WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 16, 2010

อิเหนาหุ้มเกราะ ปชป.เหมาะสุด!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

อิเหนาหุ้มเกราะ   ปชป.เหมาะสุด!!



แค้นไป-ชังไปก็ทำได้แค่"ตั้งฉายา"
ทัพไทยหมื่นล้าน-รัฐบาลซีอิ๊วดำ

เรื่องของการตั้งฉายา ถือเป็นทั้งสีสัน และเป็นการสะท้อนความจริงให้ทุกฝ่ายได้ตระหนัก

ซึ่ง ในแวดวงการเมือง และในแวดวงบันเทิง มักจะมีการตั้งฉายาประจำปีกันเสมอ ให้แสบๆคันๆ ให้สะกิดใจ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นความชื่นชอบก็มี

สังคมจึงมักจะรอคอยดูฉายาของบุคคลสาธารณะในช่วงปลายปี ว่าจะมีอะไรโดนใจบ้างหรือไม่

ปรากฏ ว่า ปีนี้น่าจับตามองว่า สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นั้นชิงการเปิดฉายาในแวดวงขึ้นมาเป็นรายแรก และสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย

โดยชุมนุมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เปิดเผยถึงกิจกรรมการตั้งฉายาสถาบันทางการเมือง โดยการมีส่วนร่วมของนิสิต ทั้งที่สังกัดภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และภาควิชาอื่น

โดยนำเสนอฉายาสถาบันทางการเมือง ประจำปี 2553 อันดบแรก คือ ฉายารัฐบาล “เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว”

เป็น ฉายาที่สะท้อนถึงความเส้นใหญ่ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้มีอำนาจวาสนา กระบอกปืนและรถถัง รวมถึงบารมีทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ ที่อยู่เบื้องหลัง

ส่วนซีอิ๊วที่นำมาผัดทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ผัดออกมาแล้วเป็นสีดำด้วยกันหมด !!!

ในขณะที่ฉายารัฐสภา “สภามวยโลก”

เนื่อง จากสมาชิกใช้รัฐสภาเป็นสถานที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง มุ่งหมายเพียงเอาชนะคะคานด้วยคำพูดที่หยาบคาย ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกาย ตลอดจนขว้างปารองเท้าใส่กัน

สะท้อนให้เห็นถึงความไร้อารยธรรมของผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นผู้ทรงเกียรติ

ขณะที่ในส่วนของพรรคการเมืองนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับฉายา “อิเหนาหุ้มเกราะ”

เนื่องจากตอนเป็นฝ่ายค้านว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง แต่มาเป็นรัฐบาลกลับกลายเป็นพรรคการเมืองที่เลือกจะใช้นโยบายประชานิยมชนิดตัวพ่อ

แถมยังเป็นอิเหนาที่มีชุดเกราะของกองทัพคอยปกป้องคุ้มครองอยู่อย่างแน่นหนา

ส่วนพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคเพื่อไทย ฉายาคือ “พรรคเพื่อใคร”

โดย มองว่าภายหลังนายใหญ่ของพรรค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกมาเป็นเบี้ยล่างถูกไล่ล่า รอบปีที่ผ่านมา นโยบายสำคัญที่พรรคผลักดันและนำมาหาเสียงจากประชาชนอย่างเป็นจริงเป็นจังก็ คือการนำทักษิณกลับบ้าน นโยบายด้านความเป็นอยู่ของประชาชนเปลี่ยนสถานะมาเป็นเพียงเรื่องรองของพรรค ไปโดยปริยาย

แต่ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุด ก็คือการตั้งฉายาให้กับกองทัพ

ซึ่งทางสมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ตั้งฉายาให้ว่า

“ทัพไทยหมื่นล้านประสานงานปราบม็อบ”

เนื่อง จากในรอบปีที่ผ่านมา กองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพบก สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลงานที่โดดเด่นที่สุดเพียงเรื่องเดียวคือ

การเป็นเกราะคุ้มครองรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

ซึ่ง กองทัพถูกมองว่า ทุ่มเทสรรพกำลังและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่มีมาใช้เพื่อสลายการชุมนุมทางการ เมืองของประชาชนฝ่ายตรงข้าม ภายใต้วาทกรรมการกระชับวงล้อมเพื่อขอคืนพื้นที่

ขณะเดียวกันกลับสร้างความเคลือบแคลงสงสัยถึงการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนในการจัดซื้ออาวุธยุทโปกรณ์ปีละหลายหมื่นล้านบาท

งานนี้จี๊ดลึกๆเข้าไปโดนใจใครต่อใครจำนวนมากกันเป็นแถว

และต้องถือว่าสมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดสีสันการตั้งฉายาส่งท้ายปีให้กับแวดวงการเมืองของไทยได้สะใจไม่เบาจริงๆ

แต่ งานนี้พรรคประชาธิปัตย์ และกองทัพ จะโทษใครไม่ได้ นอกจากว่าจะต้องเอาประวัติศาสตร์พรรคและประวัติศาสตร์กองทัพมากางดู ก็จะรู้ว่าทำไมสังคมถึงได้มองแบบนั้น

เพราะในอดีตการเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย สมประโยชน์กันทุกเรื่องระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับทหารนั้นไม่เคยมีเหมือนในยุคนี้

ไปถามคนรุ่นเก่าๆของพรรคประชาธิปัตย์ดูได้

จะมีก็ในยุคของนายอภิสิทธิ์ นี่แหละ ที่คนประชาธิปัตย์หลายคนอี๋อ๋อกับทหารอย่างเห็นได้ชัด จนก่อให้เกิดเสียงสะท้อนต่างๆมากมายตามมา

อย่าง เช่นตัวเลข 700 ไม่รู้ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะเคยได้ยินหรือคุ้นหูคุ้นตากับตัวเลขนี้บ้างหรือไม่ ว่าคนเขาลือกันขนาดไหนต่อไหนไปแล้ว

จากนี้ไปก็คงต้องรอดูว่า จะมีมหาวิทยาลัยอื่นๆตื่นตัวออกมาตั้งฉายาทางการเมืองอีกหรือไม่

รวมทั้งนักข่าวทำเนียบ ปีนี้จะมีทีเด็ดอะไรมาเตือนสติรัฐบาลอภิสิทธิ์ ผ่านฉายากันบ้าง ห้ามพลาดเด็ดขาด!!!

