ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
จาก การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงหลังการล้อมปราบที่ราชประสงค์ ที่มีคนมาร่วมชุมชุมประมาณ 4-5 หมื่นคนขึ้นไป โดยไม่มีแกนนำควบคุมการชุมนุม หรือนัดชุมนุมอย่างเป็นทางการ ไม่มีเวที ไม่มีการปราศรัย เป็นอย่างนี้มาสี่ห้าครั้งแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจำนวนคนจะลดลงหรือ ซาไปเอง หรือเลิกลาไปเลย แต่กลับมีจำนวนเพื่มขึ้น ดูได้จากเมื่อวานนี้ที่ประมาณสามโมงกว่า ๆ คนก็มากว่า 50,000 คนแล้ว
ความ หวังของอำมาตย์ทั้งหลายที่คิดว่า หากสั่งสอนให้หนัก ใช้อำนาจกดขี่อย่างรุนแรงไล่ปราบแกนนำ จับแกนนำขังลืม แล้วระดมการโหมโฆษณาแต่ฝ่ายเดียว ยิงสปอตโฆษณาถี่ยิบ คนเสื้อแดงที่ออกมาต่อต้าน เพราะ "นายใหญ่" อยู่เบื้องหลังก็จะสลายไปเอง
วันนี้ พิสูจน์แล้วว่าคนเสื้อแดงไม่ได้หายไป แต่กลับเพิ่มจำนวนและมีความเข็มแข็งขึ้น การปราบก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะสภาพของคนเสื้อแดงวันนี้ เป็นองค์กรที่มีจำนวนคน มีเครือข่าย แต่ที่น่าแปลกใจคือ "ไม่มีแกนนำ" ที่แน่นอน ไม่มีศูนย์การนำ แต่มีตัวตนมีพลัง เข็มแข็งและขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ทนทานต่อการ ทำลายล้าง
และ ที่สำคัญคือ ตาสว่าง ขู่อย่างไรก็ไม่กลัว และปฎิเสธความซาบซึ้งทั้งหลาย อันนี้น่ากลัว เพราะทำอย่างพร้อมเพียงกัน และไม่ม่แกนนำ ใช้กฏหมายจัดการพวกเขาก็ "เนียน" มากยิ่งขึ้น และไม่ได้ถอยในเรื่องเนื้อหา
วันนี้ ผมคิดว่า หากฝ่ายอำมาตย์ทำอะไรที่รุนแรงต่อมวลชนอีก ก็จะืทำให้การต่อต้านขยายตัวออกไปอีก และมวลชนก็จะโกรธแค้นยิ่งขึ้น
วันนี้ คนเสื้อแดงเรียกว่าได้ "ก้าวข้ามทักษิณ" ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง (แต่ยังรักทักษิณอยู่) แต่การหล่อเลี้ยงให้คนเสื้อแดงดำรงอยู่ ไม่ใช่ทักษิณ แต่เป็น "การสร้างเงื่อนไขของอำมาตย์เอง"
วันนี้หากใครขึ้นเวทีปราศรัย คงต้องพัฒนาตามการพัฒนาของมวลชนด้วย คือ มวลชนต้องการปฎิวัติประชาธิปไตย มวลชนได้้ก้าวหน้าขึ้นมากแล้ว
วันนี้ ไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะหยุดคนเสื้อแดง หรือสลายคนเสื้อแดงได้ นอกจาก "ขจัดเงื่อนไขความไม่เป็นประชาธิปไตย" ออกไป ไม่อย่างนั้นสถานการณ์จะพัฒนาไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่อำมาตย์ทั้งหลายกลัวนักกล้วหนาก็ได้
เพราะยิ่งสร้างเงื่อนไขสถานการณ์ยิ่งพัฒนาไปข้างหน้า โลกทรรศน์คนเปลี่ยนไปจนไม่อาจกลับไปสู่จุดเดิมได้
