WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 22, 2010

การ์ตูน เซีย 22/12/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_135719

การ์ตูน เซีย 22/12/53

' มาร์ค'จนมุม เพราะ'โลกปิดล้อม'

ที่มา บางกอกทูเดย์

'มาร์ค'จนมุม เพราะ'โลกปิดล้อม'



หลังอาวุธวิเศษหลุดมือ!!
ไร้ พ.ร.ก.รัฐบาลต้องคิดอีกแบบ
เริ่ม จากวันนี้.... ท้องฟ้าในกรุงเทพฯที่หมายถึงเมืองไทยทั้งประเทศ ดูจะหายมืดครึ้มอึมครึม เพราะรัฐบาลผสมเทียมของ นายกรัฐมนตรีมาร์ค ได้ตัดสินใจ”ยกเลิก พ.ร.ก.”ในที่ประชุมคณะรัฐบาล เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ธันวาคม 2553 คือวันนี้.......

เบื้อง หลังเบื้องหน้าเรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้อิงยอมจำนนด้วยเหตุผลว่า เมื่อไม่มีอะที่”ฉุกเฉิน” แล้วจะมาดื้ออึง กอก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกต่อไปทำไม??

คน ไทยส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า...ที่รัฐบาลยอมยกเลิก พ.ร.ก.เพราะคนไทยทั้งประเทศ และโลกทั้งโลกรุมล้อม ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไทยใช้”กฏหมายเผด็จการ” บริหารประเทศมานานถึง 8 เดือน!!

ก่อนหน้านี้ ได้มีการเลื่อนการบรรจุเป็นวาระให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณายกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทำให้หลายฝ่ายจับตามองดูว่า สุดท้ายแล้ว บรรดานายทหารสาย ศอฉ. ทั้งหลายจะทำตามความต้องการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้ออกมาเปรยก่อนหน้านี้หรือไม่???

แต่สุดท้ายแล้วที่ประชุม ครม. ก็มีมติออกมาจนได้ในที่สุด ให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ใน พื้นที่ 4 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม พร้อมตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ขึ้นมาทดแทนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ต้องยุบเลิกไปโดยสภาพ โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เป็นผู้อำนวยการ ศตส. และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ศตส.

หากดูกันเฉพาะเบื้อง หน้าการถ่ายทำ ก็คงเป็นอย่างที่คนรอบข้างนายกรัฐมนตรี และคนที่เกี่ยวข้องที่ดาหน้าออกมา ราวกับว่าเห็นดีเห็นงามเสียเต็มประดา เพราะก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะไม่มีหือมีอือให้เห็นความกระตือรือล้นกันสักเท่า ไหร่เลย

ขนาดในช่วงหลังนายกฯออกมาย้ำแล้วย้ำอีก ก็ยังมีรายการประวิงเวลาสุดขีด

ดังนั้นหลังการมีมติ ครม.แล้ว เพิ่งมีการออกมาขยับ จึงดูเป็นอะไรที่ “ดราม่า”ไม่น่อยเลยจริงๆ

โดย ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แถลงผลการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ครั้งสุดท้าย โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่เข้าร่วมรับฟังประชุม ว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ที่ได้ปฏิบัติงานมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการทั้ง 8 ชุดที่ได้ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้มีการชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้อง

และเตรียมถ่ายโอนมอบงานที่ยังค้างอยู่ให้กับทางกอ.รมน.ทั้งคดีความ การประสานงาน การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ถูกดำเนินคดี

“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เป็นหน้าที่ของศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ของ กอ.รมน. โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์”

ซึ่ง ศตส.จะอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการอำนวยการของ กอ.รมน. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

สำหรับ งานของ ศตส. เดิมทีอยู่ในโครงการของ กอ.รมน.อยู่แล้ว แต่การจัดการ ศตส.ขึ้นมาได้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่จากทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหารกว่า 100 คน เพื่อติดตามภารกิจที่กระทบต่อความมั่นคงในเรื่องของการชุมนุม หรือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทั้งนี้จะใช้องค์กรที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก

และ ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ที่กองบัญชาการกองทัพบก คาดว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ จะเรียกประชุมศตส.ครั้งแรก เพื่อหารือในรายละเอียดการดำเนินการทั้งในส่วนนโยบาย ยุทธศาสตร์ โครงสร้าง การเตรียมการ และการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ

โดยหลังจากผลการ ประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ เวลา 06.00 น. ทั้งตำรวจและทหารที่ร่วมกันตั้งจุดตรวจในจุดเฝ้าระวังต่างๆจะกลับเข้ากรมกอง ทั้งหมด ยกเว้นกำลังสารวัตรทหาร (สห.)ที่ยังคงต้องรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ และบุคคลสำคัญต่างๆ ซึ่งต่อจากนี้จะให้ตำรวจแต่ละพื้นที่ดูถึงความจำเป็น หากจะมีการตั้งจุดตรวจต่อไป

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลัง ครม.มีมติยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.นี้ ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็จะหมดสภาพไปด้วย

ส่วน ว่า การใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เข้ามาจะแตกต่างจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างไร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตอนนี้คือใช้”กฎหมายปกติ” แต่การใช้กฎหมายความมั่นคงครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการประกาศพื้นที่ความมั่นคง แต่เป็นเพียงการอาศัยกลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งมีหน้าที่จัดทำแผนรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ โดยศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ที่ตั้งขึ้นมา กอ.รมน. ก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้ตนคิดว่ามาตรการการควบคุมจะเพียงพอในการดูแลการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ผู้ชุมนุมต่าง ๆ ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศยกระดับการชุมนุม อยากขอให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

"ในส่วนของ กอ.รมน.เวลานี้มีโครงสร้างอยู่แล้ว โดยผมเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นรองผู้อำนวยการฯ แต่ตัวของ ศตส.นั้นเพียงเรื่องของหน่วยงานภายใน ซึ่งเวลาดำเนินการตามแผนต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องผ่านผม ซึ่งแผนงานต่าง ๆ มีอยู่แล้วสามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย กำหนดแผน และคนที่มาติดตามสถานการณ์บริหารแผนก็จะมีอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้นของเจ้า หน้าที่ โดยเจ้าพนักงานหลักจากนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายก รัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้รายงานต่อที่ประชุม ครม. ถึงการประเมินสถานการณ์ว่าหลังจากที่ได้ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาจนถึงวันนี้ ก็คิดว่าน่าจะสามารถกลับมาใช้กฎหมายปกติได้ และหวังว่าจากนี้ไปจะไม่มีการก่อเหตุในลักษณะที่ท้าทายอำนาจรัฐอีก

"ที่ ผ่านมาผมได้คุยกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ไว้แล้ว ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าจากนี้ไปจะเป็นภาระหนักสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็สามารถที่จะดำเนินการได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว.

