WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 23, 2010

ชะตาสยองของเหยื่อฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ธันวาคม 2553

การสังหารโหด'แดง คชสาร'ถือเป็นศพที่ 5 หลังสลายม็อบ 91 ศพ เมื่อ 19 พฤษภาคม นี่ยังไม่ใช่เหยื่อรายสุดท้าย..

สุ เทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาปฏิเสธความผิดชอบในการตายของแดง คชสาร และเสื้อแดงรายอื่นๆ ซึ่งก็อาจเป็นไปตามที่ทั้งสองปฏิเสธ แต่ฆาตกรต่อเนื่องรายอื่นยังคงเงียบงัน!..

ไปสัมผัสชะตาสยองของ เหยื่อฆาตกรฆ่าต่อเนื่องหลังสังหารหมู่ 19 พฤษภาคมทั้ง 5 ราย และย้อนไปดูผลงานฆาตกรฆ่าต่อเนื่องตั้งแต่ยุค 6 ตุลาคม 2519

เหยื่อรายแรก อ้วน บัวใหญ่-ศักรินทร์ กองแก้ว

ปูมประวัติ-อ้วน บัวใหญ่ อายุ 24 ปี ชาวบัวใหญ่นครราชสีมา คนสนิทส.ส.แรมโบ้อีสาน-นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำนเสื้อแดง อบัวใหญ่ เคยนำกลุ่มคนเสื้อแดงโคราชไปชุมนุมปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ขณะไปเป็นประธานงานศพนายทหารคนสนิท ที่วัดสุทธจินดาวรวิหาร เขตเทศบาลนครนครราชสีมา

หลังสลายการชุมนุม 19พ.ค.เพียง 2 วันคือในวันที่ 21 พ.ค.ถูกกองทัพภาคที่ 2 เรียกเข้าไปรายงานตัวที่ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพราะเป็นแกนนำเสื้อแดงโคราช

พฤติการณ์สังหารโหด-คืน วันที่ 9 มิ.ย.53 ขณะที่อ้วน โคราช ขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน โดยมีรุ่นน้องนั่งซ้อนท้ายมา มีรถกระบะสีดำขับเข้ามาตะโกนถามเส้นทาง อ้วน โคราช จึงวนรถกลับมาหาเพื่อบอกทาง คนร้ายที่นั่งคู่คนขับได้ชักปืน11มม.ออกมาจ่อยิงที่บริเวณศีรษะ และลำตัวหลายนัด จากนั้นคนร้ายได้อาศัยช่วงกลางคืนขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว อ้วน โคราช เสียชีวิตขณะนำตัวส่งโรงพยาบาล

เพื่อนร่วมงานนาย ศักรินทร์ให้ข้อมูลว่า ทราบว่ามีรถยนต์กระบะสีดำขับติดตามนายศักรินทร์มากว่า 3 วันแล้ว และได้เตือนให้นายศักรินทร์ได้ระวังตัว แต่นายศักดิ์นรินทร์ไม่เชื่อคำเตือน สุดท้ายก็มาถูกยิงดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งประเด็นการ สอบสวนไว้ทั้งเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว, เรื่องชู้สาว และประเด็นทางการเมือง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ปฏิเสธว่ารัฐบาลไม่เกี่ยวข้องการสังหาร ขณะที่ฝ่ายทหารโยนขี้ว่าถูกเสื้อแดงด้วยกันฆ่าตัดตอน จนปานนี้ยังไม่มีความคืบหน้าของคดี
ใน วันเดียวกันกับที่สังหารอ้วน บัวใหญ่ ที่เชียงรายมีการยิงสังหารนายอานนท์ พิมสาร คนสนิทของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตส.ส.เชียงรายที่จังหวัดเชียงราย โดนไหล่ขวา บาดเจ็บสาหัสแต่รอดตาย (ดูข่าว)

เหยื่อรายที่ 2 สวาท ดวงมณี

ปูมประวัติ-นาย สวาท ดวงมณี อายุ 60 ปี ชาวจังหวัดศรีสะเกษ เป็นการด์เสื้อแดงคนหนึ่ง ซึ่งหลังจากถูกสลายการชุมนุม ได้เดินทางหลบหนีมาเยี่ยมญาติที่เขาชะเมา จ.ระยอง แต่ถูกกลุ่มคนร้ายลงมือฆ่า แล้วนำศพมาทิ้งในพื้นที่ อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี

พฤติการณ์สังหารโหด-หลังเหตุการณ์สังหาร อ้วน บัวใหญ่ และลอบสังหารหัวคะแนนยงยุทธ ที่เชียงรายเพียงวันเดียว ตำรวจพบนายสวาทเป็นศพเมื่อ 10 มิถุนายน 53 คนร้ายฆ่าสังหารโดยใช้เชือกมัดมือไพล่หลัง และใช้ผ้าขาวม้าผูกคอจนเสียชีวิต

เจ้า หน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีระบุว่า นายสวาทได้หลบหนีหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบจลาจลในกรุงเทพฯ ไปหาญาติที่ระยอง แต่ถูกคนร้ายตามฆ่า เชื่อว่า ถูกฆ่ามาจากที่อื่น แล้วนำศพมาทิ้งเพื่ออำพรางคดี

เหยื่อรายที่ 3 น้ำหวาน-ธนพล แป้นศรี
ปูมประวัติ-น้ำ หวาน อายุ 43 ปี เป็นการ์ดคนใกล้ชิดของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนสำคัญของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน อยู่อารักขาณัฐวุฒิอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งนาทีสุดท้ายในการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ที่ณัฐวุฒิประกาศยุติการชุมนุมเข้ามอบตัวกับตำรวจ น้ำหวานก็แยกยสยกลีบบ้าน

พฤติการณ์สังหารโหด-เมื่อ เช้าวันที่ 26 มิ.ย.53 ขณะที่น้ำหวานขี่มอเตอร์ไซค์ บนถนนสายลำลูกกา-ธัญญบุรี บริเวณคลองเจ็ด จ.ปทุมธานี ถูกรถกระบะพุ่งชนกระดูกก้านคอหัก มีรอยช้ำที่ท้ายทอย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตามคนใกล้ชิดต่างเชื่อว่าไม่ได้ เป็นอุบัติเหตุธรรมดา แต่เป็นฆาตกรรมอำพราง เนื่องจากน้ำหวาน เคยเปรยกับคนใกล้ชิดว่า ถูกติดตามและหมายเอาชีวิต

นางมาลัย เลิศสลุง อดีตภรรยาของน้ำหวานเล่าว่า หลังจากม็อบถูกสลาย น้ำหวานก็กลับมาที่บ้านพักย่านคลองเก้า อ.ลำลูก กา จ.ปทุมธานี โทรศัพท์พูดคุยกันตลอด ทราบว่าอยู่เป็นที่ไม่ได้ ต้องหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุน พร้อมทั้งยังบอกด้วยว่ากำลังถูกไล่ล่า ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ครั้งสุดท้ายที่โทรศัพท์คุยกัน ประมาณ 15 วัน ก่อนเสียชีวิต

ตำรวจเจ้าของคดีสรุปสำนวนว่าน้ำหวานขับมอเตอร์ ไซค์แฉลบเสียชีวิตเอง ซึ่งใครก็ยากจะเชื่อว่าอดีตพ.อ.อ.สังกัดหน่วยคอมมานโดจะพบจุดจบในชีวิตแบบ ที่ตำรวจเป่าคดีง่ายๆแบบนี้


