WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 23, 2010

สงครามมหาประชาชน

ที่มา thaifreenews

ประชาชนวิเคราะห์ข่าว

มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว หลายท่านคงหงุดหงิด
และมีคำถามในใจหลายเรื่องในหลายตอน ทำไม ทำไม และทำไม
ดังนั้นในตอนสุดท้ายนี้ ผมจึงพยายามเล่าเรื่องให้น้อยลงนิดหน่อย
แต่จะไปหนักในเชิงวิเคราะห์มากกว่า
ทั้งนี้ไอ้สิ่งที่คาใจทั้งหลายจะได้ ไม่อึกอัด
คำว่า “ทำไม ทำไม ทำไม”มันเฉลยออกมาแล้วในตอนสุดท้ายนี้ครับ

ผมเข้าใจครับและไม่อยาก “ย้ำคิดย้ำจำ”ให้กับพวกเรา
ที่มีหัวใจสีแดงต้องหดหู่ลงไปอีก
ผมจึงจะพยายาม กล่าวถึงสิ่งที่พวกเรายังไม่รู้กันมากนัก
ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในค่ำคืนอันหฤโหดเพราะอะไร
ใครเป็นผู้คุมเกมทั้งหมด กันแน่
แล้วทำไมเราถึงต้องยอมเลิกการชุมนุม
นำมาบอกเล่าให้พวกเราได้รับรู้เรื่องจริง
ส่วนรายละเอียดของพวกเรากันเองที่ไม่จำเป็น
ผมก็จะไม่เอานำมาเขียนตรงนี้ครับ นำแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มาบอกกล่าว แค่นั้น

วันที่26มีนาคม 2552 วันเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ที่จะต้องถูกจารึกเอาไว้
เราและพวก เราเท่านั้น ที่จะทำให้ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในตอนนี้
เขียนได้ถูกต้องที่สุด เก็บข้อเขียนนี้เอาไว้ให้ลูกหลานได้อ่าน อย่าทิ้งขว้างไปโดยไม่เสียดาย


ย้อนกลับไปเล่าให้ฟังถึงวันที่พวกเราจะต้องจำไว้ในหัวใจไม่มีวันลืม
วันที่26มีค.2552 ผู้คนนับแสน มาพร้อมกันที่ท้องสนามหลวง
และเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พวกเราก็เริ่มเดินทางไปที่ทำเนียบเป็นขบวนยาวเหยียด
ผ่านถนนราชดำเนิน ไปกันอย่างสนุกสนานแม้แดดจะร้อน บนเวทีก็ไม่เครียด
ว่ากันไปตามอัธยาศัย ถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น
เพราะเหล่าแกนนำมองแผนการของรัฐบาลทะลุหมดแล้ว
ก็แค่ ใช้รถยกเอาตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุทรายไว้ออกแค่นั้น
พวกเราก็เข้าไป จัดการตั้งเวที ตั้งเต้นทำอาหาร ทำสะพาน
ทำห้องอาบน้ำ เชื่อมต่อสัญญานทีวี และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างก็จบ
ทุกอย่างมีแบบแปลนไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

การชุมนุมโดยสันติ ปราศจากอา วุธ และแค่ปราศรัย
การที่จะให้รัฐบาลยอมลาออกหรือยุบสภาฯ
มันคงเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่พวกเราคนเสื้อแดงก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้น
เพราะที่ผ่านมามันมีบทเรียนมากมายกับกลุ่มพวกทาสอำมาตย์ที่ทำผิดกฎหมายทุกชนิด
สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างมหาศาล และไม่เคยผิด
เราจึงไม่เลียนแบบพวกเขาเป็นอันขาด แยกให้ชัด “ใครเลว ใครดี”
แต่ไม่น่าเชื่อว่าขนาดพวกเรากระทำเยี่ยงนี้ สื่อเสรีก็ไม่เคยพูดถึงพวกเราในแง่ดีเลย

เรามีแต่ “ดีเสตชั่น” และสื่อทาง “อินเตอร์เน็ต”เท่านั้น
ที่ออกข่าวให้พวกเรา ช่วงที่เราเริ่มประท้วง

“นายกฯอภิสิทธิ์”เดินทางไปต่างประเทศ
เพื่อจะไปขอเข้าร่วมประชุม กับประเทศมหาอำนาจกับเขาด้วยแค่นั้น
แต่ไม่ได้รับการสนใจจากสื่อต่างประเทศมากเท่าไร
แค่ได้ถ่ายรูปร่วมกับผู้นำในต่างประเทศก็เดินทางกลับมาแล้ว
นัยว่าเป็นการเดินทางกลับก่อนกำหนดด้วยซ้ำไป
และก็ไม่วายถูกคนไทยในต่างประเทศประท้วงอีกเช่นเคย

รัฐบาลยังไม่สามารถเข้าทำงานในทำเนียบฯได้
ยังเรียบๆเคียงๆวนไปวนมาหาเปิดงานที่โน่นที่นี่ทำไปชั่วคราว
แต่ไปไหนก็ต้องเก็บเป็นความลับไว้ด้วย เพราะถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงรู้
ก็จะไม่พ้นตีนตบที่จะตามไปรังควานอย่างแน่นอน

ช่วงจังหวะนั้น มีงานกาชาดที่สวนอัมพรพอดี
จึงทำให้การระดมพลของฝ่ายเสื้อแดงเพิ่มไม่เหมาะ
เพราะติดขัดหลายอย่างและไม่อยากให้งานที่จัดอยู่มีปัญหา
และเราทุกคนก็อยากมีส่วนร่วมในงานนั้นด้วย
เมื่อมีคนเริ่มน้อยลง รัฐบาลโดยรองนายกฯ
คิดวางแผนออกแบบ ที่จะสลายการชุมนุมของพวกเรา
ในเช้าวันหนึ่ง และวันนั้นเอง “รองเทพเทือก”จึงได้เข้าถึงความจริงโดยแท้
ปรากฏการใ หม่เกิดขึ้น ในเวลาอันรวดเร็วแค่ไม่ถึงหนึ่งชม.
ปริมาณคนมาจากไหนไม่ทราบหลั่งไหลกันเข้ามาจนเต็มหน้าทำเนียบในวันนั้น
ประมาณการ ว่าเกินห้าหมื่นคนขึ้นไป
“แท็กซี่”เป็นพระเอก ออกมาปิดกั้นถนนในทันที
เหตุการณ์ที่จะสลายการชุมนุมจึงไม่ได้เกิดขึ้น ณ.วันนั้น
“รองสุเทพเทือก”ถึงกับ ณ.จังงัง ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
คนมาจากไห นทำไมรวดเ ร็วปานนั้น เป็นไปได้อย่างไร
วันนั้นเป็นวันธรรมดาแท้ๆไม่ได้วันหยุดราชการด้วย
ทำไม ทำไม และทำไม คนถึงสนับสนุนคนเสื้อแดงถึงปานนั้น
ความคิดที่จะสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดย“เทพเทือก”
ด้วยอำนาจรัฐ จึงหยุดไว้แค่นั้นเอง

เรื่องนี้ยังไม่เป็นข้อยุติ กับ “เทพเทือก” แต่อย่างใด
ความอาฆาต แค้นนี้ผูกติดกับตัวไปตลอด แผนสกปรกแ นวคิดก็เกิดขึ้น
และ พร้อมที่จะนำเอาไปใช้ในทันที
ในเวลาต่อมาก็ถูกเปิดเผย โดย “คุณสุริยะใส”
เมื่อออกมาให้สำภาษและกล่าวในทำนองว่า
คนเสื้อเหลืองจะจัดม็อบออกไปต้านคนเสื้อแดง
แต่การกล่าวในครั้งนั้น ก็ถูกสวนกลับในทันทีอีกเหมือนกัน
โดยเจ้าของม็อบคนเสื้อเหลือง ว่า ตนเองไม่ยอมตกเป็นเครื่องมืออย่างแน่นอน
ส่วน “คุณสุริยะใส” กล่าวอย่างไร ตนเองไม่ยุ่งด้วย
และยังเล่าถึงแผนการของฝ่ายอำมาตยาฟากขุนศึกให้ฟัง ไว้ดังนี้

“เมื่อพวกเสื้อเหลืองออกไปปะทะกับคนเสื้อแดง
ฝ่ายขุนศึกก็จะออกมาเล่นลูก ฟาดฟันคนทั้งสองฝั่งจนเป็นที่พอใจ
ปราบสลายแ ละสยบได้ทั้งคู่แล้วก็จะมีประชาชนส่วนหนึ่งที่จัดตั้งไว้โ
ดยตัวขุนศึกเอง ออกมาชื่นชม มอบดอกไม้ให้”
เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
กำจัดทั้งพันธมิตรและคนเสื้อแดงอย่างเบ็ดเสร็จ

ตัวขุนศึกเอง จะฉวยโอกา สนี้รับประโยชน์เต็มที่
เพื่อครองอำนาจรัฐไว้ในมือเองโดยไม่ต้องมีก้างชิ้นใ​หญ่ขวางคออีก
ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง อาจจะด้วยการยึดอำนาจหรือใช้วิธีการในรัฐธรรมนูญก็ได้
โดยการบังคับให้รัฐบาลออกกฎหมายงดใช้ รัฐธรรมนูญบางมาตรา
เพื่อหาคนกลางเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
และคนนั้น ก็ไม่พ้นที่จะเป็นคนของเหล่า คมช. ที่ตกค้างอยู่
และยังเสวยสุขของรายได้อย่างไม่จุใจ จะเข้ามาร่วมกิจกรรมเสวยสุขต่อ

เมื่อสิ้นเยื่อใยจากคนเสื้อเหลือง “เทพเทือก” ถึงกับสะอึก
อ้อนวอน “คุณอภิสิทธิ์” ให้ช่วยพูดกับคนเสื้อเหลืองด้วย
“คุณอภิสิทธิ์” ก็ไม่กล้า เพราะรู้อยู่แล้วว่า
ถ้าขอไปสิ่งที่เจ้าของเสื้อเหลืองขอกลับมานั้นมันยากเย็นแสนเข็นที่จะให้ ได้
ด้วยความด้อยวุฒิภาวะของผู้นำอันดับสองของประเทศ “เทพเทือก”
จึงหันไปที่พึ่งสุดท้าย นั่นก็คือเขาละชื่อพม่า หน้าเขมร นามว่า“เนวิน”แห่งบุรีรัมย์

ศึกสามเส้าสี่ก้วนของเหล่าลูกอำมาตย์จึงเกิดขึ้น
และดูผลงานต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ของกลยุทธ์ซ่อนเงื่อนในครั้งนี้

กลับมาที่การชุมนุมของคนเสื้อแดงบ้าง ข้อมูลใหม่ที่เก่าแล้ว
แต่ได้รับการออกมาเปิดเผยอย่างชัดเจน จาก “ท่านทักษิณ”
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในวันที่29กย.2549 ตัวจริงคือใคร
และมีใครบ้าง ในที่เกิดเหตุมีพยานยืนยันด้วย
แค่นั้นเอง แนวทางการ ต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็ยกระดับขึ้นทันที
จากการที่ขับไล่รัฐบาล กลายมาเป็นเล่นเรื่องใหญ่ขับไล่หัวหน้าอำมาตย์ เข้าไปด้วย
หลังจากการดูฤกษ์แล้ว จึงกำหนดวันรวมพลในทันทีหลังวันสิ้นสุดงานกาชาด 1 วัน
คือในวันที่ 8เมย.2552 “3แสนคนเพื่อไล่อำมาตยา”

“เล่นของหนักซะแล้วคนเสื้อแดง”
อะไรจะเกิดต่อจากนี้ไปหลังประกาศ ผมจะลำดับให้ดูเคร่าๆ ครับ

“ป๋าเปรม” ที่ปรากฏชื่อว่าเป็นมหาอำมาตย์ใหญ่ ไปโคราชที่บ้าน “ไร้กังวน” พำนักอยู่ที่นั่น

“คนรักป๋า”เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ “ป๋าเปรม”
สงวนที่จะเป็นข่าว แค่ให้ “คุณอภิสิทธิ์”แก้ตัวว่า
“ท่านไม่สามารถมาตอบโต้ได้ เนื่องจากท่านเป็นองคมนตรี”
และขอร้องให้ “ท่านทักษิณ” และแกนนำ “คนเสื้อแดง”
หยุดการพาดพิงไปถึงท่าน
พร้อมยืนยันด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจในครั​้งนั้น

กำเนิด “ลูกป๋าคนใหม่ ปากห้อย” มาแถลงออก ทีวี ด้
วยน้ำหูน้ำตา ขอความเห็นใจจาก “ท่านทักษิณ” มิให้เอ่ยถึง “ป๋า” อีก
ทั้งมีการทวงบุญคุณกันนิดหน่อยและเหน็บแนมเหมือนหญิงสาว
ตัดพ้อชายคนรักที่ครั้งหน​ึ่งเคยดูดดื่มกันมา
ครั้งนี้เขาจะขอแยกทางเพื่อไปพบกิ๊กใหม่
ขอให้ “ท่านทักษิณ” อย่าตามล่าตามล้างตัวเขาเลย
ยังมีลิ่วล้อที่เป็นถึงเสนาบดีใหญ่ นั่งบีบน้ำตาอยู่เคียงข้างออกทีวีด้วย
คนดูทางบ้านบางคนถึงกับหลั่งน้ำตาให้ถึงการแสดงในชุดนี้
แต่คนเสื้อแดงกลับตรงข้าม “อ้วกแตก อ้วกแตน”ไปตามๆกัน
เพราะ รู้ซึ้งถึงคนๆนี้ดี ที่ครั้งหนึ่ง “แกนนำคนเสื้อแดง”
ยกย่องคนผู้นี้และเรียกว่า “พี่”ทุกคำ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจับมือปืนที่จะทำการลอบสังหารองค์มนตรีท่านหนึ่งได้
และ ท่านองคมนตรีท่านนี้บังเอิญไปเกี่ยวโยงกับรายชื่อที่ท่านทักษิณ
ได้กล่าวไว้ว่ามีส่วน​ร่วมในการทำรัฐประหารด้วย
มือปืนที่รับจ้างมาก็สารภาพที่มาของการจ้างและดันไปโยงใยถึง “ป๋า”

แกนนำคนเสื้อแดงสามคน “คุณวีระ” “คุณนัฐวุฒิ” “คุณ จตุพร” ถูกคุกคาม
ไปที่บ้านต่างจังหวัด ข่มขู่บิดามารดาของพวกเขา

คนใกล้ชิด “ป๋า” ยืนยัน วันที่8เมย.2552 ป๋าอยู่ที่บ้านพักสี่เสาแน่นอน ไม่ไปไหน

รัฐบาลขอคำสั่งศาลให้ยุติการชุมนุม และเปิดทางให้เจ้าหน้าที่และรัฐบาลเข้าไปทำงานได้

คนเสื้อน้ำเงินที่จัดตั้งโดย “คุณเนวิน” ปรากฏตัวขึ้น
โดยเปิดเผยที่สนามบินสุวรรณภูมิ
จากภาพถ่ายจับได้ว่าล้วนเป็นตำรวจที่มาจากภาคอีสานทั้งสิ้น

เป้าหมายคนเสื้อแดงประกาศชัดเจน ปิดล้อมบ้าน “ป๋า”
บีบให้ “ป๋า”ลาออก เรื่องอื่นเรื่องเล็ก เพราะถ้าไม่มี “ป๋า” ทุกอย่างที่เรียกร้องก็จบหมด