กับประเด็นที่ ว่ารัฐบาลมั่นใจว่ากลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง หมดไปแล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังติดตามสถานการณ์อยู่ และมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมได้

ส่วนการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินครั้งนี้ จะเป็นการเปิดทางให้กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และถ้ามีเหตุการณ์ความจำเป็น เราก็มีแผนรองรับอยู่ และจะมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การที่มี ศตส.ในโครงสร้างของ กอ.รมน. เพื่อติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งถ้ามีอะไรก็สามารถรายงานให้ตนทราบได้ทันทีในฐานะ ผอ.กอ.รมน.

ทั้ง นี้หลังปิด ศอฉ.แล้วจำเป็นต้องมีการรายงานงบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดหรือไม่นั้น เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ อ้างว่า โดยปกติไม่มีการรายงาน เพราะเรื่องของการอนุมัติงบประมาณต่าง ๆ จะผ่านความเห็นชอบจาก ครม. หรือผ่านความเห็นชอบของผู้ที่มีอำนาจในการจ่ายงบประมาณอยู่แล้ว.

นาย อภิสิทธิ์ ย้ำว่า จากนี้ไปจะใช้กฎหมายปกติ โดยใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่มีหน้าที่โดยปกติในการจัดทำแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ แต่หากมีความจำเป็นอะไรก็มีแผนการรองรับตลอด โดยจะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

"ศตส.จะเป็นหน่วยงานภายในของ กอ.รมน. ใช้โครงสร้างตามกฎหมายมากำหนดแผนงานต่างๆ และคนที่เข้ามาติดตามสถานการณ์ รวมถึงบริหารแผนงานก็จะมีอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้น" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นาย ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลว่า ในการทำงาน ศตส.จะประสาน 14 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพลังงาน และหน่วยงาน คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นต้น

โดยครม.ได้อนุมัติงบประมาณให้ กอ.รมน. เพื่อประสานงานกับ ศตส. ประมาณ 156 ล้านบาท

นาย ปณิธานรับว่า ครม.ประเมินว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่สถานการณ์ภายหลังการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะกลับไปมีความรุนแรงอีก แต่ก็ไม่ใช่ว่าโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ไว้ 2 แผน 1.การใช้หมวด 2 ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง คือการกำหนดพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง

2.ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากไม่สามารถรองรับสถานกาณณ์ได้

โดยเชื่อว่าในเร็วๆ นี้ ไม่มีโอกาสที่จะใช้ทั้ง 2 แผนดังกล่าว

"เหตุผลที่ ศอฉ.เสนอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินผ่านทาง สมช.คือ
1.การชุมนุมคลี่คลาย เข้าไปสู่การใช้กฎหมายปกติ การชุมนุมมีการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ

2.เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจ และสามารถประสานงานเชิงบูรณาการมากขึ้น ทำให้เกิดความมั่นใจในการใช้กฎหมายปกติ

3.สังคม ไม่ตอบรับการใช้ความรุนแรง ปฏิเสธกลุ่มที่ฉวยโอกาสใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ฉะนั้น สังคมจะช่วยอีกแรงหนึ่งที่จะปฏิเสธ ทั้งหมดทำให้ ศอฉ.มั่นใจว่าสามารถที่จะกลับไปใช้กฎหมายปกติได้" คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ คือ นายปณิธาน วัฒนายากร มือขวาทางสมองของนายอภิสิทธิ์

ในแง่ของเกม การเมืองที่นายอภิสิทธิ์ เลือกที่จะทิ้งไพ่ใบสำคัญ แม้บางส่วนจะมองว่า นี่เป็นรายการวัดใจบนความเชื่อมั่นของนายอภิสิทธิ์ ที่คิดว่ากำลังมีแต้มต่อทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ จากทิศทางการเลือกตั้งซ่อม และจากบรรดากลุ่มอำนาจต่างๆที่ให้การอุ้มชูอยู่เบื้องหลัง

แต่ในความเป็นจริงอีกมุมหนึ่ง อาจจะมีปมลึกซ่อนเร้น ที่บีบคั้นให้นายอภิสิทธิ์ ต้องเร่งเดินหมากตานี้ในช่วงนี้ก็เป็นได้

เพราะลึกๆจริงๆแล้วรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ ยังคงมีปมที่แก้ไม่ตก และที่สำคัญไม่สามารถที่จะตอบได้อย่างชัดเจน

ไม่ ว่าจะเป็นกรณีของภาพรวมเหตุการณ์พฤษภาอำมะหิต ที่มีผู้เสียชีวิต 91 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้รัฐบาลพยายามที่จะเลี่ยงไม่พูดถึง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการตาย 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม!!!

ไม่ใช่แค่เพียงจะตอบคนเสื้อแดงไม่ได้ แม้แต่ในสังคมโลกก็ตอบไม่ได้ด้วยเช่นกัน

เช่น เดียวกับการตายของนักข่าวญี่ปุ้น และช่างภาพชาวอิตาลี... ทั้งยังไม่นับนักข่าวต่างประเทศที่แม้ไม่ถึงตาย แต่ก็มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกันไประนาวเช่นกัน

เป็นอีกคำถามที่วันนี้รัฐบาลไม่กล้าตอบ และไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับครอบครัวของผู้ตายทั้คู่ได้เลย

ดังนั้นจะเห็นว่าระยะหลังรัฐบาลโดนหนักจากองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ในเรื่องที่รัฐบาลไทยควรจะตอบแต่ยังไม่ยอมตอบ

มองในแง่นี้ จะเห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ถูกกดดันและปิดล้อมอย่างหนัก

ใน ขณะที่กรณีการจับกุมคนเสื้อแดงเอง แม้นายอภิสิทธิ์ พยายามที่จะหาทางลงจากแรงกดดัน โดยหาทางที่จะประนีประนอมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ในเรื่องของการประกันตัว เพื่อที่จะได้ผ่อนคลายสถานการณ์การเผชิญหน้าลงได้บ้าง

แต่ก็กลับถูกกดดันจากกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มขั้วอำนาจพิเศษ ตลอดจนนายทหารสาย ศอฉ.ทั้งหลาย

นาย อภิสิทธิ์ ตั้งใจจะปล่อยคนเสื้อแดงที่ถูกขังคุก เพื่อลดการเผชิญหน้า และลดแรงกดดันจากกลุ่มคนเสื้อแดง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สำเร็จ เพราะมีแรงไม่เห็นด้วยจากกลุ่มผู้มีพระคุณทั้งหลาย

ทำให้ครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ต้องทำภายใต้แรงกดดันจากทุกสังคม จากทั้งโลก

งานนี้นอกจากจะพิสูจน์ฝีมือแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์บารมีไปในตัวด้วย ว่า”โลกจะปิดล้อม” นายอภิสิทธิ์ได้นานเพียงใด

และการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะนำประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาให้ประชาชนคนไทยได้หรือไม่??

