้าราชการน่าจะได้ปรับขึ้นเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่นักการเมืองจะได้ปรับค่าตอบแทนทั้งที่เป็นเงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม รวมเกือบ 15 เปอร์ เซ็นต์

ตัวอย่าง เช่น ส.ส.และส.ว.จะมีรายได้ต่อเดือนเพิ่มจาก 104,330 บาท เป็น 113,560 บาท ประธานรัฐสภา 115,920 เป็น 125,590 บาท ประธานวุฒิสภา 110,390 เป็น 119,920 บาท

นอกจากนี้ยังมีร่างพระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและ ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของนักการเมือง ซึ่งทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนฯ เสนอเข้าประกบ

โดยร่างของสำนักงานเลขาฯ สภาผู้แทนฯ นี้จะมีเรื่องปรับเพิ่มสวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าเบี้ยประชุม ค่ารักษาพยาบาลอยู่ด้วย

เหมือนเป็นเวรกรรมทุกครั้งที่มีข่าวขึ้นเงินเดือนนักการเมือง

จะต้องถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงคัดค้านไม่เห็นด้วยมาตลอด ด้วยเหตุผลเป็นเสียงเดียวกันว่าที่ผ่านมานักการเมืองทำงานไม่คุ้มเงิน

หลักฐานที่เห็นได้ชัดเลยก็คือการปล่อยให้สภาล่มแล้วล่มอีก

หรือเวลาพร้อมใจกันมาประชุมก็ยังทะเลาะเบาะแว้ง ลุกขึ้นชี้หน้าด่าทอกันด้วยถ้อยคำหยาบคาย

เป็นที่เบื่อหน่ายของชาวบ้านผู้เป็นเจ้าของเงินเดือน

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในหมู่นักการเมืองที่นับวันมีแต่จะรุนแรงมากขึ้น

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนพ.ย.นี้เอง ผลสำรวจความเห็นนักธุรกิจและผู้แทนสภาหอการค้าทั่วประเทศ

เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้นักการเมืองและข้าราชการเพื่อให้ได้สัญญาธุรกิจที่ทำกับภาครัฐ

มากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าสัญญาที่ได้รับงานมา

ผลงานอย่างนี้อย่าว่าแต่ขึ้นเงินเดือนเลย

ไม่ลดเงินเดือนก็บุญเท่าไหร่แล้ว

การ์ตูน เซีย 14/12/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_133774

การ์ตูน เซีย 14/12/53

Clip สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ที่มา thaifreenews

โดย red9645

จาก MVTV 5

บทวิพากษ์ศาลยุติธรรม: ตอนที่ 5 ระบบศาลไม่มีใบสั่งจริงหรือ?

ที่มา ประชาไท

ประเวศ ประภานุกูล

ชื่อบทความเดิม: ศาลยุติธรรม: ยุติอย่างเป็นธรรม หรือ ยุติความเป็นธรรม ตอนที่ 5 ระบบศาลไม่สามารถมีใบสั่งจริงหรือ?

