WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, December 21, 2010

พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง (1): คำถามต่อพุทธศาสนาในความเป็นรากฐานทางปัญญาของสังคม

ที่มา ประชาไท

จากการเสวนา "พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง" โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553 ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : ผม ขอเริ่มด้วยการเปิดประเด็น ชวนคุยไปเรื่อยๆ ก่อนละกันนะครับ ในฐานะของคนที่ไม่ได้รู้เรื่องพุทธศาสนามากนัก เรื่องนึงที่ผมมองว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ เรื่องการวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่คนทำกันมาเยอะมากๆอยู่แล้วนะครับ ทำมาตั้งแต่รุ่น อ.สุลักษณ์ พระไพศาล ตั้งแต่ก่อนเป็นพระท่านก็ทำ อ.นิธิก็มีงานเขียนเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์พุทธศาสนาเยอะแยะ ดังนั้นประเด็นพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ปัญญาชนให้ความสนใจ ล่าสุดคุณคำ ผกาก็มีการวิจารณ์ศาสนา และประเด็นเรื่องการปฏิรูปซึ่งค่อนข้างรุนแรง ทำให้คนไม่พอใจจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมจะพูดถึงประเด็นนี้ก่อนนะครับ
ผมคิดว่าส่วน ใหญ่เวลาพวกปัญญาชน คนชั้นกลาง หรือสื่อมวลชนวิจารณ์พุทธศาสนาในบ้านเรา วิธีที่ใช้ในการวิจารณ์จะวนอยู่สองสามเรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือ ดูพฤติกรรมของพระว่ามีความเหมาะสม มีความอยู่ในร่องในรอยตามคำสอนพุทธศาสนาหรือเปล่า พูดง่ายๆก็คือเป็น วิธีการจับผิดพระ พระมีกิ๊ก พระมีสีกา พระแต่งตัวเป็นเกย์ อะไรแบบนี้ แล้วก็ใช้ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นตัวอย่างมาสรุปว่า เห็นไหม... สิ่งที่พระทำก็ไม่ได้ดีอะไรนัก แสดงให้เห็นว่าพุทธศาสนากำลังมีปัญหา ส่วนบางคนที่ซับซ้อนขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะวิจารณ์ในประเด็นที่ว่า พุทธศาสนาอาจจะมีคำสอนหลายๆ อันที่ไม่สอดคล้องกับสังคม เช่น วิธีคิดที่พุทธศาสนามองผู้หญิง คนที่สนใจศึกษาเรื่องสิทธิสตรี หรือพวกเฟมินิสต์ก็จะบอกว่า ศาสนาพุทธมีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ การเชื่อว่าผู้หญิงเป็นมนุษย์ที่ด้อยกว่าผู้ชาย ประเด็นที่เห็นชัดๆ ง่ายๆ คือการไม่ให้ผู้หญิงบวชเป็นพระ
ผมเพิ่งเข้าไปคุย กับท่านพระครูธรรมาธรครรชิตมา ซึ่งท่านอยู่วัดของเจ้าคุณประยุทธ์ เราก็คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ และมีประเด็นหนึ่งที่ทำให้เราเถียงกันค่อนข้างเยอะ คือ เรื่องการมองว่าผู้หญิงมีสิทธิ์ในการบวชได้หรือเปล่า ท่านก็เถียงหลายๆ เรื่องนะครับ ซึ่งที่น่าสนใจก็คือ พอเถียงกันไปเถียงกันมา ท่านพูดว่า เหตุผลชี้ขาดจริงๆ ที่ผู้หญิงบวชเป็นพระไม่ได้ คือ แน่นอนว่าศาสนจักรอาจจะอ้างเรื่องพระไตรปิฎกใช่ไหมครับ อ้างว่ามันไม่มีภิกษุณี แต่ในที่สุดแล้ว ท่านพระครูธรรมาธรครรชิตก็อ้างว่า จริงๆ แล้วสำหรับท่าน เรื่องที่มันสำคัญที่สุดคือว่า ผู้หญิงเนี่ยไม่มีเหตุผล เพราะว่าผู้หญิงมีประจำเดือน พอผู้หญิงมีประจำเดือน ผู้หญิงก็จะอารมณ์แปรปรวน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเหตุผลที่มัน beyond เหตุผลของมนุษย์ในปัจจุบันไปแล้ว ว่าการมีประจำเดือนทำให้มนุษย์บางเผ่าพันธุ์ในโลกมีอารมณ์แปรปรวน เพราะฉะนั้นเลยเข้าสู่ศาสนจักรไม่ได้ แล้วพอผมถามท่านว่า แล้วเวลาที่ผู้หญิงบริจาคเงิน เงินซึ่งมาจากอารมณ์แปรปรวนนี่มันได้ไหม? ท่านก็ฉุนๆนะครับ ในที่สุดเมื่อคุยกันไปเรื่อยกลายเป็นว่า ในโลกนี้มีสัตว์บางประเภทที่ไม่มีเหตุผลเท่าผู้ชาย เพราะเหตุผลง่ายๆ คือสัตว์ประเภทนั้นมีประจำเดือน อันนี้ก็คือตัวอย่างหนึ่งว่า ถ้าในระดับผิวเผิน คนจำนวนหนึ่งก็จะวิจารณ์พระสงฆ์จากกิจกรรมต่างๆ ที่ท่านทำ ซึ่งก็อาจจะเหมาะหรือไม่เหมาะ หรือระดับที่ลึกซึ้งขึ้นมาก็คือ ดูคำสอนว่ามันมีความสอดคล้อง เท่าทันต่อสังคมปัจจุบันแค่ไหน
แต่ผมคิดว่า เรื่องที่ผมอยากจะพูดคงไม่ได้มาจากในมุมนี้ แต่ผมจะพูดผ่านปรากฏการณ์สองสามเรื่องด้วยกันครับ
