WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 20, 2010

บทบรรณาธิการ www.pub-law.net"ความสับสนในคำวินิจฉัยแรกของศาลรัฐธรรมนูญกรณีไม่ยุบพรรคปชป."

ที่มา มติชน



เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีพรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาค จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำนวน 258 ล้านบาท ด้วยเหตุผลคล้าย ๆ กับคำวินิจฉัยแรกคือ เป็นความผิดของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ไม่พิจารณาให้ความเห็นว่ามีเหตุที่ จะยุบพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะฉะนั้นความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมือง แจ้งต่ออัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีคำสั่งยุบ พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นการก้าวข้ามขั้นตอนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ชอบด้วยวิธีปฏิบัติ จึงเป็นการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ให้ยกคำร้อง

นี่ คือสิ่งที่ผมได้อ่านคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) ดังกล่าวจาก website ของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งดูไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) คำวินิจฉัยแรกที่ไม่มีการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่าพรรคประชาธิปัตย์ “ทำผิด” จริงหรือไม่ครับ

นี่ คง เป็นข่าวดีที่สุดในรอบปีของพรรคประชาธิปัตย์ก็ว่าได้เพราะสามารถ “หลุดรอด” จากการถูกยุบพรรคไปได้ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ยากที่จะหาใครที่โชคดีซ้ำซ้อนได้ขนาดนี้ครับ !!!

ผม คงไม่เขียนเกี่ยวกับคดีหลังนี้เพราะดู ๆ แล้วไม่คิดว่าจะมีอะไรน่าสนใจ ฟังศาลอ่านคำวินิจฉัยอยู่เพียงไม่กี่นาทีก็จบแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับคำวินิจฉัยแรกที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในบทบรรณาธิการครั้งก่อน ในวันนี้ปรากฏว่าทั้งคำวินิจฉัยกลางฉบับที่เป็นทางการกับความเห็นในการ วินิจฉัยคดีส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนได้รับการเผยแพร่แล้วและผมก็ ได้มีเวลาอ่านไปทั้งหมดแล้ว


ในบทบรรณาธิการครั้งนี้จึงขอหยิบ ยกคำวินิจฉัยกลางและความเห็นส่วนตน ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดี 29 ล้านมาเล่าสู่กันฟังโดยผมจะไม่ขอพูดถึงความเห็นในการวินิจฉัยและผลของการ วินิจฉัยทั้งในคำวินิจฉัยกลางและความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเพราะผมไม่ได้เป็นตุลาการเหมือนคนเหล่านั้นแล้วก็ไม่ได้มี หน้าที่ตัดสินคดีด้วย

นอกจากนี้แล้ว หากไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยเข้าก็อาจมีภัยมาถึงตัวได้โดยไม่รู้ตัวด้วย จึงต้องขอเว้นไม่วิพากษ์วิจารณ์ “เนื้อหา” ของการตัดสินคดี 29 ล้านครับ แต่ผมจะขอพูดถึง “รูปแบบและวิธีการ” ในการนำเสนอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อสาธารณชนครับ

ลอง มาดูคำวินิจฉัยกลางกันก่อน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อมาใน website ของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เผยแพร่เอกสารชื่อ “คำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์” จำนวน 15 หน้า ต่อสาธารณชน โดยก่อนหน้านี้คือ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิ ปัตย์


หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็ได้ “ถอดเทป” การอ่านคำวินิจฉัยดังกล่าวมาลงเผยแพร่ไว้ด้วย ผมได้ตรวจสอบคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) กับการถอดเทปของหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ในหน้าที่ 10 ซึ่งเป็น “ตอนจบ” ของคำวินิจฉัยแล้วพบว่า การถอดเทปที่ได้มาจากการอ่านกับเอกสารที่ศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่มีข้อความ เดียวกันคือ


“......เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ในวัน ที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยคำร้องในประเด็นอื่นอีกต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคของผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง”

แต่ อย่างไรก็ตาม เมื่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นทางการเผยแพร่ออกมา กลับปรากฏว่ามีจำนวนถึง 42 หน้า และในหน้า 40 ซึ่งเป็น“ตอนจบ” ของคำวินิจฉัย ก็มีข้อความที่แตกต่างไปจากคำวินิจฉัย (อย่างไม่เป็นทางการ) โดยมีการเพิ่มข้อความเข้าไปส่วนหนึ่งคือ“......เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดี นี้ในวันที่ 26 เมษายน 2553 จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป โดยเสียงข้างมาก 1 เสียง ใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่า คดีนี้ถือว่าความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการเลือกตั้งได้ ให้ความเห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 แล้ว การยื่นคำร้องข้อกล่าวหาคดีนี้จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนฝ่ายข้างมาก 3 เสียง ใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่า ความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย อันจะเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรค ผู้ถูกร้อง และนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นว่ามีเหตุให้ต้องยุบพรรค ผู้ถูกร้องตามมาตรา 93 วรรคสอง ทั้งนายทะเบียนพรรคการเมืองก็ยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการ เลือกตั้งแต่อย่างใด สำหรับความเห็นของประธานกรรมการการเลือกตั้งในการประชุมคณะกรรมการการเลือก ตั้งเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2553 มิใช่การทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้ยกคำร้อง”

ผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าจะทำความเข้าใจกับเรื่องดังกล่าวได้อย่างไร เพราะจากที่ “ศาลอ่าน” และ “ศาลเขียน” ไม่ตรงกันเสียทีเดียว เพราะในตอนที่ศาลอ่าน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่า ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นอื่นอีกต่อไป แต่พอตอนที่ศาลเขียน แม้จะบอกอย่างเดียวกับที่อ่าน แต่ก็เพิ่มคำอธิบายเข้าไปมาก รวมไปถึงการกล่าวถึงการวินิจฉัยใน “เนื้อหา” ของคดีของตุลาการฝ่ายข้างมาก 3 เสียงซึ่งอยู่ในประเด็นอื่นอีกด้วยคือ “...ความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายอัน จะเป็นเหตุให้ต้องยุบพรรคผู้ถูกร้อง.....”

ไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้อธิบายเรื่องนี้ต่อประชาชนดีครับ ระหว่างเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งอยู่อย่างเงียบเหลือเกินมาเป็นเวลานานแล้ว) กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตามที่ผมเข้าใจนั้น คำวินิจฉัยมีผลเมื่ออ่าน และเมื่ออ่านอย่างไรก็ควรจะเขียนอย่างนั้น หากจะมีการแก้ไขถ้อยคำให้สละสลวยบ้างก็ยอมรับได้ แต่ไม่ใช่เมื่ออ่านแล้วและผลก็เกิดแล้วคือผูกพันทุกองค์กร

พอ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ตอนเขียนก็เลยถือโอกาสเขียนเพิ่มเติมขยายความออกไปอีก แถมยังให้เหตุผลต่างไปจากที่อ่านด้วยจนทำให้ตอนนี้ไม่ทราบแน่ชัดแล้วว่าที่ ยกคำร้องไปนั้นเนื่องมาจากประเด็นใดกันแน่ระหว่างการยื่นคำร้องพ้นกำหนดเวลา 15 วันหรือนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นครับ เรื่องนี้ควรจะต้องมีคำตอบที่ชัดเจนนะครับว่าหลักควรเป็นอย่างไรคำวินิจฉัย มีผลเมื่ออ่านใช่หรือไม่ อ่านแล้วแก้ไขเพิ่มเติมได้หรือไม่ ถ้าได้สามารถทำได้มากน้อยเพียงใด


ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ ศาลรัฐธรรมนูญควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่เงียบหายไปเหมือนกับทุก ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ !!!


