ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
สถาบัน พระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ แถลงรายงานผลการวิจัยหัวข้อ "มองอดีต แลอนาคต วัดระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันต่างๆ และความพึงพอใจกับบริการของรัฐ พ.ศ. 2546-2553"
โดย น.ส.ถวิลวดี บุรีกุล ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้นำเสนอ
งานวิจัยเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ปีཪ-53 แต่ละปีจะเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันไป ใช้กลุ่มตัวอย่างปีละประมาณ 3 หมื่นคน
แบ่ง ช่วงรัฐบาลเป็นปีཪ-49 รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, ปี รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, ปี รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และปี-53 รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จากการสำรวจ ความพึงพอใจต่อนโยบาย สำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการและการเมือง ในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ พบว่า ร้อยละ 91.4 พอใจการปฏิรูประบบราชการ
โดย เฉพาะการปราบปรามการ ทุจริตคอร์รัปชั่นในช่วงดังกล่าว ประชาชนพอใจมากที่สุดในปีཫ ถึงร้อยละ 82.6 แต่หลังจากนั้นเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ จนช่วงปี เหลือเพียงร้อยละ 67.1
นโยบาย ทางเศรษฐกิจ ประชาชนพึงพอใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะโครงการกองทุนหมู่บ้าน แม้ปี พึงพอใจต่ำสุด แต่ก็มากถึงร้อยละ 84.8 ขณะที่นโยบายแก้จนกลับได้รับความพอใจน้อยลงเป็นลำดับ จนปี เหลือเพียงร้อยละ 57.6
นโยบายสุขภาพของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ นโยบายเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาได้รับความนิยมมาก เกือบร้อยละ 90 ของทุกปี
นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ได้รับความนิยมในปีཫ ถึงร้อยละ 87.7 แต่ในปีཬ หลังกลุ่มพันธมิตรเคลื่อนไหว ความพึงพอใจเหลือร้อยละ 43.9 กระทั่งปี ระดับความพอใจเพิ่มมาอยู่ที่ร้อยละ 87.3
ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประชาชนพอใจนโยบายหลักประกันรายได้ผู้สูงอายุถึงร้อยละ 89.7 ตามมาด้วยโครงการเรียนฟรี 15 ปี ร้อยละ 87.2
นโยบายสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีในชาติ พึงพอใจร้อยละ 60.5 แต่น้อยที่สุดคือนโยบายการปฏิรูปการเมือง ร้อยละ 55.2
สำหรับ ความเชื่อมั่นต่อตัวนายกฯ รัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณในช่วงปีཫ ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดถึงร้อยละ 92.9 ขณะที่รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ได้ร้อยละ 45.2
ปี ช่วงรัฐบาลนายสมัครและนายสมชาย ได้ต่ำสุดคือร้อยละ 37.6 ขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในปีཱ ได้ร้อยละ 61.6
ความ เชื่อมั่นต่อสถาบันพรรคการเมือง ช่วงปี ประชาชนให้ความเชื่อมั่นน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 26.1 ปัจจุบันความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 36.9
ความเชื่อมั่นต่อสมาชิก รัฐสภา ช่วงปีཬ ส.ส.ได้รับความเชื่อมั่นมากกว่าส.ว. แต่ตั้งแต่ปี ความเชื่อมั่นต่อส.ว.เริ่มกลับมามากกว่าส.ส. ปัจจุบันความเชื่อมั่นส.ว.อยู่ที่ร้อยละ 46.4 ขณะที่ส.ส.ร้อยละ 43.9
ความ เชื่อมั่นต่อผู้ว่าฯ ช่วงรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อมั่นมากที่สุดร้อยละ 79.5 แต่หลังจากนั้นเริ่มลดต่ำลงเรื่อยๆ จนต่ำสุดในช่วงปี ร้อยละ 55.8 ก่อนจะเพิ่มขึ้นในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จนปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 64.5
ความ เชื่อมั่นในตัวข้าราชการขึ้นลงตามตัวนายกฯ และปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 44.9 แต่ความเชื่อในตัวเจ้าหน้าที่ศุลกากรอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ความ เชื่อมั่นต่อทหาร ปีཫ-48 รัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ทหารได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดถึงร้อยละ 84.8 ปี หลังรัฐประหาร ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 61.8 แต่หลังจากนั้นเพิ่มขึ้น จนปี ได้ร้อยละ 76.3 ก่อนลดลงอีกครั้งในปีཱ เหลือร้อยละ 67.8
ขณะที่ตำรวจได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุดในปีཬ ร้อยละ 69.2 จากนั้นลดลงเรื่อยๆ กระทั่งปัจจุบันได้ร้อยละ 54.9
ความเชื่อมั่นต่อเอ็นจีโอ ปีཫ เชื่อมั่นสูงสุดถึงร้อยละ 68.4 แต่หลังจากนั้นลดลงตามลำดับ ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 25.1
สำหรับความเชื่อมั่นต่อศาล ไม่ว่าศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ความเชื่อมั่นของทั้ง 3 ศาลก็ค่อยๆ ลดลงเช่นกัน
ปีཫ เป็นช่วงที่ทุกศาลได้รับความเชื่อมั่นสูงสุด โดยศาลยุติธรรมได้ร้อยละ 86.7 ศาลรัฐธรรมนูญได้ร้อยละ 84.9 และศาลปกครองได้ร้อยละ 83.1
แต่ หลัง จากนั้นความน่าเชื่อมั่นลดลงเรื่อยๆ ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดใน 3 ศาล คือร้อยละ 65.1 ขณะที่ศาลยุติธรรมได้รับความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 71.3 และศาลปกครองอยู่ที่ร้อยละ 67.3