เรื่อง ที่หนึ่งก็คือ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้พระสงฆ์กลายเป็นสินค้ามากขึ้น ซึ่งอันนี้ผมอาจจะผิดก็ได้นะครับ แต่ในความคิดเห็นของผม ผมคิดว่าช่วง ๑๐-๒๐ ปีมานี้ บทบาทของพระสงฆ์ในการเป็นสินค้าแบบหนึ่ง มันชัดเจนมาก เราอาจจะเรียกว่าเป็น สินค้าในตลาดเชิงจิตวิญญาณอะไรก็แล้วแต่ เราลองนึกถึงพระอย่าง ว.วชิรเมธี พระมหาสมปอง แบบนี้ ผมคิดว่าปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นเรื่องใหม่ หากย้อนไปไกลสุดก็อาจเป็นสมัยพระพยอมหรือเปล่า ผมไม่รู้นะครับ มันกลายเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจว่า สภาพของพระสงฆ์ที่กลายเป็นสินค้าในระบบทุนนิยมนี่มันชัดเจนมากในปัจจุบัน คำถามที่สองก็คือว่า พระสงฆ์ที่กลายเป็นสินค้าเนี่ยขายอะไร คำตอบก็คือขายตัวเองผ่านโทรทัศน์ใช่ไหมครับ ขายตัวเองผ่านซีดี ขายตัวเองผ่านดีวีดี หรือ หนังสือคำสอนแบบง่ายๆ ต่างๆ ที่นี้ถามต่อไปอีกว่า แล้วคำสอนที่พระที่ทำตัวเองให้เป็นสินค้าในระบบทุนนิยมขายคืออะไร พูดตรงๆ ผมคิดว่าไม่ใช่คำสอนที่มีความลึกซึ้งอะไร คำสอนพวกนี้มักจะเป็นคำสอนประเภท “คนเราต้องขยัน” “คนเราต้องรักพ่อแม่” “คนเราต้องทำความดี” นี่คือสินค้าที่พระกลุ่มหนึ่งใช้ขายผ่านระบบทุนนิยม ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคำสอนแบบนี้มันมีประโยชน์กับคนในสังคมปัจจุบันจริงๆ หรือว่ามันเป็นคำสอนที่คนในสังคมปัจจุบันพร้อมรับมัน เพราะว่าเค้าพร้อมจะบริโภคอะไรบางอย่างที่เป็นการผลิตซ้ำคำอธิบายที่เขา เชื่อของเขาเองอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เช่นเวลามีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง สังคมก็จะมีพระกลุ่มหนึ่งทำบทบาทในแบบที่ พูดง่ายๆ คือเหมือนพวกครีเอทีฟในวิชาโฆษณาทำกัน คือ ผลิตคำคมออกมาอธิบายปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนด้วยคำตอบง่ายๆ เช่น ช่วงเมษา-พฤษภา ท่าน ว.ก็ทวิตประโยคหนึ่งซึ่งเป็นที่ฮือฮาว่า “ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน” แล้วกลายเป็นประเด็นขึ้นมาว่า ฆ่าคนบาปน้อยกว่าฆ่าเวลา อันนี้เป็นศาสนาเวอร์ชั่นไหน หรือเป็นศาสนาของอุตสาหกรรมนาฬิกา ที่การฆ่าคนบาปน้อยกว่าการฆ่าเวลา แต่ตอนหลังท่านก็ลบเรื่องนี้ทิ้งไปนะครับ
ผมว่า อันนี้มันน่าสนใจคือ คำสอนที่มันถูกผลิตซ้ำโดยพระกลุ่มนี้เนี่ย ในที่สุดแล้วมันเป็นความลุ่มลึกทางภูมิปัญญาของพุทธจริงๆ หรือมันเป็นแค่การเอาคำอธิบายที่คนเชื่อกันอยู่แล้วในสังคมมาผลิตซ้ำในแบบ ง่ายๆ แล้วใช้สถานภาพของความเป็นพระ ซึ่งคนไทยพร้อมจะเชื่ออยู่แล้ว เพราะคนไทยมักจะเชื่อเจ้า เชื่อพระ เชื่ออาจารย์ เพราะเชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นที่มาของภูมิปัญญา แล้วก็ผลิตซ้ำคำเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าในแง่หนึ่งมันไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจปัญหา แต่มันใช้ได้กับคนในสังคม เพราะมันพูดเรื่องที่คนคิดกันอยู่แล้ว เวลามีความขัดแย้งทางการเมือง ก็บอกว่า ทางออกคือคนไทยต้องรักกัน พูดจริงๆ ก็คือ คำตอบแบบนี้เด็กประถมก็ตอบได้ คนเราต้องรักกัน คนเราต้องสามัคคีกัน ที่นี้คำถามคือแล้วสินค้าหรือสิ่งที่พุทธศาสนาผ่านพระกลุ่มที่ทำให้ตัวเอง เป็นสินค้ามีให้กับสังคม มันมีอยู่แค่นี้เองเหรอ อันนี้อาจมองเป็นปัญหาของพระเอง แต่ก็เป็นปัญหาของสังคมเองด้วย ที่ไม่ได้ต้องการคำตอบที่ลึกซึ้งกว่านี้แล้ว สิ่งที่คนในสังคมต้องการไม่ใช่คำตอบที่ลึกซึ้ง แต่เป็นคำตอบที่ง่ายๆ หรืออธิบายอะไรก็ตามในแบบที่คนพร้อมจะเชื่อ
อัน ที่สอง ที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ ผมพยายามลองนึกดูว่า ในสมัยก่อน พระที่เล่นบทบาทซึ่งเกี่ยวข้องกับสังคม ท่านเล่นบทแบบนี้มากน้อยขนาดไหน อย่างบทบาทที่ให้พระเป็นภูมิปัญญา เรานึกถึงพระอย่างท่านพุทธทาส ท่านปัญญา หรือท่านประยุทธ์ ท่านก็ไม่ได้เล่นบทแบบนี้ แต่ท่านมีบทบาทที่ทำให้คนคิดเรื่องพุทธปรัชญา คิดถึงเรื่องความหมายในการดำรงชีวิตในแบบที่ลึกซึ้งขึ้น เวลามีปัญหาสังคม คนเหล่านี้ไม่ได้ให้คำตอบแบบผิวเผินว่า เราต้องรักกัน หรือว่า ประหยัดไว้ดีกว่าไม่ประหยัด แต่ท่านทำให้คนกลับมาตรวจสอบตัวเองมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามิติตรงนี้ในพระที่เข้ามาเล่นกับปัญหาสังคม มันหายไปเลย บทบาทของพระ บทบาทของศาสนา ในการนำเสนอคำตอบที่มันลึกกับสังคม มันไม่มี ศาสนากลายเป็นอะไรไม่รู้ที่ให้คำตอบง่ายๆ ในเรื่องที่คนในสังคมรู้กันอยู่แล้วว่ามันต้องตอบแบบนี้แหละ มีความขัดแย้งทางการเมือง คำตอบคือคนไทยต้องรักกัน เศรษฐกิจไม่ดีทางแก้คือคนไทยประหยัดให้มากขึ้น สังคมมีโสเภณีมากขึ้น ทางแก้คือ ก็อย่าฟุ่มเฟือยสิจะได้ไม่ต้องไปเป็นโสเภณี คำตอบแบบนี้แสดงภูมิปัญญาอะไรในทางศาสนาหรือเปล่า ผมว่าไม่ได้แสดง เป็นคำตอบที่ทุกคนก็คิดได้ หมายความว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้ช่วยอะไรพวกเราเลย เป็นเหมือนกับหมอนรองทางจิตวิญญาณที่ทำให้เรารู้สึกว่า เออ... ศาสนามันยังมีอยู่นะ คำสอนมันยังมีอยู่ แต่จริงๆ มันไม่ได้ช่วยอะไร

