WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, December 22, 2010

ผมขอร้อง ถ้าคุณเป็นเพื่อนของผม "รุ่งศิลา" ได้โปรดอย่าแสดงอารมณ์ และนอกเรื่อง

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira


คุณเอารูปของเด็กๆที่เขามาฝึกศีลปฏิบัติธรรมมานำเสนอด้านเดียว

ที่บอกว่า เขียนแต่ความจริงทุกประการ ขอท้ามาพิสูจน์แสดงตัวยัง สันติอโศก เพราะ
"ที่คุณเขียนมันต่างจากความจริง" เราทุกคนยินดีพาคุณเดินพิสูจน์ กี่วันเราก็จะอยู่ เพราะ
"คุณเอารูปของเด็กๆที่เขามาฝึกศีลปฏิบัติธรรมมานำเสนอด้านเดียว" แถม
"จงใจนำเสนอในมุมของกองกำลังทหาร" มันต่างจากความจริงโดยสิ้นเชิง

ถ้า คุณเป็นคนจริงแน่จริง ก็เชิญมาพิสูจน์
เราขอรับรองว่าคุณจะได้รับความสะดวกได้รับความปลอดภัย ไม่มีใครทำอะไรคุณแน่นอน จะเอา
สื่อมากี่สำนักก็ได้ เราท้าเชิญคุณมาพิสูจน์หากกลัวเราเตี๊ยมกันคุณมากันแบบปัจจุบันทันด่วนก็ได้
เราจะได้ไม่มีเวลาเตรียมตัว สรุปว่าถ้าคุณกล้ามาจะมาแบบไหนมาได้เลย ไม่ต้องแอบ เรารับรอง

คุณขนาดนี้ ท้าคุณขนาดนี้ ถ้าคุณของจริง คนจริงต้องมา นอกเสียจากว่าไม่ใช่

ติดต่อทางเราได้ทุกวัน เวลา 8.00-17.00 น. เบอร์โทรผมว่าคุณคงหาไม่ยาก ที่ผมไม่ขึ้นให้ เพราะ
ผมเกรงเพื่อนๆคุณบางคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ จะโทรมานอกเรื่อง

คลิ๊ก ที่นี่ และ ที่นั่น ที่มาของเหตุ

xxx12 ได้โปรดถ้าคุณเป็นเพื่อนๆของผม ผมขอร้องเถิด

"คุณจงใจนำเสนอในมุมของกองกำลังทหาร มันต่างจากความจริงโดยสิ้นเชิง"

คลิ๊ก ที่นี่ และ ที่นั่น ที่มาของเหตุ

โดย ลูกชาวนาไทย

สันติ อโศก เมื่อเป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ใช่เคลื่อนไหวทางศาสนาอย่างเดียว ก็ถือว่าเป็น "องค์กรทางการเมือง" และเมื่อเป็นองค์กรทางการเมือง ก็ต้องมีคนที่คิดเห็นตรงกันข้าม ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเมือง

การเคลื่อนไหวของสันติิอโศกในช่วงที่ผ่านมาเป็น "อีกฝากหนึ่งของความขัดแย้งอย่างเต็มที่"

และ ผมไม่คิดว่าสันติอโศกเป็นองค์กรทางศาสนาที่มุ่ง "สันติภาพ" แต่เป็นองค์กรที่ "้ใช้ศาสนาเพื่อให้ได้อำนาจทางการเมือง" ถือว่า "ชั่วร้ายพอสมควรทีเดียว" ไม่ได้ต่างจากองค์กรอัลกออิดะห์ ของมุสลิม Fีีundamentalist เท่าใดนัก มีความสุดกู่ทางการเมือง และใช้ศาสนาเพื่อ "ระดมพล" เข้ามาสนับสนุน

ตอนนี้แตกต่างจากอันกออิดะห์ แค่ยังไม่ได้วางระเบิดเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าหากมีการเีรียกร้องจากแกนนำ หรือสถานการณ์ความขัดแย้งนำไปสู่จุดนั้น สันติอโศก ก็กลายเป็น "องค์กรอาสาสมัครติดอาวุธ" ได้ไม่ยากนัก และคงพร้อมที่จะพลีชีพเืพื่อศาสดาของตน

สมมุตินะครับว่าความขัดแย้ง ไปถึงจุดๆ หนึ่งและมีการใช้อาวุธกันด้วยสาเหตุสาเหตุหนึ่งจากสถานการณ์ที่พาไป และเกิดทำให้ผู้นำระดับสูงถึงสูงสุดของสันติอโศกเสียชีวิต หรือสูญเสีย สาวกสันติอโศกจะสามารถมีขันติธรรมไม่บ้าคลั่งและคิดตอบโต้อย่างรุนแรงได้ หรือไม่

ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่พร้อมที่จะตอบโต้ด้วยชีวิต ซึ่งนั้นหมายถึง กลายเป็นองค์กรทางทหารติดอาวุธแบบกองทัพเรียบร้อย

ผม ยืนยันว่าสันติอโศกเป็นองค์กรทางการเมือง และมุ่งหมายอำนาจทางการเมือง และหากได้อำนาจทางการเมืองจะนำมาสู่ "หายนะต่อมนุษยชาติ" ในประเทศไทยอย่างรุนแรงแบบที่ นาซีเยอรมันได้กระทำ

สันติอโศกเชื่อว่า "ตัวเองเป็นคนดี และมี Elegance ต่อสิ่งที่ตัวเองทำและคิดว่าดี"

ส่วน คนที่ไม่ได้มีวัตรปฎิบัติแบบสันติอโศกจะเป็นคนไม่ดี และหากมีอำนาจ สันติิอโศกจะกลายเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบที่บังคับให้คนอื่นต้องทำตามสิ่งที่ ตัวเองเชื่อว่าดี

สุดท้ายหากคนขัดขืน ก็นำไปสู่การทำลายล้าง ฆ่ากันอย่างแน่นอน

นี่หรือปกป้องสถาบัน 7 วันแล้วรัฐบาลไทยยังเมินเฉย ทั้งที่เข้าข่ายหมิ่น ถ้าไม่ดำเนินการถือว่าละเว้น

ที่มา Thai E-News





เย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทย- "คุณปลื้ม"ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้ดำเนินรายการDAILY DOSE ทางVOICE TV เย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทยกลางรายการทีวี กรณีปิดปากงดออกข่าววิกิลีกส์แฉชนชั้นนำไทย ด้วยการนำพลาสเตอร์มาปิดปากเมื่อเล่าข่าวการแฉบุคคลระดับสูงแทรกแซงการเมือง แต่สื่อไทยพากันเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการงดนำเสนอข่าว


ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom

ตาม ที่ Wikileaks ได้เสนอข้อความการสนทนาระหว่างบุคคลระดับสูงของไทยกับฑูตสหรัฐอเมริกาแพร่ หลายไปทั่วโลก อันที่มีเนื้อหาก้าวร้าวจาบจ้วงนำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันอันเป็นที่เคารพ ของปวงชน​

ชาวไทยนั้นขอให้ทางการไทยพิจารณาสอบสวนว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ หากไม่เป็นความจริงก็ควรจะประณามหรือฟ้องร้องต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องและนำมา เผยแพร่

แต่หากว่าเป็นความจริงผู้ที่กระทำการก็ควรจะต้องถูกนำมาลง โทษตามกฏหมายเพราะเป็นการกระทำที่ไม่บังควร และยังทำให้เกิดความหวาดระแวงว่า จะเป็นเหตุของการเกิดภัยร้ายแรงขึ้นกับประเทศไทย หากบุคคลดังกล่าวยังคงปฎิบัติงานในหน้าที่สำคัญอยู่ต่อไป

สถาบัน ทหารที่มักกล่าวว่ามีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง แต่ยามนี้กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รับรู้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่บุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ก็อยู​่ในประเทศไทย และเขาเหล่านั้นยังมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกองทัพเป็นอย่างมาก

ผลที่จะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสนทนาครั้งนี้ร้ายแรงมากหากว่าเป็นเรื่องจริงแต่พวก​ท่านกลับยังนิ่งเฉย

ผิด กับที่ได้เคยออกมาย้ำเตือนเสมอต่อประชาชนผู้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยทุก ครั้งว่า หากมีการกระทบถึงสถาบันเมื่อใดก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทันที

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐ

-วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

บทวิเคราะห์ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๕/๒๕๕๓ กรณียกคำร้องขอให้ยุบพรรคปชป.โดย คณะนิติราษฎร์

ที่มา มติชน



ตาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ ๑๕/๒๕๕๓ เรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และต่อมาได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางและความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญที่เป็นองค์คณะเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร (
www.enlightened-jurists.com) ได้ศึกษาคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการและประโยชน์สำหรับการตรวจสอบกระบวนการทำ งานตลอดจนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สมควรจะได้แสดงทัศนะทางกฎหมายในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

๑. คดีนี้นายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้อง เนื่องจากปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มูลของคดีสืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับแจ้งจากกรมสอบสวนคดี พิเศษว่าได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษซึ่งเมื่อได้พิจารณาคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ประกอบกับพยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วพบว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้อง ๒ ข้อกล่าวหา คือ กรณีพรรคประชาธิปัตย์ได้รับบริจาคเงินและทรัพย์สินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด โดยทำสัญญาว่าจ้างทำสื่อประชาสัมพันธ์ตามโครงการต่างๆ เป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงินตามที่กฎหมายกำหนด กรณีหนึ่ง และกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงต่อความ เป็นจริงยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง อีกกรณีหนึ่ง นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบและดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์ในข้อกล่าวหา ทั้งสองข้อกล่าวหาทำนองเดียวกัน