วันนี้ขบวนการประชาธิปไตยโดยประชาชน ได้เกิดขึ้นอย่าแท้จริงแล้ว และขับเคลื่อนออกไปได้ด้วยตัวของมันเองแล้ว
วันนี้ การใช้อำนาจกดขี่ ความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย การใช้กฎหมายที่ไร้มาตรฐาน การใช้่ความรุนแรง ให้ทหารคือประยุทธ์ จันทร์โิอชา ออกมาขู่ การหลอกลวง
สิ่งเหล่านี้คืิิอ "อาหารหล่อเลี้ยงให้เสื้อแดงเติบโตขึ้น"
ยิ่งทำ ยิ่งเป็นผลดีต่อเสื้อแดง ทำให้เสื้อแดงโตขึ้น ขยายตัวออกไปมากขึ้น
ยิ่งขังลืมแกนนำ ยิ่งกลายเป็นเงื่อนไขให้ "ยักษ์อย่างเสื้อแดง เติบโตขึ้นไปในทิศทางที่เจรจาไม่ได้" เป็นองค์กรเครือข่ายอย่างสมบูรณ์
ผม ดูหนังเรือง "Stargate SG1" ที่ ผู้ร้ายสร้างเกราะพลังงานหลอกให้ฝ่ายมนุษย์ ทุ่มพลังงาน เช่นนิวเคลียร์เข้าทำลายล้าง แต่เกราะพลังงานของฝ่ายตรงข้าม "หล่อเลี้ยงจากพลังงานที่ถูกทุ่มเ้ข้าไป" กลายเป็นว่ายิ่งระดมระเบีดนิวเคลียร์ อาวุธพลังงานทั้งหลายเข้าใส่ เกราะพลังงานของผู้ร้ายยิ่งโตขึ้น จนในที่สุดดาวเคราะห์ทั้งดวงก็ระเบิด
ตอน นี้สภาพของเสื้อแดงก็เหมือนกัน "พลังงานที่เข้าไปหล่อเลี้ยงคือ "ความอยุติธรรม การกดขี่ สองมาตรฐาน การปราบปราม" ของฝ่ายอำมาตย์เอง
ไม่ใช่การสนับสนุนจากทักษิณ
ผมมองว่า การสนับสนุนจากท่านนายกฯทัีกษิณ เป็นแค่ "อาหารเบื้องต้น" แบบนมผงที่หล่อเลี้ยงเสื้อแดงในวัยทารกให้เิติบโตขึ้นมาเท่านั้น
หลังการล้อมปราบวันที่ 19 พฤษภาคม เสื้อแดงได้โตขึ้นเข้าสู่วัยรุ่น ที่ไม่ต้องพึ่งนมผงอีกต่อไปแล้ว
แต่กลับโตขึ้นด้วยเงื่อนไขสงคราม
หากไม่ได้ประชาธิปไตย ยากที่จะทำให้เสื้อแดงหายไปได้
และสถานการณ์จะพัฒนาไปสู่จุดที่อำมาตย์กลัวอย่างแน่นอน
ผมฟันธงในใจว่าถึง เพราะมีการใส่ตัวแปรให้สถานการณ์ไปข้างหน้าเรื่อยๆ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, December 20, 2010
ถึงวันนนี้อำมาตย์คงทราบแล้วว่่า กำลังสู้กับชาวบ้าน เสื้อแดงก็ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง
อ้อนเตี่ย
ที่มา เดลินิวส์
สโลแกน “สาวสวย รวยทรัพย์ อับโชคเรื่องผู้ชาย” นี้ เห็นทีต้องยกให้ “หนูนา” กัญจนา ศิลปอาชา ลูกเลิฟ “เตี่ยเติ้ง” บรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา...เพราะเกิดมาหลายขวบปี ก็ยังไม่ลงจากคานซะที
“หนูนา” รีบชี้แจงแถลงไขว่า...ความจริงพี่ก็ไม่ใช่จะไม่มีผู้ชาย มาสนใจนะ ตอนสมัยสาว ๆ ก็มีปิ๊งปั๊งกับเพื่อนนักศึกษาหนุ่ม ๆ อยู่บ้าง แต่ติดอยู่ที่ “คุณเตี่ย” นี่สิ ที่หวงลูกสาวสุดโต่ง...