“กาลวิบัติ”: ข้อยกเว้นของกฎแห่งกรรม !!!

ที่มา ประชาไท

คำ สอนที่กล่าวว่า “ทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่ว” เป็นคำสอนที่ชาวพุทธได้ยินกันมา ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ต่อมา เราได้ยินคำว่า “ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว – หรือทำดีกลับได้ชั่ว หรือทำชั่วกลับได้ดี” ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป
เพราะเหตุนั้น เหมือนล้อหมุนไป ตามรอยเท้าโคผู้ลากเกวียนไปอยู่ฉันนั้น

ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ
ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมติดตามเขาไป
เพราะเหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัวฉันนั้น”
(ขุ. ธมม. 25/11)
พุทธ ศาสนาเป็นปรัชญาอเทวนิยม ที่ปฏิเสธความมีอยู่ของพระเจ้า ในฐานะผู้สร้างโลก และจักรวาล พุทธปรัชญาไม่เชื่อว่า จะมีผู้ใดกำหนดชะตากรรมของชีวิตมนุษย์ และสัตว์โลก, หรือที่เรียกว่าพรหมลิขิต พระเจ้าลิขิต - พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย” หรือทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตาม “กรรม”
สิ่งใดสิ่ง หนึ่ง เมื่อเกิดขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น – เมื่อตั้งอยู่ เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้ตั้งอยู่ เมื่อเปลี่ยนแปร เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้เปลี่ยนแปร – เมื่อแตกดับ เพราะมีเหตุปัจจัยทำให้แตกดับ ไม่มีสิ่งใดที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และแตกดับไปโดยปราศจากเหตุปัจจัย
กฎแห่งเหตุปัจจัย ในธรรมชาติ คือกฎแห่งเหตุ และผล – ฉะนั้น “กฎแห่งกรรม” ในฐานะที่เป็นกฎแห่งเหตุผลก็คือกฎธรรมชาติ “เมื่อมีเหตุปัจจัยอย่างนั้น ก็ย่อมมีความเป็นไปอย่างนั้น” ซึ่งทุกสิ่งในธรรมชาติ ย่อมดำเนินไปตามกฎนี้
คำสอนเรื่องกรรม ในพระพุทธศาสนา มีอะไรบ้าง?
คำ ว่า “กรรม” แปลว่า การกระทำ – จำแนกตามมูลเหตุ มีทั้งกรรมดี (บุญ-กุศลกรรม) และกรรมชั่ว (บาป-อกุศลกรรม) ซึ่งบุคคลกระทำได้ (ผ่านทวาร) 3 ทาง (กายกรรม – วจีกรรม – มโนกรรม) - - “มโนกรรม” เป็นการกระทำที่สำคัญที่สุด เพราะมโนกรรม คือ ความเชื่อ, ความเห็น, ทฤษฏี, แนวความคิด และค่านิยมต่างๆ - ซึ่งพุทธศาสนาเรียกว่าสิ่งนี้ “ทิฏฐิ” เป็นตัวกำหนดความเป็นไปของบุคคล - เป็นตัวกำหนดคติของสังคม ถ้าเป็น “มิจฉาทิฏฐิ” (ความเห็นผิด) การคิด, การพูด, การกระทำ ก็จะดำเนินไปในทางที่ผิด ดังพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า “...ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด, ไม่เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป เหมือนกับมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไปฯ” [1]
การกระทำที่เป็นกรรมดี-ชั่วได้ จะต้องมีเจตนาประกอบ (มีความจงใจ) – ดังพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า
“…เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรม ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ” [2]
เจตนา ของการกระทำ แบ่งเป็น 3 อย่าง คือ 1) บุพเจตนา - เจตนาก่อนทำ, 2) มุญจนเจตนา - เจตนาในขณะที่กระทำ 3) อปราปรเจตนา – เจตนาเมื่อได้กระทำไปแล้ว [3] - การกระทำโดยมีเจตนาเกิดขึ้นในตอนใดตอนหนึ่ง ถือว่าเป็นกรรมทั้งสิ้น การกระทำที่ไม่มีเจตนา (อัพยากฤตกรรม-การกระทำที่เป็นกลาง) เช่น การยกเก้าอี้จากที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง - ไม่ถือเป็นกรรม
สิ่ง มีชีวิตที่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม ในฐานะที่เป็นกฎทางศีลธรรมครอบคลุมไปถึงก็เฉพาะ สิ่งมีชีวิตที่สามารถมี “เจตจำนงเสรี” ได้เท่านั้น ส่วนสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีพโดยอาศัย “สัญชาตญาณ” การกระทำของสิ่งมีชีวิต (พวกสัตว์เดรัจฉาน) ประเภทนี้ ไม่สามารถกำหนดด้วยคุณค่าทางศีลธรรมได้ คือไม่อาจกำหนดว่าเป็นพฤติกรรมที่ดี หรือชั่ว ตามมาตรฐานทางศีลธรรมของสังคมมนุษย์!!!
ผลของการกระทำกรรม (วิบากกรรม) คืออะไร???
“บุคคล หว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น – ผู้กระทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้กระทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว” พระพุทธพจน์ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงหลักการทั่วไปของกฎแห่งกรรม (กฎนิยาม 5)[4] – เหตุเป็นอย่างไร ผลย่อมเป็นเช่นนั้น เปรียบเทียบว่า เมื่อปลูกมะม่วง ผลที่ได้รับก็ต้องเป็นมะม่วง – ถ้ากระทำกรรมดี ผลที่ได้รับก็จะต้องเป็นผลดี
กรรม ทั้งหลาย ทั้งกรรมดี-กรรมชั่ว เมื่อบุคคลทำไปแล้ว “ย่อมก่อให้เกิดผล” – กรรมบางชนิดให้ผลเร็ว บางชนิดให้ผลช้าความสัมพันธ์ระหว่างกรรม กับผลของกรรม เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล – ผล, จะเป็นอย่างไร ขึ้นกับเหตุแห่งกรรมนั้น ๆ เพราะมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการแสดงออกผ่านการกระทำของตน ทางกาย, ทางวาจา, ทางใจ - - มันคือกฎธรรมชาติ!!!
“กาลวิบัติ” – ข้อยกเว้นของกฎแห่งกรรม !!!
คำสอนที่กล่าวว่า “ทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่ว” เป็นคำสอนที่ชาวพุทธได้ยินกันมา ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ต่อมา เราได้ยินคำว่า “ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว – หรือทำดีกลับได้ชั่ว หรือทำชั่วกลับได้ดี” ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะผลของกรรมมี 2 แบบ – แบบแรก คือ “ผลกรรมเกิดขึ้นทันที” ที่บุคคลได้กระทำกรรมนั้นลงไป หมายความว่า ถ้าเป็นการทำชั่ว (กรรมชั่ว) ก็เป็นการเพิ่มเชื้อชั่ว (อาสวะ) ให้กับตัวเอง – ทำให้คุณธรรมในตัวเองตกต่ำลง, ทำให้จิตใจถูกความชั่วครอบงำ, ทำให้นิสัย-สันดานต่ำทรามลง, ทำให้วิถีชีวิตอยู่ในท่ามกลางความเสื่อม และทำให้สังคมที่ผู้กระทำกรรมชั่วอาศัยอยู่ต้องเดือดร้อน - - แต่ถ้าเป็นการทำความดี (กรรมดี) จะเป็นการเพิ่มคุณค่า (บารมี) ให้กับตัวเอง ทำให้คุณธรรมในตัวเองสูงส่งยิ่งขึ้น
ผลของกรรม แบบที่สอง คือ “ผลกรรมเกิดที่ขึ้นภายหลัง” ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และเหตุปัจจัยอื่นๆ ผลกรรมเกิดที่ขึ้นภายหลังนี้ – พุทธปรัชญามีหลักคำสอนว่า กรรมดีหรือกรรมชั่วที่บุคคลได้กระทำลงไปนั้น “อาจมีผล หรืออาจไม่มีผลก็ได้???” – เพราะว่าเมื่อกรรมจะให้ผลได้นั้น อิทธิพลของกรรม ไม่ใช่อิทธิพลแต่เพียงสิ่งเดียว หากต้องมีอิทธิพลภายนอกอื่นๆ ที่อาจสนับสนุน หรือขัดขวางอิทธิพลของผลกรรมก็ได้ อิทธิพลภายนอกนั้น เช่น กฎหมาย, ขนบธรรมเนียมประเพณี, ค่านิยม และอิทธิพลที่เนื่องด้วยกาลเทศะ อิทธิพลของสิ่งที่สนับสนุน และขัดขวางในการให้ผลของกรรมที่เกิดขึ้นภายหลังนี้ พุทธปรัชญาได้แสดงไว้ปรากฏอยู่ใน วิภังคปกรณ์-ทสกนิเทศ (35/840) แห่งพระอภิธรรมปิฎก เรื่อง “สมบัติ 4 - วิบัติ 4” [5]