จาก โครงสร้างของผู้พิพากษานอกจากจะเกิดเครือข่ายของผู้พิพากษาแล้ว โครงสร้างและการเลื่อนตำแหน่ง ได้ก่อให้เกิด "สายการบังคับบัญชา" ขึ้นในโครงสร้างผู้พิพากษาของศาลไทย ในโครงสร้างนี้ ได้ทำให้ประธานศาลฎีกา เป็นส่วนยอด ไม่ใช่ส่วนยอดของศาลฎีกาเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนยอดของศาลทั่วประเทศ ทุกชั้นศาล
ดัง ที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า ศาลมี 3 ชั้น ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ศาลชั้นต้นแบ่งเป็นศาลจังหวัดและศาลแขวง มีหัวหน้าศาลเป็น "ผู้บริหาร" ผู้พิพากษาอื่นเรียกว่า "ลูกศาล"
ในส่วนของ ศาลชั้นต้นซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ ได้แบ่งเป็นภาค ดูเหมือนจะมีอยู่ 8 หรือ 9 ภาคกระจายอยู่ทั่วประเทศ อยู่ภายใต้ "อธิบดีภาค" แต่ละภาค ส่วนในกรุงเทพฯ ศาลใหญ่ 6 ศาล ศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาธนบุรี ศาลใหญ่เหล่านั้นไม่มีหัวหน้าศาล ผู้บริหารของศาลเป็น "อธิบดี" เป็นอธิบดีที่ตำแหน่งสูง(ทางศาลเรียก "อาวุโสสูง")กว่าอธิบดีภาค กล่าวกันว่า อธิบดีศาลใหญ่เหล่านั้น มีตำแหน่งเทียบเท่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ การบริหารภายในศาลใหญ่เหล่านั้น แบ่งผู้พิพากษาเป็นคณะ หัวหน้าคณะมีตำแหน่งสูงหรืออาวุโสสูงกว่าหัวหน้าศาลจังหวัด
ใน ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็แบ่งเป็นคณะ มีหัวหน้าคณะเช่นกัน สำหรับศาลฎีกา ได้มีการแบ่งแผนกด้วย เช่น แผนกคดีแรงงาน ฯลฯ เป็นต้น จึงมีหัวหน้าแผนกเป็นผู้ควบคุม หัวหน้าคณะอีกที
ใน การพิจารณาคดี ตลอดจนการทำคำพิพากษา กม.กำหนดให้ต้องมีองค์คณะ เป็นจำนวนผู้พิพากษาที่ประกอบกันขึ้นเป็นศาล หรือจะเรียกอีกอย่างว่า "องค์ประชุม" ก็คงไม่ผิด ในศาลชั้นต้นต้องมีอย่างน้อย 2 คน ส่วนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาต้องมีอย่างน้อย 3 คน ในศาลจังหวัดคณะหนึ่งจึงมีผู้พิพากษา 2 คน แต่ศาลใหญ่ในกรุงเทพฯ คณะหนึ่งมีผู้พิพากษา 3 คนเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่จะมีไม่ต่ำกว่า 5 คน เพราะมีผู้พิพากษาฝึกงาน(ผู้ช่วยผู้พิพากษา)ด้วย
ใน การพิจารณาคดี หัวหน้าศาลจังหวัด จะเป็นผู้แจกสำนวนให้ผู้พิพากษาลูกศาลแต่ละคนเป็นผู้พิจารณาคดีในแต่ละคดี คดีความแต่ละคดีจึงเกิดผู้พิพากษา 2 ประเภทในคดีเดียว คือ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะ แต่หัวหน้าศาลสามารถเป็นองค์คณะของผู้พิพากษาในศาลจังหวัดตนได้ทุกคณะ หรือจะพิจารณาคดีนั้นๆ เองก็ได้โดยถือว่าหัวหน้าศาลเป็นเจ้าของสำนวน
ศาล ใหญ่ในกรุงเทพฯ อธิบดีหรือรองฯ(คนที่อธิบดีมอบหมาย--รองอธิบดีมีได้หลายคน) จะเป็นคนแจกสำนวนส่งไปให้แต่ละคณะ แล้วให้หัวหน้าคณะจัดสรรเอง
เมื่อ เกิดปัญหา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนสามารถขอคำปรึกษาได้ ในศาลจังหวัดจะปรึกษาหัวหน้าศาล ในกรุงเทพฯเท่าที่เคยเห็น เป็นการปรึกษาอธิบดี
ในการพิพากษาคดี (เจ้าของสำนวนจะเป็นคนร่างคำพิพากษา แล้วให้องค์คณะดู หากเห็นด้วยก็ลงชื่อในต้นร่าง จากนั้นก็ให้เจ้าหน้าที่ศาลพิมพ์ส่งให้เจ้าของสำนวนตรวจทานอีกที) กม.กำหนดให้ถือเอาเสียงข้างมากของ ผู้พิพากษา แต่ก็ให้สิทธิเสียงข้างน้อยทำความเห็น "แย้ง" ได้ ยกเว้นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ห้ามทำความเห็นแย้ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีองค์คณะเพียง 2 คน เสียงข้างมากจึงไม่ต่างจากเสียง เอกฉันท์ จึงมักจะไม่ค่อยเห็นความเห็นแย้งในคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรืออย่างน้อยผมก็ไม่เคยเห็น
ในศาลอุทธรณ์และศาล ฎีกา กม.กำหนดให้เป็นอำนาจของประธานศาลอุทธรณ์หรือประธานศาลฎีกา ที่จะสั่งให้คดีใดพิพากษาโดยผู้พิพากษาที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ทุกคน เต็มทั้งศาลก็ได้ ในกรณีศาลฎีกา เรียกคำพิพากษาแบบนี้ว่า "ฎีกาประชุมใหญ่"
ในอีกด้าน ผู้พิพากษาแต่ละคน (อันนี้ไม่เว้นแม้แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา) ต่างก็มีสำนวนคดีของตนเองที่ต้องเขียนคำพิพากษา และต่างก็เป็นองค์คณะของผู้พิพากษาคนอื่น
เช่นนี้ การ ทำความเห็นแย้งจะ ไม่เสียความสัมพันธ์กับผู้พิพากษาคนอื่น โดยเฉพาะคนที่เป็น เจ้าของสำนวน และจะมีผลกระทบอะไรต่อสำนวนของตนที่เขาเป็นองค์คณะบ้าง??

