WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, December 24, 2010

จตุพร แฉรายชื่อทหารในจุดที่เสื้อแดงตาย

ที่มา thaifreenews

โดย namome

http://www.youtube.com/watch?v=JEHu3Fc_pqE&feature=player_embedded

ขอเชิญร่วมงาน "แดงล้านนา ตาสว่าง" ที่ลำปาง 24-12-10

ที่มา thaifreenews

โดย namome



ขอเชิญร่วมงาน "แดงล้านนา ตาสว่าง"




ขอเชิญร่วมงานแดงล้านนา ตาสว่าง
ณ.สนามกีฬาสถาบันราชภัฏลำปาง พบเวที นปช. ส่วนกลาง
พอ.ดร.อภิวันท์ วิระยะชัย
จตุพร พรมพันธุ์ และแกนนำจากส่วนกลาง และในพื้นที่
พบกับศิลปินเสื้อแดง แป๊ะ บางสนาน และ วง เดอะเรด
ในวันที่ 24 ธันวาคม 2553 นี้

ป.ป.ช.โชว์โง่กรณีsms

ที่มา thaifreenews

โดย ภูชี้ฟ้า

ป.ป.ช.ลงมติยกคำร้องมาร์ค-กรณ์รวด ทั้งคดีเอสเอ็มเอส-ตั้งกษิตนั่งรมต.

วัน ที่ 23 ธ.ค. แหล่งข่าวจากป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.วันที่ 23 ธ.ค. คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติยกคำร้องกรณีการกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์แก่เอกชน โดยขอให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ 3 ราย ส่งเอสเอ็มเอสให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ และให้ประชาชนส่งข้อความกลับ คิดค่าบริการครั้งละ 3 บาท ทำให้บริษัทดังกล่าวมีรายได้จำนวนมาก

โดยคณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่า การที่นายกฯและนายกรณ์ขอความร่วมมือให้บริษัทมือถือ 3 แห่งส่งข้อความให้ประชาชน เป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในนามภาครัฐ ไม่ใช่ทำในนามส่วนตัวหรือหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งเป็นการขอความร่วมมือเป็นการทำก่อนที่ได้รับการโปรดเกล้าเป็นนายก รัฐมนตรี และรมว.คลัง ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทเอกชนทั้ง 3 แห่ง ก็ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องจากการที่มีประชาชนส่งข้อความกลับมา จึงไม่เข้าข่ายการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน นอกจากนี้ได้รับคำชี้แจงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า การส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปให้ประชาชน ไม่ใช่การกระทำต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น จึงมีมติให้ยกคำร้อง

นอก จากนี้ สำหรับกรณีการกล่าวหานายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ เป็นรมว.ต่างประเทศ ทั้งที่เป็นตัวการสนับสนุนให้ยึดสนามบินนั้น ที่ประชุมเห็นว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ยกคำร้องเช่นกัน

ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:43 น.

******************************
ข้อกล่าวหา
นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์แก่เอกชน โดยขอให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ 3 ราย ส่งเอสเอ็มเอสให้ประชาชนผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือ และให้ประชาชนส่งข้อความกลับ คิดค่าบริการครั้งละ 3 บาท ทำให้บริษัทดังกล่าวมีรายได้จำนวนมาก

ผลการพิจารณาของป.ป.ช.
ประเด็นที่ 1
..การ ที่นายกฯและนายกรณ์ขอความร่วมมือให้บริษัทมือถือ 3 แห่งส่งข้อความให้ประชาชน เป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในนามภาครัฐ ไม่ใช่ทำในนามส่วนตัวหรือหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ อีกทั้งเป็นการขอความร่วมมือเป็นการทำก่อนที่ได้รับการโปรดเกล้าเป็นนายก รัฐมนตรี และรมว.คลัง .
นี่ถือได้ว่าเป็นการพิจารณาที่ขัดแย้งต่อข้อเท็จจริงและความเห็นที่ขัดแย้งของป.ป.ช.เอง นั่นคือ

1. ในวรรคแรก ป.ป.ช. พิจารณาว่า การกระทำของนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์เป็นการกระทำในนามภาครัฐ ไม่ใช่เป็นการกระทำในนามส่วนตัวหรือหาประโยชน์จากการกระทำนั้น
2. แต่วรรคต่อมา ป.ป.ช. กลับพิจารณาว่า เป็นการกระทำในลักษณะขอความร่วมมือก่อนที่จะได้รับโปรดเกล้าเป็นนายกฯและรมว.คลัง

ตรง นี้ ป.ป.ช. พิจารณาด้วยหลักเกณฑ์แห่งข้อกฎหมายที่แท้จริงอันใดมิทราบ เพราะอ้างในตอนแรกว่าเป็นการกระทำในนามภาครัฐ แต่การพิจารณาลำดับต่อมากลับเป็นการกระทำก่อนที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ความขัดแย้งตรงนี้ป.ป.ช.ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า
ตกลงในขณะนั้น นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์เป็นเจ้าพนักงานรัฐหรือไม่อย่างไร