๒. วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องดัง กล่าว ต่อจากนั้น เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและมีมติ ด้วยคะแนนเสียงข้างมากส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามพระ ราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๕ ทั้งสองข้อกล่าวหา หลังจากนั้นในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อให้ดำเนินการตรวจ สอบสำนวนการสอบสวน คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ตรวจสอบและเสนอความเห็นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) มีความเห็นเสนอต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง (ซึ่งก็คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ คนเดียวกัน) เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ว่าอาจมีการกระทำตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เห็นควรนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยด่วน คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณาแล้ว เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดทั้งสองข้อกล่าวหา

โดยข้อกล่าวหา ที่สองซึ่งเป็นมูลในคดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะ กรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับ สนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองฯ (มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๕ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ หรือ มาตรา ๘๒ และมาตรา ๙๓ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐) จึงให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคประชา ธิปัตย์ต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๔ (๓) (๔) และมาตรา ๙๕

๓. ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐ ธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประ ชาธิปัตย์ สั่งห้ามมิให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ขอจัดตั้งพรรค การเมืองขึ้นใหม่หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการขอ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ภายในห้าปีนับแต่วันที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ และขอให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์มี กำหนดห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา และพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งในแง่ของบทกฎหมายที่ ศาลจะนำใช้ปรับแก่คดีว่าต้องใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดข้อเท็จจริงระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๗ - ๒๕๔๘ และทั้งในแง่ข้อเท็จจริงที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำการดังที่นาย ทะเบียนพรรคการเมืองกล่าวอ้าง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้อง

๔. ก่อนการไต่สวนข้อเท็จจริง พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นใน ข้อกฎหมายว่าผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรยุบพรรคการเมืองหรือไม่ คือ นายทะเบียนพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจทำความเห็นในเรื่องดังกล่าว มีแต่หน้าที่ให้ความเห็นชอบแก่นายทะเบียนพรรคการเมืองให้ยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการดำเนินการข้ามขั้นตอน ไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมส่งผลให้การทำความเห็นและการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งขัดต่อพระ ราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบ พรรคประชาธิปัตย์ได้ นอกจากนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนและไม่มีอำนาจยื่นคำ ร้อง เพราะไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณาสอบสวนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันตาม หลักการร้องคัดค้านเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๐

๕. นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้อง ต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อมีการแจ้งเหตุต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา ที่รอบคอบและเป็นธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จ จริง ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณารายงานสืบสวนสอบสวนแล้วเห็นว่านายประพันธ์ นัยโกวิท (กรรมการการเลือกตั้ง) ผู้สั่งให้นำความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวเข้าพิจารณาในคณะกรรมการการเลือก ตั้งมิใช่นายทะเบียนพรรคการเมือง ประกอบกับนายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ยังมิได้ให้ความเห็น จึงมีมติให้ส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาก่อน หลังจากนั้นนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อได้ความเห็นดังกล่าวแล้ว จึงนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างมากมีมติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้ง ต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ

แต่คณะกรรมการเสียงข้างน้อย ๒ เสียง ซึ่งหนึ่งในสองเสียงดังกล่าว คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ (ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมือง) เห็นว่าต้องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือก ตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสอง

เมื่อความ ปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่านายทะเบียนพรรคการเมือง เห็นว่ากรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินสนับสนุน จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงต่อความ เป็นจริงต้องด้วยมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ จึงได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ (ประธานกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมือง) เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นการให้ความเห็นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา ๙๓ วรรคสอง แล้ว เพื่อให้การดำเนินการครบถ้วนตามมูลกรณีและตามกฎหมาย จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีจึงถือว่านายทะเบียนพรรคการเมืองได้กระทำการครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมาย บัญญัติแล้ว

สำหรับประเด็นที่ว่าไม่ได้มีการยกเรื่องดังกล่าวขึ้น สอบสวนภายในหนึ่ง ร้อยแปดสิบวันนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองคัดค้านว่ากรณีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีคัดค้านค่าใช้จ่ายใน การเลือกตั้ง แต่เป็นกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไม่ถูกต้องและการ จัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงินกองทุนดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงอัน เป็นเหตุยุบพรรคการเมือง ซึ่งไม่มีอายุความ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพบเหตุ ก็สามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาได้

๖. ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยเป็น ๕ ประเด็น คือ ๑. กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ๒. การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ ๓. พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนา พรรคการเมือง (พ.ศ.๒๕๔๘) ตามที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ ๔. พรรคประชาธิปัตย์จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง (พ.ศ.๒๕๔๘) ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ และ ๕. หากเป็นกรณีมีเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารจะต้องถูกตัดสิทธิ หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร

๗. ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในประเด็นที่สองเป็นลำดับแรก และเห็นว่าการกระทำตามมูลกล่าวหาแห่งคดีนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๔๘ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ขณะยื่นคำร้องได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ แทนแล้ว ในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติ (คือบทบัญญัติที่กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดหรือกำหนดข้อห้ามหรือข้อ ปฏิบัติ ) จะต้องใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งใช้บังคับอยู่ขณะเกิดเหตุ แต่ในส่วนของกฎหมายวิธีสบัญญัติ จะต้องใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

๘. สำหรับประเด็นแรกที่ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการร้องขอให้ยุบพรรคการเมือง มี ๒ กรณีแยกต่างหากจากกัน คือ กรณีแรกเป็นกรณีที่พรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๙๔ นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแจ้ง ต่ออัยการสูงสุด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นได้ ตามมาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ง และกรณีที่สอง เป็นกรณีที่พรรคการเมืองใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินให้ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงยื่นต่อคณะ กรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น ได้ ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง

คดีนี้ต้องด้วยกรณีที่สอง ซึ่งมาตรา ๙๓ วรรคสองบัญญัติขั้นตอนไว้ว่า “เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งให้นายทะเบียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน สิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ไม่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะทราบเองหรือบุคคลใดแจ้งให้ทราบ นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่าการกระทำ ตามที่ทราบมานั้น เป็นเหตุให้พรรคการเมืองต้องถูกยุบหรือไม่ อำนาจดังกล่าว เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายทะเบียน หากนายทะเบียนเห็นว่าพรรคการเมืองใดใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็น ไปตามกฎหมายหรือไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินให้ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง ย่อมเป็นกรณีที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง จึงเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะ กรรมการการเลือกตั้งก่อนเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบ และที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้องโดยตรงก็ เพราะนายทะเบียนมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ให้ถูกต้อง รวมทั้งการปฏิบัติงานทางเอกสาร การจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง การทำรายงานให้ถูกต้อง อันเป็นงานประจำตามปรกติ ซึ่งนายทะเบียนต้องตรวจสอบเป็นประจำอยู่แล้ว โดยในการพิจารณาของนายทะเบียนในเรื่องดังกล่าว นายทะเบียนมีอำนาจแต่งตั้งหรือขอความเห็นจากผู้ใดก็ได้ รวมทั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย แต่การตัดสินใจในขั้นตอนนี้ยังคงเป็นอำนาจของนายทะเบียนเท่านั้น

๙. ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเป็นยุติ คือ เมื่อได้รับแจ้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนได้รายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยมีความเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์มิได้กระทำความผิด ต่อมาวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณารายงานดังกล่าว และมีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ ทั้งสองกรณี เฉพาะกรณีที่สองซึ่งเป็นมูลคดีนี้ นายอภิชาต สุขขัคคานนท์ (ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย) เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุ ประสงค์จริง จึงเห็นควรให้ยกคำร้อง หลังจากนั้น นายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เสนอความเห็นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง

วันเดียวกันนั้น นายอภิชาต สุขัคคานนท์ได้บันทึกความเห็นไว้ท้ายหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า อาจมีการกระทำตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ จึงเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาด่วน และได้มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันเดียวกันนั้น โดยที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์สำหรับคำร้องตามกรณี นี้ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์โดยให้เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการ ต่อไปตามมาตรา ๙๕ แต่นายอภิชาตมีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่าให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดย ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบ ห้าวัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา ๙๓ วรรคสอง

ต่อมาวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งโดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ไม่ได้เข้าประชุมด้วย และคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประ ชาธิปัตย์ โดยถือว่าความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ที่ลงมติไว้ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง

ประเด็น ที่ต้องวินิจฉัย คือ ความเห็นของประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ที่ลงมติไว้เป็นความเห็นส่วนตนในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) หรือไม่

๑๐. ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ จะบัญญัติให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ก็แยกอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมือง ไว้ต่างหากจากกัน โดยศาลรัฐธรรมนูญได้หยิบยกบทบัญญัติในกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะ กรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมืองมาแสดงให้เห็น และศาลรัฐธรรมนูญเห็นต่อไปว่า ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้ทำความเห็นไว้ ๒ ความเห็น คือ ความเห็นตามที่เกษียนสั่งให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุชัดเจนว่าเป็นความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง และความเห็นในการลงมติในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นความเห็นใน ฐานะประธานกรรมการเลือกตั้ง ความเห็นในการลงมติของนายอภิชาต สุขัคคานนท์เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะถ้าหากจะถือเช่นนั้นก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายอภิชาต สุขัคคานนท์ได้เคยลงมติในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งไปก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ ของโครงการแล้ว ซึ่งในครั้งนั้นก็ไม่ได้ถือว่าความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองแต่ประการใด