การ ที่หัวหน้าศาลจังหวัดหรือ หัวหน้าคณะของศาลใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นคนแจกจ่ายสำนวนให้ผู้พิพากษาคนใดทำในฐานะเจ้าของสำนวน และยังสามารถเป็นองค์คณะของผู้พิพากษาในสำนวนคดีใดก็ได้ ไม่ได้มีส่วนต่อคำพิพากษาของศาล???

ใน โครงสร้างของศาลชั้นต้นที่ แบ่งเป็นภาค มีอธิบดีคุมหัวหน้าศาล อธิบดีสามารถเรียกตรวจสำนวนคดีใดก็ได้ที่อยู่ในภาคของตน สั่งให้ผู้พิพากษาส่งร่างคำพิพากษาให้ตรวจก่อนได้ ไม่ใช่สายการบังคับบัญชา??

หัวหน้าศาลจังหวัดหรือหัวหน้าคณะไม่ใช่ ผู้บังคับบัญชาของผู้พิพากษาระดับล่างของตน???
เช่นนี้ ผู้พิพากษาแต่ละคนอิสระจริง??

ผู้พิพากษาแต่ละคนมีดุลพินิจอิสระจริง???

หาก ถือว่าหัวหน้าศาลจังหวัด หัวหน้าคณะของศาลใหญ่ในกรุงเทพฯ ตลอดจนอธิบดี เป็นผู้บังคับบัญชาของผู้พิพากษาระดับล่าง แล้วผู้พิพากษาระดับสูงกว่า อย่าง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา หัวหน้าคณะในศาลฎีกา หัวหน้าแผนกในศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ รองประธานศาลฎีกา จนถึงประธานศาลฎีกา

ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของผู้พิพากษาระดับล่างในศาลจังหวัดและศาลใหญ่ในกรุงเทพฯ????
เมื่อย้อนกลับไปดูถึงสายใยเครือข่ายผู้พิพากษาประกอบ ย่อมเกิดคำถามคือ
หากผู้พิพากษาระดับสูงเหล่านี้ มีคำสั่งลงมา ผู้พิพากษาระดับล่างกล้าไม่ปฏิบัติตาม????

ในระบบเช่นนี้ องค์คณะของผู้พิพากษา สามารถถ่วงดุลและตรวจสอบ ดุลพินิจ ของเจ้าของสำนวน????

ใน ระบบเช่นนี้ หากหัวหน้าศาลจังหวัดหรืออธิบดีศาลใหญ่ในกรุงเทพฯ ต้องการกำหนดผลคดีล่วงหน้า จะไม่สามารถเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะที่อยู่ในเครือข่ายของตน

ไม่สามารถเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนและองค์คณะที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ที่สามารถ "สั่งได้"

ผู้พิพากษาระดับล่างที่เป็นเจ้าของสำนวนและองค์คณะ สามารถคัดขืนไม่ปฏิบัติตาม "คำสั่ง"??
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้พิพากษาคนนั้นๆหวังจะได้รับการ "เลื่อนตำแหน่ง"

ระบบเช่นนี้ แตกต่างอะไรกับกระทรวงอื่นที่มีสายการบังคับบัญชาจากยอดที่ ปลัดกระทรวง ลงมาจนถึงเสมียนซี 1
สุดท้ายคงต้องถามว่า
ในระบบเช่นนี้ องค์กรศาลไม่สามารถมี "ใบสั่ง" จริงหรือ???

แม่ทัพภาค 1 เผยที่ผ่านมาได้ประโยชน์จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา ประชาไท