ความเชื่อมั่นต่อการทำงานของสื่อ เป็นไปในแนวทางเดียวกันคือ เริ่มลดลงเรื่อยๆ โดยสื่อที่ได้รับความเชื่อมั่นมากที่สุด คือโทรทัศน์ ร้อยละ 66.4 ส่วนสื่อที่ได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดคือ วิทยุชุมชน ร้อยละ 40.3
ความเชื่อมั่นต่อการทำงานขององค์กรด้านการตรวจสอบ กกต.ได้รับสูงสุดในปีཬ ร้อยละ 69.9 จากนั้นลดต่ำลงเรื่อยๆ ก่อนขยับขึ้นมาในปี และปัจจุบันได้รับความเชื่อมั่นอยู่ที่ร้อยละ 56
ขณะที่ป.ป.ช.ได้รับความเชื่อมั่นมากสุดในปีཫ ร้อยละ 77.2 ก่อนลดระดับความน่าเชื่อถือลงเรื่อยๆ และปัจจุบันความน่าเชื่อถืออยู่ที่ร้อยละ 52.1
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ความเชื่อมั่นสูงสุดอยู่ที่ปีཫ ร้อยละ 77.5 จากนั้นเริ่มลดลงจนปัจจุบันเหลือร้อยละ 46.8
ขณะที่ความเชื่อมั่นในองค์กรด้านการตรวจสอบและในคำปรึกษา มีเพียงผู้ตรวจการแผ่นดินเท่านั้นที่ปัจจุบันมีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับ เกินกึ่งหนึ่งคือ ร้อยละ 51.7
ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับความเชื่อถือเพียงร้อยละ 41.8 และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รับความเชื่อถือน้อยที่สุด คือ ร้อยละ 38.8
ความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน คือ ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ และถนน ล้วนอยู่ในระดับที่เกินร้อยละ 70 ทั้งสิ้น
สำหรับเรื่องคอร์รัปชั่นในรัฐบาล ทุกปีจะมี ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการคอร์รัปชั่นเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดคือ ร้อยละ 46-52 ส่วนที่เห็นด้วยกับการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลมีสัดส่วนที่ไม่มากนัก
โดยมีผู้ที่เห็นด้วยมากที่สุดในปีཬ ร้อยละ 3.9 และน้อยที่สุดในปีཱ ร้อยละ 1.8
นอกจากนี้ประชาชนยังเห็นว่า เรื่องการคอร์รัปชั่นและรับสินบนในการปกครองระดับประเทศมีมากกว่าการปกครอง ในระดับปกครองท้องถิ่น โดยปัจจุบันเห็นว่ามีการคอร์รัปชั่นระดับประเทศร้อยละ 27.9 และระดับท้องถิ่นร้อยละ 16.6
เป็นที่น่าสังเกตว่า ในปี ช่วงรัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ์ ประชาชนเห็นว่ามีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด โดยเป็นการคอร์รัปชั่นรับสินบนระดับประเทศร้อยละ 32.1 ระดับท้องถิ่นร้อยละ 22.5
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, December 25, 2010
เผยผลวิจัย'มาร์ค'ยังตาม'แม้ว'
จุดเปลี่ยน
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ถ้าหาก 'จุดเปลี่ยน' ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ที่การชนะฟาวล์คดียุบพรรค
จุดเปลี่ยนของพรรคเพื่อไทยน่าจะอยู่ที่ผลเลือกตั้งซ่อม 5 เขต 5 จังหวัดเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.
การที่พรรคเพื่อไทยได้มาเพียง 1 ที่นั่ง ในเขตที่เป็น 'ของตาย' อย่างเขต 2 ขอนแก่น
ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในอย่างมาก
ระดับแกนนำยอมรับว่าวางยุทธศาสตร์หาเสียงผิด
ขณะเดียวกันลูกพรรคหลายคนโดยเฉพาะที่เป็นส.ส. ภาคอีสาน เริ่มไม่มั่นใจอนาคตตัวเองภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทย
ข่าวสะพัดเตรียมย้ายไปสังกัดพรรคอื่น
ยิ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์โหมกระหน่ำปล่อยนโยบายเอาใจรากหญ้าภายใต้ชื่อยี่ห้อ 'ประชาวิวัฒน์' ออกมามากเท่าไหร่
จะยิ่งเห็นความหวั่นไหวของพลพรรคเพื่อไทยมากขึ้นเท่านั้น
หวั่นไหวเพราะรู้ดีว่านโยบายลด แลก แจก แถม ทำนองนี้
ภายใต้รหัสเรียกขาน 'ประชานิยม'
เคยเป็น 'ตัวช่วย' ให้พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งถล่มทลายมาแล้ว 2 ครั้งเมื่อปี 2544 และ 2548
แม้นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จะ วิพากษ์วิจารณ์ว่านโยบายป้อนข้าวป้อนน้ำเช่นนี้
ระยะยาวจะเป็นเชื้อร้ายทำให้ประชาชนโดยเฉพาะชาวรากหญ้ากลายเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตไปในที่สุด
แต่ในทางการเมืองต้องยอมรับ นโยบายประชานิยมคือเครื่องมือทรงพลังของพรรคไทยรักไทยในอดีต
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะลอกเลียนแบบ
แถมยังแจกแหลก แจกหนักกว่า
กะให้ชาวบ้านลืมหน้าเจ้าของประชานิยมต้นตำรับเดิมไปเลย
เมื่อการเมืองไทยยังผลัดกันปู้ยี่ปู้ยำประเทศแบบทีใครทีมัน
ป่วยการพรรคเพื่อไทยจะมาร้องแรกแหกกระเชอเรื่องประชาวิวัฒน์
ภายหลังเกิดจุดเปลี่ยนในสนามเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา
ทางเดียวคือพรรคเพื่อไทยต้องรีบกลับมาทบทวนตัวเองโดยด่วน
อะไรคือจุดอ่อน อะไรคือจุดแข็ง
การตะบี้ตะบันพึ่งพาแต่กับคนอยู่ต่างประเทศ ถึงเวลาต้องเพลาๆ ลงบ้างหรือไม่
ไม่ต้องถึงขนาดต้องตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง
เอาแค่จัดวางตำแหน่งความสัมพันธ์ใหม่ให้เหมาะสมระหว่าง 'เพื่อไทย-ทักษิณ-เสื้อแดง'
เร่งหาหัวหน้าตัวจริง จะเฮียมิ่ง เฮียเหลิม พ่อใหญ่จิ๋ว ก็เอาให้ชัดสักคน
ได้เมื่อไหร่ก็วางนโยบายให้เสร็จสรรพ ใช้เป็นตัวนำท่อน้ำเลี้ยง
น่าจะช่วยให้พรรคฟื้นคืนจากอาการสลบไสลขึ้นมาได้บ้าง
ขู่7วันคดีไม่คืบ แดงฮืออีก เชียงใหม่วุ่น!
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
แดงแห่ศพ"ดีเจ แดงคชสาร"ขอความเป็นธรรมกับตำรวจ
ประกาศลุกฮือใน 7 วันหากคดีไม่คืบหน้า ขณะที่แกนนำร่วมรดน้ำศพแน่นวัด
"จตุพร"ลั่นจะดำเนินการให้มีการจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้.....