เหยื่อรายที่ 4 น้องเจมส์-กฤษฎา กล้าหาญ

ปูมประวัติ-นาย กฤษฎา กล้าหาญ อายุ 21 ปี ชาวเชียงใหม่ เป็นการ์ดให้"ดีเจอ้อม" ดีเจชื่อดังของคลื่นรักเชียงใหม่ 51 คลื่น92.5 MHz ซึ่งมีบทบาทในการปลุกคนเชียงใหม่เรียกร้องประชาธิปไตย ช่วงชุมนุมใหญ่12มี.ค.-19พ.ค.53 ลงไปเป็นการ์ดให้ดีเจอ้อมที่กรุงเทพฯ หลังจบการชุมนุมดีเจอ้อมได้หลบภัยมืด ส่วนน้องเจมส์กลับเชียงใหม่ช่วยทางบ้านทำมาหากิน

พฤติการณ์สังหารโหด-เมื่อ วันที่ 29 ส.ค.53 ขณะที่น้องเจมส์ขับรถมากับแฟนสาว น.ส.นงนุช คำป้อ หลังจากทั้งคู่เสร็จภารกิจขายของที่ถนนคนเดิน น้องเจมส์ซึ่งนั่งฝั่งซ้าย สังเกตเห็นรถเก๋งคันหนึ่งปิดไฟหน้าขับติดตามมาใกล้ ขณะที่มาถึงเขตติดต่อ อ.เมือง กับ อ.หางดง รถเก๋งคันดังกล่าวได้ขับแซงด้านซ้ายขึ้นมา คนร้ายในรถใช้อาวุธปืนระดมยิงใส่รถจนถูก นายกฤษฎา จากนั้นได้พยายามขับรถหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว จึงนำเจมส์ไปส่งยังโรงพยาบาล และเสียชีวิตในวันที่ 1 ก.ย.53

พ.ต.ท.เอกรัฐ พัฒนสมบัติ สารวัตรเวร สภ.หางดง จ.เชียงใหม่ ระบุคนร้ายใช้อาวุธสงครามปืนเอ็ม 16 แต่จนบัดนี้ครบ100 วันการเสียชีวิต คดียังไม่คืบหน้า
ชาว เชียงใหม่ และคนเสื้อแดงได้เข้าร่วมพิธีศพของน้องเจมส์ คนสามัญธรรมดามากกว่า 10,000 คน โดยมีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นประธานพิธีศพ ( อ่าน: ความตายที่หนักแน่นปานขุนเขา งานศพของไพร่ที่เชียงใหม่ แต่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน )

เหยื่อรายที่5-แดง คชสาร

ปูมประวัติ-แดง คชสาร หรือนายน้อย บรรจง (กลางภาพ) ดีเจวิทยุชุมชนคลื่นรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งผู้ร่วมงานบอกว่าเขาเป็นคนสุภาพ ใจดี นิยมแนวทางสันติวิธี ไม่เคยมีประวัติเกี่ยวข้องยาเสพติด อาชีพหลักขับตุ๊กตุ๊กรับจ้าง มีเมียรับจ้างซักผ้า เป็นพ่อของลูกอายุ 9 ขวบ

หลังสลายการ ชุมนุม19พ.ค. ดีเจอ้อมที่เป็นแกนนำสำคัญของคคลื่นวิทยุรักเชียงใหม่ต้องหลบภัยมืดพร้อมกับ ผอ.เพชรวรรต มีผู้นำรุ่น2ขึ้นรับช่วงภารกิจ โดยมีแดง คชสาร เป็น 1 ในนั้น

พฤติการณ์สังหารโหด-เขา ตกเป็นเหยื่อสังหารโหดรายที่ 5 หลังเสื้อแดงยุติการชุมนุม 19 พ.ค. การสังหาร"แดง คชสาร"ด้วยการยิงพรุนทั้งร่าง 18 รู และยัดยาบ้าใส่มือ7เม็ด


ก่อน การเสียชีวิต ได้มีชายฉกรรณจ์จำนวน 5 คนใช้รถกระบวีโก้สีดำเป็นยานพาหนะ(สีดำเหมือนกับกลุ่มฆาตกรฆ่าสังหารน้อง เจมส์-นายกฤษณะ กล้าหาญ ก้อนหน้านี้)

แก๊งฆาตกรได้ติดตามสะกดรอยตาม แดง คชสาร ตลอดเวลา เป็นอาทิตย์ การสะกดรอยตามครั้งนี้ แดง คชสาร รู้ตัวว่า ถูกตาม ได้พูดให้เพื่อน และดีเจในคลื่น92.5 เชียงใหม่รับฟังว่า เขาถูกสะกดรอยตาม และถูกคุกคามอย่างหนัก จนไม่อาจพักหลับนอนที่หอพักได้ ถึงขนาดต้องไปขอนอนตามปั้มน้ำมันที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เผื่อว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเขา จะได้มีคนเห็น แต่ก็ไม่รอดการติดตามของฆาตกร 5 คนนี้้ได้

สุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาปฏิเสธความผิดชอบในการตายของแดง คชสาร และเสื้อแดงรายอื่นๆ ซึ่งก็อาจเป็นไปตามที่ทั้งสองปฏิเสธ แต่ฆาตกรต่อเนื่องรายอื่นยังคงเงียบงัน

ทั้ง นี้เคยเกิดเหตุสังหารในยุคความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองในยุคก่อน สังหารหมู่กรณี 6 ตุลาคม 2519 เหยื่อสังหารซึ่งเป็นที่จดจำเช่น ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน ผู้นำพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย,พ่อหลวงอินถา ศรีบุญเรือง ผู้นำสหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย,แสง รุ่งนิรันดรกุล และนิสิต จืรโสภณ ผู้นำนักศึกษา เป็นอาทิ (ดูรายละเอียด:ความรุนแรงและการลอบสังหาร ก่อน 6 ต.ค. 2519)

ฆาต กรฆ่าตือเนื่องรายนี้ประสบความสำเร็จในการสังหารโหดผู้รักชาติรัก ประชาธิปไตยในยุค 6 ตุลาคม 2519 และกำลังก่อกรรมซ้ำซากในยุคนี้...ใครจะหยุดมัน!?

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เหยื่อไล่ล่าศพที่5แดง คชสาร ปูดเป้าสังหารอีก5

ผลจากวิกิลีกส์

ที่มา มติชน



(ที่มา บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับประจำวันที่ 22 ธันวาคม 2553)

ข้อมูลที่วิกิลีกส์ทยอยเปิดเผยออกมาในปัจจุบัน ที่สร้างความแตกตื่นสะท้านสะเทือนไปได้ทั่วโลกขณะนี้ จะไม่มีคุณค่าหรือความหมายอะไรเลย

หาก สิ่งที่รัฐบาลทั้งหลายประกาศเอาไว้ในที่แจ้ง เป็นสิ่งเดียวกันกับเรื่องซึ่งพูดในที่ลับ หรือสิ่งที่ประกาศเอาไว้ต่อสาธารณชน เป็นสิ่งเดียวกันหรือสอดคล้องกับภารกิจที่ลงมือปฏิบัติจริง

แต่เพราะ สิ่งที่พูดในที่แจ้งกับที่ลับนั้นตรงข้ามกันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ และสิ่งที่ประกาศเอาไว้อย่างสวยงามต่อหน้าสาธารณชนนั้นกลับอัปลักษณ์อย่าง ยิ่งเมื่อลงมือปฏิบัติจริง

ข้อมูลที่วิกิลีกส์นำมาเปิดเผยจึงส่งผลสะเทือนไปอย่างกว้างขวาง

ในส่วนของข้อมูลที่วิกิลีกส์นำมาเปิดเผยซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศไทยนั้น ยิ่งสะท้อนความเป็นจริงข้างต้นให้เห็นชัดเจน