หรือสุดท้ายแล้ว ก็แค่การดราม่า ตีหน้าเรียกศรัทธาหวังลดแรงกดดันเท่านั้น แบบนี้อนาคตเหนื่อยแน่นอน?!?

ภาพกิจกรรม ของเสื้อแดง ที่อังกฤษ 19 ธค 2553

มา thaifreenews

โดย namome

ภาพกิจกรรม ของเสื้อแดง "7 เดือน ราชประสงค์" ที่อังกฤษ 19 ธค 2553

Cheeky

เนื่อง จากก่อนงานที่จะเริ่ม มีการพยากรณ์อากาศว่าหิมะจะตกหนัก วันเสาร์ และจะเป็นน้ำแข้ง ในวันอาทิตย์ แต่กลุ่มเสื้อแดงในอังกฤษตัดสินใจดำเนินกิจกรรมต่อ ทั้งที่ได้มีการประกาศว่าถ้าไม่มีความจำเป็นเดินทางเข้าลอนดอน ไม่ต้องมา

พวก เราตะหนักดีว่ามันมีความหมายต่อพวกเรามากเลยตัดสินใจดำเนินต่อไป และทำใจใว้แล้วว่า คนอาจมาไม่เยอะ และเป็นดังคาด ก่อนวันงานจริง มีคนยกเลิก และโทรมาบอก ว่าไม่สามารถมาได้หลายกลุ่ม

เช้าวัน อาทิตย์ ที่ 19 ธค 2553 ถนนหลักที่เข้าลอนดอน จาก 3 เลนส์ เหลือ แค่เลนส์เดียว ที่เป็นถนนเส้นหลัก หลายสาย มุ่งตรงสนามบิน ฮีทโทรว์ และ แกตวิค ถูกปิดไป

แต่ งานนี้ ทุกท่านที่มาร่วมงาน ก็ได้เดินทางฝ่ากองหิมะ บางท่านเดินทางมาโดยรถไฟ แต่ล่าช้าบ้าง และ เดินทางโดยรถยนต์ จะประสปกับปัญหาถนนลื่น งานนี้ต้องขอปรบมือให้ทุกท่านทีเดินทางมา แต่จำนวนคนไม่ได้น้อยกว่าทีคิด ทุกท่านเยี่ยมยอดค่ะ

สำหรับการโฟนอิน จาก ท่านทักษิณ ที่ได้ประกาศไปนั้น ท่าน นายกทักษิณได้แจ้งผ่านตัวแทน คุณ โรเบิท อัมสเตอร์ดัม ซึ่งตอนแรก คุณโรเบิท จะมาร่วมงาน ตามคำเชิญ แต่ไม่สามารถเดินทางมาได้เพราะอากาศและหิมะปกคลุมทำให้เดินทางมาไม่ได้ ซึ่งท่านทักษิณไม่สะดวกพูดคุยทางการเมืองได้ จึงขอให้ คุณโรเบิท อัมสเตอดัม กล่าวแทน ตรงนี้ทางทีมงานจึงขออภัยในความผิดพลาด ที่ได้มีการโฆษณาไปก่อนหน้านี้

ในงาน มีการแสดงร้องเพลง กิโยติน และ ประมูลรองเท้าแตะ รวมทั้งการเล่นดนตรีจากดีเจ รายการแดงแดง ทางทีมงานขอขอบคุรทุกท่าน ที่อาจไม่ได้กล่าวมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ ที่ใด้ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมอย่างดี



มีอะไรบอกผมนะครับ ขาดเหลืออะไรผมจะทำให้ดีที่สุด สุดยอด







ร้องเพลงมาตั้งนาน ได้ดอกกุหลายดอกเดียว อิอิ แด๊งแดง นีเอง อ้อ ร้อง my way แด่ ดีเจป้ายุพา และดีเจ ฟรีเลิฟ ด้วย











ต้องปรบมือให้คุณพี่คุณป้า กลุ่มนี้ ที่เดินทางมาร่วมงานเสื้อแดงทั้งที่มีอีกกิจกรรมที่จัดขึ้นวันเดียวกัน







บุคคลที่ถือป้ายโยกตามเพลง นั่นใครเอ่ย จำได้ไหม +555





เอ้า เฉลย โถ อใจน่านเอง 555











นี่คือผู้ชนะการประมุลรองเท้า มีความสุขอย่างมาก



กำลังถ่ายทอดสด ออกอากาศ ร้องเพลง กิโยติน อย่างสนุกสนาน สังเกตุฉาก สีแยกราชประสงค์ ด้านหลัง ได้เต้นโยกไปโยกมา +555 ใครก็ไม่รู้



มีการหารือ และแสดงความคิดเห็น



กำลังทำหน้ากาก 555



เอาแล้ว ถือแก้วไวน์
แด๊ง แดง แระ



ป้ายนี้ ต้องยกความดีงามให้ลุงนพ คนเดิม งานนี้ถือแต่ที่ชาตแบท แต่ตัวกล้องทิ้งไว้ที่บ้าน เป็นนั่นไป +555



เดี๊ยนขอบ้าง อิอิ



กลุ่มนี้ก็เดินทางมาไกล ฝ่ากองหิมะ ที่ถล่ม ทั่วเกาะอังกฤษ



ต้องปิดท้ายด้วยรูปนี้ เท่ห์ซะไม่มี ขอขอบคุรสำหรับเวลาอันมีค่ามาเล่นดนตรีให้ชาวเสื้อแดงฟัง และ ข่าวทุกเช้า ไม่เว้นวันหยุด

"สุชาติ"ย้ำดึง"แม้ว"กลับมาแก้หนี้ เสนอนโยบายศก. 3 หก

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำนโยบายของพรรค พท. โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับแกนนำพรรค และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน อาทิ นายสุธรรม แสงประทุม นายวราเทพ รัตนากร นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รวมทั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าร่วมประชุมด้วย


นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช หัวหน้าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวในที่สัมมนาว่า จากการคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้จัดทำเป็นกรอบนโยบายเพื่อการปราศรัยหาเสียง ว่า พรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน ยึดการปรองดอง ให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ให้อภัยซึ่งกันและกัน โดยชดเชยให้เหมาะกับผู้เสียชีวิต และผู้ประสบภัยจากการสลายการชุมนุม โดยนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมา แก้ไขปัญหาหนี้สิน ล้างหนี้ประชาชน ล้างหนี้ประเทศ เนื่องจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ บริหารประเทศแบบสร้างหนี้ไปเรื่อยๆ แต่หนี้ประเทศแก้ได้ คนแก้ต้องทักษิณ จึงต้องนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาแก้หนี้ สรุปว่าพรรคเพื่อไทยเดินหน้า "แก้หนี้ หารายได้ ขยายโอกาส ให้มีเงินเก็บ"


นาย สุชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะเสนอมีทั้งการพักหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ให้ 5 ปี โดยรัฐจ่ายดอกเบี้ยให้ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท เพิ่มเงินเดือนคนจบปริญญาตรีเริ่มเข้าทำลาน 1.5 หมื่นบาท ปรับราคาสินค้าเกษตรทุกตัวดดยผูกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่วนข้าวเปลือกจะรับจำนำเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ให้เกษตรกรมีเครดิตการ์ดใช้ซื้อปัจจัยการผลิต ส่วนนโยบายด้านสังคม จะให้เยาวชนในต่างจังหวัดมีความรู้เหมือนในกรุงเทพมหานคร ผ่านนนโยบาย วันแลปทอป เพอร์ ไชลด์ หรือการแจกคอมพิวเตอร์ให้กับเด็ก พร้อมให้องค์การโทรศัพท์ ติดตั้งระบบวายฟาย (WiFi) ในต่างจังหวัดเพื่อให้สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ การนำ 30 บาทรักษาทุกโรคกลับมาใช้ใหม่


จากนั้น นายสุชาติ แถลงว่า ได้เสนอนโยบาย 3 หก (เดือน) โดย 6 เดือนแรก เป็นการลดรายจ่าย คือพักหนี้ อีก 6 เดือนถัดมาจะเป็นนโยบาย เพิ่มรายได้ เช่น เกษตรกรเศรษฐี บินก่อนผ่อนทีหลังสำหรับผู้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ และ 6 เดือนที่สาม จะเป็นนโยบายขยายโอกาส เช่น โครงการเอสเอ็มแอล 5-7-9 แสนบาท โครงการ 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมเกษตร โครงการกองทุนตั้งตัวได้ แก้ไขปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา (พลังครู) รวมทั้งได้เสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนด้วย


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตุว่า ในการสัมมนาหรือแถลงข่าวนโยบายของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ไม่มีการพูดถึงวงเงินงบประมาณ ที่จะนำมาใช้จ่าย

ฉลาดหน่อย

ที่มา ข่าวสด

ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



การ ชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในสถานการณ์ที่ไม่มีแกนนำอย่างชัดเจน มีเพียงคนนัดหมายประสานงาน แต่กลับมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นไปจนถึง 3 หมื่นคน เนืองแน่นอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ครั้ง

เช่นนี้แล้ว ไม่รู้ว่าหน่วยความมั่นคงของรัฐบาลประเมินสถานการณ์กันอย่างไร

*คงไม่มีการอ้างรายงานข่าวกรองมั่วๆ ประเภทคนนอกประเทศสั่งการมา มีท่อน้ำเลี้ยงว่าจ้างมา อะไรประเภทนั้น!?*

ถ้าสันติบาล สมช. ศอฉ. กล้ารายงานอย่างตรงไปตรงมา

ต้องกล้าสรุปว่า เพราะมีเงื่อนไขความคับแค้นใจ ความรู้สึกยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเป็นเหตุให้ผู้คนยังหลั่งไหลเข้าร่วมอย่างไม่ลดน้อยลง

ประเด็นสำคัญสุดคือ ความจริงในเหตุการณ์ 91 ศพ ยังไม่ได้รับการสะสาง

ยังไม่มีผู้สั่งการใช้ความรุนแรงถูกลงโทษ!

ถ้ายังปล่อยให้อึมครึมไปเช่นนี้ การชุมนุมในทุกสัปดาห์ ในทุกเดือน ยังคงกระหึ่มไม่จบสิ้น ดีไม่ดีอาจเพิ่มจำนวนผู้คนมากขึ้นๆ จนถึงแสนได้ไม่ยาก

แล้วถ้าหากผู้ชุมนุมยังใช้ท่วงทำนองสันติวิธี ใช้วิธีการเสียดสี ใช้สัญลักษณ์ในการต่อสู้เช่นนี้ตลอดไป

*ฝ่ายรัฐย่อมไม่อาจมีช่องทางใดๆ เข้าดำเนินการเพื่อหยุดยั้งหรือควบคุมได้*

หน่วยข่าวกรองทั้งหลาย อาจเตือนสติผู้มีอำนาจสักนิด

สะกิดให้ฉลาดกันสักหน่อย โดยต้องรู้จักหาทางคลี่คลายสถานการณ์หลังการนองเลือด!

ยกตัวอย่าง 14 ตุลาฯ 2516 และพฤษภาคม 2535 ประกอบให้เห็นเป็นรูปธรรมแนบท้ายด้วย

ต้องมีผู้สั่งการอพยพหลบหนีออกนอกประเทศ

หรืออย่างน้อยก็ต้องลาออก วางมือทางการเมืองไปเลย

ถ้าฉลาดสักหน่อย บรรยากาศจะคลี่คลายอย่างฉับพลัน!

การชุมนุมของผู้คนหลังจากนั้น จะเป็นเรื่องการรำลึกถึงวีรกรรมของวีรชน ชูหลักการต่อต้านอำนาจความรุนแรง

แต่เพราะพฤษภาคม 2553 ไม่มีความรับผิดชอบเกิดขึ้นเลยจากผู้มีอำนาจ

*ดังนั้นการชุมนุมของประชาชน จึงเป็นพลังที่ใหญ่โต และทวงถามการลงโทษ คนสั่งการใช้ความรุนแรง จนทำให้คนตายถึง 91 ศพ*

ที่เสื้อแดงชุมนุมกันทุกสัปดาห์ ทุกเดือน จึงมาด้วยอารมณ์ความรู้สึกใหม่

เขาเลิกเรียกหาทักษิณไปแล้ว

แต่ถามหาคนที่จะถูกลงโทษชดใช้หนี้ชีวิต!

วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

ที่มา ประชาไท

รายงาน ลับทางการทูตที่รั่วไหลออกมาผ่านทางวิกิลีกส์เปิดโปงให้รู้ว่า สหรัฐอเมริกาเห็นชอบกับการรัฐประหารของกองทัพ ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงแม้หน้าฉากที่แสดงออกต่อสาธารณะนั้น สหรัฐฯ จะทำเหมือนวางระยะห่างจากการยึดอำนาจก็ตาม รายงานลับทางการทูตเผยให้เห็นพฤติกรรมต่อต้านประชาธิปไตยของสหรัฐฯ และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ในการดำเนินการทางการทูตแบบเร้นลับหลังฉาก

เอกสารเหล่านี้ชี้ให้เห็นด้วยว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x โดยมีการปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการอย่างไรกับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลทักษิณ

x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x รัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พยายามสกัดกั้นการเผยแพร่ของข้อมูล เมื่อวานนี้ บทความบทหนึ่งบนเว็บไซท์ของ บางกอกโพสต์ ถูกถอดออกหลังจากนำขึ้นเผยแพร่ได้ไม่กี่ชั่วโมง รายงานลับทางการทูตทำลายความเชื่อที่มีมานมนานว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

รายงาน ลับทางการทูตจากสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 บันทึกการสนทนาระหว่างนายราล์ฟ แอล. บอยซ์ กับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทั้งสองพบกัน “เป็นการส่วนตัว” หลังจากกองทหารและรถถังเพิ่งเคลื่อนเข้ายึดเมืองหลวงและล้มรัฐบาลทักษิณใน บ่ายวันที่ 19 กันยายน

บอยซ์ถามว่า นอกจากผู้นำคณะรัฐประหารแล้ว มีใครอีกบ้างที่เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช “เมื่อคืนนี้” สนธิตอบว่า พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำตนและนายทหารคนอื่น ๆ เข้าไปในพระราชวัง ในรายงานทางการทูตของบอยซ์ระบุว่า พลเอกสนธิได้กล่าวว่า “x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x เขาไม่ได้ให้รายละเอียดนอกเหนือจากนี้” x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x

ความ แตกแยกอย่างลึกซึ้งเกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นปกครองไทย กลุ่มธุรกิจและการเมืองดั้งเดิมที่รวมศูนย์อยู่รอบสถาบันกษัตริย์ กองทัพและกลไกรัฐ ต่างหันมาเป็นปฏิปักษ์ต่อทักษิณ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางธุรกิจระดับพันล้าน ไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาก่อนหน้านี้ที่ว่า จะปกป้องธุรกิจไทยจากมาตรการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย พ.ศ. 2540-2541

กลุ่มธุรกิจที่เกิด ความสั่นคลอนจากนโยบายของทักษิณ ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นเพื่อโค่นล้ม รัฐบาล กลุ่มพันธมิตรฯ แสร้งวางตัวเป็นเสียงคัดค้านการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจของทักษิณ โดยจัดระดมมวลชน “เสื้อเหลือง” ประท้วงในกรุงเทพฯ เพื่อช่วยสร้างเงื่อนไขให้กองทัพเข้ามารัฐประหาร

รายงานลับที่รั่ว ไหลออกมาชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลบุชทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับการรัฐประหารมาตั้งแต่ช่วงเตรียมการและให้ ความเห็นชอบเป็นนัยๆ ส่วนการแสดงออกต่อสาธารณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ แสดง “ความกังวล” นั้น เป็นเรื่องที่มีการตกลงกับผู้นำรัฐประหารล่วงหน้าก่อน

บอยซ์ เขียนว่า “เมื่อกล่าวถึงปฏิกิริยาของสหรัฐฯ ผมเตือนเขา [สนธิ] ถึงการสนทนาของเราเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม เมื่อผมบอกเขาว่า ปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ย่อมส่งผลให้มีการระงับโครงการความช่วยเหลือในทันที.....ผมบอกเขาว่า เขาต้องคาดหมายไว้ว่าเราจะประกาศมาตรการแบบนั้นออกมาโดยเร็ว เขาก็เข้าใจดี” บอยซ์เขียนต่อไปว่า “ผมเสริมต่อว่า การฟื้นฟูความช่วยเหลือต่าง ๆ จะเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเข้ามาดำรง ตำแหน่ง”

ก่อนเข้าพบทูตสหรัฐฯ พลเอกสนธิได้ประกาศแล้วว่าจะมีการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวและแต่งตั้งรัฐบาล พลเรือนภายในสองสัปดาห์ แน่นอน รัฐบาล “พลเรือน” ที่วางไว้ ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าฉากบังหน้าให้กองทัพ กระนั้นก็ตาม บอยซ์แสดงความคิดเห็นในเชิงชมเชยว่า นี่คือ “ตัวอย่างที่ดี”

ทำเนียบ ขาวของรัฐบาลบุชระงับความช่วยเหลือทางการทหารและการซ้อมรบร่วมกับ ประเทศไทยเพื่อแสดง “ความกังวล” แต่ไม่นานก็รื้อฟื้นความสัมพันธ์ตามปรกติกับกองทัพไทย รัฐบาลทหารจัดการเลือกตั้งในปลาย พ.ศ. 2550 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย พรรคพลังประชาชนที่สนับสนุนทักษิณก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ถึงแม้วอชิงตันจะชื่นชมผลการเลือกตั้งว่าเป็น “การกลับไปสู่ประชาธิปไตย” แต่รัฐบาลที่มาจากพรรคพลังประชาชนย่อมไม่ใช่ผลลัพธ์ที่สหรัฐฯ มุ่งหวัง

เมื่อ ไม่สามารถสกัดกั้นการกลับมาของรัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณ สถาบันอำนาจเก่าจึงร่วมมือกันรณรงค์เพื่อโค่นล้มรัฐบาล การประท้วงของพันธมิตรฯ กลับมาอย่างรวดเร็ว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยก็ลงมติถอดถอนนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ด้วยข้ออ้างขี้ปะติ๋วว่า เขาละเมิดกฎหมายด้วยการออกรายการทำอาหารทางทีวี