เมื่อวันที่8 มาถึง จำนวนคนจะ มากจะน้อยเท่าไรไม่ทราบ
แต่ “คุณอภิสิทธิ์”เองยอมรับในวันรุ่งขึ้นว่า มีคนประมาณ1แสนคนขึ้นไป
ภายในที่ชุมนุมกันเองประเมินว่า เกินกว่า4แสนคน
ส่วนตัวผมคิดว่าคนจะมีเท่าไรก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
เอาเป็นว่าในค่ำคืนนั้น “ป๋า” เอง เผ่นออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าแล้ว
พร้อมถอนกองกำลังเสื้อสีน้ำเงินที่เฝ้าบ้านออกไปด้วย
ทุกอย่างที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคยกล่าว
“ไม่ทำผิดกฎหมาย สู้อย่างอหิงสา”
แต่ ถ้าเจอกับคนหน้าด้านก็ยากที่จะสำเร็จโดยไวได้ง่ายๆ
วันนั้นจึงเงียบสนิท ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่สิ่งที่เกิด กลายเป็นที่พัทธยาแทน
“คุณ อภิสิทธิ์”ถูกกลุ่มคนเสื้อแดง เข้าทำร้ายคนขับรถ
ตัวรถถูกทุบจนกระจกแตกขณะรถติดไฟแดง
เรื่องนี้มีเงื่อนงำมากมายหลายคนวิเคราะห์ไปต่างๆนานาว่า
เหตุมาจากอะไร แต่ผม อยากจะให้อ่านการวิเคราะห์ของฝ่ายเสื้อเหลือง
ที่กล่าวไว้ในวันที่ 10 เมย. 2552
ในรายการ “เวทีชาวบ้าน” ทาง “เอเอสทีวี”
โดย คุณ “วีระ สมความคิด” ได้ให้ข้อคิดและวิเคราะห์ ให้ฟังไว้ดังนี้ครับ
“การกระทำและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เป็นฝีมือของ เทพเทือก ทั้งสิ้น” พร้อมอธิบายเหตุผลไว้
เมื่อครั้งที่ “คุณอภิสิทธิ์” เดินทางไปต่างประเทศ
ได้มีนักข่าวสอบถาม เรื่องความปลอดภัยในประเทศไทย ยกตัวอย่าง
ขนาดนักการเมืองระดับสูงที่เป็นฝ่ายรัฐบาลเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่
ยังไม่เคยได้รับความปลอดภัย แล้วประชาชนโดยทั่วไปหรือนักท่องเที่ยว
จะได้รับการคุ้มครองหรือ เป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่
“คุณอภิสิทธิ์” ได้ตอบคำถามนี้กับนักข่าวว่า
“เหตุเพราะ ผู้ดูแลความมั่นคงไม่มีประสิทธิภาพ”
เรื่องนี้ได้รู้ถึง “เทพเทือก”ในเวลาต่อมา
จึงทำให้เกิดความเครียดแค้นเป็นยิ่งนัก และคิดจะสั่งสอน “คุณอภิสิทธิ์” เองด้วย

เรื่องดังกล่าวจึงเกิดขึ้น เป็นการวางแผนเป็นขั้นตอน
ตั้งแต่เปลี่ยนรถยนต์นั่ง ไฟแดงสกัดรถ “คุณอภิสิทธิ์”เอาไว้
โดยวางแผน ให้ รถ รปภ.ผ่านไปก่อน แล้วส่งสัญญาณให้รถมอเตอร์ไซด์ให้ขวางถนน
เรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ผู้มีอำนาจจริงๆไม่มีทางทำงานได้
เพราะแท้จริงในวันนั้น ม็อบที่มาต่อต้านคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่รู้เรื่อง
แต่เป็นการส่งสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ต่างห​าก ถึงทำงานได้ผล

และยังเสนอแนะ “คุณอภิสิทธิ์” อีกว่า
ให้ปลด “เทพเทือก” ปลด ผบ.ทบ. ปลด ผบ.ตร. ให้หมด

สิ่งที่ “คุณ วีระ สมความคิด” กล่าว
มันคล้ายจะเป็นจริงมากขึ้น
เมื่อการประชุมผู้นำอาเซี่ยนบวกสาม บวกหก เกิดขึ้น
“คุณอริสมัน พงษ์เรืองรอง” เป็นแกนนำไปประท้วง
ที่โรงแรมสถานที่จัดงานประชุมผู้นำอาเชี่ยน
มีการตั้งด่านทั้งตำรวจและทหารอย่างมากมาย
มากกว่า จำนวนกลุ่มคนเสื้อแดงหลายเท่าตัวนัก
อีกทั้งผู้ประท้วงเองก็ไม่ได้พกพาอาวุธไปแต่อย่างไร
กลายเป็นว่ากลุ่มคนเสื้อแดง สามารถเข้าไปในโรงแรมได้
และยังได้เข้าไปยื่นหนังสือให้กับ ตัวแทนของเลขาอาเซี่ยน
พร้อมกับประกาศ แถลงข่าวอย่างอหังกา
ประสพความ สำเร็จและจุดมุ่งหมาย ทุกประการ

การเดินทางกลับเมื่อประสบความสำเร็จแล้วของคนเสื้อแดงในครั้งนี้
กับ เจอม็อบจัดตั้งโดย “คุณเนวิน”และ“เทพเทือก”เอง
เข้าทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดงทำให้บาดเจ็บจนถึงขั้นเจ็บหนักไปหลายคน
ข่าวทางช่อง3 มีภาพออกมาให้เห็นชัดว่า สองคน
เป็นผู้อยู่เบื้องหลังม็อบในครั้งนี้เอง
เรื่องจึงไม่จบ กลายเป็นว่า “คุณอริสมัน”
ต้องมีงานทำเพิ่ม ไปทวงถาม “คุณอภิสิทธิ์”
ว่าเหตุใดทำไมจึงทำกับประชาชนเช่นนี้

สัญญาณจาก กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ชุมนุมกันอยู่หน้าทำเนียบ
เริ่มมีปฏิกิริยา ประกาศหาอ าสาสมัครเพื่อไปสมทบคุณ “อริสมัน” เพิ่ม
ระหว่างการเดินทางของคนเสื้อแดงเพื่อไปสนับสนุน
“คุณอริสมัน” ก็มีคนของ ฝ่าย “เนวิน”
เข้าสกัดกั้นทุกวิถีทางที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นตะปูเรือใบ
ใช้ลูกแก้ว ใช้หนังสติ๊ก ใช้ก้อนหิน เข้าทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง
บนถนนหลวง แท้ๆกลุ่มโจรที่มีเส้นก็ยังสามารถทำอย่างได้ผล
ทั้งนี้จุดประสงค์ก็เพื่อบรรจุความคั่งแค้นให้กับกลุ่มคนเสื้อแดง
สุมไฟเอาไว้ จะได้ไปเผชิญหน้ากันต่อไป ที่เมืองพัทธยาแค่นั้น

สงครามย่อยๆเกิดขึ้น ทหารตำรวจ ยืนดู
คนเสื้อแดงถูกกระทำอีกตามเคยแต่ครั้งนี้
มีทั้งปืน ทั้งระเบิด ว่ากันกลางเมืองบนถนนอย่างสะใจอวดชาวโลก
คนเสื้อน้ำเงินที่นำโดย “เนวิน” ปิดหน้าปิดตาไว้หมด
แต่คนบงการไม่ปิด สวมหมวกนั่งรถมอเตอร์ไซด์สั่งการพร้อมใส่เสื้อเกราะ
มีภาพถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว
เผยแพร่ออกไปให้คนเห็นกันทั้งโลก ชัดเจน
นี่แหละ “ข้าคือลูกป๋าคนใหม่” เส้นใหญ่ ซะอย่าง

คำถาม... สงสัยกันไหมว่า ทำไม “เนวิน”
ที่เป็นลูกป๋าคนใหม่ล่าสุด ถึงได้กระทำเช่นนี้
การโชว์ตัว ให้เห็นเป็นการตั้งใจหรือไม่
และรัฐบาลไม่อายบ้างหรือที่ใช้วิธีการนี้กับประชาชน
ทำไมเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงนิ่งเฉย
และทำไปแล้วจะได้อะไร มีแต่เสียกับเสีย
และยิ่งเสียมากขึ้นอีกด้วย การสลายกา รชุมนุมของคนเสื้อแดงก็มิอาจจะทำได้

คำตอบในเบื้องต้น...
“เนวิน” ตั้งใจให้เห็นครับ เหตุที่ตั้งใจ
เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของ
ตัวใหญ่ของอำมาตย์ ว่าใหญ่จริงแค่ไหน
ไพร่ก็ควรอยู่สวนไพร่
บังอาจทำตัวเสมอขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องเจอแบบนี้
ส่วนรัฐบาลไม่อายหรือ อายแน่ครับ
เพราะนี่คือการสั่งสอนให้ “เด็กชายมาร์ค” ได้รู้สึกตัวเสียบ้าง
ใครเป็นผู้ควบคุมรัฐบาลกันแน่ ปากมีไว้แค่ให้เห่าฝ่ายตรงข้าม
ไม่ใช่เห่าพวกเดียวกันเอง
และคำตอบที่ว่า ทำไปแล้วได้อะไรมีแต่เสียกับเสียนั้น ไ
ม่เป็นความจริง รัฐบาลแค่เสียชื่อเสียง ก็คือ “เด็กชายมาร์ค”แค่นั้น
แต่ประเทศชาติยังไม่เสีย แยกให้ออกประเทศชาติไม่ใช่รัฐบาล
แต่มีคนได้แน่นอนก็คือ “ป๋า”
ต่อจากนี้ไปจะเห็นได้ว่า “ป๋า” ได้แก้แค้นสมใจจริงๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ

การวางแผน ของกลุ่มคนเสื้อแดงบรรลุผลทุกอย่าง
บุกเข้าไปในที่ประชุมได้ และถ้าดูในวีดีโอให้ดีๆ
ผู้ที่ช่วยเหลือกลุ่มคนเสื้อแดงให้เข้าไปในที่ประชุมได้ก็ไม่ใช่ใคร คือทหารนั่นเอง

การประชุมผู้นำในอาเชี่ยน ยกเลิกไป โจทย์ของคนเสื้อแดง
วิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันหางจุกตูด โดยเฉพาะ
“กษิต ภิรมย์” เผ่นไปก่อนเพื่อน หนีลงเรือไม่เหลียวหลัง
ทิ้งเพื่อนๆต่างประเทศเอาตัวรอดเพียงคนเดียว
“มาร์ค” หนีแทบไม่ทัน ใช้ ฮ.บินออกไปอย่างเร่งด่วน
พร้อม คู่ใจ “รองนายกเทือก”
ในเวลาต่อมา ก็ประกาศภาวะฉุกเฉินสูงสุดในทันที ที่พัทธยา
แต่นั่นก็ไม่มีความหมายอะไรแล้วเพราะ
คนเสื้อแดงก็เดินทางกลับเข้ามาสมทบ ที่ทำเนียบรัฐบาลกันหมดสิ้น

ในกรุงเทพเอง หลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดง
โดนทำร้ายโดยกลุ่มของ “เนวิน” ที่พัทธยา
เกิดปรากฏการประหลาดขึ้นในทันที
มีจำนวนคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งไม่ทราบมาจากไหน
ได้เข้ายึด “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ”ขึ้น โดยมี “กลุ่มแท็กซี่”เป็นแกนนำ
เอารถเข้ามาจอด ปิดไว้ทุกแยกของการจราจรในเขตุ อนุสาวรีย์
ทั้งที่แกนนำบนเวทียังไม่ได้รับรู้
แต่เมื่อได้รับรู้ก็สั่งให้ผู้ที่ร่วมชุมนุมที่หน้าบ้าน “ป๋า”
ถอนตัวไปช่วยที่อนุสาวรีย์ในทันที อีกทั้งดาวกระจายที่ไปปิดล้อมในสถานที่ต่างๆ
เช่นพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถอนตัวออกมาด้วย
“อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ”ถูกปิดไปโดยปริยายเหมือนว่าพวกเรา ชาวเสื้อแดงกำลังจะชนะ

ก่อนที่ผมจะเขียนต่อไป ให้ทุกท่านหยุดคิดก่อน
ว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น
1.บ้านป๋าไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาประท้วงแล้ว
2.ประชาธิปัตย์ ไม่มีเหมือนกัน
3.กลุ่มคนเสื้อแดงไปก่อปัญหาให้กับ ผู้คนที่สัญจรไปมาในทันที

_________ _________ _________ _________ _________ _________ _______

คำตอบ... “คุณอภิสิทธิ์” เป็นคน มีจิต มีวิญญาณ มีความโกรธ มีความโลภ มีหลง มีกิเลส มีความรัก ทุกอย่างเหมือนปกติ ธรรมดามนุษย์
เมื่อ โดนบีบคั้นทางจิตใจอย่างหนักและต่อเนื่อง จน ไม่มีศักดิ์ศรี ไม่มีที่ยืน ไม่มีแม้แต่อำนาจในการสั่งการ ชีวิตตนเองก็ยังต้องเสี่ยง ทั้งที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐ แล้วครอบครัวอีก “คุณอภิสิทธิ์”ถ้าไม่ตัดสินใจ แล้วจะรักษาครอบครัวไว้ได้อย่างไร มันไม่ยากใช่ไหมที่คุณอภิสิทธิ์จะตัดสินใจมอบอำนาจที่ตนเองมีอยู่ทั้งหมดให้ ทหารทำ และทำอย่างไรก็ได้เพื่อกู้ทุกอย่างคืนมา แม้แรกด้วยชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

คำถาม... สื่อทั้งหมดทำไมจึงยอมเป็นเบี้ยล่างให้กับ คนอีกกลุ่มหนึ่งโดยไม่ยอม แสดงความจ ริงทั้งสองด้านออกมานำเสนอ และเขาทำเ พื่ออะไร ทำไปทำไม ใครมีอำนาจล้นฟ้าที่ทำได้ถึงขั้นนั้น

คำตอบ... นี่ไงครับที่ผมตั้งใจจะบอก “เหยื่ออันโอชะของเหล่าอำมาตย์” เพราะขบวน การนี้ มันแสดงอิทธิฤทธิ์มาหลายครั้งแล้ว อะไรในประ เทศ นี้ ซ้ายหัน ขวาหัน ได้ทั้งหมด หรือแม้แต่คิดจะเล่นงานใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก แค่สื่อแค่นี้คงไม่น่ามีปัญหา เพียงแค่ขอร้องให้ช่วยเหลือเล็กน้อยแค่นี้

คำถาม... . มีคนตายจริงหรือไม่ และศพหายไ ปไหน

คำตอบ... จริงยิ่งกว่าจริง เพราะการใ ช้อาวุธ ปืนยิง หลักฐานชัดเจนอย่างนี้โดยเฉพาะที่ รพ. ยังเห็นทนโท่อยู่ว่ามีคนไข้บาดเจ็บเพราะกระสุนปืนมากมาย และการยิงในครั้งนี้จะไม่มีคนตายเลยหรือ
ส่วนศพหายไปไหน ผมถามว่า ทหารปลอมเ ป็นรถพยาบาลได้ไหม เพียงแต่ต้องปิดกั้นสื่อให้ดีๆก็แล้วกันอย่านำภาพนั้นออกมาเผยแพร่ให้ได้ การทำลายศ พไม่ใช่เรื่องยากกับทหารตำรวจในประเทศไทย เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายมาก เข้าใจว่าทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วครับ