นอกจากนี้ความ เห็นในหนังสือเกษียนสั่งของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ก็มิได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคหรือไม่ แต่เป็นเพียงการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่าอาจมีการ กระทำตามมาตรา ๙๔ หรือไม่ก็ได้เท่านั้น และการกระทำตามมาตรา ๙๔ ก็มิได้เกี่ยวกับการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองผิดกฎหมาย หรือการรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ และเป็นเหตุให้ยุบพรรคตามมาตรา ๙๓ อันเป็นกรณีของคดีนี้แต่อย่างใด เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ตาม มาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองฯ การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน ของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้

๑๑. นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังให้เหตุผลอีกทางหนึ่งด้วยว่ากรณีข้อกล่าวหาตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง คือ ข้อกล่าวหาในมูลคดีนี้นั้น มาตรา ๙๓ วรรคสองมิได้บัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องเสนอความเห็นด้วยว่าพรรค การเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้นกรณีนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองจะเสนอความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มี เหตุตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้

แต่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทั้งสอง ข้อกล่าวหาแล้ว มีมติเสียงข้างมากให้ส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ กรณีถือได้ว่าคดีนี้ความปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีกรณีตาม มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่งแล้ว และคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว ระยะเวลาที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน จึงต้องเริ่มนับตั้งวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังกล่าว การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเวลาต่อมา ตลอดจนการประชุมและการลงมติในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ และวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นการตรวจสอบภายในองค์กรและเป็นเพียงการยืนยันการปรับบทบังคับใช้กฎหมาย ให้ชัดเจนเท่านั้น เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๑๒. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก ๔ ต่อ ๒ ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฝ่ายข้างมาก ๑ เสียงใน ๔ เสียง ให้เหตุผลว่าการยื่นคำร้องตามข้อกล่าวหาคดีนี้พ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่ กฎหมายกำหนด และฝ่ายข้างมาก ๓ ใน ๔ เสียง ให้เหตุผลว่าความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำฝ่าฝืน กฎหมาย อันจะเป็นเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นว่ามีเหตุให้ต้องยุบพรรคประชา ธิปัตย์ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง และยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่อย่างใด โดยความเห็นของประธานกรรมการการเลือกตั้งในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ มิใช่การทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง

๑๓. คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้พิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว เห็นว่าประเด็น หลักที่เป็นปัญหาในคำวินิจฉัยนี้ก็คือ คำวินิจฉัยนี้ได้เกิดขึ้นโดยเสียงข้างมากของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็น องค์คณะหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วจะเห็นได้ว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเขียนคำ วินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก ๔ ต่อ ๒ ว่า กระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากแตกต่างกัน คือ มีตุลาการเพียง ๑ คน ที่เห็นว่าการยื่นคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นการยื่นคำร้องพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนตุลาการอีก ๓ คน เห็นว่าการยื่นคำร้องไม่ได้กระทำการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

กล่าว คือ มีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค ทั้งๆที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่ได้มีความเห็นและยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการเลือก ตั้งแต่อย่างใด เหตุผลที่ แตกต่างกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เป็นเหตุผลที่แตกต่างกันในแง่ประเด็นของการยกคำร้อง ปัญหาก็คือ ในแง่ของการดำเนินกระบวนพิจารณาและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถตั้งประเด็นและวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวได้หรือไม่

๑๔. ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญนั้น การวินิจฉัยเงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา กับการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี จะต้องวินิจฉัยแยกต่างหากจากกัน เงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา ย่อมได้แก่ เขตอำนาจของศาลเหนือคดี อำนาจฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้อง ความสามารถของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้อง ความสามารถในการดำเนินกระบวนพิจารณา วัตถุแห่งคดี กระบวนการขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนการฟ้องคดี ความจำเป็นในการปกป้องคุ้มครองสิทธิ ระยะเวลาในการฟ้องคดี ฯลฯ เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินการตรวจสอบเสีย ก่อน หากเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่ครบถ้วน ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะสามารถวินิจฉัยเนื้อหาของคดีได้ ในกรณีที่มีประเด็นโต้แย้งกันว่าเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่อย่างครบถ้วนหรือ ไม่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นที่โต้แย้งกันนั้นทีละ ประเด็น เช่น หากโต้แย้งกันว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เสียก่อน โดยตุลาการทุกคนที่เป็นองค์คณะจะต้องออกเสียงวินิจฉัย

หากผ่าน ประเด็นนี้ไปแล้ว มีข้อโต้แย้งกันอีกว่า คำร้องดังกล่าวได้ยื่นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ตุลาการทุกคนก็จะต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เช่นกัน การกำหนดประเด็นวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนี้ จะทำให้ในที่สุดแล้วคำวินิจฉัยเกิดจากเสียงข้างมากขององค์คณะ และจะปรากฏเหตุผลในคำวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าคดีนั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คดีโดยอาศัยเหตุผลในทางกฎหมายเรื่องใด หากไม่กำหนดประเด็นวินิจฉัยเช่นนี้ แต่กำหนดประเด็นรวมๆกันไป สุดท้าย ย่อมจะหาเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้ เช่น หากมีตุลาการในองค์คณะ ๖ คน ตุลาการสองคนอาจยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล ตุลาการอีกสองคนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจ แต่ ยกคำ ร้องเพราะเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ตุลาการอีกสองคนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน แต่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่นนี้จะถือว่าเหตุผลที่ยกคำร้องคืออะไร เพราะการยกคำร้องโดยอาศัยเหตุใดเหตุหนึ่งนั้น จะมีผลต่อการนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่เหมือนกัน ...

๑๕. ในคดีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยกคำร้องเพราะเหตุที่การยื่นคำร้องกระทำการ ข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดทำให้นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง มี ๓ คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะจำนวน ๖ คน ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะ ในขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าการยื่นคำร้องได้กระทำ เมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไปแล้วมีเพียง ๑ คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะจำนวน ๖ คน ซึ่งก็จะถือว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้เช่นกัน การลงมติเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดประเด็นเสียก่อนว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือ ไม่ และตุลาการทุกคนต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้ ในกรณีที่ลงมติไปแล้วยังหาเสียงข้างมากไม่ได้ จะต้องลงมติใหม่อีก และหากจำเป็นก็จะต้องกำหนดประเด็นย่อยลงไปอีก และให้ตุลาการที่เป็นองค์คณะวินิจฉัยทีละประเด็นในลักษณะที่ตุลาการที่มี สิทธิออกเสียงวินิจฉัย หากได้วินิจฉัยอย่างใดไปแล้วในประเด็นก่อนในฝ่ายข้างน้อย ตุลาการผู้นั้นจะต้องรับเอาผลของการวินิจฉัยในประเด็นถัดไปและต้องออกเสียง วินิจฉัยด้วย เพื่อจะได้ผลการวินิจฉัยที่เกิดจากเสียงข้างมาก เมื่อผ่านประเด็นเรื่องอำนาจในการยื่นคำร้องแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะสามารถวินิจฉัยในประเด็นเรื่องของระยะเวลาในการยื่นคำ ร้องเป็นลำดับถัดไป มีข้อสังเกตว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยในลักษณะที่ กล่าวมาข้างต้น และเขียนเหตุผลในคำวินิจฉัยทั้งสองกรณีลงในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมทำให้เกิดความสับสนต่อไปว่าตกลงแล้ว เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการยกคำร้องคือเหตุผลใดกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังขัดแย้งกันเองในบางส่วนอีกด้วย คือ ฝ่ายที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก ๓ คน เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องมีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เสียก่อน จึงจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความเห็นชอบได้ ในขณะที่ฝ่ายที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก ๑ คน เห็นว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะเสนอความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเหตุ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง (ซึ่งเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง) ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้

ด้วย เหตุที่ได้แสดงให้เห็นดังกล่าวนี้ คณาจารย์คณะนิติราษฎร์จึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ไม่ ได้เกิดขึ้นจากเสียงข้างมากขององค์คณะ ไม่ชอบด้วยหลักการทำคำวินิจฉัยในทางตุลาการ และเกิดปัญหาขึ้นตามมาว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลในทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