นั่นคือหากนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์เป็นเจ้าพนักงานรัฐก็จะถือได้ว่า ใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางมิชอบได้หรือไม่

นั่น คือหากจะถือว่านายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ยังไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานรัฐ ป.ป.ช.ก็ต้องตอบให้ได้ว่าทั้งสองคนใช้อำนาจภาครัฐในฐานะอะไรในการขอความ ร่วมมือกับเอกชนในการนี้

นั่นคือหาก ป.ป.ช. พิจารณาแต่เพียงว่า เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนได้รับโปรดเกล้าเพียงประเด็นเดียว ความสงสัยที่เกิดขึ้นก็คงจะมีน้อยกว่านี้แน่นอน


ประเด็นที่ 2
..ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทเอกชนทั้ง 3 แห่ง ก็ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องจากการ
ที่มีประชาชนส่งข้อความกลับมา จึงไม่เข้าข่ายการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชน
ทำไม ป.ป.ช.จึงพิจารณาประเด็นนี้อย่างเสียไม่ได้ เพราะด้วยเจตนารมย์ในกฎหมาย ป.ป.ช.เองกำหนดไว้ด้วยเจตนาอย่างชัดเจนว่า การเอื้อประโยชน์หรือได้รับประโยชน์ใดๆ มิได้หมายถึงการที่รัฐได้รับการเสียภาษีอย่างถูกต้องจากบริษัทเอกชน หากแต่มีเจตนารมณ์ทางกฎหมายว่า การที่เอกชนมีรายได้หรือได้รับผลประโยชน์จากการเอื้อประโยชน์จากเจ้า พนักงานรัฐอย่างไรหรือไม่เท่านั้นเอง
ในประเด็นนี้ ในข้อเท็จจริงถือได้ว่า ป.ป.ช.ก็ยอมรับว่า เอกชนทั้ง 3 มีรายได้จากการนี้ ด้วยข้อความที่ว่า ...บริษัทเอกชนทั้ง 3 แห่ง ก็ได้เสียภาษีอย่างถูกต้อง...นั่นหมายถึงเอกชนมีรายได้จากการนี้และเอกชนได้เสียภาษีจากรายได้ในการนี้ครบถ้วนแล้ว
คำ ถามที่ ป.ป.ช.ต้องตอบให้ได้ว่า การเสียภาษีของเอกชนเกี่ยวข้องด้วยข้อกฎหมายใดที่จะยกประโยชน์แห่งความ สงสัยให้แก่นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ว่า นี่มิใช่การกระทำที่ทำให้เอกชนทั้ง 3 ราย ได้รับประโยชน์จากการกระทำของทั้งสองคนในครั้งนี้

ประเด็นที่ 3
..นอก จากนี้ได้รับคำชี้แจงจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า การส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปให้ประชาชน ไม่ใช่การกระทำต่อสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น จึงมีมติให้ยกคำร้อง..
ใน ความหมายนี้ ยืนยันได้อีกว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเองก็ยอมรับ นายอภิสิทธิ์และนายกรณ์เป็นเจ้าพนักงานรัฐ เช่นเดียวกับการพิจารณาของป.ป.ช.ในวรรคแรก แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับข้อสงสัยที่ว่า คำชี้แจงของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน นั้น มีศักดิ์และสิทธิ์ที่อยู่เหนือกฎหมายของ ป.ป.ช. ที่ว่าด้วยการเอื้อประโยชน์ต่อเอกชนใช่หรือไม่ นอกจากนี้ อะไรคือการกระทำที่ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น ภาครัฐหรือเจ้าพนักงานรัฐหรือว่าที่เจ้าพนักงานรัฐที่ยังมิได้รับการโปรด เกล้า มีสิทธิที่จะทำการใดโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากบุคคลหรือประชาชนโดยทั่วไปใช่ หรือไม่


หากจะเทียบเคียงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เซ็นชื่อในนามของเจ้าพนักงานรัฐ ให้คุณหญิงพจมานทำนิติกรรมทางที่ดินจากกองทุนฟื้นฟู กับการที่เอกชนทั้งสามรายมีรายได้จากการนี้ ก็เท่ากับว่า ลายเช็นต์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นด้อยค่าไปเสียสิ้น แต่ ป.ป.ช.กลับเล่นงานเสียจนศาลสั่งจำคุกพ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยเหตุเพียงแค่ปรากฏลายเซ็นต์ในฐานะเจ้าพนักงานรัฐที่ยินยอมให้คู่สมรส สามารถทำนิติกรรมต่อหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการนั้นได้อย่างถูกต้องและ ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้หน่วยงานรัฐก็มีรายได้จากการประมูลครั้งนั้น ซึ่งผู้ประมูลได้เสียภาษีตลอดจนค่าฤชาธรรมเนียมแก่รัฐอย่างถูกต้องเช่น เดียวกันกับเอกชนทั้งสามรายในกรณีข้างต้น
แต่ทำไม ป.ป.ช.จึงเห็นต่างในประเด็นการใช้อำนาจรัฐที่เอื้อประโยชน์ฯราวฟ้ากับเหวได้ถึงเพียงนั้น