นอกจากนี้แล้ว ผมยังมีข้อสังเกตอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ตามความเข้าใจของผม ในวันตัดสินคดี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนต้องออกจากบ้านมาพร้อมกับความเห็นในการวินิจฉัย คดีส่วนตน พอประชุมกันแต่ละคนก็จะเสนอความเห็นของตน เมื่อทุกคนเสนอความเห็นเสร็จแล้ว ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นการตรวจดูความเห็นของแต่ละคนในแต่ละประเด็นเพื่อให้ผล ออกมาว่า สรุปแล้วเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อยในแต่ละประเด็นเป็นอย่างไร จากนั้นจึงไปทำคำวินิจฉัยกลาง แต่เท่าที่ปรากฏ สาธารณชนไม่ทราบความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ใดก่อนเลยซึ่งไม่ น่าจะเป็นไปได้ เพราะความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนเป็นที่มาของคำวินิจฉัย

ดังนั้น ก่อนที่จะทราบผลของคำวินิจฉัยกลาง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทราบความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ก่อน หาไม่แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องประชุมก็อาจไม่มีความชัดเจนและอาจเปลี่ยนแปลงได้ ผมไม่ทราบว่าผมขอมากไปไหมครับ !! หากสามารถเปิดเผยความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ ละคนซึ่งต้องมีอยู่แล้วก่อนการวินิจฉัยทันทีที่มีการอ่านคำวินิจฉัยกลางของ ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากและอย่างน้อยก็จะเป็นเกราะป้องกันความเข้าใจผิด หรือข้อครหาต่าง ๆ ที่ตามมาด้วยครับ ก็ลองดูนะครับ ไม่ทราบว่าใครจะเป็นผู้ให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ครับ

ใน ส่วนของความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนนั้น ผมได้อ่านความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนแล้วก็มีข้อสังเกตอยู่ในส่วน ของ “วิธีการเขียนคำวินิจฉัย” ที่ทำให้ผู้อ่าน (และหนังสือพิมพ์บางฉบับ) หลงทางกันไปหมดครับ ลองมาดูกันนะครับว่าเป็นอย่างไร โดยผมจะขอนำเสนอเฉพาะความเห็นของตุลาการเสียงข้างมากครับ

ในความเห็นของตุลาการเสียงข้างมาก 4 คนนั้น มีการกำหนดประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยไว้ 5 ประเด็น โดยมีรายละเอียดอย่างสรุปของความเห็นแต่ละคนในแต่ละประเด็นคือ

1. นายจรัญ ภักดีธนากุล เขียนความเห็น 16 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น ในตอนท้ายของหน้าแรกกล่าวว่าจะพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นที่ 2 ก่อน ในหน้าที่ 2 เริ่มวินิจฉัยประเด็นที่ 2 จบลงตรงหน้าที่ 2 ว่า จึงเป็นความเข้าใจกฎหมายที่คลาดเคลื่อนของ ผู้ร้องเอง ในหน้าที่ 3 วินิจฉัยประเด็นที่ 1 จบลงตรงตอนท้ายของหน้าที่ 9 ที่ว่า การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องได้ กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ใน ตอนท้ายของหน้าที่ 9 วินิจฉัยประเด็นที่ 3 จบลงที่หน้า 14 วินิจฉัยว่า แม้รายจ่ายสำหรับค่าป้ายที่เป็นการจ่ายจากรายรับสำหรับปี 2548 ที่จ่ายในปี 2547 ก็ต้องบันทึกบัญชีในปี 2548 ตามหลักเกณฑ์สิทธิ มิได้ผิดหลักเกณฑ์ทางบัญชีแต่อย่างใด ในตอนกลางของหน้าที่ 14 วินิจฉัยประเด็นที่ 4 จบลงในตอนท้ายของหน้าเดียวกันคือ ผู้ถูกร้องได้จัดทำรายงานการใช้เงินสนับสนุนถูกต้องแล้ว ในหน้าที่ 15 วินิจฉัยประเด็นที่ 5 จบลงตรงหน้า 16 ซึ่งมีอยู่ 2 บรรทัด วินิจฉัยว่า เมื่อศาลวินิจฉัยว่าผู้ถูกร้องมิได้กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 62 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 จึงไม่มีเหตุให้กรรมการบริหารพรรคผู้ถูกร้องในขณะนั้นต้องถูกห้ามดำเนิน กิจกรรมทางการเมืองตาม มาตรา 69


(ผมเข้าใจว่า ในความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนของนายจรัญฯ มีการอ้างกฎหมายผิดคือ แทนที่จะอ้างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 กลับไปอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2541 ซึ่งก็ผิดอีกเช่นกัน เพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับก่อนหน้านี้คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. 2540) มิใช่พุทธศักราช 2541 อย่างที่เขียนไว้หลายแห่งในหน้า 15 ของความเห็น

ส่วน วิธีการเขียนถึงมาตราที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่น่าจะถูกต้อง ด้วยเพราะที่เขียนว่า มาตรา 62 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 นั้น ที่ถูกควรใช้คำว่า มาตรา 62 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มากกว่า และหากผมเข้าใจไม่ผิด ทุกที่ ๆ เขียนว่า มาตรา 62 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 หรือมาตรา 69 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2541 นั้น ที่ถูกควรเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มากกว่าใช่ไหมครับ)

2. นายสุพจน์ ไข่มุกด์ เขียนความเห็น 15 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น ในหน้าที่ 2 ถึงหน้าที่ 4 เป็นตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เริ่มความเห็นในหน้าที่ 5 โดยรวมประเด็นที่ 1 กับ 2 เข้าด้วยกัน และวินิจฉัยในหน้าที่ 9 ตอนท้ายว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในหน้าที่ 10 วินิจฉัยประเด็นที่ 3 จบลงตรงกลางหน้าที่ 14 ว่า พรรคผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง.....เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ร้องแล้ว ในหน้าที่ 14 ตอนท้าย วินิจฉัยประเด็นที่ 4 จบลงตรงกลางหน้า 15 ว่า ผู้ถูกร้องได้จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปี 2548 ถูกต้องตามความเป็นจริง ในหน้า 15 ตอนท้ายกล่าวถึงประเด็นที่ 5 ว่า กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ 5 อีกต่อไป และจบความเห็นส่วนตนว่า อาศัยเหตุดังได้วินิจฉัย จึงมีความเห็นว่าไม่มีเหตุที่จะยุบพรรคผู้ถูกร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 42 วรรคสองและมาตรา 82

3. นายนุรักษ์ มาประณีต เขียนความเห็น 9 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น ในหน้าที่ 2 วินิจฉัยประเด็นที่ 2 ก่อน โดยวินิจฉัยในตอนท้ายของหน้าที่ 2 ว่ากรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 93 ในตอนท้ายของหน้าที่ 2 วินิจฉัยประเด็นที่ 1 จบลงตรงกลางของหน้าที่ 6 ว่า ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในตอนกลางของหน้าที่ 6 วินิจฉัยประเด็นที่ 3 จบลงตรงท้ายของหน้าที่ 7 ว่า ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการ เมืองในปี พ.ศ. 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว ในหน้าที่ 8 วินิจฉัยประเด็นที่ 4 จบลงตรงตอนท้ายหน้าเดียวกันว่า....จึงมีความเห็นว่า ผู้ถูกร้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปี พ.ศ. 2548 ถูกต้องตามความเป็นจริง ในตอนท้ายของหน้าที่ 8 กล่าวถึงประเด็นที่ 5 ว่า เมื่อข้อเท็จจริงดังที่ได้วินิจฉัยดังกล่าวข้างต้นว่า ผู้ถูกร้องมิได้กระทำผิด กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะยุบพรรคการเมืองได้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2551 มาตรา 82 ประกอบมาตรา 93 จึงไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว และจบความเห็นส่วนตนในหน้าที่ 9 ซึ่งมีอยู่ครึ่งบรรทัดว่า ด้วยเหตุดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงมีความเห็นให้ยกคำร้อง

4. นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี เขียนความเห็น 25 หน้า ในหน้าแรกกำหนดให้มี 5 ประเด็น ในหน้าที่ 2 รวมประเด็นที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกันและวินิจฉัยไว้ในหน้า 19 ตอนท้ายว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในตอนท้ายของหน้าที่ 13 รวมประเด็นที่ 3 และ 4 เข้าด้วยกันและวินิจฉัยไว้ในตอนท้ายของหน้าที่ 25 ว่า ผู้ถูกร้องได้รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในปี พ.ศ. 2548 ถูกต้องตามความเป็นจริงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 แล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุให้ยุบพรรคผู้ถูกร้อง ในตอนท้ายของหน้าที่ 25 ไม่พิจารณาประเด็นที่ 5 และจบความเห็นส่วนตนในตอนท้ายของหน้า 25 ว่า ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า ผู้ถูกร้องใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการ เมืองในปี พ.ศ. 2548 เป็นไปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติและรายงานการใช้จ่ายเงินถูกต้องตามความ เป็นจริงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 เห็นควรยก คำร้อง

เมื่อพิจารณา เนื้อหาของความเห็นในการวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญเสียงข้างมาก 4 คนที่ได้นำเสนอไปนั้น ผมมีข้อสังเกตในเรื่องรูปแบบอยู่ 2 ประการด้วยกัน (ไม่นับการอ้างกฎหมายผิดๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำงานคนเดียว มีทั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ เลขานุการ ฯลฯ เต็มไปหมด) คือ ในประการแรกนั้น ในบรรดาความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 4 คน มีเพียงความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เห็นว่า การที่ประธานกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องในวันที่ 26 เมษายน 2553 พ้นระยะเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนด กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ส่วน อีก 3 คนนั้นเห็นคล้าย ๆ กันคือ นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ให้ความเห็น เพราะฉะนั้นข้อสังเกตประการแรกคือ ทำไมคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจึงเขียนว่า “ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก (4 ต่อ 2) ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย” หรือถือเอาว่ากรณีนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไมได้ให้ความเห็นเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคก็ไม่ทราบนะครับ !!!


ส่วน ข้อสังเกตประการต่อมาของผมก็คือ วิธีการเขียนความเห็นและการขาดการสรุปความเห็นของการตัดสินที่ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถเข้าใจได้ในตัวของความเห็นเองว่า ยกคำร้องด้วยเรื่องอะไร เพราะหากจะเอาเรื่องกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคผู้ถูกร้องไม่ชอบด้วย กฎหมาย ไม่ว่าจะด้วยเรื่อง 15 วัน หรือเรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ให้ความเห็นของนายจรัญฯ อยู่ในหน้าที่ 9 (จาก 16 หน้า) ของนายสุพจน์ฯ อยู่ในหน้าที่ 9 (จาก 15 หน้า) ของนายนุรักษ์ฯ อยู่ในหน้าที่ 6 (จาก 9 หน้า) และของนายอุดมศักดิ์ฯ อยู่ในหน้าที่ 19 (จาก 25 หน้า)


ส่วนในตอนท้ายของความ เห็น ก่อนที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญลงนาม ซึ่งเป็นส่วนที่ “สำคัญ” ที่สุดนั้น กลับไม่มีข้อความที่เป็น “ข้อตัดสินชี้ขาด” ของเรื่องดังกล่าวอยู่เลย ด้วยเหตุนี้เองทำให้หนังสือพิมพ์บางฉบับ นักวิชาการ และนักการเมืองบางคนออกมาให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างผิด ๆ เพราะจริง ๆ แล้วความเห็นของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคนที่เขียน “ตอนจบ” ของเรื่อง “ไปซ่อน” อยู่ตรงกลางของความเห็นส่วนตนกันหมด ซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่ปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยที่ “ตอนจบ” ของเรื่องอยู่ตอนท้ายคำวินิจฉัยครับ !!!

ไม่ทราบว่าจะขอมากเกินไปอีกหรือไม่นะครับ ! เนื่องจากความเห็นในการวินิจฉัยคดีส่วนตนเป็นสิ่งที่มาตรา 216 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติไว้ว่าต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาเช่น เดียวกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็หมายความว่าต้องเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบ คงต้องขอให้ช่วยเขียนให้อ่านง่าย ๆ และต้องตรวจสอบกันให้ดีด้วยว่ามีการอ้างตัวบทกฎหมายถูกต้องและมีบทสรุปตอนจบ ที่ชัดเจนว่าแต่ละคนเห็นว่าอย่างไร จะได้สะดวกกับการอ่าน ไม่ใช่ต้องดูประเด็นในหน้าแรก พลิกไปดูตอนท้ายก็ไม่รู้เรื่องต้องย้อนกลับมาอ่านตอนกลางอีก 3-4 รอบ จากนั้นต้องไปอ่านคำวินิจฉัยกลางอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ทราบ “ตอนจบ” ของเรื่อง แล้วต้องย้อนกลับมาดูความเห็นส่วนตนของแต่ละคนซึ่งอยู่สะเปะสะปะไม่ตรงกัน เพื่อที่จะได้ทราบว่าแต่ละคนเห็นว่าอย่างไรใน “ตอนจบ” ของเรื่องครับ

เขียนแบบนี้ ถ้าเป็นนิยายคงเลิกอ่านไปแล้ว ไม่มาทนนั่งอ่านให้เสียเวลาหรอกครับ !!!

ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้องไป 2 เรื่องติดๆกัน นายทะเบียนจะว่าอย่างไรครับ !!! แสดงความรับผิดชอบอะไรออกมาบ้างนะครับ ไม่ใช่เลียนแบบศาสรัฐธรรมนูญ อยู่เงียบๆ มีงานทำ มีเงินใช้ ไม่นานผู้คนก็ลืมไปเอง ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าจะใช้วิธีแบบนี้กันไปหมด แล้วอย่างนี้จะสอนคนรุ่นต่อๆไปให้รู้จักคำว่า “ความรับผิดชอบ” กันได้อย่างไรครับ !!!

ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

"เสื้อแดง"ชุมนุมแยกราชประสงค์คึกคัก คนล้นถนนต้องปิดการจราจร "บก.ลายจุด"ยื่น 2 ข้อเสนอ

ที่มา มติชน

บรรยากาศ การชุมนุมของคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์ เนื่องในวาระครบรอบ 7 เดือน เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 กองร้อย มาดูแลความเรียบร้อยโดยรอบพื้นที่ มีการนำแผงเหล็กมาวางกั้นทั้งสองฝั่งถนนราชประสงค์ ตั้งแต่บริเวณหน้าอมรินทร์พลาซ่าจนแยกราชประสงค์ อีกฝั่งตั้งแต่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลถึงห้างเกษรพลาซ่า ส่วนด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นถนน 1 ช่องทางการจราจร ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต่างนำสินค้าของกลุ่มคนเสื้อแดงมาจำหน่ายกันคึกคัก และมีการพับนกกระดาษสีแดงร้อยด้วยเชือกผูกโยงไว้ที่บริเวณด้านหน้าห้างเกษรพ ลาซ่า


เวลา 13.45 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนล้นทะลักลงมาบนถนนราชประสงค์ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปิดการจราจรด้านหน้าเกษรพลาซ่า ทั้งนี้ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) กล่าวว่า ได้ตกลงกับแกนนำเสื้อแดงแล้วว่าไม่ให้ปิดการจราจร แต่มีผู้ชุมนุมจำนวนมาก จึงอนุโลมให้ปิดถนนราชประสงค์ด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แต่จะไม่ให้ปิดแยกราชประสงค์


เวลา 15.00 น. ผู้ชุมนุมดันแผงเหล็กด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดความวุ่นวายราว 5 นาที จากนั้นผู้ชุมนุมได้ลงมาที่แยกราชประสงค์จนเต็มพื้นที่ ทำให้ต้องปิดการจราจรไปจนถึงแยกเฉลิมเผ่า แยกประตูน้ำ แยกชิดลม และแยกสาร ขณะที่ห้างร้านโดยรอบแยกราชประสงค์ เช่น เกษรพลาซ่า ศูนย์การค้าเอราวัณ ยังเปิดให้บริการตามปกติ


