WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 17, 2010

เสริมความเห็นคุณใบตองแห้ง ในบทความ "ก้าวข้ามการเลือกตั้ง"

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



จากบทความของคุณใบตองแห้งออนไลน์ เรื่อง "ก้าวข้ามการเลือกตั้ง" ผมอ่านแล้วตามลิงค์

http://www.prachatai.com/journal/2010/12/32305

ผมเห็นว่ามีประเด็นหลายอย่างที่วิเคราะห์และพูดได้อย่างตรงประเด็นในการวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งทั้ 5 เขตที่ผ่านมา

ผมเห็นด้วยกับความเห็นของคุณใบตองแห้งหลายอย่างนะครับ

เรื่องผลการเลือกตั้ง เมื่อดูคะแนนแล้ว ผมก็วิเคราะห์ไว้แบบที่คุณใบตองแห้งเขียนมา ที่สำคัญผมเห็นด้วยกับพารากราฟนี้อย่างเต็มที่คือ

อ้างถึง
แต่ ผมเห็นต่าง คือต้องปรับท่าที แต่อย่าหวังดึงคะแนนคนชั้นกลาง ปล่อยเขาไปเถอะ ให้เขาเลือก “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ” ตามที่สื่อชักนำ ผมเชื่อว่ามีคนชั้นกลางจำนวนมากเลยที่เกลียดเนวิน แต่ต้องเลือกภูมิใจไทยให้เอาชนะพรรคเพื่อไทย หลายคนก็ไม่ชอบ ปชป.แต่เลือกเพราะเกลียดทักษิณ คนเหล่านี้ไม่มีอนาคต ไม่มีความหวัง มีแต่จะผิดหวังซ้ำซาก แล้วก็จะเคว้งคว้างไม่ต่างจาก พธม.และพรรคการเมืองใหม่

ผมมีความเห็นมานานแล้วว่าทำไมเราต้องแคร์ คนชั้นกลางมากมายนัก พวกเขาไม่ใช่มวลชนหลักที่เป็นตัวชี้ขาดในการตัดสินผลการเลือกตั้ง จำนวนคนชั้นกลางมีไม่เกิน 1 ใน 3 ของสังคม ทำไมการกระทำทุกอย่างต้องไปแคร์คนเหล่านี้

แน่นอน "คนชั้นกลางก้าวหน้า" ที่ผมเคยวิเคราห์ไว้คือ พวกแดงลิเบอรัล กับแดงโชเชียลลิสต์ นั้นก็เป็นพวกเราและเป็น "สมองของขบวนการคนเสื้อแดง" อยู่แล้ว คนกลุ่มนี้เขาเป็นพวกเราแล้ว เช่น ผม เช่นคุณใบตองแห้ง และสมาชิกทั้งหลายในเว็บบอร์ดนี้

ส่วนพวกคนชั้นกลางอนุรักษ์นิยมทั้ง หลายที่เหลือ ก็คงต้องปล่อยเขาไป ให้พวกเขา "แห้งตาย" กับความผิดหวัง และ "ไม่มีอนาคตทางการเมือง" ต่อไป อุดมการณ์ของพวกเขาตายแล้วเหลือแต่เพียงความ "เกลียดและกลัวทักษิณ" การดูถูกทางชนชั้น และ การยึดติดกับตัวบุคคลแบบจักรๆ วงศ์ ๆ เรื่องล้าหลังต่างๆ ยุคโบราณ ที่ยังงมงายไร้สาระกันอยู่ทั้งๆ ปัจจุบันเป็นศตวรรษที่ 21 เป็นโลกยุคที่ พลเมืองมีบทบาทอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เป็นยุคขุนนาง อำมาตย์ เจ้า ไพร่ กันอีกต่อไปแล้ว


"จุด สำคัญ" ในการเปลี่ยนแปลง ใกล้เข้ามาแล้ว ผมคิดตรงกับคุณใบตองแห้งในเรื่อง "จุดสำคัญในการเปลี่ยนแปลง" ใครก็รู้ว่าคืออะไร ระบบการเมืองแบบปัจจุบันของไทยไม่มีอนาคตแล้ว และจะตายและล่มสลายไปเมื่อจุดสำคัญนั้นมาถึง

กรณีพรรคเพื่อไทย

ผมเห็นด้วยว่าปัจจุบันพรรคเพื่อไทย ไม่มีพลังเทียบเท่ากับพรรคไทยรักไทย
แต่ นั้นเกิดจาก "บุคคลากรสำคัญของพรรคไทยรักไทยเดิม" ได้ถูกทำลายไปจำนวนมาก ในการโดนคดีตัดสิทธิ์ทางการเมือง บุคคลากรที่เหลือของพรรคเพื่อไทย เป็น "บุคคลในแถวที่สาม" หากสภาพการเมืองปกติ ไม่มีการทำลายล้างทางการเมืองขนาดนี้ บุคคลากรปัจจุบันของพรรคที่เป็น สส. อยู่ คงเป็นแค่ "ทีมงาน" ของแกนนำต่างๆ ในพรรคไทยรักไทยเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวจริง

ดังนั้นจะหวังให้บุคคลากรในแถวที่ 3 มีศักยภาพเทียบเท่ากับแถวที่ 1 ในอดีตคงยาก เพราะการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ ไม่ได้ราบเรียบแบบ แถวที่ 1 ได้ค่อยๆ ถ่ายโอน ฝึกฝนแถวที่สาม อยู่ๆ แถวที่ 1 และที่สอง ก็โดนยิงตายเรียบ จะหวังให้แถวที่สาม "เก่งเท่ากับแถวที่ 1" เลยนั้นคงยาก

สิ่งที่บุคคลากรพรรคเพื่อไทยควรทำ และเราต้องไม่คาดหวังพวกเขามากเกินไปคือเป็น Care taker หรือรักษาเมือง รักษาพรรคไม่ให้ล่มสลายไปเท่านั้น รักษาสถานภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม รอเวลาที่ตัวจริงทั้งหลายเขาจะกลับมา

ผมเห็น ชัดอยู่แล้วว่า บุคคลากรแถว 1 อย่างคุณจาตุรนต์ และคนอื่นๆ เหลือเวลาอีกไม่นาน ก็คงได้กลับเข้ามาแล้ว พรรคเพื่อไทยตอนนี้ก็คงต้อง "รักษาพรรค" ไว้รอกำลังสำคัญ รอตัวจริงทั้งหลายกลับมา

เราจึงไม่ควร "คาดหวังหรือ กดดันพวกเขามากเกินกว่าที่บทบาทหน้าที่ของพวกเขาที่จะมีได้"

เห็นด้วยอีกอย่างว่า การเพิ่มความเข็มแข็งควรไปที่มวลชนเสื้อแดงที่มีความเข็มแข็ง มีเครือข่าย


เราอยู่ในขั้นตอน "สะสมกำลัง" เพื่อการรุกครั้งสำคัญ มาถึงในวันที่ "จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญมาถึง"

วิกฤติการณ์เมืองไทยครั้งนี้เป็น วิกฤติทางโครงสร้าง ที่ ดักแด้ไหม จะลอกตัวเป็นผีเสื้อ