คำถาม... กลุ่มคนเสื้อแดงผิดพลาดอะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนี้

คำตอบ... “ รู้เขาแต่ไม่รู้เรา” เรื่องทั้งหมดเพราะ ไส้ศึกที่แอบแฝง อยู่ในที่ชุมนุมมานานแล้ว จนรู้ทุกอย่างรวมทั้งแผนและความคิดของพวกเรา และมีจำนวนมากด้วย

คำถาม... ผมสงสัยอะไรใน “กลุ่มแท็กซี่”

คำตอบ... ไม่เลยครับผมไม่เคยสงสัยในตัวคนขับแท็กซี่เลย ตรงกันข้ามกลับชื่นชมหัวจิตหัวใจของท่านเหล่านั้นด้วย ไม่มีพวกเขาเราแย่แน่
แต่ ที่สงสัย คนขับแท็กซี่หลายคน แท้จริง ใช่คนขับรถแท็กซี่โดยอาชีพหรือไม่ เพราะ มีหลายคนเป็นทหารที่บาดเจ็บหลายคนก็มียศ ถ้าจะบอกให้ชัด แท็กซี่ก็มีไส้ศึกปลอมตัวมาเหมือนกัน

คำถาม... “คุณจตุพร” กลับมาได้อย่างไรหลังจากตามไปช่วยคุณอริสมันแล้ว ใครช่วยเหลือ และทำไมไม่ยอมมอบตัว ในตอนนั้น

คำตอบ... . “คุณจตุพร” รู้ทุกอย่างหมดแล้วว่า พวกเขาจะโ ดนอะไรบ้าง ด้วยการบอกกล่าวของนายตำรวจบางนาย และคุณ “จตุพร”เองก็ทราบดีว่าพวกเราต้องยุติการชุมนุมแน่นอน
แต่ ด้วยเลือดนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ เขาจึงพยายามใช้เวลาที่เหลือทั้งหมด บอกเล่าความจริงออกไปให้โลกภายนอกได้ทราบจนนาทีสุดท้าย และ อีกทั้งยังหาช่องทางให้เพื่อนร่วมรบอย่าง “คุณจักรภพ” ที่ถูกหมายหัวไว้ว่าอย่างไรก็ต้องตาย ออกไปพ้นแผ่นดินไทยเสียก่อน เท่านั้น
และไม่แปลกเลยที่แกนนำมีมติอย่างเป็นเอกฉันให้ยอมยุติการชุมนุม ก็เพราะคุณ “จตุพร” นี่แหละ ที่นำความมาบอกเล่า

คำถาม... ทำไม “ดีเสตชั่น” จึงไม่โดนตัดสัญญาณในทันที ในครั้งที่ประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว

คำตอบ... เป็น เหตุผลที่พวกเหล่าอำมาตย์วางแผนเอาไว้ โดยให้คนปลอมตัวเป็นคนเจ็บแล้วขึ้นไปโกหกบนเวที ให้ผู้ชมที่อยู่ทั้งโลกจับได้แล้วนำมาขยายความ เพื่อเป็นการบั่นทอนความชื่อถือในม็อบ เอง

คำถามสุดท้าย... ทำไม จึงต้องฆ่าประชาชนด้วย ทำไมไม่ปราบปรามดีๆ ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าจำนวนทหารตำรวจมีมากกว่าผู้มาชุมนุมอีก แค่เดินไปหิ้วออกมา 2 คนหิ้ว1 คนก็ได้แล้ว

คำตอบ... นี่ แหละครับ “ระบบอำมาตยา” เมื่อเราเปิดสงครามแล้ว เล่นถึงตัวตนที่แท้จริงแล้ว มันหยุดไม่ได้ ขืนปล่อยเอาไว้ “อำมาตยา” อยู่ไม่เป็นสุขแน่ จึงต้องเอาให้เข็ดหลาบจะได้ไม่กล้าเผยอขึ้นมาอีก เหตุที่ต้องฆ่าก็เพื่อแสดงถึงอำนาจและบารมีอย่างชัดส่งไปยังคนที่อยู่ไกล ด้วย “อย่ามาแตะต้องตัวฉันอีก ถ้าจะเล่นก็ให้อยู่ในเกมเล่นได้แค่ นายกฯที่ฉันตั้งมาแค่นั้น”

“สามเส้าสี่ก้วนของเหล่าลูกอำมาตย์” มีใครบ้าง

1.ทหาร 2.รัฐบาล 3.อำนาจแฝ งที่ ใส่เสื้อเหลือง คือ สามเส้าที่ต่อสู้กันเอง ให้มองว่า อ่อนแอ โดยเฉพาะตัวนายกฯ ที่จะต้องอยู่ใต้เบี้ยล่างตลอดไป ทั้งนี้เป็นเครื่องประกันว่า จะต้องรักษา “X” ไว้เหนือชีวิต มิฉะนั้นก็จะได้เห็นผลงานตามที่ “X”แสดงมาให้เห็นแล้ว กับคนเสื้อแดง
สิ่ง ที่ “คุณอภิสิทธิ์” โดนอย่างหนักก่อนที่จะกล้าเซ็นคำสั่งออกทีวี มันเหมือนการมัดมือชก และ บังคับให้ ต้องเอียงเท่านั้นจึงจะอยู่รอดใน อำนาจแห่ง “ข้าฯตั้งได้”
ทหารจึงแกล้งโง่ ตำรวจจึงแกล้งซื่อบื้อ เมื่อ นายกฯจะยังคงยึดถือกฎกติกาอยู่

เมื่อ มีอีกก้วนหนึ่งเข้ามาเติม คือ “ก้วนปากห้อย” ยิ่งเป็นการดีสำหรับ “X” ที่วันๆไม่ต้องทำอะไรเอาแต่วางแผนเดินเกมปั่นจิ้งหรีดให้ฟัดกันเองแค่นั้น อำนาจก็ไม่ไปไหนเสีย ทุกคนเมื่อเดือดร้องก็ต้องวิ่งมาหา “X”วันยังค่ำ “X”ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วในประเทศนี้

ชัดเจนหรือยังครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในข้อกังขาที่ค้างคาใจทั้งหมด “เรารบกับใคร เราเจออะไ รเข้าไปบ้าง”

ทั้งหมดที่เล่ามาในตอนนี้ คนเสื้อแดง คงเจ็บปวดน่าดู บางท่านอาจทำใจไม่ได้
ผมแนะนำว่าใจเย็นๆครับ เวลายังอีกยาวไกล และยืนยันได้ว่า ในโลกนี้ไม่มีใครใหญ่เหนือประชาชนแน่นอน

การ รบ เพิ่งจะเริ่มต้นของการต่อสู้ของประชาชนเท่านั้น ฝึกจิตใจเอาไว้ จงอย่าลืมเหตุการณ์ในวันนี้ว่าเราเจออะไรกันมาบ้าง ความผิดพลาดของพวกเราแท้จริงคืออะไร รวบรวมทั้งหมดเอามาคิดและปรับประยุคการต่อสู้ไปเรื่อยๆ

วันนั้นต้องมาถึงแน่ “วันที่ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

จบภาคแรก _________ _________ _________ _________ _________ _________

ผมจึงขอจบตำนานการต่อสู้ของประชาชนในภาคแรกไว้เพียงเท่านี้ ดังที่ได้แจ้งไว้ตอนเริ่มต้นของการเขียน ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว
ยังมีภาคสอง ที่รออยู่อีกใน “สงครามมหาประชาชน กับเหล่าอำมาตย์ครั้งที่2.”และ3..4.5...ตามมาอีกเรื่อยๆ ยังไม่ทราบแน่ จะจบตอนไห น เมื่อไร
ก่อนจะถึงวันที่พี่น้องร่วมชาติของเราต้องเอาชีวิตมาสังเวยกว่า90ศพ ในตอนที่2. เรื่องราวเป็นอย่างไร แผนการออก มาจากตรงไ หนบ้าง
คนเสื้อแดงดำเนินวิถีทางการต่อสู้อย่างไร เสธ.แดงกับสามเกลอขัดแย้งกันจริงไหม
เส ธ.แดง ทำไมถึงถูกฆ่า วิธีบู้กับวิธีบุ๋น อะไรคือแนวทางที่ถูกต้อง ใครที่อยู่ข้างพี่น้องเราอย่างแท้จริง ในเชิงวิเคราะห์และข้อเท็จจริงที่เกิด เรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด
ถ้า..ผม มีเวลาจะเรียบเรียงมาให้อ่านอีกครั้ง แต่ เมื่อใดยังรับปากไม่ได้ แล้วแต่สถานการณ์จะพาไป ในแบบฉบับของผมเอง โดยไม่อาศัยสื่อที่ไหนนำมาอ้างอิง

และอยากจะ บอก ว่า มนุษย์ทุกคนมีความคิดเป็นของตนเองด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น บางท่านอ่านข้อเขียนนี้แล้วอาจมีความเห็นแย้ง บางท่านอาจเห็นด้วย นานาจิตตังครับ แต่ทุกอย่างที่เขียนไม่ได้มาจากจินตนาการ ทุกเรื่องเป็นตำนานที่เราทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว อะไรผิด อะไรถูก ผมไม่ตัดสินให้ใครทั้งสิ้น
แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านครับ

ขอจบเพียงเท่านี้ครับ
อ่างขาง


http://www.internetfreedom.us/thread-1505.html
_________ _________ _________ _________ _____
เก็บตะวัน ก่อนตะวันตกดิน

"มาร์ค" ชี้หากดีเอสไอค้านประกันเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานชัดเจน

ที่มา ประชาไท

นายก ชี้หากดีเอสไอค้านการประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ยืนยันการพบกับรักษาการประธาน นปช.เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ย้ำการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ สถานการณ์บ้านเมืองต้องมีความสงบเรียบร้อย

22 ธ.ค. 53 - นายกรัฐมนตรีชี้หากดีเอสไอค้านการประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ยืนยันการพบกับรักษาการประธาน นปช.เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ย้ำการยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ สถานการณ์บ้านเมืองต้องมีความสงบเรียบร้อย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่เห็นด้วยกับการให้ประกันตัวกลุ่มคนเสื้อแดง ว่า ในเรื่องของมติคณะรัฐมนตรีชัดเจนอยู่แล้วว่า การประกันตัวเป็นสิทธิของผู้ต้องหา การคัดค้านหรือไม่คัดค้านเป็นดุลพินิจของศาล และวันนี้ที่มีข่าวออกมาระบุว่า รัฐบาลพร้อมให้ประกันกลุ่มคนเสื้อแดง 104 คน เรื่องดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของคณะรัฐมนตรี หน้าที่ของเราคือให้หลักเกณฑ์ไปเท่านั้น ขณะที่กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพก็ไปดำเนินขั้นตอนตามกฎหมาย ซึ่งต้องยอมรับว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา หรือประชาชนโดยทั่วไป ย่อมมีสิทธิประกันตัว แต่ทั้งนี้ต้องอยู่กับข้อมูลและดุลพินิจของศาล หากมีข้อมูลว่าการประกันตัวแล้วผู้ต้องหาจะออกมาสร้างความวุ่นวาย ก็เป็นสิทธิของหน่วยงานที่จะคัดค้าน ดังนั้น หากดีเอสไอจะคัดค้าน ต้องขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มีอยู่

“ผมเข้าใจว่าขณะนี้ดีเอสไอจะคัดค้าน การประกันตัวผู้ต้องหาหลายคน เบื้องต้นทราบมาว่า จะคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาที่เคยขอยื่นขอประกันตัวไปก่อนหน้านี้ ดังนั้น ขอให้เข้าใจว่ารัฐบาลไปชี้ไม่ได้ว่าจะให้ประกันใคร หรือไม่ให้ประกันใคร อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่าการพบกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธาน นปช. เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจระหว่างกัน รัฐบาลต้องการเห็นความสงบและความปรองดอง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย บางคนก็เข้าใจผิดว่ารัฐบาลไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งมันไม่ใช่ ทุกอย่างเป็นเรื่องของกฎหมาย ยอมรับว่าคงมีเรื่องของการเจ็บตัวบ้าง ถ้าจะทำเรื่องความปรองดองทั้งหมด เจ็บตัวแน่ ถ้าไม่ต้องการเจ็บตัว ก็ไม่ทำอะไรเลยเสียดีกว่า อยู่เฉยๆ ผมเข้าใจว่าหลายคนมีทั้งพอใจ และไม่พอใจ ฝ่ายหนึ่งที่ขอให้ปล่อยตัว ก็พอใจ อีกฝ่ายไม่ต้องการให้ปล่อยตัว ก็ไม่พอใจ” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวทางของความปรองดองจะขึ้นอยู่กับการยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่หรือไม่ ต้องดูว่าขณะนี้สถานการณ์มีความสงบหรือไม่ ถ้ามีการเลือกตั้งแล้วไม่สงบ ก็คงไม่มีเรื่องความปรองดอง ตนเคยบอกเสมอว่าจะยุบสภาฯ เมื่อใด เป็นเรื่องของบ้านเมืองที่ต้องมีความสงบก่อน ถ้าต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ขอให้ช่วยกันทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบ และจะให้ตนประเมินว่า 2-3 เดือนข้างหน้าจะมีเหตุการณ์อ่อนไหวอะไรหรือไม่ คงตอบไม่ได้ ซึ่งการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้าชุมนุมอยู่ในกรอบ และปราศจากอาวุธ คงไม่มีปัญหา คงยอมรับได้

ที่มาข่าว:

นายกรัฐมนตรีชี้หากดีเอสไอค้านประกันตัวเสื้อแดง ต้องมีหลักฐานชัดเจน (สำนักข่าวไทย, 22-12-2553)
http://www.mcot.net/cfcustom/cache_page/146443.html

พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง (2): บทบาทที่น่าตั้งคำถามของศาสนจักร

ที่มา ประชาไท

จากการเสวนา "พุทธศาสนากับปัญหาสังคมและการเมือง" โดย ส.ศิวรักษ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ และวิจักขณ์ พานิช เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2553 ณ ป๋วยเสวนาคาร วัดปทุมคงคา กรุงเทพฯ