จากการเสียชีวิตของ นายน้อย บรรจง หรือ ดี เจ"แดง คชสาร"วัย 50 ปี
การ์ดคนสำคัญของ กลุ่มรักเชียงใหม่ 51
ที่ถูกกลุ่มฆาตกรโหดอุ้มตัวจากตัวเมืองเชียงใหม่
ไปฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยมในป่า ของบ้านหมู่ 10ต.ออนกลาง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ตลอดเช้าวันที่ 24 ธ.ค.ที่บริเวณหน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลซ
กลุ่มคนเสื้อแดง รักเชียงใหม่ 51 ได้ทยอยกันมาติดตามข่าวการสังหารโหด
โดยมีการนำรูปภาพของนายน้อย มาตั้งไว้พร้อมทั้งพวงหรีดอาลัยการจากไป
มีการตั้งตู้บริจาคในการทำบุญศพ โดยทางวิทยุคลื่นคนเสื้อแดง
ได้มีการออกอากาศอาลัยการจากไปพร้อมทั้งเชิญชวนให้มาร่วมกันในการแห่ศพ
จากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มาที่หน้าโรงแรมวโรรสฯก่อน
ที่จะแห่ไปทื่หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และนำไปทำบุญศพ
ที่วัดศรีบุญเรือง ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในเวลา 14.00 น.ต่อไป
ต่อมาเมื่อเวลา 14.00 น.กลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงรุ่นใหม่
นำโดยนายกฤษณะ พรมบึงรำ หรือ"ดีเจ กฤษณะ 51"
ได้นำขบวนรถแห่ศพออกจากโรงแรมวโรรสฯ
แห่ไปตามถนนสายต่างๆ และมุ่งหน้าไปยังหน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5
จากนั้นก็ได้พักขบวนนำโลงศพตั้งไว้บนรถ ก่อนที่จะมีการประกาศ
ขอให้ทางตำรวจเร่งจับกุมคนร้ายและขอให้ยุติความรุนแรง กับประชาชน
โดยได้มีการยื่นคำขาดว่า หากภายใน 7 วันหลังจากที่มีการเผาศพแล้ว
หากคดียังไม่คืบหน้าก็จะมีการชุมนุมใหญ่ขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนั้นทาง พล.ต.ต.สมพล อัครเดโชชัย ผบก.อก.ภ.5
ได้ออกมารับหนังสือ เพื่อจะนำส่งมอบให้กับทาง พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธ์กุล ผบช.ภ.5
ซึ่งหลังจากยื่นหนังสือแล้วทางกลุ่มคนเสื้อแดงได้เคลื่อนขบวนแห่ศพไปยังวัด ศรีบุญเรือง
เพื่อทำพิธีบำเพ็ญกุศลศพ
โดยมีพระครูสุเทพสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรือง
และเป็นอาจารย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ทำพิธีรับศพ
และนำไปตั้งไว้บนศาลาวัด เพื่อรอการรดน้ำศพในเวลา 17.00 น.
โดยจะมีแกนนำคนสำคัญคนเสื้อแดงจากกรุงเทพเดินทางมาร่วมในพิธีรดน้ำศพ
จากนั้น นายกฤษณะ กล่าวถึงขั้นตอนต่างๆในการเรียกร้องของความเป็นธรรมว่า
ในวันนี้ได้มีการแห่ศพไปยังตำรวจภูธรภาค 5 และทำการยื่นหนังสือให้กับทาง ผบช.ภ.5
เพื่อขอให้เร่งรัดในการคลี่คลายคดี เพราะว่าเกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงเชียงใหม่ 2 คดีแล้ว
โดยคดีแรกสังหารนายกฤษดา กล้าหาญ ผ่านไปเกือบ 4 เดือนแล้ว
ยังไม่มีความคืบหน้าไม่มีความชัดเจน จนมาถึงคดีของนายแดง คชสาร
ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่า จะคืบหน้าหรือให้ความกระจ่างชัดอย่างไร
ตนเชื่อว่า การเสียชีวิตของทั้ง 2 ราย
จะต้องมีอิทธิพลบางอย่างมากดดันและแทรกแซง
การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายความว่า ไม่ต้องการให้ข้อมูลมีความชัดเจน
หรือไม่ให้มีความคืบหน้าในทางคดี
จึงจะขอให้ทางภาค 5 เร่งรัดทั้ง 2 คดีนี้
ซึ่งหลังจากทำการเผาศพในวันที่ 26 ธ.ค.แล้ว
นับจากนั้น 7 วันก็จะไปทวงถามความคืบหน้าในเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ทาง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาจี้คดี
ให้ตำรวจเร่งดำเนินการมีความเห็นอย่างไรบ้าง
นายกฤษณะ ตอบว่า เป็นการดีที่คนระดับนายกรัฐมนตรี ได้ลงมาให้ความสนใจในเรื่องนี้
แต่ตนและคนเสื้อแดงก็ยังไม่มีความมั่นใจในคำพูดของนายกรัฐมนตรีว่า
จะมีผลต่อการปฎิบัติของการสอบสวนสืบสวนในคดีนี้มากน้อยขนาดไหน
ต้องยอมรับว่าอำนาจดูแลคดีต่างๆเหล่านี้
มันมีอิทธิพลบางอย่างเข้ามาครอบงำ มาแทรกแซงมากดดัน
นี่คือสภาพความเป็นจริงในขบวนการยุติธรรมของเราในขนาดนี้
ต่อมาเมื่อเวลา 17.00 น.ที่บริเวณวัดศรีบุญเรือง
มีกลุ่มคนเสื้อแดงไปรอรดน้ำศพจำนวนมากในบริเวณวัด
ท่ามกลางการตรวจสอบคนแปลกหน้าที่เข้าไป ปรากฎว่า
ได้มีกลุ่มแกนนำคนเสื้อแดงระดับสูง มี
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ,
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รอง ประธานสภาฯ
และคณะจำนวนหนึ่งได้เดินทางมาถึง
โดยทางนายจตุพร ได้มอบพวงหรีด นปช.วางหน้าศพ
และ พ.อ.อภิชัย เป็นประธานในการรดน้ำศพ
จากนั้นนายจตุพร ได้กล่าวกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมงานศพ
จะมีดำเนินการให้มีการจับกุมตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้
หลังจากนั้นทางนายจตุพร พร้อมคณะก็ได้รีบเดินทางไปยัง จ.ลำปาง
เพื่อปราศัยกับกลุ่มเสื้อแดง จ.ลำปาง
โดยจะมีการนำเรื่องการเสียชีวิตของ แดง คชสาร ไปพูดด้วย
และรัฐจะต้องรับผิดชอบในการกระทำครั้งนี้
ทางด้าน พล.ต.ท.ชัยยะ ศิริอำพันธุ์กุล ผบช.ภ.5 ได้กล่าวว่า
ในเรื่องที่เกิดขึ้นทาวตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เร่งหาพยานหลัก ฐานต่างๆ
เพื่อดำเนินการหาตัวคนร้ายให้ได้ พร้อมทั้งยังขอความร่วมมือประชาชน
ที่ทราบข้อมูลเบาะแสในเรื่องนี้ ขอให้แจ้งมาที่ตำรวจได้
จะได้มีการเข้าไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนทุกๆเรื่อง
ในขณะนี้ประเด็นต่างๆยังไม่ได้ชี้ชัดลงไปยังอยู่ที่การรวบรวมพยานหลักฐาน ต่างๆ
เพื่อดำเนินการซึ่งก็ขอให้ทางตำรวจได้ทำงานก่อน
http://www.thairath.co.th/content/region/136703
เมินการเมือง! นพดลปัด หญิงอ้อคุมพท.