โลกเก่าของการเมืองไทย ยุคสมัยเก่าแบบอียิปต์โบราณ (อียิปต์โบราณคือฟาโรห์ เป็นเทพเจ้า) กำลังจะจากไป

ยุคใหม่กำลังรอข้างหน้า

อย่าได้ท้อแท้ สิ้นหวัง หรือหมดหวัง
ผมว่าฝ่ายตรงข้ามต่างหากที่หมดหวัง เพราะพวกเขาต้องทุ่มทุกอย่าง เพื่อรักษาที่มั่นสุดท้าย ที่กำลังล่มสลายเอาไว้

แต่เวลาก็ใกล้จุดเปลี่ยนแปลงเข้าไปทุกทีแล้ว

และก็ไม่ได้นานอย่างที่เราคิด

กวีตีนแดง: ยี่สิบนาฬิกา...ถึงเวลาจุดเทียนแดงรำลึก

ที่มา ประชาไท

ยี่สิบนาฬิกา...หลังเสร็จจากงานนาไร่
แรงงานรอบสุดท้ายคืนสู่หมู่บ้าน
หลังอาหารมื้อเย็นเป็นไปอย่างยาวนาน
ถึงเวลาพร้อมกัน...จุดเทียนแดงแข่งแสงไฟ

พระจันทร์ดวงใดไม่เคยหยุดหมุน
น้ำทะเลหนุนทั้งทิศเหนือและใต้
ลมหวนสายนั้นพัดจากหุบเขาใด
หอบเสียงร่ำไห้ของใครมา...ทุกค่ำคืน

แม่น้ำรำลึก...ยามดึกได้ยินไหม
แว่วมาแต่ไกลเสียงใครสะอื้น
โอ้หนอหญิงสาวเจ้าขมเจ้าขื่น
คนรักไม่คืนกลับสู่บ้านเรือน

เหน็บหนาวน้ำค้างหลังฟ้าเย็นย่ำ
ใครขับลำนำโศกย้ำใจเหมือน
กระสุนนัดนั้นลั่นกลางเพ็ญเดือน
คราบเลือดที่เปื้อน...จะลบเลือนอย่างไร

ไม่มีงานรื่นเริงบนดินแดนสนธยา
เพลงฟ้อนผีป่าดังท้ายป่าช้าวัดไหน
ผู้คนเมืองนี้ไม่มีพิธีฉลองใด
เสียงสวดศพคนตาย...ยังบีบหัวใจไม่เลิกรา

น้ำตาสายนั้นกลั่นเป็นสายเลือด
หลอมเทียนแดงเดือดข้นเลือดเข้มกล้า
ทุกทุกค่ำคืน...ยี่สิบนาฬิกา
หลังกินข้าวกินปลา...มาจุดเทียนแดงพร้อมกัน

ทุกทุกค่ำคืน...ยี่สิบนาฬิกา
หลังกินข้าวกินปลา...มาจุดเทียนแดงแข่งแสงจันทร์

ทุกทุกค่ำคืน...ยี่สิบนาฬิกา
หลังกินข้าวกินปลา...มาจุดแทนแดงแห่งความใฝ่ฝัน

ทุกทุกค่ำคืน...ยี่สิบนาฬิกา
หลังกินข้าวกินปลา...มาจุดเทียนแดงพลิกฟ้าคว่ำวิมาน

เพียงคำ ประดับความ

วารสารศาสตร์ข้อมูล: เราควรจะขอบคุณวิกิลีกส์ #wikileaks #opendata

ที่มา ประชาไท

(CNN) 30 ก.ค. 2553 – การโพสต์เอกสาร 92,000 ฉบับบนวิกิลีกส์ (WikiLeaks) เกี่ยวกับสงครามในอัฟกานิสถาน เป็นตัวแทนของการฉลองชัยของสิ่งที่ผมเรียกว่า “วารสารศาสตร์ข้อมูล” (data journalism)

แน่ นอนว่ามันต้องมีแหล่งข่าวที่เป็นบุคคล ใครสักคนในที่ไหนสักแห่ง ส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปยังเว็บไซต์วิกิลีกส์ แต่ไม่ว่าผู้แจ้งความไม่ชอบมาพากลคนนี้จะเป็นใคร มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า เนื้อหาของเอกสารเหล่านี้มันบอกอะไรกับเรา

ข้อมูลดิบดังกล่าว เป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่สำหรับนักหนังสือพิมพ์ในสามสำนักข่าว – นิวยอร์กไทมส์ (New York Times สหัรฐอเมริกา), เดอะการ์เดียน (The Guardian สหราชอาณาจักร), และ แดร์ สปีเกล (Der Spiegel เยอรมนี) – ที่จะขุดค้นหาข่าวจากมัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเฉพาะนักข่าวเหล่านั้นเท่านั้น บันทึกประจำวันจากสงครามอัฟกานิสถานนั้นอยู่บนอินเทอร์เน็ต ที่ใครก็เข้าไปขุดค้นสมบัติหาข้อมูลได้

เรื่องเหล่านี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร นักหนังสือพิมพ์ทำเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว พวกเขาอ่านกองเอกสารทีละหน้าทีละหน้า เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ ข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น ซึ่งจะนำไปสู่สกู๊ปสำคัญ

แต่ ก็นั่นล่ะ เราต้องยอมรับว่า นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานดังที่กล่าวมา แทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว มันทั้งใช้เวลาและแรงงาน แล้วก็ไม่มีสีสันตื่นตาตื่นใจ มันไม่มีสเน่ห์ดึงดูด ด้วยแรงกดดันในองค์กรข่าวสมัยใหม่ ที่จำเป็นต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพคุ้มราคา มันเป็นเรื่องยากที่บรรณาธิการข่าวจะอนุญาตให้นักข่าวใช้เวลามาก ๆ ไปกับกองเอกสารท่วมหัว

ความสำเร็จของ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” หรือการทำข่าวจากข้อมูลดิบนั้นมักจะถูกลืม ตัวอย่างหนึ่งโดดเด่นก็คือ กรณีข่าวสืบสวนโดยหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) ที่ตามติดกรณียาระงับประสาทของบริษัทยาเยอรมันที่ถูกถอนออกจากตลาดในปี 1961 หลังจากพบว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อทารก

ระหว่างการสืบสวนดังกล่าว ซันเดย์ไทมส์จ่ายเงินเพื่อซื้อเอกสารภายในจำนวนมากของบริษัทดังกล่าว และต้องแปลมันทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่ง ฟิลลิป ไนท์ลีย์ (Phillip Knightley) หนึ่งในทีมข่าวกล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ทำงานอย่างหนัก เพื่อทำความเข้าใจเอกสารเหล่านั้น

ถึง ในปี 1968 จะยังเป็นสมัยที่ซันเดย์ไทมส์มีกำลังคนพร้อมเพรียง และยินดีที่จะจัดสรรทรัพยากรให้กับทีมนักข่าวสืบสวน ไนท์ลีย์ก็ยังบอกกับเราว่า คนก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่ามันจะคุ้มค่าหรือ ที่จะทำข่าวที่ต้องใช้ทั้งเงินและเวลายาวนานขนาดนี้