“ญาณที่รู้วิบากของกัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ตามความเป็นจริง โดยฐานะ โดยเหตุ ของพระตถาคต เป็นไฉน?
พระตถาคตในโลกนี้ ย่อมทรงทราบว่า
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อัน “คติสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อัน “อุปธิสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อัน “กาลสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อัน “ปโยคสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อาศัย “คติวิบัติ” จึงได้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อาศัย “อุปธิวิบัติ” จึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อาศัย “กาลวิบัติ” จึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบาป บางอย่าง อาศัย “ปโยควิบัติ” จึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อัน “คติสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อัน “อุปธิสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อัน “กาลสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อัน “ปโยคสมบัติ” ห้ามไว้ จึงไม่ให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อาศัย “คติวิบัติ” จึงได้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อาศัย “อุปธิวิบัติ” จึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อาศัย “กาลวิบัติ” จึงให้ผลก็มี
กัมมสมาทาน (การกระทำกรรม) อันเป็นบุญ บางอย่าง อาศัย “ปโยควิบัติ” จึงให้ผลก็มี”
คำ ว่า “กัมมสมาทาน อันเป็นบาป” ก็คือ “กรรมชั่ว” และ “กัมมสมาทาน อันเป็นบุญ” ก็คือ “กรรมดี” จากข้อความในวิภังคปกรณ์นี้ แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลภายนอก 8 อย่าง ที่มีผลต่อการให้ผลกรรมเกิดที่ขึ้นภายหลังแบ่งออกเป็น “สมบัติ 4 - วิบัติ 4“ ซึ่งในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรมพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้บรรยายไว้อย่างละเอียด ดังนี้
สมบัติ 4 [6] คือ ข้อดี, ความเพียบพร้อม, ความสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งอำนวยแก่การให้ผลของกรรมดี และไม่เปิดให้กรรมชั่วแสดงผล, ส่วนประกอบอำนวย ช่วยเสริมกรรมดี - accomplishment; factors favorable to the ripening of good Karma)
1. คติสมบัติ (สมบัติแห่งคติ, ถึงพร้อมด้วยคติ, คติให้; ในช่วงยาวหมายถึงเกิดในที่กำเนิดอันอำนวย หรือที่เกิดอันเจริญ ในช่วงสั้นหมายถึง ที่อยู่ ที่ไป ทางดำเนินดีหรือทำถูกเรื่อง ถูกที่ คือ กรณีนั้น สภาพแวดล้อมนั้น สถานการณ์นั้น ถิ่นที่นั้น ตลอดถึงแนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้น เอื้ออำนวยแก่การกระทำความดี หรือการเจริญงอกงามของความดี ทำให้ความดีปรากฏผลโดยง่าย - accomplishment of birth; fortunate birthplace; favorable environment, circumstances or career)
2. อุปธิสมบัติ (สมบัติ แห่งร่างกาย, ถึงพร้อมด้วยรูปกาย, รูปกายให้; ในช่วงยาวหมายถึงมีกายสง่า สวยงาม บุคลิกภาพดี ในช่วงสั้นหมายถึง ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดี - accomplishment of the body; favorable or fortunate body; favorable personality, health or physical conditions)
3. กาลสมบัติ (สมบัติแห่งกาล, ถึงพร้อมด้วยกาล, กาลให้; ในช่วงยาว หมายถึง เกิดอยู่ในสมัยที่โลกมีความเจริญ หรือบ้านเมืองสงบสุข มีการปกครองที่ดี คนในสังคมอยู่ในศีลธรรม สามัคคีกัน ยกย่องคนดี ไม่ส่งเสริมคนชั่ว ในช่วงสั้นหมายถึงทำถูกกาล ถูกเวลา - accomplishment of time; favorable or fortunate time)
4. ปโยคสมบัติ (สมบัติแห่งการประกอบ, ถึงพร้อมด้วยการประกอบความเพียร, กิจการให้; ในช่วงยาวหมายถึงฝักใฝ่ในทางที่ถูก นำความเพียรไปใช้ขวนขวายประกอบการที่ถูกต้องดีงาม มีปกติประกอบกิจการงานที่ถูกต้อง ทำแต่ความดีงามอยู่แล้ว ในช่วงสั้นหมายถึงเมื่อทำกรรมดี ก็ทำให้ถึงขนาด ทำจริงจัง ให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ใช้วิธีการที่เหมาะกับเรื่อง หรือทำความดีต่อเนื่องมาเป็นพื้นแล้ว กรรมดีที่ทำเสริมเข้าอีก จึงเห็นผลได้ง่าย - accomplishment of undertaking; favorable, fortunate or adequate undertaking)
วิบัติ 4 [7] คือ ข้อเสีย, จุดอ่อน, ความบกพร่องแห่งองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งไม่อำนวยแก่การให้ผลของกรรมดี แต่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล, ส่วนประกอบบกพร่อง เปิดช่องให้กรรมชั่ว - failure; defect; unfavorable factors affecting the ripening
of Karma.)
1. คติวิบัติ (วิบัติแห่งคติ, คติเสีย; ในช่วงยาวหมายถึง เกิดในกำเนิดต่ำทราม หรือที่เกิดอันไร้ความเจริญ ในช่วงสั้นหมายถึงที่อยู่ ที่ไป ทางดำเนินไม่ดี หรือทำไม่ถูกเรื่องไม่ถูกที่ คือ กรณีนั้น สภาพแวดล้อมนั้น สถานการณ์นั้น ถิ่นนั้น ตลอดถึงแนวทางดำเนินชีวิตขณะนั้น ไม่เอื้ออำนวยแก่การกระทำความดีหรือการเจริญงอกงามของความดี แต่กลับเปิดทางให้แก่ความชั่วและผลร้าย - failure as regards place of birth; unfavorable environment, circumstances or career)
2. อุปธิวิบัติ (วิบัติแห่งร่างกาย, รูปกายเสีย; ในช่วงยาวหมายถึงร่างกายวิกล วิการ ไม่งดงาม บุคลิกภาพไม่ดี ในช่วงสั้นหมายถึงสุขภาพไม่ดี เจ็บป่วย มีโรคมาก - failure as regards the body; deformed or unfortunate body; unfavorable personality, health or physical conditions.)
3. กาลวิบัติ (วิบัติแห่งกาล, กาลเสีย; ในช่วงยาวหมายถึง เกิดอยู่ในสมัยที่โลกไม่มีความเจริญ หรือบ้านเมืองมีแต่ภัยพิบัติ ผู้ปกครองไม่ดี สังคมเสื่อมจากศีลธรรม มีการกดขี่เบียดเบียนกันมาก ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดี ในช่วงสั้นหมายถึงทำผิดกาลผิดเวลา - failure as regards time; unfavorable or unfortunate time)
4. ปโยควิบัติ (วิบัติแห่งการประกอบ, กิจการเสีย; ในช่วงยาวหมายถึงฝักใฝ่ในทางที่ผิด ประกอบกิจการงานที่ผิด หรือมีปกติชอบกระทำแต่ความชั่ว ในช่วงสั้นหมายถึงเมื่อกระทำกรรมดี ก็ไม่ทำให้ถึงขนาด ไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ทำจับจด ใช้วิธีการไม่เหมาะกับเรื่อง หรือเมื่อประกอบความดีต่อเนื่องมา แต่กลับทำความชั่ว หักล้างเสียในระหว่าง - failure as regards undertaking; unfavorable, unfortunate or inadequate undertaking)
เหตุที่ “ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว – หรือทำดีกลับได้ชั่ว หรือทำชั่วกลับได้ดี” จึงเป็นไปด้วยประการฉะนี้!!!