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
"นพดล"ปัด"คุณหญิงพจมาน"นั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ชี้"หญิงอ้อ"ไม่เคยคิดเข้าวงการเมือง อัดพวกปล่อยข่าวหยุดสร้างความสับสน
ทอดเวลาเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ถึงก่อนการเลือกตั้ง อ้างยังมีเวลาเหลือเฟือ....
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ
ถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมเคาะรายชื่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
เพื่อชูขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งสมัยหน้าว่า
ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีกมากที่จะคัดเลือกหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
เพื่อชูเป็นนายกฯในการเลือกตั้งสมัยหน้า
เพราะขณะนี้มีคนที่เหมาะสมหลายคนทั้งในพรรคและนอกพรรคเพื่อไทย
ดังนั้นจึงมีเวลาพิจารณาเรื่องนี้อีกมากไปจนถึงก่อนการเลือกตั้งเล็กน้อย
จึงไม่ต้องเร่งรีบหาหัวหน้าพรรคตอนนี้
นายนพดล กล่าวว่า คนที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย
ต้องเป็นผู้นำที่มีบารมีพอควร สยบความแตกแยกได้ และมีความรู้ ความสามารถพอตัว
ส่วนกระแสข่าวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ
จะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง
เพราะคุณหญิง พจมานไม่ชอบและไม่สนใจการเมือง
ไม่เคยมีความคิดในหัวที่จะเข้าสู่วงการเมือง จึงไม่มีทางเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้
ขอให้คนปล่อยข่าวหยุดได้แล้ว
อย่าดึงคุณหญิงพจมานเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อสร้างความสับสน
http://www.thairath.co.th/content/pol/136638
สัมภาษณ์ ‘ธิดา ถาวรเศรษฐ’: แม่ทัพหญิงคนใหม่กับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของ ‘นปช.’
ที่มา ประชาไท
สัมภาษณ์โดย ศรายุธ ตั้งประเสริฐ
เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553
“ธาริต” จวก “จตุพร” ปั้นพยานเท็จ เตรียมยื่นศาลถอนประกัน 27 ธ.ค.นี้
ที่มา ประชาไท
“ธา ริต” โต้ “จตุพร” แฉทหารฆ่าประชาชน ชี้สร้างพยานเท็จ เล็งยื่นขอถอนประกันตัวต่อศาล 27 ธ.ค.นี้ หลังเข้ามายุ่งกับพยานหลักฐานทางคดี-ใส่ร้ายเจ้าหน้าที่
ประวิตร โรจนพฤกษ์: เปิดรายงานสอบสวนที่เชื่อว่าเป็นของ DSI
ที่มา ประชาไท
โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์
รายงาน การสืบสวนสอบสวนที่เชื่อได้ว่าเป็นของกรมสืบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับ 16 ศพที่เสียชีวิตในช่วงระหว่างการสลายการชุมนุมของรัฐ ช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 53 ซึ่งตกถึงมือหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ชี้ให้เห็นว่า 13 ใน 16 ศพ "เข้าข่ายน่าเชื่อว่า . . . เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงาน ซึ่งอ้างว่า ปฏิบัติราชการตามหน้าที่"
รายงาน 10 ฉบับครอบคลุมถึง 16 ศพ มีรายละเอียดการให้ปากคำของพยาน และหลักฐานอื่นๆ ซึ่งในหนึ่งคดี พยานปากหนึ่งได้แก่ นายนิโคลัส นอสติสส์ ช่างภาพ/นักข่าว ชาวเยอรมัน ยืนยันกับทางหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นว่า คำให้การในรายงานการสืบสวนสอบสวนนั้นตรงกับที่ตัวเองให้ไว้ ในจำนวน 10 คดี มีไฮไลท์รวมถึงกรณีการเสียชีวิตของ นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเสียชีวิตในคืนวันที่ 10 เมษา ซึ่งรายงานสรุปของดีเอสไอสรุปว่า "เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ดำเนิน การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป"
หนึ่งในพยานนายมูราโมโต้ให้ปากคำ กับทางดีเอสไอว่า "พยานเห็นทหารถืออาวุธปืนยาวในลักษณะเฉียงอยู่แนวเดียวกับพยาน ขณะนั้นพยานได้ยินเสียงดังเหมือนของหนักหล่นกระแทกพื้นด้านหลัง เมื่อหันไปดูเห็นผู้สื่อข่าวต่างชาติทราบภายหลังคือนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ แบกกล้องถ่ายวีดิโอขนาดใหญ่หงายหลังลงกับพื้นทางเท้าหันศีรษะไปทางรั้ว ร.ร.สตรีวิทยา พยานเข้าไปดูเห็นที่หน้าอกซ้ายของนายฮิโรยูกิฯมีจุดรอยเลือดเล็กๆ และขยายใหญ่ขึ้น พยานจึงทราบว่า ถูกยิง"
ในขณะเดียวกัน หลักฐานพยานวัตถุ ซึ่งได้แก่หลักฐานภาพจากวีดิโอคลิป จากกล้องของนายมูราโมโต้ ซึ่งถ่ายก่อนที่จะถูกยิงเสียชีวิต ก็สอดคล้องกับคำให้การของพยานอีกปาก ที่กล่าวว่า "ได้เห็นมีการยิงปืนจากกลุ่มทหาร"
รายละเอียดอีกคดีที่น่าสนใจได้แก่ กรณี 6 ศพวัดปทุมวนาราม ซึ่งทางรายงานก็ได้สรุปว่า 3 ใน 6 ศพนั้น "มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานตามสมควรเข้าข่ายน่าเชื่อว่า มีความตายเกิดขึ้นจากเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ . . ."