นั่นคืออะไรก็ตามที่พยายามปิดบังมิให้สังคมไทยได้รับรู้ หรือข้อเท็จจริงอะไรก็ตามที่เคยปฏิเสธว่ามิใช่ความจริงกับประชาชนคนไทยด้วยกัน

′ผู้หลักผู้ใหญ่′ ในสังคมไทยกลับเปิดเผย อย่างหมดเปลือกสิ้นเชิง เมื่ออยู่ต่อหน้าตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ

ทั้งที่รู้อยู่ว่าสิ่งที่พูดออกไปนั้นจะเป็นรายงานส่งกลับไปยังวอชิงตัน หรือประเทศไหนๆ ก็ตามที่ทูตแห่งนั้นเป็นตัวแทน

แต่ก็ยินดีเต็มใจที่จะให้ ′ไฟใน′ นั้นนำออกไปสู่ภายนอกได้

แต่ เพราะวิกิลีกส์มีข้อมูลอีกเป็นจำนวนมากที่จะเปิดเผยต่อไปในอนาคต และเป้าหมายหลักของการเปิดโปงนั้นเป็นรัฐบาลมหาอำนาจมากกว่ารัฐบาลไทย

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทยก็คงจะค่อยๆ จางหายจากความรับรู้ความสนใจของสังคมโลก

แต่ในทางกลับกัน การเปิดเผยข้อมูลวิกิลีกส์ในส่วนนี้ส่งผลสะเทือนต่อสังคมไทยอย่างมหาศาล

ชนิด ที่หากต่อไปชนชั้นนำของสังคมไทยไม่สามารถทำให้คำพูดกับการปฏิบัติเป็นเนื้อ เดียวกันจริง หรือไม่ทำให้วาจาสวยงามในที่สาธารณะกับหัวข้อสนทนาบนโต๊ะอาหารของชนชั้นนำ ด้วยกันเป็นสิ่งเดียวกัน

ความหวาดระแวงต่อกันในสังคมไทยจะยิ่งรุนแรงกว่าทุกวันนี้หลายเท่า

เปิดมุมมอง"สิริกร มณีรินทร์" : เคาะจิตวิญญาณ"การศึกษา" ฝากถึง"ชินวรณ์" รอวันฟื้น "กรมวิชาการ"

ที่มา มติชน





ตอนที่ 1

หลังผ่านพ้นมรสุมจากคดียุบพรรคไทยรักไทย เมื่อ 30 พฤษภาคม ปี 2550 ที่ผ่านมา ทำให้ ดร.สิริกร มณีรินทร์ หนึ่งใน 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ต้องเว้นวรรคการทำงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองเป็นเวลาถึง 5 ปี


และแม้ขณะนี้ เวลาจะนับถอยหลังการปลดล็อคทางด้านการเมืองถึงกว่า 3 ปีแล้ว แต่ "หน้าที่" ด้วย "จิตอาสา" ของ ดร.สิริกร กับ การทำงานเพื่อสังคมยังคงเดินต่อสืบเนื่องไปเรื่อยๆควบคู่กับการทำธุรกิจส่วน ตัวของครอบครัว อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นอดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยเธอพยายามผลักดันและเดินหน้าการศึกษาของเด็กไทย และการทำห้องสมุด อย่างมิได้หยุดหย่อน


ทั้งนี้ ทีมงานมติชนออนไลน์ จึงหยิบนำเอาคำสัมภาษณ์ ดร.สิริกร ในเรื่องความคิดเห็นเรื่องการศึกษาของเด็กไทย องค์ประกอบด้านความรู้ต่างๆ การทำห้องสมุด รวมถึงชีวิตส่วนตัวของเธอ หลังงดเว้นเกี่ยวข้องเรื่องของการเมือง อีกแง่มุมหนึ่งมาให้ผู้อ่านได้ติดตามกัน จำนวนทั้งหมด 3 ตอน ทำให้เห็นได้ว่า ผู้หญิงคนนี้เธอทำงานเพื่อสังคมไม่ได้หยุดหย่อนจริงๆ

Matichon Online : ในรัฐบาลชุดนี้เดินสาย เรื่อง Creative Economy มาตลอด หรือธุรกิจที่ขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ รากของมันแท้จริงแล้วคืออะไร ทำยังไง ?


ดร.สิริกร : มันเป็นธุรกิจที่ต้องตั้งอยู่บนความคิดพื้นฐานที่สร้างสรรค์ จินตนาการ ประการแรกต้องค้นหาตัวเราให้เจอต้องภูมิใจ รักในสิ่งที่เราทำ ที่ มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมซึ่งบรรพบุรุษให้มาซึ่งมีอะไรที่ดีๆงามๆ อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติหรือภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งถ้าเราค้นพบตรงนั้น ภูมิใจในความเป็นตัวตนของไทยตรงนั้น ต่อยอดมัน พี่ว่าหลักของทุกประเทศคล้ายคลึงกันหมด ถ้าไปดูที่ญี่ปุ่น หรือจีน เขาจะต้องมีตัวตนของเขา มันไปกับการศึกษาและวัฒนธรรม ต้องปลูกเขาไปในจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้นของจริงกับของปลอม สิ่งที่ขาดมันคือ จิตวิญญาณที่เป็นของแท้ สร้างขึ้นมาใหม่แล้วมันไม่เหมือนเดิมมันยังขาดความเป็นจริง แต่ถ้าเราไปที่อิตาลีเมืองเล็กๆเขาก็ยังรักษาจิตวิญาณ ประเทศอิตาลีคือประเทศของกวี ของนักเดินเรือ ของศิลปิน แล้ว 3 คำนี้เขายังรักษามาโดยตลอดไม่ได้เป็นของจอมปลอมเลย เราจะเห็นได้ว่า พิพิธภัณฑ์เขามีหลายแห่ง แต่เขายังรักษาสภาพแวดล้อม เขายังมีความรักในศิลปะ ความรักในเสียงเพลง

เราต้องพยายามรักษาจิตวิญญาณของการเป็นคนไทยไว้ให้ดั่งเดิมและแท้ เราคิดว่า Creative Economy แล้วจะมาตั้งต้นทำมันเหมือนทำแบบปลายน้ำเราต้องทำตั้งแต่ต้นน้ำ ในโรงเรียนก็ต้องปลูกฝังกันมาในโรงเรียน เด้กต้องภูมิใจในความเป็นไทย


Matichon Online : การศึกษาในบ้านเราเหมือนหัวมงกุฎ ท้ายมังกร การจะก้าวไปข้างหน้า เป็นยังไง ?


ดร.สิริกร : วันนี้กระทรวงศึกษาธิการ เราผ่านการปฏิรูปการศึกษา พรบ. การศึกษามา แก้ไขมาหลายรอบ และกำลังจะปรับปรุงอีกรอบ หลายคนพูดว่าไม่ควรจะมาเวียนวนอยู่กับโครงสร้าง เพราะความช้ำจากการเกิดการปฏิรูปรอบแรกมันยังอยู่ เพราะมันบิดเบือนตลอดและไปยุบในสิ่งที่ไม่ควรยุบไปเติมในสิ่งที่ไม่ควร เติม พี่คิดว่า สิ่งหนึ่งที่ผิดพลาดมากคือ การยุบกรมวิชาการ คุณภาพวิชาการถือเป็นหัวใจของการศึกษา ไม่ว่าจะปฏิรูปหรือไม่ปฏิรูปก็ตาม กรมวิชาการทั้งกรมซึ่งดูแลเรื่องการศึกษาท้องถิ่นในสังกัดกระทรวงมหาดไทย แต่วันนี้กรมวิชาการยุบมาอยู่ภายใต้การทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ( สพฐ.) โดยกรอบและบทบาทหน้าที่ของเขา เขาเลยดูได้เฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัด ไม่สามารถจะเอื้อจะดูแลคุณภาพวิชาการซึ่งสำคัญมากของโรงเรียนในสังกัดองค์กร ส่วนท้องถิ่น ในสังกัดกระทรวงมหาดไทยแล้วก็การศึกษาเอกชนในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาได้