“ถ้ามีผู้ชายที่ไหนโทรฯ มาตอนเย็น ก็บอกว่าพี่ยังไม่กลับบ้าน ทั้งที่นอนตีพุงอยู่ใกล้ ๆ พอเขาโทรฯ มาตอนค่ำ ก็บอกว่าหลับ แล้ว...เลยทำเอาใครต่อใครพากันเตลิดหนีไปหมด” หนูนา ว่างั้น
พอมาถึงทุกวันนี้ “คุณเตี่ยเติ้ง” เกิดรู้สึกผิด เวลาไปเป็นประธานงานแต่งงานของใคร ก็มักจะหันมามอง พร้อมกับส่งสายตาสงสารมาที่พี่ แถมยังเปรยด้วยว่า “เป็นความผิดของเตี่ยหรือเปล่าน้า”
ทำเอา หนูนา ต้องรีบปลอบใจว่า...ไม่เป็นไรหรอกเตี่ย เพราะ เตี่ยเป็นผู้ชายคนเดียวที่หนูมีในชีวิต และหนูก็รักเตี่ยที่สุดในโลกด้วย...แต่...ถ้าหากหนูจะขออะไร เตี่ยก็ห้ามปฏิเสธนะคะ...
สงสัย “เตี่ยเติ้ง” จะหมดตัวก็คราวนี้ล่ะคร้าบ...
แมงโม้
รปส.....19 ธค 2553 .....ยามค่ำ
โดย songchum
http://picasaweb.google.com/110647351416996283508/19Dec2010#
ไปถึง6โมงเย็นกว่าแล้ว.....แดงงงงงเยอะมากกกก
ขอฝากกิ๊บเก๋ ด้วยครับ
| |
เพ็ญ ภัคตะ: ธุรกรรม-ทุระกำ
ที่มา ประชาไท
เพ็ญ ภัคตะ
ธุรกรรมทำวิกฤติ ธุรกิจพิษริยำ
ทุรโกยทุระกำ ทุรกอบทุรโกง
ทรราชทรเลศ ลหุเหตุสิห่าโหง
ทุรยุคทุกรัฐโยง ทะยานแย่งวณิชยื้อ
บริทรามสยามรัฐ กระสันอัฐมิสัตย์ซื่อ
กระสนเกลือกกระเสือกซื้อ กระสือสูบกระซูบเสียว
ทุรลักษณ์ศักดินา ประชาเห็นเป็นเศษเสี้ยว
เทวษาเกินยาเยียว ทุกหญ้าหย่อมทมิฬยัง
อุปโภคอันธพาล บริวารสมุนวัง
บริโภควิโยคพัง อริพ่ายศัตรูภินท์
สเป็คล็อกสป็อตย้ำ กระหน่ำโฆษณายิน
กระพือโหมกระเพื่อมหิน กระหวัดสินมหาศาล
บริษัทสิบัดซบ กรประจบประนบกราน
บริจาคบริจาร ถวายพานถวิลผล
ธนบัตรธนเบี้ย ระริกเลียระรี้ลน
ธนาคารธนาคน วฏวนในวงเวียน
สกนธ์ชาติสกุลชั่ว พลี (อ่านพะลี) ตัวผงกเศียร
สนองอวดสนิทเอียน เสมียนสั่งสะพรั่งสรวง
ทะลายกฎทะลุกรอบ ทุกระบอบต้องบำบวง
กระอักอกทะลวงทรวง กระชากบ่วงทุกแบรนด์เนม
ประจานโจษประจักษ์จิต อำมหิตหทัยเหม
ขมองอิ่มเขมือบเอม เกษมซ่านกระสันศอ
อัฐยายซื้อขนมยาย ทุกเครือข่ายน้ำเลี้ยงท่อ
จนเรือล่มจมหนองรอ ทองค้ำคอจะไปไหน
ทุระกำยามวิกฤติ ทุจริตผิดกลไก
สยามลับศิวิไล สมุนใครไร้จรรยา
* หมายเหตุบทกวีนี้ใช้ฉันทลักษณ์แบบ "ภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒" โดยภุชงคประยาตฉันท์ ๑๒ นั้นมีความหมายว่า "งูเลื้อย" มีทำนองที่สละสลวย มักใช้แต่งกับเนื้อหาที่มีการต่อสู้ บทสดุดี บทชมความงาม บทถวายพระพร และบทสนุกสนาน นอกจักนั้นยังสามารถใช้แต่งบรรยายความให้รวดเร็วได้ (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
วาทกรรมการเมือง (Discourse)
ที่มา ประชาไท
ธนชาติ แสงประดับ ธรรมโชติ
นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง
thanajaithai@hotmail.com