จากรายงานทางการทูตที่รั่วไหลออกมาอีกฉบับหนึ่ง นายสมัครกล่าวแก่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ นายเอริก จอห์น ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2551 ว่า x x x x x x x x “มีส่วนรู้เห็นกับการรัฐประหาร 2549 รวมทั้งความปั่นป่วนวุ่นวายที่เกิดจากการประท้วงของพันธมิตรฯ ด้วย” ในตอนนั้น พันธมิตรฯ ยังดำเนินการประท้วงด้วยการยึดทำเนียบรัฐบาล เพื่อบีบให้นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงจากตำแหน่ง แต่สหรัฐฯ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณะในเรื่องนี้

บันทึกความจำของสหรัฐฯ อีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ยืนยันว่า x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x x นี่เป็นอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกาไม่แสดงท่าทีคัดค้านใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลวงใน

อีก เพียงหนึ่งเดือนต่อมา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2551 การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินสองแห่งในกรุงเทพฯ ช่วยสร้างเงื่อนไขความปั่นป่วนวุ่นวาย พร้อม ๆ กับศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังประชาชนด้วยข้อหาที่ปั้นแต่งขึ้นมาว่าโกง การเลือกตั้ง จากนั้นกองทัพก็เกลี้ยกล่อมพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ ให้จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์และก่อตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมา

รายงาน ทางการทูตยืนยันเรื่องที่เห็นกันชัด ๆ อยู่แล้ว กล่าวคือ การที่สหรัฐฯ มีปฏิกิริยาผ่อนปรนต่อการรัฐประหาร 2549 เป็นการเดินตามแนวทางที่ชี้นำจากผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของ สหรัฐฯ เอง สหรัฐฯ มีสายสัมพันธ์ยาวนานกับกองทัพไทย ย้อนกลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และ 1970 เมื่อวอชิงตันหนุนหลังระบอบเผด็จการทหารของไทย และใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพสำหรับปฏิบัติการทางทหารระหว่างสงครามเวียดนาม

สหรัฐฯ จะประณามหรือประนอมกับรัฐบาลทหาร ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมืองของตน ข้ามชายแดนไทยไปที่ประเทศพม่าเพื่อนบ้าน สหรัฐฯ ยังคงคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อระบอบเผด็จการทหารและวางท่าเป็นผู้ปกป้องสิทธิ ตามระบอบประชาธิปไตยของชาวพม่า สิ่งที่วอชิงตันคัดค้านจริง ๆ ไม่ใช่การละเมิดสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน แต่ไม่พอใจต่อความสัมพันธ์แนบแน่นระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับจีนต่างหาก ทั้งนี้เพราะจีนเป็นคู่แข่งรายใหญ่ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

การผลัก ดันรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาตามการเลือกตั้งขึ้นสู่อำนาจใน ประเทศไทย เป็นชนวนให้เกิดการประท้วงของมวลชนที่นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จ การ (นปช.) ที่สนับสนุนทักษิณ ขบวนการ “เสื้อแดง” นี้มีแนวโน้มที่จะขยายกลายเป็นขบวนการสังคมที่กว้างขวางมากขึ้น ทั้งนี้เพราะกลุ่มเกษตรกร กลุ่มนักธุรกิจรายย่อยและแรงงานในเมืองเริ่มส่งเสียงแสดงความไม่พอใจจาก ปัญหาของตัวเองเช่นกัน นายกฯ อภิสิทธิ์ตอบโต้ด้วยการกดขี่ปราบปราม จนลงเอยด้วยการที่กองทัพเข้าสลายการชุมนุมอย่างนองเลือดในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งกองทหารติดอาวุธหนักยิงใส่ผู้ประท้วง มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 91 คนจากการปะทะในเดือนเมษายนและพฤษภาคม

เช่นเดียวกับในเดือนกันยายน 2549 สหรัฐฯ ไม่ได้กล่าวประณามการกระทำของรัฐบาลอภิสิทธิ์หรือกองทัพไทยแม้แต่น้อย

ประชาไทแถลง ศอฉ. ปิดเว็บ เสียหาย 5 ล้าน กระทบเสรีภาพสื่อและประชาชน

ที่มา ประชาไท

ที่สำนักงานประชาไท น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท (prachatai.com) และนายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการบริหารเว็บไซต์ประชาไท ร่วมกันแถลงข่าวความเสียหาย 258 วันของการพยายามปิดกั้นข่าวสารของเว็บประชาไท

จีรนุช กล่าวว่า ประชาไทถูกปิดกั้นโดยคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในวันที่ 8 เม.ย.หรือหลังรัฐบาลประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 วัน หากไม่นับว่าเป็นการปิดกั้นเสรีภาพการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน มองในแง่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับเว็บจะพบว่าจนถึงวันยก เลิกพ.ร.ก.มีความเสียหายเกิดขึ้นไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท คำนวณตามการฟ้องร้องค่าเสียหาย (วันละ 20,000 บาท) ซึ่งประชาได้ยื่นฟ้องรัฐบาลและศอฉ.ไปแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยกฟ้องระบุว่าเป็นการปิดกั้นเว็บไซต์อำนาจของนายกฯ และรองนายกฯ ตามพ.ร.ก. ขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ นอกจากนี้ยังเสียหายต่อชื่อเสียงและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ ทั้งในส่วนของ SMS ข่าวและการเปิดรับโฆษณาซึ่งทางเว็บเพิ่งเริ่มต้นโมเดลธุรกิจเหล่านี้เพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเองให้ยั่งยืน

จี รนุช ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ที่ผ่านมา ศอฉ.มีคำสั่งปิดกั้นเว็บต่างๆ ในลักษณะตามอำเภอใจ จากงานวิจัยของโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw.or.th) ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสต์ศึกษาพบว่า ศอฉ.มีคำสั่งถึงผู้ให้บริการอินเตอร์เพื่อปิดเว็บไซต์จำนวนหลายหมื่น URLs ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นการปิดกั้นเนื้อหาที่นำเสนอรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง การสลายการชุมนุม ซึ่งถือเป็น “การปิดหูปิดตาประชาชน” และยังรวมไปถึงบางเว็บที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยอย่าง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้ว อยากฝากถึงทั้งรัฐบาลและผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตว่าควรยุติการปิดกั้นเว็บ ทั้งหมดตามคำสั่ง ศอฉ.โดยทันที เนื่องจากไม่มีอำนาจตามกกฎหมายใดรองรับ

ผู้ อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท ยังกล่าวถึงข้อกังวลว่าแม้จะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่สื่อสารมวลชนและสังคมจะต้องตระหนักและร่วมกันเฝ้าตรวจสอบการแปลงโฉมจาก ศอฉ. มาเป็นศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์ (ศอส.) โดยอาศัยการบังคับใช้ พ...ความ มั่นคงฯ แสดงว่าอำนาจพิเศษตามกฎหมายซึ่งมีลักษณะพิเศษที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและ ความมั่นคงของพลเมืองยังคงมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ขอบเขตอำนาจของ พ...ความมั่นคงฯไม่ได้อำนาจในการปิดกั้นสื่อ