ส่วนประเด็นของนายกษิต นั้น หากตรงนี้ไม่มีมูล ต้องต้องบอกว่า สิ่งที่เห็นนั้นเป็นขี้

ป.ป.ช. ถือว่าตัวเองมาจากอำนาจแห่งรัฏฐาธิปัตย์หรืออย่างไร จึงได้ทำตัวโชว์โง่เช่นหน่วยงานอิสระอื่นๆ แบบนี้

ก็ไม่รู้ว่า ระหว่าง ป.ป.ช. กับ ผม ใครโง่กว่ากัน

นักวิชาการโลกมุสลิมร่วมประกาศปฏิญญาปัตตานี “ตระหนักถึงสันติภาพ ป้องกันความคิดสุดโต่ง”

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการโลกมุสลิมร่วมประกาศปฏิญญาปัตตานี ในการสัมมนาทางวิชาการนานาชาติที่ ม.อ. เห็นพ้อง 5 ด้าน ให้ตระหนักถึงสันติภาพ ป้องกันความคิดสุดโต่ง รับหลักการ 8 ข้อ จัดหลักสูตรทางด้านการศึกษาในประเด็นโลกาภิวัตน์

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 ที่ห้องประชุมวิทยอิสลามนานาชาติ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี การประชุมสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ หัวข้อ “Roles of Islamic Studies in Post Globalized Societies” ดำเนินมาเป็นวันที่ 3 โดยในช่วงเวลาประมาณ 13.30 น. ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่างๆ 40 แห่ง จาก 16 ประเทศได้ร่วมกันประกาศปฏิญญาปัตตานี หลังจากที่ได้ใช้เวลาร่วมกันร่างเกือบ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00 น.

โดยปฏิญญาปัตตานีปัตตานีดังกล่าว รศ.ดร.บุญสม ศิริบำรุงสุข อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้อ่านปฏิญญาเป็นภาษาไทย และผู้บริหารมหาวิทยาลัยในประเทศจอร์แดนเป็นผู้อ่านคำประกาศเป็นภาษาอาหรับ เนื้อหาของปฏิญญาปัตตานี สรุปได้ดังนี้

สืบเนื่องจากการหารือในการประชุมนานาชาติ เรื่อง “Roles of Islamic Studies in Post Globalized Societies” ณ จังหวัดปัตตานี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 21 – 23 ธันวาคม 2553 พวกเราเห็นพ้องต้องกัน และรับหลักการสำคัญเพื่อการพัฒนาอิสลามศึกษา จึงขอประกาศปฏิญญาว่า

1. อิสลามศึกษาจะนำไปสู่สันติสุข และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เฉพาะระหว่างชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงมวลมนุษยชาติ
2. อิสลามศึกษาจะบูรณาการศาสนา การศึกษาด้านวัฒนธรรม การฝึกอบรมด้านวิชาชีพและทักษะที่สอดคล้องกันเพื่อประโยชน์สุขของชุมชน และอนาคตของเยาวชนในรุ่นต่อๆ ไป
3. อิสลามศึกษาจะส่งเสริมและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เจริญก้าวหน้า ยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การเติบโตและการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งรวมถึงความมั่นคงและความ ยุติธรรมทางสังคมด้วย
4. อิสลามศึกษาจะส่งเสริมความเป็นนานาชาติของมุสลิม ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างพลเมืองของโลก
5. อิสลามศึกษาจะส่งเสริมในเรื่องโอกาสในการพูดคุยระหว่างสมาชิกประชาคมมุสลิม และเสริมสร้างคุณค่าของมนุษย์ให้ตระหนักถึงสันติภาพของชาติ และป้องกันความคิดที่สุดโต่ง

ภายใต้หลักการสำคัญเหล่านี้ พวกเราในฐานะผู้แทนมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษา ขอให้คำมั่นว่า