เมื่อเวลา 13.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้จัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง ที่ร้านแมคโดนัลด์ สาขาราชประสงค์ มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยนายสมบัติกล่าวว่า มีข้อเสนอ 2 ประการคือ 1.ให้รัฐบาลแสดงออกถึงบรรยากาศการสร้างความปรองดอง เพื่อลดทอนความคับข้องใจ รัฐบาลต้องส่งสัญญาณปล่อยตัวนักโทษการเมืองที่ไม่ใช่แค่แกนนำ 8 คน โดยสนับสนุนการประกันตัว 2.ฝ่ายประชาชนขอยืนยันในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม รัฐบาลเป็นผู้มีส่วนร่วมก่ออาชญากรรมขอให้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่อคณะ กรรมการชุดนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน

"วันนี้ใช้นกพิราบสีแดงสื่อความ หมายในการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและปลด ปล่อยประชาชน พร้อมปล่อยลูกโป่ง 5,000 ลูก" นายสมบัติกล่าว และว่า ขอสนับสนุนแนวทางของนางธิดา และขอยืนยันว่าแม้ตนจะวิจารณ์ นปช. แต่ไม่ได้มีความขัดแย้งกับ นปช.


ขณะ ที่ จ.ตรัง เมื่อเวลา 11.30 น. กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 50 คน นำโดยนายรัตน์ ภู่กลาง ร่วมกันทำบุญที่วัดมัชฌิมภูมิ ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง อุทิศส่วนกุศลให้คนเสื้อแดงที่เสียชีวิตบริเวณแยกราชประสงค์ โดยพับนกกระดาษสีแดง 91 ตัว และจุดเทียนไว้อาลัย พร้อมอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยแกนนำเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังอยู่ใน เรือนจำ

อดทนสูง

ที่มา ข่าวสด


วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7326 ข่าวสดรายวัน


อดทนสูง


เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




ฮึ่มฮั่มแค่พอให้รู้ว่าใครหมู่ใครจ่า

ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์แกนนำรัฐบาลก็เปิดไฟเขียว

ยอมขึ้นเงินเดือนอบต.ตามที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่เสนอมา

หลังจากก่อนหน้านี้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาแตะเบรกในครม.ถึง 2 ครั้ง

ครั้งหลังสุด วันเดียวกับที่รัฐบาลมีมติเห็นชอบขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ และนักการเมือง ส.ส.-ส.ว.

แต่ดันมีมติตีกลับให้กระทรวงการคลังไปศึกษาข้อมูลการปรับเพิ่มเงินเดือน อบต.อีกครั้ง

ระหว่างนั้นเริ่มมีความเคลื่อนไหวจากสมาคม อบต. หลายจังหวัด

ขู่จะรวมตัวชุมนุมกดดันนายกฯอภิสิทธิ์ หากยังไม่เลิกยื้อแผนการปรับขึ้นเงินให้อบต.

ด้านพรรคภูมิใจไทยเมื่อรู้ข่าว นอกจากจะไม่ห้ามปรามแล้ว นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ยังให้สัมภาษณ์โดยใช้คำพูดว่า

ความอดทนมีขีดจำกัด

จนสื่อหลายฉบับหยิบจับเอาไปเป็นประเด็นพาดหัวข่าว

และจับตานายกฯอภิสิทธิ์ จะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

แต่ปรากฏว่าไม่มีอะไรรุนแรงแตกหัก

นายกฯอภิสิทธิ์ แค่ชี้แจงตอบโต้ตามหลักการ

ก่อนที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะออกมาเผยผลศึกษาข้อมูลการเสนอขึ้นเงินเดือนอบต.ของกระทรวงมหาดไทย

สรุปว่าอยู่ในระดับสมเหตุสมผล สามารถยอมรับได้ เพราะไม่มีผลกระทบต่องบประมาณที่อบต. ยังมีเหลือใช้พัฒนาท้องถิ่น และดูแลประชาชน

โดยเตรียมเสนอผลศึกษาให้ครม.รับทราบวันอังคารที่จะถึงนี้

ส่วนจะปรับขึ้นทันที 1 ม.ค. 2554 เลยหรือไม่

นายกรณ์ อ้างคำพูดของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่บอกว่าหากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังศึกษา

ก็ไม่มีปัญหา

เป็นอันว่าทั้ง 2 พรรคแฮปปี้เอ็นดิ้ง

ข้อสังเกตมีอยู่ว่าพรรคประชาธิปัตย์มักใช้วิธีแบบนี้ไล่ตีกินพรรคร่วมรัฐบาลได้หลายครั้ง

แหย่ขาเสียบสกัดให้ล้มไปก่อน แล้วค่อยยื่นมือฉุดให้ลุกขึ้นเพื่อเอาบุญเอาคุณ

เรื่องขึ้นเงินเดือน อบต. แทนที่พรรคภูมิใจไทยจะโกยคะแนนไปคนเดียวเต็มๆ เพราะเป็นอำนาจของกระทรวง มหาดไทย

สุดท้ายต้องมาเสียท่าถูกพรรคประชาธิปัตย์ขอแบ่งแต้ม

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้

ที่รู้คือพรรคภูมิใจไทยมีขีดความอดทนสูงจริงๆ

'จาตุรนต์'แนะเพื่อไทยเร่งปรับ

ที่มา ข่าวสด

สัมภาษณ์พิเศษ




ประ ชาธิปัตย์กลับมาเป็นต่อหลังรอดคดียุบพรรค ประกาศเข้าสู่โหมดเลือกตั้งทันทีด้วยการปล่อยนโยบายหาเสียง ฉบับ 'ซานต้ามาร์ค' แจกแหลกยิ่งกว่าต้นตำรับ 'เสี่ยแม้วสั่งลุย'

ขณะ ที่สถานการณ์ในพรรคเพื่อไทย เกิดความระส่ำระสายอันเป็นผลพวงจากเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา บรรดาส.ส.จับทิศทางได้ว่ากระแสพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แผ่วลงเห็นได้ชัด แถมท่อน้ำเลี้ยงก็ติดๆ ขัดๆ

ในส่วนของนปช.เองก็ปรับโฉมครั้งใหญ่ ภายใต้การนำของนางธิดา โตจิราการ ที่เน้นการต่อสู้แนวทางสันติ ล่าสุดได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เรียกร้องปล่อยแกนนำเสื้อแดงที่ถูกคุมขัง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มนปช.ไว้ดังนี้



สถานการณ์การเมืองหลังประชาธิปัตย์ไม่ถูกยุบ

ข้อ ดีจากการตัดสินยกคำร้องคือ ไม่ต้องตั้งรัฐบาลกันใหม่ เกิดภาวะสุญญากาศ หรือความไม่แน่นอนที่ประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นรัฐบาลได้อีกครั้ง

แต่ขณะเดียวกันได้สะสมปัญหาความไม่พอใจ ความไม่ยอมรับเชื่อถือในระบบ โดยเฉพาะระบบยุติธรรม ซ้ำเติมวิกฤตประเทศในระยะยาว

แม้ อาจไม่ถึงขั้นเคลื่อนไหวต่อต้านทำร้ายศาล แต่จะแสดง ออกในรูปแบบอื่นๆ อันตรายในระยะยาวคือคนจะหวังพึ่งระบบยุติธรรมน้อยลง หันไปสู้นอกระบบมากขึ้น

ตอกย้ำซ้ำซากความเป็นสองมาตรฐาน



รัฐบาลประกาศนโยบายประชานิยมทันที

การ วางนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เป็นการเรียนรู้จากอดีตที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยประสบความสำเร็จในการ ดำเนินการนโยบายใดๆ ที่ประชาชนจำได้และประทับใจ