ท่านพุทธศาสนิกชน, วิญญูชน และมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย พึ่งพิจารณาใคร่ครวญว่า “กฎกรรมนิยาม”
ที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ กับปรากฏการณ์ “กฎแห่งกรรม” ของบ้านเมืองนี้ แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวทั้งหมด มันเกิดขึ้นมาจากเหตุอะไร? !!!
ขอจบด้วยพุทธพจน์ที่ทรงตรัสไว้ว่า
“เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม
ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับกรรม
เธอทั้งหลายพึงทราบทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความต่างแห่งทุกข์ วิบากแห่ง
ทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับทุกข์ฯ” [8]
อ้างอิง:
[1] http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=20&A=884&Z=949&pagebreak=0
[2] http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=22&A=9611&Z=9753&pagebreak=0
[3] http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=14&i=706&p=1
[4] http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=223
[5] http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=11405&Z=11721&pagebreak=0
[6] http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=177
[7] http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=176
[8] http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/sutta_name.php?name=๙._นิพเพธิกสูตร&book=9&bookZ=33

หุ้นมาม่าร่วงหลังถูกคว่ำบาตร กลต.จี้ก้นเคลียร์ข่าว

ที่มา Thai E-News



ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ-นอก จากผู้บริหารของเครือสหพัฒนพิบูลจะขึ้นเวทีพันธมิตร ร่วมมือกันโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งของประชาชน ผู้บริหารอีกรายที่เป็นสมาชิกวุฒิสภามีบทบาทสนับสนุนเผด็จการออกนอกหน้าแล้ว การเป็นสปอนเซอร์รายสำคัญให้กลุ่มปฎิกริยาล้าหลังขวาจัดอย่างพันธมิตร และระบอบอำมาตย์ก็มีให้เห็นกันโจ่งครึ่ม ภาพบนเป็นลังมาม่าบริจาคเป็นเสบียงให้พันธมิตรช่วงยึดสนามบิน ภาพล่างเป็นสปอนเซอร์ให้สื่อของสนธิลิ้ม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 ธันวาคม 2553


คลิปการรงรงค์ไม่อุดหนุนสินค้า "มาม่า"

หุ้นมาม่าร่วง38บาทหลังเจอร้องให้ชี้แจงถูกคว่ำบาตร

ราคาหุ้นของบริษัท ไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TF ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า ร่วงลง 38 บาทต่อหุ้น หรือ-3.63%ในการซื้อขายเมื่อวานนี้ โดยรูดลงจากราคาปิดวันก่อน 1,048 บาทต่อหุ้น ลงมาปิดทำการที่ 1010 บาทต่อหุ้น

ก่อนหน้านั้นราคาหุ้นมาม่า หรือTFขึ้นไปสูงสุดที่ 1,200 บาทต่อหุ้น เนื่องจากได้อานิสงส์ทั้งจากการแข่งขันฟุตบอลโลกช่วงกลางปี รวมทั้งเหตุการณ์ประท้วงทางการเมือง ซึ่งทำให้คนไม่ค่อยออกนอกบ้าน และซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินที่บ้านสูงขึ้น รวมทั้งช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ที่มีการซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปบริจาคกันมาก

แต่หลังจากนั้นราคาก็ปรับลดลงมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีแคมเปญคว่ำบาตรสินค้าหนุนเผด็จการที่พุ่งเป้าเริ่มต้นที่มาม่าเป็นอันดับแรก ทำให้ราคาลดลงจากจุดสูงสุดแอล้วราว 200 บาทต่อหุ้น

กลต.เผยมีผู้ถือหุ้นร้องเรียนให้มาม่าต้องชี้แจงข่าวถูกบอยคอต

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.)รายงานว่า มีนักลงทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นมาม่าร้องเรียนมายังสำนักงานขอให้แจ้งต่อบริษัทไทยเพรสซิเด้นต์ฟู้ดส์ชี้แจงเป็นการด่วนเรื่องมีกระแสข่าวถูกคว่ำบาตร

"ผู้ถือหุ้นของTFร้องเรียนมายังสำนักงานฯว่า ปรากฎข่าวโจมตีบริษัทไทยเพรสสิเด้นฟู้ดส์แพร่หลายในอินเตอร์เน็ตและสื่อต่างๆชักชวนให้คนต่อต้านไม่ซื้อสินค้ามาม่า ซึ่งเป็นรายได้หลักของTF อ้างว่าสนับสนุนเผด็จการ โดยแจ้งว่าจะมีคนเข้าร่วมการคว่ำบาตรเกิน20ล้านคน จึงขอให้สำนักงานกลต.ได้แจ้งให้บริษัทชี้แจงแก้ไขข่าวด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย" รายงานจากกลต.ระบุ พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการ

มาม่าไหวตัวแจ้งข่าวระดับบิ๊กให้รู้ตัวโดนรุมต้านหนัก

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่าได้เริ่มไหวตัวขยับแล้ว หลังจากถูกคนเสื้อแดงประกาศรวมพลังมากกว่า 20 ล้านคนคว่ำบาตรบอยคอต ไม่กินไม่ซื้อมาม่าเป็นเวลา 1 เดือน และหันไปอุดหนุนสินค้าของคู่แข่งอย่างไวไว หรือยำยำแทน โดยอ้างว่าสินค้าในเครือบริษัทสหพัฒนพิบูล สนับสนุนเผด็จการ

โดยนางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการฝ่ายส่งออกของมาม่า และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพรสซิเด้นท์อินเตอร์ฟู้ด บริษัทในเครือของมาม่า ได้แจ้งต่อผู้ถือหุ้นที่ร้องเรียนไปยังบริษัทมาม่าให้ชี้แจง หลังถูกบอยคอตว่า ขอขอบคุณที่ผู้ถือหุ้นไทยเพรสซิเดนท์ฟู้ดส์แจ้งข่าวการบอยคอตคว่ำบาตรมา ดิฉันจะส่งต่อ Link ข่าว ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป รวมทั้ง "ดิฉันได้ส่งต่อคำแนะนำให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบแล้ว"

ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นของมาม่าได้แนะนำว่า ขอให้ทางบริษัทได้ชี้แจงแก้ไขข่าวด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อยอดขาย และผู้ถือหุ้นรายย่อย และให้น่าสงสัยว่าคู่แข่งเป็นคนอยู่เบื้องหลังนี้ไหม ทางบริษัทตรวจสอบด้วย

อย่างไรก็ตามดูเหมือนผู้บริหารบริษัทบางรายไม่ได้แสดงปฏิกริยาในทางบวกต่อแคมเปญนี้ หลังจากได้รับหนังสือเวียนเรื่องข้อร้องเรียนจากนางสาวพจนาแล้ว ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยเพรสซิเด้นท์ฟู้ดส์รายหนึ่ง ได้แสดงปฏิกริยาดังนี้

"ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลที่แจ้งมา

ฉันคิดว่า คุณคงทราบดี อะไรจริงไม่จริง ฉันไม่ได้สนใจหรอกว่า จะถูกประชาชนบอยคอตหากว่ามันมีเหตุผลที่ถูกต้อง หากกล่าวอย่างเกือบที่สุดแล้วก็คือว่า บริษัทของเรามีเอกลักษณ์ที่เป็นของตัวเอง หากเพียงเพราะว่ามาม่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือสหพัฒนพิบูล แล้วพาเราไปสู่ความยุ่งยาก เราก็จะไม่ออกไปข้างนอกเพื่อแก้ไขความเข้าใจที่ผิดๆนี้

ฉันหวังว่า ผู้ที่มีการศึกษาจะสามารถทำในสิ่งที่ดีที่สุด และเลือกในสิ่งที่เป็นทางเลือกดีที่สุด"


ท่าทีดังกล่าวที่กราดใส่ว่าผู้รณรงค์คว่ำบาตรมาม่าเป็นพวกไม่มีการศึกษาดี นับว่าเป็นปฏิกริยาทางลบต่อผู้บริโภคของมาม่าเองที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน เช่น บรรดาผู้ใช้แรงงาน ชาวนา คนจนในเมือง รวมทั้งนักเรียน นักศึกษา ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของมาม่า ทำให้บริษัทนี้เติบโตมาตลอด 35 ปี และผู้บริหารบางรายของมาม่าก็ได้เงินจากคนจนเหล่านี้ไปเรียนจนจบปริญญาเอกในต่างประเทศ แต่ก็หวนกลับมาดูหมิ่นผู้บริโภคที่มีพระคุณของตนเอง