ชู วัส กล่าวว่า คำสั่งปิดกั้นเว็บไซต์ไม่เพียงแต่ทำความเสียหายให้ประชาไท แต่ยังลิดรอนเสรีภาพของประชาชน รวมทั้งยังทำลายพัฒนาการของสื่อสารมวลชนไทยด้วย การแถลงข่าวในวันนี้ประชาไทเป็นแค่หนูลองยาที่ออกมาพูด อยากให้เว็บไซต์ต่างๆ ที่โดนปิดกั้น ได้รับผลกระทบจากจากการสั่งปิดออกมา อย่างน้อยก็ทำให้สังคมรู้ว่าเสรีภาพที่เขาพรากไป 8 เดือนมันมีค่ามหาศาลขนาดไหน

บก.บห.เว็บ ไซต์ ประชาไทกล่าวว่า รัฐไทยควรสรุปบทเรียนได้แล้วว่า ประการแรก พรก.ฉุกเฉิน นอกจากทำความเสียหายแล้ว ไม่สามารถปิดกั้นสื่อได้เลย สื่อหลักคุณก็ไม่กล้าปิด สื่อใหม่ๆ ก็ปิดไม่ได้ โดยเทคโนโลยีมันไม่ยอมให้คุณปิด ประการที่สอง พ.ร.ก.ฉุกเฉินและการปิดกั้นของศอฉ. ทำให้ความขัดแย้งในสังคมไทยขยายตัว เนื่องจากข่าวสารจำนวนมากถูกซุกอยู่ใต้ดิน แม้ในแวดวงนักวิชาการเองน้อยคนที่จะสืบค้นข้อมูลอย่างจริงจังเพื่อการอ้าง อิง ถกเถียงกันทางวิชาการ ความจริงอีกด้านของคนที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ถูกนำมาพูดคุย เมื่อคนไม่ได้พูดมันก็สะสมเป็นความกดทับภายใน รอวันระเบิด

“ความ ขัดแย้งรุนแรงขึ้น และมีนัยยะสำคัญมาจาก พ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยตรง พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นปัญหาของความมั่นคงและความสงบสุขของรัฐ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” ชูวัสกล่าว

ทั้งนี้ ผอ.ประชาไทระบุว่า เว็บประชาไทเผชิญ กับการปิดกั้นโดยต่อเนื่อง ในการปิดกั้นทุกช่องทางทางเว็บข่าว เว็บบอร์ด ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ยูทิวป์ สำหรับเว็บไซต์ข่าวเปลี่ยนชื่อเวบไปทั้งหมด 8 ครั้ง เว็บบอร์ดเปลี่ยนชื่อ 3 ครั้ง ก่อนที่ประชาไทจะตัดสินใจปิดเวบบอร์ดไปเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ความพยายามปิดกั้นกระทำทั้งโดยการปิดกั้นชื่อเวบ, การปิดกั้น IP, การ ปิดกั้นที่เซิร์ฟเวอร์ เป็นเหตุให้ประชาไทต้องย้ายไปใช้บริการเซิร์ฟเวอร์ การจดทะเบียนชื่อเว็บและอื่นๆเกือบทั้งหมดในต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันในการที่เว็บจะสามารถเข้าถึงได้ สำหรับยอดผู้เข้าชมนั้น หลังจากถูกปิดกั้นทำให้จำนวนผู้เข้าชมลดลงถึง 2 ใน 3 จากสถานการณ์ปกติ

มติ ครม.เลิก พรก.ฉุกเฉิน กทม. ปล่อยตัวชั่วคราว 104 ผู้ชุมนุม 'แดง'

ที่มา ประชาไท

มติ ครม. 21 ธ.ค. เลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน กทม.-นนทบุรี-ปทุมธานี-สมุทรปราการ แล้ว พร้อมเลิก 'ศอฉ.' ตั้ง 'ศตส.' แทน มี 'พล.อ.ดาวพงษ์ รัตนสุบรรณ' เป็นผู้อำนวยการ ส่วน 'พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ' เป็นประธาน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม มีมติยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ 4 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม พร้อมตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ขึ้นมาทดแทนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ต้องยุบเลิกไปโดยสภาพ โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เป็นผู้อำนวยการ ศตส. และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ศตส.

ครม.ยังเห็นชอบให้ ปล่อยตัวผู้ร่วมชุมนุมเหตุการณ์เดือน เม.ย.ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจำนวน 104 คน และรับทราบผลสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของคณะกรรมการที่ มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศตส.จะเป็นหน่วยงานภายในของ กอ.รมน. ใช้โครงสร้างตามกฎหมายมากำหนดแผนงานต่างๆ และคนที่เข้ามาติดตามสถานการณ์ รวมถึงบริหารแผนงานก็จะมีอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้น

"ประยุทธ์" ไม่ตอบเรื่องงบ ศอฉ. ลั่นโปร่งใสอยู่แล้ว

ที่มา ประชาไท

ผบ.ทบ. ไม่ตอบผู้สื่อข่าวเรื่องงบ ศอฉ. ไล่ให้ไปหาตัวเลขเอาเอง ลั่นไม่เคยสนใจอยู่แล้ว เมื่องบอนุมัติก็แจกจ่ายให้หน่วยงาน ศอฉ. ไม่ต้องชี้แจงเพราะโปร่งใสอยู่แล้ว ไล่ให้ไปถามรัฐบาล โอดถ้าชี้แจงทุกเรื่อง ก็ไม่ต้องทำงาน โอดทหารไม่ใช่คนหรือ ถึงจะได้ไม่ต้องใช้เงินหรือไม่ต้องกินข้าว