พรรคประชาธิปัตย์จึง เรียนรู้จากปรากฏการณ์พรรคไทยรักไทยในอดีตที่ให้ความสำคัญกับนโยบาย ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาของประชาธิปัตย์โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจไม่สามารถสร้าง นโยบายที่เป็นเอกภาพได้ แก้ไม่ตรงจุด ทำให้ประเทศเสียโอกาส เข้าสู่วิกฤตที่หนักขึ้นและนานกว่าที่ควรจะเป็น

แต่นโยบายที่กำลัง ออกในช่วงนี้ เป็นนโยบายที่เตรียมเข้าสู่การเลือกตั้งโดยตรง มีทั้งแจกแถม ทำให้ประชาชนยากที่จะจำแนกแยกแยะระหว่างประชาธิปัตย์กับรัฐบาล

แต่ หากวิเคราะห์ดีๆ ยังไม่ใช่การแก้ปัญหา เพราะไม่ได้ส่ง เสริมให้คนสู้หรือเพิ่มศักยภาพด้วยตัวเอง เป็นเพียงการแจก ต่างจากนโยบายไทยรักไทยที่มีหลักคิด ส่งเสริมให้คนตกปลาเป็น ไม่ใช่เอาปลาไปแจก

ต้องยอมรับว่าในระยะสั้นประชาธิปัตย์จะประสบความ สำเร็จทางการเมืองได้มากพอสมควร ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจะมีงานหนัก ถ้าสู้ก็จะต้องพัฒนานโยบายของตัวเอง

อาศัยจุดแข็งสำคัญที่คนยัง เชื่อว่าพรรคที่เชื่อมโยงมาจากไทยรักไทย ทำนโยบายได้อย่างจริงจังมากกว่าพรรคอื่นๆ แต่สำคัญว่าจะพัฒนานโยบายให้ดีกว่า หรือแตกต่างประชาธิปัตย์ได้อย่างไร



ความเหมาะสมในการยุบสภาช่วงมี.ค.-เม.ย.54

หาก จะแก้วิกฤตการเมืองต้องยุบสภาไปนานแล้ว แต่สถานการณ์การเมืองได้เลยช่วงนั้นไปแล้ว ในช่วงปัจจุบันที่มีการแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาล ประชาธิปัตย์น่าจะติดใจกรณีพรรคร่วมสามารถแย่งที่นั่งในภาคอีสานของเพื่อไทย ได้

เขาจึงมองเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นเขตเล็ก น่าจะแย่งพื้นที่เพื่อไทยในพื้นที่ที่ไม่ถนัดได้ ฉะนั้นโอกาสที่จะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จจึงมีสูง

และการแก้กฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ และกกต.แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ จะใช้เวลา 6 เดือน นับเวลาประมาณเดือนพ.ค.54 รัฐบาลยังต้องการยุบสภาเร็วยิ่งขึ้น เพราะเห็นโอกาสร่วมกันชนะมีสูง

การจะยุบสภาช้าหรือเร็วจึงอยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากนั้นคือรัฐบาลประเมินความได้เปรียบในการเลือกตั้งได้ช่วงไหน



เพื่อไทยควรต่อสู้แนวทางใด

ต้อง รักษากระแสนิยมให้สูงกว่าในปัจจุบัน เพราะต้องไปสู้กับอำนาจเงิน อำนาจรัฐของฝ่ายรัฐบาล เสียเปรียบรอบด้าน ดังนั้นต้องใช้ความล้มเหลวของรัฐบาล การทุจริตคอร์รัปชั่นที่ทำให้คะ แนนเสียงของรัฐบาลตก

แต่เพื่อไทยต้องทำให้เกิดกระแสนิยมด้วยการทำ ให้เกิดความเข้มแข็ง คือมีผู้นำ แกนนำที่มีศักยภาพ และนโยบายที่ประชาชนยอมรับ โดยการมีส่วนร่วมของคนมีความรู้และส่วนร่วมของประชา ชน ผ่านนโยบายหลัก 2 ข้อคือ

1.ดำเนินประเทศไปสู่ประชาธิปไตย 2.ดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาของประเทศทั้งเศรษฐกิจ และสังคมซึ่งต้องรีบทำ ที่ผ่านมาการพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อม เพราะขาดทั้งแกนนำ นโยบาย การสื่อสารประชาสัมพันธ์

ในส่วนของผู้นำ ทั้งผู้ที่จะมาเป็นฝ่ายค้าน หัว หน้าพรรค และผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ อย่างแรกต้องเลิกคิดว่าถ้ามีคนมาเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว พรรคจะแตกแยก เพราะการไม่มีผู้นำที่แท้จริงก็ทำให้พรรคแตกแยกได้เช่นกัน

อาศัยช่วง ที่รัฐบาลยุ่งอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญ ต้องทำให้เร็วเพราะมีเดิมพันที่สูงมาก ไม่เช่นนั้นเพื่อไทยจะแพ้ในครั้งหน้า และจะยากลำบากในการฟื้นพรรคให้เป็นที่นิยม

ดังนั้นต้องหาผู้นำให้ เร็วที่สุด ทั้งหัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้าน และผู้เสนอตัวเป็นนายกฯ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดียวกันก็ได้ แต่ต้องรีบหา



เพื่อไทยควรแยกขาดจากคนเสื้อแดงหรือไม่

ให้แยกขาดไปเลยคงไม่ได้ เพราะมีบทบาทร่วมกันทั้งตัวบุคคลและการเคลื่อนไหวต่างๆ แต่ต่อไปต้องกำหนดบทบาทของทั้งสองส่วนให้ชัดเจน

เพื่อ ไทยต้องแก้ปัญหาของประเทศมากกว่าคนเสื้อแดงที่เน้นการต่อสู้เพื่อ ประชาธิปไตยหรือการเมืองเป็นหลัก การจะเข้ามาบริหารประเทศได้ต้องมีคนเสื้อแดงเป็นแนวร่วมสำคัญ

แต่ ต้องมีแนวร่วมที่กว้างขวางมากกว่าคนเสื้อแดง ไม่ถูกกำหนดนโยบายโดยคนเสื้อแดง เพราะจะถูกคนจำนวนมากปฏิเสธ จึงต้องจัดความสัมพันธ์ให้พอดี



เปลี่ยนแกนนำนปช.มีผลอย่างไรต่อการเคลื่อนไหว

ที่ ผ่านมาคนเสื้อแดงเน้นแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด เพียงแต่มีบางกลุ่มที่ควบคุมไม่ได้ ใช้ความรุนแรง และถูกเหมารวม การที่มี นางธิดา โตจิราการ เข้ามาเป็นแกนนำ จะทำให้ภาพคนเสื้อแดงชัดเจนในเรื่องสันติมากขึ้น

หากเสริมการนำได้ดี ทำหน้าที่ได้ดี จะทำให้นปช.ภายใต้การนำของนางธิดากับพวกเป็นแนวทางสันติ



ปรองดองรอบใหม่หลังนางธิดาพบนายกฯ

เป็นสัญญาณที่ดีหลังจากหลายคนหมดความหวังไปแล้ว ที่ผ่านมามีการทำงานปรองดองร่วมกันจากหลายฝ่าย แต่นายกฯไม่เคยเข้ามามีส่วนร่วม

หากรัฐบาลประสานงานจนแกนนำได้รับการประกันตัวออกมา ความปรองดองด้วยการเจราจาจะเกิดขึ้น



ข้อเสนอยุติคดีคนเสื้อแดงแลกกับหยุดเคลื่อนไหว

การ ยุติคดีของคนเสื้อแดงคงยากเพราะเรื่องเดินไปแล้ว และรัฐบาลตัดสินใจใช้กำลังสลายชุมนุม จนเกิดแพ้ชนะไปข้างหนึ่ง ต่อจากนี้ถ้าฝ่ายเสื้อแดงไม่ผิด รัฐบาลก็จะผิดฐานฆ่าประชาชน