ขณะที่คนเสื้อแดงได้แสดงปฏิริกริยาทางลบอย่างรุนแรงต่อท่าทีดังกล่าวของผู้บริหารมาม่า และได้ประกาศจะยกระดับการคว่ำบาตรให้สูงขึ้น โดยเห็นว่าหากเลิกกินเลิกซื้อ1เดือนแล้วไม่สำนึก ก็อาจจะต้องต่อมาตรการกดดันออกไปเป็น 3 เดือน หรือ 1 ไตรมาสเลย



เครือสหพัฒนพิบูลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของมาม่า รองลงมาคือนิสสันฟู้ดส์โปรดักส์ จากญี่ปุ่น ตามมาด้วยตระกูลพูนอุดมสิน ตระกูลพะเนียงเวทย์ และกลุ่มตระกูลตติยทวี มีนายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒนพิบูล เป็นประธานคณะกรรมการ

แฉมาม่าวิจัยทำไมส่วนแบ่งการตลาดทรุดฮวบ10%

หลังจากที่เครือข่ายผู้บริโภคสีแดง ประกาศรณรงค์บอยคอตสินค้าที่สนับสนุนเผด็จการ โดยเริ่มต้นที่เครือสหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภครายใหญ่ ด้วยการจัดแคมเปญ"หยุดซื้อหยุดกินมาม่าเป็นเวลา1เดือน"ผ่านมา 1 สัปดาห์ และคาดการณ์ว่าจะมีคนไทยร่วมรณรงค์ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคน

ล่าสุดช่วงเดียวกันนี้มีการศึกษาวิจัยหัวข้อเรื่อง "เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของมาม่าจึงมีสัดส่วนที่ลดลง"

ทั้งนี้กลุ่มผู้ทำการศึกษาวิจัยได้เผยแพร่เอกสารดังกล่าวไว้ในระบบข้อมูลlearners ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ส่วนแบ่งการตลาดของมาม่าที่เคยสูงถึงง 60%ในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลดวูบลงมาเหลือราว 50%ในปัจจุบัน

รายงานระบุว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” ลดลงอย่างต่อเนื่อง และค่อนข้างคงที่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญของมาม่า คือไวไวอ้างว่าได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น โดยนายปรีชา นภาพฤกษ์ชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไวและควิก ผู้นำตลาดอันดับ 2 เปิดเผยว่ามีส่วนแบ่งตลาด 32% จากเดิม26%

บริษัทยังคงตั้งเป้าการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของไวไว จากส่วนแบ่งตลาด 32% เพิ่มเป็น 34-35% หรือเพิ่มอีก 2-3%


คณะผู้วิจัยสาเหตุที่ส่วนแบ่งการตลาดมาม่าลดลง ระบุว่า

เหตุใด ส่วนแบ่งทางการตลาดของ “มาม่า” จึงมีสัดส่วนที่ลดลงในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจาก “มาม่า” เคยเป็นผู้นำตลาดธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากถึง 60% และถือว่าได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งมาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี

แต่ในปัจจุบัน “มาม่า” ได้มีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลงมาเรื่อยๆ ทำให้ “มาม่า” ต้องการที่จะแก้ไขปัญหานี้ เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะกลับมาครอง ส่วนแบ่งทางการตลาดให้เป็นเหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมา ในขณะที่คู่แข่งก็พยายามที่จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากขึ้นทุกๆ ปี จึงเป็นปัญหาหนักสำหรับ “มาม่า” ในการที่จะกลับมาครองส่วนแบ่งทางการตลาดให้เท่าเดิม

ดังนั้น ”มาม่า” จึงต้องทำการวิจัยศึกษาว่า เพราะเหตุใด “มาม่า”จึงมีส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง และจะสามารถแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร เพื่อให้ตนเองนั้นได้กลับมามีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เท่าเดิม หรือมากกว่าเดิมได้


ทั้งนี้ผู้บริหารมาม่าอ้างว่าปัจจุบันส่วนแบ่งการตลาดลดลงมาเหลือราว 50% ขณะที่คู่แข่งขันของมาม่าอ้างว่าเหลือราว 48% โดยผู้บริหารมาม่าอ้างว่า ตลาดบะหมี่สำเร็จรูป ณ ปัจจุบันใกล้อิ่มตัวแล้ว กับมูลค่าการตลาดราว 12,000 ล้านบาทต่อปี

ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวถือว่า สวนทางกับทั่วโลก ที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นเป็น 158.7 พันล้านซอง ในปี 2553

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงได้คิกออฟ เริ่มแคมเปญนี้เป็นวันแรกเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ โดยให้เหตุผลว่า เหตุที่ต้องเริ่มต้นด้วยการบอยคอต"มาม่า"ก็เพื่อจะได้โฟกัสอย่างชัดเจน และทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ในทันที

เครือข่ายผู้บริโภคสีแดงประกาศเป้าหมายว่า น่าจะมีคนเข้าร่วมโครงการรณรงค์ครั้งนี้เกินกว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ โดยอิงบนพื้นฐานคนไทยที่เลือกพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีมากกว่า 19ล้านเสียง หากนับรวมคนในครอบครัวของผู้มีสิทธิออกเสียงเหล่านี้ก็ควรมีคนเข้าร่วมแคมเปญนี้เกินกว่า 20 ล้านคนแน่ เนื่องจากคนเหล่านี้ถูกปล้นสิทธิ์ปล้นเสียงจากอำนาจเผด็จการ และผู้สนับสนุนอย่างสินค้าหนุนเผด็จการทั้งหลาย

อย่างไรก็ตามปัจจัยความสำเร็จก็ขึ้นอยู่กับการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้กว้างขวางที่สุด โดยหวังว่าจะมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กันแบบปากต่อปากให้กระจายเป็นไฟไหม้ลามทุ่งออกไปในระยะ 1 เดือนแรกของโครงการนี้ น่าจะเป็นที่รับรู้กันทั่วประเทศ และทั่วโลก

สถาปนาแดงไทยในEUต้านรัฐทรราชนอกประเทศ

ที่มา Thai E-News


เหตุ ใดพวกเราถึงได้ก่อตั้งองค์กรต่อต้านรัฐบาลนอกประเทศ เราสถาปนาองค์กรยืนยันแน่วแน่ในการเรียกร้องประชาธิปไตย เจตนาขอร่วมระลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิตที่ราชประสงค์และเรียกร้องให้รัฐบาล ไทยปล่อยตัวนักโทษการเมืองสู่อิสรภาพทันที



โดย ดีเจเบบี้ -ประสานงาน
ภาพโดย ประกอบ วงษ์ครุฑ


กรุง ปารีส,ฝรั่งเศส( 19ธันวาคม2553 ) รายงานกิจกรรมลำรึกวีรชนประชาธิปไตยไทยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส และริเริ่มจัดตั้ง กลุ่มนปช.เสื้อแดงไทยในสหภาพยุโรป( EU)

นปช.เสื้อแดงไทยใน EU เป็นองค์กรชาวบ้านจัดซึ่งต่างก็ได้ตั้งตนเองขึ้นหลังเดือนเมษายน 2552

เริ่ม ด้วยการร่วมอารมณ์ความรู้สึกอึดอัด ร่วมทุกข์ กับคนเสื้อแดงไทยต่อต้านเผด็จการ ติดต่อถักสานมวลชนจากบรรดาสมาชิก จนเข้มแข็ง ด้วยระเบียบ วินัย เดินขบวน ถือป้ายประท้วงแสดงปฏิกริยาต่อต้านรัฐบาลเผด็จการในแต่ละประเทศที่ตนอาศัย สื่อรูปธรรมกลุ่มคนเสื้อแดง ต่อสู้ด้วยความจริงตามสิทธิ แบบคนในบ้านเมืองสังคมนิยมประชาธิปไตยพึงกกระทำ และทำได้เรื่อยมา