อะไรกันนักหนากับวิกิลีกส์

ที่มา มติชน



โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

วิ กิลีกส์เป็นองค์กรของสื่อไร้รัฐมีรายได้จากการ บริจาคเป็นงบประมาณ 1.75 แสนปอนด์ต่อปี ลักษณะเป็นองค์กรสื่อยุคใหม่ในโลกยุคดิจิตอล เช่นเดียวกับสารนุกรมออนไลน์ วิกิพีเดีย (คนละองค์กรนะครับ) ยูทูบ เฟซบุ๊ก ฯลฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2549 โดยผู้ที่ต่อต้านรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนในเบื้องแรก ประกอบด้วยผู้สื่อข่าว นักคณิตศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ของบริษัทที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ๆ ในสหรัฐอเมริกา ไต้หวัน ยุโรป ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ ใช้พนักงานหลักๆ แค่ 5 คน มีเครือข่ายอาสาสมัครกว่า 1,000 คน ที่ร่วมด้วยช่วยกันคัดกรอง ตรวจสอบ แก้ไข ก่อนเผยแพร่จนกลายเป็นฐานข้อมูลเอกสารลับใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เป้า หมายของวิกิลีกส์ คือการสร้างสำนักข่าวกรองของประชาชน ขณะที่สื่อหลายแห่งพยายามให้คำจำกัดความหลากหลายแก่วิกิลีกส์ เช่น นิตยสารนิวยอร์กเกอร์ ตั้งฉายาว่า การลุกฮือแข็งข้อของสื่อที่ยึดมั่นกับสิ่งที่เรียกว่า ความโปร่งใสสุดขั้ว ด้วยความเชื่อว่ายิ่งลับน้อยเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น

ผล งานของวิกิลีกส์ที่ทำให้เป็นที่รู้จักขึ้นมาเป็น ครั้งแรกคือคลิปวิดีโอเหตุการณ์เมื่อปี 2550 เฮลิคอปเตอร์จู่โจมของสหรัฐกราดยิงใส่พลเรือนและผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ในกรุง แบกแดด ประเทศอิรัก เสียชีวิต 12 ศพ รวมถึงการเผยแพร่เอกสารลับเกี่ยวกับสงครามอิรักและอัฟกานิสถานจนกระทั่ง เอกสารลับชุดล่าสุดที่มีผลกระทบต่อวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลก

การ เปิดโปงความชั่วของรัฐบาลทั้งหลายในโลกรวมทั้งนักการเมือง ข้าราชการประจำของนานาประเทศอย่างมีหลักฐานชัดแจ้งทำให้วิกิลีกส์ได้รับ รางวัลจากหน่วยงานต่างๆ มากมาย อาทิ รางวัลจากวารสาร Economist พ.ศ.2551 และรางวัลจาก Amnesty International พ.ศ.2552 ฯลฯ

ผู้ที่เป็นตัวจักรกลสำคัญขอวิกิลีกส์นั้นเป็นชายชาวออสเตรเลียอายุ 39 ปี ชื่อ จูเลียน พอล แอสซานจ์ (Julian Paul Assange) อาซานจ์มีหน้าที่เป็นโฆษกและหัวหน้ากองบรรณาธิการของวิกิลีกส์ เขาเดินทางไปพำนักอยู่ในประเทศต่างๆ อย่างเป็นความลับแบบว่าย้ายที่อยู่เป็นประจำ

ก่อน หน้าที่เขาจะมาทำงานให้กับวิกิลีกส์ นั้นเขาได้ใช้ชีวิตในเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียในฐานะโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้เปล่า (ดูจากประวัติเป็นคนที่มีจิตสาธารณะจริงๆ)

วิกิลีกส์เรียก ตัวเองว่า เป็นระบบปลอดเซ็นเซอร์สำหรับการแพร่งพรายเอกสารสารลับจำนวนมหาศาลแบบที่ไม่ สามารถแกะรอยไปยังที่มาได้ เอกสารถูกเก็บอย่างดีในเซิร์ฟเวอร์หลักที่สวีเดน และอีกหลายประเทศที่มีกฎหมายคุ้มครองความลับสื่อ ข้อมูลถูกเข้ารหัสป้องกันระดับเดียวกับกองทัพเพื่อปกป้องแหล่งข่าว และต่อต้านความพยายามบุกรุกของหน่วยงานรัฐ ตลอดจนบริษัท และเหล่าแฮกเกอร์ที่อยากลองดี นอกจากนี้ วิกิลีกส์ยังได้รับการสนับสนุนด้านกฎหมายจากสำนักข่าวชื่อดังของโลกหลายแห่ง ด้วย ว่ากันง่ายๆ ก็คือ วิกิลีกส์ไม่ใช่หมูที่จะให้รัฐบาลไหนๆ ในโลกเถือเอาง่ายๆ

ตอนนี้รัฐบาลสวีเดนจึงใช้วิธีเล่นงานนายแอสซานจ์ เรื่องข่มขืนทางเพศกับสตรี 2 ราย คือนางสาวเอกับนางสาวดับเบิ้ลยูโดยข้อหามี 4 กระทงครับ โดยคุณเจมมา ลินฟิลด์ (Gemma Linfield) ผู้แทนของรัฐบาลสวีเดนให้รายละเอียดดังนี้ 1.ใช้น้ำหนักตัวของนายแอสซานจ์เองในการกดนางสาวเอเพื่อการร่วมเพศ (ใช้กำลังว่ายังงั้นเถอะ) 2.ร่วมเพศไม่ป้องกันทั้งๆ ที่นางสาวเอยืนยันให้ใช้ถุงยางอนามัย 3.ล่วงละเมิดทางเพศ (Molested) นางสาวเอในแง่ของการละเมิดศักดิ์ศรีทางเพศของเธอ 4.ลักหลับนางสาวดับเบิ้ลยู โดยไม่มีการป้องกัน คือไม่สวมถุงยางอนามัย ซึ่งนายแอสซานจ์ได้ไปมอบตัวกับทางการอังกฤษเพราะสวีเดนแจ้งความกับตำรวจสากล ไว้ ซึ่งศาลอังกฤษก็ไม่ยอมให้ประกันตัวนายแอสซานจ์ นอกจากนี้ รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ยังได้อายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายแอสซานจ์อีกด้วย แบบว่ารัฐบาลทั่วโลกคงร่วมมือกันเล่นงานวิกิลีกส์ให้อยู่หมัดเลยทีเดียว

ที่ วิกิลีกส์ทำให้โลกฮือฮากันตอนนี้คือเปิดโปงบันทึกข้อความและข้อมูลลับที่ สถานทูตสหรัฐ 274 แห่งทั่วโลก ติดต่อกลับไปยังกระทรวงต่างประเทศในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.นับตั้งแต่ปี 2550 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมา จำนวนกว่า 250,000 ชุดนั้น

สำนัก ข่าวต่างประเทศทั้งเอพีและเอเอฟพี รวมถึงหนังสือพิมพ์การ์เดี้ยนของอังกฤษที่ได้รับไฟล์ข้อมูลจากเว็บแฉโดยตรง รายงานว่า มีเอกสารลับบางส่วนระบุถึงคดีความนายวิคเตอร์ บูท พ่อค้าอาวุธชาวรัสเซียในประเทศไทยด้วย

การที่เอารายงานของ นักการทูตอเมริกันที่รายงานกลับไปยังรัฐบาลสหรัฐและครั้งนี้มีรายงานของ ทูตอเมริกันประจำประเทศไทยคือ นายอีริค จี. จอห์น ซึ่งคนไทยคุ้นหน้ากันดีเพราะนายอีริค จอห์น คนนี้แกชอบออกงานสังคมในกรุงเทพฯมาก ผิดกับทูตอเมริกันคนก่อนๆ จึงมีเรื่องรายงานประเภทวงในมากเท่านั้นเอง ซึ่งการรายงานความเป็นมาของประเทศที่ทูตมาประจำอยู่ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา อยู่แล้วสำหรับนักประวัติศาสตร์ที่เคยอ่านบันทึกของนักการทูตอังกฤษในไทย สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้วจากหอจดหมายเหตุในลอนดอนก็คงจะระลึกได้ถึงการให้ความเห็นที่ถูกบ้าง ผิดบ้างอย่างถึงพริกถึงขิงของนักการทูตฝรั่งในเรื่องการเมืองไทยได้ดี