รัฐบาลจึงต้องเดินหน้าหาผู้ก่อการร้ายเพื่อทำให้เห็นว่า การฆ่าประชาชนเป็นการฆ่าผู้ก่อการร้าย หรือผู้ก่อการร้ายฆ่ากันเอง

การ ต่อรองให้คนเสื้อแดงหยุดการเคลื่อนไหวก็เป็นไปไม่ได้อีก การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นเรื่องจำเป็นในสภาวะบ้านเมืองเช่นนี้ รัฐบาลควรส่งเสริมให้มีการเคลื่อนไหวอย่างสันติ หาแนวทางให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มีความยุติธรรม

ถ้าเป็นเช่นนั้นได้ การเคลื่อนไหวจะค่อยๆ หมดความจำเป็นลงไป



สถานการณ์บ้านเมืองในปีหน้า

เมื่อ ยุติการชุมนุมด้วยการใช้ความรุนแรง คนเสื้อแดงจึงต้องเคลื่อนไหวต่อไปเพื่อปล่อยตัวผู้ต้องหา แต่ไม่น่าจะใหญ่โตหรือรุนแรงอะไรเพราะมีบทเรียนมา ความขัดแย้งรุนแรงนอกสภาจึงไม่น่าจะมีมากนัก

ในสภาก็ไม่น่ามีอะไร เข้มข้นมาก การเรียกร้องยุบสภาก็เลยมาแล้ว และใกล้ที่รัฐบาลจะยุบสภาเอง ความขัดแย้งจึงจะไปอยู่ที่หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า

แค่แปลงร่าง ลับ-ลวง-เลอะ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

แค่แปลงร่าง ลับ-ลวง-เลอะ!


8 เดือน ศอฉ.ใช้งบเท่าไร?
เลิก พ.ร.ก.ใช้ พ.ร.บ.ก็ครือกัน
แม้ ว่ารัฐบาลจะยังคงมีการใช้ พรก.ฉุกเฉิน อยู่ เนื่องจากเมื่อวันอังคารที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเสนอเรื่องการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินเข้า ครม. ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เอ่ยปาก

แต่เลื่อนมาเป็นว่า น่าจะมีการเสนอเข้า ครม. ในวันพรุ่งนี้ ( 21 ธ.ค.)

แต่การมี พรก.ฉุกเฉิน หรือไม่มี... ดูเหมือนว่าไม่สามารถที่จะทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจของกลุ่มคนเสื้อแดง เปลี่ยนแปลงไปได้

เพราะ จากที่เคยประกาศเอาไว้ว่าในวันที่ 19 ธันวาคม จะมีการชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ เนื่องในวาระครบรอบ 7 เดือน เหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

ปรากฏว่าก็ยังคงมีการ ชุมนุมจริงๆ เพียงแต่เป็นการชุมนุมที่นอกจากจะสะท้อนจุดยืนที่หนักแน่นแล้ว ยังเป็นการชุมนุมที่มีพัฒนาการจากบทเรียนที่เจ็บปวดมากขึ้น

เพราะ พรก.ฉุกเฉิน จริงๆแล้วไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ 2 มาตรฐาน!!!

การ ชุมนุมรอบนี้ ผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงทยอยเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้า โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 กองร้อย มาดูแลความเรียบร้อยโดยรอบพื้นที่ มีการนำแผงเหล็กมาวางกั้นทั้งสองฝั่งถนนราชประสงค์ ตั้งแต่บริเวณหน้าอมรินทร์พลาซ่าจนแยกราชประสงค์

อีกฝั่งตั้งแต่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลถึงห้างเกษรพลาซ่า

ส่วน ด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ตำรวจนำแผงเหล็กมากั้นถนน 1 ช่องทางการจราจร ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต่างนำสินค้าของกลุ่มคนเสื้อแดงมาจำหน่ายกันคึกคัก และมีการพับนกกระดาษสีแดงร้อยด้วยเชือกผูกโยงไว้ที่บริเวณด้านหน้าห้างเกษรพ ลาซ่า

เวลา 13.45 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ นับหมื่นคนจนล้นทะลักลงมาบนถนนราชประสงค์ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจปิดการจราจรด้านหน้าเกษรพลาซ่า

ซึ่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 (ผบก.น.1) กล่าวว่า จริงๆแล้วได้ตกลงกับแกนนำเสื้อแดงแล้วว่าไม่ให้ปิดการจราจร แต่มีผู้ชุมนุมจำนวนมาก จึงอนุโลมให้ปิดถนนราชประสงค์ด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แต่จะไม่ให้ปิดแยกราชประสงค์

เวลา 15.00 น. ผู้ชุมนุมดันแผงเหล็กด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดความวุ่นวายราว 5 นาที จากนั้นผู้ชุมนุมได้ลงมาที่แยกราชประสงค์จนเต็มพื้นที่ ทำให้ต้องปิดการจราจรไปจนถึงแยกเฉลิมเผ่า แยกประตูน้ำ แยกชิดลม และแยกสาร ขณะที่ห้างร้านโดยรอบแยกราชประสงค์ เช่น เกษรพลาซ่า ศูนย์การค้าเอราวัณ ยังเปิดให้บริการตามปกติ

ในขณะที่ช่วงบ่ายโมง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ได้จัดกิจกรรมวันอาทิตย์สีแดง ที่ร้านแมคโดนัลด์ สาขาราชประสงค์ มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

โดยนายสมบัติกล่าวว่า มีข้อเสนอ 2 ประการคือ

1.ให้ รัฐบาลแสดงออกถึงบรรยากาศการสร้างความปรองดอง เพื่อลดทอนความคับข้องใจ รัฐบาลต้องส่งสัญญาณปล่อยตัวนักโทษการเมืองที่ไม่ใช่แค่แกนนำ 8 คน โดยสนับสนุนการประกันตัว

2.ฝ่ายประชาชนขอยืนยันในการพิสูจน์ข้อเท็จ จริงในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม รัฐบาลเป็นผู้มีส่วนร่วมก่ออาชญากรรมขอให้ดำเนินการเปิดเผยข้อมูลต่อคณะ กรรมการชุดนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน

“วันนี้ใช้นกพิราบสีแดงสื่อความหมายในการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและปลดปล่อยประชาชน พร้อมปล่อยลูกโป่ง 5,000 ลูก” นายสมบัติกล่าว

รวมทั้งระบุว่า ขอสนับสนุนแนวทางของนางธิดา และขอยืนยันว่าแม้จะวิจารณ์ นปช. แต่ก็ไม่ได้มีความขัดแย้งกับ นปช.

ท่า ทีและการเดินกิจกรรมสไตล์นายสมบัติ หรือ บก.ลายจุด เช่นนี้แหละที่ทำให้ พรก.ฉุกเฉินฯของรัฐบาล กลายเป็นแค่คำขู่ที่หมดฤทธิ์ เนื่องจากนายสมบัติสามารถแสดงจุดยืนและข้อเรียกร้องได้ รวมทั้งสามารถทำให้มีประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมได้เป็นจำนวนมาก

เมื่อนายสมบัติไม่ได้ใช้ความรุนแรง พรก.ฉุกเฉินฯ หรือแม้แต่กระทั่ง 2 มาตรฐาน ก็ไม่สามารถที่จะหาข้ออ้างอะไรมาเอาเรื่องได้

ดัง นั้นจึงไม่แปลกที่นับตั้งแต่ บก.ลายจุด มาใช้ความสงบ ปราศจากความรุนแรง ออกมาทวงถามความยุติธรรม นายอภิสิทธิ์ ก็มองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆว่า พรก.ฉุกเฉินฯ คงต้องถึงเวลาสิ้นสภาพในไม่ช้า

ที่ยังยืดเยื้อมาจนวันนี้ ก็เป็นเพราะ ทหาร ศอฉ. และกลุ่มขั้วอำนาจพิเศษ ยังมีความหวาดระแวงอยู่