๑๖. อนึ่ง มีประเด็นที่สมควรแสดงทัศนะไปในคราวเดียวกันเกี่ยวกับการตีความ "กระบวนการและขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ" ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสอดคล้องกับหลักการใช้และการตีความกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชนหรือไม่ คดีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก ๓ คน เห็นว่า การที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้มีมติเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ใช่เป็นการให้ความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่เป็นความเห็นในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง จึงถือว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณาจารย์คณะนิติราษฎร์พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ในที่สุดแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามความเห็น ชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เท่ากับนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นโดยปริยาย ว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำการอันต้องด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนด สมควรถูกยุบพรรค ถึงแม้เรื่องนี้อาจมีข้อทักท้วงว่าในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะ กรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ให้ความเห็นไว้จนเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ตาม แต่การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการในเวลาต่อมาก็มีผลเป็นการเยียว ยาความบกพร่องอันไม่ใช่เรื่องสาระสำคัญไปแล้ว กรณีเทียบเคียงได้กับบทบัญญัติในมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่หากเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองซึ่งจะออกคำสั่งทางปกครองได้ จะต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน ได้ออกคำสั่งทางปกครองไปโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่อื่นเสียก่อน หากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจให้ความเห็นชอบนั้น ได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง คำสั่งทางปกครองนั้นก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้ได้ตามกฎหมาย หาได้เสียเปล่าไป หรือมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายไม่ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแยกกระบวนการและขั้นตอนดังกล่าวออกจากกันเป็น ส่วนๆ อีกทั้งขั้นตอนดังกล่าวนั้นในเวลาต่อมาก็ถูกเยียวยาแล้วโดยการกระทำของ องค์กรผู้ทรงอำนาจ และแยกการกระทำของนายทะเบียนพรรคการเมืองกับการกระทำของประธานกรรมการการ เลือกตั้งออกจากกันอย่างสิ้นเชิง โดยมิได้พิเคราะห์เจตนาที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ผู้ทรงอำนาจในเรื่องดัง กล่าว คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ มาเป็นเหตุวินิจฉัยยกคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองนั้น คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้

๑๗. โดยที่คดีนี้มีปัญหาในแง่ของการทำคำวินิจฉัยว่าเกิดจากเสียงข้างมากขององค์ คณะหรือไม่ และปัญหาในแง่ของเหตุผลในทางข้อกฎหมายที่ใช้ในการยกคำร้องของนายทะเบียนพรรค การเมือง คณาจารย์คณะนิติราษฎร์เห็นว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ สมควรจะต้องกระทำเรื่องนี้ให้กระจ่างต่อไป การดำเนินการในเรื่องนี้ย่อมรวมถึงการตรวจสอบกฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบการรักษากฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ไปจนกระทั่งถึงการตรวจสอบว่าคำวินิจฉัยในคดีนี้ซึ่งมีปัญหาว่าไม่ได้เกิดจาก เสียงข้างมากขององค์คณะมีผลในทางกฎหมายหรือไม่ อนึ่ง ในทางปฏิบัติ โดยเหตุที่กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๖ วรรคห้าจะบัญญัติว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ก็ตาม แต่เมื่อเหตุผลในคำวินิจฉัยบางส่วนขัดแย้งกันเอง โดยเหตุผลของตุลาการฝ่ายที่ถูกนับเป็นเสียงข้างมาก ๓ คน เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะได้ให้ความเห็นในเรื่องดัง กล่าวเสียให้ชัดเจน เพื่อนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีต่อไป

วรเจตน์ ภาคีรัตน์
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๓.

วาทกรรมบนแผ่นป้ายเพรียกหา"ยุติธรรม"บนราชประสงค์

ที่มา มติชน









ใน การประท้วงทางการเมืองไม่ว่ายุคสมัยใด สีสันการชุมนุมจะมีความแตกต่างกันไปตามข้อเรียกร้องอุดมการณ์ของแต่ละกลุ่ม ที่นัดชุมนุมต่างที่ต่างวาระไปจนถึงต่างคนต่างทำ แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน คือ ป้ายประท้วงเปรียบเสมือนการประกาศข้อเรียกร้องให้สังคมได้รับรู้นอกจากภาพ ฝูงชนที่เคลื่อนตัวมารวมกันมากมายมหาศาล

ดัง นั้นข้อความบนผืนผ้าแผ่นกระดาษ นับว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการชุมนุมประท้วง ซึ่งจะมีการคัดเลือกวลีเด็ดๆมานำเสนอชูประท้วง เรียกความสนใจ เสียงปรบมือให้กับผู้ร่วมอุดมการณ์ด้วยกันและบันทึกภาพ

สำหรับ การแสดงล้อเลียน การจำลองเหตุการณ์ การใช้สัญลักษณ์ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการประท้วงทางการเมืองที่สำคัญอันจะ แสดงให้เห็นถึงพลังการเรียกร้องสะท้อนผ่านออกมาทางกิจกรรม มีรูปแบบและวิธีการทึ่แตกต่างกันไป

การ ประท้วงล่าสุดของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 7 เดือน เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ที่มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมทำให้กลุ่มญาติพี่น้องและกลุ่ม คนเสื้อแดงที่สูญเสียเพื่อนร่วมอุดมการณ์ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อคน ตายและคนที่ติดคุกในเรือนจำ

นอกจากจำนวนผู้ประท้วงเต็มสี่แยกราช ประสงค์การใช้นกกระดาษสีแดงเป็นสัญลักษณ์ชูเรื่องอิสรภาพและข้อความประชด ประชันรัฐบาลไปจนถึงข้อเรียกร้องของชาวบ้านคนเดินดินทั้งภาษาไทยและภาษา อังกฤษเพื่อสื่อสารไปถึงคนทั่วโลก "เขียนด้วยมือป้ายด้วยหมึก"

วิเคราะห์ปม'ยกคำร้อง'ยุบปชป.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




หมาย เหตุ : คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ประกอบด้วย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ น.ส.จันทจิรา เอียมมยุรา นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล นายธีระ สุธีวรางกูร น.ส.สาวตรี สุขศรี นายปิยบุตร แสงกนกกุล เขียนบทวิเคราะห์ "คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" กรณียกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์



ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำ วินิจฉัยที่ 15/2553 เรื่องนายทะเบียนพรรคการ เมืองขอให้ศาลฯ มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2553 ต่อมามีการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางและความเห็นส่วนตนของตุลาการที่เป็นองค์คณะ

คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ ศึกษาคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ และประโยชน์สำหรับการตรวจสอบกระบวนการทำงานตลอดจนการวินิจฉัยของศาลฯ จึงแสดงทัศนะทางกฎหมาย

โดยแยกเป็น 17 ข้อ ข้อ 1-12 เป็นการย้อนคดีตั้งแต่การประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การยื่นคำร้อง และคำวินิจฉัยของศาลฯ ที่มีการเผยแพร่ฉบับเต็มทางเว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com 'ข่าวสด' สรุปมาดังนี้

นายทะเบียนฯ (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) มีความเห็นเสนอต่อประธานกกต. (ซึ่งก็คือนายอภิชาต) วันที่ 12 เม.ย. 2553 ว่าอาจมีการกระทำตามมาตรา 94 พ.ร.บ.พรรคการเมือง เห็นควรนำเรื่องเข้าที่ประชุมกกต. 21 เม.ย. 2553 กกต. จึงมีมติให้นายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ยุบปชป.

ทั้งนี้ ปชป. ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายว่านายทะเบียนฯ และกกต. ไม่มีอำนาจทำความเห็นให้ยุบพรรค จึงเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอน และไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณาสอบสวนภายใน 180 วัน ตามหลักการร้องคัดค้านเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

นายทะเบียนก็ยื่นค้านคำร้องของปชป. ว่าการประชุมกกต. วันที่ 12 เม.ย. 2553 เสียงข้างมากมีมติให้นายทะเบียนฯ แจ้งอสส. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฯ แต่เสียงข้างน้อย 2 เสียง 1 ใน 2 คือนายอภิชาต เห็นว่าต้องให้นายทะเบียนฯ โดยความเห็นชอบของกกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ภายใน 15 วัน และประชุมอีกครั้งวันที่ 21 เม.ย. 2553 มีมติให้นายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ยุบปชป. จึงถือว่านายทะเบียนฯ กระทำการครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติแล้ว

ประเด็นที่ว่าไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นสอบสวนภายใน 180 วัน นายทะเบียนฯ คัดค้านว่ากรณีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีคัดค้านค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง แต่เป็นกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนไม่ถูกต้อง และการจัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุยุบพรรค ซึ่งไม่มีอายุความ

ศาลฯ วินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบปชป. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายข้างมาก 1 เสียงใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่าการยื่นคำร้องตามข้อกล่าวหาคดีนี้พ้นระยะเวลา 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด

และฝ่ายข้างมาก 3 ใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่าความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนฯ ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย อันจะเป็นเหตุให้ยุบปชป. และนายทะเบียนฯ ยังมิได้มีความเห็นว่ามีเหตุให้ต้องยุบปชป. ตามมาตรา 93 วรรคสอง และยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อกกต. โดยความเห็นของประธานกกต. ในการประชุมกกต. วันที่ 12 เม.ย. 2553 มิใช่การทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนฯ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง



ส่วนข้อ 13-17 เป็นแง่มุมทางกฎหมายที่คณะนิติราษฎร์ฯ เห็นต่างจากองค์คณะในคดีดังกล่าว มีเนื้อหา ดังนี้

13. คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ พิเคราะห์คำวินิจฉัยเห็นว่าประเด็นหลักที่เป็นปัญหาคือ คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นโดยเสียงข้างมากของตุลาการที่เป็นองค์คณะหรือไม่

แม้ศาลฯ จะเขียนคำวินิจฉัยว่าศาลฯ วินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากแตกต่างกัน คือ