เหตุการณ์ปราบปรามที่ราชประสงค์ในปี 2553 รัฐบาลเผด็จการได้ยิงผู้ร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จนเป็นข่าวไปทั่วโลก มีคนตายเกือบร้อย รวมทั้งนักข่าวต่างประเทศ และหน่วยกู้ภัย หน่วยพยาบาล ฯลฯรัฐบาลไทยตอนนี้ใช้วิชามารเผด็จการเต็มขั้นกดหัวให้ประชาชนกลัวไม่กล้า ต่อสู้ ในขณะที่โลกนี้เต็มไปด้วย คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิคส์ วิชาพันธุกรรมศาสตร์ บางประเทศเขาโคลนนิ่งมนุษย์และสัตว์ไปถึงไหนแล้ว และ บางชิ้นส่วนมาจากอวกาศก็ตกลงมา ฯลฯ ก็ได้รู้เห็น รัฐบาลไทยมางมโข่งใช้วิธีบริหาร ปรามปราบ ใส่ร้ายประชาชน เดิม ๆ กับคนถึง70 ล้านคนได้ยังไง

รัฐบาลไทยของ พศ.2553 พวกเขาเป็นขวาสุดกู่จำนวนน้อยนิด เพ้อฝันจะเปลี่ยนเป็นรัฐทหารใน พศ.2553 กับชนชั้นกลางที่กินอิ่มยังไม่รู้สึกรู้สากับฝ่ายใด แต่มีคนจำนวนมากของประเทศไทยที่พวกเขาเรียกว่า"ผู้อดอยากและโง่เขลา"เต็ม ท้องถนนทั้งในเมือง และ ชนบท

ถึงรัฐบาลอภิสิทธิ์จะตัดสินใจฆ่าไป เกือบร้อย จับขังแกนนำหลายร้อย บาดเจ็บร่วม2000 แต่ก็ยังเดินมาเต็มถนนเหมือนเดิม และกำลังเพิ่มทวี ณ เวลานี้

ฉะนั้น หากพวกเราคนไทยนอกประเทศจะปล่อยให้รัฐบาลที่ไร้ทิศทางปฏิบัติต่อประชาชนตาม ยถากรรม รังแต่จะนำเคราะห์กรรมและความรุนแรงมาสู่ประเทศชาติและลูกหลานไทย เราจำเป็นต้องรวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลทหารของอภิสิทธิชนในสหภาพยุโรปขึ้น ชื่อว่า กลุ่ม นปช.เสื้อแดงไทยในสหภาพยุโรป

เรา สถาปนาองค์กรยืนยันแน่วแน่ในการเรียกร้องประชาธิปไตย เจตนาขอร่วมระลึกถึงวีรชนผู้เสียชีวิตที่ราชประสงค์และเรียกร้องให้รัฐบาล ไทยปล่อยตัวนักโทษการเมืองสู่อิสระภาพทันที






พิธี-ร่วมไว้อาลัยวีรชน มีคำไว้อาลัยของคุณทักษิณ ต่อ ด้วยคำทักทายจากคุณยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (คุณกาย วิชัยดิษฐ์ พูดแทนคุณพ่อ)เปิดคลิบ ต่าง ๆ ในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนราชประสงค์ ร่วมจัดตั้งกลุ่ม นปชเสื้อแดงไทยใน.Eu โดยโหวตจัดตั้ง ประธานรักษาการ์คือ คุณ มนูญ มิ่งชัย รองประธานรักษาการณ์แกนนำจากประเทศเดนมาร์ค คุณนิด และ คุณขวัญใจ เนตรแสงศรี กลุ่มแดงฝรั่งเศสReubaix

ในที่ชุมนุมได้ปราศรัย เรื่องราวในประเทศไทย สองมาตรฐาน ฯลฯว่า เหตุใดพวกเราถึงได้ก่อตั้งองค์กรต่อต้านรัฐบาลนอกประเทศ โดย แกนนำเสื้อแดงประเทศต่าง ๆ

ตาม ด้วยโฟนอินคุณจตุพร พรหมพันธ์ การปราศรัยจากคุณสัมฤทธ์ ตะวัน (ที่ปรึกษาประชาธิปไตย) คุณถนอม F (Inspecteur Chef DDP Paris) คุณขวัญใจ สมาชิกแกนนำ และกลุ่มแดงเสรีชน โดยคุณวิไลลักษณ์ และเพื่อนที่มีความรู้ความสามารถในการแสดงความคิดเห็นร่วมงาน ร้องเพลงร่วมกัน ทานอาหารด้วยกัน และปิดการประชุม มีสมาชิกเสื้อแดง และผู้สนใจมาร่วมชุมนุมประมาณ 100 คน ร่วมออกแถลงการณ์ดังนี้....

แถลงการณ์ของกลุ่ม นปช เสื้อแดงไทยในสหภาพยุโรป :จดหมายเปิดผนึกแถลงการณ์ฉบับที่ 1

เสื้อ แดงไทยใน EU เป็นองค์กรชาวบ้านจัดตั้งตนเองขึ้นมาจากกลุ่มของแต่ละประเทศคือ ฝรั่งเศส เยอรมัน เดนมาร์ค เบลเยี่ยม หลังเหตุการณ์เมษายนเลือด พศ.2552 แต่ละกลุ่มประสานมวลชนจากบรรดาคนมีความรักประเทศชาติและอุดมการณ์เดียวกัน จนเข้มแข็ง ด้วยระเบียบ วินัย มีกิจกรรมชุมนุมแสดงพลัง เดินขบวน ถือป้ายประท้วงแสดงปฏิกริยาต่อต้านเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยความจริง แบบคนบ้านเมืองสังคมนิยมประชาธิปไตยพึงกระทำได้ และเติบโตเป็นกลุ่ม นปช เสื้อแดงไทยในสหภาพยุโรป ปลายปี 2553

หลังเหตุการณ์ปราบปราม ประชาชนของรัฐบาลอภิสิทธิ์ชน การเคลื่อนไหวของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้มีการกระทำที่เสมือนการยั่วยุและดูถูกคุกคามภาคประชาชน โดยได้ปรากฏพฤติกรรมดังต่อไปนี้

- ฝ่ายนิติบัญญัติปฏิบัติการสองมาตรฐานไม่จับผู้ก่อการร้ายยึดสุวรณภูมิ แต่ขังแกนนำเสื้อแดง ทำให้กระบวนการยุติธรรมมีมลทิน เป็นการจงใจหยามเหยียดเกียรติภูมิมนุษยชน และดูถูกศักดิ์ศรีของคนในชาติ

- รีบเร่งกวาดล้างราชประสงค์ โยกย้ายข้าราชการเพื่อแทรกแซงและตัดตอนกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับ คดีความของ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์และครอบครัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอบสวนคดีนักข่าว ตปท.