ซึ่งแม้ว่านายอภิสิทธิ์ จะเปรยๆให้ทบทวนหลายครั้ง รวมทั้งหลังสุดระบุให้มีการพิจารณาและนำเข้าสู่ ครม. แต่ก็ยังคงถูกดึงเกมอยู่

เพียง แต่ว่าเมื่อกลุ่มเสื้อแดง และ บก.ลายจุด มีการใช้บทเรียนพฤษภาอำมะหิตให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่นายอภิสิทธิ์เองก็คาดคั้นมากขึ้น จึงเชื่อว่า พรก.ฉุกเฉินไม่น่ารอดแน่ในรอบนี้

ซึ่งนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการประชุมครม. วันที่ 21 ธ.ค. นี้ ว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ว่าควรจะต้องยกเลิกกฎหมายพิเศษที่จำกัดสิทธิ ประชาชน

แต่การที่รัฐบาลจะบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแทนนั้น เห็นว่าเป็นการไม่เหมาะสม เพราะเปรียบเสมือนแปลงร่างหน่วยงานศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แบบสีเขียวเข้มลงมาซ่อนรูปเป็นเขียวลายพราง

คือหันมาใช้ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยแทน

โดย ใช้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานหลักในการรักษาความสงบเรียบร้อย ก็ถือเป็นบุคคลในหน่วยงานด้านความมั่นคงกลุ่มเดิมมาเป็นเครื่องมือค้ำอำนาจ ให้กับรัฐบาลต่อไป

“ขณะนี้ก็เห็นว่าไม่ปรากฏสถานการณ์ใดๆที่กระทบต่อ ความมั่นคง จึงเห็นว่ารัฐบาลควรประกาศยกเลิกกฎหมายพิเศษทั้งหมด โดยหันมาใช้กฎหมายปกติ และใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รักษาความสงบแทน ควรให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้สิทธิเสรีภาพตามปกติ”

อย่างไรก็ตามจุดที่ น่าสนใจ คือ การเรียกร้องขอให้รัฐบาลได้เปิดเผยการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินในระหว่าง ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 53 จนถึงวันประกาศยกเลิก 8 เดือนเศษ ว่าใช้งบประมาณไปเป็นจำนวนเท่าใด

โดยขอให้มีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบอย่างโปร่งใส และให้พรรคเพื่อไทยสามารถดำเนินการตรวจสอบได้

เหตุผล ก็คือ เพราะก่อนหน้านี้ มีข้อครหาเรื่องความไม่โปรงใสในการใช้งบประมาณว่าเคลียกันไม่ลงตัว มีข่าวจะยกเลิก พรก. เมื่อ 14 ธ.ค. 53 สุดท้ายก็เลื่อนมาขอยกเลิก ในวันที่ 21 ธ.ค. เพื่อที่จะได้มีเวลาเคลียงบฉุกเฉิน เพราะกลัวถูกตรวจสอบ

“ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่???”นายพร้อมพงศ์ตั้งคำถาม

พร้อม กับตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ด้วยว่า หากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาลไม่จริงใจดำเนินการ ก็ต้องถือว่ารัฐบาลไม่สุจริตใจ ในการใช้งบประมาณ ซึ่งมาจากภาษีประชาชน

และทางคณะทำงานที่ติดตาม เรื่องการใช้งบ พรก. ฉุกเฉิน ของพรรคเพื่อไทย จะยื่นขอให้ตรวจสอบโดยผ่าน ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร และ ประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลัง และการธนาคาร สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ตรวจสอบเงินภาษีประชาชน

ว่าใช้ในการรักษาอำนาจให้กับรัฐบาลชุดนี้เป็นจำนวนเท่าไร ถูกต้องและโปร่งใสหรือไม่???

งานนี้ พรก.ฉุกเฉินฯ ดูแล้วฝืนใช้ต่อไปคงยาก น่าจะไม่รอดวันพรุ่งนี้แน่
แต่ยังไม่รู้ว่า การอุตส่าห์เลิกใช้ พรก.ฉุกเฉินฯ จะช่วยต่ออายุให้ รัฐบาล ได้นานแค่ไหน!!!

ลุ้นชี้ชะตา ต่อวีซ่าหลินปิง (ซุป) ตาร์ตัวจริงของไทย

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เป็นความผูกพันกว่า 1 ปี 6 เดือน ที่หลินปิงได้ลืมตาดูโลกขึ้นที่ประเทศไทย
ซึ่งในวันนี้ คนไทยอาจจะต้องเกิดอาการตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า
ขวัญใจสุดน่ารักอย่างหลินปิง จะได้อยู่ในประเทศไทยต่อ
หรือต้องกลับไปใช้ชีวิตอยู่ที่จีน ต้นกำเนิดของบรรพบุรุษมันเอง...

นับตั้งแต่ที่ประเทศไทยได้รับหมีแพนด้าจากประเทศจีนมา 2 ตัวคือ
ช่วงช่วง และหลินฮุ่ย มาอยู่ที่สวนสัตว์จังหวัดเชียงใหม่เมื่อ 7 ปีก่อน
กระแสของแพนด้าฟีเวอร์ก็เกิดขึ้นมาตลอด
ซึ่งส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวในประเทศอย่างมาก ไปไหนใครก็พูดถึง
สื่อต่างๆ ก็ติดตามความเคลื่อนไหวมาโดยตลอดว่าจะกินยังไง อยู่ยังไง

และที่สำคัญ จะจู๋จี๋มีแพนด้าน้อยออกมาเมื่อไหร่ คนไทยลุ้นกันจนตัวโก่ง
ทั้งเปิดหนังปลุกอารมณ์หมีแพนด้า
เปิดเพลงสร้างบรรยากาศ เพิ่มโภชนาการด้านอาหารให้หมีทั้ง 2 ตัวนี้สมบูรณ์ที่สุด
จนกระทั่งเมื่อทุกอย่างประสบความสำเร็จ
ก็เลยได้หมีแพนด้าตัวน้อยนามว่า "หลินปิง" ขึ้นมา ให้คนไทยชื่นชม
นับจากวันนั้น หลินปิงกลายเป็นขวัญใจที่ใครๆ
ก็อยากแวะเวียนไปเยี่ยมที่สวนสัตว์เชียงใหม่อย่างไม่ขาดสาย



บางทีก็อยากเป็นหมีแพนด้าไฮเทคบ้างอะไรบ้าง


กระแสของหลินปิงฟีเวอร์เริ่มหนักขึ้น มากขึ้นจะบอกว่าเป็น (ซุป) ตาร์ของประเทศก็ไม่แปลก
จะกิน เดิน นั่ง นอน หกล้ม หน้าหงาย หรือทำอะไรก็เป็นข่าวทุกครั้ง
สื่อทีวีช่องดังวิกพระราม 4 ยังเสนอภาพน่ารัก พร้อมเพลงประกอบให้เห็นเป็นประจำ
จนคนให้ฉายาพิธีกรชื่อดังว่า เป็นพ่อบุญธรรมของหลินปิงไปซะอย่างนั้น
รวมไปถึงวงการเพลงบ้านเรา ก็ยังแต่งเพลงหมีแพนด้า จนโด่งดังไปทั่วประเทศ



เยอรมนีมีหมึกพอลทายผลบอลโลก ของพี่ไทยก็ต้องให้หลินปิงนี่แหละ



ฟุตบอลไทยไม่ได้ไปบอลโลกเสียที
หมีแพนด้าอย่างหลินปิงเลยขอชูถ้วยแชมป์ปลอมๆ ปลอบใจ

เป็นปรากฏการณ์ที่นานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง
ที่สัตว์ประจำชาติจีน จะกลายเป็นขวัญใจของประเทศไทย
ซึ่งด้วยความผูกพันที่มีมานาน ในวันนี้เลยทำให้หลายคนต่างลุ้นว่า
หลินปิงจะได้อยู่เมืองไทยต่อ หรือต้องกลับสู่ประเทศจีน
เพราะด้วยวัยที่มากขึ้น สามารถผสมพันธุ์ได้แล้ว
ทางจีนจึงกลัวว่า
ถ้าหลินปิงยังอยู่รั้วเดียวกับพ่อของมัน (ช่วงช่วง) อาจทำให้พ่อลูกผสมพันธุ์กันเอง