1. พวกเราจะตระหนักถึงเรื่องความสำคัญ ของคุณภาพ และความสมบูรณ์ของอิสลามศึกษา เพื่อให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานอิสลามศึกษา (Islamic Studies Coordinating Committee : ISCCO) ภายในปี พ.ศ.2555 (ค.ศ.2012 / ฮ.ศ.1434)
2. พวกเราจะจัดตั้งเครือข่ายองค์กรการวิจัย (Research Organization Network : RON) เพื่อประสานและอำนวยความสะดวกในคุณภาพของงานวิจัยทางวิชาการ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจและการพัฒนายุทธศาสตร์เพื่ออิสลามศึกษา และสังคมของเรา
3. ให้การงานวิชาการมีความง่ายดายและสอดคล้องต่อยุทธศาสตร์การพัฒนา
4. การร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้น ระหว่างนักวิชาการต่างๆ ในเรื่องของการทำวิจัย
5. มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจร่วม
6. การจัดหลักสูตรทางด้านการศึกษา ในประเด็นที่เกี่ยวกับโลกาภิวัตน์
7. วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะเป็นศูนย์กลางทางการศึกษา เป็นจุดศูนย์รวมภาษาอาหรับในประเทศไทย
8. การประชุมลักษณะนี้จะจัดทุกๆ 2 ปี

ครส. ร้องรัฐบาลทบทวนกฏหมายละเมิดสิทธิทั้ง 3 ฉบับ หลังเลิก พรก. ฉุกเฉิน แล้ว

ที่มา ประชาไท

23 ธ.ค. 2553 - คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ออกคำแถลงว่าด้วยเรื่องการยกเลิกการบังคับใช้ พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก. ฉุกเฉิน) โดยระบุว่า ครส. ยินดีที่ทางคณะรัฐมนตรียกเลิกการบังคับใช้ พรก. เป็นเหตุให้ศูนย์อำนวยการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยุติบทบาทลง

แต่ขณะเดียวกันการที่รัฐบาลหันมาบังคับใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แทนนั้น อาจยังส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญของประเทศไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีอยู่

จากคำแถลงของ ครส. ยังระบุอีกว่า กฏหมาย 3 ฉบับคือ พรบ. ความมั่นคงฯ, พรบ.กฏอัยการศึก และ พรก. ฉุกเฉิน นั้นล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบธรรม และล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และกว้างขวาง มิได้นำมาสู่ความสงบสุขของสังคมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลในทางที่ผิดสามารถหลุดรอดจากกระบวนการยุติธรรมได้ อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวยังขัดต่อหลักการและพันธกรณีตามกติกา-อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รัฐจึงต้องใช้สติในการพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้ตามความจำเป็นจริงๆเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น

"หนทางที่ดี และเหมาะสมที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายความมั่นคงทั้งสามฉบับนี้ และเร่งดำเนินเพื่อการบังคับใช้กฎหมายอาญาอย่างมีประสิทธิภาพ ทบทวนกฎหมายที่ล้าหลังและขัดต่อหลักยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญ ยกร่างกฎหมายที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน" ครส. เสนอ

รายละเอียดของแถลงการณ์มีดังต่อไปนี้


คำแถลง ว่าด้วยการยกเลิกการบังคับใช้ พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ยินดีที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ได้มีมติยกเลิกการบังคับใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ที่มีผลให้ศูนย์อำนวยการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยุติบทบาทการปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม เป็นต้นไป โดยจะมีการนำ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มาบังคับใช้แทน ซึ่งมาตรการที่รัฐบาลอาจจะประกาศใช้ตามกฎหมายดังกล่าวยังอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหากขาดการกำกับดูแลและการตรวจสอบการใช้อำนาจให้เคร่งครัด โดยต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่รับรองโดยรัฐธรรมนูญของประเทศไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีอยู่เป็นสำคัญ
ก่อน หน้านี้ ครส. และเครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ ได้แนะนำรัฐบาลมาโดยตลอดว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่มีความจำเป็นเนื่องจากส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ และภาพพจน์ของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ว่ายังขาดเสถียรภาพทางการเมือง และด้อยพัฒนาในการจัดการกับปัญหาความขัดแย้ง จนก่อให้เกิดเหตุรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ครอบคลุมหลายรัฐบาล หลายยุคสมัย นับแต่ก่อนเหตุการณ์การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
หลังจากการยกเลิกการใช้ พระราชกำหนดแล้ว รัฐบาลคงจะหันมาใช้มาตรการตามพระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 แทน ตามที่ได้ประกาศไว้ จึงขอให้รัฐบาลพึงตระหนักว่ากฎหมายความมั่นคงทั้งสามฉบับ อันได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 พระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และ พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เปิดช่องให้มีการใช้อำนาจโดยมิชอบธรรม และล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และกว้างขวาง มิได้นำมาสู่ความสงบสุขของสังคมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลในทางที่ผิดสามารถหลุดรอดจากกระบวนการยุติธรรมได้ อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวยังขัดต่อหลักการและพันธกรณีตามกติกา-อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รัฐจึงต้องใช้สติในการพินิจพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้ตามความจำเป็นจริงๆเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเท่านั้น โดยเมื่อประกาศใช้มาตรการตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ระมัดระวังในการใช้และมีการตรวจสอบการใช้อย่างเคร่งครัด
หนทางที่ดี และเหมาะสมที่สุดคือการหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายความมั่นคงทั้งสามฉบับนี้ และเร่งดำเนินเพื่อการบังคับใช้กฎหมายอาญาอย่างมีประสิทธิภาพ ทบทวนกฎหมายที่ล้าหลังและขัดต่อหลักยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญ ยกร่างกฎหมายที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และภารกิจของนักสิทธิมนุษยชนคือการมีส่วนร่วมในการปฏิรูประบบยุติธรรมในทุกมิติ ทุกภาคส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ บุคคลากรในสายงานยุติธรรม ซึ่งถึงที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องมีบทบาทอย่างยิ่งในการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพให้เป็นกฎเกณฑ์หลักของสังคม มิใช่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายกลับกลายมาเป็นผู้ก่อปัญหา และราดน้ำมันเข้าใส่กองไฟเสียเอง
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศไทย ประชาชนคนไทย จะผ่านช่วงเวลาแห่งความสับสน และยากลำบากนี้ไปได้ในไม่ช้า สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย เป็นทั้งหลักการ วิธีการ และเป้าหมายแห่งการพัฒนาสังคม ที่ให้ความเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และเอื้อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งมวลในสังคม
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)

เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน

22 ธันวาคม 2553 กรุงเทพมหานคร

พรรคการเมืองใหม่ชูนโยบายรัฐสวัสดิการสู้เลือกตั้ง

ที่มา ประชาไท

23 ธ.ค.53 พรรคการเมืองใหม่ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อการเลือกตั้งใหญ่ 2554 โดยมีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ กล่าวเปิดการสัมมนา โดยสรุปว่า พรรคการเมืองเกิดขึ้นจากการเห็นชอบของมวลชนอย่างแท้จริง เพราะต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในการเมืองปัจจุบัน เพราะหลายพรรคการเมืองบริหารงานแบบครอบครัว เมื่อผลประโยชน์ลงตัวก็ร่วมกันเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งนับวันยิ่งมีกระบวนการทุจริตซับซ้อนมากขึ้น พรรคการเมืองใหม่ต้องไม่ถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมดังกล่าว ต้องกล้ายืนทวนกระแส อย่างไรก็ตาม การพิจารณาบุคคลเพื่อเป็นตัวแทนลงสมัครเลือกตั้งของพรรคไม่จำเป็นต้องมีชื่อ เสียง ขอให้เป็นคนดี ทำงานเพื่อมวลชนมาก่อน ถือว่าเป็นคนที่มีคุณภาพแล้ว
ด้าน นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า การสัมมนาครั้งนี้ได้วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง และโอกาสในการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า และติดตามความพร้อมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งพรรคได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 8 กลุ่ม ขณะเดียวกันจะร่วมกันออกแบบวิธีการคัดเลือกผู้สมัคร และร่วมกันลงมติว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้ามีความพร้อมที่ส่งผู้สมัครลงทุก เขตเลือกตั้ง หรือส่งเฉพาะบางเขตเลือกตั้งที่คิดว่ามีโอกาส
นายสุริยะใส กล่าวว่า พรรคการเมืองใหม่ จะชูนโยบาย “สร้าง อำนาจรัฐ ด้วยอำนาจประชาชน” ซึ่งจะสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานของพรรคอย่างแท้จริง ที่มุ่งเน้นเรื่องรัฐสวัสดิการ เพราะพรรคการเมืองปัจจุบันไม่ได้มีนโยบายด้านนี้อย่างแท้จริง
ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

Thursday, December 23, 2010

ข้อเท็จจริงเรื่องที่รัฐบาลอ้างว่าจะช่วยประกันเสื้อแดงผ่านกรมคุ้มครองสิทธิ์

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red

โดยสลักธรรม โตจิราการณ วันที่ 22 ธันวาคม 2010 เวลา 18:17 น.

เรืองที่มีรัฐพยายามเข้ามามีบทบาทการดำเนินการประกันตัวนั้น
จริงๆแล้ว เป็นการผลักดันของคณะกรรมการ คอป.ที่ อ.คณิตเป็นกรรมการต่างหาก
ไม่ได้เป็นความริเริ่มของรัฐบาล (ซึ่งเมื่อพวกเราเอาความจริงไปชี้แจงมากเข้า
อ.คณิตก็เลยเห็นด้วย จึงไปทำการผลักดันรัฐบาล แน่นอน อ.คณิตออกหน้าไปเองแล้ว
แต่ว่าสื่อทั้งหลายก็ไม่ได้รายงานสิ่งที่อ.คณิตเสนอไปอย่างชัดเจนเลย
และรัฐบาลก็เพิกเฉยต่อข้อเสนอของคณะกรรมการชุด อ.คณิต
จนถึงขั้นที่ว่า พอสื่อถาม อ.ว่าทำไมไม่เห็นรัฐบาลทำตามข้อเสนอ
อ.คณิตเลยตอบไปว่า "คุณลองไปถามรัฐบาลดูสิ")