มีตุลาการเพียง 1 คน ที่เห็นว่าการยื่นคำร้องของนายทะเบียนฯ เป็นการยื่นคำร้องพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ส่วนตุลาการอีก 3 คน เห็นว่าการยื่นคำร้องไม่ได้กระทำการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ มีการยื่นคำร้องให้ศาลฯ วินิจฉัยยุบพรรค ทั้งๆ ที่นายทะเบียนฯ ยังไม่ได้มีความเห็น และยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อกกต. แต่อย่างใด

เหตุผลของตุลาการ เป็นเหตุผลที่แตกต่างกันในแง่ประเด็นการยกคำร้อง ปัญหาก็คือ ในแง่ของการดำเนินกระบวนพิจารณาและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีรัฐธรรมนูญ ศาลฯ สามารถ ตั้งประเด็นและวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวได้หรือไม่

14. การพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยเงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา กับการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี จะต้องวินิจฉัยแยกต่างหากจากกัน

เงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา ย่อมได้แก่ เขตอำนาจของศาลเหนือคดี อำนาจฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้อง ความสามารถของผู้ฟ้องคดี หรือผู้ร้อง ความสามารถในการดำเนินกระบวนพิจารณา วัตถุแห่งคดี กระบวนการขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนการฟ้องคดี ความจำเป็นในการปกป้องคุ้มครองสิทธิ ระยะเวลาในการฟ้องคดี ฯลฯ

เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ศาลฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบเสียก่อน หากเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่ครบถ้วนจึงจะสามารถวินิจฉัยเนื้อหาของคดีได้

กรณีมีประเด็นโต้แย้งกันว่าเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่อย่างครบถ้วนหรือไม่ ตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นที่โต้แย้งนั้นทีละประเด็น เช่น หากโต้แย้งกันว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ศาลฯ ต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เสียก่อน ตุลาการทุกคนที่เป็นองค์คณะต้องออกเสียงวินิจฉัย

หากผ่านประเด็นนี้ไปแล้วมีข้อโต้แย้งกันอีกว่า คำร้องยื่นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ตุลาการทุกคนก็จะต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เช่นกัน

การกำหนดประเด็นวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนี้ จะทำให้ในที่สุดแล้วคำวินิจฉัยเกิดจากเสียงข้างมากขององค์คณะ และจะปรากฏเหตุผลในคำวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าคดีนั้น ศาลฯ วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุผลในทางกฎหมายเรื่องใด

หากไม่กำหนดประเด็นวินิจฉัยเช่นนี้ แต่กำหนดประเด็นรวมๆ กันไป สุดท้ายย่อมจะหาเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้ เช่น หากมีตุลาการในองค์คณะ 6 คน ตุลาการ 2 คน อาจยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล อีก 2 คนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจ แต่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ตุลาการอีก 2 คนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน แต่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

เช่นนี้จะถือว่าเหตุผลที่ยกคำร้องคืออะไร เพราะการยกคำร้องโดยอาศัยเหตุใดเหตุหนึ่งนั้น จะมีผลต่อการนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่เหมือนกัน

15. ในคดีนี้ตุลาการที่ยกคำร้องเพราะเหตุที่การยื่นคำร้องกระทำการข้ามขั้นตอน ที่กฎหมายกำหนด ทำให้นายทะเบียนฯ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง มี 3 คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะ 6 คน ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะ

ในขณะที่ตุลาการที่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าการยื่นคำร้องได้กระทำเมื่อพ้นระยะ เวลาที่กฎหมายกำหนดไปแล้วมีเพียง 1 คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะ 6 คน ก็จะถือว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้เช่นกัน

การลงมติเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในคดีนี้ ศาลฯ ต้องกำหนดประเด็นเสียก่อนว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ และตุลาการทุกคนต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้

กรณีที่ลงมติไปแล้วยังหาเสียงข้างมากไม่ได้ จะต้องลงมติใหม่อีก และหากจำเป็นก็ต้องกำหนดประเด็นย่อยลงไปอีก และให้ตุลาการที่เป็นองค์คณะวินิจฉัยทีละประเด็น ในลักษณะที่ตุลาการที่มีสิทธิออกเสียงวินิจฉัยหากได้วินิจฉัยอย่างใดไปแล้ว ในประเด็นก่อนในฝ่ายข้างน้อย ตุลาการผู้นั้นจะต้องรับเอาผลของการวินิจฉัยในประเด็นถัดไปและต้องออกเสียง วินิจฉัยด้วย เพื่อจะได้ผลการวินิจฉัยที่เกิดจากเสียงข้างมาก

เมื่อผ่านประเด็นเรื่องอำนาจในการยื่นคำร้องแล้ว ศาลฯ จึงจะสามารถวินิจฉัยในประเด็นเรื่องของระยะเวลาในการยื่นคำร้องเป็นลำดับถัดไป

มีข้อสังเกตว่าการที่ศาลฯ ไม่ได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น และเขียนเหตุผลในคำวินิจฉัยทั้งสองกรณีลงในคำวินิจฉัยของศาลฯนั้น ย่อมทำให้เกิดความสับสนต่อไปว่าตกลงแล้วเหตุผลที่ศาลฯ ใช้ในการยกคำร้องคือเหตุผลใดกันแน่

ยิ่งไปกว่านั้นคำวินิจฉัยของศาลฯ ยังขัดแย้งกันเองในบางส่วนอีกด้วย คือ ฝ่ายที่ถูก นับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก 3 คน เห็นว่านายทะเบียนฯ ต้องมีความเห็นให้ยุบปชป. เสียก่อน จึงเสนอเรื่องให้กกต. ให้ความเห็นชอบได้

ขณะที่ฝ่ายที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก 1 คน เห็นว่านายทะเบียนฯ จะเสนอความเห็นว่าปชป. มีเหตุตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 93 วรรคหนึ่ง (ซึ่งเป็นเหตุให้ยุบพรรคการ เมือง) ต่อกกต. หรือไม่ก็ได้

คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ จึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลฯ ในเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเสียงข้างมากขององค์คณะ ไม่ชอบด้วยหลักการทำคำวินิจฉัยในทางตุลาการ และเกิดปัญหาขึ้นตามมาว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลในทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

16. การตีความ "กระบวนการและขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ" ของศาลฯ สอดคล้องกับหลักการใช้และการตีความกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชนหรือไม่

คดีนี้ตุลาการที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก 3 คน เห็นว่าการที่นายอภิชาต มีมติเห็นชอบในการประชุมวันที่ 12 เม.ย. 2553 ให้ยุบปชป. ไม่ใช่เป็นการให้ความเห็นในฐานะนายทะเบียนฯ แต่เป็นความเห็นในฐานะประธานกกต. จึงถือว่านายทะเบียนฯ ยังไม่ได้มีความเห็น กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบปชป. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ เห็นว่า ที่สุดแล้วนายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องขอให้ยุบปชป. ตามความเห็นชอบของกกต. ก็เท่ากับนายทะเบียนฯ เห็นโดยปริยายว่าปชป. กระทำการอันต้องด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนดสมควรถูกยุบพรรค

แม้เรื่องนี้อาจมีข้อทักท้วงว่าการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกกต. นายทะเบียนฯ ยังไม่ได้ให้ความเห็นไว้จนเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ตาม แต่การที่นายทะเบียนฯ ดำเนินการในเวลาต่อมาก็มีผลเป็นการเยียวยาความบกพร่องอันไม่ใช่เรื่องสาระ สำคัญไปแล้ว

เทียบเคียงได้กับบทบัญญัติในมาตรา 41 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่หากเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองจะออกคำสั่งต้องให้เจ้าหน้าที่อื่น ให้ความเห็นชอบก่อน แต่หากไม่ได้ขอความเห็นชอบ เมื่อเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจให้ความเห็นชอบได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง คำสั่งทางปกครองนั้นก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้ได้ตามกฎหมาย หาได้เสียเปล่าไป หรือมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายไม่

การที่ศาลฯ วินิจฉัยแยกกระบวนการและขั้นตอนดังกล่าวออกจากกันเป็นส่วนๆ อีกทั้งขั้นตอนดังกล่าวนั้นในเวลาต่อมาก็ถูกเยียวยาแล้วโดยการกระทำของ องค์กรผู้ทรงอำนาจ

และแยกการกระทำของนายทะเบียนฯ กับการกระทำของประธานกกต. ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง โดยมิได้พิเคราะห์เจตนาที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ผู้ทรงอำนาจในเรื่องดัง กล่าว คือนายอภิชาต มาเป็นเหตุวินิจฉัยยกคำร้องของนายทะเบียนฯ คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้

17. โดยที่คดีนี้มีปัญหาในแง่ของการทำคำวินิจฉัยว่าเกิดจากเสียงข้างมากขององค์ คณะหรือไม่ และปัญหาในแง่ของเหตุผลในทางข้อกฎหมายที่ใช้ในการยกคำร้องของนายทะเบียนฯ องค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้สมควรต้องกระทำเรื่องนี้ให้กระจ่างต่อไป

การดำเนินการในเรื่องนี้ย่อมรวมถึงการตรวจสอบกฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลฯ การตรวจสอบการรักษากฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลฯ การตรวจสอบตุลาการแต่ละคน ไปจนกระทั่งถึงการตรวจสอบว่าคำวินิจฉัยในคดีนี้ซึ่งมีปัญหาว่าไม่ได้เกิดจาก เสียงข้างมากขององค์คณะมีผลในทางกฎหมายหรือไม่