ในจำนวน พยาน 42 ปากของคดี 6 ศพนั้น รวมถึงพยานซึ่งเป็นนายทหาร 5 ราย ซึ่งยอมรับว่า พวกเขาได้ใช้อาวุธปืนยิงไปยังบริเวณวัดปทุมวนารามในค่ำของวันที่ 19 พ.ค. 2553 จริง ยกตัวอย่างเช่น พยานลำดับที่ 37 ซึ่งประจำที่กองพันจู่โจมลพบุรี แต่ทางหนังสือพิมพ์ไม่ขอเผยนาม กล่าวว่า ตนได้ใช้ปืน M16 A2 ยิงไปจำนวน 5 นัด "เพื่อให้คนที่อยู่ใต้ท้องรถออกมา ตะโกนให้ออกมาจากใต้ท้องรถและถอดเสื้อ" หรือ พยานคนที่ 31 ซึ่งเป็นทหารประจำที่กองพันจู่โจมกรมรบพิเศษที่ 3 ให้การว่า "เห็นชายชุดดำที่ตอม่อบนถนนพระราม 1 พยานจึงได้ยิงใส่กลุ่มชายดังกล่าวไป 7 นัด เวลาประมาณ 18.10 น. เห็นชายที่บริเวณมุมกุฏิมีอาวุธปืนจึงยิงใส่ไป 1 นัด เวลา 18.20 น. . . . " หรือพยานคนที่ 33 ที่กล่าวว่า "ได้ใช้อาวุธปืนยิงขู่ไปที่กำแพงวัดปทุมวนาราม"
อย่างไรก็ตาม พยานอีกปากที่เป็นประชาชนยืนยันว่า ทหารยิงถูกคนที่หน้าวัดปทุมฯ จริง จนเกิดการสูญเสียชีวิต ยกตัวอย่างเช่น พยานคนที่ 25 ให้การว่า "เห็นทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้ายิงปืนมาที่เต็นท์พยาน เห็นน.ส.กมลเกด อัคฮาด และอาสาพยาบาลชายถูกยิงที่เต้นท์พยาน แต่ต่อมาถึงแก่ความตาย ทราบชื่อในภายหลังว่า เป็นนายอัครเดช ขันแก้ว"
ท้งนี้แหล่งข่าวที่เผยแพร่ข้อมูลจากรายงานการสืบสวนสอบสวนที่อ้างว่าเป็น ของดีเอสไอกล่าวว่า พวกตนจะนำรายละเอียดของรายงานการสืบสวนสอบสวนทั้ง 10 คดี เผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตในวันนี้ (ศุกร์)ใบตองแห้ง...ออนไลน์: 'เวศ(ห)วะวิวัฒน์
ที่มา ประชาไท
หมอ ประเวศยื่น 9 ข้อเสนอประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ทำให้นักข่าว คอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุทีวี เดือดร้อนกันไปทั่ว เพราะต้องเวียนหัวตีความขยายประเด็นเฟ้นหาข้อดีมานำเสนอ
แบบว่าหมอ ประเวศท่านเป็นปราชญ์แห่งยุค เป็นคนดีที่เสียสละมาชั่วชีวิต ฉะนั้นข้อเสนอของท่านต้องไม่ธรรมดา ต้องลึกซึ้ง ถึงแก่น สุดสูงคืนสู่สามัญ ซับซ้อนคืนสู่เรียบง่าย จากเนื้อหามากมายท่านสรุปได้ซะจนไม่เหลืออะไร แต่ใครอย่าบังอาจบอกว่าท่านพูดไม่รู้เรื่องหรือไม่มีอะไรใหม่เชียว เดี๋ยวจะถูกโห่ฮาว่าไร้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เข้าไม่ถึงถ้อยคำของปราชญ์ ฉะนั้น ท่านพูดอะไรก็ต้องยกย่องเข้าไว้ ต้องดีต้องถูกเสมอ อะไรๆ ที่อธิบายขยายความได้ดีก็ช่วยกันเอามาขยายหน่อย
กาลครั้งหนึ่งนานมา แล้ว สมัยอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แปลโจนาธานลิฟวิงสตัน นางนวล เป็นหนังสือเบสต์เซลเลอร์ในหมู่ปัญญาชนสยาม ก็มีหนังโจนาธานลิฟวิงสตันซีกัลเข้ามาฉาย ผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ดูตั้งแต่รอบแรกๆ ยังจำได้ว่าดูที่โรงหนังฮอลลีวู้ด ออกจากโรงมาเดินตาลอย หัวหมุน มึนตึ้บ หนังเอี้ยอะไรไม่รุ มีแต่นกบินไปบินมา เดี๋ยวไอ้โจนาธานก็บินไปทางซ้าย ทางขวา แล้วคนพากย์ก็สาธยาย แต่พอเพื่อนถามว่าหนังดีไหม ก็ต้องวางฟอร์มทรงภูมิพูดให้เคร่งขรึมเข้าไว้ “มันลึกซึ้ง เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งมาก” (ลึกจนกรูไม่รู้เรื่องเลย)
ฉันใดก็ฉันนั้นละครับ กับคนที่แห่แหนยกย่องลัทธิประเวศ แต่ตอนนั้นผมอายุแค่ 18 ไม่ใช่ตอนนี้ที่โตๆ กันแล้ว
9 ข้อของหมอประเวศ พูดอีกก็ถูกอีก ไม่ผิดแน่นอน เพราะกว้างขวางเวิ้งว้างเป็นมหาสมุทร เต็มไปด้วยภาษาสวยๆ “สัมมาชีพ” “ปลดล็อคอำนาจ” “ดรรชนีพัฒนา” “ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง” “ศูนย์ยุติธรรมชุมชน” ฯลฯ แต่ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นรูปธรรมจับต้องได้
หมอ ประเวศให้นิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ใครมั่งล่ะ แม่ขโมยนมห้างให้ลูกกิน หรือว่าเสื้อเหลืองเสื้อแดง ทักษิณก็เป็นประชาชนคนหนึ่งเหมือนกันนะ และเขาก็โวยว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
เสื้อเหลืองได้รับความเป็นธรรม ไหม (ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะเขาโวยว่าช่วยให้มาร์คได้เป็นนายกฯ แล้วกลับเห็นเป็นนั่งร้าน อิอิ) เสื้อแดงได้รับความเป็นธรรมไหม ที่ถูกปราบ ถูกฆ่า และถูกจับกุมคุมขังมาครึ่งปีโดยไม่ได้ประกัน ถูกศาลตัดสินลงโทษอย่างรุนแรง รวบรัด ภายใต้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ความยุติธรรมภายใต้ ศอฉ. ศตส. และตุลาการภิวัตน์เนี่ยนะ หมอประเวศตั้งความหวังกับกระทรวงยุติธรรมยุคพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค เนี่ยนะ
หมอ ประเวศจะให้สื่อมวลชนของรัฐทำการสื่อสารเพื่อปฏิรูปประเทศไทย มิน่า ละครหลังข่าวเลยให้พระเอกทำการเกษตรอินทรีย์จนไปขัดผลประโยชน์กลุ่มอิทธิพล ที่ทำศูนย์หัตถกรรมไทย (OTOP เป็นพวกผู้ร้ายไปซะแล้ว ละครน้ำเน่าเดี๋ยวนี้ทันยุคทันสมัยนะ พูดถึงชุมชนท้องถิ่น พอเพียง เชิดชูความเป็นไทย รักษาท้องไร่ท้องนาไว้เป็นสมบัติชาติ ฯลฯ แต่พักโฆษณาเครื่องสำอางนาทีละหลายล้าน)