โดย อ.คณิตเสนอว่า หากต้องการปรองดอง รัฐบาลต้องหาทางปล่อยผู้ถูกคุมขังเสื้อแดงทั้งหมด
แล้วพอ คอป.กดดันรัฐบาลมากเข้า อภิสิทธิ์เลยพยายามมองหาทางมาพูดคุยกับ นปช.
เพื่อลดแรงกดดันจากฝั่งคอป. ซึ่งก็ได้บังเิอิญมาพบกันที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์
(วันนั้นพอคนของทางรัฐบาลเห็นคุณแม่ของผมเข้า ก็เลยรีบไปตามปณิธานมา
ปณิธานจึงได้รีบมาขอให้นายกรัฐมนตรีเข้าพบคุณแม่ของผมในทันที)

เมื่อได้อภิสิทธิ์ทางคุณแม่ของผมจึงได้ทวงถามความพยายามที่จะทำตามข้อเสนอของ คอป.
เพราะทางอภิสิทธิ์มักจะอ้างว่าเคารพและพยายามปฏิบัติตามข้อเสนอของคอป.ที่ให้ปล่อยแกนนำทันที
แต่ทางแกนนำและคนเสื้อแดงไม่ร่วมมือ ไม่ยอมให้คนของกรมคุ้มครองสิทธิ์ซึ่งพวกเขาอ้างว่า
เป็นคนที่ทางรัฐบาลส่งเข้าไปช่วยเหลือเข้าพบ จึงไม่สามารถทำให้ความพยายามของรัฐบาล
ที่จะทำตามข้อเสนอของ คอป.คือช่วยให้คนเสื้อแดงรวมถึงแกนนำได้ออกมาจากคุกได้

ซึ่งข้อสรุปออกมาว่า ทางนปช.และทีมทนายของ นปช.จะเป็นผู้ประกันตัวพวกเราออกมากันเอง
เนื่องจากพวกเราเองก็มีศักดิ์ศรี และจะออกมาตามสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ของพลเมืองไทย
ไม่ใช่ด้วยความกรุณาของใคร หากรัฐบาลต้องการแสดงความจริงใจ
ก็ทำหนังสือมายืนยันความบริสุทธิ์ของพวกเราที่ถูกคุมขังในคุก ซึ่งรัฐบาลก็บอกว่าจะทำให้
โดยขอให้ผู้ต้องขังยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมไปยังกรมคุ้มครองสิทธิ์ฯเสียก่อน
แล้วกรมคุ้มครองสิทธิ์จะช่วยพิจารณา ไม่ใช่ว่ารัฐจะประกันตัวให้อย่างที่เป็นข่าวนะครับ

คิดว่าในตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่กระทำไป
ก็คงจะไม่ใช่จากน้ำใสใจจริง แต่เป็นเพราะว่าถูกกดดัน
นอกจากจะจากคอป.แล้ว
คิดว่าคงจะมีอีกหลายชาติและหลายหน่วยงานระหว่างประเทศมากดดันในทางลับ
ทำให้อภิสิทธิ์ต้องมากระทำอย่างนี้ครับ

http://www.facebook.com/note.php?note_id=138222659567314

ศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 1 ปี "สนธิ" ข้อหาหมิ่นประมาท

ที่มา ประชาไท

นัก วิชาการและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ภาคเหนือ ฟ้องสนธิ ลิ้มทองกุล ข้อหาหมิ่นประมาท ล่าสุดศาลอุทธรณ์สั่งจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ด้านสนธิยื่นประกัน 20,000 บาท เพื่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป

หนังสือพิมพ์ข่าวสด รายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 ธ.ค. ที่ห้องบัลลังก์ 8 ศาลจังหวัดเชียงราย ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1397/2549 คดีหมายเลขแดงที่ 823/2551 กรณีที่นายเก่งกาจ ศรีหาสาร นักวิชาการป่าไม้ ผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปรามภาคเหนือ กรมอุทยานแห่งชาติ เป็นโจทก์ฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยโจทก์ระบุว่าเมื่อวันที่ 22 ม.ค.2549 ได้ปราศรัยที่วัดป่าปะพงนอก จ.ระนอง กล่าวหาว่านายเก่งกาจพาเจ้าหน้าที่อุทยานป่าไม้ไปป่วนการปราศรัยในรายการ เปิดเวทีปราศรัยเวทีสัญจรครั้งที่ 15 ที่สวนลุมพินี กรุงเทพฯ ถึงขั้นขว้างประทัดยักษ์เข้าไปในขณะปราศรัย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ทั้งที่ความจริงแล้วคนที่ขว้างคือบุคคลอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับไปแล้ว ดังนั้นโจทก์จึงเห็นว่าตัวเองได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นการหมิ่นประมาท