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: กลับ มาเรื่องของสังคมและการเมือง คือ ผมพยายามจะนึกว่า เวลามีความขัดแย้งทางสังคมหรือการเมือง อย่างกรณีของบ้านเราในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ศาสนามีบทบาทในการช่วย หรือในการยุติความขัดแย้งทางการเมืองแค่ไหน ถ้าพูด ตรงๆคือไม่มี ตัวศาสนจักรเนี่ยไม่มีบทบาท ทุกคนรู้อยู่แล้ว ศาสนจักรเป็นสิ่งที่หายไปทุกครั้งเวลามีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองใน บ้านเรา หรือในบางกรณี ตัวองค์กรทางศาสนจักรอาจมีบทบาท ซึ่งบทบาทนั้น บ่อยครั้งก็ไม่ค่อยดี อย่างเช่น ตอนเกิดกรณีหกตุลา จอมพลถนอมกลับมา แล้วก็บวชเป็นพระกลับมา แล้วการบวชเป็นพระกลับมาของจอมพลถนอมก็นำไปสู่การฆาตกรรมทางการเมืองในวัน ที่ ๖ ตุลา นำไปสู่การแตกแยกทางสังคมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นักศึกษาต้องเข้าป่าอะไรแบบนี้นะครับ พอลองนึกย้อนหลังกลับไป ผมรู้สึกว่า ในวันที่ ๖ ตุลา ถ้าศาสนจักรมีท่าทีบางอย่างต่อจอมพลถนอม ผมไม่รู้นะครับว่าในทางพระทำได้หรือเปล่า อย่างเช่น พระผู้ใหญ่อาจจะมาบอกว่า ท่านอย่าเพิ่งกลับเมืองไทยเลย ท่านอยู่เมืองนอกต่อดีกว่ามั้ย มันน่าจะดีกับทุกคน ความขัดแย้งจะปะทุอย่างเหตุการณ์ ๖ ตุลาที่เกิดขึ้นในวันนั้นหรือเปล่า หรือ ว่าอย่างเหตุการณ์พฤษภาคม ๒๕๓๕ เราก็ไม่พบว่ามีองค์กรทางศาสนจักรออกมาเตือนหรือให้สติกับสังคมหรือรัฐบาล ที่ในเวลานั้นใช้กำลังกับประชาชน ว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมันผิด ในตอนนั้นพลเอกสุจินดาพูดออกทีวีว่า ผู้ชุมนุมบนถนนราชดำเนินมีพวกลัทธิประหลาดคือพวกสันติอโศก เพราะฉะนั้นรัฐบาลมีเหตุผลในการใช้กำลังเพื่อสลายลัทธิประหลาดอันนี้ได้
ซึ่ง แปลกว่าในวันนั้นไม่มีคนของศาสนจักรมาบอกเลยว่า รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ใช้กำลังสลายเค้านะ ต่อให้เป็นพวกสันติอโศกก็ตาม ซึ่งในแง่นึงก็อาจจะโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองในศาสนจักรเองด้วยว่า มองสันติอโศกเป็นศัตรูก็เป็นได้ แต่ว่าโดยปรัชญาพื้นฐานของเรื่องการเมือง หรือว่าในแง่ปรัชญาพื้นฐานของพุทธศาสนาเองก็ดี พุทธศาสนาเกิดมาเพื่อไม่ให้คนฆ่ากัน เพราะฉะนั้นถ้ามันมีอะไรที่จะช่วยไม่ให้คนฆ่ากันได้ ผมคิดว่านั่นแหละคือปรัชญาพื้นฐานของศาสนาพุทธ แต่ที่เห็นในบ้านเรา บทบาทของศาสนจักรมันหายไปเลยเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ หรือในช่วงเมษา-พฤษ ภาที่ผ่านมา บทบาทของศาสนจักรก็หายไปอย่างสิ้นเชิง ที่ประหลาดมากกว่านั้นคือ เราก็รู้ว่า ในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา มีพระจำนวนหนึ่งเป็นฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งออกมาร่วมประท้วงเป็นจำนวนมาก เป็นพระอีสาน พระที่อุบลฯ อุดรฯ อะไรก็ตามแต่ ในวันที่มีเหตุการณ์ชุมนุม ท่านเหล่านี้ถูกจับ และถูกจับศึกด้วย เรื่องเหล่านี้ผมประหลาดใจว่าทำไมศาสนจักรไม่ออกมาปกป้องคนของตัวเอง ไม่ว่าท่านเหล่านั้นจะเป็นพระเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง ยังไงก็ตามแต่ ถ้าผมเป็นคนในองค์กรศาสนจักร คนในองค์กรศาสนจักรถูกอำนาจทางโลกจับ ผมปกป้องเค้าก่อน เพราะว่าอำนาจรัฐมาจับคนสึกแบบนี้ไม่ได้ แต่ศาสนจักรไม่กล้าแม้จะทัดทานเรื่องพวกนี้ กลับทำตัวเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ใน แง่ของคำสอน มันก็อาจจะโยงกับเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ เป็นไปได้มั้ยว่า ความเข้าใจพุทธศาสนาที่มันไหลวนอยู่ในสังคมไทยในตอนนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องพุทธปรัชญาหรือพุทธธรรมที่มันลึกซึ้งนะครับ แต่เป็นเรื่องที่คนในสังคมเข้าใจ คำสอนทางศาสนาของบ้านเรามันกลายเป็นสิ่งที่อยู่ใต้อำนาจรัฐหรืออำนาจทางโลกไปจนมันแยกตัวเองไม่ได้แล้ว อย่างเวลาเราไปวัดใหญ่ๆ อย่างวัดหลวงบางที่ ก็จะมีป้ายติดไว้ว่า สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้จากวัดเรา เป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอในรัชกาลนั้นรัชกาลนี้มาก่อน ซึ่งแน่นอนว่าท่านที่อยู่ในวัดนั้นคงภูมิใจนะครับที่มีเจ้ามาอยู่ในวัด และได้เป็นพระสังฆราช แต่ผมคิดว่า มันน่าจะภูมิใจกว่าหรือเปล่า หรือมันมีความจำเป็นอะไรหรือที่ต้องไปไฮไลต์ความเป็นเจ้า ทำไมไม่ไปภูมิใจเรื่องที่ว่า วัดเราเนี่ยมีฆราวาส หรือคนธรรมดาที่มาบวช และเป็นพระที่ดีจำนวนมากออกไป ผมก็ไม่รู้ว่านี่เป็นสิ่งที่ศาสนาสอน หรือเป็นสิ่งที่ในที่สุดแล้วอำนาจรัฐมันได้ครอบงำศาสนาจนศาสนาแยกจากอำนาจ รัฐไม่ออกแล้ว
เพราะ ฉะนั้นคำสอนทางศาสนาจำนวนมากกลายเป็นฐานของอำนาจทางโลกมาตลอด แม้กระทั่งความเชื่อเรื่องบุญบาปก็เป็นฐานของอำนาจทางโลก เช่น ความเชื่อที่ว่าในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษ แล้วก็ในโลกนี้มีคนบางกลุ่มที่ชั่วเป็นพิเศษ แล้วมันถูกตลอดเวลาที่คนกลุ่มที่ดีเป็นพิเศษเนี่ยจะฆ่าคนกลุ่มที่ชั่วเป็น พิเศษได้ แล้วในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา คำอธิบายนี้มันถูกนำมาใช้ตลอดเวลา คือ มีกลุ่มที่ดีมากๆ ซึ่งมีความชอบธรรมมากๆที่จะฆ่ากลุ่มที่ชั่วยังไงก็ได้ แล้วเวลาเราดูงานศิลปะร่วมสมัย หรือสิ่งที่คนจำนวนมากพูดในช่วงความขัดแย้ง จะเป็นการผลิตซ้ำความเชื่อทางศาสนาในแบบนี้โดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องเทพกับมาร อำนาจฝ่ายดีต้องกำราบอำนาจฝ่ายชั่วให้ได้ อันนี้ก็คือเรื่องที่น่าสนใจว่า ตัว คำสอนเองมันอาจจะมีอะไรบางอย่างหรือไม่ ที่ในที่สุดแล้วอาจจะไม่เกื้อกูลต่อการสร้างประชาธิปไตย หรือการมองเห็นความแตกต่างความหลากหลายของคนในสังคม ผมว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญ คือ เราอาจจะต้องมาตั้งคำถามต่อตัวคำสอนในสองสามเรื่อง เช่น เป็น ไปได้หรือเปล่าที่คำสอนทางศาสนามันมีลักษณะที่มันผูกขาดและแข็งทื่อมาก มันทำให้ความสัมพันธ์ของคนกับศาสนาเป็นไปในลักษณะที่ไม่เท่ากัน
ผม คิดว่าตัวศาสนาไม่สามารถสัมพันธ์กับคนในแบบที่เท่ากับศาสนาได้ ง่ายๆ เวลาเราคุยกับพระ เราจะต้องรู้สึกต่ำกว่าหรือด้อยกว่าพระ พระไม่สามารถคุยกับเราแบบเท่ากันได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องที่พระไทยทำไม่ได้ คือ คุยแลกเปลี่ยนกับฆราวาสแบบเท่ากัน นอกจากนั้นผมยังคิดว่า ตัวคำสอนทางศาสนาเอง เวลาสัมพันธ์กับคน มีลักษณะบางอย่างซึ่งจะใช้วิธีดึงคนเข้ามาหาศาสนา ด้วยการบอกอยู่ลึกๆว่า ยังไงคนก็ด้อยกว่า และคนเป็นสิ่งที่ไม่ดี เวลาศาสนามองคนเนี่ย คนคือสิ่งที่ไม่ดี คนคือสิ่งที่ผิด และควรได้รับการแก้ไข คนคืออะไรบางอย่างที่มีความชั่วร้าย มีกิเลส มีบาปอยู่ในตัว ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้มันจะเป็นปัญหา คือในที่สุดแล้ว ตัวคำสอนมันวางอยู่บนการกดมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เข้ามาอยู่กับศาสนา ซึ่งผมมองว่าตัวคำสอนมันน่าจะมีอะไรที่ผิดที่ไม่สามารถมองมนุษย์เท่ากับ ศาสนาได้ ศาสนาทำให้มนุษย์ด้อยกว่าศาสนา แล้วทำให้มนุษย์รู้สึกมีปมอะไรบางอย่างที่ผิด ที่ต่ำกว่า เพราะฉะนั้นเข้ามาอยู่กับศาสนาสิ แล้วศาสนาจะให้ทางออกกับคุณ ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นปัญหานึง ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถอยู่ในโลกที่บอกว่า คนด้อยกว่า คนผิด อยู่ตลอดเวลาได้ เพราะการบอกคนว่าเค้าด้อยกว่า เค้าผิดอยู่ตลอดเวลาเนี่ย ในแง่นึงมันเป็นปัญหาทางการเมืองแล้ว เพราะ พอพูดถึงการเมือง พูดถึงประชาธิปไตย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีเหตุผล คนทุกคนมีเสรีภาพ รู้ว่าอะไรดีสำหรับตัวเขา แต่พอมาในมุมศาสนา ศาสนาไม่ได้บอกคนแบบนี้ ศาสนาไม่ได้บอกว่าคนทุกคนมีเหตุผล ศาสนาไม่ได้บอกว่าทุกคนมีศักยภาพที่จะทำอะไรเพื่อตัวเขาเองได้ แต่บอกให้มาอยู่กับศาสนาก่อน ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นปัญหานึง ก็คือ สำหรับเรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมือง เรื่องสิทธิเสรีภาพแล้วเนี่ย เราเชื่อว่าคนทุกคนมีความสมบูรณ์ในตัวเอง มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง และต่อสังคมรอบข้างได้ โดยที่ตัวศาสนาอาจไม่คิดเรื่องพวกนี้ หรือมาจากฐานคิดที่ต่างกัน ศาสนาไม่ได้เชื่อว่าคนรู้ว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับเขา และไม่เชื่อด้วยซ้ำว่า ลำพังตัวมนุษย์แต่ละคนสามารถสิ่งที่ดีต่อสังคมได้ มนุษย์ต้องมีศาสนา เพราะไม่เช่นนั้นมนุษย์จะไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว
เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่มันจะต่างกันมากๆ คือ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการเมืองเนี่ย เราเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมีธรรมชาติที่ดี และในสังคมที่มาจากมนุษย์แต่ละคนที่มีธรรมชาติที่ดี การฟังเสียงทุกคนมันจึงสำคัญ ทุกคนมีเหตุผล ทุกคนมีธรรมชาติที่ดี เพราะฉะนั้นเอาเสียงทุกคนมารวมกัน เราจะได้สิ่งที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยหรือการเมือง มันเชื่อว่าสังคมมันอยู่ด้วยเหตุด้วยผลได้ มนุษย์มีเหตุมีผล มนุษย์เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ตรงนี้เราอาจจะต้องกลับมามองว่าตัวศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน
เวลา ศาสนาสัมพันธ์กับคน ศาสนามีแนวโน้มมากที่จะทำให้คนทั้งหมดเป็นแบบเดียวกัน อันนี้เป็นประเด็นนึงที่ผมคิดว่า สำคัญในแง่ปรัชญาวิธีคิด คือ ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีคุณค่าของเขา เราอยู่ในโลกที่คนแต่ละคนมีความคิดความอ่านเป็นของเขาเอง คนแต่ละคนมีอัตลักษณ์ของเขา มีวิถีชีวิตของเขา แต่คำสอนทางศาสนาเข้าใจเรื่องแบบนี้แค่ไหน อย่างเช่น เรื่องพระเกย์พระตุ๊ด เวลาศาสนจักรสัมพันธ์กับเรื่องพวกนี้ วิธีที่พูด มันจะเต็มไปด้วยทัศนะของการเหยียดคนที่ผิดเพศ แล้วก็จะบอกว่าคนแบบนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งผมคิดว่าคำถามที่น่าสนใจ คือ ทำไมศาสนาถึงสนใจมากกับการทำให้คนทั้งโลกเป็นแบบเดียวกัน เป็นแบบเดียวกันทางตรรกะ เป็นแบบเดียวกันทางวิธีคิด ศาสนาสามารถจะเป็นฐานทางปัญญาที่ทำให้เห็นว่าคนเรามีความหลากหลาย คนเรามีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน มีความเชื่อที่แตกต่างกัน มีวิถีชีวิตที่แตกต่างกันได้หรือไม่ ผมคิดว่าอันนี้เป็นคำถามที่มันท้าทาย และจำเป็นที่จะต้องตอบให้มากขึ้นในปัจจุบัน

เหยื่อไล่ล่าศพที่5แดง คชสาร ปูดเป้าสังหารอีก5

ที่มา Thai E-News


ศพที่5หลังสลายม็อบ91ศพ-แดง คชสาร หรือนายน้อย บรรจง (กลางภาพ) ดีเจวิทยุชุมชนคลื่นรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งผู้ร่วมงานบอกว่าเขาเป็นคนสุภาพ ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องยาเสพ อาชีพหลักขับตุ๊กตุ๊กรับจ้าง มีเมียรับจ้างซักผ้า เป็นพ่อของลูกอายุ 9 ขวบ ถูกสังหารโหดยิง 18 รูยัดยาบ้าใส่มือ เขาเป็นเหยื่อสังหารโหดรายที่ 5 หลังเสื้อแดงยุติการชุมนุม 19 พ.ค. โดยมีข่าวว่าเหลือเป้าหมายสังหารอีก 5 ราย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ธันวาคม 2553

เทือก-มาร์คปฏิเสธรัฐบาลไม่มีส่วนรับผิดชอบสั่งสังหารแดงคชสาร

นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวปฏิเสธรับผิดชอบการสังหารโหด"แดง คชสาร"หรือนายน้อย บรรจง ดีเจคลื่นวิทยุรักเชียงใหม่ 92.5 MHz และแกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่ที่สืบต่อช่วงภารกิจจากแกนนำแดงเชียงใหม่ที่อยู่ ระหว่างหลบภัยมืด