มิ เชล ฟูโก (Michael Foucault) ปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้ให้ความหมาย “วาทกรรม” (Discourse) ไว้ว่า เป็นเรื่องที่มากกว่าการเขียน และการพูด ยังรวมถึงระบบและกระบวนการในการสร้าง การผลิต(Constitute) เอกลักษณ์(Identity) และความหมาย(Significant) ให้กับสรรพสิ่งในสังคมที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ ความรู้ ความจริง หรือแม้กระทั่งตัวตนของเรา และนอกจากวาทกรรมจะทำหน้าที่ดังกล่าวแล้ว ยังทำหน้าที่ในการยึดตรึง สิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป
ขณะเดียว กันยังทำหน้าที่ในการเก็บกดปิดกั้น มิให้เอกลักษณ์ หรือความหมายของบางอย่าง หรือความหมายอื่นเกิดขึ้น หรือไม่ก็ทำให้เอกลักลักษณ์และความหมายของบางสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมเลือน หายไปได้ พร้อมๆ กันอีกด้วย วาทกรรมสามารถแสดงบทบาทหน้าที่ดังกล่าวได้ โดยผ่านทางภาคปฏิบัติการของวาทกรรม (Discursive Practice) ได้แก่ จารีตประเพณี ความคิด ความเชื่อ คุณค่า ค่านิยม ผ่านทางสถาบัน และช่องทางในการเข้าถึงผู้คนในสังคม
ส่วนคำว่า วาทกรรมการเมือง (Political Discourse) มีนักปรัชญาหลายคน สรุปไว้ว่า เป็นแนวคิดที่ให้ความสนใจและความสำคัญในกิจกรรมของการสื่อความหมายทางภาษา การแสดงความคิดทางการเมือง และกลไกในการควบคุมระบบการสื่อความหมาย ของการแสดงความคิดทางการเมืองนั้น โดยมีการถ่ายทอดและอบรมสั่งสอน เพื่อการบังคับ ดำรงรักษา หรือนำการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ชุดของความคิดทางวาทกรรมการเมืองจะต้องใช้ความชอบธรรม (Legitimacy) ในการสื่อวาทกรรมแต่ละชุดออกไป เพื่อเปลี่ยนแปลง ยึดตรึงสิ่งต่างๆ ด้วยความถูกต้อง
นอกจากนั้น Thomas Jefferson ประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐอเมริกา ได้ให้คำนิยามว่าวาทกรรมการเมือง “คือหัวใจของระบอบประชาธิปไตย” โดยวาทกรรมการเมืองก็คือการแลกเปลี่ยนความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอันจะนำมา ซึ่งการแก้ไขปัญหาของสังคม และชุดของความคิดนี้มีความเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของพลเมือง จูงใจให้เชื่อถือด้วยหลักตรรกะและข้อมูลที่ชัดแจ้ง และแสดงให้เห็นชัดเจนว่ากระบวนการใดที่จะมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาให้ สังคมได้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม “วาทกรรมการเมือง” จึงมีความสัมพันธ์กับอำนาจในสังคมการเมือง เพราะทุกบริบทในสังคมการเมืองย่อมมีการใช้อำนาจแทรกซึมอยู่ทั่วไป ซึ่งพลังแห่งอำนาจนั้น แสดงผ่านทางวาทกรรมการเมือง และวาทกรรมแต่ละชุดจะสามารถกำหนดความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ของมนุษย์ นั่นคือ วาทกรรมการเมืองจึงเป็นกิจกรรมทางการเมืองทั้งความคิดและทางการปฏิบัติ ไปพร้อม ๆ กัน