สัจธรรม ของทูตข้อหนึ่งก็คือการทำหน้าที่ป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประเทศของตนเอง ด้วยวิธีนานาประการ รวมทั้งการเข้าหาผู้นำของประเทศเพื่อกดดันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศตน

และสำคัญคือการรายงานของทูตเป็นเรื่องตามธรรมชาติ (ทูตต้องเป็นสปายโดยธรรมชาติ) รัฐบาลก็ต้องโกหกจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ใน วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเบื้องต้นซึ่งเป็นพื้นฐานของวิชารัฐศาสตร์ ตำรา หลักๆ ทั้งหลายจะเน้นว่านโยบายต่างประเทศของทุกประเทศจะมี 2 ประเภทเหมือนกันคือ

1.Statement Policy คือนโยบายต่างประเทศที่ทุกประเทศใช้ประกาศให้ทั่วโลกรับทราบว่าประเทศของตน นั้นส่งเสริมสันติภาพ ส่งเสริมความเป็นมิตรไมตรีและความร่วมมือระหว่างประเทศ จะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น จะปฏิบัติตามกฎของสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด (เหมือนกันทุกประเทศแหละครับ) แต่ไม่มีใครถือเป็นเรื่องจริงจัง (นอกจากนักวิชาการบางคน)

2.Actual Policy คือนโยบายที่ปฏิบัติกันจริงๆ ของทุกประเทศ ซึ่งตรงกันข้ามกับ Statement Policy โดยสิ้นเชิง รวมทั้งการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ ด้วย ดังนั้นสิ่งที่วิกิลีกส์เปิดเผยออกมาก็เป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่ ไม่น่าที่จะตกอกตกใจอะไรกันนักหนา เพราะธรรมชาติของการกำหนดนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศในโลกก็ยังคงเป็นแบบ เดียวกัน

นั่นคือ... "ประเทศไม่มีมิตรถาวร ประเทศไม่มีศัตรูถาวร ประเทศมีแต่ผลประโยชน์ถาวรเท่านั้น"

ส่องดวงเมืองปี′54 กับ"ซินแสไฮเทค" ดวงนายกฯเป็นอย่างไร ยุบสภาช่วงไหนดี ศก.ดีหรือไม่ แก้เคล็ดอย่างไร!

ที่มา มติชน



ส่องดวงเมืองไทยปี′54 กับ "อ.มาศ เคหาสน์ธรรม" เจ้าของฉายา ′ซินแสไฮเทค′ ฟันธงเศรษฐกิจยังขาขึ้น ลงทุน"หุ้น-ทองคำ-น้ำมัน"ดีตลอดปี ชี้อสังหาฯยังแจ่ม แถมโฟกัสคอนโดฯมาแรง ขายดีกว่าทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว ระบุปีหน้าดวงนายกฯอภิสิทธิ์ฉลุย เพราะผ่านจุดต่ำสุดในปีนี้ไปแล้ว แต่ยังต้องปวดหัวจากพรรคร่วมรัฐบาล แนะยุบสภาฯช่วงก.พ. มี.ค.เหมาะ ชี้จะมีเกณฑ์ข่าวไม่เป็นมงคล พร้อมวิธีแก้เคล็ด"ฮวงจุ้ย"ในที่ทำงานและที่บ้านปีหน้า

คลิกอ่านรายละเอียด

เคล็ดลับความรวยของ"ทองมา"

ที่มา มติชน



"หนุ่มเมืองจันท์"

หลัง จากที่วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2553 จัดอันดับเศรษฐีไทย วัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2553 ปรากฎว่าตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปีนี้คือ "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท พฤกษา เรียบเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือพีเอส หลังครองตำแหน่งเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ติดต่อกันมา 4 ปี

********

เคยไปคุยกับ "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" มาครั้งหนึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
พ.ศ.นั้นเอ่ยชื่อ "ทองมา" คนยังไม่ค่อยรู้จักมากนัก
แต่ถ้าบอกว่าเขาเป็นเจ้าของหมู่บ้านจัดสรร "บ้านพฤกษา" และ "บ้านภัสสร" ก็คงจะเริ่มคุ้นมากขึ้น
ปีนั้น "ทองมา" เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 2 ของเมืองไทยครับ
รองจาก "อนันต์ อัศวโภคิน" แห่งแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์
ปลายปี 2550"ทองมา"ถือหุ้น"พฤกษา เรียลเอสเตท"คิดเป็นเงินประมาณ 11,000 ล้านบาท
วันที่ผมได้คุยกับ"ทองมา"ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกลงมาเยอะ
"ทองมา"ก็เลยจนลง
เหลือแค่ 10,200 ล้านบาท
...แค่นั้นเอง


แต่วันนี้ไม่ใช่แล้วครับ
"ทองมา"กลายเป็นมหาเศรษฐีหุ้นอันดับที่ 1 ของเมืองไทย
เขาถือครองหุ้นมูลค่ารวม 31,422.5 ล้านบาท
เพิ่มจาก 3 ปีก่อนประมาณ 3 เท่าตัว
"ทองมา"เป็นนักธุรกิจที่คุยเรื่องธุรกิจไม่ค่อยเก่ง
พูดน้อย อธิบายชัด แต่เป็นประโยคสั้นๆ
แต่ถ้าเปลี่ยนไปชวนคุยเรื่อง"ธรรมะ"เมื่อไร เหมือนเข้าเกียร์อัตโนมัติเลยครับ
เหยียบคันเร่งแล้วเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ
ก่อนไปคุยกับ"ทองมา" ตามประสานักข่าวที่ดี ผมนั่งอ่านประวัติและบทสัมภาษณ์ของเขา
โหย...น่าสนใจกว่าที่คิดเสียอีก
"ทองมา"เป็นคนสู้ชีวิตคนหนึ่งครับ
ครอบครัวของเขาทำสวนผัก ขายกระเพาะปลาอยู่ที่เมืองชล
พ่อแม่มีกำลังส่งเขาเรียนได้แค่ชั้น ป.4
"ทองมา"ต้องเข้ามากรุงเทพ ทำงานเป็นช่างทองอยู่ประตูน้ำ
ทำงานไปเรียนไปจนสอบเทียบม.ศ.5 ได้
"ทองมา"สอบเอ็นทรานซ์ติด
และไม่ใช่ติดธรรมดาๆ แต่สอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นี่ขนาดทำงานไป-เรียนไปนะครับ
ไม่ธรรมดา อ๊ะ ไม่ธรรมดา
...............


