WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 18, 2010

มาม่ากราดใส่20ล้านคนคว่ำบาตร:'ไร้การศึกษา'!

ที่มา Thai E-News


สินค้าของระดับผู้มีการศึกษา-นอก จากผู้บริหารของเครือสหพัฒนพิบูลจะขึ้นเวทีพันธมิตร ร่วมมือกันโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างจริงจัง ผู้บริหารอีกรายที่เป็นสมาชิกวุฒิสภามีบทบาทสนับสนุนเผด็จการออกนอกหน้าแล้ว การเป็นสปอนเซอร์รายสำคัญให้กลุ่มปฎิกริยาล้าหลังขวาจัดอย่างพันธมิตร และระบอบอำมาตย์ก็มีให้เห็นกันโจ่งครึ่ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 ธันวาคม 2553

ผู้ บริหารของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าเริ่มไหวตัวขยับแล้ว หลังจากถูกคนเสื้อแดงประกาศรวมพลังมากกว่า 20 ล้านคนคว่ำบาตรบอยคอต ไม่กินไม่ซื้อมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน และหันไปอุดหนุนสินค้าของคู่แข่งอย่างไวไว หรือยำยำแทน โดยอ้างว่าสินค้าในเครือบริษัทสหพัฒนพิบูล สนับสนุนเผด็จการ แต่ก็ดูเหมือนผู้บริหารระดับสูงของมาม่า จะมีปฏิกริยาในเชิงที่ไม่ยี่หระนักกับแคมเปญนี้ โดยบอกว่าเป็นการกระทำของพวกไร้การศึกษา

นางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้นที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้ง "ดิฉันได้ส่งต่อคำแนะนำให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบแล้ว"

ทั้ง นี้ผู้ถือหุ้นของมาม่าได้แนะนำว่า ขอให้ทางบริษัทได้ชี้แจงแก้ไขข่าวด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อยอดขาย และผู้ถือหุ้นรายย่อย และให้น่าสงสัยว่าคู่แข่งเป็นคนอยู่เบื้องหลังนี้ไหม ทางบริษัทตรวจสอบด้วย

อย่าง ไรก็ตามดูเหมือนผู้บริหารบริษัทบางรายไม่ได้แสดงปฏิกริยาในทางบวกต่อแคมเปญ นี้ หลังจากได้รับหนังสือเวียนเรื่องข้อร้องเรียนจากนางสาวพจนาแล้ว ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์รายหนึ่ง ได้แสดงปฏิกริยาดังนี้

"ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่แจ้งมา

ฉัน คิดว่า คุณคงทราบดี อะไรจริงไม่จริง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่า จะถูกประชาชนบอยคอตหากว่ามันมีเหตุผลที่ถูกต้อง หากกล่าวอย่างเกือบที่สุดแล้วก็คือว่า บริษัทของเรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง หากเพียงเพราะว่ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒนพิบูล แล้วพาเราไปสู่ความยุ่งยาก เราก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนี้

ฉันหวังว่า ผู้ที่มีการศึกษาจะสามารถทำในสิ่งที่ดีที่สุด และเลือกในสิ่งที่เป็นทางเลือกดีที่สุด"


ท่า ทีดังกล่าวที่กราดใส่ว่าผู้รณรงค์คว่ำบาตรมาม่าเป็นพวกไม่มีการศึกษาดี นับว่าเป็นปฏิกริยาทางลบต่อผู้บริโภคของมาม่าเองที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เช่น บรรดาผู้ใช้แรงงาน ชาวนา คนจนในเมือง รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาม่า ทำให้บริษัทนี้เติบโตมาตลอด 35 ปี และผู้บริหารบางรายของมาม่าก็ได้เงินจากคนจนเหล่านี้ไปเรียนจนจบปริญญาเอกใน ต่างประเทศ แต่ก็หวนกลับมาดูหมิ่นผู้บริโภคที่มีพระคุณของตนเอง



เครือ สหพัฒนพิบูลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของมาม่า รองลงมาคือนิสสันฟู้ดส์โปรดักส์ จากญี่ปุ่น ตามมาด้วยตระกูลพูนอุดมสิน ตระกูลพะเนียงเวทย์ และกลุ่มตระกูลตติยทวี มีนายพิพัฒ พะเนียงเวท เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนพิบูล เป็นประธานคณะกรรมการ

ทั้ง นี้ผู้ถือหุ้นที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ ของบริษัทไทยเพรสิเด้นต์ฟู้ดส์ จำกัด(มหาชน) หรือTF เจ้าของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า แจ้งมายังไทยอีนิวส์ก่อนหน้านี้ว่า อยากขอร้องให้คนเสื้อแดงอย่าเพิ่งรณรงค์คว่ำบาตรมาม่า เพราะว่าอาจเป็นความเข้าใจผิดพลาดกัน ควรรอให้ผู้บริหารบริษัทได้ชี้แจงก่อน เพราะมาม่าอยู่คู่คนไทยมา 35 ปี เป็นเจ้าตลาดอันดับ1ครองใจคนไทยมายาวนาน ไม่ควรนำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องกับธุรกิจ

เขากล่าวว่า ช่วงปีนี้มาม่ามียอดขายดีมาก เพราะได้อานิสงส์ทั้งการแข่งฟุตบอลโลกตอนกลางปี คนอยู่ดูบอลดึก กินมาม่าเยอะมาก หรือตอนชุมนุมทางการเมือง คนไม่นิยมไปกินข้าวนอกบ้าน มาม่าก็ขายดี และตอนเดือนตุลาคมน้ำท่วมใหญ่ คนก็ซื้อมาม่าไปบริจาค ที่ว่ายอดขายตกน่าจะเข้าใจกันไม่ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นราคาหุ้นของTFคงไม่ขึ้นตั้งมาก โดยราคาหุ้นขึ้นไป 1200 บาทต่อหุ้น ตอนนี้อยู่ที่1040บาทต่อหุ้น โดยขึ้นมาจากปีกลายแถว500บาทต่อหุ้น

"ผมว่าเข้าใจผิดกันมากกว่า คนเสื้อแดงน่าจะทำอย่างอื่นดีกว่าทำลายธุรกิจคนไทยด้วยก้น แต่ผู้บริหารมาม่าก็อย่านิ่งเฉย ควรรีบออกมาชี้แจงหน่อย ไม่เช่นนั้นก็จะกระทบต่อยอดขาย ต่อภาพลักษณ์ และส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นในที่สุด"ผู้ถือหุ้นมาม่า หรือ TF กล่าว

แฉมาม่าวิจัยทำไมส่วนแบ่งการตลาดทรุดฮวบ10%

หลัง จากที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ประกาศรณรงค์บอยคอตสินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ โดยเริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภครายใหญ่ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา1เดือน"ผ่านมา 1 สัปดาห์ และคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยร่วมรณรงค์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน

ล่าสุดช่วงเดียวกันนี้มีการศึกษาวิจัยหัวข้อเรื่อง "เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าจึงมีสัดส่วนที่ลดลง"

ทั้งนี้กลุ่มผู้ทำการศึกษาวิจัยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไว้ในระบบข้อมูลlearners ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของมาม่าที่เคยสูงถึงง 60%ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลดวูบลงมาเหลือราว 50%ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” ลดลงอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

ขณะ ที่คู่แข่งรายสำคัญของมาม่า คือไวไวอ้างว่าได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น โดยนายปรีชา นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไวและควิก ผู้นำตลาดอันดับ 2 เปิดเผยว่ามีส่วนแบ่งตลาด 32% จากเดิม26%