นอกจากนั้น จำเลยยังนำไปออกวิทยุและอินเตอร์เน็ตผู้จัดการ ตั้งแต่วันที่ 22-31 ม.ค.2549 เป็นการเผยแพร่ข้อความให้แพร่หลายมีลักษณะจูงใจให้คนเกลียดชังตน ต่อมาเมื่อวันที่ 7 มี.ค.2551 ศาลชั้นต้นเคยมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้จำคุกนายสนธิเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากว่าจำเลยมีความผิดลักษณะเดียวกันอย่างซ้ำซ้อน และให้โฆษณาในหนังสือพิมพ์จำนวน 5 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน ซึ่งครั้งนั้นนายสนธิได้ยื่นขอประกันตัวเพื่อยืนอุทธรณ์ดังกล่าว

ใน ครั้งนี้ ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามที่นายสนธิได้ยื่นอุทธรณ์ในข้อหาเดียวกันเอาไว้ โดยศาลแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน แต่มีเหตุบรรเทาโทษจึงให้ลดโทษลงเหลือ 1 ใน 3 หรือคงให้จำคุกเป็นเวลา 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา และลดการโฆษณาในหนังสือพิมพ์เป็น 3 วัน

หลังศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษาแล้ว นายสนธิได้ยื่นประกันตัวในวงเงิน 200,000 บาท เพื่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป

ประชาธรรม : 4 องค์กรสื่อภาคปชช.เหนือ ยื่นผบ.ตร.ภาค 5 เร่งสอบคดีลอบยิงแกนนำวิทยุชุมชน

ที่มา ประชาไท

สำนักข่าวประชาธรรม รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 2553 สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือและเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท. ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ให้เร่งสอบคดีของนายบุญจันทร์ และนางปอยดี จันหม้อ ที่ถูกลอบยิงเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดและผู้บงการมาลงโทษตามกฎหมายให้เร็วที่ สุด พร้อมเรียกร้องให้จัดกำลังตร.ดูแลความปลอดภัย

อนึ่ง การลอบสังหารนายบุญจันทร์ ซึ่งเป็นนายสถานีวิทยุชุมชน ถูกองค์กรสื่อภาคปชช.มองว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อระดับท้องถิ่น เพราะนายบุญจันทร์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัวกับใคร เพียงแต่นำเสนอข่าวที่ดินในหมู่บ้านดงดำ ต. ฮอด อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ที่บางกลุ่มออกโฉนดทับเขตป่าชุมชน และการคัดค้านโครงการทวิภาษา ที่จะสร้างอักษรไทยในภาษากะเหรี่ยง อย่างต่อเนื่องเท่านั้น

.........................................

เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา
77/1 ม. 5 ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
50200 โทร 087-189-4460, 081-783-4703
22 ธันวาคม 2553
เรื่อง ขอเรียกร้องให้เร่งสืบสวนคดีของนายบุญจันทร์ และนางปอยดี จันหม้อ ที่ถูกลอบยิง
เรียน พล.ต.ท. ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5
ด้วย นายบุญจันทร์ จันหม้อ อดีตข้าราชการครู คศ. 2 ได้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมมาโดยตลอด ทั้งเป็นอดีตกรรมการสภาผู้ชมของทีวีไทย เป็นกรรมการเครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ เป็นกรรมการของเครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา เป็นผู้ประสานงานของเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และอื่นๆอีกมากมาย ต้องมาถูกลอบยิงเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ณ หมู่ 5 บ้านดงดำ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้นางปอยดี จันหม้อ ภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส
ดังนั้น เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา ซึ่งเป็นวิทยุชุมชนของภาคประชาชน ใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนกว่า 20 สถานี สหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ จำนวน 150 สถานีทั่วประเทศ เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ และเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคเหนือ ขอเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 ซึ่งดูแลรับผิดชอบคดีของนายบุญจันทร์ จันหม้อ ปฏิบัติดังนี้
1. ขอให้เร่งสืบสวนคดีของนายบุญจันทร์ จันหม้อ โดยเร็ว เพื่อหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายอย่างยุติธรรม
2. ขอให้ทางสำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 ให้ความคุ้มครอง หรือจัดให้มีการดูแลรักษาความปลอดภัยแก่นายบุญจันทร์ จันหม้อและครอบครัว ในระหว่างที่ยังหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษไม่ได้
3. ในระหว่างที่มีการสืบสวนคดีของนายบุญจันทร์ จันหม้อ ขอให้ทางสำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 แจ้งความคืบหน้าของคดีดังกล่าวแก่เครือข่ายภาคประชาชนเป็นระยะ
ทั้ง นี้สมาชิกขององค์กรเครือข่ายภาคประชาชนดังรายชื่อข้างต้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สำนักงานตำรวจภูธรภาค 5 จะเป็นหน่วยงานที่พึ่งพิงของประชาชนในการรักษาความยุติธรรม จับผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมายโดยเร็ว
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้
ด้วยความเชื่อมั่นในความยุติธรรม
(นายไพศาล ภิโลคำ) (นายอินทอง ไชยลังกา)
กรรมการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ ประธานเครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือ
(นายอัมรินทร์ เปล่งรัศมี) (นายสมเกียรติ ใจงาม)

กรรมการเครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ

อดีตผู้นำทหารสังหารหมู่ประชาชนในอาร์เจนติน่า ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต

ที่มา ประชาไท

ฮอร์เก ราฟาเอล วิเดลลา (อดีตผู้นำทหารอาร์เจนติน่า)

เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ที่ผ่านมา อดีตผู้นำทหารของอาร์เจนติน่าถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต จากข้อหาทรมานและสังหารประชาชน 31 รายในช่วงที่มีการปราบปรามประชาชนอย่างหนังช่วงยุค 1970s ถึง 1980s ที่เรียกว่า "สงครามสกปรก" (Dirty War)

LA.Times รายงานโดยอ้างสำนักข่าวอาร์เจนติน่าว่า การตัดสินโทษของฮอร์เก วิเดลลา ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการจบสิ้นลงของผู้นำยุคเผด็จการ ทหารครองเมืองในประเทศละตินอเมริกา ที่บางส่วนได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ เพื่อพยายามกดดันฝ่ายซ้ายหรือนักสังคมนิยมมาร์กซิสต์ไม่ให้เป็นภัยต่ออำนาจ ของพวกเขา

โดยมีประชาชนกว่าหลายหมื่นคนถูกสังหาร หรือ "สาบสูญ" หลังเกิดการรัฐประหารในอาร์เจนติน่าเพื่อโค่นล้ม อิสซาเบล มาร์ติเนซ เดอ เปรอง ในปี 1976

นอกจากนี้ยังมีอดีตเจ้าหน้าที่เผด็จการทหารรายอื่น ๆ รวมถึงนายพล ลูเซียโน เมนเนนเดซ ถูกตัดสินจำคุกที่ศาลในเมืองคอร์โบดา โดยผู้ถูกกล่าวหาได้เคยพยายามปกป้องการกระทำของตนเองว่าเป็นการใช้มาตรการ ปราบปราม "ผู้ก่อการร้าย" และ "กลุ่มติดอาวุธ" ที่ข่มขู่รัฐบาลอาร์เจนติน่า ซึ่งอีก 30 ปีถัดมา สำนักข่าวต่าง ๆ ของอาร์เจนติน่าก็พากันกล่าวถึงข้อหาที่ตั้งแก่อดีตเผด็จการทหารว่าเป็น "การก่อการร้ายโดยรัฐ" (State Terrorism)

สื่ออาร์เจนตินายังรายงาน บรรยากาศรอบศาลที่คอร์โดบาว่า มีการ "ส่งเสียงเชียร์และร้องไห้" อยู่ข้างนอก ขณะที่มีการอ่านคำตัดสินของลูกขุน โดยวิเดลลายอมแสดงความรับผิดชอบที่ลูกน้องของตนทำไว้ในช่วง "สงครามสกปรก"

วิ เดลลาได้ปกครองอาร์เจนติน่าหลังจากรัฐประหารไปจนถึงปี 1981 ซึ่งปัจจุบันเขาอายุได้ 85 ปีแล้ว ซึ่งทางศาลได้กล่าวว่าพวกเขาจะให้แพทย์ตรวจดูว่าวิเดลลามีสุขภาพที่พอรับโทษ ในเรือนจำของประชาชนทั่วไปได้หรือไม่

โดยก่อนหน้านี้ วิเดลลา เคยถูกตัดสินจำคุกมาในกรณี "สงครามสกปรก" มาแล้ว ในช่วงที่อาร์เจนติน่ากลับมาปกครองแบบประชาธิปไตยในปี 1985 แต่ได้รับการนิรโทษกรรมและปล่อยตัวโดย ประธานาธิบดี คาร์ลอส เมนเม ในปี 1990 จนกระทั่งในปี 2007 รัฐบาลของ ปธน. เนสเตอร์ เคิร์ชเนอร์ ยกเลิกการนิรโทษกรรมแก่เหล่าอดีตเผด็จการทหาร เปิดทางให้วิเดลลาถูกดำเนินคดีอีกครั้ง

ในช่วงที่วิเดลลา ยังคงอยู่ในอำนาจ เขาได้เคยตอบคำถามต่อนักข่าวกรณีเหยื่อของสถานการณ์ว่า "คนที่หายตัวไป ก็แค่...นั่นแหละ สาบสูญไป พวกเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว พวกเขาสาบสูญไป"