"ทองมา"ประสบความสำเร็จจากโครงการบ้านราคาถูก
เป็นความสำเร็จที่แตกต่างจาก"อนันต์ อัศวโภคิน"อย่างสิ้นเชิง
ในขณะที่ "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์"ครองตลาดบ้านราคาสูง
"บ้านพฤกษา"เป็น"ขวัญใจคนจน"ครองตลาดบ้านระดับล่าง
เหตุผลที่"ทองมา"บุกตลาดนี้ เพราะเขาเห็นช่องว่างทางการตลาด
"ทองมา"เคยบอกว่าเมื่อเห็นราคาบ้านที่ขายกันอยู่ ในฐานะวิศวกรที่ทำงานในบริษัทก่อสร้างมาหลายปี
เขารู้ดีว่ามันสามารถสร้างได้ในราคาต่ำกว่านั้นได้
โครงการแรกของ"บ้านพฤกษา"จึงเป็นทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว
...ขายในราคา 350,000 บาท
กลยุทธ์นี้เป็นกลยุทธ์แบบเดียวกับ"ซีพี" ที่ขายของที่มีกำไรต่อหน่วยต่ำ
แต่เน้นปริมาณเยอะๆ
"บ้านพฤกษา"ของ”ทองมา”ก็เช่นกัน
อาวุธของ"ทองมา"คือ เทคโนโลยี่การก่อสร้างแบบสำเร็จรูปที่เขาซื้อลิขสิทธิ์จากฝรั่งเศส
นอกจากทำให้ต้นทุนต่ำลงแล้ว
"เวลา"การก่อสร้างก็ลดลงด้วย จากปกติเคยสร้างกัน 6 เดือน เขาสามารถลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 4 เดือน
ในทางธุรกิจ"เวลา"นั้นมี"ราคา"

ยิ่งสร้างเสร็จเร็วเท่าไร ก็ได้รับเงินสดเร็วเท่านั้น
เงินก้อนเดียวกัน ถ้าสร้างเสร็จเร็วก็สามารถหมุนได้หลายรอบ
ที่สำคัญ "ความเร็ว" ของการก่อสร้างบ้านพฤกษาเร็วกว่า "เครดิต"ที่ได้รับจากการซื้อวัสดุก่อสร้างอีก
สมมุติว่าได้เครดิต 5 เดือน คือ ซื้อของวันนี้ อีก 5 เดือนจ่ายตังค์
แต่"บ้านพฤกษา"สร้างเสร็จภายใน 4 เดือน
รับเงินตั้งแต่เดือนที่ 4 แต่จ่ายเดือนที่ 5
เงินนิ่งๆหลายพันล้านหรืออาจถึงหมื่นล้าน
เวลา 1 เดือนที่ยังไม่ต้องควักออกจากกระเป๋า คิดดูสิครับว่าจะก่อให้เกิดรายได้เพิ่มอีกเท่าไร
นี่คือ อีกกลยุทธ์หนึ่งของ"ทองมา"

ต้องยอมรับว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา"ราคา" เป็น"จุดแข็ง"ที่สุดของ"บ้านพฤกษา"

"มีคนบอกว่าถ้าซื้อบ้านพฤกษาไม่ไหว ก็ไม่ต้องไปดูโครงการอื่น"
"ทองมาเล่าว่าตอนนี้เขาทำงานบริหารจนแทบไม่มีเวลาไปดูโครงการที่เปิดใหม่เลย
แล้ววันหนึ่งเขานั่งรถผ่านหมู่บ้านจัดสรรโครงการหนึ่ง
"ผม ก็ชมในใจว่าทำเลดีจัง พอเข้าไปใกล้อีกนิดก็รู้สึกว่าโครงการนี้สวยมาก แต่รูปแบบคุ้นจัง จนถึงตัวโครงการจึงรู้ว่า อ๋อ บ้านพฤกษา โครงการของผมเอง"

ครับ ฟังเรื่องของ"ทองมา"แล้วผมนึกถึงเรื่องของ"เจริญ-คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี"
มีคนเล่าว่าวันหนึ่งคุณหญิงวรรณานั่งรถผ่านที่ดินแปลงหนึ่ง ทำเลดีมาก
คุณหญิงวรรณาสนใจที่ดินแปลงนี้ก็เลยโทรศัพท์ไปถามลูกน้องที่เชี่ยวชาญเรื่องที่ดินว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของใคร
ลูกน้องฟังแล้วหัวเราะ
รู้ไหมครับว่าที่ดินของใคร
ชื่อเจ้าของ คือ "คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี"ครับ
.................


สมัยเด็ก"ทองมา"ช่วยพ่อขายกระเพาะปลาที่เมืองชล
กระเพาะปลาของพ่อ จะต้องซื้อมาจากเยาวราช
ไม่มีการใช้หนังหมูทอดมาหั่นผสมเพื่อลดต้นทุน
ไก่ที่ต้มก็ใช้"ไก่บ้านตัวเมีย"
"ทองมา"เคยถามพ่อว่าทำไมไม่ใช่"ไก่เลี้ยง"หรือ"ไก่บ้านตัวผู้"ที่ราคาถูกกว่า
และทำไมต้องขายชามละ 50 สตางค์ ไม่ขายราคา 1 บาทเหมือนที่"อา"ของเขาขาย
คำตอบของพ่อก็คือ"แค่นี้เราก็มีกำไรแล้ว"

ในวัยเด็ก มุมหนึ่งเขาก็ภูมิใจในตัวพ่อ
อีกมุมหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าพ่อไม่ฉลาด
ถ้าทำกำไรได้มากขึ้น เขาก็จะสบายมากกว่านี้
"ทองมา"ไม่รู้เลยว่า”กรอบความคิด”ของพ่อแอบมาอาศัยอยู่ในสายเลือดของเขาตั้งแต่เมื่อไร
จนวันหนึ่งเมื่อเขาตัดสินใจทำทาวน์เฮ้าส์ขายในราคา 350,000 บาท
มีลูกค้ารายหนึ่งเดินมาหาเขาที่สำนักงานขายแล้วพูดด้วยเสียงชื่นชมว่ามันต้องมีผู้ประกอบการแบบนี้บ้าง
เป็น"คำชม"ที่มีค่ากับ"ทองมา"มาก
คนรายได้น้อยจำนวนมากที่อยากมีบ้านของตัวเอง แต่ไม่เคยมีผู้ประกอบการรายไหนที่ใจถึงขนาดนี้
วันหนึ่งหลังจากธุรกิจเติบโต ทาวน์เฮ้าส์ของค่ายอื่นขยับราคาขึ้นเรื่อยๆ แต่"บ้านพฤกษาไก็ยังยืนราคาเดิม คือ ประมาณ 600,000 บาท
ลูกน้องถาม"ทองมา"ว่าทำไมเราไม่ขึ้นราคา เพราะถึงจะขยับราคาขึ้นก็ยังต่ำกว่าคู่แข่ง
คำตอบของ”ทองมา”เป็นคำตอบที่เขาคุ้นๆเมื่อวัยเด็ก
"แค่นี้ เราก็มีกำไรไม่ใช่หรือ"
อ้อ ผมลืมเล่าไปนิดหนึ่งว่าตอนที่คนซื้อบ้านโครงการแรกเดินมาชม"ทองมา"ที่กล้าขายทาวน์เฮ้าส์ราคา 350,000 บาท
"ทองมา"บอกว่าเขาตั้งใจขายราคาต่ำจริง
แต่ที่กำหนดราคา 350,000 บาท
...เขาคำนวณต้นทุนผิดครับ
ปิดโครงการ "ทองมา"จึงได้กำไร"ชื่อเสียง"
แต่ในทางบัญชี ...เท่าทุนครับ
....................


ปีนี้"พฤกษา เรียลเอสเตต"เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ทำยอดขายสูงที่สุดในเมืองไทย
3 ไตรมาส 16,403 ล้านบาท กำไร 2,429 ล้านบาท

แสดงว่าตอนนี้"ทองมา"คำนวณต้นทุนเก่งขึ้นแล้ว

กลุ่ม24มิถุนาฯแจ้งกองปราบฯเอาผิด"อภิชาต"ปฎิบัติมิชอบ คดียุบปชป. เล็งยื่นถอดถอนกกต.-ตุลาการศาลรธน.