บริษัท ยังคงตั้งเป้าการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของไวไว จากส่วนแบ่งตลาด 32% เพิ่มเป็น 34-35% หรือเพิ่มอีก 2-3%


คณะผู้วิจัยสาเหตุที่ส่วนแบ่งการตลาดมาม่าลดลง ระบุว่า

เหตุ ใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” จึงมีสัดส่วนที่ลดลงในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจาก “มาม่า” เคยเป็นผู้นำตลาดธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากถึง 60% และถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งมาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี

แต่ ในปัจจุบัน “มาม่า” ได้มีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงมาเรื่อยๆ ทำให้ “มาม่า” ต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะกลับมาครอง ส่วนแบ่งทางการตลาดให้เป็นเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมา ในขณะที่คู่แข่งก็พยายามที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้นทุกๆ ปี จึงเป็นปัญหาหนักสำหรับ “มาม่า” ในการที่จะกลับมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้เท่าเดิม

ดังนั้น ”มาม่า” จึงต้องทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใด “มาม่า”จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง และจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นได้กลับมามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้


ทั้งนี้ผู้บริหารมาม่าอ้างว่า ปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดลดลงมาเหลือราว 50% ขณะที่คู่แข่งขันของมาม่าอ้างว่าเหลือราว 48% โดยผู้บริหารมาม่าอ้างว่า ตลาดบะหมี่สำเร็จรูป ณ ปัจจุบันใกล้อิ่มตัวแล้ว กับมูลค่าการตลาดราว 12,000 ล้านบาทต่อปี

ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวถือว่า สวนทางกับทั่วโลก ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเป็น 158.7 พันล้านซอง ในปี 2553

ขณะ ที่การจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศ ซึ่งเป็นตลาดหลักของผู้ประกอบการไทย ในปี 2553 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 11,200 ล้านบาท หรือขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณร้อยละ 5-6 มาม่ายังมีส่วนแบ่งการตลาด เป็ นอันดับ 1 ที่ 50%

ปัจจุบันมาม่าเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 50% ไวไว 25-26% และยำยำ 20%

ไทย เป็นผู้บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ซึ่งในช่วงปี 2547-2551 มีอัตราการขยายตัวของปริมาณการบริโภคเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.1 ต่อปี โดยในปี 2551 มีปริมาณการบริโภครวม 2.2 พันล้านซอง หรือคิดเป็นอัตราการบริโภคเฉลี่ยของคนไทยเท่ากับ 35.5 ซอง/คน/ปี สูงกว่าอัตราการบริโภคเฉลี่ยของโลก ซึ่งอยู่ที่ 23.7 ซอง/คน/ปี แสดงให้เห็นว่า ในปัจจุบันคนไทยบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในปริมาณที่สูงกว่าอัตราการบริโภค เฉลี่ยของโลกอยู่มาก

กลุ่มผู้วิจัยระบุว่า แต่อย่างไรก็ดี “มาม่า” กลับมีส่วนแบ่งการตลาดจะมีตัวเลขที่ลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม ทำให้ผู้จัยมีความต้องการที่จะศึกษาว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ “มาม่า” ลดลง และยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นตัวแปรให้ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกหรือไม่

มั่นใจคนไทยไม่น้อยกว่า20ล้านต้านสินค้าเผด็จการคึกคัก


ทั้ง นี้เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ได้ประกาศเริ่มมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อองค์กรธุรกิจที่ให้การสนับสนุน ระบอบปกครองเผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนจากฝ่ายเผด็จการ โดยประกาศเริ่มต้นคว่ำบาตรเศรษฐกิจต่อเครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อ หยุดกินมาม่า เป็นเวลา 1 เดือน"เริ่มต้นเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ปรากฎว่าเกิดกระแสตอบรับอย่างกว้างขวาง

ล่าสุดมีการนัดหมายว่าในการ ชุมนุมรำลึกวีรชนราชประสงค์ครบรอบ 7 เดือนในวันอาทิตย์ที่ 19 นี้ จะพากันรณรงค์ต่อผู้ชุมนุมให้เข้าร่วมโครงการนี้ โดยอาจมีการแจกจ่ายสติ๊กเกอร์ เสื้อยืดสกรีนคำขวัญคว่ำบาตรมาม่า และอื่นๆ

ขณะที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้ตั้งเป้าหมายให้คนไทยเกินกว่า 20 ล้านคนเข้าร่วมแคมเปญนี้


เครือ ข่ายผู้บริโภคสีแดงได้คิกออฟ เริ่มแคมเปญนี้เป็นวันแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ โดยให้เหตุผลว่า เหตุที่ต้องเริ่มต้นด้วยการบอยคอต"มาม่า"ก็เพื่อจะได้โฟกัสอย่างชัดเจน และทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ในทันที

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศ เป้าหมายว่า น่าจะมีคนเข้าร่วมโครงการรณรงค์ครั้งนี้เกินกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ โดยอิงบนพื้นฐานคนไทยที่เลือกพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีมากกว่า 19ล้านเสียง หากนับรวมคนในครอบครัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเหล่านี้ก็ควรมีคนเข้าร่วมแคม เปญนี้เกินกว่า 20 ล้านคนแน่ เนื่องจากคนเหล่านี้ถูกปล้นสิทธิ์ปล้นเสียงจากอำนาจเผด็จการ และผู้สนับสนุนอย่างสินค้าหนุนเผด็จการทั้งหลาย

อย่างไรก็ตามปัจจัย ความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางที่สุด โดยหวังว่าจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กันแบบปากต่อปากให้กระจายเป็นไฟไหม้ ลามทุ่งออกไปในระยะ 1 เดือนแรกของโครงการนี้ น่าจะเป็นที่รับรู้กันทั่วประเทศ และทั่วโลก

มีธุรกิจที่สนับสนุน เผด็จการอำมาตย์ และได้รับการเกื้อหนุนต่างตอบแทนอยู่มากมาย ทำให้เผด็จการยังแข็งแกร่ง ร่วมพลังกันคว่ำบาตรเพื่อสั่นคลอนฐานรากเผด็จการ เริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ของตระกูลโชควัฒนา ทำได้ง่ายๆเพียงแค่'หยุดซื้อ หยุดกินมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน พร้อมกันทั่วไทยทั่วโลก' นับตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2553 ไปถึงวันที่ 8 มกราคม 2554 หรือจนกว่าเครือสหพัฒนพิบูลจะได้ตระหนักสำนึกถึงพลังของผู้บริโภคชาวไทยที่ เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย ชิงชังระบอบปกครองเผด็จการ

เครือข่าย ผู้บริโภคสีแดงมีเป้าหมายที่จะรณรงค์แคมเปญนี้ขยายผลไปยังองค์กรธุรกิจอื่นๆ ที่ฝักใฝ่สนับสนุนระบอบเผด็จการ หรือได้ประโยชน์จากระบอบปกครองเผด็จการในระยะต่อไปเมื่อสิ้นสุดแคมเปญคว่ำ บาตรต่อมาม่าในระยะเวลา 1 เดือน

เหตุที่มาม่าตกเป็นเป้าหมายการเริ่ม ต้นรณรงค์นี้ก็เนื่องจากเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคยอดนิยม และจะแสวงหาความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยได้ อย่างกว้างขวางที่สุด และทุกคนสามารถเข้าร่วมการรณรงค์ได้ทันที เพียงแต่หยุดซื้อ หยุดบริโภคพร้อมๆกันทั่วไทยและทั่วโลก


ผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นของบริษัท ไทยเพสซิเด้นท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ในเครือของสหพัฒนพิบูล ซึ่ง ผู้บริหารได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจากระบอบเผด็จการ รวมทั้งเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญแก่กลุ่มพันธมิตรในการโค่นล้มรัฐบาลจากการ เลือกตั้งของประชาชนไทย มีบทบาทสำคัญในสภาหอการค้าไทยที่ออกมารณรงค์ขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของ ประชาชน และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเทพประทาน รวมทั้งยังออกหน้าออกตาในการสนับสนุนเผด็จการ ต่อต้านความเคลื่อนไหวประชาธิปไตย ทั้งที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนไทยทั้งประเทศ เครือสหพัฒน์จึงต้องได้รับบทเรียนจากพลังผู้บริโภคชาวไทย หากไม่ตระหนักสำนึก ก็ต้องถูกคว่ำบาตรตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะ 1 เดือนของการรณรงค์นี้เท่านั้น

'เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงตั้งเป้าหมาย ว่าในระยะ 1 เดือนแรก ประชาชนไทยทุกคนจะรับรู้แคมเปญนี้ และหากประชาชนชาวไทยร่วมกันอย่างจริงจังทุกคนทุกครัวเรือน น่าจะได้เห็นยอดขายของมาม่าตกลงมาอย่างชัดเจน และจะเป็นการกระตุ้นเตือนให้เครือสหพัฒน์ และบรรดาองค์กรธุรกิจต่างๆที่เป็นมือไม้ให้เผด็จการต้องตระหนักสำนึกว่า พวกเขาควรวางตำแหน่งจุดยืนในทางการเมืองอย่างไรให้ถูกต้อง เราไม่ได้กดดันให้กลุ่มธุรกิจต้องมามีจุดยืนสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตย แค่ให้พวกเขาหยุดการเป็นมือไม้เป็นสปอนเซอร์ให้พวกเผด็จการอย่างออกนอกหน้า หรือประกาศความเป็นกลางทางการเมืองก็นับว่าน่าพอใจกับการรณรงค์นี้ และเราหวังว่าท้ายที่สุดอำนาจของฝ่ายเผด็จการจะไม่แข็งแกร่งอีกต่อไป หากขาดการเกื้อหนุนจากธุรกิจต่างๆ"เครือข่ายฯระบุ

เมื่อสิ้นปีที่ แล้วไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์มาม่ามียอดขาย8,482ล้านบาท และปีนี้เฉพาะ9เดือนแรกมียอดขาย6,629ล้านบาท กำไรสุทธิงวด9เดือนนี้1,028ล้านบาท


คลิปการรงรงค์ไม่อุดหนุนสินค้า "มาม่า"

ที่นี่มีคนตาย!...แต่ไม่เห็นเป็นไรพร้อมกระจายความสุขสู่ชาวกรุง ความทุกข์มีแค่ว่าตกลงใครเผาห้าง?

ที่มา Thai E-News


พร้อมกระจายความสุขแล้ว-ขณะ ที่คนเสื้อแดงจะจัดกิจกรรมรำลึก 7 เดือนวีรชนราชประสงค์ที่แยกราชประสงค์ 19 ธ.ค.นี้ ทางห้างสรรพสินค้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ก็เตรียมใช้ลานหน้าห้างฯ"ที่นี่มีคน ตาย"จัดกิจกรรมเคานท์ดาวน์ปีใหม่ 2554 ภายใต้คอนเซ็ปต์กระจายความสุขให้คนไทยและคนกรุงเทพฯอย่างทั่วถึง โดยประสานงานทหารตำรวจคุ้มกันงาน ท่ามกลางหลักฐานพยานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆว่าคนเสื้อแดงอาจจะไม่ใช่คนเผา ห้างเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 ธันวาคม 2553


19ธ.ค.รำลึก7เดือนวีรชนราชประสงค์พบวงคอรัสร้องเพลง"ปล่อยพิราบแดง"
บก.ลาย จุด-นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จัดแถลงข่าว เรื่องจัดงาน "ปล่อยนกพิราบ"กิจกรรมรำลึก 7 เดือน วีรชนราชประสงค์ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 ธ.ค. นี้ ช่วงเย็น โดยแจ้งว่าเนื่องจากทางการห้ามใช้ลำโพง จึงได้รับอาสาสมัครเป็นนักร้องเพื่อร้องเพลงคอรัสจำนวนหนึ่งราวๆ 50 คน ทำหน้าที่ร้องเพลงรำลึก และอีกจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นลำโพงกระจายเสียง โดยมีจิ้น กรรมาชน นักร้องเพลงเพื่อชีวิตผู้แน่วแน่ในอุดมคติเป็นผู้นำ รวมทั้งบก.ลายจุดด้วย

ทั้งนี้เพราะทางการขอร้องว่าไม่ให้ใช้เครื่อง กระจายเสียง แต่การนำคนมาทำเป็นลำโพงกระจายเสียงคงไม่เป็นไร โดยได้มีการซ้อมรายการนี้มมาอย่างดี คาดว่าจะสร้างเซอร์ไพรส์ให้ผู้ร่วมชุมนุมได้แน่ จะมีอะไรที่มากกว่าคิดสำหรับกิจกรรมนี้

ห้างเซ็นทรัลระดมทหารพรึ้บจัดเคาต์ดาวน์ปีใหม่กระจายความสุขคนกรุง

ประชาชาติธุรกิจรายงาน ว่า ทันทีที่มีกระแสข่าวเมื่อช่วง ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า พื้นที่ "ราชประสงค์" เป็นแลนด์มาร์กสำหรับการจัดกิจกรรมเคานต์ดาวน์ของกรุงเทพฯ อาจไม่มีการจัดงานปีใหม่ เนื่องจากยังคงสุ่มเสี่ยงด้านความปลอดภัย ขนานไปกับภาพของ "การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" (ททท.) เทงบฯก้อนใหญ่ ใช้พื้นที่ศูนย์การค้า "ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต" เป็นลานเคานต์ดาวน์หลักของกรุงเทพฯ ควบคู่กับหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด

เช้า วันรุ่งขึ้น เซ็นทรัลเวิลด์ 1 ใน หัวเรือใหญ่และเจ้าของพื้นที่ ที่ต้องการปั้นเซ็นทรัลเวิลด์และให้ย่านราชประสงค์เป็นศูนย์กลางของซิก เนเจอร์อีเวนต์ครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ หรือสงกรานต์ ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ยืนยัน "ยังคงจัดงานเคานต์ดาวน์แน่นอน"

ด้วย คอนเซ็ปต์งานยังคงสนุก รื่นเริง เพื่อก้าวสู่ปีใหม่ที่สดใสกว่า แต่ที่ไม่เหมือนเดิม มีเพียงชื่อ จาก Hands Bangkok Countdown 2011 เป็น CentralWorld Bangkok Countdown 2011 และทีมออร์แกไนซ์ เปลี่ยนจากค่าย ซีเอ็ม เป็น "อินเด็กซ์" สอดคล้องไปกับรายงานข่าวจากสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ (RSTA) ชี้ว่า ตอนนี้การประชุมด้านการเตรียมงาน และประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร รวมทั้งความพร้อมของสมาชิก ซึ่งเต็มที่และเต็มร้อยกับงานเคานต์ดาวน์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