ผบ.สส.ชี้ เสียเวลามาหลายปีแล้ว อยากให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปด้วยความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่ห่วงเรื่อง "จตุพร" ชี้แจง ด้านแม่ทัพภาค 1 ไม่ห่วงหากเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แล้วแต่จะพิจารณา แต่ที่ผ่านมาได้รับประโยชน์จากการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ผบ.สส.เผยเราเสียเวลามาหลายปีแล้ว อยากให้ประเทศเดินหน้า
วันนี้ (13 ธ.ค.) เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงาน โดยอ้างคำพูดของ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ซึ่งกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลมีแนวโน้มจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า ในส่วนของกองทัพคงไม่ต้องมีการปรับลดกำลัง หรือเปลี่ยนแผนการอะไร เราทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งหากประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยังมีหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่นๆ หรือกฎหมายปกติดูแลอยู่ อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปแล้วก็ไม่ได้ทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทำงานยากขึ้น เพราะตามปกติก็ดูแลกันได้
“พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกาศใช้เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการนำกฎหมายหลายๆ กระทรวง อำนาจแต่ละกระทรวงมารวมกันอยู่ที่นายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งให้มีผู้ดูแลในนาม ศอฉ.โดยนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมารวมกันตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี เมื่อสถานการณ์กลับไปอยู่ในทิศทางที่ดี หรือไม่มีเหตุฉุกเฉินแล้ว หากมีการยกเลิก พ.ร.ก.อำนาจต่างๆ เหล่านั้นก็กลับเข้ามาสู่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ เหมือนเดิม และถ้าจะมีการร้องขอกำลังนอกเหนืออำนาจของแต่ละกระทรวง ก็จะมีการประสานงาน โดยมอบงานเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยังมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งมีภารกิจที่ดูแลเรื่องความมั่นคงภายใน ก็จะเป็นหน่วยงานหลักที่จะประสานการดำเนินการในโอกาสต่อไป”
เมื่อ ผู้สื่อข่าวถามว่า วันที่ 19 ธ.ค.คนเสื้อแดงจะนัดชุมนุมทางการเมือง กองทัพมีความเป็นห่วงหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า ไม่เป็นห่วง เพราะถ้าการชุมนุมเป็นลักษณะเพื่อการแสดงออก และอยู่ในกรอบของกฎหมาย ถ้าทุกคนเข้าใจว่าประเทศชาติต้องเดินหน้าต่อไปและเคารพสิทธิของผู้อื่นก็ สามารถชุมนุมได้ ไม่มีปัญหา
“การแสดงออกมีทั้งการ แสดงออกในสภา ในระบบของรัฐสภา และนอกสภา ซึ่งนอกสภานั้นก็ขอให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย ไม่ไปรบกวนสิทธิ์ของผู้อื่น ส่วนกรณีที่อาจจะมีกลุ่มที่ต้องการป่วนหรือสร้างสถานการณ์นั้นก็คงต้องเตรี ยมการในเรื่องกำลังเพื่อป้องกันเหตุ ประชาชนทุกคนก็ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ผมคิดว่าทุกคนในชาติอยากจะให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไป อยากจะอยู่อย่างมีความสุข อยากจะมีปีใหม่ที่แจ่มใส ไม่ใช่ปีใหม่ที่สลัวๆ ถ้าเราอยากจะให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปเราก็ต้องทำ คิด ในสิ่งที่ดี ส่วนการเฝ้าระวังป้องกันเหตุ ทั้งตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำอยู่แล้ว”
ผู้สื่อข่าว ถามว่า หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภารกิจหนักจะอยู่ที่ กอ.รมน.หรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า ไม่มีใครมีภารกิจหนัก ภารกิจของคนไทยต้องเดินไปด้วยกันทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่ทิศทางที่ดีของประเทศชาติ จะปีใหม่แล้วพยายามมองประเทศชาติให้สดใสหน่อย
“ไม่ ได้อยากฝากอะไรถึงใคร แต่อยากบอกแค่ว่าเราเสียเวลามาหลายปีแล้ว ตนอยากให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปด้วยความสามัคคีและอยากให้ทุกคนร่วมเป็น น้ำหนึ่งใจเดียวกัน เราช้ามาหลายปีแล้วที่จะก้าวหน้า ไม่ใช่หยุดแต่ไม่ก้าวหน้า แล้วเราทำไมจะต้องหยุด เราควรจะก้าวหน้าต่อไปเพื่ออนาคตของเรา อนาคตของลูกหลาน และอนาคตของประเทศไทย” พล.อ.ทรงกิตติ กล่าว