ที่มา มติชน



เมื่อ เวลา 10.00 น. วันที่ 16 ธันวาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และนายทรงชัย วิมลภัตรานนท์ ประธานกลุ่ม 24 มิถุนาฯ พร้อมแนวร่วม ข้าพบ พ.ต.ท.สมบัติ มาลัย พนักงานสอบสวน (สบ.3) บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะ นายทะเบียนพรรคการเมือง ความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ


นาย สมยศกล่าวว่า เนื่องจากนายอภิชาต ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2553 และศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 เพราะเห็นว่าขั้นตอนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยขั้นตอนหรือกระบวนการตามกฎหมาย ดังนั้นการกระทำของนายอภิชาตทำให้รัฐได้รับความเสียหาย ไม่อาจที่จะดำเนินคดีกับพรรคการเมืองผู้กระทำผิดได้ เป็นเหตุให้คดีต้องขาดอายุความ และไม่อาจนำเงินของกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง เป็นทรัพย์สินของรัฐที่ถูกพรรคการเมืองนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์คืนให้แก่รัฐ ได้


นายสมยศกล่าวว่า วันที่ 22 ธ.ค.เวลา 13.00 น. ตนพร้อมกลุ่ม 24 มิถุนาฯ จะไปยื่นหนังสือต่อคกกต.เพื่อให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประ ชาธิปัตย์อีกครั้ง ชจากนั้นจะรวบรวมรายชื่อ 20,000 คนยื่นถอดถอน กกต.รวมทั้งมอบหมายให้ทนายความพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อเตรียมยื่นถอดถอน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อศาลยุติธรรมต่อไป

ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐ

ที่มา Thai E-News



สิ่งที่สื่อไทยเสนอได้-ไม่มีรายงานข่าวอึกกระทึกคึกโครมระดับโลกในสื่อไทยฉบับเช้าวันนี้ มิหนำซ้ำยังนำเสนอข่าวพาดหัวเกี่ยวกับแชมป์มหาเศรษฐีหุ้นชื่อเสี่ยทองมา ซึ่งในแวดวงหุ้นทั้งไทยและเทศรู้ดีว่า แชมป์ตัวจริงเป็นเสี่ยอีกรายที่สำนักข่าวBloombergเคยนำเสนอว่าเป็นมหาเศรษฐีหุ้นอันดับ1ตัวจริงเสียงจริงมาอย่างแน่นเหนียวนานหลายปี เพียงแต่ว่าสื่อไทยนำเสนอข่าวนี้ไม่ได้ และก็ไม่มีใครกล้าพูดด้วย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 ธันวาคม 2553

ประชาไท รายงานข่าวว่า เว็บไซต์การ์เดียนรายงานในเซ็คชั่น 'You ask, we search' ซึ่งเปิดให้ผู้อ่านสอบถามประเด็นที่สงสัยและจะมีการค้นหาคำตอบจากวิกิลีกส์ (wikileaks) เว็บไซต์จอมแฉชื่อดัง โดยมีตอนหนึ่งระบุถึงเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2549 โดยอ้างอิงถึงเอกสารจากสถานทูตสหรัฐฯที่ระบุเอาไว้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่าบุคคลระดับสูงของไทยมีความเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังเกี่ยวพันกับความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องโดยผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนำไปสู่การล้มรัฐบาลหลายชุดที่มีความเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา

นอกจากนี้การ์เดียนยังเปิดเผยเอกสารเกี่ยวกับการรัฐประหารอีก 2 ฉบับ ซึ่งเป็นการพูดคุยส่วนตัวของนายราล์ฟ บอยซ์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ในวันที่ 20 กันยายน 2549 และการสื่อสารระหว่างนายอีริค จีจอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐคนปัจจุบันกับแหล่งข่าวในพระราชสำนักด้วย

ข่าวนี้ถือเป็นข่าวอึกกระทึกคึกโครมระดับโลก แต่น่าประหลาดใจที่ไม่พบรายงานในสื่อกระแสหลักอื่นใด นอกจากในสื่อกระแสหลักภาษาอังกฤษคือBangkok Postฉบับออนไลน์เมื่อวานนี้ และข่าวนี้หายไปในเวลาไม่นานนัก วงการเชื่อว่าBangkok Postหลุดเดี่ยว โดยพลั้งเผลอ แต่ก็ลบทัน

นอกจากนั้นเวบไซต์ผู้จัดการASTVก็นำข่าวนี้ขึ้นรายงานด้วยเช่นกัน โดยอ้างแหล่งข่าวจากAFP และมีรายงานว่าหน้าเวบผู้จัดการหายไปช่วงหนึ่งหลังนำเสนอข่าวนี้ ก่อนจะปรากฎตัวใหม่ โดยข่าวนี้หายไปจากสารบบของเวบแล้ว

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เขียนลงในเฟซบุ๊คเขาด้วยว่า ยังมีโทรเลขล่าสุด ที่ The Guardian เอามาอภิปรายนี้ (ขณะที่ผมเขียนนี้ ตัวบท โทรเลขจริงๆ ยังไม่ได้มีการตีพิมพ์ มีแต่บทวิเคราะห์-รายงาน) เป็นโทรเลขเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เอง ทูตสหรัฐได้รายงานการสนทนากับ เปรม, สิทธิ เศวตศิลา และ อานันท์ ปันยารชุน เกี่ยวกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์



เรื่อง "ตลก" ที่ไม่ตลก เกี่ยวกับเนื้อหาที่ เปรม อานันท์ สิทธิ พูดกับทูตสหรัฐอยู่ นั่นคือ ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป พูดเรื่องแบบนี้ แม้ในที่ "ไพรเวท" ก็ยังเสี่ยง่ต่อการโดนเล่นงานด้วย ม.112 ได้ ผมพูดนี่ ไม่ได้เสนอเลยว่าให้เล่นงาน เปรม อานันท์ สิทธิ ด้วย ม.112 นะครับ ต้องย้ำ ผมไม่เคยยุให้ใช้กฎหมายนี้กับใครเลยทั้งสิ้น แม้แต่...กับกรณีสนธิ ลิ้มทองกุล หรือพวกพันธมิตร พวกจงรักภักดีทั้งหลาย


*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สำหรับรายงานภาษาอังกฤษฉบับเซ็นเซอร์มีเนื้อหาตามลิ้งค์thaicables – It's Your Right to know the Truth!BANGKOK 003317 XXXXX INSIDER TELLS AMBASSADOR แต่ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ และควรรอฟังคำชี้แจงจากทางราชการที่เกี่ยวข้องด้วย


-รายงานข่าวที่ดร.สมศักดิ์อ้างถึง และ อาจเป็นชิ้นนี้อีกรายงาน แต่ผู้อ่านพึงใช้วิจารณญาณ และควรรอฟังคำชี้แจงจากทางราชการที่เกี่ยวข้องด้วย

ลึกแต่ไม่ลับ บิ๊กจิ๋วและพวก สนทนากับ"เจียง เจ๋อหมิน" 1ชั่วโมงครึ่ง ได้เคล็ดลับ2 เรื่องใหญ่!!!

ที่มา มติชน






เมื่อไม่นานมานี้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานพรรคเพื่อไทย พร้อมคณะ เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน

ไฮไลท์ของ ทริปนี้คือการได้พบปะสนทนากับ อดีตประธานาธิบดี "เจียง เจ๋อหมิน "

และที่สำคัญได้สนทนากันยาวนานกว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง ไม่มีใครทราบว่า หัวข้อสนทนา ในวันนั้น คือเรื่องอะไร ? แต่

วันนี้" มติชนออนไลน์" มีคำเฉลย !!!