"อย่าง ไรตาม งานเคานต์ดาวน์ ก็ยังคงต้องจัด เพราะตรงนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์และแลนด์มาร์กงานปีใหม่ของประเทศ เชื่อว่าคนไทยและนักท่องเที่ยวจะมาร่วมงานครั้งนี้ ถ้าไม่มีการจัดงานเคานต์ดาวน์ที่นี่น่าจะเกิดคำถามและความสงสัยมากกว่า"

เช่น เดียวกับการย้ำจุดยืนของ "เซ็นทรัลเวิลด์" ชี้ว่า เทศกาลเคานต์ดาวน์ปี 2011 คอนเซ็ปต์จะยังคงความยิ่งใหญ่และเป็นแลนด์มาร์กในการจัดงานปีใหม่ของประเทศ ซึ่งเตรียมแถลงข่าวเปิดตัวเต็มรูปแบบในสัปดาห์หน้า

ไม่ต่างไปจาก "เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน" แห่ง "อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ" บอกว่า เคานต์ดาวน์ปีนี้ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างอินเด็กซ์ฯกับเซ็นทรัลเวิลด์ โดย ททท. สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจย่านราชประสงค์ และสินค้าต่าง ๆ เข้าร่วมสนับสนุน รูปแบบของการจัดงานในปีนี้ จะมุ่งเน้นที่การสร้างและกระจายความสุขให้คนไทยและคนกรุงเทพฯอย่างทั่วถึง

ไม่ เพียงความบันเทิงบนเวทีหน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ ยังเตรียมติดตั้งจอมอนิเตอร์อีกจำนวนมากบนถนนบริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อให้คนสัญจรไปมาได้มีส่วนร่วม รวมถึงยังมีการถ่ายทอดสดความบันเทิงผ่านจอช่อง 7 สี ตั้งแต่ 4 ทุ่มครึ่ง-เที่ยงคืนครึ่ง

และแม้ว่าหลาย ๆ คนจะห่วงและกังวลว่าพื้นที่ราชประสงค์ได้กลายเป็นเสมือน 1 ในสัญลักษณ์ทางการเมืองไปแล้วนั้น ความพร้อมของงานที่ประสานกับเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย จะสร้างความมั่นใจสำหรับคนที่จะเข้ามาเที่ยวและหาความสุขจากงานเคานต์ดาวน์

ที่สำคัญกว่า ผู้จัดงานยังวาดหวังว่าจะทำให้อีเวนต์นี้ช่วยลบภาพความเสียหายย่านแยกราชประสงค์ และนำความสุขกลับคืนสู่คนไทยทั้งประเทศ

เซ็นทรัลยังหวังจะได้เงินประกันภัยถูกเผาห้าง ยื่นฟ้องบริษัทรับประกันภัยต่อฝรั่ง

มติชนออนไลน์รายงานข่าว "ซีพีเอ็น"ยื่นฟ้องบริษัทประกันภัยในตปท. ยื้อจ่ายไฟไหม้ห้างฯเซน - เซ็นทรัลเวิลด์

นายก อบ ชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการยื่นฟ้องบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ เพราะจนถึงขณะนี้บริษัทซีพีเอ็นยังไม่ได้รับเงินชดเชยประกันความเสียหายจาก กรณีศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และห้างสรรพสินค้าเซน ถูกไฟไหม้จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แต่อย่างใด

เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

ก่อน หน้านี้ "เทเวศประกันภัย" บริษัทที่รับทำประกันชี้ฝรั่งที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่ออ้างเข้าข่ายก่อ การร้าย แนะหากอยากได้ให้ฟ้องร้องศาลตัดสิน กินเวลานาน5-7ปี ยินดีจ่ายในส่วนประกันภัยก่อการร้าย3.3พันล้าน แต่เสียหายจริงอ้างไม่เกิน2พันล้านจะจ่ายปีหน้า

มติชนออนไลน์ รายงาน ว่า กรณีการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) ให้กับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทุนประกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นเวิลด์ทุนประกัน 1.3 หมื่นล้านบาท และรับประกันก่อการร้ายกับห้างสรรพสินค้าเซนมูลค่า 3.3 พันล้านบาท

ขณะที่บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยก่อการร้าย ทุนประกัน 3.5 พันล้านบาท


นาย อนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ เทเวศประกันภัย กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ (รีอินชัวเรอส์) มีจุดยืนว่า ความเสียหายของเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดจากภัยก่อการร้าย ดังนั้น เซ็นทรัลอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยความเสี่ยงภัย ทรัพย์สิน เนื่องจากกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองภัยที่เกิดจากการโจรกรรม หรือจลาจล และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินผู้เอาประกันภัย รวมถึงความสูญเสียจากการหยุดชะงักของธุรกิจ (Business Interruption) จนทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้ แต่ไม่รวมภัยจากการก่อการร้าย ซึ่งมีความรุนแรงในระดับที่สูงกว่า

"ที่บริษัทคาดว่าจะไม่คุ้มครอง เพราะรีอินชัวเรอส์เข้ามาพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้วพบว่าเข้าข่ายก่อการร้ายจริงๆ โดยดูจากบริบทรอบข้าง ไม่ได้ยึดคำประกาศของรัฐบาลเป็นหลัก นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขของประกัน IAR จะมีหมายเหตุว่า ไม่คุ้มครองภัยที่เกิดจากการก่อการร้าย เพราะเป็นภัยเฉพาะเจาะจง โดยยึดจากตัวอย่างเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้นมา และเหตุการณ์นี้เขาก็สรุปว่ารุนเเรงกว่าจลาจล"นายอนันต์กล่าว

นาย อนันต์กล่าวว่า หากเซ็นทรัลพัฒนาเห็นว่า น่าจะมีข้อสรุปที่ดีกว่า และยังรู้สึกสงสัยกับจุดยืนของรีอินชัวเรอส์ ประกอบกับเห็นว่าค่าเสียหายที่จะได้รับจากการประกันก่อการร้ายต่ำกว่าค่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 5-6 พันล้านบาท เซ็นทรัลก็อาจนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลได้ โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีความ ซึ่งอาจใช้เวลา 5-7 ปี ทั้งนี้ เห็นว่าทางรีอินชัวเรอส์น่าจะพร้อมชี้แจงกับผลสรุปดังกล่าว

นาย อนันต์กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซนที่ทำประกันก่อการร้ายมูลค่า 3.3 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการประเมินความเสียหายคืบหน้าไปกว่า 95% ในเบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่เกินทุนประกัน โดยบริษัทจะรอข้อสรุปที่เหลือก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายได้ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า

เวบไซต์ของเทเวศประกันภัยเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ถือหุ้น ของบริษัทประกอบด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 27,600 หุ้น คิดเป็น 0.23%
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 11,787,261 หุ้น คิดเป็น 98.227%
ผู้ถือหุ้นอื่นๆ 185,139 หุ้น คิดเป็น 1.543%

รวม 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 100.00%


เทเวศประกันภัยระบุไว้ในเวบไซต์ว่า เป็นบริษัทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ฯ

ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัย เวบไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายงานว่า ประกอบด้วย

1. บริษัท สยามแร่และน้ำมัน จำกัด 8,906,660 หุ้น 28.69 %

2. นางนงลักษณ์ วิสุทธิผล 2,729,675 หุ้น 8.79 %

3. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย 2,212,750 หุ้น 7.13 %

4. บริษัท สุทโทเทศ จำกัด 1,661,358 หุ้น 5.35 %

5. บริษัท ศรีสตรี จำกัด 1,559,280 หุ้น 5.02 %


รปภ.เซ็นทรัลเวิลด์เปิดปาก19พ.ค.เสื้อแดงบริสุทธิ์ ทหารยึดห้างไว้ได้แล้วจึงเกิดเพลิงไหม้

มี ทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้น ไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้ ออกจากห้างได้ในเวลา17.00 วันที่ 19 พฤษภาคม-นายเวียน อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด รปภ.ห้างเซ็นทรัลเวิลด์


อย่าง ไรก็ตามได้มีผู้นำภาพเหตุการณ์ชุดทหารปิดล้อม ไล่ยิงคนออกจากห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วมีการเผาห้างตามมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ทางface book ล่าสุดหนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้ไปทำข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในวันนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นแน่..