แม้ในที่สุดข่าว สืบสวนชิ้นนี้จะประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การจ่ายเงินชดเชยที่ดีขึ้นแก่ผู้เสียหาย แต่ดูเหมือนว่า ความสงสัยต่อความคุ้มค่าในการลงทุนทำ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในองค์กรข่าวส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ที่กำลังจะตัดงบประมาณของกองบรรณาธิการ

แน่นอนว่า ข่าวสืบสวนคดีวอเตอร์เกต (Watergate) ในต้นทศวรรษ 1970 โดย Bob Woodward และ Carl Bernstein ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสกู๊ปข่าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล นั้นมีความสำคัญ รายงานชิ้นดังกล่าวอาศัยแหล่งข่าวที่ปิดเป็นความลับ ที่รู้จักกันในชื่อ “Deep Throat” และตั้งแต่นั้นมา นักหนังสือพิมพ์ก็ตกเป็นทาสของแหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้เหล่านี้เสียเอง แต่ข่าวแบบนี้แหละที่มีสเน่ห์ดึงดูด

แหล่ง ข่าวที่เปิดเผยไม่ได้ ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของวารสารศาสตร์สมัยใหม่ ผมเคยบอกกับนักศึกษาวารสารศาสตร์ของผมอย่างนั้นเสมอ ๆ แต่ตอนนี้ผมยอมรับแล้วว่า ผมให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป จนให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการค้นหา อ่าน และวิเคราะห์ข้อมูลดิบ

ถ้า หนังสือพิมพ์นั้น เป็นร่างแรกของประวัติศาสตร์ อย่างที่เรานักหนังสือพิมพ์มักอ้างกัน เราก็ควรจะต้องทำงานให้ใกล้เคียงกับนักประวัติศาสตร์เสียหน่อย บรรดานักประวัติศาสตร์พยายามมองหาแหล่งข้อมูลชั้นต้น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นกับเหตุการณ์ในอดีต

สิ่งที่สำคัญ มาก ๆ ของข้อมูลต่างๆ ในวิกิลีกส์นั้นคือ มันเป็นข้อมูลที่ทันสมัย มันทำให้นักหนังสือพิมพ์และสาธารณะเข้าใจชัดเจนขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในอัฟกานิสถาน ในแง่นี้ ข้อมูลเหล่านี้ที่ทุกคนเข้าไปอ่านได้ ช่วยมอบความเข้าใจที่มีค่ามหาศาลให้กับเรา

อย่างไรก็ตาม การโพสต์เอกสารขึ้นอินเทอร์เน็ตโดยตัวมันเองไม่ใช่การทำข่าว มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการข่าว มันยังต้องการการวิเคราะห์ วางบริบท และในบางกรณี การเซ็นเซอร์ที่จำเป็นเพื่อที่จะปกป้องปัจเจกบุคคลที่ถูกระบุในเอกสารดัง กล่าว

ผมทราบว่า นักข่าวอาชีพไม่ได้เป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถทำงานนี้ได้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ มีทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ ดังกล่าว และมีความรู้ที่จะทำให้พวกเขาทำงานดังกล่าวได้ดี การรายงานโดย เดอะการ์เดียน และ นิวยอร์กไทมส์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน

มันอาจจะ ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรโดยทันที ไม่มีประธานาธิบดีต้องออกจากตำแหน่ง เหมือนกรณีวอเตอร์เกต แต่สิ่งที่ถูกทำให้ปรากฏจากเอกสาร คือการยืนยันสิ่งที่สื่อในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาสงสัยมาโดยตลอด เกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ว่ามันเลวร้ายและมีแต่จะแย่ลง ๆ นับตั้งแต่ปี 2004 มันตบหน้ารายงานประเมินอย่างเป็นทางการที่แสนสวยงาม

ข้อมูล ดิบทั้งหมดดังกล่าวมานั้น เชื่อถือได้มากกว่า เพราะมันเป็นรายงานโดยทหารในสนามรบจริง ๆ ว่าพวกเขาพบเห็นและประสบอะไรบ้าง มันไม่มีการปั่นข่าว ตัวรายงานนั้นอาจไม่ได้เป็นวัตถุวิสัย – ซึ่งก็ไม่เคยมีอะไรที่เป็นเช่นนั้น – แต่รายงานเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทาง การเมือง

ใช่ เราอาจพูดได้ว่า การที่วิกิลีกส์โพสต์ข้อมูลอ่อนไหวดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะ ในตัวมันเองนั้นก็ไม่ได้เป็นวัตถุวิสัยอยู่แล้ว แต่ผมขอสนับสนุนสิ่งที่ จูเลียน อัสซานจ์ (Julian Assange) หัวหน้าบรรณาธิการของวิกิลีกส์ เรียกร้องต่อองค์กรข่าวต่าง ๆ ให้เปิดเผยข้อมูลดิบออกสู่สาธารณะให้มากขึ้น

เขา เชื่อว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้กิจกรรมของงานข่าวโปร่งใสมากขึ้น ในการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานนี้ เขายืนกรานว่า “วารสารศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์มากขึ้น” และเสริมว่า: “มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบยืนยันได้ ถ้านักหนังสือพิมพ์ต้องการที่จะให้อาชีพของพวกเขามีความน่าเชื่อถือไว้วางใจ ได้มากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องเดินไปในทิศทางนั้น เคารพคนอ่านให้มากขึ้น”

โดยธรรมชาติของตัวมันเอง การทำข่าวจากแหล่งข่าวบุคคล (source journalism) ย่อมถูกปิดบังไม่ให้สาธารณะได้เห็น การทำข่าวจากข้อมูลดิบ (data journalism) นั้นเปิดเผยมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลดิบนั้นถูกโพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ต เพราะในกรณีที่มีการวิเคราห์ข้อมูลชุดเดียวกันในแนวทางที่ต่างกัน ข้อมูลดิบเหล่านั้นมันอนุญาตให้สาธารณะตัดสินได้ว่าการวิเคราะห์อันไหนที่ น่าเชื่อถือกว่า

เรานักหนังสือพิมพ์ ควรจะต้องดีใจที่มีเว็บไซต์อย่างวิกิลีกส์อยู่ นั่นเพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเราก็คือการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์ สาธารณะ ที่คนที่มีความเชื่อเป็นอย่างอื่นต้องการจะเก็บมันเป็นความลับ

เว็บไซต์ ดังกล่าวสมควรจะได้รับการสรรเสริญชื่นชมจากพวกเรา และมันจำเป็นจะต้องได้รับการปกป้องจากพลังฝ่ายขวา ที่หาทางจะหลีกเลี่ยงจากการถูกเปิดโปง


Roy Greenslade เป็นศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยซิตี้ยูนิเวอร์ซิตี้ ลอนดอน เขาเขียนบล็อกรายวันเกี่ยวกับสื่อให้กับเว็บไซต์ The Guardian และเขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ในหนังสือพิมพ์ London Evening Standard เขาเป็นนักวิจารณ์สื่อมา 18 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Daily Mirror ของสหราชอาณาจักร บรรณาธิการบริหารของ Sunday Times และผู้ช่วยบรรณาธิการของ The Sun

เรียบเรียงจาก “We should be thankful for WikiLeaks” โดย Roy Greenslade ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ CNN.com 30 ก.ค. 2553 (ลิงก์ต่าง ๆ ที่แทรกในเอกสารนี้โดยผู้แปลเอง)