ปกติแล้ว เจียง เจ๋อหมิน ไม่ค่อยออกพบปะกับผู้ใดบ่อยครั้งนัก หลังจากส่งมอบอำนาจ แต่การพบกับคณะของ"บิ๊กจิ๋ว" ย่อมมีทีเด็ด อย่างแน่นอน

คณะของพลเอกชวลิตที่พบผู้นำรุ่น 3 ของจีนประกอบด้วย นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายภูมิธรรม เวชยชัย นายสุชน ชาลีเครือ นายทหารติดตามพลเอกชวลิต และล่ามอีก 1 คน

ปัจจุบัน ท่าน เจียง เจ๋อหมิน อายุ 84 ปี เป็นบุคคลหลักของ "ผู้นำรุ่นที่สาม" ของประเทศจีน ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในช่วง พ.ศ. 2532 -2545 และประธานาธิบดี ในช่วงปี พ.ศ. 2536 - พ.ศ. 2546

เจียง เจ๋อหมิน เป็นผู้คิดทฤษฎีสามตัวแทนซึ่งนำมาใช้ในรัฐธรรมนูญของประเทศ และของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย

พื้นฐานการศึกษา ของผู้นำจีน ผู้นี้ จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยเจียวตง เคยฝึกงานในโรงงานสร้างรถยนต์สลาตินที่มอสโกทำให้พูดภาษารัสเซียได้อย่าง คล่องแคล่ว และยังมีชำนาญหลายภาษาไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย โรมาเนีย และ ญี่ปุ่น

นายภูมิธรรม เวชยชัย หนึ่งในผู้ร่วมคณะ เล่าว่า " ปกติ พลเอกชวลิตก็ไปเป็นประจำทุกปี เพราะท่านมีคนมีเพื่อนเยอะ ส่วนใหญ่เป็นผู้นำทางทหาร ทุกครั้งที่ไปก็ได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่ครั้งนี้ พลเอกชวลิตไปในฐานะพลเมือง และแขกของทางการ

"ปกติท่านเจียง เจ๋อหมิน หลังจากมอบภารกิจ ท่านก็ไม่ค่อยได้ออกงาน แต่ก็ยังพักอยู่ที่จงหนานไห่ ซึ่งเป็นทำเนียบผู้นำ ท่านเจียง เจ๋อหมินในอายุวัย 84 ปี ผิดคาด เพราะคิดว่า จะเจอผู้นำสูงวัย แต่เห็นท่าทางเดินของท่านสง่า แข็งแรงมาก กำหนดการเดิมพบได้ครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อคุยจริงๆ ด้วยความที่คุยกันถูกคอก็ใช้เวลาไป ชั่วโมงครึ่ง คุยไม่เลิก"

" แต่ไม่ได้คุยเรื่องการเมืองในประเทศไทย เพราะท่านเป็นผู้มีมารยาททางการเมือง "อดีตรมช.กระทรวงคมนาคม ยืนยัน

ทว่า ในช่วงแนะนำตัว พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แนะนำตัว"อ๋อย"จาตุรนต์ ฉายแสง ต่อท่านเจียง เจ๋อหมิน ว่า เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ และน่าจับตาว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีไทยในอนาคต

สำหรับประเด็นสำคัญ ที่คณะจากไทย ได้เรียนรู้จากท่านเจียง เจ๋อหมิน 2 เรื่องใหญ่

เรื่อง แรก สุขภาพ เป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านก็เล่าฟังว่าที่แข็งแรงอยู่เพราะออกกำลังกายทุกวัน ว่ายน้ำวันละ 1 ชั่วโมง จนถึงปัจจุบัน ต่อเนื่องมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

" คนเราจะมีสุขภาพดีไม่จำเป็นต้องไปซื้อขาย ทำเองได้ ท่านเอง เคยอยู่ในขบวนของเหมา เจ๋อตุงตอนปฏิวัติด้วย ไปเจอตัวจริงจะทึ่งมาก ตัวท่านใหญ่ สูงมาก ผมถ่ายรูปจับมือท่าน ท่านตัวใหญ่กว่าผมอีก คนก็ยังมานึกว่าจะเจอผู้สูงอายุ แต่กลับพบอดีตผู้นำที่ผึ่งผายมาก " ภูมิธรรม เวชยชัย กล่าว

เรื่องที่สอง เรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ท่านเจียง เจ๋อหมิน เล่าให้คณะจากประเทศไทย ฟังว่า เพิ่งอ่านหนังสือ สตาร์บัคส์ หนา 500 กว่าหน้า เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ 3-4 วันจบเล่ม

" สิ่งนี้ สะท้อนว่า ท่านสนใจ ใฝ่รู้ตลอดเวลา ท่านเล่าต่อมาถึงว่าท่านมีความสนใจความรู้ทางด้านภาษามาก ทำให้เราตกใจ ท่าน เจียง เจ๋อหมิน อายุ84 ปีแล้ว ยังอ่านสตาร์บัคส์ ท่านบอกว่า เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ 9 ขวบ แล้วยังรู้ภาษาญี่ปุ่น แต่ฟังจากน้ำเสียงดูจะไม่ค่อยชอบภาษาญี่ปุ่น ไม่ค่อยอยากพูดภาษาญี่ปุ่นสักเท่าไร แต่สุดท้าย ท่านบอกว่าเป็นวิธีคิดที่ผิด เพราะ ความจริงภาษาก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือ เพื่อให้มนุษย์สื่อสารต่อกันเท่านั้น ภาษาไม่ใช่กำแพง กีดกันมนุษย์ชาติ "

ท่าน เจียง เจ๋อหมิน เล่าว่า " เคยเรียนภาษาโรมาเนีย มีความสามารถถึงขั้นเคยทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาโรมาเนียมาแล้ว และที่สำคัญตอนอายุประมาณ 76 ปี เรียนภาษาสเปนสองปี สามารถพูดสเปนในที่ประชุมสหประชาชาติได้ และก็ยังเรียนรู้อีกหลายภาษา เป็นคนที่เรียนรู้ และสนใจภาษา เพราะท่านเชื่อว่า เพราะภาษาเครื่องมือทางวัฒนธรรม ภาษาสะท้อน ความรู้สึกนึกคิดของผู้คน และเป็นสื่อประสาความสัมพันธ์กับผู้คน "

ก่อนอำลาอดีตประธานาธิบดีจีน ได้มีการถ่ายรูปร่วมกัน แต่คนที่ดูจะมีความสุขมากกว่าใครเพื่อนก็คือ "จาตุรนต์ ฉายแสง"

เพราะได้สนทนากับท่านเจียง เจ๋อหมินเป็นภาษาจีน เรียกว่า ไม่เสียแรงที่ได้เรียนภาษาจีนมาหลายปี .

เรื่อง ขุนสำราญภักดี

นักรัฐศาสตร์ตั้งฉายาการเมืองปี 2553

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ



หมายเหตุ - สมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ร่วมกับชุมนุมรัฐศาสตร์ มก. ซึ่งมีตัวแทนนิสิตภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มก. แถลงกิจกรรมตั้งฉายาสถาบันทางการเมืองไทยในรอบปีཱ เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.