ในอีกแง่มุมหนึ่งจึงสามารถกล่าวได้ว่า วาทกรรมการเมืองคือกระบวนการต่อสู้ แย่งชิง อำนาจในการนิยามความหมายของสิ่งที่ดี หรือไม่ดี ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้องในทางการเมือง และผู้อยู่ในอำนาจจะได้เปรียบในการต่อสู้แย่งชิงนี้
เมื่อพิจารณาถึง กระบวนการสร้าง ผลิต (Constitute) กำหนดเอกลักษณ์(Identity) และความหมาย(significant) ให้กับสรรพสิ่ง อันจะเป็นที่มาของการสั่งสมอำนาจ ความนิยมชมชอบจากประชาชน(Populist) เพื่อที่จะเป็นกลไกช่วยผลักดันและเกื้อหนุนให้เกิดเสถียรภาพในการดำรงอยู่ และมีความ “เป็นต่อ” ฝ่ายตรงกันข้ามให้มากที่สุด นั่นคือ กระบวนการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในการนิยาม ความหมายของสิ่งต่างๆ ซึ่งอำนาจในการนิยามสิ่งนั้นๆ จะต้องมีที่มาจากความชอบธรรม (Legitimacy)
การ ผลิตวาทกรรมการเมืองของพรรคการเมือง ของรัฐบาล แต่ละยุคสมัย รวมถึงยุคปัจจุบัน มีกระบวนการผลิตชุดของวาทกรรม ขึ้นมามากมาย แม้บางอย่างจะเป็นการผลิตซ้ำ อาทิ วาทกรรมเพื่อสร้างประชานิยม(Populism) ทั้งหลาย เช่น ในสมัยที่ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี วาทกรรม “เงินผัน” อันเป็นแนวคิด “เคนเซี่ยน” (Keyensianism) คือการหว่านเม็ดเงินกระตุ้นรากหญ้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็นับเป็นวาทกรรมการเมือง ที่ได้ผลในการสร้างและยึดตรึงความพึงพอใจของประชาชนในแง่ของผลที่ได้รับ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพของรัฐบาลในระดับที่น่าพึงพอใจ
เมื่อมองให้ลึก ซึ้ง การผันเงินสู่ชนบทของรัฐบาลในขณะนั้น ก็เป็นเพียงการสร้างชุดของวาทกรรม ที่เนื้อแท้แล้ว ประโยชน์ของประชาชนเป็นเรื่องรอง และผลสะท้อนด้านประชานิยมต่างหากที่เป็นวัตถุประสงค์หลัก อีกทั้งไม่สามารถฝ่าอุปสรรคความไม่โปร่งใสทั้งมวลไปได้ ว่ากันว่า “เงินผันคึกฤทธิ์” คนหลายกลุ่มร่ำรวยกันถ้วนหน้า
หลังจากนั้น รัฐบาลในยุคต่างๆ ก็พากันผลิตวาทกรรมการเมือง เพื่อจูงใจประชาชนทั้งสิ้น กระทั่งรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุนหะวัณ ได้เสนอวาทกรรมการเมือง “เปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า” นับเป็นวาทกรรมที่ยังได้รับการกล่าวขานถึงในแง่มุมของวิสัยทัศน์ผู้นำในการ ก้าวสู่เวทีโลก แต่ “ สนามการค้า” ดังกล่าวได้นำมาซึ่งเค้าลางแห่งการก่อเกิดเศรษฐกิจฟองสบู่(Bubble Economy ) และการคอร์รัปชั่นแบบ “ Buffet Cabinet” ในที่สุด
การเลือก ตั้งแต่ละยุคพรรคการเมืองจะรังสรรค์วาทกรรมการเมืองใหม่ๆ ขึ้นเสมอเพื่อช่วงชิงพื้นที่ทางการเมือง เป็นต้นว่า “ไม่เลือกเราเขามาแน่” หรือ “คนของเราพรรคของเรา” หรือ “เลือกคนบ้านเราเป็นนายก” หรือ “ จำลองพาคนไปตาย”เป็นต้น จนกล่าวกันว่าเป็นการเอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่น