นายสุเทพปฏิเสธว่า รัฐบาลไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารแดง คชสารตามที่ถูกคนเสื้อแดงตั้งข้อสงสัยแต่อย่างใด และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีนี้ พร้อมทั้งขอให้ประชาชนให้เบาะแสคดีสังหารนี้ด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดไล่ล่าคนเสื้อแดง และเร่งสอบสวนกรณียิงคนเสื้อแดงที่จ.เชียงใหม่ ตายว่า ก็หวังว่าเจ้าหน้าที่จะคลี่คลายคดีโดยเร็ว เพื่อให้ความจริงปรากฏออกมา จะได้ไม่เป็นปัญหาของการปลุกระดม และต้องทำตรงไปตรงมา เพราะรัฐบาลไม่มีนโยบายการใช้ความรุนแรงกับคนกลุ่มใดทั้งนั้น และหวังว่าหลังการประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตำรวจจะดูแลบ้านเมือง รักษาความสงบเรียบร้อยได้

แดงเชียงใหม่เผย3เดือนสังหารน้องเจมส์ไม่คืบ ตามซ้ำฆ่าโหดแดง คชสาร

นา ยกฤษณะ พรมบึงรำ หรือดีเจ กฤษณะ 51 พร้อมทั้งนายแดง สองแคว ได้ร่วมกันออกมาแถลงข่าวและแจกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน กรณีที่มีขบวนการไล่ล่าสังหารกลุ่มคนเสื้อแดงในหลายๆจังหวัด โดยเฉพาะที่เชียงใหม่ มีการสังหารโหดนายกฤษดา ด้วยอาวุธสงคราม เมื่อ 3 เดือนผ่านมา ซึ่งตำรวจยังไม่สามารถคลี่คลายคดีลงได้ และหลังจากมีการเปิดตัวแกนนำรุ่นที่ 2 ของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ปรากฏว่าแกนนำที่ถูกเปิดตัวออกมาถูกกลุ่มคนใส่ชุดดำแอบสะกดรอยตามดูความ เคลื่อนไหว โดยเฉพาะตัวนายน้อยที่ถูกสังหารล่าสุด รู้ตัวว่าถูกตามตัวจนต้องเปลี่ยนที่พักอาศัยตลอด เพื่อหนีการไล่ล่า แต่ก็ไม่สามารถหนีพ้นไปได้

นายกฤษณะ เปิดเผยว่า ตนเชื่อว่ามีขบวนการไล่ล่าแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 อย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการสังหารโหดพี่น้องคนเสื้อแดงอย่างโหดเหี้ยม ถือว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู แต่ก็ขอบอกว่าแม้จะตายอีกกี่ศพ จะจบอีกกี่ชีวิต แต่ปณิธานของกลุ่มรักเชียงใหม่ ยังคงแน่วแน่ในภารกิจคือ เรียกร้องประชาธิปไตย ส่งเสริมขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมล้านนา ช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย บริการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ ข่าวสาร ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน

หลังสลายม็อบโหด91ศพตามล่าเสื้อแดงเพิ่มอีก5ศพ

จะมีพิธีศพแดง คชสาร โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่ วันศรีบุญเรือง และฌาปนกิจ ในวันที่ 26 ธันวาคมนี้

นอก จากผู้เสียชีวิตในช่วงการชุมนุม 91 ศพแล้ว หลังยุติการชุมนุม คนเสื้อแดงถูกสังหารเพิ่มอีก 5 ราย คือ อ้วน บัวใหญ่ เสื้อแดงโคราชที่เคยมีบทบาทไปยกป้ายประท้วงพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และเป็นคนใกล้ชิดของนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน,การ์ดเสื้อแดงระยองอีกรายหนึ่งที่ถูกยิงเสียชีวิต,การ์ดของนาย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ถูกรถกระบะพุ่งชนเสียชีวิต ,"น้องเจมส์"กฤษดา กล้าหาญ การ์ดดีเจอ้อม เชียงใหม่ที่ถูกชายแต่งชุดคล้ายทหารขึ้นรถกระบะวีโก้สีดำขับรถไล่สังหารขณะ ขับรถเมื่อ 3 เดือนก่อน

ส่วนแดง คชสาร ตกเป็นเหยื่อสังหารรายที่ 5

ไทยฟรีนิวส์เผยปูด แดง คชสาร เป็น 1 ใน 6 รายชื่อเป้าสังหาร

กระดานสนทนาเวบไซต์ไทยฟรีนิวส์ อ้างว่า แหล่งข่าวแจ้งให้ทราบ มีข่าวที่กรองว่า มีการส่งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมาล่าสังหารพวกทางเหนือ 15 นาย โดยมีเป้าล่า 6 ราย โดยสำเร็จไปแล้ว 1 ราย

รายชื่อเป้าสังหาร มีดังนี้

1.ดีเจอ้อ
2.ดีเจแดงสองแคว
3.ดีเจหนึ่ง
4.ดีเจแดง คชสาร (โดนยิงตายแล้ว)
5.แกนนำผู้หญิง ทางสันป่าตอง ชื่อโอ๋
6.แกนนำผู้ชายหรือดีเจทาง สันป่าตอง -ลำพูน อีกราย (ยังไม่แน่ใจ)

โดย เป้าสังหารทั้ง 6 คน (เหลือ 5 คนแล้วขณะนี้) ทราบแล้วว่าพวกตนตกเป็นเป้าสังหาร และขอแจ้งกับ พี่น้องและสังคมว่า หากพวกตนเกิดเหตุตายกระทันหัน ก็เพราะการกระทำของรัฐ

เผยก่อนตายแดง คชสารรู้ชะตาถูกไล่ล่า หนีสุดชีวิตนอนปั๊มยังไม่รอด

กลุ่ม เสื้อแดงเชียงใหม่ เปิดเผยเบื้องหลังการสังหาร"แดง คชสาร"ด้วยการยิงพรุนทั้งร่าง 18 รู และยัดยาบ้าใส่มือว่า ก่อนการเสียชีวิต ได้มีชายฉกรรณจ์จำนวน 5 คนใช้รถกระบวีโก้สีดำเป็นยานพาหนะ(สีดำเหมือนกับกลุ่มฆาตกรฆ่าสังหารน้อง เจมส์-นายกฤษณะ กล้าหาญ ก้อนหน้านี้)

แก๊งฆาตกรได้ติดตามสะกดรอยตาม แดง คชสาร ตลอดเวลา เป็นอาทิตย์ การสะกดรอยตามครั้งนี้ แดง คชสาร รู้ตัวว่า ถูกตาม ได้พูดให้เพื่อน และดีเจในคลื่น92.5 เชียงใหม่รับฟังว่า เขาถูกสะกดรอยตาม และถูกคุกคามอย่างหนัก จนไม่อาจพักหลับนอนที่หอพักได้ ถึงขนาดต้องไปขอนอนตามปั้มน้ำมันที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เผื่อว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา จะได้มีคนเห็น แต่ก็ไม่รอดการติดตามของฆาตกร 5คนนี้้ได้

"ในเวลาต่อมา มีคนพบศพ พี่แดงคชสาร.....สภาพศพถูกยิงที่หน้าอก ในตัวไม่พบเอกสารใดๆ ดูจากสภาพศพ ผู้้เห็นเหตุการณ์ระบุได้ว่า ฆ่าจากที่อื่นมา ได้นำศพมาทิ้งที่ไว้บนดอย ห่างจากกิ่ง อ.แม่ออน ประมาณ 2 ก.ม. ชาวบ้านได้แจ้งเจ้าหน้าที่และนำศพไปส่ง ร.พ. กิ่ง อ.แม่ออน หลังจากนั้นทาง ร.พ. กิ่ง อ.แม่ออนส่งศพต่อไปยัง ร.พ. มหาราชเชียงใหม่(สวนดอก)เพื่อชันสูตรและปิดสำนวนคดี เพราะไม่มีหลักฐานว่าเป็นใคร เดชะบุญ มีนักข่าวได้ถ่ายรูปลงในหนังสือพิมพ์ จึงได้มีคนรู้จัก เรื่องก็เลยแดงขึ้นมา นี่คือปฎิบัตการโหดที่ทำกับเสื้อแดงรักเชียงใหม51อีกรอบหนึ่ง แต่ขอบอกว่า พวกกูไม่กลัวมึง เพียงรอเวลาเท่านั้น พวกมึง..ยกเลิก พ.ร.ก. แต่พวกมึงไม่ยกเลิกที่จะไล่ฆ่าพวกกู"

คน เสื้อแดงเชียงใหม่ให้ข้อมูลว่าแดง คชสารเป็นคนสุภาพ นิยมสันติวิธี อาชีพขับตุ๊กๆ เป็นดีเจคลื่น 92.5 ของเชียงใหม่ 51 มีลูกอายุ 9 ขวบ ภรรยารับจ้างซักผ้า ก่อนตายยังใส่เสื้อสีแดง เขาเป็นคนใจดีทำงานร่วมกับคนเสื้อแดงมาตลอด เขารู้ตัวว่าถูกตามมาตลอด จึงไม่ค่อยจะนอนที่บ้าน

'ตูนGag Lasvegas:Boycottมาม่า สินค้านี้เกื้อหนุนเผด็จการ

ที่มา Thai E-News



Wednesday, December 22, 2010

ผมขอร้อง ถ้าคุณเป็นเพื่อนของผม "รุ่งศิลา" ได้โปรดอย่าแสดงอารมณ์ และนอกเรื่อง

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira


คุณเอารูปของเด็กๆที่เขามาฝึกศีลปฏิบัติธรรมมานำเสนอด้านเดียว

ที่บอกว่า เขียนแต่ความจริงทุกประการ ขอท้ามาพิสูจน์แสดงตัวยัง สันติอโศก เพราะ
"ที่คุณเขียนมันต่างจากความจริง" เราทุกคนยินดีพาคุณเดินพิสูจน์ กี่วันเราก็จะอยู่ เพราะ
"คุณเอารูปของเด็กๆที่เขามาฝึกศีลปฏิบัติธรรมมานำเสนอด้านเดียว" แถม
"จงใจนำเสนอในมุมของกองกำลังทหาร" มันต่างจากความจริงโดยสิ้นเชิง

ถ้า คุณเป็นคนจริงแน่จริง ก็เชิญมาพิสูจน์
เราขอรับรองว่าคุณจะได้รับความสะดวกได้รับความปลอดภัย ไม่มีใครทำอะไรคุณแน่นอน จะเอา
สื่อมากี่สำนักก็ได้ เราท้าเชิญคุณมาพิสูจน์หากกลัวเราเตี๊ยมกันคุณมากันแบบปัจจุบันทันด่วนก็ได้
เราจะได้ไม่มีเวลาเตรียมตัว สรุปว่าถ้าคุณกล้ามาจะมาแบบไหนมาได้เลย ไม่ต้องแอบ เรารับรอง

คุณขนาดนี้ ท้าคุณขนาดนี้ ถ้าคุณของจริง คนจริงต้องมา นอกเสียจากว่าไม่ใช่

ติดต่อทางเราได้ทุกวัน เวลา 8.00-17.00 น. เบอร์โทรผมว่าคุณคงหาไม่ยาก ที่ผมไม่ขึ้นให้ เพราะ
ผมเกรงเพื่อนๆคุณบางคนที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ จะโทรมานอกเรื่อง

คลิ๊ก ที่นี่ และ ที่นั่น ที่มาของเหตุ

xxx12 ได้โปรดถ้าคุณเป็นเพื่อนๆของผม ผมขอร้องเถิด

"คุณจงใจนำเสนอในมุมของกองกำลังทหาร มันต่างจากความจริงโดยสิ้นเชิง"

คลิ๊ก ที่นี่ และ ที่นั่น ที่มาของเหตุ

โดย ลูกชาวนาไทย

สันติ อโศก เมื่อเป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ใช่เคลื่อนไหวทางศาสนาอย่างเดียว ก็ถือว่าเป็น "องค์กรทางการเมือง" และเมื่อเป็นองค์กรทางการเมือง ก็ต้องมีคนที่คิดเห็นตรงกันข้าม ซึ่งเป็นธรรมชาติของการเมือง

การเคลื่อนไหวของสันติิอโศกในช่วงที่ผ่านมาเป็น "อีกฝากหนึ่งของความขัดแย้งอย่างเต็มที่"

และ ผมไม่คิดว่าสันติอโศกเป็นองค์กรทางศาสนาที่มุ่ง "สันติภาพ" แต่เป็นองค์กรที่ "้ใช้ศาสนาเพื่อให้ได้อำนาจทางการเมือง" ถือว่า "ชั่วร้ายพอสมควรทีเดียว" ไม่ได้ต่างจากองค์กรอัลกออิดะห์ ของมุสลิม Fีีundamentalist เท่าใดนัก มีความสุดกู่ทางการเมือง และใช้ศาสนาเพื่อ "ระดมพล" เข้ามาสนับสนุน

ตอนนี้แตกต่างจากอันกออิดะห์ แค่ยังไม่ได้วางระเบิดเท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าหากมีการเีรียกร้องจากแกนนำ หรือสถานการณ์ความขัดแย้งนำไปสู่จุดนั้น สันติอโศก ก็กลายเป็น "องค์กรอาสาสมัครติดอาวุธ" ได้ไม่ยากนัก และคงพร้อมที่จะพลีชีพเืพื่อศาสดาของตน

สมมุตินะครับว่าความขัดแย้ง ไปถึงจุดๆ หนึ่งและมีการใช้อาวุธกันด้วยสาเหตุสาเหตุหนึ่งจากสถานการณ์ที่พาไป และเกิดทำให้ผู้นำระดับสูงถึงสูงสุดของสันติอโศกเสียชีวิต หรือสูญเสีย สาวกสันติอโศกจะสามารถมีขันติธรรมไม่บ้าคลั่งและคิดตอบโต้อย่างรุนแรงได้ หรือไม่

ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่พร้อมที่จะตอบโต้ด้วยชีวิต ซึ่งนั้นหมายถึง กลายเป็นองค์กรทางทหารติดอาวุธแบบกองทัพเรียบร้อย

ผม ยืนยันว่าสันติอโศกเป็นองค์กรทางการเมือง และมุ่งหมายอำนาจทางการเมือง และหากได้อำนาจทางการเมืองจะนำมาสู่ "หายนะต่อมนุษยชาติ" ในประเทศไทยอย่างรุนแรงแบบที่ นาซีเยอรมันได้กระทำ

สันติอโศกเชื่อว่า "ตัวเองเป็นคนดี และมี Elegance ต่อสิ่งที่ตัวเองทำและคิดว่าดี"

ส่วน คนที่ไม่ได้มีวัตรปฎิบัติแบบสันติอโศกจะเป็นคนไม่ดี และหากมีอำนาจ สันติิอโศกจะกลายเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบที่บังคับให้คนอื่นต้องทำตามสิ่งที่ ตัวเองเชื่อว่าดี

สุดท้ายหากคนขัดขืน ก็นำไปสู่การทำลายล้าง ฆ่ากันอย่างแน่นอน

นี่หรือปกป้องสถาบัน 7 วันแล้วรัฐบาลไทยยังเมินเฉย ทั้งที่เข้าข่ายหมิ่น ถ้าไม่ดำเนินการถือว่าละเว้น

ที่มา Thai E-News





เย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทย- "คุณปลื้ม"ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ผู้ดำเนินรายการDAILY DOSE ทางVOICE TV เย้ยหยันเสรีภาพสื่อไทยกลางรายการทีวี กรณีปิดปากงดออกข่าววิกิลีกส์แฉชนชั้นนำไทย ด้วยการนำพลาสเตอร์มาปิดปากเมื่อเล่าข่าวการแฉบุคคลระดับสูงแทรกแซงการเมือง แต่สื่อไทยพากันเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยการงดนำเสนอข่าว


ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom

ตาม ที่ Wikileaks ได้เสนอข้อความการสนทนาระหว่างบุคคลระดับสูงของไทยกับฑูตสหรัฐอเมริกาแพร่ หลายไปทั่วโลก อันที่มีเนื้อหาก้าวร้าวจาบจ้วงนำความเสื่อมเสียมาสู่สถาบันอันเป็นที่เคารพ ของปวงชน​

ชาวไทยนั้นขอให้ทางการไทยพิจารณาสอบสวนว่า ถ้อยคำดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ หากไม่เป็นความจริงก็ควรจะประณามหรือฟ้องร้องต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องและนำมา เผยแพร่

แต่หากว่าเป็นความจริงผู้ที่กระทำการก็ควรจะต้องถูกนำมาลง โทษตามกฏหมายเพราะเป็นการกระทำที่ไม่บังควร และยังทำให้เกิดความหวาดระแวงว่า จะเป็นเหตุของการเกิดภัยร้ายแรงขึ้นกับประเทศไทย หากบุคคลดังกล่าวยังคงปฎิบัติงานในหน้าที่สำคัญอยู่ต่อไป

สถาบัน ทหารที่มักกล่าวว่ามีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง แต่ยามนี้กลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ไม่รับรู้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่บุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ก็อยู​่ในประเทศไทย และเขาเหล่านั้นยังมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกองทัพเป็นอย่างมาก

ผลที่จะเกิดขึ้นจากเนื้อหาของการสนทนาครั้งนี้ร้ายแรงมากหากว่าเป็นเรื่องจริงแต่พวก​ท่านกลับยังนิ่งเฉย

ผิด กับที่ได้เคยออกมาย้ำเตือนเสมอต่อประชาชนผู้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยทุก ครั้งว่า หากมีการกระทบถึงสถาบันเมื่อใดก็จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดทันที

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-ข่าวคึกโครมระดับโลกที่เงียบเชียบในสื่อไทย วิกิลีกส์ตีแผ่อีกเปรม-อานันท์ปูดข้อมูลลับระดับสูงสู่ทูตสหรัฐ

-วิกิลีกส์: รายงานลับของสถานทูต เปิดโปงบทบาทของสหรัฐฯในการรัฐประหาร 2549

บทวิเคราะห์ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๕/๒๕๕๓ กรณียกคำร้องขอให้ยุบพรรคปชป.โดย คณะนิติราษฎร์

ที่มา มติชน



ตาม ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยที่ ๑๕/๒๕๕๓ เรื่องนายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และต่อมาได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางและความเห็นส่วนตนของตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญที่เป็นองค์คณะเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร (
www.enlightened-jurists.com) ได้ศึกษาคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการและประโยชน์สำหรับการตรวจสอบกระบวนการทำ งานตลอดจนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สมควรจะได้แสดงทัศนะทางกฎหมายในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

๑. คดีนี้นายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ถูกร้อง เนื่องจากปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มูลของคดีสืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับแจ้งจากกรมสอบสวนคดี พิเศษว่าได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษซึ่งเมื่อได้พิจารณาคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ประกอบกับพยานหลักฐานที่ปรากฏแล้วพบว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้อง ๒ ข้อกล่าวหา คือ กรณีพรรคประชาธิปัตย์ได้รับบริจาคเงินและทรัพย์สินจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด โดยทำสัญญาว่าจ้างทำสื่อประชาสัมพันธ์ตามโครงการต่างๆ เป็นนิติกรรมอำพราง เพื่อหลีกเลี่ยงการรายงานการรับบริจาคเงินตามที่กฎหมายกำหนด กรณีหนึ่ง และกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงต่อความ เป็นจริงยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง อีกกรณีหนึ่ง นอกจากนี้ยังปรากฏว่านายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบและดำเนินการกับพรรคประชาธิปัตย์ในข้อกล่าวหา ทั้งสองข้อกล่าวหาทำนองเดียวกัน

๒. วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนเรื่องดัง กล่าว ต่อจากนั้น เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและมีมติ ด้วยคะแนนเสียงข้างมากส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามพระ ราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๕ ทั้งสองข้อกล่าวหา หลังจากนั้นในวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ นายทะเบียนพรรคการเมืองได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อให้ดำเนินการตรวจ สอบสำนวนการสอบสวน คณะกรรมการชุดดังกล่าวได้ตรวจสอบและเสนอความเห็นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) มีความเห็นเสนอต่อประธานกรรมการการเลือกตั้ง (ซึ่งก็คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ คนเดียวกัน) เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ว่าอาจมีการกระทำตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เห็นควรนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยด่วน คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณาแล้ว เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำผิดทั้งสองข้อกล่าวหา

โดยข้อกล่าวหา ที่สองซึ่งเป็นมูลในคดีนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะ กรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายและจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับ สนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองฯ (มาตรา ๖๒ และมาตรา ๖๕ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ หรือ มาตรา ๘๒ และมาตรา ๙๓ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐) จึงให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบพรรคประชา ธิปัตย์ต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๔ (๓) (๔) และมาตรา ๙๕

๓. ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐ ธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประ ชาธิปัตย์ สั่งห้ามมิให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ขอจัดตั้งพรรค การเมืองขึ้นใหม่หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือมีส่วนร่วมในการขอ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ภายในห้าปีนับแต่วันที่พรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ และขอให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์มี กำหนดห้าปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา และพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำชี้แจงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งในแง่ของบทกฎหมายที่ ศาลจะนำใช้ปรับแก่คดีว่าต้องใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่เกิดข้อเท็จจริงระหว่าง พ.ศ.๒๕๔๗ - ๒๕๔๘ และทั้งในแง่ข้อเท็จจริงที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กระทำการดังที่นาย ทะเบียนพรรคการเมืองกล่าวอ้าง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้อง

๔. ก่อนการไต่สวนข้อเท็จจริง พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นใน ข้อกฎหมายว่าผู้ที่มีอำนาจวินิจฉัยว่ามีเหตุสมควรยุบพรรคการเมืองหรือไม่ คือ นายทะเบียนพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจทำความเห็นในเรื่องดังกล่าว มีแต่หน้าที่ให้ความเห็นชอบแก่นายทะเบียนพรรคการเมืองให้ยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการดำเนินการข้ามขั้นตอน ไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ ย่อมส่งผลให้การทำความเห็นและการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งขัดต่อพระ ราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีคำสั่งยุบ พรรคประชาธิปัตย์ได้ นอกจากนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจสืบสวนสอบสวนและไม่มีอำนาจยื่นคำ ร้อง เพราะไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณาสอบสวนภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันตาม หลักการร้องคัดค้านเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๐

๕. นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้อง ต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อมีการแจ้งเหตุต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นว่าเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา ที่รอบคอบและเป็นธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จ จริง ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณารายงานสืบสวนสอบสวนแล้วเห็นว่านายประพันธ์ นัยโกวิท (กรรมการการเลือกตั้ง) ผู้สั่งให้นำความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวเข้าพิจารณาในคณะกรรมการการเลือก ตั้งมิใช่นายทะเบียนพรรคการเมือง ประกอบกับนายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ยังมิได้ให้ความเห็น จึงมีมติให้ส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาก่อน หลังจากนั้นนายทะเบียนพรรคการเมืองจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ เมื่อได้ความเห็นดังกล่าวแล้ว จึงนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งเสียงข้างมากมีมติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้ง ต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ

แต่คณะกรรมการเสียงข้างน้อย ๒ เสียง ซึ่งหนึ่งในสองเสียงดังกล่าว คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ (ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และนายทะเบียนพรรคการเมือง) เห็นว่าต้องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือก ตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคสอง

เมื่อความ ปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่านายทะเบียนพรรคการเมือง เห็นว่ากรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ใช้จ่ายเงินสนับสนุน จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองไม่ถูกต้องตรงต่อความ เป็นจริงต้องด้วยมาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ จึงได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ (ประธานกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมือง) เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นการให้ความเห็นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา ๙๓ วรรคสอง แล้ว เพื่อให้การดำเนินการครบถ้วนตามมูลกรณีและตามกฎหมาย จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีจึงถือว่านายทะเบียนพรรคการเมืองได้กระทำการครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมาย บัญญัติแล้ว

สำหรับประเด็นที่ว่าไม่ได้มีการยกเรื่องดังกล่าวขึ้น สอบสวนภายในหนึ่ง ร้อยแปดสิบวันนั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองคัดค้านว่ากรณีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีคัดค้านค่าใช้จ่ายใน การเลือกตั้ง แต่เป็นกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไม่ถูกต้องและการ จัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงินกองทุนดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงอัน เป็นเหตุยุบพรรคการเมือง ซึ่งไม่มีอายุความ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพบเหตุ ก็สามารถหยิบยกขึ้นพิจารณาได้

๖. ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยเป็น ๕ ประเด็น คือ ๑. กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ๒. การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ตกอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๔๑ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ ๓. พรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนา พรรคการเมือง (พ.ศ.๒๕๔๘) ตามที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ ๔. พรรคประชาธิปัตย์จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง (พ.ศ.๒๕๔๘) ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ และ ๕. หากเป็นกรณีมีเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารจะต้องถูกตัดสิทธิ หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร

๗. ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในประเด็นที่สองเป็นลำดับแรก และเห็นว่าการกระทำตามมูลกล่าวหาแห่งคดีนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๗-๒๕๔๘ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่ขณะยื่นคำร้องได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ แทนแล้ว ในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติ (คือบทบัญญัติที่กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดหรือกำหนดข้อห้ามหรือข้อ ปฏิบัติ ) จะต้องใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งใช้บังคับอยู่ขณะเกิดเหตุ แต่ในส่วนของกฎหมายวิธีสบัญญัติ จะต้องใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

๘. สำหรับประเด็นแรกที่ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นั้น ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการร้องขอให้ยุบพรรคการเมือง มี ๒ กรณีแยกต่างหากจากกัน คือ กรณีแรกเป็นกรณีที่พรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งตามมาตรา ๙๔ นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแจ้ง ต่ออัยการสูงสุด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้นได้ ตามมาตรา ๙๕ วรรคหนึ่ง และกรณีที่สอง เป็นกรณีที่พรรคการเมืองใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย หรือไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินให้ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริงยื่นต่อคณะ กรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น ได้ ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง

คดีนี้ต้องด้วยกรณีที่สอง ซึ่งมาตรา ๙๓ วรรคสองบัญญัติขั้นตอนไว้ว่า “เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งให้นายทะเบียน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน สิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน” ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ไม่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะทราบเองหรือบุคคลใดแจ้งให้ทราบ นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาเบื้องต้นก่อนว่าการกระทำ ตามที่ทราบมานั้น เป็นเหตุให้พรรคการเมืองต้องถูกยุบหรือไม่ อำนาจดังกล่าว เป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายทะเบียน หากนายทะเบียนเห็นว่าพรรคการเมืองใดใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็น ไปตามกฎหมายหรือไม่จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินให้ถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง ย่อมเป็นกรณีที่ความปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง จึงเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่จะต้องขอความเห็นชอบจากคณะ กรรมการการเลือกตั้งก่อนเพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบ และที่กฎหมายบัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นผู้ยื่นคำร้องโดยตรงก็ เพราะนายทะเบียนมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ให้ถูกต้อง รวมทั้งการปฏิบัติงานทางเอกสาร การจัดทำเอกสารให้ถูกต้อง การทำรายงานให้ถูกต้อง อันเป็นงานประจำตามปรกติ ซึ่งนายทะเบียนต้องตรวจสอบเป็นประจำอยู่แล้ว โดยในการพิจารณาของนายทะเบียนในเรื่องดังกล่าว นายทะเบียนมีอำนาจแต่งตั้งหรือขอความเห็นจากผู้ใดก็ได้ รวมทั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย แต่การตัดสินใจในขั้นตอนนี้ยังคงเป็นอำนาจของนายทะเบียนเท่านั้น

๙. ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเป็นยุติ คือ เมื่อได้รับแจ้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษและนายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๒ และคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนได้รายงานให้คณะกรรมการการเลือกตั้งทราบโดยมีความเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์มิได้กระทำความผิด ต่อมาวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณารายงานดังกล่าว และมีมติด้วยเสียงข้างมาก ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ ทั้งสองกรณี เฉพาะกรณีที่สองซึ่งเป็นมูลคดีนี้ นายอภิชาต สุขขัคคานนท์ (ซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย) เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุ ประสงค์จริง จึงเห็นควรให้ยกคำร้อง หลังจากนั้น นายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) มีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เสนอความเห็นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง

วันเดียวกันนั้น นายอภิชาต สุขัคคานนท์ได้บันทึกความเห็นไว้ท้ายหนังสือแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า อาจมีการกระทำตามมาตรา ๙๔ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ จึงเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาด่วน และได้มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันเดียวกันนั้น โดยที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์สำหรับคำร้องตามกรณี นี้ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์โดยให้เสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการ ต่อไปตามมาตรา ๙๕ แต่นายอภิชาตมีความเห็นส่วนตนตามที่ลงมติว่าให้นายทะเบียนพรรคการเมืองโดย ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบ ห้าวัน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา ๙๓ วรรคสอง

ต่อมาวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมกันอีกครั้งหนึ่งโดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ไม่ได้เข้าประชุมด้วย และคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นชอบให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประ ชาธิปัตย์ โดยถือว่าความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ที่ลงมติไว้ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง

ประเด็น ที่ต้องวินิจฉัย คือ ความเห็นของประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) ที่ลงมติไว้เป็นความเห็นส่วนตนในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) หรือไม่

๑๐. ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ จะบัญญัติให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ก็แยกอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมือง ไว้ต่างหากจากกัน โดยศาลรัฐธรรมนูญได้หยิบยกบทบัญญัติในกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะ กรรมการการเลือกตั้งและนายทะเบียนพรรคการเมืองมาแสดงให้เห็น และศาลรัฐธรรมนูญเห็นต่อไปว่า ในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้ทำความเห็นไว้ ๒ ความเห็น คือ ความเห็นตามที่เกษียนสั่งให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุชัดเจนว่าเป็นความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง และความเห็นในการลงมติในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นความเห็นใน ฐานะประธานกรรมการเลือกตั้ง ความเห็นในการลงมติของนายอภิชาต สุขัคคานนท์เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง เพราะถ้าหากจะถือเช่นนั้นก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายอภิชาต สุขัคคานนท์ได้เคยลงมติในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งไปก่อนหน้านั้นแล้ว เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำเงินสนับสนุนพรรคการเมืองไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ ของโครงการแล้ว ซึ่งในครั้งนั้นก็ไม่ได้ถือว่าความเห็นของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว เป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองแต่ประการใด

นอกจากนี้ความ เห็นในหนังสือเกษียนสั่งของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ก็มิได้เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดหรือเป็นความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ต้องถูกยุบพรรคหรือไม่ แต่เป็นเพียงการเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่าอาจมีการ กระทำตามมาตรา ๙๔ หรือไม่ก็ได้เท่านั้น และการกระทำตามมาตรา ๙๔ ก็มิได้เกี่ยวกับการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองผิดกฎหมาย หรือการรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๘๒ และเป็นเหตุให้ยุบพรรคตามมาตรา ๙๓ อันเป็นกรณีของคดีนี้แต่อย่างใด เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ตาม มาตรา ๙๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองฯ การให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน ของกฎหมายในส่วนสาระสำคัญ จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้