รัฐบาล-′เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว′

เนื่อง จากในรอบปีཱ ไม่มีวลีใดอธิบายลักษณะของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ดีกว่าคำว่า ′เส้นใหญ่′ เพราะมีทั้งผู้มีอำนาจวาสนา กระบอกปืนและรถถัง รวมถึงบารมีทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญคอยอยู่เบื้องหลัง

การที่ต้องนำมาผัดซีอิ๊ว แม้วัตถุดิบแต่ละอย่างมีสีสันแตกต่างกันออกไป แต่ทันทีที่นำมาผัดเข้าด้วยกัน สีดำของซีอิ๊วก็จะเปรอะเปื้อนติดไปกับทุกๆ องค์ประกอบ เสมือนข่าวคาวความฉ้อฉลของรัฐบาลชุดนี้

นายอภิสิทธิ์ แม้พยายามแสดงตนว่าซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่การอยู่ร่วมรัฐบาลเดียวกัน นอกจากไม่ห้ามปราม กลับปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างมโหฬาร จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองเหมารวมด้วย

สังเกตให้ดี เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วไม่ได้มีแค่เส้นใหญ่สีขาวกับซีอิ๊วสีดำ แต่ยังประกอบด้วยผักคะน้า ′สีเขียว′ และไข่ไก่ ′สีเหลือง′ เหมือนรัฐบาลนี้ที่ต้องการแบ๊กอัพคือกองทัพและกลุ่มพันธมิตร



รัฐสภา-′สภามวยโลก′

รัฐสภาเป็นสถานที่อันทรงเกียรติ มีวัตถุประสงค์สำคัญเป็นที่ประชุมของสมาชิกเพื่อผลักดันนโยบายอันก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม

แต่สมาชิกกลับใช้รัฐสภาเป็นสถานที่ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง มุ่งหมายเพียงเอาชนะคะคานด้วยคำพูดที่หยาบคาย ใช้กำลังเข้าทำร้ายร่างกาย ตลอดจนขว้างปารองเท้าใส่กัน

เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สะท้อนถึงความไร้อารย ธรรมของผู้เรียกตนเองว่าผู้ทรงเกียรติ เมื่อภาพเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกไปสู่สาธารณชน

กลายไปเป็นตัวอย่างที่ไม่เหมาะสมต่อประชาชนโดยทั่วไป รวมถึงเยาวชน




ตุลาการ-′ไม้บรรทัดคู่สู้สิบทิศ′

สถาบันตุลาการทั่วโลกเปรียบได้กับไม้บรรทัดที่มีความเที่ยงตรง แน่นอน ในประเทศไทยก็เช่นกัน หากแต่รอบปีที่ผ่านมากลับเกิดข้อสงสัยว่ามาตรฐานหรือไม้บรรทัดของตุลาการไทย อาจไม่ได้มีเพียง 1 อัน

โดยเฉพาะการตัดสินคดียุบพรรคการเมือง นอกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้วยังไม่เคยมีพรรคใดรอดพ้นจากคำตัดสินของตุลาการ เลย ไม่ต้องถึงขนาดภายในปีเดียวกันถึง 2 ครั้ง 2 ครา

ด้วยมาตรฐานหรือไม้บรรทัด 2 อันของตุลาการนี้ ใช้ต่อสู้ฟาดฟันกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากซีรีส์คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เปิดโปงเรื่องราวเสียๆ หายๆ

มีการแก้เกมเบี่ยงประเด็นให้ไปไล่บี้เอากับผู้กระทำผิดฐานเผยแพร่คลิป แทนการตรวจสอบและพิสูจน์ความถูกต้องของเนื้อหาในคลิป



พรรคภูมิใจไทย-′ห้อยเนรวิน′

พูดถึงพรรคภูมิใจไทย จะเห็นหน้านายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรค ลอยมาก่อนหน้าหัวหน้าพรรคอย่างนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

นอกเหนือจากลักษณะทางกายภาพที่ติดตัวมาแต่กำเนิดแล้ว รอบปีที่ผ่านมา นายเนวินพยายามเข้ามามีบทบาทสำคัญในงานพิธีหลายต่อหลายงาน ภายใต้วาทกรรมการปกป้องสถาบัน

ทั้งนี้ อย่าได้เข้าใจว่า ′เนรวิน′ ผันมาจากคำที่มีความหมายในเชิงลบอย่าง ′เนรคุณ′

เพราะตัว ′ร′ ที่แทรกอยู่นั้นแท้ที่จริงมาจากชื่อของคุณกรุณา ชิดชอบ ผู้มากบารมีคนสำคัญอันดับ 2 ของพรรคภูมิใจไทยต่างหาก



พรรคเพื่อไทย-′พรรคเพื่อใคร′

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นเบี้ยล่างถูกไล่ล่า นโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยผลักดันและนำมาหาเสียงอย่างจริงจังคือ ′การนำทักษิณกลับบ้าน′ นโยบายด้านความเป็นอยู่ของประชาชนเปลี่ยนสถานะมาเป็นเพียงเรื่องรอง

คำถามที่เกิดขึ้นขณะนี้ จึงเป็นลำดับความสำคัญของพรรคที่มีประชาชนหรือใครเป็นสำคัญกันแน่




พรรคประชาธิปัตย์-′อิเหนาหุ้มเกราะ′

สำนวน ′ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง′ สะท้อนภาพพรรคประชาธิปัตย์อย่างดี เมื่อครั้งเป็นพรรคฝ่ายค้านเคยโจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรง ทั้งนโยบายประชานิยม ทุจริตคอร์รัปชั่น และการจัดการกับผู้ชุมนุมที่ขับไล่รัฐบาล

หากแต่เวลาเปลี่ยนไป พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กลับกลายเป็นพรรคการเมืองที่เลือกใช้นโยบายประชานิยมชนิดตัวพ่อ โดยไม่ต้องประกาศสโลแกนว่า ′ประชานิยม สังคมเป็นสุข′

ตัวเลขการทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มสูงขึ้นจนม็อบพันธมิตรที่เคยไล่รัฐบาลทักษิณประกาศว่า ทุจริตยิ่งกว่า

การ สลายการชุมนุมโดยนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ใช้กำลังทหารเข้าปฏิบัติการอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย จำนวนมาก เป็นอิเหนาที่มีชุดเกราะของกองทัพปกป้องคุ้มครองอย่างแน่นหนา

หากจะกล่าวว่ารัฐไทยภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณเป็น รัฐตำรวจ รัฐไทยภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ก็เป็นรัฐทหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้นายกฯ จะถูกโจมตีว่าหนีทหารก็ตาม



องค์กรอิสระ-′สากกะเบือดิน′

ในรอบปีཱ องค์กรอิสระล้มเหลวในการตรวจสอบอำนาจรัฐโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ไม่สามารถเอาผิดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงได้เลยแม้แต่ครั้ง เดียว

กกต.ยิ่งแล้วใหญ่ ความผิดพลาดในการดำเนินการกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้สังคมไม่ไว้วางใจ

คณะ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติก็เช่นกัน แรกๆ ก็ปึงปังประมูลโครงการ 3G ประโคมข่าวไปทั่วโลก สร้างความหวังให้ประชาชนว่าจะได้ใช้บริการในเร็ววัน สุดท้าย 3G ถูกระงับ เพราะการปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แรกเริ่มภาพลักษณ์ดูดีมีความหวัง กรรมการแต่ละคนล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิโดยเฉพาะประธาน ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ มีเกียรติภูมิทางวิชาการสูงส่ง ทำงานในแวดวงสิทธิมนุษยชนมาตลอดชีวิต