ส่วน ที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาอ้างว่า ทหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของกลุ่มคนเสื้อแดง พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า ตนไม่มีอะไรจะชี้แจง เพราะสังคมไทยอยู่ในการกล่าวหาและพูดจาในลักษณะนี้มานานแล้ว ตนก็มีหน้าที่ทำงานของตนอยู่ในกรอบของกฎหมายตามข้อบังคับต่างๆ ถ้าหากเราทำในสิ่งที่ดีแล้ว ประชาชนก็คงจะเข้าใจว่าเราทำอย่างไร ซึ่งตนคงไม่หวั่นไหว
ส่วนที่กลุ่มคนเสื้อแดงได้นำ หลักฐานไปเรียกร้องที่หน้าสถานทูต ญี่ปุ่นประจำประเทศไทย โดยอ้างว่า ทหารเป็นคนทำให้นักข่าวชาวญี่ปุ่นเสียชีวิต พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า มีกระบวนการตรวจสอบ มีกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเลย ส่วนจะมีการชี้แจงหรือไม่นั้น ตอนนี้สถานทูตก็ยังไม่ได้เชิญให้กองทัพไปชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนคิดว่า สถานทูตเข้าใจ
ส่วนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อคณะกรรมาธิการด้านความมั่นคงและความ ร่วมมือในยุโรป (ซีเอสซีอี) ของสหรัฐอเมริกานั้น ผบ.สส.กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินทางไปหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้น เป็นเหมือนการพยากรณ์ว่าเรื่องนี้ เรื่องนั้นจะเกิดขึ้น มันยังไม่ได้เกิด จะห่วงอะไรไปถึงไหน ทั้งนี้ ข้อมูลต่างๆ ที่ออกมาก็พูดกันมาตลอด แล้วแต่จะมองในแต่ละแง่ แต่ตนใช้ข้อเท็จจริงมาใช้ในอนาคต
แม่ทัพภาคหนึ่งชี้ได้รับประโยชน์จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ด้าน พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงการดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ และสถานการณ์ช่วงปีใหม่ หากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดแล้วแต่ผู้บังคับบัญชาจะพิจารณา หากมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะสะดวกในการปฏิบัติงาน ซึ่งที่ผ่านมาเราได้รับประโยชน์ ทั้งนี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่รัฐบาลประกาศ เราได้ใช้ให้อยู่ในความเหมาะสมไม่กระทบกระเทือนประชาชนทั่วไป แต่กลับให้ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินและความเรียบร้อย และส่งผลดีด้วยซ้ำไป แต่คงเป็นเรื่องความเหมาะสมที่รัฐบาลจะพิจารณาต่อไป ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 1 ได้นำข้อมูลเรียนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ไปแล้ว ส่วนแนวโน้มสถานการณ์ภายหลังการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ ผ่านมานั้น คิดว่า ไม่น่ามีปัญหาอะไร ทางกลุ่มผู้ชุมนุมคงได้รับการประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมีความเข้าใจแล้ว ซึ่งคิดว่า จะสามารถผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย
ส่วน ที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง จะนำเรื่องที่ทหารมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของประชาชนไปร้องต่อคณะ กรรมาธิการของสหรัฐอเมริกานั้น พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงพูดชัดเจนแล้ว เราพยายามอธิบายว่า ในการปฏิบัติทุกอย่าง ไม่มีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้น เรามีแต่จะปกป้องชีวิต ทรัพย์สินประชาชน ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น ตนเชื่อว่า ประชาชนจะมีความเข้าใจ แต่บางส่วนที่อาจไม่เข้าใจ ต้องพยายามอธิบายให้เข้าใจ แต่สุดท้ายหวังว่า สิ่งที่ดีจะปรากฏขึ้น และทุกส่วนจะเข้าใจ ขอให้มั่นใจว่า ทางผู้บัญชาการทหารบก เป็นห่วงประชาชน ไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อน การปฏิบัติอยู่ในความรอบคอบ และอยู่ในกรอบที่เหมาะสม
ส่วนถึงความเหมาะสม กรณีที่กลุ่มเสื้อแดงไปยื่นข้อมูลพร้อมนำนกกระดาษ สีแดงไป ที่สถานทูตญี่ปุ่น เพื่อแสดงว่า ทหารมีส่วนทำให้นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะไปสื่ออย่างนั้น เพราะที่ผ่านมาได้ถูกพิสูจน์แล้ว และกำลังจะได้รับการพิสูจน์ต่อไป ตนยังยืนยันว่า ไม่มีสิ่งที่เกิดขึ้นจากทางทหาร เรารักประชาชน และเราคือประชาชน เราจะทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อประชาชนทำไม ผู้สื่อข่าวทั้งหมดร่วมกันติดตามข่าวสารเพื่อให้ความจริงปรากฏ ซึ่งทหารต้องดูแลทุกส่วนทั้งประชาชนและผู้สื่อข่าว ดังนั้น สิ่งที่ออกมาไม่เป็นความจริง ไม่ถูกต้อง ต่อไปคงจะได้รับการพิสูจน์
ที่มา: เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์