เข้าถึงเนื้อหาของ WikiLeaks จากเมืองไทย ได้ที่เว็บไซต์ ThaiLeaks.info
โดยทุกคนสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมดของวิกิลีกส์ได้ทาง torrent

ศาลอุทธรณ์ไม่ประกันผู้ต้องหาเผาศาลากลางมุกดาหาร

ที่มา ประชาไท

ศาล อุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร อ้างคดีมีอัตราโทษสูง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยอาจหลบหนี หลังฟังคำสั่งศาลนักโทษแดงหยุดหายใจหามส่งโรงพยาบาลอีกราย

วันที่ 16 ธ.ค.53 ศาลจังหวัดมุกดาหารเบิกตัวผู้ต้องหาคดีเผาศาลากลาง 18 ราย ขึ้นฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ตามที่ทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องขออุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 2553 ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังในคดีดังกล่าว

ประมาณ 10.00 น. ผู้พิพากษาได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีใจความว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา และพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า คดีมีอัตราโทษสูง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยที่....อาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยจำเลยที่...ในระหว่างพิจารณา คดี คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ยกคำร้อง”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฟังคำสั่งศาล ผู้ต้องหาทั้งหมดได้ลงมาที่คุกใต้ศาลเพื่อรอกลับเรือนจำ สังเกตได้ว่าหลายรายมีอาการผิดหวังและเครียด ต่อมา เวลาประมาณ 14.30 น. นายนพชัย พิกุลศรี ผู้ต้องขังรายหนึ่งได้เกิดหมดสติไป เพื่อนผู้ต้องขังได้เรียกให้ญาติแจ้ง ตำรวจที่คุมอยู่ จนท.ตำรวจเข้าไปดูอาการแล้วออกมาโดยไม่ทำอะไร ญาติจึงได้ โทรประสานทนายให้ช่วยเหลือ จากนั้นประมาณ 10 นาที จึงมีรถตำรวจมารับตัวนายนพชัย ซึงระหว่างที่เคลื่อนย้ายนายนพชัยออกมาจากห้องขัง ญาติสังเกตเห็นว่านายนพชัยหยุดหายใจ จึงได้ทำการปั๊มหัวใจไประหว่างทางที่ ส่งตัวนายนพชัยไปเรือนจำ เพื่อให้เรือนจำทำเรื่องส่งตัวไปโรงพยาบาลมุกดาหาร

นาย ศักดิ์ ลุณริลา ญาติของผู้ต้องขังรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ปั๊มหัวใจ เปิดเผยว่า ได้ปั๊มหัวใจไปตลอดทาง บางครั้งต้องให้รถตำรวจหยุดเนื่องจากปั๊มหัวใจไม่สะดวก ใช้เวลาประมาณ กว่า 30 นาที นายนพชัยจึงค่อยหายใจอีกครั้ง

จากนั้น รถพยาบาลของโรงพยาบาลมุกดาหารจึงได้มารับตัวนายนพชัยไปจากเรือนจำ หลังจาก แพทย์ทำการตรวจแล้ว พบว่า ความดันปกติ หัวใจปกติ จึงลงความเห็นว่านายนพชัยช็อคจากอาการเครียด และให้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการต่อไป

นางเสงี่ยม พิกุลศรี ภรรยานายนพชัย เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่านายนพชัย เคยเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อประมาณปี 2547 ในขณะที่ยังไม่ได้อยู่กินกับเธอ

แดงโคราชเผาโลงประท้วงเปรม-พธม. ศาลตัดสินมีความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง

ที่มา ประชาไท

ศาล ชั้นต้นตัดสินจำคุก แกนนำเสื้อแดงโคราช หลังเผาโลงศพประท้วง พล.อ.เปรม ศาลระบุข้อความประท้วงที่โลงศพหมิ่นเบื้องสูงจึงตัดสินจำคุก 3 ปี เจ้าตัวประกันตัวชั้นอุทธรณ์ขอสู้คดีต่อ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า เมื่อวานนี้ (16 ธ.ค.) เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 16 ศาลจังหวัดนครราชสีมา มีคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1073/2553 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2753/2553 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ปภัสชนัญญ์ ฉิ่งอินทร์ เป็นจำเลย ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท

โดยชั้นพิจารณาจำเลยคือ น.ส.ปภัสชนัญญ์ ให้การปฏิเสธ แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 การที่จำเลยนำโลงศพจำลอง มีข้อความบนสุดว่า “พระองค์ท่าน ...” บรรทัดต่อมามีข้อความว่า “พลเอกเปรม ...” และ บรรทัดต่อมาคำว่า “มรณะ 8 เมษายน 2552” จำเลยอยู่ร่วมในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นผู้เทน้ำมันและจุดไฟเผาโลงศพจำลอง ซึ่งมีข้อความดังกล่าวปรากฏอยู่ในนั้น คำว่า “พระองค์ท่าน” นั้น หมายความถึงพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพสูงสุดของบุคคลทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันกับพวกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 3 ปี

ทางด้าน น.ส.ปภัสชนัญญ์ จำเลยได้ยื่นขอประกันตัวชั้นอุทธรณ์ และศาลพิจารณาให้ประกันโดยใช้หลักทรัพย์ เพื่อต่อสู้คดีตามกฎหมายต่อไป

ผู้ สื่อข่าวประชาไท รายงานว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เม.ย. ปี 2552 น.ส.ปภัสชนัญญ์ และพวก ได้ประท้วงด้วยการเผาโลงศพจำลองเพื่อประท้วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และรัฐบาล ที่บริเวณลานข้างอนุสาวรีย์ท้าวสรนารี (ย่าโม) ถ.ราชดำเนิน อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยผู้ฟ้องได้แก่ พ.อ.วีระภัทรพล บุญย์เชี่ยว ทหารฝ่ายเสนาธิการประจำกองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา ฟ้องวันที่ 9 เม.ย. และ เครือข่ายพันธมิตรฯ ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.นครราชสีมา ฟ้องวันที่ 10 เม.ย. ทั้งหมดได้แจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเห็นว่าข้อความข้างโลงศพที่ใช้เผาประท้วงเข้าข่ายความผิดมาตรา 112

โดย ก่อนหน้าการประท้วงของ น.ส.ปภัสชนัญญ์ เมื่อ 7 เม.ย. ปี 2552 ดังกล่าว นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พูดออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ ASTV เมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย. ปี 2552 ว่า "เสื้อเหลืองออกมาปกป้อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในฐานะที่พระองค์ท่านเป็นประธานองคมนตรี" [ดูคลิปที่นี่]

โดยหลังคำตัดสินของศาลชั้นต้นนั้น สำหรับผู้ร่วมกระทำคนอื่นๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีได้

บอยคอตมาม่า ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



การบอยคอต ทำให้ "กองทัพไทย" ไม่มีเวทีที่จะเข้ามาแทรก อำนาจทหารกลายเป็นศูนย์ ในเวทีนี้ อำนาจรัฐหมดความหมายในการกดดันผู้บริโภค

โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มาและภาพประกอบ เวบไทยฟรีนิวส์