หลายวันก่อนผมบังเอิญเปิด วิทยุเจอรายการ 96.5 สัมภาษณ์อาจารย์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เรื่องการเอารัดเอาเปรียบแรงงานไทย ผมฟังไปก็หัวเราะไป เพราะ อ.ณรงค์ก็ยังเป็น อ.ณรงค์ นักวิชาการแรงงานฝ่ายซ้ายผู้ไม่เคยเปลี่ยน ท่านสาธยายถึงความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมของค่าแรง เมื่อเทียบกับราคาผลผลิต ท่านบอกว่าประชาชนจะต้องลุกขึ้นต่อสู้และวันนั้นใกล้มาถึงแล้ว
ผมหัว ร่อท้องแข็งเลยครับ วิทยุ อสมท.ในยุค พ.ร.ก.ฉุกเฉินเปิดโอกาสให้นักวิชาการฝ่ายซ้าย “พล่าม” ได้หนึ่งชั่วโมงเต็มๆ ยังกะหลับฝันไปได้พรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยเป็นรัฐบาล ไม่ใช่อยู่ใต้ระบอบอำมาตย์ที่ปราบปรามประชาชนเลือดนอง มันผิดฝาผิดตัวพิลึก อ.ณรงค์อาจจะบอกว่าถ้าท่านไม่มาทำงานให้ระบอบอภิสิทธิ์ ท่านก็คงไม่ได้เผยแพร่ความคิดให้กว้างขวาง แต่ผมไม่รู้เหมือนกันว่า อ.ณรงค์พูดให้ใครฟัง เพราะคนชั้นล่างที่ อ.ณรงค์อยากพูดด้วย เขาไม่ฟังท่านแล้ว ส่วนคนชั้นกลางก็ใช่ว่าสนใจแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความเสมอภาคแปลว่าคนชั้นล่างตีตัวเสมอ คนชั้นกลางเป็นผู้มีจิตใจเมตตาสัตว์ผู้ยาก สนับสนุนประชาสงเคราะห์ ประชาวิวัฒน์ บริจาคผ้าห่ม เสื้อกันหนาวผ่าน จส.100 ....แต่ถ้ามันกล้าหือ ลุกขึ้นสู้ ก็เชียร์ทหารให้ยิงหัวแม่-เลย
ไม่ต่างกันเลยกับเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่ปาฐกถาเรื่องเปลี่ยนประเทศไทยด้วยพลังพลเมือง ท่านบอกว่าต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน การเมืองปัจจุบันกลายเป็นการเมืองแบบหางเครื่อง มวลชนฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ การช่วงชิงอำนาจระหว่างชนชั้นนำนำไปสู่ความรุนแรงเป็นระยะๆ
พูดอีกก็ ถูกอีกนั่นแหละครับ แต่ตัวท่านอยู่ตรงไหนล่ะ พลังพลเมืองที่พร้อมจะเปลี่ยนประเทศนี้เกิดขึ้นแล้ว แม้อาจยังสะเปะสะปะไร้ทิศทาง แต่พวกเขาก็พร้อมจะสู้ถึงที่สุด ทำไมจึงมองพลังประชาชนเป็นแค่ “หางเครื่อง” แล้วตัวเองยอมเป็น “เครื่องมือ” ให้ระบอบอภิสิทธิ์
ท่านหวังว่าระบอบนี้จะยอมปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ อย่างนั้นหรือ อำนาจที่เคยอยู่ในมือชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งเปลี่ยนไปอยู่ในมือชนชั้น นำที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง แล้วยิ่งรวมศูนย์อำนาจ ใช้อำนาจทหารอำนาจศาล กดหัวชาวบ้าน นี่หรือคือผู้ที่จะปฏิรูป
ผมพยายามเข้าใจในแง่ดีว่า อ.เสกสรรค์ไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้วยความรุนแรง แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำกลุ่มนี้ กระทั่งเอาชื่อเสียงเกียรติภูมิที่ได้มาจากการเสียสละต่อสู้เผด็จการของ วีรชน 14 ตุลา มาค้ำระบอบของพวกเขา
นี่คงเป็นสิ่งที่เราต่างกัน ผมต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารุนแรงหรือไม่รุนแรง ถ้าทำได้ ก็ให้มันรุนแรงน้อยที่สุด แต่ถ้าสุดวิสัยจะหลีกเลี่ยง ผมก็พร้อมรับความพินาศย่อยยับ มิคสัญญีไม่มีที่สิ้นสุด หรือกระทั่งพังไปด้วยกันทั้งหมด มากกว่าการปฏิรูปดัดจริตภายใต้อภิสิทธิ์และอำมาตย์
ราชการวิวัฒน์
อะไร คือประชาวิวัฒน์ที่โพนทนากันนักหนา นอกจากน้ำฟรีไฟฟรีรถเมล์ฟรีที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลสมัคร ก็เห็นจะให้เงินกู้นั่นนี่ ช่วยเหลือเรื่องนั้นเรื่องนี้ ฯลฯ (อู้กำเมืองว่าสะป๊ะสะเป้ด) ที่ไม่มีอะไรชัดเจนจับต้องได้และส่งผลต่อประชาชนโดยทั่วถึงเหมือนอย่างกอง ทุนหมู่บ้านหรือ 30 บาท
อย่างเดียวที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมคือ ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. ขึ้นเงินเดือน อบต. แล้วตอนนี้ อบจ.กับ สก.สข.ก็จะขอมั่ง
รสนายุให้ฟ้องศาลปกครอง มีคนถามว่าทำไมไม่ฟ้องเอง อ้าว ก็เธอเป็น ส.ว. ได้ขึ้นเงินเดือนกับเขาด้วย ไม่ใช่ผู้เสียหาย ศาลอาจตีความว่าไม่มีอำนาจฟ้อง
แต่รสนาลืมไปว่า ศาลปกครองก็จะได้ขึ้นเงินเดือนพร้อม ส.ส. ส.ว. ด้วย เพราะรัฐขึ้นเงินเดือนให้ประธานรัฐสภาเมื่อไหร่ก็ต้องขึ้นเงินเดือนให้ ประธานศาลฎีกาเท่านั้น และประธานศาลต่างๆ ประธานองค์กรอิสระ (ตลอดจนนายทะเบียนพรรคการเมือง) กรรมการ รองประธาน และตำแหน่งรองลงมา สะป๊ะสะเป้ด ก็จะได้ขึ้นเงินเดือนด้วยกันหมด
ฉะนั้น เราอาจจะตีความได้ว่า ศาลปกครองไม่มีอำนาจรับพิจารณา เพราะเป็นเรื่องที่ศาลปกครองก็ได้อ้อยเข้าปากด้วยเช่นกัน
ผม กำลังจะบอกว่าในขณะที่สังคมโวยวายคัดค้านการขึ้นเงินเดือน ส.ส. ส.ว. ซึ่งจริงๆ แล้วคิดเป็นเม็ดเงินนิดเดียว เม็ดเงินที่สูญเสียไปละลายแม่น้ำมากกว่าก็คือการขึ้นเงินเดือนศาล อัยการ องค์กรอิสระ และหน่วยงานพิเศษต่างๆ ที่เดิมก็ได้เงินเดือนและสวัสดิการสูงเหลื่อมล้ำกว่าข้าราชการธรรมดาๆ อยู่แล้ว