แต่เมื่อเข้ารับตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ กลับกลายเป็นภาพของกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีปัญญาจะไปตรวจสอบหรือกดดันใครสักคน

การปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก รวมถึงจับกุมคุมขังผู้เข้าร่วมชุมนุมในปัจจุบัน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด

เป็นเครื่องยืนยันถึงความนิ่งเป็นสากกะเบือขององค์กรอิสระที่ตั้งอยู่ท่ามกลางสายลม แสงแดด ยอดหญ้า และกองเลือด

ทั้ง ยังเป็นสากกะเบือที่ทำจากดิน ไม่สามารถตำอะไรได้เลยสักอย่าง คราวใดที่พยายามดันทุรังตำเข้าไปจริงๆ ก็พบว่าตนเองนั่นแหละที่ต้องแตกแหลกเป็นผงธุลี



กองทัพ-′ทัพไทยหมื่นล้าน

ประสานงานปราบม็อบ′


รอบ ปีที่ผ่านมา กองทัพโดยเฉพาะกองทัพบก ตั้งแต่สมัยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผลงานที่โดดเด่นที่สุดเพียงเรื่องเดียวคือ การเป็นเกราะคุ้มครองรัฐบาลนายอภิสิทธิ์

โดยทุ่มเทสรรพกำลังและยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่มีมาเพื่อสลายการชุมนุมทางการ เมืองของประชาชนฝ่ายตรงข้าม ภายใต้วาทกรรมการกระชับวงล้อมเพื่อขอคืนพื้นที่

ทั้งที่ภารกิจหลักของกองทัพอีกจำนวนมาก อาทิ การแก้ไขปัญหาแนวชายแดนไทย-กัมพูชา การแก้ไขความรุนแรงในภาคใต้ รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพของกองทัพ ยังไม่ได้ดำเนินการให้สำเร็จลุล่วง

ขณะเดียวกัน มีข้อเคลือบแคลงสงสัยถึงการใช้จ่ายเงินภาษีจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ปีละหลายหมื่นล้านบาท

เช่น เครื่องตรวจวัตถุระเบิด GT200 ที่ทรงประสิทธิภาพเทียบเท่ากับไม้เท้าชี้ฮวงซุ้ย การจัดซื้อเรือเหาะ รวมถึงรถหุ้มเกราะที่สั่งเพิ่มอีกภายหลังจากที่ยังไม่ได้รับของเก่าเสียด้วย ซ้ำจากยูเครน

เรียกได้ว่าลงทุนมากมายทั้งกำลังพลและอาวุธเพื่อภารกิจปราบม็อบอย่างเดียวโดยแท้

ฉาวโลก

ที่มา ข่าวสด


เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




ก่อนหน้านี้ในการจัดอันดับเสรีภาพสื่อประจำปี 2553 โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน

ไทยอยู่อันดับ 153 จาก 178 ประเทศทั่วโลก

ร่วงลงมา 23 อันดับจากปีก่อนและเป็นอันดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี

ที่เป็นเช่นนี้เพราะผลจากการปราบม็อบเสื้อแดงเดือนเม.ย.-พ.ค.

และมีสื่อต่างประเทศ 2 รายถูกยิงตายคาสนามข่าว

นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น กับนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลี

หลังคดีไม่คืบหน้าทั้งที่เวลาล่วงมากว่าครึ่งปี

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พี่สาวนายฟาบิโอ ออกมาแฉพฤติกรรมทางการไทยในการพยายามปิดปากครอบครัวนายฟาบิโอ โดยเสนอเงินชดเชยให้จำนวนหนึ่ง

ขณะที่ในรายของนายมูราโมโตะ แรงกดดันต่อรัฐบาลไทยเริ่มขยายวงสู่ระดับสากลมากขึ้น

รัฐมนตรีญี่ปุ่นเคยเดินทางมาทำพิธีไว้อาลัยนาย มูราโมโตะ บริเวณจุดเกิดเหตุถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานทูตญี่ปุ่นในไทยเอง ก็ยังติดตามทวงถามความคืบหน้าคดีถึง 2 ครั้ง

แต่รัฐบาลไทยก็ยังไม่รู้สึกรู้สา

กระทั่งไม่กี่วันก่อนสำนักข่าวรอยเตอร์ต้นสังกัดตีข่าวสำนวนของดีเอสไอที่รั่วไหลออกมาส่วนหนึ่ง

ระบุถึงการสอบสวนพยานหลักฐานในคดีบ่งชี้ว่าผู้สังหารนายมูราโมโตะ อาจเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

นายเดวิด เชลสซิงเกอร์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ รอยเตอร์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแถลงผลสอบสวนฉบับเต็มในทันที

"ทาง การไทยตกเป็นหนี้ครอบครัวของนายมูราโมโตะ ในอันที่จะเปิดเผยรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเหตุการณ์ที่เป็นโศกนาฏกรรมครั้ง นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร"

และ "ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่แท้จริง"

เหตุการณ์ปราบม็อบเสื้อแดงจนมีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน

เริ่มเป็นที่สนใจของสังคมโลกมากขึ้น

ถัดจากรายงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียที่สรุปถึงสถานการณ์ในไทยว่า

ราวกับอยู่ในยุคของรัฐทหาร

ล่าสุดนิตยสารไทม์ของสหรัฐยังจัดให้ข่าวการสลายม็อบเสื้อแดงในไทยช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.

ติดอันดับ 1 ใน 10 ข่าวใหญ่ระดับโลกแห่งปี

ถึงคราวรัฐบาลอภิสิทธิ์โดนกระชับพื้นที่บ้างแล้ว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 16/12/53

ที่มา thaifreenews


โดย blablabla



ก็บอกซี ว่านี้คือ รัฐทหาร
ทำยึกยัก สืบสันดาน สะท้านไหว
วณิพก หมานำหน้า ก็ว่าไป
แต่เมืองไทย ทะเฮี่ยชั่ว เป็นตัวนำ....

ตั้งกันมา จากไหน ใครก็เห็น
ยังเบี่ยงเบน ว่าถูกต้อง มองแล้วขำ
เพราะคนเลว ชั่วช้า พาระยำ
ทะเฮี่ยนำ จูงรัฐ อย่างชัดเจน....

แล้วตอบแทน หว่านงบ ซบกองทัพ
แบ่งกันงาบ ท้าย-หัว ชั่วเห็นเห็น
กี่แสนล้าน จัดให้ ไว้ประเคน
ยอดกากเดน ทรชน คนอัปรีย์....

เมื่อมีงบ มีเงิน ใช้เพลินคล่อง
ก็สนอง ด้วยอาวุธ สุดบัดสี
เอาไว้ฆ่า พี่น้องไทย ในทันที
เงินภาษี ของใคร ใยฆ่าเรา....

ยุคทะเฮี่ย อุบาทว์ อำนาจล้น
ช่วยรัฐปล้น ชาวประชา อย่างน่าเศร้า
คนเดือดร้อน ทั่วบ้าน ไม่บรรเทา
ยังหน้าด้าน จัดงบเอา ไว้ฆ่าแดง....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553