ดู เหมือนว่าการต่อสู้ทางการเมืองของคนเสื้อแดง ด้วยวิธีการชุมนุมใหญ่ได้ถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือน 14 มีนาคม 2553- 19 พฤษภาคม 2553 และจบลงด้วยการถูกล้อมปราบและการสั่งหารหมู่

ประชาชน ไปเกือบร้อยคน บาดเจ็บไปกว่า 2,000 คน กลายเป็นบาดแผลที่สำคัญของสังคมที่ยากจะเยียวยาได้ และคงเป็นเงื่อนไขทางการเมืองในอนาคต ที่คงทำให้ใครต่อใครได้เข้าคุกหลังหมดอำนาจแล้ว

จากผลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การชุมนุมใหญ่นั้น ไม่ได้ให้ผลด้านชัยชนะที่ "ชี้ขาด" ในสงครามความขัดแย้งทางการเมือง

ที่ จริงกลยุทธ์การชุมนุมใหญ่ หากคิดตามตำราพิชัยสงคราม 36 กลยุทธ์ของจีนแล้ว ต้องใช้ในฐานะของ "กลลูกโซ่" คือ ต้องมีเครื่องมืออิ่นรองรับด้วย เช่น กำลังทหารที่ซุ่มซ่อนรอเงื่อนไขเข้าทำการบดขยี้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามขาดความชอบธรรมไปแล้ว

หากไม่มีเครื่องมืออย่างอื่นคอยช่วยหนุน การใช้การชุมนุมใหญ่ก็ไม่อาจพิชิตศึกได้ด้วยตัวของมันเอง

แม้ จะถูกล้อมปราบอย่างรุนแรง ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนแล้ว คนเสื้อแดงคงพ่ายแพ้ไปอย่างชนิดที่เรียกว่าไม่ได้ผูดได้เกิดอีกต่อไป และคงละลายหายไปและฝ่ายตรงข้ามคงได้ชัยชนะอย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อดู ผลหลังการล้อมปราบในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนบัดนี้เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว ขบวนการเสื้อแดงยังไม่ได้ละลายหายไปแต่อย่างใด

มีสภาพ เหมือนกับก่อนการชุมนุมใหญ่ คือ กำลังสะสมกำลัง เพื่อรอที่จะเข้ากระทำอีกครั้งหนึ่ง หากได้ยุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ์ที่เหมาะสมแล้ว สงครามยังไม่จบ และยังไม่มีทีท่าจะจบ ฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้อ่อนกำลังลงแต่อย่างใด

การถูกล้อมปราบไม่ได้ทำให้เสื้อแดง พ่ายแพ้สงครามแต่อย่างใด เพียงแต่อาจพลาดพลั้งในด้านการรบเท่านั้น

ตอนนี้อยู่ที่ว่าจะทำสงครามต่อไปได้อย่างไร ภายใต้ยุทธศาสตร์อะไร ทิศทางการต่อสู้ความใช้ยุทธวิธีอย่างไร

ผม เชื่อว่าการใช้การชุมนุมใหญ่คงไม่ได้ผลอีกต่อไป เมื่อเดือนสองเดือนก่อน คนเสื้อแดงอาจยังสับสน ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป กลยุทธ์แบบ "วันอาทิตย์สีแดง" ของ บก.ลายจุดจึงเกิดขึ้น เพื่อดังส่วนต่างๆ ของคนเสื้อแดงให้กลับมารวมตัวกันอีก

แต่ กลยุทธ์ "วันอาทิตย์สีแดง" มีผลเพียงทำให้ คนเสื้อแดงที่กระจัดกระจายไปหลังการถูกล้อมปราบ กลับมารวมพลกันอีกครั้งเท่านั้น

โดยตัวของมันเองแล้ว "วันอาทิตย์สีแดง" เป็นกลยุทธ์การตั้งรับเท่านั้น ไม่ใช่กลยุทธ์ในการรุกแต่อย่างใด

ใน สงคราม การใช้การตั้งรับไม่อาจนำไปสู่การเผด็จศึกได้ เป็นเพียงแต่สะสมกำลังยามเรายังไม่เข็มแข็งเท่านั้น หากจะชนะสงคราม ต้องใช้กลยุทธ์การรุกเท่านั้น

ตอนนี้ กลยุทธ์ในการรุก เริ่มปรากฎให้เห็นแล้ว คือ "การใช้ยุทธวิธีบอยคอตสินค้าของกลุ่มทุนที่สนับสนุนอำมาตย์" มีการรณรงค์ให้ "เลิกกินมาม่า เพื่อเป็นผลในการกดดันฝ่ายตรงข้าม

ตอนนี้การบอยคอต มา ม่า เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าแกนนำเสื้อแดงระดับประเทศจะยังไม่ขานรับ แต่เชื่อว่า เมื่อยังไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้

การบอยคอตจะเริ่มได้รับการยอมรับจากมวลชนเสื้อแดงมากขึ้นเรื่อยๆ

การ บอยคอต โดยตัวของมันเองแล้ว มีพลังและเป็น อาวุธที่เด็ดขาด แบบระเบิดนิวเคลียร์ เป็นอาวุธที่รุนแรงที่สุดในโลกทุนนิยม "หน่วยธุรกิจใด" ที่โดยบอยคอตอย่างจริงจัง จากผู้บริโภคที่พร้อมใจกัน จะอยู่ในตลาดไม่ได้ และในที่สุดหากไม่ยินยอมตามผู้บริโภค ก็จะต้อง "ออกจากตลาดไป"

ไม่ มีแรงกดดันใดของประชาชน หรือ ผู้บริโภค จะร้ายแรงเท่าการบอยคอตสินค้า และไม่มีอำนาจใดจะต้านมันได้ด้วย แม้ฝ่ายที่ถูกบอยคอตจะมี "ทุนขนาดมหึมา" แต่หากผู้บริโภค" บอยคอต"อย่างต่อเนื่องและจริงจัง กลุ่มทุนนั้นในที่สุดแล้ว ก็ต้องออกจากธุรกิจไป เพราะคงไม่อาจอยู่ในตลาดได้

หากผลิตแล้วไม่มีใครซื้อ ต่อให้รวยแค่ไหน คงไม่มีใครผลิตสินค้าเอามากองทิ้งได้นานนัก

ผม คิดว่า การบอยคอตสินค้าของกลุ่มทุนที่สนับสนุนอำมาตย์ จะเป็น "ภารกิจทางประวัติศาตร์" ที่คนเสื้อแดงจะต้องช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง และทำให้มีพลังอย่างพร้อมเพียงกัน เหมือนที่เราออกไปร่วมกันในการชุมนุม "วันอาทิตย์สีแดง"

การชุมนุมที่ราชประสงค์กว่า 2 เดือน พวกเรายังทำกันได้ แค่เลิกใช้สินค้าของกลุ่มทุนที่เป็นศัตรูกับประชาชน ทำไมเราจะทำไม่ได้ ไม่ได้ลำบากมากเท่าใดนัก

ผมคิดว่าระบบ การสื่อสาร เครือข่ายของคนเสื้อแดงนั้นสมบูรณ์และกระจายได้อย่างรวดเร็ว หากเราร่วมแรงร่วมใจกันได้ ในที่สุดแล้วชัยชนะจะตกเป็นของพวกเรา