๑๑. นอกจากเหตุผลดังกล่าวแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังให้เหตุผลอีกทางหนึ่งด้วยว่ากรณีข้อกล่าวหาตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง คือ ข้อกล่าวหาในมูลคดีนี้นั้น มาตรา ๙๓ วรรคสองมิได้บัญญัติให้นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องเสนอความเห็นด้วยว่าพรรค การเมืองใดมีเหตุตามวรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อขอความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้นกรณีนี้นายทะเบียนพรรคการเมืองจะเสนอความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มี เหตุตามมาตรา ๙๓ วรรคหนึ่งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้

แต่ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ คณะกรรมการการเลือกตั้งได้พิจารณารายงานของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนทั้งสอง ข้อกล่าวหาแล้ว มีมติเสียงข้างมากให้ส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ กรณีถือได้ว่าคดีนี้ความปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคประชาธิปัตย์มีกรณีตาม มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่งแล้ว และคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้แล้ว ระยะเวลาที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน จึงต้องเริ่มนับตั้งวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๒ อันเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติดังกล่าว การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเวลาต่อมา ตลอดจนการประชุมและการลงมติในวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ และวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๓ เป็นการตรวจสอบภายในองค์กรและเป็นเพียงการยืนยันการปรับบทบังคับใช้กฎหมาย ให้ชัดเจนเท่านั้น เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๓ จึงพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว กระบวนการยื่นคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๑๒. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก ๔ ต่อ ๒ ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยฝ่ายข้างมาก ๑ เสียงใน ๔ เสียง ให้เหตุผลว่าการยื่นคำร้องตามข้อกล่าวหาคดีนี้พ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่ กฎหมายกำหนด และฝ่ายข้างมาก ๓ ใน ๔ เสียง ให้เหตุผลว่าความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่ามีการกระทำฝ่าฝืน กฎหมาย อันจะเป็นเหตุให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และนายทะเบียนพรรคการเมืองยังมิได้มีความเห็นว่ามีเหตุให้ต้องยุบพรรคประชา ธิปัตย์ตามมาตรา ๙๓ วรรคสอง และยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่อย่างใด โดยความเห็นของประธานกรรมการการเลือกตั้งในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ มิใช่การทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง

๑๓. คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ได้พิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว เห็นว่าประเด็น หลักที่เป็นปัญหาในคำวินิจฉัยนี้ก็คือ คำวินิจฉัยนี้ได้เกิดขึ้นโดยเสียงข้างมากของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็น องค์คณะหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วจะเห็นได้ว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะเขียนคำ วินิจฉัยว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก ๔ ต่อ ๒ ว่า กระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากแตกต่างกัน คือ มีตุลาการเพียง ๑ คน ที่เห็นว่าการยื่นคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง เป็นการยื่นคำร้องพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่วนตุลาการอีก ๓ คน เห็นว่าการยื่นคำร้องไม่ได้กระทำการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

กล่าว คือ มีการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรค ทั้งๆที่นายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่ได้มีความเห็นและยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการการเลือก ตั้งแต่อย่างใด เหตุผลที่ แตกต่างกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ เป็นเหตุผลที่แตกต่างกันในแง่ประเด็นของการยกคำร้อง ปัญหาก็คือ ในแง่ของการดำเนินกระบวนพิจารณาและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถตั้งประเด็นและวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวได้หรือไม่

๑๔. ในการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญนั้น การวินิจฉัยเงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา กับการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี จะต้องวินิจฉัยแยกต่างหากจากกัน เงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา ย่อมได้แก่ เขตอำนาจของศาลเหนือคดี อำนาจฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้อง ความสามารถของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้อง ความสามารถในการดำเนินกระบวนพิจารณา วัตถุแห่งคดี กระบวนการขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนการฟ้องคดี ความจำเป็นในการปกป้องคุ้มครองสิทธิ ระยะเวลาในการฟ้องคดี ฯลฯ เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องดำเนินการตรวจสอบเสีย ก่อน หากเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่ครบถ้วน ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะสามารถวินิจฉัยเนื้อหาของคดีได้ ในกรณีที่มีประเด็นโต้แย้งกันว่าเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่อย่างครบถ้วนหรือ ไม่ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นที่โต้แย้งกันนั้นทีละ ประเด็น เช่น หากโต้แย้งกันว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เสียก่อน โดยตุลาการทุกคนที่เป็นองค์คณะจะต้องออกเสียงวินิจฉัย

หากผ่าน ประเด็นนี้ไปแล้ว มีข้อโต้แย้งกันอีกว่า คำร้องดังกล่าวได้ยื่นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ตุลาการทุกคนก็จะต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เช่นกัน การกำหนดประเด็นวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนี้ จะทำให้ในที่สุดแล้วคำวินิจฉัยเกิดจากเสียงข้างมากขององค์คณะ และจะปรากฏเหตุผลในคำวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าคดีนั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คดีโดยอาศัยเหตุผลในทางกฎหมายเรื่องใด หากไม่กำหนดประเด็นวินิจฉัยเช่นนี้ แต่กำหนดประเด็นรวมๆกันไป สุดท้าย ย่อมจะหาเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้ เช่น หากมีตุลาการในองค์คณะ ๖ คน ตุลาการสองคนอาจยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล ตุลาการอีกสองคนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจ แต่ ยกคำ ร้องเพราะเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ตุลาการอีกสองคนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน แต่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่นนี้จะถือว่าเหตุผลที่ยกคำร้องคืออะไร เพราะการยกคำร้องโดยอาศัยเหตุใดเหตุหนึ่งนั้น จะมีผลต่อการนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่เหมือนกัน ...

๑๕. ในคดีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยกคำร้องเพราะเหตุที่การยื่นคำร้องกระทำการ ข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดทำให้นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง มี ๓ คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะจำนวน ๖ คน ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะ ในขณะที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าการยื่นคำร้องได้กระทำ เมื่อพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไปแล้วมีเพียง ๑ คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะจำนวน ๖ คน ซึ่งก็จะถือว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้เช่นกัน การลงมติเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในคดีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องกำหนดประเด็นเสียก่อนว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือ ไม่ และตุลาการทุกคนต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้ ในกรณีที่ลงมติไปแล้วยังหาเสียงข้างมากไม่ได้ จะต้องลงมติใหม่อีก และหากจำเป็นก็จะต้องกำหนดประเด็นย่อยลงไปอีก และให้ตุลาการที่เป็นองค์คณะวินิจฉัยทีละประเด็นในลักษณะที่ตุลาการที่มี สิทธิออกเสียงวินิจฉัย หากได้วินิจฉัยอย่างใดไปแล้วในประเด็นก่อนในฝ่ายข้างน้อย ตุลาการผู้นั้นจะต้องรับเอาผลของการวินิจฉัยในประเด็นถัดไปและต้องออกเสียง วินิจฉัยด้วย เพื่อจะได้ผลการวินิจฉัยที่เกิดจากเสียงข้างมาก เมื่อผ่านประเด็นเรื่องอำนาจในการยื่นคำร้องแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะสามารถวินิจฉัยในประเด็นเรื่องของระยะเวลาในการยื่นคำ ร้องเป็นลำดับถัดไป มีข้อสังเกตว่าการที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยในลักษณะที่ กล่าวมาข้างต้น และเขียนเหตุผลในคำวินิจฉัยทั้งสองกรณีลงในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ย่อมทำให้เกิดความสับสนต่อไปว่าตกลงแล้ว เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการยกคำร้องคือเหตุผลใดกันแน่ ยิ่งไปกว่านั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังขัดแย้งกันเองในบางส่วนอีกด้วย คือ ฝ่ายที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก ๓ คน เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องมีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์เสียก่อน จึงจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งให้ความเห็นชอบได้ ในขณะที่ฝ่ายที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก ๑ คน เห็นว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะเสนอความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีเหตุ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ มาตรา ๙๓ วรรคหนึ่ง (ซึ่งเป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมือง) ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือไม่ก็ได้

ด้วย เหตุที่ได้แสดงให้เห็นดังกล่าวนี้ คณาจารย์คณะนิติราษฎร์จึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ไม่ ได้เกิดขึ้นจากเสียงข้างมากขององค์คณะ ไม่ชอบด้วยหลักการทำคำวินิจฉัยในทางตุลาการ และเกิดปัญหาขึ้นตามมาว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลในทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

๑๖. อนึ่ง มีประเด็นที่สมควรแสดงทัศนะไปในคราวเดียวกันเกี่ยวกับการตีความ "กระบวนการและขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ" ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสอดคล้องกับหลักการใช้และการตีความกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชนหรือไม่ คดีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก ๓ คน เห็นว่า การที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ได้มีมติเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๕๓ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่ใช่เป็นการให้ความเห็นในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่เป็นความเห็นในฐานะประธานกรรมการการเลือกตั้ง จึงถือว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คณาจารย์คณะนิติราษฎร์พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การที่ในที่สุดแล้ว นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามความเห็น ชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งก็เท่ากับนายทะเบียนพรรคการเมืองเห็นโดยปริยาย ว่าพรรคประชาธิปัตย์กระทำการอันต้องด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนด สมควรถูกยุบพรรค ถึงแม้เรื่องนี้อาจมีข้อทักท้วงว่าในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะ กรรมการการเลือกตั้ง นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ให้ความเห็นไว้จนเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ตาม แต่การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองดำเนินการในเวลาต่อมาก็มีผลเป็นการเยียว ยาความบกพร่องอันไม่ใช่เรื่องสาระสำคัญไปแล้ว กรณีเทียบเคียงได้กับบทบัญญัติในมาตรา ๔๑ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่หากเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองซึ่งจะออกคำสั่งทางปกครองได้ จะต้องให้เจ้าหน้าที่อื่นให้ความเห็นชอบก่อน ได้ออกคำสั่งทางปกครองไปโดยไม่ได้ขอความเห็นชอบจากเจ้าหน้าที่อื่นเสียก่อน หากเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจให้ความเห็นชอบนั้น ได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง คำสั่งทางปกครองนั้นก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้ได้ตามกฎหมาย หาได้เสียเปล่าไป หรือมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายไม่ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแยกกระบวนการและขั้นตอนดังกล่าวออกจากกันเป็น ส่วนๆ อีกทั้งขั้นตอนดังกล่าวนั้นในเวลาต่อมาก็ถูกเยียวยาแล้วโดยการกระทำของ องค์กรผู้ทรงอำนาจ และแยกการกระทำของนายทะเบียนพรรคการเมืองกับการกระทำของประธานกรรมการการ เลือกตั้งออกจากกันอย่างสิ้นเชิง โดยมิได้พิเคราะห์เจตนาที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ผู้ทรงอำนาจในเรื่องดัง กล่าว คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ มาเป็นเหตุวินิจฉัยยกคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองนั้น คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้

๑๗. โดยที่คดีนี้มีปัญหาในแง่ของการทำคำวินิจฉัยว่าเกิดจากเสียงข้างมากขององค์ คณะหรือไม่ และปัญหาในแง่ของเหตุผลในทางข้อกฎหมายที่ใช้ในการยกคำร้องของนายทะเบียนพรรค การเมือง คณาจารย์คณะนิติราษฎร์เห็นว่าองค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ สมควรจะต้องกระทำเรื่องนี้ให้กระจ่างต่อไป การดำเนินการในเรื่องนี้ย่อมรวมถึงการตรวจสอบกฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบการรักษากฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ไปจนกระทั่งถึงการตรวจสอบว่าคำวินิจฉัยในคดีนี้ซึ่งมีปัญหาว่าไม่ได้เกิดจาก เสียงข้างมากขององค์คณะมีผลในทางกฎหมายหรือไม่ อนึ่ง ในทางปฏิบัติ โดยเหตุที่กรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๒๑๖ วรรคห้าจะบัญญัติว่า "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ก็ตาม แต่เมื่อเหตุผลในคำวินิจฉัยบางส่วนขัดแย้งกันเอง โดยเหตุผลของตุลาการฝ่ายที่ถูกนับเป็นเสียงข้างมาก ๓ คน เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจะได้ให้ความเห็นในเรื่องดัง กล่าวเสียให้ชัดเจน เพื่อนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีต่อไป

วรเจตน์ ภาคีรัตน์
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล

คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๓.

วาทกรรมบนแผ่นป้ายเพรียกหา"ยุติธรรม"บนราชประสงค์

ที่มา มติชน









ใน การประท้วงทางการเมืองไม่ว่ายุคสมัยใด สีสันการชุมนุมจะมีความแตกต่างกันไปตามข้อเรียกร้องอุดมการณ์ของแต่ละกลุ่ม ที่นัดชุมนุมต่างที่ต่างวาระไปจนถึงต่างคนต่างทำ แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน คือ ป้ายประท้วงเปรียบเสมือนการประกาศข้อเรียกร้องให้สังคมได้รับรู้นอกจากภาพ ฝูงชนที่เคลื่อนตัวมารวมกันมากมายมหาศาล

ดัง นั้นข้อความบนผืนผ้าแผ่นกระดาษ นับว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการชุมนุมประท้วง ซึ่งจะมีการคัดเลือกวลีเด็ดๆมานำเสนอชูประท้วง เรียกความสนใจ เสียงปรบมือให้กับผู้ร่วมอุดมการณ์ด้วยกันและบันทึกภาพ

สำหรับ การแสดงล้อเลียน การจำลองเหตุการณ์ การใช้สัญลักษณ์ถือเป็นหนึ่งในกระบวนการประท้วงทางการเมืองที่สำคัญอันจะ แสดงให้เห็นถึงพลังการเรียกร้องสะท้อนผ่านออกมาทางกิจกรรม มีรูปแบบและวิธีการทึ่แตกต่างกันไป

การ ประท้วงล่าสุดของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ในโอกาสครบรอบ 7 เดือน เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ที่มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมทำให้กลุ่มญาติพี่น้องและกลุ่ม คนเสื้อแดงที่สูญเสียเพื่อนร่วมอุดมการณ์ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมเพื่อคน ตายและคนที่ติดคุกในเรือนจำ

นอกจากจำนวนผู้ประท้วงเต็มสี่แยกราช ประสงค์การใช้นกกระดาษสีแดงเป็นสัญลักษณ์ชูเรื่องอิสรภาพและข้อความประชด ประชันรัฐบาลไปจนถึงข้อเรียกร้องของชาวบ้านคนเดินดินทั้งภาษาไทยและภาษา อังกฤษเพื่อสื่อสารไปถึงคนทั่วโลก "เขียนด้วยมือป้ายด้วยหมึก"

วิเคราะห์ปม'ยกคำร้อง'ยุบปชป.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ




หมาย เหตุ : คณะนิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ประกอบด้วย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ น.ส.จันทจิรา เอียมมยุรา นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล นายธีระ สุธีวรางกูร น.ส.สาวตรี สุขศรี นายปิยบุตร แสงกนกกุล เขียนบทวิเคราะห์ "คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" กรณียกคำร้องยุบพรรคประชาธิปัตย์



ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำ วินิจฉัยที่ 15/2553 เรื่องนายทะเบียนพรรคการ เมืองขอให้ศาลฯ มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2553 ต่อมามีการเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางและความเห็นส่วนตนของตุลาการที่เป็นองค์คณะ

คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ ศึกษาคำวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว เห็นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ และประโยชน์สำหรับการตรวจสอบกระบวนการทำงานตลอดจนการวินิจฉัยของศาลฯ จึงแสดงทัศนะทางกฎหมาย

โดยแยกเป็น 17 ข้อ ข้อ 1-12 เป็นการย้อนคดีตั้งแต่การประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การยื่นคำร้อง และคำวินิจฉัยของศาลฯ ที่มีการเผยแพร่ฉบับเต็มทางเว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com 'ข่าวสด' สรุปมาดังนี้

นายทะเบียนฯ (นายอภิชาต สุขัคคานนท์) มีความเห็นเสนอต่อประธานกกต. (ซึ่งก็คือนายอภิชาต) วันที่ 12 เม.ย. 2553 ว่าอาจมีการกระทำตามมาตรา 94 พ.ร.บ.พรรคการเมือง เห็นควรนำเรื่องเข้าที่ประชุมกกต. 21 เม.ย. 2553 กกต. จึงมีมติให้นายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ยุบปชป.