ก่อนการเรียกร้อง ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ได้ก่อให้เกิดการรังสรรค์ วาทกรรมจากบรรดานักวิชาการ(Technocrat) เช่น การเมืองภาคประชาชน การมีส่วนร่วม (participation) ประชาสังคม(civil society) ซึ่งนับเป็นวาทกรรมการเมืองที่เสมือนเป็นการหยิบยืมมาจากโลกเสรีประชาธิปไตย ที่มีการพัฒนาประชาธิปไตยให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมาเนิ่นนานแล้ว ทั้งๆที่ในบริบทของการเรียกร้องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน หรือประชาสังคม (civil Society) ของไทยมีมานานพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน (Civic Movement) จนก่อให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดมาหลายครั้ง แต่วาทกรรมดังกล่าวก็เพิ่งจะถูกขานรับเมื่อไม่นานมานี้เอง ทำให้ประชาสังคม (civil Society) เสมือนเป็นวาทกรรมใหม่สำหรับสังคมไทย ที่ได้สร้างกระบวนการให้เกิดความรับรู้ ความเชื่อ และอุดมการณ์ตามมา
อย่าง ไรก็ดี วาทกรรมการเมืองเดิมๆ กลับไม่ยืนยงและครอบงำ(Domination) ประชาชนอย่างท่วมท้น เฉกเช่นที่พรรคไทยรักไทยนำเสนอ ทั้งนี้ว่ากันว่ามีกระบวนการผลิตวาทกรรมการเมืองที่ลึกซึ้งแยบยล จูงใจให้ประชาชนรู้สึกถึงความดูแลเอาใจใส่ เป็นต้นว่า “โครงการเอื้ออาทร” “โครงการเอสเอ็มอี” หรือ “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณธ์” ที่รัฐกลายเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู ( Policy Patronage ) วาทกรรมชุดนี้ได้สร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาอย่างเด่นชัด ทำหน้าที่ปิดกั้นมิให้เอกลักษณ์ ของพรรคฝ่ายค้านมีพื้นที่ (sphere )ได้แม้แต่น้อย จนต้องสร้างวาทกรรม “ธนกิจการเมือง” ขึ้นมา ก่อให้เกิดดุลภาวะในสมรภูมิทางการเมืองบ้างพอสมควร
วาทกรรม “โครงการเอื้ออาทร” หรือ “ โครงการเอสเอ็มอี” หรือ “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” แม้ถูกมองว่าเป็นประชานิยมแต่รัฐบาลจากรัฐประหารที่ห่อหุ้มด้วยอำนาจทหาร ก็มิได้ยกเลิก ทำได้เพียงแต่เปลี่ยนชื่อใหม่ หรือเปลี่ยนอัตลักษณ์ใหม่ให้เป็นของตน แต่วิธีการยังคงเดิม นั่นหมายความว่ารัฐบาลทหารยอมรับวาทกรรมการเมืองเหล่านั้นเช่นเดียวกับ ประชาชน
วาทกรรม “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” ทั้งๆที่อำนาจรัฐคืออำนาจประชาชนที่ไม่ต้องมีใครมากำหนดให้เพิ่มหรือลด เป็นความผิดพลาดในการรังสรรค์วาทกรรม ที่รัฐเข้าใจว่ามีอำนาจเหนือประชาชน ทั้งๆ ที่รัฐมิได้มีอำนาจอยู่แต่เดิม แต่เป็นอำนาจที่ได้รับมอบหมายประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการปกครองโดยประชาชน ของประชาชน และเพื่อประชาชน ที่เป็นวาทะอมตะของ อับราฮัม ลินคอร์น อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