วัยกำลังซน

ทางสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าของจีน
ผู้รับผิดชอบในด้านการทำสัญญาให้กับหมีแพนด้าไปอยู่ประเทศต่างๆ
จึงมีคณะเดินทาง 5 ท่าน
จะมาเยี่ยมชมการดูแลครอบครัวหมีแพนด้าที่ไทยว่า ดูแลเป็นอย่างไร
โดยหลังจากเสร็จการเยี่ยมชม และได้ประชุมเป็นที่เรียบร้อย ก็จะทราบได้ว่า
เราจะฉลองปีใหม่กับหลินปิงด้วยกัน หรือว่าต้องนับถอยหลังเพื่อส่งกลับประเทศ
ซึ่งได้แต่ภาวนาอยากให้ขยายเวลาหลินปิงอยู่ที่นี่ต่ออีก
เพราะถ้าเป็นแบบข้อหลัง คนไทยคงคิดถึงหลินปิงแย่เลย



น่ารักขนาดนี้หวาน หวาน ชิดซ้าย คนนี้ต่างหาก (ซุป) ตาร์ตัวจริง



ให้หนูอยู่เมืองไทยต่ออีกหน่อยนะๆๆ


http://www.thairath.co.th/content/life/135314

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 20/12/53

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



หากเป็นคน แล้วปากหมา พาวิบัติ
พูดชี้ชัด ชี้ช่อง สยองขวัญ
ปากเป็นนาย ใจเป็นทาส อนาถมัน
ไร้วิชั่น ปากสอพลอ ตอแหลแลนด์....

พูดเอามัน ไม่ตรึกตรอง คะนองปาก
ชอบสำรอก แก้ไขยาก ลำบากแสน
เป็นนายก หน้าส้นฯ คนดูแคลน
ทั่วถิ่นแดน เบือนหน้า ระอานัก....

เอาคำพูด ปากดี เป็นที่หนึ่ง
ไม่คำนึง ความวุ่นวาย เสียหายหนัก
คนทำกิน ต่างอ่อนแรง คอยแช่งชัก
สุดเคียดแค้น รอสำลัก กระอักตาย....

ไร้ภาวะ ผู้นำ ระยำปาก
เป็นเอามาก ชี้ชนวน ชวนฉิบหาย
เหมือนเติมเชื้อ สับสน คนวุ่นวาย
สร้างข่าวร้าย เล่ห์ลิ้น ก่อนสิ้นปี....

คำพูดออก จากปาก ยากเลี่ยงหลบ
ทำบัดซบ กลบโกรธ โทษนั่นนี่
ว่าลงข่าว ขยายไป ดูไม่ดี
ปากอัปรีย์ พูดมาได้ ไม่อายคน....


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โอ๊ย..ปวดใจ(ใครบางคน) จริงๆ แดงเต็มราชประสงค์อีกแล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน

อย่างที่ผมเคยเขียนไว้เมื่อคราววันรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาแล้วว่า
ถึงวันนี้ไม่ต้องถามแล้วว่าเสื้อแดงมากันเยอะไหม (เพราะเยอะทุกครั้ง)
วันนี้เสื้อแดงได้ก้าวผ่านคำว่าปริมาณ มาสู่คำว่าคุณภาพกันแล้ว xxx60





คุณภาพขนาดไหน ก็ลองส่งคนมาดู กระดาษระบายความในใจของเขากันสิ ซาบซึ่ง



ถ้าเอาไปรายงานเข้าหูกันจริงๆ ไม่แน่อาจช๊อคได้ 859cc94a



ความจริงหากรู้แล้วว่า พวกคุณกำลังสู้อยู่กับใคร
รู้หรือป่าว ว่ากำลังสู้อยู่กับประชาชน
ซึ่งสุดท้ายจากประวัติศาสตร์แล้ว ประชาชนไม่เคยแพ้ อยู่ที่ว่าจะช้า จะเร็ว จะจบแบบไหนเท่านั้น


"ผู้ปกครองผ่านมาแล้ว แล้วจากไป
ประชาชนนั้นไซร้ สมบูรณ์นิรันดร์กาล

เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ
ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน"

ผมออกมาถ่ายภาพข่าวทางการเมือง อย่างนี้มา 4 ปีกว่าแล้ว
(เมื่อก่อนผมไม่ได้สนใจการเมืองมากนัก ทำงานหามรุ่งหามค่ำ อย่างเดียว)

ผมสังเกตุได้ถึงการเปลี่ยนแปลงไปของประชาชนที่มาชุมนุมจริงๆ
และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใครก็ไม่อาจเรียกคืนความรัก จากพวกเขาไปได้อีก
พวกเขารู้แล้วว่า ความรักชาติ รักประขาธิปไตย เป็นความรักที่พวกเขาเลือกเองได้ ไม่ต้องมีใครมาบังคับ

วันนี้มวลชนที่ออกมาก้าวไปไกลแล้ว
เขารู้ความจริงกันหมดแล้ว
เขาไม่มีความรัก ให้กับความตอแหล อีกแล้ว

ผมว่าวันแห่งชัยชนะของประชาชน น่าจะใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว





ใกล้เวลาจบของ "ตอแหลแลนด์" ดินแดนแห่งเทพนิยาย แล้ว

ความจริงที่งดงามกำลังแพร่ขยายออกไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ









หนุ่มสาวรุ่นใหม่ รู้ความจริงกันหมดแล้ว

และ เวรกรรม coming soon


นางเอก และพระเอก มาร่วมโปรโมท หนังสั้น "เวรกรรม coming soon" ติมตามได้จาก youtube ครับ

จำกันได้ไหมเอ่ย...






ถึงคุณจะขังลืมแกนนำ
ก็จะมีแกนนำรุ่นต่อๆ มา ขึ้นมาอีกเรื่อยๆ

แกนนำรุ่นต่อไป...คนนี้ คุณพ่อบอก ไม่กลัวถูกขัง ขอแค่มีขวดนมไปด้วย ก็พอแล้ว 555 5fc0f220



แกนนำสาวสวย คนต่อไป


เดี่ยวนี้มากันที เป็นทีมครอบครัว เลยยยยยยย xxx13

คุณแม่ยังสาว พาน้องๆ สวยๆ มาร่วมกิจกรรมครอบครัว







เด้วจะหาว่ามีแต่สาวๆ เก็บภาพหนุ่มหล่อมาให้สาวๆ หน้าคอม ดูบ้าง อิอิ
ภาพนี้คุณลูกคู่กับคุณแม่ ชื่นใจดีจริงๆ



ส่วนภาพนี้ สาวๆ เห็นหนุ่มหล่อ เลยของถ่ายภาพกันเป็นที่ระลึก ให้รู้ว่าเสื้อแดง ก็มีหนุ่มหล่อๆ





เด้วมีคลิป VDO สัมภาษณ์ สาวๆ ด้วยนะครับ รอแป๊บ (ใหญ่) นึง นะครับ เหนื่อยใจ


CD "วอนนอนคุก" ยังมีจัดจำหน่ายอยู่นะคร้าบบบ

ปิดท้ายกันด้วยเพลงประสานเพลง ที่ทั้งไพเราะ และเนื้อเพลงกินใจ ของพี่จิ้น กรรมาชน คนเขียนเพลงเพื่อประชาธิปไตย







โดย jomyut

เสมอต้น เสมอปลาย เลยนะครับภาพแจ่มๆทั้งน้านนน...โดนเฉพาะสาวๆและหนุ่มๆหัวใจสีแดง...แล้วที่เก็บไว้ก็เอามาลงต่อเลยนะครับ...




บันทึกการเข้า