เมื่อสมัยโน้นโครงสร้างที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า14 องค์ชายเนี่ยในแง่ของคุณภาพวิชาการมันดีกว่าตอนนี้เพราะโครงสร้างในจุดนั้น มันเอื้อ พี่ไม่ได้หมายความว่า 14 องค์ชายมันดีกว่า 5 แท่ง แต่มันมีทั้งจุดดีจุดด้อย มันขาดหัวเรือทางคุณภาพวิชาการ และสพฐ. กลายเป็นแท่งที่ใหญ่มาก เวลาเรากระจายอำนาจไปที่เขตพื้นที่ ถามว่าเขตพื้นที่เขาพร้อมทำงานทางด้านวิชาการไหม พี่ว่าเขายังไปไม่ถึงจุดนั้น


ในยุคคุณชินวรณ์ บุณยเกียรติ ( รมว.ศึกษาธิการคนปัจจุบัน ปี 2553) พี่ว่า แกตระหนักและรู้ถึงปัญหา แกอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการการศึกษามานาน ด้วยความเป็นครูเก่า คิดว่า พรรคประชาธิปัตย์เลือกตัวคุณชินวรณ์ มาเป็นรมว.ศึกษาธิการ ได้ถูกแล้ว เพราะถ้าคนที่เขาเป็นครูเขาเข้าใจในความเป็นครูที่สุด วันนี้เป็นครูลำบากมากเลยนะ


Matichon Online : มีความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ?

ดร.สิริกร : จำเป็น เพราะว่าสมัยที่พี่อยู่เราปฏิรูปการศึกษากันในโครงสร้างการบริหารและก็การ ปฏิรูปการเรียนรู้ครบทุกด้านเนี่ยแล้วเราเคยคุยกันว่าเมื่อครบ5 ปีเราจะประเมิน แต่ในการประเมินนั้นเนี่ยก็ควรจะประเมินทุกด้านในทั้งจุดด้อยและจุดดี


Matichon Online : อยากจะให้บรรจุสิ่งไหนเข้าไป ในการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ให้ลำดับความสำคัญ ?


ดร.สิริกร : อยากเห็นบทบาทของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาที่จะสามารถเอื้อถึงทุก โรงเรียนในสังกัดไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยว่าเขาเป็นโรงเรียนในสังกัดใคร


Matichon Online : การศึกษาในตอนนี้มันก็ถ่ายเทไปสู่ท้องถิ่นเยอะ มีอะไรน่าห่วง ?

ดร.สิริกร : น่าห่วง เพราะไม่มีสำนักวิชาการตรงนี้ ใครจะเป็นคนนั่งประชุมและบอกเขา ใครจะเป็นคนอบรมครูในสังกัดเขา ต้องทำงานในแนวราบมากขึ้น


Matichon Online : เราเห็นรัฐบาลพูดแต่เรียนฟรี 15 ปี ?


ดร.สิริกร : ในการเป็นประชานิยมเนี่ยเราก็ต้องพูดถึงเนื่อหาสาระด้วยและเมื่อกี้เราพูดถึง Creative Economy หรือพูดถึงวัฒนธรรมก็ดีนี่เป็นเรื่องของหัวใจจิตวิญญาณคุณภาพของคน ที่จะมาทำอะไรทางด้าน Creative Economy ต้อง มีจิตวิญญาณเหมือนอย่างเราเห็นประเทศญี่ปุ่นเป็น ในส่วนลึกแต่ละประเทศเขาก็ต้องมีปัญหาส่วนตัว แต่ถ้าภาพกว้างที่เรามองเป็นแบบนี้


Matichon Online : มีอะไรอยากฝากถึงคุณชินวรณ์ ไหม


ดร.สิริกร : อยากให้คืนชีพกรมวิชาการ แล้วขยายบทบาท เวลาที่เราจะปฏิรูปหลักสูตรเนี่ย เราสามารถที่จะจัดโรงเรียนนำร่องที่สามารถครอบคลุมทุกสังกัดได้ แต่วันนี้ยังไม่เห็นภาพนั้น วันนี้เรากระจายอำนาจไปเราต้องดูบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการว่า ตรงมาตราฐานของชาติเนี่ยมันยังต้องคงอยุ่ยังไงกระทรวงศึกษาธิการก็ต้องทำ บทบาทนี้ แม้จะกระจายอำนาจไปยังองค์กรส่วนท้องถิ่นและก็กระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่ แล้ว

ติดตามอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ ดร. สิริกร มณีรินทร์ ตอนที่ 2 เกี่ยวกับการสร้าง "ห้องสมุด" ---- 22 ธันวาคม 2553 นี้

"สิริกร มณีรินทร์" : อดีตรมช.ศธ.ผู้ชอบทำ"ห้องสมุด" หวังพลังปัญญาพาก้าวข้ามขัดแย้ง

ที่มา มติชน







ตอนที่ 2

สืบเนื่องจากคำสัมภาษณ์ ดร.สิริกร มณีรินทร์ ต่อจาก 20 ธ.ค. 2553


Matichon Online : ถ้ารัฐบาลชุดนี้อยากจะประชานิยมไปให้เต็มสตรีมเลยเนี่ย ควรจะใส่อะไร มีอะไร ที่มันเป็นประโยชน์ ?


ดร.สิริกร : หนีไม่พ้นเรื่องคุณภาพของครู ต้องต่อเนื่องและอบรมในสิ่งที่เขาขาด ครูขาดการอบรมทักษะ พูดง่ายๆ เรื่องห้องสมุด แม้ว่า ตอนนี้พี่จะออกจากแวดวงการศึกษา และวงการการอ่านมา แต่ตลอด 3 -4 ปี ยังไปช่วยงานการกุศลไปช่วยตามที่ร้องขอบ้าง หรือเสนอตัวบ้าง


เป็นคนชอบทำห้องสมุด เมื่อปี 2552 ที่ผ่านมาก็ไปช่วยทำห้องสมุดของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่า ไปปรับปรุงห้องสมุด หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงท่าน คิด ว่าเป็นโอกาสดีที่ศิษย์เก่าจะระดมทุนมาปรับปรุงอาคาร รวมทั้งทำพิพิธภัณฑ์ที่เป็นของมล.ปิ่น เราก็ระดมทุนกันได้เงินเกือบ 10 ล้าน ที่จะปรับปรุงห้องแล็ปให้กับโรงเรียน 2 ห้อง และห้องสมุด 2 ชั้น ทาสี ครบ เราทำงานวันแรกมือเปล่า ไม่มีเงิน แต่ใจรัก ใจสู้ กลุ่มเพื่อน 10 กว่าคนก็ใจสู้เหมือนกัน จิตอาสาต้องมาก่อน สู้จน 8 เดือน เราได้เงินมา

หลาย คนคิดว่า การปรับปรุงห้องสมุด คือการทาสี ก่อสร้าง ใส่ชั้นหนังสือ ซื้อหนังสือเข้าไปเท่านั้น ห้องสมุดจะดี มีชีวิตยั่งยืนมันอยู่ที่การบริหารจัดการ พี่ก็ดีใจว่า รัฐบาลชุดนี้บรรจุการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ต้องนึกถึงอาชีพบรรณารักษ์ การให้บริการเด็กนักเรียนและครูด้วยกันเองในห้องสมุดแต่ละโรงเรียนตรงนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก


วันนี้โรงเรียน เตรียมอุดมการศึกษามีนักเรียนเป็นพันคน แต่มีคนดูแลห้องสมุดที่เป็นข้าราชการ 2 คน คนหนึ่งอีกไม่นานก็เกษียณเพราะฉะนั้นงานก็จะคั่งค้างมาก คิดดูว่า โรงเรียนเตรียมอุดมฯ เป็นอย่างนี้แล้วโรงเรียนอื่นจะเป็นอย่างไร ต้องมาดูในเรื่องระบบการบริหารการจัดการ ดูห้องสมุดที่เอื้อต่อการบริหารการจัดการ ต้องคิดตรงนั้นเด็กเรียนอะไร และเราจะสนับสนุนหนังสือที่มีเนื้อหาสาระอย่างไร ที่อ่านแล้วเด็กรู้สึกตื่นเต้น ประเทืองปัญญา ไม่ใช่เฉพาะหนังสือเรียนเท่านั้น แต่เด็กควรจะได้อ่านหนังสือเสริมจิตวิญญาณทักษะ ประเทืองความรู้

Matichon Online : ห้องสมุดมันตายไปแล้วรึเปล่า เพราะเด็กเรียนรู้และหาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ต


ดร.สิริกร : ต้องถือว่า ห้องสมุดอิเล็กทรอนิคส์ก็เป็นส่วนหนึ่งของสมุดในความเป็นห้องสมุดเราคงไม่ปฏิเสธ e-book ผสมผสานกันไป ด้วยใจรักในห้องสมุด มูลนิธิที่ตัวเองเป็นประธานอยู่ ก็ได้เข้าไปช่วยห้องสมุดบ้านเกร็ดตระการ สังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นบ้านสำหรับสตรีและเด็กที่ถูกคุกคามหรือประสบภาวะรุนแรง ก็มีเด็กจากหลากหลายชาติไปอยู่ที่นั่น เราก็ร่วมมือกับนักศึกษาอาสาสมัคร ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เข้าไปปรับปรุงห้องสมุดซึ่งถูกน้ำท่วมทุกปี แล้วนำหนังสือที่เหมาะกับเด็กกลุ่มนี้ เน้นหนังสือฝึกอาชีพ หนังสือ How to หนังสือภาพวาด


มองว่า ผู้บริหารบ้านเกร็ดตระการ มีใจอยากจะทำอะไรให้เด็กของเขา เป็นเรื่องที่ต้องกลับมาคิดว่า จิตกับหัวใจต้องไปก่อน เราก็คิดว่า พวกเราทุกคนมีความสุขที่ได้ทำสิ่งเป็นประโยชน์ตรงนั้น ไม่ได้ใช้สตางค์มากมายอะไร วันนี้คนที่ประสบอุทกภัยสิ่งที่หนึ่งที่เราน่าจะช่วยทำได้ คือ การไปช่วยฟื้นฟูห้องสมุดของโรงเรียนที่น้ำท่วมและเสียหาย จุดแรกที่จะไปคือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทุกคนพร้อมที่จะไป มีศรัทธา มีจิตวิญญาณที่จะทำเรื่องปัญญา และต้องทำให้ใช้ได้ตลอด อยู่ได้ ไม่ใช่พอผ่านไปกลายเป็นห้องสมุดร้าง เพื่อให้ห้องสมุดมีชีวิต ตอนนี้ ศธ.กำลังเน้นเรื่องการอ่าน การปรับปรุงห้องสมุดในโรงเรียน ก็อยากให้เน้นเรื่องการบริการจัดการห้องสมุดเพื่อให้ ครู หรือมีระบบอาสาสมัครของเด็กไปจัดการตรงนี้ได้


Matichon Online : เลือกได้อยากกลับไปทำงานที่กระทรวงศึกษาธิการไหม ?

ดร.สิริกร : ไม่อยากค่ะ ไม่อยากไปไหนทั้งสิ้น แต่อยากเห็นบ้านเมืองที่ไม่มีสีใดๆ แต่ให้มาทำเรื่องของจิตวิญาณมากกว่า ยอมรับ 3 ปี มานี้เราก็ช้ำ ไม่อ่านหนังสือพิมพ์แล้ว ไม่อยากอ่านข่าวร้าย ไม่อยากอ่านข่าวความบาดหมาง การทะเลาะเบาะแว้ง ความรุนแรง ในส่วนของพี่ก็ชักชวนคนใกล้ตัวมาทำประโยชน์เพื่อสังคม อย่างห้องสมุดนี่พี่ชอบ

เราทำงานเชิงบวกไม่ได้สตางค์เลยนะ งานอาสา เราเชื่อในพลังปัญญาให้กับเด็กไทย เชื่อว่า มีปัญญาจะก้าวข้ามความขัดแย้งได้ นี่คือสาเหตุที่ทำไมชอบทำห้องสมุด มีคนเชิญให้ไปรับสมัครเป็นบุคลาการของนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ พี่บอกเลยว่า รับสตางค์ไม่ได้ เพราะเป็นงานที่ทำเพื่อแผ่นดินไทยให้จิตวิญาณเด็กไทยแข็งแรงขึ้น พี่ก็อสาสาช่วยทำช่วยคิด วันนี้ดีใจที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยที่ได้ พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น เป็นประธานที่ดีมาก เราเห็นว่า เป็นงานที่จำเป็นต้องทำเพื่อชาติบ้านเมือง ซึ่งเราสามารถผลักดันให้นิทรรศรัตนโกสินทร์ มีห้องสมุดบนพื้นที่ 500 ตารางเมตร ได้สำเร็จ

ติดตามอ่านคำให้สัมภาษณ์ของ ดร. สิริกร มณีรินทร์ ตอนที่ 3 เจาะลึกประเด็น "การเมือง" หลังถูกดองนาน 5 ปี และทิศทางการทำธุรกิจ 24 ธันวาคม 2553 นี้

ชำแหละข้อดี-ข้อเสีย'ประชาวิวัฒน์'

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นโยบาย ประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ปล่อยออกมาเป็นชุดๆ นับตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นจากคดียุบพรรค และเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ อย่างกว้างขวาง ไม่แต่เฉพาะฝ่ายค้าน ว่าลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมสมัยรัฐบาลทักษิณ เผลอๆ อาจจะหนักยิ่งกว่าตัวต้นตำรับเสียอีก

ทั้งที่เมื่อครั้งประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านเคยโจมตีนโยบายนี้อย่างเสียๆ หายๆ

อีกทั้งในอดีตพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ชื่อว่ามีความเข้มงวด ละเอียดรอบคอบในเรื่องการจัดสรรงบประมาณการใช้เงิน

แต่ครั้งนี้กลับมุ่งหวังแต่คะแนนเสียงระยะสั้น ที่ทำ ง่ายได้คะแนนเสียงเร็ว จึงสุ่มเสี่ยงต่อการขาดวินัยการใช้เงินได้

นัก วิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่ติดตามนโยบาย 'แจกแหลก' มาตั้งแต่ต้น ฝากคำเตือนไปถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ที่กำลังเดินตามรอยรัฐบาลไทยรักไทย ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้



สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและกลยุทธ์ธุรกิจ

จากการวิเคราะห์ของผม นโยบายประชาวิวัฒน์มีทั้งผลดีและผลเสีย

ผลดีจะเห็นได้ว่าโครงสร้างของประเทศไทยเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางรายได้ โดยเฉพาะชนชั้นล่าง มีช่องว่างระหว่างชนชั้นบนถึง 12 เท่า

นโยบายตรงนี้อาจช่วยบรรเทาได้เท่านั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหา เป็นเพียงทำให้คนชั้นล่างลำบากน้อยลง ก็เท่านั้นเอง