อนึ่ง ในทางปฏิบัติ โดยเหตุที่กรณีนี้ศาลฯ ยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 216 วรรคห้าจะบัญญัติว่า "คำวินิจฉัยของศาลฯ ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ก็ตาม

แต่เมื่อเหตุผลในคำวินิจฉัยบางส่วนขัดแย้งกันเอง โดยเหตุผลของตุลาการฝ่ายที่ถูกนับเป็นเสียงข้างมาก 3 คน เห็นว่านายทะเบียนฯ ยังไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นายทะเบียนฯ จะได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวเสียให้ชัดเจน เพื่อนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีต่อไป

จอมเสี้ยม

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




การพบปะกันระหว่างนางธิดา โตจิราการ รักษาการประธานนปช. กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันก่อนดูแล้วไม่น่าใช่เรื่องปกติ

ไม่น่าจะเป็นแค่การพบกันโดยบังเอิญ

เพราะเกิดแอ๊กชั่นขึ้นมาทันที

คนเสื้อแดงบางกลุ่มออกมาต่อต้านการพบปะกันครั้งนี้

ไม่พอใจท่าทีของรักษาการประธานนปช.ที่ดูจะพินอบพิเทาจนเกินไป

มองว่าคนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ทำไมต้องไปเจรจาอ้อนวอนรัฐบาลซึ่งเป็นผู้กระทำ

ความจริงแล้วไม่แปลกใจเลยที่นางธิดาใช้วิธีเจรจา

เพราะคงอยากให้เห็นว่าคนเสื้อแดงก็ยึดแนวทางสันติวิธี

ฉะนั้น การพูดคุยเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาลยอมปลดปล่อยผู้บริสุทธิ์ออกจากเรือนจำก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว

ไม่ใช่เรื่องเสียหน้าอะไร

กลับกันยิ่งตอกย้ำความเป็น 2 มาตรฐานและการละเมิด สิทธิมนุษยชนของรัฐบาลชุดนี้เข้าไปอีก !!

แต่ที่ดูไม่ปกติมาจากฝ่ายรัฐบาลมากกว่า !?

หลังการเจรจาครั้งนั้น มีผลทำให้เกิดการต่อต้านของเสื้อแดงบางกลุ่ม

เข้าทางรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ก็รีบออกมาขยายประเด็นความแตกร้าวภายในแกนนำคนเสื้อแดงทันที

ออกมากันหมดตั้งแต่นายกฯ รองนายกฯ โฆษกพรรค ระบุว่านปช.เริ่มสั่นคลอนแล้ว

เกิดปัญหาขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มสันติวิธีกับกลุ่มฮาร์ดคอร์

แบบว่าคนเสื้อแดงไปไม่รอดแล้ว

จนสุดท้ายนายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องจับมือกับนางธิดาออกมาเปิดโปงว่าที่แท้นายอภิสิทธิ์นั่นแหละเป็นคนนัดเจรจาเอง !?

ไม่ใช่ฝ่ายเสื้อแดงเป็นคนเริ่มก่อน

อีกทั้งการชุมนุมรำลึกเหตุการณ์สลายม็อบราชประสงค์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คนเสื้อแดงมากันหลายหมื่น

เป็นการยืนยันแล้วว่าคนเสื้อแดงยังกลมเกลียว

ไม่ได้มีปัญหาภายใน

ดังนั้น น่าเชื่อว่าการนัดเจอกันครั้งนั้นเป็นอุบายการ เมือง

เป็นหลุมพรางที่รัฐบาลขุดดักไว้ !!

หวังให้เกิดความร้าวฉานขึ้นในกลุ่มคนเสื้อแดงกันเอง

หวังให้กลุ่มคนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยไม่ลงรอยกัน

นายอภิสิทธิ์อาจเล็งผลไปถึงหลังยุบสภาปีหน้า

แค่ประชานิยม หรือประชาวิวัฒน์ แจกดะแจกลูกเดียวคงไม่พอแล้ว

หากต้องการชนะการเลือกตั้ง

ก็ต้องเสี้ยมให้คนเสื้อแดงกับพรรคเพื่อไทยแตกหัก

ไม่งั้นก็หมดหวังกุมเสียงข้างมากในสภา

มีกลอุบายอะไรงัดมาใช้หมด

เข้าตำรา "ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล"

การ์ตูน เซีย 22/12/53

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_135719

การ์ตูน เซีย 22/12/53

' มาร์ค'จนมุม เพราะ'โลกปิดล้อม'

ที่มา บางกอกทูเดย์

'มาร์ค'จนมุม เพราะ'โลกปิดล้อม'



หลังอาวุธวิเศษหลุดมือ!!
ไร้ พ.ร.ก.รัฐบาลต้องคิดอีกแบบ
เริ่ม จากวันนี้.... ท้องฟ้าในกรุงเทพฯที่หมายถึงเมืองไทยทั้งประเทศ ดูจะหายมืดครึ้มอึมครึม เพราะรัฐบาลผสมเทียมของ นายกรัฐมนตรีมาร์ค ได้ตัดสินใจ”ยกเลิก พ.ร.ก.”ในที่ประชุมคณะรัฐบาล เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ธันวาคม 2553 คือวันนี้.......

เบื้อง หลังเบื้องหน้าเรื่องนี้ไม่มีอะไรมาก เพราะรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้อิงยอมจำนนด้วยเหตุผลว่า เมื่อไม่มีอะที่”ฉุกเฉิน” แล้วจะมาดื้ออึง กอก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีกต่อไปทำไม??

คน ไทยส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่า...ที่รัฐบาลยอมยกเลิก พ.ร.ก.เพราะคนไทยทั้งประเทศ และโลกทั้งโลกรุมล้อม ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลไทยใช้”กฏหมายเผด็จการ” บริหารประเทศมานานถึง 8 เดือน!!

ก่อนหน้านี้ ได้มีการเลื่อนการบรรจุเป็นวาระให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี พิจารณายกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้ว เมื่อวันอังคารที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา

ทำให้หลายฝ่ายจับตามองดูว่า สุดท้ายแล้ว บรรดานายทหารสาย ศอฉ. ทั้งหลายจะทำตามความต้องการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ได้ออกมาเปรยก่อนหน้านี้หรือไม่???

แต่สุดท้ายแล้วที่ประชุม ครม. ก็มีมติออกมาจนได้ในที่สุด ให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ใน พื้นที่ 4 จังหวัดที่เหลือ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (กทม.) นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม พร้อมตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ขึ้นมาทดแทนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ต้องยุบเลิกไปโดยสภาพ โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เป็นผู้อำนวยการ ศตส. และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ศตส.

หากดูกันเฉพาะเบื้อง หน้าการถ่ายทำ ก็คงเป็นอย่างที่คนรอบข้างนายกรัฐมนตรี และคนที่เกี่ยวข้องที่ดาหน้าออกมา ราวกับว่าเห็นดีเห็นงามเสียเต็มประดา เพราะก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่จะไม่มีหือมีอือให้เห็นความกระตือรือล้นกันสักเท่า ไหร่เลย

ขนาดในช่วงหลังนายกฯออกมาย้ำแล้วย้ำอีก ก็ยังมีรายการประวิงเวลาสุดขีด

ดังนั้นหลังการมีมติ ครม.แล้ว เพิ่งมีการออกมาขยับ จึงดูเป็นอะไรที่ “ดราม่า”ไม่น่อยเลยจริงๆ

โดย ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ต.ดิฏฐพร ศศะสมิต โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) แถลงผลการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ครั้งสุดท้าย โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่เข้าร่วมรับฟังประชุม ว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ ที่ได้ปฏิบัติงานมาตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการทั้ง 8 ชุดที่ได้ปฏิบัติภารกิจต่างๆ ได้มีการชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้อง

และเตรียมถ่ายโอนมอบงานที่ยังค้างอยู่ให้กับทางกอ.รมน.ทั้งคดีความ การประสานงาน การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ถูกดำเนินคดี

“นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่เป็นหน้าที่ของศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ของ กอ.รมน. โดยมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. เป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์”

ซึ่ง ศตส.จะอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการอำนวยการของ กอ.รมน. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

สำหรับ งานของ ศตส. เดิมทีอยู่ในโครงการของ กอ.รมน.อยู่แล้ว แต่การจัดการ ศตส.ขึ้นมาได้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่จากทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหารกว่า 100 คน เพื่อติดตามภารกิจที่กระทบต่อความมั่นคงในเรื่องของการชุมนุม หรือการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ทั้งนี้จะใช้องค์กรที่มีอยู่เดิมเป็นหลัก

และ ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ที่กองบัญชาการกองทัพบก คาดว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ จะเรียกประชุมศตส.ครั้งแรก เพื่อหารือในรายละเอียดการดำเนินการทั้งในส่วนนโยบาย ยุทธศาสตร์ โครงสร้าง การเตรียมการ และการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ

โดยหลังจากผลการ ประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ เวลา 06.00 น. ทั้งตำรวจและทหารที่ร่วมกันตั้งจุดตรวจในจุดเฝ้าระวังต่างๆจะกลับเข้ากรมกอง ทั้งหมด ยกเว้นกำลังสารวัตรทหาร (สห.)ที่ยังคงต้องรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญ และบุคคลสำคัญต่างๆ ซึ่งต่อจากนี้จะให้ตำรวจแต่ละพื้นที่ดูถึงความจำเป็น หากจะมีการตั้งจุดตรวจต่อไป