ทั้งนี้ ปชป. ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายว่านายทะเบียนฯ และกกต. ไม่มีอำนาจทำความเห็นให้ยุบพรรค จึงเป็นการดำเนินการข้ามขั้นตอน และไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นพิจารณาสอบสวนภายใน 180 วัน ตามหลักการร้องคัดค้านเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

นายทะเบียนก็ยื่นค้านคำร้องของปชป. ว่าการประชุมกกต. วันที่ 12 เม.ย. 2553 เสียงข้างมากมีมติให้นายทะเบียนฯ แจ้งอสส. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฯ แต่เสียงข้างน้อย 2 เสียง 1 ใน 2 คือนายอภิชาต เห็นว่าต้องให้นายทะเบียนฯ โดยความเห็นชอบของกกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ภายใน 15 วัน และประชุมอีกครั้งวันที่ 21 เม.ย. 2553 มีมติให้นายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องต่อศาลฯ ให้ยุบปชป. จึงถือว่านายทะเบียนฯ กระทำการครบถ้วนตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติแล้ว

ประเด็นที่ว่าไม่ได้ยกเรื่องดังกล่าวขึ้นสอบสวนภายใน 180 วัน นายทะเบียนฯ คัดค้านว่ากรณีนี้ไม่ใช่เป็นกรณีคัดค้านค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง แต่เป็นกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนไม่ถูกต้อง และการจัดส่งรายงานการใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุยุบพรรค ซึ่งไม่มีอายุความ

ศาลฯ วินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบปชป. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายข้างมาก 1 เสียงใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่าการยื่นคำร้องตามข้อกล่าวหาคดีนี้พ้นระยะเวลา 15 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด

และฝ่ายข้างมาก 3 ใน 4 เสียง ให้เหตุผลว่าความยังไม่ปรากฏต่อนายทะเบียนฯ ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย อันจะเป็นเหตุให้ยุบปชป. และนายทะเบียนฯ ยังมิได้มีความเห็นว่ามีเหตุให้ต้องยุบปชป. ตามมาตรา 93 วรรคสอง และยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อกกต. โดยความเห็นของประธานกกต. ในการประชุมกกต. วันที่ 12 เม.ย. 2553 มิใช่การทำความเห็นในฐานะนายทะเบียนฯ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป ให้ยกคำร้อง



ส่วนข้อ 13-17 เป็นแง่มุมทางกฎหมายที่คณะนิติราษฎร์ฯ เห็นต่างจากองค์คณะในคดีดังกล่าว มีเนื้อหา ดังนี้

13. คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ พิเคราะห์คำวินิจฉัยเห็นว่าประเด็นหลักที่เป็นปัญหาคือ คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นโดยเสียงข้างมากของตุลาการที่เป็นองค์คณะหรือไม่

แม้ศาลฯ จะเขียนคำวินิจฉัยว่าศาลฯ วินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 2 ว่ากระบวนการยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากแตกต่างกัน คือ

มีตุลาการเพียง 1 คน ที่เห็นว่าการยื่นคำร้องของนายทะเบียนฯ เป็นการยื่นคำร้องพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ส่วนตุลาการอีก 3 คน เห็นว่าการยื่นคำร้องไม่ได้กระทำการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ มีการยื่นคำร้องให้ศาลฯ วินิจฉัยยุบพรรค ทั้งๆ ที่นายทะเบียนฯ ยังไม่ได้มีความเห็น และยังมิได้เสนอขอความเห็นชอบต่อกกต. แต่อย่างใด

เหตุผลของตุลาการ เป็นเหตุผลที่แตกต่างกันในแง่ประเด็นการยกคำร้อง ปัญหาก็คือ ในแง่ของการดำเนินกระบวนพิจารณาและการวินิจฉัยชี้ขาดคดีรัฐธรรมนูญ ศาลฯ สามารถ ตั้งประเด็นและวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวได้หรือไม่

14. การพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยเงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา กับการวินิจฉัยในเนื้อหาของคดี จะต้องวินิจฉัยแยกต่างหากจากกัน

เงื่อนไขที่ทำให้ศาลมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา ย่อมได้แก่ เขตอำนาจของศาลเหนือคดี อำนาจฟ้องคดีของผู้ฟ้องคดีหรือผู้ร้อง ความสามารถของผู้ฟ้องคดี หรือผู้ร้อง ความสามารถในการดำเนินกระบวนพิจารณา วัตถุแห่งคดี กระบวนการขั้นตอนที่ต้องดำเนินการก่อนการฟ้องคดี ความจำเป็นในการปกป้องคุ้มครองสิทธิ ระยะเวลาในการฟ้องคดี ฯลฯ

เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ศาลฯ ต้องดำเนินการตรวจสอบเสียก่อน หากเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่ครบถ้วนจึงจะสามารถวินิจฉัยเนื้อหาของคดีได้

กรณีมีประเด็นโต้แย้งกันว่าเงื่อนไขเหล่านี้ดำรงอยู่อย่างครบถ้วนหรือไม่ ตุลาการต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นที่โต้แย้งนั้นทีละประเด็น เช่น หากโต้แย้งกันว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ ศาลฯ ต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เสียก่อน ตุลาการทุกคนที่เป็นองค์คณะต้องออกเสียงวินิจฉัย

หากผ่านประเด็นนี้ไปแล้วมีข้อโต้แย้งกันอีกว่า คำร้องยื่นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ตุลาการทุกคนก็จะต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เช่นกัน

การกำหนดประเด็นวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนี้ จะทำให้ในที่สุดแล้วคำวินิจฉัยเกิดจากเสียงข้างมากขององค์คณะ และจะปรากฏเหตุผลในคำวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าคดีนั้น ศาลฯ วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุผลในทางกฎหมายเรื่องใด

หากไม่กำหนดประเด็นวินิจฉัยเช่นนี้ แต่กำหนดประเด็นรวมๆ กันไป สุดท้ายย่อมจะหาเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้ เช่น หากมีตุลาการในองค์คณะ 6 คน ตุลาการ 2 คน อาจยกคำร้องเพราะเห็นว่าคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล อีก 2 คนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจ แต่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีอำนาจฟ้อง ตุลาการอีก 2 คนเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจเช่นกัน แต่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าฟ้องเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

เช่นนี้จะถือว่าเหตุผลที่ยกคำร้องคืออะไร เพราะการยกคำร้องโดยอาศัยเหตุใดเหตุหนึ่งนั้น จะมีผลต่อการนำคดีมาฟ้องใหม่ไม่เหมือนกัน

15. ในคดีนี้ตุลาการที่ยกคำร้องเพราะเหตุที่การยื่นคำร้องกระทำการข้ามขั้นตอน ที่กฎหมายกำหนด ทำให้นายทะเบียนฯ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง มี 3 คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะ 6 คน ซึ่งยังถือไม่ได้ว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะ

ในขณะที่ตุลาการที่ยกคำร้องเพราะเห็นว่าการยื่นคำร้องได้กระทำเมื่อพ้นระยะ เวลาที่กฎหมายกำหนดไปแล้วมีเพียง 1 คน จากตุลาการที่เป็นองค์คณะ 6 คน ก็จะถือว่าเป็นเสียงข้างมากขององค์คณะไม่ได้เช่นกัน

การลงมติเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในคดีนี้ ศาลฯ ต้องกำหนดประเด็นเสียก่อนว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ และตุลาการทุกคนต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้

กรณีที่ลงมติไปแล้วยังหาเสียงข้างมากไม่ได้ จะต้องลงมติใหม่อีก และหากจำเป็นก็ต้องกำหนดประเด็นย่อยลงไปอีก และให้ตุลาการที่เป็นองค์คณะวินิจฉัยทีละประเด็น ในลักษณะที่ตุลาการที่มีสิทธิออกเสียงวินิจฉัยหากได้วินิจฉัยอย่างใดไปแล้ว ในประเด็นก่อนในฝ่ายข้างน้อย ตุลาการผู้นั้นจะต้องรับเอาผลของการวินิจฉัยในประเด็นถัดไปและต้องออกเสียง วินิจฉัยด้วย เพื่อจะได้ผลการวินิจฉัยที่เกิดจากเสียงข้างมาก

เมื่อผ่านประเด็นเรื่องอำนาจในการยื่นคำร้องแล้ว ศาลฯ จึงจะสามารถวินิจฉัยในประเด็นเรื่องของระยะเวลาในการยื่นคำร้องเป็นลำดับถัดไป

มีข้อสังเกตว่าการที่ศาลฯ ไม่ได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้น และเขียนเหตุผลในคำวินิจฉัยทั้งสองกรณีลงในคำวินิจฉัยของศาลฯนั้น ย่อมทำให้เกิดความสับสนต่อไปว่าตกลงแล้วเหตุผลที่ศาลฯ ใช้ในการยกคำร้องคือเหตุผลใดกันแน่

ยิ่งไปกว่านั้นคำวินิจฉัยของศาลฯ ยังขัดแย้งกันเองในบางส่วนอีกด้วย คือ ฝ่ายที่ถูก นับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก 3 คน เห็นว่านายทะเบียนฯ ต้องมีความเห็นให้ยุบปชป. เสียก่อน จึงเสนอเรื่องให้กกต. ให้ความเห็นชอบได้

ขณะที่ฝ่ายที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก 1 คน เห็นว่านายทะเบียนฯ จะเสนอความเห็นว่าปชป. มีเหตุตามพ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 93 วรรคหนึ่ง (ซึ่งเป็นเหตุให้ยุบพรรคการ เมือง) ต่อกกต. หรือไม่ก็ได้

คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ จึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลฯ ในเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเสียงข้างมากขององค์คณะ ไม่ชอบด้วยหลักการทำคำวินิจฉัยในทางตุลาการ และเกิดปัญหาขึ้นตามมาว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลในทางกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

16. การตีความ "กระบวนการและขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ" ของศาลฯ สอดคล้องกับหลักการใช้และการตีความกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายมหาชนหรือไม่

คดีนี้ตุลาการที่ถูกนับว่าเป็นฝ่ายข้างมาก 3 คน เห็นว่าการที่นายอภิชาต มีมติเห็นชอบในการประชุมวันที่ 12 เม.ย. 2553 ให้ยุบปชป. ไม่ใช่เป็นการให้ความเห็นในฐานะนายทะเบียนฯ แต่เป็นความเห็นในฐานะประธานกกต. จึงถือว่านายทะเบียนฯ ยังไม่ได้มีความเห็น กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบปชป. จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ เห็นว่า ที่สุดแล้วนายทะเบียนฯ ยื่นคำร้องขอให้ยุบปชป. ตามความเห็นชอบของกกต. ก็เท่ากับนายทะเบียนฯ เห็นโดยปริยายว่าปชป. กระทำการอันต้องด้วยเหตุที่กฎหมายกำหนดสมควรถูกยุบพรรค

แม้เรื่องนี้อาจมีข้อทักท้วงว่าการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกกต. นายทะเบียนฯ ยังไม่ได้ให้ความเห็นไว้จนเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ตาม แต่การที่นายทะเบียนฯ ดำเนินการในเวลาต่อมาก็มีผลเป็นการเยียวยาความบกพร่องอันไม่ใช่เรื่องสาระ สำคัญไปแล้ว

เทียบเคียงได้กับบทบัญญัติในมาตรา 41 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ที่หากเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองจะออกคำสั่งต้องให้เจ้าหน้าที่อื่น ให้ความเห็นชอบก่อน แต่หากไม่ได้ขอความเห็นชอบ เมื่อเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจให้ความเห็นชอบได้ให้ความเห็นชอบในภายหลัง คำสั่งทางปกครองนั้นก็ย่อมมีผลสมบูรณ์ใช้ได้ตามกฎหมาย หาได้เสียเปล่าไป หรือมีปัญหาความชอบด้วยกฎหมายไม่

การที่ศาลฯ วินิจฉัยแยกกระบวนการและขั้นตอนดังกล่าวออกจากกันเป็นส่วนๆ อีกทั้งขั้นตอนดังกล่าวนั้นในเวลาต่อมาก็ถูกเยียวยาแล้วโดยการกระทำของ องค์กรผู้ทรงอำนาจ

และแยกการกระทำของนายทะเบียนฯ กับการกระทำของประธานกกต. ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง โดยมิได้พิเคราะห์เจตนาที่แท้จริงของเจ้าหน้าที่ผู้ทรงอำนาจในเรื่องดัง กล่าว คือนายอภิชาต มาเป็นเหตุวินิจฉัยยกคำร้องของนายทะเบียนฯ คณาจารย์คณะนิติราษฎร์ฯ ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้

17. โดยที่คดีนี้มีปัญหาในแง่ของการทำคำวินิจฉัยว่าเกิดจากเสียงข้างมากขององค์ คณะหรือไม่ และปัญหาในแง่ของเหตุผลในทางข้อกฎหมายที่ใช้ในการยกคำร้องของนายทะเบียนฯ องค์กรที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้สมควรต้องกระทำเรื่องนี้ให้กระจ่างต่อไป

การดำเนินการในเรื่องนี้ย่อมรวมถึงการตรวจสอบกฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลฯ การตรวจสอบการรักษากฎเกณฑ์ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลฯ การตรวจสอบตุลาการแต่ละคน ไปจนกระทั่งถึงการตรวจสอบว่าคำวินิจฉัยในคดีนี้ซึ่งมีปัญหาว่าไม่ได้เกิดจาก เสียงข้างมากขององค์คณะมีผลในทางกฎหมายหรือไม่

อนึ่ง ในทางปฏิบัติ โดยเหตุที่กรณีนี้ศาลฯ ยังไม่ได้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดี แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 216 วรรคห้าจะบัญญัติว่า "คำวินิจฉัยของศาลฯ ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ" ก็ตาม

แต่เมื่อเหตุผลในคำวินิจฉัยบางส่วนขัดแย้งกันเอง โดยเหตุผลของตุลาการฝ่ายที่ถูกนับเป็นเสียงข้างมาก 3 คน เห็นว่านายทะเบียนฯ ยังไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว

จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นายทะเบียนฯ จะได้ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าวเสียให้ชัดเจน เพื่อนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาให้วินิจฉัยในเนื้อหาของคดีต่อไป