แต่ในแง่ที่ต้องระวัง คือการดำเนินการนโยบายในลักษณะเช่นนี้ จะกระทบต่อระบบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจากระยะกลางไปจนถึงระยะยาว

ต้องยอมรับว่าแนวโน้มขณะนี้จนถึงแนวโน้มข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อจะสูงกว่า 3 เปอร์เซ็นต์แน่นอน

เท่า ที่ดูจากรายจ่ายของรัฐบาล หดเหลือเพียง 16-35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น งบตรงนี้จะต่อเนื่องไปถึงงบที่ต้องไปใช้ในการลงทุน ถามว่ารัฐบาลจะนำเงินจากส่วนไหน

ผาสุก พงษ์ไพจิตร



การที่รัฐบาลบอกว่าภายใน 5 ปีจะหาเงินมาเพิ่มตรงนี้เพื่อให้เกิดความสมดุล ผมไม่เชื่อ เพราะรัฐบาลไม่ใช่เทวดาและไม่มีทางทำได้

ถ้ารัฐบาลจะทำ ต้องกล้าตัดสินใจทางการเมือง โดยเฉพาะการเพิ่มฐานภาษีมรดกและภาษีที่ดิน ถามว่ารัฐบาลกล้าทำตรงนี้หรือไม่

ที่ผ่านมารัฐบาลบอกจะทำ แต่ยังไม่มีความชัดเจน หรือถ้าทำแล้วมีขอบเขตแค่ไหน หรือถ้าคิดแล้วที่จะทำก็ไม่ควรผลักภาระไปยังรัฐบาลชุดใหม่

ปฏิเสธ ไม่ได้ว่าการออกนโยบายเช่นนี้เป็นการหาเสียงตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กัน ทางที่ดีรัฐบาลควรแก้ปัญหาในระยะยาวดีกว่า โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพในการจัดการ เพิ่มศักยภาพในการผลิต รวมถึงการแข่งขันในตลาดโลก

ที่สำคัญการจัดการ การเบิกจ่าย เงินตรงนี้ต้องโปร่งใส อย่าให้รั่วไหล โดยเฉพาะนักการเมืองที่มีส่วนสัมพันธ์กับงบประมาณ

เพราะถ้าทำได้จะเป็นสิ่งที่ถาวร

สิ่ง ที่ควรปรับปรุงที่เห็นชัดสุด คือมาตรการ การใช้รถเมล์ฟรี ควรกำหนดเป็นระยะยาวไปเลยว่าผู้สูงอายุ และเด็กที่เรียนหนังสือ ควรใช้รถเมล์ฟรีไปเลย เพราะบางคนเขาก็ไม่จำเป็นที่จะใช้

ไม่ใช่นำนโยบายนี้มามอมเมาเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

ฝากถึงรัฐบาลว่าการใช้นโยบายประชาวิวัฒน์ มันก็เหมือนกับประชานิยม แค่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น

รัฐบาลไม่ต้องอายว่าไปลอกเขามา การเปลี่ยนชื่อมันไม่สำคัญ ถ้าเจตนาดีต้องการให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เป็นสิ่งที่ควรต้องทำ

ที่ สำคัญการใช้ประชานิยมที่ว่านี้ รัฐบาลควรใช้อย่างมีขอบเขต เพราะถ้าใช้พร่ำเพรื่อ ชนิดหว่านไป อาจมองได้ว่าเป็นเพียงยาเสพติด มอมเมาชั่วคราว

ควรทำแบบต่อยอด ให้ประชาชนคิดเอง ทำเอง สร้างงาน

สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระยะยาว



ผาสุก พงษ์ไพจิตร

ประธานศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง

คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

รัฐบาลผลักดันนโยบายประชาวิวัฒน์ออกมามากในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องทางการเมืองที่เตรียมพร้อมจะมีการเลือกตั้ง

พรรครัฐบาลอาจไม่แน่ใจว่าเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ จะได้รับเลือกกลับมาอีก จึงต้องพยายามหาคะแนนนิยม

ไม่คิดว่านโยบายประชานิยมแบบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือประชาวิวัฒน์แบบประชาธิปัตย์ จะเสียหายอะไร หากเป็นนโยบายที่ดี

แต่ประเด็นอยู่ที่จะทำได้จริงหรือไม่ และคิดถึงมาตรการที่จะจัดหาค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบหรือไม่

การ ช่วยเหลือกิจการนอกระบบ เช่น หาบเร่ แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นที่รู้กันว่ามีผู้มีอิทธิพลเข้ามาเก็บค่าหัวคิว และผู้มีอิทธิพลเหล่านี้มักจะโยงอยู่กับข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ทั้งที่มีตำแหน่งอยู่และที่เกษียณไปแล้ว

รัฐบาลจะแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ได้จริงหรือเปล่า

มาตรการ ช่วยเหลือต่างๆ ไม่ได้หมายความว่าสามารถทำได้โดยไม่ต้องมีเงิน มันต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งนั้น การเสนอนโยบายจึงต้องเสนอมาตรการที่จะหาเงินมาใช้สำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ด้วย

เช่น มาตรการปฏิรูประบบภาษี มาตรการหารายได้ของรัฐบาล ถ้าจะให้ธนาคารของภาครัฐเป็นคนให้ไฟแนนซ์อาจมีปัญหาทีหลังในแง่ของหนี้สาธารณะ

ขณะ นี้ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลมีแนวทางเรื่องนี้อย่างไร แต่เท่าที่ดูยังไม่เห็นว่ามีมาตรการเรื่องปฏิรูประบบภาษี หรือการหารายได้ที่ชัดเจน

จึงเป็นเพียงราคาคุยมากกว่าของจริง

ตอนนี้มีข้อเสนอมากมายเพื่อดึงดูดผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง แต่ความเป็นไปได้ต้องดูกันต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนอยากเห็นรัฐบาลนึกถึงภาระการใช้จ่ายและควรมีมาตรการปฏิรูประบบภาษีเพื่อจัดหารายได้ด้วย

ส่วนที่ว่าการใช้เงินจำนวนมากในขณะนี้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมหรือไม่นั้น

ต้องดูว่าถ้าเป็นการใช้เงินเพื่อสร้างผลผลิต สร้างงาน ก็เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องมีมาตรการบ่งชี้ด้วยว่ามีความเป็นไปได้สูงแค่ไหน

เช่น เรื่องอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ดิฉันเห็นด้วยกับมาตรการนี้เพราะผู้ใช้แรงงานในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ค่าจ้างจริงของเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเริ่มฉุดตัวสูงขึ้น

การปรับค่าจ้างขั้นต่ำในระดับใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อจึงเป็นสิ่งสมควรกระทำ

แต่ ทั้งนี้ การปรับขึ้นเงินเดือน ส.ว. ส.ส. อีก 14-17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ปรับขึ้นให้ผู้ใช้แรงงานในอัตราที่ต่ำกว่า คือ 6 เปอร์เซ็นต�กว่าๆ ชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นของนโยบาย

สิ่งที่รัฐบาลต้องระวังมากที่สุดในการทำนโยบายประชาวิวัฒน์

คือ อย่าทำให้ประชาชนผิดหวัง เมื่อพูดออกมาแล้วต้องทำให้ได้และให้ประสบความสำเร็จ และต้องมีมาตรการไม่ให้ภาระหนี้สาธารณะสูงเกินไปจนภาคธุรกิจรับไม่ได้

อาจ ต้องมีการปฏิรูปภาษีหรือประหยัดในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น งบประมาณของกองทัพ ซึ่งขณะนี้สูงถึง 9 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด ทั้งที่ในอดีตอยู่ที่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

รัฐบาลต้องพิจารณาให้ดีว่าเป็นเรื่องสมควรหรือไม่

ส่วน การจัดเก็บภาษีของเรา ขณะนี้เก็บได้ 17 เปอร์ เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศที่ฐานะพอๆ กับเรา เช่น ตุรกี บราซิล แอฟริกาใต้ เขาเก็บได้ 25-30 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี

จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูว่าทำไมถึงเก็บภาษีได้เพียงเท่านี้

นอกจากนี้ เรื่องภาษีสุราก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้รัฐบาลมีรายได้มากกว่านี้

แต่เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้น

น่าสงสัย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน

มันฯ มือเสือ




เป็นอันว่าที่ประชุมครม. วันที่ 21 ธ.ค.

มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พื้นที่ 4 จังหวัดสุดท้าย คือ กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ

หลัง ประกาศใช้มานานกว่า 8 เดือน พร้อมกับการถือกำเนิดของศอฉ. ตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือควบคุมการชุมนุมคนเสื้อแดง

มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้อำนวยการศอฉ.คนแรก

ก่อนเปลี่ยนมาเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมภายหลัง เนื่องจากนายสุเทพ ลาออกไปลงเลือกตั้งซ่อมส.ส.

ย้อนเวลากลับไปหลังประกาศใช้พ.ร.ก.แค่ 3 วัน

วันที่ 10 เม.ย. ได้เกิดเหตุการณ์ทหารปะทะผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัว

มีผู้บาดเจ็บราว 1,400 คน เสียชีวิต 27 ศพ เป็นพลเรือน 21 ศพ รวมถึง นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ นักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น

ถัดจากนั้นเดือนเศษก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ 19 พ.ค.

การประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินแต่ละครั้งมีอายุการใช้งาน 3 เดือน ตั้งแต่ 7 เม.ย. มีการอนุมัติต่ออายุแล้ว 2 ครั้งในเดือนก.ค.และต.ค.

การยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินทำให้ศอฉ.ต้องปิดตัวลงไปด้วยโดยปริยาย

ทิ้งไว้แต่ผลงานปฏิบัติการกระชับวงล้อม-ขอคืนพื้นที่คนเสื้อแดง อันเป็นที่มาของ 91 ศพและบาดเจ็บอีก 2,000 คน

การบริหารงานของรัฐบาลภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ยาวนานกว่า 8 เดือน

คือบทเรียนให้กับผู้มีอำนาจได้ว่ากฎหมายกึ่งเผด็จการนี้ นอกจากจะนำมาใช้แก้ปัญหาขัดแย้งในบ้านเมืองไม่ได้แล้ว

ในทางตรงกันข้ามยังทำให้สถานการณ์บานปลายรุนแรงยิ่งขึ้น

นำมาสู่ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมากอย่างที่เห็น

รวมถึงเรื่องเงินงบประมาณที่รัฐบาลประเคนให้ศอฉ.ไว้ใช้จ่ายตั้งแต่ต้นจนจบ จำนวนมากมายมหาศาลเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ตัวเลขชัดเจน

คาดเดากันไปว่าอาจถึงหลักหมื่นล้านบาท

นักข่าวถามนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่ได้คำตอบ

ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.คีย์แมนคนสำคัญของศอฉ.

นอกจากไม่ได้คำตอบแล้วยังถูกเหวี่ยงกลับมา

เลยสงสัยว่ามันมากมายนักหรืออย่างไร ถึงเปิดเผยไม่ได้

เงินประชาชนแท้ๆ

ด่ากันพึม! สอนคนหากิน-ดีกว่าไล่แจกเงิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

ด่ากันพึม! สอนคนหากิน-ดีกว่าไล่แจกเงิน



ประชาภิวัฒน์ แสนล้านบาท!
ในแวดวงการเมืองทั่วโลก นโยบายประชานิยม ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย

แต่ สำหรับประเทศไทย การทำลายล้างทางการเมือง โดยเฉพาะหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 49 ได้มีความพยายามสร้างภาพให้ นโยบายประชานิยม เป็นสิ่งเลวร้าย

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งขณะน้นเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้มีการโจมตีนโยบายประชานิยมอย่างหนัก และต่อต้านอย่างเต็มที่

แต่ มาวันนี้พรรคประชาธิปัตย์เองกลับเดินหน้าเต็มลูกสูบในการทำนโยบาย ประชานิยม เพียงแต่ตามสไตล์พรรคเก่าแก่ ที่เก่งกาจในเรื่องการใช้คารมและการพลิกประเด็น ก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น นโยบายประชาวิวัฒน์แทน

แต่ทั่วทั้งสังคมไทย ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประชาวิวัฒน์ ก็คือ โคลนนิ่งนโยบายประชานิยม นั่นเอง

ซึ่ง ด้วยความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของประชาธิปัตย์ยุคนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เวลาที่ยากจะโต้ตอบหรือชี้แจง ก็จะใช้วิธีการทำไม่รู้ไม่ชี้ ใครจะเข้าใจอย่างไรก็ไม่สน

นายอภิสิทธิ์ จึงออกมาพูดอย่างเต็มปากเต็มคำว่า นโยบายประชาวิวัฒน์ เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่จะช่วยในการปฏิรูปประเทศไทยได้???

ใครจะไม่เห็นด้วย หรือใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ไม่สน เพราะตัดสินใจเดินหน้าแล้ว

ก็ เหมือนกับโครงการไทยเข้มแข็งนั่นแหละ ต่อให้ระงมเสียงสะท้อนเรื่องทุจริตมากมายเพียงใด อย่างเก่งก็แค่ย้ายคนคุมโครงการ แล้วก็ปล่อยทุกอย่างทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถจับทุจริตใดๆได้เลย

ดังนั้นรอบนี้เชื่อว่า เมื่อนายอภิสิทธิ์ ยืนยันเป้นมั่นเป็นเหมาะว่าจะใช้นโยบายประชาวิวัฒน์แน่นอน ก็อย่าหวังเลยว่า ใครจะห้ามได้

สิ่ง ที่ทำได้ก็คือ หยิบมุมมองของความห่วงใยของบุคคลที่เป็นกลางทางการเมือง ของคนที่เตี่ยวกรำอยู่ในแวดวงเศรษฐกิจ และระบบการเงินการคลังของประเทศ มาเตือนสติกัน

ว่าความห่วงใยในนโยบายประชาวิวัฒน์ของประชาธิปัตย์นั้น เริ่มพุ่งสูงเป็นปรอทร้อนแล้ว

อย่าง เช่น นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มองการต่ออายุมาตรการค่าครองชีพ ซึ่งก็คือ ผลงานประชานิยมเดิมของพรรคพลังประชาชน แล้วประชาธิปัตย์ก็รับสืบทอดเอามาเป็นผลงานของตัวเองในเวลานี้

โดยผู้ว่าแบงก์ชาติ มองตรงประเด็นว่าจากการศึกษาของธปท.พบว่า แม้มาตรการนี้จะช่วยลดการขยายตัวของเงินเฟ้อได้ประมาณ 0.5%

แต่หากจะปรับใช้เป็นมาตรการระยะยาว ก็ต้องคำนึงถึงภาระต่องบประมาณด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน???