- รปภ.เซ็นทรัลเวิลด์แฉวันเผา

ผู้ สื่อข่าวได้ไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ภายหลังจากมีภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แพร่ในเฟซบุ๊ก ช่วงที่มีศอฉ.เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนเกิดไฟไหม้ขึ้น ทั้งที่ศอฉ. เข้าไปในพื้นที่แล้ว เพื่อติดตามสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

นาย เอ (นามสมมติ) กล่าวว่าตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้า สังกัดบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ซึ่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์จะจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสองแห่ง ดูแลพื้นที่ โดยมีบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ดูแลพื้นที่ด้านนอก ลานจอดรถ และรอบห้างทั้งหมด ส่วนบริษัท จีโฟร์เอส การ์ด จำกัด ดูแลเฉพาะส่วนภายในอาคารทั้งหมด

ในเวลาดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเช้าก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร แต่หลังจากเวลา 13.00 น. ได้ทราบข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่นำกำลังมาบริเวณถึงหน้าถนน บริเวณสยามพารากอน จากนั้นก็มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ตนจึงให้รปภ.รอบบริเวณห้างลงไปอยู่ด้านล่างเพื่อความปลอดภัย โดยปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้างทั้งหมด จนกระทั่ง เวลา 16.30 น. ได้มีกลุ่มทหารพร้อมอาวุธปืนบุกเข้ามาเคลียร์ในพื้นที่ห้างสั่งให้นอนหมอบ กับพื้นและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร ก่อนปล่อยตัวออกไปจากพื้นที่ ซึ่งมีรปภ.บางคนไม่มีบัตรก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ถูกควบคุมตัวแยกไว้

- ถูกทหารคุมตัวออกจากห้าง

นาย เวียน (นามสมมติ) กล่าวว่า อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด ช่วงเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ตนอยู่ประตูทางเข้าออกห้างช่วงเช้าไม่มีเหตุการณ์อะไร จนมาช่วงบ่ายสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงได้วิ่งแตกฮือกระจัดกระจายหนี เนื่องจากช่วงนั้นเริ่มมีเสียงระเบิดและปืนดังขึ้น ตนได้รับแจ้งทางวิทยุจากหัวหน้าให้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง และให้หลบลงมาอยู่ด้านล่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กล้าออกมาดูด้านบนว่ามีเหุตการณ์อะไรเกิดขึ้น

จนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้ โดยมีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้นไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้

ส่วน นายเทียน (นามสมมติ) รปภ.จีไฟร์เอส การ์ด กล่าวว่าช่วงเช้าตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้น 6 ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมองออกทางกระจกหน้าห้างสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งหนีกันอลหม่าน และมีเสียงปืน เสียงระบิดดัง และได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเช่นกันแจ้งให้ลงมาอยู่ข้างล่างจนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้

และนายพง(นามสมมติ) รปภ.บริษัทจีไฟร์เอสการ์ด กล่าวเช่นกันว่าตนอยู่ชั้น 1 ก็ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแจ้งให้ปิดประตูห้าง จากนั้นได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังถี่ขึ้นตลอด และต้องหลบลงมาอยู่ชั้นใต้ดินจนเวลา 16.00 น.ถึงออกจากพื้นที่เช่นกัน


-กรณี6ศพวัดปทุมฯจนท.รับยิงเข้าไปในวัดจริง

นาย จตุพร พรหมพันธ์ แถลงข่าว อ้างว่าเจ้าหน้าที่ทหารที่ใช้อาวุธปืน M16A2 (กระสุนปืนขนาด 5.56 ม.ม. เป็นชนิดเอ็ม 855 (M855) หัวกระสุนจะเป็นหัว "สีเขียว" มีรายชื่อดังนี้ 1.จ.ส.อ.ชื่อย่อ ส. รองหัวหน้าชุดปฏิบัติการ 2.ส.อ.ชื่อย่อ ภ. 3.ส.อ.ชื่อย่อ ก. 4.ส.อ.ชื่อย่อ ช. และ 5.ส.อ.ชื่อย่อ ว.

ทั้งห้านายรับว่าได้ใช้อาวุธปืนประจำกายยิงเข้าไปในวัดปทุมวนารามจริง และรับว่าอาวุธประจำกายของตนที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้ บังคับบัญชา มีการขออนุมัติเบิกอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน จากหน่วยรบแห่งหนึ่ง ซึ่งได้แก่ เอ็ม16เอ2 (M16A2) ใช้กระสุนขนาด .223 (5.56 ม.ม.) เป็นกระสุนปืนเอ็ม 855 (M855)

ประมวลเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ได้ใช้อาวุธปืนยิงประชาชนในวัดปทุมฯ

1.สถาน ที่ยิงเป็นเขตอภัยทาน พยานบุคคลจากการสอบสวนมีพยานหลายสิบปากที่เห็นเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิง เข้ามาในบริเวณวัด แม้กระทั่งยิงเข้าไปในเต็นท์ พยาบาลขณะที่มีการยุติการชุมนุมแล้ว บริเวณวัดปทุมวนารามถือเป็น "เขตอภัยทาน" ที่มีการร้องขอต่อเจ้าอาวาส เพื่ออาศัยวัดเป็นที่คุ้มครองชีวิต เพราะไม่คิดว่าใครจะมาฆ่ากันในวัด ซึ่งมีหลักฐานหนังสือการขอชีวิตโดยขอความอนุ เคราะห์ต่อท่านเจ้าอาวาสเพื่ออาศัยวัดเป็นบริเวณที่หลบภัย

2.มีหลัก ฐานจากพยานบุคคลหลายปากยืนยันว่า เวลา 17.00 น.เศษ มีเสียงปืนดังติดต่อกันหลายนัดมาจากสถานีรถไฟฟ้าสยาม อันเป็นที่ตั้งของหน่วยงานหนึ่งในกทม.มีผู้ได้รับบาดเจ็บ มีผู้ถ่ายภาพไว้ มีการเข้าช่วยเหลือบุคคลที่บาดเจ็บได้แก่ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ ได้ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา มีผู้ถ่ายภาพไว้เวลา 17.50 น.วันที่ 19 พ.ค. 53

ขณะที่อาสาพยาบาลช่วยเหลือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ ก็ได้มีการถ่ายภาพไว้ซึ่งในภาพมีนายมงคล เข็มทอง อาสาป่อเต็กตึ๊ง ได้เข้ามาช่วยเหลือนายอัฐชัย แต่ช่วยเหลือได้ไม่นาน นายมงคล เข็มทอง ก็ถูกยิงตายในขณะที่กำลังช่วยเหลือนายอัฐชัย และต่อมา น.ส.กมนเกด อัคฮาด ก็ได้ถูกกระสุนปืนถึงแก่ความตายในเต็นท์พยาบาล ขณะที่ น.ส.กมนเกด ถูกกระสุน นายอัครเดช ขันแก้ว อาสาพยาบาลอีกคน ก็ได้เข้าไปช่วยก็ได้ถูกยิงตายในเต็นท์พยาบาลเช่นเดียวกัน