มาร่วมกันใช้พลังที่แท้จริงของประชาชน หรือพลังของผู้บริโภคกันเถอะครับ ประชาชนตัวเล็กๆ หากรวมตัวกันแล้ว จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

การบอยคอต ทำให้ "กองทัพไทย" ไม่มีเวทีที่จะเข้ามาแทรก อำนาจทหารกลายเป็นศูนย์ ในเวทีนี้ อำนาจรัฐหมดความหมายในการกดดันผู้บริโภค

ในโลกทุนนิยม หากอำมาตย์หมดทุน ก็เท่ากับหมดพลังไปโดยปริยาย

เหล็กกำลังร้อน ต้องช่วยกันตี

คุณปลื้มเย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทยกลางรายการทีวี กรณีปิดปากงดออกข่าววิกิลีกส์แฉชนชั้นนำไทย

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 ธันวาคม 2553

ใน รายการDaily DoseทางVoice TV เมื่อค่ำวานนี้ เมื่อม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล "คุณปลื้ม" ผู้ดำเนินรายการ ได้เล่าข่าวถึงเรื่องWikileaks แฉเอกสารข้อมูลที่ทูตสหรัฐฯได้ข้อมูลจากบุคคลระดับสูงในไทย ไม่ว่าจะเป็นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา นายอานันท์ ปันยารชุน พล.อ.สนธิ บุณยะรัตกลิน นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวหา หรือพาดพิงถึงบุคคลสำคัญระดับสูงเข้ามาแทรกแซงการเมือง

คุณปลื้ม แจ้งว่า เขาก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเหมือนกับสื่อทั่วไปต้องทำ นั่นคือการเซ็นเซอร์ตัวเองให้เงียบเสียง ว่าแล้วคุณปลื้มก็นำปลาสเตอร์ขึ้นมาปิดปาก (ดูคลิปข่าว)แล้วปล่อยให้ภาพบุคคลชนชั้นนำของไทยหมุนเวียนอยู่หน้าจอทีวี

ล่า สุดศาลสูงของลอนดอน อนุญาตให้ประกันตัว จูเลียน แอสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์แล้ว ปฏิเสธคำอุทธรณ์คัดค้านการปล่อยตัวเขาภายใต้เงื่อนไขอันเข้มงวด

คุณ ปลื้มได้เรียกร้องในรายการ สนับสนุนให้เวบไซต์ข่าวทางเลือกอย่างไทยอีนิวส์ หรือประชาไท ร่วมมือกับวิกิลีกส์เพื่อขุดคุ้ยความจริงด้านต่างๆนำเสนอสู่สังคมไทย

อย่าง ไรก็ตามจากการสอบถามบรรณาธิการของไทยอีนิวส์ ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้ยังแสดงความเห็นอะไรไม่ได้ถนัด เพราะเขาก็ถูกพลาสเตอร์อุดปากอยู่เหมือนกัน

สื่อกระแสหลักแทบทั้งหมด เลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองในข่าวที่วิกิลีกส์เปิดเผยออกมาล่าสุดนี้ ราวกับว่าไม่ได้มีเรื่องสำคัญอึกกระทึกคึกโครมไปทั่วโลกเกิดขึ้น

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐ

ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐ

ที่มา Thai E-News


เย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทย- "คุณปลื้ม"ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้ดำเนินรายการDAILY DOSE ทางVOICE TV เย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทยกลางรายการทีวี กรณีปิดปากงดออกข่าววิกิลีกส์แฉชนชั้นนำไทย ด้วยการนำพลาสเตอร์มาปิดปากเมื่อเล่าข่าวการแฉบุคคลระดับสูงแทรกแซงการเมือง แต่สื่อไทยพากันเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการงดนำเสนอข่าว


สิ่งที่สื่อไทยเสนอได้-ไม่ มีรายงานข่าวอึกกระทึกคึกโครมระดับโลกในสื่อไทยฉบับเช้าวันนี้ มิหนำซ้ำยังนำเสนอข่าวพาดหัวเกี่ยวกับแชมป์มหาเศรษฐีหุ้นชื่อเสี่ยทองมา ซึ่งในแวดวงหุ้นทั้งไทยและเทศรู้ดีว่า แชมป์ตัวจริงเป็นเสี่ยอีกรายที่สำนักข่าวBloombergเคยนำเสนอว่าเป็นมหา เศรษฐีหุ้นอันดับ1ตัวจริงเสียงจริงมาอย่างแน่นเหนียวนานหลายปี เพียงแต่ว่าสื่อไทยนำเสนอข่าวนี้ไม่ได้ และก็ไม่มีใครกล้าพูดด้วย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 ธันวาคม 2553

ประชาไท รายงานข่าวว่า เว็บไซต์การ์เดียนรายงานในเซ็คชั่น 'You ask, we search' ซึ่งเปิดให้ผู้อ่านสอบถามประเด็นที่สงสัยและจะมีการค้นหาคำตอบจากวิกิลีกส์ (wikileaks) เว็บไซต์จอมแฉชื่อดัง โดยมีตอนหนึ่งระบุถึงเหตุการณ์รัฐประหารในประเทศไทยเมื่อปี 2549 โดยอ้างอิงถึงเอกสารจากสถานทูตสหรัฐฯที่ระบุเอาไว้ว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่าบุคคลระดับสูงของไทยมีความเกี่ยวข้องกับการรัฐประหารที่เกิดขึ้น รวมทั้งยังเกี่ยวพันกับความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องโดยผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนำไปสู่การล้มรัฐบาลหลายชุดที่มีความเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา

นอกจากนี้การ์เดียนยังเปิดเผย เอกสารเกี่ยวกับการรัฐประหารอีก 2 ฉบับ ซึ่งเป็นการพูดคุยส่วนตัวของนายราล์ฟ บอยซ์ อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ กับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร ในวันที่ 20 กันยายน 2549 และการสื่อสารระหว่างนายอีริค จีจอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐคนปัจจุบันกับแหล่งข่าวในพระราชสำนักด้วย

ข่าวนี้ ถือเป็นข่าวอึกกระทึกคึกโครมระดับโลก แต่น่าประหลาดใจที่ไม่พบรายงานในสื่อกระแสหลักอื่นใด นอกจากในสื่อกระแสหลักภาษาอังกฤษคือBangkok Postฉบับออนไลน์เมื่อวานนี้ และข่าวนี้หายไปในเวลาไม่นานนัก วงการเชื่อว่าBangkok Postหลุดเดี่ยว โดยพลั้งเผลอ แต่ก็ลบทัน

นอกจากนั้นเวบไซต์ผู้จัดการASTVก็นำข่าวนี้ ขึ้นรายงานด้วยเช่นกัน โดยอ้างแหล่งข่าวจากAFP และมีรายงานว่าหน้าเวบผู้จัดการหายไปช่วงหนึ่งหลังนำเสนอข่าวนี้ ก่อนจะปรากฎตัวใหม่ โดยข่าวนี้หายไปจากสารบบของเวบแล้ว