ผมไม่คัดค้านเลยกับการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการ 5% เพราะข้าราชการหลายหน่วยงานทำงานหนัก อย่างที่ควรขึ้นให้ 10-20% เลยด้วยซ้ำ เช่น แพทย์ พยาบาล ครู ตำรวจ หรือหน่วยบริการประชาชนต่างๆ แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบราชการมี 2 ข้อ ข้อหนึ่งคือบางหน่วยทำงานหนัก บางหน่วยไม่มีงานทำและมีคนล้นเกิน ข้อสองคือเงินเดือนข้าราชการทั่วไปต่ำ แต่มีบางหน่วยงานเป็นข้าราชการอภิสิทธิ์ชน เงินเดือนสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการทั่วไปทั้งที่ไม่ได้ทำงานมากกว่ากัน
ข้อ แรกอาจยกตัวอย่างได้เช่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เทศบาลนครที่ผมมีภูมิลำเนาอยู่เนี่ย ตอนไปทำบัตรประชาชนแทบจะถูกอุ้มขึ้นบันได เพราะมีเจ้าหน้าที่เกือบสิบ แต่มีคนไปทำบัตร 2-3 คน คิดถึงสมัยมาอยู่กรุงเทพฯใหม่ๆ ปี 2515 น้าชายผมพาไปทำบัตร คนเข้าคิวยังกะรอปอเต็กตึ๊งแจกข้าวสาร น้าผมเป็นข้าราชการ แกรู้ระเบียบดี พับแบงก์ยี่สิบใส่ไปในกองเอกสารด้วย
แต่ กทม.ทุกวันนี้บริการสะดวก รวดเร็ว ด้านหนึ่งต้องยกนิ้วให้ว่าปรับปรุงประสิทธิภาพยอดเยี่ยม แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่ามีเจ้าหน้าที่เยอะ
นี่คือข้าราชการท้องถิ่นในปัจจุบัน งานเบา เงินดี บรรจุกันเข้าไปเพราะบรรจุง่าย ไม่มีใครตรวจสอบ
ข้า ราชการที่ควบข้อหนึ่งข้อสองคือ ศอฉ.เอ๊ย ศตส. ทหารไงครับ ทหารยังอยู่ในระบบเงินเดือนปกติ เทียบเท่าข้าราชการพลเรือน แต่มีบัญชีแยกเป็นของตัวเอง ถ้าเทียบทหารระดับกลางระดับล่างกับข้าราชการระดับกลางระดับล่าง ก็ไม่ต่างกันมากนัก แต่ที่ต่างกันจริงๆ คือระดับสูง ซึ่งนายทหารระดับพลตรี จะมีอัตราเงินเดือนเทียบเท่าซี 10 ถ้าเป็นพลเรือนก็คืออธิบดี ผู้ว่าฯ พลโทพลเอกเทียบเท่าซี 11 ปลัดกระทรวง ส่วนพลเอกอัตราจอมพลยิ่งไปโน่นเลย หาใครเทียบไม่ได้
คือถ้าพลตรีที่เป็น ผบ.พล ได้เงินเดือนเท่าผู้ว่าฯ มันก็สมควรนะครับ แต่ทุกวันนี้เราเสียข้าวสุกเลี้ยงนายพลเป็นดอกเห็ด ผู้ชำนาญการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำ บก.ทบ. ฯลฯ หิ้วกระเป๋าใบเดียวไปทำงาน มีโต๊ะนั่งมั่งไม่มีโต๊ะนั่งมั่ง มีงานทำมั่งไม่มีงานทำมั่ง ถ้าประเทศไทยลดนายพลลงเหลือเท่าที่จำเป็น อาจจะมีเงินจ้างแพทย์ไปประจำโรงพยาบาลชุมชนเพิ่มอีกนับพันคน
ข้า ราชการข้อสองก็คือ ตุลาการ อัยการ และองค์กรอิสระ ตุลาการแยกบัญชีเงินเดือนมาตั้งแต่สมัยประมาณ ชันชื่อ อาศัยนักการเมืองเกรงใจ จึงได้เงินเดือนเงินประจำตำแหน่งสูงลิบ ขนาดผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด ยังเงินเดือนสูงกว่าผู้ว่าฯ ต่อมาอัยการก็ขอมั่ง ต่อมามีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ก็เทียบชั้นว่าประธาน กกต. ประธาน ปปช. เหล่านี้ต้องได้เงินเดือนเทียบเคียงประธานศาลฎีกา ซึ่งไม่ใช่แค่ระดับสูง ข้าราชการ กกต. ปปช.ก็กลายเป็นข้าราชการอภิสิทธิ์ เงินเดือนและสวัสดิการสูงกว่าข้าราชการทั่วไป พวกนี้ไม่ต้องมารอเข้า รพ.รัฐแล้วเบิกจ่ายเหมือนข้าราชการธรรมดา แต่ซื้อประกันกับบริษัทเอกชนเลย ฉะนั้น ตอนก่อตั้งหน่วยงานเหล่านี้ใหม่ๆ ก็มีข่าวข้าราชการวิ่งขอโอนย้ายกันขาขวิด
หน่วยงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ เป็นหน่วยงานด้านกฎหมาย จึงส่งผลกระทบให้รัฐบาลต้องมาปรับค่าวิชาชีพให้นิติกรประจำหน่วยงานราชการ ทั่วไปด้วย นิติกรกลายเป็นวิชาชีพหายาก ทั้งที่คนจบกฎหมายเกร่อ ประกาศ ก.พ.เมื่อกลางปีที่ผ่านมาขึ้นค่าตอบแทนให้นิติกรซี 3-8 ที่มีราว 5,000 คน ตั้งแต่ 3,000-6,000 บาท ทั้งที่ไม่ได้ทำงานมากกว่าเพื่อนข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน
นอกจาก นี้ยังมีข้าราชการข้อสองครึ่ง ได้แก่องค์การมหาชนหรือหน่วยงานพิเศษที่จัดตั้งขึ้นทั้งสมัยรัฐบาลชวนและ ทักษิณ อย่างเช่น 5 ส.ของหมอประเวศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ เชื่อหรือไม่ว่าเปิดดูในวิกิพีเดีย เรามีองค์การมหาชนตั้ง 29 องค์การ
หน่วยงานราชการทั้งหมดนี้ได้ขึ้น เงินเดือน % พร้อมกันหมด โดยรวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทั้งรัฐวิสาหกิจที่ทำงานหนัก (นึกชื่อไม่ออก) ทั้งรัฐวิสาหกิจเสือนอนกิน (อย่าง CAT ที่ได้อานิสงส์จากคำสั่งศาลปกครอง เซ็งลี้ 3G เข้าปากทรูมูฟของนายทุนไทยแท้แต่พูกไม่ชัก)
ถามว่ามันยุติธรรมไหม กับข้าราชการที่ทำงานงกๆ เพราะสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการปรับโครงสร้างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเกลี่ยตำแหน่งลดกำลังพลระดับสูงของบางหน่วยงาน
แล้วถามว่ามันยุติธรรมไหม กับประชาชนตาดำๆ ที่ได้แค่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 8-17 บาท กับประชาวิวัฒน์ที่เป็นแค่น้ำจิ้ม
จาก ศอฉ.สู่ ศตส.
คณะรัฐมนตรียกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ยุบ ศอฉ. แล้วตั้ง ศตส. ซึ่งเรียก 19 หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าชี้แจงทันที
จากเดิมที่ ศอฉ.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเฉพาะ กทม.และปริมณฑล ตอนนี้เราได้ ศตส.ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ดูแลทั้งประเทศ
ไม่ ใช่เรื่องแปลกเลยเพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่เป็นมรดก คมช.ฟื้นอำนาจ กอ.รมน.ให้เป็นรัฐซ้อนรัฐไว้ตั้งแต่แรกแล้ว (ตั้งแต่ปณิธาน วัฒนายากร เข้าไปยกร่าง) “รัฐทหาร” ที่ซ่อนอยู่ข้างในนี้มีอำนาจสั่งการทุกหน่วยงาน เสมือนที่ทำกันอยู่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งมีอำนาจอนุมัติกระทั่งแผนพัฒนา การก่อสร้างโครงการต่างๆ มีกำลังพล มีงบประมาณไม่อั้น ทั้งงบลับงบเปิดเผย
ที่ ผ่านมาเขายังไม่พร้อม แต่ตอนนี้ “รัฐทหาร” พร้อมแล้ว ที่จะเดินหน้า “ปฏิรูปประเทศไทย” ไปกับหมอประเวศ (ฮา) แล้วการตั้ง ศตส.ก็ไม่มีกำหนดยกเลิก มีแต่จะขยายอำนาจแผ่อำนาจให้ครอบคลุมกว้างขวางทั่วถึงทุกปริมณฑล
ถ้าจะยกเลิก ศตส.มีทางเดียวเท่านั้นคือ ยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ซึ่งคงต้องข้ามศพสถาบัน จปร.ไปก่อน
ใน สภาพเช่นนี้ กองทัพจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องก่อรัฐประหารขึ้นมามีอำนาจเอง เพราะกุมอำนาจอยู่ภายในเบ็ดเสร็จ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และกำลังจะลงไปถึงชุมชนท้องถิ่นของนักเพ้อฝันทั้งหลาย ฝ่ายตรงข้ามต้องหืดขึ้นคอถ้าจะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ที่ กอ.รมน.วางโครงข่ายอย่างหนาแน่น ขณะที่ยังมีอำนาจตุลาการภิวัตน์และองค์กรอิสระไว้ลงดาบพรรคการเมือง
อภิสิทธิ์ จึงจะยืนหล่อบนโพเดียมได้ต่อไปในสมัยหน้า เป็นฉากหน้าที่ถูกจริตคนชั้นกลาง ขณะที่ภายในอยู่ได้ด้วยกำปั้นเหล็กของทหาร ควบกับการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตุลาการภิวัตน์
ผมเห็นข่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา วีนแตกใส่นักข่าวแล้วก็ขำ แต่นี่แหละคือทหารแบบที่ชนชั้นนำและคนชั้นกลางต้องการ คือมีไว้เพื่อแสดงความกร้าวกำราบมวลชนเสื้อแดงและฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย คนชั้นกลางพึงพอใจผลงานของทหาร โดยไม่แยแสว่าจะมีคนตายเท่าไหร่ ไม่สนใจข้อถกเถียงว่าใครเป็นคนยิง “ต้องยิงหัวมันเสียบ้างจะได้ไม่กล้าหือ” คนชั้นกลางพึงพอใจการจับกุมคุมขังคนเสื้อแดงโดยไม่ให้ประกัน และตัดสินลงโทษอย่างหนัก ไม่แยแสว่าจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ เคารพสิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีมาตรฐานเดียวกันกับเสื้อเหลืองขับรถไล่ชนตำรวจหรือไม่ “มันจะได้ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเป็นแกนนำอีก”
กองทัพวันนี้ได้แปรสภาพ เป็น “ทหารรับจ้างของชนชั้นนำและชนชั้นกลาง” อย่างเต็มตัว ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมากองทัพเป็นของคนชั้นล่าง เปล่า เพียงแต่เมื่อก่อน ผู้นำกองทัพยังมีสติปัญญาความสามารถพอจะขึ้นไปเป็นผู้นำประเทศ ขณะที่การให้สัมภาษณ์เมื่อ 2-3 วันก่อน มันบอกว่าผู้นำกองทัพมีสติปัญญาความสามารถแค่ไหน โถ เป็นได้แค่เนียะก็ยังจะเอาตัวไม่รอดเลย
นี่พูดจริงๆ นะครับ เท่าที่ทำข่าวและสัมผัสสัมภาษณ์ทหารมา ผู้นำกองทัพรุ่นเปรม รุ่นบิ๊กจิ๋ว รุ่น จปร.5 จปร.7 ยังเป็นพวกที่มีความคิดกว้างไกล มีประสบการณ์เห็นความขัดแย้งทางการเมือง เข้าใจโลกและสังคมมากกว่ารุ่นหลัง ซึ่งถ้าจะให้ขีดเส้น ผมมองว่ายุติแค่ พล.อ.สุรยุทธ์ ทหารรุ่นหลังจากนั้นไม่เห็นใครมีสติปัญญาความสามารถพอจะเป็นผู้นำประเทศได้ (ขนาด พล.อ.สุรยุทธ์ยังเอาตัวไม่รอด) ดูแต่ละรายก็เห็น ประวิตร บิ๊กบัง อนุพงษ์ ประยุทธ์ อนุพงษ์อาจดูสุขุมกว่า แต่อนุพงษ์ก็รู้ตัวว่าสูงสุดแค่ ผบ.ทบ.จึงขีดเส้นจำกัดบทบาทตัวเอง
ระบอบอภิสิทธิ์จึงมีจุดแข็งที่ เชิดนักการเมืองผู้เข้าใจจริตคนชั้นกลางเป็นผู้นำ โดยมีฐานอำนาจจากทหารและตุลาการ ปืนกับกฎหมาย ไว้ปราบปรามฝ่ายที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ (ต่อไปสื่อนอกจากสนใจข่าวแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพว่าใครจะมาเป็นแม่ทัพภาค 1 ผบ.พล.1 ก็ต้องสนใจการแต่งตั้งโยกย้ายในศาลยุติธรรมด้วย เช่น ใครจะมาเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้แม่ทัพภาคเลยทีเดียว)
ระบอบนี้อาจโค่นล้มยาก แต่ก็เปราะบางเพราะขึ้นกับตัวบุคคล สมมติเช่นถ้าอภิสิทธิ์เสื่อม หรืออภิสิทธิ์มีอันเป็นไปอย่างหนึ่งอย่างใด จะหาใครมาถูกจริตแทน
ใบตองแห้ง24 ธ.ค.53