เรื่องเกี่ยวเนื่อง อย่าพลาดอ่าน:มติชน"เปิดสาร" พยานคดี 6 ศพ วัดปทุมวนารามฯ ในด้านลึก และสดจากที่เกิดเหตุ

******
ภาพชุดที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค

รูปที่ 1 วันที่ 19 พ.ค. 53 หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุมราชประสงค์ ทหารคุมพื้นที่ได้หมด ในเวลา 14.26 มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ

รูปที่ 2 คนที่เดินเข้ามาโดนยิงสกัดที่ขา

รูปที่ 3 มีเพื่อนเข้ามาช่วยคนโดนยิงเจ็บออกไป

รูปที่4 ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่


รูปที่5 อยู่ข้างในไม่ได้ โดนยิงไล่ ต้องรีบออกมา


รูปที่ 6 โดนยิงด้วยลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง


รูปที่7-8 ส่วนข้างนอกก็มีการยิงสกัด เพื่อไม่ให้รปภ.เข้าไปรักษาความปลอดภัยในห้างได้


รูปที่ 8เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้างฯ

รูปที่ 9-ในที่สุดรปภ.และพนักงานต้องเดินทางออกอย่างเดียว

จะสังเกตเห็นว่ามีทหารศอฉ.ปะปนอยู่กับพนักงานห้าง(เหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง)


รูปที่10-มียิงออกมาข้างนอก


รูปที่11 -เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้

รูป12 -เมื่อเคลียร์หมด คนในให้ออก คนนอกห้ามเข้าแล้วก็ เผา!


รูป13-ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด ในระหว่างนั้น


รูปที่ 14-หลัง เหตุการณ์เพลิงไหม้ห้าง ทหารตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 21 พ.ค.(ข้อสังเกตคือพวกเหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง แบบเดียวกับตอนไล่คนออกจากห้างก่อนเผา)



รูปที่15-พบศพสุดท้าย ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

รูปที่ 16เป็นนักศึกษาจากราษีไศล ศรีสะเกษ

Friday, December 17, 2010

"จตุพร"ท้า"ผบ.ทบ."เดิมพันตำแหน่ง ถ้าสำนวนระบุ 6 ศพวัดปทุมฯ ฝีมือทหารไม่เป็นจริง

ที่มา มติชน

ที่ พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่ม นปช. แถลงว่า สืบเนื่องจากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ออกมาให้สัมภาษณ์เหยียดหยามตน พร้อมระบุว่า ไม่ให้ราคาตนในกรณีที่ออกมาเปิดเผยสำนวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ระบุสาเหตุการเสียชีวิต 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม มีคำรับสารภาพของทหารจาก จ.ลพบุรี ว่าได้ยิงปืนจากรางรถไฟฟ้าเข้าไปในวัดปทุมวนารามจริงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ไม่เชื่อตนก็ไม่เป็นไร ไม่ถือโทษ แต่ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์เชื่อผลสอบของดีเอสไอที่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนในวันที่ พล.อ.ประยุทธ์มีอำนาจเต็มบ้านเต็มเมืองหรือไม่ ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไปสอบถามทหาร 5 นาย ที่ประจำการอยู่บนรางรถไฟฟ้าในวันสลายการชุมนุมแยกราชประสงค์ว่า ความจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ตนพูดมาจากสำนวนของดีเอสไอทั้งสิ้น

นาย จตุพรกล่าวว่า วันที่ 16 ธันวาคม ครบ 30 วัน ตามที่กฎหมายกำหนดให้ ตร.ต้องส่งสำนวนที่ได้รับจากดีเอสไอไปส่งฟ้องต่อศาล โดยไม่ต้องทำการสอบเพิ่ม เนื่องจากสำนวนมีความสมบูรณ์แล้ว แต่ตำรวจก็มีความพยายามโยนกลับไปที่ดีเอสไออีกครั้ง จึงทำให้สำนวนหลุดออกมา

รักษาสังคมไทย

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2553)

ใคร ที่ติดตามข่าวสารการเมืองไทยอย่างละเอียดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาคงตระหนัก ถึงปรากฏการณ์ล้นทะลักท่วมทะลุของข้อมูล ความคิดต่างๆ จำนวนมาก

ซึ่งอาจส่งผลทำให้ "ระบบ" ต่างๆ ในสังคมการเมืองไทยดำเนินไปอย่างติดขัดหรือถึงกับไม่ทำงานเอาได้

ปรากฏการณ์เช่นนี้นำไปสู่คำถามที่ว่าวิธีการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ที่สังคมไทยใช้อยู่ตลอดมา

ยังคงมีประสิทธิภาพอยู่หรือไม่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป?

ทั้ง นี้ วิธีการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน คงมิใช่การกดทับ ปิดกั้น หรือเมินเฉยต่อข้อมูล ความคิด ความรู้สึกอันแปลกแยก ดังที่เคยทำกันมา

เพราะนั่นจะยิ่งนำไปสู่ "ความกดดัน" ที่ต่างคน ต่างฝ่าย ต่างจะแบกรับไว้ได้ไม่ไหวมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

และยากคาดการณ์ว่า "ความกดดัน" ดังกล่าวจะแปรผันกลายเป็นอะไรอย่างอื่นหรือไม่?

คำถามต่อมาก็คือ แล้ววิธีการใดที่จะสามารถนำมาใช้รับมือกับ "ความไม่แน่นอน" ดังกล่าวได้?

คง เป็นอย่างที่มีผู้หวังดีจำนวนหนึ่งเสนอเอาไว้ว่า สังคมไทยจำเป็นต้องสร้างพื้นที่สาธารณะ เพื่อรองรับการแสดงความคิดเห็นอันแตกต่างของผู้คนในสังคมอย่างเปิดกว้างมาก ยิ่งขึ้นกว่านี้

เราต้องให้การรับรองถึงความชอบธรรมของ พื้นที่สาธารณะดังกล่าวตราบเท่าที่การแสดงความเห็นในพื้นที่เช่นนั้น มีความปรารถนาดีต่อ "ระบบ" หรือ "โครงสร้าง" ของสังคมไทยโดยรวม

นอก จากนี้ ยังจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ได้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลในพื้นที่สาธารณะซึ่งถูกสร้าง สรรค์ขึ้น

วิธีการเช่นนี้เท่านั้นที่จะสามารถช่วยสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" และค่อยๆ ปรับเปลี่ยน "ดุลยภาพ" มิให้คนไทยและสังคมไทยมีศักยภาพอ่อนด้อยจนเกินไป

หากต้องเผชิญหน้ากับ "ความไม่แน่นอน" ในอนาคต

ทั้งยังจะทำให้ "ระบบ" หรือ "โครงสร้าง" ของสังคมการเมืองไทยโดยรวม สามารถปรับตัวและดำรงอยู่ต่อไปได้ในระยะยาว

แทน ที่จะปล่อยให้อำนาจรัฐกดทับทุกอย่างเอาไว้ด้วย ความเคยชิน ทั้งที่ความสามารถดังกล่าวของรัฐไทยเริ่มถูกตั้งคำถามและท้าทายมากขึ้นทุก ขณะ

การเสนอแนวทางเช่นนี้วางอยู่บนพื้นฐานที่ปรารถนาให้ทุกคนในสังคมไทยพอจะอยู่ร่วมกันได้

ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดที่สามารถอภิปรายโต้เถียงกันอย่างเปิดกว้าง

ไม่ใช่การแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อความแปลกแยกแตกต่างที่เกิดขึ้น หรือการพยายามยื้อยุดกาลเวลาและหยุดยั้งความเปลี่ยนแปลงของสังคม

เพราะนั่นมิใช่วิธีการที่ดีในการ "ธำรงรักษา" สังคมไทยแต่ประการใด

ครั้งแรกที่ศาลไทย ใช้แนวคิด Legal pluralism ถ้ายอมรับความแตกต่าง ย่อมเห็นคนอื่นเป็นมนุษย์

ที่มา มติชน



เมื่อ ไม่นานมานี้ ในงานเสวนาถกเรื่องพหุวัฒนธรรม ประจำเดือนธันวาคม 2553 โดย ศูนย์มานุษยวิทยาสิริธร หัวข้อเรื่อง “Legal pluralism” ศ.ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ กล่าวบรรยายว่า Legal pluralism แปลตรงตัวว่า “พหุนิยมทางกฎหมาย” ความหมายของมันกว้างจนยากจะหาคำอธิบายที่ถูกต้องชัดเจนได้ แต่หากจะให้อธิบายง่ายๆแล้ว พหุนิยมทางกฎหมาย คือ การใช้กฏหมายตั้งแต่สองฉบับ ในพื้นที่เดียวกัน โดยมีเงื่อนไข ในการใช้กฏหมายแต่ละฉบับ ในที่นี้ กฏหมาย มิเพียงหมายถึง กฏหมายที่รัฐเป็นผู้บัญญัติ แต่ยังหมายถึง ประเพณี วัฒนธรรมของสังคม ซึ่งเปรียบเสมือนกฏหมาย แม้แต่ข้อปฏิบัติในศาสนาก็ไม่ต่างกัน


ตัวอย่าง เช่น ในแคนาดา มีเผ่าอินเดียนแดงอาศัยอยู่ในเขตป่าสงวน สามารถตกปลา ตัดไม้ ทำมาหากิน ในเขตป่าสงวนได้อย่างไม่มีความผิด แต่หากเป็นคนแคนาดาซึ่งเป็นผู้มาทีหลังจะโดนจับทันที บอกเช่นนี้ ทุกคนอาจคิดว่าไม่ยุติธรรม

แต่ลองคิดดูดีๆ ชนเผ่าอินเดียนแดงทำมาหากินในดินแดนนี้ตั้งแต่แรก หากเราแย่งที่อยู่ ที่ทำมาหากินของเขา พวกเขาจะหาอะไรเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และถึงแม้จะมีการจัดเขตแดนพิเศษให้พวกเขา แต่สักวันหนึ่งที่ดินแถบนั้น ต้องแห้งแล้ง เสื่อมสภาพ เช่นนั้น ที่นั้นก็ไม่ต่างจาก “กรงขัง” ดีๆ นี่เอง และเมื่อเป็นเช่นนั้น ผลที่ตามมาย่อมเกิดเป็นความขัดแย้ง


ใน ประเทศไทยเองก็มีตัวอย่าง ซึ่งเพิ่งเกิดได้ไม่นาน ในจังหวัดตาก มีเผ่าชนเผ่าพื้นเมืองกลุ่มหนึ่ง บุกรุกพื้นป่าสงวน ทำไร่เลื่อนลอย จึงมีการดำเนินคดี ขึ้นโรงขึ้นศาล โดยธรรมดาการบุกรุกป่าสงวนต้องโดนลงโทษ แต่คดีนี้ผู้พิพากษากลับยกฟ้องคดี ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรกที่ศาลในไทย นำแนวคิด Legal pluralism มาใช้

อย่าง ในกรณีนี้ การพิจารณาคดีได้มีนำการวิจัยเรื่องประวัติการทำไร่เลื่อนลอยของเผ่าพื้น เมืองกลุ่มนี้ ซึ่งมีมานานแล้ว และด้วยความจำเป็นที่ชนเผ่าต้องทำไร่เลื่อนลอยเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไม่ ให้อดตาย เราอาจเคยได้ยินว่า การทำไร่เลื่อนลอยเป็นสิ่งไม่ดี จริงอยู่เมื่อการทำไรเลื่อนลอยทำให้คุณภาพดินเสื่อม ต้องย้ายไปสลับ รอดินฟื้นตัวเรื่อยๆ อีกประการพวกเขาไม่มีเงินมากมายถึงขนาดซื้อปุ๋ยบำรุงดินได้ตลอด จากพิจารณาคดีครั้งนี้ของผู้พิพากษา จึงไม่ได้ใช้กฏหมายที่รัฐบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยังใช้ความเป็นจริงในสังคมนั้นเข้ามาประกอบด้วย

Legal pluralism เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ผสมกลมกลืนอยู่ในชีวิต ในสังคม โดยที่เราไม่รู้ตัว อย่าง พี่น้องทะเลาะแย่งของเล่นกัน ก็ตกลง แบ่งเวลาเล่นของเล่นกัน หรือคนขับรถชนกันตกลงจะจ่ายเงินค่าซ่อมกันคนละครึ่ง เป็นต้น

Legal pluralism อาจพูดได้ว่าเป็น หลักการของการเจรจา ประนีประน้อมกันก็ว่าได้ เราต้องยอมรับสิทธิของคนๆนั้น แม้เขาจะมีความแตกต่าง ไม่เหมือนเรา ไม่จะด้วยเหตุใดก็ตาม

Legal pluralism จึงไม่ใช่เรื่องวิชาการเลย เป็นเพียงการสร้าง หนทางที่จะอยู่รอดต่อไป


หากสิ่งที่ถูกต้องเป็นสีขาว สิ่งผิดเป็นสีดำ แนวคิด Legal pluralism ก็คงเป็นสีเทา

การ ยอมรับข้อแตกต่างซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องยาก ซึ่งเราเห็นได้ในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในโลก ฮิตเลอร์ล่าล้างชาวยิว หรือในช่วงสงครามเวียดนาม และแม้แต่ความขัดแย้งของเหล่าเสื้อสีในบ้านเราเอง

การยอมรับสิทธิ ความแตกต่าง ของกันและกัน นั้นหมายความว่า คุณมองเห็นเขา เป็น มนุษย์เช่นเดียวกับคุณ


เรื่องและภาพ โดย วิศาสตร์ สวัสดิ์ภักดี

คู่บารมี'มาร์ค'

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

สมิงสามผลัด




ม่แปลกใจเลยกับวิธีคิดของคนประชาธิปัตย์

พูดกันมานานแล้วกับแบบฉบับ "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น"

ล่าสุดก็มีการตอกย้ำเข้าไปอีก

เมื่อนายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวนายกรัฐมนตรี

แสดงความเห็นกรณี นิตยสารไทม์ แม็กกาซีน สื่อยักษ์ทรงอิทธิพลของสหรัฐ

จัดอันดับ 10 ข่าวใหญ่ระดับโลกแห่งปี 2553 ที่มีข่าวม็อบเสื้อแดงของไทยรวมอยู่ด้วย

นาย เทพไทบอกว่า คนไทยไม่ควรภาคภูมิใจกับข่าวนี้ ดังนั้น ขอให้แกนนำนปช.ทบทวนการเคลื่อนไหวไม่ให้ไปสู่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่ผ่านมาอีก

นายเทพไทคงไม่ได้อ่านเหตุผลที่ไทม์ยกข่าวนี้เป็นข่าวแห่งปี

เพราะไทม์ระบุว่ารัฐบาลไทยใช้มาตรการกระชับพื้นที่ม็อบแดงจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 1,800 คน

เหตุการณ์นี้มีผู้สื่อข่าวและช่างภาพจากหลายประเทศบันทึกไว้ได้และถ่ายทอดสดไปทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง

ฉะนั้น การที่ไทม์จัดให้ข่าวเสื้อแดงติดอันดับข่าวใหญ่ของโลก เพราะเห็นว่ามีการใช้อำนาจรัฐ ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

ไม่ใช่เพราะประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล

แบบที่นายเทพไทเอาดีใส่ตัว โยนบาปให้คนเสื้อแดง!!