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 22 ธ.ค. รายงานว่า เมื่อวานนี้ (21 ธ.ค.) ที่ขส.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาผบ.ทบ. กล่าวถึงการตั้ง ศตส. (ศูนย์ติดตามสถานการณ์) ภายหลังเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า เป็นการติดตามสถานการณ์ของ กอ.รมน. ที่หน่วยต่างๆ มีอยู่แล้ว แต่จะทำให้สมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากเดิม คตส.ทำหน้าที่เฉพาะเรื่องภัยคุกคามรูปแบบใหม่ใน 6 ศูนย์ไม่รวมการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง หมวดที่ 1 จึงจำเป็นจะต้องจัดตั้ง ศตส.ให้สมบูรณ์ และให้ครอบคลุมในเรื่องการรักษาความปลอดภัย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รูปแบบจะเป็นเรื่องของการบูรณาการหน่วยงานด้านการข่าว รวบรวมการปฏิบัติการทั้งหมด และเชื่อมต่อทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านความมั่นคงทั้งหมด คล้ายกับศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เพียงแต่ลดระดับลงมา หน้าที่ความรับผิดชอบหลักเป็นการใช้กฎหมายปกติ ใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก ไม่มีอำนาจอะไรเป็นพิเศษ ส่วนใครจะมาเป็นหัวหน้า ศตส. ยังไม่ได้หารือกัน แต่ปกติงานของ กอ.รมน. จะมีผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว โดยมีนายกฯ ในฐานะ ผอ.กอ.รมน. เป็นประธานอยู่แล้ว และมี ผบ.ทบ. เสธ.ทบ. เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อ ผู้สื่อข่าวถามถึงจำนวนงบประมาณของศอฉ.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า "ทำไม ผมอยากเรียนว่างบประมาณที่คุณไปพูดว่าเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาทคุณไปเอาตัว เลขที่ไหนมาพูด มันมีเฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยง เจ้าหน้าที่ทำงานเท่าไหร่ ก็ได้เท่านั้น กี่กองร้อยก็เอาตัวเลขคูณเข้าไปก็มี ตัวเลขเท่านั้นจะไปเอาเงินจากไหนมา คุณไปเอาตัวเลขจากไหนมาเป็นแสนล้านบาท ไปถามไอ้คนพูดว่าแสนล้านหมื่นล้านมาจากไหน ผมรู้ว่าคนแถวนี้แหละพูด" ผบ.ทบ.กล่าวอย่างมีอารมณ์

ต่อข้อถามย้ำว่า สรุปว่า ศอฉ.ใช้งบประมาณเท่าไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่ทราบไปหาตัวเลขมาเอง ไม่รู้หรอกตัวเลข ไม่สนใจอยู่แล้ว เมื่ออนุมัติงบประมาณก็แจกจ่ายให้หน่วยที่ปฏิบัติงาน หน่วยงานด้านความมั่นคงไม่ได้งบประมาณเป็นหมื่นล้าน แสนล้านรัฐบาลคงไม่มีเงินให้ขนาดนั้นหรอก และไม่รู้ว่าวันนี้หรือไม่ วันไหนท่านอยากจะให้เจ้าหน้าที่ทำงาน และอยากให้บ้านเมืองสงบ ขอให้เลิกการปั้นน้ำเป็นตัวเสียที การเขียนเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือการทหารทำโน่นทำนี่ เพื่อแลกการซื้อโน่นซื้อนี่

"ถามว่าผมได้ อะไร ผมซื้อของเหล่านี้มาประเทศไทยได้หรือไม่ได้ ผลประโยชน์อยู่ที่ไหนผมไม่รู้ เพราะผมไม่ได้ และไม่มีใครได้ด้วย ดังนั้น จะต้องไปหาคำตอบของตัวเองให้ได้ว่า ประเทศไทยจะต้องมีอะไร ซื้ออะไรบ้างหรือมีอะไรในการป้องกันประเทศบ้าง ถ้าถามว่าไอ้นั่นไม่ควรซื้อ ไอ้นี่ไม่ควรซื้อ ซื้อแล้วก็โกงซื้อแล้วก็ทุจริต ท่านก็จะต้องไปหาหลักฐานมาอีกหน่อยคงไม่มีใครอยากทำงานหรอก ไม่มีใครอยากมาดูแลประเทศไทย เพราะมีการทำลายไปทีละคนจนหมด และท่านจะไปหาใครมาดูแลไปหาคนอื่นมาช่วยดูแลก็แล้วกัน ขอให้ช่วยกันสร้างสรรค์หน่อย" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถาม ว่า ศอฉ.ควรจะชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณเพื่อความโปร่งใสหรือไม่ ผบ.ทบ.กล่าวว่า ไม่ต้องชี้แจง เพราะโปร่งใสอยู่แล้ว จะชี้แจงเรื่องอะไร ทำไม ตนไปทำความผิดที่ไหน เรื่องนี้ต้องไปถามรัฐบาลให้รัฐบาลชี้แจงว่าใช้จ่ายอะไรไป ก็ชี้แจงมา แต่ถ้าชี้แจงทุกเรื่อง ก็ไม่ต้องทำงาน บอกแล้วว่าจะเอาเงินที่ไหนไปทำอะไร ตนและทหารไม่ได้ประโยชน์อะไรทั้งสิ้น คนที่ได้คือเจ้าหน้าที่ ที่ไปนอนกลางดินกินกลางทรายกันทุกวัน ทำไมเขาไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่คน ถึงจะได้ไม่ต้องใช้เงินหรือไม่ต้องกินข้าว

นายกรัฐมนตรีมอบคำขวัญวันเด็กปี 54: "รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ"

ที่มา ประชาไท

เนื่อง ในวันเด็กแห่งชาติ ที่จะจัดในวันที่ 8 ม.ค. 54 นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญว่า "รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ" ด้าน สสส. ขอมาร์คผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ให้ประชาชนสวดมนต์ข้ามปี ทำจิตใจให้สงบ

ที่มาของภาพ: เว็บไซต์ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล

วันนี้ (21 ธ.ค. 53) เว็บไซต์ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2554 ซึ่งจะจัดในวันเสาร์ที่ 8 มกราคม 2554นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญให้แก่เด็ก ๆ ว่า "รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ"

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ ยัง รายงานด้วยว่า ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดโอกาสให้ ทพ.กฤษดา เรืองอารีรัชต์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.พร้อมด้วยคณะมิสไทยแลนด์เวิลด์ ประจำปี 2553 เยาวชนจากวิทยุไทยเพื่อเด็กและครอบครัว สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า กว่า 30 คน เข้าพบ เพื่อมอบสื่อรณรงค์และเชิญชวนให้รัฐบาลสนับสนุนการจัดกิจกรรม “โครงการสวดมนต์ข้ามปี เริ่มต้นดีชีวิตดีในปีใหม่” พร้อมติดเข็มกลัดรณรงค์กิจกรรม

โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำกิจกรรมอันเป็นมงคลในช่วงคืนส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เพื่อให้ประชาชนร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งเสริมวัฒนธรรม การทำจิตใจให้สงบ พร้อมขอให้รัฐบาลผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