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลัง ครม.มีมติยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.นี้ ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ก็จะหมดสภาพไปด้วย

ส่วน ว่า การใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เข้ามาจะแตกต่างจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อย่างไร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ตอนนี้คือใช้”กฎหมายปกติ” แต่การใช้กฎหมายความมั่นคงครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการประกาศพื้นที่ความมั่นคง แต่เป็นเพียงการอาศัยกลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งมีหน้าที่จัดทำแผนรองรับสถานการณ์ต่าง ๆ โดยศูนย์ติดตามสถานการณ์ (ศตส.) ที่ตั้งขึ้นมา กอ.รมน. ก็จะเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้ตนคิดว่ามาตรการการควบคุมจะเพียงพอในการดูแลการเคลื่อนไหวของกลุ่ม ผู้ชุมนุมต่าง ๆ ส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศยกระดับการชุมนุม อยากขอให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

"ในส่วนของ กอ.รมน.เวลานี้มีโครงสร้างอยู่แล้ว โดยผมเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นรองผู้อำนวยการฯ แต่ตัวของ ศตส.นั้นเพียงเรื่องของหน่วยงานภายใน ซึ่งเวลาดำเนินการตามแผนต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องผ่านผม ซึ่งแผนงานต่าง ๆ มีอยู่แล้วสามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย กำหนดแผน และคนที่มาติดตามสถานการณ์บริหารแผนก็จะมีอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้นของเจ้า หน้าที่ โดยเจ้าพนักงานหลักจากนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายก รัฐมนตรี กล่าวอีกว่า นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้รายงานต่อที่ประชุม ครม. ถึงการประเมินสถานการณ์ว่าหลังจากที่ได้ประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาจนถึงวันนี้ ก็คิดว่าน่าจะสามารถกลับมาใช้กฎหมายปกติได้ และหวังว่าจากนี้ไปจะไม่มีการก่อเหตุในลักษณะที่ท้าทายอำนาจรัฐอีก

"ที่ ผ่านมาผมได้คุยกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ไว้แล้ว ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าจากนี้ไปจะเป็นภาระหนักสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็สามารถที่จะดำเนินการได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว.

กับประเด็นที่ ว่ารัฐบาลมั่นใจว่ากลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง หมดไปแล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยังติดตามสถานการณ์อยู่ และมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมได้

ส่วนการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินครั้งนี้ จะเป็นการเปิดทางให้กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และถ้ามีเหตุการณ์ความจำเป็น เราก็มีแผนรองรับอยู่ และจะมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การที่มี ศตส.ในโครงสร้างของ กอ.รมน. เพื่อติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งถ้ามีอะไรก็สามารถรายงานให้ตนทราบได้ทันทีในฐานะ ผอ.กอ.รมน.

ทั้ง นี้หลังปิด ศอฉ.แล้วจำเป็นต้องมีการรายงานงบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดหรือไม่นั้น เรื่องนี้นายอภิสิทธิ์ อ้างว่า โดยปกติไม่มีการรายงาน เพราะเรื่องของการอนุมัติงบประมาณต่าง ๆ จะผ่านความเห็นชอบจาก ครม. หรือผ่านความเห็นชอบของผู้ที่มีอำนาจในการจ่ายงบประมาณอยู่แล้ว.

นาย อภิสิทธิ์ ย้ำว่า จากนี้ไปจะใช้กฎหมายปกติ โดยใช้กลไกของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่มีหน้าที่โดยปกติในการจัดทำแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ แต่หากมีความจำเป็นอะไรก็มีแผนการรองรับตลอด โดยจะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

"ศตส.จะเป็นหน่วยงานภายในของ กอ.รมน. ใช้โครงสร้างตามกฎหมายมากำหนดแผนงานต่างๆ และคนที่เข้ามาติดตามสถานการณ์ รวมถึงบริหารแผนงานก็จะมีอำนาจหน้าที่ตามลำดับชั้น" นายอภิสิทธิ์กล่าว

นาย ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลว่า ในการทำงาน ศตส.จะประสาน 14 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงยุติธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพลังงาน และหน่วยงาน คือ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นต้น

โดยครม.ได้อนุมัติงบประมาณให้ กอ.รมน. เพื่อประสานงานกับ ศตส. ประมาณ 156 ล้านบาท

นาย ปณิธานรับว่า ครม.ประเมินว่ามีความเป็นไปได้น้อยมาก ที่สถานการณ์ภายหลังการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะกลับไปมีความรุนแรงอีก แต่ก็ไม่ใช่ว่าโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นเป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น จึงได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ไว้ 2 แผน 1.การใช้หมวด 2 ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง คือการกำหนดพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง

2.ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หากไม่สามารถรองรับสถานกาณณ์ได้

โดยเชื่อว่าในเร็วๆ นี้ ไม่มีโอกาสที่จะใช้ทั้ง 2 แผนดังกล่าว

"เหตุผลที่ ศอฉ.เสนอยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินผ่านทาง สมช.คือ
1.การชุมนุมคลี่คลาย เข้าไปสู่การใช้กฎหมายปกติ การชุมนุมมีการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ

2.เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีความเข้าใจ และสามารถประสานงานเชิงบูรณาการมากขึ้น ทำให้เกิดความมั่นใจในการใช้กฎหมายปกติ

3.สังคม ไม่ตอบรับการใช้ความรุนแรง ปฏิเสธกลุ่มที่ฉวยโอกาสใช้ความรุนแรงในการชุมนุม ฉะนั้น สังคมจะช่วยอีกแรงหนึ่งที่จะปฏิเสธ ทั้งหมดทำให้ ศอฉ.มั่นใจว่าสามารถที่จะกลับไปใช้กฎหมายปกติได้" คนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ คือ นายปณิธาน วัฒนายากร มือขวาทางสมองของนายอภิสิทธิ์

ในแง่ของเกม การเมืองที่นายอภิสิทธิ์ เลือกที่จะทิ้งไพ่ใบสำคัญ แม้บางส่วนจะมองว่า นี่เป็นรายการวัดใจบนความเชื่อมั่นของนายอภิสิทธิ์ ที่คิดว่ากำลังมีแต้มต่อทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ จากทิศทางการเลือกตั้งซ่อม และจากบรรดากลุ่มอำนาจต่างๆที่ให้การอุ้มชูอยู่เบื้องหลัง

แต่ในความเป็นจริงอีกมุมหนึ่ง อาจจะมีปมลึกซ่อนเร้น ที่บีบคั้นให้นายอภิสิทธิ์ ต้องเร่งเดินหมากตานี้ในช่วงนี้ก็เป็นได้

เพราะลึกๆจริงๆแล้วรัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ ยังคงมีปมที่แก้ไม่ตก และที่สำคัญไม่สามารถที่จะตอบได้อย่างชัดเจน

ไม่ ว่าจะเป็นกรณีของภาพรวมเหตุการณ์พฤษภาอำมะหิต ที่มีผู้เสียชีวิต 91 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้รัฐบาลพยายามที่จะเลี่ยงไม่พูดถึง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการตาย 6 ศพ ในวัดปทุมวนาราม!!!

ไม่ใช่แค่เพียงจะตอบคนเสื้อแดงไม่ได้ แม้แต่ในสังคมโลกก็ตอบไม่ได้ด้วยเช่นกัน

เช่น เดียวกับการตายของนักข่าวญี่ปุ้น และช่างภาพชาวอิตาลี... ทั้งยังไม่นับนักข่าวต่างประเทศที่แม้ไม่ถึงตาย แต่ก็มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกันไประนาวเช่นกัน

เป็นอีกคำถามที่วันนี้รัฐบาลไม่กล้าตอบ และไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับครอบครัวของผู้ตายทั้คู่ได้เลย

ดังนั้นจะเห็นว่าระยะหลังรัฐบาลโดนหนักจากองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ในเรื่องที่รัฐบาลไทยควรจะตอบแต่ยังไม่ยอมตอบ

มองในแง่นี้ จะเห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ถูกกดดันและปิดล้อมอย่างหนัก

ใน ขณะที่กรณีการจับกุมคนเสื้อแดงเอง แม้นายอภิสิทธิ์ พยายามที่จะหาทางลงจากแรงกดดัน โดยหาทางที่จะประนีประนอมกับกลุ่มคนเสื้อแดง ในเรื่องของการประกันตัว เพื่อที่จะได้ผ่อนคลายสถานการณ์การเผชิญหน้าลงได้บ้าง

แต่ก็กลับถูกกดดันจากกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มขั้วอำนาจพิเศษ ตลอดจนนายทหารสาย ศอฉ.ทั้งหลาย

นาย อภิสิทธิ์ ตั้งใจจะปล่อยคนเสื้อแดงที่ถูกขังคุก เพื่อลดการเผชิญหน้า และลดแรงกดดันจากกลุ่มคนเสื้อแดง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่สำเร็จ เพราะมีแรงไม่เห็นด้วยจากกลุ่มผู้มีพระคุณทั้งหลาย

ทำให้ครั้งนี้นายอภิสิทธิ์ต้องทำภายใต้แรงกดดันจากทุกสังคม จากทั้งโลก

งานนี้นอกจากจะพิสูจน์ฝีมือแล้ว ยังเป็นการพิสูจน์บารมีไปในตัวด้วย ว่า”โลกจะปิดล้อม” นายอภิสิทธิ์ได้นานเพียงใด

และการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะนำประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับมาให้ประชาชนคนไทยได้หรือไม่??