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เขียนลงในเฟซบุ๊คเขา ด้วยว่า ยังมีโทรเลขล่าสุด ที่ The Guardian เอามาอภิปรายนี้ (ขณะที่ผมเขียนนี้ ตัวบท โทรเลขจริงๆ ยังไม่ได้มีการตีพิมพ์ มีแต่บทวิเคราะห์-รายงาน) เป็นโทรเลขเมื่อเดือนมกราคมปีนี้เอง ทูตสหรัฐได้รายงานการสนทนากับ เปรม, สิทธิ เศวตศิลา และ อานันท์ ปันยารชุน เกี่ยวกับปัญหาการสืบราชสันตติวงศ์


เรื่อง "ตลก" ที่ไม่ตลก เกี่ยวกับเนื้อหาที่ เปรม อานันท์ สิทธิ พูดกับทูตสหรัฐอยู่ นั่นคือ ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป พูดเรื่องแบบนี้ แม้ในที่ "ไพรเวท" ก็ยังเสี่ยง่ต่อการโดนเล่นงานด้วย ม.112 ได้ ผมพูดนี่ ไม่ได้เสนอเลยว่าให้เล่นงาน เปรม อานันท์ สิทธิ ด้วย ม.112 นะครับ ต้องย้ำ ผมไม่เคยยุให้ใช้กฎหมายนี้กับใครเลยทั้งสิ้น แม้แต่...กับกรณีสนธิ ลิ้มทองกุล หรือพวกพันธมิตร พวกจงรักภักดีทั้งหลาย


คุณปลื้มเย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทยกลางรายการทีวี กรณีปิดปากงดออกข่าววิกิลีกส์แฉชนชั้นนำไทย



ใน รายการDaily DoseทางVoice TV เมื่อค่ำวันที่ 16 ธันวาคม เมื่อม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล "คุณปลื้ม" ผู้ดำเนินรายการ ได้เล่าข่าวถึงเรื่องWikileaks แฉเอกสารข้อมูลที่ทูตสหรัฐฯได้ข้อมูลจากบุคคลระดับสูงในไทย ไม่ว่าจะเป็นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา นายอานันท์ ปันยารชุน พล.อ.สนธิ บุณยะรัตกลิน นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่กล่าวหา หรือพาดพิงถึงบุคคลสำคัญระดับสูงเข้ามาแทรกแซงการเมือง

คุณปลื้ม แจ้งว่า เขาก็ต้องเซ็นเซอร์ตัวเองเหมือนกับสื่อทั่วไปต้องทำ นั่นคือการเซ็นเซอร์ตัวเองให้เงียบเสียง ว่าแล้วคุณปลื้มก็นำปลาสเตอร์ขึ้นมาปิดปาก (ดูคลิปข่าว)แล้วปล่อยให้ภาพบุคคลชนชั้นนำของไทยหมุนเวียนอยู่หน้าจอทีวี

ล่า สุดศาลสูงของลอนดอน อนุญาตให้ประกันตัว จูเลียน แอสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์แล้ว ปฏิเสธคำอุทธรณ์คัดค้านการปล่อยตัวเขาภายใต้เงื่อนไขอันเข้มงวด

คุณ ปลื้มได้เรียกร้องในรายการ สนับสนุนให้เวบไซต์ข่าวทางเลือกอย่างไทยอีนิวส์ หรือประชาไท ร่วมมือกับวิกิลีกส์เพื่อขุดคุ้ยความจริงด้านต่างๆนำเสนอสู่สังคมไทย

อย่าง ไรก็ตามจากการสอบถามบรรณาธิการของไทยอีนิวส์ ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้ยังแสดงความเห็นอะไรไม่ได้ถนัด เพราะเขาก็ถูกพลาสเตอร์อุดปากอยู่เหมือนกัน

สื่อกระแสหลักแทบทั้งหมด เลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเองในข่าวที่วิกิลีกส์เปิดเผยออกมาล่าสุดนี้ ราวกับว่าไม่ได้มีเรื่องสำคัญอึกกระทึกคึกโครมไปทั่วโลกเกิดขึ้น

********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-เราเตือนคุณแล้ว!คำประกาศ'วิกิกง'ก่อนจองเวรรัฐไทยสุดแสบ อยู่ดีๆทำซ่ามาปิดWikileaksก่อนทำไม

Thursday, December 16, 2010

ด่วน!!! จัด"งานลอยโคม ฟ้องซานตาคลอส" ชิงถ้วยนายกทักษิณ วันคริสต์มาสนี้

ที่มา thaifreenew

โดย namome

Eagle

ชื่องาน"ความยุติธรรมไม่คลอด ฟ้องซานตาคลอสดีกว่า"

กิจกรรมของงานจะมีหลากหลาย ทั้งกีฬา ศิลปร้องรำทำเพลง ลอยโคม โต๊ะจีนฯฯฯ

กีฬ่่าทั้ง 6 มี

1. ฟุตบอลคู่หยุดโลก ระหว่าง

ทีม นปช.+ แนวร่วมศิลปินเสื้อแดง นำทีมโดย วีระ จตุพร บก.ลายจุด เก่งการุณฯฯฯ

VS ทีมพิธีกร นักจัดรายการวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง นำทีม โดย เสด็จพี่พร้อมพงศ์ จิรายุ ห่วงทรัพย์ฯฯฯ

ทีมชนะเลิศจะได้รับถ้วยหรูเลิศจากนายกในดวงใจ ทักษิณ ชินวัตร

ทีมรองชนะเลิศจะได้ถ้วยจาก พลเอก ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

ใช้กติกาเหมือนฟุตบอลโลกเปี๊ยบเลย คือ เวลาครึ่งละ 45 นาที
แต๋......แต่เปลี่ยนตัวได้ตลอดเวลา เพราะแต่ละทีมตุนนักเตะไว้ทีมละ 25 คน 555555555555

2. กีฬากลิ้งวงล้อสู้อธรรม

3. กีฬาตาสว่าง

4. กีฬากระชับพื้นที่

5. กีฬาหนังสติ๊กสู้สไนเปอร์

6. พุ่งสู่ชัย 555555555

รายละเอียดดูได้จากคลิปทั้งสองนี้


ฟ้องซานตาครอส...ดีกว่า
http://www.youtube.com/watch?v=sUwpS77fd0Q&feature=player_embedded



เตรียมจัดงานลอยโคม ฟ้องซานตาคลอส

http://www.youtube.com/watch?v=uD3fTgcQhZ4&feature=player_embedded

บอยคอตมาม่า ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของคนเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



ดูเหมือนว่าการต่อสู้ทางการเมืองของคนเสื้อแดง ด้วยวิธีการชุมนุมใหญ่ได้ถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือน

14 มีนาคม 2553- 19 พฤษภาคม 2553 และจบลงด้วยการถูกล้อมปราบและการสั่งหารหมู่

ประชาชนไปเกือบร้อยคน บาดเจ็บไปกว่า 2,000 คน กลายเป็นบาดแผลที่สำคัญของสังคมที่ยาก

จะเยียวยาได้ และคงเป็นเงื่อนไขทางการเมืองในอนาคตที่คงทำให้ใครต่อใครได้เข้าคุกหลังหมด

อำนาจแล้ว

จากผลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า การชุมนุมใหญ่นั้น ไม่ได้ให้ผลด้านชัยชนะที่ "ชี้ขาด" ในสงคราม