-หลังการรัฐประหารใช้ร่าง รธน.ฉบับ 2550 ส่งเสริมอำนาจเผด็จการ มีการแทรกแซงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม วิทยุชุมชน โดย CTC กีดกันข้อมูลข่าวสารไม่ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และเป็นลักษณะของการนำชนชาติถอยหลังสู่ยุคมืด โดยไม่ใส่ใจกับการล่มจมของประเทศชาติในอนาคต

- กระบวนการยั่วยุทางการเมืองและสังคมให้เพิ่มความกดดันมากขึ้น และอาศัย พรบ.ความมั่นคง เพื่อโยกย้ายทหารสร้างเงื่อนไข ในชื่อองค์กร ศอฉ.ล้มล้างนิติรัฐ นิติธรรม และคุณธรรม การกระทำแยกทหารออกจากประชาชนของรัฐบาลทำให้เกิดกลียุคต่อชาติบ้านเมือง ถึงการวางโครงสร้างรัฐทหารซ้อนจนเป็นข่าวไปทั่วโลก

ทั้งหมดนี้เป็น ข้อพิสูจน์ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และผู้อยู่เบื้องหลังอำนาจคงเห็นว่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยเป็น ปัญหาร้ายแรงของรัฐบาลเผด็จการ กลุ่ม นปช.เสื้อแดงไทยในสหภาพยุโรป จึงแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ข้างต้น ดังต่อไปนี้

1.ให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขัง ในความคิดต่างทางการเมืองที่เรียกร้องประชาธิปไตยโดยไม่มีเงื่อนไข
2.รัฐบาลต้องรับผิดชอบในการสังหารหมู่ประชาชน92ศพและบาดเจ็บเกือบ2000พันรายหรือหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด
3.หยดคุกคามสื่อสารมวลชน ให้อิสระในการเสนอข่าว วิทยุ โทรทัศน์และทางอินเตอร์เน็ท
4. พวกเราไม่ยอมรับ รธน.ฉบับ 2550 เพราะเขียนโดยพวกของคณะปฎิวัติ เรียกร้องให้เอา รธน.ฉบับ2540 มาใช้
5.ยกเลิก พรก ฉุกเฉินทั่วประเทศ เพื่อให้อิสระในการเสนอความคิดเห็นต่างในการพัฒนาประเทศชาติ
6.ลดบทบาทของกองทัพลง ให้รัฐบาล คืนอำนาจให้ประชาชน และเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง

กลุ่ม นปช เสื้อแดงไทยในสหภาพยุโรป

ณ กรุงปารีส วันที่ 19 เดือน ธันวาคม

สไลด์ภาพสารคดีสั้น - วิกีลีกส์

ที่มา Thai E-News

สไลด์นำเสนอ วิกีลีกค์

หมายเหตุ: สไลด์จัดทำโดยท่านผู้อ่านสงวนนามท่านหนึ่ง

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

Blognone: มาดูเว็บไซต์สำรองของ Wikileaks ผุดขึ้นมาบนแผนที่กันเถอะ

รายงานโดย wiennat
ที่มา Blognone
21 ธันวาคม 2553

หลัง จากที่ Wikileaks ได้ปล่อยเอกสารลับของสหรัฐอเมริกาจำนวนกว่า 250,000 ชิ้นออกมา โดเมน wikileaks.org ที่เป็นชื่อโดเมนหลักของ Wikileaks ได้ถูกบล็อคและเครื่องให้บริการก็ถูกโจมตีอย่างหนักจนต้องมีการเปิดเว็บไซต์ สำรองขึ้นมาทั่วโลก

Laurence Muller เป็นหนึ่งในโปรแกรมเมอร์ที่สนใจการเติบโตของจำนวนเว็บไซต์สำรองของ Wikileaks เขาจึงทำการเขียนโปรแกรมสำหรับเก็บข้อมูลของเว็บไซต์สำรองนี้ขึ้นมา พบว่ามีการเพิ่มจำนวนมากถึง 2,000 เว็บไซต์ในเวลาเพียง 7 วัน โดยเมื่อจำแนกตามประเทศของเครื่องผู้ให้บริการแล้ว เครื่องผู้ใหบริการส่วนใหญ่นั้นตั้งอยู่ในประเทศเยอรมัน โดยมีสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสตามมาติดๆ

สุดท้ายเขาได้นำ ข้อมูลทั้งหมดไปแปลงให้อยู่ในรูปแบบ KML เพื่อแสดงให้เห็นภาพการกระจายตัวของเว็บไซต์สำรองของ Wikileaks ผ่านทางโปรแกรม Google Earth ด้วย ถ้าใครมีโปรแกรม Google Earth หรือปลั๊กอินบราวเซอร์ของ Google Earth ติดตั้งเอาไว้ในเครื่อง สามารถดูได้ที่นี่ หรือดูจากคลิปท้ายข่าวหลังที่มา

วันนี้คุณได้ยินคนพูดถึง Wikileaks แล้วหรือยัง

ที่มา - ReadWriteWeb








Related Stories

เซิร์ฟเวอร์ Wikileaks ที่สวีเดนโดนโจมตี ( อีกแล้ว )
Wikileaks ประกาศเปิดเว็บสำรองเพิ่มอีกสามร้อยกว่าเว็บ
กลุ่มแฮกเกอร์โจมตีเว็บไซต์บริษัทต่างๆ ที่หยุดให้บริการกับ Wikileaks

Monday, December 20, 2010

ไม้บรรทัดคู่

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม้ บรรทัดคู่สู้สิบทิศ กลายเป็นฉายาของ ตุลาการ เป็นผลงานของสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พร้อมทั้งให้คำจำกัดความไว้เสร็จสรรพ อธิบายว่า ไม้บรรทัดของตุลาการ อาจจะไม่มีเพียง 1 อัน แต่อาจจะมี 2 อันยกตัวอย่าง การตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ประเทศไทยวันนี้ กำลังตกอยู่ในสภาพของเรื่องตลกที่ต้องหัวเราะไปร้องไห้ไป หรือโกรธจนต้องหัวเราะ เพราะโกรธแต่ไม่สามารถจะแสดงออกได้ จะตอบโต้ก็ไม่ได้ อัดอั้นตันใจจนต้องกรีดน้ำตาปัญหาอยู่ที่ว่า...เราจะอยู่กันในสภาพนี้ไปได้ อีกนานแค่ไหนมันจะเป็นอย่างไรต่อไปตรงนี้แหละที่ไม่มีใครตอบได้ และไม่มีใครกล้าตอบ ได้แต่อ้อมแอ้มๆ บ่ายเบี่ยงกันไปมา ถ่วงเวลากันไปเรื่อยๆไม้บรรทัดคู่...จึงไม่ใช่คำยกย่องเยินยอ...แต่เป็นการ อธิบายถึงความไม่เชื่อถือความไม่เชื่อถือของประชาชนนักวิชาการ...ต่อการทำ งานของรัฐบาล...ต่อสถาบันองค์กรแห่งความยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องดีเป็นเรื่องน่าวิตกอย่างยิ่ง สำหรับอนาคตของประเทศชาติเมื่อประชาชนไม่ศรัทธาต่อรัฐ เขาจะออกมารวมตัวกันต่อต้าน...เมื่อรัฐอ้างความชอบธรรมและใช้กำลังเข้าโหม ปราบ ประชาชนก็จะหันมารวมกันหนักเข้า และปรับแนวทางการต่อสู้ใหม่สันติภาพจะหมดไป...จะเป็นการใช้สงครามแก้ปัญหา สงครามแผ่นดินนี้ยั่งยืนอยู่ยาวกันมาได้ ก็เพราะความรักใคร่สมัครสมาน...เมื่อขัดแย้งกันเราก็มีผู้ใหญ่ช่วยไกล่ เกลี่ยชี้ผิดชี้ถูก ใครผิดก็ขอโทษขอขมา ใครถูกก็มีเมตตาให้อภัยเราคนไทยอยู่กันมาอย่างนี้ และอยากจะอยู่กันแบบนี้ต่อไปแต่ภายใต้ ไม้บรรทัดคู่ เราคงจะอยู่กันไม่ได้

ครบรอบ 7 เดือน ทหารฆ่าประชาชน -19-12-53

ที่มา thaifreenews

โดย Prainn

เล็กๆแต่อบอุ่น ที่ เชียงใหม่ 19/12/53

ที่มา thaifreenews

โดย namome

โดย KomCli'o Cm Cheug Cheug •

























19 ธันวาคม 2010
โดยประเสริฐ บุญประสิทธิ์ •