อีกเรื่องที่ไม่แปลกใจเลยเช่นกัน

กรณีนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาปกป้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

หลังพรรคเพื่อไทยปูดข่าวว่ามีบิ๊กสีขี้ม้ากดดันให้ปลดนายธาริต

ทั้งนายกฯ อภิสิทธิ์ และรองนายกฯ สุเทพ ประสานเสียงยืนยัน

นายธาริตเป็นคนดี ทำงานมีประสิทธิภาพ

ไม่มีปลด ไม่มีเด้ง

แน่นอนอยู่แล้ว รัฐบาลไม่มีทางที่จะปลดนายธาริต

เพราะทั้งทำงานเข้าตา ทั้งรู้ใจรัฐบาลเป็นที่สุด

คดี 91 ศพก็อืดอาดได้ใจรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง

ล่วงเลยมาเกือบ 8 เดือนแล้วยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนสั่งฆ่าประชาชน!?

คดีความที่แกนนำนปช.เป็นผู้ต้องหาก็จับยัดคุกฉับไว สมกับที่รัฐบาลไว้วางใจ

การตามล้างตามผลาญคนเสื้อแดงก็ทำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ตรงตามนโยบายเป๊ะ!

มีหรือที่นายกฯ อภิสิทธิ์จะปลดคนแบบนี้

รัฐบาลอยู่รอดมาได้ 7-8 เดือนหลังเหตุการณ์สลายม็อบแดง

ส่วนหนึ่งก็มาจากความสามารถของนายธาริตนี่แหละ!

ฝีมืออธิบดีคู่บารมีนายกฯ อภิสิทธิ์

การ์ตูน เซีย 18/12/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_134790

การ์ตูน เซีย 18/12/53

ภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง:อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

านเสวนา"สถาบันกษัตริย์-รัฐธรรมนูญ-ประชา­­­­­ธิปไตย"
โดยกลุ่มนิติราษฎร์ เพื่อราษฎร คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร
วันที่ 10 ธันวาคม 2553

ภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง ตอนที่1:อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ


ภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง ตอนที่2:อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ


ภาวะแห่งการเปลี่ยนแปลง ตอนที่3 (จบ):อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

เพลงซ้อมวันที่ 19 ธันวาคม ที่จะมาถึง..จะได้ร้องทำนองเดียวกัน

ที่มา thaifreenews

โดย Nitikon_P





ที่มา
http://programe-dee.blogspot.com/

โดย ice angle

คลิปวีดีโอที่มีเนื้อร้องคะ

"เพื่อไทย"จ่อแจกหนังสือโชว์ผลงานโบว์ดำรัฐบาล 24 ธ.ค.นี้

ที่มา โลกวันนี้

"น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" รวบรวมข้อมูล
การดำเนินงานของรัฐบาลที่ส่อไปในทางทุจริต
ภายใต้ชื่อ"ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด"
กำหนดแจกจ่ายให้ประชาชนวันที่ 24 ธ.ค.

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย ประธานสำนักงานปราบโกง
(สปก.4-01) รวบรวมข้อมูลการดำเนินงานของรัฐบาลที่ส่อไปในทางทุจริต
และประพฤติผิดมิชอบในโครงการต่างๆ
ภายใต้ชื่อ"ทุจริตอภิสิทธิ์ชน โกงอย่างไรก็ไม่ผิด"
กำหนดแจกจ่ายให้ประชาชนวันที่ 24 ธ.ค.
หลังการแถลงผลงานรัฐบาลวันที่ 17 ธ.ค.ในวาระครบรอบ 2 ปีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เอกสารดังกล่าว ระบุว่า
การทุจริตของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 การทุจริตคอร์รัปชั่นที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินงบประมาณแผ่นดิน
ถือว่ารุนแรงและเลวร้ายที่สุด เพราะกระทำการทุจริตไปเรียบร้อยแล้ว
จนส่งผลให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับความเสียหาย

โดยมีการฉ้อโกงเงินงบประมาณในโครงการต่าง ๆ กว่า 20 โครงการ อาทิ
ชุมชนพอเพียง,
รถเกราะยูเครน,
จีที 200,
เรือเหาะ,
การประมูลสินค้าเกษตร,
ปลากระป๋อง,
รถไฟฟ้าสายสีม่วง,
ถนนปลอดฝุ่น,
ที่ดินเขาแพง,
การจัดซื้อระและเรือดับเพลิง กทม.เป็นต้น

กลุ่มที่ 2 การเตรียมการทุจริตคอร์รัปชั่นแต่กระทำไม่ได้เพราะโดนจับได้ก่อน อาทิ
โครงการเช่าระบบซอฟต์แวร์สำเร็จรูป,
รถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน,
ครุภัณฑ์กระทรวงสาธารณสุข และ
ครุภัณฑ์กระทรวงศึกษาฯ

กลุ่มที่ 3 การใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องหรือใช้อำนาจหน้าที่ในการแสวงประโยชน์ อาทิ
ออกใบอนุญาตปืน,
โรงเรียนนายอำเภอ,
โยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด,
โยกย้ายข้าราชการ,
สัญญาช่อง 3,
ปัญหาบัตรสมาร์ทการ์ด,
แทรกแซงการเลี้ยงไก่ไข่,
งบประชาสัมพันธ์สำนักนายกฯ 9.
งบผลักดันวาระปรองดองแห่งชาติ,
งบ ศอฉ.,
การกู้เงินในประเทศจากสถาบันการเงินที่สนับสนุนรัฐบาล,
ฮั้วสลากกินแบ่งฯ,
รัฐมนตรีอัพเกรดตั๋วเครื่องบินให้กับคนใกล้ชิด,
การจัดเที่ยวบินเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน,
โยกย้ายตำรวจ,
ไทเกอร์แอร์ และ
กรณีประมูล 3 จี

กลุ่มที่ 4 การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดล้มเหลว ไม่เป็นไปตามนโยบาย
หรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย อาทิ

เรียนฟรี 15 ปี,
เช็คช่วยชาติ,
โครงการต้นกล้าอาชีพ,
แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ,
ฮั้วประมูลข้าวโพด,
การช่วยเหลือและป้องกันการเกิดอุทกภัย,
โครงการ"ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง"ร่วมกันร้องเพลงชาติไทย,
งบฯภัยพิบัติฉุกเฉิน,
รถเมล์บีอาร์ที,
โครงการอบรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรืออสม.ทั่วประเทศ,
โครงการสร้างลูกเสือบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต,
ไข้หวัด 2009,
แก้ปัญหายาเสพติด,
แอร์พอร์ตลิงก์,
ปัญหามาบตาพุดล้มเหลว,
ราคาน้ำมันแพงขึ้น,
ประกันราคาข้าว,
ภาษีที่ดิน และ
ภาษีมรดก