การ สร้างชุดวาทกรรมการเมือง ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ก็เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าอำนาจรัฐที่มีบริบูณณ์เหนือประชาชนนั้น ต่อไปนี้จะได้แบ่งสรรมาให้ประชาชนด้วยตระหนักว่าประชาชนมีความสำคัญและไม่ เคยมีอำนาจนั้นอยู่เลย ความเมตรตานี้จึงเป็นความเอื้ออาทรอีกประการหนึ่ง ที่ประชาชนมีหน้าที่ต้องตอบแทนความมีน้ำใจของรัฐอีกเช่นเคย
นอกจาก นั้นยัง ได้สร้างวาทกรรมใหม่ที่ให้เข้าใจกันว่า “ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง” หรือ “คนรวยใช่ว่าจะไม่โกง” หรือ “ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลเป็นพวกไม่รักชาติรักแผ่นดิน” ซึ่งเป็นวาทกรรมที่แยกเขาแยกเราทำให้เขากลายเป็นอื่นที่ไม่ใช่พวกเดียวกันใน สังคม และที่สำคัญวาทกรรมการเมืองยังทำให้รัฐบาลที่เข้มแข็งต้องพังครืนลงมา แล้วอย่างคำว่า “ระบอบทักษิณ” แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงยังคงรู้จัก
ดัง นั้นชุดของวาทกรรมทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นแต่ละยุคสมัยได้ ก่อให้เกิดความหมาย และสัญลักษณ์ต่างๆ ในสังคมการเมือง ที่สามารถครอบงำ ยึดตรึง ปิดกั้นความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ของผู้คนในสังคมเป็นอย่างดี การเสพวาทกรรมจึงต้องแยกแยะความถูกต้องชอบธรรมและที่มาของวาทกรรมนั้นๆ ด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกครอบงำ และการบิดเบือนที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกทางสังคมโดนผู้เสพเองก็ไม่ทันตั้ง ตัว
เสื้อแดงคึกคักรำลึก 7 เดือนราชประสงค์ เรียกร้องปล่อยนักโทษการเมือง-พิสูจน์ความจริง
ที่มา ประชาไท
คนเสื้อแดงรวมตัวกันเพื่อรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมครบ 7 เดือนที่แยกราชประสงค์ โดยร่วมกันพับนกสีแดง ปล่อยลูกโป่งแดง จุดเทียนแดง สมบัติ เรียกร้องปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมดไม่เฉพาะแกนนำเพื่อบรรยากาศการปรองดอง พร้อมทั้งพิสูจน์ความจริงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ญาติผู้เสียชีวิตเตรียมจัดตั้งกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ
19 ธ.ค.53 คนเสื้อแดงทยอยเดินทางมายังแยกราชประสงค์ตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 14.00 น.เศษ จำนวนคนเสื้อแดงได้เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งเต็มถนนราชดำริฝั่งห้างเซ็นทรัล เวิลด์ ทำให้การจราจรปิดตัวลง และในเวลาประมาณ 15.00 น.คนเสื้อแดงก็เพิ่มมากขึ้น จนเจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรชั่วคราวบนถนนเพลินจิตตั้งแต่แยกหลังสวนไปจน ถึงแยกเฉลิมเผ่า