หรือสุดท้ายแล้ว ก็แค่การดราม่า ตีหน้าเรียกศรัทธาหวังลดแรงกดดันเท่านั้น แบบนี้อนาคตเหนื่อยแน่นอน?!?

ภาพกิจกรรม ของเสื้อแดง ที่อังกฤษ 19 ธค 2553

มา thaifreenews

โดย namome

ภาพกิจกรรม ของเสื้อแดง "7 เดือน ราชประสงค์" ที่อังกฤษ 19 ธค 2553

Cheeky

เนื่อง จากก่อนงานที่จะเริ่ม มีการพยากรณ์อากาศว่าหิมะจะตกหนัก วันเสาร์ และจะเป็นน้ำแข้ง ในวันอาทิตย์ แต่กลุ่มเสื้อแดงในอังกฤษตัดสินใจดำเนินกิจกรรมต่อ ทั้งที่ได้มีการประกาศว่าถ้าไม่มีความจำเป็นเดินทางเข้าลอนดอน ไม่ต้องมา

พวก เราตะหนักดีว่ามันมีความหมายต่อพวกเรามากเลยตัดสินใจดำเนินต่อไป และทำใจใว้แล้วว่า คนอาจมาไม่เยอะ และเป็นดังคาด ก่อนวันงานจริง มีคนยกเลิก และโทรมาบอก ว่าไม่สามารถมาได้หลายกลุ่ม

เช้าวัน อาทิตย์ ที่ 19 ธค 2553 ถนนหลักที่เข้าลอนดอน จาก 3 เลนส์ เหลือ แค่เลนส์เดียว ที่เป็นถนนเส้นหลัก หลายสาย มุ่งตรงสนามบิน ฮีทโทรว์ และ แกตวิค ถูกปิดไป

แต่ งานนี้ ทุกท่านที่มาร่วมงาน ก็ได้เดินทางฝ่ากองหิมะ บางท่านเดินทางมาโดยรถไฟ แต่ล่าช้าบ้าง และ เดินทางโดยรถยนต์ จะประสปกับปัญหาถนนลื่น งานนี้ต้องขอปรบมือให้ทุกท่านทีเดินทางมา แต่จำนวนคนไม่ได้น้อยกว่าทีคิด ทุกท่านเยี่ยมยอดค่ะ

สำหรับการโฟนอิน จาก ท่านทักษิณ ที่ได้ประกาศไปนั้น ท่าน นายกทักษิณได้แจ้งผ่านตัวแทน คุณ โรเบิท อัมสเตอร์ดัม ซึ่งตอนแรก คุณโรเบิท จะมาร่วมงาน ตามคำเชิญ แต่ไม่สามารถเดินทางมาได้เพราะอากาศและหิมะปกคลุมทำให้เดินทางมาไม่ได้ ซึ่งท่านทักษิณไม่สะดวกพูดคุยทางการเมืองได้ จึงขอให้ คุณโรเบิท อัมสเตอดัม กล่าวแทน ตรงนี้ทางทีมงานจึงขออภัยในความผิดพลาด ที่ได้มีการโฆษณาไปก่อนหน้านี้

ในงาน มีการแสดงร้องเพลง กิโยติน และ ประมูลรองเท้าแตะ รวมทั้งการเล่นดนตรีจากดีเจ รายการแดงแดง ทางทีมงานขอขอบคุรทุกท่าน ที่อาจไม่ได้กล่าวมา ณ ที่นี้ ด้วยนะคะ ที่ใด้ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมอย่างดี



มีอะไรบอกผมนะครับ ขาดเหลืออะไรผมจะทำให้ดีที่สุด สุดยอด







ร้องเพลงมาตั้งนาน ได้ดอกกุหลายดอกเดียว อิอิ แด๊งแดง นีเอง อ้อ ร้อง my way แด่ ดีเจป้ายุพา และดีเจ ฟรีเลิฟ ด้วย











ต้องปรบมือให้คุณพี่คุณป้า กลุ่มนี้ ที่เดินทางมาร่วมงานเสื้อแดงทั้งที่มีอีกกิจกรรมที่จัดขึ้นวันเดียวกัน







บุคคลที่ถือป้ายโยกตามเพลง นั่นใครเอ่ย จำได้ไหม +555





เอ้า เฉลย โถ อใจน่านเอง 555











นี่คือผู้ชนะการประมุลรองเท้า มีความสุขอย่างมาก



กำลังถ่ายทอดสด ออกอากาศ ร้องเพลง กิโยติน อย่างสนุกสนาน สังเกตุฉาก สีแยกราชประสงค์ ด้านหลัง ได้เต้นโยกไปโยกมา +555 ใครก็ไม่รู้



มีการหารือ และแสดงความคิดเห็น



กำลังทำหน้ากาก 555



เอาแล้ว ถือแก้วไวน์
แด๊ง แดง แระ



ป้ายนี้ ต้องยกความดีงามให้ลุงนพ คนเดิม งานนี้ถือแต่ที่ชาตแบท แต่ตัวกล้องทิ้งไว้ที่บ้าน เป็นนั่นไป +555



เดี๊ยนขอบ้าง อิอิ



กลุ่มนี้ก็เดินทางมาไกล ฝ่ากองหิมะ ที่ถล่ม ทั่วเกาะอังกฤษ



ต้องปิดท้ายด้วยรูปนี้ เท่ห์ซะไม่มี ขอขอบคุรสำหรับเวลาอันมีค่ามาเล่นดนตรีให้ชาวเสื้อแดงฟัง และ ข่าวทุกเช้า ไม่เว้นวันหยุด

"สุชาติ"ย้ำดึง"แม้ว"กลับมาแก้หนี้ เสนอนโยบายศก. 3 หก

ที่มา มติชน

เมื่อ วันที่ 21 ธันวาคม ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำนโยบายของพรรค พท. โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ร่วมกับแกนนำพรรค และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน อาทิ นายสุธรรม แสงประทุม นายวราเทพ รัตนากร นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รวมทั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ เข้าร่วมประชุมด้วย


นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช หัวหน้าคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวในที่สัมมนาว่า จากการคุยกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้จัดทำเป็นกรอบนโยบายเพื่อการปราศรัยหาเสียง ว่า พรรคเพื่อไทย หัวใจคือประชาชน ยึดการปรองดอง ให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ให้อภัยซึ่งกันและกัน โดยชดเชยให้เหมาะกับผู้เสียชีวิต และผู้ประสบภัยจากการสลายการชุมนุม โดยนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมา แก้ไขปัญหาหนี้สิน ล้างหนี้ประชาชน ล้างหนี้ประเทศ เนื่องจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ บริหารประเทศแบบสร้างหนี้ไปเรื่อยๆ แต่หนี้ประเทศแก้ได้ คนแก้ต้องทักษิณ จึงต้องนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาแก้หนี้ สรุปว่าพรรคเพื่อไทยเดินหน้า "แก้หนี้ หารายได้ ขยายโอกาส ให้มีเงินเก็บ"


นาย สุชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะเสนอมีทั้งการพักหนี้ไม่เกิน 5 แสนบาท ให้ 5 ปี โดยรัฐจ่ายดอกเบี้ยให้ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท เพิ่มเงินเดือนคนจบปริญญาตรีเริ่มเข้าทำลาน 1.5 หมื่นบาท ปรับราคาสินค้าเกษตรทุกตัวดดยผูกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่วนข้าวเปลือกจะรับจำนำเกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ให้เกษตรกรมีเครดิตการ์ดใช้ซื้อปัจจัยการผลิต ส่วนนโยบายด้านสังคม จะให้เยาวชนในต่างจังหวัดมีความรู้เหมือนในกรุงเทพมหานคร ผ่านนนโยบาย วันแลปทอป เพอร์ ไชลด์ หรือการแจกคอมพิวเตอร์ให้กับเด็ก พร้อมให้องค์การโทรศัพท์ ติดตั้งระบบวายฟาย (WiFi) ในต่างจังหวัดเพื่อให้สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ การนำ 30 บาทรักษาทุกโรคกลับมาใช้ใหม่


จากนั้น นายสุชาติ แถลงว่า ได้เสนอนโยบาย 3 หก (เดือน) โดย 6 เดือนแรก เป็นการลดรายจ่าย คือพักหนี้ อีก 6 เดือนถัดมาจะเป็นนโยบาย เพิ่มรายได้ เช่น เกษตรกรเศรษฐี บินก่อนผ่อนทีหลังสำหรับผู้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ และ 6 เดือนที่สาม จะเป็นนโยบายขยายโอกาส เช่น โครงการเอสเอ็มแอล 5-7-9 แสนบาท โครงการ 1 จังหวัด 1 อุตสาหกรรมเกษตร โครงการกองทุนตั้งตัวได้ แก้ไขปัญหาหนี้สินครู และบุคลากรทางการศึกษา (พลังครู) รวมทั้งได้เสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนด้วย


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตุว่า ในการสัมมนาหรือแถลงข่าวนโยบายของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ ไม่มีการพูดถึงวงเงินงบประมาณ ที่จะนำมาใช้จ่าย