ความขัดแย้งทางการเมือง ที่จริงกลยุทธ์การชุมนุมใหญ่ หากคิดตามตำราพิชัยสงคราม 36

กลยุทธ์ของจีนแล้ว ต้องใช้ในฐานะของ "กลลูกโซ่" คือ ต้องมีเครื่องมืออิ่นรองรับด้วย เช่น กำลัง

ทหารที่ซุ่มซ่อนรอเงื่อนไขเข้าทำการบดขยี้ เมื่อฝ่ายตรงข้ามขาดความชอบธรรมไปแล้ว หากไม่มี

เครื่องมืออย่างอื่นคอยช่วยหนุน การใช้การชุมนุมใหญ่ก็ไม่อาจพิชิตศึกได้ด้วยตัวของมันเอง

แม้จะถูกล้อมปราบอย่างรุนแรง ซึ่งหากเป็นสมัยก่อนแล้ว คนเสื้อแดงคงพ่ายแพ้ไปอย่างชนิดที่

เรียกว่าไม่ได้ผูดได้เกิดอีกต่อไป และคงละลายหายไปและฝ่ายตรงข้ามคงได้ชัยชนะอย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อดูผลหลังการล้อมปราบในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 จนบัดนี้เป็นเวลากว่า 7 เดือนแล้ว

ขบวนการเสื้อแดงยังไม่ได้ละลายหายไปแต่อย่างใด มีสภาพเหมือนกับ ก่อนการชุมนุมใหญ่ คือ

กำลังสะสมกำลัง เพื่อรอที่จะเข้ากระทำอีกครั้งหนึ่ง หากได้ยุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ์ที่เหมาะสมแล้ว

สงครามยังไม่จบ และยังไม่มีทีท่าจะจบ ฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้อ่อนกำลังลงแต่อย่างใด

การถูกล้อมปราบไม่ได้ทำให้เสื้อแดง พ่ายแพ้สงครามแต่อย่างใด เพียงแต่อาจพลาดพลั้งในด้าน

การรบเท่านั้น

ตอนนี้อยู่ที่ว่าจะทำสงครามต่อไปได้อย่างไร ภายใต้ยุทธศาสตร์อะไร ทิศทางการต่อสู้ความใช้

ยุทธวิธีอย่างไร

ผมเชื่อว่าการใช้การชุมนุมใหญ่คงไม่ได้ผลอีกต่อไป

เมื่อเดือนสองเดือนก่อน คนเสื้อแดงอาจยังสับสน ว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป กลยุทธ์แบบ "วัน

อาทิตย์สีแดง" ของ บก.ลายจุดจึงเกิดขึ้น เพื่อดังส่วนต่างๆ ของคนเสื้อแดงให้กลับมารวมตัวกันอีก

แต่ กลยุทธ์ "วันอาทิตย์สีแดง" มีผลเพียงทำให้ คนเสื้อแดงที่กระจัดกระจายไปหลังการถูกล้อม

ปราบ กลับมารวมพลกันอีกครั้งเท่านั้น

โดยตัวของมันเองแล้ว "วันอาทิตย์สีแดง" เป็นกลยุทธ์การตั้งรับเท่านั้น ไม่ใช่กลยุทธ์ในการรุกแต่

อย่างใด

ในสงคราม การใช้การตั้งรับไม่อาจนำไปสู่การเผด็จศึกได้ เป็นเพียงแต่สะสมกำลังยามเรายังไม่

เข็มแข็งเท่านั้น หากจะชนะสงคราม ต้องใช้กลยุทธ์การรุกเท่านั้น

ตอนนี้ กลยุทธ์ในการรุก เริ่มปรากฎให้เห็นแล้ว คือ "การใช้ยุทธวิธีบอยคอตสินค้าของกลุ่มทุนที่

สนับสนุนอำมาตย์" มีการรณรงค์ให้ "เลิกกินมาม่า เพื่อเป็นผลในการกดดันฝ่ายตรงข้าม

ตอนนี้การบอยคอตมาม่า เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าแกนนำเสื้อแดงระดับประเทศจะยังไม่ขานรับ แต่

เชื่อว่า เมื่อยังไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ การบอยคอตจะเริ่มได้รับการยอมรับจากมวลชนเสื้อแดงมากขึ้น

เรื่อยๆ

การบอยคอต โดยตัวของมันเองแล้ว มีพลังและเป็น อาวุธที่เด็ดขาด แบบระเบิดนิวเคลียร์ เป็น

อาวุธที่รุนแรงที่สุดในโลกทุนนิยม "หน่วยธุรกิจใด" ที่โดยบอยคอตอย่างจริงจัง จากผู้บริโภคที่

พร้อมใจกัน จะอยู่ในตลาดไม่ได้ และในที่สุดหากไม่ยินยอมตามผู้บริโภค ก็จะต้อง "ออกจาก

ตลาดไป"

ไม่มีแรงกดดันใดของประชาชน หรือ ผู้บริโภค จะร้ายแรงเท่าการบอยคอตสินค้า และไม่มีอำนาจ

ใดจะต้านมันได้ด้วย แม้ฝ่ายที่ถูกบอยคอตจะมี "ทุนขนาดมหึมา" แต่หากผู้บริโภค" บอยคอต

อย่างต่อเนื่องและจริงจัง กลุ่มทุนนั้นในที่สุดแล้ว ก็ต้องออกจากธุรกิจไป เพราะคงไม่อาจอยู่ใน

ตลาดได้ หากผลิตแล้วไม่มีใครซื้อ ต่อให้รวยแค่ไหน คงไม่มีใครผลิตสินค้าเอามากองทิ้งได้นานนัก

ผมคิดว่า การบอยคอตสินค้าของกลุ่มทุนที่สนับสนุนอำมาตย์ จะเป็น "ภารกิจทางประวัติศาตร์" ที่

คนเสื้อแดงจะต้องช่วยเหลือกันอย่างจริงจัง และทำให้มีพลังอย่างพร้อมเพียงกัน เหมือนที่เราออก

ไปร่วมกันในการชุมนุม "วันอาทิตย์สีแดง"

การชุมนุมที่ราชประสงค์กว่า 2 เดือน พวกเรายังทำกันได้ แค่เลิกใช้สินค้าของกลุ่มทุนที่เป็นศัตรู

กับประชาชน ทำไมเราจะทำไม่ได้ ไม่ได้ลำบากมากเท่าใดนัก

ผมคิดว่าระบบการสื่อสาร เครือข่ายของคนเสื้อแดงนั้นสมบูรณ์และกระจายได้อย่างรวดเร็ว หาก

เราร่วมแรงร่วมใจกันได้ ในที่สุดแล้วชัยชนะจะตกเป็นของพวกเรา

มาร่วมกันใช้พลังที่แท้จริงของประชาชน หรือพลังของผู้บริโภคกันเถอะครับ

ประชาชนตัวเล็กๆ หากรวมตัวกันแล้ว จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่

การบอยคอต ทำให้ "กองทัพไทย" ไม่มีเวทีที่จะเข้ามาแทรก อำนาจทหารกลายเป็นศูนย์ ในเวทีนี้

อำนาจรัฐหมดความหมายในการกดดันผู้บริโภค

ในโลกทุนนิยม หากอำมาตย์หมดทุน ก็เท่ากับหมดพลังไปโดยปริยาย

เหล็กกำลังร้อน ต้องช่วยกันตี