แถมยังเตือนด้วยว่าหลังหมดมาตรการค่าครองชีพ เงินเฟ้อก็อาจเร่งตัวขึ้นอีกได้ ดังนั้นหากจะใช้ต่อเป็นระยะยาวก็ต้องดูให้รอบคอบ

“แม้ จะเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ท้ายที่สุด เราก็อยากให้แต่ละคนใช้ชีวิตโดยไม่หวังว่าจะให้คนนั้น คนนี้มาช่วยตลอดไป” นายประสารกล่าว

ส่วนเรื่องโครงการประชาวิวัฒน์นั้น นายประสารบอกว่า ต้องลงไปดูรายละเอียดว่ากระทบต่อฐานะการคลังมากน้อยแค่ไหน เพราะบางเรื่องก็ไม่สามารถฝืนกลไกตลาดได้ เช่น เรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งอยู่เหนือการควบคุม

นายพิชัย อุตมาภินันท์ สมาชิกวุฒิสภา รองประธานคณะกรรมธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม ก็มองว่า โครงการประชาวิวัฒน์ของรัฐบาลนั้น ควรจะต้องสอนประชาชนในการทำมาหากิน

ที่ สำคัญยอมรับว่ามีความเป็นห่วงเรื่องฐานะการคลัง เพราะรายจ่ายขณะนี้เท่ากับรายรับของประเทศ และความสามารถในการหารายได้ก็ยังไม่ชัดเจน!!!

ในขณะที่นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ที่มักจะพูดอะไรตรงๆเสมอ ก็สรุปแบบไม่อ้อมค้อมเลยว่า โครงการประชาวิวัฒน์ถือเป็นการตลาดทางการเมือง

และเป็นโครงการที่ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องมี แค่เปลี่ยนชื่อไม่ให้ซ้ำกันเท่านั้น

ซึ่งหลายประเทศก็มีการใช้โครงการประชานิยม แล้วแต่จะใช้มากหรือน้อย

โดยสังคมต้องประเมินในเรื่องวินัยการเงินและการคลังตลอดเวลา และมีความยุติธรรม เพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่ม

รวมทั้งต้องติดตามว่าการใช้เงินในโครงการดังกล่าวใช้ไปกับอะไร

มีการรั่วไหลหรือไม่

และสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจหรือลดความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่

ส่วน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวถึงแผนปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ ว่า แนวคิดนโยบายของรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ กำลังซ้ำรอยแผนประชานิยมของอดีตรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

และเชื่อว่าเป็นนโยบายประชานิยมที่หวังผลระยะสั้น

ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนเสพติดการรับเงินแทนเป้าหมายที่ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ฐานราก

และเห็นว่าเป็นการดำเนินนโยบายเพื่อหวังคะแนนเสียงจากประชาชน ซึ่งท้ายที่สุดอาจจะส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ

ก็ คงต้องดูว่า สุดท้ายแล้วแนวทางประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล ที่พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนนั้น เอาเข้าจริงๆแล้วจะเป็นแค่กล่องของขวัญที่ห่อกระดาษสดใสผูกโบว์สีสวย

แต่สุดท้ายในกล่องนอกจากไม่มีอะไรแล้ว ยังสร้างหนี้สร้างภาระให้กับประเทศเป็นจำนวนมหาศาลก็ได้

เพราะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ)ก็ประเมินแล้วว่า งานนี้จะต้องใช้เงินกว่าแสนล้านบาท

ประชาภิวัฒน์ที่ใช้เงินมหาศาลแบบนี้ ประชาชนได้หรือเสียกันแน่!!!

บรรดาลูกเลี้ยง ห้อยมาแรงที่สุด…เรื่องนิยายโรงงานปลากระป๋อง

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

บรรดาลูกเลี้ยง ห้อยมาแรงที่สุด…เรื่องนิยายโรงงานปลากระป๋อง

เขาว่าเริ่มมีการมอบไลเซ้นส์ มีการผ่องถ่าย แถมยังการันตีคล้ายๆเอาแบงค์มาค้ำประกันความเหนียวแน่น
จากการประชุมที่ร้านลาบ 11 ขวัญใจพวกซีดปาก ไม่ว่าที่จะเป็นโชเฟอร์แท็กซี่และหญิงสาวตามโรงงานนั้น

ได้บทสรุปออกมาแล้ว สามารถทำให้เจ้าของโรงงานเห็นดี เห็นงามด้วย ในการต้องดัน ต้องยกยอ ต้องเกื้อ
หนุนจุนเจือและต้องผลักให้คุณห้อย กระโดดข้ามรั้วขึ้นมาเป็นน้องๆเจ้าของโรงงานปลากระป๋อง เยอเนอเรชั่น
ต่างๆที่จะก้าวขึ้นมาสืบทอดอำนาจการบริหารงาน ต้องหยุดพักไว้ก่อน ยังไม่มีผู้ใดเข้าตากรรมการเลยสักคน
ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารโรงงานตามโลกาวิบัติ เอาคนที่มีสายตากว้างไกล ประจบสอพลอ
เก่งๆและชอบหักหลังแต่ไม่ชอบดัดตน เข้ามาร่วมงาน

มองดูแล้ว ต่อไป บรรดาลูกจ้างทั้งหลายคงต้องรับเคราะห์กรรม กับการเปลี่ยนนโยบายอย่างฉับพลัน เรียกว่า
เป็นการเปิดหน้าแลกหมัดของเจ้าของโรงงาน คงมีทิศทางและยุทธศาสตร์ที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของ
โลกยุคปัจจุบัน พวกที่จะถูกผลกระทบก็คงไม่หนีไปจากพวกลูกจ้าง ต้องเหน็ดเหนื่อยกับงานที่เพิ่มขึ้น เพราะ
คุณห้อยเขาจะเอายอดการผลิตมากเพิ่มขึ้นเพื่อแข่งขันกับโรงงานอื่นๆ และเป็นการปลดโซ่ตรวนของเรื่อง
ข่าวลือไม่เว้นแต่ละวันในเรื่องต่างๆ เลยเป็นที่ซุบซิบนินทาของลูกจ้าง…. คนที่ถูกนินทาคงหนีไม่พ้นคุณห้อย……

ไปอ่านรายละเอียดของนิยาย Hi’s ได้จาก-

ที่มา http://weareallhuman2.info/index.phpshowtopic=37667&st=31775&s
=a220c37707a2ce904aaeef4287bbe82e

จากใจแป๊ะ บางสนาน

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

สองขาเพื่อประชาธิปไตย
ภารกิจเยียวยาและให้กำลังใจพี่น้องเสื้อแด­ง
และผู้ได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 23/12/53

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



จะชื่อเก่า ชื่อใหม่ ไม่แตกต่าง
ก้มหน้าฟัด จนพุงกาง อย่างด้านหนา
เงินภาษี สามัญชน คนธรรมดา
แล้วตั้งงบ จัดหา อย่างน่าอาย....

คงคิดว่า ประชาชน พวกคนโง่
เลิก ศอฉ. คุยโอ่ โก้ชิบหาย
แล้วเอา ศตส. มาล่อควาย
พูดมักง่าย แบบกำกวม ความมั่นคง....

เอานักล่า หน้าเก่า มาเล่าใหม่
จัดงบให้ อย่างงาม ตามประสงค์
แบ่งกินกัน ทั่วหน้า ขออย่างง
อาจจบลง ด้วยการฆ่า ประชาชน....

คนชักใย ก็คนเดิม เพิ่มความเท่ห์
ตั้งชื่อเก๋ ศตส. ไว้ฉ้อฉล
ที่แท้เรื่อง สามานย์ สันดานคน
จึงวกวน ผลประโยชน์ ลิงโลดใจ....

เพราะผู้นำ ประเทศนี้ อัปรีย์นัก
จึงยึกยัก ร้อยเล่ห์ ทำเฉไฉ
กู้เงินมา จ่ายแจก หาแดกไป
สุดจัญไร ความคิด จิตโสมม....

*ศตส.(ศูนย์ติดตามสถานการณ์)


blablabla32@hotmail.co.th
http://www.facebook.com/profile.php?id=100001177832717
วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553